The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by zaaaamook, 2022-10-25 05:42:32

E-book ประวัติศาสตร์จีน (034)

เนื้อหาจีน_merged

ประวตั ศิ าสตร์จนี

เสนอ
ผศ.ดร.วรรณพร บุญญาสถิต

จดั ทำโดย
นางสาวศศวิ ิมล นวกลุ รหสั นกั ศกึ ษา ๖๓๑๐๑๒๑๒๒๘๐๓๔

สาขาวชิ าสงั คมศึกษา วิทยาลยั การฝกึ หัดครู

รายงานเล่มนเ้ี ปน็ สว่ นหน่ึงของรายวชิ าประวัติศาสตรส์ ากล (๑๖๔๒๓๑๔) สาขาวชิ าสังคมศกึ ษา
วิทยาลัยการฝกึ หัดครู มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ภาคเรียนที่ ๑ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๕



คำนำ

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) จัดทำขึ้นเพื่อเสนอข้อมูลเก่ียวกับประวัติศาสตร์จีน ในหนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) เล่มนี้มเี นือ้ หาเก่ียวกับ ประเทศจีนอารยธรรมเก่าแก่แห่งตะวันออก จีนยุคก่อนราชวงศ์
จีนยุคราชวงศ์ตอนตน้ ราชวงศ์จีน จนี ก่อนสมยั ยุคปจั จุบัน การปฏิวัตสิ จู่ ีนยุคใหม่ ซุน จงจาน หรือ ซุนยัตเซน

ทง้ั นี้ต้องขอขอบคุณ ผศ.ดร.วรรณพร บญุ ญาสถิตย์ อาจารยผ์ ูส้ อนท่ใี หค้ ำแนะนำในการทำ E-Book เล่มน้ี
ใหป้ ระสบผลสำเร็จลลุ ่วงไปไดด้ ว้ ยดี ผู้จัดทำหวังว่า หนังสืออเิ ล็กทรอนกิ ส์ (E-Book) เรอื่ งประวัติศาสตร์จนี จะเป็น
ประโยชนแ์ กผ่ ู้ที่สนใจศึกษาเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตรจ์ ีน หากรายงานเลม่ น้ีผิดพลาดประการใด ผู้จัดทำขออภัย
มา ณ ทน่ี ี้

ผจู้ ัดทำ
ศศิวิมล นวกุล

สารบัญ ข

เร่อื ง หน้า
คำนำ ก
สารบัญ ข
บทนำ 1
ประเทศจนี อารยธรรมเก่าแก่แห่งตะวนั ออก 2
จนี ยุคก่อนราชวงศ์ 3
จีนยคุ ราชวงศ์ตอนตน้ 6
ราชวงศ์เซี่ย 7
ราชวงศ์ซงั 7
ราชวงศ์โจว 9
ราชวงศ์ฉิน 11
ราชวงศฮ์ ่ันตะวันตก 15
ราชวงศฮ์ น่ั ตะวันออก 19
ราชวงศ์ซ่ง 20
ราชวงศห์ ยวน 20
ราชวงศส์ ุย 21
ราชวงศ์ถงั 22
ราชวงศ์หมิง 26
ราชวงศ์ชงิ 29
จนี กอ่ นสมยั ยคุ ปจั จบุ นั 34

สารบัญ ค

เร่อื ง หน้า
การปฏวิ ัติสู่จนี ยุคใหม่ 34
ซุน จงจาน หรือ ซนุ ยตั เซน 35
บรรณานกุ รม 39

1

บทนำ

อารยธรรมท่ีกำลังจะกล่าวถึงต่อไปน้ี ท่ีนับเป็นหนึ่งในอารธรรมซึ่งผ่านช่วงเวลามายาวนานผ่านยุค
สมัยต่างๆมาหลายพันปีก็ยังคงสืบต่อมาได้แม้จะมีความเปล่ียนแปลงไปจากอารยธรรมเร่ิมแรกไปมาก แต่
ลักษณะหลักๆของอารยธรรมก็ยังเห็นไดอ้ ยา่ งชัดเจนไม่มีการเปลีย่ นแปลง อารยธรรมท่ีกล่าวถึงน้ีก็คอื “อารย
ธรรมจนี ” อารยธรรมเก่าแกท่ ส่ี ุดแหง่ หนึง่ ของโลกซง่ึ อยสู่ ืบมาจนถงึ ปจั จบุ นั นับเปน็ เวลาหลายพนั ปี

อารยธรรมจีนจดั เป็นอารยธรรมทรี่ ่วมสมัยกับอารยธรรมที่ยงิ่ ใหญ่ตง้ั แต่ยุคสมยั โบราณ อารยธรรมจีน
คล้ายกับอารยธรรมโบราณอ่ืนๆของโลกท่ีเร่ิมต้นจากจุดเล็กๆ คือชุมชนเล็กๆก่อนที่ขยายข้ึนจนกลายเป็น
ชุมชนขนาดใหญ่ข้ึนเรื่อยๆ จนต้องมีเครือข่ายการปกครองจากหมู่บ้าน เป็นเมือง เป็นแคว้น ตามตำนานจีน
โบราณกล่าวถึงจุดเร่ิมต้นของการก่อร่างสร้างอาณาจักรจีนขึ้นว่า สืบเนื่องมาจากเทพเจ้าได้บันดาลให้เกิด
มนุษย์ข้ึน บันดาลให้เกิดถ่ินที่อยู่อาศยั ให้เกิดกลางวันกลางคืน เกิดพืชพรรณธัญญาการและน้ำท่าขึ้น เพื่อให้
ชีวิตดำรงอยู่ได้ ด้วยองค์ประกอบเหล่านี้ชุมชนแห่งแรกๆที่ตั้งขึ้นบนแผ่นดินจีนในยุคสมัยก่อนเริ่มต้น
อารยธรรมไม่นาน จึงอยู่ตรงบริเวณลุ่มแม่น้ำสายใหญ่ช่ือว่า หวงเหอ หรือ แม่น้ำเหลือง ที่เรามักคุ้นกับช่ือ
ฮวงโห ทางทิศเหนือ กับแม่น้ำสายใหญ่อีกสายหน่ึงคือ หยางจื้อ หรือ แยงซี ซง่ึ ตงั้ อยูท่ างทศิ ใต้ ระหว่างแม่น้ำ
ท้ังสองสายน้ีเองที่เป็นผืนดินเร่ิมต้นปักหลังสร้างอารยธรรมจีนข้ึน โดยเรม่ิ ต้นเมื่อประมาณ ๓,๕๐๐ ปมี าแล้ว
จากจดุ เล็กๆแลว้ คอ่ ยขยายกลายเปน็ ชมุ ชนขนาดใหญเ่ รือ่ ยๆผา่ นช่วงเวลาตา่ งๆมา

อาจกล่าวได้ว่าประวัติศาสตร์ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมานี้ การสร้างอารยธรรมของชาวจีนนั้นได้ผ่าน
พ้นยุคสมัยอันโหดร้ายของสงครามและความขัดแยง้ ตลอดมาเพียงใด ซ่ึงก็อาจด้วยส่ิงน้ีเองท่ีหล่อหลอมใหช้ าว
จีนเกิดความเข้มแข็งในการดำเนินชีวิต และอดทนในการต่อสู้กับขวากหนามต่างๆอย่างแข็งขัน ไม่ว่าจะอยู่ท่ี
ไหนในทุกมุมโลกก็ตาม ชาวจีนมักไดร้ ับการยอมรัยว่าเป็นชนชาติท่ีมีความเขม้ แข็งอดทน และมีความเขม้ ขน้ ใน
ความเช่ือว่าเผ่าพันธ์ุของตนก็คือเผ่าพันธ์ุที่เหนือกว่าใคร ซ่ึงสิ่งน้ีก็ถูกปลูกฝังลงในความเชื่อของชาวจีนมาแต่
โบราณแล้วเช่นกัน

ดว้ ยอารยธรรมอันยิง่ ใหญแ่ ละสบื ทอดมาเป็นเวลาที่ยาวนานเช่นนี้ จึงทำใหน้ า่ ศึกษาประวัตศิ าสตรช์ าว
จีนเป็นอย่างมาก ว่าประเทศจีนก้าวผ่านช่วงใดมาบ้าง กว่าจะเดินทางมาจนถึงจุดท่ีเป็นประเทศซึ่งได้รับการ
ยามรบั ว่าเป็นมหาอำนาจอันน่าหวาดเกรงประเทศหน่ึง ประเทศซ่ึงได้ขึ้นชอ่ื ว่ามปี ระชากรมากเป็นอันดับ๑ของ
โลก ประเทศท่ีมีอาณาเขตขนาดใหญ่ท่ีสดุ นบั เป็นอันดับ๓ของโลก ประเทศที่มีแม่น้ำซึ่งยาวท่ีสดุ นับเป็นอนั ดับ
๓ และ ๖ ของโลก และประเทศท่ีมีกำแพงเมืองทย่ี าวที่สดุ ในโลก ท่ีครองอันดับนี้ตลอดกาล สิ่งเหล่าน้หี รือแม้
สิง่ ต่างๆอนั เปน็ ที่สุดของโลกอกี มากมายน้ันไดม้ ารวมกันอยู่ในประเทศเดียวกันทเ่ี รยี กวา่ “ประเทศจีน”

2

ประเทศจีน
อารยธรรมเกา่ แก่แหง่ โลกตะวันออก

ประเทศจนี เป็นประเทศทีม่ ีประวัติศาสตรส์ บื ต่อกันมายาวนานท่ีสดุ ประเทศหนึง่ ของโลก และยังมกี าร
พบหลักฐานด้วยว่าเป็นถิ่นที่อาศัยของมนุษย์มาแต่ยุคดึกดำบรรพ์ท่ีเก่าแก่ที่สุดแห่งหน่ึงของโลกด้วยเช่นกัน
ประวัติศาสตร์ของชนชาติจีนในยุคปัจจุบันอาจย้อนหลังไปได้เพียง ๕,๐๐๐ ปี แต่หากนับตั้งแต่ช่วงเวลาก่อน
ประวตั ศิ าสตรท์ ี่ยาวนานมากกว่า ๗๐๐,๐๐๐ ปี เลยทเี ดยี ว

ช่ือของประเทศจีนนั้น นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าน่าจะสืบเนื่องจากการเรียกของคนภายนอกที่เรียก
อาณาจักรยุคโบราณนตี้ ามชื่ออาณาจกั รแห่งแรกของจีน คือ “อาณาจักรฉิน” ซ่ึงแต่เดิมเคยเป็น ๑ ในจำนวน
๗ แคว้น จนกระทั่งแคว้นฉินสามารถทำสงครามชนะแคว้นอ่ืน ๆ สำเร็จ แล้วมีการรวมอำนาจปกครองมา
ข้ึนกับแคว้นฉิน โดยสถาปนาเป็นอาณาจักรหนง่ึ เดียวเรียกว่า “อาณาจักรราชวงศ์ฉิน” นักประวัติศาสตร์ส่วน
ใหญ่จึงมกั ถือว่าอาณาจักรจีนเร่มิ ตน้ ขึ้นอย่างแทจ้ ริงนับตัง้ แต่น้นั เป็นตน้ มา ดังนั้น จักรพรรดอิ งค์แรกผปู้ กครอง
จกั รวรรดิจีนจงึ เป็น “จกั รพรรดิแห่ง ฉิน” หรอื “ฉิน สื่อ หวง” หรอื ที่มักรู้จกั กันในพระนามว่า “จิ๋นซีฮ่องเต้”
และด้วยการที่อาณาจักรฉิน ถือเป็นต้นกำเนิดจักรวรรดิท่ีสืบทอดกันมายาวนานนับจากน้ัน คำว่า “ฉิน” จึง
กลายมาเป็น “ชนิ ” และแผลงมาเป็น “จนี ” ในภาษาไทยตามข้อสันนิษฐานน้ีเชน่ กนั เมอ่ื ชาวตะวันตกนำชอ่ื น้ี
ไปใช้ในการเรียกช่ือประเทศน้ีตอ่ กันเรือ่ ยๆมา จึงได้กลายเป็นคำว่า “ไชน่า” (China) ซึ่งเปน็ ช่ือเรียกกันอย่าง
สากลในปัจจุบนั

สำหรับชื่อของประเทศจีนน้เี ริม่ ปรากฏหลกั ฐานที่เปน็ บันทกึ ครั้งแรกจากบนั ทกึ ของชาวเปอร์เซีย โดย
ชาวเปอรเ์ ซียเรียกช่ือประเทศจีนและชาวจีนโดยเปน็ ภาษาเปอรเ์ ซยี อา่ นวา่ “ซนิ ” นเี่ ป็นอกี ข้อสันนิษฐานหน่งึ ท่ี
เชอ่ื วา่ ชือ่ เรียกของประเทศจีน ก็นา่ จะแผลงมาจากคำว่าซิน นดี้ ว้ ยเช่นกนั โดยส่งิ ท่ีชาวเปอร์เซยี ต้องการค้าขาย
กบั ชาวจนี อยา่ งมากนนั้ มอี ยู่ ๒ อยา่ งด้วยกัน คอื ผ้าไหม และ เคร่ืองเคลือบดินเผา และด้วยเคร่อื งเคลอื บน้ีเอง
เม่ือถูกส่งต่อไปขายยังประเทศต่างๆในตะวันตก ทำให้ชาวตะวันตกรู้จักกับประเทศจีนผ่านทางเครื่องเคลือบ
เหล่านน้ั จงึ เรียกเคร่ืองเคลอื บที่มาจากจนี กนั วา่ “ไชนา่ ” ตามอยา่ งที่ชาวเปอร์เซยี เรียกว่า “ชนิ ” หรือ “ซนิ ่า”
นี่ก็เป็นอีกข้อสันนิษฐานหนึ่งว่าชื่อเรียกประเทศจีนก็อาจมาจากชื่อเรียกของดินแดนต้นกำเนิดของเคร่ือง
เคลอื บชน้ั ดเี หลา่ นั้นว่า “ไชนา่ ” ก็เปน็ ไปได้ดว้ ยเช่นกัน

ชาวจีนน้ันไม่ได้เรียกประเทศของพวกตนอย่างเช่นชาวตะวันตกหรือชาวเปอร์เซียเรียกกัน ชาวจีน
เรียกประเทศของพวกเขาว่า “จงกัว๊ ” หมายถึง “ประเทศท่ีอันเป็นศูนย์กลาง” ท่ีชาวจีนเรียกเช่นนี้เพราะชาว
จนี แตโ่ บราณน้ันเชอื่ ว่าแผ่นดินท่ีตง้ั ประเทศของตนเป็นศูนย์กลางของโลก แต่ก็ยังมีอีกคำหนึ่งท่ีชาวจีนใชเ้ รียก
ประเทศของตนเองเช่นกัน คือคำวา่ “จงหัว” คำว่า “จง” มีความหมายเดียวกนั คอื การเปน็ ศูนย์กลาง ส่วนคำ
ว่า “หัว” ความหมายหมายถึง “ความบรรเจิดหรอื แจ่มจรัส” ซึ่งชาวจีนแต่โบราณเช่ือว่าประเทศของตนนนั้ มี
ความยิง่ ใหญ่เหนือกว่าแผ่นดินใดๆในโลก จึงเรียกตนเองว่า “ศูนย์กลางแห่งความแจ่มจรสั ” ที่เปน็ ความหมาย
ของคำว่า จงหวั นัน่ เอง

3

สำหรับคำที่ใชเ้ รยี กประชาชนชาวจนี นน้ั ชาวตะวันตกเรยี กว่า “ไชนสี ” (Chinese) ซงึ่ ก็มาจากชื่อของ
ประเทศคือ “ไชนา่ ” แต่ชาวจีนนับตั้งแต่ยุคสมยั โบราณมาแล้วมกั เรยี กตัวเองวา่ “ฮ่ัน” คำว่า ฮ่นั เป็นราชวงศ์
ที่ ๒ ถัดจากราชวงศ์ฉิน ซ่ึงถือเป็นยุคสมัยท่ีแผน่ ดินเริ่มมีความเจรญิ รุ่งเรืองข้ึนอย่างแท้จริงในหลายๆด้าน ใน
สมัยราชวงศ์ ฮั่น จึงเร่ิมขยายอาณาเขตจนกว้างขวางและเสริมสร้างความเจริญในด้านต่างๆข้ึน ในยุคสมัย
ราชวงศ์ ฮั่น น้ีจงึ ถือเป็นยุคที่แผ่นดนิ จีนเริ่มมอี ารยธรรมอันรุ่งเรืองข้ึนอย่างแทจ้ ริง ชาวจีนก็มักเชื่อวา่ พวกตน
สบื ทอดเผา่ พันธ์จุ ากชาวราชวงศ์ ฮนั่ และมกั เรียกตนเองกนั จนตดิ ปากสืบต่อกนั มาเร่ือยๆ ในเรื่องท่ีชาวจนี นิยม
เรียกตนเองว่าชาวฮ่ันน้ี น่าจะสอดคล้องกับการเรียกช่ือประเทศของตนว่า จงกั๋ว หรือ จงหัว เช่นกัน ความ
ภาคภูมิใจในการเป็นผู้สืบเผ่าพันธุ์มาจากยุคสมัยฮั่น ทำให้ชาวจีนคิดว่าตนเป็นศูนย์กลางของโลก จากความ
รุง่ เรืองเปล่งประกายออกมาอย่างมากหลายชนดิ ทพี่ วกตนไม่เคยได้พบได้เหน็ มากอ่ นในยุคสมยั น้ันน่นั เอง

บนแผน่ ดินอนั กว้างใหญ่ของประเทศจนี น้ีมีเผ่าพันธุ์มากมายนบั ร้อยนับพันเชื้อสายเผ่าพันเลยทีเดียว
แตม่ าจนกระท่ังถงึ สมยั ปัจจบุ นั น้มี กี ารบันทกึ อยา่ งเป็นทางการวา่ เหลืออยเู่ พียง ๕๖ เผ่าพันธเุ์ ท่าน้ัน ซึ่งถ้าหาก
เทยี บกับประเทศในโลกทัง้ หมดแลว้ กย็ ังนบั ได้วา่ ประเทศจีนไม่เพียงมีจำนวนประชากรมากที่สดุ ในโลกเท่าน้ัน
ยังเป็นประเทศท่มี เี ช้อื สายเผา่ พันธม์ุ ากที่สุดในโลกอีกดว้ ย

จนี ยุคก่อนราชวงศ์

รอ่ งรอยของมนุษย์ ซ่ึงปักหลักอาศัยอยู่บนแผ่นดินจีนในช่วงแรกๆนั้น คือเผ่าพันธุ์ “โฮโม อีเล็คตุส”
หรือสิง่ มีชวี ิตท่คี ลา้ ยกับมนษุ ยใ์ นปัจจุบนั มีการค้นพบร่องรอยของมนุษย์ในรุ่นน้ีท่ีเขา้ มาอาศยั อยู่บนผนื แผ่นดิน
จีนต้ังแต่เมื่อราว ๖๕,๐๐๐ ปีมาแลว้ ซ่งึ นักโบราณคดีเชือ่ ว่าเปน็ กล่มุ คนที่เดนิ ทางมาจากทวีปแอฟริกาแล้วเข้า
มาอาศัยอยู่ตรงบริเวณเมือง ซินเจ้ิง ตง้ั อยู่ทางทิศใต้ของมณฑล เหอหนาน เป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ท่ีเร่ิมจะมีอารย
ธรรมร่นุ แรกๆข้ึนแล้ว โดยเร่ิมรู้จักการเพาะปลูกและเลีย้ งสัตว์ และเรมิ่ ร้จู ักวิธีการประดิษฐ์เครื่องไม้เครอื่ งมือ
ตา่ งๆขึ้นใชเ้ องด้วย และมักจะตั้งหลักแหลง่ อยู่บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำ เพราะมคี วามอุดมสมบูรณ์ของนำ้ ทา่ และ
ดินดีเหมาะสมแก่การเพาะปลูก มีการพบร่องรอยท่ีตั้งของชุมชนอยู่หลายแห่งตรงบริเวณลุ่มแม่น้ำหวงเหอ
หรือฮวงโห มีการขดุ พบภาชนะ เครอื่ งไม้เคร่ืองมือของผู้คนในสมัยนั้น และยังมีการค้นพบภาพสลักบนผนังถ้ำ
อกี หลายแห่งท่อี ีกดว้ ย

ยุคอารยธรรมเริ่มแรกของจีนเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ราชวงศ์แรกสุด ก็คือ “ราชวงศ์ เซี่ย” ซ่ึงอยู่ในช่วงราว
๑,๕๐๐ ถึง ๑,๐๐๐ ปีก่อนพุทธศักราช จัดอยู่ใน “ยุคสำริด” โดยมีการขุดพบข้าวของเคร่ืองใช้ต่างๆนับเป็น
จำนวนมากซง่ึ อยู่ในชว่ งยคุ สำริดท่แี หล่งโบราณคดี เอ้อหลีโ่ ถว เมอื งล่วั

นอกจากนี้ยงั มีการค้นพบซากกระดูกสัตว์และเปลือกหอยต่างๆซึ่งเชื่อกันว่าเป็นวัสดุที่ใช้สำหรับ
เส่ียงทายตามความเชื่อของชาวจีน ท่ีทำให้ได้ทราบถึงวฒั นธรรมและความเช่ือในเร่อื งของเทพเจ้ากับโชคลาง
ซึง่ อยู่ในสังคมจนี อย่างเหนียวแน่นนับแต่ยุคนั้นสบื มาจนถงึ ปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีการพบแผ่นจารึกโบราณท่ี
บ่งบอกถึงความเชื่อในเร่ืองเทพเจ้าของชาวจีนท่ีมมี าตง้ั แต่ยุคสมัยน้ันอีกด้วย ซึ่งในจารึกน้ันได้แสดงให้เห็นถึง
ชวี ติ และความเป็นอย่ตู ลอดจนความเชื่อในเรื่องของเทพเจา้ องคต์ ่างๆที่คลา้ ยกับชนเผ่าพนั ธุ์โบราณแห่งอืน่ ๆท่ัว

4

โลก ซงึ่ เชื่อว่าเทพเจ้าเป็นผู้ท่ีบนั ดาลให้เกิดสรรพสง่ิ ข้ึนบนโลก ตลอดไปจนถึงบันดาลใหเ้ กดิ ภยั พิบัติตา่ งๆ หาก
มนุษย์ทำให้เทพเจ้าไม่พอใจ ด้วยเหตุนี้จึงได้เกิดพิธีกรรมบวงสรวงเทพเจ้าองค์ต่างๆขึ้น ตามวาระและ
ฤกษผ์ านาทีคล้ายๆกันกับคนเผ่าพันธุ์โบราณในที่อ่นื ๆ เทพเจ้าตามความเชอื่ ของชาวจีนสมัยโบราณน้ันมกี ลา่ ว
ไว้ในตำนานแตกตา่ งกัน แต่ก็มักจะมีความเชื่อท่ใี กล้เคยี งกันว่า เผ่าพันธ์ุมนุษย์นั้นสืบทอดมาจาก ๓ จอมเทพ
และ ๕ กษัตริย์

ตามบันทึกของนกั ประวตั ิศาสตรจ์ ีนในยุคโบราณทไ่ี ดร้ บั การยอมรับกนั โดยท่ัวไปคือ “ซอื หม่า เฉียน”
ซึ่งเขียนขึ้นในปี พ.ศ. ๔๓๔ ช่ือ “ไท่สือกง ซู” กล่าวถึงตำนานความเช่ือเรื่องเทพเจ้าโบราณของชาวจีนว่า มี
เทพเจ้าผู้ท่ีทรงสร้างและคอยดูแลทุกสรรพส่ิงบนโลกองค์หลักอยู่ ๓ องค์ พระเจ้าทั้ง ๓ องค์ตามท่ี ซือหม่า
เฉยี น ไดบ้ นั ทกึ ไว้มีดังนี้

๑. เทยี นหวง (Tianhuang) หรอื กษัตรยิ ์แห่งสวรรค์ เป็นผูจ้ ัดวางระเบียบต่างๆใหโ้ ลกและสวรรคอ์ ยู่
กนั อย่างสงบสุขหลังจากที่ ผานกู่ ไดส้ รา้ งสวรรคแ์ ละโลกขนึ้

๒. ต้ีหวง (Dihuang) หรอื กษตั ริยแ์ ห่งผนื ดนิ เป็นผกู้ ำหนดใหเ้ กดิ กลางวันกลางคนื เกิดแสงสว่างและ
ความอบอุ่นขนึ้ และปดั เป่าความโกลาหลของสรรพสิ่งหลงั จากท่ี ผานกู่ ไดส้ ร้างขนึ้

๓. ไทยหวง (Taihuang) หรอื กษัตรยิ ์แหง่ มวลมนุษย์ เป็นผูท้ ำให้การสืบเผ่าพงศม์ นษุ ย์และมอบ
ธัญญาหารเพ่อื ความอยรู่ อด

ใน “อี้เหวิน เล่ยจว้ี” ท่ีบันทึกโดยนักประวัติศาสตร์ “โอวหยาง สวิน” กล่าวถึงพระเจ้าองค์ที่ ๓ ไว้
แตกต่างกันออกไป โดยกล่าวว่าพระเจ้าองค์ที่ ๓ นั้นคือ “เหรินหวง” ซ่ึงหมายถึงกษัตริย์แห่งมวลมนุษย์
เช่นกัน นอกจากน้ียังมีความเชื่อเรื่องพระเจ้า ๓ พระองค์ที่ต่างไปอีก เช่นในบันทึก“เฟิงสู ทงย่ี” และ “ชุน
ชวิ ยนุ่ โตว้ ซู” บันทึกนามของพระเจ้าทั้ง ๓ องค์ซึ่งเป็นผ้สู ร้างมวลมนุษย์ และมอบธญั ญาหาร มอบวิทยาการ
ต่างๆเพือ่ ใหม้ นุษยส์ ามารถสบื ลกู สืบสานต่อๆกันมาไวด้ ังนี้

๑. เทพ ฝูซี (Fuxi) เทพแห่งการล่าสัตวแ์ ละตกปลา
๒. เทพี นวีว่ า (Nuwa) เทพีผใู้ หก้ ำเนดิ มวลมนษุ ย์
๓. เทพ เสินหนง (Shennong) เทพแหง่ การเพาะปลกู
ฝูซี กบั นว่ีวา ทัง้ สองเปน็ พนี่ ้องฝาแฝดทมี่ ีคร่ึงบนเป็นมนุษย์ สว่ นครึ่งล่างเปน็ งู โดยอาศัยอยู่บนเขา คุนลนุ้ ซ่ึง
เปน็ ที่สถิตแห่งเหล่าเทพองคต์ า่ งๆซ่ึงต่อมาท้ังสองก็เป็นสามภี รรยากัน แล้วทั้ง ฝูซี และนวี่วา กเ็ รม่ิ สร้างมนุษย์
ขึ้น โดยป้ันให้ดินเป็นมนุษย์ท้ังหญิงและชายและใช้อิทธิฤทธิ์เสกให้มนุษย์เหล่านั้นมีชีวิต จากน้ันจึงให้มนุษย์
ชายหญิงเหล่านั้นแต่งงานกันเป็นสามีภรรยาสืบลูกสืบหลานตอ่ ไป และสอนให้ผ้คู นรจู้ ักกบั การดำรงชีวิต รู้จัก
การหาปลา ล่าสตั ว์ และการเพาะปลูก รู้จักกับการใช้ภาษาส่ือกัน จึงเริ่มเกิดสังคมและชุมชนขึ้นนับจากน้ัน
เป็นต้นมาด้วยเหตุนี้ ฝูซี และ นวี่วา จงึ ได้รับการเคารพสกั การะจากมวลมนุษย์ ยกย่องให้เป็นเทพและเทพี
ผู้ใหก้ ำเนดิ มนษุ ยช์ าติและการดำรงชีวิต

5

ยังมีบันทึกเล่มอน่ื ๆอกี ที่กลา่ วถงึ เทพองค์หลักท้งั ๓ เอาไว้ต่างออกไป คือ ฝูซี เสนิ หนง และเทพองค์ที่
3 ที่ชาวจีนใหค้ วามเคารพสักการะก็คือ “พระเจ้าเหลือง” หรือ “หวงต้ี” เช่ือวา่ การสกั การบูชา หวงตี้ หรอื พระ
เจ้าเหลือง เป็นเทพองค์สำคัญ ๑ ใน ๓ นั้นน่าจะสืบเนื่องจากการท่ี หวงตี้ หรือ พระเจ้าเหลือง ถือเป็นปฐม
กษตั ริย์ผสู้ ถาปนาราชวงศ์จีนข้นึ อย่างแทจ้ รงิ เปน็ พระองคแ์ รกในประวตั ิศาสตรน์ ้ันเอง

ใน ไท่ส่อื กง ซู ของ ซือหม่า เฉียน กล่าววา่ หวงตี้ หรือ พระเจ้าเหลือง นั้นเป็นปฐมกษัตริย์ในจำนวน
“กษตั รยิ ์ ๕ พระองค์” หรือ “๕ จกั รพรรด”ิ ซึ่งนับเป็นต้นสายของยคุ สมัยราชวงศ์จีนซ่ึงสบื ทอดกันมาเปน็ เวลา
ยาวนานหลายพันปี สำหรับกษัตริย์ ๕ พระองค์ตามบันทึกของ ซือหม่า เฉียน ได้รับการยึดถือกันอย่าง
แพร่หลายและอ้างอิงถึงมากทีส่ ดุ นนั้ มดี ังน้ี

๑. หวงต้ี (Huangdi) หรือ พระเจ้าเหลือง
๒. จวนซวี (Zhuanxu)
๓. คู่ (ku)
๔. เหยา (yao)
๕. ซุ่น (Shun)
โดยกษตั ริย์ทั้ง ๕ พระองค์นไ้ี ดร้ ับการสบื ทอดปกครองจากแผน่ ดนิ จนี ในยคุ โบราณตามลำดับ
การขน้ึ เปน็ ปฐมกษัตริยข์ อง หวงตี้ นั้น สืบเนอื่ งจากสงครามระหวา่ งกลุ่มของ หวงต้ี กบั เอยี๋ นต้ี
สงครามครง้ั นเี้ รียกว่าสงคราม ปา๋ นฉวน นับเป็นสงครามคร้ังแรกในประวัตศิ าสตร์จนี ทมี่ ีการบันทึกกันมา
เกิดขึน้ เมอ่ื ช่วงเวลาประมาณ ๕,๐๐๐ กว่าปีแล้ว
ภายหลังประสบชยั ชนะเหนอื ชนเผ่าทง้ั สองแลว้ หวงต้ี กไ็ ดจ้ ัดต้ังเมอื งหลวงขน้ึ ท่ีเมอื ง จั่วลู่ แล้วจงึ
สถาปนาชนเผา่ ท้ังหมดรวมกันเป็นประชาชาตเิ ดียวกันเรยี กวา่ “หวั เซยี่ ” และสถาปนาพระองคข์ ้นึ เป็นกษตั รยิ ์
แหง่ หวั เซ่ีย น่คี ือจดุ เริ่มต้นของประชาชาติจนี และยคุ แห่งอารยธรรมจนี ที่สบื ตอ่ มาจนถึงปจั จุบนั ในยุคสมัย
ของ หวงต้ี มีการบันทึกอีกวา่ เปน็ จดุ เร่มิ ต้นของวชิ าการแพทย์และยาสมนุ ไพรของจีนอกี ดว้ ย และยังเปน็ ต้น
กำเนิดวิทยาการแขนงตา่ งๆ โดยเฉพาะความรใู้ นเรื่องของการทอผา้ และตัดเยบ็ เคร่อื งน่งุ หม่ เรม่ิ ขน้ึ คร้งั แรกโดย
“เหลยจู่” ผู้เปน็ พระชายาของกษตั ริย์ หวงตี้ ในสมัยของ หวงต้ี นน้ี ับเป็นครง้ั แรกด้วยเช่นกนั ท่ีเรม่ิ มกี าร
กลา่ วถึงความเกี่ยวพนั ระหว่างกษตั ริย์กับ “มงั กร” ซ่ึงตอ่ มาถูกยึดเปน็ สญั ลกั ษณ์ประจำพระองคข์ องกษัตริย์
หรือ หวงต้ี ซึง่ เรามกั เรยี กกันว่า “ฮ่องเต้” ท่ีนับจากน้ันมากษตั ริย์จนี ทกุ พระองค์ก็ทรงยึดถอื สบื ทอดกนั
ต่อๆมากนั เป็นพนั ๆปี
สำหรับการสืบทอดตำแหน่งกษัตริย์หรือฮ่องเต้ในจีนยุคสมัยเริ่มแรกน้ัน แตกต่างไปจากการสืบทอด
ตำแหนง่ กษัตริยย์ ุคหลัง ที่อาศัยการสืบสายโลหิตในการสบื ทอดราชวงศ์ต่อๆกัน การสืบทอดตำแหน่งในยุคนั้นก็
คล้ายกับการขึ้นเป็นประมุข ผู้นำเผ่า หรือ ผู้นำกลุ่ม ท่ีใช้กันมาแต่ดึกดำบรรพ์ น้ันก็คือการใช้ความเก่งกล้า
สามารถและความเป็นผู้นำของกลุ่มชนท่ีทำให้คนในสังคมใหก้ ารยอมรับ
ตำนานเรื่องกษัตริย์ ๕ พระองค์น้ันถือเป็นจุดเริ่มต้นของเผ่าพันธุ์ชาวจีนน้ี ยังมีการเขียนบันทึกที่
แตกต่างกันออกไปจากที่ ซอื หมา่ เฉียน บันทึกเอาไวอ้ กี หลายแนวทาง โดยกลา่ วถึงพระนามปฐมกษตั รยิ ์และผู้
สบื ทอดและแตกตา่ งกนั เช่นใน “ต้หี วง ซอ่ื ซี” หรอื ลำดบั พงศ์กษัตริย์ ไดเ้ รยี งลำดบั ๕ พระองคแ์ รกไวด้ งั น้ี

6

๑. เสา้ เห่า (Shaohao)
๒. จวนซวี (Zhuanxu)
๓. คู่ (Ku)
๔. เหยา (Yao)
๕. ซ่นุ (Shun)
ตามลำดับพงศ์กษตั ริย์น้ีระบุว่าปฐมกษัตรยิ ์คือกษัตรยิ ์ เส้าเหา่ ผู้เป็นโอรสของกษัตรยิ ์ หวงต้ี โดยได้มี
การจัดลำดับให้ หวงต้ี เป็นหน่ึงในวงของพระเจ้า ๓ พระองค์ ท่ีมี ฝูซี เสินหนง และหวงต้ีส่วนใน “โจวอี้” ที่
รู้จักกันอีกชื่อหน่ึงว่า “อ้ีจิง” หรือ คัมภีร์แห่งความเปล่ียนแปลง (Book of Changes) อันเป็นคัมภีร์ท่ีชาวจีน
ยึดถือเป็นหลัก ในการดำเนินชีวิตที่สำคัญเล่มหนึ่งสืบเน่ืองมาจนถึงปัจจุบัน ก็ยังได้กล่าวถึงการสืบสายของ
กษตั ริย์ ๕ พระองค์แรกออกไป ดงั นี้
๑. ไท่เฮ่า (Taihao)
๒. เอีย๋ นตี้ (yandi)
๓. หวงตี้ (Huangdi)
๔. เหยา (Yao)
๕. ซุ่น (Shun)
นอกจากนย้ี งั มีกล่าวไว้ในคัมภรี ์ ๕ เลม่ ของ “ขงจ้อื ” ชือ่ วา่ “อ่จู ิง” เอาไว้ดว้ ยแต่ขงจอ้ื บันทึกวา่
กษตั รยิ ์ทง้ั ๕ หมายถงึ ผูน้ ำของชน ๕ เผา่ พนั ธุ์ท่ถี ือเปน็ บรรพบรุ ษุ ของชาวจนี ๕ สายพนั ธุ์ คือ
๑. โหยวเชา (Youchao) ผูน้ ำของกลุม่ ที่อยู๋ตามถ้ำและภูเขา
๒. นววี่ า (Nuwa) ผู้นำของกลุม่ ที่สร้างบา้ นอยู่บนต้นไม้
๓. ซยุ่ เหริน (Suiren) ผู้นำของกลุม่ ทถ่ี นัดการใชไ้ ฟ
๔. ฝูซี (Foxi) ผู้นำกลุ่มท่ถี ักแหถักอวนเอาไวห้ าปลา
๕. เสนิ หนง (Shennong) ผนู้ ำกลมุ่ ที่ทำเกษตรกรรมและเลีย้ งสตั ว์
ชน ๕ กลุ่ม ๕ เผ่าพันธ์ุนถี้ ือเปน็ ต้นกำเนิดของชาวจีนที่มีถิ่นและที่อยู่อาศยั และวิชาชีพตามความถนัด
และสภาพของถิ่นท่อี าศัยตามแต่ละเผา่ พันธ์ุ และต่อมากลุม่ ชนทั้ง ๕ น้ีได้ขยายเผ่าพันธ์ขุ องตนเองออกไปเป็น
ชาวจนี ในร่นุ ตอ่ ตอ่ มาจนกระทงั่ ถงึ ทกุ วันนี้

จนี ยคุ ราชวงศ์ตอนตน้
ตามประวัติศาสตร์จีนที่บันทึกโดย ซอื หม่า เฉียน ซงึ่ มกั จะถูกนำมาใช้อา้ งอิงกันมากท่ีสุดน้ัน ได้จัดให้
อารยธรรมจีนเร่ิมมีความเจริญขึ้นตั้งแต่ “ราชวงศ์เซ่ีย” เป็นต้นมา ราชวงศ์ เซี่ย นี้เร่ิมต้นข้ึนเม่ือประมาณ
๑,๐๐๐ ปีมาแลว้ กอ่ นพุทธศักราช ซ่ึงตรงกับยุคสมัยโบรานคดีคือยุคสำริด ซ่ึงเปน็ ช่วงหลงั จาก ยุคหนิ ใหม่ และ
กอ่ นยคุ เหลก็

7

ราชวงศเ์ ซยี่
(๑,๕๐๐ ปี ถึง ๑,๐๐๐ ปีกอ่ นพทุ ธศักราช)

ในสมัยราชวงศ์เซ่ีย ถือว่าเป็นยุคเร่ิมต้นของระบบการปกครองท่ีมีระเบียบมากขึ้น โดยมีการเร่ิมจัด
โครงสร้างระบบการปกครองท่ีรัดกุมข้ึน เร่ิมมีคณะปกครองท่ีมีอำนาจหน้าที่ในลำดับข้ัน หรือเรียกกันว่า
“รัฐบาล” ขึ้นเป็นครั้งแรก คณะรัฐบาลดังกล่าวจะมีกษัตริย์ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าคณะบริหาร และมีขุน
นางในตำแหน่งต่าง ๆ ที่มีชั้นยศลดหลั่นกันไปตามความสำคัญของภาระหน้าที่ ในยุคนี้ยังเป็นยุคสมัยแรกที่
เริ่มต้นการสืบทอดตำแหน่งกษัตริย์ในแบบราชวงศ์อย่างชัดเจนอีกดว้ ย มีการสืบทอดตำแหนง่ ให้แก่รัชทายาท
หรือโอรสจึงกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อกันมา ตลอดยุคสมัยราชวงศ์เซ่ีย จะมีการสืบทอดตำแหน่ง
กษัตริย์ให้แก่โอรส เมื่อมีกษัตริย์องค์ก่อนสวรรคตลง เป็นเช่นน้ีไม่เปลี่ยนแปลง จึงถือเป็นราชวงศ์แรกท่ีใช้สืบ
ทอดอำนาจกษัตรยิ ์ติดต่อกันภายในราชวงศ์นับตั้งแต่นั้นและเป็นเช่นนส้ี ืบต่อกันจนกระท่ังมีการ ผลัดราชวงศ์
แล้วกต็ ามส่งิ น้กี ลายเปน็ ราชประเพณที ใี่ ช้สบื ทอดกนั มาจนกระท่งั ถึงราชวงศส์ ดุ ท้ายในอีกหลายพันปตี อ่ มา

ราชวงศ์เซี่ย มชี ่วงเวลาการปกครองแผน่ ดินจีนทง้ั สิ้นประมาณ ๕๐๐ ปีจาก ๑,๕๐๐ ปีจนถึง ๑,๐๐๐
ปกี ่อนปีพุทธศักราช มีกษัตริย์สืบทอดต่อกันท้ังส้ิน ๑๗ พระองคก์ ษัตริย์องค์สุดท้ายคือกษัตริย์ท่ีขาดคุณธรรม
ในการปกครองจึงทำให้บ้านเมืองกระสับกระสา่ ย ทำให้ประชาชนเกลียดชงั พระองคก์ นั ไปถ้วนทวั่ และต่างเรยี ก
พระองค์วา่ “ฮ่องเต้ทรราช” กษตั รยิ ์เจยี๋ จึงนับเป็นทรราชพระองคแ์ รกของประวตั ิศาสตร์จีน ในปีสดุ ทา้ ยของ
กษัตริย์เจ๋ีย ก็ได้เกิดความโกลาหลขึ้น โดยทั่วไปจากการปล่อยปละละเลยการบริหารบ้านเมืองจนทำให้เกิด
สับสนอลหมา่ นไปทัว่ แผ่นดนิ จนถงึ กับทำใหร้ าชวงศ์เซ่ีย ต้องล่มสลายลง

ราชวงศ์ซัง
(๑,๑๐๐ ปีถึง ๕๐๓ ปีกอ่ นพุทธศักราช)

ยุคราชวงศซ์ ังหรอื ราชวงศย์ นิ เร่ิมตน้ เม่อื ประมาณ ๑,๑๐๐ ปกี อ่ นพุทธศกั ราช นกั ประวตั ศิ าสตรม์ ีการ
แบ่งยุคสมัยของราชวงศ์ ซังออกเป็น ๒ ยุคคือ ซังตอนต้น อยู่ในช่วงระหว่าง ๑,๐๐๐ ถึง ๘๐๐ ปีก่อน
พุทธศักราช กับยุค ซังตอนปลายอยู่ในช่วง ๘๐๐ ปีก่อนพุทธศักราช จนสิ้นสุดราชวงศ์ในปี ๕๐๓ ก่อน
พุทธศักราช

ในการขดุ ค้นซากโบราณสถาน ๒ แห่งที่เมือง เฉิงโจว กับ อันหยางมณฑลเหอหนาน ได้พบสถานทซี่ ึ่ง
เชอ่ื ว่าเป็นท่ีตง้ั ปราสาทราชวังเก่า และตำหนกั ต่าง ๆ มากถึง ๕๓ หลงั และพบสถานที่แห่งหนึ่งท่ีเช่ือวา่ นา่ จะ
เปน็ สุสานของกษตั ริย์ในยคุ น้ันถึง ๑๑ แห่งโดยยงั มีศาลเจา้ ต่าง ๆ อกี มากมายถึง ๑๓ แห่ง และยังมีการขุดพบ
ซากโครงสร้างกระดูกอีกมากมาย ซ่ึงมีมากกว่า ๒ พันกว่าโครงฝังอยู่ในสุสานของชนช้ันสูงต่าง ๆ เมื่อ
เปรยี บเทียบอายุโครงกระดูกกบั ซากของโบราณสถานแล้ว พบว่าตรงกบั ยุคสมัยของราชวงศ์ซัง นอกจากน้ีก็ยัง
มกี ารขุดค้นพบซากของเศษกระดูกวัว กระดูกลิง และ กระดองเต่า อีกมากมายสลกั ตัวอักษรจีนโบราณเอาไว้
บนกระดูกหรือกระดองเหลา่ นั้น นกั โบราณคดีเลือกซากกระดกู เหลา่ นว้ี ่ากระดกู เสี่ยงทาย เชือ่ ว่าเป็นอุปกรณ์ที่

8

ใชใ้ นการพยากรณ์ของผคู้ นในสมัยน้ัน ซ่ึงวฒั นธรรมเช่นนี้เปน็ อีกอยา่ งท่ีปรากฏสืบทอดมาให้เห็นในหมู่ชาวจีน
ไม่วา่ ทีแ่ ห่งใดในโลกกต็ ามจนถงึ ทุกวนั น้ี

ในยคุ สมัยราชวงศ์ซัง มีหลักฐานอีกหลายอย่างท่ีบ่งบอกถึงวัฒนธรรมประเพณอี ันสืบทอดมาจนถึงยุค
สมัยปัจจุบัน นอกเหนือจากความเชื่อในเรื่องของศาสตร์การพยากรณ์โดยอาศัยกระดูกสัตว์หรือแม้
อุปกรณ์เสี่ยงทายอื่นๆก็ตาม ยุคสมัยนี้ยังเชื่อด้วยว่าเป็นยุคสมัยแรกของจีนท่ีมีการกำหนดปฏิทินขึ้นใช้โดย
อาศัยวธิ สี ังเกตการเคลอ่ื นทขี่ องดวงดาว นอกจากน้ีก็ยังมีประเพณกี ารเซ่นไหว้บรรพบรุ ุษ ทเ่ี ชื่อวา่ ตายเม่ือตาย
แล้วบรรพบุรษุ ของตนจะเปน็ เทพสถิตอยบู่ นสวรรค์ เป็นต้น และในยคุ สมัยน้ีอีกเช่นกันที่เรมิ่ มีการปลูกฝงั ความ
เชื่อลงในหมู่ประชาชนว่ากษัตริย์ก็คือผู้ที่มีบุญญาธิการเหนือสามัญชน เป็นองค์สมมติเทพที่ได้รับอาณัติจาก
สวรรค์ หรือ “โอรสแห่งสวรรค์” เพื่อให้ประชาชนเกิดความหวาดเกรงในอำนาจบารมีและความเคารพบูชา
กษตั รยิ ด์ ุจบชู าเทพเจ้าบนสวรรค์

จากประวัติศาสตร์ท่ีบันทึกโดย ซือหม่า เฉียน น้ันได้กล่าวถึงเหตุการณ์สำคัญท่ีเกิดข้ึนในยุคสมัย
ราชวงศซ์ งั ตอนตน้ วา่ เมือ่ กษตั ริย์ “ทัง” หรอื “ซังทัง” ยดึ อำนาจมาจากราชวงศเ์ ดิมคือ “เซี่ย เจีย๋ ” เพราะกษัตรยิ ์
พระองค์เดิมไม่ได้ปกครองประเทศโดยธรรมแล้ว พระองค์ได้ตั้งปณิธานว่าต้องการจะสร้างแบบอย่างในการ
ปกครองดว้ ยสุจริตธรรมใหแ้ กล่ ูกหลานได้ยดึ ถือสืบไป จึงมีการตราระเบียบบงั คับให้ผู้ปกครองแล้วเจ้าหน้าท่ีท่ี
ถืออำนาจปกครองในมือปกครองโดยใช้หลักเมตตาธรรมอย่างเครง่ ครัด จงึ ถือวา่ ระเบยี บการปกครองทต่ี ราข้ึน
ในสมัยกษัตริย์ทังคือธรรมนูญฉบับแรกของจีน และด้วยธรรมนูญการปกครองน้ีด้วยเช่นกัน ที่ทำให้ไพร่ฟ้า
ประชาชนในสมัยราชวงศ์ซังตอนต้นได้กลับมามีชีวิตอยู่อย่างร่มเย็นเป็นสุขอีกคร้ังหนึ่ง ในสมัยของกษัตริย์
ทัง ยังเป็นการเริ่มต้นของการจัดต้ังระบบการรับราชการและเกณฑ์ทหารเข้าประจำในกองทัพอย่างเป็น
รูปธรรมครัง้ แรกอีกด้วยแต่ความเป็นระเบียบเรียบรอ้ ยและความร่มเยน็ เป็นสุขนี้ก็อยู่สืบจนมาถึงกระทั่งถึงยุค
สมัยของกษัตริย์องค์ท่ี ๓ และ ๔ ของราชวงศ์ คือกษัตริย์ “ไหว้ เปี๋ยง” กับกษัตริย์ “จ้ง เหริน” เท่านั้น เมื่อ
ล่วงมาถึงสมัยกษัตริย์องค์ท่ี ๕ คือกษัตริย์ “ไท้ เจ๋ีย” กษัตริย์องค์นี้กับหลงลืมในพระปณิธานแต่ต้นของปฐม
กษัตริย์ราชวงศ์ซังไปเสียสนิ้ ปกครองประชาชนด้วยความลุ่มหลงมัวเมาหาความสุขส่วนพระองค์จนบ้านเมือง
เกดิ ความรอ้ นรุ่มขึน้ อกี ครงั้ หนงึ่

นบั จากกษัตริย์ ไท้ เจ๋ยี เป็นต้นมา เป็นยุคเริ่มต้นความเส่ือมถอยของราชวงศ์ ซงั ตอนต้นมาตั้งแตน่ ั้น
เช่นกัน แม้จะมีกษัตริย์สืบทอดตำแหน่งต่อมาอีกหลายพระองค์ แต่ไม่มียุคสมัยใดเลยที่บ้านเมืองจะไร้ซึ่งการ
แก่งแย่งชิงดีกัน เนื่องจากกษัตริย์หลายพระองค์เมื่อขึ้นสืบบัลลังก์ ก็มักหลงมัวเมาในอำนาจ ไม่ใส่ใจในการ
ปกครองอย่างจริงจงั จนปล่อยใหเ้ หลา่ ข้าราชการและเสนาอำมาตยต์ ่างกอบโกยประโยชนส์ รา้ งสมอำนาจไวก้ ับ
ตัว แบ่งเป็นฝักเป็นฝ่ายฉกชิงผลประโยชน์กันอย่างละโมบ จนสร้างความป่ันป่วนและมีการต่อสู้เอาชนะกัน
อยา่ งไมห่ ยุดหยอ่ น กระทง่ั มาถึงชว่ งสมยั ของกษตั ริย์ “ผาน เกิง” กษตั ิรยิ อ์ งคท์ ่ี ๒๐ ซ่ึงเป็นกษตั ริย์ท่ีทรงปรชี า
สามารถอย่างมาก พระองค์ทรงบัญชาให้มีการย้ายเมืองหลวงไปที่เมืองยิน จากจุดนี้จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของ
ราชวงศ์ซงั ยคุ สมยั หลัง หรอื สมยั ราชวงศ์ยนิ นั้นเอง จากยุคสมัยของกษัตริย์ ผาน เกิง เป็นต้นมาบ้านเมืองจึง
เริ่มมีพัฒนาการข้ึนอีกครั้ง ซึ่งความเจริญในวิทยาการด้านต่าง ๆก็เร่ิมต้นขึ้นในสมัยน้ีด้วยน้ันเอง แต่พอ
หลังจากรัชสมัยของกษตั ริย์ “อู๋ ถงิ ” ซง่ึ เปน็ กษตั รยิ อ์ งคท์ ี่ ๒๓ แลว้ ราชวงศ์ซัง กเ็ ริม่ ประสบกบั ความเสอื่ มถอย

9

อกี คร้ังเช่นเดียวกับปลายราชวงศ์ซัง ตอนต้นไม่ผิดเพ้ียน จนเกิดการแก่งแย่งชิงดีระหว่างกลุ่มขุนนางและเจ้า
ครองแควน้ ต่างๆท่ีสรา้ งอิทธิพลตามแคว้นตา่ ง ๆ กระทงั่ ในท่สี ุดกเ็ ปิดทางให้กบั ตระกลู “จ้ี” ท่ีสรา้ งอำนาจอยู่
แถบแคว้น “โจว” ซ่ึงมี “โจว อู่ หวัง” เป็นเจ้าครองแควน้ ได้สั่งให้กองทัพท่ีนำโดย “เจียง จื่อหยา” ยกทัพเข้า
โจมตเี มืองยนิ ในปี ๕๐๓ กอ่ นพุทธศักราช ซง่ึ เปน็ สมัยปกครองของกษตั รยิ ์ “ต้ี ซิน” กษตั ริย์ ต้ี ซิน ไม่สามารถ
ต้านทานไดจ้ ึงละทิ้งเมืองหลบหนีไป แต่ที่สุดก็ตดั สนิ ใจปลงพระชนม์ตนเองระหวา่ งกำลังหลบหนี แต่ในบนั ทึก
บางแห่งกล่าวว่ากษัตริย์ ต้ี ซิน ทรงเสียสติเมื่อพ่ายศึก จึงสั่งให้ข้าทาสนำเอาทรัพย์สมบัติท้ังหมดออกมากอง
รวมกันไว้ในวังหลวง แลว้ จึงเผาวงั หลวงลงจนวอดวายไปทั้งหมด ซงึ่ พระองค์กไ็ ดส้ ้ินพระชนมล์ งไปพร้อมกันนั้น
ด้วย การสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์ ต้ี ซิน จึงถือเป็นการส้ินสุดราชวงศ์ ซัง ลงในปีนั้น รวมสมัยปกครองของ
ราชวงศ์ ซัง ท้ังสิน้ ๕๕๔ ปี มีกษัตริยป์ กครองทัง้ หมด ๓๑ พระองค์

ราชวงศ์โจว
(๕๐๓ ปี ก่อนพุทธศักราชถงึ ปี พ.ศ.๒๔๙)

โจว อู่ หวัง มีชื่อเดิมคือ “จ้ี ฝา” เป็นคนในสกุลจ้ี ที่มีอำนาจอยู่แถบเมอื ง โจวหยวน ในมณฑลส่านซี
ปจั จุบนั ซ่ึงตั้งอยทู่ างทิศตะวันตกของมณฑลเหอหนาม ตระกูล จ้ี พยายามท่จี ะปลดตนเองออกจากอำนาจของ
ราชวงศ์ ซัง และขยายอาณาเขตออกไปจนสามารถสร้างเมอื งลกู ตา่ งๆเอาไว้มากมายหลายเมืองบริเวณตอนใต้
จนถึงล่มุ แมน่ ้ำ แยงซี หรือ หยางจื่อ การกระทำเช่นนเ้ี ท่ากับเป็นการสร้างอาณาจักรแหง่ ใหม่ขน้ึ เพ่ือต่อกรกับ
อำนาจของราชวงศ์ ซงั โดยตรง จงึ ได้เกิดสงครามกันข้นึ หลายคร้ัง

ในขณะท่ีทางฝ่ายราชวงศ์ ซัง ซ่ึงกำลังเกดิ ความระส่ำระสายข้ึนจากภายในอยู่นน้ั เอง จี้ ฝา หรือ โจว
อู่ หวัง จึงไดน้ ำทัพเข้าตี และสามารถยดึ เมืองหลวงของราชวงศ์ ซัง จนสำเร็จ จากน้นั จี้ ฝา จึงได้สถาปนาตน
เป็นกษัตริย์ “อู่” ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ โจว พร้อมท้ังสถาปนา “ราชวงศ์โจว” ตามช่ือของเมืองอันเป็นศูนย์
อำนาจแตเ่ ร่มิ แรก

ในยุคสมัยราชวงศ์ โจว นี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของระยะการปกครองแบบ “ศักดินา” บนแผ่นดินจีน
เป็นคร้ังแรกอีกด้วย โดยได้มีการตราเป็นกฎหมายขึ้นอย่างชัดเจน มอบสิทธ์ิให้กษัตริย์เป็นผู้ครอบครองผืน
แผน่ ดนิ ท้ังหมด แล้วทรงเปน็ ผ้จู ัดสรรทดี่ ินให้แก่เหล่าเสนาบดีและขุนนางต่างๆเป็นผถู้ อื ครองต่อไป นอกจากน้ี
สิทธ์ิในการถอื ครองท่ีดนิ ยังสามารถสืบทอดต่อกนั ให้แก่ลูกหลานได้ยามเม่ือเสียชีวติ ลงได้อีกด้วย ซง่ึ ระบบนีย้ ัง
ได้รับก ารปฏิบัติสืบต่อมานับจากยุคสมัยนั้นจวบมาจน กระท่ังมีก ารเปลี่ ยนแปลงการปกครองไปสู่ระบอบ
คอมมิวนิสต์ในปัจจบุ นั แล้วน่ันเองจงึ ได้หยดุ ลง ในสมยั ราชวงศ์โจว น้ยี ังเป็นยุคเรม่ิ ต้นของการจัดต้ังระบบเมอื ง
หน้าด่านต่าง ๆ ข้ึนเพ่ือใช้เป็นแนวป้องกันศัตรูบุกเข้าโจมตีเมืองหลวงได้โดยตรงอีกด้วย โดยกษัตริย์จะเป็นผู้
แต่งตั้งเชื้อพระวงศ์หรือขุนนางท่ีได้รับความไว้วางใจให้ไปปกครองเมืองหน้าด่าน และหัวเมืองแต่ละเมือง
ผู้ปกครองเมืองเหล่านั้นจะได้รับตำแหน่งเป็น “หวัง” หรือ “อ๋อง” หมายถึงเจ้าแคว้นหรือเจ้าเมือง อันเป็น
ตำแหนง่ ทีร่ องมาจากกษตั ริย์

10

กษัตริย์อู่ น้ัน เมื่อปราบดาภิเษกข้ึนเป็นกษัตริย์โดยสมบูรณ์แล้ว ก็อยู่ในตำแหน่งได้เพียงแค่ ๓ ปี
เทา่ นน้ั จงึ สวรรคตลง จากนัน้ กส็ ืบทอดตำแหน่งให้แก่โอรส คือกษัตริย์ “เฉิง” ในปี ๕๐๐ ก่อนพุทธศกั ราช แต่
เน่ืองจากกษัตริย์เฉิง ยังทรงพระเยาว์ จึงต้องแต่งต้ังผู้สำเร็จราชการแทนขึ้น โดยให้ โจว กงต้าน ข้ึนมารับ
ตำแหน่งมหาอุปราชหรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ โจว กงต้าน จึงถือว่าทรงอิทธิพลอำนาจอย่างมากจน
กลายเปน็ ที่รษิ ยาของคนอ่นื ๆ ในเวลาน้ัน “ไช่ ซู” “กวาน ซู” และ “ฮั่ว ซู” เกิดไม่พอใจอิทธิพลที่มอี ย่างมาก
ล้นของ โจว กงตา้ น จึงไดค้ ิดกลัน่ แกล้งเขา โดยสมคบคิดกันกับ อู๋ เกิง ทายาทอดตี กษัตริย์ ตี้ ซิน แหง่ ราชวงศ์
ก่อน และยั่วยเุ มืองต่าง ๆ ให้เกิดการจลาจลข้ึน เม่ือบ้านเมืองเกิดความปั่นป่วนจึงถือโอกาสเข้ายึดอำนาจการ
ปกครองจากกษัตริย์ เฉิง และ โจว กงต้าน เสีย แต่ โจว กงต้าน นั้นไม่ใช่ผู้ท่ีอ่อนด้อยไร้ฝีมื อ จึงสามารถ
ปราบปรามการจลาจลจนสงบและจับกุมผูส้ มคบคดิ กันกอ่ การกบฏครงั้ นไ้ี ด้จนหมดส้นิ

จากเหตุการณ์จลาจลท่ีเกดิ ขน้ึ น้ี ทำให้ โจว กงตา้ น คดิ ทจ่ี ะปฏิรปู ระบบการปกครองเสยี ใหมเ่ พ่ือเสรมิ
ฐานอำนาจให้เข้มแข็งยิง่ ขนึ้ จงึ ทำให้การจดั วางระบบหัวเมอื งตา่ งๆ ใหม่หมดและด้วยความหวาดระแวงระวงั
ไมต่ ้องการใหเ้ กิดการก่อกบฏข้ึนมาไดอ้ กี เช่นนี้ ทำใหต้ ลอดยคุ สมยั ของกษัตรยิ ์ เฉิง และอปุ ราช โจว กงตา้ น ได้
มีการเปลีย่ นแปลงระบบปกครองหัวเมอื งต่าง ๆ อยู่เกอื บตลอดเวลา และด้วยการจัดวางระบบหัวเมืองอยา่ ง
รัดกุมเช่นน้ีเอง จงึ ทำให้ราชวงศ์ โจว มคี วามมั่นคงอย่ไู ด้เปน็ ระยะเวลานาน มีการบันทกึ ไวว้ า่ หัวเมอื งต่างๆท่ี
ก่อต้ังขึน้ โดย โจว กงตา้ น น้ี มมี ากถึง ๕๓ หวั เมือง ทีล่ ้วนปกครองโดยเชอื้ สายสกุล จี้ ทงั้ ส้ิน ส่วนเมืองหน้า
ดา่ นช้ันนอกน้นั ได้จัดขนุ นางที่ไวใ้ จไดไ้ ปปกครอง โดยมเี มืองชนั้ นอกนมี้ ากถึง ๑๗๐ กว่าเมือง ซึ่งผ้ทู ่ีปกครอง
เมอื งหนา้ ด่านชั้นนอกเหล่าน้มี กี ารต้ังตำแหน่งใหมข่ ึ้น เรียกวา่ “กง” หมายถึง “เจา้ ” ในยุคสมยั ราชวงศ์โจว นี้
ยังเป็นยุคเร่ิมตน้ การเรยี กช่ืออาณาจักรจนี ทรี่ วบรวมเอาแว่นแคว้นต่างๆมาอยภู่ ายใต้อำนาจของราชวงศ์โจว ที่
ถือเปน็ อาณาจักรเดียวกันเป็นคร้งั แรกในประวัติศาสตร์อกี ดว้ ย

ราชวงศ์ โจว ปกครองแผ่นดินจีนลว่ งมาจนถงึ ราชกาลท่ี ๑๐ จึงได้เกิดเหตุการณ์สำคัญข้ึนอกี คร้ังช่วง
ยุคสมัยของกษัตริย์ “ล่ี” ในช่วงปี ๓๓๔ ก่อนพุทธศักราช ในครั้งน้ันได้เกิดการป่ันป่วนข้ึนมาอีกเมื่อกษัตริย์ล่ี
ทรงประกาศขนึ้ ภาษกี ับประชาชนเพื่อนำเอาไปใช้ในกิจการส่วนตัว เหตุการณ์ได้ลุกลามใหญ่โตขึน้ เมอื่ มกี ารลุก
ฮือของประชาชนในปี ๒๙๘ ก่อนพุทธศักราช จนถึงกับมีการบุกวังหลวงจนกษัตริย์ ล่ีหวัง ต้องหลบหนีออกไป
จากเมืองหลวง ชว่ งเวลาดังกล่าวน้ีจงึ ถือวา่ แผ่นดินไร้กษัตรยิ ์ปกครอง นบั เป็นคร้ังแรกในแผ่นดินจีนอกี เชน่ กันท่ี
มเี หตกุ ารณ์แผ่นดนิ ไร้กษตั รยิ ์เชน่ นโี้ ดยมีขุนนางข้มึ าบริหารประเทศแทนช่วงเวลาหนึ่ง กระท่ังตอ่ มาจึงมกี ารคืน
อำนาจให้กบั กษัตริยอ์ งค์ตอ่ มา คอื กษตั รยิ ์ “ซวน” ในปี ๒๘๔ กอ่ นพุทธศักราช

ถงึ แม้ว่ากษัตริย์ซวน จะพยายามปกครองประเทศด้วยคุณธรรมหลังจากที่ได้รับบทเรียนช่วงกษัตริย์
องค์ก่อน แต่ เม่ือมาถึงยุคสมัยของกษัตริย์องค์ต่อมาคือกษัตริย์ “โหยว” ก็ได้เกิดความระส่ำระสายขึ้น เมื่อ
กษตั รยิ ์ โหยว เกิดไปลุ่มหลงนางสนมชื่อ “เปา ซือ่ ” จนไม่เป็นอันว่าราชการงานเมือง เอาแต่หลงเช่ือคำยยุ งจน
ถึงกับถอดถอนราชินี “เซิน” และรัชทายาท “อเี๋ จ้ียว” ออกจากตำแหนง่ ทำให้ “เซนิ โฮว่ ” ผู้เปน็ พระบิดาของ
ราชินีเซนิ ทปี่ กครองเมอื งเซนิ โกรธแค้นกษตั รยิ ์โหยว อย่างมาก จงึ ไดห้ ันไปร่วมกบั พวกชนเผ่าเร่รอ่ น “เฉวียน
โหรง” ทางตอนเหนือบุกเข้ามาในเมืองหลวงโดยที่ไม่มีทหารหรือขุนนางคนใดคิดปกป้องกษัตริย์โหยว เลยสัก
คน ทงั้ กษัตรยิ ์โหยว เปาซือ่ และ ป๋อฝู จึงหนไี ปจนมมุ ที่เชิงเขาแห่งหนึ่ง ท้ังสามจึงถกู ปลงพระชนมท์ นี่ น่ั เอง ถือ

11

เป็นการสิ้นสุดรัชกาลของกษัตริย์โหยว ลงในปี ๒๘๘ ก่อนพุทธศักราช ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นก็ยังถือเป็นการ
สิ้นสุดยุคสมัยของราชวงศ์โจว แต่เดิม เคยได้สถาปนาราชวงศ์ โจว ข้ึนมาใหม่เรียกว่า “ราชวงศ์ โจว
ตะวันออก” โดยนำ อ๋ีเจี้ยว รัชทายาทองค์เดิมกลบั ขึน้ สู่ตำแหน่ง สถาปนา อ๋ีเจย้ี ว ข้ึนเป็นกษัตริยพ์ ระองคใ์ หม่
ของราชวงศ์โจว ตะวันออก ทรงพระนามวา่ “ผงิ ” ในปี ๒๒๗ ก่อนพุทธศักราช

ราชวงศ์โจว ตะวันออกนี้มอี ายุสืบมาเปน็ เวลา ๕๒๑ ปี จนกระทั่งถึงปี พ.ศ.๒๔๙ จึงไดส้ ิ้นสุดราชวงศ์
โจว ตะวนั ออกลง รวมยคุ สมัยราชวงศ์โจว ทงั้ สอง มีกษัตรยิ ์ครองราชย์สืบตอ่ กนั ทงั้ สิน้ ๓๘ พระองค์ ในช่วงยุค
สมยั ราชวงศ์นีน้ ับว่ามเี หตุการณ์สำคญั ทางประวตั ิศาสตร์เกดิ ข้ึนมากมายอันถอื เป็นจดุ เปล่ียนแปลงสำคญั ใหแ้ ก่
ยุคสมัยต่อๆมา นับเป็นยุคเริ่มต้นของการหว่านเมล็ดพันธุ์ความขัดแย้ง ที่ค่อยๆบ่มเพราะขึ้นมาทีละน้อยจน
ตอ่ มาได้กลายเป็นสงครามใหญร่ ะหว่างแคว้นที่ดำเนินต่อเน่ืองไปเป็นเวลายาวนานหลายรอ้ ยปี แคว้นใหญ่ๆท่ี
เกดิ ข้ึนมาในชว่ งปลายราชวงศ์โจว ตะวันตก มีท้งั ส้ิน ๗ แควน้ ด้วยกนั ดงั นี้

๑. ฉี (Qi)
๒. ฉู่ (Chu)
๓. ฉนิ (Qin)
๔. จิ้น (Jin)
๕. ซ่ง (Song)
๖. อู๋ (Wu)
๗. เยว่ (Yue)
ในประวตั ศิ าสตร์จนี น้นั ได้มกี ารบนั ทึกช่วงเวลาของเหตุการณ์สำคญั ในชว่ งเวลานี้แบ่งออกเปน็ ๒ ชว่ ง
ด้วยกัน ช่วงแรกเรียกว่า “ช่วงเวลาแห่งฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง” (Spring and Autumn Period) ใน
ภาษาจนี เรยี กว่า “ชนุ ชิว สือไต้” ที่ใช้เรียกชว่ งเวลานับจากฤดูใบไมผ้ ลปิ ี ๒๒๗ ก่อนพุทธศักราชจนถึงฤดูใบไม้
ร่วงปี พ.ศ.๖๗
ส่วนเหตุการณ์สำคัญอีกช่วงเวลาหน่ึง ก็คือเหตุการณ์ “ช่วงเวลาแห่งสงครามระหว่างแคว้น”
(Warring States Period) หรือภาษาจีนเรียกว่า “จ้านกัว๋ สือไต้” เปน็ สงครามท่ีเกดิ จากความขัดแย้งระหว่าง
แคว้นต่าง ๆ ต้ังแต่ยุค ชุนชิวกระท่ังเกิดสงครามต่อเนื่องมาอย่างไม่ส้ินสุด และนำไปสู่สงครามใหญ่ที่แต่ละ
แคว้นห้ำหั่นกัน และทำให้หลายแคว้นถึงกับต้องล่มสลายลง ในประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่จึงถือกันว่ากษัตริย์
หนาน กค็ ือกษตั ริย์องคส์ ุดท้ายของราชวงศ์โจว

ราชวงศ์ฉิน
(ปี พ.ศ. ๓๒๒ ถึงปี พ.ศ.๓๓๖)

แคว้นฉิน ก่อนจะขึ้นมาเป็นแคว้นทรงอำนาจน้ัน ในสมัยที่อยู่ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ โจว
เปน็ เพียงเมืองระดับรองที่ไมม่ ีความสำคัญนกั แคว้นฉนิ นอี้ ยใู่ นอำนาจปกครองของตระกูล “อิ๋ง” มาโดยตลอด
ผู้ปกครองเมืองฉิน แต่เดมิ มีตำแหน่งเป็นเพียง “กง” หรืออุปราชครองเมอื งเช่นเดียวกันกบั เมืองอืน่ ๆที่ผคู้ รอง

12

เมืองไม่ใช่เชื้อพระวงศ์ ที่สามารถใช้บรรดาศักด์ิเป็น “หวัง” ได้ จนกระท่ังถึงช่วงปลายราชวงศ์โจว หรอื โจว
ตะวันออก ท่ีสถาบนั กษัตริย์เริ่มอ่อนแอ เมืองตา่ งๆจงึ เริ่มเพาะอำนาจข้นึ จากนั้นก็ได้เปล่ียนสถานะตัวเองขึ้น
เป็นแคว้น โดยมีระบบปกครองตนเองแบบกึ่งอิสระ ไม่เพียงเท่านัน้ ผู้ปกครองแคว้นต่างๆก็ยังสถาปนาตนข้ึน
เปน็ “หวงั ” ทห่ี มายถึง“เจ้า” อีกด้วย ซ่งึ กร็ วมถงึ แคว้นฉนิ ดว้ ยเชน่ กัน ที่ได้ยกสถานะของตนเองข้นึ ต้ังแต่สมัย
ของ เสี้ยว เหวิน หวังเป็นตน้ มา กระท่ังมาถงึ สมัยของ ฉนิ หวัง นั้น แควน้ ฉนิ นบั เป็นแคว้นใหญ่ทีท่ รงอิทธพิ ล
แคว้นหนึ่งแล้ว อันสืบเนื่องมาจากนโยบายท่ี ซาง หยาง ที่ปรึกษาของ เสี้ยว เหวิน หวัง ที่หมายให้แคว้นฉิน
เป็นผู้ปราบปรามแคว้นอ่ืนๆเพ่ือความเป็นปึกแผ่น และความย่ิงใหญ่ของแผ่นดินจีนภายในภาคหน้า ซ่ึง
นโยบายนี้ได้สืบทอดมาจนถึง สื่อ หวัง อย่างเคร่งครัดเช่นกัน เม่ือขึ้นสู่ตำแหน่ง สื่อ หวัง จึงเดินหน้าสานต่อ
การปราบปรามแค้วนต่างๆที่ยังคงค้างคาอยู่ ซึ่งเมือ่ ถงึ สมัยของ ส่ือ หวงั นั้น ราชวงศ์โจว ได้ถงึ กาลล่มสลายลง
ไปแล้ว จึงถือว่าแผ่นดินไม่มีกษัตริย์อีกต่อไป แคว้นต่างๆก็ต่างมุ่งหน้าเอาชนะกันให้เด็ดขาดเพ่ือชิงตำแหน่ง
กษัตริย์ แต่ช่วงเวลาน้ันไม่มีแคว้นใดที่มีกำลังเข้มแข็งเท่ากับแคว้นฉิน สำหรับช่วงเวลาที่แคว้น ฉิน เข้า
ปราบปรามแคว้นต่างๆจนสำเรจ็ เป็นลำดบั นนั้ มดี งั นี้

๑. แควน้ หาน พ่ายแพใ้ นปี พ.ศ.๓๑๓
๒. แคว้นเจ้า พ่ายแพใ้ นปี พ.ศ.๓๑๕
๓. แควน้ เว่ย พา่ ยแพ้ในปี พ.ศ.๓๑๘
๔. แค้วนฉู่ พา่ ยแพ้ในปี พ.ศ.๓๒๐
๕. แคว้นเอยี๋ น พ่ายแพ้ในปี พ.ศ.๓๒๑
๖. แควน้ ฉี พ่ายแพใ้ นปี พ.ศ.๓๒๒
เม่ือแคว้นฉนิ สามารถปราบปรามแคว้นทรงอิทธิพลต่าง ๆ ลงได้สำเร็จจนหมดส้ินแล้ว แควน้ ฉิน จึงกลายเป็น
แคว้นท่มี ีสทิ ธิใ์ นอำนาจปกครองสูงสดุ เมื่ออยูใ่ นสถานะเช่นนี้ จงึ เป็นความชอบธรรมที่ ส่ือ หวงั จะสถาปนาตน
ขึ้นเป็นกษัตริย์ปกครองแผ่นดิน แต่แทนท่ีจะเรียกตนว่าเป็น หวัง ที่มีความหมายกษัตริย์หรือเจ้า ส่ือ หวัง เห็น
วา่ ตนกด็ ำรงสถานะอยู่ จงึ ได้ปราบดาภิเษกตนขึน้ เปน็ “หวงตี้ (Huangdi)” อันหมายถึงพระมหากษตั รยิ ซ์ ึง่ เป็น
ประมุขผู้ถอื อำนาจสงู สุดของแผ่นดนิ จีนเวลานน้ั พระนามวา่ “ฉนิ สือ่ หวงตี้”
โดยตำแหน่ง “หวงต้ี” อันมีความหมายกษัตริย์เหนือกษัตริย์ หรือ พระมหากษัตริย์ ผู้ท่ีใช้คำนี้เป็น
พระองค์แรกก็คือ ฉิน ส่ือ หวงต้ี น่ันเอง ซึ่งการท่ีพระองค์สถาปนาตำแหน่งน้ีข้ึนมาเป็นครัง้ แรกน่าจะมาจาก
การทท่ี รงตระหนกั ว่าพระองค์เปน็ กษัตรยิ ์องค์แรกท่ีสามารถจะรวมแควน้ ตา่ งๆเข้ามาอยู่ภายใตอ้ ำนาจปกครอง
เพียงหน่ึงเดียวได้สำเร็จนั้นต้องมีความหมายมากกว่าการเป็นเพียงกษัตริย์เช่นราชวงศ์ก่อนๆ จึงควรที่จะมี
สัญลักษณ์ซ่ึงแสดงให้เห็นถึงอำนาจบารมีที่ยิ่งใหญ่จารึกไว้เป็นประวัติศาสตร์นับต้ังแต่น้ันเป็นต้นมาตำแหน่ง
หวงต้ี ก็ถูกนำมาใชก้ ับกษตั ริยร์ าชวงศ์อนื่ ๆสบื ต่อเนอ่ื งกันมาโดยตลอด
ความสำเร็จในการรวบรวมแคว้นต่างๆของ ฉิน ส่ือ หวงต้ี ถือเป็นการปิดฉากยุค สงครามระหว่าง
แคว้น หรือ “จ้าน ก๋ัว” ลงได้อย่างถาวร แต่หลังจากท่ีสามารถก่อต้ังอาณาจักรจีนข้ึนมาใหม่ภายใต้การ
ปกครองของราชวงศ์เด๋ียวไดส้ ำเร็จแล้ว ราชวงศ์ ฉิน ของพระองค์กลับไม่สามารถจะสืบต่ออายุไดย้ าวนานเช่น
ราชวงศ์ก่อนๆ หลังจาก ฉิน สื่อ หวงต้ี สวรรคตลงแล้ว มีกษัตริย์สืบต่อราชวงศ์เพียงแค่พระองค์เดียวเท่าน้ัน

13

คอื กษัตริย์ “เออ้ ซอื่ หวงตี้” ซึง่ เป็นโอรส แตก่ ็นัง่ บัลลงั ค์เพยี งไม่นานราชวงศ์จงึ ล่มสลายลงโดยนบั จากปี พ.ศ.
๓๒๒ ท่ี ฉนิ ส่อื หวงต้ี ทำการรวบรวมแคว้นตา่ งๆสำเร็จแลว้ สถาปนาอาณาจกั รฉิน ขึ้นจนกระทั่งส้ินสกุ ยคุ ของ
อาณาจักรฉิน ลงในปี พ.ศ. ๓๓๖ แตส่ ำหรับอายขุ องราชวงศ์ฉินน้ัน นักประวัตศิ าสตร์ส่วนใหญ่มกั เริม่ นบั ตง้ั แต่ใน
ยุคสมยั ของ โจว เซียง กง เปน็ ต้นราชวงศ์

แผ่นดนิ จีนในชว่ งอาณาจักรฉนิ ภายใต้อำนาจปกครองของ ฉิน สอื่ หวงต้ี น้ีถือวา่ เป็นยคุ ท่มี ีการปฏิรูป
การปกครองและปฏิรูประบบสังคมในด้านต่างๆใหเ้ ห็นได้อย่างชดั เจนที่สุด ซ่ึงในหลายๆด้านนั้นถอื ว่าเป็นการ
ปฏิรูปที่ดีแต่ก็มีอีกหลายด้านเช่นกันที่เป็นสาเหตุให้ประเทศเดินไปสู่กลียุค ท่ีเริม่ ก่อตัวให้เห็นในช่วงกลางยุค
สมัยของ ฉิน ส่ือ หวง และรุนแรงขน้ึ เร่ือยๆในชว่ งปลายรัชกาล ซึง่ ความไมพ่ อใจของประชาชนก็คือสาเหตุหลัก
ทท่ี ำใหร้ าชวงศ์น้ตี ้องลม่ สลายไปอยา่ งรวดเร็วนนั่ เอง ส่วนการปฏิรปู ในดา้ นท่ีดีน้นั หลายๆอย่างยังได้รับการสืบ
ทอดมาจนรุ่นต่อๆมาเช่นกัน การปฏิรูปต่างๆท่ีเกิดข้ึนในยุคของ ฉิน ส่ือ หวงตี้ น้ัน ส่วนใหญ่มาจากท่ีปรึกษา
คนสำคยั ของพระองคท์ ่านหนึง่ ชือ่ "หล่ี ซอ่ื " หล่ี ซ่อื เป็นนกั ปราชญ์ช่อื ดงั ของยุคสมยั น้ัน

ในสมัยของ ฉิน สื่อ หวงต้ี น้ียงั มกี ารเร่งสร้างเสรมิ กำลงั ทหาร ปรับปรงั กองทัพ เกณฑ์กำลงั ไพร่พลเข้า
กองทพั ครั้งใหญ่ อกี ทงั้ ยงั จัดวางตำแหน่งคณะรัฐบาลของพระองคข์ น้ึ ใหมท่ ง้ั หมดใหร้ ดั กมุ ขนึ้ เพ่อื ไม่ใหเ้ กดิ การ
เพาะอำนาจสร้างกลุ่มก้อนอิทธิพลใดๆในหมู่ขุนนางได้อีก ที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องด้วยความคิดระแวงในการถูก
ทรยศหักหลังจากเหลา่ ขุนนางข้าราชการต่างๆ ฉิน ส่ือ หวงตี้ ข้ึนเป็นกษัตริย์นั้นมีพระชนมเ์ พียง ๑๓ พรรษา
เทา่ นนั้

ในด้านปฏิรูปการปกครองน้ัน ยุคนี้ได้มีการแบ่งเขตการปกครองออกเป็นเขตย่อย ๓๖ เขต แล้ว
โยกย้ายเหล่าขุนนางซ่ึงเคยมีอำนาจอยู่ตามเมืองต่างๆให้กลับเข้าเมืองหลวงเพื่อให้ใกล้พระเนตรพระกรรณ
ท้ังหมดเพ่ือป้องกันการก่อกบฏแล้วแต่งตั้งคนที่ไว้ใจไปดูแลแทน การทำเช่นนี้ก็เน่ืองจากไม่ไว้ใจคนรอบข้าง
น้ันเอง ซ่ึงความหวาดระแวงการทรยศของ ฉิน ส่ือ หวงต้ี น้ันรุนแรงมาก สืบเนื่องจากเม่ือครั้งที่พระองค์ถูก
ลอบทำร้ายคร้งั หน่ึงจนถึงกบั นอนป่วยอย่เู ป็นเวลานานและเรมิ่ เกิดอาการวติ กจรติ ขั้นรนุ แรงนับจากนั้นมา

จากการรอบปลงพระชนม์ อย่างนั้นส่งผลให้ ฉิน สือ่ หวงตี้ เกิดอาการขวัญผวาตลอดมา อันนำมาซึ่ง
ความหวาดระแวง คนรอบตัวไปตลอดพระชนม์ชีพ และอาจเป็นสาเหตุหน่ึงท่ีทำให้พระองคป์ กครองประเทศ
ด้วยความเฉียบขาดและโหดเห้ียม จนประชาชนตกอยู่ในอาการหวาดกลัวไม่น้อยไปกว่า ฉิน ส่ือ หวงต้ี แต่
อย่างใด และต่างเรียกพระองค์ว่าเป็น “ทรราช” ฉิน สื่อ หวงต้ี กลับส่ังให้ปราบปรามประชาชนด้วยความ
รุนแรงเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอยา่ ง และนอกจากจะปกครองอย่างไร้ความปรานีแล้ว ฉิน ส่ือ หวงตี้ ยังมีความคิด
ต่างจากคนทั่วไปอยู่เป็นประจำ ในประวัติศาสตร์ยงั กล่าวด้วยว่า ฉิน สื่อ หวงตี้ แสดงความโหดเหี้ยมต่อเหล่า
บณั ฑิตที่พระองค์ชิงชังด้วยการนำเหล่าสานุศิษย์ซงึ่ ศึกษาแนวทางของ ขง จ่ือ อย่างเคร่งครัดจำนวนกว่า ๔๐๐
คนไปฝงั ท้งั เปน็ อีกดว้ ย

อย่างไรก็ดีภายใตก้ ารปกครองของ ฉิน สอื่ หวงตี้ น้ัน แม้บ้านเมอื งจะไมม่ ีความเปน็ ปกติสุขนัก แตใ่ น
ยคุ สมัยน้ีก็ยังมีส่วนท่ีดีอยู่มากเชน่ กัน ในสมัยนี้ได้มีการกำหนดรูปแบบของตัวอักษรจีนให้มีมาตรฐานเดียวกัน
หมดเป็นคร้ังแรก โดยให้ยึดถือเป็นตัวอักษรกลางที่สามารถจะใช้ในการส่ือสารกันระหว่างภูมิภาคต่างๆได้
เหมือนกันหมดทั่วแผ่นดิน จึงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์จีนที่มีการกำหนดอักษรจีนเอาไว้เป็นมาตรฐาน

14

เดียวกันเช่นนี้ การกำหนดตัวอักษรกลางให้เหลือเพียงมาตรฐานเดียวจากอักษรทั้งหมดจึงเท่ากับเป็นการลด
ช่องว่างในการสื่อสารลงไป ซง่ึ มาตรฐานตวั อกั ษรจนี ท่มี มี ารฐานเดียวกนั น้ียงั สบื ทอดมาจนถึงปจั จุบนั อกี ด้วย

ในสมัย ฉิน ส่ือ หวงตี้ น้ียังมีเร่ืองสำคัญอีกเรื่องที่มักนำมาอ้างอิงกันเป็นประจำก็คือ การสร้าง
“กำแพงเมืองจีน”ซง่ึ อนั ท่ีจรงิ ควรเรียกว่าการเช่ือมกำแพงเมอื งระหวา่ งแควน้ ต่างๆท่ีสรา้ งขึ้นก่อนหนา้ นั้นเพื่อ
ใช้ปอ้ งกนั ภัยจากพวกเผา่ เร่ร่อนทางตอนเหนอื ของจนี กำแพงทีเ่ ชอ่ื มติดต่อกันจนเปน็ แนวเดียวกนั ยาวเหยียดนี้
มชี อ่ื เรยี กในภาษาจนี ว่า “ว่านหลี่ ฉางเฉิง” หรือ “กำแพงหม่นื ล้ี” ท่ถี ือเปน็ สญั ลกั ษณส์ ำคัญของประเทศจีนจน
ปัจจุบนั

ในเรื่องของความกังวลเกย่ี วกับความตายของพระองคน์ ้ัน ตามบนั ทึกประวัติศาสตร์ยังกล่าวอีกด้วยว่า
เมื่อ ฉิน สื่อ หวงต้ี ใกล้ถึงวาระสุดท้ายของพระชนม์ชีพ พระองค์ไม่อาจปิดพระเนตรได้อย่างแนบสนิท
เน่อื งจากช่วงปลายรัชกาลน้ัน พระองค์หลงเชื่อนักพรต เต๋า ทา่ นหน่ึง ซึ่งนักพรตเต๋าเปน็ ท่ีเลอ่ื งลือกันว่ามีวิชา
อาคม เป็นเจ้าตำรบั “โอสถสวรรค์” ทเ่ี ช่ือว่าสามารถปลุกชพี คนตายให้ฟื้นได้ นักพรต เต๋า ดังกล่าวได้เดนิ ทาง
มายังเสียนหยาง และทูลแก่พระองค์ว่ามี “ยาอายุวัฒนะ” ขนานหนึ่งที่จะทำให้พระชนม์ของพระองค์เป็น
อมตะได้แต่ต้องด้ันด้นค้นหาสักหน่อย ฉิน ส่ือ หวงต้ี จึงส่งคนออกตามหายาขนานนั้นไปจนท่ัวแม้กระท่ังใกล้
ส้ินพระชนม์ก็ยังมีคนหลอกพระองค์ว่าสามารถหายาอายุวัฒนะนั้นพบแล้วและกำลังเร่งนำมาถวายพระองค์
จนพระองคก์ ็เอาแตเ่ บิกพระเนตรรอ แต่จนรอดยาอายุวฒั นะขนานน้นั ก็ไมเ่ คยมา จนกระท้ังเม่อื ส้ินพระชนม์ลง
อยา่ งกระวนกระวายท้งั ทย่ี งั รอยาขนานอยู่ กระทงั่ เมื่อสิ้นพระชนมล์ งแล้วข่าวการสิ้นพระชนมก์ ย็ ังถูกปิดไวเ้ ป็น
ความลับโดยมหาขันที “เจา้ เกา” กับ “หล่ี ซื่อ” เสนาบดีเพราะไม่ตอ้ งการให้โอรสองค์โต “ฝูซู” ขึ้นสืบทอด
ราชบัลลังก์ตาม และได้มีการปลอมแปลงสาสน์ว่า ฉิน สอ่ื หวงตี้ ไม่ต้องการมอบบัลลังก์ให้แกโ่ อรสองค์โตข้ึน
ครอง แต่ต้องการให้โอรสองค์รอง คือ “หูไฮ่” ข้ึนครองราชย์แทน และเมื่อมีการจัดเตรียมแผนการกันเสร็จ
เรียบรอ้ ย จึงได้มีการจัดการฝ่ายตรงข้ามพร้อมทั้งองค์ชาย ฝูซู จนราบคาบแล้วสถาปนาองค์ชาย หูไฮ่ ขึ้นเป็น
กษตั รยิ อ์ งคต์ ่อไปของราชวงศ์ ฉิน

ตลอด ๑๔ ปีท่ี ฉิน ส่ือ หวงต้ีครองราชย์น้ัน พระองค์สร้างแรงกดดันและก่อความเคียดแค้นให้แก่
ประชาชนเป็นอย่างมาก จนเกิดการต่อต้านจากประชาชนมากข้ึนเร่ือยๆ มีการก่อจลาจลขึ้นหลาย ฉิน สื่อ
หวงต้ี ได้สิ้นพระชนม์ลงในปี พ.ศ.๓๓๓ ลงแล้ว และองค์ชาย หูไฮ่ ขึ้นสืบตำแหน่งกษัตริย์พระนาม เอ้อ ซ่ือ
หวงตี้

เม่อื เออ้ ซื่อ หวงต้ี ปกครองอาณาจักร ฉนิ ได้เพียง ๓ ปี ก็เกดิ การจลาจลคร้ังใหญข่ ้ึนในเมอื งเสียนหยาง
อกี ครง้ั เจ้า เกา นั้นเหิมเกริมในอำนาจหนกั ข้อ ที่สามารถกำจัดฝ่ายตรงข้ามจนหดส้ินแล้ว จึงกล่าวหาวา่ เอ้อ
ซ่ือ หวงตี้ว่าเป็นทรราช และเป็นต้นเหตุให้ประชาชนลุกข้ึนก่อจลาจล บีบกษัตริย์ เอ้อ ซื่อ ให้ปลงพระชนม์
ตนเองเสีย จากนั้นก็หนุนทายาทขององค์ชาย ฝูซู คือ จ่ือ เยิง ขึ้นเป็นฮ่องเต้ส่ือต่อในปี พ.ศ ๓๓๖ โดยข้ึนอยู่ใน
ตำแหน่งได้เพียง ๔๖ วันเท่าน้ัน ก็ถูกดองทัพประชาชนที่ลุกข้ึนก่อการจลาจลลุกลามไปทั่วเมืองโดยมีผู้นำช่ือ
หลัว ปัง นำกำลังบุกเข้าไปในวังหลวงได้สำเร็จ แล้วจึงเข้ากมุ อำนาจทั้งหมด จงึ ถือเป็นการส้ินสดุ ราชวงศ์ ฉิน
ลงในปี พ.ศ. ๓๓๖ นั้นเอง

15

ราชวงศฮ์ ั่นตะวันตก
(ปี พ.ศ. ๓๓๗ ถงึ ปี พ.ศ. ๗๖๓)

ราชวงศ์ฮั่น นับเป็นราชวงศ์หน่ึงที่ปกครองแผ่นดินจีนเป็นเวลายาวนาน และยังนับเป็นยุคสมัยอัน
รุ่งเรืองท่ีสุดของอาณาจักรจีนโบราณอีกด้วย ปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์คือกษัตริย์ “เกาจู่” หรือ “ฮั่น เกาจู่”
พระนามเดิมคอื “หลวิ ปงั ” แห่งตระกลู “หลิว” ท่ีมอี าชพี เป็นชาวนาหลายช่ัวอายุคน แต่ หลวิ ปัง ไมย่ อมเป็น
ชาวนาตามอย่างบิดา เขามักชอบคบค้าสมาคมกับคนทุกชนชั้นจนเป็นบุคคลที่กว้างขวางในสังคมเมือง เพ่ย
ตอ่ มาจึงกลายเปน็ หัวหนา้ ก่อการรัฐประหารยึดอำนาจจากราชวงศ์ ฉิน โดยต้ังกองทพั ประชาชนข้ึน

ราชวงศ์ ฮ่ัน เริ่มต้นเมื่อ หลิว ปัง สามารถบุกเมือง เสียนหยางกระท่ังยึดอำนาจจากราชวงศ์ ฉิน ได้
สำเรจ็ แล้วจึงก่อตง้ั ราชวงศ์ ฮ่ัน ข้ึนในปี พ.ศ. ๓๓๗ การโค่นล้มราชวงศ์ ฉิน ในคร้ังนัน้ จงึ ไมไ่ ดเ้ ป็นผลงานของ
หลิว ปัง แต่ฝ่ายเดียว เมื่อสามารถยึดเสียนหยางได้ก็ใช่ว่าศึกจะยุติลง แต่ก็ยังมีศึกสงครามระหว่าง หลิว ปัง
กับ เซี่ยง หว่ี ต่อไปอีก กระท่ังเม่ือฝ่าย เซี่ยง หวี่ เพลี่ยงพล้ำให้แก่ หลิว ปัง ก็สามารถจะสถาปนาอาณาจักร
ฮั่น และกอ่ ต้ังราชวงศ์ ฮน่ั ไดส้ ำเร็จ จงึ ถือวา่ ปีท่ีสงครามยตุ ลิ งอย่างถาวรนั่นเองคอื ปีเรม่ิ ตน้ ราชวงศ์

เหตกุ ารณ์ปฏิวตั ิอำนาจจากราชวงศ์ ฉิน เรื่มขนึ้ เมื่อ พ.ศ. ๓๓๔ ภายหลังขา่ วการส้ินพระชนม์ของฉิน
สอื่ หวงต้ี ถกู เปิดเผยออกมา กลุม่ ต่างๆพยายามอาศัยช่วงจังหวะน้ีก่อการจลาจลขึ้นผู้นำจลาจลช่วงแรกน้ันก็
คือ “เฉิน เสง้ิ ”กบั “อู๋ กว่าง” นำกำลงั เข้าร่วมกบั ประชาชนทท่ี ุกข์ซ่ึงกำลงั ก่อการจลาจลไปท่ัวเมอื ง อย่างน้อย
ก็ได้ชื่อว่าร่มต่อสู้เพื่ออิสรภาพของประชาชน ดีกว่ากลับไปแล้วถูกประหารอย่างไร้ศักดิ์ศรี จากจุดเริ่มต้นมี
จำนวนทหารเพียง ๙๐๐ นาย ต่อมาก็มีชาวบ้านเข้าร่มด้วยจนหลายพันคน แต่การลุกฮือข้ึนในครั้งนี้กลับ
ล้มเหลว เพราะกองทัพท่ีมีชาวบ้านชาวนาชาวไร่อยูเ่ ป็นจำนวนมากนี้ขาดประสบการณ์ในการรบ ไร้ระเบียบ
ทำในพ่ายแพ้ในท่สี ดุ แตก่ ารนำประชาชนลุกฮือขึน้ ต่อต้านรัฐของท้ังสองนีเ้ องท่เี ป็นจดุ เร่ิมต้นในการปลุกเร้าให้
หลิว ปัง เกิดความคิดจะต่อต้านรัฐบาลด้วยกำลังบ้าง และได้เร่ิมลงมืออย่างเป็นรูปธรรม เมื่อเขาออกปลุก
ประชาชนซึ่งกำลงั เสียขวญั ให้กลบั มาสร้างกองทัพประชาชนข้ึนมาใหม่อีกคร้ัง จนสามารถบุกเขา้ เมืองเสียนห
ยางได้สำเร็จ

หลิว ปัง เริ่มต้นฉากการปฏิวัติด้วยการปลดปล่อยนักโทษจำนวนหนึ่งออกมา ต่อมาจึงได้เข้ายึดครอง
เมือง เพ่ย ซ่งึ เป็นบ้านเกิดของตน แล้วยึดอำนาจจากเจ้าหน้าท่ีตั้งตนเป็นผู้ปกครองเมืองเสยี เอง แต่ดว้ ยกำลัง
ทหารท่ีมีเพียงหยิบมือเดียวเท่าน้ัน ทำให้ หลิว ปัง ไมอ่ าจต่อสู้กับทหาร ฉิน ท่ีมีเป็นจำนวนมหาศาลได้ เขาจึง
หนั ไปหาพันธมติ รกลุ่มอ่ืนมาร่วมทำสงครามด้วยในช่วงเวลาน้ันแควน้ ฉู่ ซึ่งเจ็บแค้นจากการถกู อาณาจักร ฉิน
ตแี ละรวมเข้าอยู่ใต้อำนาจ ดว้ ยต้องการที่จะกู้ชาติกลับคืนมาเช่นกัน หลิว ปัง จึงไปเจรจากับแคว้น ฉู่ ในเวลา
นัน้ ซ่ึงมี หวงั “หม่ี ซิน” เป็นผู้ปกครองอยู่ ชักชวนให้แคว้น ฉู่ เข้าร่วมทำสงครามปฏิวัติด้วยกนั จนสามารถยึด
เมืองไปได้หลายเมอื ง

จนกระทั่งถงึ ปี พ.ศ. ๓๓๖ ซ่ึงเป็นปีที่ เอ้อ ซ่ือ หวงต้ี สิ้นพระชนม์และกำลังมีการผลดั เปล่ียนบัลลังก์
กองทพั ของทงั้ สองกสามารถตกี องทัพ ฉนิ จนแตกไปตลอดทางถงึ เมืองเสยี นหยาง แต่กองทพั ของ หลวิ ปงั เป็น
ฝา่ ยเขา้ ถึงเสยี นหยางได้ก่อน ก็ต้องยอมถอยทัพออกไปแล้วยกเสียนหยางให้กับ เซ่ียง หวี่ ในท่สี ุดเพราะเห็นว่า

16

กองทพั ของ เซีย่ ง หว่ี น้ันมีกำลังมากกว่าจึงหลีกเลี่ยงทจ่ี ะไม่ปะทะกัน แตห่ ลังจากนน้ั หลิว ปงั กลบั สร้างเสริม
กองทัพขึ้นใหม่เพ่ือทำสงครามกับ เซ่ียง หวี่ สงครามดำเนินไประยะเวลาหนึ่ง จนในท่ีสุด หลิวปังก็สามารถ
เอาชนะ เซี่ยง หว่ี ได้ แล้วขับไล่กองทัพของ เซ่ียง หว่ี ออกจากเสียนหยางจนหมดสิ้นใน พ.ศ. ๓๔๑
ประวัตศิ าสตร์จนี เรยี กช่วงทเี่ กดิ เหตุการณน์ ี้วา่ “ฉูฮ่ ่นั จ้านเจิง” หรอื “การชงิ ชยั ระหว่างฉ่กู ับฮัน่ ” เหตกุ ารณท์ ่ี
เกิดข้ึนมาน้ไี ดถ้ ูกนำมาเล่าไวเ้ ปน็ ตำนานสงครามท่เี ข้มข้น

เมือ่ ชนะสงครามเบ็ดเสร็จแลว้ หลวิ ปงั จึงสถาปนาตนเป็นกษตั ริย์องคใ์ หมพ่ ระนาม “เกาจู่” เปน็ ปฐม
กษัตริย์แห่งราชวงศ์เดิม ฮั่น เกาจู่ นั้นเป็นผู้ที่ทรงมีปฏิภาณไหวพริบเฉียบคมอย่างไร้ที่เปรียบ มีจิตวิทยา
ระดับสูงในการเลือกใช้คนดังเช่นในกรณีเมื่อคร้ังท่ีพระองค์ยังเป็นแค่เพียง หลิว ปัง ผู้นำกองทัพชาวบ้าน
ชาวบ้านชาวนาชาวไร่อยู่นั้นพระองค์ได้ตัว “หาน ซ่ิน” ขุนศึกคนสำคัญในช่วงสงครามระหว่าง ฉู่ กับฮ่ัน
มารว่ มทัพดว้ ย ซึง่ หาน ซิ่น น้ันแต่เดิมเคยอยู่ในกองทัพของ เซี่ยง หว่ี มาก่อน แต่เนอื่ งจากตระกูลของเขาต่ำ
ต้อย จึงไม่ได้รับการเหลียวแลจากเซ่ียง หวี่ เท่าใดนัก แต่ หลิว ปัง น้ันเคยเห็นการรบของ หาน ซ่ิน มาก่อน
เมื่อทราบวา่ ไม่เป็นทโ่ี ปรดปรานของ เซยี่ ง หวี่ นกั จึงไปทาบทาม หาน ซิ่น มาเขา้ เปน็ ฝา่ ยเดียวกันในวันที่รับตัว
หาน ซิ่น มาอยกู่ ับกองทัพของ หลิว ปัง น้ัน หลิว ปัง ไดใ้ ห้จัดพิธีคารวะ หาน ซนิ่ ดจุ แม่ทัพใหญอ่ ย่างเอิกเกริก
ซึ่งนับแต่นนั้ มา หาน ซ่ิน ก็ได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่ จนรบชนะ เซย่ี ง หวี่ เจ้านายเก่าครั้งแล้วคร้ังเล่า
และเป็นตัวแปรที่สำคัญชอง หลวิ ปงั ทที่ ำใหส้ ามารถเอาชนะ เซย่ี ง หวี่ ได้ในท่ีสุด

ในยุคของราชวงศ์ ฮ่ัน นี้ ได้มีการย้ายเมืองหลวงไปอยู่ที่เมอื ง ฉาง อาน ซ่ึงในปัจจุบันน้ีคือ ซีอาน ไม่
เพียงเพราะเสียนหยางถูกเผาจนวอดเท่าน้ันแต่เพราะกษัตริย์ ฮ่ัน เกาจู่ ต้องการสร้างยุคสมัยใหม่ข้ึนอย่าง
แท้จริง ในสมัยน้ีถือวา่ แผน่ ดินจนี รุ่งเรอื งข้นึ เปน็ อย่างมาก ท้ังด้านการขยับขยายดินแดนออกไปจนกวา้ งขว้าง
ข้นึ และด้านการตดิ ต่อกับดนิ แดนอื่นท่ีอย่ไู กลออกไปจนถึงอาณาจักรโรมัน เป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์จีน
อีกด้วยนอกจากนี้ยังเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรมซ่ึงเผยแพร่ออกไปยังดินแดนอื่นๆ เช่น เวียดนาม เกาหลี
มองโกเลียไปจนกระทั่งถึงเอเชียกลาง ยุคน้ียังเป็นยุคแรกที่เร่ิมมี “เส้นทางสายไหม” (Silk Road) ปรากฏให้
เห็นด้วยเช่นกัน นอกจากน้ียังมีส่ิงประดิษฐ์อีกหลายชนิดอันถือเป็นเทคโนโลยีท่ีล้ำหน้าชาวตะวันตกในยุค
เดยี วกันนี้เกิดขึน้ มากมายหลายอย่าง โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งเครอื่ งมือในการตรวจสอบการเกิดแผ่นดินไหวก็เรม่ิ มี
ขึน้ ในยุคราชวงศ์ ฮั่น นี้ดว้ ยเช่นกัน และยงั การคิดค้นเครอ่ื งกระเบื้องเคลือบช้นั ดี รวมไปถงึ การคดิ ค้นกระดาษ
ก็เกิดขึ้นในยุคสมัยน้ีเช่นกัน นอกจากน้ียังมีการรื้อฟื้นระบบการศึกษาหลักคำสอนของ ขง จ่ือ ให้กลับข้ึนมา
ใหม่ และมีการชำระตำราของ ขง จ่ือ ท่ีถูกเผาทำลายในสมัยของ ฉิน สื่อ หวงต้ี กลับคืนมาใหม่อีกด้วย กล่าว
ได้ว่ายุคสมัยราชวงศ์ ฮั่น น้ีเป็น ยุคเร่ิมต้นของการฟ้ืนฟูอันนำไปสู่ความรุ่งเรืองในทุกๆด้านอย่างแท้จริง จึง
นับเป็นยุคทองที่สร้างความภาคภูมิใจอย่างมากให้แก่ชาวจีน สิ่งนี้เองท่ีทำให้ชาวจีนเรียกตนเองว่าชาว ฮั่น
อยา่ งตดิ ปากมาตัง้ แตน่ ้นั

ในยุคสมัยราชวงศ์ ฮั่น นแ้ี ม้จะมชี ่วงอายุการปกครองแผ่นดินจีนอย่างยาวนาน แต่กม็ ีการแบ่งยคุ สมัย
ออกเป็น ๒ ยุค คอื ราชวงศ์ ฮนั่ ยคุ แรก เรียกว่า “ซี ฮัน่ ” หมายถึง “ฮั่น ตะวันตก” นับตั้งแตส่ มัยกษัตริย์ ฮ่ัน
เกาจู่ เปน็ ตน้ มา จากปี พ.ศ.๓๓๗ จนถึงปี พ.ศ. ๕๕๒

17

ทเี่ รียกว่า ฮ่ัน ตะวันตกนั้นเนื่องจากเขตแดนส่วนใหญ่รวมไปถึงเมืองหลวง คือ เมืองฉางอานน้ันล้วน
ต้ังอยู่ทางทิศตะวันตก ส่วนราชวงศ์ ฮ่ัน ในยุคหลังเรียกว่า “ตง ฮ่ัน” หมายถึง “ฮ่ัน ตะวันออก” เร่ิมจากปี
พ.ศ. ๕๖๘ ถึง พ.ศ. ๗๖๓ ในยุคสมัยนี้มีการยา้ ยเมอื งหลวงจากเมืองฉางอาน จึงเรียกว่าฮ่ันตะวันออก สำหรับ
สาเหตุท่มี ีการแบ่งราชวงศ์ ฮนั่ ออกเปน็ 2 ยุค ก็เน่อื งจากเกดิ การยดึ อำนาจข้ึน และมีการก่อต้ังราชวงศ์ใหม่ข้ึน
ชว่ งระหว่าง ปี พ.ศ. ๕๖๖ คือ ราชวงศ์ซิน แต่เวลาตอ่ มาเช้ือสายของราชวงศ์ฮั่น ก็สามารถยึดอำนาจกลับคืน
มาไดส้ ำเรจ็ แล้วจงึ สถาปนาราชวงศ์ฮัน่ กลับคนื มาใหม่

สำหรับกษัตริย์ฮั่น องค์ที่นำความรุ่งเรืองมาสู่แผ่นดินจีนมากท่ีสุดนั้นคือกษัตริย์ อู๋ต้ี ซ่ึงเป็นกษัตริย์
ลำดับที่ ๗ ของราชวงศ์ ปกครองในช่วงระหว่างปี พ.ศ. ๔๐๒ ถึงปี พ.ศ. ๔๕๖ กษัตริย์อู๋ต้ี นั่งบัลลงั ก์เมื่อพระ
ชนม์เพียง ๑๖ พรรษา ได้ชอ่ื วา่ เป็นกษัตริยท์ ่ีย่งิ ใหญ่ที่สุดของจนี พระองค์หนึ่ง ภายใต้การปกครองของกษัตริย์
ราชวงศ์ฮ่ัน พระองค์น้ี มีความเข้มแข็งท้ังทางด้านการเมือง การทหาร และด้านเศรษฐกิจอย่างมาก เขตแดน
จนี ในสมัยของพระองค์นี้ทางทิศตะวันตกขยายไกลไปจนถึงบริเวณประเทศ คีร์กิซสถาน และ คาซัคสถานใน
ปัจจุบนั ส่วนทางทิศตะวันออกนั้นไกลไปจนถึงประเทศเกาหลี ส่วนทางทิศใต้จรดประเทศเวียดนาม “เส้นทาง
สายไหม” หรือ เส้นทางการค้าท่ีเช่ือมระหว่างโลกตะวันออกกับโลกตะวันตกก็เร่ิมต้นมีขึ้นในยุคสมัยของ
พระองค์น้เี อง

ไดพ้ บเสน้ ทางจากจนี ไปสแู่ ผ่นดนิ อินเดียซึ่งเปน็ แผ่นดินที่มอี ารยธรรมยิ่งใหญ่แห่งอาเซยี ใต้ คขู่ นานกับ
จนี ในช่วงเวลาเดยี วกันนี้ เปน็ เสน้ ทางทุรกนั ดารเพราะมีภูเขาสงู คือเทือกเขาหมิ าลยั กั้นขวางอยู่ การพบเส้นทาง
เช่ือมระหว่างจีนไปอินเดียครง้ั นั้นจึงถือเป้นคร้ังแรกในประวัติศาสตร์จีนท่ีมีการติดต่อแลกเปล่ียนการค้าและ
วฒั นธรรมกนั ระหวา่ งสองประเทศนนี้ บั แตน่ ้ันมาซงึ่ พระพทุ ธศาสนานนั้ ก็ยงั ได้รบั การนำไปเผยแผ่ในประเทศจนี
เป็นคร้งั แรก และยุคสมัยของกษตั ริย์ อูต๋ ี้ อีกเชน่ กันท่ีไดม้ ีการจัดทำบันทกึ ประวตั ิศาสตร์จีนที่เรียกว่า “ส่ือจี้”
ชิ้นสำคัญข้ึนโดย “ซือหม่า เฉียน” ชอื่ ว่า “ไท้สื่อกง ซู”หรือ “บันทึกของนักประวัติศาสตร์ผู้ย่ิงใหญ่” ผู้ได้รับ
การยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งวิชาประวัติศาสตร์จีนโดยถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์จีนท่ีมีการบันทึก
เหตุการณ์ นอกจากน้ีในด้านการศึกษาสมัยกษัตริย์ อู๋ตี้ ยังได้ชื่อว่าเป็นยุคท่ีเริม่ มีพัฒนาการในด้านการศึกษา
อย่างแท้จริงอีกด้วย พระองค์ยังเป็นผู้ริเร่ิมให้มีการนำเอาหลักการของ “ขงจ้ือ” มาใช้ในการเรียนการสอน
อย่างเป็นทางการ

อยา่ งไรก็ดีในสมยั ของกษัตริย์ อู๋ตี้ น้มี ีความผิดพลาดอยู่หนึง่ ซง่ึ จะสง่ ผลเสียตอ่ ไปภายภาคหน้า คือการ
ปลอ่ ยให้เหล่าเศรษฐีหรือพ่อคา้ ต่างๆสามารถถอื ครองที่ดินกันไดโ้ ดยอิสระจากนโยบายปฏิรูปทดี่ นิ ทำให้คนมั่ง
มีเงินทองต่างสะสมที่ดินเพ่ือกอบโกยผลประโยชน์ใส่ตัวกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน กษัตริย์ อู่ตี้ พระองค์ดำเนิน
นโยบายเพื่อจะพัฒนาประเทศไปสู่ความเจริญ จึงต้องเก็บภาษีจากประชาชน ด้วยเหตุน้ีชาวนาชาวไร่ต้อง
สญู เสียที่ดนิ ทำกินของตนอีกครัง้ หน่งึ เน่อื งจากต้องขายทดี่ ินเพอื่ จ่ายภาษี เนื่องจากผืนดินสว่ นใหญแ่ ทนที่จะอยู่
ในความครอบครองของประชาชน จึงทำให้สิทธิ์ถือครองที่ดินกลับไปอยู่ในมือของขุนนางและคนร่ำรวยเพียง
ไม่กี่ตระกูล ดังน้ันจึงเกิดการแข่งขันกันสะสมส่ิงเหล่าน้ีระหว่างตระกูลใหญ่ๆ เพ่ือต้องการจะสร้างเสริม
อิทธพิ ลของตนให้เหนอื กวา่ นานวันเขา้ จึงทำให้เกิดการกอ่ จลาจลข้ึนอีกจนได้

18

กลุ่มอำนาจท่ีถอู ว่ามีอิทธิพลมากทส่ี ุดในช่วงเวลานั้นคือตระกูล “หวงั ” ที่ค่อยๆสง่ั สมอำนาจจนเริ่มมี
บารมีอยา่ งเต็มที่ และต่อมาก็ยึดอำนาจจากราชวงศ์ ฮั่น ในสมัยกษัตรยิ ์ “หรู จ่ือ” โดยตัง้ ราชวงศใ์ หม่ข้ึนมาช่ือ
ว่า “ราชวงศ์ ซิน” หลังจากราชวงศ์ฮ่นั ปกครองมานาน ๒๐๐ ปี ราชวงศ์ ฮั่น ยคุ แรกนี้จึงต้องลม่ สลายลงในปี
นนั้ หวัง หมังกระทำเช่นน้ีเพอ่ื สร้างบารมีและปทุ างไปสู่ความฝันอนั สงู สุดของเขา นัน้ คือการได้รับเป็นกษัตรยิ ์
หวัง หมัง จงึ วางแผนกำจัดคนเหลา่ นั้นลงจนหมดส้ิน แมแ้ ตม่ ารดาของกษัตริย์ ผิงต้ี เองเพื่อรักษาอำนาจไว้ได้
โดยสมบรณู ์ และในที่สุดเม่ือ หวัง หมังเกิดความระแวงในตัวกษัตรยิ ์ว่ากำลังคิดกำจัดเขา จึงชิงลงมือเสียก่อน
ในงานเลี้ยงที่จัดข้ึนภายในพระราชวังหวัง หมัง ได้ลอบวางยาพิษใหกษัตริย์ ผิงต้ี ดื่มกระท่ังส้ินพระชนม์ ในปี
พ.ศ. ๕๔๙ จากนนั้ “หลิวเยิง”ซึ่งมพี ระชนมม์ ายุเพยี งพรรษาเศษเทา่ นนั้ โดย หวงั หมงั สถาปนาตนเองขน้ึ เป็น
ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์กระทั่งปี พ.ศ.๕๕๒ หวัง หมัง จึงปลดกษัตริย์น้อยออกแล้วสถาปนาสถานะ
“ผรู้ ับอาณัติแห่งสวรรค์” การต้ังตนเป็นกษัตริย์ของ หวัง หมัง จึงเท่ากับเป็นการสิ้นสุดราชวงศ์ ฮัน่ ตะวันตก
ลงในปี พ.ศ. ๕๕๒

ราชวงศ์ ฮั่น ตะวันตก กับฮั่น ตะวันออกที่เชือ้ สายราชวงศ์ สามารถยึดอำนาจกลับคนื จาก หวัง หมัง
ได้อีกคร้ัง เขาได้ปฏิรูปแบ่งเขตการปกครอง และแต่งตั้งเจ้าเมืองตามแบบเดิม นำเอาข้าทาสในสมัยโบราณ
กลับมาใช้ใหม่ และยังมีการปฏิรูปที่ดินใหม่ เพื่อป้องกันการสร้างอิทธิพลขึ้น นำท่ีดินเหล่านั้นมาจัดสรรให้แก่
ราษฎรเสยี ใหม่ แนวทางการปฏิรปู เหลา่ น้ีเปน็ ท่ีชื่นชอบของประชาชน แต่กลบั ไมเ่ ปน็ เช่นนั้น สร้างความสบั สน
วุน่ วายขึ้น เกดิ ระบบการทำงานแบบเช้าชามเย็นชามและทำงานเพ่ือเอาใจเจ้านายเพื่อหวงั ลาภยศ สิ่งเหล่าน้ี
ทำใหร้ าชวงศ์ ซิน เกดิ ความระส่ำระสายขึน้ อย่างรวดเรว็ จนเกนิ การแก้ไข

ยคุ สมัยราชวงศ์ ซิน นีย้ ังเป็นยุคท่ีนองเลือดทส่ี ุดในประวัติศาสตรจ์ ีนอีกด้วย เน่อื งจาก หวัง หมัง เป็น
คนที่มีจิตใจคับแคบและโหดร้าย ปกครองแผ่นดินอย่างขาดทิศพิธราชธรรม กระทั่งในปี พ.ศ.๕๖๐ จึงได้เกิด
การลุกฮือขึ้นล้มล้างราชวงศ์ ซิน พร้อมๆกันจากคนหลายกลุ่มโดยเร่ิมต้นเกิดการก่อจลาจลโดยกลุ่มชาวไร่
ชาวนาตามเมืองต่างๆที่ทนสภาพความอดอยากยากแคน้ ไมไ่ หว จึงลกุ ขึ้นขับไล่ผูป้ กครองเมอื งตา่ งๆ เหตกุ ารณ์
ได้ลุกลามจนในไม่ช้าก็กระจายไปทั่วทั้งแผ่นดิน โดยมีกลุ่มใหญ่ๆที่กระจายตัวกันเคลื่อนไหวตามที่ต่างๆอยู่
๗ กล่มุ ดังน้ี

๑. กลุ่ม กวั เถียน อี๋ อยู่ในแถบ ซูโจว และ เจยี งสู
๒. กลมุ่ จงั ป้า อยู่ในแถบ เจยี งสู และ เหอเปย่
๓. กล่มุ หยาง มู่ อยู่ในแถบ เสียวกาน และเหอเปย่
๔. กลุ่ม เตียว จอ่ื ตวิ อยูใ่ นแถบ ชานตง และ เจียงสู
๕. กล่มุ หุบเขา ลูห่ ลิน อยูใ่ นแถบ เหอเป่ย
๖. กลมุ่ แม่เฒา่ ลว่ี
๗. กลมุ่ ค้ิวแดง หรือ ชอื่ เหมย
กลุ่มต่างๆเหล่านีต้ ่างฝ่ายตา่ งเคลอื่ นไหวกันอย่างอิสระในเฉพาะกลมุ่ ของตน โดยสว่ นใหญ่ล้วนเร่ิมต้น
จากความไม่พอใจเจ้าหน้าท่ีบ้านเมืองชอบข่มเหงรังแกประชาชนทั้งสิ้น กลุ่มท่ีมีเป้าหมายทางการเมืองอย่าง

19

ชดั เจนก็คือกลุ่ม ลู่หลิน ซาน ท่ีต่อมาประกาศตัวเป็นกองกำลงั ปฏิวัติอยา่ งเป็นทางการโดยตง้ั คำขวัญของกลุ่ม
ไวว้ ่า “โคน่ หวงั หมงั กอบกู้ ฮ่ัน”

การสู้รบครั้งสำคัญที่ทำให้ฝา่ ยกองทัพ ฮั่น ได้รบั ชัยชนะเหนือกองทัพ หวัง หมัง อย่างถาวรก็คือการ
รบที่สมรภมู ิ คนุ หยาง ความพ่ายแพ้ของกองทัพซิน ครัง้ นั้นเปน็ ความพ่ายแพ้อย่างยับเยินท่ีสดุ จากกำลังทหาร
๔ แสนกว่านาย สดุ ท้ายก็เหลือเพยี งไม่กพี่ ันนายเท่าน้ัน

กติ ติศัพท์ของกองทัพ ฮ่ัน ที่สมรภูมคิ ุนอย่างคร้ังน้ัน จึงเป็นจดุ เร่ิมต้นแห่งความวิบัติของราชวงศ์และ
ถือเป็นการส้ินสุดยุคสมัยราชวงศ์ซิน ลงในปี พ.ศ.๕๖๖ นับเป็นเวลา ๑๔ ปีที่บ้านเมืองตกอยู่ในการปกครอง
ของหวัง หมงั หรือราชวงศ์ซิน

ราชวงศฮ์ ั่นตะวนั ออก
(ปี พ.ศ. ๕๖๘ ถงึ ปี ๗๖๓)

ในปี พ.ศ.๕๖๘ เม่ือกษัตริย์ กวง อู๋ ปราบปรามกองทัพอ่ืนๆลงจนสำเรจ็ และได้เห็นความเหลวแหลก
ของเมืองแงอานที่กษัตริย์องค์ก่อนๆได้ทง้ิ เอาไว้ จึงคดิ ทจ่ี ะตัง้ เมืองหลวงแห่งใหม่ข้ึน จึงเลือกเมือง ลั่วหยาง ท่ี
พระองคค์ ุ้นเคยตงั้ ข้นึ เป็นราชธานแี หง่ ใหม่ แลว้ จึงกระทำพิธีราชาภิเษกขน้ึ เป็นกษตั รยิ ์พระองคใ์ หมข่ องแผ่นดิน
จีนโดยสมบรูณ์ โดยสถาปนาราชวงศ์ ฮ่ัน กลับข้ึนมาใหม่อีกครั้ง และเนื่องจากการที่เมืองล่ัวหยางอยู่ทางทิศ
ตะวันออกของเมืองฉางอานเมืองหลวงเดิม จึงเรียกราชวงศ์ใหม่ว่า “ราชวงศ์ ฮั่น ตะวันออก” กษัตริย์ก็ออก
รวบรวมแวน่ แคว้นตา่ งๆท่ีเคยแตกกระจัดกระจายไปในช่วงทบ่ี า้ นเมืองเกดิ สงครามและความระส่ำระสายอยา่ ง
ต่อเน่ืองเป็นเวลานานให้กลับกลายเป็นอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ตามเดิม โดยใช้ท้ังวิธีการทูตและสงครามจน
สามารถสยบกลุ่มท่ีแตกแยกออกไปสร้างอิทธิพลอยู่ตามภูมิภาคต่างๆให้หันมาร่วมกันพัฒนาประเทศ และให้
แคว้นต่างๆท่เี คยแยกตัวออกไป กลับเข้ามาอยู่ภายใต้อาณาจกั รราชวงศ์ ฮั่น อีกครั้ง ซง่ึ กวา่ ที่ภารกิจเหล่านีจ้ ะ
สำเรจ็ ลงไดก้ ็ลว่ งเข้าในปี พ.ศ.๕๘๕

ยุคสมัยของราชวงศ์ ฮ่ัน ตะวันออกน้ีมีอายุนาน ๑๙๕ ปี นับต้ังแต่ปี พ.ศ.๕๖๘ ปีที่กษัตริย์ กวง อู๋
ได้รับการสถาปนาข้ึนเป็นกษัตริย์ จนถึงปี พ.ศ. ๗๖๓ ท่ีถือเป็นสิ้นสุดราชวงศ์ ฮ่ัน ลงในท่ีสุด ในสมัยราชวงศ์
ฮ่ัน ตะวันออกยังถือเป็นจุดเร่ิมต้นของวิทยาการซ่ึงเป็นคุณปูการต่อการสื่อสารและการศึกษาของโลกครั้ง
ยิ่งใหญ่ น่ันคือกันคิดค้นวิธีการทำกระดาษจากเย่ือไม้สำเร็จเป็นคร้ังแรกของโลก โดยนักดิษฐ์ชื่อ “ไช่ หลุน”
การค้นพบคร้ังน้ันได้เปิดยุคแห่งการศึกษาให้แพร่หลายย่ิงข้ึนตั้งแต่ในยุคน้ันเพราะนับตั้งแต่มีการคิดค้น
กระดาษขนั้ มาได้ กม็ ีการบนั ทึกและขดี เขียนเรื่องราวต่างๆลงบนกระดาษกันมากข้ึน มกี ารส่อื สารดว้ ยจดหมาย
โดยใช้กระดาษกันอยา่ งแพร่หลาย แต่ท่สี ำคญั คอื การบันทึกเรื่องราวต่างๆ เหตกุ ารณต์ ่างๆท่ีเกดิ ขึ้น รวมถงึ การ
แต่งตำราท่ีมีขึ้นอย่างมากมาย สิ่งเหล่าน้ียังทำให้เกิดมีนักคิดนักเขยี น นักปราชญ์ และกวีต่างๆข้ึนมากมายใน
ยคุ สมัยน้ีอีกดว้ ยความรงุ่ เรืองในยุคสมัยราชวงศ์ ฮ่ัน ตะวนั ออกน้ีเกิดขึ้นในช่วงรัชสมัยของฮ่องเต้ ๓ พระองค์
แรกเท่านั้นคือกษัตริย์ กวง อู๋ ท่ีครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ.๕๖๘ กษัตริย์ “หมิงติ้”ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ.

20

๖๐๐ ถึง พ.ศ.๖๑๘ และ กษัตริย์ “จังต้ี” ครองราชย์ระหว่างปี พ.ศ.๖๑๘ ถึง พ.ศ.๖๓๑ แต่เม่ือเข้าช่วงกลาง
ราชวงศ์แล้วความเจริญก็เริ่มดิ่งลงอีกคร้ัง จนในที่สุดจึงเกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอยข้ึนอีกจนได้ เช่นเดียวกับที่
เกดิ ข้ึนเม่ือปลายยุคสมัยราชวงศ์ ฮั่น ตะวันตก และทำให้เกิดการสะสมอำนาจในหม่คู นเหล่าน้ีข้ึนอีกคร้ัง และ
สง่ิ ท่ตี ิดตามมาอย่างไม่มีทางเลี่ยงกค็ ือกานกินสนิ บนของข้าราชการ ในสมยั หลังๆของราชวงศ์ ฮน่ั ตะวันตกน้มี ี
กลมุ่ อิทธพิ ลเกิดข้ึนขน้ึ ๓ กลุ่ม ซึ่งมอี ำนาจมากจนถึงกบั ควบคุมกลไกตา่ งๆ ของระบบการเมืองการปกครองได้
อย่างเบ็ดเสร็จ ก็ สังคมในยุคสมัยนี้จึงเกิดความเสอื่ มทรุมลงไปอกี คร้ัง ราษฎรตา่ งก็กลับมายากจนข้นแค้น เกิด
ความกดดนั ละชงิ ชงั ระบบราชการขนึ้ มาอกี

ในที่สุดเม่ือประชาชนถูกกดดันมากๆจนหมดความอดทน จึงมีการตั้งกลุ่มต้ังสมาคมขึ้นเพื่อต่อต้าน
ทางการ กลุ่มท่อี อกมาเคลอื่ นไหวต่อต้านเจา้ หน้าท่ีบา้ นซ่ึงมีบทบาทมากท่ีสุดในยุดสมยั ราชวงศ์ ฮน่ั ตอนปลาย
นี้กค็ ือกลมุ่ “ผา้ โพกหัวสีเหลอื ง” สมาชิกของขบวนการนีท้ ุกคนจะมสี ัญลกั ษณอ์ ยา่ งหน่ึงเป็นจดุ สนใจ ก็คือการ
ใชแ้ ถบผา้ สีเหลอื งโพกศรษี ะ กล่าวกนั วา่ สมาชิกขบวนการนม้ี ีเปน็ จำนวนมากถึงเกือบ ๔ แสนคนเลยทเี ดยี ว

กระทั่งในปี พ.ศ.๗๓๕ “เฉา เชา” ผู้มีตำแหน่งเป็นนายกอง จึงได้ถือโอกาสสรา้ งผลงาน เมื่อสามารถ
ปราบปรามกองกำลังโพกผ้าเหลืองกลุ่มใหญ่จนแตกลงที่หยางโจว การพ่ายแพ้ครั้งนั้นทำให้กองกำลังโพกผ้า
ออ่ นแรงลงไปมากจนในทส่ี ุดก็กระจัดกระจายออกเป็นกลุ่มย่อยๆ และไม่สามารถจะกลับมามีความเข้มแขง็ ได้
ให้อีก และจากการปราบปรามกองกำลังโพกผ้าเหลืองคร้ังน้ัน เฉา เชา ผู้นี้ก็คือ “โจโฉ” ตัวละครสำคัญใน
นิยายอิงพงศาวดารจีนอันอมตะเร่ือง “๓ อาณาจักร” หรือ “สามก๊ก” ที่แต่งข้ึนในภายหลังโดยอาศัยช่วง
เหตุการณ์ท่เี กดิ ขนึ้ ตั้งแต่ปลายราชวงศ์ฮนั่ นั่นเอง

ราชวงศ์ซ่ง
(ค.ศ.๙๖๐-๑๒๗๙)

ราชวงศ์ซง่ หรือซ้องเหนือ เมอื งหลวงอยู่ที่ไคฟง (มณฑลเหอหนานในปัจจุบนั )รวบรวมแผน่ ดินจีนเป็น
อันหนึ่งอันเดยี วสำเรจ็ แลว้ ใช้นโยบายแบบ “ลำตน้ แขง็ กิ่งกา้ นออ่ น”ในการบริหารประเทศ ปฏริ ูปการปกครอง
การทหาร การคลัง อันมปี ระโยชน์ในการสร้างเสถียรภาพแกอ่ ำนาจสว่ นกลาง แตส่ ่วนทอ้ งถนิ่ กลับอ่อนแอ เมื่อ
ต้องทำสงคราม ย่อมไม่มีกำลังต่อต้านศัตรูได้ อำนาจการใชก้ ระบวนการยุติธรรมถูกควบคุมโดยส่วนกลางผลงาน
ทางอารยธรรมของราชวงศซ์ ่ง คอื มีความกา้ วหน้าดา้ นการเดินเรือสำเภา รู้จักการใช้เข็มทิศ รู้จักการใช้ลกู คิด
ประดษิ ฐ์แทน่ พมิ พ์หนงั สือ รกั ษาโรคด้วยการฝงั เขม็

ราชวงศ์หยวน
(ค.ศ.๑๒๗๙-๑๓๖๘)

ราชวงศ์หยวน หรือที่เรียกในนามว่าต้าหยวน เป็นมหาอาณาจักรท่ีถูกสถาปนาข้นึ โดยชนชาตมิ องโกล
ท่ีอาศัยอยู่บนที่ราบสูงทางตอนเหนือของประเทศจีน ซึ่งนับเป็นคร้ังแรกในประวัติศาสตร์ท่ีมีชนกลุ่มน้อย
สามารถเข้ายึดครองอำนาจการปกครองทั่วท้ังแผ่นดินจีนได้ ชาวมองโกลท่ีเชี่ยวชาญด้านการสัประยุทธ์ ไม่

21

เพียงแต่ใช้กำลังทหารยึดครองเขตภาคกลางและพ้ืนที่ทางตอนใต้ของแม่น้ำฉางเจียง (แยงซีเกียง) ของจีน
เท่าน้ัน แต่ยังได้แผ่ขยายแสนยานุภาพควบคุมไปจนถึงเขตเอเชียตะวันตก กลางเป็นราชวงศ์ท่ีมีขอบเขตการ
ปกครองท่ีกวา้ งใหญ่ที่สุดนบั ตั้งแต่มีประวัติศาสตร์จีนเป็นต้นมา ผลงานทางอารยธรรมของราชวงศ์หยวน คือ
เป็นราชวงศ์ชาวมองโกลท่ีเข้ามาปกครองจีน ฮ่องเต้องค์แรกคือ กุบไลข่าน หรือ หงวนสีโจ๊วฮ่องเต้
ชาวตะวันตกเขา้ มาติดต่อคา้ ขายมาก เช่น มารโ์ คโปโล พ่อคา้ ชาวเมอื งเวนสี อติ าลี

ราชวงศ์สยุ
(ปี พ.ศ.1124-1161)

ในช่วงปลายยุคสมัยของราชวงศ์เหนือและใต้นั้น เกิดความเปล่ียนแปลงสำคัญอันนำไปสู่การเกิด
ราชวงศ์ใหม่ท่ีสามารถรวบรวมบนแผ่นดินจีนเข้ามาเป็นแผ่นเดียวกันอีกคร้ังหนึ่ง “หยาง เจียน” เสนาบดีผู้มี
อำนาจในเวลาน้ันอย่างแท้จริงได้เข้ายึดอำนาจกษัตริย์ในปี พ.ศ.๑๑๒๔ แล้วสถาปนาตนข้ึนเป็นกษัตริย์องค์
ใหมพ่ ระนามวา่ “เหวิน ต”ี้ และกอ่ ต้งั ราชวงศใ์ หมข่ นึ้ คือ “ราชวงศ์ สุย”

ราชวงศ์ สุย ถือวา่ เป็นราชวงศ์ที่มีอายุสั้น มีกษัตริย์สืบต่อกันเพียง ๓ พระองค์ นับจากปี พ.ศ.๑๑๒๔
ถึง พ.ศ.๑๑๖๒ รวมอายุเพยี ง ๓๘ ปี ถือว่าเป็นชว่ งท่ีแผ่นดินจีนเกิดความเปลย่ี นแปลงมากทีส่ ุดในยุคหนึ่ง ส่ิง
แรกคือการที่ทำให้แผน่ ดนิ จีนกลับมาเป็นอาณาจักรเดียวกันหลังจากแตกแยกมา ๕๐๐ ปี ตอ่ มาคอื การปฎิรูปการ
สมคั รเข้ารับราชการทหารซ่ึงเปน็ เรื่องสำคัญของราชวงศ์น้ี เพราะเปน็ การคดั กรองอยา่ งละเอยี ด ซึ่งจะทำใหไ้ ด้
ผู้มีความรู้ความสามารถเขา้ มาทำงานได้มากขึ้น ส่งผลให้บ้านเมืองได้รบั การพัฒนาในระยะยาว และราชวงศ์ สุย
ยังมีการปฎิรปู การปกครองขนานใหญ่อีกด้วย กษัตริย์ เหวินตี้ พยายามท่ีจะปฏิรูปการปกครองโดยใช้วิธีการ
รวบรวมอำนาจไว้ในมือของกษัตริย์ หรือเผด็จการนั่นเอง ใครคิดจะทำอะไรต้องรับคำสั่งจากพระองค์เท่านั้น
เหล่าเสนาบดีหรือขุนนางต่างๆ จงึ เปน็ แค่ทีป่ รึกษาเทา่ นัน้

นอกจากการปฏิรูประบบการเมืองการปกครองแล้ว กษัตริย์ เหวนิ ต้ี ยงั ได้ทำนุบำรุงศาสนาโดยเฉพาะ
ศาสนาพุทธอย่างจริงจังเป็นคร้งั แรก ทำให้ในสมัยราชวงศ์ สยุ ได้ช่ือว่าเปน็ ยุคสมัยพุทธกาลทีพ่ ุทธศาสนาเฟือ่ ง
ฟูบนแผ่นดินจีน มีการสร้างวัดวาอาราม และพระพุทธรปู ต่างๆมากกวา่ ยุคสมัยใดๆ และยังกำหนดให้ศาสนา
พุทธเป็นศาสนาประจำแผ่นดินจีนครั้งแรกอย่างเป็นทางการอีกด้วย และการที่พระองค์เป็นพุทธมามกะ จึง
ปกครองบ้านเมืองตามหลักของ “องค์สมเดจ็ พระสมั มาสัมพุทธเจ้า” โดยอาศยั หลกั ทศพิธราชธรรม กล่าวกัน
ว่ากษัตริย์ เหวินตี้ ถึงกับปลดพระรัชทายาท “หยาง หย่ง” ที่จะสบื ราชบัลลังก์ต่อ เนื่องจากพระองคก์ ่อเหตุ
พฤติกรรมท่ีไม่เหมาะสม แต่ความพยายามเหล่านี้กลับเป็นบ่อนทำลายพระองค์เอง เน่ืองจากไม่อาจจะทำให้
จิตใจของคนเหล่านั้นกลับมาบริสุทธอ์ิ ย่าพระราชปณิธานของพระองคไ์ ด้ จงึ ได้สบคบคดิ กับรัชทายาทองค์ใหม่คือ
“หยาง กว่าง” โค่นราชบัลลังก์ของพระองค์เองเม่ือปี พ.ศ.๑๑๔๗ โดยส้ินพระชนม์ลงอย่างปริศนา ทำให้ หย่าง
กว่าง ได้ข้ึนเป็นกษัตริย์ “หยางตี้” แตห่ ลังส้ินสดุ กษตั ริย์ เหวนิ ต้ี ลง แผ่นดินจีนก็กลับสูย่ ุคสมัยการปกครองท่ี
แหลกแหลวอีกคร้ัง ขุนนางและเชื้อพระวงศ์ก็อาศัยความอ่อนแอของกษัตริย์ หยางตี้ เป็นโอกาสในการ
กอบโกยสมบัติและสรา้ งอำนาจขน้ึ มาอีกคร้ัง

22

ในสมัยของกษัตริย์ หยางตี้ พระองค์ทรงมัวเมาอยู่กับชีวิตอันฟุ่มเฟือยจนท้องพระคลังเร่ิมแห้งอีกคร้ัง
ประชาชนต้องถูกรดี ภาษีอีกคร้งั สัญลักษณข์ องการฟุ่มเฟอื ยของพระองค์คือการขยายพระราชวังเมอื งล่วั หยาง
จนย่งิ ใหญต่ ระการตา และสรา้ งวังเพื่อแปรพระราชฐานถึง ๔๐ กว่าแหง่ สัง่ ให้กอ่ สร้างเพ่ิงเติมกำแพงเมืองจีน
การก่อสร้างส่ิงตา่ งๆ มากมายในสมัยกษัตริย์ หยางต้ี นอกจากเป็นการเผาผลาญทรพั ย์สินจนทอ้ งพระคลังรอ่ ย
หรอลงไปอย่างมากแล้ว ยังต้องมีการเกณฑ์แรงงานราษฏรนับล้านเพื่อให้ก่อสร้างส่ิงเหล่าน้ีตามพระราช
ประสงค์จนแรงงานเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้พระองคย์ ังมีพระราชประสงค์ที่จะยึดครอง “เกาหลี”
ซึ่งในตอนนั้นตรงกับยุคสมัยของ “โกกุเรียว” จึงมีการก่อสงครามข้ึนถึง ๓ คร้ัง แต่ก็ประสบความล้มเหลว
ผลาญทรพั ยส์ ินและทหารลงไปอย่างเปลา่ ประโยชน์ นอกจากไม่ไดอ้ ะไรกลบั มายงั นำหายนะทางเศรษฐกิจและ
สงั คมครง้ั ใหญ่กลบั มาแทน

การไม่ประสบความสำเร็จในหลายๆด้ารแม้จะได้ช่ือว่าเป็นผู้ท่ีทำให้เกิดความเปล่ียนแป ลงในด้านดี
หลายอย่างของกษัตริย์ หยาง ตี้ นี้ ทำให้ช่วงปลายรัชกาลได้ก่อเกิดกบฏข้ึนหลายครั้ง จนในท่ีสุดกษัตริย์
หยางตี้ ก็ถกู ขุนนางบางกลุ่มโค่นบัลลังก์ของพระองค์ลงในปี พ.ศ.๑๑๖๐ คนกลุ่มนน้ี ำโดย “หย่ีเหวิน ฮัวจ”ี๋ ซ่ึง
เป็นฝ่ายท่ีคุมกำลังทหาร เข้ายึดอำนาจและปลงพระชนม์กษัตริย์ หยางตี้ ลง แล้วผลักดันให้พระนัดดาของ
กษัตริย์องค์ก่อน “หยาง เฮา” ขึ้นสืบราชบัลลังก์จ่อ แต่ในระหว่างกระทำอยู่ก็ยังไม่เสร็จส้ินดี ก็มีขุนนางอีก
กลุ่มหน่งึ ชิงต้ังกษตั รยิ ์ “กงต้ี” ซึง่ เป็นพระนัดดาของกษัตรยิ ์องคก์ ่อนเช่นกัน ข้ึนสืบราชบลั ลังกต์ ัดหน้าไปก่อน
แต่นับจากกษัตริย์ กงตี้ แล้ว ก็ถือว่าแผ่นดินราชวงศ์ สุย นี้ไม่มีเสถียรภาพต่อไป เพราะอำนาจท่ีแท้จริงอยู่ใน
มอื ของ หล่ี หยวน ไปจนกระทงั่ ส้นิ สดุ ราชวงศ์ลงนัน่ เอง

ราชวงศ์ถงั
(ปี พ.ศ.๑๑๖๑-๑๔๕๐)

ในสมยั ของกษัตรยิ ์ หยางตี้ นน้ั หล่ี หยวน เป็นเจ้าปกครองเขตแดนอยู่บริเวณชายแดนตะวนั ตก จึงมี
โอกาสเปดิ สัมพันธไมตรกี ับชนเผ่า เตอร์ก ที่เป็นชนเผา่ เรร่ ่อน ชนเผ่านี้เรียกว่าเผา่ “กก เตอร์” ซึ่งเป็นชื่อเรียก
ของพวกเตอร์กท่ีอาศัยบนแผ่นดินจีน และด้วยการสมั พันธไมตรีนจ้ี ึงรอดพ้นจากการรุกรานของพวกเตอร์กที่
มักจะโจมตีตามแนวชายแดนอยู่เป็นประจำ และจากการที่สามารถแก้ปัญหาเตอร์กจนลุล่วงได้ จึงทำให้ หลี่
หยวน กลายเป็นขุนนางซึ่งทรงอิทธิพลอย่างมากในเวลาน้ัน แมแ้ ต่กษัตริย์ หยางต้ี กแ็ กล้งทำเป็นไม่สนพระทัย
จนเม่ือเกิดการรฐั ประหารที่ล่ัวหยางขึ้น จึงเป็นโอกาสให้ หลี่หยวน นำกองทัพเข้ามาตั้งรออยู่ท่ีเมืองฉางอาน
แล้วได้โอกาสบุกเมื่อได้ทราบข่าวว่ากษัตรยิ ์ หยางตี้ ถูกลอบปลงพระชนม์ ต่อจากนั้น หลี่หยวน ก็ต้ังเชื้อพระ
วงศผ์ หู้ นง่ึ มาเปน็ กษัตริยส์ ืบตอ่ คือกษัตรยิ ์ กง ต้ี ในปี พ.ศ.๑๑๖๐

ในระหว่างน้ัน หลห่ี ยวน ก็ออกปราบปรามฝ่ายตรงข้ามจนราบคาบ เม่ือการปราบปราบฝ่ายตรงข้าม
จนหมดสิ้น หลี่หยวน ก็บีบให้กษัตริย์แตง่ ตั้งเขาขึ้นเป็น หวัง แห่งแคว้น “ถงั ” ซ่ึงมีอาณาเขตกว้างถึง ๑ ใน ๓
ของอาณาจักรท้ังหมด ถือเปน็ อาณาจักรค่ขู นานกับอาณาจักร สุย หลี่ หยวน ตดั สินใจบีบกษัตริย์ กง ต้ี ใหส้ ละ
บัลลังก์หลังจากที่ดำรงตำแหน่งเพียง ๖ เดือน แล้วตั้งตนขึ้นเป็นกษัตริย์เสียเอง พระนามว่ากษัตริย์ “เกาจู่”

23

โดยได้สถาปนาราชวงศใ์ หม่ข้ึน ชื่อวา่ “ราชวงศ์ ถงั ” ในปี พ.ศ.๑๑๖๑ จากน้ันเดินหนา้ เขา้ ปราบปรามกลุ่มขุน
นางฝ่ายตรงข้ามและกลุ่มของ หลี่ ม่ี กบั กลมุ่ อ่นื ๆที่แขง็ ข้อและมีแนวโน้มว่าจะก่อจลาจล ซง่ึ กลุ่มอทิ ธพิ ลหลกั ๆ
ในเวลานน้ั มอี ยู่ ๕ กลุม่ ดว้ ยกนั คือ

๑. หล่ี ก้ยุ (Li Gui)
๒. โต่ว เจยี้ นเตอ๋ (Dua Jiande)
๓.หลิว อูโ๋ จว (Liu Wuzhou)
๔. เซว่ จู่ (Xue Ju)
๕. หวงั ซอ่ื ชง (Wang Shichong)
การปราบปราบมกลมุ่ อิทธิพลเหลา่ นี้ใช้เวลานานถึง ๑๐ ปี โดยไปเสร็จสิ้นลงในปี พ.ศ.๑๑๗๑ แม่ทัพคนสำคญั
ในการปราบปรามครง้ั น้เี ป็นโอรสรองของกษตั รยิ ์ เกาจู่ คือ “หล่ี ซอื่ หมิน” เกาจู่ ในชว่ งมีการวางรากฐาน
ใหก้ ับราชวงศม์ คี วามเขม้ แข็ง ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกจิ ทตี่ อ้ งเร่งแก้ไขหลงั จากทีก่ ษตั รยิ ์ราชวงศก์ อ่ นใชจ้ า่ ย
ฟมุ่ เฟือย แตก่ ารจะข้นึ ภาษีกับประชาชนจะย่งิ ยากลำบากขึ้นไปอีก จงึ หนั ไปเปน็ การสร้างรายไดท้ างการคา้ เปน็
หลกั เช่น เปดิ เสน้ ทางการค้า ลดการใชจ้ ่ายทฟ่ี ุ่มเฟือย เมือ่ เงนิ ในทอ้ งพระคลงั เพม่ิ ข้ึน ก็ไม่จำเป็นต้องขูดรีด
ภาษีจากประชาชนอกี และยงั สามารถลดภาษีใหก้ ับประชาชนอีกด้วย สำหรับหารปกครองน้นั กษตั ริย์เกาจู่
พยายามใช้หลกั ปกครองดว้ ยเมตตาธรรมอย่างท่ีกษตั ริย์เหวนิ ตี้ แหง่ ราชวงศ์ สุย เคยพยายามกระทำเพอ่ื
สถาปนาความมนั่ คงด้านการปกครองใหก้ บั แผน่ ดิน แมว้ ่าจะทำไมไ่ ด้ตลอดรอดฝ่ังกต็ าม
ในสมัยของกษัตริย์ เกาจู่ ก็เกิดการแย่งชิงราชบัลลังก์ด้วยเช่นกัน เกิดจากกฎการสืบราชบัลลังก์ที่
ยดึ ถือกันมายาวนานน้ันมอบตำแหน่งองคร์ ัชทายาทหรือผทู้ ่ีจะสืบราชบลั ลังก์ต่อต้องเป็นสิทธิ์ของโอรสองค์โต
คอื “หลี่ เจ้ยี นเฉงิ ” โดย หล่ี ซือหมิน นนั้ ได้รับตำแหนง่ อปุ ราชที่จะมาดำรงตำแหน่งกษตั ริยก์ ็ตอ่ เมือ่ โอรสองค์
โตไม่สามารถดำรงตำแหน่งหรือไม่มีทายาทสืบต่อเทา่ น้ัน แต่เน่ืองด้วยการท่ี หล่ี ซอื หมิน นั้นได้สร้างผลงานไว้
อย่างมากมาย และเชี่ยวชาญท้ังด้านการเมืองและทหาร และท่ีสำคัญ หลี่ ซือหมิน เป็นคนกว้างขวาง คบหา
ผคู้ นจนมีพวกพ้องไปทัว่ ทำให้ฝ่ายรชั ทายาท หล่ี เจย้ี นเฉงิ คิดหวาดระแวง หล่ี ซือหมิน จะแย่งชิงอำนาจตน
หล่ี เจี้ยนเฉิง จงึ คดิ วางแผนที่จะกำจดั หล่ี ซือหมิน โดยรว่ มกับอนุชาอีกองค์หนงึ่ คือ “หลี่ หยวนจ๋ี” โอรสองค์
ทสี่ ามของกษัตริย์ เกาจู่ สบคบคดิ รว่ มกันสังหาร หล่ี ซื่อหมิน หลายคร้งั แตก่ ็ไม่สำเร็จ กระทั่งโอกาสเหมาะ ใน
ปี พ.ศ.๑๑๖๙ เมอื่ เกิดมกี องทัพพวกเตอรก์ เข้ามาโจมตีเขตแดนทางทิศตะวันตะวันตก หลี่ เจีย้ น เฉิง จึงเสนอ
ให้ หล่ี หยวนจี๋ ไปเปน็ ผนู้ ำกองทัพออกรบ แต่แผนน้ีรั่วไหลไปถงึ หล่ี ซอ่ื หมิน เสียก่อน จึงนำไปทูลให้พระบิดา
ทราบ กษัตริย์ เกาจู่ จึงเรียกพระราชโอรสทัง้ หมดมาเข้าเฝา้ ในวันตอ่ มา แตว่ นั นั้น หล่ี ซอ่ื หมนิ ไดว้ างแผนซอ้ น
ไวโ้ ดยวางกำลงั อยู่หน้าประตูสวนอู่ เมอื่ ทงั้ หลี่ เจย้ี นเฉิง และ หล่ี หยวนจี๋ มาถึงหน้าประตู หลี่ ซือหมนิ จึงส่ัง
ให้ท้ังสองปลดอาวุธ หล่ี เจ้ียนเฉิง เห็นท่าไม่ดีก็ชักม้าหนีไป หล่ี ซือหมิน จึงตามติดแล้วใช้ธนูยิงถูก หลี่ เจี้ยน
เฉงิ ตกม้าสิ้นชีพในบดั นัน้ สว่ นตวั หลี ซื่อหมิน นั้นกเ็ สียหลกั ตกมา้ อยกู่ ลางป่า ฝา่ ย หล่ี หยวนจี๋ ซ่ึงตามมาติดๆ
เมื่อเห็น หล่ี ซ่ือหมิน พลาดท่า ก็หมายจะยิงธนูปลิดชีพ หลี่ ซื่อหมิน ตามไปด้วยแต่ในขณะเดียวกันทหาร
ติดตาม หล่ี ซื่อหมิน คอื “เหวย่ ฉอื เจี้ยงเต๋อ” ไดต้ ามมาจนทัน และยงิ ธนูใส่ หล่ี หยวนจ๋ี จนตกม้าสิ้นชีพไปอีก
คน เหตุการณ์ครัง้ นนั้ ถอื เป็นเหตกุ ารณ์ทางประวัตศิ าสตร์

24

เม่ือองค์รัชทายาทส้นิ พระชนม์ลงหมดแล้ว ตำแหน่งจึงตกเป็นของ หลี่ ซื่อหมนิ ๒ เดือนต่อมา เกาจู่ก็
สละราชบัลลังก์ให้ หลี่ ซ่ือหมิน ข้นึ เป็นกษัตริย์ โยมีพระนามว่า “ไท่จง” ในปี พ.ศ.๑๑๗๑ โดยกษัตริย์ เกาจู่
ดำรงตำแหนง่ เป็น “ไท่ ซง่ั หวง” แปลวา่ “กษัตริยเ์ หนือกษตั ริย์” จนสิ้นพระชนม์ลงในปี พ.ศ.๑๑๗๘

กษัตริย์ ไท่จง ครองราชย์แลว้ กถ็ ือว่าเป็นกษัตริย์ท่ีทรงพระปรีชาในทุกๆด้าน และทำให้อาณาจักรจีน
กลับมาเป็นปึกแผ่นอีกคร้ัง และยังเป็นสมัยแรกที่แผ่นดินจีนรุกขยายอาณาเขตออกไปยังเขตแดนต่างๆ จนมี
ความเป็นจักรวรรดิขึ้นอยา่ งชัดเจน ในสมัยของกษัตริย์ ไท่จง น้นั พระนามของท่านระบือลือไกลมาก ด้วยทรง
มองการไกลในทุกๆดา้ น

ในสมัย ไท่จง นี้ พระองค์ทรงมีความเลื่อมใสในศาสนาพุทธเป็นอย่างมาก และตงั้ ใจทำนุบำรุงศาสนา
พุทธให้อยู่คกู่ ับแผน่ ดินจนี ยาวนาน จึงส่งพระภิกษรุ ูปหน่ึงคือทา่ น “เสวียน จาง” หรือมักรู้จักกันในนาม “พระถังซัมจั๋ง”
เดินทางไปอัญเชิญพระไตรปิฎกจากประเทศอินเดีย อันเป็นท่ีมาของนิยายเรื่อง “ไซอิ๋ว” ส่วนศาสนาอื่นนั้น
กษัตริย์ ไท่จง ก็ไม่ได้ลิดรอนสิทธิในการนับถือความเชื่อทางศาสนาของประชาชนที่นับถือศาสนาอ่ืน และ
พระองค์ก็ยังปฏิรูปในด้านการศึกษา จัดตั้งโรงเรียนข้ึนมาหลายๆแห่งเพ่ือให้ประชาชนได้รับการศึกษาอย่าง
ท่ัวถึง แต่การปกครองท่ีแสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองต้องสิ้นสุดลง เมื่อกษัตริย์ ไท่จง ส้ินสวรรคตในปี พ.ศ.
๑๑๙๒ ทำให้ความร่มเย็นเป็นสุขต้องหมดไปด้วย ตามด้วยความวนุ่ วายจากการแยง่ ชิงอำนาจอีก ซ่งึ ก่อนหน้า
จะส้นิ พระชนมพ์ ระองคไ์ ด้แตง่ ต้งั องค์รัชทายาทไวแ้ ลว้ แตก่ เ็ กิดการแยง่ ชิงจนถงึ ขน้ั รบราฆ่าฟนั กนั ระหวา่ งพี่กับ
นอ้ ง ทำใหพ้ ระองคท์ รงกร้วิ และขบั ไล่ออกไปนอกวัง และปลดคนเหล่านัน้ ออกเป็นสามัญชนอกี ดว้ ย จากน้นั จึง
ต้ังโอรสคนท้ายๆคือ “หลี่ จื้อ” ข้ึนเป็นรัชทายาทแทน โดยมีพระนามว่า “เก๋าจง” โดยกษัตริย์ เก๋าจง มีนาง
สนมนาม “อู๋ เจ๋อเทียน” หรือมักรู้จักกันว่า “บูเช็กเทียน” จนถึงปี พ.ศ.๑๒๒๖ กษัตริย์ เกาจู่ ได้ส้ินพระชนม์
ลง พระนาง อู๋ จึงได้แต่งต้ังโอรสของพระนางข้ึนสบื บัลลงั ก์คือกษัตริย์ “รุ่ยจง” กระทั่งถึงปี พ.ศ.๑๒๓๓ พระ
นางก็ปลดกษัตริย์องค์นี้ออกอีก แต่ครั้งนี้พระรางสถาปนาตนเองข้ึนเป็น กษัตริยา แล้วรวมอำนาจไว้ท่ีตนผู้
เดียวในฐานะพระเจ้าแผ่นดิน นับเป็นกษัตริย์หญิงคนเดียวในแผ่นดินจีน ต่อมาจึงเปลี่ยนช่ือราชวงศ์เสียใหม่
เป็น “ราชวงศ์ อู๋ โจว” มาจากชื่อตะกูลเดิมของพระนางคือ อู๋ โจว เหตุการณ์ในยุคสมัยนี้ถือเป็นจุดบอดใน
ประวตั ศิ าสตร์จนี อีกครง้ั

พระนางอู๋ เจ๋อเทียน ปกครองแผ่นดนิ จนี เป็นเวลา ๑๕ ปี ในยุคนเ้ี กิดความปนั่ ป่วนเป็นอย่างมาก ด้วย
เหตุทก่ี ารปกครองเป็นแบบเผด็จการ กระทั่งถงึ ปีพ.ศ.๑๒๔๘พระนางเกิดล้มป่วยแต่ก็ยงั ไม่ยอมวางมอื จากกิจการ
บ้านเมือง ด้วยไม่ไว้วางใจใคร ในเวลาน้ันมีขุนนางกลุ่มหนึ่งนำโดย “จาง เจี๋ยนจือ” เข้าบีบบังคับให้พระนาง
สละราชบัลลังก์เสีย และให้สถาปนา จง จง กลับขึ้นบัลลังก์อีกคร้ังหน่ึง ต่อมาพระนาง อู๋ เจ๋อเทียน ได้
ส้ินพระชนม์ลง ก็ได้มีการล้มราชวงศ์ อู๋ โจว ลงไปด้วยแล้วสถาปนาราชวงศ์ ถัง กลับขึ้นมาอีกคร้ัง แต่ความ
วุ่นวายยังไม่จบส้ิน เมื่อมีการลอบวางยาพิษกษัตริย์ จงจงสิ้นพระชนม์ลงในปี พ.ศ.๑๒๕๓ แต่กลุ่มก่อการ
ทั้งหมดนี้ถกู กำจัดโดยกษัตรยิ ์ ลุย่ จง ท่กี ลับขึ้นบัลลังกใ์ หม่อกี ครั้งเชน่ กนั จนกระท่ังปี พ.ศ.๑๒๕๕ พระองค์จงึ สละ
บัลลังก์ให้แกโ่ อรส คอื “สวนจง” ข้นึ เป็นกษัตรยิ อ์ งค์ต่อมา

เม่อื กษัตรยิ ์ สวนจง ข้ึนครองราชย์นั้น ได้ชือ่ วา่ เป็นกษัตริยท์ ี่เช่ียวชาญศิลปะและพระอักษรเป็นอย่าง
มากและพระองคย์ ังได้ฟ้ืนฟู ขยายการค้าออกไปจากเดิมอีกดว้ ย แตแ่ ลว้ เมอ่ื ปลายรัชสมยั ก็เกดิ เร่ืองราวซ้ำรอย

25

จนได้ เมื่อ “หยาง กุ้ยเฟย”ได้เข้ามาเป็นสนมของพระองค์ กษัตริย์ สวนจง ลุ่มหลงในความงามของนาง จนไม่
มีใจจะปฏิบัตพิ ระราชกจิ แตอ่ ยา่ งใด จนกระทง่ั อำนาจตกไปอยใู่ นมอื ของขนุ นางฉ้อราษฎร์ “หล่ี หลินฝู”

ปลายรัชสมัยของกษัตริย์ สวน จง จึงมีการนำเงนิ ท้องพระคลังมาใช้กับการเสพสุขฟุ่มเฟือย กับนาง หยาง
กุ้ยเฟย ความลมุ่ หลงในตัวนางจงึ ทำใหพ้ ระองค์สญู เสียการปกครองไปดว้ ย ดว้ ยเหตนุ ี้จงึ ทำใหข้ นุ นางสว่ นใหญไ่ ม่
พอใจ กระทงั่ ยึดอำนาจในปี พ.ศ.๑๒๙๘ โดยแม่ทัพปราบชายแดน “อัน ลู่ซาน” เขาจงึ นำทัพเขา้ ตเี มืองฉางอาน
และล่ัวหยาง แล้วยึดเมืองล่ัวหยางตั้งตนข้ึนเป็นกษัตริย์องค์ใหม่ แล้วสถาปนาอาณาจักรใหม่คือ “ยัน” ส่วน
กษัตริย์ สวนจง นั้นถกู บังคับให้สละราชสมบตั ใิ นปี พ.ศ.๑๒๙๙ เม่อื ทราบวา่ กษัตริย์ สวนจง สละราชสมบตั ิ จึง
สนบั สนนุ ให้ “หล่ี เหิง” โอรสของกษัตรยิ ์ สวนจง ขึ้นเปน็ กษัตรยิ ์ มพี ระนาม “ซู่จง” สว่ นทางอาณาจกั รยนั น้ัน
อัน ลู่ซาน ขึ้นเป็นกษัตริย์เพียงปีเดียวจึงถูกปลงประชนม์โดยโอรสของตนคือ “อัน เช่ียงชว่ี” เน่ืองมาจาก
ความคดิ ระแวงกันเอง และได้สถาปนาตนเปน็ กษัตริย์เสยี เอง ต่อมาอาณาจักรก็ล่มสลายในปี พ.ศ.๑๓๐๖

ทางดา้ นราชวงศ์ ถงั นัน้ เหลา่ ขุนนางก็รบเรา้ ใหก้ ษัตริย์ ซจู่ ง ติดตามชำระแคน้ อัน ลซู่ าน และทำลาย
อาณาจักร ยนั ลงให้ได้ ซ่ึงกวา่ จะสำเรจ็ กใ็ ช้เวลานับหลายปี แตก่ วา่ สงครามจะส้ินสุดลงได้ กษตั ริย์ ซู่จง ก็เกิด
ล้มป่วยและส้ินพระชนม์ลงในปี พ.ศ.๑๓๐๕ ผู้ท่ีข้ึนสืบแทนเป็นโอรส คือ “ไต้จง” ซึ่งเม่ือครองราชย์แล้ว
ราชวงศ์ ถัง ก็ได้เรมิ่ หมดเสถยี รภาพ กษัตรยิ ไ์ มส่ ามารถกุมอำนาจได้อย่างแทจ้ ริง

จากสมัยกษัตริย์ ซู่จง เป็นต้นมา ราชวงศ์ ถงั ล้วนตกอยู่ในวังวนของการสรา้ งอิทธิพลของเหล่า ขนั ที
ไม่จบไม่ส้ิน ขนั ทีถือว่าตนเป็นคนใกล้ชิดและเป็นทางผ่านไปถึงกษัตริย์ในทุกๆเรื่อง พวกขันทมี ีอำนาจก็ทำให้
บา้ นเมอื งไรข้ ่อื แป ป่ันป่วน เมื่อแผ่นดินตกอยู่ในอำนาจของขันทีและขุนนางฉ้อกลตา่ งๆ การบริหารราชการจึง
เป็นไปตามยถากรรมโดยเอาประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้องเป็นท่ีต้ัง เหล่าขุนนางและขุนทหารท่ีมีอำนาจอยู่
ตามหัวเมืองต่างๆ จึงแยกตัวออกจากศนู ย์กลางและตงั้ ตนเป็นอิสระมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะถือวา่ ไม่มีราชวงศ์อีก
ต่อไป

ในสมัยของกษัตริย์ ซีจง ในปี พ.ศ.๑๔๑๗ ได้เกิดการก่อกบฏข้ึนอีก โดยได้บ่อนเซาะรากฐานของ
ราชวงศ์ ถัง ที่มีความผุกรอ่ นอยู่แล้ว ให้ทรุดหนักลงไปกวา่ เดิม เหตุการณ์น้ีนำโดย “หวัง เซียนจือ” ชาวนาท่ี
เมือง โดยเริ่มจากชาวบ้านกลุ่มเล็กๆในท่ีสุดก็มีจำนวนนับพัน กลุ่มกบฏนี้ยึดท่ีทางการได้หลายแห่ง โดยทำ
เชน่ น้ไี ปได้หลายเมอื ง นบั จากเหอหนานหเู ป่ย ไปจนถึง ซานตง ทางการจงึ ต้องสง่ กองทัพไปปราบแตก่ ลุ่มกบฏ
นี้ก็ยังสามารถเคล่ือนไหวได้อยู่หลายปีจนกระท่ังในปี พ.ศ.๑๔๒๐ หัวหน้ากบฏ หวัง เซียน จือ จึงถูกสังหาร
กลุ่มกบฏจึงแตกกระจายไป แต่กลมุ่ ใหญ่ได้ไปเข้าร่วมกับ “หวง เฉา” ซึ่งแต่เดิมเป็นชาวบ้านลักลอบคา้ เกลือ
อยู่ที่ซานตง และทนการขูดรีดของทางการไม่ได้ จึงชักชวนชาวบ้านออกมาร่วมขบวนการนับพัน จากน้ันก็
สามารถยึดครองหัวเมืองต่างๆ ได้หลายหัวเมือง นับเป็นกลุ่มกบฏที่มีความเข้มแข็งมาก ซึ่งต่อมาก็มีการ
ยกระดับตนเองเป็นกองทพั ปฏวิ ตั ิ สรา้ งความลำบากใหแ้ ก่ทางการในการปราบปรามเป็นอย่างมาก
กระทงั่ ถึงปี พ.ศ.๑๔๒๓ กองทพั ของ หวง เฉา สามารถยึดท้ังเมอื งฉางอาน และลวั่ หยางไดส้ ำเร็จกษัตรยิ ใ์ น
เวลานน้ั คือ “ซีจง” จึงไดห้ ลบหนีไปประทบั ทเี่ ฉิงตู หวง เฉา จึงส่ังให้ทหารตามไปจับกมุ และสังหารเช้ือพระ
วงศ์ ถงั ลงท้ังหมด จากนัน้ ก็สถาปนาอาณาจักรใหมข่ ้ึน เรยี กว่า “ต้า ฉ”ี โดยมี หวง เฉา ขึ้นเปน็ กษตั รยิ ์ ตอ่ มา
อาณาจักรน้กี ็ถูกโจมตี จนกระทั่งปี พ.ศ.๑๔๒๗ หวง เฉา ต้องหลบหนีออกไปจากลว่ั หยาง กลับไปยังเขต

26

อทิ ธิพลเดิมทางทศิ ตะวันตก แมแ้ ตก่ องทัพของเขาเองยงั ต้องไปเขา้ กบั ฝ่ายราชวงศ์ ถัง ซึ่งต่อมากจ็ นมุม หวง
เฉา กถ็ กู หลานตนเองสังหารแลว้ นำศีรษะไปมอบแกก่ ษัตริย์ ซีจง เพอื่ หนีความผิด

แม้ฝ่ายราชวงศ์ ถงั จะสามารถเอาชนะกบฏท่ีเข้มแข็งอยา่ ง หวง เฉา ได้ ก็ไมไ่ ด้หมายความว่าราชวงศ์
ถัง จะมีเสถียรภาพตอ่ ไปแต่อย่างใด และเม่ือปราบกบฏ หวง เฉา ลงสำเร็จ ในปี พ.ศ.๑๔๒๗ ราชวงศ์ ถงั ก็อยู่
มาได้เพียง ๒๓ ปีก็ล่มสลายลงไปในปี พ.ศ.๑๔๕๐ หลังจากน้ันแผ่นดินก็แตกเป็นเส่ียงๆ อีกครั้งหนึ่ง อัน
เน่ืองมาจากพวกขุนนางขุนทหารสร้างอำนาจอยู่ตามภูมิภาคต่างๆ ที่ต่างฝ่ายต่างก็ตั้งอาณาจักรและราชวงศ์
ของตนข้ึนมาใหมแ่ ละเดนิ หน้าทำสงครามแกง่ แย่งความเปน็ ใหญ่เหนือกนั อีกคร้ัง ซ้ำรอยเดิมเช่นนอ้ี ย่างไม่มีที่
ส้ินสุด

ราชวงศห์ มงิ
(ปพี .ศ.๑๙๑๑ ถึงปีพ.ศ.๒๑๘๗)

เม่ือ จู หยวนจาง นำกองทัพประชาชนลุกข้ึนขับไล่ราชวงศ์ หยวน ไปจากแผ่นดินจีนได้สำเร็จ จึง
สถาปนา “ราชวงศ์ หมิง” โดยต้ังเมืองหลวงอยู่ท่ีหนานจิง หรอื นานกิง เป็นเมืองหลวง แล้วข้ึนเป็นกษัตริย์มี
พระนามว่า “หงอู่” พระองคน์ ั้นเคยมีอดีตเปน็ ชาวนามากอ่ นจึงเข้าใจสังคมช่วงเวลานน้ั เป็นอยา่ งดีว่าต้องการ
สง่ิ ใด และประเทศชาติประสบกับวกิ ฤติในช่วงปลายยุคสมัยราชวงศ์ หยวน อย่างไร ปัญหาท่ีเกิดขึ้นต้นเหตุมา
จากการละเลยรากฐานของสังคมจนี อนั แทจ้ ริง กษัตริย์ หงอู่ จึงทำการฟมู ฟักรากฐานของสังคมจากระดบั ล่างข้ึน
กอ่ นอน่ื เพอื่ แก้ปญั หาของประเทศ ภายหลงั จากได้เผชิญกับวิกฤติขนาดใหญ่ท่ีราชวงศ์ก่อนท้ิงเอาไว้ พระองค์
นับเป็นกษัตริย์องค์ที่ ๒ ในประวัติศาสตร์จีนที่ขึ้นมาจากครอบครัวชาวบ้าน กษัตริย์พระองค์แรกคือกษัตริย์
“เกาจู่” หรอื “หลิว ปัง” แห่งราชวงศ์ ฮ่ัน ในอดีต และด้วยความต้องการแก้ปัญหาทรี่ ากฐานกษัตรยิ ์ หงอู่ ได้
ดำเนนิ นโยบายปฏิรปู ที่ดนิ เพื่อนำท่ีรกรา้ งตา่ งๆแจกจา่ ยให้แก่คนไรบ้ ้านไรท้ ่ีดินให้ทกุ คนได้มีโอกาสทำมาหากิน
อย่างเสมอกัน ในสมัยของกษัตริย์ หงอู่ น้ีพระองค์จึงใหค้ วามสำคัญกับการเกษตรและกสิกรรมทท่ี รงมองเห็น
ว่าเป็นส่ิงสำคัญในการฟ้ืนฟสู ังคมให้กลับสู่ความรุง่ เรืองได้ เม่อื รากฐานนี้เกดิ ความเข้มแข็งขึน้ ตัวจักรอื่นๆก็จะ
ถูกผลกั ดันให้เดินไปอย่างต่อเน่ือง และด้วยนโยบายการปฏิรูปท่ดี ินนีจ้ ึงทำให้เกิดการรอื้ ระบบถอื ครองทด่ี ินข้ึน
ทั่วทั้งแผ่นดนิ นำระบบศักดินาเดิมซงึ่ เคยใช้ในสมัยก่อนกลับมาแก้ไขใหมใ่ หเ้ กดิ ความเป็นธรรมมากข้ึน ในสทิ ธิ
ถอื ครองทด่ี ินของเหล่าชนชั้นขุนนางและเศรษฐีมเี งนิ ตา่ งๆ

สำหรับด้านการปกครอง กษัตริย์ หงอู่ ได้ริบอำนาจจากเสนาบดีและขุนนางตำแหน่งต่างๆไม่ให้มี
อำนาจการสั่งการเพยี งลำพงั โดยไมผ่ ่านพระองค์เสียกอ่ น หากขุนนางใดสร้างอำนาจขน้ึ มาอกี กจ็ ะถูกกำจัดเสีย
พระองค์ยังเกลยี ดชังพวกขันทีอย่างมาก พระองค์จงึ สั่งลดอำนาจหน้าที่ของขันทีท้งั หมดใหม้ ีหน้าท่ีเป็นเพียงคน
รับใช้ในวังเท่าน้ัน ไม่ให้มายุ่งเก่ียวกับกิจการของบ้านเมืองอย่างเด็ดขาด และเพื่อให้ทุกอย่างเดินไปตามที่
พระองค์วางไว้ไม่ให้ออกนอกกรอบ พระองค์จึงไม่ยอมให้ใครวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของพระองค์ผู้ท่ี
วิพากษ์วิจารณ์หรือคิดก็จะถูกกำจัดหรือไม่ก็ถูกขังลืมเพราะทรงเชื่อว่าวิธีการเผด็จอำนาจน้ีเท่าน้ันจึงเป็น
หนทางทท่ี ำให้บ้านเมอื งกลบั มาเปน็ ปกติสุขได้ในระยะเวลาอันรวดเรว็ แต่ความเชอ่ื ของพระองค์นี้ผิดเม่ือเวลา

27

ผ่านไประยะหนึ่ง สังคมเกิดความหวาดระแวง ไปทั่วไม่ว่าในวังหรือในหมู่ประชาชนก็ตามต่างหวาดกลัว
พระองค์จนไมก่ ล้าแม้แต่เอย่ ถงึ พระนามของพระองค์

ยงั มีอีกเหตุผลหน่งึ ที่ทำใหก้ ษตั ริย์ หงอู่ ใชก้ ารปกครองแบบเผด็จการกเ็ พราะพระองค์เกรงว่าจะถูกยึด
อำนาจและก่อจลาจลอย่างมาก เน่ืองจากได้อำนาจมาเพราะการยึดอำนาจเช่นกัน และด้วยความระแวงที่จะ
ถกู ยดึ อำนาจจงึ ทำใหพ้ ระองคท์ รงกอ่ ตั้งสมาคมลบั สว่ นตัวขน้ึ มามีชอ่ื ว่า “จิน๋ ยี๋ เวย่ ” ในปี พ.ศ.๑๙๑๑ เปน็ กอง
ตำรวจลับของพระองค์เองซ่ึงกระจายอยู่ทั่วทุกมณฑลเพื่อจะคอยสอดส่องดูว่าจะมีผู้คิดทรยศหรือล้มล้าง
พระองค์ โดยมจี ำนวนสมาชิกของสมาคมน้ีมากถึง ๖,๐๐๐ คน และอาจเป็นเพราะความหวาดกลัวการถูกยึด
อำนาจและทำให้มีการระแวดระวังที่สูงจึงทำให้กษัตริย์ หงอู่ปกครองแผ่นดินโดยมีระยะเวลาอยู่ในบัลลังก์
ท้งั ส้ิน ๓๐ ปีจึงส้ินพระชนม์ในปี พ.ศ.๑๙๔๑ จากน้ันก็สบื บัลลังกต์ ่อให้แก่พระนัดดาพระชนม์ ๑๕ พรรษา คือ
กษัตริย์ “เจี้ยนเหวิน” ที่ แตเ่ ม่ือกษัตริย์ เจ้ียน เหวิน ครองราชยเ์ พยี ง ๔ ปี ในปี พ.ศ.๑๙๔๕ กถ็ กู ชิงบลั ลังก์ไป
โดยเสร็จอาของพระองค์คือ “จู ต้ี” สาเหตุแห่งการแย่งชิงบัลลังก์น้ันเกิดจากการท่ีกษัตริย์ เจ้ียนเหวิน
หวาดระแวงในกำลังอำนาจของเสร็จอาผู้น้ี จู ตี้ สร้างเสริมอำนาจอยู่ที่นั่นจนเป็นที่เกรงขาม และทำให้
กษัตริย์เจียงเหวินเริ่มหวาดกลัว จงึ ทรงสั่งให้ทหารคอยสะกดรอยทุกย่างก้าวของ จู ต้ี และพยายามกันไม่ให้
เดนิ ทางเขา้ มาทเี่ มืองหลวง กระทั่งเม่ือไดม้ กี ารจัดพระราชพธิ ีเคารพพระศพกษตั ริย์ หงอู่ ขึ้นนน้ั กษัตริย์ เจ้ียน
เหวิน ถึงกับปฏิเสธไม่ให้เสด็จอาเข้าเคารพศพพระบิดา เหตุการณ์เช่นน้ีถือเป็นการกดดัน จู ต้ี อย่างมากมาก
จนตอ้ งคดิ แผนการชิงบัลลังกข์ ึน้ ไมเ่ ช่นนั้น ฝ่าย จู ต้ี น่นั เองที่จะเป็นผถู้ ูกกำจัด ในเหตกุ ารณ์ยึดอำนาจคร้ังน้ัน
ได้รับการบนั ทึกว่า กษัตริย์ เจย้ี น เหวิน ทรงส้ินพระชนม์ลงในกองไฟที่เผาผลาญที่ประทับส่วนพระองค์พรอ้ ม
กบั ท่ปี รกึ ษา ๔ คนซึง่ เป็นคณาจารย์ทย่ี ุยงให้พระองคต์ อ่ ตา้ น จู ต้ี

เมื่อ จู ตี้ ข้ึนเป็นกษัตริย์น้ัน ทรงพระนามว่า “หย่งเล่อ” นับเป็นกษัตริย์ท่ีย่ิงใหญ่พระองค์หนึ่งของ
ประวตั ศิ าสตร์จี กษัตริย์หยอ่ งเลอ่ พระองคท์ รงให้ย้ายเมืองหลวงจากนานกิง กลับไปอยูท่ ี่ปักก่งิ โดยทำการบรู ณะ
วังหลวงสมัยราชวงศ์ หยวน โดยอาศัยการวางผังพระราชวังหลวงสมัยราชวงศ์ หยวน โดยอาศัยการวางผัง
พระราชวังนานกิงใชเ้ ป็นต้นแบบแต่ทำให้ยิ่งใหญ่โอฬารมากกว่า ซึ่งความยิ่งใหญ่นั้นก็ยังคงสืบมาจนปัจจุบัน
นั่นก็คือ “พระราชวังต้องห้าม” หรือ “พระราชวังกรุงปักกิ่ง”อันวิจิตรตระการตา นอกจากนี้ ในสมัยของ
กษัตริย์ หย่งเล่อ ยังได้ชื่อว่าเป็นยุคสมัยแรกท่ีชาวจีนสามารถประกาศศักดาในด้านการเดินเรือซ่ึงสามารถ
เดินทางข้ามโลกไปถึงทวีปแอฟริกาอีกด้วย และยงั เป็นทถ่ี กเถียงกนั ว่าอาจไปไกลจนถึงทวีปอเมริกาใต้ กอ่ นที่
“คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส” จะค้นพบทวีปอเมริกาด้วยเช่นกัน ผู้ท่เี ปน็ คนบุกเบกิ เส้นทางการเดนิ เรือให้ชาวจีนใน
ยคุ สมยั นน้ั กค็ อื “เจิ้ง เหอ” หรอื ที่รู้จักกนั ในช่ือ “ซำปอกง” เจง้ิ เหอ เปน็ มหาขนั ทีของกษตั รยิ ์ หยง่ เล่อซ่งึ เป็น
ชาวมุสลิม จึงมีความคิดท่ีตอ้ งการทจ่ี ะศึกษาโลกอิสลามให้รู้จริงดว้ ยการเดินทางไปยงั แผ่นดินต้อนกำเนดิ ของ
ศาสนานีท้ ่ตี ะวนั ออกกลาง

ในยุคสมัยของกษัตริย์ หยงเล่อ น้ีถือว่าเป็นยุคทองของราชวงศ์ หมิง เลยทีเดียว จนมักมีผู้ตั้งสมญา
นามพระองคว์ ่าเป็นผู้สถาปนาราชวงศ์คนที่สองอนั หมายถึงนอกจากกษัตริย์ หงอู่ แล้วกม็ ีแตพ่ ระองค์นน่ั เองทม่ี ี
ความสำคัญอย่างสูงต่อราชวงศ์ หมิง เหนือกษัตริย์องค์ใด และอีกสิ่งหนึ่งที่มักถูกนำมาใช้ กล่าวอ้างถึงพระ
ปรีชาของกษัตริย์ หย่งเล่อ คือการจัดทำ “สารานุกรม หย่งเล่อ” หรือ “หย่งเลอ ต้าเต๋ียน”พระองค์ทรงใช้

28

นักศกึ ษาและคณาจารยก์ วา่ พนั คนมาชำระเรื่องราวต่างๆเพ่ือจดั ทำสารานุกรมเลม่ น้ีจนสำเร็จ สารานุกรมเลม่ น้ี
มีการรวบรวมความรู้ตา่ งๆทงั้ วทิ ยาสตร์ ศลิ ปะ และวิทยาการในด้านต่างๆรวมไปถึงประวัติศาสตร์ยุคสมัยตา่ งๆ
อีกด้วย กล่าวไดว้ ่าเป็นสารานุกรมฉบบั สมบรู ณ์ท่สี ุดฉบับหน่ึงซ่ึงถกู สรา้ งขน้ึ มาบนโลก สารานุกรมฉบับนจ้ี ัดทำ
สำเร็จในปี พ.ศ.๑๙๕๑ นอกจากน้ียังมีส่ิงหน่ึงท่ีมักถูกนำมากล่าวอ้างเพื่อให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของยุคสมัย
ราชวงศ์ หมิง ก็คือการบูรณะซ่อมแซมแนวกำแพงเมืองจีน ท่ีมีการบูรณะคร้ังใหญ่และยังมีการต่อเติมจนมี
ความยาวเหยียดอย่างที่เป็นทุกวันนี้และยังทำการก่อสร้างเพ่ิมเติมต่อไปเร่ือยๆจนไปเสร็จสิ้นเอาในอีกหลาย
รชั กาลต่อมา ซ่ึงส่วนท่ีสร้างเพิ่มเตมิ ในสมัยราชวงศ์ หมิง นี้ก็คือสว่ นที่ต่อไปจากเมืองปักก่ิงจนสุดที่คาบสมุทร
เหลียวตงทางทิศเหนือของเกาหลีเหนือในปัจจุบัน โดยยังมีแนวเชื่อมต่ออื่นๆ ไปจรดยังทิศตะวันตกจน
กลายเป็นกำแพงผืนเดยี วกันอย่างทเ่ี ห็นในปัจจบุ นั

แม้การเปิดประเทศสร้างสัมพันธ์ทางการค้ากบั ประเทศอืน่ ๆในสมัยน้ีจะถือเปน็ การขยายขอบเขตทาง
เศรษฐกิจให้กวา้ งขวางข้ึน แต่ก็ยงั ถอื เปน็ การเปิดทางให้วัฒนธรรมอ่ืนๆไหลบา่ เขา้ ไปมอมเมาประชาชนจนอาจ
ส่งผลเสียได้ในภายหลังเช่นกัน ซ่ึงในยุคสมัยของราชวงศ์ หมิง ก็ส่อเค้าให้เห็นถึงอันตรายรูปแบบสังคมชาว
ตะวนั ออกของชาวจนี กำลังถูกกลนื โดยการไหลบา่ เข้าไปอยา่ งมากมายของรูปแบบสังคมชาวตะวันตก ซึ่งส่งผล
กระทบตอ่ วิถชี วี ติ แบบตะวันออกอยา่ งมาก และกษตั รยิ ์ราชวงศ์ หมิง องคห์ ลังๆกไ็ ม่มพี ระปรีชาเท่ากับกษัตริย์
องคแ์ รกๆ รากฐานสังคมทีม่ ีความเขม้ แข็งที่สบื มาตั้งแตส่ มัยกษัตรยิ ์ หงอู่ และหย่งเล่อ เร่มิ แผว่ ลงจนกลายเป็น
ความอ่อนแอของสังคมอีกครง้ั ท้ังการที่พ่อค้าต่างชาติเข้ามาทำการค้าขามากมายยังนำมาซึ่งการให้เบ้ียบ้าย
รายทางติดสินบนแก่ข้าราชการและขนุ นางในราชสำนักขนึ้ อกี และยังทำให้เหลา่ ขนุ นางและขันทีนั้นกลับข้ึนมา
สร้างอิทธพิ ลข้ึนอีกคร้ัง แล้วราชวงศ์ หมิง กพ็ บกบั วังวนเดิมๆอีกด่ังเช่นราชวงศ์ก่อนๆ ท่ีต้องเผชญิ กับระบบท่ี
ฟอนเฟะมาจากข้างในอีกครั้งจนทำให้ราชวงศ์ หมิง เกิดความอ่อนแอในระบบป้องกันตนเองในช่วงปลาย
ราชวงศ์

ในชว่ งปพี .ศ.๒๑๖๖ กองทัพ “แมนจู” ซึ่งสืบเชอื้ สายมาจาก นวเี่ จิน หรือ จุรเชน หรือราชวงศ์ จิน ใน
อดีต นำทัพโดย “นูราชี” พยายามที่จะขยายเขตแดนเข้ามาในแผ่นดินจีน โดยเข้ามาโจมตีต้ังแต่มองโกล
เกาหลี แล้วรุกเข้ามาในเขตตอนเหนือของจีน กองทพั แมนจู เขา้ โจมตีและยึดครองเมืองตา่ งๆมาเรอ่ื ยๆจนพบ
กองทัพ หมิง นำโดยแม่ทัพ “หยวน ฉงหวน” ท่ีเข้าตรึงกำลังอย่างเข้มแข็งไม่ให้บุกฝ่าด่านเข้ามาได้ ในปีพ.ศ.
๒๑๖๙ นูเออ่ ฮาเช่อ ถกู ปืนยิงได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตลงเวลาต่อมาบตุ รของ นูเออ่ เช่อ คอื “หวงไทจ่ ี้” จึงข้ึน
สืบอำนาจต่อ แล้วเดินหน้าทำสงครามสืบต่อจากบิดา สงครามขยายเขตแดนของ แมนจู ยืดเยื้อไปจนตลอด
สมัยของ หวงไทจ่ ้ี สามารถยึดครองเขตแดนได้มากมาย จากนั้นจึงมีการสถาปนา “ราชวงศ์ ชิง” ขึ้นโดย หวง
ไท่จี้ ในปี พ.ศ.๒๑๗๙ แลว้ สถาปนาตนขึ้นเปน็ กษตั รยิ ์พระนามว่า “เหวนิ ต้ี” โดยตัง้ พระทยั ที่จะเขา้ ยดึ ครองผืน
แผ่นดนิ จนี ให้สำเร็จในสมัยของพระองค์น้ีก็สน้ิ พระชนมเ์ สยี กอ่ นในปพี .ศ.๒๑๘๖

จากนั้นโอรสพระชนม์เพียง ๖ พรรษา คือ “ซุ่นจื้อ” ก็ข้ึนดำรงตำแหน่งต่อพระนาม “จังต้ี” โดยมี
“อตี ้ี” ซ่ึงเป็นเสด็จอา เป็นผู้สำเร็จราชการ กระท่ังปี พ.ศ. ๒๑๘๗ ท่เี มืองปักก่ิงได้เกิดจลาจลข้ึนโดยมีหัวหน้า
ผู้ก่อการคือ “หล่ี จือ้ เฉิง” ได้ปลุกป่ันประชาชนให้ลุกต่อต้านราชวงศ์ หมิง มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๑๗๓ เม่ือประชาชน
สามารถบุกเข้าไปถึงวังหลวงสำเร็จ ด้วยความหวาดกลัวของกษัตริย์ “ฉงเจ้ิน” จึงชิงผูกพระศอสนิ้ พระชนม์ลง

29

ไปเสียก่อน จนเม่ือยึดปักก่ิงได้แล้ว หลี่ จื้อเฉิง ได้นำกองทัพประชาชนจำนวน ๖๐,๐๐๐ คน มุ่งไปที่กำแพงเมือง
จีนตรงด่าน ซานไห่กวานซ่ึงมีแม่ทัพ “อู๋ ซันกุ้ย” รักษาการอยู่ แม่ทัพ อู๋ นั้นคือแม่ทัพที่เป็นกำลังหลักของ
ราชวงศ์ หมิงรับภารกิจนำทัพไปปกปอ้ งดา่ นสำคัญไม่ให้พวก แมนจู บกุ เข้าถงึ ปักก่ิงได้ ซง่ึ กองทพั ประชาชนนั้น
ต้องการพิชติ อู๋ ซนั ก้ยุ จึงเผชิญกบั ศึกสองดา้ น เม่ือเวลาคับขัน อู๋ ซันกุ้ย จงึ เลอื กจะเขา้ กับฝ่ายแมนจู แทนทจ่ี ะ
ยอมจำนนให้กับพวกชาวบ้านที่กำลังโกรธแค้น จงึ เปิดดา่ นซานไห่กวานให้กองทัพ แมนจู ผ่านเขา้ แนวกำแพง
เมืองได้โดยสะดวก แล้วทั้งฝ่าย แมนจู กับ อู๋ ซันกุ้ย ก็เข้าปราบปรามกองทัพประชาชน ของ หลี่ จื้อเฉิง จน
พ่ายแพ้ยับเยิน ประชาชนล้มตายจำนวนมาก จากนั้นกองทัพ แมนจู ก็ตรงเข้ายึดครองปักกิ่งจนสำเร็จ จึง
เทา่ กับเป็นการส้ินสุดราชวงศ์ หมิง ลงไปในปีพ.ศ. ๒๑๘๗ นั้นเอง และถือเป็นจุดเริ่มต้นของราชวงศ์ ชิง ซึ่ง
เขา้ มาปกครองแผน่ ดนิ จีนอย่างแท้จรงิ ในปเี ดยี วกัน

หลงั จากต้องสญู เสยี กรงุ ปักกิ่งไป เชอ้ื พระราชวงศ์ หมงิ ตา่ งกห็ ลบหนกี ันอย่างกระจัดกระจาย ซ่ึงส่วน
ใหญ่ก็มุ่งลงใต้ไปเขตยูนนาน จากน้ันก็มีผู้ที่อ้างสิทธิ์ขึ้นสืบทอดราชบัลลังก์ราชวงศ์ หมิง เกิดข้ึนมากมาย จึง
สถาปนาเชื้อพระวงศ์ผู้หนึ่งชื่อ จู โหยวหลาง ขึ้นเป็น “กุ้ย วัง” แล้วก่อต้ังราชวงศ์ หมิง ใต้ หรือ “หนาน
หมิง” ข้ึนในปีพ.ศ.๒๘๙ โดยถือ เมือง กว่างโจว เป็นเมืองหลวง แต่ต่อมาก็ถูกกองทัพราชวงศ์ ชิง ร่วมกับ อู๋
ซันกุ้ย บุกลงมาโจมตีจนถอยร่นลงไปเรือ่ ยๆ จนในที่สุด กุย้ หวัง ก็ตอ้ งเสยี ที่มั่นสุดท้ายในยูนนานไปในปี พ.ศ.
๒๒๐๒ จากนั้นจึงหลบหนีเข้าไปในอาณาจักรพม่า ซ่ึงกษัตริย์พม่าได้ให้ ท่ีพักพิงแก่กุ้ย หวัง อยู่นานหลายปี
จนกระท่ังราชวงศ์ ชิง ขอให้ทางพม่าส่งตัว กุ้ย หวัง กลับไปในปี พ.ศ. ๒๒๐๕ โดยที่ทางพม่าก็จำเป็นต้องยอมเพราะ
ไม่ต้องการเป็นศัตรูกบั ราชวงศ์ใหม่ ซ่ึงต่อมา ก้ยุ หวัง ก็ถกู ปลงพระชนม์โดย อู๋ ซันกุ้ย จึงสน้ิ สุดราชวงศ์หมิง
อย่างถาวร

ราชวงศ์ชิง
(ปี พ.ศ. ๒๑๘๗ ถึงปี พ.ศ. ๒๔๕๕)

กษตั ริย์ ซุน่ จือ้ นั่งบัลลงั ก์ราชวงศ์ ชิง อยู่จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. ๒๒๐๔ จึงสน้ิ พระชนม์ลงด้วยพระชนม์
เพียง ๒๔ พรรษา โดยสืบทอดบัลลงั ก์ให้แก่โอรสคอื กษัตริย์ “คงั ซี” ซงึ่ มีพระชนม์เพียง๗ พรรษาเท่าน้ัน กษัตริย์
คังซี เป็นกษัตริย์ราชวงศ์ ชิง ลำดับท่ี ๒ ที่ปกครองแผ่นดินจีนโดยสมบูรณ์ แต่นับเป็นกษัตริย์ลำดับท่ี ๔ นับจาก
ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์ ชิง คือ กษัตริย์ “เกาตี้” หรือ “นูราชี” กษัตริย์ คังซีถือเป็นกษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาอีก
พระองค์หน่ึงของจีนเช่นกัน การปกครองในสมัยของพระองค์ใช้หลักการเดียวกันกับ กุบไล ข่าน ที่เข้ามา
ปกครองจีนในชว่ งแรกๆ ของราชวงศ์ หยวน

กษัตริย์ คังซี ยังได้ช่ือว่ากษัตริย์นักพัฒนาอีกด้วย ตลอดรัชสมัยท่ีนั่งบัลลังก์นาน ๖๑ ปีของพระองค์
พระองค์ต้องแก้ไขปัญหาท่ีหมักหมมมานานจากช่วงท่ีกษัตริย์ราชวงศ์ก่อนทิ้งไว้ ซ่ึงสิ่งหนึ่งท่ีทำให้ประชาชน
สรรเสริญ อย่างมากก็คือความพยายามแก้ไขปัญ หาอุทกภัยซ่ึงมักเกิดน้ำท่วมท่ีดิน ทำกินบริเวณสองฝั่งแม่
น้ำเหลือง หรือ หวงเหอ อยูเ่ ป็นประจำ ซ่ึงสร้างปญั หาใหญ่หลวงให้กับประชาชนในทุกๆปี กษัตริย์ คังซี จึงให้
ความสำคัญกับปัญหาน้ีอย่างเอาจริงเอาจัง และสามารถแกไ้ ขปัญหาให้เหน็ เป็นรูปธรรมก็คือ การทพี่ ระองค์ส่ัง

30

ใหข้ ยายแนวคลองชลประทานต่างๆรวมไปถึงคลองขดุ เชอื่ มแม่น้ำใหญ่สายต่างๆ หรือ “ต้ายว่ินเหอ” ทกี่ ระทำ
ตดิ ต่อกันมาเกือบทุกราชวงศ์ การขุดคลองชลประทานในสมัยกษัตริย์ คังซี ทำใหส้ ามารถแก้ไขปัญหาน้ำท่วม
ได้มากมาย ขณะเดียวกนั พระองคย์ ังเดนิ หนา้ แก้ไขปญั หาความแตกแยกในท้องถ่นิ พร้อมกันไปด้วยกษตั รยิ ์ คงั ซี
ต้องออกจัดการสลายกลุ่มต่างๆที่ต่อต้านราชวงศ์ ชิง ด้วยตัวพระองค์เอง เพื่อให้การปกครองของพระองค์
เขม้ แขง็ ขนึ้ อกี ด้วย

ปลายรัชสมัยของกษัตริย์ คังซี น้ันก็เกิดเหตุการณ์การแย่งชิงราชบัลลังก์กนั เองภายในระหว่างพ่ีน้อง
ซ้ำรอยขึ้นเช่นกนั ซ่งึ การแย่งชิงคร้ังน้ีมีความซบั ซ้อนทีส่ ุดท่ีเคยเกิดขึน้ ในประวตั ิศาสตร์จีนแรกเริ่มนั้นกษัตริย์
คังซี ได้กำหนดตัวรัชทายาทไว้ท่ีองค์ชายรองคือ “ยินเหริ่ง” แต่ต่อมาได้ถอด ยินเหริ่ง ออกจากตำแหน่ง
เนื่องจากพฤติกรรมไม่เหมาะสม แล้วมอบตำแหน่งรัชทายาทให้แก่องคช์ ายใหญ่คอื “ยนิ่ จื๋อ” แต่ตอ่ มาหยนิ จื๋อ
ถูกใส่ร้ายจนกษัตริย์ คังซี ต้องถอด ย่ินจ๋ือ ออกจากตำแหน่งรัชทายาทอีกเช่นกัน แล้วมอบตำแหน่งกลับไป
ให้แก่องค์ชายรอง ยิ่นเหริ่ง อีกคร้ัง ในช่วงน้ันพี่น้องสายเลือดเดยี วกันต่างก็แบ่งฝกั แบ่งฝ่าย และสนับสนุนให้
แต่ละฝา่ ยได้รับตำแหน่งรชั ทายาทไปครอง ทำให้เกิดการห่ำหนั่ ฆ่าฟันกันเองจนเป็นศึกสายเลือดครั้งใหญท่ ี่ถูก
บันทึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์จนี ไมม่ ีครั้งไหนท่ีจะวุ่นวายเท่ากับคร้ังน้ี จนต่อมากษัตริย์ คังซี ตอ้ งเสด็จประพาส
ทางภาคใต้ ทางฝ่าย ยน่ิ เหรงิ ที่ถือว่าตนเป็นรัชทายาทได้พยายามสร้างขุมอำนาจข้ึนในวังหลวง สมคบคิดกับ
พวกขนั ทแี ละขนุ นางวางแผนที่จะบีบให้กษัตริย์ คงั ซี ยอมสละราชสมบัติ แตเ่ มื่อกษัตริย์ คังซี กลับมาและทรง
ระแคงระคายแผนการนี้ จึงสั่งปลด ยิ่นเหริง กบั องคช์ ายที่สนับสนุนย่ินเหรงิ ด้วย จากนั้นพระองค์จึงได้เขียน
ช่ือรัชทายาทท่ีเลือกเก็บเอาไว้เป็นความลับ โดยจะประกาศก็ต่อเมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์แล้วเท่านั้น เพ่ือ
ปอ้ งกันการแก่งแย่งบลั ลังกข์ ้ึนอกี แต่ปัญหาก็ไม่จบส้ิน จนกระทั่งถึงวันที่กษัตริย์ คังซี ใกล้สิ้นพระชนม์ในปี
พ.ศ.๒๒๖๔ พระองค์ทรงเรยี กองค์ชายทัง้ หมดเข้าเฝ้าเพื่อจะเปดิ เผยช่ือองค์รชั ทายาท แต่วันน้ันขาดเพียง ยิน่ ตี้
ผู้เดียวเท่านั้น เพราะถูกวางแผนให้ไปคลุมงานที่ชายแดน เมื่อกษัตริย์ คังซี ส้ินพระชนม์จึงมอบรายชื่อให้แก่
เสนาบดี เสนาบดีผู้น้ันเป็นฝ่ายท่สี นับสนุน ยิ่นเจนิ อยู่ เมือ่ มีการประกาศรายช่ือของผู้ท่จี ะสืบทอดราชบลั ลังก์
จึงปรากฏ วา่ เปน็ ย่นิ เจนิ ที่ไดส้ บื ตำแหน่งกษัตริย์องค์ต่อไป เรื่องน้ีกลายเป็นปรศิ นาท่ถี ูกถกเถยี งกันตลอดมา
วา่ รายชื่อซึ่งกษตั ริย์ คงั ซี เก็บเขยี นไว้นน้ั เป็น ยิ่นเจิน จรงิ หรือไม่ หาก ยิ่นต้ี ได้อยู่ในที่น้นั ด้วย และเสนาบดีผู้
เผยรายช่ือเป็นฝ่ายของ ย่ินตี้ แล้ว ประวัติศาสตร์จะมีการเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ ซ่ึงผู้คนจำนวนมากเช่ือว่า
กษัตริย์ คังซี ต้ังใจมอบให้แก่องค์ชาย ๑๔ ย่ินตี้ มากกว่า เนื่องจากเหตุผลแวดล้อมในหลายด้านๆบ่งชี้วา่ เป็น
เช่นนั้น แต่เรอ่ื งนีก้ ็ยังเปน็ ปริศนาท่ไี มม่ ใี ครสามารถทราบไดจ้ วบจนปัจจบุ นั

อย่างไรก็ดี ย่ินเจิน เม่ือได้ข้ึนเป็นกัตริย์ “หย่งเจิ้ง” แล้วก็พยายามปกครองบ้านเมืองอย่างเดียวเต็ม
ความสามารถ กระทั่งช่วงปลายยุคสมัยของพระองค์ก็เกิดเหตุเหตุการณ์แย่งชิงราชสมบัติข้ึนอีกจนได้ โดย
เหตุการณ์ที่เกิดข้ึนนีก้ ้คล้ายกับในสมัยที่พระองค์จะขึ้นสืบตำแหน่งน่ันเอง โดยพระองค์ได้วางตัวเป็นรัชทายาท
ไว้แล้วคือองค์ชาย “หงล่ี” โอรสท่ีมีชาติกำเนิดอันเป็นปริศนา แต่การจะให้ หงล่ี ขึ้นรับตำแหน่งรัชทายาทนั้น
จะต้องเกิดปัญหาขึ้นอย่างแน่นอนเพราะชาติกำเนิดอันไม่ชัดเจนนี้เอง แม้ว่ากษัตริย์ หย่ง เจิ้ง จะรัก หงล่ี
เพียงใดก็ตาม เมื่อเป็นเช่นนี้พระองค์จึงคิดท่ีจะต้ังองค์ชายที่เป็นเชื้อสายขององค์ชาย ๑๔ ย่ินตี้ ด้วยอาจเป็น
เพราะสำนึกในความผิดแต่ครัง้ นั้นหรือมีสัญญาลบั ต่อกัน อย่างไรก็ตามพระองค์ก็ใช้วิธีเดียวกับท่ีกษัตรยิ ์ คังซี

31

ทำ ก็คือเขียนช่ือของผู้สืบราชสมบัติเกบ็ ไว้เป็นความลับ และจะเปิดก็ต่อเมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์แล้วเท่านั้น
แต่พอมกี ารเปิดเผยช่อื ขน้ึ มากลบั กลายเป็นองค์ชาย หงลี่ ซ่งึ เหลา่ ขนั ทีและเสนาบดใี ห้การสนับสนุนอย่นู ั่นเอง
เรอื่ งนี้จงึ นับเปน็ ปริศนาท่วี ิจารณ์กนั อยา่ งมากอกี เรื่องหนง่ึ และก็ไม่มีหลกั ฐานใดๆมาใช้ยนื ยนั ดว้ ยเชน่ กนั

เม่ือองคช์ าย หงลี่ ขึ้นสืบพระราชบัลลังก์นั้นทรงพระนามกษตรยิ ์ “เฉยี นหลง” ขึ้นครองราชย์ต้ังแต่ปี พ.ศ.
๒๒๗๘ เป็นกษัตริย์อีกพระองค์ท่ีได้รบั การยกย่องว่าทรงพระปรชี าสามารถเช่นเดียวกบั กษัตริย์ คังซี และมีอายอุ ยู่
ในรัชบัลลังก์นาน ๖๑ ปีเท่ากันอีกด้วย พระองค์ทรงพระปรีชาท้ังด้านการปกครอง การรบ และวิชาการใน
แขนงตา่ งๆ รวมท้งั ยังเชี่ยวชาญ ทั้งด้านศิลปะและกวอี ีกด้วย แตใ่ นสมัยปกครองของกษัตรยิ ์ เฉียนหง นี้ถือว่า
เปน็ ช่วงทว่ี นุ่ วายท่ีสุดช่วงหน่ึงในประวัติศาสตร์จีน พระองคต์ อ้ งเผชิญกบั การตอ่ ต้านราชวงศ์ ชิง ท่ีหนกั ข้อกว่า
ยุคสมัยใด และด้วยการที่พระองค์ออกเที่ยวสอดส่องดูทุกข์สุขประชาชนภายนอกวังอยู่เป็นประจำ จึงทำให้
เหล่าขันทีและขนุ นางเป็นผู้ดแู ลงานในวังแทนพระองค์ กลุ่มคนเหล่านีจ้ ะมโี อกาสส่ังสมอำนาจขึ้นอีก จนเกิด
การฉ้อราษฎร์บงั หลวงคร้ังใหญข่ ้นึ ในสมยั ของพระองค์นี้ขนุ นางทรงอำนาจทเ่ี ปน็ แกนนำเหลา่ ขุนนางฉ้อราษฎร์
กค็ ือ “เหอเซิน” คนเหล่าน้ีเบียดบังภาษีราษฎรมาแจกจ่ายให้แก่พวกพอ้ งตนเอง และรับอามิสสินจ้างจากพอ่ ค้า
ชาวตา่ งชาตเิ พ่ืออำนวยล่ทู างให้ติดต่อกับราชสำนักไดอ้ ยา่ งสะดวกสบายข้นึ และคนเหล่านี้ยังยกั ยอกเงินหรอื ส่งิ ของท่ี
ทางการส่งไปชว่ ยเหลือราษฎรซ่ึงประสบภัยเข้ากำป้ันตวั เองอีกด้วย เรือ่ งนี้ทราบกนั โดยท่วั ไปแต่กไ็ ม่มใี ครทำอะไร
เหอเซิน ได้เน่ืองจากอำนาจอันมากล้นของเขาน่ันเอง เหอเซิน อาศัยความเป็นขุนนางคนสนิทของกษัตริย์
เฉียนหลง มาเป็นโอกาสในการแสวงหาผลประโยชน์ใส่ตัวเองอย่างมากมาย เรื่องน้ีเป็นเร่ืองเดียวที่ถือเป็นจุด
บอดของกษัตริย์ เฉียนหลง แมพ้ ระองค์จะเป็นกษัตริย์นักพัฒนาก็ตาม กระทง่ั เม่ือพระองค์ได้ทรงสละบัลลังก์
ให้แก่โอรสช้ึนเป็นกษัตริย์ “เจยี้ เชยี่ ง” ในปี พ.ศ.๒๓๑๙ ก็ยังไม่มีใครกลา้ ที่จะจัดการกับ เหอเซิน จนอีก ๒ ปี
ตอ่ มาเมื่อกษตั ริย์ เฉยี นหลง ได้ส้ินพระชนม์ลง กษัตริย์ เจีย้ เชี่ยง จึงถือโอกาศปลด เหอเซิน ออกจากตำแหน่ง
แลว้ ส่ังประหารด้วยวธิ ีการทรมานนานาชนดิ ก่อนจะใหด้ มื่ ยาพษิ เป็นการปดิ ฉาก

นอกจากชาวจีนในสมัยนั้นจะมีความเกลียดชังชาว แมนจู ที่เข้ามายึดครองแผ่นดินจีนแล้ว ยังชิงชัง
ชาวแมนจู ที่ชอบวางอำนาจกดขี่ชาว ฮ่ัน และยังเหยียดหยามชาว ฮั่นว่า ต่ำกว่าตน แถมยังชอบเอารัดเอา
เปรยี บแย่งโอกาสตา่ งๆนานาไปครอง แตพ่ อนานวันเขา้ ชาวฮน่ั กช็ ินชากับเรอื่ งตา่ งๆเหลา่ นจ้ี นกระท่ังมภี ัยเข้า
มาถึงตวั ซงึ่ ท้ังชาว ฮั่น และ ชาว แมนจู ต้องเผชิญรว่ มกนั นั่นก็คือการสร้างอทิ ธพิ ลของพวกฝร่งั ชาติตะวันตก
ทีเ่ ร่มิ ไหลทะลักเข้ามามากตั้งแต่ในสมัย กษัตริย์ เฉียนหลง เหตุการณ์โจมตีผลประโยชน์ของชาวตะวันตกครั้ง
ใหญ่เกิดข้ึนระหว่างชว่ งปี พ.ศ. ๒๓๘๒ จนถงึ พ.ศ.๒๓๘๕ ในเหตกุ ารณ์ที่เรยี กวา่ “สงครามฝนิ่ ” เกดิ ขึ้นในสมัย
ของกษตั รยิ ์ “เต้ากวง (Daoguang)”

สงครามฝิ่น เป็นคำที่ชาวจีนนำมาใช้เรียกในสงครามที่เกิดข้ึนระหว่างจีนกับอังกฤษในระหว่างเดือน
พฤศจิกายน ๑๘๓๙ ถึงเดอื นสิงหาคม ๑๘๔๒ แต่อังกฤษซ่ึงเป็นคู่สงครามเรยี กสงครามในครง้ั นี้ว่า “สงคราม
การค้า” สงครามฝ่ินในคร้ังน้ีมีประชาชนชาวจีนลุกขึ้นมาสนับสนุนรัฐบาลกันมากมาย และช่วยกันทำลายฝ่ิน
ของชาวอังกฤษลงอีกด้วย แต่สงครามก็สิ้นสุดลงด้วยการทำสนธิสัญญาสงบศึกท่ีนานกิง จึงทำให้จีนต้อง
ยินยอมยกเกาะฮอ่ งกงไปเปน็ เขตเชา่ ของอังกฤษนับตั้งแตบ่ ัดน้ันเป็นตน้ มา และต้องยนิ ยอมเปิดเมืองท่าให้เรือ
สนิ ค้าองั กฤษขึ้นสินค้าอีกหลายเมืองทั้งยงั ต้องชำระค่าฝ่ินที่ถูกทำลายไปทั้งหมดอีกด้วย เรียกได้ว่าสัญญาท่ีทำ

32

นั้น ฝ่ายจีนเสียเปรียบในทุกๆด้าน และภายหลังสงครามฝิ่นคร้ังน้ันแล้วก็ยังคงเกิดสงครามฝิ่นข้ึนอีกครั้งในปี
พ.ศ.๒๔๐๑ จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๐๓ ซึ่งครั้งน้ีจีนก็เป็นฝ่ายพ่ายแพ้อีก และต้องยินยอมเปิดเมืองท่าแห่งใหม่สร้าง
ความแค้นให้ชาวจนี เปน็ อยา่ งมาก

สืบเนื่องจากสงครามฝ่ินนี้เองท่ีทำให้ประชาชนเริ่มลุกขึ้นขับไล่รัฐบาลราชวงศ์ ชิง อย่างหนักในปี พ.ศ.๒๓๙๔
(ค.ศ.๑๘๕๑) ในยุคสมัยของกษัตริย์ “เซียนเฟิง” จึงเกดิ กบฏ “ไทผ่ ิง ” ขึ้นโดยมีหัวหน้ากลมุ่ ชือ่ “หง ซว่ิ ฉวน”
ใช้ความเกลียดชังชาว แมนจู ของชาว ฮั่น ออกปลุกระดมมวลชนให้ลุกต่อตา้ นราชวงศ์ ชิง อีกครั้งโดยโจมตีว่า
ราชวงศ์ ชิง วา่ ไม่มีความเข้มแข็งพอที่จะเอาชนะพวกตะวันตกได้ จนตกเป็นเบ้ียล่างของพวกตะวนั ตกอีกพวกหนึ่ง
กองทัพประชาชนในคร้ังนั้นได้กระจายออกไปตามมณฑลต่างๆโดยมีผู้ท่ีเชื่อในตัว หง ซ่ิวฉวน มาเข้าร่วมกัน
มากข้ึนเรื่อยๆ การก่อกบฏในครั้งนี้นั้นกินระยะเวลายาวนานตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๓๙๔ จนถึงปี พ.ศ. ๒๔๐๗ รวม
เป็นเวลา ๑๓ ปี การก่อกบฏในช่วงแรกๆนั้น ฝ่ายกบฏเป็นฝ่ายมีชัยในทุกที่ท่ียกกำลังเข้าโจมตีฝ่ายรัฐบาล
และเม่ือสามารถยดึ ครองเขตแดนต่างๆไดแ้ ล้ว หง ซว่ิ ฉวน จึงประกาศกอ่ ตง้ั รฐั อิสระของพวกตนข้นึ มาเรยี กว่า
“อาณาจักรสวรรค์” หรือ “ไทผ่ งิ เทยี นกัว๋ ” กองทพั ไท่ผิง เทียนกั๋ว เรม่ิ ประสบปราชัยขนึ้ เร่ือยๆจนกระทง่ั ถูก
ปราบปรามอย่างราบคาบในปี พ.ศ.๒๔๐๗ สงครามต่อต้านราชวงศ์ชิง ครั้งน้ี นับเป็น สงครามกลางเมืองท่ี
นองเลอื ดทส่ี ุดอกี คร้งั หนึง่ ในประวตั ิศาสตร์จีน ประมาณกนั วา่ มีผคู้ นล้มตายไปในระหว่างทำสงครามครัง้ น้ีมาก
ถงึ ๒๐ ถึง ๕๐ ล้านคนเลยทีเดยี ว

ความวุ่นวายยังคงสืบเน่ืองมาเร่ือยๆ และยิ่งวุ่นวายมากขึน้ เมอื่ เขา้ สู่ชว่ งปลายราชวงศ์ ชิง โดยเฉพาะ
ในชว่ งที่พระนาง “สือสี ไท่โฮ่ว” หรือท่ีมักรู้จกั กันในพระนามวา่ “ซูสีไทเฮา” ข้ึนมากุมอำนาจทั้งหมดในมือของ
พระนางแตผ่ ู้เดียว หลงั การสิ้นพระชนม์ของกษตั รยิ ์ เสียนเฟิง เมอ่ื กษัตริย์ เสียนเฟิง สิ้นพระชนม์ลง พระโอรสของพระ
นางซึ่งมพี ระชนม์เพียง ๕ พรรษา จึงขึ้นเป็นกษัตรยิ ์พระนามว่า “ถงจือ้ ” แต่ ถงจื้อ นงั่ บลั ลังก์ได้เพียง ๑๔ ปีก็
สน้ิ พระชนมใ์ นปี พ.ศ.๒๔๑๘ ดว้ ยพระชนมเ์ พียง ๑๘ พรรษาด้วยพระโรคชนิดหนง่ึ ซึง่ มนี ักประวตั ิศาสตร์หลาย
คนเชอื่ วา่ พระองค์ป่วยด้วย “กามโรค” ท้ังพระนาง สืออนั และพระนาง ซูสี ต่างไม่มีทายาทเหลืออยู่ จึงเลือก
โอรสพระชนม์ ๕ พรรษาขององค์ชาย “ชุ่นท่ี ๑” อนุชาอีกองค์หน่ึงของกษัตริย์ เสียนเฟิง ขึ้นเป็นกษัตริย์สืบ
แทนพระนามว่า “กวางสู” โดยท้ัง ๓ พระองคก์ ็ยังเป็นผู้สำเร็จราชการเช่นเดมิ และเม่ือได้ข้ึนครองราชย์แล้ว
พระนาง ซูสี ได้วางแผนรับกษัตริย์ กวางสู เปน็ บตุ รบุญธรรม

นางเอง มตี ำแหน่งเป็น ไท่โฮ่ว หรือ ไทเฮา หรือ พระมารดาของกษัตริย์ ซึ่งมีอำนาจเหนือกว่าพระนาง สืออัน
และองค์ชาย กง โดยปริยาย จนกระทั่งปี พ.ศ.๒๔๒๔ พระนาง สืออัน ได้ส้นิ พระชนม์ลง และตอ่ มาในปี พ.ศ.
๒๔๔๑ องค์ชาย กง ก็สน้ิ พระชนมล์ งไปอกี จึงคงเหลือแต่เพียงพระนาง ซูสี เท่านั้นทมี่ ีอำนาจสงู สดุ ในการเป็น
ผูส้ ำเร็จราชการแทนพระองคแ์ ล้วปัญหาก็เร่ิมต้นขึ้นมานับต้ังแต่น้ันมา เม่ือกษัตรยิ ์ กวางสู พระชนม์ครบ ๑๙
พรรษา ซึ่งสามารถทจ่ี ะว่าราชการเองได้โดยไม่ต้องมีตำแหน่งผสู้ ำเร็จราชการแทนอีกตอ่ ไป พระนาง ซูสี กลับ
ไมย่ ินยอมวางมือมอบอำนาจกลับคนื ให้แก่กษัตริย์และยงั คงพยายามที่จะควบคมุ กษตั รยิ ์อย่างท่ีเคยกระทำมา
โดยตลอด จงึ เกิดความขดั แย้งระว่างกษัตริย์กบั พระนางมาตลอดมาโดยเฉพาะเรอ่ื งของการปกครองซ่ึงท้งั สอง
มีแนวความคดิ แตกต่างกนั อยา่ งมาก พระนางซสู ี ต้องการอนรุ กั ษ์ระเบียบวิธีการอยา่ งเดมิ ไวท้ ้งั หมด แตก่ ษตั ริย์
กวางสู ก็กลับเห็นว่าถึงเวลาท่ีจะต้องปฏิวัติให้เป็นไปตามยุคสมัยไม่ควรผูกขาดอำนาจไว้ท่ีราชสำนัก ควรให้

33

ประชาชนได้มีส่วนร่วมบ้าง และควรให้โอกาสแก่ประชาชนได้รับการศึกษาตามสมควรไม่ใช่ผูกขาดแต่บุตร
หลานคนช้ันสูงเท่านั้น โดยที่สำคัญคือควรทจ่ี ะปฏิรูประบบราชการและการบริหารสำนักเสียใหมเ่ พ่ือไม่ให้ถูก
ประชาชนเกลียดชังอย่างท่ีผ่านๆมา ที่นักประวัติศาสตร์ลงความเห็นว่าน่ันคือจุดเร่ิมต้นในการปลูกฝังระบบ
ประชาธิปไตยในแผ่นดินจีนครั้งแรก ส่ิงเหล่านี้จึงได้นำมาซึ่งนโยบายการปฏิรูปที่เรียกว่า “แผนการปฏิรูป
๑๐๐ วนั ”ใน ปี พ.ศ.๒๔๔๑

จดุ เร่ิมต้นแนวคิดการปฏิรปู ของกษัตรยิ ์ กวางสู น่ันเริ่มตน้ มาจากการที่พระองค์ได้ฟงั อาจารยแ์ ละนัก
คิดนักเขียนผู้หน่ึงช่ือ “คัง โหย่วเว่ย” พูดถึงโลกท่ีเปล่ียนแปลงไปในยุโรป จีนถึงเวลาที่ประเทศจีนต้องมีการ
เปลยี่ นแปลงตามโลกด้วย ดังน้นั ถ้าหากจีนไม่ต้องการเป็นชาติใหญ่แต่ตัว ก็ต้องมีการปฏิรปู ระบบใหม่ทั้งหมด
ใหส้ ังคมเกิดการตื่นตัวและเจรญิ กา้ วหน้าได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่ใหญ่แต่ตัวข้างในกลวงอย่างท่ีเป็นอยู่ในเวลานั้น
ซง่ึ กษตั ริย์ กวางสู กเ็ ห็นดีด้วย จึงแอบร่างนโยบายปฏริ ูปรว่ มกับคนกลมุ่ หน่ึง แต่เมื่อแผนนไี้ ดร้ ับการเปดิ เผยข้ึน
กลับสรา้ งความไม่พอใจให้แกพ่ ระนาง ซูสี เป็นอย่างมาก พระนางจงึ คิดวางแผนยึดอำนาจจากกษตั รยิ ์ กวางสู
โดยมี “หยวน ซ่ือข่าย” ขนุ พลสำคญั ในสมยั ราชวงศ์ ชิง เปน็ หัวหน้าเข้าจับกลุมกษัตริย์ กวางสู และกักบริเวณ
อยู่แต่ภายในตำหนักจนกระทั่งพระองค์ส้ินพระชนม์ลงอย่างเป็นปริศนาในปี พ.ศ.๒๔๕๑แต่ต่างก็เชื่อกันว่า
พระองค์ถกู วางยาพษิ โดยพระนาง ซูสี นัน่ เอง

หลังจากที่กษัตรยิ ์ กวางสู ส้นิ พระชนมล์ ง พระนาง ซสู ี จึงเลือกโอรสรพระชนม์เพียง ๒ พรรษาขององคช์ าย
“ซนุ ที่ ๒” โอรสขององคช์ าย ชนุ ท่ี ๑ ขึ้นเป็นกษัตริย์ “ซวนถ่ง” แตพ่ ระนามทม่ี ักรู้จักกนั กค็ ือ “ปูยี” หรอื “ผู้
อี”้ หรือที่เรียกว่า กษัตริย์องค์สดุ ท้าย ของราชวงศ์ ชิง โดยที่พระนางหวังจะใช้กษัตรยิ ์หุ่นเชดิ อีกพระองค์ แต่
พอกษัตริย์องค์น้อยขึ้นบัลลังก์ได้เพียงไม่นานนัก พระนาง ซูสีไทเฮา ก็ประชวรและสิ้นพระชนม์ลงในปี พ.ศ.
๒๔๕๑ ปีเดียวกนั นั้นเอง แต่เค้าลางแหง่ ความหายนะของราชวงศ์ ชิง นั้นเกิดข้นึ มานานแลว้ ต้ังแต่ทพี่ ระนาง
ซสู ีไทเฮา ได้ เข้ากุมอำนาจการปกครองไว้ท้ังหมด และใช้อำนาจโดยไมส่ นใจพระมเหสีสอื อัน หรือ องค์ชาย กง
ผสู้ ำเรจ็ ราชการรว่ มแตอ่ ย่างใด

ความเหลวแหลกในการเมืองการปกครองในยุคพระนาง ซูสี น้ีจึงทำให้ประชาชนเกิดความไม่พอใจ
และสะสมความแค้นต่อคนในราชวงศ์มากข้ึนอีกจากเดิมที่ไม่พอใจราชวงศ์อยู่ก่อนแล้ว การขึ้นครองของ
“กบฎนักมวย” หรือ “กบฎบอ็ กเซอร์” ในปี พ.ศ.๒๔๔๓ ก็เกิดข้ึนจากความกดดันซ่งึ ประชาชนอดทนไมไ่ ดต้ ่อ
การปกครองประเทศอย่างเหลวแหลกของพระนาง ซสู ี น้ีเอง ถงึ แมค้ รงั้ ต่างๆจะปราบปรามลงได้ แต่กเ็ กิดกบฎ
การก่อจลาจลครั้งใหม่ๆข้ึนอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา และถึงแม้ว่าพระนางจะส้ินพระชนม์ลงก็ไม่ได้ทำให้
สถานการณ์ดีข้ึนแต่อย่างใด เน่ืองจากปัญหาต่างๆหมักหมมมานานจนเกินกว่าที่จะแก้ไขได้แล้ว กระทั่งถึงปี
พ.ศ.๒๔๕๔ จึงได้เกิดมีประชาชนหัวก้าวหน้ากลุ่มหน่ึง ลุกข้ึนปฏิวัติโค่นล้มระบบราชวงศ์ลง โดยเรียกปฏิวัติ
คร้งั นี้ว่า “ปฏิวตั ิซินไห่” ผู้นำในการปฏิวัตนิ ้ีก็คือ “ดร.ซุน จงซาน” หรือ “ซุนยัตเซ็น” ร่วมกบั คนหลายๆกลุ่ม
มีทั้งพ่อค้าและทหารทำการปฏิวัติโค่นล้มราชวงศ์ ชิง จนสำเร็จแล้วถอดถอนกษัตริย์ ซวนถ่ง ลงจากบัลลังก์
จากน้ันจึงประกาศล้มระบอบราชวงศ์ลงอยา่ งถาวร เป็นการปิดฉากการปกครองระบอบกษัตริย์ท่ีสืบทอดยาวนาน
มาหลายพันปลี งในปีน้นั เอง

34

จนี กอ่ นสมยั ยุคปัจจบุ ัน
ประวัติศาสตร์จีนซ้ำรอยอย่างไม่จบสิ้น เมื่อใดท่ีกษัตริย์เกิดความอ่อนแอลง ปล่อยให้ช่องว่างทาง
อำนาจเกิดข้ึน พวกขันทีและขุนนางจึงได้โอกาสขึ้น มาส่ังสมอำนาจเพื่อให้ตนมีโอกาสมากกว่าผู้อ่ืน พอนานวัน
อำนาจก็สะสมขึ้นจนพอกพูน ทำให้บุคคลน้ันเรมิ่ เกิดความคะนองใจอิทธิพลทพ่ี อกพูนข้ึน จึงเกดิ ความเหิมเริม
ทะนงตนไปว่ามีอำนาจบารมีมากแม้แต่กษัตริย์ยังต้องให้ความเกรงใจ และในท่ีสุดก็คิดท่ีจะมีอำนาจเหนือ
กษตั รยิ ์
หลังกบฏ หวง เฉา แล้ว ผู้มีบทบาทอย่างมากในช่วงปราบกบฏครั้งน้ัน ก็คือแม่ทัพ “จู ฉวนจง” ซึ่ง
เดิมทีเป็นแม่ทพั ของฝ่ายกบฏ แต่ตอ่ มาได้แปรพักตร์มาอยู่ฝ่ายราชวงศ์ ถัง การย้ายข้างของแม่ทัพผ้นู ี้เองที่ทำ
ใหฝ้ ่ายราชวงศ์ ถัง กลับมาเป็นฝ่ายไดร้ ับชัยชนะ และหลังจากท่ีปราบกบฏ หวง เฉา แล้ว จู ฉวนจง ก็บำเหน็จ
ความดีความชอบขนึ้ เป็นเสนาบดีกลาโหมในสมัยปลายราชชวงศ์ ถงั ตำแหน่งควบคุมกองทัพที่ทำให้มีอำนาจ
ในมืออย่างมากล้นจนคิดจะข้ึนกุมอำนาจไว้แต่ผู้เดียว แต่แทนที จู ฉวนจง จะวางตนเป็นผู้ปกป้องอำนาจ
กษัตริย์และราชวงศ์ ถัง กลับกลายเป็นผู้ถืออำนาจกลุ่มใหม่ที่เขา้ ควบคุมกษัตริย์แทน แล้ววางแผนที่จะเป็นผู้
เชดิ หุ่นอยบู่ ้ืองหลงั จู ฉวนจง จงึ วางยาพษิ กษตั ริย์ “เจา้ จง” จนสน้ิ พระชนม์ลงในปพี .ศ.๑๔๔๗ แล้วจึงตงั้ โอรส
ของกษัตริย์ เจ้าจง พระชนม์เพียง ๑๓ พรรษาขึ้นเป็นกษัตริย์หุ่นเชิดมีพระนามว่า “ไอตี้” นับเป็นกษัตริย์
สุดท้ายของราชวงศ์ ถัง และหลงั จากขนึ้ กมุ อำนาจอย่างเบด็ เสร็จ จู ฉวนจง บีบให้กษัตริยท์ ำตามอำเภอใจของ
ตนเอง ส่ิงแรกก็คืออาศัยราชโองการส่ังประหารคนท่ีไม่ชอบ รวมท้ังคนสกุล หล่ี ซ่ึงเป็นเช้ือสายราชวงศ์รับ
ราชการอยู่ท้ังหมด นับเป็นเหตุการณ์อันนองเลือดที่สุดในวังหลวงอีกคร้ังที่เกิดขึ้นกับราชวงศ์น้ี กระทั่งถึงปี
พ.ศ.๑๔๕๐ จู ฉวนจง ก็ทำการล้มล้างราชวงศ์ ถัง ลงโดยบีบบังคับให้กษัตริย์ไอต้ี สละบัลลังก์ แต่พอกษัตริย์
ไอตี้ ยินยอมสละบลั ลังก์แลว้ จู ฉวนจง ก็กลับวางยาพษิ กษัตริย์ไอตี้สิ้นพระชนม์ไปอีกพระองคห์ น่ึง ต่อจากนั้น
จู ฉวนจง จึงต้งั ตนขน้ึ เป็นกษัตริย์เสียเองพระนามว่า “ไท่จู่” แห่งราชวงศ์ใหม่คอื “ราชวงศ์ โฮว่ เหลียง” หรือ
“ราชวงศ์เหลียง สมัยหลัง” การก่อต้ังราชวงศ์ โฮ่ว เหลียง ขึ้นจึงเป็นการสิ้นสุดราชวงศ์ ถัง ลงในปีนั้น และ
นับเปน็ จุดเร่ิมตน้ ของการเข้าสูช่ ่วงเวลาท่ีแผน่ ดนิ จนี เกดิ ความแตกแยกออกเปน็ แคว้นๆอกี ครง้ั หน่งึ

การปฏิวตั สิ ู่จนี ยุคใหม่
(ปีพ.ศ. ๒๔๕๔)

ภายหลังการปฏิวัติ ซินไห่ ซึ่งนำแผ่นดินเข้าสู่ยุคสมัยใหม่อย่างถาวรแล้ว ประเทศจีนจึงได้สถาปนา
ระบบการปกครองแบบอย่างโลกตะวันข้ึน คือระบอบ “ประชาธปิ ไตย” เหตกุ ารณ์ท้ังหมดน้นี ับว่าเป็นก้าวแรก
ของประเทศจีนทกี่ ้าวเขา้ สู่ยคุ สมัยใหมอ่ ยา่ งแท้จริง โดยมีการต้ังชอ่ื ประเทศใหม่ดว้ ยว่า “สาธารณรัฐจีน” การ
ก่อตั้งประเทศจีนใหม่นี้เกิดข้ึนจากการที่ประชุมที่กรุงนานกิงในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ โดยท่ีประชุมไดเ้ ลอื กให้ ดร.
ซุน ยัตเซ็น ข้ึนดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐจีน ประมุขสูงสุดของประเทศในระบอบ
ประชาธิปไตย แต่สถานการณ์ของประเทศในช่วงน้ันสับสนวุ่นวายมาก ทั้งศึกภายในและศกึ ภายนอกทยี่ งุ่ เหยิง
ไปหมด มีการแตกกลุ่มแตกก้อนออกเป็นกลุ่มอำนาจตา่ งๆมากมาย ทั้งกลุ่มทางสังคม กลุ่มเช้ือสายต่างๆ และ

35

กลุ่มการเมืองทม่ี ีอยู่มากมาย การขน้ึ มารับตำแหน่งของ ดร. ซนุ ยัตเซ็น จึงเปน็ เพยี งตำแหน่งท่ีไม่มีใครรองรับ
ไดว้ ่ากลุ่มอิทธพิ ลตา่ งๆนจ้ี ะยอมให้ความรว่ มมอื โดยเฉพาะกลมุ่ ทหารท่ีถอื ว่าตนมกี ำลงั เหนือกวา่ กลุ่มใดๆ ดว้ ย
เหตุน้ี เม่ือ ดร.ซุน ยัตเซ็น น่ังอยู่ในตำแหน่งประธานาธิบดีได้ไม่นาน ก็ต้องถูกบีบให้ลาออกโดยกลุ่มทหาร ท่ี
ขณะนั้น หยวน ซ่ือข่าย ท่ีถือว่าตนมีบทบาทสำคัญในการยึดอำนาจจากราชวงศ์ ชิง และกดดันให้กษัตริย์
ซวนถ่ง ยินยอมสละราชบัลลังก์ เม่ือครั้งปฏิวัติ หยวน ซื่อข่าย จึงเป็นแกนนำในการกดดัน ดร.ซุน ยัตเซ็น ให้
สละตำแหนง่ จากน้ัน หยวน ซือ่ ข่าย จึงถือสิทธิ์ขน้ึ มาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดเี สียเอง แตแ่ ลว้ หยวน ซือ่ ขา่ ย
ก็ทำให้ทุกคนไม่สบายใจ เมื่อมแี นวโน้มว่าจะนำประเทศถอยกลับสรู่ ะบอบเดิมอีก

เมือ่ หยวน ซอ่ื ขา่ ย ถืออำนาจอยใู่ นมือแลว้ ก็ทำตามใจตัวเอง เขาได้ประกาศล้มเลิกระบอบสาธารณรัฐ
ลงท้ังที่พ่ึงตั้งขึ้นมาเพียงไม่นาน แล้วสถาปนาระบอบกษัตริย์และราชวงศข์ ้ึนมาใหม่ โดยต้ังตนเองเป็นกษตั ริย์
องค์ใหม่ แต่ยังไม่ทันเสร็จพิธีราชาภิเษกข้ึนเป็นกษัตริย์โดยสมบูรณ์ก็เกิดแรงต่อต้านขึ้นอย่างมากมายจนต้อง
ล้มเลิกความคิดลงในเวลาไม่ก่ีเดือน และจากการเดินเกมอย่างผิดกาลเทศะอย่างรุนแรงของ หยวน ซ่ือข่าย
คร้ังนั้น ทำให้กลุ่มต่างๆท่ีเคยสนบั สนุนเขา แม้แตพ่ วกญ่ีปุ่นสัมพันธมิตรท่ีเหนี่ยวแน่นของเขากถ็ อยห่าง เวลานั้น
เขาตกอยใู่ นสภาพท่ีโดดเด่ียวไมน่ านก็เสียชวี ิตลง ในปีพ.ศ. ๒๔๕๙ ก่อนท่ี หยวน ซอ่ื ข่าย จะเสยี ชวี ิตลง เขาได้
ลาออกจากตำแหน่งไปก่อนแล้ว ทำให้ประเทศจีนต้องเกิดสุญญากาศทางการปกครองไปช่วงหนึ่ง อันเป็น
ช่วงเวลาที่เรียกว่า “ยุคขุนศึกเรืองอำนาจ” เนื่องจากมีการเพาะอิทธิพลจากเหล่าแม่ทัพท่ีตั้งกำลังอยู่ตาม
มณฑลต่างๆท่ัวประเทศคล้ายกับแคว้นอิสระที่ไม่ขึ้นต่อกัน ไม่มียอมรับอำนาจของรัฐบาลกลางอีกต่อไป
เหตกุ ารณ์เชน่ นีด้ ำนเนินต่อเน่อื งไปจนกระทั่งถงึ ปี พ.ศ. ๒๔๖๒ กเ็ กดิ เหตุการณ์ทีเ่ รียกว่า “การเคล่อื นไหววนั ที่
๔ พฤษภาคม” หรอื “อูซ่ ่อื ยว่นิ ต้ง” ขนึ้

ซุน จงจาน หรือ ซนุ ยตั เซ็น
การเคล่ือนไหว ๔ พฤษภาคม น้ัน เริ่มต้นจากการที่มีกลุ่มนักศึกษาในปักก่ิงจำนวนหน่ึงเกิดความไม่
พอใจตอ่ สนธิสัญญา แวร์ซายล์ ซ่ึงทำขน้ึ หลังสงครามโลกครัง้ ที่ ๑ สนิ้ สุดลง การเคลอื่ นไหวเริม่ ขน้ึ จากความไม่
พอใจของประชาชนท่ีมีต่อรัฐบาลท่ีไม่ต่อสู้ในเร่ืองนี้อย่างเต็มท่ี ท้ังยังปล่อยให้ประเทศเกิดกลุ่มขุนพลเพาะ
อำนาจสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนตามท้องถิ่นต่างๆ ทง้ั ๒ กรณีนี้ แสดงให้เห็นความหย่อนสมรรถภาพ
ของรฐั บาลอยา่ งชดั เจน ความไม่พอใจนี้ถงึ จุดเดือดเมือ่ กลุ่มนักศึกษา ๑๓ สถาบันในกรุงปักก่งิ จำนวนหลายพัน
คนไดอ้ อกมาเดนิ ขบวนประทว้ งรัฐบาลหนา้ จัตุรัสเทียนอนั เหมนิ เพ่ือกดดนั ให้รัฐบาลประทว้ งสนธสิ ัญญาอนั ไม่
เป็นธรรมน้ีให้เห็นเป็นรูปธรรม และชักชวนให้มีการต่อต้านสินค้าญ่ีปุ่น ไม่ร่วมสังฆกรรมกับคนญี่ปุ่นท่ัวท้ังประเทศ
การเคลอ่ื นไหวน้เี องที่นับถอื วา่ เป็นจดุ เริม่ ต้นระบอบคอมมิวนิสตถ์ อื กำเนิดบนแผน่ ดินจีนคร้งั แรก
จากพลังขับเคลื่อนโดยมวลชนกลุ่มตา่ งๆอย่างเป็นรปู ธรรมครงั้ แรกในการเคล่ือนไหว ๔ พฤษภาคมใน
ครั้งนน้ั รวมถงึ ขา่ วการปฏิวัติทป่ี ระสบความสำเร็จของกล่มุ คอมมิวนสิ ต์ในรัสเซยี ทำให้กลมุ่ การเมืองกลมุ่ หนึ่ง
ในจีนท่ีมีบทบาทสำคัญเม่ือคร้ังเกิดการปฏิวัติ ซินไห่ ด้วยเช่นกันนำโดย “เฉนิ ตู๋ซวิ่ ” กับ “หลี ตา้ เจา” ก่อตั้ง
“พรรคคอมมิวนิสต์จีน” ข้ึนใน ปี พ.ศ. ๒๔๖๔ เพื่อให้คนชั้นล่างกบั ชนช้ันแรงงานได้มีโอกาศเข้ามามีบทบาท
ดา้ นการเมือง การปกครองบา้ งจากท่ีเคยมีแต่ชนชนั้ สูงหรือชั้นนำในสงั คมเท่านั้น ทผ่ี ูกขาดระบบทางการเมือง

36

การปกครองของประเทศมาทกุ ยคุ ทุกสมัย ทงั้ ทค่ี นช้ันล่างและคนใช้แรงงานนนั้ มสี ว่ นชว่ ยในการสรา้ งชาติอย่าง
มาก กลับไม่เคยมีสิทธ์มิ ีเสยี งใดๆเลย ซ่งึ ในชว่ งเวลาเดยี วกันนั้นทางด้าน ดร.ซนุ ยตั เซน็ ได้พยายามกลับเขา้ มามี
บทบาททางการเมืองของจีนอีกครั้งหลงั จากที่เกิดการเคลื่อนไหวเม่อื วนั ที่ ๔ พฤษภาคมเช่นกัน ดร.ซุนยัตเซ็น
ได้ต้ังศูนย์บัญชาการปฏิวัติข้ึนที่มณฑลกวางตุ้งทางภาคใต้ของจีน โดยมีการเมืองการเมืองช่ือ “กั๋วหมินต่ัง”
หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ก๊กมินต๋ัง” แปลว่า “พรรคชาตินิยม” เป็นแกนหลักในการเคล่ือน ได้วางแผนที่
ปราบปรามขนุ อำนาจของเหล่าขุนพลซ่ึงเขตอำนาจของตนขน้ึ เป็นอิสระใหห้ มดสิ้นเพือ่ ใหป้ ระเทศกลบั มาสกู่ าร
ควบคุมอีกคร้งั และเนื่องจากเขตอำนาจของกลุ่มขุนศึกเหล่านั้นตัง้ อยู่ในภาคเหนือเป็นสว่ นใหญ่ แผนน้ีจึงถูก
เรียกวา่ “การเดินทางสภู่ าคเหนือ หรอื “เปย๋ ฟา” โดยมแี ม่ทพั ชอ่ื “เจียง ไคเช็ค” เป็นผูบ้ ัญชาการกองทพั เพ่ือ
จะสร้างกำลงั ของกองทัพให้เข้มแข็ง สำหรับต่อกรกับขุนศึกอย่างมีประสิทธิภาพ จึงมีการตั้งค่ายฝึกทหารลัก
ต่อมา ถือเป็นกำลังหลกั ของกองทัพ ก๊กมนิ ตั๋ง มชี อ่ื ว่า “หว่ งผู่ จวินเสย้ี ว” โดยรบั อาสาสมัครคนหนุ่มเขา้ มาฝึก
หทารเป็นจำนวนนับแสนคนเพื่อเปน็ กองทพั ในการทำสงครามกับขุนพลต่างๆ แต่กว่าที่จะเอาชนะขุนพลทาง
ภาคเหนอื เหล่านน้ั ได้ราบคาบลว่ งเข้าไปในปี พ.ศ. ๒๔๗๑ จงึ เสร็จสิน้ ลง

การเคล่ือนไหวของ ดร.ซุน ยัตเซ็น คร้ังนี้ถูกแบ่งออกเป็นสองสายโดยใช้ทางด้านการเมืองการทหาร
เดินควบค่กู นั ไป เน่ืองจากได้รับบทเรียนท่ีผ่านมาซึง่ เคยมุ่งแต่ด้านการเมอื งเปน็ หลกั แต่ต้องยมื มือผถู้ ืออำนาจ
ทหารมารว่ มกบั การเคลื่อนไหว กระท่งั เมอื่ ทุกอย่างเรม่ิ เข้าเร่อื งเขา้ รอย ฝ่ายทหารก็กลับหลงั มาแวง้ กัดจนฝา่ ย
การเมืองต้องสูญเสียอำนาจไปและเร่ิมต้นใหม่อีกครั้ง ครั้งนี้ ดร.ซุน ยัตเซ็น จึงควบคุมอำนาจท้ังสองเข้ารวมกัน
เพ่ือจัดระเบียบให้ประเทศเดินไปข้างหน้าด้วยกนั อยา่ งสัมฤทธ์ิผล แต่การเคลื่อนไหวครงั้ ใหม่น้ี ดร.ซุน ยัตเซ็น
เหน็ วา่ ลำพังเพยี งพรรค ก๊กมินตง๋ั นนั้ คงไมส่ ามารถเดินเขา้ ไปถึงจุดหมายในเวลาอนั จำกัดได้ จงึ มองหาแนวร่วม
ทีม่ ีพลังทางสงั คมสูง น่ันกค็ ือตอ้ งรว่ มมือกับพรรค คอมมวิ นิสตจ์ นี ทเ่ี วลาน้นั มเี ครือขา่ ยกระจายไปตามชนบท
ที่ห่างไกลตามภูมิภาคต่างๆ ซ่ึงสามารท่ีจะพดู คุยกบั ชาวไรช่ าวนาและคนในชนบทร้เู ร่ืองกว่าคนของ ก๊กมินต๋ัง
ที่ส่วนใหญ่กระจกุ ตวั อย่แู ต่ในเมอื ง แต่การติดต่อพรรค คอมมิวนสิ ตจ์ นี ให้สำเร็จนนั้ จะต้องไดร้ บั ความช่วยเหลือ
จากรัสเซียท่ีเป็นเสมือนพี่เล้ียงในเวลาน้ัน เน่ืองจากปัญหาอุดมการณ์ทางการเมืองและความเชื่อระหวา่ งสอง
พรรคทีต่ ่างกันมาก แตก่ ็มีส่ิงหน่ึงทีเ่ หมอื นกันนัน่ กค็ ืออุดมการณ์ในการสร้างสังคมใหม่ให้บา้ นเมืองกลับสูค่ วาม
เป็นระเบียบเรียบร้อยเพ่ือให้ประเทศเกิดความเข้มแข็งอย่างแท้จริง การเจรจาจึงง่ายข้ึนและนำมาสู่ความ
รว่ มมือกันชว่ั คราวระหว่างพรรคทงั้ สอง

ในช่วงแรกๆน้ันความร่วมมือยังเป็นไปด้วยดี แต่ต่อมาก็เริ่มเกิดขึ้นและเขม็งเกลียวกันระหว่างสอง
พรรคจนนำไปสู่ความแตกหักหลังจากการเสียชีวิตของ ดร.ซุน ยัตเซ็น ปี พ.ศ. ๒๔๖๘ พวกท่ีเกลียดชังพรรค
คอมมิวนสิ ต์มาแตแ่ รกในฝ่ายพรรค กก๊ มนิ ตง๋ั โดยยยุ ง ให้ เจยี ง ไคเช็ค ซึ่งขน้ึ มามอี ำนาจสืบตอ่ จาก ดร. ซุน ยัต
เซ็น ใช้โอกาสน้ีไล่ต้อนกำจัดสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ไปทุกหนทุกแห่ง โดยเร่ิมขึ้นท่ีเซ่ียงไฮ้อันเป็นฐานของ
พรรคคอมมิวนิสตจ์ ีนเป็นแห่งแรก ในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ คนในพรรคคอมมิวนิสตจ์ ีนถกู บุกเข้าจับตัวโดยคนพรรค
ก๊กมินตั๋ง และถูกนำออกมาเข่นฆ่ากลางถนนอยู่อุกอาจ ซ่ึงผลจากการตามไล่ลาครั้งนั้นได้ทำให้คนของพรรค
ฝ่ายคอมมิวนิสต์จีนเสียชีวิตลงไปมากกว่า ๓๐๐ คน สูญหายอีกกว่า ๕,๐๐๐ คนซ่ึงก็คาดว่าน่าจะเสียชีวิต
หรือไม่ก็หลบเข้าป่าไป และยังมีอีกหลายพันคนท่ีถูกจับคุมขัง ส่ิงท่ีติดตามมาอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงก็คือการ

37

เผชญิ หนา้ กันอย่างรนุ แรงระหว่างฝ่ายพรรคคอมมวิ นิสต์จีนทสี่ ามารถไปรวมพลตั้งกองทพั ของตนข้ึนกลายเป็น
“กองทัพปลดแอกประชาชน” แล้วกลับมาทำสงครามเต็มรูปแบบกับพรรค ก๊กมินต๋ัง ซ่งึ ในเวลาน้ันถืออำนาจ
บรหิ ารประเทศอยู่ กลายเปน็ สงครามกลางเมอื งกนิ เวลายาวนานถึง ๒๒ ปี นับตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๔๗๐ จนถึง พ.ศ.
๒๔๙๒

สงครามกลางเมืองบนแผ่นดินจีนที่เกิดขึ้นครั้งใหม่นี้ ในช่วงแรกๆฝ่าย ก๊กมินต๋ง เป็นฝ่ายท่ีได้เปรียบ
กว่าในทุกดา้ น ซงึ่ นอกจากจะกมุ อำนาจรฐั เอาไวใ้ นมือแลว้ ยังมอี าวุธยทุ โธปกรณท์ ่ีเหลือกว่าอกี ดว้ ย จึงสามารถ
ผลกั ดนั ฝ่ายกองทัพปลอดแอกประชาชนของพรรคคอมมิวนิสต์จีนใหถ้ อยร่นไปจนเหลอื แค่ ๓๑๘ เพยี งได้ท่มี ่ัน
คือระหว่างมณฑล เจียงสี และ ฟูเจี้ยน ซึ่งทีน่ ่ันทางฝา่ ยพรรคคอมมิวนสิ ตจ์ นี ได้ประกาศจัดตั้ง “สาธราณรฐั จีน
โซเวียด” โดยได้การรับรองจากรัฐบาลโซเวียดรัฐเซียในปี พ.ศ๒๔๗๔ จึงถือว่าประเทศจีนในเวลานั้นมีถึง ๒
รฐั บาล และในช่วงเวลานีน้ ่ีเอง “เหมา เจ๋อตง” ได้ขน้ึ มามบี ทบาทควบคุมพรรคคอมมิวนิสตจ์ ีน การสู้รบเขม้ ข้น
ขึ้นเมื่อฝา่ ย ก๊กมินตั๋ง เปิดการโจมตีอย่างหนกั อยา่ งต่อเนอ่ื งถึง ๔ ระลอก จนมาถงึ ระลอกที่ ๕ ซงึ่ ทางฝ่ายเจยี ง
ไคเช็ค และ ก๊กมินต๋ัง โถมกำลังทั้งหมดเพ่ือหมายท่ีจะทำลายทีม่ ั่นที่เจียงสีและฟูเจ้ียนของฝ่ายคอมมิวนิสตใ์ ห้
ลงราบคาบนั้น คล้ายจะทำลายกำลังของฝา่ ยกำลังของคอมมิวนิสต์ลงไปได้จริงๆ แต่แล้วฝ่ายคอมมิวนิสต์กลับ
หนีรอดจากการโจมตีอย่างหนักในคร้ังนั้นไปได้โดย เหมา เจ๋อตง ได้สรา้ งความอศั จรรยใ์ หเ้ กิดขนึ้ เมอ่ื ตัดสนิ ใจ
พากองทัพปลดแอกของเขาเดินทางไกลมุ่งหน้าข้ึนเหนือเป็นระยะทาง ๑๒,๕๐๐ กิโลเมตร จากเจียงสีไปถึงที่
หมายที่มณฑลสา่ นซีโดยใช้เวลา ๓๗๐ วัน โดยเรมิ่ ออกเดินทางในเดือนตลุ าคม พ.ศ.๒๔๗๗ ต้องผ่านเส้นทาง
อันทุรกันดารและยังต้องเผชิญหน้ากับสภาพอากาศแปรปรวนตลอดเส้นทาง ซ่ึงเมื่อเร่มิ ต้นออกเดินทางนั้นมี
กำลังพลจำนวน ๙๐,๐๐๐ นาย กระทง่ั เมื่อถงึ จุดหมายแลว้ ก็เหลือกำลังอยู่เพียงไมถ่ ึง ๗,๐๐๐ คนเท่าน้ัน การ
เดินทางไกลหรือ “ลองมาร์ช” ซึ่งภาษาจีนเรียกว่า “ฉาง เจิง” คร้ังน้ันนับเป็นจุดเปล่ียนสำคัญแก่ฝ่าย
คอมมิวนิสต์จีนเป็นอย่างมากเพราะนอกจากจะหนีพ้นการถูกทำลายลงจนราบคาบโดยพรรคก๊กมินตั๋ง ท่ีถือ
เป็นส่ิงที่สร้างความประหลาดใจเป็นอย่างมากแล้ว ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจแก่ทุกคนในกองทัพปลด
แอกจนสามารถกลับมาเพาะกำลังรบให้ฟืนคืนมาใหม่และเข้มแข็งกว่าเดิมอีก จากน้ันฝ่ายคอมมิวนิสต์จีนก็
ยอ้ นกลับไปเอาคืนฝ่าย กก๊ มินตัง๋ จนกลายเป็นฝ่ายต้ังรบั บา้ ง

อยา่ งไรก็ดีสงครามกลางเมืองหยดุ ลงชว่ั คราวเม่ือเกดิ สงครามโลกครั้งท่ี ๒ ขึ้น ช่วงเวลานั้นท้งั สองฝา่ ย
ตอ้ งหันมาตอ่ สู้กบั ศตั รใู หม่ท่ีแผอ่ ำนาจเข้ามายึดครองแผน่ ดนิ จนี นนั่ ก็คอื กองทัพญ่ีปุ่น แตภ่ ายหลังสงครามโลก
ครงั้ ที่ ๒ สิ้นสุดลงกองทพั ปลดแอกของพรรคคอมมวิ นิสตจ์ นี นั้นกลับมามกี ำลังทเ่ี ข้มแขง็ กว่าฝ่าย กก๊ มินตั๋ง เสีย
อีก สงครามกลางเมอื งรอบใหม่เริม่ ต้นขึ้นอีกในปี พ.ศ.๒๔๘๘ สงครามครั้งน้ฝี ่าย ก๊กมินต๋ัง ได้รบั การสนับสนุน
จากชาติตะวนั ตกมากมายหลายชาติ ดว้ ยเกรงว่าฝ่ายคอมมิวนิสต์จะสามารถยึดครองประเทศจนี ได้สำเร็จ แต่
ฝ่ายกองทพั ปลดแอกก็มีเรมิ่ มีชัยไปเร่ือยๆและสามารถไล่ต้อนกองทัพ ก๊กมินตัง๋ ไปกระท่งั จนมมุ และเปน็ ฝ่าย
พ่ายแพไ้ ปในทีส่ ุด ซ่งึ ก็ทำให้ฝ่าย กก๊ มินตงั๋ ตอ้ งอพยพคนของตนหนีขา้ มไปอยูท่ ี่เกาะใตห้ วันนบั เป็นจำนวนล้าน
คนเลยทีเดียว และมีการก่อต้ัง สาธารณรัฐจีน แห่งใหม่ท่ีใต้หวนั น้ันเอง ส่วนทางดา้ นพรรคคอมมิวนิสต์จีนเม่ือ
ได้รับชัยชนะแล้ว เหมา เจ๋อตง ผู้นำสูงสุดของพรรคคอมมิวนิสต์ในเวลาน้ันจึงประกาศสถาปนาประเทศจีนใหม่ขึ้น

38

โดยเปล่ียนชอื่ ประเทศเปน็ “สาธารณรัฐประชาชนจนี ” นำประเทศเข้าสรู่ ะบอบการประครองแบบคอมมิวนิสต์โดย
สมบรู ณต์ ง้ั แต่วนั ที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ๒๔๙๒ จวบจนกระทัง่ ถงึ ปัจจุบนั

39

บรรณานกุ รม

กู๊ดรชิ คาร์รงิ ตนั . ประวตั ศิ าสตร์จนี (พิมพค์ รั้งท่ี 8). แปลโดย ส. ศวิ รกั ษ์. กรงุ เทพฯ: เคล็ดไทย.
ธ วั ช ชั ย บุ ญ ท ร ง แ ล ะ ฐิ ติ นั น ท์ ห น่ อ แ ก้ ว . จี น ยุ ค โบ ร า ณ . [เว็ บ บ ล็ อ ก ]. สื บ ค้ น จ า ก
https://tawatshaiboonsong.wordpress.com/
ประวัตศิ าสตร์จีน. [เว็บเพจ]. สืบคน้ จาก http://www.thaichinese.net/
รงรอง วงศโ์ อบอ้อม. (2560). ประวัติศาสตร์จนี . กรงุ เทพฯ: ธรรมสาร.
วีระชัย โชคมุกดา. (2558). ประวัติศาสตร์จีนมหาอำนาจผู้กุมชะตาโลกจากโบราณถึงปัจจุบัน.กรุงเทพฯ:
ยปิ ซ.ี


Click to View FlipBook Version