เครื่องมือ/อุปกรณ์ ลำดับขจัดสิ่ง ปนเปื้อนออก ก่อน ล้างน้ำ/ ผงขัดล้าง แช8. เครื่องมือและอุปกรณ์ พิเศษ 1. Set PV วิธีที่ 1 วิธีที่ 2 1 2 1 2 2. Set ทำคลอด 1 2 3. Set excision 1 2
41 บขั้นตอนการทำลายเชื้อ / การทำให้ปราศจากเชื้อ ช่น้ำยา ล้างด้วย น้ำต้ม/ สะอาด เช็ด/ผึ่ง ให้แห้ง เป่าแห้ง ด้วยความ ร้อน ต้ม Auto clave อบ ก๊าซ 3 4 5 3 5 4 3 4 5 3 4 5
ตารางที่ 5 แสดงการทำความสะอาด ทำลายเชื้อ เครื่องมือกลุ่ม non crเครื่องนอน / เครื่องใช้ของผู้ป่วย น้ำยาและวิธีการ เตียง โต๊ะข้างเตียง เก้าอี้ ตู้ข้างเตียง รถเข็นผู้ป่วย เปลหาม เสาน้ำเกลือ โต๊ะทำงาน ยูนิตทำฟัน น้ำและผงขัดล้าง รถทำแผล โต๊ะฉีดยา 70% Alcohol หมอนและเบาะนอน ผ้ายางขวางเตียง น้ำและผงขัดล้าง วัสดุ เครื่องใช้ ที่ปนเปื้อนเลือดหรือสารคัดหลั่ง 1. 0.5% Sodium hyp2. น้ำและผงขัดล้าง ผ้าปูเตียง ปลอกหมอน ผ้าขวางเตียง เสื้อผ้าผู้ป่วย ผ้าห่ม ผ้าม่าน ผ้าปูโต๊ะ cuff วัดความดัน น้ำและผงซักฟอก ผ้าปูเตียง ปลอกหมอน ผ้าขวางเตียง เสื้อผ้าผู้ป่วย ผ้าห่ม ผ้าม่าน ผ้าปูโต๊ะ cuff วัดความดัน เปื้อนเลือด หรือ สารคัดหลั่ง 1. 0.5% Sodium hyp2. น้ำและผงซักฟอก หูฟัง (Stethoscope) และเครื่องวัดความดันโลหิต 70 % Alcohol แก้วน้ำ จานชาม ช้อน ส้อม น้ำและผงซักฟอก หม้อนอน กระโถนบ้วนน้ำลาย 1. 0.5% Sodium hyp2. น้ำและผงขัดล้างน้ำ
42 itical items การปฏิบัติ ทำความสะอาดทุกวัน ด้วยน้ำผสมสารขัดล้าง เช็ดซ้ำด้วยน้ำสะอาด ยกเว้นโต๊ะ เตียง อ่างบ้วนปากที่ยูนิตทำฟันให้ scrub ด้วย 70% Alcohol ทำความสะอาดทุกวัน ด้วยน้ำผสมสารขัดล้าง เช็ดซ้ำด้วยน้ำสะอาด และเช็ดซ้ำ ด้วย 70% Alcohol ทำความสะอาดทุกวัน และเมื่อสกปรก / เมื่อจำหน่ายผู้ป่วย ด้วยน้ำผสมสาร ขัดล้าง เช็ดซ้ำด้วยน้ำสะอาด pochlorite 1. ขจัดสิ่งปนเปื้อนออกให้มากที่สุดก่อน 2. เช็ด/ราดน้ำยาทำลายเชื้อบริเวณที่มีการปนเปื้อนให้ทั่ว ทิ้งไว้นาน 30 นาที ก่อนเช็ดทำความสะอาดด้วยน้ำและผงขัดล้างตามปกติ ซักธรรมดา pochlorite 1. ขจัดคราบสิ่งปนเปื้อนออกให้มากที่สุดก่อน 2. ซักด้วยน้ำร้อน (75 องศาเซลเซียส) หรือ 3. แช่น้ำยาฆ่าเชื้อที่กำหนดนาน 30 นาที ก่อนซักธรรมดา เช็ดทำความสะอาดทุกวัน ล้างธรรมดา หรือต้ม สำหรับผู้ป่วยโรคติดต่อทางเดินอาหาร pochlorite เทสิ่งขับถ่ายออกแล้วล้างธรรมดา สำหรับผู้ป่วยโรคติดต่อให้เทสิ่งขับถ่ายออก แล้วแช่ ด้วย 0.5% Sodium hypochlorite นาน 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำ และผงขัดล้างธรรมดา
ตารางที่ 6 แสดงการทำความสะอาด และการทำลายเชื้อสำหรับสถานที่ สถานที่ น้ำยาและวิธีการ พื้น น้ำและผงซักฟอก 1. ใช้ถังน้ำ 2 ใบ สำหรับใส่น2. เก็บขยะก่อนแล้วถูด้วยน้ำ3. ซักผ้าถูพื้นในน้ำสะอาดบ่อ4. หลังถูเสร็จ ซักผ้าถูพื้นด้ว5. ไม่ควรกวาดพื้นเพราะจะทแล้วจึงราดด้วยน้ำยา 0.5% เพดาน ฝาผนัง กระจก น้ำและผงซักฟอก ปัดใยแมงมุม ทำความสะอามุ้งลวด น้ำและผงซักฟอก ถอดล้าง หรือดูดฝุ่นถ้าถอดไพื้นห้องน้ำ ห้องส้วม โถ ส้วม อ่างล้างมือ น้ำและผงซักฟอก ทำความสะอาดวันละ 2 ครั้ง
43 การปฏิบัติ น้ำสะอาด 1 ใบ และน้ำผงซักฟอก 1 ใบ ำผสมผงซักฟอกรอบแรก แล้วตามด้วยการถูด้วยน้ำธรรมดาจนสะอาด อยๆ และเปลี่ยนทุกครั้งที่สกปรก ยน้ำผสมผงซักฟอก และนำผ้าไปตากแดด ทำให้ฝุ่นฟุ้งกระจาย กรณีมีสารคัดหลั่งเปื้อนให้ใช้กระดาษเช็ดสิ่งปนเปื้อนออกให้มากที่สุด Sodium hypochlorite ทิ้งไว้นาน 30 นาทีแล้วทำความสะอาดตามปกติ ด เมื่อเห็นว่าสกปรก อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ม่ได้ อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง ง และเมื่อเปรอะเปื้อน อาจใช้ผงขัดร่วมด้วยในกรณีมีคราบสกปรก
44 ภาคผนวก ค การใช้น้ำยาทำลายเชื้อใน รพ.สต. ตารางที่ 7 แสดงระยะเวลาคงความปราศจากเชื้อของน้ำยาที่มีใช้ใน รพ.สต. (อายุการเปิดใช้ น้ำยาในรพ.สต.) ลำดับ รายการ ขวดแบ่ง* ขวดใหญ่** 1 70% Alcohol 1 วัน 7 วัน 2 90% Alcohol 1 วัน ไม่เกิน 6 เดือน และดูวันหมดอายุจากแหล่งผลิต 3 7. 5% Povidone iodine 3 วัน ไม่เกิน 6 เดือน และดูวันหมดอายุจากแหล่งผลิต 4 10% Povidone iodine 3 วัน ไม่เกิน 6 เดือน และดูวันหมดอายุจากแหล่งผลิต 5 Alcohol Handrubs 6 สัปดาห์ ไม่เกิน 6 เดือน และดูวันหมดอายุจากแหล่งผลิต 6 0.9% NSS 1 วัน 1 วัน 7 Sterile water ( น้ ำ กลั่น) 1 วัน ไม่เกิน 6 เดือน และดูวันหมดอายุจากแหล่งผลิต 8 สบู่เหลว 3 วัน ไม่เกิน 6 เดือน และดูวันหมดอายุจากแหล่งผลิต 9 Boric acid 1 วัน 1 เดือน 10 H2O2 3 วัน ไม่เกิน 6 เดือน และดูวันหมดอายุจากแหล่งผลิต 11 4% CHG hibiscrub 3 วัน ไม่เกิน 6 เดือน และดูวันหมดอายุจากแหล่งผลิต หมายเหตุ * ขวดแบ่งบรรจุ ใช้บนรถทำแผล ** ขวดขนาด 450 มล.(จากบริษัทผู้ผลิต)
45 ตารางที่ 8 แสดงชนิดของน้ำยาที่ใช้ใน รพ.สต. ชนิดของน้ำยาฆ่าเชื้อ ฤทธิ์ของยาฆ่าเชื้อ ข้อควรพิจารณา 1. 0.9% Normal Saline - เป็นสารละลายที่ใช้กับแผลทุก ชนิด เป็นGold Standard - ลด จำ นวน Bacteria และ Bacteria ไม่สามารถมีชีวิตอยู่ ได้ 0.9%Normal Saline ห รื อ น้ำเกลือที่เปิดใช้ควรเก็บไว้ใช้ ไม่เกิน 24-48 ชม. 2. Iodine - ฆ่าเชื้อโรคได้ทุกชนิด ได้แก่ แบคทีเรีย ไวรัส รา และ อะมีบา เมื่อใช้กับผิวหนัง ที่ไม่มี แผล - ความเข้มขันที่ แนะนำให้ใช้1% Iodine 10% Povidone iodine - ทำอันตรายต่อเซลล์ Fibroblast อาจเป็นสาเหตุของพิษ ไอโอดีนเมื่อใช้ในแผลใหญ่เป็น เวลานานเพราะมีการดูดซึม เข้าสู่ระบบของร่างกาย เช่น การเพิ่มระดับ iodine ใน ร่างกายทำให้เกิดความไม่ สมดุลของกรด-ด่าง เกิดไต วายได้ เป็นต้น - ข้อควรระวังในการใช้อาจ เกิด hypersensitivity reaction ได้ในคนที่แพ้ Iodine 3. Sodium hypochlorite (Dakin) - ใช้ได้ผลดีกับเชื้อ Staphylococcus Streptococcus - ใช้เป็น Chemical debridement ระงับกลิ่นเหม็นของแผล ทำลาย Granulation tissue ความเข้มข้นที่แนะนำคือ 0.25% Sodium hypochlorite ใช้ได้ในแผลที่ มีการติดเชื้อในระยะสั้นๆ 4-7 วัน และควรล้างด้วย 0.9% NSS ภายหลังการใช้น้ำยาทุก ครั้งเพื่อลดความเป็นพิษต่อ เซลล์
46 ชนิดของน้ำยาฆ่าเชื้อ ฤทธิ์ของยาฆ่าเชื้อ ข้อควรพิจารณา 4. Hydrogen peroxide - เป็นสารในกลุ่ม oxidizing agent ที่ไม่คงตัว Hydrogen peroxide เมื่อสัมผัสกับ enzyme catalase ในเลือด หรือในเนื้อเยื่อจะสลายตัวให้ oxygen free radical และน้ำ ซึ่งออกซิเจนที่ได้จะมีฤทธิ์ฆ่า เชื้อเฉพาะในช่วงที่สลายตัวมา จาก Hydrogen peroxide ออกฤทธิ์สั้นแต่จะช่วยชะล้าง บาดแผลและเนื้อตายออกมา - ทำให้แผลสะอาดขึ้น หรือเนื้อ ตายเปื่อยยุ่ยและนิ่มขึ้น ช่วยให้ การทำ เลาะเล็มแผล (debridement) ได้ง่ายขึ้น และลดภาวะเลือดออกจากแผล มากขึ้น (bleeding) ระหว่าง การทำหัตถการ ความเข้มข้นที่ แนะนำให้ใช้คือ 3% Hydrogen peroxide - ทำลายเซลล์epithelial ที่ เกิดขึ้นใหม่ได้ - ไม่สามารถใช้ได้ดีในแผลที่ ลึกมาก - อาจทำให้เกิด air embolism เข้ากระแสเลือด ได้
47 ภาคผนวก ง การป้องกันการติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะจากการใส่สายสวนปัสสาวะ การสวนปัสสาวะเป็นหัตถการที่ปฏิบัติต่อผู้ป่วยทั้งที่รับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาล และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) บุคลากรของรพ.สต. เป็นบุคลากรที่มีความสำคัญใน การดูแลผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะต่อจากโรงพยาบาล ได้แก่ การสวนปัสสาวะ เป็นครั้งคราว การดูแลระหว่างใส่สายสวนปัสสาวะ การถอดสายสวนปัสสาวะและการสวนปัสสาวะ ด้วยตนเอง ดังนั้นเจ้าหน้าที่รพ.สต.จะต้องมีความรู้ และทักษะในการดูแลผู้ป่วย เพื่อป้องกันการติด เชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะจากหัตถการดังกล่าว วัตถุประสงค์ เพื่อป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ จากการใส่สายสวนปัสสาวะ คำนิยามศัพท์ การติดเชื้อระบบทางเดินปัสสาวะในผู้ป่วยที่ได้รับการใส่สายสวนปัสสาวะหมายถึง การ พบเชื้อจุลชีพในน้ำปัสสาวะและทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะรวมถึงการติดเชื้อที่ ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งของระบบทางเดินปัสสาวะภายหลังได้รับการใส่สายสวนปัสสาวะ การประเมินผู้ป่วย ก่อนใส่สายสวนปัสสาวะผู้ป่วยทุกรายต้องได้รับการประเมินสภาวะสุขภาพ ครอบคลุมทั้ง ด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม ศาสนาวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม (Holistic assessment) โดย ครอบคลุมองค์ประกอบสำคัญ ดังนี้ 1. ความสามารถของผู้ป่วยในการดูแลสายสวนปัสสาวะ เช่น ความรู้สึกตัว การดูแลความ สะอาด การดื่มน้ำ เป็นต้น 2. ความสามารถในการเคลื่อนไหวร่างกาย รวมถึงความคล่องแคล่วในการใช้มือ 3. ระบบขับถ่ายอุจจาระ (ภาวะท้องผูกท้องเสีย) 4. ประวัติการผ่าตัด (ระบบทางเดินปัสสาวะระบบอวัยวะสืบพันธุ์) 5. ประวัติการแพ้ (ยาง ลาเท็กซ์ สบู่ สารหล่อลื่น) 6. การยอมรับการใส่สายสวนปัสสาวะ รวมทั้งยอมรับสภาพการเจ็บป่วยของตนเอง ข้อบ่งชี้การใส่สายสวนปัสสาวะ 1. เปลี่ยนสายสวนในผู้ที่คาสายสวนปัสสาวะครบกำหนด 2. การสวนทิ้ง/การสวนปัสสาวะเป็นครั้งคราว (Single Catheterization) ตามแผนการ รักษา 3. ผู้ป่วยที่มีกระเพาะปัสสาวะพิการ เช่น กระเพาะปัสสาวะสูญเสียการตึงตัว ไม่มีรีเฟล็กซ์ ทำให้ไม่สามารถขับปัสสาวะออกมาหมดเป็นต้น 4. ผู้ป่วยกลั้นปัสสาวะเองไม่ได้ เช่น ไม่รู้สึกตัวจากการมีพยาธิสภาพที่สมอง ไขสันหลัง เป็นต้น เพื่อป้องกันการเกิดแผลกดทับและรักษาความสะอาด หมายเหตุ หลีกเลี่ยงการใส่สายสวนปัสสาวะผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งปากมดลูก มีการติดเชื้อ เรื้อรัง และมีการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะเรื้อรังเนื่องจาก มีโอกาสเลือดออกง่ายขณะใส่ได้
48 การสวนคาสายสวนปัสสาวะ เป็นการสวนปัสสาวะและคาสายสวนปัสสาวะไว้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง นับว่าเป็นการรักษาที่ จำเป็นอย่างหนึ่งของการแพทย์สมัยใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์ของการคาสายสวนปัสสาวะเช่นเดียวกับ การสวนปัสสาวะ และให้มีปัสสาวะไหลลงมายังถุงเก็บปัสสาวะอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ ในการตรวจวัดจำนวนปัสสาวะที่ถูกขับออกมาในแต่ละชั่วโมงของผู้ป่วยอาการหนักอีกด้วย สายสวน ปัสสาวะที่นิยมใช้คือ Foley catheter ปกติจะสวนคาตามแผนการรักษาของแพทย์ สำหรับรพ.สต. ผู้ป่วยมาใส่เพื่อเปลี่ยนสายสวนปัสสาวะหรือถอดสายสวนปัสสาวะ ระยะเวลาในการคาสายสวนปัสสาวะ การคาสายสวนปัสสาวะจะคาสายเมื่อจำเป็นเท่านั้น เมื่อหมดความจำเป็นให้เอาสายสวน ออกโดยเร็วที่สุด แต่ถ้ากรณีจำเป็นต้องคาสายสวนไว้นานไม่มีกำหนด ควรเลือกสายสวนปัสสาวะชนิด ที่ทำจากวัสดุที่สามารถใช้ได้เวลานาน โดยที่ไม่ต้องเปลี่ยนสายสวนบ่อย แต่ถึงกระนั้นหากมีความ ผิดปกติเกิดขึ้น เช่น ปัสสาวะขุ่น มีการอุดตัน เป็นต้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเปลี่ยนสายสวน ปัสสาวะ สำหรับระยะเวลาในการคาสายสวนปัสสาวะ แบ่งออกเป็น 3 ระยะคือ 1. ระยะสั้น คือ การคาสายสวนปัสสาวะไว้เป็นเวลานานถึง 3 สัปดาห์ จะใช้สำหรับผู้ป่วย ผ่าตัดตั้งแต่ก่อนและหลังการผ่าตัดเกี่ยวกับระบบทางเดินปัสสาวะและอวัยวะสืบพันธุ์ ส่วนผู้สูงอายุที่ ได้รับการผ่าตัดทั่วไป หรือผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลวทางอายุรกรรมได้รับยาขับปัสสาวะ มักจะได้รับการ คาสายสวนปัสสาวะไว้เพียงระยะเวลาสั้นๆ สายสวนปัสสาวะที่ใช้ จะใช้แบบ Foley catheter ทำมา จาก latex ที่มีบอลลูนหรือกระเปาะ ขนาด 5- 10 มล. 2. ระยะเวลาปานกลาง คือ การคาสายสวนปัสสาวะไว้เป็นเวลานานถึง 6 สัปดาห์ มีบาง กรณีที่จำเป็นต้องคาสายสวนปัสสาวะไว้นาน เช่น ผู้สูงอายุที่ได้รับการผ่าตัดเกี่ยวกับกระดูก ผู้ป่วยโรค ระบบทางเดินปัสสาวะที่ลากลับบ้านหลายสัปดาห์เพื่อเตรียมร่างกายสำหรับผ่าตัด เป็นต้น การ เลือกใช้สายสวนปัสสาวะชนิดที่ทำให้ผู้ป่วยสุขสบาย คือ silicone coated catheter แต่มีราคาแพง ชนิดที่ราคาย่อมเยากว่าคือ teflon–coated latex catheter ขนาดของบอลลูนในสายสวนตั้งแต่ 5- 10 มล. 3. ระยะยาว คือ การคาสายสวนปัสสาวะไว้เป็นเวลานานถึง 12 สัปดาห์ ได้แก่ผู้ป่วยที่คา สายสวนปัสสาวะไว้ในระยะปานกลางต่อเนื่องเวลาออกไปอีก สายสวนปัสสาวะที่เหมาะสมกับการคา สายสวนปัสสาวะไว้นานๆ คือ silicone–coated latex catheter ขนาดเบอร์ 14–18 มีบอลลูน ขนาด 10 มล. จะใช้ได้ถึง 1 เดือน หรือใช้ silicone catheter ซึ่งมีราคาแพง สำหรับการคาสายสวน ปัสสาวะที่มีระยะเวลานานถึง 3 เดือน การดูแลระหว่างคาสายสวนปัสสาวะที่บ้าน 1. มีการยึดตรึงสายสวนปัสสาวะไว้อย่างมั่นคงและถูกตำแหน่ง ตำแหน่งการยึดตรึงสาย สวนปัสสาวะในผู้ป่วยเพศชาย คือ ให้ยึดตรึงไว้ที่บริเวณหน้าท้องหรือหน้าขา ในผู้หญิงให้ยึดตรึงไว้ บริเวณโคนขาด้านใน 2. มีการดูแลระบบน้ำปัสสาวะโดยให้มีการไหลของน้ำปัสสาวะเป็นทางเดียวตลอดเวลา ไม่มีการไหลย้อนกลับและเป็นระบบปิด (Close system drainage) ดูแลให้ถุงรองรับน้ำปัสสาวะอยู่ ต่ำกว่าระดับกระเพาะปัสสาวะเสมอ แขวนถุงรองรับน้ำปัสสาวะไว้ข้างเตียง ไม่วางถุงบนพื้น
49 3. ดูแลเทน้ำปัสสาวะอย่างถูกวิธีเมื่อมีปริมาณน้ำปัสสาวะในถุงรองรับไม่เกิน 3/4 ของถุง โดยเช็ดด้วย 70% alcohol บริเวณข้อต่อ (ที่เปิด-ปิดถุงรองรับน้ำปัสสาวะ) ก่อนและหลังเทปัสสาวะ การเทน้ำปัสสาวะให้เทใส่ urinal หรือ bed pan 4. ป้องกันไม่ให้สายสวนปัสสาวะและข้อต่อ พับ หัก งอ ถูกกดทับหรือดึงรั้งสังเกตและ บันทึกสี ความขุ่น ตะกอนและปริมาณน้ำปัสสาวะอย่างน้อยทุก 8 ชั่วโมง แจ้งเจ้าหน้าที่รพ.สต.เมื่อ พบสิ่งผิดปกติเช่นปัสสาวะไม่ออก ปัสสาวะเป็นสีขุ่น หรือเป็นหนอง ปัสสาวะเป็นเลือด เป็นต้น 5. หากมีการเปิดส่วนต่อของระบบระบายแบบปิดจะโดยอุบัติเหตุหรือโดยไม่ตั้งใจก็ตาม ให้หนีบสายสวนไว้แล้วมารพ.สต. 6. แนะนำผู้ป่วยที่ได้รับการใส่สายสวนปัสสาวะดื่มน้ำให้มากๆ หรือไม่น้อยกว่า 2,500- 3,000 มล. ต่อวัน (ยกเว้นในรายที่จำกัดน้ำ) 7. ให้คำแนะนำผู้ป่วยเพื่อให้สามารถบอกสี จำนวน สิ่งผิดปกติของน้ำปัสสาวะได้ด้วย ตนเอง 8. กรณีต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วยและมีการยกถุงถุงรองรับน้ำขึ้นสูงถึงระดับกระเพาะปัสสาวะ หรือสูงกว่า ควรใช้clamp ปิดกั้นสายก่อนหรือหนีบสายสวน เพื่อมิให้มีการย้อนกลับของน้ำปัสสาวะ เข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ 9. ทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกโดยใช้น้ำและสบู่ และราดตามด้วย normal saline solution/sterile water อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เช้า เย็น และทุกครั้งที่ถ่ายอุจจาระ (กรณีที่ ผู้ป่วยไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้) มีการจดบันทึกและแจ้งเจ้าหน้าที่รพ.สต. เมื่อพบสิ่งผิดปกติ เกี่ยวกับอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกและทางเดินปัสสาวะ เช่น อวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกบวมแดง เจ็บ มี หนอง หรือน้ำปัสสาวะซึมออกรอบๆ สายสวนปัสสาวะ เป็นต้น 10. การเปลี่ยนสายสวนปัสสาวะ กรณีที่ต้องใส่สายสวนไว้เป็นเวลานานควรเปลี่ยนสาย สวนเมื่อสายสวนนั้นมีปัญหาอุดตัน รั่วซึม หรือมีขนาดไม่เหมาะสมเนื่องจากการใส่สายสวนปัสสาวะไว้ เป็นเวลานานจะมีหินปูนเกาะที่ ปลายสายสวน ทำให้ดึงสายสวนออกไม่ได้ และอัตราเกาะของหินปูน ในแต่ละคนไม่เท่ากัน จึงไม่สามารถกำหนดเวลาที่แน่นอนในการเปลี่ยนสายสวนปัสสาวะได้ การเก็บตัวอย่างน้ำปัสสาวะส่งตรวจระหว่างที่ผู้ป่วยได้รับการใส่สายสวนปัสสาวะปฏิบัติดังนี้ 1. ทำความสะอาดสายสวนปัสสาวะบริเวณที่จะแทงเข็มปราศจากเชื้อด้วย 70% alcohol 2. ใช้ syringe และเข็มเบอร์ 23 หรือ 25 ที่ปราศจากเชื้อแทงสายสวนปัสสาวะ ดูดน้ำ ปัสสาวะออกมาตามจำนวนที่ต้องการ 3. ถ้าต้องการน้ำปัสสาวะจำนวนมาก เพื่อตรวจวิเคราะห์ให้เปลี่ยนถุงรองรับน้ำปัสสาวะ ใหม่แล้วเก็บน้ำปัสสาวะที่ได้จากถุงใหม่ โดยใช้เทคนิคปลอดเชื้อ 4. เช็ดทางเปิดของถุงรองรับน้ำปัสสาวะ ด้วย 70% alcohol หลังเทน้ำปัสสาวะ 5. น้ำปัสสาวะส่งตรวจ ควรรีบส่งภายใน 30 นาที
50 การพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับการใส่ถุงยางระบายปัสสาวะ 1. เปลี่ยนถุงยางทุกวัน หรือบ่อยกว่านี้เมื่อจำเป็น ขณะเปลี่ยนถุงยางให้ทำความสะอาด อวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก พร้อมกับสังเกตผิวหนังที่ penis มีลักษณะการแตกแห้ง บวม ระคายเคือง มี รอยช้ำหรือไม่ ถ้ามีแสดงถึงอาจเป็นอาการแพ้ เริ่มมีการติดเชื้อ ควรเอาถุงยางออก แจ้งเจ้าหน้าที่ รพ.สต. และห้ามใส่ถุงยางจนกว่าผิวหนังจะปกติ 2. ปลดถุงยางเก่าออกก่อนอาบน้ำและใส่ถุงยางใหม่หลังอาบน้ำเสมอ 3. ตรวจดูสภาพของถุงยางบ่อยๆ หากมีการบิดของถุงยาง จะเกิดการระคายเคืองที่ ผิวหนัง และมีการอุดตันทำให้ปัสสาวะไหลไม่สะดวก 4. ตรวจสอบท่อยาง ท่อของชุดเก็บปัสสาวะไม่ให้หักพับหรือผู้ป่วยนอนทับเพราะจะทำให้ เกิดการอุดตันปัสสาวะไหลไม่สะดวก 5. ตรวจดูการรั่วซึมของปัสสาวะรอบๆ ถุงยาง หรืออาจมีการแตกของถุงยาง ถ้าพบให้ เปลี่ยนถุงยางใหม่ทันที 6. ตรวจดูการไหลเวียนของเลือดที่ penis อย่างน้อยทุก 4 ชั่วโมง โดยดูจาก penis บวม สีเปลี่ยนแปลงไป การสวนปัสสาวะเป็นครั้งคราวผู้ป่วยหญิง หรือการสวนปัสสาวะทิ้ง (Intermittent / Single Catheterization) เครื่องใช้ 1. ถาดบรรจุเครื่องใช้ต่อไปนี้ 1.1 ชุดสวนปัสสาวะที่ปราศจากเชื้อ มีของใช้ภายในดังนี้ - ถุงมือ ผ้าเช็ดมือ - ผ้าสี่เหลี่ยมเจาะกลาง หรือผ้าช่อง - ภาชนะก้นลึกขนาดเล็ก 2 ใบ (ถ้วยหรือจอก)ใบแรกใส่สำลี 6-8 ก้อนใบที่ เหลือใส่ผ้าก๊อส 1-2 ผืน - สายสวนปัสสาวะชนิด single /urethral catheter ตามข้อบ่งชี้เบอร์ 14 Fr. หรือเบอร์16 Fr. 1 เส้น - ภาชนะรองรับปัสสาวะ 1 ใบ - forceps 2 อัน 1.2 สารหล่อลื่น เช่น K-Y Jelly 1.3 normal saline solution 2. ไฟตั้ง 3. ผ้ายางขวางเตียงและผ้าขวางเตียง 4. ผ้าปิดตา 5. ชุดทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก ประกอบไปด้วย 5.1 เหยือกใส่น้ำสะอาด ¾ ของเหยือก 5.2 ภาชนะสำหรับใส่น้ำสบู่ 5.3 long forceps 1 อัน
51 5.4 สำลีก้อนใหญ่ 5-7 ก้อน 5.5 กระดาษชำระ 5.6 ชามรูปไต/ภาชนะหรือถุงรองรับขยะ 6. หม้อนอนพร้อมผ้าคลุม วิธีทำการสวนปัสสาวะเป็นครั้งคราวในผู้ป่วยหญิง 1. อธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงความจำเป็นของการสวนปัสสาวะ วิธีการทำอย่างคร่าวๆ และ วิธีปฏิบัติตัวของผู้ป่วย 2. ยกเครื่องใช้ไปที่เตียง 3. เตรียมสถานที่มิดชิด และเตรียมบริเวณที่จะสวนปัสสาวะให้พร้อมโดย 3.1 ปิดประตู หรือกั้นม่าน 3.2 ยกไม้กั้นเตียงด้านตรงข้ามผู้ทำการสวนปัสสาวะ 3.3 ปูผ้ายางขวางเตียง และผ้าขวางเตียง 4. เตรียมผู้ป่วย 4.1 ใช้ผ้าปิดตาผู้ป่วย 4.2 ให้กำลังใจชวนพูดคุยไม่ให้รู้สึกอาย 4.3 จัดท่านอนหงายชันเข่า และคลุมผ้า 5. ชำระอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกให้สะอาดดังนี้ 5.1 สอดหม้อนอน 5.2 พยาบาลล้างมือให้สะอาด สวมถุงมือ 5.3 ใช้ forceps คีบสำลีชุบน้ำสบู่ ก้อนที่ 1 เช็ดบริเวณหัวเหน่า ก้อนที่ 2 เช็ดบริเวณขาหนีบจนถึงต้นขาด้านไกลตัว ก้อนที่ 3 เช็ดบริเวณขาหนีบจนถึงต้นขาด้านใกล้ตัว ก้อนที่ 4 เช็ด labia ด้านไกลตัว ก้อนที่ 4 เช็ด labia ด้านใกล้ตัว ก้อนที่ 6 เช็ด clitoris ผ่านลงมาที่ทวารหนัก ราดน้ำที่เหลือจากหัวเหน่าลงไป ถึงทวารหนัก ใช้กระดาษชำระซับน้ำให้แห้ง 5.4 เอาหม้อนอนออก 6. ยกอุปกรณ์สวนปัสสาวะวางระหว่างขาของผู้ป่วย วางชามรูปไต/ภาชนะหรือถุงรองรับ ขยะไว้ปลายเท้าหรือที่ผู้ทำการสวนปัสสาวะต้องการ 7. พยาบาลล้างมือให้สะอาด แบบ Hygienic handwashing ถ้าถนัดขวายืนด้านขวาของ ผู้ป่วย 8. เริ่มทำการสวนปัสสาวะดังนี้ 8.1 หยิบผ้าเช็ดมือจากชุดถุงมือปราศจากเชื้อซับน้ำให้แห้งและสวมถุงมือ 8.2 ปูผ้าสี่เหลี่ยมเจาะกลางโดยให้ขอบผ้าช่องแนบเนื้อผู้ป่วยทุกด้าน
52 8.3 จัดวางของใช้บนผ้าสี่เหลี่ยมปลอดเชื้อให้พ้นบริเวณที่จะต้องเอื้อมข้ามให้สะดวก ในการทำและหลีกเลี่ยงการ contaminate 8.4 ผู้ช่วยบีบสารหล่อลื่นใส่บนผ้าก๊อส ให้เท normal saline solution ใส่ถ้วยที่มี สำลีใบแรก และในถ้วยใบเล็กมีสำลีแห้งอีกใบหนึ่ง 8.5 พยาบาลหล่อลื่นปลายสายสวนปัสสาวะด้วยสารหล่อลื่นยาวประมาณ 1- 2 นิ้ว โดยใช้ forceps จับสายสวนปัสสาวะ 8.6 จับ forceps คีบสำลีชุบ normal saline solution เช็ดอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก จากข้างบนลงข้างล่าง จากด้านไกลตัวมาด้านใกล้ตัว เช็ดให้สะอาด มือซ้ายแหวก labia ให้กว้างจน เห็นรูเปิดของท่อปัสสาวะโดยเฉพาะบริเวณรอบๆ รูเปิดของท่อปัสสาวะ ใช้สำลี 1 ก้อนเช็ดครั้งเดียว ทิ้งในชามรูปไตเช่นกัน เมื่อเช็ดเสร็จแล้ววาง forceps ในชามรูปไต มือซ้ายยังคงแหวก labia อยู่ ดัง ภาพที่ 1 ภาพที่4 แสดงการปูผ้าช่องและทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก 8.7 ยกภาชนะรองรับปัสสาวะวางบนผ้าสี่เหลี่ยมเจาะกลางระหว่างขาผู้ป่วย 8.8 ใช้ forceps ที่เหลือคีบจับสายสวนปัสสาวะให้มั่นคง ให้ปลายเปิดด้านโคนของ สายสวนวางอยู่ในภาชนะรองรับน้ำปัสสาวะ 8.9 ขยับมือซ้ายขึ้นเล็กน้อย 8.10 ค่อยๆ สอดสายสวนปัสสาวะเข้าไปในรูเปิดของท่อปัสสาวะลึก 2- 3 นิ้ว หรือ จนกว่าน้ำปัสสาวะจะไหล ให้ดันสายสวนเข้าไปให้ลึกอีก 1/2-1 นิ้ว ถ้าการสอดสายเข้าไปเกิดแรงต้าน ใส่ไม่เข้า สอนให้ผู้ป่วยหายใจเข้า–ออกลึกๆ ไม่ควรดันเข้าไป ถ้ายังใส่สายไม่ได้ให้หยุดทำและรายงาน แพทย์ 8.11 ขณะน้ำปัสสาวะไหล มือซ้ายย้ายมาจับสายสวนปัสสาวะให้อยู่กับที่ เมื่อ ปัสสาวะหยุดไหล ค่อยๆ ดึงสายสวนโดยพับสายสวนปัสสาวะก่อนดึงออก 8.12 เช็ดบริเวณรอบๆ รูเปิดท่อปัสสาวะและอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกให้สะอาดด้วย สำลีชุบ normal saline solution และใช้สำลีแห้งซับให้แห้ง 9. จัดให้ผู้ป่วยนอนในท่าที่สบาย จัดผ้าถุงให้เรียบร้อย สังเกตอาการชั่วขณะ
53 10. เก็บของใช้ไปทำความสะอาด เก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย 11. บันทึกใน เวชระเบียน เกี่ยวกับ วัน เวลาที่ทำ ลักษณะปริมาณปัสสาวะ อาการผู้ป่วย ขณะและหลังทำการสวนปัสสาวะ ถ้ามีการเก็บปัสสาวะส่งตรวจให้บันทึกด้วย การสวนปัสสาวะเป็นครั้งคราวในผู้ป่วยชาย วิธีทำ 1. อธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจถึงความจำเป็นของการสวนปัสสาวะ วิธีการทำอย่างคร่าวๆ และ วิธีปฏิบัติตัวของผู้ป่วย 2. ยกเครื่องใช้ไปที่เตียง 3. เตรียมสถานที่มิดชิด และเตรียมบริเวณที่จะสวนปัสสาวะให้พร้อมโดย 3.1 ปิดประตูหรือกั้นม่าน 3.2 ปูผ้ายางขวางเตียงและผ้าขวางเตียง 3.3 จัดไฟตั้งในตำแหน่งที่เหมาะสม 4. เตรียมผู้ป่วย 4.1 ใช้ผ้าปิดตาผู้ป่วย 4.2 ให้กำลังใจ ชวนพูดคุยไม่ให้รู้สึกอาย 4.3 จัดท่านอนหงายราบ กางขาออกเล็กน้อย เลื่อนกางเกงลงมาถึงเข่า คลุมผ้าห่มไว้ 5. พยาบาลล้างมือ สวมถุงมือสะอาด เปิดผ้าคลุมออก 6. ชำระอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก โดยจับส่วน penis ยกขึ้น ร่นหนังที่หุ้มส่วนปลายออก จะเห็นรูเปิดของท่อปัสสาวะได้ชัดเจน ใช้ forceps คีบสำลีชุบน้ำสบู่ทำความสะอาด ก้อนที่ 1 ทำความสะอาดเริ่มจากบนรูเปิดของท่อปัสสาวะ โดยเช็ดให้เป็นวงกลม ออกไปให้ทั่ว ไม่ย้อนไปมา ก้อนที่ 2 เช็ดบริเวณ penis จากส่วนปลายเข้ามายังส่วนโคนโดยรอบ ก้อนที่ 3 เช็ดส่วน scrotum ซับให้แห้งด้วยกระดาษชำระ 7. ยกชุดสวนปัสสาวะวางไว้ระหว่างขาของผู้ป่วย 8. พยาบาลล้างมือให้สะอาด 9. หยิบผ้าเช็ดมือในชุดถุงมือปราศจากเชื้อ ซับน้ำให้แห้ง สวมถุงมือ 10. จัดวางของใช้บนผ้าห่อชุดสวนปัสสาวะให้พ้นบริเวณที่จะต้องเอื้อมข้าม คีบผ้าก๊อส ออกจากถ้วยเล็ก วางไว้ที่ขันใบใหญ่ แบ่งสำลีใส่ถ้วยใบเล็กจำนวนเท่าๆกัน 11. บีบสารหล่อลื่น ใส่ลงบนผ้าก๊อส เท normal saline solution ลงในถ้วยที่มีสำลี 12. พยาบาลใช้ forceps หยิบสายสวนปัสสาวะลูบสารหล่อลื่นบนผ้าก๊อสยาว 5- 7 นิ้ว โดยมิให้มือสัมผัสสายสวนปัสสาวะ 13. มือซ้ายของพยาบาลจับ penis โดยรองมือด้วยผ้าก๊อส จับให้เอนทำมุม 90 และร่น หนังหุ้มปลายลง เพื่อให้เห็นส่วนรูเปิดของท่อปัสสาวะได้ชัดเจน
54 14. มือขวาหยิบผ้าสี่เหลี่ยมเจาะกลาง ปูผ้าให้ penis อยู่ระหว่างช่องกลางของผ้าสี่เหลี่ยม เจาะกลาง และคลุมผ้าบนมือซ้าย มือขวาหยิบ forceps ที่ใช้ในข้อ 12 คีบสำลีชุบ normal saline solution ทำความสะอาดโดย สำลีก้อนที่ 1 ทำความสะอาดบนรูเปิดของท่อปัสสาวะ ให้เช็ดเป็นวงกลมออกไปให้ กว้างพอ ไม่ย้อนไปมา สำลีก้อนที่ 2 เช็ดบริเวณ penis ลงมา วาง forceps ที่ใช้แล้วลงในชามรูปไต 15. คีบสายสวนปัสสาวะด้วย forceps ที่เหลือ ให้ปลายเปิดด้านโคนของสายสวน ปัสสาวะวางในภาชนะรองรับน้ำปัสสาวะ 16. ค่อยๆ สอดสายสวนปัสสาวะลึกประมาณ 5-8 นิ้ว หรือจนกว่าน้ำปัสสาวะไหล ออกมา ถ้าใส่ลำบากหรือรู้สึกมีแรงต้าน ไม่ควรดันสายเข้าไป ให้ผู้ป่วยหายใจเข้า-ออกลึกๆ ถ้ายังใส่ สายไม่ได้ให้หยุดทำและรายงานแพทย์ 17. เมื่อปัสสาวะหยุดไหล หักพับสาย ดึงสายสวนปัสสาวะออกเบาๆ 18. เช็ดบริเวณรูเปิดท่อปัสสาวะให้สะอาด ด้วย normal saline solution และซับน้ำให้ แห้งด้วยสำลีแห้ง จัดหนังหุ้มปลายกลับสู่ที่เดิม 19. สวมกางเกงให้ผู้ป่วย จัดผู้ป่วยนอนในท่าที่สบาย สังเกตอาการชั่วขณะ 20. เก็บของใช้ไปทำความสะอาด และเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย 21. บันทึกในเวชระเบียน เกี่ยวกับ วัน เวลาที่ทำ ลักษณะปริมาณปัสสาวะ อาการผู้ป่วย ขณะและหลังทำการสวนปัสสาวะ หากมีการเก็บปัสสาวะส่งตรวจต้องบันทึกในเวชระเบียน การสวนคาสายสวนปัสสาวะ สำหรับสายสวนปัสสาวะชนิด Foley catheter ผู้ที่จะสวนปัสสาวะให้อ่านโดยละเอียด ของผลิตภัณฑ์จากบริษัทผู้ผลิต ว่าจะต้องมีการทดสอบดูการโป่งพองของบอลลูนก่อนการสอดใส่สาย เข้าท่อปัสสาวะหรือไม่ ถ้าจะต้องทดสอบให้ทำการทดสอบก่อนใส่สายสวนและดูดน้ำออกให้หมดก่อน ใส่สายสวน เนื่องจากการยืดขยายของบอลลูนขณะใส่น้ำเข้าไปและดูดออกทำให้บริเวณบอลลูนมีผิว ไม่เรียบ เวลาใส่สายสวนจะทำให้เกิดความเจ็บปวดได้ อุปกรณ์ในการคาสายสวนปัสสาวะ การเตรียมอุปกรณ์สำหรับการคาสายสวนปัสสาวะเช่นเดียวกับการสวนปัสสาวะ แต่สาย สวนปัสสาวะจะเป็นชนิด Foley urethral catheter ทำจาก silicone coated latex ซึ่งมีข้อ แตกต่างกับsingle urethral catheter ตรงที่ส่วนปลายของสายสวนจะมีบอลลูน สามารถฉีดน้ำกลั่น ให้โป่งออกได้ จะทำให้โป่งหลังจากสอดสายเข้าไปถึงกระเพาะปัสสาวะแล้ว บอลลูนนี้จะช่วยให้สาย สวนปัสสาวะคงอยู่ในตำแหน่ง ไม่หลุดออกจากกระเพาะปัสสาวะ เนื่องจากการคาสายสวนปัสสาวะไว้ จะต้องมีน้ำปัสสาวะไหลออกตลอดเวลา ฉะนั้น จะต้องเตรียมอุปกรณ์เพิ่มเติมในการคาสายสวนปัสสาวะดังนี้
55 1. อุปกรณ์ปลอดเชื้อ 1.1 Foley catheter 1 เส้น 1.2 กระบอกฉีดยา ขนาด 10 มล. ใส่ sterile water 10 มล. 2. พลาสเตอร์ 3. กรรไกร การระบายแบบปิด (closed drainage) คือ การต่อสายสวนปัสสาวะกับถุงเก็บปัสสาวะ เป็นวงจรปิดค้างไว้ เพื่อให้ปัสสาวะไหลออกภายในวงจรที่สะอาด ไม่สัมผัสกับอากาศภายนอก ขั้นตอน 1. ทำการสวนปัสสาวะ เช่นเดียวกับการสวนปัสสาวะแบบครั้งคราว 2. หลังจากสวนปัสสาวะได้แล้ว จนปัสสาวะหยุดไหล ให้ดันสายสวนปัสสาวะเข้าไป ให้ลึกอีก 1.5 -2 นิ้ว 3. หยิบกระบอกสูบที่บรรจุ sterile water เตรียมเอาไว้ ดันน้ำเข้าไปในบอลลูนของ สายสวนปัสสาวะประมาณ 5-10 มล. แล้วทดสอบว่าไม่มีการเลื่อนหลุด โดยการดึงสายสวนปัสสาวะ เบาๆ 4. มือขวาของพยาบาลจับสายสวนปัสสาวะ มือซ้ายดึงเอาผ้าสี่เหลี่ยมเจาะกลางออก 5. พยาบาลต่อสายสวนปัสสาวะเข้ากับท่อเชื่อมชุดระบายแบบปิดที่ผู้ช่วยถือไว้ หมุน ข้อต่อเข้าให้แน่นสนิท 6. จัดส่วนต่างๆ ของชุดระบายแบบปิดให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมอีกครั้งหนึ่ง สังเกตการไหลของปัสสาวะและไม่มีการหักพับอุดตันของสายสวน 7. ใช้พลาสเตอร์ตรึงสายสวนปัสสาวะไว้กับด้านในของต้นขา (หญิง) หรือบริเวณ ส่วนล่างของท้องน้อย (ชาย) ให้ส่วนปลายของ penis ชี้ไปที่หน้าอก 8. ทำความสะอาดบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกและบริเวณก้นของผู้ป่วยให้ สะอาดและแห้ง ถ้าเสื้อผ้า ผ้าขวางเตียงเปียกควรเปลี่ยน 9. บอกให้ผู้ป่วยทราบว่าได้ทำการสวนปัสสาวะเสร็จแล้ว สังเกตความสุขสบายและ จัดให้ผู้ป่วยนอนในท่าที่สบาย 10. สังเกตลักษณะและจำนวนของน้ำปัสสาวะในระบบการระบายการสวนปัสสาวะ และสังเกตไม่มีการซึมของน้ำปัสสาวะในระบบวงจรปิด 11. เก็บของใช้ทำความสะอาดและเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย บันทึกในเวชระเบียน เช่นเดียวกับการสวนปัสสาวะ และควรให้รายละเอียดถึงจำนวน sterile water ในบอลลูนและขนาด ของสาย Foley catheter ที่ใช้ด้วย การถอดสายสวนปัสสาวะ เครื่องใช้ 1. อุปกรณ์สำหรับทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก 1 ชุด 2. กระบอกฉีดยาปลอดเชื้อขนาดจุปริมาตรเท่าจำนวนน้ำที่อยู่ในบอลลูน 3. ชามรูปไต 1 อัน
56 4. สำลีชุบ 70% alcohol 2 ก้อน และน้ำมันมะกอก/โลชั่น 1 ก้อน 5. หม้อนอน 6. ถุงมือสะอาด วิธีการถอดสายสวนปัสสาวะ 1. อธิบายให้ผู้ป่วยทราบถึงการปฏิบัติตัวในระหว่างที่ถอดสายสวนปัสสาวะ โดยให้ ผู้ป่วยอยู่ในภาวะผ่อนคลาย ไม่เกร็ง 2. จัดสถานที่และผู้ป่วยให้มิดชิด โดยปิดประตูหรือกั้นม่าน 3. จัดให้ผู้ป่วยนอนหงายชันเข่า (ผู้หญิง) และนอนหงายราบ (ผู้ชาย) คลุมผ้าให้ เรียบร้อย เลื่อนผ้าถุงไว้ที่เอว หรือเลื่อนกางเกงลงมาที่เข่า 4. แกะและเช็ดรอยพลาสเตอร์ออกโดยใช้น้ำมันมะกอก/โลชั่น 5. ล้างมือและสวมถุงมือ ทำความสะอาดสายสวนปัสสาวะบริเวณโดยรอบทางเปิด ของที่ดูดเอาน้ำกลั่นออกจากบอลลูนด้วยสำลีชุบ 70% alcohol 6. ใช้กระบอกฉีดยาดูด sterile water ออกตามจำนวนที่ใส่ในบอลลูนออกจนไม่มี sterile water ค้างในบอลลูน 7. บีบหรือหักพับสายสวนปัสสาวะ แล้วค่อยๆ ดึงออกเบาๆ วางสายสวนปัสสาวะลง ในชามรูปไต สังเกตปลายสายสวนปัสสาวะว่ามีหนองหรือสิ่งผิดปกติอื่นใดหรือไม่ 8. ชำระอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก 9. จัดเสื้อผ้าให้ผู้ป่วย และให้นอนในท่าที่สบาย 10. สังเกตลักษณะ ตวงจำนวนปัสสาวะและบันทึกเช่นเดียวกับการสวนปัสสาวะ 11. ทำความสะอาดเครื่องใช้ และล้างมือ 12. บันทึกในเวชระเบียน หมายเหตุ สายสวนปัสสาวะที่ทำจาก silicone ทุกชนิด เมื่อถอดสายออกบริเวณที่เป็น บอลลูนใส่ sterile water ไว้ จะไม่กลับสู่สภาพเดิม (ราบเรียบ) ทันที จึงเป็นสาเหตุทำให้เกิดการ เจ็บปวดและชอกช้ำในทางเดินปัสสาวะได้ เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงภาวะเช่นนี้ หลังจากดูดเอา sterile water ออกแล้ว ทิ้งสายสวนไว้ 5 นาที จึงดึงสายสวนออก สายสวนจะมีลักษณะดังเดิมได้ และให้หมุน สายช้าๆ ขณะดึงออกจะเป็นการช่วยลดการชอกช้ำได้อีกทางหนึ่งด้วย การระบายน้ำปัสสาวะออกโดยใช้ถุงยางอนามัย การประกอบถุงยางอนามัยกับชุดเก็บน้ำปัสสาวะ ถุงยางและอุปกรณ์ที่จะต่อเข้ากับชุดเก็บน้ำปัสสาวะ ปัจจุบันผลิตออกมาจำหน่าย หลายแบบ แต่ไม่ว่าจะเป็นแบบใดจะมีหลักการเดียวกัน แบบที่ 1 เป็นแบบที่ใช้ได้ทั่วไป ทั้งเวลานอนและเวลาลุกเดิน เครื่องใช้ 1. ถุงยางอนามัย 2. ท่อพลาสติกหรือท่อยางขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.3 ซม. (0.5 นิ้ว) ยาว 7.5- 10 ซม. (3-4 นิ้ว) 3. พลาสเตอร์ใสหรือแผ่นยางยืดหรือยางรัดชนิดบาง
57 วิธีการประกอบ 1. รัดยางยืดที่ท่อยาง ห่างจากปลายข้างใดข้างหนึ่ง ประมาณ 3 ซม. 2. แกะถุงยางออกมาดึงให้เป็นรูปถุง สอดท่อยางเข้าไปในถุงยาง 3. รัดยางยืดเส้นที่ 2 จะรัดถุงยางเข้ากับท่อยาง ห่างจากเส้นแรก 1 ซม. เสร็จแล้ว เจาะส่วนปลายของถุงยางให้เป็นรู อยู่ระหว่างกลางของท่อยาง 4. พลิกกลับถุงยางไปทางด้านตรงข้ามของท่อยาง 5. เพื่อความมั่นคง ดึงยางรัดเส้นแรกกลับมารัดถุงยางชิดกับยางรัดเส้นที่ 2 ภาพที่5 แสดงขั้นตอนการประกอบถุงยางสำหรับระบายน้ำปัสสาวะแบบที่ 1 แบบที่ 2 แบบนี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยลุกเดินได้ ไม่เหมาะสำหรับการใช้เวลานอน ปัจจุบันมีการผลิต ถุงยางคล้ายลักษณะประกอบเสร็จแล้วจำหน่ายโดยไม่ต้องประกอบเอง เรียกว่า uridrop เครื่องใช้ 1. ถุงยางอนามัย 1 ถุง 2. กรวยพลาสติกเล็ก 1 กรวย 3. แผ่นยางยืดหรือยางรัด วิธีการประกอบ 1. แกะถุงยางอนามัยออกมาดึงให้เป็นรูปถุง 2. สอดกรวยเข้าไปในถุงยางจนถึงก้นถุงยาง 3. รัดปลายถุงยางติดกับกรวยให้แน่น 4. ตัดปลายถุงยางอนามัยให้เป็นรู สำหรับปัสสาวะไหล 5. นำกรวยไปต่อเข้ากับชุดเก็บปัสสาวะ
58 ภาพที่ 6 แสดงการประกอบถุงยางอนามัยสำหรับระบายน้ำปัสสาวะ แบบที่ ขั้นตอนการใส่ถุงยางระบายปัสสาวะ 1. ประเมินสภาพผู้ป่วยถึงความต้องการใช้ถุงยางระบายปัสสาวะ และประวัติการแพ้ ยาง latex 2. ประเมินสภาพของ penis ไม่มีแผลบวม แดง 3. เตรียมของใช้ 3.1 ถุงยางพร้อมกับชุดเก็บน้ำปัสสาวะที่ประกอบเรียบร้อย 3.2 ชุดทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก พร้อมถุงมือสะอาด 4. อธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจพร้อมกับบอกวิธีทำอย่างคร่าวๆ 5. ล้างมือให้สะอาด 6. จัดสิ่งแวดล้อมให้มิดชิด ปิดประตูหรือกั้นม่าน 7. จัดให้ผู้ป่วยอยู่ในท่านอนหงายราบ คลุมผ้าห่มม้วนกางเกงลงมาที่เข่า 8. ใส่ถุงมือ ทำความสะอาดอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก เช็ดให้แห้ง 9. มือข้างที่ไม่ถนัด จับ penis ข้างที่ถนัดจับถุงยาง สวมถุงยางให้ penis 10. จัดถุงยางให้มีความห่างของปลาย penis กับปลายถุงยาง 2.5–5 ซม. 11. ยึดถุงยางติดกับ penis โดยใช้แผ่นยางยืด การติดให้ติดพอแนบ ไม่ต้องติดจน แน่น และระมัดระวังการติดถูกกับ pubic hair อาจจะใช้กระดาษวางคลุมบน pubic hair เอาไว้ 12. แขวนถุงเก็บปัสสาวะให้ถูกต้อง ตรวจสอบการไหลของน้ำปัสสาวะ 13. สำรวจดูว่าน้ำปัสสาวะไหลซึมออกมาข้างนอกถุงยาง หรือสายยาง หรือท่อของ ชุดเก็บน้ำปัสสาวะและสังเกตการบิดของถุงยาง 14. เก็บของใช้ไปทำความสะอาดและเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย 15. บันทึกในเวชระเบียน เช่นเดียวกับการสวนคาสายสวนปัสสาวะ 16. ตรวจสอบสภาพถุงยางภายหลังใส่ 30 นาที
59 ภาคผนวก จ แนวปฏิบัติการทำแผล การติดเชื้อที่ตำแหน่งแผลผ่าตัด หมายถึง การที่แผลผ่าตัดตั้งแต่ชั้นผิวหนัง เนื้อเยื่อใต้ ผิวหนัง เนื้อเยื่อพังผืด ลึกลงไปถึงกล้ามเนื้อและอวัยวะหรือช่องว่างภายในร่างกายมีการติดเชื้อ โดย การติดเชื้อเกิดภายใน 30 วัน กรณีที่ไม่ได้ใส่อวัยวะเทียม หรือภายใน 90 วันกรณีที่ใส่อวัยวะเทียม ซึ่ง การติดเชื้อที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการได้รับเชื้อขณะอยู่ในโรงพยาบาล อาจเป็นเชื้อที่มีอยู่ในตัวผู้ป่วย เองหรือเป็นเชื้อจากภายนอกร่างกายผู้ป่วย โดยขณะที่เข้ารับการรักษาตัว ผู้ป่วยไม่มีอาการและ อาการแสดงของการติดเชื้ออยู่และไม่ได้อยู่ในระยะฟักตัวของเชื้อ อาการของการติดเชื้ออาจปรากฏ ขณะอยู่ในโรงพยาบาลหรือออกจากโรงพยาบาลแล้ว วัตถุประสงค์ 1. เพื่อป้องกันแผลติดเชื้อ 2. เพื่อป้องกันไม่ให้บาดแผลได้รับอันตรายเพิ่มขึ้น 3. เพื่อให้เกิดสภาวะที่ดีเหมาะแก่การงอกของเนื้อเยื่อกระตุ้นการหายของแผล 4. เพื่อชะล้างสิ่งที่ตกค้างอยู่ในแผล 5. เพื่อดูดซับสารคัดหลั่ง เช่น เลือด น้ำเหลือง หนอง 6. ป้องกันไม่ให้ผ้าปิดแผลติดและดึงรั้งเนื้อเยื่อที่งอกใหม่ 7. เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่บาดแผล โดยใช้ aseptic technique 8. เพื่อให้ผู้ป่วยสุขสบาย ชนิดของการล้างแผล 1. การล้างแผลชนิดแห้ง (Dry dressing) เป็นการทำแผลที่ไม่ต้องการความชุ่มชื้นในการ หายของแผล ใช้สำหรับแผลสะอาด ปากแผลปิด เช่น แผลผ่าตัดที่เย็บขอบติดกัน หรือแผลที่ไม่มีการ อักเสบเป็นแผลเล็กๆที่มีสารคัดหลั่ง (Discharge) ระบายออกจากแผลเพียงเล็กน้อย เป็นต้น 2. การล้างแผลชนิดเปียก (Wet dressing) เป็นการล้างแผลที่ปากแผลเปิด เช่น แผล ผ่าตัดที่มีการติดเชื้อและขอบแผลแยก แผลที่แพทย์ไม่เย็บขอบแผลติดกัน เช่นแผลไฟไหม้ แผลที่มีการ อักเสบติดเชื้อ หรือแผลกดทับ เป็นต้น รวมถึงแผลที่มีการสูญเสียเนื้อเยื้อแผลที่มีเนื้อตาย มีสารคัด หลั่ง (Discharge) ระบายออกจากแผลปริมาณมาก เป็นต้น แผลประเภทนี้เป็นแผลที่ไม่สามารถเย็บ แผลปิดได้การหายของแผลใช้เวลานาน การล้างแผลต้องใช้ความชุ่มชื้น และส่งเสริมหรือทำให้สิ่งคัด หลั่งระบายออกได้ดีจะช่วยให้แผลหายเร็วขึ้นแผลมีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย แนวทางการปฏิบัติในการทำแผลผ่าตัดแบบแห้ง (dry dressing) 1. เรียงลำดับการทำแผลสะอาด แผลติดเชื้อ และทำแผลตามชนิดของแผล 2. ดูขนาดของแผลว่าต้องใช้วัสดุ อุปกรณ์อะไรบ้าง 3. จัดท่านอนผู้ป่วยให้เหมาะสม เปิดเฉพาะตำแหน่งที่มีแผล 4. ทำความสะอาดมือด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ ก่อนทำแผล 5. เตรียมอุปกรณ์ทำแผลตามความเหมาะสมกับแผลของผู้ป่วย
60 5.1 ชุดทำแผลปราศจากเชื้อประกอบด้วย ถ้วยน้ำยา forceps แบบมีเขี้ยวและไม่มี เขี้ยว ผ้าก็อส สำลีดูวันหมดอายุของชุดทำแผลก่อนใช้ 5.2 น้ำยา ได้แก่ น้ำเกลือล้างแผล (0.9% normal saline solution) 5.3 พลาสเตอร์ปิดแผล 5.4 ภาชนะรองรับขยะติดเชื้อจากการทำแผล วางไว้บนเตียงใกล้ตำแหน่งแผลโดยใช้ หลักไม่ข้ามของ sterile 6. ใช้ 70% alcohol เช็ดบนโต๊ะคร่อมเตียงก่อนวางชุดทำแผลบนโต๊ะคร่อมเตียง และ ควรเป็นตำแหน่งที่ผู้ทำไม่ข้ามกรายขณะทำแผล 7. เปิดชุดทำแผลโดยใช้หลักปราศจากเชื้อ (aseptic technique) แล้วเตรียมน้ำยา สำหรับทำแผล ถ้าเป็นแผลชนิดแห้ง ใช้เพียงแต่ 0.9% normal saline solution เพียงอย่างเดียว 8. สวมถุงมือสะอาดชนิดใช้ครั้งเดียว เปิดผ้าปิดแผลโดยไม่ให้มือสัมผัสแผล และด้านใน ของผ้าปิดแผล 9. ประเมินบาดแผล ตำแหน่งและขนาดของบาดแผลผิวหนังรอบๆ แผล สิ่งคัดหลั่งในแผล 10. ทำแผลด้วยวิธีปราศจากเชื้อ 10.1 ใช้ long forceps สำหรับหยิบของปราศจากเชื้อที่อยู่บนรถทำแผลคีบ forceps ออกจากชุดทำแผลหรือใช้มือจับผ้าด้านนอกของชุดทำแผลเพื่อเลื่อน forceps ขึ้นมา (ถ้าใส่ ถุงมือ sterile ใช้มือหยิบ forceps ในชุดทำแผลได้) 10.2 ใช้ tooth forceps หยิบผ้าปิดแผลด้านในออกทิ้งในถุงขยะ 10.3 ถ้าเป็นแผลเย็บ แผลมีลักษณะแห้ง เช็ดรอบแผลด้วย 0.9% normal saline solution โดยเช็ดจากขอบแผลวนออกด้านนอกระยะห่างจากขอบแผลประมาณ 2 นิ้ว 11. ปิดแผลด้วยผ้าก๊อสปราศจากเชื้อปิดด้วยพลาสเตอร์ปิดแผล 12. ถอดถุงมือโดยไม่มีการปนเปื้อน ล้างมือแบบ hygienic handwashing หลังทำแผล ให้คำแนะนำผู้ป่วยและญาติในการดูแลแผลในเรื่องต่อไปนี้ 12.1 ไม่ให้แกะผ้าปิดแผลออก 12.2 ระมัดระวังไม่ให้แผลเปียกน้ำ หากผ้าปิดแผลเปียกน้ำ ต้องทำแผลใหม่ทุกครั้ง 12.3 รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ได้แก่ โปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ นม และถั่ว ต่างๆ แร่ธาตุ เช่น ตับ ไข่แดง วิตามิน เช่น ตำลึง คะน้า ผักใบเขียวและผลไม้ เช่น มะม่วง มะละกอ สุก ส้ม ฝรั่ง มะเขือเทศ เป็นต้น 12.4 ให้ความรู้แก่ผู้ป่วยและญาติในการดูแลแผลและสังเกตอาการผิดปกติ ถ้า สังเกตพบว่าแผล บวมแดง ปวด มีหนองออกจากแผล ต้องมาพบเจ้าหน้าที่ รพ.สต.ใกล้บ้าน 13. ถ้ามีอาการแสดงของการติดเชื้อ ได้แก่ ไข้ แผลบวมแดง มีหนอง หรือสงสัยว่าเริ่มมี อาการ ติดเชื้อให้ส่งพบแพทย์ที่โรงพยาบาล
61 แนวทางการปฏิบัติในการทำแผลผ่าตัดการทำแผลแบบเปียก (Wet dressing) 1. เรียงลำดับการทำแผลสะอาด แผลติดเชื้อ ทำแผลตามชนิดของแผล 2. ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับแผลที่จะทำ ซึ่งรวมถึงชนิดของแผลและแนวทางการรักษาของ แพทย์ดังนี้ 2.1 Clean contaminated wound และ contaminated wound หลังเปิดแผล แล้วทำแผลแบบ wet dressing อย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง หรือตามแผนการรักษาของแพทย์ 2.2 Dirty wound โดย ทำแผลอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง หรือตามแผนการรักษาของ แพทย์ แบบ wet dressing 3. เตรียมของใช้ในการทำแผลเพิ่มจากวิธีทำแผลชนิดแห้งได้แก่ สำลี ก๊อสหุ้มสำลี (top gauze) น้ำยาที่ใช้ล้างแผล เช่น น้ำเกลือล้างแผล (0.9% normal saline solution) 70% alcohol และ Providine เป็นต้น 4. ล้างมือแบบ hygienic handwashing ก่อนทำแผล 5. สวมผ้ากันเปื้อน ผ้าปิดปาก-จมูก (Mask) แว่นตา กรณีถ้าแผลมีสิ่งคัดหลั่งมาก 6. เตรียมอุปกรณ์ทำแผล 6.1 ชุดทำแผลปราศจากเชื้อ 6.2 น้ำยาได้แก่ น้ำเกลือล้างแผล (0.9% normal saline solution) และน้ำยาฆ่า เชื้อ (antiseptic solution) ได้แก่ 70% alcohol 6.3 กรรไกรตัดชิ้นเนื้อ, กรรไกรตัดไหมปราศจากเชื้อตามความจำเป็น 6.4 พลาสเตอร์ปิดแผล 6.5 ภาชนะรองรับมูลฝอยติดเชื้อจากการทำแผล 7. เปิดชุดทำแผลโดยใช้หลักปราศจากเชื้อ (aseptic technique) 8. สวมถุงมือแบบ sterile 9. เทน้ำยาฆ่าเชื้อ (antiseptic solution) และน้ำเกลือล้างแผล (0.9% normal saline solution) ด้วยวิธีปราศจากเชื้อ (aseptic technique) 10. เปิดผ้าปิดแผลโดยไม่ให้มือสัมผัสแผลและด้านในของผ้าปิดแผล 11. ประเมินบาดแผล ตำแหน่งและขนาดของบาดแผลผิวหนังรอบๆแผลสิ่งคัดหลั่งในแผล 12. กรณีแผลแห้งมี gauze drain ให้ใช้ ก๊อสหรือสำลีชุบน้ำเกลือล้างแผล (0.9% normal saline solution) ใส่ gauze drain ให้ชุ่มก่อนปิดผ้าปิดแผล 13. ทำแผลด้วยวิธีปราศจากเชื้อ 13.1 เช็ดรอบแผลด้วย 70% alcohol โดยเช็ดจากขอบแผล วนออกด้านนอก ระยะห่างจากขอบแผลประมาณ 2 นิ้ว 13.2 ใช้น้ำเกลือล้างแผล เช็ดบริเวณภายในแผลและสารคัดหลั่งจนสะอาด 13.3 ถ้ามีเนื้อตายให้ใช้กรรไกรตัดเล็มเนื้อตายออก 13.4 ปิดแผลด้านในด้วยผ้าก๊อสชุบน้ำเกลือล้างแผล
62 14. ถ้าแผลมีสารคัดหลั่งหรือมีท่อระบาย(drain) เช็ดรอบแผลด้วยน้ำเกลือล้างแผล เช็ด บริเวณท่อระบายและบริเวณที่เปื้อนสารคัดหลั่งจนสะอาด ให้ใช้ผ้าก๊อสพับด้านละ 1 ผืนวางใต้ท่อ ระบาย โดยให้สันก๊อสชนกัน 15. ปิดแผลด้วยผ้าก๊อสและถ้าเปียกชื้นมากอาจใช้ ก๊อสหุ้มสำลี (top gauze) ปิดทับซ้ำ อีกชั้นหนึ่งแล้วปิดพลาสเตอร์ 16. ถอดถุงมือโดยไม่มีการปนเปื้อน 17. ล้างมือแบบ hygienic handwashing หลังทำแผล 18. ให้คำแนะนำผู้ป่วยและญาติในการดูแลแผลในเรื่องต่อไปนี้ 18.1 ไม่ให้แกะผ้าปิดแผลออก 18.2 ระมัดระวังไม่ให้แผลเปียกน้ำ ถ้าผ้าปิดแผลเปียกน้ำให้กลับมาทำแผลใหม่ 18.3 รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ได้แก่ โปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ นม ถั่วต่างๆ เป็นต้น แร่ธาตุ เช่น ตับไข่แดง วิตามิน เช่น ตำลึง คะน้า ผักใบเขียวและผลไม้ เช่น มะม่วง มะละกอ สุก ส้ม ฝรั่ง มะเขือเทศ เป็นต้น 18.4 ให้ความรู้แก่ผู้ป่วยและญาติในการดูแลบาดแผลและสังเกตอาการผิดปกติ ถ้า สังเกตพบว่าแผลบวมแดง ปวด มีหนองออกจากแผล ให้มาพบเจ้าหน้าที่รพ.สต.หากเกิดอาการคัน หรือแพ้พลาสเตอร์ ควรแจ้งเจ้าหน้าที่ ไม่ควรเกาเพราะจะทำให้ผิวหนังรอบแผลซ้ำ ถลอกเกิดการติด เชื้อลุกลามขยายเป็นแผลกว้างได้ 18.5 ถ้ามีอาการแสดงของการติดเชื้อ ได้แก่ ไข้ แผลบวมแดง มีหนอง หรือสงสัยว่า เริ่มมีอาการติดเชื้อให้ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาล การทำความสะอาดแผลในผู้ป่วยเบาหวานที่มีแผลที่เท้า ผู้ป่วยเบาหวานที่มีแผลที่เท้ามีความเสี่ยงที่แผลจะ หายช้าและอาจติดเชื้อได้ง่าย จนทำ ให้บางรายต้องผ่าตัด รักษาหรืออาจจะเป็นคนพิการตามมา ดังนั้นการทำความ สะอาดแผลที่ถูกวิธีจะ เป็นการช่วยส่งเสริมการหายของ แผล และลดการติดเชื้อเพิ่มเติม ทำให้คุณภาพชีวิตของ ผู้ป่วยและ ญาติดีขึ้น การทำความสะอาดแผลเบาหวาน มี 2 แบบคือ 1. การทำความสะอาดแผลแบบแห้ง (Dry dressing) 2.การทำความสะอาดแผลแบบเปียก (Wet dressing) 1. การทำความสะอาดแผลแบบแห้งเหมาะสำหรับ ผู้ป่วยที่แผลไม่มีลักษณะของการ อักเสบและไม่มีสารคัด หลั่งออกมาจากแผล โดยมีวิธีและขั้นตอนดังต่อไปนี้ 1.1 เช็ดบริเวณรอบแผล ด้วย 70% alcohol โดย เช็ดวนจากขอบแผลด้านใน วน ออกด้านนอกและไม่ เช็ดวนซ้ำรอยเดิม 1.2 หลังจากนั้นป้ายน้ำยา ฆ่าเชื้อเช่น เบตาดีน ที่บริเวณแผลและ ปิดแผลด้วยผ้า ก๊อสปิดแผล 1.3 พบแผลเริ่มมีอาการอักเสบหรือมีสารคัดหลั่งให้ ล้างแผลแบบเปียกต่อไป
63 2. การทำความสะอาดแผลแบบเปียก เหมาะ สำหรับแผลที่มีสารคัดหลั่งและมีการอักเสบ ที่บริเวณแผล โดยมีวิธีและขั้นตอนดังต่อไปนี้ ขั้นตอนที่ 1 การเปิดผ้าปิดแผล 1) ก่อนการทำความสะอาดแผลจะต้องเปิดผ้าปิด แผลเดิมออกก่อน การลอก พลาสติกปิดแผล ต้องลอกไป ตามแนวเดียวกับแนวขน อย่าลอกย้อนแนวขน เพราะอาจ ทำให้ผู้ป่วย เจ็บระหว่างลอกพลาสเตอร์ ควรใช้นิ้วกด ผิวหนังบริเวณรอบไว้เพื่อช่วยลดการดึงรั้งของผิวหนัง 2) การลอกผ้าปิดแผลควรลอกอย่างช้า ๆ และ ระมัดระวัง เนื่องจากถ้าแผลแห้ง อาจจะมีเนื้อแผลลอกติด มากับผ้าปิดแผลทำให้ผู้ป่วยเจ็บ วิธีแก้ให้ใช้น้ำเกลือล้าง แผลชโลมไว้ให้ทั่ว ผ้าปิดแผลก่อน รอจนกระทั่งน้ำเกลือซึมผ่านผ้าปิดแผลแล้วค่อยลอกออก ขั้นตอนที่ 2 ล้างแผล เริ่มจาก เช็ดบริเวณรอบแผลด้วย70% alcohol หรือ เบตาดีนโดยเช็ดวนจากขอบ แผลด้านใน วนออกด้านนอกและไม่เช็ดวนซ้ำรอยเดิม หลังจากเช็ด รอบขอบแผลเสร็จ จึงใช้สำลีชุบ น้ำเกลือแล้วบิดให้พอ หมาดแล้วนำมาเช็ดล้างบริเวณแผล ล้างสารคัดหลั่ง ภายในบริเวณแผล โดย การเช็ดยึดหลักการเดิม เช็ด จากด้านในออกด้านนอก ไม่วนซ้ำรอยเดิม ถ้าแผลยัง ไม่สะอาดให้เปลี่ยน สำลีก้อนใหม่ และเช็ดซ้ำจนกว่า แผลจะสะอาด ขั้นตอนที่ 3 การปิดแผล ขึ้นอยู่กับลักษณะของ แผลและวิธีการรักษาในแต่ละชนิดของแผล เช่น 1) ใช้ผ้าก๊อซชุบน้ำเกลือหรือน้ำเกลือผสมเบตาดีน 2) แผ่นปิดแผลแบบอื่น ๆ เช่น แผ่นโฟมปิดแผล แผ่นตาข่ายปิดแผล เพื่อช่วยฆ่าเชื้อ โรคและดูดซับสารคัดหลั่ง และให้ ความชุ่มชื้นแก่เนื้อเยื่อ จากนั้นปิดแผลที่มีตัวยาผสม ตามที่แพทย์ สั่งบนแผลปริมาณและขนาดของผ้าก๊อสปิดแผลที่จะใช้ต้องเหมาะสมกับขนาดของบาดแผล ควรมี ขนาดใหญ่กว่า แผลโดยรอบประมาณ 1 นิ้ว ปิดคลุมบนแผล ห้ามวาง ลงข้างแผลแล้วดึงเลื่อนมาปิด แผลถ้ามีสารคัดหลั่งมากสามารถเพิ่มปริมาณชั้นผ้า ปิดแผล ขั้นตอนที่ 4 การติดพลาสเตอร์ การติดพลาสเตอร์ให้ติดตามแนวขวางของลำตัวและความยาวของพลาสเตอร์ต้องเรียบ เสมอกัน หมายเหตุ ก่อนลงมือทำความสะอาดแผล ควรล้างมือให้สะอาดและเตรียมเครื่องมือ อุปกรณ์ ให้พร้อม จัดวางในบริเวณที่สามารถหยิบใช้ได้
64 ภาคผนวก ฉ การใส่สายให้อาหาร (Nasogastric intubation) การใส่สายให้อาหาร (Nasogastric intubation) วิธีการ 1. การเตรียมผู้ป่วย 1.1 ให้ข้อมูลแก่ผู้ป่วยและญาติถึงเหตุผล วิธีการใส่สายให้อาหารจากจมูกถึง กระเพาะอาหาร อาการไม่สุขสบายที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่ อาการเจ็บ อยากขย้อนหรืออาเจียน เปิด โอกาสให้ซักถามเพื่อคลายความวิตกกังวลกลัว และร่วมมือในการใส่สายเข้ากระเพาะ 1.2 แนะนำให้ผู้ป่วยร่วมมือในการผ่อนคลายไม่เกร็งต้าน ก้มศีรษะเมื่อสายถึง คอ ช่วยกลืนขณะใส่สายจะช่วยให้สายลงกระเพาะง่ายขึ้น ลดอาการเจ็บให้น้อยลง 1.3 ตกลงกับผู้ป่วยให้ใช้สัญญาณ ได้แก่ โบกมือ ชูนิ้ว เพื่อสื่อสารถึงความไม่สุข สบายและต้องการให้หยุดการใส่สาย 1.4 แนะนำการดูแลเมื่อคาสายเข้ากระเพาะอาหาร ตรวจดูแลผิวหนังบริเวณ รอบๆ สายทุกวัน ดูแลไม่ให้สายดึงรั้ง กด เสียดสี จนเป็นแผล ดูแลช่องปากให้สะอาดและชุ่มชื้นอยู่ เสมอ 2. การเตรียมอุปกรณ์ 2.1 สายให้อาหาร (Nasogastric intubation) 2.2 สารหล่อลื่นที่ละลายน้ำ เช่น เจล (ไม่ใช้น้ำมันเพราะหากสำลักเข้าปอดจะ ทำให้เกิดปอดอักเสบ) เป็นต้น 2.3 กระบอกฉีดยา ขนาด 50 ซีซี. 2.4 น้ำดื่ม 1 แก้ว 2.5 ผ้ารองกันเปื้อน 2.6 ผ้าก๊อส 1 ผืน 2.7 ชามรูปไต 1 ใบ 2.8 ถุงมือสะอาด 1 คู่ 2.9 หูฟังและไฟฉาย 2.10 พลาสเตอร์ชนิดเกิดปฏิกิริยาแพ้น้อย ตัวหนีบเข็มกลัดสำหรับติดและยึด ตรึงสายไว้ 2.11 อาจเตรียมน้ำเย็นสำหรับแช่สายยางที่อ่อนนุ่มเกินไปให้แข็งขึ้น หรือแช่ น้ำอุ่น สายแข็งเกินไปเพื่อใส่สายได้ง่ายขึ้น 3. วิธีการใส่สาย 3.1 ระยะเตรียมการ 1) ตรวจสอบแผนการรักษาของแพทย์อธิบายให้ผู้ป่วยเข้าใจถึง วัตถุประสงค์และวิธีการใส่ แนะนำให้หายใจทางปาก ขณะใส่สายยางทางจมูก และให้ผู้ป่วยช่วยกลืน
65 2) ตรวจสอบเกี่ยวกับการทำงานของกระเพาะอาหารด้วยวิธีการคลำ เคาะ ฟัง ประเมินช่วงระยะและเวลาการให้อาหาร 3) ผู้ใหญ่ จัดให้ผู้ป่วยนั่งหรือนอนศีรษะสูง (High Fowler’s position) ระดับ 45 องศา ถ้าจำเป็นจัดให้นอนราบได้เด็ก ควรจัดจะวัดท่าศีรษะสูง 15-30 องศาหรือในท่านอน ตะแคงขวา 4) เลือกสายให้เหมาะสมกับวัยผู้ป่วย - ผู้ใหญ่ เบอร์ 14F, 16F, 18 F - เด็กโต เบอร์ 8F ถึง 12F - เด็กเล็ก เบอร์ 5F ถึง 12F - ทารก เบอร์ 3F, 5F, 8F, 10F 5) ตัดพลาสเตอร์ ยาว 3-4 นิ้ว และผ่ากลางด้านหนึ่ง ยาวประมาณ 1-2 นิ้ว เป็นรูปตัว “Y” 6) เตรียมเครื่องใช้ให้ยกมาวางข้างเตียงผู้ป่วย - ถ้าพยาบาลถนัดขวาให้ยืนด้านขวา - ถ้าถนัดซ้ายยืนด้านซ้ายของผู้ป่วย 7) ปิดประตูหรือกั้นม่าน 3.2 ระยะเตรียมความพร้อม 1) บอกให้ผู้ป่วยทราบ 2) ล้างมือ 3) ตรวจดูรูจมูก ผนังกั้นรูจมูก โดยให้ผู้ป่วยหายใจออกแรงๆ ดูการผ่านของ ลมหายใจ 4) วัดระยะที่ควรใส่สายเข้าในตัวผู้ป่วยทุกครั้ง - ผู้ใหญ่ วัด ปลายจมูก ถึง ติ่งหู และจากติ่งหูถึงกระดูกลิ้นปี่ (Xiphoid process) - เด็ก วัด ปลายจมูก ถึง ติ่งหู และจากติ่งหูถึงกึ่งกลางกระดูกลิ้นปี่ (Xiphoid process) กับสะดือเด็ก 5) ติดพลาสเตอร์ที่ตำแหน่งที่วัดได้ 6) คลุมผ้ากันเปื้อนให้ผู้ป่วย 3.3 ระยะปฏิบัติ 1) พยาบาลสวมถุงมือ 2) หล่อลื่นปลายสายที่จะใส่ ด้วย KY jelly ยาวประมาณ 4 นิ้ว 3) จัดท่าให้ผู้ป่วยก้มหน้าเล็กน้อย 4) ค่อยๆสอดสายเข้าทางจมูกโดยให้แนวโค้งของสายเข้าสู่แนวโค้งตาม ธรรมชาติของคอ 5) เมื่อสายผ่านถึงคอให้ผู้ป่วยก้มศีรษะลง บอกผู้ป่วยให้ช่วยกลืนสาย โดยการ กลืนน้ำลาย พร้อมกับดันสายอย่างนุ่มนวล ทำเป็นระยะๆ จนถึงตำแหน่งที่ทำเครื่องหมายไว้
66 6) ถ้าผู้ป่วยไอหรือขย้อน หยุดดันสาย รอสักพักจนสงบดีแล้วจึงใส่สายต่อ อาจต้องดึงสายออกมาก่อนเล็กน้อย ถ้ามีน้ำตา น้ำมูกน้ำลายไหลเช็ดให้ ให้ผู้ป่วยอ้าปากและกดลิ้นดู 7) ถ้าผู้ป่วยสำลัก ไอมาก หายใจไม่สะดวก ร้องไม่ออก รีบดึงสายออก รอให้ อาการสงบ แล้วเริ่มใส่ใหม่ทางรูจมูกอีกข้างหนึ่ง 8) ตรวจสอบว่าสายเข้าไปสู่กระเพาะอาหารโดยวิธีใดวิธีหนึ่งต่อไปนี้ 8.1) ใช้กระบอกฉีดยาต่อกับปลายสายด้านนอก ดูดจะได้น้ำย่อยหรือดูดสิ่ง ตกค้างจากกระเพาะอาหาร 8.2) ใช้เครื่องฟังตรวจฟังบริเวณหน้าท้องส่วนบนเหนือกระเพาะอาหารและ ดันลมเข้าเล็กน้อย ในผู้ใหญ่ประมาณไม่เกิน 10 มล. เด็กทารกใช้เพียง 1-3 มล. ผ่านกระบอกฉีดยา เร็วๆ แรงๆ จะได้ยินเสียงลม 9) ใช้พลาสเตอร์ พันติดกับจมูก ให้สายอยู่ตรงกลางรูจมูก โค้งสายติดด้วย พลาสเตอร์ข้างโหนกแก้มหรือคล้องที่ใบหู หรือ กลัดด้วยเข็มกลัดติดเสื้อ 3.4 ระยะหลังปฏิบัติ 1) เช็ดสายให้สะอาด หากมีสารหล่อลื่นหรือสิ่งคัดหลั่งของผู้ป่วยติดอยู่ ทำ ความสะอาด ปาก จมูก 2) ถ้าต้องใส่สายค้างไว้ปิดสายด้วยตัวหนีบและปิดสายด้วยก๊อสรัดไว้หรือใช้ จุกปิดชนิดอื่น กรณีถ้าใส่เพื่อระบายสิ่งตกค้างภายในออกอาจวางปลายสายในชามรูปไต ดูดออก ด้วยกระบอกฉีดยาหรือต่อกับเครื่องดูด 3) ถอดถุงมือ ล้างมือ 4) จัดท่าผู้ป่วยให้สุขสบาย 5) แนะนำการปฏิบัติตัวแก่ผู้ป่วย เมื่อมีสายคาอยู่ ระวังการที่สายกดทับกับ ส่วนใดส่วนหนึ่งของผิวหนัง ดูแลความสะอาดของปากและฟันเป็นประจำ ให้บ้วนปาก แปรงฟัน หรือ ทำให้ตามความสามารถใน การช่วยตัวเองได้ของผู้ป่วย ถ้าสายยางเลื่อนหลุดไม่ควรใส่เอง เพราะอาจ ใส่ผิดไปเข้าหลอดลม 6) บันทึกเวลาที่ใส่สายยาง ปฏิกิริยาของผู้ป่วย รวมทั้งรายละเอียดอื่นๆ เช่น แรงดันของเครื่องดูด 4. วิธีการถอดสายให้อาหาร (Nasogastric intubation) ออก 4.1 บอกให้ผู้ป่วยทราบ 4.2 คลุมผ้ากันเปื้อน 4.3 แกะพลาสเตอร์ที่ติดกับจมูก 4.4 หมุนสาย เพื่อให้แน่ใจว่าสายไม่ติดเยื่อบุจมูก และเยื่อบุกระเพาะ 4.5 ปิดปลายสายด้านนอกหรือหนีบสายไว้ เพื่อป้องกันน้ำในสายไหลออกขณะ ดึงสาย เพราะจะทำให้ผู้ป่วยเกิดการสำลักได้ 4.6 แนะนำให้ผู้ป่วยหายใจเข้าลึกๆ และ หายใจออกช้าๆ เพื่อช่วยให้กล้ามเนื้อ คอคลายตัวทำให้ดึงออกได้ง่าย
67 4.7 ใช้ก๊อสหรือผ้าเช็ดหน้าจับสายดึงสายออกอย่างนุ่มนวลต่อเนื่องกันจังหวะ เดียว 4.8 ทำความสะอาด ตรวจดูบาดแผลในรูจมูกและผนังกั้นรูจมูกทั้ง 2 ข้าง
68 ภาคผนวก ช การดูแลแผลช่องสายออก (exit site) ในผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้องอย่างต่อเนื่องในชุมชน (Continuous Ambulatory Peritoneal Dialysis : CAPD) การล้างไตทางช่องท้องอย่างต่อเนื่อง หมายถึง การใช้น้ำยาล้างไตใส่เข้าไปในช่องท้องและ และใช้ผนังเยื่อบุช่องท้องเป็นตัวกรองทำความสะอาดเลือด ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำยาล้างไต 4-6 รอบต่อ วัน และต้องทำทุกวัน ผู้ป่วยจะได้รับการผ่าตัดใส่สายท่อล้างไตทางช่องท้อง ผู้ป่วยและผู้ดูแลจะได้รับ การอบรม และคำแนะนำในการดูแลขณะอยู่ที่บ้าน การดูแลผู้ป่วย CAPD ที่บ้านหลังรับการใส่สายท่อ ล้างไตจึงมีความสำคัญมากในการป้องกันการติดเชื้อบริเวณแผลช่องสายออกจากผนังหน้าท้อง (exit site) รวมถึงโพรงรอบสาย (sinus tract) ที่ออกจากช่องท้อง แนวปฏิบัติ 1. ระมัดระวังไม่ให้แผลเปียกน้ำ 2. รักษาความสะอาดของร่ายกายผู้ป่วย เสื้อผ้าเครื่องนุ่มห่ม เครื่องนอน 3. รักษาความสะอาดของสถานที่และสิ่งแวดล้อม ปิดพัดลมและหน้าต่างบริเวณที่ทำ การล้างไตทางช่องท้อง หากใช้เครื่องปรับอากาศต้องระวังฝุ่นจากตัวเครื่อง 4. ผู้ป่วยและผู้ดูแลต้องสวมผ้าปิดปากและจมูกขณะทำการล้างไตทางช่องท้อง 5. ทำความสะอาดมืออย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนเตรียมโต๊ะและอุปกรณ์การเปลี่ยน ถ่ายน้ำยา 6. เตรียมโต๊ะที่เปลี่ยนน้ำยาให้สะอาด โดยใช้ 70% alcohol ฉีดพ่นที่โต๊ะ ก่อนใช้ผ้า ก๊อสหรือสำลีสะอาดเช็ดโต๊ะไปทางเดียวกันให้ทั่วโต๊ะและเช็ดขอบโต๊ะ โดยต้องเช็ดโต๊ะทุกครั้งที่ต้อง เปลี่ยนถ่ายน้ำยาล้างไตทางช่องท้อง 7. ตรวจสอบสภาพถุงน้ำยา โดยวางถุงน้ำยาบนโต๊ะ ดูวันหมดอายุ ความเข้มข้น ปริมาตร ลักษณะความใสของน้ำยา สภาพของสายน้ำยา และทดสอบการรั่วซึมของถุงน้ำยา 8. เน้นการทำความสะอาดมืออย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนและหลังการเตรียมอุปกรณ์ ล้างไตทางช่องท้อง และการทำความสะอาดมืออย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนและหลังการใส่และการ ระบายน้ำยาล้างไตออกจากช่องท้อง เมื่อล้างมือเสร็จแล้ว ห้ามไปจับต้องสิ่งอื่นอีก จับต้องได้เฉพาะ อุปกรณ์ที่ใช้เปลี่ยนน้ำยาเท่านั้น 9. บันทึกสมดุลน้ำยาที่ปล่อยเข้า-ออก และสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นทุกครั้ง ได้แก่ สีของ น้ำยา ความขุ่น ความใส ตะกอน เยื่อวุ้น เลือด หรือ อาการผิดปกติ ได้แก่ อาการปวดบริเวณปากแผล หรือในช่องท้อง อาการปวดขณะใส่น้ำยาเข้าหรือปล่อยน้ำยาออก มีไข้ตัวร้อนหนาวสั่น ผื่นออกตาม ตัว อาการอึดอัดในช่องท้อง คลื่นไส้อาเจียน ภาวะท้องผูกหรือถ่ายเหลว หรืออาการผิดปกติอื่นๆ และ ต้องรายงานแพทย์ผู้ดูแล โดยแจ้งไปที่ รพสต.ใกล้บ้าน หรือโรงพยาบาลที่เข้ารับการรักษาทราบ โดยเร็ว 10. ตัดถุงน้ำยา เทน้ำยาทิ้งลงชักโครก ถุงพลาสติกและขยะอื่นๆทิ้งเป็นขยะติดเชื้อ
69 อาการและอาการแสดงของการติดเชื้อที่แผลหน้าท้อง 1. บวมแดงรอบๆแผลหน้าท้อง 2. ปวดเมื่อสัมผัสบริเวณผิวหนังรอบท่อล้างไต 3. ปวดเมื่อสัมผัสบริเวณผิวหนังรอบๆท่อล้างไต แสดงว่ามีการติดเชื้อบริเวณผิวหนัง รอบท่อล้างไต การดูแลแผลช่องสายออก 1. ผู้ทำแผลต้องทำความสะอาดมืออย่างมีประสิทธิภาพ 2. ผู้ทำแผลและผู้ป่วยต้องสวมผ้าปิดปาก-จมูก 3.ปิดพัดลมและหน้าต่างบริเวณที่ทำการล้างไตทางช่องท้อง หากใช้ เครื่องปรับอากาศต้องระวังฝุ่นจากตัวเครื่อง 4. เตรียมโต๊ะวางอุปกรณ์ทำแผล โดยใช้ 70% alcohol ฉีดพ่นที่โต๊ะ ก่อนใช้ผ้าก๊อส หรือสำลีสะอาดเช็ดโต๊ะไปทางเดียวกันให้ทั่วโต๊ะและเช็ดขอบโต๊ะ โดยต้องเช็ดโต๊ะทุกครั้งที่ทำแผลช่อง ท้อง 5. เตรียมอุปกรณ์ทำแผล 5.1 ชุดทำแผลปลอดเชื้อสำหรับผู้ป่วยล้างไตทางช่องท้อง 5.2 พลาสตเตอร์ปิดแผลควรใช้ชนิด Micropore 5.3 ใช้ 0.9 % NSS สำหรับล้างแผล 6. เปิดผ้าปิดแผลเดิมออกด้วยความระมัดระวัง ห้ามดึงออกโดยแรง ไม่ให้เกิดการดึง รั้งแผลและป้องกันการฉีกขาดของผิวหนัง 7. ประเมินลักษณะแผลภายนอกโดยรอบช่องทางออกจนถึงโพรงรอบสาย และ บันทึกทุกครั้ง หากพบอาการผิดปกติต้องแนะนำให้ไปพบแพทย์ทันที 7.1 สังเกตสายล้างช่องท้องมีลักษณะใส ขุ่น สีเหลืองอ่อนหรือเป็นเลือด 7.2 ผิวหนังบริเวณรอบสาย บวม แดงหรือไม่ หากมีขนาดเท่าใด 7.3 มีคราบหนองหรือเลือด ติดปากแผลหรือผ้าก๊อส 7.4 กดบริเวณรอบสายไล่มาตามสายล้างช่องท้อง สังเกตว่ามีบวมตึง กดเจ็บ มี หนองหรือไม่ 8. วิธีการทำแผล 8.1 ใช้สำลีปลอดเชื้อชุบน้ำยาทำลายเชื้อ เช็ดผิวหนังรอบๆสายล้างช่องท้อง แล้ววนออกรอบนอก ไม่เช็ดซ้ำที่เดิม 8.2 ใช้สำลีปลอดเชื้อชุบ 0.9 NSS เช็ดผิวหนังให้ชิดรอบโคนสายสายล้างช่อง ท้องแล้ววน ออกรอบนอก ไม่เช็ดซ้ำที่เดิม 8.4 ใช้สำลีปลอดเชื้อชุบ 0.9 NSS เช็ดสายล้างช่องท้อง โดยเช็ดจากโคนสาย ล้างช่องท้องแล้วเช็ดไล่จากล่างไปด้านบน ห้ามเช็ดย้อนกลับจากบนลงล่าง 8.5 ใช้ผ้าก๊อสปราศจากเชื้อซับบริเวณช่องสายออกให้แห้ง 8.6 วางผ้าก๊อสซ้อนทับปิดแผล 1 ชิ้น
70 8.7 ปิดพลาสเตอร์ยึดสายล้างช่องท้องอยู่กับที่ตามแนวสายตลอดเวลา ระวัง ไม่ให้สายล้างช่องท้องบิดหรือดึงรั้งเกินไป 8.8 ปิดพลาสเตอร์โดยรอบบริเวณผ้าก๊อสที่ปิดแผล ทางช่องทางออกของสาย ให้สนิท ไม่มีการดึงรั้งขณะขยับตัวหรือทำกิจกรรมใดๆ 8.9 ม้วนสายหน้าท้องและสายส่งน้ำยาให้เป็นวงกลม อย่าให้สายหักพับ ป้องกันการแตกรั่วปิดพลาสเตอร์ยึดสายหน้าท้องและสายส่งน้ำยาให้แน่น ป้องกันการดึงรั้ง
ภาMy 5 Momenตารางที่ 9 แสดง My 5 Moments of hand hygienช่วงเวลา การส่งผ่านเชื้อโรคทางมือ ผลลัพธ์ทางลบที่เกิดขึ้น ตั1. ก่อนสัมผัสผู้ป่วย แหล่งแพร่เชื้อ - บริเวณที่ให้บริการผู้ป่วย แหล่งรับเชื้อ - บริเวณที่ผู้ป่วยจะไปสัมผัส - ผู้ป่วยติดเชื้อที่ ปนเปื้อนระหว่างผู้ป่วย - พบน้อยที่เป็นเชื้อ ภายนอก - การจับมืผู้ป่วย ความดัน ฟังเสียงปอท้อง 2. ก่อนทำ หัตถการต่าง ๆ ด้วยวิธีปลอดเชื้อ แหล่งแพร่เชื้อ - พื้นผิวใด ๆ ก็ตาม แหล่งรับเชื้อ - บริเวณที่สะอาด - ผู้ป่วยติดเชื้อจาก ตัวเอง - พบน้อยที่เป็นเชื้อจาก ภายนอก - การทำควและฟันขอเสมหะ - การดูแลทำแผล - การฉีดยาสวนต่าง ๆ- การแทงเเตรียมอาห- เตรียมยาอุปกรณ์ทำ
71 คผนวก ซ nts of Hand Hygiene e ตัวอย่าง คำแนะนำจาก WHO ข้อคิดเห็น อ, การพยุง - วัดชีพจร, - อด, ตรวจหน้า - ล้างมือทั้งก่อนและหลังสัมผัส ผู้ป่วย ช่วงเวลาก่อนและหลังสัมผัสผู้ป่วย นั้นควรแยกจากกันให้ชัดเจน เนื่องจากเกิดขึ้นคนละช่วงเวลาและ หากปฏิบัติไม่ถูกต้อง ผลลัพธ์เกิดขึ้น จะไม่เหมือนกัน วามสะอาดปาก องผู้ป่วย, การดูด ละผิวหนัง, การ า, การใส่สาย ๆ เส้นเลือด, การ หาร า, เตรียม ำแผล - ล้างมือทุกครั้งก่อนหยิบจับ เครื่องมือทำหัตถการต่าง ๆ ไม่ ว่าจะต้องใส่ถุงมือหรือไม่ก็ตาม - ล้างมือทุกครั้งที่สัมผัสส่วน ของร่างกายที่มีการปนเปื้อน แล้วต้องไปสัมผัสส่วนของ ร่างกายที่สะอาด - แนวคิดนี้คลอบคลุมถึงการส่งผ่าน เชื้อจุลินทรีย์มายังส่วนต่างๆ ของ ร่างกายซึ่งอาจก่อให้เกิดการติดเชื้อ ได้ - การระบุอวัยวะปนเปื้อนที่ แน่ชัด นั้นอาจทำได้ยาก ดังนั้นจึงแนะนำให้ ใช้กับการดูแลผู้ป่วยในทุกที่
ช่วงเวลา การส่งผ่านเชื้อโรคทางมือ ผลลัพธ์ทางลบที่เกิดขึ้น ตั3. หลังสัมผัสสาร คัดหลั่งของผู้ป่วย แหล่งแพร่เชื้อ - บริเวณที่ปนเปื้อนสาร คัดหลั่ง แหล่งรับเชื้อ - บริเวณใด ๆ ก็ตาม - ผู้ปฏิบัติงานติดเชื้อใน โรงพยาบาล - การทำควและฟันขอ- การดูดเสแผล - การฉีดยาตรวจ - การระบา- การใส่แลหายใจ - การทำควปัสสาวะ ออาเจียน 4. หลังสัมผัส ผู้ป่วย แหล่งแพร่เชื้อ - บริเวณที่มีผู้ป่วยและมี การสัมผัสผู้ป่วย แหล่งรับเชื้อ - บริเวณที่มีการให้การ พยาบาล และรักษาผู้ป่วย - ผู้ปฏิบัติงานติดเชื้อจาก การปนจากผู้ป่วยและ สิ่งแวดล้อม - การจับมืผู้ป่วย - วัดชีพจร- ฟังเสียงปท้อง
72 ตัวอย่าง คำแนะนำจาก WHO ข้อคิดเห็น วามสะอาดปาก องผู้ป่วย สมหะ, การทำ า, การเก็บสิ่งส่ง ายของเหลว ละถอดสายช่วย วามสะอาด อุจจาระและ - ล้างมือทุกครั้งหลังถอดถุงมือ - ล้างมือทุกครั้งหลังสัมผัสสาร คัดหลั่งของผู้ป่วย หรือการทำ แผล - ล้างมือทุกครั้งที่สัมผัสส่วน ของร่างกายที่มีการปนเปื้อน แล้วต้องไปสัมผัสส่วนของ ร่างกายที่สะอาด - การจัดการวัสดุที่ใช้แล้ว (ผ้า ปิดแผล, ผ้าเช็ดปาก, ผ้าอ้อม, การทำความสะอาดวัสดุ/ เครื่องมือแพทย์หรือบริเวณที่ ปนเปื้อนอย่างเห็น ได้ชัด ได้แก่ ห้องน้ำ) - เมื่อมีความเสี่ยงต่อการสัมผัสเลือด, สารคัดหลั่ง, ชิ้นเนื้อของผู้ป่วย ให้ดู ข้อ 2 อ, การพยุง , วัดความดัน ปอด, ตรวจหน้า - ล้างมือทั้งก่อนและหลังสัมผัส ผู้ป่วย - ข้อคิดเห็น 1 ก่อนสัมผัสผู้ป่วย
ช่วงเวลา การส่งผ่านเชื้อโรคทางมือ ผลลัพธ์ทางลบที่เกิดขึ้น ตั5. หลังสัมผัส สิ่งแวดล้อม รอบตัวผู้ป่วย แหล่งแพร่เชื้อ - บริเวณที่มีผู้ป่วยแต่ไม่มี การสัมผัสผู้ป่วย แหล่งรับเชื้อ - บริเวณที่มีการให้การ พยาบาลและรักษาผู้ป่วย - ผู้ปฏิบัติงานติดเชื้อจาก การปนเปื้อนจาก สิ่งแวดล้อม - เปลี่ยนผ้าปรับความของเหลวทีIV Fluid สัผู้ป่วย, จับความสะอา
73 ตัวอย่าง คำแนะนำจาก WHO ข้อคิดเห็น าปูที่นอน, การ เร็วของ ที่ให้ผู้ป่วย เช่น สังเกตุอาการ ราวกั้นเตียง, ทำ าดข้างเตียง - หลังจากสัมผัสสิ่งของที่ เคลื่อนย้ายไม่ได้ (รวมทั้ง เครื่องมือแพทย์) ในบริเวณใกล้ เตียงผู้ป่วย - หมายรวมถึงสถานการณ์ทุกอย่างที่ มีการสัมผัสกับวัสดุสิ่งของรอบๆ ผู้ป่วยแต่ไม่ได้สัมผัสกับผู้ป่วย
ภาพที่ 7 ก่อนสัมผัสผู้ป่วย หลังสัมผัสสารน้ำจากร่างกายผู้ป่วย
74 My 5 Moments of hand hygiene หลังสัมผัสผู้ป่วย หลังสัมผัสสิ่งรอบตัวผู้ป่วย ก่อนทำหัตถการสะอาด /ปราศจากเชื้อ
ภาพที่ 8 แสดงการทำ
75 ทำความสะอาดมืออย่างถูกต้อง
76 ภาคผนวก ฌ ตัวอย่างแบบบันทึกต่างๆในการเฝ้าระวังการติดเชื้อใน รพ.สต. 1. แบบบันทึกหัตถการ รพ.สต................อำเภอ.............จังหวัด เชียงใหม่ เดือน ................... วันที่ ทำแผล เย็บแผล ฉีดยา IM ฉีดยา IV สวนปัสสาวะ อื่นๆ...ระบุ หมายเหตุ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31
77 2. แบบบันทึกการเฝ้าระวังการติดเชื้อ รพ สต .............. อำเภอ .................. จังหวัด เชียงใหม่ วันที่ ชื่อสกุล- วินิจฉัย อาการ,อาการแสดง การรักษา หมายเหตุ ................ นางแดง ลุงซอ หลังคลอด ปกติ หลังคลอด 6 วันแผลฝีเย็บ บวม,มีหนอง ส่งต่อรพ....... ................ นายต๊ะ สุขใจ MCA แผลเย็บหน้าแข้งขวา 5 วัน ไม่ติด มีหนอง ตัดไหมล้างแผล Cloxa 1x4/ 20 ด้านในแผลมีเศษ ดิน ................ นางสา สมใจ หลังผ่าตัด ไส้ติ่ง หลังผ่าตัด15 วันแผลแยก มีหนอง ส่งต่อรพ........
78 3. แบบบันทึกการส่งต่อข้อมูลเฝ้าระวังการติดเชื้อในสถานพยาบาล วันที่.......................เดือน................................พ.ศ......................... ถึง (ชื่อสถานพยาบาล)...................................................................................... ด้วยรพ.สต................................................ อำเภอ.......................... จังหวัด............................. ได้ทำการตรวจรักษาผู้ป่วย ชื่อ – สกุล................................................ อายุ..........ปี เพศ....................... เมื่อวันที่..................................เดือน....................................................พ.ศ............................. พบ ไข้ > 38 °c หนองจาก....................... เริ่มวันที่...............เดือน............................พ.ศ................... ถ่ายอุจจาระผิดปกติ (เหลว มูก มูกปนเลือด) เริ่มวันที่.....เดือน.............พ.ศ................... ปัสสาวะผิดปกติ (กระปริดประปรอย แสบขัด) เริ่มวันที่.....เดือน.............พ.ศ................... ปวดท้องน้อย / กดเจ็บบริเวณหัวหน่า เริ่มวันที่.....เดือน.............พ.ศ................... ปวดบริเวณชายโครงด้านหลัง เริ่มวันที่.....เดือน.............พ.ศ.................. มีเสมหะผิดปกติ สี.......................... เริ่มวันที่.....เดือน.............พ.ศ................... ตาแดง / บวม / มีหนอง เริ่มวันที่.....เดือน.............พ.ศ................ น้ำคาวปลามีกลิ่นเหม็น เริ่มวันที่.....เดือน.............พ.ศ.................. ฝีเย็บบวมแดง แยก มีหนอง เริ่มวันที่.....เดือน.............พ.ศ.................. อื่น ๆ ระบุ........................................ เริ่มวันที่.....เดือน.............พ.ศ.................. ผู้ป่วยให้ประวัติ : เคยเข้ารับการรักษา / บริการจากโรงพยาบาล / รพ.สต.................................................... ระหว่างวันที่............เดือน........................พ.ศ................. ถึง วันที่...........เดือน................พ.ศ................ ได้รับการสอดใส่อุปกรณ์ /เครื่องมือหรือหัตถการ คือ :- การผ่าตัด เริ่มวันที่.....เดือน.............พ.ศ................... การคลอด เริ่มวันที่.....เดือน.............พ.ศ................... สวนปัสสาวะ เริ่มวันที่.....เดือน.............พ.ศ................... ใส่ท่อช่วยหายใจ เริ่มวันที่.....เดือน.............พ.ศ................... ให้สารน้ำ / เลือดทางเลือดดำ เริ่มวันที่.....เดือน.............พ.ศ................... อื่น ๆ ระบุ..................................... เริ่มวันที่.....เดือน.............พ.ศ................... การวินิจฉัยเบื้องต้น คาดว่าจะมีการติดเชื้อจากโรงพยาบาล / รพ.สต............................................................ จึงส่งข้อมูลดังกล่าวมาเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป ลงชื่อ........................................................ (..................................................................) ตำแหน่ง......................................................
79 คณะผู้จัดทำ ลำดับ ชื่อ-สกุล ตำแหน่ง หน่วยงาน 1 นางระวีวรรณ์ อ้อมอารี ประธานคณะทำงาน ICN จังหวัดเชียงใหม่ โรงพยาบาลจอมทอง 2 นางดารารัตน์ ศิริประเสริฐ วิทย์ รองประธานคณะทำงาน ICN จังหวัดเชียงใหม่ โรงพยาบาลสันกำแพง 3 นางวันดี พูดงาม รองประธานคณะทำงาน ICN จังหวัดเชียงใหม่ โรงพยาบาลดอยหล่อ 4 นางชมัยพร เขื่อนแก้ว รองประธานคณะทำงาน ICN จังหวัดเชียงใหม่ โรงพยาบาลฝาง 5 นางผกาวดี กรรณิกา กรรมการคณะทำงานฯ โรงพยาบาลจอมทอง 6 นางสาวกาญจนา ตั้งต่อสุจริต กรรมการคณะทำงานฯ โรงพยาบาลวัดจันทร์ เฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา 7 นางอรธิรา สิทธิผล กรรมการคณะทำงานฯ โรงพยาบาลสันทราย 8 นางวิไลพร ศิริ กรรมการคณะทำงานฯ โรงพยาบาลอมก๋อย 9 นางกุสุมา ยศใจ กรรมการคณะทำงานฯ โรงพยาบาลดอยเต่า 10 นางพัชรี วรรณรส กรรมการคณะทำงานฯ โรงพยาบาลหางดง 11 นางสาวนุศรา เหลืองอภิชน ข้าราชการบำนาญ โรงพยาบาลหางดง 12 นางรัตนา ทรงรุ่งเรือง กรรมการคณะทำงานฯ โรงพยาบาลสันป่าตอง 13 นางจุฑามาศ ใหม่มามูล กรรมการคณะทำงานฯ โรงพยาบาลฮอด 14 นางรำพู แก้วขอนแก่น กรรมการคณะทำงานฯ โรงพยาบาลแม่วาง 15 นางวารุณี รักสำรวจ กรรมการคณะทำงานฯ โรงพยาบาลเชียงดาว 16 ว่าที่ร.ต หญิงปุญญพัฒน์ แผ่น ทอง กรรมการคณะทำงานฯ โรงพยาบาลฝาง 17 นางสาวกาญจนา อรินแก้ว กรรมการคณะทำงานฯ โรงพยาบาลแม่ออน 18 นางพรพิมล ชูดวง กรรมการคณะทำงานฯ โรงพยาบาลสารภี 19 นางอุทัย บุญสู กรรมการคณะทำงานฯ โรงพยาบาลแม่แตง 20 นางสาวธัญยธรณ์ นิธิวัฒน์กันยา กรรมการคณะทำงานฯ โรงพยาบาลเวียงแหง 21 นางสาวรัตนา คำตาบุตร กรรมการคณะทำงานฯ โรงพยาบาลสะเมิง 22 นางสาวสกาวฟ้า จอมทอง กรรมการคณะทำงานฯ โรงพยาบาลพร้าว 23 นางสาวประนอม บรรณศาสตร์ กรรมการคณะทำงานฯ โรงพยาบาลเทพรัตนเวชชานุกูล เฉลิมพระเกียรติ ๖๐ พรรษา 24 นางสุพรรษา สละตัน กรรมการคณะทำงานฯ โรงพยาบาลไชยปราการ 25 นางอรพนิต คิดสม กรรมการคณะทำงานฯ โรงพยาบาลแม่อาย 26 นางสาวสุรางค์รัตน์ สุรงคบพิตร กรรมการคณะทำงานฯ โรงพยาบาลดอยสะเก็ต
80 ที่ปรึกษาการจัดทำคู่มือ IPC รพสต. จังหวัดเชียงใหม่ 1 รองศาสตราจารย์ พูนทรัพย์ โสภารัตน์ ข้าราชการบำนาญ คณะพยาบาลศาสตร์ (ภาควิชาการพยาบาลพื้นฐาน) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ปรึกษาคณะทำงานป้องกันและควบคุมการติดเชื้อใน โรงพยาบาล จังหวัดเชียงใหม่ 2 นางลัดดา แสงหล้า ข้าราชการบำนาญ ที่ปรึกษาคณะทำงานป้องกันและ ควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล จังหวัดเชียงใหม่ 3 นางเจษฎา ก้อนแก้ว ข้าราชการบำนาญ ที่ปรึกษาคณะทำงานป้องกันและ ควบคุมการติดเชื้อในโรงพยาบาล จังหวัดเชียงใหม่ 4 นางสาวศิริพร จิระศักดิ์ ที่ปรึกษาคณะทำงาน ป้องกันและควบคุมการติดเชื้อใน โรงพยาบาล จังหวัดเชียงใหม่ 5 นางสาวสุมิตรา ปัญญาทิพย์ ที่ปรึกษาคณะทำงานป้องกันและควบคุมการติดเชื้อใน โรงพยาบาล จังหวัดเชียงใหม่ 6 นางระวีวรรณ์ อ้อมอารี ประธานคณะทำงานป้องกันและควบคุมการติดเชื้อใน โรงพยาบาล จังหวัดเชียงใหม่ 7 นางนฎกร ดวงชัย กรรมการคณะทำงาน ป้องกันและควบคุมการติดเชื้อใน โรงพยาบาล จังหวัดเชียงใหม่
81