เซิ้งบั้งไฟ บทเพลงที่สะท้อนความเชื่อและประเพณีของชาวอีสาน โดย นางสาว ปวีณา หงคำเมือง นางสาว วศินี จันทร์หอม นางสาว ฐิติกานต์ บุตรธนู นางสาว แพทรีเซีย ล๊าคมันน์ นางสาว ศิรประภา บรรพต นางสาว ธัญชนก ลอยแก้ว นางสาว รัตนมน นินสน ชั้นมัธยมศึกษาปี่ที่ ๔/๑๐ เสนอ คุณครูอานุภาพ รณเรืองฤทธิ์ โครงงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน ๒ (ท๓๑๑๐๒) โรงเรียนสตรีราชินูทิศ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี
เซิ้งบั้งไฟ บทเพลงที่สะท้อนความเชื่อและประเพณีของชาวอีสาน โดย นางสาว ปวีณา หงคำเมือง เลขที่ ๑๐ นางสาว วศินี จันทร์หอม เลขที่ ๑๑ นางสาว ฐิติกานต์ บุตรธนู เลขที่ ๑๗ นางสาว แพทรีเซีย ล๊าคมันน์ เลขที่ ๑๙ นางสาว ศิรประภา บรรพต เลขที่ ๒๐ นางสาว ธัญาชนก ลอยแก้ว เลขที่ ๒๗ นางสาว รัตนมน นินสน เลขที่ ๓๕ ชั้นมัธยมศึกษาปี่ที่ ๔/๑๐ เสนอ คุณครูอานุภาพ รณเรืองฤทธิ์ โครงงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน ๒ (ท๓๑๑๐๒) โรงเรียนสตรีราชินูทิศ อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุดรธานี
ก เรื่อง เซิ้งบั้งไฟบทเพลงที่สะท้อนความเชื่อและประเพณีของชาวอีสาน ผู้ศึกษาค้นคว้า ๑.นางสาวปวีณา หงคำเมือง ๒.นางสาววศินี จันทร์หอม ๓.นางสาวฐิติกานต์ บุตรธนู ๔.นางสาวแพทรีเซีย ล๊าคมันน์ ๕.นางสาวศิรประภา บรรพต ๖.นางสาวธัญชนก ลอยแก้ว ๗.นางสาวรัตนมน นินสน คุณครูที่ปรึกษา คุณครูอานุภาพ รณเรืองฤทธิ์ ระดับชั้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔/๑๐ ปีการศึกษา ๒๕๖๖ บทคัดย่อ โครงงานฉบับนี้จัดทำขึ้นเพื่อศึกษาและวิเคราะห์ความหมายของเพลงเซิ้งบั้งไฟ รวมถึง ประเพณี วัฒนธรรม และความเชื่อต่างๆที่ปรากฏอยู่ในเพลง จากการศึกษาโครงงานเรื่องเซิ้งบั้งไฟบทเพลงที่สะท้อนความเชื่อและประเพณีของชาวอีสาน พบว่าในเนื้อเพลงเซิ้งบั้งไฟได้มีการสอดแทรกความเชื่อและวิถีชีวิตของชาวอีสานเกี่ยวกับประเพณี บุญบั้งไฟโดยแยกออกเป็น ๒ ด้าน ได้แก่ ด้านวรรณศิลป์ที่ปรากฏในเพลงเซิ้งบั้งไฟและ ภาพสะท้อนสังคมท้องถิ่นอีสานที่ปรากฏในเพลงเซิ้งบั้งไฟโดยแต่ละด้านผู้จัดทำได้ยกตัวอย่าง มาจากในบทเพลง รวมถึงแปลความหมายทำให้สามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้น
ข กิตติกรรมประกาศ โครงงานเรื่องเซิ้งบั้งไฟบทเพลงที่สะท้อนความเชื่อและประเพณีของชาวอีสาน สำเร็จลุล่วงได้ ด้วยความกรุณาของคุณครูที่ปรึกษา คุณครูอานุภาพ รณเรืองฤทธิ์ ที่คอยให้คำแนะนำในการจัดทำ โครงงาน ขอบคุณสมาชิกในกลุ่มที่คอยช่วยเหลือทำให้โครงงานสำเร็จตามเป้าหมาย ขอบคุณนางสาวศิรประภา บรรพต ที่ช่วยสอนและให้คำแนะนำในการใช้โปรแกรม และขอบคุณ ตัวเองที่สู้สุดใจเพื่อทำให้โครงงานฉบับนี้เสร็จสมบูรณ์ ผู้จัดทำหวังว่าโครงงานนี้จะมีประโยชน์อยู่ไม่น้อยกับผู้อ่าน ทำให้ได้ความรู้และ ความเข้าใจมากขึ้น และเป็นแนวทางในการจัดทำโครงงานให้กับผู้สนใจต่อไป หากผิดพลาดประการใด ขออภัยมา ณ ที่นี้ คณะผู้จัดทำ
ค สารบัญ เรื่อง หน้า บทคัดย่อ...................................................................................................................................................ก กิตติกรรมประกาศ...................................................................................................................................ข สารบัญ.....................................................................................................................................................ค บทที่ ๑ บทนำ..........................................................................................................................................๑ ๑.๑ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา...........................................................................๑ ๑.๒ วัตถุประสงค์ของโครงงาน .................................................................................................๑ ๑.๓ ขอบเขตการศึกษา..............................................................................................................๒ ๑.๔ นิยามศัพท์เฉพาะ...............................................................................................................๒ ๑.๕ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ................................................................................................๒ บทที่ ๒ เอกสารที่เกี่ยวข้อง....................................................................................................................๓ ๒.๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับประเพณีบุญบั้งไฟ........................................................................๓ ๒.๒ เนื้อเพลงเชิ้งบั้งไฟ ..............................................................................................................๙ บทที่๓ วิธีการดำเนินงาน ....................................................................................................................๑๑ ๓.๑ ขั้นตอนรวบรวมข้อมูล....................................................................................................๑๑ ๓.๒ ขั้นตอนวิเคราะห์ข้อมูล...................................................................................................๑๑ ๓.๓ ขั้นตอบสรุป อภิปราย และเสนอแนะ............................................................................๑๑ ๓.๔ ตารางแสดงแผนการปฏิบัติงาน......................................................................................๑๑ บทที่ ๔ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล...........................................................................................................๑๒ ๔.๑ วรรณศิลป์ที่ปรากฏในเพลงเซิ้งบั้งไฟ .............................................................................๑๒ ๔.๒ ภาพสะท้อนสังคมท้องถิ่นอีสานที่ปรากฏในเพลงเซิ้งบั้งไฟ ...........................................๑๔ บทที่ ๕ สรุป อภิปราย และเสนอแนะ................................................................................................๑๖ ๕.๑ สรุปผล.............................................................................................................................๑๖ ๕.๒ อภิปรายผล.....................................................................................................................๑๖ ๕.๓ ข้อเสนอแนะ....................................................................................................................๑๗ บรรณานุกรม ........................................................................................................................................๑๘ ภาคผนวก..............................................................................................................................................๑๙ ภาคผนวก ก ภาพการดำเนินงาน...........................................................................................๒๐ ภาคผนวก ข ประวัติผู้ทำ........................................................................................................๒๒
๑ บทที่ ๑ บทนำ ๑.๑ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ในประเทศไทยประเพณีเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญต่อสังคมไทย เป็นธรรมเนียม หรือระเบียบแบบแผนที่ชาวไทยปฏิบัติและสืบต่อกันมาอย่างยาวนานจนเกิดเป็นประเพณี ของสังคมนั้นๆ ทำให้เกิดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของชาติ เป็นสิ่งที่คนในสังคมร่วมกันสร้างขึ้นและถ่ายทอดให้กันรุ่นสู่รุ่น ซึ่งประเทศไทยในแต่ละภาคนั้น ก็มีประเพณีที่แตกต่างกันตามทัศนคติและความเชื่อของแต่ละสังคม ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคอีสานนั้นก็มีประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา ตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งแต่ละประเพณีก็มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันออกไปแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิต ของแต่ละท้องถิ่น เช่น ประเพณีบุญบั้งไฟ ประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษา เทศกาลผีตาโขน เป็นต้น ซึ่งประเพณีที่มีความสำคัญต่อชาวอีสานอีกอย่างหนึ่งนั้นก็คือประเพณีเซิ้งบั้งไฟ ประเพณีเซิ้งบั้งไฟเกิดขึ้นจากความเชื่อเรื่องตำนานพญาแถนและตำนานท้าวผาแดง-นางไอ่ เป็นประเพณีที่ชาวอีสานร่วมกันสืบทอดควบคู่กับประเพณีบุญบั้งไฟ คือก่อนที่จะทำบั้งไฟชาวบ้านจะ รวมตัวกันออกเซิ้งไปรอบหมู่บ้านเพื่อบอกบุญขอรับไทยทาน เพื่อซื้อเกี่ยหรือดินประสิวและดินปั้น เพื่อบรรจุทำเป็นบั้งไฟและจัดพิธีขอฝนต่อไป จุดประสงค์เพื่อขอฝนให้ตกต้องตามฤดูกาล เพลงเซิ้งบั้งไฟซึ่งประพันธ์และขับร้องโดย บิว จิตรฉรีญา ในเนื้อเพลงกล่าวถึง ประเพณีเซิ้งบั้งไฟ กล่าวถึงการบูชาพญาแถนและท้าวผาแดงนาง-ไอ่ นอกจากนี้ในเนื้อเพลงมีเนื้อหา ถึงการเกี้ยวพาราสีของชายหญิง โดยเนื้อหาของเพลงสะท้อนให้เห็นถึงคติความเชื่อ รวมถึงวิถีความ เป็นอยู่ของชาวอีสาน อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความงดงามด้านวรรณศิลป์ในการประพันธ์อีกด้วย ดังนั้นคณะผู้จัดทำจึงประสงค์ที่จะศึกษาและจัดทำโครงงานเกี่ยวกับประเพณีการเซิ้งบั้งไฟ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำคัญและความเชื่อของประเพณีเซิ้งบั้งไฟ รวมถึงคุณค่าด้านวรรณศิลป์ และเพื่อถ่ายทอดประเพณีวัฒนธรรมนี้ให้ผู้ที่ศึกษาหรือสนใจเกี่ยวกับประเพณีเซิ้งบั้งไฟให้คงอยู่ สืบต่อไป ๑.๒ วัตถุประสงค์ของโครงงาน ๑.๒.๑ เพื่อศึกษาคุณค่าด้านวรรณศิลป์ของเพลงเซิ้งบั้งไฟ ๑.๒.๒ เพื่อศึกษาภาพสะท้อนสังคมจากเพลงเซิ้งบั้งไฟ ๑.๒.๓ เพื่ออนุรักษ์ประเพณีเซิ้งบั้งไฟ
๒ ๑.๓ ขอบเขตการศึกษา ๑.๓.๑ เพลงเซิ้งบั้งไฟ ๑.๔ นิยามศัพท์เฉพาะ ๑.๔.๑ เพลงเซิ้งบั้งไฟ หมายถึง เพลงที่กล่าวถึงประเพณีเซิ้งบั้งไฟ กล่าวถึง การบูชาพญาแถนและท้าวผาแดงนาง-ไอ่ นอกจากนี้ในเนื้อเพลงยังมีเนื้อหาถึงการเกี้ยวพาราสี ของชายหญิง โดยเนื้อหาของเพลงสะท้อนให้เห็นถึงคติความเชื่อ รวมถึงวิถีความเป็นอยู่ของชาวอีสาน ๑.๕ ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ๑.๕.๑ ได้ศึกษาคุณค่าด้านวรรณศิลป์ของเพลงเซิ้งบั้งไฟ ๑.๕.๒ ได้ศึกษาภาพสะท้อนสังคมจากเพลงเซิ้งบั้งไฟ ๑.๕.๓ ได้อนุรักษ์ประเพณีเซิ้งบั้งไฟ
๓ บทที่ ๒ เอกสารที่เกี่ยวข้อง ในการจัดทำโครงงานเรื่องเซิ้งบั้งไฟ คณะผู้จัดทำได้รวบรวมและศึกษาค้นคว้าข้อมูล ในประเด็นต่างๆที่มีความเกี่ยวข้องกับการทำโครงงาน โดยนำเสนอตามรายละเอียดหัวข้อดังต่อไปนี้ ๒.๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับประเพณีบุญ บั้งไฟ ๒.๒ เนื้อหาเพลงเซิ้งบั้งไฟ ๒.๑ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับประเพณีบุญบั้งไฟ ๒.๑.๑ ตำนานพญาแถนและพญาคันคาก การจุดบั้งไฟเป็นประเพณีของชาวอีสานที่เล่าต่อกันมาอย่างยาวนานว่ามนุษย์นับถือ เทวดาและเรียกเทวดาว่าแถนมีหน้าที่คอยดูแลให้ฝนตกถูกต้องตามฤดูกาล โดยตำนานเรื่องนี้มีอยู่ว่า ณ เมืองอินทะปัตถานคร เมืองแห่งนี้มีพระราชาผู้ครอง เมืองนามว่าพญาเอกราช และมีมเหสีนามว่าพระนางแก้วเทวี เมื่อพระมเหสีครบกำหนดคลอดขณะที่ นางกำลังคลอดลูกอยู่นั้นดินฟ้าอากาศเกิดอาเพศ เมฆหมอกบดบังดวงอาทิตย์ ฟ้าฝนตกลงอย่างหนัก จนในที่สุดพระนางแก้วเทวีก็ได้ให้ประสูติพระโอรสที่มีผิวพรรณเหลืองอร่ามดั่งทองคำแต่กลับมีผิว ขรุขระหน้าเกลียดหน้ากลัว พญาเอกราชทรงเป็นกังวลจึงให้โหรหลวงมาทำนายโชคชะตาของ พระโอรส โหรได้ทำนายว่าพระโอรสเป็นผู้มีบุญวาสนาจะได้เป็นที่พึ่งให้แก่บิดามารดาและชาวเมืองใน ภายภาคหน้า เมื่อครั้นพระกุมารโตเป็นหนุ่มคิดอยากจะมีคู่ครองแต่พญาเอกราชและพระมารดาไม่ เห็นด้วย เนื่องจากพระโอรสมีรูปร่างอัปลักษณ์พญาคันคากจึงภาวนาอธิษฐานถึงพระอินทร์ทุกค่ำคืน ว่าขอให้ตนมีรูปร่างเหมือนมนุษย์ทั่วไปจนในที่สุดคำอธิษฐานล่วงลุถึงพระอินทร์ด้วยความที่พญาคัน คากเป็นผู้มีบุญญาธิการพระอินทร์จึงเนรมิตให้กลายเป็นหนุ่มรูปงามผิวพรรณผุดผ่องดั่งทองคำ พร้อม ประทานนางอุดรกุรุทวีปมาให้เป็นคู่ครองและเสกปราสาทหลังใหญ่พร้อมข้าทาสบริวารให้ในชั่ว ข้ามคืนเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์แก่ชาวนครจึงเป็นที่ชื่นชมยกย่อง หลังจากนั้นไม่นานนัก พญาเอกราชก็ ยกราชสมบัติและบ้านเมืองให้กับพญาคันคากขึ้นเป็นเจ้าเมืองคนใหม่ที่มีนามว่าพญาคันคากอย่าง สมบูรณ์นับแต่พญาคันคากขึ้นครองเมืองก็ปกครองเมืองอย่างดีบรรดาเมืองน้อยใหญ่ก็ล้วนมีแต่ความ มั่งคั่งมั่นคงขึ้นกว่าเดิมจึงพร้อมใจกันยกย่องกราบไหว้บูชาพญาคันคาก ร้อนถึงแดนสวรรค์ครั้นเมื่อ มนุษย์ทั้งหลายไปยกย่องเทิดทูนต่อพญาคันคากหมดสิ้นจนลืมกราบไหว้บูชาพญาแถนเหมือนที่เคยทำ มาสร้างความไม่พอใจแก่พญาแถนเป็นอย่างมากสั่งห้ามเหล่าพญานาคไม่ให้เล่นน้ำบนสวรรค์อีกทำให้ น้ำฝนไม่ตกลงมายังโลกมนุษย์จนเกิดความแห้งแล้งทุกหย่อมหญ้า พญาคันคากเห็นความทุกข์ยากของ ผู้คนเพราะภัยแล้งติดต่อกันมาหลายปีจึงลงไปยังเมืองบาดาลแล้วไต่ถามเรื่องกับพญานาค พญานาค
๔ จึงบอกว่าพญาแถนโกรธที่พวกมนุษย์หันไปบูชาพญาคันคากจึงห้ามไม่ให้พญานาคขึ้นไปเล่นน้ำทำให้ โลกมนุษย์แห้งแล้งเมื่อพญาคันคากรู้ความจริงจึงสั่งให้พญานาคผู้เป็นเมืองบริวารสร้างถนนจากเมือง มนุษย์ขึ้นไปยังสวรรค์พร้อมนำขุนศึกไพร่พลเหล่าสัตว์น้อยใหญ่ไม่เว้นแม้แต่ฝูงพญานาคและพญาครุฑ ไปร่วมทำสงครามกับพญาแถน เพื่อให้ฝนตกลงมายังโลกมนุษย์ดังเดิม เมื่อถึงแถนแดนสวรรค์พญาคัน คากก็ชี้ไปที่พญาแถนแล้วตะโกนบอกว่า “พญาแถนทำผิดประเพณีที่สมควรไม่ส่งน้ำมายังโลกมนุษย์ ทำให้ชาวบ้านชาวเมืองเดือดร้อนข้าวยากหมากแพงเพาะปลูกอะไรก็ไม่ขึ้น’’ เมื่อได้ยินดังนั้น พญาแถนก็โกรธและตอบกลับว่า “ตนก็เป็นใหญ่ในชั้นฟ้าไม่ใช่ขี้ข้าใครเจ้าเป็นใครเหตุใดจึงมาบังคับ เมื่อยกทัพมาถึงขนาดนี้ก็ต้องรบกันสักครา’’ พญาคันคากกับพญาแถนได้ต่อสู้กันด้วยอิทธิฤทธิ์ต่างๆ เมื่อพญาแถนเห็นว่าจะเอาชนะพญาคันคากด้วยฤทธิ์เดชไม่ได้จึงท้าให้ชนช้างกัน ในที่สุดพญาคันคาก ชนะพญาแถนจึงได้ทำสัญญาขึ้นโดยให้พญาแถนปฏิบัติเช่นเคยทุกๆปีและทุกๆเดือน ๖ ซึ่งพญาแถน ก็ยินยอมข้อตกลงทำให้พญานาคขึ้นไปเล่นน้ำที่สระโบกขรณีเช่นเคย และเมื่อใดที่ต้องการฝน ให้พญาคันคากหรือให้มนุษย์ส่งสัญญาณโดยส่งบั้งไฟไปบอก เมื่อนั้นพญาแถนก็จะปล่อยฝนลงมาทันที และตลอดเดือนเพื่อให้เกษตรกรได้ทำนาและเพาะปลูกตามฤดูกาล และเมื่อฝนตกถึงโลกมนุษย์แล้ว พวกกบ เขียด และอึ่งอ่างก็จะส่งเสียงบอกพญาแถนให้ทราบจากนั้นพญาคันคาก และเหล่าสัตว์ทั้งหลายก็กลับสู่เมืองมนุษย์พญาคันคากกลับมาปกครองเมืองอย่างสงบสุข อุดมสมบูรณ์เรื่อยมา จนพญาคันคากสิ้นอายุขัยผู้คนเริ่มลืมเลือนศีลธรรมอันดี เข็ญฆ่ากันเอง มนุษย์และสัตว์เริ่มคุยกันคนละภาษา ร้อนถึงพญาแถนที่โกรธจึงทำลายทางเดินไปยังแดนสวรรค์ ทำให้มนุษย์กับสวรรค์ตัดขาดกันตั้งแต่นั้นมา ทางเดียวที่ติดต่อพญาแถนเพื่อจะขอฝนก็คือ การจุดบั้งไฟ จากตำนานเรื่องเล่านิทานปรัมปราจากชาวอีสานเรื่องนี้คือต้นกำเนิดของประเพณี บุญบั้งไฟของชาวอีสานที่ถือปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันซึ่งมักจะตรงกับ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ เป็นต้นไป ๒.๑.๒ ตำนานผาแดงนางไอ่ ณ บริเวรหนองหารหนองน้ำกว้างใหญ่ในปัจจุบัน ในอดีตเคยเป็นที่ตั้ง ของอาณาจักรที่รุ่งเรืองอย่างมาก ชื่อเมืองเอกชะทีตา หรือสุวรรณโคมที่ปกครองโดยพระยาขอม มีพระธิดานามว่า นางไอ่ เธอเป็นหญิงสาวที่งดงามมากยากที่จะหาหญิงใดมาเปรียบ ความงามของนางไอ่เป็นที่เลื่องลือไปทั่วทุกสารทิศ เจ้าชายจากทุกหัวเมืองในระแวกนั้นต่างหมายปอง อยากได้นางมาเป็นคู่ครองกันทุกคนไม่เว้นแม้แต่ท้าวผาแดงเจ้าชายจากเมืองผาโพง แต่ท้าวผาแดงไม่ได้ใจเย็นเหมือนกับเจ้าชายเมืองอื่นๆ เขาได้พยายามสร้างความสัมพันธ์กับนางไอ่ โดยให้ทหารมหาดเล็กคนสนิทช่วยเป็นพ่อสื่อติดต่อกับนางสนมที่ใกล้ชิดกับนางไอ่อีกที
๕ โดยเขาได้ฝากแก้วแหวนเงินทองรวมทั้งผ้าแพรเนื้อดีส่งไปให้แก่นางไอ่อย่างสม่ำเสมอ ทุกครั้งที่นางไอ่ได้รับสิ่งของจากท้าวผาแดงนางสนมคนสนิทก็จะพรรณนาถึงความหล่อ ความสง่างาม องอาจ กำยำ ล่ำบึกของท้าวผาแดงให้นางไอ่ฟัง จนนางไอ่เกิดความสนใจ ท้าวผาแดง ทำเช่นนี้อย่างต่อเนื่องไม่เคยลดละความพยายาม จนสามารถเอาชนะหัวใจของนางไอ่ได้สำเร็จ และทั้งคู่ก็ตกหลุมรักกันโดยที่ไม่เคยได้เห็นหน้ากันมาก่อนเลยสักครั้งเดียว ต่างฝ่ายต่างละเมอเพ้อฝัน ถึงกันและกันจนกระทั่งกลางดึกคืนหนึ่งท้าวผาแดงได้ขี่ม้าแอบมาหานางไอ่ที่ปราสาท ด้วยความช่วยเหลือของทหารมหาดเล็กและนางสนมคนสนิทของนางไอ่ทำให้ทั้งคู่ได้พบกัน และร่วมรักกันในคืนนั้นพวกเขาใช้เวลาอยู่ร่วมกันเพียงไม่กี่ชั่วโมงก็จำเป็นที่จะต้องจากลากันไป โดยท้าวผาแดงได้ให้สัญญากับนางไอ่ว่าจะรีบมาสู่ขอนางไอ่ไปเป็นพระชายาให้ถูกต้องตามประเพณี โดยเร็วที่สุด ก่อนจะรีบขี่ม้ากลับเมืองผาโพงไปก่อนที่ฟ้าจะสว่าง แม้ว่านางไอ่และท้าวผาแดง จะรักกันมากแค่ไหนก็ตามการจะได้อยู่ร่วมกันของพวกเขาไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะพระยาขอมเห็นว่า นางไอ่มีสิริโฉมงดงามยากที่จะหาหญิงใดมาเทียบได้ชายที่จะมาเป็นคู่ครองของนางนั้นจึงต้องเป็นผู้ที่มี ความสามารถรอบด้าน พระยาขอมจึงส่งประกาศไปยังเจ้าชายตามหัวเมืองต่างๆให้ทำบั้งไฟมาจุด เพื่อถวายพญาแถนผู้เป็นใหญ่และแข่งขันกันที่เมืองเอกชะทีตาในงานบุญบั้งไฟที่กำลังจะมาถึง หากบั้งไฟของเจ้าชายจากเมืองใดขึ้นสูงที่สุดเจ้าชายจากเมืองนั้นก็จะได้นางไอ่ผู้เลอโฉมไปเป็นคู่ครอง เจ้าชายตามหัวเมืองต่างจึงพากันมุ่งมั่นทำบั้งไฟหมื่นบั้งไฟแสนเพื่อจะมาจุดแข่งขันกันอย่างมากมาย พระยาขอมได้กำหนดให้วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ เป็นวันจัดงานบุญบั้งไฟ ท้าวผาแดงก็ไม่พลาดที่จะทำ บั้งไฟมาแข่งขันในวันนั้นด้วย แม้ว่าเขาจะไม่ได้ถูกเชิญก็ตาม เมื่อวันงานมาถึง ผู้คนหลั่งไหลกันมาจากทั่วทุกสารทิศเพื่อมาร่วมงานบุญอันยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ไม่เว้นแม้แต่ เจ้าชายพญานาคจากเมืองบาดาล ที่เมืองบาดาลนั้นมีเจ้าชายพญานาค นามว่า ท้าวพังคี ซึ่งเป็นอีกหนึ่งคนที่มีความใฝ่ฝันอยากจะยลโฉมนางไอ่มาเนิดนาน เมื่อทราบข่าวว่าจะมีการแข่งขัน จุดบั้งไฟเพื่อชิงตัวนางไอ่ท้าวพังคีจึงต้องการจะขึ้นมายังเมืองมนุษย์เพื่อยลโฉมนางไอ่ให้ได้ แม้ว่าจะถูกพระบิดาสั่งห้ามเอาไว้อย่างเด็ดขาดก็ตาม แต่ท้าวพังคีและบริวารจำนวนหนึ่ง ก็แอบหลบหนีจากนาคพิภพขึ้นมายังเมืองเอกชะทีตาโดยการแปลงกายเป็นคนบ้าง เป็นสัตว์บ้าง เพื่อเข้าไปปะปนกับผู้คนในงาน โดยท้าวพังคีได้แปลงร่างเป็นกระรอกเผือก มีขนสีขาว ปากและเท้าสีแดง กระโดดโลดเต้นไปมาเพื่อมองหานางไอ่ในขบวนแห่บุญบั้งไฟ ด้วยผลกรรมแต่ชาติปางก่อนที่ทั้งสองเคยครองรักกันทำให้วินาทีแรกที่ท้าวพังคีได้เห็นนางไอ่ เขาก็ตกหลุมรักนางไอ่ในทันทีโดยที่ไม่เผื่อใจไว้สำหรับความผิดหวังแม้แต่นิดเดียว กระทั่งเวลาจุดบั้งไฟ ทุกคนต่างใจจดใจจ่ออยากจะรู้ว่าบั้งไฟจากเจ้าชายเมืองใดจะชนะและได้นางไอ่ไปครอง และแม้ว่าท้าวผาแดงจะไม่ได้ถูกเชิญให้มาแข่งขัน แต่พระยาขอมก็ต้อนรับและเปิดโอกาส ให้ร่วมแข่งขันด้วย พระยาขอมได้เดิมพันกับท้าวผาแดงว่าถ้าหากบั้งไฟของท้าวผาแดงชนะ
๖ บั้งไฟของพระยาขอมได้พระยาขอมก็จะยกนางไอ่ธิดาของเขาให้เป็นคู่ครอง ซึ่งผลการแข่งขัน ปรากฏว่าบั้งไฟของพระยาขอมซุ ส่วนบั้งไฟของท้าวผาแดงแตก มีแต่บั้งไฟของ “พระยาฟ้าแด’’ เมืองฟ้าแดดสูงยาง และบั้งไฟของ ‘‘พระยาเชียงเหียน” แห่งเมืองเชียงเหียนเท่านั้นที่ขึ้นสู่ท้องฟ้า นานถึง ๓ วัน ๓ คืน กว่าจะตกลงมาถึงพื้น แต่เนื่องจากพระยาทั้งสองมีศักดิ์เป็นอาของนางไอ่ จึงไม่มีใครได้นางไอ่กลับไปเป็นคู่ครอง และเมื่อบุญบั้งไฟจบลงท้าวผาแดงและท้าวพังคี ก็ต้องกลับบ้านเมืองของตนเองไปแต่ทว่าเมื่อท้าวพังคีกลับไปที่เมืองบาดาลเขากลับรุ่มร้อน ทนอยู่ที่บ้านเมืองของตนไม่ได้เพราะหลงใหลในสิริโฉมอันงดงามของนางไอ่และคิดถึงนาง อยู่ตลอดเวลา เขาจึงพาบริวารย้อนกลับขึ้นมาที่เมืองเอกซะทีตาอีกรอบ โดยแปลงกายเป็น กระรอกเผือกเช่นเดิมแต่ได้แขวนกระดิ่งทองเอาไว้ที่คอเพื่อให้นางไอ่สังเกตเห็นได้ง่ายขึ้น แล้วไปเกาะอยู่บนกิ่งไม้ใกล้ๆกับหน้าต่างห้องนอนของนางไอ่ เมื่อนางไอ่ได้ยินเสียงกระดิ่งทอง นางก็เกิดความสงสัยจึงเปิดหน้าต่างดูและได้เห็นกระรอกเผือกวิ่งอยู่บนต้นไม้ท่าทางน่ารักน่าเอ็นดู นางเลยอยากจะได้มาเลี้ยงเอาไว้จึงสั่งให้พรานฝีมือดีออกติดตามกระรอกเผือกตัวนั้นมา แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไรนายพรานก็ไม่สามารถที่จะจับกระรอกเผือกได้จนนางไอ่เริ่มรู้สึกไม่พอใจ นางจึงสั่งให้นายพรานจับกระรอกเผือกตัวนั้นมาให้ได้ไม่ว่าจะจับเป็นหรือจับตายก็ตาม นายพรานได้ออกติดตามกระรอกเผือกอยู่หลายชั่วโมงผ่านไปหลายหมู่บ้านก็ยังจับกระรอกเผือกไม่ได้ กระทั่งมาถึงต้นมะเดื่อต้นหนึ่งกลางป่าซึ่งมีผลสุกเต็มต้นกระรอกเผือกตัวนี้ก็อดใจไม่ไหว ที่จะหยุดกินผลของต้นมะเดื่อมันก้มหน้าก้มตากัดกินต้นมะเดื่อด้วยความหิวโหย นายพรานที่ไล่ตามมาจนทันเกิดความโมโหที่จับเป็นกระรอกเผือกตัวนี้ไม่ได้สักทีเขาจึงตัดสินใจ ใช้หน้าไม้อาบยาพิษยิงไปที่ร่างของกระรอกเผือกทะลุกลางลำตัว ภาพเหตุการณ์ในอดีตของท้าวพังคี ก็ผุดขึ้นมาให้เขาได้ทราบถึงผลกรรมแต่ชาติปางก่อนที่ท้าวพังคีเคยกระทำไว้กับนางไอ่ โดยเมื่อครั้ง ที่ท้าวพังคีเกิดเป็นหนุ่มใบ้ยากจนเขาได้รับความเมตตาจากเศรษฐีจนได้แต่งงานกับลูกสาวของเขา แต่หนุ่มใบ้กลับไม่เคยสนใจใยดีภรรยาเลยแม้แต่น้อยจนวันหนึ่งที่หนุ่มใบ้และภรรยา จะต้องออกเดินทางไกลเข้าไปในป่าเป็นเวลานานทำให้อาหารที่เตรียมมาของพวกเขาหมด แต่โชคดีที่ทั้งสองมาเจอต้นมะเดื่อที่มีผลสุกเต็มต้นอยู่กลางป่า หนุ่มใบ้ผู้เป็นสามีก็ปีนป่าย ขึ้นไปเก็บกินผลมะเดื่อโดยไม่ได้นึกถึงภรรยาที่นั่งคอยให้สามีโยนผลมะเดื่อลงมาให้กินอยู่เบื้องล่างเลย เมื่อหนุ่มใบ้กินอิ่มแล้วเขาก็ปีนลงมาแล้วเดินทางต่อไปทันทีส่วนผู้เป็นภรรยาก็ไม่อาจเดินตามสามี ไปได้เพราะตนเองนั้นหิวมากจนไม่มีแรงที่จะเดิน นางจึงตะเกียกตะกายขึ้นต้นมะเดื่อต้นนั้น เพื่อเก็บกินผลของมันจนอิ่ม เมื่อนางลงมาจากต้นมะเดื่อ นางก็ไม่พบกับสามีจึงออกเดินทางตามหา แต่หายังไงก็หาไม่พบเดินไปทางไหนก็เจอแต่ต้นไม้ภรรยาของหนุ่มใบ้หมดแรง นั่งกอดเข่าร้องห่มร้องไห้อยู่กลางป่าเพียงลำพังพอมีเรี่ยวแรงขึ้นมาอีกนิดนางก็ลุกขึ้นเดินต่อไปอีก จนไปถึงต้นไทรใหญ่ริมแม่น้ำจึงลงไปอาบน้ำและดื่มกินน้ำก่อนจะกลับขึ้นมานั่งใต้ต้นไทร
๗ อย่างโดดเดี่ยวแล้วอธิษฐานจิตขึ้นว่า“ชาติหน้าขอให้สามีของนางตายอยู่บนกิ่งไม้และแม้จะได้พบเจอ กันอีกก็ขออย่าให้ได้เป็นสามีภรรยากันอีกเลย" ด้วยแรงอธิษฐานนี้เองภรรยานายใบ้ก็มาเกิดเป็นนางไอ่ ส่วนนายใบ้ผู้เป็นสามีก็กลับมาเกิดใหม่เป็นท้าวพังคีและถูกศรอาบยาพิษของนายพรานยิงทะลุกลาง ลำตัวตายอย่างอนาถอยู่บนต้นไม้แต่ก่อนที่ท้าวพังคีจะสิ้นใจตายท้าวพังคีในร่างกระรอกเผือก ได้ตั้งจิตอธิษฐานว่าขอให้เนื้อของตนนั้นมีมากมาย ๘,๐๐๐ เล่มเกวียน มากพอสำหรับเลี้ยงผู้คน ได้ทั้งเมืองอย่างทั่วถึงแล้วก็สิ้นใจไปในที่สุด เมื่อกระรอกเผือกสิ้นใจและร่วงหล่นลงจากต้นมะเดื่อ นายพรานกับพวกนักล่าฝีมือฉกาจก็นำเอาร่างของกระรอกเผือกไปชะแหละเอาเนื้อ แต่ปรากฏว่า เนื้อของกระรอกเผือกนั้นกับมีเพิ่มมากขึ้นอย่างทวีพูน แบ่งไปเท่าไหร่ก็ไม่หมด ชาวบ้านทั้งบ้านใกล้บ้านไกลต่างได้เนื้อกระรอกเผือกไปกินกันอย่างถ้วนทั่ว ยกเว้นก็แต่ ผู้คนที่บ้านดอนแม่หม้าย ซึ่งอยู่กลางทุ่งหนองหารเท่านั้นที่พวกนายพรานไม่ได้แบ่งเนื้อกระรอกเผือก ไปให้กิน และเมื่อพญานาคราชผู้เป็นบิดาของท้าวพังคีได้ทราบเรื่องที่เกิดขึ้นกับลูกชายเขาก็โกรธแค้น ชาวเมืองเอกชะทีตาอย่างมาก สั่งให้บริวารยกทัพขึ้นไปอาละวาดถล่มเมืองพระยาขอมให้หายแค้น พร้อมประกาศก้องว่า “มันผู้ใดที่กินเนื้อของท้าวพังคีลูกชายของข้ามันผู้นั้นจะต้องสิ้นชีวิต ตามลูกของข้าไป’’ และในคืนนั้นเองท้าวผาแดงได้ขี่มาชื่อบักสามมาหานางไอ่ที่ปราสาท ระหว่างทางท้าวผาแดงได้เห็นพญานาคมากมายกำลังเตรียมพร้อมที่จะเข้าถล่มเมือง ท้าวผาแดงได้เล่าสิ่งที่พบเห็นให้แก่นางไอ่ฟัง แต่นางไอ่กลับไม่สนใจเพราะกำลังยุ่งกับการปรุงอาหาร ให้แก่ท้าวผาแดงได้รับประทาน กลิ่นของมันหอมน่ากินมากท้าวผาแดงจึงถามว่าเป็นเนื้อของอะไร ทำไมจึงหอมน่ากินขนาดนี้นางไอ่บอกว่าคือเนื้อของกระรอกเผือกที่ถูกนายพรานยิงตาย แล้วนำมาถวายให้กระรอกเผือกตัวนิดเดียวแต่มีเนื้อมากมายเพียงพอสำหรับคนทั้งเมือง อย่างน่าอัศจรรย์ทันทีที่ท้าวผาแดงได้ฟังคำตอบจากนางไอ่ก็คิดได้ทันที่ว่าเนื้อนี้อาจจะเป็นสาเหตุ ที่พวกพญานาคแห่กันขึ้นมาจากเมืองบาดาลก็เป็นได้เขาจึงไม่กินเนื้อที่นางไอ่ปรุงมาให้ มีเพียงนางไอ่เท่านั้นที่กิน กระทั่งถึงกลางดึกขณะที่ผู้คนกำลังหลับสนิทอยู่นั้นเหตุการณ์ร้าย ก็ได้เกิดขึ้นแผ่นดินของเมืองเอกชะทีตาสั่นรัวราวกับว่ามีช้างนับล้านตัวมากระทืบ เสียงคำราม ของเหล่าพญานาคดังก้องไปทั่วเมือง ผู้คนล้มตายอย่างมากมายการโจมตีของพญานาครุนแรงมากจน แผ่นดินของเมืองเอกซะทีตาพังทลายลงจนกลายเป็นหนองน้ำขนาดใหญ่ เหลือไว้เพียงแค่ ดอนแม่หม้ายแห่งเดียวเท่านั้นเนื่องจากคนที่นั้นไม่ได้กินเนื้อของท้าวพังคี ฝ่ายท้าวผาแดงที่รู้อยู่ก่อนแล้วว่าจะเกิดเหตุร้ายขึ้น เขาได้รีบพานางไอ่ขึ้นหลังม้าบักสาม ควบหนีออกจากเมืองอย่างรวดเร็วเพื่อให้รอดพ้นจากภัยพิบัติครั้งนี้แต่ด้วยเหตุที่ว่านางไอ่ ได้กินเนื้อกระรอกเผือกเช่นกัน แม้ว่าท้าวผาแดงจะควบม้าไปทางไหนพญานาคก็ดำดินตามมาได้ทัน ตลอด ท้าวผาแดงควบม้ามุ่งหน้าไปทางภูพานน้อยเพื่อหนีไปยังเมืองผาโพง แต่พญานาคก็ติดตามมา อย่างรวดเร็วแล้วก็แปลงร่างเป็นขอนไม้ขนาดยักษ์ขวางเส้นทางเอาไว้ม้าบักสามพยายามโดดข้าม
๘ อย่างสุดกำลังสองขาหน้าของมันสามารถข้ามขอนไม้ไปได้แต่สองขาหลังดันติดขอนไม้ทำให้ม้าเสีย หลักล้มพาดไปทับกับภูพานน้อยอวัยวะเพศของม้าบักสามไปกระแทกกับภูพานน้อยอย่างแรงจนเกิด เป็นรอยลึกขึ้น นานวันเข้า รอยนั้นก็กลายมาเป็นต้นน้ำห้วยสามพาด ส่วนนางไอ่ก็ถูกพญานาคใช้หางฟาดจนตกจากหลังม้า และจมน้ำตายต่อหน้าต่อตาท้าวผาแดง เมื่อทุกคนที่กินเนื้อกระรอกเผือกตายหมดแล้ว เหตุการณ์จึงเริ่มสงบลงทุกสิ่งทุกอย่างในเมืองเอกชะทีตาหายไปจนหมดสิ้นคงเหลือเป็นเพียงแค่ หนองน้ำขนาดใหญ่ซึ่งปัจจุบันคือหนองหารในปัจจุบันและด้วยเหตุที่ท้าวผาแดงไม่สามารถ ช่วยชีวิตคนรักของตนเองเอาไว้ได้เมื่อเขากลับไปถึงเมืองผาโพงเขาก็เอาแต่คิดถึงนางไอ่ ไม่กินข้าวกินปลา ร่างกายของเขาซูบผอมและล้มป่วย จนในที่สุดเขาก็ตรอมใจตายตามนางไอ่ไป เมื่อท้าวผาแดงตายไปเป็นผีเขาก็ยังคงมีความอาฆาตเครียดแค้นเหล่าพญานาคที่สังหารคนรัก ของเขาต่อหน้าต่อตา ท้าวผาแดงได้สะสมบุญบารมีจนได้เป็นหัวหน้าของผีในชั้นเดียวกัน กระทั่งโอกาสเหมาะสมผีท้าวผาแดงได้รวบรวมไพร่พลเดินทัพผีไปรบกับพวกพญานาคเพื่อล้างแค้น บริวารผีของท้าวผาแดงมีเป็นแสนตน มุ่งหน้าบุกเข้าร่ายล้อมเมืองของพญานาคเอาไว้ทุกด้าน ซึ่งพญานาคเองก็ไม่ยอมต่างฝ่ายต่างใช้อิทธิฤทธิ์สู้รบกันยาวนานถึง ๗ วัน ๗ คืน แต่ก็ไม่มีใครแพ้ใครชนะ ฝ่ายพญานาคราชแห่งเมืองบาดาลซึ่งแก่ชรามากแล้วก็ไม่อยาก จะก่อเวรก่อกรรมอีกต่อไป เขาจึงไปหาท้าวเวสสุวรรณผู้เป็นใหญ่ให้มาตัดสินหาข้อยุติของความแค้น ในครั้งนี้ท้าวเวสสุสรรณจึงเรียกทั้งสองฝ่ายมาเจรจาโดยให้ทั้งสองฝ่ายเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทั้งหมดให้ฟังท้าวเวสสุวรรณจึงบอกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้นเป็นผลของกรรมเก่าแต่ชาติปางก่อน และตามมาส่งผลในชาตินี้ทั้งสองฝ่ายต่างมีเหตุผลของความแค้นทั้งคู่ ท้าวเวสสุวรรณ จึงสั่งให้ทั้งสองยุติสงครามไม่ให้เข็ญฆ่ากันอีกเด็ดขาด ให้มีเมตตาต่อกันรักษาศีล ๕ ปฏิบัติธรรมต่อไป ท้าวผาแดงและพญานาคราชจึงได้สติกลับคืนมาต่างฝ่ายต่างเข้าใจเหตุผล ของกันและกันความแค้นของทั้งสองจึงยุติลงด้วยความเข้าใจนับแต่นั้นมา ๒.๑.๓ ตำนานพญานาค โดยทั่วไปแล้วผู้คนเชื่อว่าพญานาคเป็นสัตว์กึ่งเทพมีอิทธิฤทธิ์สามารถเนรมิต เป็นมนุษย์ชายและหญิงได้ทั้งยังเป็นสัญลักษณ์แห่งสายน้ำเป็นผู้พิทักษ์รักษา สำหรับตำนานพญานาคนั้นมักจะมีหลายตำนานที่เล่าขานกันมาโดยในมหากาพย์มหาภารตะ พญานาคถือเป็นศัตรูของพญาครุฑ ส่วนในตำนานพุทธประวัติได้เล่าถึงพญานาคไว้หลายตอน เช่นเดียวกัน ส่วนในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเรามีตำนานความเชื่อเรื่องพญานาคอย่าง แพร่หลาย ชาวบ้านในภูมิภาคนี้เชื่อว่าพญานาคอาศัยอยู่ในแม่น้ำโขงและเชื่อกันว่ามีชาวบ้านเคยพบ รอยพญานาคขึ้นมาปรากฏให้เห็นในวันออกพรรษา โดยจะมีลักษณะคล้ายรอยของงูขนาดใหญ่
๙ “พญานาค” หนึ่งในความเชื่อของประชาชนริมฝั่งแม่น้ำโขง “แม่น้ำโขง” เป็นแม่น้ำสายสำคัญสาย หนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นับได้ว่าเป็น “มหานทีแห่งชีวิต"กล่าวคือเป็นแม่น้ำที่มีความสำคัญต่อ การดำรงชีวิตของประชาชนริมฝั่งแม่น้ำโขง เปรียบเสมือนสายสัมพันธ์ระหว่างประเทศบริเวณลุ่ม แม่น้ำโขงที่ มีทั้งวัฒนธรรมความเชื่อรวมไปถึงขนบธรรมเนียมและประเพณีต่างๆ รวมไปถึงความเชื่อ เกี่ยวกับ “พญานาค” ที่ร่วมกันหล่อหลอมจนเกิดเป็น‘‘อารยธรรมลุ่มน้ำโขง’’ ๒.๒ เนื้อเพลงเชิ้งบั้งไฟ จังโฮมกันสมมาแม้น... แถนอยู่ฟ้า... หมากยาพัน ขันมาลา... ฝูงข้าเต้า... เขายอ ยืนเอ้เคียง คายย...งามลืน.. ตก....แต่งดีด้างฮ้างเคียง... ข้างออกแทน...หม้ายจังให้มาดแม้น....สมแต่ง... แต่งยอมา ...ว่า...ขอแถนโผดผาย...ให้ชุมเย็น....อย่ามีอ้อน...จังมาวอนเป็นกาพย์เซ็ง...ฝูงไทเฮา... โอ้เฮา...โอ..ละ นพเทิงองค์พุทธโธ... ธรรมโม สังโฆ ฮอตแถนเจ้า...มาปก...เกล้า..ให้ชุ่มเย็น โอ้น...เต้น้อ... โอ๊ย....โฮะ โอย..ละน้า... โอ้เฮาโอ เฮาโอ้ เฮาโอ (ซ้ำ) โอมนะโมพุทธโธเป็นเค้า (ซ้ำ) ไหว้พระเจ้าองค์เลิศนาโธ (ซ้ำ) ว่า นะโมสังโฆพร้อมค้า (ซ้ำ) ไหว้ทั่วกาแถนไทเทิงบน (ซ้ำ) กล่าวขอฝนให้เทมาชุมชื้น (ซ้ำ) ตกมาฟื้น ผืนไฮผืนนา (ซ้ำ) พื้นลงมาสมผู้ข้าฮ้องโฮ (ซ้ำ) โอเฮาโอ เฮาโอ้ เฮาโอ้ (ซ้ำ) ว่าแล้วโอ้พวกเจิ้งเอาโอ้ (ซ้ำ) พอเหล้าโทแล้วมาโยวมาย้อน (ซ้ำ) ฟ้อนเจ้าฟ้อนออกท่าลีลา (ซ้ำ) กล่าวศรัทธาผู้เพิ่นมาแหนแห (ซ้ำ) ให้คักให้แนสมบุญพญามาร (ซ้ำ) ให้ม่วนให้มันส์ละเซงกันมื้อนี้ (ซ้ำ) เว้าอยู่นี้ละเทิงทีเทิงทำ (ซ้ำ) เป็นสีดำสีแหล่หรือบ่ (ซ้ำ) กอต้อหรือว่าแนวได้ (ซ้ำ)เป็นจังใต้หรือว่าตั้งโกโต้ (ซ้ำ) โอเฮาโอ เฮาโอ้ เฮา โอ้ (ซ้ำ) บั้งไฟไผเอ้มาใหญ่อาดหลาด (ซ้ำ) เป็นตะฝาดของเทวดา (ซ้ำ)ตกลงมาใส่พื้นดังตุ๊บ!! (ซ้ำ) เสียงพิณแคนจ้าว คือจังห้าวใส่เสียงฝน ดังมาโจ้น ๆ คนจ่ายกาพย์เซ็งม่วนขึ้น เทิงกลองคล้อง คอคือจังฟ้าฮ้อง ครั้น ๆ สาธุเต้อให้ฝนพื้น.......ลงมาคัก ๆ แนแหม..... โอ้ย..เต้ชาย โอ้ย..เด้ชาย เดือนหกจ้อสมมารอตั้งท่า (ซ้ำ) ถ้าฝนมาพรมพื้นเทพื้นใส่นา ม่วน ส่วนฟ้าเมฆเข้าละโฮมฝน กลางฤดูที่แถน ถ่ายมาเต็มตั้ง เศรษฐมาก่วยฝนย้วยฮ้อนชำ อำมะรุกกะชาติ ไม้เทพื้นที่สะออน ชีวิตเพียงโฮมมะโลกนิททรา ฝนมาเต้อละสาสัตว์ ศิลปตาตอนน้ำ มหาคุณล้นเทโว ไหลหลัง (ซ้ำ) สัตว์อยู่ใต้ร่มฟ้า ปวงประชาโลกนี้ ฝนเลี้ยงจังใหญ่.... แว่วดัง....เสียงคน ม่วนชิ้นโฮแซว ฝนตกมาแล้ว อีสานขึ้นบานทั่วหน้า ผู้สาวผู้บ่าว หยอกเย้า จ่ายกลอนผญา ชีวิตชาวไร่ชาวนา ม่วนตามประสา ยามมาร่วมบุญ... แน่....น้องสาว ผู้หล่าผู้คำนาง คำ คำ นาง น้องมามื้อนี้ เป็นจังบุญน้อพ้อพี่ บ่าวผู้ดีผู้อ้อยร้อย อยากขอเจ้าละ เพิ่งเต้อย่าฟ้าวติว่าน้องบ่แม่นผู้เท่ห์...ผู้เท่ห์ เว้าเรื่องคือเขา บัดน้องเอาเสียงลำกล่อม กันสิหลงฟ้อน มาโยวย้อนผญาเชิญเที่ยว.....เชิญเที่ยวละเชิญเที่ยว...... เชิญเที่ยว ละเชิญเที่ยว เชิญเข้า มากอดเกี้ยว สิเกี่ยวเจ้าละ หว่างใจ โสขี้ร้ายสิไปแต่ง แต่งผญา ออกลีลาลำเพลินเซินใส่กันเบ่งเต้น้า นง
๑๐ ...นางหล่าหันมาทางนี้ นง...นาง หล่าหันมาทางพี เฮาคงมีผลายูซู ซ้อนส่งถึงแม่น....จังนึง จังนึง แม่น ...จังนึง เป็นคือเกี่ยวละพันเกียว เป็นคือเหลียว เหลียวนำกลอนใส่นางน้อง สอง..เฮาสอง สอง...เฮาได้ สอง...เอาได้เดินทางมายื่นยาว คือจังคาวสิพบพ้อ ฮักแท้แน่สะใต้ นางจึงได้ จึงได้ นาง...จังได้ มาพบ ละจบเจอ มาเหลือใจแท้เต้คำอยากเว้านำแท้เด้อ้าย...จอบล่องแม่นเจ้ามานำไผ เว้าใกล้ๆได้บ่น้อ ก้อนคำาบได้มาตัวเจ้าดอกพ่องามขำ (ซ้ำ) น้องบได้มาอาจกลึกจอกหลอก ออกลาย น้องสิชวนอ้ายไป เบ่งขบวนแห่ (ซ้ำ) ประเพณีตั้งแต่ปู่ย่าพาท่า บุญเดือนหกขอฝนตกน้า ๆ (ซ้ำ) ปู่ย่าพาทําเอ็นว่าบุญบั้ง ไฟ บ้านเฮาได้จัด มาตั้งแต่ใต้ คนได้ย่อง ได้ล่า ไผได้มาพบพ้อ ไผได้มาพบพ้อ บ่ลืม แท้แน่นอนเบ่ง ขบวนฟ้อนตกแต่ง ผลามี กลองยาวตีบรรเลง คลื่นเคลงแคน ใต้ คนเหนือใต้พากันใหลหลั่ง มโหรีย์เลิฟ น้าเสียงกลองนำ กาพย์เชิงขบวนฟ้อนเพิ่นโฮ เพิ่นเป่าโฮบอกกล่าวศรัทธา เสียง ...เพิ่นโฮ...เพิ่นโฮ เสียงเพิ่นโฮบอก กล่าวศรัทธา มา ๆ ลำเพลิน เช่นกันให้มันโก้ เซินกันให้มันโก้ กาพย์เซ็ง") โอเฮาโอ เฮาโอ้ เฮาโอ้ (ซ้ำ) โอมนะโมละพุทธโธเป็นเค้า (ซ้ำ) ไหว้นพเจ้าแถน ไทเทิงบน (ซ้ำ) กล่าวขอฝนให้เทมาชุมชื้น (ซ้ำ) ตกมาฟื้นผืนไฮผืนนา (ซ้ำ) ฮาลงมาสมผู้ข้าฮ้องโฮ (ซ้ำ) โอเอาโอ เฮาโอ้ เฮาโอ้ (ซ้ำ) ขอเหล้าโทนำเจ้าจักแก้ว (ซ้ำ) เป้กแล้วๆสิเกี่ยวเบ่งจักกลอน (ซ้ำ) เจ้าผู้ขน ตางอน พ่อคนได้คิงอ่อน ฮัก..น้องบ่ละพ่อยอดชีวี สาวคนนี้ละหัวใจยังว่าง น้องขอไปนั่งข้างในแนจัก นอยอ้ายนั้นสิว่าจังได่ คิดนำใจแนเด้อว่า ค่อยๆ อย่าฟ้าวหนหวยน้องหลาย บ่มีความหมายคือคำ หวานป่อยล่อยคนผู้อ้ายขอเว้าน่าแนจักนอย (ซ้ำ) หวั่นว่าใจน้องลอย คิดนำฮั่นดอกหวา คั่นบุญปีหน้า มีวาสนาพ้อหน้าอีกเทือ บ่ตัวเมื่อต่างบ้าน ต่างบ้านแล้วหาย จ้อยหล่อยเลย ปาน..น้องเจ้ยจอบสอง ก้อนค้า น้องสิว่างหัวใจเป็นประกันวันนี้ จากวันนี้น้องเว้าอิหลี นี้บได้เว้าเล่นเว้าไปเลย ๆ พอได้เปิดได้ หน่าย ขันเต้ ชายเอย เอ่ยสุคำฝากต้อน ป้อนเข้าใส่ความหวัง..ได้ร่วม ได้ร่วม หวัง..ได้ร่วม โฮมฮักนอน เคียงเคียงอินางคนสวย สวยดอกจริงแม่น หญิงแท้ ลองมักแม้......ลองมักน้อง....ล
๑๑ บทที่๓ วิธีการดำเนินงาน การศึกษาโครงงานเรื่องเพลงเซิ้งบั้งไฟเป็นบทเพลงที่สะท้อนความเชื่อและประเพณีของชาว อีสานคณะผู้จัดการได้ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปนี้ ๓.๑ ขั้นตอนรวบรวมข้อมูล ๓.๒ ขั้นตอนวิเคราะห์ข้อมูล ๓.๓ ขั้นตอน สรุป อภิปรายผล และเสนอแนะ ๓.๔ ขั้นตอนแสดงแผนการปฏิบัติงาน ๓.๑ ขั้นตอนรวบรวมข้อมูล ๓.๑.๑ ศึกษาหาข้อมูลและรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับเพลงเซิ้งบั้งไฟ ๓.๑.๒ ศึกษาข้อมูลเอกสาเกี่ยวกับเพลงเซิ้งบั้งไฟ ๓.๒ ขั้นตอนวิเคราะห์ข้อมูล ศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับเพลงเซิ้งบั้งไฟ ในด้านต่างๆดังต่อไปนี้ ๓.๒.๑ วิเคราะห์คุณค่าด้านวรรณศิลป์จากเพลงเซิ้งบั้งไฟ ๓.๒.๒ วิเคราะห์การสะท้อนสังคมจากเพลงเซิ้งบั้งไฟ ๓.๓ ขั้นตอบสรุป อภิปราย และเสนอแนะ ๓.๓.๑ สรุปข้อมูลจากที่วิเคราะห์เพลงเซิ้งบั้งไฟ และ อภิปราย เสนอแนะ ๓.๔ ตารางแสดงแผนการปฏิบัติงาน ลำดับ รายการปฏิบัติ วัน/เดือน/ปี สถานที่ หมายเหตุ ๑ ประชุมสมาชิกกลุ่ม ๒๖/๑๑/๖๖ โรงเรียนสตรีราชินูทิศ ๒ วางแผนปฏิบัติงาน ๒๗/๑๑/๖๖ โรงเรียนสตรีราชินูทิศ ๓ รวบรวมข้อมูลและศึกษาข้อมูล ๑๑/๑๒/๖๖ โรงเรียนสตรีราชินูทิศ ๔ วิเคราะห์ข้อมูล ๑๓/๑๒/๖๖ โรงเรียนสตรีราชินูทิศ ๕ สรุปและอภิปรายข้อมูล ๑๗/๑๒/๖๖ โรงเรียนสตรีราชินูทิศ ๖ เสนอแนะข้อมูล ๒๑/๑๒/๖๖ โรงเรียนสตรีราชินูทิศ
๑๒ บทที่ ๔ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การศึกษาโครงงานเรื่องเซิ้งบั้งไฟบทเพลงที่สะท้อนความเชื่อและประเพณีชาวอีสาน จะ วิเคราะห์วรรณศิลป์ที่ปรากฏในเพลงเซิ้งบั้งไฟ และภาพสะท้อนสังคมท้องถิ่นอีสานที่ปรากฏในเพลง เซิ้งบั้งไฟ โดยศึกษาตามรายละเอียด ดังนี้ ๔.๑ วรรณศิลป์ที่ปรากฏในเพลงเซิ้งบั้งไฟ มีดังนี้ ๔.๑.๑ การเล่นเสียง ๔.๑.๒ การเล่นคำ ๔.๑.๓ การใช้ภาพพจน์ ๔.๑.๔ คำภาษาถิ่นอีสาน ๔.๒ ภาพสะท้อนสังคมท้องถิ่นอีสานที่ปรากฏในเพลงเซิ้งบั้งไฟ ๔.๒.๑ ภาพสะท้อนสังคมด้านวิถีชีวิต ๔.๒.๒ ภาพสะท้อนสังคมด้านศาสนา ๔.๒.๓ ภาพสะท้อนสังคมด้านประเพณีและวัฒนธรรม ๔.๑ วรรณศิลป์ที่ปรากฏในเพลงเซิ้งบั้งไฟ มีดังนี้ ๔.๑.๑ การเล่นเสียง ตัวอย่างที่ ๑ ละนพทั้งองค์ พุทโธ ธรรมโม สังโฆ จากตัวอย่างข้างต้น ผู้แต่งเขียนเนื้อเพลงโดยทำการเล่นเสียงสระ ในเนื้อเพลงที่ว่า “ พุทโธ ธรรมโม สังโฆ ” เพื่อให้เนื้อเพลงมีทำนองที่ไพเราะยิ่งขึ้น ตัวอย่างที่ ๒ สมแต่ง แต่งยอมาว่า ขอแถนโผดผาย ให้ซุมเย็น อย่ามีฮ้อน จากตัวอย่างข้างต้น ผู้แต่งเขียนเนื้อเพลงโดยทำการเล่นคำซ้ำ ในเนื้อเพลงที่ว่า “ สมแต่งแต่งยอมาว่า ”เพื่อให้เนื้อเพลงมีความไพเราะมากยิ่งขึ้น ตัวอย่างที่ ๓ กล่าวขอฝนให้เทมาซุมซื้น ตกมาฟื้นผืนไฮผืนนา จากตัวอย่างข้างต้น ผู้แต่งเขียนเนื้อเพลงโดยทำการเล่นสระและตัวสะกดไปด้วยกัน ในเนื้อเพลงที่ว่า “ เทมาซุมซื้น ตกมาฟื้นผืนไฮผืนนา ” เพื่อให้เนื้อเพลงมีความสละสลวยมากยิ่งขึ้น ๔.๑.๒ การเล่นคำ
๑๓ ตัวอย่างที่ ๔ ฟ้อนเจ้าฟ้อนออกท่าลีลา กล่าวศรัทธาผู้เพิ่นมาแหนแห ให้คักให้แนสมบุญพญามาร ให้ม่วนให้มันส์ละเซงกันมื้อนี้ จากตัวอย่างข้างต้น เป็นการเล่นคำซ้ำซึ่งในที่นี้คือการนำคำว่า “ให้” มาใช้ซ้ำ ๆ กันในที่ใกล้ ๆ กันเพื่อย้ำความหมายให้หนักแน่นมากขึ้น ๔.๑.๓ การใช้ภาพพจน์ ตัวอย่างที่ ๕ เสียงพิณแคนจ้าวคือจังห้าวใส่เสียงฝน ดังมาโจ้น ๆ คนจ่ายกาพย์เซิ้งม่วนซื้น เทิงกลองคล้องคอ คือจังฟ้าฮ้อง ครื้น ๆ สาธุเด้อให้ฝนทื้น ลงมาคัก ๆ แหน่แหม๊ จากตัวอย่างข้างต้น เป็นการใช้โวหารภาพพจน์คือสัทพจน์ในท่อน “คือจังฟ้าฮ้อง ครื้น ๆ” เป็นการเลียนเสียงธรรมชาติซึ่งคือเสียงฟ้าร้อง ตัวอย่างที่ ๖ บั้งไฟไผเอ้มาใหญ่อาดหลาด เป็นตะฝาดของเทวดาตกลงมาใส่พื้นดัง ตุ๊บ! จากตัวอย่างข้างต้น เป็นการใช้ภาพพจน์อติพจน์ หรือ อธิพจน์ ซึ่งคือการกล่าวเกิน ความจริงว่าบั้งไฟมีขนาดใหญ่เท่าของเทวดาเพราะเป็นการกล่าวที่ทำให้เห็นภาพได้ง่าย ๔.๑.๔ คำภาษาถิ่นอีสาน จากการศึกษาเพลงเซิ้งบั้งไฟ มีคำภาษาถิ่นอีสานมากมาย คณะผู้จัดทำขอ ยกตัวอย่างมาเพียง ๒๐ คำ ดังนี้ ลำดับที่ ภาษาถิ่นอีสาน ภาษาไทยมาตรฐาน ๑ มาดแม้น แม้ว่า,แม้ว่า ๒ ข้อย ฉัน ๓ ผู้ข่า ข้าพเจ้า ๔ ไทเฮา พวกเรา ๕ เซิ้ง ร่ายรำจังหวะเร็ว ๆ สนุกสนานของ ชาวอีสาน ๖ จังมา ถึงมา
๑๔ ๔.๒ ภาพสะท้อนสังคมท้องถิ่นอีสานที่ปรากฏในเพลงเซิ้งบั้งไฟ ๔.๒.๑ ภาพสะท้อนสังคมด้านวิถีชีวิต ตัวอย่างที่ ๗ ม่วนชื้นโฮแซว ฝนตกมาแล้ว อีสานชื้นบานทั่วหน้า ผู้สาวผู้บ่าวหยอกเย้า จ่ายกลอนผญา ชีวิตชาวไร่ชาวนา ม่วนตามประสา ยามมาฮ่วมบุญ จากตัวอย่างข้างต้น สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวอีสานว่าเมื่อยามฝนตกผู้หญิงและผู้ชาย จะหยอกเย้ากัน และกล่าวถึงภูมิปัญญาของตน ทำให้ชาวไร่ชาวนามีความสุขเมื่อได้ร่วมบุญกัน ๔.๒.๒ ภาพสะท้อนสังคมด้านศาสนา ตัวอย่างที่ ๘ โอมนะโมพุทธโธเป็นเค้า ไหว้พระเจ้าองค์เลิศนาโธ จากตัวอย่างข้างต้น เป็นหนึ่งในเนื้อเพลงที่สื่อถึงการกราบไหว้บูชาพระยาแถนและแสดงให้ เห็นถึงความเชื่อของคนสมัยก่อนที่เคารพบูชาพระยาแถนเพื่อเป็นการเริ่มพิธีขอฝน ตัวอย่างที่ ๙ ฮอดแถนเจ้า มาปกเกล้า ให้ซุมเย็น ๗ ฮ้อง ร้อง ๘ ม่วน สนุก ๙ ฮ้าง พัง ๑๐ ทื้น จิก,ดึง ๑๑ ฟ้อน รำ,ระบำ ๑๒ ฮ้อน ร้อน ๑๓ เพิ่น เขา ๑๔ คักแน่ ที่สุด,ของที่สุด ๑๕ ซุม กลุ่มก้อน ๑๖ เฮา ฉัน ๑๗ เต้า กาสำหรับใส่น้ำกิน ๑๘ เทิงบน ข้างบน ๑๙ ไฮ่ ไร่ ๒๐ งาม สวย
๑๕ จากตัวอย่างข้างต้น สะท้อนให้เห็นความเชื่อด้านศาสนาว่าปัจจุบันยังมีการนับถือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ซึ่ง ณ ที่นี้หมายถึงพระเจ้าแถนที่จะคอยปกปักรักษาผู้ที่กราบไหว้บูชาและดลบันดาลให้ฝนตกตาม ฤดูกาล ๔.๒.๓ สะท้อนสังคมด้านประเพณีและวัฒนธรรม ตัวอย่างที่ ๑๐ ประเพณีตั้งแต่ปู่ย่าพาทำ บุญเดือนหกขอฝนตกนำ ๆ ปู่ย่าพาเอิ้นว่าบุญบั้งไฟ จากตัวอย่างข้างต้น แสดงให้เห็นว่าประเพณีนี้ถูกสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ เป็นประเพณีสำคัญเพื่อขอให้ฝนตกในเดือนหก เพราะชาวอีสานมีความเชื่อว่า ถ้าปีใดไม่จัดงานบุญบั้ง ไฟ ฟ้าฝนก็จะไม่ตกต้องตามฤดูกาล เกิดความแห้งแล้งไม่มีน้ำทำนา ตัวอย่างที่ ๑๑ เบิ่งขบวนฟ้อนตกแต่งผลามี กลองยาวตีบรรเลง คลื้นเคลงแคนใต้ คนเหนือใต้พากันไหลหลั่ง มโหรีเสิฟนำ เสียงกลองนำกาพย์เซิ้งขบวนฟ้อนเพิ่นโฮ จากตัวอย่างข้างต้น ชาวอีสานมักใช้เครื่องดนตรีพื้นบ้านในการบรรเลงเพลงใน ประเพณีต่างๆ ไม่ว่าจะใช้กลองยาวหรือใช้วงมโหรีในการบรรเลงเพลง เพราะวงมโหรีก็เป็นอีกหนึ่ง ศิลปวัฒนธรรมแขนงหนึ่งในอดีตที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน จนกลายเป็นเอกลักษณ์
๑๖ บทที่ ๕ สรุป อภิปราย และข้อเสนอแนะ การศึกษาโครงงานเรื่องเซิ้งบั้งไฟบทเพลงที่สะท้อนความเชื่อและประเพณีของชาวอีสาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณค่าด้านวรรณศิลป์และเพื่อเชิญชวนให้ผู้คนได้เห็นถึงความสำคัญของ ประเพณีบุญบั้งไฟ สามารถสรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ดังนี้ ๕.๑ สรุปผล โครงงานเรื่องเซิ้งบั้งไฟบทเพลงที่สะท้อนความเชื่อและประเพณีของชาวอีสาน สามารถสรุปผลการศึกษา ดังนี้ ๕.๑ วรรณศิลป์ที่ปรากฏในเพลงเซิ้งบั้งไฟ ๕.๑.๑ การเล่นเสียง ๕.๑.๒ การเล่นคำ ๕.๑.๓ การใช้ภาพพจน์ ๕.๑.๔ คำภาษาถิ่นอีสาน ๕.๒ ภาพสะท้อนสังคมท้องถิ่นอีสานที่ปรากฏในเพลงเซิ้งบั้งไฟ ๕.๒.๑ ภาพสะท้อนสังคมด้านวิถีชีวิต ๕.๒.๒ ภาพสะท้อนสังคมด้านศาสนา ๕.๒.๓ ภาพสะท้อนสังคมด้านประเพณีและวัฒนธรรม ๕.๒ อภิปรายผล ประเพณีเซิ้งบั้งไฟเกิดจากความเชื่อเรื่องตำนานพญาแถนและ ตำนานท้าวผาแดง-นางไอ่ ก่อนที่จะทำบั้งไฟเพื่อจุดถวายพญาแถนชาวบ้านจะรวมตัวกันออก เซิ้งไปรอบหมู่บ้านเพื่อบอกบุญขอรับไทยทาน และจุดพิธีขอฝนต่อไป จุดประสงค์ก็เพื่อขอฝนให้ตก ต้องตามฤดูกาล โดยเนื้อหาของเพลงเซิ้งบั้งไฟสะท้อนให้เห็นถึงคติความเชื่อ ค่านิยม และประเพณีวัฒนธรรม รวมถึง การดำรงชีวิตและวิถีความเป็นอยู่ของชาวอีสาน อีกทั้งยังแสดงให้เห็นถึงความงดงาม
๑๗ ด้านวรรณศิลป์ เช่น ด้านการใช้ภาษามีการเล่นเสียงการเล่นคำเพื่อให้เนื้อเพลงมีความสละสลวย ๕.๓ ข้อเสนอแนะ จากการศึกษาโครงงานเรื่องเซิ้งบั้งไฟบทเพลงที่สะท้อนความเชื่อและประเพณีของ ชาวอีสานพบข้อเสนอแนะ ดังนี้ ๕.๓.๑ ควรศึกษาการใช้คำภาษาอีสานและการออกสำเนียงของภาษาให้มากขึ้น ๕.๓.๒ ควรศึกษาค้นคว้าจากแหล่งที่มาอื่นๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนมากขึ้น ๕.๓.๓ ในกลุ่มควรมีการสื่อสารกันมากขึ้น และควรมีความพร้อมในการเตรียมข้อมูล เพื่อทำให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
๑๘ บรรณานุกรม นคเรศ.(๑๕ กันยายน ๒๕๖๕). ประเพณี. วิกิพีเดีย. https://th.m.Wikipedia.org%2Fwiki%2F% ปนัดดา แสนทา. (๙ กันยายน ๒๕๖๐). ความสำคัญของวัฒนธรรมไทย. sites.Google.com. https://sites.Google.com/site/praphenithiy8862/wathnthrrmสมัย สุทธิธรรม.(๒๘ เมษายน ๒๕๖๓). พญาคันคากเป็นใคร. www.culture.go.th. https://www.culture.go.th%2Fculture_th%2Fewt_news.php% อธิป นามวิเศษ. (๖ กรกฎาคม ๒๕๖๕). วัฒนธรรมเรื่องพญานาคกับสังคมไทย. สถาบันวัฒนธรรมและศิลปะ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ. http://ica.swu.ac.th/news/detail/2/162?fbclid=lwAR2c6H7zRFqNg
๑๙ ภาคผนวก ภาคผนวก ก ภาพการดำเนินงาน ภาพผนวก ข ประวัติผู้จัดทำ
๒๐ ภาคผนวก ก ภาพการดำเนินงาน
๒๑ สมาชิกในกลุ่มปรึกษาหารือกัน สมาชิกในกลุ่มร่วมกันทำโครงงาน
๒๒ ภาคผนวก ข ประวัติผู้จัดทำ
๒๓ ชื่อ-นามสกุล : นางสาวปวีณา หงคำเมือง ชื่อเล่น : อั้ม วัน/เดือน/ปี : ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๑ งานอดิเรก : เล่นเกม วาดรูป ทำอาหาร ชื่อ-นามสกุล : นางสาววศินี จันทร์หอม ชื่อเล่น : แป้ง วัน/เดือน/ปี : ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ งานอดิเรก : อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง
๒๔ ชื่อ-นามสกุล : ฐิติกานต์ บุตรธนู ชื่อเล่น : เค้ก วัน/เดือน/ปี : ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๑ งานอดิเรก : ว่ายน้ำ ชื่อ-นามสกุล : ธัญชนก ลอยแก้ว ชื่อเล่น : แบม วัน/เดือน/ปี : ๔ พฤศภาคม ๒๕๕๑ งานอดิเรก : ดูหนัง ฟังเพลง อ่านนิยาย ให้อาหารแมว
๒๕ ชื่อ-นามสกุล : แพทรีเซีย ล๊าคมันน์ ชื่อเล่น : แพท วัน/เดือน/ปี : ๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๐ งานอดิเรก : ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม ชื่อ-นามสกุล : ศิรประภา บรรพต ชื่อเล่น : อึ้งย้ง วัน/เดือน/ปี : ๑๕ ตุลาคม ๒๕๕๐ งานอดิเรก : ดูหนัง นอน
๒๖ ชื่อ-นามสกุล : รัตนมน นินสน ชื่อเล่น : เอย วัน/เดือน/ปี : ๗ เมษายน ๒๕๕๐ งานอดิเรก : วาดภาพ ดูหนัง
๑