The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

บทความงานวิจัยชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น (7E)ร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาโพลยา เรื่อง อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ภายใต้การบูรณาการจรรยาบรรณวิชาชีพครู

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by fon30741, 2023-04-17 15:16:57

บทความงานวิจัยในชั้นเรียน

บทความงานวิจัยชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น (7E)ร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาโพลยา เรื่อง อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ภายใต้การบูรณาการจรรยาบรรณวิชาชีพครู

การพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยการจัดการเรียนรู้แบบ สืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น (7E) ร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาโพลยา เรื่อง อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ภายใต้การบูรณาการจรรยาบรรณวิชาชีพครู Development of Problem - Solving Ability for Eleventh Grade Students by using the 7E Inquiry-based Learning and Polya’s Problem Solving Techniques on topic of Reaction Rate is based on Integrating the Teaching Profession ปิยวรรณ เสมามิ่ง1 Piyawan Saemaming1 [email protected] สุธาสินี บุญญาพิทักษ์2 Suthasinee Boonyapithak2 นิพัท ขันไชย3 Niphat Kunchai 3 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงปฏิบัติการซึ่งทำทั้งหมด3 วงจรปฏิบัติการโดยวัตถุประสงค์1) เพื่อบูรณาการจรรยาบรรณ วิชาชีพครูในการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเคมี2) เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ ปัญหาเคมีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น (7E) ร่วมกับเทคนิคการ แก้ปัญหาโพลยา3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษา ปีที่ 5/11 โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 42เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการ จัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น (7E) ร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาโพลยา จำนวน 3แผน 2)แบบวัดความสามารถใน การแก้โจทย์ปัญหาเคมีเป็นแบบอัตนัย 3 ข้อ3)แบบบันทึกอนุทินของนักเรียน 4) แบบประเมินข้อเสนอแนะของครูพี่เลี้ยง และ 5) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การทดสอบทางสถิติค่าที(One Sample t-test ) ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนมีคะแนนความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเคมี ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 จำนวนเพิ่มขึ้น ดังนี้ในวงจรปฏิบัติการที่ 1 มีจำนวน 18คน มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 16.14คะแนน ซึ่ง คะแนนเฉลี่ยน้อยกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 ของคะแนนเต็ม จึงไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 วงจรปฏิบัติการ ที่ 2 มีจำนวน 33คน มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 18.43คะแนน และวงจรปฏิบัติการที่ 3 มีจำนวน 39คน มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 19.64คะแนน ซึ่งในวงจรปฏิบัติที่ 2 และ 3 มีคะแนนเฉี่ยสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดย สรุปกลุ่มเป้าหมายได้รับการพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเคมีอย่างมีประสิทธิภาพ และจากการจัดการเรียนรู้แบบ สืบเสาะหาความรู้7 ขั้น (7E) ร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาของโพลยา มีความพึงพอใจโดยภาพรวมในระดับมาก (X̅ = 4.30, S.D. = 0.48) คำสำคัญ : การพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเคมี, การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น (7E) ร่วมกับเทคนิคการปัญหาโพลยา, จรรยาบรรณวิชาชีพครู Abstract This study was a classroom action research which consists of 3 spirals. The aimsof This study were 1) to integrate teacher professional ethics in learning management to develop the ability to solve chemical problems 2) to develop problem solving abilityinchemistry for Eleventh Grade Students by using the 7E Inquirybased Learning 3) to studystudent’s satisfaction to learning The target group was 42 students in mathayomsuksa


5/11 Students from Hatyaiwittayalai school in the second semester of the academic year 2021 The research instruments included 1) 3 lesson plans of 7E learning cycle cooperated with Polya’s problem solving technique, 2) the 3 items subjective of problem solving test, 3) student’s, 4) recommendation record form of mentor and 5) satisfaction assessment form journal. The percentage, mean, and one sample t-test were used for analyzing data. The results showed that the word problem solving ability of students had passed the criterion of 70 percent of the total score. The word problem solving ability of students were increasing. The amount of students who had passed the 70 percent criteria. In the first spiral, 18 students had passed the 70 percent criteria with an average score 16.14 which higher than the 70 percent criteria. Nevertheless in statistics, the average score and the 70 percent criteria were not different. The second spiral, 36 students had passed the 70 percent criteria with an average score 18.43 . The third spiral, 39 students with an average score 19.64 had passed the 70 percent criteria by in the second spiral and third spiral which higher than the 70 percent criteria with the statistical significance at 0.05 level. In conclusion, the target group was effectively improved for the word problem solving ability learning with 7E learning cycle cooperated with Polya’s problem solving technique. and Eleventh Grade Students was satisfying to learning activities that followed from development of word Problem Solving Ability for Eleventh Grade Students by using the 7E Inquiry-based Learning and Polya’s Problem Solving Techniques. the students’ satisfaction of learning through the integration of the 7E Inquiry-based Learning and Polya’s Problem Solving Techniques was high. (X̅ = 4.30, S.D. = 0.48) Keywords : development of word problem solving ability in chemistry, the 7E Inquiry-based Learning and Polya’s Problem Solving Techniques, professional ethics of teachers 1นิสิตฝึกปฏิบัติการสอน หลักสูตรการศึกษาบัณฑิต วิชาเอกเคมี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ 2 อาจารย์ ดร.สุธาสิณี บุญญาพิทักษ์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ 3 ครูพี่เลี้ยง กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย จังหวัดสงขลา บทนำ การศึกษาในศตวรรษที่ 21 เป็นการเตรียมคนไปเผชิญการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว รุนแรง พลิกผัน และคาดไม่ถึง คนยุคใหม่จึง ต้องมีทักษะที่สูงในการเรียนรู้และปรับตัว ครูเพื่อศิษย์ต้องพัฒนาตนเองให้มีทักษะของการเรียนรู้ด้วย และในขณะเดียวกันต้องมีทักษะ ในการทำหน้าที่ ครูในศตวรรษที่ 21 ซึ่งไม่เหมือนการทำหน้าที่ครูในศตวรรษที่ 20 หรือ 19 (วิจารณ์ พานิช, 2556) ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทาย ความสามารถในการนำทักษะที่มีไปปรับใช้ในสภาพแวดล้อมใหม่ๆในยุคที่โลกมีความเจริญก้าวหน้าอย่าง รวดเร็วอันสืบเนื่องมาจากการใช้ เทคโนโลยี เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆของทุกภูมิภาคของโลกเข้าด้วยกัน กระแสการปรับเปลี่ยนทางสังคมที่เกิดขึ้นในศตวรรษที่ 21ที่ส่งผล ต่อการดำรงชีพของสังคม อย่างทั่วถึง ครูจึงต้องมีความตื่นตัวและมีการเตรียมความพร้อมในการจัดการเรียนรู้เพื่อเตรียมความ พร้อมให้ นักเรียนที่มีทักษะสำ หรับการออกไปดำรงชีวิตในโลกศตวรรษที่ 21 ที่เปลี่ยนไปจากศตวรรษ ที่ 20และ 19โดยทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ที่สำคัญที่สุด คือ ทักษะการเรียนรู้ (Learning Skill) ส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงการจัดการเรียนรู้เพื่อให้เด็กในศตวรรษที่ 21 นี้ มีความรู้ ความสามรถ และทักษะจำเป็น เช่น การคำนวณและการอ่านเขียนยังคงเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการเรียนรู้ในอนาคต นักเรียนต้องได้รับการ พัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 ด้วย เพื่อให้พวกเขาเติบโตได้ในยุคแห่งความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดอย่าง รวดเร็วและตลอดเวลา ทักษะที่สำคัญดังกล่าวที่เราควรหันมาให้ความสำคัญ เช่น การปรับตัว การคิดเป็นระบบ การสร้างสรรค์ การแก้ไข ปัญหา และการทำงานร่วมกับคนอื่น ซึ่งเป็นทักษะที่นำไปใช้ได้ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน ตามแนวโน้มปัจจุบันที่คนรุ่นใหม่จะเปลี่ยน งานข้ามสาขาวิชาชีพที่หลากหลาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทายความสามารถในการนำทักษะที่มีไปปรับใช้ในสภาพแวดล้อมใหม่ๆ (อมรรัตน์ เต ชะนอก และคณะ, 2563)


การที่มนุษย์จะใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อให้เข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นนั้นมนุษย์ จําเป็นต้องมีการพัฒนาด้านการศึกษา ซึ่งเป็นสิ่งสําคัญต่อการพัฒนาประเทศในฐานะที่มีบทบาทโดยตรงต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การให้การศึกษาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ถูกต้องเหมาะสมนั้น จะทําให้มนุษย์มีความรู้ความเข้าใจและสามารถนําความรู้ที่ได้รับ ไปใช้ ในการปรับตัวให้ทันกับความกาวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทําให้รู้จักค้นคว้าหาเหตุผลเพื่อนําใช้ในการแกปัญหาต่าง ๆ ได้อยางรอบคอบ ทําให้มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการนําสิ่งใหม่ที่เป็นประโยชน์เข้ามาใช้ในการพัฒนาประเทศ ซึ่งเป็นการนําหลัก ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้ได้อยางเหมาะสม (รัชนี ทุมวงศ์, 2546 อ้างถึงใน จารุวรรณ จันทมัตตุการ, 2560) นอกจากนั้นแล้ววิทยาศาสตร์ยังมีส่วนช่วยให้มนุษย์ได้พัฒนากระบวนการและวิธีคิด ไม่ว่าจะเป็นการคิดที่เป็นเหตุเป็นผลการคิด สร้างสรรค์การคิดวิเคราะห์และการคิดวิจารณ์นอกจากนั้นแล้วยังช่วยพัฒนาให้มนุษย์มีทักษะ ในการค้นคว้าหาความรู้มีความสามารถใน การแกปัญหาอย่างเป็นระบบสามารถตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลที่หลากหลาย สามารถอ้างอิงเพื่อตรวจสอบได้และวิทยาศาสตร์ยังถือว่าเป็น วัฒนธรรมของโลกสมัยใหม่ซึ่งเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ (Knowledge-based society) ดังนั้น มนุษย์ทุกคนจึงมีความจําเป็นที่จะต้อง ได้รับการพัฒนาให้รู้วิทยาศาสตร์ (Scientific literacy for All) เพื่อจะได้มีความเข้าใจในธรรมชาติและเทคโนโลยีที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น และสามารถนําความรู้ที่ได้ดังกล่าวไปใช้อย่างมีเหตุผลสร้างสรรค์และมีคุณธรรม (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) วิชาเคมีเป็นสาขาหนึ่งของวิชาวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับสสารทั้งสมบัติและการเกิดปฏิกิริยาของสสารซึ่งสสารนั้นมีความ เกี่ยวข้องโดยตรงกับผู้เรียนทุกคนความรู้ในวิชาเคมีจึงมีสาระที่เป็นประโยชน์สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันหรือใช้กับการ ประกอบอาชีพในอนาคตได้ซึ่งเนื้อหาของวิชาเคมีจะมีทั้งส่วนที่เป็นทฤษฎีและส่วนที่เป็นการคำนวณในส่วนที่เน้นการคำนวณนั้นจะเป็น เรื่องที่ค่อนข้างเข้าใจได้ยากและซับซ้อนผู้เรียนจึงจะต้องอาศัยความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาที่มีขั้นตอนอย่างเป็นระบบจึงจะ สามารถแก้โจทย์ปัญหาได้อย่างถูกต้องซึ่งจะส่งผลให้มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้นอีกด้วย (พัทธมน วิริยะธรรม, 2559) จากผลการ ประเมินที่ผ่านมาพบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในวิชาวิทยาศาสตร์ของนักเรียนไทยส่วนมากยังอยู่ในระดับต่ำซึ่งจะเห็นได้จากจากผลการ ทดสอบระดับชาติขั้นพื้นฐาน (Ordinary National Educational Test: O-NET) ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานปี การศึกษา 2554-2557 มีคะแนนเฉลี่ยในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์คือ 27.90, 33,10, 30.48 และ 32.54 ตามลำดับซึ่งพบว่าคะแนน เฉลี่ยของนักเรียนไทยนั้นอยู่ในระดับต่ำกว่าร้อยละ 50 (สถาบันการทดสอบแห่งชาติ, 2557 อ้างถึงใน พัทธมน วิริยะธรรม, 2559) และจาก การที่ผู้วิจัยได้ปฏิบัติการสอนในรายวิชาเคมีภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 พบว่า นักเรียนยังขาดในเรื่องของการวิเคราะห์โจทย์ การ คำนวณที่เป็นลำดับขั้นตอนให้ถูกต้อง รวมถึงขั้นของการตรวจสอบคำตอบที่นักเรียนโดยส่วนใหญ่ละเลย และเมื่อเจอโจทย์ปัญหาที่มี ความซับซ้อน และยาวนักเรียนจะหมดกำลังในการเรียน และไม่อยากที่จะทำโจทย์ เพราะมองว่าการทำโจทย์ในข้อนั้นเป็นเรื่องที่ยาก ไม่รู้ จะเริ่มคำนวณจากตรงไหนก่อน ขาดความรอบคอบในการคิดคำนวณ ขาดทักษะการตีความหมายในโจทย์ปัญหาทางเคมี ขาดความเข้าใจ เรื่องสัญลักษณ์ทางเคมี หน่วยทางเคมี ไม่สามารถวิเคราะห์โจทย์ปัญหาว่าโจทย์ปัญหานั้นต้องการทราบสิ่งใด กำหนดสิ่งใดมาให้ ใช้ สมการใดเกี่ยวข้องกับเนื้อหาทางเคมีอย่างไร จากสภาพปัญหาดังกล่าวจะเห็นว่าการมีความรู้พื้นฐานทางคณิตศาสตร์และการแก้โจทย์ ปัญหาเคมีนับว่าเป็นหัวใจสำคัญในการเรียนวิชาเคมี เพราะการแก้โจทย์ปัญหาทางเคมี เป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของการเรียนการสอน เพื่อที่จะขับเคลื่อนการจัดการเรียนรู้ไปสู่ผลสำเร็จ การแก้โจทย์ปัญหาเคมีนับว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก สำหรับการเรียนวิชาเคมีคำนวณ ที่มีทักษะ เกี่ยวข้องกับกระบวนการ แก้ปัญหาที่เริ่มต้นตั้งแต่ การสอนให้นักเรียนเข้าใจโจทย์หรือตีโจทย์ โดยครูผู้สอนควรจะนำโจทย์ที่หลากหลายมาให้นักเรียนลองฝึกตี โจทย์ จนมั่นใจว่าผู้เรียน มีความเข้าใจในแนวคิดพื้นฐานที่สำคัญในเรื่องนั้นๆ เป็นอย่างดีแล้วก่อนที่จะเริ่มให้นักเรียน ได้ฝึกทำโจทย์ ปัญหา และเน้นให้ผู้เรียนวิเคราะห์โจทย์ เชื่อมโยงกับแนวคิดที่จำเป็นมากกว่าการสอนให้ผู้เรียนใช้สูตรคำนวณ ส่วนผู้เรียนนั้นจะต้อง ประยุกต์และต่อยอดความรู้เดิม เปรียบเทียบ คิดวิเคราะห์ และบูรณาการวิธีการหาคำตอบหรือเลือกวิธีการต่างๆของการเรียนที่เกี่ยวกับ การแก้ปัญหาในคำถามนั้นได้อย่างเหมาะสม และนำความรู้ไปเชื่อมโยงกับโจทย์วิชาเคมีอื่นๆ จนสามารถแก้โจทย์ปัญหาเหล่านั้นได้ (จรรยา ดาสา, 2553: 44 –48 อ้างถึงใน ณิชารีย์ สืบพา, 2561) เพื่อให้ผู้เรียนมีโอกาสพัฒนา กระบวนการคิดในแก้โจทย์ปัญหาเคมีได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ควรจัดกิจกรรมการเรียนการสอนอื่น ร่วมกับกระบวนการแก้โจทย์สอดคล้องกับงานวิจัยของ (จักรพันธ์ พิรักษา, 2553: 58 –59 อ้างถึงใน ณิชารีย์ สืบพา, 2561) ได้ทำศึกษาการเปรียบเทียบกระบวนการแก้โจทย์ปัญหาและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง แรงและกฎการเคลื่อนที่ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ระหว่างกลุ่มที่ได้รับการสอนแบบใช้วัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น ร่วมกับ


เทคนิคการแก้ปัญหาของ Polya’sกับ กลุ่มที่ได้รับการสอนแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5 ขั้น พบว่า กระบวนการแก้โจทย์ปัญหาและ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ได้รับการสอนแบบใช้ วัฏจักรการเรียนรู้ 7 ขั้น ร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาของ Polya’sสูงกว่า นักเรียนที่ได้รับการสอนแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 5 ขั้น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงให้เห็นว่า การจัดการเรียนการสอนด้วย กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ 7E มีความเหมาะสมที่จะนำมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ในวิชาเคมี ซึ่งเป็นวิชาหนึ่งในกลุ่มสาระ การเรียนรู้ วิทยาศาสตร์ ที่มีรูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้ตามกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และกระบวนการแก้ โจทย์ปัญหาเกี่ยวข้องทั้งในส่วนของเนื้อหา ทฤษฎีและการปฏิบัติ เพื่อหาคำตอบ จากคำถาม สถานการณ์ต่างๆหรือการทดลอง ฯลฯ โดย ผู้เรียน ได้ลงมือปฏิบัติ หาความรู้ด้วยตนเองหรือการร่วมมือในกลุ่ม ส่งผลให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเข้าใจรู้จักสืบค้น มีความรู้พื้นฐานต่อ ยอดความรู้เดิม เปรียบเทียบ คิดวิเคราะห์ นำความรู้เดิมไปเชื่อมโยง กับโจทย์ปัญหาเคมีอื่นๆที่หลากหลายและสม่ำเสมอ นำไปสู่ ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเคมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และคุณภาพของผู้เรียนสูงขึ้น จากเหตุผลและสภาพปัญหาดังกล่าวผู้วิจัยมีความตระหนักถึงสภาพปัญหาและความจำเป็นในการพัฒนาความสามารถในการ แก้โจทย์ปัญหาเคมีให้กับนักเรียน ดังนั้นผู้วิจัยจึงสนใจที่จะจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเคมี โดย ใช้กระบวนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะเสาะหาความรู้ 7ขั้น (7E) ร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาโพลยา เรื่อง อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ภายใต้การบูรณาการจรรยาบรรณวิชาชีพครู และการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในครั้งนี้ผู้วิจัยหวังว่าจะสามารถช่วยส่งเสริมให้การจัด กิจกรรมการเรียนรู้ในห้องเรียนมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้นและเหมาะสมที่จะนำมาพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเคมีให้ดีขึ้น และสามารถนำสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปปรับใช้ในการแก้ปัญหาในสถานการณ์ใหม่ๆได้ วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อบูรณาการจรรยาบรรณวิชาชีพครูในการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น (7E) ร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหา โพลยา เรื่อง อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี 2. เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเคมี เรื่อง อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ด้วย การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น (7E) ร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาโพลยา 3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น (7E) ร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาโพลยา วิธีการดำเนินการวิจัย กลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ คือนักเรียนแผนการเรียนวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์(ห้องเรียนทั่วไป)ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 5/11 โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย จังหวัดสงขลา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 42คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น (7E) ร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาโพลยาเรื่อง อัตราการ เกิดปฏิกิริยาเคมีจำนวน 3 แผนการจัดการเรียนรู้ ใช้เวลาทั้งหมด 9 คาบเรียน โดยแผนการจัดการเรียนรู้ทุกแผนผ่านการตรวจสอบ คุณภาพจากครูพี่เลี้ยงและผู้เชี่ยวชาญทุกข้อมีค่า IOC เท่ากับ 1.00เมื่อแปลผลถือว่าใช้ได้ 2. เครื่องมือที่ใช้สะท้อนผลการปฏิบัติงาน 2.1 บันทึกหลังแผนการจัดการเรียนรู้ของผู้วิจัย เป็นการเขียนเรื่องราวที่เกิดขึ้นหลังการจัดการเรียนรู้ในแต่ละ แผนการจัดการเรียนรู้ โดยผู้วิจัยเป็นผู้ประเมิน เพื่อพิจารณากระบวนการจัดการเรียนการสอนของตนเอง และผลจากการจัดกิจกรรมการ สอน แบ่งออกเป็น 2 ข้อ คือ ปัญหาละอุปสรรคที่พบ และแนวทางการปรับปรุงแก้ไข 2.2 แบบบันทึกข้อเสนอแนะจากครูพี่เลี้ยง เป็นการเขียนบันทึกเรื่องราวที่เกิดขึ้นขณะจัดการเรียนรู้ โดยครูเลี้ยง เป็นผู้ประเมิน เพื่อพิจารณากระบวนการจัดการเรียนการสอน และผลจากการจัดการสอน โดยมีการประเมินระดับคุณภาพในการจัดการ เรียนรู้ในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ โดยผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญทุกข้อมีค่า IOC 0.67 –1.00เมื่อแปลผลถือว่าใช้ได้


2.3 อนุทินสะท้อนความคิดของนักเรียน ให้นักเรียนเขียนบันทึกใน 4 หัวข้อ คือ สิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้จากการเรียน สิ่งที่อยากให้ครูปรับปรุงแก้ไขในครั้งต่อไป ปัญหาและ อุปสรรคที่นักเรียนพบระหว่างการเรียน และความรู้สึกของนักเรียนในระหว่างการจัดการเรียนรู้โดยผู้วิจัยให้นักเรียนเขียนหลังเสร็จสิ้น แผนการจัดการเรียนรู้ทุกแผนโดยผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญทุกข้อมีค่า IOC 0.67 –1.00เมื่อแปลผลถือว่าใช้ได้นำ อนุทินสะท้อนความคิดของนักเรียนที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพแล้วจัดทำใน google form เพื่อให้นักเรียนใช้ในการประเมินหลังการ จัดการเรียนรู้ในแต่ละแผนการจัดการเรียนรู้ 3. เครื่องมือที่ใช้ประเมินผลวิจัย 3.1แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเคมี เรื่อง อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี จำนวน 3 ชุด เป็น แบบอัตนัยชุดละ 3 ข้อ ใช้ 1 ชุดในแต่ละ 1 วงจรปฏิบัติการ แต่ละข้อประกอบด้วยขั้นตอนในการแก้โจทย์ปัญหาของโพลยา คือ ขั้นทำ ความเข้าใจปัญหา ขั้นวางแผนแก้ปัญหา ขั้นดำเนินการแก้ปัญหา ขั้นดำเนินการตามแผน และขั้นตรวจสอบผล ใช้ทดสอบหลังสิ้นสุดแต่ ละวงจรปฏิบัติ โดยนำแบบทดสอบเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหาความเที่ยงตรงของเนื้อหา ผลการพิจารณา พบว่าค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเคมีในชุดที่ 1 เรื่องความหมายและการคำนวณอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี เท่ากับ 1.00 ชุดที่ 2 แนวคิดเกี่ยวกับอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ตั้งแต่ 0.67–1.00 และชุดที่ 3 ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยา เคมีเท่ากับ 1.00เมื่อแปลผลทั้ง 3 ชุด ถือว่าใช้ได้ นำแบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเคมี เรื่อง อัตราการเกิดปฏิกิริยา เคมีที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพแล้วจัดทำเป็นไฟล์เอกสาร และส่งให้นักเรียนใน google class room เมื่อจัดกิจกรรมเสร็จสิ้นในแต่ละ วงจรปฏิบัติการเพื่อให้นักเรียนใช้ในการทำแบบทดสอบท้ายวงจรปฏิบัติการแต่ละวงจรครบทั้ง 3 ครบทั้ง 3 วงจรปฏิบัติการ 3.2 แบบสำรวจความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น (7E) ร่วมกับเทคนิค การแก้ปัญหาโพลยา เรื่อง อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ใช้สำรวจความพึงพอใจของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น (7E) ร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาโพลยา เรื่อง อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี แล้วเสร็จทั้ง 3 วงจรปฏิบัติเพื่อพิจารณาภาพรวมของ กิจกรรมการจัดการเรียนรู้โดยใช้มาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับของ Likert ในการจัดระดับความพึงพอใจ โดยผ่านการ ตรวจสอบคุณภาพจากผู้เชี่ยวชาญทุกข้อมีค่า IOC เท่ากับ 0.67 –1.00เมื่อแปลผลถือว่าใช้ได้ นำแบบสำรวจความพึงพอใจของนักเรียน ที่ผ่านการตรวจสอบคุณภาพแล้วจัดทำใน google form เพื่อให้นักเรียนใช้ในการประเมินความพึงพอใจหลังการจัดการเรียนรู้เสร็จสิ้นทั้ง 3 วงจรปฏิบัติการ การวิเคราะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลตามองค์ประกอบ ดังนี้ 1. วิเคราะห์ข้อมูลการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ 7 ขั้น (7E) ร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาโพลยา ภายใต้การบูรณาการ จรรยาบรรณวิชาชีพครู โดยการวิเคราะห์จากแบบบันทึกหลังแผนการจัดการเรียนรู้ของผู้วิจัย แบบบันทึกขอเสนอแนะของครูพี่เลี้ยง แบบบันทึกอนุทินสะท้อนคิดของนักเรียนหลังจากมีการจัดการเรียนรู้ของแต่ละวงจรปฏิบัติการ 2. วิเคราะห์ข้อมูลความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเคมี และความพึงพอใจของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบ สืบเสาะ 7 ขั้น (7E) ร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาโพลยา ภายใต้การบูรณาการจรรยาบรรณวิชาชีพครู โดยใช้สถิติพื้นฐานวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ One Sample t-test และสถิติที่ใช้หาคุณภาพเครื่องเมือ ได้แก่ ค่าความเที่ยงตรง (IOC) วิธีการดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล งานวิจัยเรื่อง การพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหา ความรู้ 7 ขั้น (7E) ร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาโพลยา เรื่อง อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ภายใต้การบูรณาการจรรยาบรรณวิชาชีพครูนี้ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ตามแนวคิดของ Kemmis and Mc Taggart (1990 อ้างใน วราพร รัศมีจาตุรงค์ ,2560, น.19) ซึ่งประกอบด้วยกระบวนการ 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ขั้นวางแผน (Plan) 2) ขั้นปฏิบัติ (Act) 3) ขั้นสังเกต (Observe) และ 4) ขั้น สะท้อนผลการปฏิบัติการ (Reflect) ซึ่งดำเนินการมีทั้งหมด 3 วงจร ดังนี้ ซึ่งแต่ละวงจรประกอบด้วย 4 ขั้นตอน โดยมีรายละเอียดการดำเนินการ ดังนี้


ขั้นที่ 1 ขั้นวางแผน (Plan) จากการที่ผู้วิจัยได้ปฏิบัติการสอน และมีการตรวจสอบในงาน หรือแบบฝึกทักษะ รวมทั้งคำถาม และเสียงสะท้อนจากนักเรียน เมื่อเรียนในเรื่องการคำนวณในวิชาเคมี พบว่า นักเรียนยังมีความสับสน และมักเกิดคำถาม บ่อยๆเมื่อจะต้องคำนวณโจทย์ปัญหาเคมี อย่างเช่น ไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มต้นการคำนวณอย่างไรเพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบ ไม่รู้ว่าในข้อนี้ใช้ สูตรไหนในการคำนวณ เมื่อมีโจทย์ปัญหาที่ยาวและซับซ้อนมากขึ้นยิ่งทำให้นักเรียนหมดกำลังใจในการทำโจทย์ปัญหาข้อนั้นๆ และมอง ว่าการทำโจทย์ปัญหาเคมีเป็นเรื่องที่ยาก และมีความซับซ้อน และกระบวนการขั้นตอนระหว่างคำนวณนักเรียนโดยส่วนใหญ่ยังขาด ขั้นตอนในการตรวจสอบคำตอบ การระบุหน่วย ทำให้การได้มาซึ่งคำตอบนั้นมีความผิดพลาด ในการทำโจทย์ปัญหานักเรียนมักข้าม ขั้นตอนการคำนวณ โดยให้ความสำคัญของคำตอบสุดท้ายมากกว่าขั้นตอนวิเคราะห์โจทย์ให้เป็นไปในแต่ละขั้นตอน และโจทย์ปัญหาที่ เป็นโจทย์ข้อสอบระดับชาติในการสอบเข้ามหาวิทยาลับ อย่าง GAT –PAT หรือ 9 วิชาสามัญ โจทย์คำถามมักเป็นในเชิงวิเคราะห์ และ โจทย์ค่อนข้างยากในแต่ละข้อ จะต้องอาศัยการวิเคราะห์โจทย์ การคำนวณ รวมถึงการตรวจสอบคำตอบให้ถูกต้อง ซึ่งขั้นตรวจสอบ คำตอบเป็นขั้นที่นักเรียนโดยส่วนใหญ่ละเลย จากปัญหาดังกล่าวทำให้ผู้วิจัยต้องการที่จะพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเคมี เพื่อให้นักเรียนได้ฝึกการวิเคราะห์โจทย์ปัญหาอย่างเป็นลำดับคำตอบมากขึ้น และให้การเรียนวิชาเคมีเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้นในการที่จะทำ ความเข้าใจ และเพื่อให้นักเรียนสามารถนำความรู้ หรือทักษะกระบวนการขั้นตอนและการแก้โจทย์ปัญหาตามเทคนิคการแก้ปัญหานี้ไป ปรับใช้ในการแก้ปัญหา หรือสถานการณ์ใหม่ๆที่เกิดขึ้นได้ โดยทำการศึกษาจากเอกสาร หนังสือเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ เพื่อจำนำมาสู่ การพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเคมีของผู้เรียนได้ และได้นำการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ 7 ขั้น (7E) ร่วมกับการ แก้ปัญหาของโพลยา ที่เน้นกระบวนการขั้นตอน ร่วมกับการสืบเสาะหาความรู้ที่ให้ผู้เรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง จากนั้น ออกแบบเครื่องมือต่างๆในการที่จะนำไปเก็บรวบรวมข้อมูล และใช้ในการจัดการเรียนรู้ เสนอต่อครูพี่เลี้ยง และผู้เชี่ยวชาญตามลำดับ เพื่อ ปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้อง เมื่อได้เครื่องมือที่ผ่านการตรวจสอบเรียบร้อยแล้ว จากนั้นเตรียมความพร้อมในการที่จะนำเครื่องมือไปใช้ในการ จัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเคมี เพื่อพัฒนานักเรียนให้กระบวนการในการแก้ปัญหาที่ดี และเป็น เป้าหมายสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการเรียนต่อไป ขั้นที่ 2 ขั้นปฏิบัติ (Act) ผู้วิจัยนำแผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น (7E)ร่วมกับเทคนิคการ แก้ปัญหาโพลยาโดยมีการบูรณาการจรรยาบรรณวิชาชีพครูในแต่ละวงจรปฏิบัติการที่พัฒนาขึ้นไปใช้กับนักเรียนในกลุ่มเป้ามาย มี ทั้งหมด 3 แผนการจัดการเรียนรู้ 3 วงจรปฏิบัติการ โดยดำเนินการ 1 แผนการเรียนรู้ในแต่ละ 1 วงจรปฏิบัติการ ดังนี้ วงจรปฏิบัติที่ 1 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง ความหมายและการคำนวณอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี วงจรปฏิบัติที่ 2 ใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 แนวคิดเกี่ยวกับอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี และวงจรปฏิบัติที่ 3 ใช้แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการ เกิดปฏิกิริยาเคมี ซึ่งใช้เวลาสอนทั้งหมด 9คาบ คาบละ 50 นาที ขั้นที่ 3 ขั้นสังเกต (Observe) ผู้วิจัยสังเกตพฤติกรรมการเรียนของนักเรียน ไม่ว่าจะเป็นการตอบคำถาม การตั้งคำถาม การมี ส่วนร่วมในชั้นเรียนในขั้นของการจัดการเรียนรู้ที่บ่งชี้ถึงความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา โดยอาศัยเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวม ข้อมูลได้แก่ บันทึกหลังแผนการจัดการเรียนรู้ แบบบันทึกอนุทินสะท้อนคิดของนักเรียน และแบบวัดความสามารถในการแก้โจทย์ ปัญหาเคมี ซึ่งหลังการจัดการเรียนรู้ผู้วิจัยตรวจและบันทึกผลการทำใบงาน แบบฝึกทักษะของนักเรียน จากนั้นประเมินผลโดยใช้ แบบทดสอบท้ายคาบเรียน หรือเป็นการถามตอบ และใช้แบบวัดความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเคมีหลังการจัดการเรียนการสอนใน วงจรปฏิบัติแต่ละวงจร โดยวงจรปฏิบัติที่ 1 ใช้แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเคมี เรื่อง ความหมายและการคำ คำนวณอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี วงจรปฏิบัติที่ 2 ใช้แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเคมี เรื่อง แนวคิดเกี่ยวกับ อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี และวงจรปฏิบัติที่ 3 ใช้แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา เรื่อง ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการ เกิดปฏิกิริยาเคมี และเมื่อสิ้นสุดแต่ละวงจรปฏิบัติการจะให้นักเรียนกลุ่มเป้าหมาย เขียนความคิดเห็น หรือปัญหาที่เกิดขึ้นต่อการจัดการ เรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น (7E)ร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาโพลยา เรื่อง อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ในการสอนจะมีครูพี่เลี้ยง ช่วยสังเกตการสอน เพื่อช่วยให้เก็บข้อมูลได้ครอบคลุม ขั้นที่ 4 ขั้นสะท้อนผลการปฏิบัติการ (Reflect) ผู้วิจัยนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมหรือผลที่ได้ในขั้นปฏิบัติการ และ ข้อมูลจากเครื่องมือในขั้นการสังเกตมาทำการวิเคราะห์และประเมินผลกระบวนการวิจัยว่าประสบความสำเร็จหรือเกิดปัญหา อุปสรรคใด ที่เป็นข้อจำกัดต่อการดำเนินการครั้งนี้ ร่วมกับการสะท้อนคิดกับครูพี่เลี้ยง และอาจารย์นิเทศ เพื่อจะได้ทราบถึงปัญหา อุปสรรคต่างๆที่


เกิดขึ้นในทุกแง่ ทุกมุม และนำไปพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แล้วนำข้อสรุปที่ได้มาปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ ใหม่ที่จะสอนในครั้งถัดไป และนำผลที่ได้จากการปฏิบัติทั้งหมดมาสรุปและปรับปรุงการจัดการเรียนรู้ ผู้วิจัยทำการวิจัยทั้งหมด 3 วงจรต่อเนื่องกัน ร่วมกับแผนการจัดการเรียนรู้ 3 แผน ดังตาราง ตารางที่ 1 แสดงการดำเนินการตามแผนการจัดการเรียนรู้ในแต่ละวงจรปฏิบัติการที่ต่อเนื่องกัน รูปที่ 1 แผนภาพขั้นตอนการดำเนินการวิจัย ผลการวิจัย จากวัตถุประสงค์ของการการวิจัย ผู้วิจัยนำเสนอข้อค้นพบ ดังนี้ 1. ผลการบูรณาการจรรยาบรรณวิชาชีพครูในการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น (7E) ร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาโพล ยา เรื่อง อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี ในกระบวนการจัดการเรียนรู้ ผู้วิจัยได้มีการบูรณาการจรรยาบรรณวิชาชีพครู ในด้านจรรยาบรรณต่อตนเอง และด้าน จรรยาบรรณต่อผู้รับบริการ ผ่านการจัดการเรียนรู้ 1 จรรยาบรรณวิชาชีพครูต่อ 1 แผนการเรียนรู้เมื่อนำแผนการจัดการเรียนรู้ไปใช้ ผู้วิจัยได้ทำการบันทึกสถานการณ์และพฤติกรรมการเรียนที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนลงในบันทึกหลังสอน ได้ผลการวิจัย ดังนี้ การจัดการเรียนการสอนออนไลน์ ในระหว่างคาบเรียนที่มีการตรวจสอบความรู้ ความเข้าใจของนักเรียน ดังสถานการณ์ ต่อไปนี้ ประเด็นที่ 1ผู้วิจัยเปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความคิดเห็น และร่วมตอบคำถามในชั้นเรียน ผู้วิจัย : ครูขอสุ่มชื่อให้นักเรียนตอบคำถามข้อนี้นะคะ อัตราการการเปลี่ยนแปลงปริมาณสารข้อนี้เป็นเท่าไหร่คะ นักเรียน Aคะ Aคะ Aอยู่ไหมคะ ผู้วิจัยเรียกนักเรียน A อยู่ 3 ครั้งแต่ไม่มีการตอบรับ นักเรียน A: เมื่อเวลาผ่านไปสักพัก นักเรียน B ตอบกลับมาว่า เมื่อกี้ครูเรียกผมใช่ไหมครับ ผมไปห้องน้ำมาครับ วงจรที่ แผนการจัดการเรียนรู้ จำนวนคาบ 1 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 ความหมายและการคำนวณอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี 3 2 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 แนวคิดเกี่ยวกับอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี 3 3 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี 3 รวม 9


ผู้วิจัย : อ่อ โอเคค่ะ ถ้าอย่างนั้น A ตอบคำถามใหม่อีกครั้งนะคะ ผู้วิจัย : ผู้วิจัยเห็นว่านักเรียน Aพิมพ์ข้อความมา) เลยถามว่า Aสามารถเปิดไมค์ได้ไหมคะ นักเรียน A:ไม่ได้ครับ ผู้วิจัย : ไม่เป็นไรคะ A พิมพ์ตอบทางข้อความได้เลย นักเรียน A:ขอเวลาคิดแป๊บนึงนะคับ ผู้วิจัย :ได้ค่ะ นักเรียน A:ส่งคำตอบมาทางกล่องข้อความ (ตอบคำถามได้ถูกต้อง) ผู้วิจัย : คำตอบถูกต้อง เยี่ยมมากค่ะ A จากสถานการณ์ดังกล่าว จะเห็นได้ว่าผู้วิจัยได้ตรวจสอบความเข้าใจของนักเรียน และเมื่อมีการเรียกชื่อนักเรียน 1 คน ในขณะนั้นนักเรียนไปห้องน้ำ และด้วยความตั้งใจของนักเรียน นักเรียนแจ้งเหตุผลที่หายไป ในตัวผู้วิจัยก็ไม่ได้ตัดสิทธิ์นักเรียนคน นั้นและรับฟังเหตุผล ให้โอกาสในนักเรียนได้ตอบคำถาม ได้ฝึกทักษะในการคิด และเมื่อตอบคำถามนักเรียนไม่สามารถเปิดไมค์ตอบได้ ผู้วิจัยก็ให้แนวทางในการตอบผ่านทางกล่องข้อความ ทำให้นักเรียนรู้สึกถึงการรับฟังที่ดีของครูผู้สอน และการให้โอกาสในการเรียนรู้ การ ฝึกคิดและครูไม่แสดงอาการไม่พอใจที่นักเรียนหายไปในช่วงแรก แต่ให้ถามถึงเหตุผลก่อน ซึ่งสอดคล้องกับจรรยาบรรณข้อที่ 4 คือ ผู้ ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ ทักษะ และนิสัยที่ถูกต้องดีงามแก่ศิษย์ และผู้รับบริการ ตามบทบาทหน้าที่ อย่างเต็มความสามารถ ด้วยความบริสุทธิใจ ประเด็นที่ 2 ผู้วิจัยเอาใจใส่นักเรียน และให้กำลังใจนักเรียนสำหรับนักเรียนที่ตามเนื้อหาไม่ทัน หรือไม่เข้าในบทเรียน ผู้วิจัยจะสอนนักเรียนใหม่ ให้นักเรียนเข้าใจและตามทันเนื้อหาทันไปกับเพื่อนในห้องได้ ผู้วิจัย : หลังการสอนเนื้อหา ครูสุ่มชื่อให้นักเรียนตอบคำถาม B ให้ B บอกครูมาหน่อยว่าโจทย์ข้อนี้เขียนสมการอัตรา การเกิดปฏิกิริยาเคมี ได้อย่างไร นักเรียน B: ผมไม่แน่ใจครับครู ผู้วิจัย : อธิบายนักเรียนใหม่อีกครั้ง และทำโจทย์ข้อนั้นไปพร้อมๆกับนักเรียน จนนักเรียน B สามารถทำความเข้าใจการ เขียนสมการได้ ผู้วิจัย : Bพอจะเข้าใจเพิ่มขึ้นไหมคะ (รวมทั้งถามนักเรียนคนอื่นๆด้วย) นักเรียน B :พอจะเข้าใจเพิ่มขึ้นคับครู จากสถานการณ์ดังกล่าว จะเห็นได้ว่าผู้วิจัยได้ถามตรวจสอบความเข้าใจของนักเรียน และเมื่อมีการเรียกชื่อนักเรียน 1 คน ปรากฏว่านักเรียนคนดังกล่าวยังไม่เข้าใจในเรื่องการเขียนสมการ ผู้วิจัยไม่ปล่อยผ่าน พยายามอธิบายใหม่ให้นักเรียนทำความเข้าใจไป พร้อมๆกัน แม้จะเป็นเรื่องที่เพิ่งสอนผ่านไปก็ตาม แต่ครูจะต้องไม่แสดงอารมณ์ที่ไม่ดีออกมา ต้องให้ความใส่ใจ ไม่เช่นนั้นอาจจะทำให้ นักเรียนเกิดความเข้าใจผิดไปตลอดได้ แต่ให้อธิบายนักเรียนใหม่อีกครั้ง เพราะเป็นการเรียนครั้งแรกของนักเรียน ผู้วิจัยเลยสะท้อนกลับ ตัวเองว่าเราอาจจะอธิบายเร็วไป ทำให้นักเรียนยังไม่สามารถจับใจความสำคัญได้ ซึ่งสอดคล้องกับจรรยาบรรณข้อที่ 3คือ ผู้ประกอบ วิชาชีพทางการศึกษา ต้องรัก เมตตา เอาใจใส่ ช่วยเหลือ ส่งเสริมให้กําลังใจแก่ศิษย์ และผู้รับบริการ ตามบทบาทหน้าที่โดยเสมอหน้า ประเด็นที่ 3 ผู้วิจัยเตรียมพร้อมตนเองเสมอก่อนสอนในแต่ละครั้ง ด้วยวิชาเคมีเป็นวิชาที่มีความเป็นรูปธรรม และเป็นช่วง ของการสอนออนไลน์ กิจกรรมการทำการทดลองในห้องเรียน ก็ทำได้ไม่เป็นรูปแบบ ผู้วิจัยจึงพยามหาสื่อที่เหมาะสมในการสอนออนไลน์ ประกอบการอธิบายเพื่อให้นักเรียนเข้าใจเนื้อหามากขึ้น และสนุกไปกกับการเรียน ครูผู้สอนมีการเตรียมเอกสารการสอนโดยการนำสื่อออนไลน์ประกอบการสอนเนื้อหาให้เข้ากับการเรียนออนไลน์ เป็นสื่อ simulation มาประกอบการอธิบายกราฟอัตราการเกิดปฏิกิริยา เพื่อให้นักเรียนมีความเข้าใจ และเห็นภาพของการเกิดปฏิกิริยา และ กราฟการเปลี่ยนแปลง เป็นแรงกระตุ้นในการเรียนให้มีความสนุก และลดความเบื่อหน่าย ซึ่งสอดคล้องกับจรรยาบรรณข้อที่ 1คือ ผู้ ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา ต้องมีวินัยในตนเอง พัฒนาตนเองด้านวิชาชีพ บุคลิกภาพ และวิสัยทัศน์ ให้ทันต่อการพัฒนาทาง วิทยาการ เศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอยู่เสมอ 2. ผลการวิเคราะห์ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเคมี เรื่องอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีของนักเรียนในแต่ละวงจรปฏิบัติการ


วงจรปฏิบัติที่ 1 ในแต่ละวงจรปฏิบัติการ ผู้วิจัยได้ดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ 7 ขั้น (7E) ร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาโพลยา โดยใช้ 1 แผนต่อ 1 วงจรปฏิบัติการ ในแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 ความหมายและการคำนวณ อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 แนวคิดเกี่ยวกับอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมี และแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 ปัจจัยที่มีผลต่ออัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีทำการเก็บรวบรวมข้อมูลความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเคมีของนักเรียน กลุ่มเป้าหมาย โดยใช้แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเคมี ซึ่งเป็นข้อสอบอัตนัย ประกอบด้วย 4 ขั้นตอนตาม เทคนิคการก้ปัญหาของโพลยา ซึ่งสามารถสรุปผลจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์และไม่ผ่านเกณฑ์คะแนนความสามารถในการแก้ โจทย์ปัญหาเคมีซึ่งกำหนดเกณฑ์การผ่าน ต้องได้คะแนน 70% ของคะแนนทั้งหมด ในวงจรปฏิบัติการที่ 1 ได้ผลดังนี้ ตารางที่ 1สรุปผลจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์และไม่ผ่านเกณฑ์คะแนนความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเคมีในวงจรปฏิบัติการที่ 1 จากตารางที่ 1 ผลการทดสอบความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเคมีในวงจรปฏิบัติการที่ 1 ของนักเรียน กลุ่มเป้าหมายจำนวน 42 คน พบว่า นักเรียนที่มีคะแนนความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเคมีผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 จำนวน 18 คน คิดเป็นร้อยละ 42.85และไม่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 จำนวน 24 คน คิดเป็นร้อยละ 57.14และเมื่อพิจารณาความสามารถ ในการแก้โจทย์ปัญหาเคมีด้วยเทคนิคการแก้ปัญหาโพลยา ของกลุ่มเป้าหมายทั้ง 42 คน ในวงจรปฏิบัติที่ 1 ดังตารางที่ 2 ตารางที่ 2 ผลคะแนนความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเคมีในวงจรปฏิบัติการที่ 1 จากตารางที่ 2 พบว่าคะแนนความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเคมีของนักเรียนในขั้นที่ 1 ทำความเข้าใจปัญหามี ค่าเฉลี่ย 1.72 คิดเป็นร้อยละ 86.00 ขั้นที่ 2 ขั้นวางแผนแก้ปัญหามีค่าเฉลี่ย 1.60 คิดเป็นร้อยละ 80.00 ขั้นที่ 3 ดำเนินการ แก้ปัญหามีค่าเฉลี่ย 1.20 คิดเป็นร้อยละ 60.00 และขั้นที่ 4ตรวจสอบ มีค่าเฉลี่ย 0.92 คิดเป็นร้อยละ 46.00 ซึ่งจะเห็นได้ว่า นักเรียนประสบปัญหาในการแก้โจทย์ปัญหามีมากที่สุดอยู่ในขั้นที่ 4ตรวจสอบ ขั้นที่ 3 ดำเนินการแก้ปัญหา ขั้นที่ 2 วางแผน แก้ปัญหา ตามลำดับ ในส่วนขั้นที่ 1 ทำความเข้าใจปัญหา นักเรียนสามารถตอบได้มากที่สุดมีคะแนนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา อนุทินสะท้อนคิดของนักเรียน แบบ บันทึกข้อเสนอแนะจากครูพี่เลี้ยง และบันทึกหลังการสอน ดังตารางที่ 3 ตารางที่ 3 ปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาในวงจรปฏิบัติที่ 1 ปัญหา แนวทางแก้ไขปัญหา 1. นักเรียนยังไม่คุ้นเคยกับการจัดการเรียนการสอนกับ กระบวนการแก้ปัญหาที่ใช้ อธิบายขั้นตอนในการทำกิจกรรมและขั้นตอนในการแก้โจทย์ปัญหา ให้นักเรียนอย่างละเอียด 2. นักเรียนยังขาดการระบุสิ่งที่โจทย์กำหนดมาให้ และวิเคราะห์ สิ่งที่โจทย์ถามในขั้นที่ 1 ได้ยังครบถ้วน อธิบายขั้นตอนในการวิเคราะห์โจทย์ในขั้นที่ 1 และยกตัวอย่าง ถาม - ตอบ ในชั้นเรียน และเน้นย้ำสิ่งที่โจทย์ถามให้ระบุให้ชัดเจน 3. นักเรียนยังไม่สามารถระบุหลักการหรือข้อมูลทางเคมีที่ เกี่ยวข้องกับสิ่งที่โจทย์ต้องการทราบได้ แนะนำให้นักเรียนทบทวนบทเรียน ทำสรุปแต่ละเรื่อง หรือหาความรู้ จากสื่อต่างๆ 4. นักเรียนไม่แสดงวิธีการคำนวณหรือมีการคำนวณที่ไม่ถูกต้อง อธิบายและชี้แจงให้นักเรียนเกิดความตระหนักถึงความสำคัญในการ แสดงวิธีการในการคำนวณที่ถูกต้อง จำนวนนักเรียน (คน) ผ่านเกณฑ์ ไม่ผ่านเกณฑ์ 42 จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ 18 42.85 24 57.14 จำนวนนักเรียน (42 คน) คะแนนความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเคมี ขั้นที่ 1 ขั้นที่ 2 ขั้นที่ 3 ขั้นที่ 4 คะแนนเต็ม (2) คะแนนเต็ม (2) คะแนนเต็ม (2) คะแนนเต็ม (2) x̅ 1.72 (86.00 %) 1.60 (80.00 %) 1.20 (60.00 %) 0.92 (46.00 %)


5. นักเรียนตอบคำถามในสิ่งที่โจทย์ถาม ในขั้นที่ 3 ได้ไม่ครบ เน้นย้ำนักเรียนให้เห็นถึงความสำคัญในการระบุสิ่งที่โจทย์ถามในขั้น 1 ให้ชัดเจน ค่อยๆวิเคราะห์ให้ครบถ้วนว่าโจทย์ถามอะไรบ้าง 6. ครูผู้สอนพูดเร็วเกินไป ในการอธิบายขั้นตอนการทำโจทย์ ไม่ เว้นช่วงให้ผู้เรียนได้ฝึกคิด ครูผู้สอนปรับการพูดให้ช้าลง เว้นช่วงให้นักเรียนได้ฝึกคิด และค่อยๆ เป็นไปทีละขั้นตอน และใช้คำถามในการทวนสอบ 7. ห้องเรียนค่อนข้างเงียบ นักเรียนไม่มีส่วนรวมในการตอบ คำถาม เพื่อสะท้อนถึงความเข้าใจในเนื้อหาได้ ครูใช้คำถามให้มากขึ้น และสุ่มเรียกชื่อนักเรียนในการถาม - ตอบ 8. นักเรียนไม่สามารถวางแผนการแก้โจทย์ ปัญหาได้ อธิบายการวางแผนโดยใช้แผนภาพ และตาราง เพื่อให้นักเรียนทราบ ถึงภาพรวมทั้งหมดของขั้นตอนในการางแผน 9. นักเรียนคุ้นชินกับการทำโจทย์แบบเดิม ที่ไม่ได้มีการ ตรวจสอบคำตอบ ทำให้นักเรียนโดยส่วนใหญ่ไม่เขียนการตรวจ คำตอบในขั้นที่ 4 ครูผู้สอนเน้นย้ำให้เห็นถึงความสำคัญในการตรวจสอบคำตอบ และ ยกตัวอย่างประกอบ วงจรปฏิบัติที่ 2 ตารางที่ 4 สรุปผลจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์และไม่ผ่านเกณฑ์คะแนนความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเคมีในวงจร ปฏิบัติการที่ 2 จำนวนนักเรียน (คน) ผ่านเกณฑ์ ไม่ผ่านเกณฑ์ 24 จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ 15 62.50 9 37.50 จากตารางที่ 4 ผลการทดสอบความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเคมีในวงจรปฏิบัติการที่ 2ของนักเรียน กลุ่มเป้าหมายจำนวน 24 คน พบว่า นักเรียนที่มีคะแนนความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเคมีผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 จำนวน 15คน คิดเป็นร้อยละ 62.50และไม่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 จำนวน 9คน คิดเป็นร้อยละ 37.50 และเมื่อพิจารณาความสามารถ ในการแก้โจทย์ปัญหาเคมีด้วยเทคนิคการแก้ปัญหาโพลยา ของกลุ่มเป้าหมายทั้ง 24 คน ในวงจรปฏิบัติที่ 2ดังตารางที่ 5 ตารางที่ 5 ผลคะแนนความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเคมีในวงจรปฏิบัติการที่ 2 จากตารางที่ 5 พบว่าคะแนนความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเคมีของนักเรียนในขั้นที่ 1 ทำความเข้าใจปัญหามีค่าเฉลี่ย 1.81คิดเป็นร้อยละ 90.50 ขั้นที่ 2 ขั้นวางแผนแก้ปัญหามีค่าเฉลี่ย 1.65คิดเป็นร้อยละ 82.50 ขั้นที่ 3 ดำเนินการแก้ปัญหามีค่าเฉลี่ย 1.49คิดเป็นร้อยละ 74.50 และขั้นที่ 4ตรวจสอบ มีค่าเฉลี่ย 1.06คิดเป็นร้อยละ 53.00 ซึ่งจะเห็นได้ว่านักเรียนประสบปัญหาในการ แก้โจทย์ปัญหามีมากที่สุดอยู่ในขั้นที่ 4 ตรวจสอบ ในส่วนขั้นที่ 1 ทำความเข้าใจปัญหา นักเรียนสามารถตอบได้มากที่สุดมีคะแนนผ่าน เกณฑ์ร้อยละ 70 ขั้นที่ 2 วางแผนแก้ปัญหา ขั้นที่ 3 ดำเนินการแก้ปัญหา ตามลำดับ เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา อนุทินสะท้อนคิดของนักเรียน แบบ บันทึกข้อเสนอแนะจากครูพี่เลี้ยง และบันทึกหลังการสอน ปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาในวงจรปฏิบัติที่ 2ดังตารางที่ 6 ตารางที่ 6 ปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาในวงจรปฏิบัติที่ 2 ปัญหา แนวทางแก้ไขปัญหา 1. นักเรียนยังขาดทักษะการคิดคำนวณ ส่งผลให้ในขั้นดำเนินตามแผน เมื่อคำนวณหาคำตอบ จึงได้คำตอบและและหน่วยที่ใช้ที่ไม่ถูกต้อง ครูผู้สอนเพิ่มแบบฝึกหัด และอธิบายเพิ่มเติมในการ ยกตัวอย่างประกอบ 2. นักเรียนไม่มีการศึกษาหาข้อมูลด้วยตนเอง ครูผู้สอนแนะนำแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เช่น หนังสือ เป็น ต้น เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องชัดเจน แทนสื่อออนไลน์ จำนวนนักเรียน (24 คน) คะแนนความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเคมี ขั้นที่ 1 ขั้นที่ 2 ขั้นที่ 3 ขั้นที่ 4 คะแนนเต็ม (2) คะแนนเต็ม (2) คะแนนเต็ม (2) คะแนนเต็ม (2) x̅ 1.81 (90.50 %) 1.65 (82.50 %) 1.49 (74.50 %) 1.06 (53.00 %)


3. นักเรียนยังไม่สามารถนำค่าตัวแปรต่าง ๆ ที่ได้แทนในสมการได้ ถูกต้องสมบูรณ์ ทำให้ในการคำนวณคำตอบจึงทำให้ค่าคำตอบที่ได้เกิด ผิดพลาด กำหนดขอบเขตของเนื้อหาให้ชัดเจนทำให้นักเรียนคุ้นเคย กับตัวแปรต่าง ๆ ให้มากยิ่งขึ้นฝึกฝนการคิดคำนวณให้ คล่องแคล่วรวมทั้งการให้นักเรียนศึกษาโจทย์ปัญหาที่ เกี่ยวข้องเพิ่มเติม 4. นักเรียนไม่สามารถตรวจสอบวิธีการและคำตอบที่ได้ มีการยกตัวอย่างในการตรวจสอบคำตอบที่ได้มา เนื่องจากโจทย์มีความซับซ้อนในการตรวจสอบผลเกิดความสับสนในการ ตรวจสอบวิธีการ และให้ฝึกทำโจทย์ที่มีการตรวจสอบที่มีความซับซ้อน หรือ โจทย์ปัญหาที่มีความคล้ายคลึงกับขั้นตอนการตรวจสอบผล ในแบบวัด 5. นักเรียนไม่ทบทวนบทเรียนหรือกิจกรรมที่เรียนผ่านมาแล้ว กระตุ้นให้นักเรียนเกิดสนใจในการเรียนรู้มากขึ้นและ แนะนำแหล่งข้อมูลที่สามารถศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติมได้ และ น่าเชื่อถือ วงจรปฏิบัติที่ 3 ตารางที่7 สรุปผลจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์และไม่ผ่านเกณฑ์คะแนนความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเคมีใน วงจรปฏิบัติการที่ 3 จำนวนนักเรียน (คน) ผ่านเกณฑ์ ไม่ผ่านเกณฑ์ 9 จำนวน ร้อยละ จำนวน ร้อยละ 6 66.67 3 33.33 จากตารางที่ 7 ผลการทดสอบความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเคมีในวงจรปฏิบัติการที่ 1 ของนักเรียน กลุ่มเป้าหมายจำนวน 9 คน พบว่า นักเรียนที่มีคะแนนความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเคมีผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 จำนวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ 66.67 และไม่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 จำนวน 3 คน คิดเป็นร้อยละ 33.33 และเมื่อพิจารณา ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเคมีด้วยเทคนิคการแก้ปัญหาโพลยา ของกลุ่มเป้าหมายทั้ง 9 คน ในวงจรปฏิบัติที่ 3 ดังตารางที่ 8 ตารางที่ 8 ผลคะแนนความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเคมีในวงจรปฏิบัติการที่ 3 จากตารางที่ 8 พบว่า คะแนนความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเคมีของนักเรียนในขั้นที่ 1 ทำความเข้าใจปัญหามี ค่าเฉลี่ย 1.78คิดเป็นร้อยละ 89.00 ขั้นที่ 2 ขั้นวางแผนแก้ปัญหามีค่าเฉลี่ย 1.78 คิดเป็นร้อยละ 89.00 ขั้นที่ 3 ดำเนินการ แก้ปัญหามีค่าเฉลี่ย 1.59คิดเป็นร้อยละ 74.50 และขั้นที่ 4ตรวจสอบ มีค่าเฉลี่ย 1.30คิดเป็นร้อยละ 65.00 ซึ่งจะเห็นได้ว่า นักเรียนประสบปัญหาในการแก้โจทย์ปัญหามีมากที่สุดอยู่ในขั้นที่ 4 ตรวจสอบ ในส่วนขั้นที่ 1 ทำความเข้าใจปัญหา นักเรียน สามารถตอบได้มากที่สุดมีคะแนนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ขั้นที่ 2 วางแผนแก้ปัญหา ขั้นที่ 3 ดำเนินการแก้ปัญหา ตามลำดับ เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา อนุทินสะท้อนคิดของนักเรียน แบบ บันทึกข้อเสนอแนะจากครูพี่เลี้ยง และบันทึกหลังการสอน ปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาในวงจรปฏิบัติที่ 3 ตารางที่ 7 ปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาในวงจรปฏิบัติที่ 3 ปัญหา แนวทางแก้ไขปัญหา 1. นักเรียนยังขาดการทบทวนบทเรียนหรือกิจกรรมที่ เรียนผ่านมาแล้ว ไม่ศึกษาค้นหาความรู้เพิ่มเติมจาก การเรียนในห้องเรียน ครูผู้สอนกระตุ้นให้นักเรียนเกิดความรู้สึกอยากเรียนรู้มากขึ้น และอาจจะ เสริมแรงโดยการเพิ่มคะแนนพิเศษ เมื่อนักเรียนได้มีการศึกษาหรือค้นหา ความรู้เพิ่มเติมมา จำนวนนักเรียน (9 คน) คะแนนความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเคมี ขั้นที่ 1 ขั้นที่ 2 ขั้นที่ 3 ขั้นที่ 4 คะแนนเต็ม (2) คะแนนเต็ม (2) คะแนนเต็ม (2) คะแนนเต็ม (2) x̅ 1.78 (89.00 %) 1.78 (89.00 %) 1.59 (79.50 %) 1.30 (65.00 %)


2. นักเรียนยังกำหนดสมการที่เกี่ยวข้องในการคำนวณ ไม่ถูกต้องในขั้นที่ 2 วางแผนแก้ปัญหา ครูผู้สอนชี้แจงและอธิบายให้นักเรียนเกิดความเข้าใจอย่างละเอียดอีกครั้ง สรุปความรู้ร่วมกัน หลังการจัดการเรียนการสอนเสร็จในแต่ละครั้ง 3. นักเรียนยังขาดการ แสดงวิธีการทบทวน คำตอบที่ ถูกต้องสมบูรณ์ อธิบายวิธีการทบทวนคำตอบที่ถูกต้องให้นักเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์อย่างละเอียด อีกครั้งและเน้นย้ำให้นักเรียนเห็นความสำคัญของการทบทวนคำตอบ เพื่อลด ความผิดพลาด ตาราง 8 ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาของนักเรียนโดยใช้สถิติทดสอบที (One Sample t-test) * มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (p<0.05) จากตาราง 8 พบว่า ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเคมีในวงจรปฏิบัติการที่ 1 นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 16.14 คะแนน จากคะแนนเต็ม 24 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 3.51 ซึ่งนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ย ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเคมีน้อยกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 วงจรปฏิบัติการที่ 2 และวงจรปฏิบัติที่ 3 ซึ่งนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเคมีสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 18.43 คะแนน และ 19.64 คะแนน ตามลำดับ จาก คะแนนเต็ม 24 คะแนน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 3.36 และ 3.75 ตามลำดับ 3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลความพึงพอใจในการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ 7 ขั้น (7E) ร่วมกับเทคนิคการ แก้ปัญหาโพลยา เรื่อง อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีของนักเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภายใต้การบูรณา การจรรยาบรรณวิชาชีพครู ตารางที่ 9 ความพึงพอใจในการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ 7 ขั้น (7E) ร่วมกับเทคนิคแก้ปัญหาโพลยา การจัดการเรียนรู้ คะแนนเต็ม x̅ S.D. df t P-Value วงจรปฏิบัติที่ 1 24 16.14 3.51 41 -1.44 0.07 วงจรปฏิบัติที่ 2 24 18.43 3.36 41 2.38 0.01* วงจรปฏิบัติที่ 3 24 19.64 3.75 41 4.33 0.00* ข้อที่ รายการประเมิน x̅ S.D. ระดับความ พึงพอใจ 1. ด้านเนื้อหา 1.1 เนื้อหาในบทเรียนมีความเหมาะสมกับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 4.45 0.59 มาก 1.2 เนื้อหาน่าสนใจและสามารถนำไปใช้แก้ปัญหาในสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันได้ 4.10 0.57 มาก 1.3 เนื้อหาในเอกสารประกอบการเรียนเหมาะสมกับนักเรียน มีครอบครอบคลุม เข้าใจง่าย 4.45 0.59 มาก รวม 4.30 0.57 มาก 2. ด้านกิจกรรมการเรียนรู้ 2.1 กิจกรรมการเรียนรู้กระตุ้นให้นักเรียนค้นพบและสร้างสรรค์ความรู้ด้วยตนเอง 4.02 0.86 มาก 2.2 กิจกรรมการเรียนการสอนช่วยให้นักเรียนมีความเข้าใจในกระบวนการแก้ปัญหาอย่างเป็น ขั้นตอน 4.26 0.54 มาก 2.3 กิจกรรมการเรียนรู้ส่งเสริมให้นักเรียนได้เรียนรู้วิธีการจัดระบบความคิดและวิธีเสาะหาความรู้ ด้วยตนเอง ทำให้สามารถจดจำได้นานและนำไปใช้ในสานการณ์ใหม่ได้ 4.26 0.58 มาก รวม 4.18 0.66 มาก 3. ด้านครูผู้สอน 3.1 ครูผู้สอนมีการเตรียมตัวก่อนทำการการสอน ตั้งใจในการสอน มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ 4.45 0.54 มาก 3.2 ครูผู้สอน มีความใส่ใจ ให้ความช่วยเหลือนักเรียน การรับฟังความคิดเห็นของนักเรียน รวมถึง การให้กำลังใจกับนักเรียน 4.60 0.54 มากที่สุด 3.3 ครูผู้สอนมีการเตรียมตัวก่อนทำการการสอน ตั้งใจในการสอน มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ 4.79 0.41 มากที่สุด รวม 4.61 0.50 มากที่สุด


จากตารางที่ 9 พบว่า ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ 7 ขั้น(7E) ร่วมกับเทคนิคการ แก้ปัญหาโพลยา เรื่อง อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีของนักเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภายใต้การบูรณาการจรรยาบรรณ วิชาชีพครูทั้ง 5 ด้าน แปลผลได้ว่า เห็นด้วยมาก โดยมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.30ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.48 แปลผลได้ ว่า การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ 7 ขั้น (7E) ร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาโพลยาของนักเรียนมีความพึงพอใจและเห็นด้วยมาก สรุปผลและอภิปรายผล จากการศึกษาผลการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยการจัดการเรียนรู้แบบสืบ เสาะหาความรู้ 7 ขั้น (7E) ร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาโพลยา เรื่อง อัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีภายใต้การบูรณาการจรรยาบรรณ วิชาชีพครูมีผลการจัดการเรียนรู้ดังนี้ ผลของการบูรณาการจรรยาบรรณวิชาชีพครูในการจัดการเรียนการสอนในการพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา เคมีของนักเรียน พบว่า นักเรียนมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือ นักเรียนให้เกียรติครูผู้สอน และให้เกียรตินักเรียนซึ่งกันและ กัน นักเรียนให้ความสนใจในบทเรียน กล้าที่จะตั้งคำถาม แลเกิดการเรียนรู้ที่ดีในชั้นเรียน ทั้งนักเรียนด้วยกันเอง และครูผู้สอน รวมไป ถึงครูผู้สอนพัฒนาตนเองในด้านการคิดแก้ปัญหาในการจัดการเรียนรู้ เพื่อให้นักเรียนเกิดทักษะการเรียนรู้ และให้นักเรียนได้ลงมือ ปฏิบัติด้วยตนเอง นักเรียนเกิดทักษะการคิดแก้ปัญหาที่ดี ครูเอาใจใส่ และรับฟังนักเรียน ซึ่งสอดคล้องกับ ข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วย มาตรฐานวิชาชีพ พ.ศ.2556 ที่กล่าวว่าจรรยาบรรณของวิชาชีพเป็นแบบแผนในการปฏิบัติตนเพื่อให้ครูเป็นที่ศรัทธาของผู้รับบริการ และสังคม และสอดคล้องกับการกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานด้านจรรยาบรรณของวิชาชีพ คุณธรรม ระเบียบวินัย เพื่อให้ครูมี ชื่อเสียงมีเกียรติและศักดิ์ศรีแห่งวิชาชีพมีความเป็นครูและมีจิตวิญญาณความเป็นครู (สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา, 2556) ดังนั้นการ ปฏิบัติหน้าที่ครูได้อย่างมีคุณภาพครบถ้วนทั้งด้านของวิชาการและคุณธรรม จริยธรรมให้ไปเป็นพลเมืองที่ดีในสังคม จิตวิญญาณความ เป็นครูเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ประกอบวิชาชีพครู ผลของการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาโจทย์ปัญหาเคมีด้วยการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ 7 ขั้น (7E) ร่วมกับ เทคนิคการแก้ปัญหาของโพลยา พบว่าภายหลังจากการจัดการเรียนรู้ในวงจรปฏิบัติการที่ 3 พบว่ามีนักเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ของ คะแนนเต็ม ทั้งสิ้น 39คน คิดเป็นร้อยละ 92.85ของนักเรียนทั้งหมดในกลุ่มเป้าหมายเมื่อพิจารณาในแต่ละวงจรปฏิบัติ พบว่า วงจรปฏิบัติการที่ 1 คะแนนความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเฉลี่ยท่ากับ 16.14 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 67.25 มีจำนวน นักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ 18 คน ซึ่งอาจจะมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนได้คิด ค้นหาความรู้ด้วยตนเอง ได้ลงมือ ปฏิบัติงานจริงและมีส่วนร่วมกับเพื่อนร่วมชั้นเรียน ทำให้ผู้เรียนกล้าเผชิญสถานการณ์โจทย์ปัญหาและนำความรู้มาประยุกต์ใช้ แก้ปัญหาในสถานการณ์ต่างๆ และฝึกให้นักเรียนได้ค้นหาคำตอบอย่างเป็นลำดับขั้นตอน สำหรับนักเรียนที่ไม่ผ่านเกณฑ์จำนวน ข้อที่ รายการประเมิน x̅ S.D. ระดับความ พึงพอใจ 4. ด้านผู้เรียน 4.1 นักเรียนได้ฝึกการแก้โจทย์ปัญหาอย่างเป็นลำดับขั้นตอน 4.19 0.59 มาก 4.2 ผู้เรียนเกิดความภาคภูมิใจที่ได้เรียนรู้และฝึกการแก้โจทย์ปัญหาได้ด้วยตนเอง 4.26 0.54 มาก 4.3 นักเรียนเกิดทักษะในการแก้โจทย์ปัญหาที่ดี 4.19 0.63 มาก รวม 4.21 0.59 มาก 5. ด้านประโยชน์ที่ได้รับจากการเรียนรู้ 5.1 นักเรียนได้รับความรู้จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 4.33 0.56 มาก 5.2 นักเรียนสามารถนำความรู้จากกิจกรรมเกี่ยวกับการแก้โจทย์ปัญหาไปปรับใช้ในรายวิชาอื่นๆได้ 4.24 0.53 มาก 5.3 นักเรียนสามารถนำความรู้จากกิจกรรมการเรียนรู้ไปปรับใช้เป็นแนวคิดในกระบวนการแก้ปัญหา ในชีวิตประจำวันได้อย่างเป็นขั้นตอน 4.05 0.65 มาก รวม 4.21 0.58 มาก เฉลี่ยรวม 4.30 0.48 มาก ตารางที่ 9 (ต่อ)


24 คน เกิดจากปัจจัยหลายหลายอย่าง เช่น นักเรียนไม่คุ้นเคยกับวิธีการแก้โจทย์ปัญหาด้วยวิธีการนี้ ครูผู้สอนพูดเร็วเกินไปขณะทำ การเรียนการสอน ส่งผลให้นักเรียนยังไม่เข้าใจวิธีการทำ และเมื่อศึกษาอย่างละเอียดในแต่ละขั้นตอนของเทคนิคการแก้ปัญหาของโพล ยาในขั้นที่ 1 ขั้นทำความเข้าใจปัญหา นักเรียนนักเรียนไม่ระบุสิ่งที่โจทย์กำหนดมาให้ไม่ชัดเจน ส่งผลให้ในขั้นที่ 2 ขั้นวางแผน แก้ปัญหา ขั้นที่ 3 ดำเนินการแก้ปัญหา และขั้นที่ 4 ขั้นตรวจสอบ นักเรียนในกลุ่มเป้าหมายยังไม่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ วงจรปฏิบัติการที่ 2 ได้ทำการปรับปรุงการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในชั้นเรียนมากขึ้น ทำให้ คะแนนความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเฉลี่ยท่ากับ 18.43คะแนน ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ที่นัยสำคัญทางสถิติ .05คิดเป็นร้อยละ 76.42 มีจำนวนนักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ 33คน ซึ่งอาจจะเป็นผลมาจากการปรับปรุงกิจกรรมการเรียนการสอนที่ได้นำสื่อ simulation มาร่วมในการจัดการเรียนการสอนมากขึ้น ให้นักเรียนได้ทำความเข้าใจมากขึ้น และใช้คำถามขณะทำการจัดการเรียนการสอนให้มากขึ้น ครูผู้สอนใส่ใจนักเรียน และค่อยๆให้นักเรียนได้ฝึกคิด และลงมือปฏิบัติได้ด้วยตนเอง ไปเป็นอย่างมีลำดับขั้นตอน สำหรับนักเรียนที่ ไม่ผ่านเกณฑ์ 9 คน พบว่า นักเรียนขาดความเข้าใจ ขาดการทบทวนบทเรียนที่ผ่านมา นักเรียน 1 คนไม่ส่งงาน และยังสับสันกับการ คำนวณด้วยเทคนิคดังกล่าว เมื่อพิจารณาไปถึงขั้นตอนในการแก้โจทย์ปัญหาแบบโพลยา ในขั้นที่ 1 ขั้นทำความเข้าใจเนื้อหานักเรียนยัง ระบุสิ่งที่โจทย์กำหนด และสิ่งที่โจทย์ถามได้ได้ไม่ครบถ้วน ขั้นที่ 2 นักเรียนเลือกใช้สมการในการคำนวณไม่ถูกต้อง ทำให้การดำเนินแก้ โจทย์ปัญหาในขั้นที่ 3 ขั้นดำเนินการแก้ปัญหา และขั้นที่ 4 ขั้นตรวจคำตอบไม่ถูกต้อง และนักเรียนโดยส่วนใหญ่ยังละเลยในส่วนของ การตรวจคำตอบ วงจรปฏิบัติการที่ 3 หลังจากการได้ทำการปรับปรุงการจัดกิจกรรมในวงจรปฏิบัติที่ 2 ทำให้คะแนนความสามารถในการแก้ โจทย์ปัญหาเคมีของนักเรียนเท่ากับ 19.64 คะแนน ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ที่นัยสำคัญทางสถิติ .05คิดเป็นร้อยละ 81.83 มีจำนวน นักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ 33 คน เป็นผลมาจากการปรับปรุงการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ให้เวลากับนักเรียนได้มากขึ้นในการ วิเคราะห์ และทำความเข้าใจโจทย์ได้มากขึ้น ให้นักเรียนได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในชั้นเรียน มีแบบฝึกหัดเพิ่มเติมในชั้นเรียนให้ทำมากขึ้น และมีความหลากหลาย ครูอธิบาย เน้นย้ำขั้นตอนในการแก้โจทย์ปัญหา และอธิบายช้าๆ และทวนถามนักเรียน ทำให้นักเรียนคุ้นเคย กับวิธีการนี้มากขึ้นและมีความเข้าใจสามารถแก้ไขสถานการณ์ปัญหาหรือแก้โจทย์ปัญหาได้ดียิ่งขึ้น และมีคะแนนในขั้นที่ 1 2 และ 3 ของกระบวนการคำนวณผ่านเกณฑ์ แต่ในขั้นที่ 4 ตรวจสอบคำตอบ คะแนนไม่ผ่านเกณฑ์ แต่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาในระดับที่ดีขึ้นขึ้น มากเมื่อเทียบกับวงจรที่ 1 อาจจะต้องใช้เวลาในการฝึกฝนในเวลาที่เพิ่มขึ้น ในงานวิจัยนี้เมื่อสิ้นสุดในวงจรปฏิบัติที่ 3 มีนักเรียนที่ไม่ ผ่านเกณฑ์คะแนน 3 คน เนื่องจากมีนักเรียน 1 คนไม่ส่งงาน ส่วนนักเรียนอีก 2 ยังต้องได้รับการฝึกฝนที่เพิ่มขึ้นในการที่จะพัฒนา ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหา ทั้งนี้อาจจะเป็นเพราะความแตกต่างระหว่างบุคคลด้วย จากผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ 7 ขั้น (7E) ร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาของโพลยา ภายใต้การบูร ณาการจรรยาบรรณวิชาชีพครู เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาได้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญที่ .05ได้ ลงมือปฏิบัติในการฝึกแก้โจทย์ปัญหาได้ด้วยตนเอง และสร้างองค์ความรู้ที่เกิดจากการจัดการเรียนการสอนแบบสืบเสาะ 7 ขั้น (7E) และฝึกให้นักเรียนได้แก้โจทย์ปัญหาได้อย่างมีลำดับขั้นตอน มีความรอบคอบมากขึ้น สามารถนำหลักแนวคิดนี้ไปปรับใช้กับวิชาอื่น และคิดแก้ปัญหาสถานการณ์ต่างๆในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัยของสุธิดา แสนวัง (2562) ที่พบว่าจากนักเรียนจำนวน ทั้งหมด 38 คน นักเรียนที่ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 มีจำนวนเพิ่มขึ้นดังนี้ก่อนการจัดการเรียนรู้มีนักเรียนผ่านเกณฑ์จำนวน 10 คน โดย วงจรปฏิบัติการที่ 1 นักเรียนผ่านเกณฑ์จำนวน 26 คน โดยมีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 112.76 คะแนน ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 แต่ในทาง สถิติคะแนนเฉลี่ยกับคะแนนร้อยละ 70 ของคะแนนเต็มไม่แตกต่างกัน ในวงจรปฏิบัติการที่ 2 นักเรียนผ่านเกณฑ์จำนวน 37 คน โดยมี คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 130.66 คะแนน ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 งานวิจัยของณิชารีย์ สืบพา (2561) ได้ศึกษาการพัฒนาบทเรียนแบบผสมผสานตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้7E ร่วมกับกระบวนการแก้โจทย์ปัญหาเคมีที่มี ผลต่อความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาของ นักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนแบบผสมผสาน ตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้7E ร่วมกับกระบวนการแก้โจทย์ปัญหาเคมีหลังเรียน พบว่า ความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาของนักเรียน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 16.42 ซึ่งอยู่ในระดับดีมาก และความคิดเห็นของนักเรียนที่มี ต่อบทเรียนแบบผสมผสาน ตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้7E ร่วมกับกระบวนการแก้โจทย์ปัญหาเคมีใน ภาพรวมอยู่ในระดับดีโดย และงานวิจัยของจารุวรรณ จันทมัตตุการ (2560) ได้ศึกษาการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการแก้โจทย์


ปัญหาวิชาเคมีเรื่อง ของแข็ง ของเหลว แก๊ส ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4ระหว่างการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักร การเรียนรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา และการจัดการเรียนรู้แบบปกติผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมี เรื่องของแข็งของเหลวแก๊สของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ความสามารถใน การแก้โจทย์ปัญหาวิชาเคมีเรื่องของแข็งของเหลวแก๊สของนักเรียนกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 ผลของความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ 7 ขั้น (7E) ร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาของโพลยา พบว่า ความพึง พอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ทั้ง 5ด้าน แปลผลได้ว่า เห็นด้วยมาก โดยมีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.30ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.48แปลผลได้ว่า การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ 7 ขั้น (7E) ร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาของโพลยา นักเรียนมีความพึงพอใจ และเห็นด้วยมาก ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะเพื่อนำผลการวิจัยไปใช้ 1. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะ 7 ขั้น (7E) ร่วมกับเทคนิคแก้ปัญหาของโพลยา มีขั้นตอนการ ดำเนินการที่นักเรียนยังไม่คุ้นเคย ครูผู้สอนต้องใช้เวลา และอธิบายนักเรียนให้เข้าใจในแต่ละขั้นให้ชัดเจนในการสอน และมีการยกตัวอย่างประกอบ ต้องใช้ระยะเวลาค่อนข้างนานในการจัดกิจกรรม ครูผู้สอนควรออกแบบการจัดการ เรียนรู้ให้ชัดเจน และดำเนินการจัดกิจกรรมการเรียนรู้อย่างเป็นลำดับขั้นตอน 2. ในงานวิจัยครั้งนี้ การแก้โจทย์ปัญหาของนักเรียนในขั้นตอนการแก้โจทย์ปัญหาเคมีด้วยเทคนิคการ แก้ปัญหาโพลยา ในทั้ง 3 วงจรปฏิบัติการ พบว่า นักเรียนยังประสบปัญหาในการแก้โจทย์ปัญหาเคมีในขั้นที่ 4 การ ตรวจสอบคำตอบ ครูผู้สอนควรหาแนวทางที่หลากหลายหรือเทคนิคที่น่าสนใจนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกับการแก้ปัญหา ด้วยเทคนิคการแก้ปัญหาด้วยโพลยา 3. ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 7 ขั้น (7E) ร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาโพลยา ครูผู้สอนเตรียมความพร้อมและทำความเข้าใจหลักการสำคัญของกระบวนการจัดการเรียนการสอน เนื่องจากเป็น กิจกรรมที่เน้นให้ผู้เรียนดำเนินการค้นหาคำตอบจากสถานการณ์ปัญหาที่เกิดขึ้น ซึงครูผู้สอนจะมีหน้าที่ให้คำปรึกษา และช่วยแนะนำวิธีการแก้ปัญหาให้นักเรียน เพื่อได้มาซึ่งคำตอบของปัญหา ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยในครั้งต่อไป 1. ในการจัดการเรียนรู้ที่มีการบูรณาการจรรยาบรรณาวิชาชีพครู ผู้วิจัยสามารถนำจรรยาบรรณวิชาชีพครูใน ประเด็นอื่นๆมาบูรณาการได้ 2. ควรมีการนำกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะ 7 ขั้น (7E) ร่วมกับเทคนิคแก้ปัญหาของโพลยา ไปปรับใช้ใน การพัฒนาทักษะอื่นๆได้ บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภา อออออออลาดพร้าว. จารุวรรณ จันทมัตตุการ. (2560). การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการ แก้โจทย์ปัญหาวิชา อออออออเคมีเรื่อง ของแข็ง ของเหลว แก๊ส ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ระหว่างการการจัดการเรียนรู้แบบวัฏ อออออออจักร การเรียนรู้ 5 ขั้น (5E) ร่วมกับกระบวนการแก้ปัญหาของโพลยา และการจัดการเรียนรู้แบบปกติ. อออออออ[วิทยานิพนธ์ปริญญาโท, บูรพา]. ฐานข้อมูลงานวิจัย (ThaiLis). ณิชารีย์ สืบพา. (2561). การพัฒนาบทเรียนแบบผสมผสานตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้7E ร่วมกับ อออออออกระบวนการแก้โจทย์ปัญหาเคมีที่มีผลต่อความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ อออออออ4 โรงเรียนรัชตวิทยาคมี. [วิทยานิพนธ์ปริญญาโท, ศิลปากร]. ฐานข้อมูลงานวิจัย (ThaiLis).


พัทธมน วิริยะธรรม. (2559). การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการแก้โ้จทย์ปัญหา เรื่อง ปริมาณ อออออออสารสัมพันธ์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้รูปแบบการสอนแบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7E ร่วมกับ อออออออเทคนิค KWDL. [วิทยานิพนธ์ปริญญาโท, บูรพา]. ฐานข้อมูลงานวิจัย (ThaiLis). วิจารณ์ พานิช. (2556). วิถีสร้างการเรียนรู้เพื่อศิษย์. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพมหานคร: ฝ่ายโรงพิมพ์บริษัท ตถาตา อออออออพับลิเคชั่น. สุธิดา แสนวัง. (2562). การพัฒนาความสามารถในการแก้โจทย์ปัญหาเคมีเรื่อง ปริมาณสารสัมพันธ์โดยใช้การจัดการ อออออออเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น ร่วมกับเทคนิคการแก้ปัญหาของโพลยา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ อออออออ4. [วิทยานิพนธ์ปริญญาโท, สารคาม]. ฐานข้อมูลงานวิจัย (ThaiLis). สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา. (2556). ข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยมาตรฐานวิชาชีพ พ.ศ. 2556. เข้าถึงเมื่อ 20 ตุลาคม อออออออ2564. จาก https://acad.plu.ac.th/files/---2556.pdf อมรรัตน์ เตชะนอก รัชนี จรุงศิริวัฒน์ และพระฮอนด้า วาสสทฺโท. (2563). การจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21* อออออ(EDCATIONAL MANAGEMENT IN THE 21st). ว า ร ส า ร ม ห า จ ุ ฬ า น า ค ร ท ร ร ศ น์, 7(9), 1 – 15. อออออออhttps://so03.tci-thaijo.org/index.php/ JMND/issue/view/16509.


Click to View FlipBook Version