หลกั เกณฑ์และแนวปฏบิ ตั กิ ารจัดการอาชีวศึกษา
ระดับประกาศนยี บตั รวชิ าชพี
และระดับประกาศนยี บตั รวิชาชพี ชั้นสงู
7
การวัดและประเมนิ ผลอาชีวศึกษา
สำนักงานคณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษา
กระทรวงศึกษาธิการ
หลกั เกณฑแ์ ละแนวปฏิบตั กิ ารจดั การอาชวี ศกึ ษา
ระดบั ประกาศนยี บตั รวิชาชีพ และระดับประกาศนียบตั รวชิ าชพี ช้ันสูง
เร่อื งที่ 7 การวดั และประเมนิ ผลอาชีวศึกษา
พิมพค์ รั้งที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2562
ลิขสทิ ธิ์ สำนักมาตรฐานการอาชวี ศึกษาและวชิ าชีพ
สำนกั งานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศกึ ษาธิการ
คณะที่ปรึกษา : ดร. ประชาคม จันทรชิต รองเลขาธกิ ารคณะกรรมการการอาชวี ศึกษา
นางสาววลั ลภา อยูท่ อง ผู้ชำนาญการด้านการจดั การเรียนการสอน
อาชวี ศกึ ษาและกระบวนการเรียนรู้
เรอื อากาศโทสมพร ปานดำ ผูอ้ ำนวยการสำนักมาตรฐานการอาชีวศกึ ษา
และวชิ าชพี
ดร. ผ่องพรรณ จรัสจนิ ดารัตน์ หวั หนา้ หน่วยศึกษานิเทศก์
คณะทำงาน : นายพนมพร แฉล้มเขตต์ ผู้ทรงคณุ วฒุ ิ
นางอโนทยา เรืองศรี ศูนย์ส่งเสรมิ และพัฒนาอาชวี ศกึ ษา
ภาคตะวันออกและกรงุ เทพมหานคร
นายโชคอนันต์ รักษาภักดี สำนักมาตรฐานการอาชวี ศกึ ษาและวชิ าชีพ
นางสาวปณุ รส เชยสุขจิตต์ สำนกั มาตรฐานการอาชวี ศึกษาและวิชาชพี
บรรณาธิการและรูปเลม่ : อย่ทู อง ผ้ชู ำนาญการด้านการจัดการเรียนการสอน
นางสาววลั ลภา อาชีวศึกษาและกระบวนการเรียนรู้
นางสาวพรรษชล ทองคยุ่ สำนกั มาตรฐานการอาชวี ศกึ ษาและวชิ าชพี
นางสาวอารี โอสถจันทร์ สำนกั มาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชพี
นายณัฐพงศ์ แดงหล้า สำนกั มาตรฐานการอาชีวศกึ ษาและวิชาชีพ
นายพิศาล บุญมาวาสนาสง่ สำนกั มาตรฐานการอาชวี ศึกษาและวิชาชพี
นายธนสาร รจุ ริ า หน่วยศึกษานิเทศก์
พิมพ์ที่ วิทยาลยั เทคนิคมนี บุรี เลขที่ 57 ถนนสหี บรุ านุกิจ แขวงมนี บรุ ี เขตมนี บรุ ี
กรงุ เทพมหานคร 10510
คำนำ
หลักเกณฑแ์ ละแนวปฏบิ ัตเิ กยี่ วกับการจดั การอาชวี ศกึ ษาระดับประกาศนียบตั รวชิ าชพี และระดบั ประกาศนียบัตรวชิ าชพี ชนั้ สงู
ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง กรอบคุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ประกาศ
คณะกรรมการการอาชีวศึกษา เรื่อง เกณฑ์มาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ
พ.ศ. 2562 เกณฑ์มาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง พ.ศ. 2562 และ
เกณฑ์มาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาระดับปริญญาตรีสายเทคโนโลยีหรือสายปฏิบัติการ พ.ศ. 2562 ได้
กำหนดเป้าหมายการจัดการอาชีวศึกษาเพื่อให้ผู้สำเร็จการศึกษาทุกระดับคุณวุฒิ ประเภทวิชาและ
สาขาวิชา มีคุณภาพอย่างน้อย 4 ด้าน คือ ด้านคุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ด้าน
ความรู้ ด้านทักษะและด้านความสามารถในการประยุกต์ใชแ้ ละความรับผดิ ชอบ พร้อมทัง้ กำหนดให้การ
พฒั นาหลักสตู รหรอื ปรบั ปรุงหลกั สูตร ฐานสมรรถนะ การพฒั นาการจัดการเรยี นการสอนและการพฒั นา
คุณภาพการจัดการอาชีวศึกษาในแต่ละระดับคุณวุฒิ ต้องเป็นไปตามกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ มาตรฐาน
อาชพี หรือตามความต้องการของสถานประกอบการและตลาดแรงงาน ท้งั นี้ เพอ่ื ประโยชนต์ ่อการรบั รอง
หลกั สูตรและคณุ วฒุ กิ ารศกึ ษาของผู้สำเร็จการศึกษา
ดังนั้น เพื่อให้การพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอนและการจัดการอาชีวศึกษา
ทุกระดับคุณวุฒิอาชีวศึกษาเป็นไปอย่างมีคุณภาพตามมาตรฐานที่สาขาวิชาและสาขางานกำหนด
สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยสำนักมาตรฐานการอาชีวศึกษาและวิชาชีพ ร่วมกับหน่วย
ศกึ ษานเิ ทศก์ จึงไดจ้ ดั ทำหลักเกณฑ์และแนวปฏบิ ัติเกย่ี วกบั การจดั การอาชีวศกึ ษาระดับประกาศนียบัตร
วิชาชีพ และระดับประกาศนยี บัตรวชิ าชีพชัน้ สูง ในลักษณะของชุดเอกสารและเอกสารออนไลน์ จำนวน
10 เรื่อง ประกอบด้วย การจัดการอาชีวศึกษา การพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะ การพัฒนาหลักสูตร
เพิ่มเติมและการขออนุมัติเปิดสอน การนำหลกั สูตรไปใช้ การฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพและการ
จัดโครงงานพัฒนาสมรรถนะวิชาชีพ การจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร การวัดและประเมินผลอาชีวศึกษา
การจัดการอาชีวศึกษาระบบทวิภาคี การเทียบโอนผลการเรียนรู้ และการประกันคุณภาพของหลักสูตร
และการจัดการเรียนการสอน เพื่อให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้หรือปรับใช้ในการ
พฒั นาการจัดอาชวี ศึกษาเพ่อื ใหผ้ ู้สำเร็จการศึกษามคี ุณภาพตามมาตรฐานท่กี ำหนด
สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาขอขอบคุณผู้ทรงคุณวุฒิ ศึกษานิเทศก์ ผู้บริหาร ครู
นกั วชิ าการศกึ ษาและผมู้ ีส่วนเก่ยี วข้องในการจัดทำเอกสารฉบับนี้ มา ณ โอกาสน้ี
สำนักงานคณะการการการอาชวี ศกึ ษา
กรกฎาคม 2562
สำรบญั หน้า
ก
หลักเกณฑแ์ ละแนวปฏบิ ัตเิ กย่ี วกบั การจดั การอาชวี ศกึ ษาระดับประกาศนียบัตรวชิ าชพี และระดบั ประกาศนียบตั รวชิ าชพี ชนั้ สงู 1
2
• คำชี้แจงการนำไปใช้ 3
• แนวคดิ 4
• ความร้เู บื้องต้นเกย่ี วกบั การวัดและประเมินผลอาชวี ศึกษา 5
5
- การวัดผล (Measurement) 7
- การประเมินผล (Evaluation) 7
• ความร้เู บอ้ื งต้นเก่ียวกบั การประเมนิ ตามสภาพจริง 7
- หลกั ของการประเมินตามสภาพจรงิ 10
- ประโยชนแ์ ละความสำคญั ของการประเมนิ ตามสภาพจรงิ 11
- วิธกี ารประเมนิ ตามสภาพจรงิ 17
- การวางแผนการประเมินตามสภาพจรงิ 17
- ลักษณะของการประเมินตามสภาพจรงิ 24
- การออกแบบการประเมนิ ตามสภาพจรงิ 25
• การประเมนิ สมรรถนะ (Competency Assessment) 26
- สงิ่ ทีต่ ้องพิจารณาในการประเมินแบบสมรรถนะ 27
- หลักฐานของการประเมินสมรรถนะงาน 28
• การวดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี น 28
- การกำหนดเกณฑก์ ารประเมิน (Rubric Assessment) 28
- การกำหนดเกณฑ์การให้คะแนน (Scoring Rubrics) 34
- ข้นั ตอนการสรา้ งเกณฑ์การให้คะแนน 35
- องค์ประกอบของเกณฑ์การให้คะแนน 35
- การกำหนดลกั ษณะขององค์ประกอบ
• การประเมินมาตรฐานวชิ าชพี
- เครอ่ื งมือประเมนิ มาตรฐานวชิ าชีพ
- การสรา้ งเครอ่ื งมือประเมนิ ด้านความรู้ (ภาคทฤษฎี)
สำรบญั (ตอ่ ) หนา้
38
หลกั เกณฑแ์ ละแนวปฏบิ ตั เิ กย่ี วกับการจัดการอาชวี ศกึ ษาระดบั ประกาศนียบัตรวชิ าชพี และระดับประกาศนียบัตรวชิ าชพี ชนั้ สงู 40
40
- การสรา้ งเครื่องมอื ประเมนิ ด้านทกั ษะ (ภาคปฏบิ ตั )ิ 41
- กรอบการประเมินมาตรฐานวิชาชีพ 42
- ขั้นตอนการดำเนนิ การประเมินมาตรฐานวชิ าชีพ 43
- เกณฑก์ ารผ่านการประเมนิ มาตรฐานวิชาชพี 47
- การรายงานผลการประเมนิ มาตรฐานวิชาชพี
• บรรณานุกรม
• คำสง่ั สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศกึ ษา ที่ 430/2562
ลงวนั ท่ี 14 มีนาคม พ.ศ. 2562
สำรบญั ภำพ หนา้
หลกั เกณฑแ์ ละแนวปฏบิ ัตเิ กย่ี วกับการจดั การอาชวี ศกึ ษาระดับประกาศนียบัตรวชิ าชพี และระดับประกาศนียบตั รวชิ าชพี ชนั้ สงู
ภาพที่ 1
ภาพท่ี 2
ภาพที่ 3
ภาพที่ 4
ภาพท่ี 5
ภาพท่ี 6
สำรบญั ตำรำง หน้า
หลกั เกณฑแ์ ละแนวปฏบิ ัตเิ กยี่ วกับการจัดการอาชวี ศกึ ษาระดับประกาศนียบตั รวชิ าชพี และระดบั ประกาศนียบัตรวชิ าชพี ชนั้ สงู
ตารางท่ี 1
ตารางท่ี 2
ตารางท่ี 3
ตารางที่ 4
ก
คำชแี้ จงกำรนำไปใช้
หลกั เกณฑแ์ ละแนวปฏบิ ัตเิ กย่ี วกับการจดั การอาชวี ศกึ ษาระดับประกาศนียบตั รวชิ าชพี และระดบั ประกาศนียบัตรวชิ าชพี ชนั้ สงู
หลักเกณฑ์และแนวปฏบิ ัติเก่ียวกับการจัดการอาชีวศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ และ
ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง น้ีได้เรียบเรียงขึ้นโดยยึดประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง กรอบ
คุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ประกาศคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เรื่อง เกณฑ์มาตรฐาน
คุณวุฒิอาชีวศกึ ษาระดบั ประกาศนียบตั รวิชาชีพ พ.ศ. 2562 และประกาศคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
เรอ่ื ง เกณฑม์ าตรฐานคุณวุฒิอาชวี ศกึ ษาระดบั ประกาศนยี บตั รวิชาชีพชัน้ สูง พ.ศ. 2562 ซึง่ สอดคล้องกับ
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนการศึกษาแห่งชาติ กรอบคุณวุฒิแห่งชาติ และมาตรฐาน
การศึกษาของชาติ นอกจากนี้ ยังได้พิจารณานำข้อมลู ที่เกีย่ วข้องกับการจดั การอาชีวศกึ ษาทั้งสองระดับ
ได้แก่ ระเบียบ ประกาศ หลักเกณฑ์ แนวปฏิบัติ ฯลฯ มาเรียบเรียงนำเสนอ เพื่อเผยแพร่แกส่ ถานศกึ ษา
และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนผู้สนใจได้ศึกษาและนำไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการจัดการ
อาชีวศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีคุณภาพตามมาตรฐาน โดยชุดเอกสารและเอกสารออนไลน์นี้
ประกอบด้วย 10 เรื่อง ดังนี้
เรื่องท่ี 1 การจัดการอาชวี ศกึ ษา
เรื่องท่ี 2 การพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะ
เรื่องท่ี 3 การพฒั นาหลักสตู รเพ่ิมเติมและการขออนมุ ัติเปดิ สอน
เรื่องที่ 4 การนำหลกั สตู รไปใช้
เรอื่ งที่ 5 การฝึกประสบการณ์สมรรถนะวิชาชีพและการจัดโครงงานพฒั นาสมรรถนะวิชาชีพ
เร่ืองที่ 6 การจดั กจิ กรรมเสริมหลักสตู ร
เร่อื งที่ 7 การวดั และประเมนิ ผลอาชีวศกึ ษา
เร่ืองที่ 8 การจดั การอาชวี ศกึ ษาระบบทวภิ าคี
เรื่องที่ 9 การเทยี บโอนผลการเรียนรู้
เรอ่ื งที่ 10 การประกนั คุณภาพของหลกั สูตรและการจัดการเรยี นการสอน
เอกสารแต่ละเรื่องจะประกอบด้วยแนวคิด นิยามศัพท์ รายละเอยี ดของเนื้อหาสาระและหรือ
แนวปฏิบัติซึ่งสอดคล้องกับกรอบคุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติ บรรณานุกรมและภาคผนวก ซึ่งแนะนำ
แบบฟอร์ม ตัวอย่าง และแหล่งข้อมูลที่สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม ทั้งนี้ สถานศึกษา หน่วยงาน
หรือผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลหรือเนื้อหาสาระทุกเรื่องตามที่ได้จัดเรียงลำดับเรื่องที่ควรรู้ก่อน-หลัง
หรือจะเลือกศกึ ษาเฉพาะเร่ืองท่ีสนใจก็ได้
7 การวัดและประเมนิ ผลอาชีวศกึ ษา 1
การวดั และประเมนิ ผลอาชวี ศกึ ษา
หลักเกณฑแ์ ละแนวปฏบิ ตั เิ กยี่ วกับการจัดการอาชวี ศกึ ษาระดบั ประกาศนียบตั รวชิ าชพี และระดบั ประกาศนียบัตรวชิ าชพี ชนั้ สงู
แนวคิด
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2545 และ
(ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 หมวด 4 แนวการจัดการศึกษา ได้กำหนดให้การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่า
ผู้เรยี นทกุ คนมีความสามารถเรยี นรแู้ ละพัฒนาตนเองได้ และถือวา่ ผูเ้ รียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการ
จัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ โดยต้องเน้น
ความสำคัญทั้งความรู้ คุณธรรม กระบวนการเรียนรู้และบูรณาการตามความเหมาะสมของแต่ละระดับ
การศึกษา ท้ังน้ี ให้สถานศึกษาจัดการประเมินผู้เรียนโดยพิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียน ความ
ประพฤติ การสังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรมและการทดสอบควบค่ไู ปในกระบวนการเรียน
การสอนตามความเหมาะสมของแตล่ ะระดบั และรูปแบบการศึกษา
กรอบคุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2562 กำหนดให้การจัดการอาชีวศึกษาทุกระดับ
คณุ วฒุ ิ ประเภทวิชาและสาขาวชิ าต้องเน้นคณุ ภาพของผสู้ ำเรจ็ การศึกษา อยา่ งนอ้ ย ๔ ด้าน คอื
1. ด้านคุณธรรม จริยธรรมและคุณลักษณะท่ีพึงประสงค์ หมายถึง ความเป็นผู้มีคุณธรรม
จริยธรรม จรรยาบรรณวิชาชีพ เจตคติและกิจนิสัยท่ีดี ภูมิใจและรักษาเอกลักษณ์ของชาติไทย เคารพ
กฎหมาย เคารพสทิ ธขิ องผอู้ ่ืน มคี วามรับผิดชอบตามบทบาทหนา้ ทขี่ องตนเองตามระบอบประชาธิปไตย
อันมพี ระมหากษัตรยิ ท์ รงเปน็ ประมุข มีจิตสาธารณะและมีจิตสานึกรกั ษส์ ่ิงแวดล้อม
2. ด้านความรู้ หมายถึง ความรู้เก่ียวกับข้อเท็จจรงิ หลักการ ทฤษฎี และแนวปฏิบัติต่าง ๆ
ทีเ่ กี่ยวขอ้ งกับสาขาวิชาที่เรยี นหรือทำงาน โดยเนน้ ความรเู้ ชิงทฤษฎแี ละหรอื ข้อเท็จจริงเป็นหลัก
3. ดา้ นทักษะ หมายถึง ความสามารถปฏิบัติงานซึ่งบุคคลนั้นควรทำได้เมื่อได้รับมอบหมาย
โดยสามารถเลือกใชว้ ิธีการจัดการและแก้ปญั หาการทำงานด้วยทกั ษะดา้ นกระบวนการคิดที่เกย่ี วข้องกับ
การใช้ตรรกะ ทักษะการหยง่ั รูแ้ ละความคิดสร้างสรรค์ ทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวติ หรอื ทักษะการปฏิบัติ
หรือวธิ ีปฏิบัติท่ีมคี วามคล่องแคล่วและความชำนาญในการปฏิบตั ิตามเกณฑ์มาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศกึ ษา
แต่ละระดบั
4. ดา้ นความสามารถในการประยุกต์ใชแ้ ละความรับผิดชอบ หมายถึง ความสามารถของ
บุคคลที่เกดิ จากกระบวนการเรียนรู้ การใชค้ วามรู้ ทกั ษะทางสงั คมในการทำงานหรือการศึกษาอบรมเพื่อ
การพฒั นาวิชาชพี ของบุคคล ซ่ึงประกอบไปด้วยความสามารถในการส่ือสาร ภาวะผ้นู ำ ความรับผดิ ชอบ
2 7 การวดั และประเมนิ ผลอาชีวศกึ ษา
และความเป็นอิสระในการดำเนินการต่าง ๆ ไดด้ ้วยตนเอง เช่น ความสามารถในการตดั สินใจ และความ
รบั ผิดชอบตอ่ ตนเองและผู้อ่ืน
ท้ังนี้ “ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัดการศึกษาและประเมินผลการเรียนตาม
หลักสูตร” ได้กำหนดแนวปฏบิ ตั ใิ นการประเมินผล ดังน้ี
1. ให้สถานศึกษามีหน้าที่และรับผิดชอบในการประเมินผลการเรียนรายวิชาที่เรียนและ
ฝึกปฏิบัติในสถานศึกษา ส่วนรายวิชาท่ีเรียนและฝึกปฏิบัติในสถานประกอบการ ให้สถานศึกษาและ
สถานประกอบการ โดยครูนิเทศกแ์ ละครฝู กึ มีหนา้ ท่ีและรับผิดชอบรว่ มกันในการประเมนิ ผลการเรียน
2. ให้ประเมินผลการเรียนเป็นรายวิชาตามระบบหน่วยกิต โดยจำนวนหน่วยกิตของแต่ละ
รายวชิ าให้ถือตามทกี่ ำหนดไวใ้ นหลกั สูตร
3. ให้ดำเนินการประเมินตามสภาพจริงต่อเน่ืองตลอดภาคเรียน ทั้งด้านความรู้ ความ
สามารถและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ซึ่งครอบคลุมจุดประสงค์รายวิชา สมรรถนะรายวิชาและ
เน้ือหาวิชาจากกิจกรรมการเรียนการสอน การฝึกปฏิบัติ งานท่ีมอบหมายและพฤติกรรมลักษณะนิสัย
เพ่ือเปน็ คะแนนระหวา่ งภาค
4. ให้มีการวัดประเมินผลรายวิชาปลายภาคเรียน เมื่อส้ินภาคเรยี น หรือเมื่อส้นิ สุดการเรียน
หรือการฝึกปฏิบัติงานในทุกรายวิชา โดยพิจารณาตามจุดประสงค์รายวิชา สมรรถนะรายวิชาและ
เนอ้ื หาวชิ า โดยใชเ้ ครื่องมือและวธิ กี ารหลากหลายตามความเหมาะสม
5. ใหด้ ำเนินการประเมินมาตรฐานวิชาชีพเพื่อการสำเร็จการศึกษา เมอื่ ผู้เรียนได้ลงทะเบยี น
รายวิชาครบทุกรายวิชาตามหลักสูตรแต่ละประเภทวิชาแล ะสาขาวิชา หรือตามระยะเวลาท่ี
คณะกรรมการประเมินมาตรฐานวิชาชีพกำหนด ท้ังน้ี ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่สำนักงาน
คณะกรรมการการอาชวี ศกึ ษากำหนด
6. ให้หน่วยงานต้นสังกัดร่วมกับสถานศึกษา ดำเนินการส่งเสริมคุณภาพและควบคุม
มาตรฐานการจัดการเรยี นการสอน การวดั ผลและการประเมินผลการเรียน
ความรู้เบ้อื งตน้ เกี่ยวกับการวัดและประเมนิ ผลอาชีวศึกษา
“การวัดและประเมินผล” เป็นกระบวนการท่ีต้องดำเนินการควบคู่กับการจัดการเรียนการ
สอน เพื่อตรวจสอบว่าผู้เรียนมีความรู้ความสามารถตามเกณฑ์มาตรฐานท่ีกำหนดหรือไม่ และใช้ในการ
เปรียบเทียบความสามารถของผู้เรียนแต่ละคน ซึ่งการวัดและประเมินผลการเรียนรู้จะพิจารณาท้ัง 3
ด้าน คือ พุทธิพิสัย ทักษะพิสัยและจิตพิสัย ท้ังน้ี เครื่องมือวัดความสามารถของผู้เรียนจะใช้หลักทาง
วิทยาศาสตร์มาช่วยเพ่ือให้ไดผ้ ลความสามารถของผเู้ รียนแตล่ ะคน ส่วนการประเมินผลคือการนำผลท่ีได้
7 การวัดและประเมนิ ผลอาชีวศกึ ษา 3
จากการวัดความสามารถของผู้เรียนมาเทียบกับเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้ เพื่อตัดสินว่าผู้เรียน
มีความสามารถแต่ละด้านทัง้ 3 ด้านอยูใ่ นระดับใด
ในการจัดการศึกษาด้านอาชีวศึกษาหรอื การจัดการศกึ ษาด้านวิชาชพี การวัดและประเมินผล
การเรียนรู้จะใช้สมรรถนะงานเป็นตัวกำหนดเกณฑ์มาตรฐานการเรียนรู้ โดยวัดและประเมินผลการ
เรียนรู้ 4 ด้าน คือ ความรู้ ทักษะ พฤติกรรมแต่ละบุคคล และความสามารถในการประยุกต์ใช้หรือ
ประสบการณ์ในการทำงาน โดยวัดและประเมินผลการเรียนรู้ทั้ง 4 ด้านไปพร้อมกับการเรียนรู้ แล้วนำ
ผลท่ีได้จากการวัดไปเทียบกับมาตรฐานงานที่กำหนดไว้ ผู้ถูกวัดจะต้องมีความสามารถไม่ต่ำกว่าเกณฑ์
มาตรฐานของสมรรถนะงานในแต่ละสมรรถนะงาน และต้องผ่านตามเกณฑ์ของทุกสมรรถนะงาน
ทกี่ ำหนดไว้ในแตล่ ะสาขาวิชาหรือสาขางานของแตล่ ะกลุม่ อาชีพทก่ี ำหนดไว้
ในการจัดการเรียนการสอนและวัดประเมินผลด้านอาชีวศึกษา ครูผู้สอนจะต้องศึกษาและ
ทำความเขา้ ใจเก่ยี วกับการวัดผล การประเมนิ ผล การประเมินผลตามสภาพจริง การกำหนดกรอบการวดั
ประเมนิ ผล การเลอื ก สร้างและใชเ้ ครื่องมือวัดผล รวมทัง้ การกำหนดเกณฑ์การให้คะแนนเพ่อื การตัดสิน
ผลการประเมนิ
• การวัดผล (Measurement)
“การวัดผล” หมายถึง กระบวนการท่ีนำตัวเลขมาใช้แทนปริมาณความสามารถของคุณลักษณะ
ของผู้เรยี นจากนามธรรมใหเ้ ปน็ รูปธรรม โดยใชเ้ ครอ่ื งมอื ที่หลากหลายในการวัดความสามารถของผูเ้ รียน
และเทียบความแตกต่างระหว่างผู้เรียนแต่ละคนได้ โดยการวัดผลการศึกษาจะประกอบไปด้วย 3 ด้าน
คอื
1. ดา้ นความรู้
2. ดา้ นทักษะ
3. ด้านจติ พสิ ัย
1. ด้านความรู้ เครื่องมือที่ใช้ส่วนมากเป็นแบบทดสอบ เช่น แบบทดสอบแบบเลือกตอบ
แบบจับคู่ แบบเติมคำในช่องว่างและแบบความเรียง ซ่ึงโดยท่ัวไปจะนิยมใช้แบบเลือกตอบและแบบ
ความเรยี ง ทัง้ 2 แบบน้จี ะต้องแยกความสามารถของผตู้ อบไดต้ ามระดับพฤตกิ รรมการเรยี นรู้ทกี่ ำหนดไว้
ในหลักสูตรรายวิชา ดังน้ันจึงต้องมีการวิเคราะห์หลักสูตรก่อน แล้วนำผลที่ไดจ้ ากการวเิ คราะหห์ ลักสูตร
มากำหนดเป็นตารางวเิ คราะห์ข้อสอบ เพือ่ กำหนดว่าจะวัดความสามารถของผูเ้ รียนถึงระดับใดบ้าง และ
จำนวนข้อสอบท่ีจะวดั ตามระดบั พฤติกรรมการเรียนรใู้ นแต่ระดับจะมีระดบั ละก่ขี ้อ
4 7 การวัดและประเมนิ ผลอาชวี ศกึ ษา
2. ด้านทักษะ เคร่ืองมือที่ใช้เป็นแบบประเมินเพื่อวัดความสามารถของผู้เรียนในการ
ปฏิบัตงิ าน การดำเนินงานและการพัฒนางาน รวมท้ังวดั ผลผลิตท่ีไดจ้ ากการปฏบิ ัตงิ านด้วย เช่น ชิน้ งาน
รายงาน และหรือผลสำเร็จจากภาระงานที่ได้รับมอบหมาย แบบประเมินที่นิยมใช้มี 2 แบบ คือแบบ
มาตราส่วนประมาณคา่ และแบบตรวจสอบรายการ
2.1 แบบมาตราส่วนประมาณค่า ในการวัดทักษะต้องกำหนดเกณฑ์การให้คะแนนของ
แต่ละสว่ นของการวดั แต่ถ้าใชว้ ดั ความพงึ พอใจ (แบบสอบถาม) ไมต่ อ้ งกำหนดเกณฑ์การให้คะแนน
2.2 แบบตรวจสอบรายการ ในการวัดทกั ษะจะตรวจสอบวา่ ทำได้หรอื ทำไม่ได้ จำนวนข้อ
ทใ่ี ชว้ ัดจะต้องมจี ำนวนมากเพ่อื ให้ครอบคลุมเน้ือหาทั้งหมดที่ต้องการวดั
3. ด้านจิตพิสัย เครื่องมือท่ีใช้ส่วนมากจะเป็นแบบสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียน หรือแบบ
สมั ภาษณ์ ตัวเคร่อื งมอื จะมีลักษณะเหมือนแบบตรวจสอบรายการหรอื เปน็ แบบบันทกึ
• การประเมินผล (Evaluation)
“การประเมินผล” หมายถึง กระบวนการที่นำค่าที่ได้จากการวัดมาวินิจฉัยเพ่ือตัดสินหรือ
สรปุ ผลจากตวั เลขที่ได้จากการวัดว่าอยใู่ นระดบั ใดของเกณฑก์ ารประเมินตามมาตรฐานกำหนด ใชใ้ นการ
ตดั สินผเู้ รียนว่าผ่านหรือไมผ่ ่าน ถ้าผ่านจะอยู่ในระดบั ใดของเกณฑ์ที่กำหนด เชน่ การประเมนิ ผลสมั ฤทธ์ิ
ทางการเรยี น
การประเมินผลจึงเป็นการประเมินเชิงเปรียบเทียบเพ่ือตรวจสอบพัฒนาการของผู้เรียนตาม
มาตรฐานที่กำหนด หรือเป็นการประเมินแบบอิงเกณฑ์ ผู้เรียนแต่ละคนต้องปฏิบัติให้ได้ตามเกณฑ์ท่ี
กำหนด ซง่ึ สว่ นมากจะกำหนดเป็นเกณฑ์ขั้นต่ำไว้ ผู้เรียนคนใดไม่ผา่ นเกณฑ์กต็ ้องไปพฒั นาตนเองและมา
รับการทดสอบใหมจ่ นกวา่ จะผา่ นเกณฑ์ เชน่ การประเมนิ ตามสภาพจรงิ และการประเมนิ ตามสมรรถนะ
ตารางเปรียบเทียบการวัดผลและการประเมนิ ผล
การวดั ผล การประเมินผล
1. เปน็ การกำหนดรายละเอยี ดจำนวนหรอื ปรมิ าณ 1. เป็นการกำหนดระดบั คุณคา่ ตดั สนิ ลงขอ้ สรุป
2. เป็นการกระทำอยา่ งละเอยี ดทลี ะด้าน 2. เปน็ การสรปุ รวม เป็นข้อช้ีขาด/ผลการตดั สิน
3. ใช้เครอ่ื งมือเปน็ หลกั 3. ใชผ้ ลจากการวัดเปน็ หลกั โดยพจิ ารณาตาม
4. ผลท่ไี ดเ้ ปน็ ขอ้ มูลรายละเอยี ด เกณฑ์ทกี่ ำหนดไวแ้ ลว้ ลว่ งหน้า
5. อาศยั วธิ ีการทางวิทยาศาสตร์ 4. ผลท่ีไดเ้ ปน็ การตดั สินใจ
5. ใช้ดลุ พินจิ ในการตดั สิน
7 การวัดและประเมินผลอาชีวศึกษา 5
ความรู้เบื้องตน้ เก่ยี วกบั การประเมินตามสภาพจริง
“การประเมินตามสภาพจริง (Authentic Assessment)” หมายถึง การประเมินความ
สามารถตามสภาพความเป็นจริงของผู้เรียน โดยท่ีผู้ประเมินจะหาวิธีการหรือเทคนิคในการประเมินให้
เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละคน ซ่ึงการเรียนรู้ของมนุษย์น้ันจะมีการพัฒนาหรือการเรียนรู้เพิ่มขึ้นจากเดิม
ที่มีอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นการท่ีผู้เรียนทำแบบทดสอบไม่ผ่าน ไม่ได้หมายความว่าผู้เรียนไม่มีความรู้
ในรายวชิ าท่ีทำแบบทดสอบหรอื ไมม่ ีความร้เู พมิ่ ขึ้น แตผ่ ูเ้ รียนอาจจะรใู้ นสงิ่ ท่แี บบทดสอบไมไ่ ด้ถามก็ได้
การวัดและประเมินผลการอาชีวศึกษา เน้นการประเมินความสามารถในการปฏิบัติงานตาม
สภาพความเป็นจริงของผู้เรียน โดยดำเนินการประเมินอย่างต่อเน่ืองด้วยเทคนิควิธีการและเคร่ืองมือ
ประเมินทหี่ ลากหลายตามลักษณะของกจิ กรรมการเรยี นรู้ เพือ่ พัฒนาการการเรยี นรู้รอบด้านของผเู้ รียน
ทั้งด้านความรู้ ทักษะและพฤติกรรมลักษณะนิสัย ทั้งน้ี ในภาคทฤษฎีหรือด้านความรู้จะเน้นการ
ประยุกต์ใช้ การวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่าและกระบวนการคิดท่ีนำไปใช้ในการทำงาน ส่วน
ภาคปฏิบัติหรือด้านทักษะ จะเน้นสมรรถนะหรือความสามารถในการทำงาน กระบวนการท่ีใช้ในการ
ทำงาน และผลผลิตที่เกิดจากการทำงานท่ีได้มาตรฐานตามท่ีกำหนด รวมท้ังพฤติกรรมลักษณะนิสัยใน
การทำงานด้วย
• หลักของการประเมนิ ตามสภาพจริง
การประเมินตามสภาพจริงนอกจากจะช่วยพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน ยังช่วยพัฒนา
กระบวนการสอนและการประเมินผลของครูผสู้ อนดว้ ย หลกั ของการประเมินผลตามสภาพจรงิ มดี ังน้ี
1. เป็นการประเมินความก้าวหน้าและการแสดงออกของผู้เรียนบนรากฐานของทฤษฎีทาง
พฤติกรรมการเรยี นรู้ในแตล่ ะดา้ นของผูเ้ รยี น โดยแตล่ ะดา้ นมรี ะดบั ของการเรยี นรู้ ดงั น้ี
ระดบั พทุ ธิพิสัย ทกั ษะพิสยั จิตพิสัย
6 คดิ สรา้ งสรรค์
5 ประเมนิ คา่ ทำเปน็ ธรรมชาติ สรา้ งบุคลิกภาพ
4 วเิ คราะห์ ปฏบิ ัติถูกตอ้ งทุกขน้ั ตอน จดั ระบบตนเอง
3 การประยกุ ต์ใช้ ปฏบิ ัตมิ ีความผิดพลาดนอ้ ย เหน็ คณุ คา่
2 ความเขา้ ใจ ปฏบิ ตั ิตามคำสง่ั ตอบสนอง
1 ความจำ เลยี นแบบ ทำตาม การรบั รู้
6 7 การวดั และประเมินผลอาชวี ศกึ ษา
2. มีรากฐานบนพัฒนาการและการเรียนรู้ของผู้เรียนท่ีมีความแตกต่างกัน ผู้เรียนแต่ละคนมี
ความสามารถในการเรียนรู้ที่ต่างกัน การประเมินความสามารถของผู้เรียนจึงควรมีการกำหนดมาตรฐาน
ข้ันตำ่ ทผ่ี ู้เรียนทัว่ ไปสามารถเรยี นรไู้ ด้ในเวลาทีก่ ำหนด
3. การประเมินตามสภาพจริงและการพัฒนาหลักสูตรที่เหมาะสมจะต้องจัดให้ส่งเสริมซึ่งกัน
และกัน หลักสูตรที่จัดให้ต้องมีความเป็นไปได้และเหมาะสมกับวัยของผู้เรียน ไม่ยากและง่ายจนเกินไป
และมกี ารประเมินตลอดเวลาท่มี ีกิจกรรมการเรียนการสอน
4. การประเมินตามสภาพจรงิ และหลกั สูตรจะตอ้ งพัฒนามาจากบรบิ ทรากฐานทางวัฒนธรรม
ที่ผู้เรียนอาศัยอยู่และต้องเรียนรู้ หลักสูตรควรจัดให้สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น ตามความ
ต้องการกำลังคน และไม่ขัดแย้งกับวัฒนธรรมของทอ้ งถิน่
5. ผู้สอนต้องสามารถบูรณาการและปรับขยายหลักสูตรให้ทันยุคสมัยได้ เพื่อให้ผู้เรียนได้
บรรลุเป้าหมาย และเสริมสร้างศักยภาพเพื่อสนองความต้องการของผู้เรียนอย่างเต็มท่ี มีการสอดแทรก
เรื่องต่าง ๆ เข้าไปในการเรียนการสอนของผู้สอนได้ตลอดเวลา เช่น สอดแทรกพิษภัยของยาเสพติด การ
ปฏบิ ัตติ นตามหลกั ปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง เป็นตน้
การประเมนิ ตามสภาพจริงในการเรยี นการสอน ใช้เพียงการประเมินจากกจิ กรรมเดียวในการ
ตัดสินว่าผู้เรียนผู้นี้สำเร็จการศึกษาจะไม่มีความสมบูรณ์ จึงควรต้องมีการประเมินจากบุคคลภายนอก
และข้อสอบทีเ่ ปน็ มาตรฐาน ดังแผนภาพต่อไปนี้
ชิ้นงาน ผลงาน
(ผู้เรยี น)
ผูเ้ รียน
การแสดงผลงาน ข้อสอบมาตรฐาน
(บคุ คลภายนอก) (คณะกรรมการ)
Triangulate Assessment
7 การวัดและประเมินผลอาชีวศกึ ษา 7
• ประโยชนและความสาํ คญั ของการประเมนิ ตามสภาพจริง
การประเมนิ ตามสภาพจรงิ มปี ระโยชน์และความสำคญั ทง้ั ตอ่ ผเู้ รียนและผสู้ อน ดังนี้
1. ด้านผูเรียน การประเมินตามสภาพจริงชวยพัฒนาการเรียนรูอยางรอบดานของผู้เรียน
เนื่องจากการประเมินแบบเดิมท่ีนิยมใช คือ แบบทดสอบ ไมสามารถวัดลักษณะสําคัญของการเรียนรู
ทําใหจุดประสงคการสอนบางประการที่สําคัญไมประสบผลสําเร็จ โดยเฉพาะจุดประสงค์ดานจิตพิสัย
และทักษะพิสัย การประเมินตามสภาพจริงจึงเปนทางเลือกใหม เปนวิธีการที่จะทําใหครูใกลชิดและ
รอบคอบในการประเมินผูเรียนมากยิ่งขึ้น โดยพิจารณาท่ีการเรียนรูและช้ินงานที่ผูเรียนสร้างสรรค์เป็น
สําคัญ วิธีการประเมินท่ีหลากหลายจะทําใหผูเรียนถูกสอนใหคิดและหาเหตุผลท่ีจะตอบคําถามให้ได
และขณะเดียวกนั ผูสอนกจ็ ะรับฟงและเขาใจความคดิ ของผูเรียนดวย
2. ด้านผูสอน ผลการประเมินตามสภาพจริงนอกจากจะสะท้อนความสามารถของผู้เรียน
ตามจุดประสงค์การเรยี นรู้แล้ว ยังสะท้อนถึงความสำเร็จหรือข้อบกพรอ่ งของเทคนิควธิ ีการจัดการเรียน
การสอนของครูผู้สอนดว้ ย ดังนั้นครสู ามารถนำข้อมูลมาปรบั แผนการจัดการเรยี นรู้ ปรบั กลยทุ ธการสอน
เพ่อื ตอบสนองความตองการทแี่ ทจริงของผูเรียนได้
• วิธกี ารประเมินตามสภาพจรงิ
การประเมินตามสภาพจริงควรทำแบบค่อยเป็นค่อยไปจนเข้าใจ โดยมีการวางแผนการ
ประเมินเพ่ือศึกษาผลสะท้อนกลับ และภาพรวมของการประเมินว่าเข้าถึงเป้าหมายของจุดประสงค์ของ
การประเมินอย่างชัดเจนหรือไม่ โดยจะตอ้ งพจิ ารณาเก่ียวกับเรอื่ งต่อไปน้ี
1. จดุ ประสงค์ของการประเมินท่ีกำหนด
2. ขอบเขตที่ตอ้ งการประเมิน
3. ยุทธวิธีหรือเทคนิคทใ่ี ชป้ ระเมิน
4. การจดั เกบ็ ข้อมลู และประมวลผลตามเกณฑท์ ่ีกำหนด
5. การจดั ทำบนั ทกึ และรายงาน
• การวางแผนการประเมนิ ตามสภาพจริง
ในการวางแผนการประเมนิ ตามสภาพจรงิ ควรพจิ ารณาองค์ประกอบ ดงั นี้
1. จุดประสงคแ์ ละเป้าหมายการประเมนิ เพือ่
1.1 ประเมินพัฒนาการและผลการเรียนรู้
8 7 การวดั และประเมนิ ผลอาชวี ศึกษา
1.2 ประเมินใหส้ อดคลอ้ งกับจุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1.3 สะทอ้ นใหเ้ ห็นพฒั นาการในจดุ หลัก ๆ และหัวข้อการเรียนรู้ทัง้ หมด
2. สิง่ ท่ีประเมิน ประกอบด้วย
2.1 พฒั นาการ ไดแ้ ก่
2.1.1 ด้านศิลปะและดนตรี
2.1.2 ด้านความสามารถทางคณติ ศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ และภาษา
2.1.3 ดา้ นสงั คมและวฒั นธรรม
2.1.4 ดา้ นรา่ งกายและบุคลิกภาพ
2.2 หัวข้อการเรยี นรู้ ไดแ้ ก่
2.2.1 ดา้ นความรู้
2.2.2 ด้านทกั ษะ
2.2.3 ดา้ นความโนม้ เอียง
2.2.4 ดา้ นเจตคติ
3. ความสามารถและพฒั นาการของผู้เรยี น ไดแ้ ก่
3.1 รปู แบบการทำนายพฒั นาการและการเรียนรู้
3.2 สง่ิ ทีผ่ เู้ รียนเรียนเลอื กทำ
3.3 ความสมั พันธร์ ะหวา่ งผู้เรียนกับเพ่ือนรว่ มช้ันเรยี น ครูผสู้ อน และสอ่ื ตา่ ง ๆ
3.4 ผลของการปฏิบัตแิ ละผลผลติ ของผู้เรยี น
4. ยุทธศาสตร์เทคนิควธิ ี ไดแ้ ก่
4.1 การสังเกต เปน็ การเก็บข้อมลู พฤติกรรมด้านการใช้ความคิด การปฏิบัตงิ าน อารมณ์
ความรู้สึกและลักษณะนิสัย โดยสามารถทำได้ทุกท่ีทุกเวลา ท้ังในห้องเรียน นอกห้องเรียนหรือใน
สถานการณ์อ่ืนนอกสถานศึกษา ซึง่ มีวธิ ีดำเนนิ การอยู่สองลักษณะคือ การสงั เกตที่ทำโดยตั้งใจ และการ
สังเกตท่ีทำโดยไม่ตั้งใจ การสังเกตโดยต้ังใจหรือการสังเกตแบบมีโครงสร้างคือการที่ครูผู้สอนกำหนด
พฤติกรรมท่ีต้องการสังเกต รวมถึงช่วงเวลาและวิธีการสังเกต ส่วนการสังเกตแบบไม่ต้ังใจหรือแบบไม่มี
โครงสร้างน้ัน คือการท่ีครูผู้สอนไม่ได้มีการกำหนดรายการสังเกตไว้ล่วงหน้า ครูผู้สอนอาจมีกระดาษ
แผ่นเลก็ ๆ ติดตวั ไว้ตลอดเวลาเพ่ือบันทึกเมื่อพบพฤติกรรมการแสดงออกที่มคี วามหมาย
4.2 การสัมภาษณ์ เป็นอีกวิธีหน่ึงท่ีใช้เก็บข้อมูลพฤติกรรมของผู้เรียนในด้านความคิด
สติปัญญา ความรู้สึก กระบวนการข้ันตอนในการทำงาน และวิธีแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ดี วิธีการสัมภาษณ์
อาจใชป้ ระกอบการสังเกตเพ่ือให้ได้ข้อมูลที่มั่นใจมากยิ่งขึ้น โดยก่อนที่ครูผู้สอนจะสัมภาษณ์น้ัน ควรหา
7 การวัดและประเมนิ ผลอาชีวศกึ ษา 9
ข้อมูลเกี่ยวกับภูมิหลังของผู้เรียนและเตรียมชุดคำถามล่วงหน้า เพื่อให้การสัมภาษณ์เจาะตรงประเด็น
และได้ข้อมูลเพ่ิมมากขึ้น โดยขณะสัมภาษณ์ครูผู้สอนควรใช้วาจา ท่าทาง น้ำเสียงที่อบอุ่นเป็นกันเอง
เพ่ือให้ผู้เรียนรู้สึกปลอดภัยและมีแนวโน้มจะให้ข้อมูลต่าง ๆ นอกจากน้ีควรสัมภาษณ์ผู้เรียนด้วยคำถาม
ที่เข้าใจงา่ ย และอาจใช้การสัมภาษณ์บุคคลใกล้ชดิ ผู้เรียนร่วมดว้ ยเพือ่ ให้ไดข้ ้อมลู เกีย่ วกบั ผู้เรียนเพมิ่ ขึน้
4.3 การตรวจงาน เป็นการวัดและประเมินผลที่เน้นการนำผลการประเมินไปใช้ทันที
ใน 2 ลักษณะ คือ เพ่ือการช่วยเหลือผู้เรียนและเพ่ือช่วยปรับปรุงการสอนของครูผู้สอน จึงเป็นการ
ประเมินท่ีควรดำเนินการตลอดเวลา และควรมีลักษณะท่ีครูผู้สอนสามารถประเมินพฤติกรรมระดับสูง
ของผเู้ รยี นได้ เชน่ การตรวจแบบฝึกหดั ผลงานภาคปฏบิ ตั ิ โครงการ/โครงงานต่าง ๆ เปน็ ตน้
4.4 การรายงานตนเอง เป็นการให้ผู้เรียนเขียนบรรยายหรือตอบคำถามส้ัน ๆ หรือตอบ
แบบสอบถามท่ีครูผู้สอนสร้างขึ้น เพื่อสะท้อนถึงการเรียนรู้ของผู้เรียนทั้งความรู้ ความเข้าใจ วิธีคิด วิธี
ทำงาน ความพอใจในผลงาน ความต้องการพฒั นาตนเองใหด้ ยี ง่ิ ขน้ึ
4.5 การใช้บันทึกจากผู้ที่เกี่ยวข้อง เป็นการรวบรวมข้อมูลความคิดเห็นท่ีเก่ียวข้องกับ
ตัวผู้เรียน ผลงานผู้เรียน โดยเฉพาะความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของผู้เรียนจากแหล่งต่าง ๆ เช่น จาก
เพือ่ น ครูผ้สู อน หรอื ผูป้ กครอง เปน็ ต้น
4.6 การใช้ข้อสอบแบบเน้นการปฏิบัติจริง คือการใช้แบบทดสอบเพื่อวัดสิ่งที่ผู้เรียนได้
ปฏิบัติจริง ซ่ึงข้อสอบน้ันจะต้องมีความหมายต่อผู้เรียน เลียนแบบสภาพความเป็นจริง ครอบคลุม
ความสามารถของผู้เรียนและเนื้อหาตามหลักสูตร เน้นให้มีหลายคำตอบและหลายวิธีหาคำตอบ และมี
เกณฑ์การให้คะแนนทีช่ ัดเจน
4.7 การประเมินโดยใช้แฟ้มสะสมผลงาน ซึ่งหมายถึงสิ่งท่ีใช้สะสมผลงานของผู้เรียน
อย่างมีจุดประสงค์ อาจเป็นแฟ้ม กล่อง แผ่นดิสก์หรืออัลบั้มก็ได้ แฟ้มสะสมผลงานนี้จะเป็นหลักฐาน
สะท้อนใหเ้ หน็ ถงึ ความพยายาม ความกา้ วหนา้ และผลสัมฤทธ์ขิ องผเู้ รยี น
4.8 เครอื่ งมือวินิจฉัยอืน่ ๆ
5. ผู้เก่ยี วขอ้ ง ได้แก่
5.1 ผเู้ รียน
5.2 ครูผสู้ อน
5.3 อาจารยท์ ป่ี รึกษา
5.4 ผปู้ กครอง และอ่ืน ๆ
6. ระยะเวลาท่ีประเมิน สามารถดำเนนิ การประเมินได้ในชว่ งต่าง ๆ ดังน้ี
6.1 ระหวา่ งผู้เรียนทำกิจกรรม
6.2 ระหว่างการทำงานกลมุ่ หรือโครงการ ในและนอกเวลาเรยี น
10 7 การวัดและประเมินผลอาชีวศกึ ษา
6.3 การประชมุ สัมมนา
6.4 เหตุการณห์ รืองานพิเศษ
6.5 เวลาใดเวลาหนง่ึ ของวนั หรอื วันใดวันหน่ึงของสัปดาห์
7. การบันทกึ ขอ้ มูลในการประเมนิ และจดั การประมวลผล
7.1 การบันทึกข้อมูล ได้แก่ ข้อมูลรายการกระบวนการปฏิบตั ิงานของผู้เรียน ข้อมูลตาม
รายการในขอ้ ที่ 3
7.2 การประมวลผล โดยการประมวลสถิติเบ้ืองต้นหรือสถิติวิเคราะห์ การประมวลด้วย
โปรแกรมคอมพวิ เตอร์ เชน่ โปรมแกรม SPSS
8. เกณฑท์ ่ีใชใ้ นการประเมนิ โดยพจิ ารณาจาก
8.1 จุดประสงคก์ ารเรยี นรู้จากหลักสตู ร
8.2 เกณฑม์ าตรฐานรายวชิ าหรือสมรรถนะรายวชิ า
• ลักษณะของการประเมินตามสภาพจริง
การประเมินตามสภาพจรงิ แบ่งตามลกั ษณะของกจิ กรรมได้ 2 ลักษณะ ดงั น้ี
1. การประเมนิ อย่างเป็นทางการ
เป็นการประเมินความสามารถภาคทฤษฎี เครื่องมอื ที่ใชส้ ่วนมากเปน็ แบบทดสอบทสี่ ร้างขึน้
และได้มีการทดลองใช้จนเป็นที่เชื่อถือได้ เรียกว่า “ข้อสอบมาตรฐาน” เพื่อใช้ในการวัดความสามารถ
ทางวชิ าการ วดั ความถนัด วดั ความพร้อมตา่ ง ๆ วัดกระบวนการคิด เป็นต้น
2. การประเมินอยา่ งไมเ่ ป็นทางการ
เป็นการประเมินความสามารถภาคปฏิบัติ ท่ีเน้นทักษะความสามารถในการทำงานของ
ผู้เรียนตามสภาพเป็นจริง เคร่ืองมือที่ใช้ในการประเมินส่วนใหญ่เป็นแบบประเมินแบบมาตรประมาณค่า
แบบตรวจสอบรายการ แบบประเมินรายบคุ คล โดยจะดำเนินการประเมิน 3 ด้าน คือ
2.1 บุคลกิ ภาพ (Performance) แยกออกได้เป็น
2.1.1 ทกั ษะการทำงาน
2.1.2 จติ พิสัยและกิจนิสยั การทำงาน
2.2 กระบวนการ (Process) เปน็ การประเมนิ ขน้ั ตอนการปฏบิ ตั ิงาน
2.3 ผลผลิต (Products) เปน็ การประเมนิ ชน้ิ งานทไี่ ด้จากการปฏิบัติงานหรอื ผลสำเร็จจาก
การปฏิบตั ิงานตามภาระงานทไ่ี ด้รบั มอบ
7 การวดั และประเมินผลอาชีวศกึ ษา 11
• การออกแบบการประเมินตามสภาพจรงิ
การออกแบบการประเมินตามสภาพจริงของแตล่ ะรายวิชา มีขน้ั ตอนในการดำเนินการดงั น้ี
ขั้นท่ี 1 กำหนดสิ่งทีต่ อ้ งการประเมิน
ขน้ั ที่ 2 กำหนดกิจกรรมการเรียนการสอน
ขน้ั ท่ี 3 กำหนดชนดิ ของเคร่อื งมือในการประเมนิ
ขน้ั ที่ 4 กำหนดเกณฑก์ ารให้คะแนนของเครือ่ งมอื แต่ละชนดิ
ขน้ั ที่ 5 กำหนดเกณฑ์การประเมนิ
ขัน้ ที่ 1 กำหนดสง่ิ ที่ต้องการประเมิน
การกำหนดสิ่งที่ต้องการประเมินในรายวิชา ครูผู้สอนต้องพิจารณาจากจุดประสงค์รายวิชา
สมรรถนะรายวิชาและคำอธิบายรายวิชาว่าเมอื่ สิน้ การเรียนการสอนของแต่ละรายวิชาผู้เรยี นต้องมคี วามรู้
ความสามารถอะไรบ้าง รวมทง้ั ต้องมพี ฤติกรรมทพี่ ึงประสงค์อย่างไรบา้ ง
12 7 การวัดและประเมินผลอาชีวศึกษา
ตวั อยา่ ง
20101-2001 งานเครอ่ื งยนต์แก๊สโซลีน 1-6-3
(Gasoline Engine Job)
สมรรถนะรายวิชา
1. แสดงความรูเ้ กยี่ วกบโครงสรา้ งและหลักการทำงานของเครื่องยนต์แก๊สโซลีน
2. ถอด ประกอบชน้ิ ส่วนเคร่อื งยนตแ์ กส๊ โซลีนตามคมู่ อื
3. ตรวจสภาพชน้ิ ส่วนเครอื่ งยนตแ์ กส๊ โซลนี ตามคมู่ อื
4. ปรับแตง่ เคร่ืองยนตแ์ กส๊ โซลีนตามค่มู อื
5. บำรงุ รักษาช้นิ ส่วนเครื่องยนต์แกส๊ โซลีนตามคู่มอื
สมรรถนะรายวชิ า
1. แสดงความรเู้ กย่ี วกบั หลกั การ ตรวจสอบบำรุงรักษา ปรับแตง่ ชนิ้ สว่ นเคร่อื งยนตแ์ กส๊ โซลนี
2. ถอดประกอบช้ินส่วนเครื่องยนตแ์ กส๊ ลนี ตามคู่มอื
3. ตรวจสภาพชน้ิ สว่ นเครือ่ งยนต์แกส๊ ลีนตามคู่มือ
4. บำรงุ รักษาชิ้นส่วนเคร่ืองยนตแ์ ก๊สลนี ตามค่มู อื
5. ปรบั แตง่ เครื่องยนต์แกส๊ ลีนตามคมู่ ือ
คำอธบิ ายรายวิชา
ศึกษาและปฏิบัติเกยี่ วกับความปลอดภัยในการทำงาน การใชเ้ คร่ืองมอื อุปกรณ์ช่างยนต์ หลักการ
ทำงาน การถอดประกอบตรวจสภาพชิ้นส่วน ระบบน้ำมันเชื้อเพลิง ระบบจุดระเบิด ระบบหล่อล่ืน ระบบ
ระบายความร้อน ระบบไอดีและระบบไอเสีย การติดเคร่ืองยนต์ การปรับแต่งและบำรุงรักษาเคร่ืองยนต์
แก๊สโซลีน
จากคำอธิบายรายวชิ า “งานเคร่อื งยนตแ์ ก๊สโซลีน” ขา้ งต้น มสี ิง่ ท่ตี อ้ งประเมนิ ดังน้ี
1. ความรเู้ ก่ียวกับหลักการทำงาน ตรวจสอบบำรุงรกั ษา ปรับแต่งเครือ่ งยนตแ์ ก๊สโซลีน
2. สมรรถนะงานถอดประกอบช้ินส่วนเครือ่ งยนตแ์ ก๊สโซลนี
3. สมรรถนะงานตรวจสภาพและบำรงุ รกั ษาชิ้นส่วนเคร่อื งยนตแ์ กส๊ โซลนี
4. สมรรถนะงานปรับแต่งเครอื่ งยนตแ์ ก๊สโซลีน
7 การวดั และประเมนิ ผลอาชีวศกึ ษา 13
รายละเอยี ด ตัวอย่างการออกแบบกิจกรรม
ของรายวชิ า
- สอนทฤษฎี
- สอนปฏบิ ัติ
- ผเู้ รยี นลงมือปฏบิ ัติตามใบชว่ ยสอน
- สอนทฤษฎี + ปฏบิ ตั ิ
- ผู้เรยี นลงมอื ปฏบิ ัติตามใบชว่ ยสอน
- ผูเ้ รยี นทดลองปฏิบตั ิ
- ผสู้ อน + ผเู้ รยี นร่วมสรปุ ทฤษฎี
- ผเู้ รยี นลงมือปฏบิ ัติตามใบช่วยสอน
ข้ันที่ 2 กำหนดกจิ กรรมการเรียนการสอน
ผู้สอนต้องวางแผนการกำหนดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยพิจารณาจากจุดประสงค์
รายวิชา สมรรถนะรายวิชาและคำอธิบายรายวิชา รวมทง้ั วัสดุอปุ กรณ์ สถานท่ีและทอ้ งถิ่นที่สถานศึกษา
ตง้ั อยู่ เพ่ือตัดสินใจว่าจะสามารถจัดประสบการณ์การเรียนรูใ้ หก้ ับผู้เรียนได้อยา่ งไร มีภาระงานอะไรบา้ ง
ท่ีผู้เรียนต้องปฏิบัติ มีชิ้นงานก่ีชิ้นท่ีผู้เรียนต้องส่งให้กับผู้สอนเมื่อเสร็จส้ินการเรียนการสอน ทั้งน้ี ต้อง
ครอบคลุมพฤติกรรมการเรียนรทู้ งั้ 3 ดา้ น (ด้านพุทธิพสิ ยั ดา้ นทกั ษะพสิ ยั และด้านจิตพสิ ยั )
การกำหนดกิจกรรมการเรียนการสอนต้องสอดคล้องกับสิ่งท่ีต้องการประเมินในรายวิชานั้น
ซ่ึงจากตวั อยา่ ง มสี ่งิ ที่ตอ้ งประเมนิ 3 หัวข้อ กจิ กรรมการเรยี นการสอนจงึ ควรเปน็ ดังนี้
- ดำเนินการสอนทฤษฎีก่อนทีละเร่ือง เมื่อจบทฤษฎีแล้วให้ลงมือปฏิบัติสลับกันไปจนครบ
ตามหลกั สูตร หรือ
- จัดการเรียนการสอนท้ังทฤษฎีและปฏิบัติไปพร้อมกัน โดยผู้สอนอาจใช้วิธีให้ความรู้ด้วย
ทฤษฎหี ัวงาน และใหผ้ ู้เรียนลงมอื ปฏิบัตทิ ลี ะข้ันตอนตามใบช่วยสอนทกี่ ำหนด เม่อื ผู้เรยี นปฏบิ ตั คิ รบตาม
ข้ันตอนทุกขัน้ ตอนแลว้ ผู้สอนจงึ สรุปและเพิม่ ความรู้เร่อื งทฤษฎใี หค้ รบทกุ รายละเอยี ด หรอื
- ให้ผู้เรียนทดลองปฏิบัติเพื่อเรียนรู้จากการลองผิดลองถูกในเร่ืองที่ไม่มีอันตราย จากน้ันจึง
นำผลการเรียนรู้มาสรุปร่วมกับผู้สอนในลักษณะของการปฏิบัตินำสู่ทฤษฎี จากนั้นจึงให้ผู้เรียนลงมือ
ปฏบิ ตั อิ ีกคร้งั ตามใบช่วยสอน
14 7 การวัดและประเมนิ ผลอาชวี ศึกษา
ขนั้ ที่ 3 กำหนดชนิดของเคร่ืองมอื ในการประเมนิ
ผู้สอนต้องพิจารณาว่ากิจกรรมการเรียนการสอนที่กำหนดควรใช้เครื่องมือประเมินชนิดใด
เชน่ การสอนทฤษฎีต้องใช้การทดสอบความรู้ และเม่อื มกี ารปฏิบัติงานตอ้ งใช้การทดสอบความสามารถ
ในการปฏิบัติงานซ่ึงต้องประกอบไปด้วย กระบวนการที่ได้มาของงาน กิจนิสัยและความใส่ใจในการ
ทำงาน และผลงานทไี่ ดจ้ ากการปฏบิ ตั ิงาน ดังนน้ั ผสู้ อนจึงควรศกึ ษาและทำความเขา้ ใจเกีย่ วกับเครื่องมือ
ทใี่ ช้ในการประเมนิ ดงั น้ี
1. การทดสอบความรู้
การทดสอบความรู้ใช้แบบทดสอบในการประเมิน ซึ่งแบ่งตามจุดประสงค์การประเมินได้
2 ลักษณะ คอื
1.1 แบบทดสอบท่ีครูผู้สอนใช้ทดสอบท้ายหน่วยการเรียนรู้ โดยใช้ประเมินความรู้ของ
ผู้เรียนหลังเสร็จส้ินการเรียนการสอนในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ เพ่ือวัดความรู้ ความจำและความเข้าใจ
ของผูเ้ รียน
1.2 แบบทดสอบทค่ี รผู ู้สอนใช้ประเมินเมื่อเสรจ็ สิน้ การเรียนการสอนทกุ หนว่ ยการเรยี นรู้
หรือปลายภาคเรียน เพื่อประเมินผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนของผู้เรียน แบบทดสอบลักษณะนี้จะออก
ข้อสอบจากตารางวิเคราะห์หลักสูตร โดยแปลงตารางวิเคราะห์หลักสูตรให้เป็นตารางวิเคราะห์ข้อสอบ
ทงั้ น้ี แบบทดสอบปลายภาคเรียนจะต้องเป็น “แบบทดสอบมาตรฐาน” ท่ีใช้วัดความสามารถในการนำ
ความร้ไู ปประยุกตใ์ ช้ของผู้เรียน
2. การทดสอบความสามารถ
การทดสอบความสามารถในการฝึกปฏิบัติของผู้เรยี น ใช้แบบประเมินความสามารถดังน้ี
2.1 ประเมินการปฏิบตั ิงานดว้ ยแบบตรวจสอบรายการ
2.2 ประเมินกระบวนการทำงานดว้ ยแบบมาตราสว่ นประมาณค่าที่กำหนดเกณฑก์ ารให้คะแนน
2.3 ประเมนิ กิจนสิ ยั ในการทำงานดว้ ยแบบมาตราส่วนประมาณค่าท่กี ำหนดเกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
2.4 ประเมินความใสใ่ จทำงาน (จิตพิสยั ) ด้วยแบบมาตราส่วนประมาณค่า
2.5 ประเมินผลงานด้วยแบบมาตราส่วนประมาณคา่ ทก่ี ำหนดเกณฑ์การให้คะแนน
ดงั นนั้ จากตัวอยา่ งรายวิชางานเครอื่ งยนตแ์ ก๊สโซลนี เคร่อื งมอื ทใี่ ช้ในการประเมนิ มี
- แบบทดสอบ
- แบบตรวจสอบรายการ
- แบบมาตราส่วนประมาณค่า
7 การวดั และประเมนิ ผลอาชีวศึกษา 15
ขน้ั ที่ 4 กำหนดเกณฑก์ ารใหค้ ะแนนของเครื่องมอื แต่ละชนิด
เคร่ืองมือประเมินแต่ละชนิดต้องมีการกำหนดเกณฑ์การให้คะแนน (Rubric) ที่ชัดเจน โดย
เกณฑ์การให้คะแนนจะข้ึนอยกู่ ับองค์ประกอบของเน้ือหาในสว่ นที่เป็นความสำคัญของเนอื้ หาในรายวชิ า
นนั้ ๆ ซ่งึ มขี อ้ พิจารณาดังน้ี
1. เคร่ืองมือที่เป็นแบบทดสอบแบบเลือกตอบ (มคี วามเป็นปรนัย) ส่วนใหญ่ให้คะแนนข้อละ
1 คะแนน
2. เครื่องมือท่ีเป็นแบบทดสอบแบบความเรียง (อัตนัย) คะแนนทใ่ี หจ้ ะข้ึนอยู่กับปริมาณของ
คำตอบ
3. เคร่ืองมือท่ีเป็นแบบประเมินการปฏิบัติงานและช้ินงาน จำนวนคะแนนขึ้นอยู่กับ
องค์ประกอบของหวั ขอ้ ในแต่ละขอ้ ของการประเมิน
จากตัวอย่างรายวิชางานเคร่ืองยนต์แก๊สโซลีน การประเมินจะทำการประเมินเป็นองค์รวม
ตามสมรรถนะงานของสมรถนะรายวิชาทกี่ ำหนด โดยประเมนิ ดังนี้
- ประเมินความรู้ ทักษะ จิตพิสัยและกิจนิสัยในระหว่างปฏิบัติงานและเสร็จส้ินการ
ปฏบิ ัติงานในการถอดประกอบช้นิ สว่ นเครอ่ื งยนตแ์ กส๊ โซลีนด้วยแบบประเมิน
- ประเมินความรู้ ทักษะ จิตพิสัยและกิจนิสัยในระหว่างปฏิบัติงานและเสร็จส้ินการ
ปฏบิ ตั ิงานในการตรวจสภาพและบำรงุ รกั ษาชน้ิ ส่วนเครือ่ งยนต์แกส๊ โซลนี ด้วยแบบประเมนิ
- ประเมินความรู้ ทักษะ จิตพิสัยและกิจนิสัยในระหว่างปฏิบัติงานและเสร็จส้ินการ
ปฏบิ ตั ิงานในการปรับแตง่ เครื่องยนตแ์ กส๊ โซลนี ดว้ ยแบบประเมิน
ขัน้ ท่ี 5 กำหนดเกณฑก์ ารประเมนิ
การกำหนดเกณฑ์การประเมินขนึ้ อยู่กับลักษณะของวชิ า รายวชิ าท่ีเน้นทฤษฎี คะแนนทใ่ี หจ้ ะ
เน้นไปที่เน้ือหาวิชา เกณฑ์ผ่านการประเมินจะไม่สูงมาก ส่วนใหญ่คะแนนไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของ
คะแนนรวมทง้ั หมด แตถ่ า้ เปน็ รายวิชาที่เน้นปฏบิ ตั ิ เกณฑ์ผ่านการประเมินจะสูงกว่าทฤษฎีคือไมน่ ้อยกว่า
รอ้ ยละ 80 ของคะแนนทง้ั หมด ทั้งนี้ ผเู้ รยี นตอ้ งมคี วามรู้และปฏบิ ตั ิไดไ้ มต่ ำ่ กว่าที่เกณฑ์มาตรฐานกำหนด
การประเมินตามสมรรถนะรายวิชา ผู้เรียนต้องมีความรู้และปฏิบัติได้ตามสมรรถนะงานท่ี
รายวชิ ากำหนดทง้ั หมดครบทุกสมรรถนะ จงึ ถือว่าผา่ นการประเมนิ ในรายวิชาน้นั
16 7 การวัดและประเมินผลอาชวี ศกึ ษา
เปรียบเทยี บการประเมินแบบดัง้ เดมิ (Tradition Assessment)
และการประเมินแบบตามสภาพจริง (Authentic Assessment)
(Jonathan Mueller, 2006)
การประเมินแบบดั้งเดิม การประเมนิ แบบตามสภาพจรงิ
(Tradition Assessment) (Authentic Assessment)
การเลือกคำตอบ (Selecting a Response)
วางแผน (Contrived) การปฏิบัติชนิ้ งาน (Performing a Task)
จำ ระลึก (Recall/recognition) ปฏิบัตใิ นสถานการณจ์ รงิ (Real-life)
ครูทำ (Teacher/structured) สร้าง ประยุกต์ (Construction/Application)
หลกั ฐานทางอ้อม (Indirect Evidence) ผูเ้ รียนทำ (Student-structured)
หลกั ฐานทางตรง (Direct Evidence)
การวเิ คราะหส์ มรรถนะรายวชิ าเพ่ือการประเมนิ ตามสภาพจริง
พทุ ธิพิสยั ความรู้ - แบบทดสอบ
(Knowledge) - แบบสัมภาษณ์/แบบสอบถาม
- แบบทดสอบ
กระบวนการ - แบบสงั เกต
(Process)
สมรรถนะ ทักษะพิสัย ผลผลติ - แบบสมั ภาษณ์/แบบสอบถาม
รายวชิ า (Products)
- แฟม้ สะสมงาน (portfolio)
- แบบตรวจสอบรายการ
- - แบบประเมนิ
- แบบบนั ทกึ ฯลฯ
จติ พิสัย/ บุคลกิ ภาพ - แบบสังเกต
กิจนสิ ัย (Performance) - แบบประเมนิ
- แบบบนั ทึก ฯลฯ
ประเมนิ / เกณฑ์การ - องคร์ วม (Holistic)
สรปุ ผล ใหค้ ะแนน - องค์ประกอบย่อย (Analistic)
(Rubric)
7 การวัดและประเมินผลอาชีวศกึ ษา 17
การประเมินสมรรถนะ (Competency Assessment)
เป็นกระบวนการในการประเมินความสามารถของผู้เรียนตามเกณฑ์บ่งช้ีคุณลักษณะการ
เรียนรู้และผลของการเรียนรู้ ทั้งท่ีเกิดข้ึนจากกระบวนการเรียนรู้ตามมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตร
ทกี่ ำหนดไวใ้ นแตล่ ะระดบั และประเภทวชิ า และ/หรอื ประสบการณท์ เ่ี กดิ ขึน้ จากฝกึ ปฏิบัติ และ/หรอื จาก
การทำงาน ประกอบด้วย 3 มติ ิ ได้แก่
1. ความรู้ (Knowledge) หมายถึง ความรู้เกี่ยวกับข้อเท็จจริง หลักการ ทฤษฎี และแนว
ปฏิบัติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาที่เรียนหรือทำงาน โดยเน้นความรู้เชิงทฤษฎีและ/หรือข้อเท็จจริง
เปน็ หลัก (Theoretical and / or factual)
2. ทักษะ (Skills) หมายถึง ความสามารถปฏิบัติงานซ่ึงบุคคลนั้นควรทำได้เม่ือได้รับ
มอบงาน โดยสามารถเลือกใช้วิธีการจัดการและแก้ปัญหาการทำงานด้วยทักษะด้านกระบวนการคิด
(Cognitive Skills) ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ตรรกะ ทักษะการหย่ังรู้และความคิดสร้างสรรค์ (Logical,
Intuitive and Creative Thinking) หรือทักษะการปฏิบัติ/วิธีปฏิบัติท่ีมีความคล่องแคล่วและความ
ชำนาญในการปฏิบัตติ ามกรอบคุณวุฒิแตล่ ะระดบั
3. ความสามารถในการประยกุ ตใ์ ชแ้ ละความรบั ผิดชอบ (Application and Responsibility)
หมายถึง ความสามารถของบุคคลท่ีเกิดจากกระบวนการเรียนรู้ การใช้ความรู้ ทักษะทางสังคมในการ
ทำงาน/ศึกษาอบรมเพื่อการพัฒนาวิชาชพี ของบุคคล ซึ่งประกอบด้วยความสามารถในการสื่อสาร ภาวะ
ผนู้ ำ ความรับผิดชอบ (Responsibility) และความเปน็ อิสระ (Autonomy) ในการดำเนนิ การต่าง ๆ ได้
ด้วยตนเอง เชน่ ความสามารถในการตดั สนิ ใจและความรบั ผดิ ชอบต่อตนเองและผอู้ น่ื
การประเมินแบบสมรรถนะจำเป็นต้องนำสมรรถนะของสาขาวิชา สาขางานและสมรรถนะ
รายวิชามาวเิ คราะห์เพอื่ วางแผนการจดั การเรียนการสอนและการวดั และประเมนิ ผลผเู้ รียน
การวิเคราะห์สมรรถนะรายวิชา (พนมพร แฉล้มเขตต์, 2556) เป็นการวางแผนการประเมิน
เพ่อื ศึกษาผลสะท้อนกลบั และภาพรวมของการประเมนิ ว่าเขา้ ถงึ จุดประสงค์ของการประเมินอยา่ งชัดเจน
โดยเน้นจดุ ประสงค์จากทีก่ ำหนดไว้ในแผน กำหนดขอบเขตท่ีตอ้ งการประเมนิ วิธีหรือเทคนิคทใี่ ช้ในการ
ประเมิน จัดเกบ็ ข้อมลู และประมวลผลตามเกณฑ์ที่กำหนด
• สิ่งท่ตี ้องพจิ ารณาในการประเมนิ แบบสมรรถนะ
ในการประเมินแบบสมรรถนะ ผู้ประเมินต้องเข้าใจเก่ียวกับสมรรถนะท่ีคาดหวัง การเขียน
มาตรฐานหรือเกณฑ์การปฏิบัติงาน การเขียนจุดประสงค์การปฏิบัติ การประเมินแบบสมรรถนะ และ
วิธกี ารประเมนิ สมรรถนะ
18 7 การวัดและประเมินผลอาชีวศึกษา
1. สมรรถนะท่ีคาดหวัง
สมรรถนะทค่ี าดหวงั วา่ ผเู้ รยี นจะสามารถปฏิบตั ไิ ด้ ประกอบดว้ ย
1.1 หน่วยสมรรถนะ (Unit of Competence / Competency) เป็นขอบข่ายกว้าง ๆ (Broad
Area) ของงาน (Job) ในอาชีพหน่ึง ๆ ทผี่ ้เู รยี นต้องปฏบิ ตั ิโดยใชค้ วามรู้ ทักษะและหรือเจตคติ
1.2 สมรรถนะยอ่ ย (Element of Competence) เป็นภาระงานยอ่ ย (Task) ทีป่ ระกอบ
ขนึ้ ภายใตง้ านในหน่วยสมรรถนะนั้น ๆ
1.3 เกณฑ์การปฏิบัติ (Performance Criteria) เป็นกิจกรรมย่อย ๆ (Sub-task) ภายใต้
สมรรถนะย่อย ซ่ึงเป็นผลการเรียนรู้ (Learning Outcomes) ท่ีคาดหวังว่าผู้เรียนจะสามารถปฏิบัติได้
เม่ือเรยี นจบหลกั สูตร ดังน้นั การวางแผนการจัดกจิ กรรมการเรียนการสอนในหนว่ ยสมรรถนะตอ้ งกำหนด
ในสว่ นของสมรรถนะแกนกลาง จะเป็น “ตัวบ่งชี้การปฏบิ ตั ิ”
จุดประสงค์การปฏิบัติ (Performance Objective) หรือจุดประสงค์การเรียนรู้
กำหนดให้มคี วามรแู้ ละการฝกึ ปฏบิ ัติ เพ่อื ใหผ้ ู้เรียนเกิดทกั ษะ สามารถปฏิบตั งิ านไดต้ ามเกณฑท์ ่ีกำหนด
การประเมินผลต้องสอดคล้องกับเกณฑ์การปฏิบัติจึงจะเกิดการเรียนการสอนและ
การประเมินผลแบบฐานสมรรถนะ เพราะใช้สมรรถนะเป็นตัวกำหนดต้ังแต่การจัดการเรียนการสอน
จนถึงการประเมินผล การประเมินผลสามารถใช้รูปแบบที่หลากหลาย ได้แก่ การสงั เกต (Observation)
การสาธิตและต้ังคำถาม (Demonstration and questioning) แบบทดสอบ (Paper and Pencil Test) และ
แบบทดสอบอัตนัย (Essays Test) ใช้ประเมินด้านความรู้ การสอบปากเปล่า (Oral Test) การทำโครงงาน
(Projects) สถานการณ์ จำลอง (Simulations) แฟ้มผลงาน (Portfolios) การประเมินผลโดยการใช้
คอมพิวเตอร์ (Computer-based assessment) ใช้โปรแกรมสำเร็จรูปเป็นเคร่ืองมือในการสร้างแบบทดสอบ
และบนั ทกึ ผลได้
1.4 เง่ือนไข/ขอบเขตการปฏิบัติ (Conditions /Range of Variables) การปฏิบัติ
ภายใต้เง่อื นไขที่กำหนดรวมถงึ วสั ดุ (Materials) เครอื่ งมือ (Tools) หรอื อปุ กรณ์ต่าง ๆ (Equipment) ที่
กำหนดให้ (หรือไมใ่ ห้) เพ่อื ให้การปฏิบตั ิงานนัน้ สำเรจ็
หน่วยสมรรถนะ สมรรถนะยอ่ ย เกณฑ์การปฏบิ ัติ การวางแผนกิจกรรมการเรียนการสอน
และการประเมินผล มีความสมั พันธ์สอดคล้องกันอย่างต่อเนื่อง ผู้สอนสามารถศึกษาลักษณะเฉพาะของ
ภาระงาน (Task Characteristics) โดยการวิเคราะห์หน้าที่ในงาน/หน่วยสมรรถนะ (Unit of Competency)
ซ่ึงจะมีองค์ประกอบ 3 ด้าน คือ ความรู้ ทักษะและ/หรือเจตคติ และมีภาระงานย่อย (Element of
Competency) ที่กำหนดใหป้ ฏิบัตเิ ป็นจุดประสงค์ของการปฏิบัติงาน (Performance Objective) เช่น
7 การวดั และประเมินผลอาชีวศกึ ษา 19
ตัวอย่างงานการประกอบอาหาร (Cookery) จะมีภาระงานและภาระงานย่อย ๆ ต้องสามารถปฏิบัติ
อะไรไดบ้ า้ ง ดงั ตวั อย่าง
ตัวอย่าง
1. งาน (Job): การประกอบอาหาร ประกอบด้วย
1.1 หน่วยสมรรถนะ (Unit of Competence): การประกอบอาหารเบ้ืองต้น (Duty)
1.2 สมรรถนะยอ่ ย (Element of Competence): เลือกและใช้อุปกรณก์ ารทำอาหาร (Task)
1.3 เกณฑ์การปฏิบัติ (Performance Criteria): เลือกและใช้อุปกรณ์การทำอาหารแต่ละชนิด
อยา่ งถูกต้องเหมาะสมตามหลักวิชาการและตามค่มู อื ข้อแนะนำของผู้ผลติ
1.4 เงอื่ นไข/ขอบเขตการปฏิบตั ิ (Range of Variables):
- อุปกรณ์
- อาหารไทย อาหารญ่ปี นุ่
- วิธกี ารทำอาหาร
- สถานที่
2. การเขยี นมาตรฐานหรอื เกณฑก์ ารปฏิบัติ
มาตรฐานหรือเกณฑ์การปฏิบัติระบุเกณฑ์ที่ผู้เรยี นต้องปฏิบัติเพ่ือให้งานน้ันเสร็จสมบูรณ์
ตัวอยา่ งเกณฑท์ ีก่ ำหนดให้ ได้แก่
- ความเรว็ ทต่ี อ้ งการในการทำงานใหเ้ สรจ็ สมบรู ณ์
- ความถูกต้อง
- จำนวนความผิดพลาดสูงสุดท่ียอมให้เกดิ ขึ้นได้
- อา้ งองิ เกณฑจ์ ากแหลง่ ทีก่ ำหนด
3. การเขียนจดุ ประสงคก์ ารปฏิบตั ิ ประกอบด้วย
3.1 สง่ิ ที่ตอ้ งปฏิบตั ิ (the performance)
3.2 มาตรฐาน / เกณฑก์ ารปฏบิ ัติ (the Standard/Performance Criteria)
3.3 เงือ่ นไข (the Conditions)
20 7 การวดั และประเมินผลอาชวี ศึกษา
ตวั อย่างการเขียนจุดประสงคก์ ารปฏบิ ัตงิ าน
จดุ ประสงค์ จุดประสงคต์ ามเกณฑ/์ เง่อื นไข
นำไฟลท์ รี่ ะบุออกมาวางบนหนา้ จอ นำไฟล์ทรี่ ะบุออกมาวางบนหน้าจอให้ปรากฏได้ภายใน 10 วินาที
เขียนรายการของกฎความปลอดภยั ระบุรายการของกฎความปลอดภยั ในโรงฝกึ หดั อยา่ งถกู ต้อง
ในโรงฝกึ หดั 3 ใน 5 ข้อหลกั
อธิบายเหตผุ ลของการใช้รองเท้าบทู อธบิ ายเหตผุ ลของการใชร้ องเทา้ บทู เพ่อื ความปลอดภยั
เพอื่ ความปลอดภยั ตามข้อกำหนดของ Bosch
4. การประเมินแบบสมรรถนะ (Competency Assessment)
การประเมินผลเป็นการรวบรวมหลักฐานผลการเรียนรวู้ ่าผู้เรียนมีความกา้ วหน้าถึงเกณฑ์
หรือระดับทีก่ ำหนดในมาตรฐานหรือตามผลการเรียนรทู้ ี่กำหนดในหน่วยสมรรถนะ สมรรถนะย่อย และ
ตัวชว้ี ัด เพือ่ ตัดสินวา่ ผเู้ รยี นสำเรจ็ ตามสมรรถนะรายวชิ าท่ีกำหนดหรอื ไม่ การประเมินผลการจัดหลกั สูตร
แบบฐานสมรรถนะควรทำควบคกู่ บั การเรยี นการสอน โดยวัดท้งั ความรู้ ทกั ษะและการนำไปประยกุ ต์ใช้
การประเมินแบบสมรรถนะเป็นการประเมินที่เน้นการปฏิบัติ (Performance Based
Assessment) เน้นที่กระบวนการเรียนรู้และการปฏิบัตงิ าน แยกสง่ิ ท่ีต้องการประเมินเป็นทักษะ 4 ด้าน
คอื
4.1 ทกั ษะตามภาระงาน (Task Skills) ความสามารถในการปฏบิ ัติภาระงานแต่ละช้ิน
4.2 ทักษะการจัดการ (Task Management Skills) ความสามารถในการจัดการกับ
ภาระงานและกจิ กรรมท่ตี ้องปฏิบัติภายใต้งานนัน้ ๆ
4.3 ทักษะในคาดการณ์อุปสรรค ปัญหาที่อาจเกิดขึ้น (Contingency Skills) การ
ประเมนิ ทกั ษะใช้ได้ดโี ดยกำหนดสถานการณจ์ ำลอง
4.4 ทักษะตามบทบาทและงานท่ีรับผิดชอบและสภาพแวดล้อม (Job/Role Environment)
รวมถงึ การทำงานรว่ มกบั ผูอ้ นื่
5. วธิ กี ารประเมนิ สมรรถนะ
5.1 เน้นกระบวนการเรียนรู้ (Learning Process) และมีการประเมินให้ความสำคัญกับ
การประเมินแบบย่อย (Formative Assessment) อย่างต่อเนื่อง เพ่ือติดตามดูความก้าวหน้า วินิจฉัย
จุดด้อยจุดเด่นของผู้เรียน ให้ข้อมูลย้อนกลับและเป็นการประเมินการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของ
ผู้สอนไปด้วยในขณะเดียวกัน ต้องมีการสอบสรุป (Summative Assessment) เพื่อวัดและตัดสิน
กระบวนการเรยี นรู้ (the end of learning process) ตอนเรียนจบรายวิชา
7 การวดั และประเมนิ ผลอาชีวศกึ ษา 21
5.2 ประเมินด้วยการอิงเกณฑ์ (Criterion Referenced) วัดความสำเร็จในการปฏิบัติ
ของผู้เรียนเป็นรายบุคคล เพ่ือให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาศักยภาพตามความสามารถโดยไม่ต้อง
เปรยี บเทียบกับผอู้ น่ื และตัดสนิ แบบองิ กลมุ่
5.3 ประเมินสมรรถนะท่ีสำคัญ (Crucial outcomes) ก่อน เพราะผลการเรียนรู้/การ
ปฏิบัติของทุกสมรรถนะมีความสำคัญไม่เท่ากัน บางสมรรถนะอาจมีความสำคัญกว่าอีกสมรรถนะหน่ึง
ท่ีครผู ู้สอนจำเป็นต้องต้งั ข้อจำกัดในการเรยี นร้แู ละการประเมนิ ผล
5.4 บูรณาการสมรรถนะต่าง ๆ ที่เก่ียวข้องเข้าด้วยกัน ไม่ประเมินแยกตามหน่วย
สมรรถนะหรือหน่วยสมรรถนะยอ่ ยออกจากกนั แม้ว่ากรอบมาตรฐานสมรรถนะจะกำหนดแยกเป็นหนว่ ย
สมรรถนะสมรรถนะย่อยและตัวบ่งช้ี ไม่ได้หมายความว่าผู้สอนจะต้องสอนหรือประเมินผลแยกแต่ละ
สมรรถนะเพราะในการจัดเน้ือหาการสอนแต่ละหน่วยอาจต้องเก่ียวข้องกับสมรรถนะต่าง ๆ ที่มี
ความสมั พันธเ์ กี่ยวขอ้ งหรอื ตอ่ เน่ืองกนั โดยใช้วธิ กี ารประเมินที่หลากหลาย เช่น
• การสังเกต (Observation) ใช้แบบตรวจสอบรายการ (Checklist) ซ่ึงจะกำหนด
รายละเอยี ดในการสังเกตไวใ้ นแบบ
• การสาธิตและตง้ั คำถาม (Demonstration and questioning)
• แบบทดสอบท่ีมีความเป็นปรนัยและแบบทดสอบอัตนัย (Pen and Paper Test
and Essays test) ใช้ประเมนิ ด้านความรู้
• การสอบปากเปล่า (Oral Test)
• การทำโครงงาน (Projects)
• สถานการณจ์ ำลอง (Simulations)
• แฟม้ สะสมผลงาน (Portfolios)
• การประเมินผลโดยการใช้คอมพิวเตอร์ (Computer-based assessment)
เป็นเคร่อื งมอื ในการสรา้ งแบบทดสอบและบนั ทึกผลได้
22 7 การวัดและประเมนิ ผลอาชวี ศึกษา
ตวั อย่างการวเิ คราะหส์ มรรถนะรายวิชา
หลักสูตรประกาศนยี บตั รวชิ าชพี พุทธศกั ราช 2562
20101-2001 งานเคร่อื งยนตแ์ ก๊สโซลีน 1-6-3
(Gasoline Engine Job)
สมรรถนะรายวชิ า
1. แสดงความรู้เกีย่ วกบโครงสร้างและหลกั การทำงานของเครอ่ื งยนต์แกส๊ โซลนี
2. ถอด ประกอบชิน้ ส่วนเครอ่ื งยนตแ์ กส๊ โซลีนตามคูม่ ือ
3. ตรวจสภาพช้ินสว่ นเครื่องยนตแ์ กส๊ โซลนี ตามค่มู ือ
4. ปรบั แตง่ เคร่อื งยนต์แก๊สโซลนี ตามคู่มือ
5. บำรุงรักษาชนิ้ ส่วนเคร่อื งยนตแ์ กส๊ โซลีนตามคู่มอื
งาน (Job): งานเคร่อื งยนตแ์ ก๊สโซลนี
1. หน่วยสมรรถนะ (Unit of Competence): ตรวจสอบถอดประกอบตรวจสภาพชิน้ ส่วน
บำรงุ รกั ษา และปรับแตง่ เครอื่ งยนตแ์ กส๊ โซลีน
2. สมรรถนะยอ่ ย (Element of Competence):
2.1 ถอดประกอบชน้ิ สว่ นเคร่อื งยนต์แก๊สโซลนี ตามคู่มือ
2.2 ตรวจสภาพชนิ้ สว่ นเครือ่ งยนต์แกส๊ โซลีนตามค่มู อื
2.3 ปรบั แตง่ เครื่องยนต์แกส๊ โซลีนตามคู่มือ
2.4 บำรงุ รกั ษาชน้ิ สว่ นเครอื่ งยนตแ์ ก๊สโซลนี ตามคมู่ อื
3. เกณฑ์การปฏบิ ตั ิ (Performance Criteria): ตรวจสอบ ถอดประกอบตรวจสภาพชนิ้ ส่วน
ปรับแตง่ และบำรงุ รกั ษาเคร่ืองยนตแ์ ก๊สโซลนี ได้ถูกต้อง
4. เงอ่ื นไข/ขอบเขตการปฏบิ ัติ (Range of Variables):
- ตามคมู่ อื งานเครื่องยนตแ์ กส๊ โซลนี
หมายเหตุ สมรรถนะข้อแรกของสมรรถนะรายวชิ างานเครอ่ื งยนต์แกส๊ โซลนี ไม่ใช่งาน จึงไมน่ ำมากำหนด
เปน็ สรรถนะยอ่ ย
7 การวดั และประเมนิ ผลอาชีวศึกษา 23
ตวั อย่างการวเิ คราะห์สมรรถนะรายวิชา
หลกั สูตรประกาศนียบัตรวชิ าชีพ พทุ ธศกั ราช 2562
20000-1401 คณิตศาสตรพ์ ้นื ฐานอาชีพ 2-0-2
(Basic Mathematics for Careers)
สมรรถนะรายวชิ า
1. ประยุกตค์ วามรเู้ กีย่ วกับสมการเชงิ เสน้ ตัวแปรเดียว ระบบสมการเชิงเสน้ สองตัวแปร ไปใช้ใน
สถานการณห์ รอื ปญั หาทก่ี ำหนด
2. สร้างตารางแจกแจงความถี่ กราฟ หรอื แผนภมู ิ และตีความหมายหรอื วิเคราะห์ข้อมลู จากตาราง
กราฟ หรอื แผนภูมิ
3. เลอื กใชค้ า่ เฉลยี่ เลขคณติ มัธยฐาน และฐานนยิ มใหเ้ หมาะสมกับขอ้ มลู
4. วัดตำแหนง่ ทีข่ องขอ้ มูลโดยใช้เปอร์เซน็ ไทล์
5. วัดการกระจายของข้อมลู โดยใชพ้ ิสยั สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน สมั ประสิทธ์ิของพิสัย และสัมประ
สทิ ธข์ องการแปรผนั
งาน (Job): อตั ราส่วน สดั สว่ น รอ้ ยละ และสถิติเบอ้ื งตน้
1. หน่วยสมรรถนะ (Unit of Competence): ประยุกตใ์ ช้ความรูเ้ ก่ยี วกับ สมการเชิงเส้นตัวแปร
เดียว ระบบสมการเชิงเส้นสองตัวแปร และสถติ เิ บื้องตน้ ในงานอาชพี
2. สมรรถนะยอ่ ย (Element of Competence):
2.1 ประยกุ ต์ใช้ความรู้เกี่ยวกับสมการเชิงเส้นตวั แปรเดียว ระบบสมการเชงิ เส้นสองตวั แปร
ไปใช้ในสถานการณ์หรือปญั หาที่กำหนด
2.2 สร้างตารางแจกแจงความถ่ี กราฟหรอื แผนภมู ิ และตีความหมายหรอื วเิ คราะห์ข้อมลู จาก
ตารางกราฟ หรือแผนภมู ิ
2.3 เลอื กใช้ค่าเฉลยี่ เลขคณติ มัธยฐาน และฐานนิยมใหเ้ หมาะสมกับข้อมลู
2.4 วดั ตำแหนง่ ทข่ี องขอ้ มลู โดยใช้เปอร์เซน็ ไทล์
2.5 วัดการกระจายของขอ้ มลู โดยใชพ้ สิ ัย สว่ นเบย่ี งเบนมาตรฐาน สมั ประสิทธ์ิของพสิ ัย และ
สมั ประสทิ ธ์ิของการแปรผนั
24 7 การวัดและประเมินผลอาชวี ศกึ ษา
3. ตัวบ่งช้กี ารปฏบิ ตั ิ (Performance Indicator):
3.1 คำนวณคา่ ตัวแปรสมการเชงิ เสน้ ตวั แปรเดยี วและระบบสมการเชิงเสน้ สองตวั แปร ไปใช้ใน
สถานการณห์ รอื ปญั หาทก่ี ำหนด
3.2 ดำเนินการทางสถิติในการสรา้ งตาราง แผนภมู หิ รอื กราฟ ตคี วามหมายจากแผนภมู ิ หรือ
กราฟ และเลือกใชค้ า่ เฉลย่ี เลขคณติ มธั ยฐานและฐานนยิ มwได้เหมาะสมกับลกั ษณะงาน
3.3 ใช้เปอร์เซน็ ไทลว์ ดั ตำแหน่งทีข่ องขอ้ มูล และวดั การกระจายของขอ้ มูลในแบบตา่ ง ๆ ได้
4. เงื่อนไข/ขอบเขตการปฏิบัติ (Range of Variables):
- ตามแบบฝกึ ทกั ษะ /ใบงาน
หมายเหตุ สมรรถนะรายวชิ าไมใ่ ช่งาน แตเ่ ปน็ ความสามารถในการนำวชิ าคณติ ศาสตร์ไปใชใ้ นงานอาชพี
จงึ กำหนดเป็นลักษณะของตวั บง่ ช้ใี นความสามารถของการประยกุ ต์ใช้
• หลกั ฐานของการประเมนิ สรรถนะงาน
หลักฐานทไี่ ดม้ าจากการประเมนิ สมรรถนะงานได้จาก
1. หลักฐานจากการศกึ ษา ได้แก่
1.1 จากความร้แู ละความเขา้ ใจ ได้จากการทดสอบข้อเขยี นหรือการสอบปากเปล่า
1.2 จากทักษะการปฏบิ ัติงาน ได้จากการสอบภาคปฏบิ ัติและการประเมนิ พฤตกิ รรม
2. หลักฐานจากการปฏบิ ตงิ าน ได้แก่
2.1 จากงานทมี่ อบใหป้ ฏิบัติ ได้จากสมดุ บนั ทกึ การปฏบิ ตั งิ าน แฟ้มสะสมผลงาน
2.2 จากงานท่ปี ฏบิ ตั จิ รงิ ได้จากชนิ้ งาน ผลงานที่เกดิ จากภาระงาน
7 การวัดและประเมินผลอาชีวศกึ ษา 25
การวเิ คราะห์สมรรถนะรายวิชาเพอ่ื การประเมนิ แบบสมรรถนะ
สมรรถนะรายวชิ า งาน ภาระงาน ตัวชว้ี ัด (PC) / (PI)
(สมรรถนะยอ่ ย) (Job) (Task)
- แบบทดสอบ
เครอ่ื งมือ - แบบสงั เกต
(Tools) - แบบสัมภาษณ/์ แบบสอบถาม
- แฟม้ สะสมงาน (portfolio)
- แบบตรวจงาน
- แบบประเมิน
- สมดุ บนั ทึกการปฏบิ ัตงิ าน ฯลฯ
เกณฑก์ าร - องค์รวม (Holistic)
ให้คะแนน - องคป์ ระกอบยอ่ ย (Analistic)
(Rubric)
ประเมิน/
สรปุ ผล
การวดั ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี น
“ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน” คือผลการเรียนรู้ตามหลักสูตรที่ผู้เรียนได้รับจากประสบการณ์
จากกระบวนการเรียนการสอนจากครูผู้สอน การวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนจากการวั ดผลและ
ประเมินผลตามหลักการวัดผลและประเมินผลท่ีครอบคลุมการเรียนรู้ทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านความรู้ ด้าน
ทักษะ ด้านเจตคติและกิจนิสัย ท่ีผู้สอนกำหนดไว้แล้วในช่วงเวลาใดเวลาหน่ึง จะวัดและประเมินผล
หลังจากเสร็จสิ้นการเรียนการสอนในแต่ละวิชา แต่ละภาคเรียน หรือวัดภาพรวมท้ังหมดหลังจากเรียน
ครบทง้ั หลักสตู ร เป็นการวดั ความสามารถในการประมวลความรู้ของผู้เรียนท้ัง 3 ดา้ น
26 7 การวัดและประเมินผลอาชวี ศกึ ษา
ด้านความรู้ เครื่องมือทใี่ ช้วดั จะเป็นแบบทดสอบทค่ี รูสร้างข้ึนเองหรือแบบทดสอบมาตรฐาน
(Standardized test) ที่วัดในระดับความรู้ความจำ ความเข้าใจ นำไปใช้ วิเคราะห์ ประเมินค่าและ
ความคิดสร้างสรรค์ ในส่วนของการวัดความรู้ความจำ เครื่องมือทดสอบจะมีจำนวนข้อทดสอบไม่ควร
เกินร้อยละ 20 ของจำนวนข้อทดสอบทั้งหมด แบบทดสอบมาตรฐานเป็นแบบทดสอบที่สร้างขึ้นโดย
ผู้เชี่ยวชาญท่ีมีความรู้ในเรื่องที่ต้องการวัด และมีความสามารถในการสร้างแบบทดสอบ โดยมีการ
วิเค รา ะ ห์ คุ ณ ภ า พ ขอ งแ บ บ ท ด ส อบ ก่อ น ท่ี จะ น ำ ไป ใช้ จริงแล ะ จั ดเก็ บ ไว้ใน ค ลั งข้อ ส อบ ขอ งแ ต่ ล ะ
สถานศึกษา แบบทดสอบมาตรฐานจะทำการปรับปรงุ หรอื สร้างใหม่ก็ต่อเม่ือมีการเปลี่ยนแปลงหลักสูตร
เปล่ียนเนือ้ หาในบทเรยี นของหลกั สตู ร
ด้านทักษะ เป็นการทดสอบความสามารถในการปฏิบัติงาน เครื่องมือที่ใช้วัดเป็นแบบ
ประเมินความสามารถในการปฏิบัติงาน หรือทักษะกระบวนการคิดของผู้เรียน ในการวัดความสามารถ
ในการปฏิบัตงิ าน ตอ้ งมกี ารกำหนดเกณฑก์ ารให้คะแนนของการทำงานตามลกั ษณะเงอื่ นไขของงาน ถ้า
เป็นทักษะกระบวนคดิ ตอ้ งกำหนดขั้นตอนการให้คะแนนอย่างชดั เจน
ด้านจิตพิสัย เครื่องมือที่ใช้วัดเป็นแบบสังเกต แบบประเมินพฤติกรรมของผู้เรียนในการวัด
ทำการวัดตลอดที่มีการเรียนการสอนระหว่างศึกษาในชั้นเรียนของแต่ละภาคเรียน ปีการศึกษา หรือ
ตลอดจนกว่าจบหลักสูตร และนำผลที่ได้จากการวัดมาประเมินผลปลายภาคเรียน ปลายปีการศึกษา
หรือเมอื่ เรยี นจบหลักสตู ร
นำคะแนนทไ่ี ดจ้ ากการวดั ท้ัง 3 ด้านมารวมกนั จึงตัดสินตามเกณฑ์กำหนดวา่ ผ่านหรอื ไม่ผา่ น
โดยคิดคะแนนเป็นรอ้ ยละ หรอื เป็นเกรดทว่ั ไปมอี ยู่ 4 ระดับอาจแบ่งยอ่ ยเป็น 8 ระดับกไ็ ด้
สรุปได้ว่า การวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเป็นการวัดความสามารถในการเรียนรู้ของผู้เรียน
และนำความร้มู าประมวลและนำไปประยุกต์ใช้ในการศกึ ษาตอ่ ในระดบั ที่สูงขึน้ หรือนำไปใชใ้ นการทำงาน
• การกำหนดเกณฑ์การประเมิน (Rubric Assessment)
เป็นแนวทางการให้คะแนนการปฏิบัติงาน ผลงานหรือช้ินงาน และภาระงานที่ผู้เรียนได้รับ
มอบให้ปฏบิ ัติ การกำหนดเกณฑ์การประเมนิ ผู้สอนและผู้เรียนต้องรับรู้ด้วยกันทั้งสองฝ่าย อาจกำหนด
เกณฑ์การประเมินไปด้วยกันและเป็นข้อตกลงระหว่างผู้สอนและผู้เรียน หรือผู้สอนกำหนดและแจ้งให้
ผ้เู รียนได้รับร้แู ละตอ้ งยอมรับเกณฑ์การประเมินท่ีผู้สอนกำหนด หรือจะเป็นเกณฑ์การประเมินที่กำหนด
มาแล้วจากส่วนกลาง เกณฑ์การประเมินยังใช้เป็นแนวทางในการสอนของผู้สอน เปรียบเสมือนเป็น
จดุ หมายของการเรยี นการสอน
7 การวดั และประเมินผลอาชีวศกึ ษา 27
ในการเรียนการสอนทางสายอาชีพ เกณฑ์การประเมินต้องกำหนดตามสมรรถนะงานของ
แต่ละสาขาอาชพี โดยนำสมรรถนะงานมากำหนดมาตรฐานงานและกำหนดเกณฑผ์ ่าน ว่าตอ้ งปฏบิ ตั ิงาน
มากน้อยเพียงใดจึงจะถือว่าผ่านการประเมินและเป็นไปตามท่ีสมรรถนะงานกำหนด งานในแต่ละอาชีพ
จะมีความแตกต่างกัน บางอาชีพเกณฑ์มาตรฐานงานต้องปฏิบัติได้ครบร้อยเปอร์เซ็นต์ ปกติสมรรถนะ
งานและมาตรฐานงานถูกกำหนดโดยเจ้าของอาชีพว่าผู้ปฏิบัติ (ผู้เรียน) ต้องปฏิบัติงานได้ปริมาณเท่าไร
จึงถือว่าผ่านตามเกณฑ์มาตรฐานและเป็นไปตามสมรรถนะงาน การเรียนการสอนในช้ันเรียนผู้สอนจะ
เป็นผู้กำหนดเกณฑ์การประเมินเองในแต่ละรายวิชา แต่ในการประเมินมาตรฐานวิชาชีพเกณฑ์การ
ประเมินจะกำหนดมาจากส่วนกลาง มีคณะกรรมการการประเมินมาตรฐานวิชาชีพในระดับชาติเป็น
ผู้กำหนด การประเมนิ สมรรถนะจะมีเงอื่ นไขในการประเมนิ และต้องมกี ารกำหนดปริมาณงานใหอ้ อกมา
ในรูปของคะแนนเพ่ือใช้เป็นเกณฑ์ตัดสิน จึงจำเป็นต้องมีการกำหนดคะแนน ซึ่งเรียกว่า “เกณฑ์การให้
คะแนน (Scoring Rubrics)”
• การกำหนดเกณฑก์ ารให้คะแนน (Scoring Rubrics)
การกำหนดเกณฑ์การให้คะแนนเป็นการกำหนดค่าตัวเลขให้กับผลการปฏิบัติงาน หรือ
ผลงาน หรอื ชน้ิ งานของผถู้ ูกประเมินแตล่ ะบุคคลที่มีความสามารถทแ่ี ตกตา่ งกัน จึงจำเปน็ ทตี่ อ้ งแยกแยะ
ให้เห็นความแตกต่างที่ชัดเจนโดยใช้องค์ประกอบ คุณลักษณะสำคัญของชิ้นงานหรือสมรรถนะงานที่
ผู้เขา้ รับการประเมนิ จำเปน็ ตอ้ งรู้ ต้องมสี ำหรับการปฏิบัตงิ าน
เคร่ืองมือท่ีใช้ในการประเมินต้องมีเกณฑ์การใหค้ ะแนน สว่ นใหญ่เป็นแบบตรวจสอบรายการ
(Checklist) และแบบมาตรประมาณค่า (Rating scale) ซ่ึงใช้พิจารณาคุณลักษณะหรือพฤติกรรม
การกระทำในการตดั สนิ ความสามารถ
1. แบบตรวจสอบรายการ (Checklist) ใช้รายละเอียดขององคป์ ระกอบ คุณลกั ษณะสำคัญ
ของชนิ้ งานหรือสมรรถนะงานในการกำหนดคะแนน
2. แบบมาตรประมาณค่า (Rating scale) ใช้องค์ประกอบ คุณลักษณะสำคัญของช้ินงาน
หรือสมรรถนะงานในการกำหนดคะแนน โดยใช้รายละเอียดขององค์ประกอบเป็นเงื่อนไขของการ
ประเมิน ถ้าทำได้ครบทุกเงื่อนไขจะได้คะแนนเต็ม และคะแนนจะลดลงอย่างต่อเน่ือง (ลดลงครั้งละ 1
คะแนนตอ่ 1 เงอื่ นไข) ตามเง่อื นไขทกี่ ำหนด
28 7 การวดั และประเมนิ ผลอาชวี ศึกษา
• ขน้ั ตอนการสรา้ งเกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
1. กำหนดประเด็นสำคัญในการตรวจให้คะแนน และจัดลำดับความสำคัญหรือน้ำหนักของ
แต่ละประเด็น
2. กำหนดระดับหรือคุณภาพท่ีต้องการให้คะแนน เช่น 5 ระดับ ดีมาก (5 คะแนน) ดี (4
คะแนน) ปานกลาง (3 คะแนน) พอใช้ (2 คะแนน) และ ปรบั ปรุง (1 คะแนน)
3. กำหนดรูปแบบของ Rubric คือ แบบภาพรวม (Holistic Rubric) หรือแบบแยกส่วน
(Analytic Rubric)
4. ตรวจสอบโดยคณะผู้มสี ่วนรว่ มหรอื ผ้เู ช่ยี วชาญทางการวัดผล
5. ทดลองใช้เกณฑใ์ นการตรวจผลงานที่มมี าตรฐาน/คุณลกั ษณะตามเกณฑ์ท่ีกำหนด
6. หาความสอดคล้องในการตรวจของกรรมการ 3 ท่าน ในลกั ษณะของ inter rater reliability
7. ปรบั ปรงุ เกณฑท์ ีไ่ ม่ไดม้ าตรฐาน
8. กำหนดประเดน็ และขอบขา่ ยการประเมินในแบบทดสอบอตั นยั (การเขยี นตอบ)
• องคป์ ระกอบของเกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
1. มอี ย่างน้อย 1 องค์ประกอบ 1 คุณลกั ษณะหรอื 1 สมรรถนะ ท่ีเป็นพื้นฐานในการตัดสิน
ผู้เรียน
2. มคี วามชัดเจนในรายละเอยี ดของแตล่ ะองคป์ ระกอบ คุณลักษณะหรอื สมรรถนะงาน
3. การกำหนดค่าคะแนนจะต้องเป็นอัตราส่วนกันในแต่ละองค์ประกอบ คุณลักษณะหรือ
สมรรถนะงาน
4. มีมาตรฐานและความแตกตา่ งท่ีเดน่ ชัดในแต่ละระดบั ของการให้คะแนน
5. การกำหนดเกณฑต์ ้องเป็นรปู ธรรม แยกความสามารถไดช้ ัดเจน
• การกำหนดลกั ษณะขององค์ประกอบ
องค์ประกอบของการประเมินเป็นตัวกำหนดค่าของคะแนน การจัดลำดับความสำคัญของ
องค์ประกอบจึงเป็นตัวกำหนดให้คะแนนมีความแตกต่างกัน ถ้ามีองค์ประกอบของการประเมินมาก
คะแนนที่กำหนดจะมีค่าคะแนนมาก ฉะนั้นการจัดลำดับความสำคัญขององค์ประกอบจึงเป็นตัวกำหนด
คะแนนของเกณฑ์การให้คะแนน การจัดลำดับความสำคัญขององค์ประกอบและลักษณะของ
องคป์ ระกอบ แยกเป็นองคป์ ระกอบเชงิ ปรมิ าณและองคป์ ระกอบเชิงคณุ ภาพ ดงั น้ี
7 การวดั และประเมินผลอาชีวศึกษา 29
1. องคป์ ระกอบเชงิ ปริมาณ
เกณฑ์การให้คะแนนจะขึ้นอย่กู บั ปรมิ าณของวัตถุ ส่งิ ของ เปน็ จำนวนนับและเปรียบเทยี บ
ความแตกต่างไดช้ ดั เจน
ตัวอยา่ ง การตัดสินการทำงานของพนกั งานในบรษิ ทั แห่งหนง่ึ
ดีมาก ทำคะแนนได้ ร้อยละ 80 ขึน้ ไป
(5 คะแนน) ทำคะแนนได้ ร้อยละ 70 - 79.99
ทำคะแนนได้ รอ้ ยละ 60 - 69.99
ดี ทำคะแนนได้ รอ้ ยละ 50 - 59.99
(4 คะแนน) ทำคะแนนได้ ตำ่ กว่ารอ้ ยละ 50
ดมี าก
(3 คะแนน)
ปรบั ปรงุ
(2 คะแนน)
ปรับปรุงเรง่ ด่วน
(1 คะแนน)
2. องค์ประกอบเชงิ คุณภาพ
เกณฑ์การให้คะแนนจะขึ้นอยู่กับความสำคัญขององค์ประกอบในการประเมิน ใช้
องค์ประกอบเป็นตวั เปรยี บเทียบความแตกต่างของการกำหนดคะแนน ดังน้ี
กรณที ่ี 1 องค์ประกอบทกุ ตวั มคี วามสำคัญเทา่ กัน
องค์ประกอบแต่ละตัวจะมีค่าของคะแนนเท่ากันทุกองค์ประกอบ มี 5 องค์ประกอบ
คะแนนเทา่ กับ 5 คะแนน ตัดออก 1 องค์ประกอบใดก็ได้ คะแนนจะลดลง 1 คะแนน
ตัวอยา่ ง แบบประเมินการทำงานแบบภาพรวม (Holistic Rubric) หัวข้อการประเมิน
คือ ข้ันตอนการทำงาน
ขนั้ ตอนการทำงานมีองค์ประกอบของการประเมนิ ดังน้ี
- คดั เลือกและเตรยี มข้อมลู
- วางแผนการทำงาน
- เตรยี มวสั ดุ อปุ กรณ์
- ปฏบิ ัตติ ามแผนและพฒั นา
30 7 การวัดและประเมินผลอาชีวศึกษา
ตวั อย่าง แบบประเมนิ ผลการทำงาน
ประเดน็ การประเมนิ คะแนน เกณฑ์การใหค้ ะแนน
ข้นั ตอนการทำงาน 4 - คดั เลอื กและเตรยี มข้อมลู ได้เหมาะสมกบั งาน
- วางแผนการทำงานชดั เจน เป็นไปตามลำดบั ข้นั ตอน
3 - เตรียมวสั ดุ อปุ กรณ์ครบถ้วน ถูกตอ้ งตามลักษณะงาน
2 - ปฏิบัติงานตามแผนและพัฒนางาน
1 - ไมไ่ ด้ปฏบิ ัติ 1 ขน้ั ตอน หรือปฏบิ ัติไม่ถกู ตอ้ ง
- ไมไ่ ดป้ ฏบิ ตั ิ 2 ข้นั ตอน หรือปฏบิ ตั ิไม่ถกู ตอ้ ง 1 ขน้ั ตอน
- ไมไ่ ดป้ ฏบิ ตั มิ ากกวา่ 2 ขัน้ ตอนขนึ้ ไป
กรณที ่ี 2 องคป์ ระกอบแตล่ ะตวั มคี วามสำคัญไมเ่ ท่ากนั
องค์ประกอบแต่ละตวั จะมคี า่ ของคะแนนเทา่ กันองคป์ ระกอบละ 1 คะแนน องค์ประกอบ
ใดมีความสำคัญลำดับหลังจะโดนตัดออกก่อน และไล่ตัดออกทีละตัวจนเหลือองค์ประกอบสุดท้ายที่มี
ความสำคัญในลำดับท่ี 1 และค่าของคะแนนจะลดลงทีละคะแนนจนเหลือ 1 คะแนน องค์ประกอบ
ในลำดบั ทจี่ ะปรากฏในเกณฑก์ ารให้คะแนนทกุ ระดบั
ตัวอย่าง แบบประเมินการประเมินผลช้ินงาน (แบบแยกส่วน Analytic Rubric) มี
หัวขอ้ การประเมิน ประกอบดว้ ย
- รูปแบบชน้ิ งาน
- ภาษา
- เน้อื หา
ตวั อย่าง องค์ประกอบการประเมินผลชนิ้ งาน
ประเดน็ การประเมิน เกณฑ์การใหค้ ะแนน ลำดบั ความสำคัญ
รูปแบบช้ินงาน • รปู แบบสมั พันธก์ บั เน้อื หา 1
• รูปแบบมสี ีสนั สวยงาม 2
• รปู แบบมขี นาดเหมาะสม 3
• รูปแบบแปลกใหม่น่าสนใจ 4
• รูปแบบชนิ้ งานถูกตอ้ งตามท่กี ำหนด 5
7 การวัดและประเมนิ ผลอาชีวศกึ ษา 31
ประเดน็ การประเมนิ เกณฑก์ ารให้คะแนน ลำดับความสำคัญ
ภาษา • ใช้ภาษาอย่างสร้างสรรค์ 1
• เว้นวรรคถูกต้อง ไม่ฉกี คำ 2
เนือ้ หา • สะกดคำถกู ตอ้ ง 3
• ใช้ประโยคสอดคลอ้ งกบั เนื้อหา 4
• ใชภ้ าษาอย่างถูกต้องตามหลกั ภาษา 5
• เนอ้ื หาสอดคล้องกบั รปู ภาพ 1
• เนือ้ หามีรายละเอียดครอบคลมุ 2
• เนื้อหาเป็นไปตามท่กี ำหนด 3
• เนอ้ื หาตรงตามหวั ข้อเรือ่ ง 4
• เน้ือหาถูกต้อง 5
รายละเอียดเกณฑก์ ารให้คะแนนการประเมนิ ผลชน้ิ งาน
ประเดน็ การประเมิน คะแนน เกณฑก์ ารให้คะแนน
รปู แบบช้นิ งาน 5 • รูปแบบชิ้นงานถกู ต้องตามท่กี ำหนด
• รูปแบบแปลกใหมน่ ่าสนใจ
4 • รปู แบบมขี นาดเหมาะสม
• รปู แบบมสี ีสันสวยงาม
3 • รูปแบบสมั พันธก์ บั เนื้อหา
2 • รูปแบบแปลกใหมน่ า่ สนใจ
1 • รูปแบบมีขนาดเหมาะสม
• รูปแบบมสี สี ันสวยงาม
• รปู แบบสมั พนั ธก์ บั เนอื้ หา
• รปู แบบมีขนาดเหมาะสม
• รปู แบบมสี ีสันสวยงาม
• รปู แบบสมั พันธ์กบั เนอ้ื หา
• รูปแบบมสี ีสันสวยงาม
• รปู แบบสมั พนั ธ์กบั เนือ้ หา
• รูปแบบสมั พนั ธก์ ับเน้ือหา
32 7 การวดั และประเมินผลอาชีวศึกษา
ประเด็นการประเมิน คะแนน เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
ภาษา 5 • ใชภ้ าษาถกู ตอ้ งตามหลกั ภาษา
• ใช้ประโยคสอดคลอ้ งกบั เนือ้ หา
เน้อื หา 4 • สะกดคำถกู ต้อง
• เวน้ วรรคถกู ตอ้ ง ไม่ฉีกคำ
3 • ใชภ้ าษาอย่างสร้างสรรค์
2 • ใช้ประโยคสอดคล้องกบั เนอ้ื หา
1 • สะกดคำถกู ตอ้ ง
5 • เวน้ วรรคถกู ต้อง ไมฉ่ ีกคำ
• ใช้ภาษาอย่างสร้างสรรค์
4 • สะกดคำถกู ต้อง
• เว้นวรรคถูกต้อง ไม่ฉกี คำ
3 • ใชภ้ าษาอย่างสรา้ งสรรค์
2 • เวน้ วรรคถกู ต้อง ไมฉ่ ีกคำ
1 • ใชภ้ าษาอยา่ งสร้างสรรค์
• ใชภ้ าษาอย่างสรา้ งสรรค์
• เนื้อหาถกู ตอ้ ง
• เน้อื หาตรงตามหัวขอ้ เรื่อง
• เน้ือหาเปน็ ไปตามทกี่ ำหนด
• เนื้อหามีรายละเอยี ดครอบคลมุ
• เน้อื หาสอดคล้องกบั รปู ภาพ
• เน้ือหาตรงตามหวั ข้อเรอื่ ง
• เนื้อหาเป็นไปตามท่ีกำหนด
• เนื้อหามีรายละเอยี ดครอบคลมุ
• เนอ้ื หาสอดคลอ้ งกบั รปู ภาพ
• เนือ้ หาเป็นไปตามที่กำหนด
• เนือ้ หามีรายละเอียดครอบคลมุ
• เน้อื หาสอดคล้องกบั รปู ภาพ
• เนือ้ หามีรายละเอียดครอบคลมุ
• เน้อื หาสอดคล้องกับรปู ภาพ
• เนื้อหาสอดคลอ้ งกบั รปู ภาพ
7 การวัดและประเมนิ ผลอาชีวศึกษา 33
3. องค์ประกอบไม่สมบูรณแ์ ต่ทำใหเ้ กดิ งานได้
องคป์ ระกอบของการประเมินไม่จำเป็นต้องกำหนดคะแนนองค์ประกอบ องค์ประกอบละ
1 คะแนนเสมอ องค์ประกอบมีเพียง 3 องคป์ ระกอบ สามารถกำหนดคะแนนได้สูงสุด 4 คะแนน หรือ 5
คะแนน ขึ้นอยู่กับเง่ือนไข องค์ประกอบท่ีไม่สมบูรณ์แต่สามารถทำให้เกิดงาน และสามารถแยกความ
แตกตา่ งในการกำหนดคะแนนแตล่ ะระดับคะแนนอย่างชดั เจน
ตวั อยา่ ง แบบประเมินงานเช่อื มโลหะ หวั ข้อในการประเมินตามสรรถนะงานประกอบดว้ ย
- เตรียมงานประกอบติดตง้ั (เครือ่ งมือ อปุ กรณ์ วัสด)ุ
- ตดั วสั ดุตามแบบ
ในแต่ละหัวเรื่องท่ีต้องประเมินมีองค์ประกอบและรายละเอียดขององค์ประกอบท่ีใช้
ในการกำหนดคะแนน ดงั น้ี
1. เตรียมงานประกอบตดิ ตั้ง (เครือ่ งมือ อุปกรณ์ วสั ดุ)
1.1 เครอื่ งมอื
1.2 อุปกรณ์
1.3 วสั ดุ
2. ตัดวัสดุตามแบบ
2.1 เลอื กใช้วัสดุ
2.2 ตดั วสั ดุตรงตามแบบ
2.3 นำวัสดปุ ระกอบตามแบบ
รายละเอียดเกณฑ์การใหค้ ะแนนการประเมนิ ผลช้นิ งาน
ประเดน็ การประเมนิ คะแนน เกณฑ์การใหค้ ะแนน
เตรยี มงาน 5 มเี ครอ่ื งมือ อปุ กรณ์ วัสดคุ รบทุกรายการทกี่ ำหนดและปฏิบัตงิ านได้
ประกอบตดิ ตงั้ 4 มเี ครื่องมือ อปุ กรณ์ แต่วสั ดุไม่ครบทกุ รายการ แตย่ งั ปฏิบตั ิงานได้
3 มเี คร่อื งมอื วัสดุ แต่อุปกรณไ์ ม่ครบทุกรายการ แตย่ งั ปฏิบตั ิงานได้
2 มีเครือ่ งมอื แต่วสั ดุและอุปกรณไ์ มค่ รบทุกรายการ แตย่ ังปฏบิ ัตงิ านได้
1 มีเครื่องมือ วัสดุ อุปกรณไ์ ม่ครบทกุ รายการ แตย่ งั ปฏิบตั ิงานได้
34 7 การวัดและประเมินผลอาชวี ศกึ ษา
ประเดน็ การประเมิน คะแนน เกณฑก์ ารให้คะแนน
ตัดวัสดุตามแบบ 4 ใช้วสั ดุถกู ตอ้ ง ตัดตรงตามแบบ ประกอบติดตงั้ ได้
3 ใช้วัสดุถูกต้อง ตดั ไม่ตรงตามแบบ แต่ประกอบติดต้ังได้
2 ใช้วสั ดุทดแทน ตดั ตรงตามแบบ ประกอบตดิ ตัง้ ได้
1 ใช้วัสดทุ ดแทน ตัดไมต่ รงตามแบบ แต่ประกอบตดิ ต้ังได้
0 ใช้วัสดุถูกต้องหรือวสั ดทุ ดแทน ตดั ไมต่ รงตามแบบ และประกอบ
ตดิ ตงั้ ไมไ่ ด้
การประเมินมาตรฐานวชิ าชีพ
ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการจัดการศึกษาและการประเมินผลการเรียนตาม
หลักสูตรอาชีวศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพและระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง กำหนดให้
ผู้สำเรจ็ การศกึ ษาตามหลกั สูตรทงั้ สองระดบั ตอ้ งเขา้ รบั การประเมนิ มาตรฐานวชิ าชพี เมือ่ ลงทะเบียนเรยี น
รายวิชาครบทุกรายวิชาตามหลักสูตรแต่ละประเภทวิชา สาขาวิชาและสาขางาน หรือตามระยะเวลาที่
คณะกรรมการประเมินมาตรฐานวิชาชีพกำหนด ท้ังนี้ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีในการประเมิน
มาตรฐานวิชาชีพ นอกจากนีใ้ นระเบยี บดงั กล่าวยงั กำหนดให้การผ่านเกณฑก์ ารประเมนิ มาตรฐานวิชาชพี
ในสาขาวิชาและสาขางานทเ่ี รยี นเปน็ เงอ่ื นไขหนงึ่ ของการสำเร็จการศกึ ษาของผเู้ รยี นด้วย
“การประเมินมาตรฐานวิชาชีพ” เป็นการทดสอบความรู้ ความสามารถและทักษะ
ตลอดจนพฤติกรรมลักษณะนิสัยในการปฏิบัติงานตามมาตรฐานสมรรถนะท่ีกำหนด โดยใช้เคร่ืองมือ
ที่เหมาะสม ซึ่งกำหนดเกณฑ์การตัดสินไว้ชัดเจน พร้อมท้ังจัดดำเนินการประเมินภายใต้เง่ือนไขที่เป็น
มาตรฐาน
การวัดความสามารถในการปฏิบัติงานของแต่ละสมรรถนะนั้น ในด้านความรู้จะวัดจาก
ความรู้ท่ีผู้เรียนนำมาใช้หรือประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน ด้านทักษะจะวัดจากการปฏิบัติงานตาม
สมรรถนะของแต่ละประเภทวิชา สาขาวิชาและสาขางาน ซ่ึงต้องเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานกำหนด
รวมถึงการประเมินพฤติกรรมหรือกิจนิสัยในการปฏิบัติงาน และผลสำเร็จของงานตามเง่ือนไขที่กำหนด
ด้วย ท้ังนี้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาได้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการประเมิน
มาตรฐานวิชาชีพตามหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพและหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง เพ่ือ
เป็นแนวปฏิบตั ิสำหรับสถานศึกษาทุกแหง่ ดว้ ย ซง่ึ ขอนำเสนอโดยสงั เขป ดังนี้
7 การวัดและประเมินผลอาชีวศกึ ษา 35
• เครื่องมอื ประเมินมาตรฐานวิชาชพี
เครื่องมือท่ีใช้ในการประเมินมาตรฐานวิชาชีพ ต้องเป็นเคร่ืองมือที่วัดความสามารถของผู้เข้า
รับการประเมินได้ครบทุกพฤติกรรม ทั้งด้านความรู้ ทักษะและพฤติกรรมลักษณะนิสัย จึงต้องมีการ
ทดสอบทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ โดยใช้เครื่องมือที่หลากหลายตามลักษณะของวิชาชีพแต่ละประเภท
วิชา สาขาวิชาและสาขางาน โดยจะเป็นการประเมินในลักษณะการประมวลความรู้ที่เรียนรู้มาท้ังหมด
ในภาพรวมตามระดบั คุณวฒุ ิการศึกษาวชิ าชพี ดังน้ี
1. การทดสอบภาคทฤษฎี เคร่ืองมือที่ใช้ในการประเมินควรเป็นเครื่องมือที่วัดความ-
สามารถในแต่ละระดับพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เข้ารับการประเมินได้อย่างชัดเจน ซึ่งประกอบด้วย
ความร-ู้ ความจำ ความเขา้ ใจ การนำไปใช้ การวเิ คราะห์ การประมาณค่าและการคิดสร้างสรรค์ เครอื่ งมอื
ทีน่ ยิ มใช้ ไดแ้ ก่ แบบทดสอบแบบเลือกตอบ และแบบทดสอบความเรียง
เครื่องมือประเมินมาตรฐานวิชาชีพภาคทฤษฎีน้ี ควรวัดในระดับพฤติกรรมการเรียนรู้
ไม่ต่ำกว่าระดับความเข้าใจ และตัวเคร่ืองมือต้องสามารถเร้าให้ผู้เข้ารับการประเมินใช้ความคิดในการ
ตอบขอ้ ปัญหาให้มากท่ีสดุ
2. การทดสอบภาคปฏิบัติ เคร่ืองมือที่ใช้ในการประเมินควรเป็นเครื่องมือที่วัดความ-
สามารถหรือทักษะในการทำงานของผู้เข้ารับการประเมิน ลักษณะเครื่องมือที่ใช้ส่วนใหญ่จะเป็นแบบ
ประเมินการปฏิบัติงาน โดยมีการกำหนดเกณฑ์การประเมินและเกณฑ์ผ่านการประเมินไว้ชัดเจน ท้ังนี้
เคร่อื งมือประเมนิ ภาคปฏบิ ตั ิจะมคี วามแตกตา่ งกนั ในแตล่ ะประเภทวิชา สาขาวชิ าและสาขางาน
เครื่องมือที่ใช้ประเมินมาตรฐานวิชาชีพภาคปฏิบัติ ควรวัดในระดับพฤติกรรมการเรียนรู้
ไมต่ ำ่ กวา่ ระดบั การนำไปใช้ ผเู้ ข้ารับการประเมนิ สามารถรู้ลว่ งหน้าได้ โดยไมจ่ ำเป็นต้องเป็นความลับ
• การสรา้ งเครือ่ งมือประเมินด้านความรู้ (ภาคทฤษฎี)
การสร้างเครื่องมือประเมินมาตรฐานวิชาชีพในหลักสูตรแต่ละระดับ จะสอดคล้องกับ
มาตรฐานการศึกษาวิชาชีพของแต่ละประเภทวิชา สาขาวิชาและสาขางาน ซ่ึงประกอบด้วยความรู้
ทกั ษะ และความสามารถในการประยุกตใ์ ชแ้ ละความรับผดิ ชอบ การสร้างเครอื่ งมือควรคำนึงถงึ หลักการ
วัดผลการศึกษา เพื่อให้ได้เคร่ืองมือท่ีสามารถวัดได้จริงและยุติธรรมสำหรับผู้รับการประเมิน และเพ่ือ
ใหผ้ ลคะแนนที่ไดจ้ ากการประเมนิ ถูกตอ้ งเช่ือถอื ได้ ซ่ึงมีหลักการสำคญั ทต่ี อ้ งพิจารณา ดังน้ี
1. ลักษณะของแบบทดสอบ ควรมลี ักษณะดงั นี้
1.1 ความตรงหรือความเชื่อมั่น (Validity) เป็นลักษณะสำคัญที่สุดของแบบทดสอบ
อธิบายระดับคะแนนที่ได้จากการทดสอบโดยใช้เคร่ืองมือแตล่ ะประเภท ความตรงของคะแนนขึ้นอยู่กับ
36 7 การวดั และประเมนิ ผลอาชวี ศึกษา
ความพอเพยี งของตัวอย่างซ่ึงเป็นตัวแทนความร้เู ป็นสำคัญ เครื่องมือที่ดีควรจะให้คะแนนตามงานท่ีเป็น
ตัวแทน เคร่ืองมือที่มีความตรงสูงจะต้องพัฒนาตามกระบวนการท่ีเป็นระบบของการพัฒนาเครื่องมือ
ได้แก่ นิยามขอบเขตงานที่จะวัดให้ชัดเจน เตรียมการกำหนดงานเขียนข้อสอบ พิจารณาสร้างตัวแทน
ข้อกระทงหรืองานในแบบทดสอบท่ีสมั พันธก์ ับคณุ ลักษณะทเ่ี ป็นมาตรฐานวิชาชีพ เม่ือใชเ้ ครอื่ งมือวดั นั้น
ทดสอบผ้สู ำเรจ็ การศกึ ษาตามหลักสูตร ผลการประเมนิ จงึ จะเชื่อถือได้จรงิ
1.2 ความเที่ยงหรือความเที่ยงตรง (Reliability) เป็นความคงท่ีหรือความคงเส้นคงวา
ในการวัดของเคร่ืองมือวัด ตัวอย่างเช่น ผู้เรียนได้คะแนนจากการทดสอบของเคร่ืองมือชุดหน่ึง 80
คะแนน จากคะแนนเต็ม 100 คะแนน หมายความว่า 80 เป็นตัวแทนการปฏิบัติการสอบได้ถูกต้องของ
ผเู้ รียน ถา้ เครื่องมือมีความเทยี่ งสูงเมื่อทดสอบผู้เรียนด้วยเครื่องมอื ชุดเดมิ ในระยะเวลาต่างกันพอสมควร
หรอื นำเครื่องมือที่มีลักษณะคูข่ นานมคี วามตรงเท่าเทียมกันมาทดสอบผู้เรียนคนเดมิ หรือกลุ่มเดมิ คาดว่า
ผลการสอบวัดของผู้เรียนจะใกล้เคยี งกัน ความคงเส้นคงวาในการวดั ของเคร่อื งมอื ต้องชีใ้ หเ้ หน็ ว่าคะแนน
ท่เี ป็นผลการวดั เปน็ อิสระจากความคลาดเคลื่อนในการวดั ความเท่ียงจึงสามารถเชอ่ื ถอื ได้
1.3 ความเป็นปรนัย (Objectivity) เครื่องมือที่ดีควรมีความเป็นปรนัย เพ่ือให้ผู้เรียน
หรือผู้เข้ารับการประเมินทุกคนได้รับความยุติธรรมเท่าเทียมกัน คะแนนผลการทดสอบแสดง
ความสามารถของแต่ละคนถูกต้อง ชัดเจน เปรียบเทียบกันได้ ดังนั้นการสร้างเคร่ืองมือจะต้องกำหนด
โจทย์คำถามหรือปัญหาท่ีชัดเจน อ่านแล้วเข้าใจตรงกัน ผู้เรียนตอบคำถามหรือแก้ปัญหาตรงจุดที่
ต้องการ ไม่ให้คะแนนตามใจผู้ให้คะแนน ดังนั้นในการสร้างเคร่ืองมือแต่ละประเภทต้องมีการกำหนด
เกณฑแ์ ละวธิ กี ารใหค้ ะแนนให้ชดั เจน
1.4 สามารถนำไปใช้ไดจ้ รงิ (Practicality) เครื่องมอื ประเมนิ มาตรฐานวิชาชพี นอกจาก
ใช้แล้วต้องให้ผลท่ีมีความตรงและความเที่ยงท่ีน่าพอใจแล้ว กระบวนการประเมินต้องสามารถปฏิบัติได้
จริง ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย กระบวนการบริหารการประเมินและการให้คะแนนต้องทำได้ง่าย
รวดเร็ว สามารถตคี วามผลคะแนนได้ถกู ต้อง
2. ลกั ษณะของขอ้ คำถามหรือโจทย์
การสร้างข้อคำถามหรือโจทย์ไม่ว่าจะเป็นแบบทดสอบภาคทฤษฏีหรือแบบทดสอบ
ภาคปฏิบัติจะมีลักษณะเดียวกัน คือต้องเป็นข้อคำถามท่ีสามารถวัดได้ตามจุดประสงค์หรือระดับ
พฤติกรรมการเรยี นรู้ท่ีตอ้ งการ ขอ้ คำถามหรอื โจทย์ควรมลี กั ษณะ ดงั น้ี
2.1 แบบทดสอบวัดความรู้-ความจำ เป็นการวัดความสามารถของผู้เข้ารบั การประเมิน
ทไ่ี ด้เรยี นผ่านมาแลว้ เพ่อื ทดสอบวา่ จำอะไรไดบ้ ้าง แบง่ เป็น 2 แบบ คือ
7 การวดั และประเมนิ ผลอาชีวศกึ ษา 37
2.1.1 ถามความจำในเนื้อเรื่อง ได้แก่ ถามเกี่ยวกับศัพท์และนิยาม ถามเกี่ยวกับกฎ
และความจริง
2.1.2 ถามความรู้ในวธิ ดี ำเนินการ ได้แก่ ถามเกย่ี วกบั ระเบียบแบบแผนท่ตี ้องปฏบิ ตั ิ
ถามเกยี่ วกับแนวโน้มและลำดับขน้ั ถามเกี่ยวกบั การจดั ประเภท ถามเกีย่ วกับเกณฑ์ ถามเกยี่ วกับวิธกี าร
2.1.3 ถามความรู้รวบยอดในเน้ือเรื่อง ได้แก่ ถามเกี่ยวกับหลักวิชาและขยายความ
ถามเก่ยี วกบั ทฤษฎแี ละโครงสร้าง
2.2 แบบทดสอบวัดความเข้าใจ เป็นการวัดความสามารถในการแปลความ การ
ตีความหมาย และการขยายความในเรือ่ งตา่ ง ๆ
2.3 แบบทดสอบวัดการนำไปใช้ เปน็ การวัดพฤตกิ รรมในการนำความรแู้ ละความเข้าใจ
ในเรอ่ื งต่าง ๆ ทส่ี ร้างสมไว้มาใช้แก้ปัญหา หรือประยกุ ตใ์ ช้กับงานและและชีวิตประจำวนั
2.4 แบบทดสอบวัดการวิเคราะห์ เป็นการวัดความสามารถในการแยกแยะสิ่งใหญ่ ๆ
ออกเป็นส่วนย่อย ๆ ตามหลักและกฎเกณฑ์ ส่วนย่อยแต่ละส่วนมีความสัมพันธ์กันอย่างไร ต้องใช้เหตุ
และผลตามความจรงิ ในการตอบปัญหา โดยนำเอาพฤตกิ รรมการเรยี นรู้ที่ผ่านมาเป็นองคป์ ระกอบชว่ ยใน
การพิจารณาด้วย ไดแ้ ก่ การวเิ คราะห์ความสำคัญ การวเิ คราะหค์ วามสมั พนั ธ์ การวเิ คราะห์หลกั การ
2.5 แบบทดสอบวัดการประเมินค่า เป็นการวดั ความสามารถขั้นสูงของการวดั ตามระดบั
พฤติกรรมการเรียนรู้ เป็นความสามารถในการตดั สินใจเก่ียวกับคุณค่า โดยเทียบกับเกณฑ์ท่ีกำหนดหรือ
มาตรฐานทม่ี อี ยู่แลว้
2.6 แบบทดสอบวดั กระบวนการคิด เปน็ การวัดความสามารถในการนำองค์ความรู้ที่มี
อยมู่ าปรับให้เกิดสง่ิ ใหม่ ๆ เกดิ ข้นึ หรือรวมองคค์ วามรยู้ ่อย ๆ ทำให้เกิดกฎ วิธกี าร โครงสร้าง และหน้าที่
ใหม่ ๆ ท่ีแตกต่างไปจากเดิม ได้แก่ การสังเคราะห์ข้อความ การสังเคราะห์แผนงาน การสังเคราะห์
ความสมั พนั ธ์
38 7 การวัดและประเมนิ ผลอาชีวศกึ ษา
3. การเขยี นแบบทดสอบแบบความเรียง
3.1 เขยี นคำช้ีแจงเก่ยี วกับวิธีการตอบให้ชัดเจน ระบุจำนวนข้อคำถาม เวลาทใี่ ช้สอบและ
คะแนนเตม็ ของแตล่ ะข้อ เพอ่ื ใหผ้ ้ตู อบสามารถวางแผนการตอบได้ถกู ต้อง
3.2 ข้อคำถามตอ้ งพิจารณาใหเ้ หมาะสมกบั พ้ืนความร้ขู องผตู้ อบ
3.3 ควรถามเฉพาะเรือ่ งทีส่ ำคญั และเปน็ เรอ่ื งทีแ่ บบทดสอบปรนัยวดั ได้ ควรถามเกยี่ วกับ
การนำไปใช้ การวิเคราะห์ การสังเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ การแสดงความคิดเห็น การวิพากษ์
วิจารณ์ เปน็ ตน้
3.4 สถานการณ์ในข้อคำถามจะต้องมีข้อมูลเพียงพอและจำเป็นต่อการตอบคำถาม
รวมทง้ั มีความชัดเจน และเหมาะสมกบั ระดบั ของผู้เรยี น
3.5 ข้อคำถามต้องสอดคล้องกับสถานการณ์ มีความชัดเจน และสอดคล้องกับตัวช้ีวัด
และพฤตกิ รรมทต่ี อ้ งการวดั
3.6 ข้อคำถามต้องเปิดโอกาสให้อธิบายวิธีคิด แสดงวิธีทำ หรือให้เหตุผลเพ่ือสนับสนุน
คำตอบ
3.7 กำหนดขอบเขตหรือประเด็นของคำถามให้ชัดเจนเพ่ือให้ผู้ตอบทราบถึงจุดมุ่งหมาย
ในการวัด สามารถตอบไดต้ รงประเด็น
3.8 เขียนคำถามให้มีจำนวนมากข้อ โดยจำกัดให้ตอบส้ัน ๆ เพ่ือจะได้วัดได้ครอบคลุม
เน้อื หา ซึง่ จะทำให้แบบทดสอบมีความเช่ือม่นั สูง
3.9 ไม่ควรมีข้อสอบไว้ให้เลือกตอบเป็นบางข้อ เพราะอาจมีการได้เปรียบเสียเปรียบกัน
เน่ืองจากแต่ละข้อคำถามจะมีความยากง่ายไม่เท่ากัน และวัดเนื้อหาแตกต่างกัน จะไม่ยุติธรรมกับผู้ท่ี
สามารถตอบได้ทกุ ข้อ
3.10 ควรเตรียมเฉลยคำตอบและกำหนดเกณฑ์การให้คะแนนตามขั้นตอนและน้ำหนัก
ทีต่ อ้ งการเน้นไว้ด้วย
3.11 ถ้าแบบทดสอบมีหลายขอ้ ควรเรียงลำดับจากขอ้ ง่ายไปหายาก
3.12 การกำหนดเวลาในการสอบ จะต้องสอดคล้องกับความยาวและลักษณะคำตอบ
ท่ีต้องการ ระดบั ความยากงา่ ยและจำนวนขอ้ สอบ
• การสรา้ งเครอื่ งมือประเมนิ ด้านทกั ษะ (ภาคปฏิบัติ)
การวัดความสามารถในการปฏิบัติงานขึ้นอยู่กับลักษณะของแต่ละประเภทวิชา แบ่งเป็น
ลกั ษณะตา่ ง ๆ ได้ 5 ลกั ษณะ คอื
7 การวัดและประเมนิ ผลอาชีวศกึ ษา 39
1. การปฏบิ ัตงิ านที่แสดงออกด้วยการเขียน โดยให้ผู้รับการประเมินแสดงออกด้วยการเขียน
บรรยายข้นั ตอนในการปฏบิ ตั งิ าน การเขียนลวดลาย หรือการออกแบบ
2. การวินิจฉัยปัญหาและกระบวนการปฏิบัติ โดยกำหนดสถานการณ์จำลอง หรือกำหนด
เปน็ เร่ืองจริงและใหผ้ ้เู ขา้ รบั การประเมนิ วนิ ิจฉัยสิง่ ทเ่ี กิดขน้ึ
3. การปฏิบัติงานตามท่ีกำหนด โดยกำหนดส่ิงต่าง ๆ ลงในใบงานหรือใบมอบหมายงานให้
ผู้เขา้ รับการประเมนิ ปฏิบัตติ ามคำสั่ง
4. ตัวอย่างงาน (ช้ินงาน) โดยกำหนดช้ินงาน (ภาระงาน) ให้ผู้เข้ารับการประเมินปฏิบัติให้
เกิดชิน้ งานและเขยี นรายงานขน้ั ตอนการปฏบิ ัตงิ านประกอบชิ้นงาน
5. การปฏิบัติงานตามสถานการณ์จริง โดยกำหนดสถานการณ์จำลอง หรือเหตุการณ์ที่
ใกล้เคียงจริง หรือเหมือนจริง ให้ผู้เข้ารับการประเมินปฏิบัติตามคำส่ังท่ีระบุในใบงานหรือใบมอบหมาย
งาน
แบบทดสอบภาคปฏิบัติในลักษณะที่ 1 และ 2 เป็นลักษณะข้อคำถามท่ีให้ผู้เข้ารับการ
ประเมนิ เขยี นตอบ โดยเคร่ืองมอื ที่ใชใ้ นการทดสอบ แบ่งไดเ้ ปน็
1. แบบทดสอบเพื่อวัดความร้ใู นเนอ้ื หาท่เี ก่ียวกับการปฏิบัติ
2. แบบทดสอบทีใ่ หอ้ ธิบายกระบวนการทำงานหรือแก้ปญั หา
ทั้งน้ี ข้อคำถามของแบบทดสอบควรวัดความสามารถในระดับพฤติกรรมการเรียนรู้ ขั้น
วิเคราะห์ สังเคราะห์ ประเมินค่าและหรือการคิดสร้างสรรค์ และต้องกำหนดคะแนนในแต่ละข้ันของ
การตรวจไวก้ อ่ น เพื่อเป็นเกณฑใ์ นการตรวจให้คะแนนในแต่ละขอ้ ของแบบทดสอบ
แบบทดสอบภาคปฏิบัติในลักษณะท่ี 3, 4 และ 5 เป็นแบบทดสอบที่ให้ลงมือปฏิบัติจริง
ฉะน้ันต้องมีแบบประเมินในการปฏิบัติงาน สำหรับใช้ในการประเมินความสามารถของผู้เข้ารับการ
ประเมิน แบบประเมนิ การปฏบิ ตั งิ านทใ่ี ชใ้ นการประเมนิ มีดังน้ี
1. มาตรประมาณค่า (แบบกำหนดตวั เลข) เป็นแบบประเมนิ ทีใ่ ช้ตวั เลขเป็นตวั แทนในการวดั
ความสามารถของการทำงาน ทัง้ นี้ ส่ิงทตี่ ้องคำนึงถึงคือ
- การกำหนดคะแนนต้องมีความต่อเน่ืองกัน เช่น 5 4 3 2 1 หรือ 0 (กรณีที่ไม่สามารถ
ปฏิบัตงิ านได)้
- กำหนดเกณฑ์การให้คะแนน (Rubric) ตอ้ งแยกความแตกต่างของความสามารถของผูท้ ี่
ไดค้ ะแนน 5 4 3 2 1 อยา่ งชัดเจน
2. แบบบันทึกพฤติกรรม เป็นแบบประเมินพฤติกรรมในการปฏิบัติงานของผู้เข้ารับการ
ทดสอบ (กจิ นิสัย) โดยกำหนดเป็นมากท่สี ุดไปจนถึงน้อยท่สี ดุ หรือต้องปรับปรงุ สำหรับพฤตกิ รรมทีป่ ฏิบัติ
40 7 การวดั และประเมนิ ผลอาชีวศึกษา
ได้ถกู ต้อง เหมาะสม หรอื ประเมินความถใ่ี นการปฏบิ ัติพฤติกรรมน้ัน หรือประเมินวา่ ผ้เู ขา้ รับการประเมิน
ไดป้ ฏิบัตพิ ฤติกรรมน้นั หรอื ไมไ่ ด้ปฏบิ ตั ิ
• กรอบการประเมนิ มาตรฐานวชิ าชพี
กรอบการประเมินมาตรฐานวิชาชีพ และเกณฑ์การผ่านการประเมินมาตรฐานวิชาชีพ ตาม
หลักสตู รประกาศนียบตั รวชิ าชพี และหลักสตู รประกาศนยี บตั รวิชาชพี ชั้นสูง มแี นวทางดำเนนิ การ ดังนี้
1. ให้ใช้เครื่องมือประเมินมาตรฐานวิชาชีพท่ีคณะกรรมการอำนวยการประเมินมาตรฐาน
วิชาชีพกำหนดในการประเมนิ มาตรฐานวชิ าชพี ของสถานศกึ ษาแตล่ ะแห่ง
2. ให้การประเมินมาตรฐานวิชาชพี เปน็ การประเมินในระดบั สาขางาน
3. ให้การประเมินมาตรฐานวิชาชีพเป็นการประเมินความรู้ ความเข้าใจ และความสามารถ
ในสมรรถนะงานแตล่ ะสมรรถนะงาน ตามที่คณะกรรมการอำนวยการประเมินมาตรฐานวชิ าชีพประกาศ
กำหนด
4. ให้ประเมินแต่ละสมรรถนะงานท้ังภาคทฤษฎี (สอบข้อเขียน) และภาคปฏิบัติของแต่ละ
สมรรถนะงานน้นั
5. ใหส้ ถานศึกษาจัดให้ผู้เรียนเขา้ รับการประเมินมาตรฐานวิชาชีพได้ เมื่อผ้เู รยี นได้เรยี นและ
ฝึกปฏิบัติ หรือผ่านการเทียบโอนความรู้และประสบการณ์รายวิชาครบทุกรายวิชาท่ีเป็นพื้นฐานของ
สมรรถนะงานน้นั
ท้ังน้ี ผู้เรียนที่ได้เรียนและฝึกปฏิบัติหรือผ่านการเทียบโอนความรู้และประสบการณ์
รายวิชาพื้นฐานของสมรรถนะงานใด ๆ ครบแล้ว สถานศึกษาสามารถจัดให้ผู้เรียนเข้ารับการประเมิน
มาตรฐานวชิ าชพี สมรรถนะงานน้นั ๆ ได้ โดยไม่จำเป็นตอ้ งเรยี นจนครบทุกรายวิชาตามหลกั สตู ร
6. ในกรณีท่ีผู้เรยี นไม่ผา่ นเกณฑ์การประเมินในสมรรถนะงานใด ให้สถานศึกษาจัดให้ผเู้ รียน
ลงทะเบียนและเข้ารับการประเมินสมรรถนะงานนั้นใหม่ ทั้งภาคทฤษฎี (สอบข้อเขียน) และภาคปฏิบัติ
หรอื อยา่ งใดอย่างหน่ึง เฉพาะที่ผู้เรียนไม่ผา่ นเกณฑก์ ารประเมินแลว้ แต่กรณี ทั้งในภาคเรียนเดียวกันหรือ
ในภาคเรียนตอ่ ไป หรือในภาคเรียนฤดูร้อน จนกว่าผเู้ รียนจะผ่านเกณฑ์การประเมินท้ังภาคทฤษฎี (สอบ
ข้อเขยี น) และภาคปฏบิ ัติของสมรรถนะงานนั้นครบสมบรู ณ์
• ขั้นตอนการดำเนนิ การประเมินมาตรฐานวิชาชพี
ในการดำเนินการประเมินมาตรฐานวิชาชีพ หัวหน้าสถานศึกษาต้องแต่งตั้งคณะกรรมการ
ประเมินมาตรฐานวิชาชีพระดับสถานศึกษาตามหลักเกณฑ์และวิธีการท่ีคณะกรรมการการอาชีวศึกษา
7 การวัดและประเมนิ ผลอาชีวศึกษา 41
กำหนด และให้คณะกรรมการประเมินมาตรฐานวิชาชีพระดับสาขาวิชา/สาขางาน ดำเนินการก่อน
ระหวา่ งและหลงั การประเมนิ ดงั นี้
ก่อนการประเมินมาตรฐานวชิ าชพี
ให้คณะกรรมการประเมนิ มาตรฐานวชิ าชพี ดำเนนิ การดงั น้ี
1. รับเคร่ืองมือประเมินมาตรฐานวิชาชีพระดับสาขาวิชา/สาขางาน จากคณะกรรมการคลัง
เครือ่ งมอื ประเมนิ มาตรฐานวิชาชพี ระดบั สถานศกึ ษา
2. จดั เตรยี มการประเมนิ ทั้งสถานท่ี เคร่ืองมอื ประเมินมาตรฐานวชิ าชีพ วัสดุ อุปกรณ์ และ
อืน่ ๆ ทใ่ี ช้ในการประเมินมาตรฐานวชิ าชีพระดบั สาขาวชิ า/สาขางาน และแตล่ ะสมรรถนะงาน
3. ศกึ ษาข้อมลู การประเมินมาตรฐานวิชาชพี จากเครอ่ื งมอื การประเมนิ มาตรฐานวชิ าชพี
ระหว่างการประเมินมาตรฐานวิชาชีพ
1. ดำเนินการประเมินมาตรฐานวิชาชีพภาคทฤษฎีตามวัน เวลา และสถานท่ีท่ีสถานศึกษา
กำหนด
2. ดำเนินการประเมินมาตรฐานวิชาชีพภาคปฏิบัติ ตามวัน เวลา และสถานที่ท่ีสถานศึกษา
กำหนด โดยคณะกรรมการประเมนิ มาตรฐานวิชาชีพสงั เกตการณ์ประเมนิ และพิจารณาใหค้ ะแนน
หลงั การประเมินมาตรฐานวชิ าชพี
1. เสนอผลการตัดสินการประเมินให้หัวหน้าสถานศึกษาพิจารณาอนุมัติภายใน 10 วัน นับ
จากวนั สดุ ทา้ ยของการประเมิน
2. สรุปและรายงานผลการประเมินมาตรฐานวิชาชีพให้คณะกรรมการประเมินมาตรฐาน
วชิ าชพี ระดบั สถานศึกษาทราบ
3. เก็บรักษาเอกสารหลักฐานในการจัดการประเมินมาตรฐานวิชาชีพระดับสาขาวิชา/สาขา
งาน และแต่ละสมรรถนะงาน เป็นเวลา 1 ปี นบั จากวนั สุดท้ายของการประเมิน
• เกณฑก์ ารผา่ นการประเมินมาตรฐานวิชาชีพ
1. เกณฑ์การผ่านการประเมินมาตรฐานวิชาชีพ คือ ต้องผ่านเกณฑ์การประเมินแต่ละ
สมรรถนะงานทงั้ ภาคทฤษฎี (สอบขอ้ เขยี น) และภาคปฏบิ ัติครบทุกสมรรถนะงาน
2. เกณฑ์การผ่านการประเมินสมรรถนะงาน สำหรับหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ คือ
ภาคทฤษฎี (สอบข้อเขียน) ต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 และภาคปฏิบัติต้องได้คะแนนไม่ต่ำกว่า
ร้อยละ 80 ส่วนหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพช้ันสูง คือ ภาคทฤษฎี (สอบข้อเขียน) ต้องได้คะแนน
ไมต่ ่ำกว่ารอ้ ยละ 70 และภาคปฏิบัติต้องไดค้ ะแนนไมต่ ำ่ กวา่ รอ้ ยละ 80