ประวัติของพระพุทธเจ้า
คำ นำ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เล่มนี้จัดทำ ขึ้นในรายวิชวิาพระพุทธศาสนา ส.32203 เพื่อสรุปเนื้อหาเกี่ยวกับประวัติ วั ติของพระพุทธเจ้า ตั้งแต่ประสูติจนกระทั่งปรินิรินิพพาน คณะผู้จัดทำ ได้นำ ข้อมูลทั้งหมดมาเรีย รี บเรีย รี งจนได้เป็นหนังสือ อิเล็กทรอนิกส์เล่มนี้ และคณะผู้จัดทำ หวังว่าหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เล่มนี้จะเป็นประโยชน์ให้กับผู้อ่านในการศึกษาประวัติ วั ติพระพุทธเจ้า คณะผู้จัดทำ ก
ข สารบัญ ประสูตร ชื่อเรื่อ รื่ ง หน้า การขนานพระนาม และทรงเจริญริพระชนม์ อภิเษกสมรส ออกบรรพชา เข้าศึกษาในสำ นักดาบส บำ เพ็ญทุกรกิริยริา ตรัสรู้ ประกาศพระศาสนาครั้งแรก ทรงปรินิรินิพพาน 1 4 2-3 5 6-8 9-10 11-12 13 14 อ้างอิง 15 คำ นำ ก สารบัญ ข
พระพุทธเจ้า พระนามเดิมว่าว่ “ สิทธัตถะ “ เป็นพระราชโอรสของ พระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมริหามายา แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ พระองค์ประสูติ ในวัน วั ศุกร์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ( เดือนวิสวิาขะ ) ปีจอ ก่อนพุทธศักราช 80 ปี ณ สวนลุมพินีวัน ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้น ว้ สักกะ กับ กรุงเทวทหะ แคว้นโกลิยะ ( ปัจจุบันคือตำ บลรุมมินเด ประเทศเนปาล ) ประสูติ 1
พระประยูรญาติได้พร้อมใจกันถวายพระนามว่า “สิทธัตถะ” มีความหมายว่า “ ผู้มีความสำ เร็จสมประสงค์ทุกสิ่งทุกอย่างที่ตน ตั้งใจจะทำ ” ส่วนพราหมณ์เหล่านั้นคัดเลือกกันเองเฉพาะผู้ที่ทรง วิทวิยาคุณประเสริฐริกว่าพราหมณ์ทั้งหมดได้ 8 คน เพื่อทำ นายพระราชกุมาร พราหมณ์ 7 คนแรก ต่างก็ทำ นายไว้2 ประการ คือ “ ถ้าพระราชกุมารเสด็จอยู่ครองเรือ รื นก็จักเป็นพระเจ้า จักรพรรดิผู้ทรงธรรม หรือ รื ถ้าเสด็จออกผนวชเป็น บรรพชิตจักเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลก ” การขนานพระนาม และทรงเจริญ ริ พระชนม์ พระราชกุมารได้รับการทำ นายจากอสิตฤาษีซึ่งเป็นที่ทรงเคารพ นับถือของพระเจ้าสุทโธทนะว่าว่ “ พระราชกุมารนี้เป็นอัจฉริยริ มนุษย์ มีลักษณะมหาบุรุษครบถ้วน บุคคลที่มีลักษณะดังนี้ จักต้องเสด็จออกจากพระราชวังผนวชเป็นบรรพชิตแล้วตรัสรู้เป็น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีกิเลสในโลกเป็นแน่ “ หลังจากประสูติได้ 5 วัน พระเจ้าสุทโธทนะโปรดให้ประชุม พระประยูรญาติ และเชิญพราหมณ์ ผู้เรีย รี นจบไตรเพท จำ นวน 108 คน เพื่อมาทำ นายพระลักษณะของพระราชกุมาร 2
ส่วนโกณฑัญญะพราหมณ์ ผู้มีอายุน้อยกว่าทุกคน ได้ทำ นาย เพียงอย่างเดียวว่า พระราชกุมารจักเสด็จออกจากพระราชวัง ผนวชเป็นบรรพชิต แล้วตรัสรู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ ไม่มีกิเลสในโลก 3
ด้วยพระราชบิดามีพระราชประสงค์ที่จะให้เจ้าชายสิทธัตถะทรง ครองเพศฆราวาสเป็นพระจักพรรดิผู้ทรงธรรม จึงพระราชทาน ความสุขเกษมสำ ราญ แวดล้อมด้วยความบันเทิงแก่พระราชโอรส เพื่อผูกพระทัยให้มั่นคงในทางโลก เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเจริญริพระชนม์ได้ 16พรรษา พระเจ้าสุทโธทนะมีพระราชดำ ริว่ริาว่พระราชโอรสสมควรจะได้ อภิเษกสมรส จึงโปรดให้สร้างปราสาทอันวิจิวิจิตรงดงามขึ้น 3 หลัง สำ หรับให้พระราชโอรสได้ประทับอย่างเกษมสำ ราญตาม ฤดูกาลทั้ง 3 คือ ฤดูร้อน ฤดูฝน และฤดูหนาว แล้วตั้งชื่อ ปราสาทนั้นว่า รมยปราสาท สุรมยปราสาท และสุภปราสาทตามลำ ดับ และทรง สู่ขอพระนางพิมพา/ยโสธรา พระราชธิดาแห่งเทวทหะนคร ให้ อภิเษกด้วย เจ้าชายสิทธัตถะได้เสวยสุขสมบัติ จนพระชนมายุมายุได้ 29 พรรษา พระนางพิมพายโสรธาจึงประสูติพระโอรส พระองค์มีพระราช หฤทัยสิเนหาในพระโอรสเป็นอย่างยิ่ง เมื่อพระองค์ทรงทราบถึง การประสูติของพระโอรสพระองค์ตรัสว่า “ ราหุล ชาโต, พันธน ชาต , บ่วงเกิดแล้ว , เครื่อ รื่ งจองจำ เกิดแล้ว “ อภิเษกสมรส 4
ออกบรรพชา เจ้าชายสิทธัตถะทรงเป็นผู้มีพระบารมีอันบริบูริบู รณ์ ถึงแม้ พระองค์จะทรงพรั่งพร้อมด้วยสุขสมบัติมหาศาลก็มิได้พอ พระทัยในชีวิตวิคฤหัสถ์ พระองค์ยังทรงมีพระทัยฝักใฝ่ใคร่ครวญ ถึงสัจธรรมที่จะเป็นเครื่อ รื่ งนำ ทางซึ่งความพ้นทุกข์อยู่เสมอ พระองค์ได้เคยสด็จประพาสอุทยาน ได้ทอดพระเนตรเทวทูตทั้ง 4 คือคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และบรรพชิต พระองค์จึงสังเวช พระทัยในชีวิตวิ และพอพระทัยในเพศบรรพิต มีพระทัยแน่วแน่ที่จทรงออก ผนวช เพื่อแสวงหาโมกขธรรมอันเป็นทางดับทุกข์ถาวรพ้นจาก วัฏสงสารไม่กลับมาเวีย วี นว่ายตายเกิดอีก พระองค์จึงตัดสิน พระทัยเสด็จออกทรงผนวช โดยพระองค์ทรงม้ากัณฐกะ พร้อม ด้วยนายฉันนะ มุ่งสู่แม่น้ำ อโนมานที แคว้น ว้ มัลละ รวมระยะทาง ประมาณ 480 กิโลเมตรเสด็จข้ามฝั่งแม่น้ำ อโนมานทีแล้วทรง อธิษฐานเพศเป็นบรรพชิต และทรงมอบหมายให้นายฉันนะนำ เครื่อ รื่ งอาภรณ์และม้ากัณฐกะกลับนครกบิลพัสดุ์ 5
ภายหลังที่ทรงผนวชแล้ว พระองค์ได้ประทับอยู่ ณ อนุปิยอัมพวัน แคว้นมัลละเป็นเวลา 7 วัน จากนั้นจึงเสด็จไปยัง กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ พระเจ้าพิมพิสารได้เสด็จมาเฝ้าพระองค์ ณ เงื้อมเขาปัณฑวะ ได้ทรงเห็นพระจริยริาวัต วั รอันงดงามของ พระองค์ก็ทรงเลื่อมใส และทรงทราบว่าพระสมณสิทธัตถะทรง เห็นโทษในกาม เห็นทางออกบวชว่าเป็นทางอันเกษม จะจาริกริไป เพื่อบำ เพ็ญเพียร และทรงยินดีในการบำ เพ็ญเพียรนั้น พระเจ้าพิมพิสารได้ตรัสว่า “ ท่านจักเป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน และเมื่อได้เป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ขอได้โปรดเสด็จมายังแคว้นของ กระหม่อมฉันเป็นแห่งแรก “ซึ่งพระองค์ก็ทรงถวายปฏิญญาแด่ พระเจ้าพิมพิสาร เข้าศึกษาในสำ นักดาบส 6
1.ทุติยฌาน 2.ตติยฌาน 3.อากาสานัญจายตนฌาน 4.วิญวิญานัญจายตนฌาน 5.อากิญจัญญายตนฌาน การแสวงหาธรรมระยะแรกหลังจากทรงผนวชแล้ว สมณสิทธัตถะได้ทรงศึกษาในสำ นักอาฬารดาบส กาลามโคตร และอุทกดาบส รามบุตร ณ กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ พระองค์ได้ทรงประพฤติพรหมจรรย์ในสำ นัก ของอาฬารดาบส กาลามโคตร ทรงได้สมาบัติคือ 7
ส่วนการประพฤติพรหมจรรย์ในสำ นักอุทดาบส รามบุตร นั้นทรงได้สมาบัติ 8 คือ เนวสัญญานาสัญญายตนฌาน สำ หรับฌานที่ 1 คือปฐมฌานนั้น พระองค์ทรงได้ขณะกำ ลัง ประทับขัดสมาธิเจริญริอานาปานสติกัมมัฏฐานอยู่ใต้ต้นหว้า เนื่องในพระราชพิธีวัปปมงคล ( แรกนาขวัญ ) เมื่อครั้งทรงพระเยาว์ เมื่อสำ เร็จการศึกษาจากทั้งสองสำ นักนี้แล้วพระองค์ทรงทราบ ว่ามิใช่หนทางพ้นจากทุกข์ บรรลุพระโพธิญาณ ตามที่ทรงมุ่ง หวัง พระองค์จึงทรงลาอาจารย์ทั้งสอง เสด็จไปใกล้บริเริวณแม่ น้ำ เนรัญชรา ที่ตำ บลอุรุเวลาเสนานิคม กรุงราชคฤห์ แคว้นมคธ 8
1.การอดพระกระยาหาร 2.การทรมานพระวรกายโดยการกลั้นพระอัสสาสะ 3.พระปัสสาสะ ( ลมหายใจ ) 4.การกดพระทนต์ 5.การกดพระตาลุ ( เพดาน) 6.ด้วยพระชิวหา (ลิ้น) บำ เพ็ญทุกรกิริย ริ า “ ทุกร “ หมายถึง สิ่งที่ทำ ได้ยาก “ ทุกรกิริยริา” หมายถึงการกระทำ กิจที่ทำ ได้ยาก ได้แก่การบำ เพ็ญเพียรเพื่อบรรลุธรรมวิเวิศษ” เมื่อพระองค์ทรงหันมาศึกษาค้นคว้า ว้ ด้วยพระปัญญาอันยิ่งด้วย พระองค์เองแทนการศึกษาเล่าเรีย รี นในสำ นักอาจารย์ ณ ทิวเขาดงคสิริ ใกล้ลุ่มแม่น้ำ เนรัญชรานั้น พระองค์ได้ทรง บำ เพ็ญทุกรกิริยริา คือการบำ เพ็ญอย่างยิ่งยวดในลักษณะต่างๆเช่น 9
พระมหาบุรุษได้ทรงทรงบำ เพ็ญทุกรกิริยริาเป็นเวลาถึง 6ปี ก็ยังไม่ได้ค้นพบสัจธรรมอันเป็นทางหลุดพ้นจากทุกข์ พระองค์จึงทรงเลิกการบำ เพ็ญทุกรกิริยริา แล้วกลับมาเสวย พระกระยาหารเพื่อบำ รุงพระวรกายให้แข็งแรง ในการคิดค้นวิธีวิธี ใหม่ ในขณะที่พระมหาบุรุษทรงบำ เพ็ญทุกรกิริยริานั้น ได้มีปัญจวัคคีย์ คือ พราหมณ์ทั้ง ทั้ 5 คน ได้แก่ 1.โกณฑัญญะ 2.วัปปะ 3.ภัททิยะ 4.มหานามะ 5.และอัสสชิ ผู้คอยปฏิบัติรับใช้ ด้วยหวัง วัว่าพระมหาบุรุษตรัสรู้แล้วพวกตนจะ ได้รับการสั่งสอนถ่ายทอดความรู้บ้าง และเมื่อพระมหาบุรุษเลิกล้ม การบำ เพ็ญทุกรกิริยริา ปัญจัคคีย์ก็ได้ชวนกันละทิ้งพระองค์ไปอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน นครพาราณสี เป็นผลให้พระองค์ได้ประทับอยู่ตามลำ พังในที่อันสงบเงียบ ปราศจากสิ่งรบกวนทั้งปวง พระองค์ได้ทรงตั้งพระสติดำ เนินทาง สายกลาง คือการปฏิบัติในความพอเหมาะพอควร นั่นเอง 10
พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ เวลารุ่งอรุณ ในวัน วั เพ็ญเดือน 6 ปีระกา ก่อนพุทธศักราช 45 ปี นางสุชาดาได้นำ ข้าวมธุปายาสเพื่อไป บวงสรวงเทวดา ครั้นเห็นพระมหาบุรุษประทับที่โคนต้นอชปาล นิโครธ ด้วยอาการอันสงบ นางคิดว่าว่เป็นเทวดา จึงถวายข้าวมธุ ปายาส แล้วพระองค์เสด็จไปสู่ท่าสุปดิษฐ์ริมริฝั่งแม่น้ำ เนรัญชรา ทรงวางถาดทองคำ บรรจุข้าวมธุปายาสแล้วลงสรงสนานชำ ระ ล้างพระวรกาย แล้วทรงผ้ากาสาวพัสตร์อันเป็นธงชัยของพระอร หันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทุกพระองค์ หลังจากเสวยแล้วพระองค์ทรง จับถาดทองคำ ขึ้นมาอธิษฐานว่า “ ถ้าเราจักสามารถตรัสรู้ได้ใน วันนี้ ก็ขอให้ถาดทองคำ ใบนี้จงลอยทวนกระแสน้ำ ไป แต่ถ้ามิได้ เป็นดังนั้นก็ขอให้ถาดทองคำ ใบนี้จงลอยไปตามกระแสน้ำ เถิด “ แล้วทรงปล่อยถาดทองคำ ลงไปในแม่น้ำ ถาดทองคำ ลอยตัด กระแสน้ำ ไปจนถึงกลางแม่น้ำ เนรัญชราแล้วลอยทวนกระแสน้ำ ขึ้นไปไกลถึง 80 ศอก จึงจมลงตรงที่กระแสน้ำ วน ในเวลาเย็น พระองค์เสด็จกลับมายังต้นโพธิ์ที่ประทับ คนหาบหญ้าชื่อโสตถิ ยะได้ถวายหญ้าปูล ปู าดที่ประทับ ณ ใต้ต้นโพธิ์ พระองค์ประทับหัน พระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก และทรงตั้งจิตอธิษฐานว่า “ แม้ เลือดในกายของเราจะเหือดแห้งไปเหลือแต่หนัง เอ็น กระดูก ก็ตาม ถ้ายังไม่บรรลุธรรมวิเวิศษแล้ว จะไม่ยอมหยุดความเพียร เป็นอันขาด ตรัสรู้ 11
“ เมื่อทรงตั้งจิตอธิษฐานเช่นนั้นแล้ว พระองค์ก็ทรงสำ รวมจิต ให้สงบแน่วแน่ มีพระสติตั้งมั่น มีพระวรกายอันสงบ มีพระ หทัยแน่วแน่เป็นสมาธิบริสุริสุ ทธิ์ผุดผ่องปราศจากกิเลส ปราศจากความเศร้าหมอง อ่อนโยน เหมาะแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว ทรงน้อมพระทัยไปเพื่อปุพ ปุ เพนิวาสานุสสติญาณใน ปฐมยามแห่งราตรี ต่อจากนั้นทรงน้อมพระทัยไปเพื่อจูตุปาต ญาณ ในมัชฌิมยามแห่งราตรี ต่อจากนั้นทรงน้อมพระทัยไป เพื่ออาสวักขยญาณ คือทรงรู้ชัดตามความเป็นจริงริว่าว่นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อทรง รู้เห็นอย่างนี้ จิตของพระองค์ก็ทรงหลุดพ้นจากกามสวะ ภวา สวะ และอวิชวิชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้วพระองค์ก็ทรงรู้ว่าหลุด พ้นแล้ว ทรงรู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว ทำ กิจที่ ควรทำ เสร็จแล้ว ไม่มีกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้อีกต่อไป นั่น คือพระองค์ทรงบรรลุวิชวิชาที่ 3 คือ อาสวักขยญาณ ในปัจฉิม ยาม แห่งราตรีนั้ รีนั้ นเอง ซึ่งก็คือการตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณ เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จากการที่พระองค์ทรง บำ เพ็ญพระบารมีมาอย่างยิ่งยวด พระองค์ทรงตรัสรู้ในวัน เพ็ญเดือน 6 ปีระกา ขณะพระชนมายุได้ 35 พรรษา 12
เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วทรงเสวยวิมุวิมุ ติสุข ณ บริเริวณต้นพระ ศรีม รี หาโพธิ์เป็นเวลา 7 สัปดาห์ ทรงรำ พึงว่า ธรรมะที่พระองค์ ตรัสรู้เป็นการยากสำ หรับคนทั่วไป จึงทรงน้อมพระทัยไปในทางที่ จะไม่ประกาศธรรม พระสหัมบดีพรหมทราบวาระจิตของพระองค์ จึงอาราธนาให้โปรดมนุษย์ โดยเปรีย รี บเทียบมนุษย์เหมือนดอกบัว 4 เหล่า และในโลกนี้ยังมีเหล่าสัตว์ผู้ ว์ ผู้มีธุลีในดวงตาเบาบาง สัตว์ เหล่านั้นจะเสื่อมเพราะไม่ได้ฟังธรรม เหล่าสัตว์ผู้ ว์ ผู้ที่สามารถรู้ทั่วถึง ธรรมได้ ยังมีอยู่ “ พระพุทธเจ้าจึงทรงน้อมพระทัยไปในการ แสดงธรรม แล้วเสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์ ณ ป่าอิสิปตน มฤคทายวัน ทรงแสดงปฐมเทศนา ในวัน วั ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 เรีย รี กว่า ธรรมจักกัปปวัตตนสูตร ในขณะที่ทรงแสดงธรรม ท่าน ปัญญาโกณฑัณญะได้ธรรมจักษุ คือบรรลุพระโสดาบัน ได้ทูลขอ อุปสมบทในพระธรรมวินัวินั ย ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรีย รี กการบวชครั้งนี้ว่า “ เอหิภิกขุอุปสัมปทา ” พระอัญญาโกณ ฑัญญะจึงเป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา ประกาศพระศาสนาครั้งแรก 13
พระพุทธเจ้าทรงบำ เพ็ญพุทธกิจอยู่จนพระชนมายุ 80 พรรษา พระองค์เสด็จจำ พรรษาสุดท้ายณ เมืองเวสาลี ในวาระนั้นพระพุทธ องค์ทรงพระชราภาพมากแล้วทั้งยังประชวรหนักด้วย พระองค์ได้ ทรงพระดำ เนินจากเวสาลีสู่เมืองกุสินาราเพื่อเสด็จดับขันธปรินิรินิพพาน ณ เมืองนั้น พระพุทธองค์ได้หันกลับไปทอดพระเนตรเมืองเวสาลีซึ่ง เคยเป็นที่ประทับ นับเป็นการทอดทัศนาเมืองเวสาลีเป็นครั้งสุดท้าย แล้วเสด็จต่อไปยังเมืองปาวา เสวยพระกระยาหารเป็นครั้งสุดท้ายที่ บ้านนายจุนทะ บุตรนายช่างทอง พระพุทธองค์ทรงพระประชวร หนักอย่างยิ่ง ทรงข่มอาพาธประคองพระองค์เสด็จถึงป่าสาละ ของ เจ้ามัลละเมืองกุสินารา ก่อนเสด็จดับขันธปรินิรินิพพานพระองค์ได้ อุปสมบทแก่พระสุภัททะปริพริาชก นับเป็นสาวกองค์สุดท้ายที่ พระพุทธองค์ทรงบวชให้ ในท่ามกลางคณะสงฆ์ทั้งที่เป็นพระอรหันต์ และปุถุ ปุ ถุ ชน แม้เวลาล่วงมาถึงศตวรรษที่ 25 แล้ว นับตั้งแต่พระองค์ตรัสรู้เป็น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และเสด็จดับขันธปรินิรินิพพานที่นอก เมืองกุสินาราในประเทสอินเดีย แต่คำ สั่งสอนอันประเสริฐริของ พระองค์หาได้ล่วงลับไปด้วยไม่ คำ สั่งสอนเหล่านั้นยังคงอยู่ เป็น เครื่อ รื่ งนำ บุคคลให้ข้ามพ้นจากความมีชีวิตวิขึ้นไปสู่ซึ่งคุณค่ายิ่งกว่า ชีวิตวิคือการพ้นจากวัฏสงสารนั่นเอง หลังจากพระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิรินิพพานแล้ว สาวกของ พระองค์ทั้งที่เป็นพระอรหันต์และมิใช่พระอรหันต์ได้ช่วยบำ เพ็ญ กรณียกิจเผยแผ่พระพุทธวัจ วั นะอันประเสริฐริไปทั่วประเทศอินเดีย และขยายออกไปทั่วโลก ทรงปรินิ รินิ พพาน 14
https://www.onab.go.th/th/content/cate gory/detail/id/72/iid/460 http://academic.obec.go.th/textbook/web/ images/book/1003886_example.pdf อ้างอิง http://www.watpamahachai.net/Document35.htm 15
นายชยุตม์กร แก้วคงทน เลขที่1 นางสาวณิชาพร พงษะพัง เลขที่5 นางสาวนิพัทธ์ภา พิศวง เลยที่6 นายกลวัชร์ ไชยเสวต เลขที่7 นางสาวปริณริดา ชุมสุวรรณ์ เลขที่30 สมาชิกในกลุ่ม ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/2 16