The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การพยาบาลผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure: HF)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by pairoon16, 2022-09-02 05:39:39

Heart Failure

การพยาบาลผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart Failure: HF)

Keywords: HF

การพยาบาลผู้ปว่ ยภาวะหัวใจลม้ เหลว
(Heart Failure)

อรุณประไพ บวั พันธุ์
วรุณ มโนมยั วงศ์
สปุ ญั ญา โพธิปัทมะ

ภารกจิ ดา้ นการพยาบาล
สถาบันโรคทรวงอก กรมการแพทย์

จัดทาเม่อื 1 มิถุนายน 2565

สารบัญ หนา้
1
ภาวะหัวใจล้มเหลว 1
วัตถุประสงค๑ 1
หลกั การและเหตผุ ล 2
นิยามศพั ท/๑ คาจากดั ความ 2
พยาธสิ รรี วิทยา (Pathophysiology) 3
สาเหตแุ ละปัจจยั เส่ียง 4
การประเมินผ๎ปู ุวยภาวะหัวใจล๎มเหลว 8
การรักษาภาวะหัวใจลม๎ เหลว 12
การพยาบาลผ๎ปู วุ ยภาวะหัวใจล๎มเหลวเฉียบพลนั 14
การวางแผนจาหนํายผป๎ู ุวยภาวะหัวใจลม๎ เหลวเฉยี บพลัน 15
15
ภาวะหัวใจล้มเหลวเร้ือรังหรือชนดิ กลา้ มเนอ้ื หัวใจทางานลดลง (HFrEF; LVEF <40%) 18
การรกั ษา 18
18
การรักษาในผปู้ ่วยภาวะหัวใจล้มเหลวระยะสดุ ทา้ ย 24
การพยาบาลผู้ป่วยภาวะหัวใจลม้ เหลวระยะสุดท้าย 32
บทบาทพยาบาลในการวางแผนจาหนา่ ยผู้ปว่ ยภาวะหัวใจล้มเหลว 35
ข้อวินจิ ฉัยการพยาบาล 48
บรรณาณุกรรม 52
ภาคผนวก ก
ภาคผนวก ข
ภาคผนวก ค

1

การพยาบาลผปู้ ่วยภาวะหัวใจล้มเหลว
วัตถปุ ระสงค์

1. เพ่ือให๎ทราบถึงพยาธสิ ภาพภาวะหวั ใจลม๎ เหลว
2. เพ่อื ใหท๎ ราบถึงการประเมนิ และการวินจิ ฉยั ภาวะหัวใจลม๎ เหลว
3. เพื่อให๎ทราบถึงแนวทางการรักษาผูป๎ วุ ยภาวะหัวใจลม๎ เหลว
4. เพื่อใหท๎ ราบถึงบทบาทพยาบาล การพยาบาล และการวางแผนจาหนาํ ยผป๎ู วุ ยภาวะหวั ใจลม๎ เหลว
หลักการและเหตผุ ล
ภาวะหัวใจล๎มเหลว (Heart Failure) เป็นหนึ่งในกลํุมโรคหัวใจและหลอดเลือด ท่ีเป็นโรคระยะสุดท๎าย
ของโรคหัวใจเกือบทุกชนิด ปัจจุบันเป็นปัญหาสาธารณสุขท่ีสาคัญท่ัวโลก เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต๎น ๆ
โดยท่ัวโลกพบวํามีผูเ๎ สียชีวิตคิดดว๎ ยโรคหวั ใจและหลอดเลือดเป็นอนั ดับ1 ต้ังแตํ ปี 2000-2019 (WHO, 2020)
สํวนในฐานข๎อมูลในประเทศไทยโดย Thai Acute Decompensated Heart Failure Registry (TADHFRE)
ได๎ลงทะเบียนผ๎ูปุวยภาวะหัวใจล๎มเหลวเฉียบพลันท่ีรับไว๎เป็นผ๎ูปุวยในโรงพยาบาล พบวําอัตราตายของผู๎ปุวย
หัวใจล๎มเหลวอยูํในอัตราท่ีสูง โดยพบวําผ๎ูปุวยหลังได๎รับการวินิจฉัยมีอัตราการอยํูรอดที่ 5 และ 10 ปี เทํากับ
ร๎อยละ 50 และ 10 ตามลาดับ อัตราการเสียชีวิตประมาณร๎อยละ 20 ตํอปี โดยอัตราการเสียชีวิตใน
โรงพยาบาลจากภาวะหัวใจล๎มเหลวอยํูท่ีร๎อยละ 5.5 และสาเหตุที่พบบํอยท่ีสุด คือ โรคหลอดเลือดหัวใจ
ตามมาด๎วยโรคลิ้นหัวใจ กล๎ามเนื้อหัวใจพิการ และ โรคความดันโลหิตสูง (Laothavorn, et al., 2010) ซ่ึงมี
สาเหตุจากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร๎างหรือการทาหน๎าท่ีของหัวใจ เกิดเป็นพยาธิสภาพอยํางถาวร ทาให๎
ปริมาตรเลือดที่ออกจากหัวใจตํอ 1 นาทีลดลง สํงผลทาให๎เกิดอาการ เชํน หายใจหอบเหนื่อย หายใจลาบาก
จากน้าคั่งในรํางกาย อํอนเพลีย ความดันในหลอดเลือดดดาท่ีคอสูงหรือน้าคั่งในปอด เจ็บหน๎าอก นอนราบ
ไมํได๎ และไอบํอย เป็นต๎น ในปัจจุบันมีความก๎าวหน๎าในการรักษาเป็นอยํางมาก จากผลงานวิจัยทั้งในประเทศ
และตํางประเทศพบวําการรักษาโดยใช๎นิวโรฮอร๑โมรอลบล๏อคเกอร๑ (Neurohormoral blocker) สามารถลด
อตั ราการเข๎ารับการรักษาในโรงพยาบาล และลดอัตราการเสียชีวิตลดลง และผู๎ปุวยสามารถมีชีวิตดีข้ึนกวําเดิม
เป็นอยาํ งมาก
จากการทบทวนงานวิจัยทางการพยาบาลอยํางเป็นระบบพบวําการดูแลผู๎ปุวยภาวะหัวใจล๎มเหลวควร
ประกอบด๎วยพยาบาลที่สามารถเป็นผ๎ูจัดการรายกรณี หรือผ๎ูปฏิบัติการพยาบาลขั้นสูง โดยใช๎วิธีการสร๎าง
แรงจูงใจ การจัดการตนเอง มีการให๎ความร๎ูและให๎คาปรึกษาเรื่องการใช๎ยา การเลิกสูบบุหรี่ การติดตามช่ัง
น้าหนักประจาวัน การจากัดอาหารเค็ม การสังเกตอาการ เปลี่ยนแปลง การปรับพฤติกรรมในการดาเนินชีวิต
วิธีการที่ใช๎ประกอบด๎วย การวางแผนการจาหนํายรํวมกับสหสาขาวิชาชีพอยํางใกล๎ชิด นัดมาเข๎าคลินิก
โรคหัวใจ การติดตามเย่ียมบ๎าน และการติดตามทางโทรศัพท๑ ชํวยลดความรุนแรงของอาการหัวใจล๎มเหลว
คุณภาพชีวิตดีขึ้น สมรรถภาพของหัวใจดีขึ้น และลดอัตราการนอนโรงพยาบาลซ้าได๎ (ณรษา เรืองวิลัย, พิกุล
นันทชัยพันธ๑, และจินดารัตน๑ ชัยอาจ, 2556: อภิญญา วงศ๑พิริยโยธา, อภิญญา คชมาตย๑, และสุรชาติ
สทิ ธปิ กรณ;๑ สืบคน๎ เม่ือ 9 เมษายน 2565)
ดังนั้นการประเมินผู๎ปุวยภาวะหัวใจล๎มเหลว และการจัดการรักษาพยาบาลท่ีถูกต๎อง รวดเร็ว
เพ่ือลดความรุนแรงของน้าแรงของโรคที่จะคุกคามตํอชีวิต ลดอาการเหน่ือยหอบ คงไว๎ซ่ึงความสมดุลน้าใน
ระบบไหลเวยี นเลอื ดสูํภาวะปกติ สามารถใชช๎ ีวติ ประจาวนั ได๎ วางแผนจาหนํายรํวมกับทีมสหสาขาวิชาชีพ เพ่ิม
คุณภาพชีวิต ลดการนอนโรงพยาบาล และปูองกันการกลับมารักษาซ้าในโรงพยาบาล ดังน้ันภารกิจด๎านการ
พยาบาล สถาบันโรคทรวงท่ีมีหน๎าท่ีดูแลผ๎ูปุวยภาวะหัวใจล๎มเหลว จึงได๎พัฒนาแนวทางพยาบาลเพื่อใช๎ในการ
ดูแลผ๎ปู วุ ยภาวะหัวใจล๎มเหลวอยํางเหมาะสมตอํ ไป

2

นยิ ามศพั ท/์ คาจากดั ความ

ภาวะหัวใจล๎มเหลว (Heart Failure; HF) หมายถึง กลํุมอาการท่ีมีความซับซ๎อนที่มีสาเหตุจากความ
ความผิดปกติของโครงสร๎างและ/หรือการทาหน๎าที่ของหัวใจ สํงผลให๎เกิดพยาธิสภาพของการคลายตัวที่หัวใจ
หอ๎ งลํางซ๎าย (Functional impairment of ventricular filling) หรือเกิดพยาธิสภาพของการบีบตัวของหัวใจ
ห๎องลํางซ๎าย (Functional impairment ejection of Blood) สํงผลให๎ปริมาตรเลือดออกจากหัวใจตํอหนึ่ง
นาทีลดลง ผู๎ปุวยจะแสดงอาการผิดปกติขณะพัก หรือขณะออกแรงทากิจกรรม ได๎แกํ อาการ ขาบวม เพลีย
อํอนล๎า หายใจเหนื่อย เส๎นเลือดท่ีคอโปุงพองหรืออาการน้าทํวมปอด (ESC, 2021; AHA/ACC/HFSA, 2022;
ปิยภทั ร ชณุ หรศั ม,์ิ ธีรภัทร ย่ิงชมม๑เจริญ, และรพพี ล กุญชร ณ อยุธยา, 2562).

ภาวะหวั ใจลม๎ เหลวเร้อื รัง (Chronic Heart Failure; CHF) หมายถึง อาการท่ีมีสาเหตุจากความผิดปกติ
ของการทางานของหวั ใจ อาจเกดิ จากมคี วามผิดปกติของโครงสร๎างหรือการทาหน๎าที่ของหัวใจก็ได๎ สํงผลทาให๎
หัวใจไมสํ ามารถสบู ฉีดเลือดไปเลี้ยงรํางกายหรือรับเลือดกลับเข๎าสํูหัวใจได๎ตามปกติ อาการที่สาคัญ 2 ประการ
อาการแรก คือหายใจลาบากและอํอนเพลีย อาการท่ีสอง มีน้าและเกลือคั่งในรํางกาย ทาให๎ บวม
(ปิยภัทร ชณุ หรัศมิ์ และคณะ, 2562)

ภาวะหัวใจล๎มเหลวเฉียบพลัน (Acute Heart Failure; AHF) หมายถึง ภาวะหัวใจล๎มเหลวท่ีแสดง
อาการอยํางรวดเร็ว เกิดข้ึนแบบทันทีทันใด (Rapid Onset) อาจเป็นการแสดงอาการครั้งแรก (de novo
heart failure) หรืออาการทรุดหนักลง (decompensation) ของผ๎ูปุวยภาวะหัวใจล๎มเหลวเร้ือรังเดิม
ซึ่งอาจเป็นความผิดปกติจากสาเหตุได๎จากหลายระบบ ไมํจากัดเพียงสาเหตุจากระบบหัวใจและหลอดเลือด
(ปยิ ภัทร ชุณหรศั มิ์ และคณะ, 2562)

นอกจากน้ีแล๎วยังได๎แบํงกลุํมตามคําการบีบตัวของหัวใจ (left ventricular ejection fraction: LVEF)
(ESC, 2021; AHA/ACC/HFSA, 2022; ปิยภทั ร ชุณหรศั มิ์ และคณะ, 2562) ได๎แกํ

Heart Failure preserved Ejection Fraction (HFpEF) คือ ผ๎ูปุวยท่ีมีคํา LVEF ≥รอ๎ ยละ 50
Heart Failure reduced Ejection Fraction (HFrEF) หมายถงึ ผ๎ปู วุ ยท่มี คี าํ LVEF < ร๎อยละ 40
Heart Failure mid Ejection Fraction (HFmEF) หมายถึง ผู๎ปวุ ยท่ีมคี ํา LVEF รอ๎ ยละ 40-49
Heart Failure Recovery คอื ผปู๎ ุวยท่ีมคี ํา LVEF ไดร๎ บั การรกั ษาแล๎ว LVEF กลบั มา ≥ รอ๎ ยละ 50

พยาธิสรีรวทิ ยา (Pathophysiology)

ภาวะหวั ใจล๎มเหลวเป็นกลํุมอาการทมี่ สี าเหตุจากความผิดปกติของระบบหวั ใจและหลอดเลือด อาจพบท่ี
ระดับโครงสร๎างหรือการทางานที่ผิดปกติของโครงสร๎าง เชํน กล๎ามเน้ือหัวใจ ลิ้นหัวใจ เยื่อหุ๎มหัวใจ ระบบ
หลอดเลือดท้ังที่หลํอเลี้ยงรํางกายและปอด ทาให๎เกิดอาการและอาการแสดงท่ีบํงบอกถึงความผิดปกติ เชํน
หายใจไมํสะดวก เหนื่อยงําย แขน ขาบวม เส๎นเลือดที่คอโปุงพอง และภาวะน้าทํวมปอด ภาวะหัวใจล๎มเหลว
มักคํอยๆ สะสมอาการข้ึน ทาให๎ผ๎ูปุวยมีอาการบํอยๆ คํอนข๎างคงที่เป็นระยะเวลานานในชํวงที่เป็นผ๎ูปุวยนอก
(Chronic Heart Failure) เมื่อตดิ ตามอาการตอํ ไป ผู๎ปวุ ยจะมีอาการทรุดลงเป็นระยะ เรียกวํา เป็นภาวะหัวใจ
ล๎มเหลวเฉียบพลัน (Acute Heart Failure) ซึ่งเป็นชํวงที่ต๎องดูแลใกล๎ชิด ความรุนแรงของอาการนั้น
อาจไมํสัมพันธ๑กับระดับความผิดปกติของโครงสร๎างหัวใจและหลอดเลือดโดยตรง แตํยังขึ้นกับปัจจัยกระตุ๎นใน
ขณะที่ผู๎ปวุ ยมีอาการทรดุ ลงด๎วย

ภาวะหวั ใจล๎มเหลวไมํเพียงที่จะสํงผลตํอระบบหัวใจและหลอดเลือดแตํยังสํงผลถึงการทางานของระบบ
อื่นๆ เนื่องจากเม่ือผ๎ูปุวยมีความผิดปกติที่เป็นสาเหตุของ ภาวะหัวใจล๎มเหลวจะสํงผลให๎ความดันโลหิตในห๎อง
หวั ใจและหลอดเลอื ดสูงขนึ้ (Elevated Filling Pressure) การไหลเวยี นโลหติ โดยรวมไมํเพยี งพอตํอการทางาน

3

ของอวัยวะ (Decreased Cardiac Output) ทาให๎ระบบตํางๆ ได๎รับเลือดไมํเพียงพอตํอการใช๎งาน (Inadequate
Organ Perfusion) การทางานของระบบประสาทอัตโนมัติ ระบบฮอร๑โมนและไซโตไค (Cytokine) จะถูกกระตุ๎น
ซง่ึ มีผลตํอพยาธสิ รรี วทิ ยาหลกั ที่เกดิ ขึ้นในภาวะหวั ใจล๎มเหลวอยํางตํอเนื่อง ทาให๎เกิดการปรับเปล่ียนโครงสร๎าง
ของหัวใจหอ๎ งลํางซา๎ ย (Left Ventricle) สํงผลเสยี ในระยะยาว (Maladaptive Remodeling)

ตารางที่ 1 สาเหตแุ ละปจั จัยเส่ียงของภาวะหัวใจล๎มเหลว

ระบบท่เี ก่ียวข้อง ตวั อยา่ งสาเหตุ

โรคหลอดเลือดหวั ใจ - เกดิ แผลเป็นหลงั กล๎ามเนื้อหัวใจตาย (Previous Myocardial Infarction-scar)

(coronary artery - กลา๎ มเนื้อหัวใจขาดเลือดชัว่ คราว (Stunned หรือ Hibernating Myocardium)

disease) ความผดิ ปกติของหลอดเลอื ดฝอย (Microvascular Myocardial Dysfunction)

- หลอดเลือดหวั ใจตบี เฉยี บพลนั (Acute Coronary Syndrome)

ระบบหวั ใจและหลอด - กลา๎ มเนื้อหวั ใจผดิ ปกติเนอื่ งจากความดันโลหิตสูง (Hypertensive Heart

เลือดโดยรวม Disease)

(cardiovascular - ลนิ้ หัวใจตบี หรอื รัว่ รนุ แรง

abnormality) - กลา๎ มเนอ้ื หวั ใจผดิ ปกติท่ีเกย่ี วของกับพนั ธกุ รรม (เชํน Hypertrophic

Cardiomyopathy, Dilated Cardiomyopathy, Left Ventricular Non-

Compaction Cardiomyopathy, Arrhythmogenic Right Ventricular

Cardiomyopathy)

- กลา๎ มเน้ือหัวใจผดิ ปกติเน่อื งจากหวั ใจเต๎นเรว็ (Tachycardia-induced

Cardiomyopathy) - Restrictive cardiomyopathy

- หวั ใจพิการแตกํ าเนิด (congenital heart disease)

- โรคเยอื่ ห๎ุมหัวใจ (เชํน Constrictive Pericarditis)

การตดิ เช้ือ - ติดเช้อื ไวรัส (เชํน Human Immunodeficiency Virus, Cytomegalovirus,

(infection/ Herpes Simplex Virus เป็นต๎น)

inflammation) - กลา๎ มเนื้อหัวใจอักเสบ (Myocarditis)

- เชอ้ื ปรสติ (เชํน Chagas disease)

โรคขอ๎ และรมู าตสิ ซ่ัม - โรคขอ๎ อักเสบรูมาตอยด๑ (Rheumatoid Arthritis)

(Rheumatology) - โรคเอสแอลอี (Systemic Lupus Erythematosus)

- โรคผิวหนงั แข็ง (Scleroderma และ Systemic Sclerosis)

สารพษิ ภายนอก - แอลกอฮอล๑

(Toxin) - ยาเคมีบาบดั (เชํน Doxorubicin, Trastuzumab)

- ยาบ๎า (Methamphetamine)

- โคเคน

- โลหะหนัก (เชํน ทองแดง ตะกว่ั )

โรคตอํ มไร๎ทํอ - โรคไทรอยด๑

(Endocrinology) - โรคของ Growth Hormone

- โรคตํอมหมวกไต (เชํน Pheochromocytoma หรอื Adrenal Insufficiency)

- โรคเบาหวาน

4

ระบบท่เี กี่ยวข้อง ตัวอย่างสาเหตุ

โรคอิมมโู นวทิ ยา - Lymphocytic Myocarditis

(Immunology) - Giant cell myocarditis

- Hypersensitivity Myocarditis

- Eosinophilic Myocarditis

- Endomyocardial Fibrosis

Infiltrative Disease - Amyloidosis

- Sarcoidosis

- Hemochromatosis (ภาวะเหล็กเกิน)

- Glycogen Storage Diseases (เชํน Pompe Disease)

- Lysosomal storage diseases (เชํน Fabry Disease)

Others - Stress-Induced Cardiomyopathy

- กลา๎ มเน้ือหัวใจพิการในชํวงระหวํางคลอด (Peripartum Cardiomyopathy)

- ภาวะทพุ โภชนาการบางชนดิ (เชํน Thiamine, Selenium)

- High-output State (เชํน ภาวะโลหติ จาง, Arteriovenous Malformation)

- เนอื้ งอกตาํ งๆ ทั้งเนื้องอกหลกั หรอื เนอื้ งอกในระยะแพรํกระจาย

- โรคกล๎ามเนอื้ พกิ ารทางพันธุกรรม (muscular dystrophy)

ไมํปรากฏสาเหตุ Idiopathic cardiomyopathy

ที่มา: ปิยภทั ร ชุณหรศั มิ และคณะ. (2562). แนวทางเวชปฏบิ ตั ิเพื่อการวนิ จิ ฉยั และการดแู ลรักษาผ๎ูปุวยภาวะ

หวั ใจลม๎ เหลว พ.ศ. 2562 (Heart Failure Council of Thailand; HFCT 2019 Heart Failure Guideline)

การประเมินผปู้ ่วยภาวะหวั ใจลม้ เหลว
1. การประเมนิ (Assessment)

1.1 ซกั ประวัติอาการ อาการ การแสดงและการตรวจร่างกายผ้ปู ่วยภาวะหัวใจล้มเหลว
Major criteria

 ภาวะเหนอื่ ยที่เกิดข้ึนอยาํ งเฉียบพลนั เวลากลางคืน จนผ๎ูปุวยต๎องตน่ื ขนึ้ มาหอบ หรือ ไอ
(Paroxysmal Nocturnal Dyspnea)

 หลอดเลือดดาทีค่ อโปุง (Neck Vein Distension)

 ฟังปอดมีเสยี งครืดแทรก (Rale)

 ถาํ ยภาพรังสที รวงอกหัวใจโตเพม่ิ ขน้ึ (Radiographic Cardiomegaly)

 ปอดบวมนา้ เฉียบพลัน (Acute Pulmonary Edema)

 ฟังหัวใจไดเ๎ สียง S3 (S3 gallop)

 Increased Venous Pressure (มากกวาํ 16 cmH2O at right atrium)
 กดตับแลว๎ หลอดเลือดดาที่คอโปุง (Positive Hepatojugula Reflux)

 ได๎ยาขับปสั สาวะแล๎วน้าหนักลดลงมากกวํา 4.5กก.ในชํวงการรกั ษา 5 วนั * (Wieght Loss )

5
Minor criteria

 อาการบวมข๎อเท๎า (Bilateral ankle Edema)
 ไอเวลากลางคืน (Nocturnal Cough)
 อาการหายใจลาบากขณะออกแรง (Dyspnea on Ordinary Exertion)
 คลาทตี่ ับมีขนาดโตข้ึน (Hepatomegaly)
 มีนา้ ในชอํ งเย่ือห๎ุมปอด (Pleural Effusion) ()
 อัตราการเตน๎ ของหัวใจมากกวํา 120 ครั้งตํอนาที (Tachycardia; Heart rate > 120 bpm)
 ความจุปอด (Vital capacity) ลดลง ½ จากปกติ
การแปลผล วนิ ิจฉยั ภาวะหัวใจลม๎ เหลวอยํางนอ๎ ย 1 major + 2 minor
 ประเมินภาวะนา้ เกิน (Volume status) บวม หรือน้าหนกั ท่เี พ่ิมขึน้
 การวัดสญั ญาณชพี ได๎แกํ อัตราการหายใจ ชีพจร ใช๎อัตราการเต๎นของหัวใจ (ฟงั Heart rate)

ความดนั โลหิต อุณหภมู ริ ํางกาย และระดบั ออกซเิ จน (oxygen saturation)
 ประเมินการเปลยี่ นแปลงของระดบั ความดนั โลหิต (orthostatic blood pressure)
 ประเมินผลตํางของความดันซสิ โตลิคและความดันไดแอสโตลิคแคบ (narrow pulse pressure)
 ประเมนิ การคืนกลบั ของเลือดในหลอดเลือดฝอย (Capillary refill), ปลายมอื เท๎า สํวนปลาย

เยน็ (Cool extremities)
การแปลผล วินจิ ฉัยภาวะหวั ใจล๎มเหลวเมอ่ื พบ 2 Major criteria หรือ 1 Major criteria + 2 minor criteria

รูปท่ี 1 แสดงอาการของภาวะหวั ใจล๎มเหลว
ทมี่ า: https://twitter.com/ManualOMedicine/status/922898873076584448/photo/1

สบื คน๎ เมอ่ื 8 พฤษภาคม 2565

6

1.2 ประเมนิ ความสามารถในการทากจิ วัตรประจาวันดว้ ย (Activity of daily living; ADLs) โดย ใช้

New York Heart Association (NYHA) class
Class I ไมมํ ีข๎อจากดั ในการทากิจกรรม ไมเํ หน่อื ย สามารถทางานไดป๎ กติ ออกกาลงั กายได๎
Class II มขี ๎อจากัดเลก็ นอ๎ ย เหนือ่ ยเมื่อทางานหนกั
Class III มขี อ๎ จากดั ปานกลาง เหน่อื ยเมื่อทากจิ วตั รประจาวนั
Class IV มขี ๎อจากดั มาก เหนื่อยแมก๎ ระทัง่ น่ังพัก

1.3 การประเมนิ ความรนุ แรงหรืออตั ราการเสยี ชีวติ ดว้ ยภาวะหัวใจล้มเหลวในผ้ปู ่วยที่มโี รคหลอด
เลอื ดหวั ใจ โดยการประเมิน Killip Classification (Killip & Kimball, 1967 อา๎ งใน ครรชิต ลิขิตธนสมบัติ
และคณะ, 2563)

ระดบั ที่ 1 (Killip Classification; I) ผ๎ปู วุ ยไมมํ ภี าวะแทรกซ๎อน คอื ไมมํ ีภาวะหวั ใจล๎มเหลวหรือช็อค
ระดับที่ 2 (Killip Classification; II) ผ๎ูปุวยมีอาการหัวใจล๎มเหลวเล็กน๎อยถึงปานกลาง เริ่มมีอาการ
คงั่ ของเลอื ดในปอด (pulmonary congestion) เร่ิมมอี าการหอบเหน่ือยขณะทากจิ กรรม
ระดับท่ี 3 (Killip Classification; III) ผู๎ปุวยมีภาวะน้าทํวมปอด (pulmonary edema) มีอาการ
หอบเหน่ือยมาก
ระดับที่ 4 (Killip Classification; IV) ผ๎ูปุวยมีภาวะช็อคจากหัวใจ (cardiogenic shock) โดยมีระดับ
ความดันซสี โตลิคน๎อยกวาํ 90 มิลลเิ มตรปรอท มีการหดเกรง็ ของหลอดเลอื ดสวํ นปลายโดยมีอาการมือเท๎าเย็น
เหงื่ออก มสี ีมํวง ซึม ปสั สาวะออกนอ๎ ย
1.4 การซกั ประวัติเพ่ือประเมนิ คน้ หาปัจจยั เส่ยี ง/ ปจั จยั กระตนุ้ (Precipitating cause)
- การดื่ม หรือการหยุดด่ืมแอลกอฮอล๑
- การบุหสูบบุหร่ี หรือการหยดุ บุหรี่
- การใช๎ยาบางชนิด หรือสารเสพตดิ
- การไดร๎ บั การรักษาทางเลอื กหรือการได๎รับเคมีบาบัด
- โรคประจาตวั ตาํ งๆ
- ยารกั ษาโรคประจาตัว หรอื ยาทใ่ี ช๎ประจา (Medication Reconciliation)
- การตัง้ ครรภ๑ (pregnancy)
- การตดิ เชือ้
1.5 การค้นหาปจั จยั กระตนุ้ (Precipitating cause)
- บรโิ ภคโซเดีย่ มหรอื เกลือ หรอื รับประทานอาหารมอื้ หนัก หรอื การไมคํ วบคุมเกลือหรือโซเด่ียม
- ความคลาดเคลอื่ นจากการให๎ยา
- การปรับขนาดยาที่ไมํเหมาะสม
1.6 ประเมินด้านจติ ใจ (Psychological & Cognitive status)
- ซมึ เศร๎า
- ส้ินหวัง
- วติ กกงั วล
- ความจาเส่ือม หลงลมื
- มีปญั หาในการนอนหลับ

7

2. การสง่ ตรวจทางหอ้ งปฏบิ ัติการ (Investigation)
2.1 Blood test ได๎แกํ Complete blood count (CBC), BUN, Creatinine, Electrolyte,

Troponin, Liver Function test (LFT), C-reactive protein, Urine Analysis หรือ การตรวจปัสสาวะ
(Urine Analysis), Plasma Glucose, HbA1c, lipid Profile test, Thyroid Function Test (TFT), การ
ตรวจหาระดับ Natriuretic Peptide (NP), INR, HIV Screening, Ferritin, Iron, Total Iron Binding
Capacity, ESR, ANA, Calcium, Phosphate, Magnesium

2.2 คลนื่ ไฟฟูาหวั ใจ (EKG)
2.3 การถํายภาพรังสีทรวงอก (CXR)
2.4 การตรวจอตั ราซาวหวั ใจ (Echocardiography)
2.5 การตรวจพิเศษอ่ืน ๆ สาหรับผป๎ู วุ ยเฉพาะราย

- การตรวจภาวะกล๎ามเน้ือหัวใจขาดเลือดขณะออกกาลังกาย (Stress testing)
- การฉดี สีหลอดเลอื ดหวั ใจ (Coronary Angiography; CAG)
- ติดตามคลนื่ ไฟฟูาหัวใจแบบ 24 ชั่วโมง (Holter Monitor)
- ตรวจการนอนหลับ (Polysomnography)
- ตรวจภาพหวั ใจด๎วยคลืน่ แมํเหลก็ ไฟฟูา (Cardiac MRI)
- ตรวจตัวอยํางชิน้ เนอ้ื หัวใจ (Endomyocardial Biopsy)
- ตรวจทางพนั ธกุ รรม (Genetic Counseling and Testing)
- วัดความดันในห๎องหัวใจ (Left and Right Heart Catheterization)

- การประเมินสมรรถภาพทางกลา๎ มเนื้อหัวใจและปอด (Cardiopulmonary exercise testing)

- การประเมินแรงดันในหลอดเลือดแดงปอดด๎วยการฉีดสีหลอดเลือดหัวใจ (Pulmonary-artery
catheterization)

- การประเมินหัวใจด๎วยเครื่องตรวจคลื่นแมํเหล็กไฟฟูา (Cardiac magnetic resonance imaging;
MRI)

- การประเมินหลอดเลอื ดแดงไตดว๎ ยการฉีดสารทึบรงั สี (Renal artery imaging)

8

ตารางที่ 2 การจาแนกชนิดของผ๎ูปุวยภาวะหวั ใจลม๎ เหลว

คณุ ลกั ษณะ การจาแนก อธิบาย

ACC/AHA A มีปจั จยั เส่ียงตอํ การเกิดภาวะหัวใจลม๎ เหลวโดยโครงสรา๎ งหวั ใจยังปกติ

Staging B โครงสร๎างหัวใจเร่ิมผิดปกติ ยังไมปํ รากฏอาการของภาวะหัวใจล๎มเหลว

C โครงสร๎างหัวใจเรม่ิ ผิดปกติ ปรากฏอาการของภาวะหวั ใจล๎มเหลว

(ทัง้ ท่เี คยแสดงอาการ หรือกาลงั แสดงอาการอยูํ)

D ภาวะหวั ใจล๎มเหลวท่มี ีอาการมาก และจาเป็นตอ๎ งไดร๎ ับการดูแลรกั ษา

พเิ ศษ

NYHA I ใช๎ชีวติ ประจาวันไดป๎ กติโดยไมปํ รากฎอาการของภาวะหวั ใจล๎มเหลว

Functional Class II ทากจิ กรรมท่วั ไปได๎น๎อยลงบ๎าง ไมมํ ีอาการขณะพกั แตํการทากจิ กรรม

ท่ัวไปจะทาให๎แสดงอาการเล็กน๎อย

III ทากิจกรรมท่ัวไปไดน๎ อ๎ ยลงมาก ไมํมีอาการขณะพกั แตํแสดงอาการ

เม่ือทากจิ กรรมเพยี งเลก็ นอ๎ ย

IV มีอาการของภาวะหวั ใจล๎มเหลวตลอดเวลา แม๎ขณะพักอยูํนิง่ หรอื ทา

กจิ กรรมเลก็ น๎อยกม็ ีอาการ

LVEF rEF LVEF ≤ 40%

mrEF LVEF 40-49%

pEF LVEF ≥ 50%

Recovery เป็นผูป๎ วุ ยกลํมุ HFrEF ที่ใหก๎ ารรักษาแล๎ว LVEF กลับมา ≥50%

ความเรอ้ื รงั ผู๎ปุวยเฉียบพลนั ระยะที่อาการแยลํ งอยาํ งมาก ตอ๎ งได๎รบั การประเมนิ และดูแลรักษา

(Chronicity) (Acute) ใกล๎ชิดตอ๎ งรับเข๎าเปน็ ผูป๎ วุ ยในสามารถแยกออกอีกเป็นผป๎ู ุวยรายใหมํ

(de novo HF) หรือผู๎ปุวยเิรื้อรงั ท่ีอาการทรุดลง (Acute

Decompensated HF หรอื ADHF)

ผ๎ปู วุ ยเรื้อรงั อาการโดยรวมทรงตวั โดยแสดงอาการหรอื ไมํแสดงอาการกไ็ ด๎

(Chronic)

สภาวะของการ Wet ปริมาณสารน้าโดยรวมเกนิ

ไหลเวยี นโลหติ Dry ปริมาณสารนา้ โดยรวมปกติ

(Hemodynamic Cold การไหลเวียนโลหติ ไมํเพียงพอตํอรํางกาย ใกล๎เข๎าสํูภาวะชอ็ ค
status) แบงํ เปน็ 2 Warm การไหลเวียนโลหติ เพยี งพอตํอรํางกาย
สํวนใชป๎ ระกอบกัน

ทม่ี า: ปิยภัทร ชณุ หรัศมิ และคณะ (2562). แนวทางเวชปฏิบัติเพอื่ การวนิ ิจฉยั และการดูแลรักษาผป๎ู วุ ยภาวะ
หัวใจล๎มเหลว พ.ศ. 2562 (Heart Failure Council of Thailand; HFCT 2019 Heart Failure Guideline)

การรกั ษาภาวะหัวใจลม้ เหลว
การรกั ษาพจิ ารณาตามปจั จัยตา่ งๆ (รงั สฤษฎ๑ กาญจนะวณิชย๑ และอรินทยา พรหมินธกิ ลุ , 2557) ไดแ๎ กํ
1. สาเหตุของภาวะหัวใจล๎มเหลว เนอ่ื งจากต๎องแกไ๎ ขทีส่ าเหตุ เพราะถ๎าแกไ๎ ขท่สี าเหตแุ ลว๎ จะทาให๎

ผ๎ูปุวยอาการดีขึ้น

9

2. ความผิดปกติของกล๎ามเน้ือหัวใจชนิดที่มีการบีบตัวของหัวใจห๎องลํางซ๎ายลดลง (Heart failure Left
ventricular systolic dysfunction) หรือชนิดที่มีความผิดปกติของการคลายตัว (Heart failure with preserved
Left ventricular systolic)

3. ระยะเวลาของโรค (Staging of Heart Failure) (ภาคผนวก ข รูปท่ี 3) และระดับความรุนแรงของ
อาการตามเกณฑ๑ New York Heart Association Functional Class (NYHA I-IV)

4. โรครวํ มอ่ืนๆ หรอื คน๎ หาปจั จยั ทท่ี าใหอ๎ าการกาเรบิ (Precipitating factor) และแกไ๎ ข

การรักษาภาวะหัวใจลม้ เหลวเฉียบพลัน (Acute Heart Failure; AHF)
โดยสาเหตุของการเข๎ารับการรักษาในโรงพยาบาลและการเสียชีวิตของผู๎ปุวยภาวะหัวใจล๎มเหลว

เฉยี บพลนั นน้ั มักมาจากสาเหตุอ่ืนๆ ทไี่ มใํ ชํระบบหวั ใจและหลอดเลอื ด ซง่ึ มีแนวทางการรกั ษา ดงั นี้
1. การรกั ษาโดยตรงทส่ี าเหตุหรอื ปจั จัยเส่ียงต่างๆ ท่ที าให้เกิดภาวะหวั ใจล้มเหลวเฉียบพลนั

ถ๎าอาการกาเรบิ ของภาวะหัวใจล๎มเหลวเฉียบพลันจะทาให๎เกิดอันตรายตํอชีวิต การประเมิน การคัดกรอง และ
การดแู ลรกั ษาโรครวํ มทีพ่ บได๎บํอย (ปิยภัทร ชณุ หรศั มิ์ และคณะ, 2562) ได๎แกํ

1.1 โรคความดนั โลหิตสูง สาหรับในผ๎ูปุวยในปัจจุบันยังไมํมีแนวทางในการรักษาโรครํวมหรือ
แก๎ไขปัจจัยเส่ียงที่ชัดเจนมากนัก แตํเน่ืองจากผ๎ูปุวยสํวนใหญํมักเกิดภาวะหัวใจล๎มเหลวจากการมีความดัน
โลหิตสูง ดังนนั้ การควบคมุ ความดันโลหิตใหอ๎ ยใูํ นระดบั ทเ่ี หมาะสมดว๎ ยยาทรี่ ักษา ได๎แกํ

1.1.1 ยาขับปัสสาวะ
1.1.2 ยาในกลุํมยาปิดก้ันการทางานของแองจิโอเทนซิน (angiotensin antagonist) ทั้ง
ในรายท่ีเป็นหรอื ไมเํ ป็นเบาหวานรํวมด๎วย
1.2.3 สาหรบั ผู๎ปุวยทมี่ กี ารทางานของไตเป็นปกติแพทย๑จะใช๎ยาขับปัสสาวะชนิดไธอะไซด๑
ไดยูเรติก (thiazide-like diuretic), ยาในกลํุมยาปิดก้ันการทางานของแองจิโอเทนซิน (angiotensin
antagonist) หรือยาในกลํุมยาต๎านแคลเซียม (calcium-channel blocker) เป็นต๎น ท้ังนี้ให๎พิจารณาเลือกใช๎
ยาให๎ความระมัดระวังในการใช๎ยาในกลํุมที่มีฤทธ์ิทาให๎หลอดเลือดขยายตัว เนื่องจากอาจทาให๎เกิดภาวะความ
ดันโลหิตลดต่าได๎งํายในผู๎ปุวยกลํุมนี้ จึงแนะนาควบคุมระดับความดันซิสโตลิคไมํเกิน 130 มม.ปรอท (ปิยภัทร
ชุณหรัศมิ และคณะ, 2562) จากการศึกษาของศุภวัลย๑ เลิศพงศ๑ภาคภูมิ, เจนเนตร พลเพชร, และจอม สุวรรณโณ
(2562) พบวําผ๎ูปุวยภาวะหัวใจล๎มเหลวท่ีมีระดับความดันซีสโตลิคโลหิตน๎อยกวํา 140 มิลลิเมตรปรอททานาย
การกลบั เขา๎ รับการรักษาซ้าในโรงพยาบาลได๎
1.2 โรคไขมันในเลือดสูง การรักษาภาวะไขมันในเลือดสูงรํวมด๎วยอาจพิจารณาใช๎ยาในกลํุม
สตาตนิ (statins) ได๎ ซ่งึ การใชย๎ าในกลํมุ statins อาจจะชวํ ยลดอัตราการเสียชีวติ ลงได๎
1.3 โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ในปัจจุบันมีข๎อมูลจากการศึกษาบางการศึกษาพบวําการรักษา
โรคหลอดเลือดหัวใจตีบด๎วยวิธีการขยายเปิดหลอดเลือด (Revascularization) ในผู๎ปุวยน้ันอาจชํวยทาให๎
ผลการรกั ษาดีขนึ้ แตํโดยทัว่ ไปแล๎วจะพจิ ารณาใหก๎ ารรักษาดว๎ ยวธิ ีน้ีในผปู๎ วุ ยท่ีมีอาการเจ็บหน๎าอกหรือมีอาการ
เหนอื่ ยงาํ ยเวลาออกแรงจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบรํวมด๎วย
1.4 ภาวะหัวใจเต๎นผดิ จังหวะชนิด หัวใจห๎องบนขวาพร้ิว (Atrial Fibrillation; AF) โดยท่ัวไป
สามารถให๎การรักษาโดยใช๎แนวทางเดียวกันกับการรักษา AF ในผู๎ปุวยอื่นๆ กลําวคือ แนะนาการรักษาเพื่อ
ควบคุมอัตราการเต๎นของหัวใจ (Rate Control) รํวมกับการใช๎ยาต๎านการแข็งตัวของเลือด (Anticoagulants)
และหากไมํได๎ผลหรือยังมีอาการมากอยํูจึงพิจารณาให๎การรักษาเพ่ือให๎หัวใจกลับมาเต๎นเป็นจังหวะปกติ
(Rhythm Control) ซ่ึงจะได๎รับประโยชน๑จากการรักษาแบบ Rhythm Control นั้นจะเป็นกลํุมผ๎ูปุวยที่เร่ิม

10

เกดิ อาการหัวใจล๎มเหลวหรือมีอาการแยํลง ซึ่งแพทย๑จะพิจารณาเลือกการปรับจังหวะการเต๎นของหัวใจให๎เป็น
ปกติ (Sinus Rhythm) ได๎แกํ การปลํอยกระแสไฟฟูา (Cardioversion) การใช๎ยาต๎านหัวใจเต๎นผิดจังหวะ
(Antiarrhythmic) การจห้ี วั ใจด๎วยไฟฟูา (Radio Frequency Ablation; RFA) หรอื การใสํเคร่ืองกระตนุ๎ หวั ใจ
(Implantable cardioverter-defibrillator; ICD) (สุรพันธ๑ สิทธิสุข และคณะ, 2555) และการดูแลผ๎ูปุวย
โดยการประเมนิ ความเสยี่ งตํอการเกิดลม่ิ เลอื ดอุดตัน (Thromboembolism) ด๎วยแบบประเมินความเสี่ยงของ
ภาวะหลอดเลือดสมอง (CHA2DS2-VASc score) เพื่อระบุความเส่ียงของผ๎ูปุวยถ๎าพบวําคะแนนสูงแปลวํา
ผปู๎ ุวยมีความเส่ยี งและให๎การรักษาเพอื่ ปูองกันการเกิดหลอดเลอื ดสมองอุดตัน ด๎วยยาต๎านการแข็งตัวของเลือด
(Anticoagulant) vitamin K antagonist หรือ non-VKA oral anticoagulant (NOAC) แกํผู๎ปุวยดังกลําว
(ESC, 2016)

1.5 โรคอ๎วน อาจทาให๎ผ๎ูปุวยมีความสามารถในการออกแรงหรือออกกาลังกายน๎อยลงได๎ ซ่ึง
จากการศึกษาผ๎ปู วุ ยภาวะหัวใจลม๎ เหลวทีม่ คี วามอ๎วนท่ีมี ดัชนีมวลกายท่ีมากกวํา 27 กก./ตร.ม.สามารถทานาย
การเข๎าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลจากภาวะหัวใจล๎มเหลว (ชาญวัฒน๑ ชวนตันติกมล และเพชร รอดอารีย๑,
2564)

1.6 โรคปอดและความผิดปกติของการหายใจขณะหลับ (Sleep-disordered breathing)
เนื่องจากโรคปอดและความผิดปกติของการหายใจขณะหลับมีผลทาให๎อาการเหนื่อยงํายเป็นมากข้ึนได๎ และ
อาจทาใหภ๎ าวะหัวใจล๎มเหลวแยํลงดังนั้น จึงควรให๎การรักษาโรคตําง ๆ เหลํานี้อยํางจริงจัง โดยอาศัยแนวทาง
เวชปฏิบัติที่มีอยูํแล๎วสาหรับโรคนั้น ๆ เชํน การสํงตรวจการนอนหลับ (Polysomography; PSG) ในรายท่ี
สงสัยวํามีความผิดปกติของการหายใจขณะนอนหลับหรืออาจให๎ใช๎เครื่องอัดอากาศแรงดันบวก (Continuous
Positive Airway Pressure; CPAP) รักษาในผ๎ูปุวยภาวะหัวใจล๎มเหลวท่ีสงสัยมีความผิดปกติในการหายใจ
ขณะนอนหลับ เพื่อชํวยใหค๎ ุณภาพการนอนดีข้ึน ลดอาการงํวงเหงาระหวํางวันได๎ แตํไมํแนะนาให๎ใช๎ในผ๎ูปุวยที่
ไมํร๎สู ึกตวั หรอื ไมใํ ห๎ความรวํ มมือเพราะอาจเกดิ อตั รายเพ่ิมความเส่ยี งตํอการเสียชวี ติ ได๎ (ปิยภทั ร ชุณหรัศมิ และ
คณะ, 2562)

1.7 ภาวะโลหิตจางและขาดธาตุเหล็ก ซึ่งพบได๎บํอยในผ๎ูปุวยภาวะหัวใจล๎มเหลว ภาวะขาด
ธาตุเหล็กมีความสัมพันธ๑กับสมรรถนะท่ีแยํลง การพยากรณ๑โรคไมํดีควรได๎รับการรักษาให๎ระดับฮีโมโกบิน
ในเพศหญิงมากกวํา 12 กรัม/เดซิลิตร และในเพศชายระดับฮีโมโกบินมากกวํา 13 กรัม/เดซิลิตร และเกณฑ๑
ธาตุเหล็กสะสมในรํางกาย (Serum ferritin) น๎อยกวํา 100 นก./มล.รํวมกับพลาสมาโปรตีนที่ทาหน๎าที่ขนย๎าย
เหล็กในเลือดโดยจับกับเหล็ก (Transferrin saturation) น๎อยกวํา 20 % พบวําผ๎ูปุวยมี NYHA functional
class ดขี ึน้ สามรถทากิจวตั ปิ ระจาวนั ได๎ดีข้ึน การทางานของหัวใจดีขึน้ (ระดับ NT-pro BNP) สํงผลให๎คุณภาพ
ชีวติ ดขี ึน้ และลดอตั ราการเข๎านอนโรงพยาบาลซ้าเนื่องจากภาวะหัวใจล๎มเหลว (ปิยภัทร ชุณหรัศมิ และคณะ,
2562)

1.8 โรคเบาหวาน ผป๎ู ุวยที่มภี าวะหัวใจลม๎ เหลวรวํ มกับโรคเบาหวานจะมพี ยากรณ๑ของโรคและ
สมรรถภาพทางกายแยํกวาํ ผ๎ปู วุ ยภาวะหวั ใจลม๎ เหลวท่ีไมํเป็นโรคเบาหวาน ดังนั้นผ๎ูปุวยจาเป็นท่ีจะต๎องควบคุม
ระดับน้าตาลในเม็ดเลอื ดแดง (HbA1C) ท่ีระดับสูงกวํา 7% แตํไมํควรเกิน 8.5% (วรรณี นิธิยานันท๑ และคณะ,
2560) ซ่ึงตัวยาที่ใช๎รักษาเบาหวานชนิดแรก คือ Metformin ยกเว๎นมีข๎อห๎ามใช๎และยานําจะใช๎ตัวใหมํ คือ
SGLT-2 inhibitor ใช๎รักษาโรคเบาหวานชนิดท่ี 2 สาหรับผป๎ู วุ ยที่มีโรคหัวใจและหลอดเลือด เพ่ือการเข๎ารักษา
ในโรงพยาบาลเนอ่ื งมาจากภาวะหวั ใจล๎มเหลว (ปยิ ภทั ร ชณุ หรศั มิ และคณะ, 2562)

11

2. การรกั ษาดว้ ยการพยุงความดนั โลหติ ให้เพียงพอต่อการทางานของอวัยวะต่างๆ ในรา่ งกาย ดงั นี้
2.1 ประเมนิ ปริมาณสารนา้ (รูปท่ี 2 ) เพื่อประเมินวําผูป๎ วุ ย AHF ทีม่ ภี าวะนา้ เกิน (fluid overload)

จะรักษาด๎วยยาขับปัสสาวะ (Loop Diuretic) ทางหลอดเลือดดาในชํวงแรกเพื่อบรรเทาอาการเหนื่อย และยา
ชํวยขับนา้ สวํ นเกนิ ออกจากราํ งกาย เม่ืออาการดขี ้นึ ให๎พจิ ารณาเปลีย่ นให๎ยาขบั ปสั สาวะชนดิ รบั ประทาน

2.2 ถ๎าประเมินปริมาณสารน้าแล๎วถ๎าผ๎ูปุวย AHF ที่มีภาวะ fluid overload แตํไมํมีความดันโลหิต
ต่าให๎แพทย๑จะพิจารณายาขยายหลอดเลือด (Vasodilator) เพ่ือลดภาระที่เกิดข้ึนกํอนหัวใจจะเร่ิมหดตัว
(Preload) หรอื ลดภาระท่กี ระทาตอํ หัวใจหอ๎ งลาํ ง (Ventricle) หลงั จากหัวใจหดตัว (Afterload) เชํน ยาขยาย
หลอดเลือดกลุํมไนเตรท (isosorbide mononitrate) หรือยากลุํม Vasodilator ทางหลอดเลือดดา เป็นต๎น
ในผู๎ปุวยกลํุม wet-warm ที่มีคําความดันโลหิต MAP มากกวํา 65 มม.ปรอท เพื่อบรรเทาอาการภาวะหัวใจ
ล๎มเหลว แตํตอ๎ งเฝาู ระวงั ระดบั ความดันโลหติ อยาํ งใกลช๎ ดิ ระหวาํ งทผ่ี ปู๎ ุวยไดร๎ บั ยา Vasodilator

2.3 ถ๎าผู๎ปุวย AHF ที่มีอาการแสดงถึงปริมารเลือดออกจากหัวใจตํอหน่ึงนาทีลดลง (low cardiac
output) รํวมกับอาการแสดงของปริมาณเลือดไปเลี้ยงสํวนตํางๆของรํางกายลดลง (Hypoperfusion) เชํน
ปสั สาวะออกน๎อย ปลายมือเท๎าเย็น หรือการประเมินคําความดันในหัวใจ cardiac filling pressure สูง แพทย๑
จะให๎ท่ีเพ่ิมการบีบตัวของกล๎ามเน้ือหัวใจ (Inotropic Drug) ทางหลอดเลือดดา เชํน โดปามีน (dopamine),
โดบูทามีน (Dobutamine), หรือ มิลริโนน (Milrinone) เป็นต๎น แตํพบวํามีความดันโลหิตต่าและประเมิน
volume status แล๎วพบวําไมํมีภาวะขาดน้าในหลอดเลือดดา จะให๎ dopamine หรือยาท่ีเพ่ิมแรงบีบตัวของ
หัวใจ (Vasopressure) เชํน ยานอร๑อิพิเนฟริน (Norepinephrine) รํวมได๎ เพื่อคงไว๎ซ่ึงการไหลเวียนเลือด
(Perfusion) ไปอวัยวะสาคญั ของราํ งกาย (ปยิ ภัทร ชณุ หรศั มิ และคณะ, 2562)

2.4 ในผ๎ูปุวยบางรายการรักษาภาวะหัวใจล๎มเหลวเฉียบพลันระยะส้ัน จะรักษาด๎วยกลํุมยา ขับน้า
หรือปสั สาวะ แตกํ ารออกฤทธิ์ของยาไมํได๎ขับแกลือ คือ ยาโทลแวปแทน (Tovaptan) สามารถขับปริมาณน้าที่
เกิน และ/หรือผ๎ูปุวยภาวะหัวใจล๎มเหลวท่ีมีภาวะดี่ยมโซเดี่ยมต่า (Hyponatremia) ได๎ (ปิยภัทร ชุณหรัศมิ
และคณะ, 2562)

2.5 ในกรณีที่ไมํตอบสนองตํอการรรักษาด๎วยยาขับปัสสาวะแบบฉีดทางหลอดเลือดดาและพิจารณา
ฟอกเลือดเพื่อขจัดของเสียออกจากรํางกาย (Ultrafiltration) เพ่ือชํวยในการลดภาวะน้าเกินผํานการดึงน้า
เลือดออกทางเยื่อกรอง (Super permeable membrane) จะใช๎ในผู๎ปุวยที่ตอบสนองยาขับปัสสาวะหลอด
เลือดดาไมเํ พยี งพอ (ปยิ ภัทร ชุณหรศั มิ และคณะ, 2562)

2.4 ถ๎าผู๎ปุวยท่ีเคยได๎รับยาตามมาตรฐาน คือ ยากลํุม Angiotensin-converting enzyme inhibitors
(ACE inhibitors) หรือ ยากลํุม Angiotensin Receptor Blockers (ARB), ยากลํุม beta blocker รักษาอยูํ
กํอนแล๎ว แพทยพ๑ ิจารณาใหย๎ าเหลาํ นตี้ อํ ไป (ถ๎าไมมํ ีข๎อห๎าม) หรือในผู๎ปุวยท่ียังไมํได๎เร่ิมยาเหลําน้ีตามมาตรฐาน
ดังกลําวถ๎าอาการคงท่ีเริ่มให๎ยา แตํยากลุํม beta blocker ให๎เร่ิมหลังจากที่อาการน้าเกิน (congestion) ดีขึ้น
แล๎ว โดยเริ่มปรับเพิ่มขนาดยา (titrate) ในขนาดต่ากํอน แล๎วคํอยเพิ่มขนาดยา (dose) ขึ้นในเวลาตํอมา
(ปยิ ภัทร ชณุ หรศั มิ และคณะ, 2562)

3. การพยุงการหายใจเพื่อใหผ้ ู้ป่วยมรี ะดบั ออกซิเจนทีเ่ พยี งพอ
3.1 ใหอ๎ อกซเิ จนผปู๎ วุ ยถา๎ พบคาํ SpO2 นอ๎ ยกวํา 90% หรอื PaO2 นอ๎ ยกวาํ 60 มลิ ลเิ มตรปรอท
3.2 ใสํทอํ ชํวยหายใจแกํผ๎ูปวุ ยกรณที ่ภี าวะหายใจลม๎ เหลวและไมํสามารถใช๎เคร่ืองชํวยหายใจผํานทาง

หน๎ากาก (Non-invasive positive pressure ventilation; NIBP) ได๎อยํางเพียงพอ
3.3 พิจารณาใช๎ NIBP ได๎แกํเคร่ืองชํวยหายใจแบบอัดแรงดันอากาศให๎แกํผ๎ูใช๎ในขณะหายใจเข๎า

(Continuous Positive Airway Pressure; CPAP) หรือ เคร่ืองเคร่ืองอัดแรงดันลมแบบ 2 ระดับ คือสามารถ

12

ตั้งให๎ระดับแรงดันลมในจังหวะหายใจเข๎าและออกมีคําแตกตํางกันได๎ (Bi-level Positive Airway Pressure,
BiPAP) เพอื่ การดแู ลการระบายอากาศมกี ารแลกเปล่ียนออกซเิ จนได๎อยํางมีประสิทธภิ าพ โดยมีข๎อบํงช้ีในผู๎ปุวย
มีอัตราการหายใจมากกวํา 25 ครั้งตํอนาที, คํา SpO2 น๎อยกวํา 90%, มีระดับความดันซีสโตลิคมากกวํา 85
มลิ ลิเมตรปรอท และผูป๎ วุ ยยงั รส๎ู ตสิ มบรู ณ๑

3.4 เตรียมความพร๎อมชํวยชีวิต หากพบวํามีภาวะหัวใจหยุดเต๎น (Cardiogenic Shock) หรือ ภาวะ
หายใจลม๎ เหลวเฉยี บพลัน (Respiratory Failure)

4. การรักษาอ่ืนๆ เพื่อบรรเทาอาการและเพิ่มความสามารถในการออกแรง
4.1 การฝึกออกกาลังกายและการทากายภาพบาบัดสาหรับหัวใจ (Cardiac Rehabilitation) นั้น

สามารถชํวยทาให๎ความสามารถในการออกกาลังกายและอาการตําง ๆ โดยรวมดีข้ึนได๎ ปัจจุบันแนะนาออก
กาลังกายแบบแอโรบิกทุกวันวันละ 20-30 นาทแี ตสํ ามารถปรบั เปลย่ี นตามความเหมาะสมของผู๎ปวุ ยแตํละราย

4.2 ควบคุมปริมาณเกลือหรือโซเดียมในอาหารน๎อยกวํา 2,000 มลิ ลกิ รมั ตํอวนั

ขาด (Dry) เกิน (Wet)

พอ ขาด (Dry) & พอ (Worm) เกิน (Wet) & พอ (Worm)
(Warm)

ขาด เกิน (Wet) & ขาด (Cold)

(Cold) ขาด (Dry) & ขาด (Cold)

รปู ท่ี 2 การแบงํ ผ๎ปู ุวยภาวะหัวใจลม๎ เหลวเฉียบพลนั ตามการประเมินปรมิ าณสารนา้ (fluid status) และ
การไหลเวียนโลหติ (tissue perfusion)
ทีม่ า: ปยิ ภทั ร ชุณหรัศม์ิ และคณะ (2562)

การพยาบาลผู้ปว่ ยภาวะหวั ใจลม้ เหลวเฉยี บพลัน
1. ประเมินและติดตามอาการทนี่ าสภํู าวะหัวใจลม๎ เหลวเฉยี บพลนั ดงั นี้
- ประเมินปริมาณสารนา้ (Fluid status) และการไหลเวยี นโลหิตทเ่ี พยี งพอตอํ การใช๎งานของเน้ือเยื่อ

ตาํ งๆ (tissue perfusion) (รูปที่ 2)
- คลนื่ ไฟฟูาหัวใจทผ่ี ิดปกติ
- รงั สที รวงอกทผ่ี ิดปกติ
- ผลการตรวจทางห๎องปฏิบตั กิ ารตํางๆ

13

- ผลการตรวจหัวใจดว๎ ยคลน่ื เสยี งความถี่สงู (Echocardiogram)
2. ประเมนิ การประเมินอาการเตอื นในผ๎ปู ุวยภาวะหัวใจล๎มเหลวเฉียบหลัน (Acute Heart Failure;
AHF - SUPER Score) และการจัดการพยาบาลตามระดบั คะแนน (ตารางที่ 3)

ตารางที่ 3 การประเมินอาการเตือนในผู๎ปุวยภาวะหัวใจล๎มเหลวเฉียบพลัน (Acute Heart Failure; AHF-SUPER

Score)

Score 0 1 2

SpO2 (%) room air 99 – 100 95 – 98 ≤ 94

Urine out put (ml./hr.) > 50 30 – 50 < 30

Pulse (beat/min) < 90 90 – 140 > 140

Emotion ร๎ูสึกตวั ด(ี Normal)/ ซมึ เศรา๎ (Depression)/ กระวนกระวาย (Agitate)/

ได๎รบั ยา sedative ไมรํ ส๎ู กึ ตวั (Coma)/ กระสบั กระสาํ ย (restless)/

ไมํตอบสนองตอํ การกระตุ๎น สบั สน เพอ๎ คล่งั (delirium)

(unresponsive)/

งวํ งซมึ (drowsiness)

Respiratory rate (pm) < 20 20 – 30 > 30

Low risk Intermediate risk High risk Very High risk

การพยาบาลตามระดบั ความรุนแรง

0-1 point 2-3 point 4-5 point 6-10 point

1.record V/S & SpO2 ทกุ 1.record V/S & SpO2 ทุก 1.record V/S & SpO2 1.record V/S & SpO2 ทุก
4 hr. 1 hr. ทุก 15-30 min ถ๎าคงที่ทุก 1 hr. 15-30 นาที ถา๎ คงทที่ กุ 1 ชม.

2. I/O ทุก 8 hr. 2. observe signs & 2. observe signs & 2. observe signs &

3. observe signs & symptom HF symptom HF symptom HF

symptom HF 3. On Oxygen If SpO2 3. On Oxygen If SpO2< 90% 3. On Oxygen/NPPV
< 90% และ PaO2 < 60 และ PaO2 < 60 mmHg ถา๎ SpO2 < 90% และ
mmHg 4. Noninvasive positive PaO2 < 60 mmHg
4. สํงและตดิ ตามผล CXR pressure ventilation (NPPV) 4. CXR และตดิ ตาม

as order ในรายทม่ี ีข๎อบงํ ชี้ 5. ดแู ลใหย๎ า diuretic/

5. ดแู ลใหย๎ า diuretic as ( RR >25 BPM, SpO2 < 90% vasodilator / Inotrops
order หรือ PaO2 < 0 mmHg, as order as order
6. I/O ทุก 8 hr.
SBP> 5 mmHg ) 6. record Urine /hr. & I/O

5. CXR as order ทกุ 8 hr.

6. ดแู ลใหย๎ า diuretic/ 7.เตรียมผูป๎ วุ ยใสทํ อํ ชวํ ย

vasodilator/Inotrope as order หายใจและ invasive

7. record Urine/hr. & I/O ventilation

ทกุ 8 hr.

8.เตรยี มเครอื่ งชํวยหายใจและ

อปุ กรณส๑ าหรบั ใสทํ ํอชวํ ยหายใจ

ใหพ๎ รอ๎ มใช๎

ท่มี า: หอผูป๎ ุวยหนกั อายรุ กรรมหวั ใจและหลอดเลือด CCU ภารกิจด๎านการพยาบาล สถาบนั โรคทรวงอก,

2564

14

3. ดแู ลผูป๎ ุวยขณะใสํเครื่อง Non-invasive positive pressure ventilation (NIBP) ได๎แกํ CPAP, และ
BiPAP เพ่ือการดูแลการระบายอากาศให๎มีการแลกเปลีย่ นออกซเิ จนได๎อยํางมีประสิทธิภาพ

4. ดูแลผ๎ูปุวยท่ีใสํเคร่ืองชํวยหายใจถ๎าไมํสามารถใสํเคร่ือง Non-invasive positive pressure
ventilation (NIBP) ได๎สาเร็จ

5. ดูแลให๎ได๎รับยาขับปัสสาวะชนิดฉีดทางหลอดเลือดดา เชํน ฟูโรซีไมด๑ (Furosemide),
ยาโทลแวปแทน (Tovaptan), หรือยาสไปโรโนแลคโตน (Spironolactone) ตามแผนการรักษา พร๎อมประเมิน
ซา้ ภาวะ Tissue perfusion และ Volume status รายงานแพทย๑เพื่อปรับเพิม่ หรอื ลดยาตามความเหมาะสม

6. ดแู ลให๎ยาขยายหลอดเลือดเพอ่ื ลดการทางานของหัวใจจากปริมาณเลือดกลับเข๎าสูํหัวใจ และประเมิน
ปริมาณสารน้าเข๎า-ออก อยํางเหมาะสม และติดตามประเมินความดันโลหิตอยํางใกล๎ชิด ถ๎าพบวํามีระดับคํา
กลางความดันโลหิต (MAP) น๎อยกวํา 65 มิลลิเมตรปรอท ให๎หยุดยา และรายงานแพทย๑เพื่อประเมินแผนการ
รักษาทนั ที

7. ติดตามอาการเจ็บหน๎าอก หรือเฝูาระวังคล่ืนไฟฟูาหัวใจอยํางใกล๎ชิด ขณะให๎การรักษาด๎วยยาขยาย
หลอดเลือด หรอื ยาเพ่ือการบีบตัวของหัวใจ (Inotrope)

8. ติดตามภาวะพรํองออกซิเจนด๎วยการประเมินออกซิเจนปลายน้ิว (Fingertip Pulse Oximeter) อยําง
ตอํ เนื่อง

9. ตดิ ตามและรายงานผลตรวจ Echocardiogram
10. ตดิ ตามและรายงานผลตรวจ Chest x-ray เพ่ือประเมินผลการรักษาภาวะค่งั ของนา้ ในปอด
11. ตดิ ตามและรายงานผลตรวจคลน่ื ไฟฟาู หวั ใจ 12 ลีด (EKG 12 leads)
13. ดแู ลจากดั การบริโภคเกลอื หรอื โซเดียมในอาหารนอ๎ ยกวาํ 2 กรัมตํอวนั
14. ดูแลจากดั ปริมาณน้าดืม่ 800-1200 ซซี ตี อํ วนั ตามแผนการรักษา
15. ประสานงานและดูแลสงํ ผูป๎ ุวยฟอกเลือดตามแผนการรกั ษาในผู๎ปุวยท่ีอาจไมํตอบสนองตํอการรักษา
ด๎วยยาขบั ปัสสาวะ
16. ติดตามผลการตรวจทางห๎องปฏิบัติการท่ีเกี่ยวข๎อง เชํน BUN, Cr, Electrolyte, Mg เป็นต๎น และ
ประเมนิ นา้ หนกั ตัวทุกวัน เพ่อื เป็นขอ๎ มลู ในการพิจารณาปรับยาขับปสั สาวะตามการทางานของไต
17. เตรียมอปุ กรณ๑ เคร่อื งมอื ในการชวํ ยฟ้ืนคืนชีพขั้นสูง หากผู๎ปุวยมีภาวะหัวใจหยุดเต๎น (Cardiogenic
shock) หรอื ภาวะหายใจลม๎ เหลว (Respiratory Failure)
18. การดูแลทั่วไป ถ๎าผู๎ปุวยมีอาการคงที่ ปรับยาขับปัสสาวะเป็นชนิดรับประทาน และดูแลการให๎ยา
เดิมของผู๎ปุวย ถ๎าไมํมีข๎อห๎าม ได๎แกํ ยากลุํม Beta-blocker, ยากลํุม RAAS blocker (ACEI or ARB), และ
ยากลํมุ Mineralocorticoid receptor antagonist (MRA)

การวางแผนจาหน่ายผปู้ ว่ ยภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน
1. วิเคราะห๑สาเหตุ หรอื ปจั จัยท่ีทาให๎เกดิ ภาวะหัวใจล๎มเหลวกาเรบิ หรือทาใหอ๎ าการแยลํ ง
2. ประเมินระดบั ความรนุ แรง (NYHA class) หลงั จากทรี่ กั ษาพยาบาล
3. ประเมินภาวะ Volume status (Dry) และ tissue perfusion (Worm) กลับสูภํ าวะปกติ
4. การประเมนิ เพ่ือการปรับเปลยี่ นวิถพี ฤติกรรม การดารงชวี ิตประจาวัน (Lifestyle Modification)

ของผป๎ู วุ ยแตํละราย
5. ให๎ความรผ๎ู ๎ูปุวยและผด๎ู ูแลใหเ๎ ขา๎ ใจเก่ียวกับโรค การดาเนินของโรค และการรกั ษาท่ผี ป๎ู ุวยไดร๎ ับ
6. ให๎ข๎อมลู การวนิ จิ ฉัยโรค ปจั จยั กระตนุ๎ ทท่ี าให๎ผูป๎ ุวยมรอาการในครั้งนี้

15

7. ใหข๎ อ๎ มูลกรณีทผี่ ู๎ปุวยจะตอ๎ งได๎รับการรักษาพเิ ศษชนิดตํางๆ ตามขอ๎ มลู ของผป๎ู ุวยแตํละราย
8. กรณที ี่ผ๎ูปวุ ยมคี วามเสีย่ งสูง ปรกึ ษาทมี สหสาขาวชิ าชพี เพ่อื การดูแลรวํ มกนั อยาํ งเป็นระบบ
9. ให๎ข๎อมูลการรกั ษาแบบจาเพาะและการปรับยาตามแนวทางการรกั ษา หรือปรบั ยาตามแนว
ทางการรักษาเวชปฏิบตั ิของ HFrEF (ดงั จะกลาํ วตอํ ไป)

ภาวะหัวใจล้มเหลวเร้ือรังหรือชนดิ กล้ามเน้ือหวั ใจทางานลดลง (HFrEF; LVEF < 40%)
หัวใจล๎มเหลวเป็นพยาธิสภาพที่ไมํหยุดน่ิงมีการเส่ือมลงของการทางานของหัวใจห๎องลํางซ๎าย (Left

Ventricular Function) เป็นลาดับ ในภาวะหัวใจล๎มเหลวจะมีการกระตุ๎นให๎ระบบประสาทอัตโนมัติ
(Sympathetic) ทางานมากขึ้นและมีการหลั่งฮอร๑โมน (Neurohormonal mediators) ตํางๆ มากมาย
ซึ่ง mediators เหลํานี้จะย๎อนกลับมามีผลทาร๎ายหัวใจทาให๎เกิดการเปลี่ยนแปลงของกล๎ามเนื้อหัวใจ (Left
Ventricular Remodeling) สํงผลให๎ผนังของหัวใจบางลง ขนาดของหัวใจโตข้ึน และประสิทธิภาพการทางาน
เส่ือมลงเร่ือยๆ โดยมีเปูาหมายการรักษาภาวะหัวใจล๎มเหลวในปัจจุบัน จึงไมํใชํเพียงชํวยบรรเทาอาการผ๎ูปุวย
ให๎ดีขน้ึ แตํยังมุํงเน๎นการรักษาเพ่ือควบคุมโรคท่ีเป็นปัจจัยเส่ียงหรือสาเหตุของการทางานผิดปกติของหัวใจอัน
จะนาสํูภาวะหัวใจล๎มเหลว (Staging of Heart Failure) (ภาคผนวก ข รูปท่ี 3) ลดอาการภาวะหัวใจล๎มเหลว
ปูองกันภาวะแทรกซ๎อน ยืดชีวิตผู๎ปุวย เพิ่มคุณภาพชีวิต ลด และปูองกันการการเข๎ารับการรักษาใน
โรงพยาบาล (ปิยภัทร ชุณหรัศม์ิ และคณะ, 2562; รังสฤษฎ๑ กาญจนะวณิชย๑ และอรินทยา พรหมินธิกุล,
2557)

1. การรกั ษาด้วยยาสาหรับผปู้ ่วยภาวะหวั ใจล้มเหลว (HFrEF)
1.1 ยากลุํม Angiotensin-converting enzyme inhibitor (ACEI)
1.2 ยากลุํม Angiotensin-receptor blocker (ARB) เปน็ ตัวยาใชแ๎ ทนกรณไี มสํ ามารถใช๎ยา 1.1 ได๎
1.3 ยากลุํม Beta blocker เป็นยารักษาภาวะแทรกซ๎อนจากเกิดโรครํวมในผ๎ูปุวย HFrEF ได๎แกํ AF

หรอื ผ๎ูปวุ ยทเ่ี คยมภี าวะกล๎ามเนอ้ื หวั ใจขาดเลอื ดเฉยี บพลัน
1.4 ยากลํุม Mineralocorticoid receptor antagonist (MRA) เนื่องจาก aldosterone ออกฤทธิ์

กระตนุ๎ ใหเ๎ กดิ พงั ผดื ในกลา๎ มเนอ้ื หัวใจ ทาใหเ๎ กดิ โครงสรา๎ งของหัวใจที่ไมํพึงประสงค๑ (Remodeling) โดยการให๎
ยากลํุม MRA ในขนาดต่าจะไมํมีฤทธ์ิขับปัสสาวะจึงชํวยลดผลเสียที่เกิดจาก aldosterone ตํอกล๎ามเน้ือหัวใจ
ได๎

1.5 ยากลุมํ Angiotensin Receptor Neprilysin Inhibitor (ARNI) เปน็ ยาที่เพ่ิมการทางานของ
Natriuretic peptide (NP) มฤี ทธข์ิ องยามีผลขยายหลอดเลอื ด ชํวยขบั เกลือออกจากปสั สาวะ และลดการปรับ
โครงสร๎างของหัวใจท่ีไมํพึงประสงค๑ (Remodeling) ซึ่งกลไกดังกลําวปรับลดระบบการทางานของ RAAS
เพิ่มเติมจากยากลํุม ACEI/ARB และ MRA จึงสํงผลดีตํอผู๎ปุวย HFrEF ที่จะชํวยลดอัตราการนอนโรงพยาบาล
และลดอตั ราการเสยี ชวี ติ จากโรคหัวใจและหลอดเลือดโดยรวมได๎

2. การรักษาด้วยการใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจอิเล็กทรอนิกส์ (Implantable Cardioverter
Defibrillator: ICD) ในผู๎ปุวยภาวะหัวใจล๎มเหลวที่มี LVEF น๎อยกวํา 40% (HFrEF) เพื่อปูองกันการเสียชีวิต
กะทันหันเน่ืองจาก HFrEF กาเริบมีผลทาให๎เกิดภาวะหัวใจห๎องลํางเต๎นผิดจังหวะ (Ventricular Arrhythmia;
VA) ที่รุนแรงอยํางหลากหลายและอาจสํงผลเกิดอันตรายตํอถึงแกํชีวิตได๎ โดยมีคาแนะนาการคัดกรองผู๎ปุวย
กํอนการใสเํ คร่ือง ICD ดังนี้

2.1 ตรวจคล่ืนไฟฟูาหัวใจในผู๎ปุวยท่ีมีอาการคงท่ี เม่ือมาติดตามการตรวจตามนัด เพื่อค๎นหา
ภาวะหัวใจเต๎นผดิ ปกตชิ นดิ ตาํ งๆ

16

2.2 ตรวจคล่ืนไฟฟูาหัวใจ พบภาวะหัวใจเต๎นผิดปกติชนิดบริเวณท่ีเกิดมาเป็นชุดมากกวําสามตัว
ขนึ้ ไปโดยเปน็ การเกิดน๎อยกวํา 30 วินาที (non-sustained ventricular Tachycardia; NSVT) ในผู๎ปุวยที่เคย
เกิดกล๎ามเน้ือหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และมี LVEF 30 - 40 % แตํไมํแสดงอาการให๎พิจารณาสํงตรวจ
สรรี วิทยาไฟฟูาหวั ใจ (EPS) เพ่อื ประเมนิ ความเสย่ี งเพม่ิ เตมิ

2.3 ตรวจคล่ืนไฟฟูาหัวใจตํอเนื่อง (Holter Monitoring) ในผ๎ูปุวยที่สงสัยวํามีอาการภาวะหัว
ใจเต๎นผดิ จังหวะ

2.4 ตรวจคลื่นไฟฟูาหัวใจ (EKG), ตรวจคลื่นไฟฟูาหัวใจตํอเนื่อง (Holter Monitoring), และ
ตรวจสรีรวิทยาไฟฟูาหัวใจ (EPS) เป็นต๎น ในผู๎ปุวยที่ให๎ข๎อมูลวําเป็นลมหมดสติ เพื่อประเมินความเส่ียงตํอการ
เสยี ชวี ติ กระทนั หัน

การใช๎เคร่ืองกระตุ๎นหัวใจอิเล็กทรอนิกส๑ (Implantable Cardioverter Defibrillator: ICD)
ในผู๎ปุวย HFrEF สามารถลดอัตราการเสียชีวิตเพ่ือปูองกันแบบทุติยภูมิ (Secondary prevention) โดยมีกลํุม
ผ๎ปู ุวยพิจารณาใสํ ICD ได๎แกํ

- ผป๎ู ุวยทีเ่ คยมปี ระวตั หิ ัวใจหยดุ เตน๎
- ผปู๎ วุ ยเคยมีภาวะหัวใจเต๎นผิดปกติชนิดบริเวณท่ีเกิดมาเป็นชุดมากกวําสามตัวข้ึนไปโดยเป็น
การเกิดมากกวํา 30 วินาที (Sustained ventricular Tachycardia) และ/หรือภาวะหัวใจห๎องลํางเต๎นแผํว
ระรวั เกิดจากการหดตัวของกล๎ามเน้ือหัวใจห๎องลํางอยํางไมํสมั พันธก๑ ัน (Ventricular fibrillation; VF/V-Fib) หรอื
- ผป๎ู วุ ยท่ีเคยเป็นลมหมดสติบอํ ยสามารถกระตุ๎นใหเ๎ กิด Sustained VT ได๎ดว๎ ยการตรวจ EPS
- ผู๎ปุวยท่ีคาดวําจะมีชีวติ ตอํ อยํไู ด๎นานกวํา 1 ปี
คาแนะนาการใสํเครือ่ ง ICD สาหรับผ๎ูปุวยภาวะหัวใจล๎มเหลว ดังน้ี
1. ผ๎ูปุวย HFrEF ท่ีได๎รับการรักษาตามมาตรฐานมากกวํา 3 เดือน มีคําการบีบตัวของหัวใจ
(LVEF) น๎อยกวาํ 35% และ NYHA III-IV มสี มรรถภาพทางกายดีและคาดวําสามารถมชี วี ติ อยไูํ ด๎นานกวํา 1 ปี
2. ผปู๎ ุวย HFrEF ภายหลังจากเกิดกล๎ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (ischemic etiology) อยํางน๎อย
6 สปั ดาห๑
3. ผป๎ู ุวย HFrEF ท่ไี มํได๎เกดิ กลา๎ มเน้ือหัวใจขาดเลอื ด
4. ผ๎ูปุวย HFrEF ท่ีในผู๎ปุวยท่ีเคยมีประวัติหัวใจหยุดเต๎น เคยมีหัวใจห๎องลํางเต๎นผิดจังหวะ
Sustained VT (VT, VF) หรือในผู๎ปุวยที่เคยเป็นลมหมดสติบํอยสามารถกระต๎ุนให๎เกิด Sustained VT ได๎ด๎วย
การตรวจ EPS เพื่อปูองกันการเสียชวี ติ กะทนั หัน
5. ผป๎ู วุ ย HFrEF ท่ีรอปลูกถํายหวั ใจ เพอื่ ปอู งกนั การเสยี ชีวิตกะทนั หนั
3. การใส่เคร่ืองกระตุ้นหัวใจ (Cardiac resynchronization Therapy; CRT) ในผ๎ูปุวย HFrEF ที่มี
LVEF น๎อยกวํา 35%, NYHA II, III, หรือ IV, สามารถชวํ ยเหลอื ตัวเองได,๎ ระยะของคลื่นไฟฟูาคิอาเอส (QRS duration)
จากคลื่นไฟฟูาหัวใจมากกวํา 120 วินาที ให๎ใช๎เครื่องกระตุกไฟฟูาหัวใจได๎ด๎วย (Cardiac resynchronization
Therapy defibrillator; CRT-D) โดยมคี าแนะนา ดงั น้ี
3.1 ผ๎ูปุวย HFrEF ที่ได๎รับการรักษาตามมาตรฐานมากกวํา 3 เดือน มี LVEF น๎อยกวํา 35%
จังหวะการเต๎นของหัวใจเป็นปกติ (Sinus rhythm), พบคลื่นไฟฟูามีแขนงประสาทข๎างซ๎าย (left bundle
branch) มีการนาไฟฟูาในหัวใจผิดปกติ (left bundle branch block; LBBB) หรือไมํมี LBBB, QRS มากกวํา
130- 150 วินาที (ms), และมีสมรรถภาพทางกายดี คาดวาํ สามารถมีชีวิตอยูํได๎นานกวํา 1 ปี เพ่ือชํวยลดอัตรา
การเสียชีวิตจากสาเหตใุ ดๆ

17

3.2 ผู๎ปุวย HFrEF ท่ีได๎รับการรักษาตามมาตรฐานมากกวํา 3 เดือน มี LVEF น๎อยกวํา 35%
จังหวะการเต๎นของหัวใจเป็น AF, ระยะหํางของคลื่นไฟฟูาคิวอาเอส (QRS duration) มากกวํา 120วินาที
(ms), NYHA III หรือ IV, มีสมรรถภาพทางกายดี และคาดวําสามารถมีชีวิตอยํูได๎นานกวํา 1 ปี เพื่อชํวยลด
อตั ราการเสียชีวติ จากสาเหตุใดๆ

การพยาบาลผูป้ ่วยท่ีได้รบั การใส่ ICD
1. ให๎การพยาบาลตามแนวทางการพยาบาลผ๎ปู วุ ยใสํ ICD (แนวทางการพยาบาลผ๎ปู วุ ยใสเํ ครือ่ ง ICD)
2. การดแู ลผู๎ปวุ ยให๎ไดร๎ ับยารักษาผ๎ูปุวยภาวะหัวใจล๎มเหลว HFrEF
3. การดแู ลการใชย๎ าปรบั จงั หวะการเต๎นของหวั ใจ ได๎แกํ amiodarone เพือ่ ชํวยลดการเกิดหัวใจเต๎น
ผิดจงั หวะทร่ี ุนแรง และตดิ ตามอตั ราการเตน๎ ของหัวใจและระดับความดนั โลหิตอยาํ งตํอเนื่อง
4. การดูแลการใชย๎ าปรับจังหวะการเต๎นของหัวใจ ได๎แกํ beta-blocker เพ่ือปูองกันภาวะหัวใจห๎อง
ลํางเต๎นผิดจังหวะ (Ventricular Arrhythmia; VA) (ถ๎าไมํมีข๎อห๎าม) และติดตามอัตราการเต๎นของหัวใจและ
ระดับความดนั โลหติ อยํางตอํ เนือ่ ง
5. ดูแลและเตรียมผูป๎ วุ ยจไี้ ฟฟาู หัวใจ (EPS) เพ่อื รกั ษาภาวะหัวใจเตน๎ ผดิ จังหวะ
6. ให๎ความรก๎ู ารปฏิบัตติ ามตามการวางแผนจาหนําย HFrEF
4. การรักษาผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวระยะสุดท้าย ในผู๎ปุวยภาวะหัวใจล๎มเหลวถึงแม๎วําจะมีการดูแล
ผ๎ูปุวยอยํางเหมาะสมแล๎ว แตํผ๎ูปุวยยังมีอาการกาเริบจาเป็นต๎องเข๎ารับการรักษาในโรงพยาบาลบํอยและพัก
รักษาตัวอยูํในโรงพยาบาลนานข้ึนในแตํละครั้ง เน่ืองจากผลกระทบตํอการทางานของระบบตํางๆ รํางกาย
ดาเนินเข๎าสูํภาวะของโรคอยํางถาวร จะพบลักษณะของผู๎ปุวยที่บํงบอกวําผ๎ูปุวยระยะสุดท๎าย (Advanced
heart failure) ดงั น้ี
1. แสดงอาการรุนแรง

- NYHA III-IV
- หอบเหน่ือยขณะทากิจกรรมเพียงเลก็ น๎อย (NYHA - IV) เชํน พดู กนิ อาหาร หรอื นง่ั
- ไมํสามารถออกนอกบา๎ นด๎วยตนเอง
2. เข๎ารับการรกั ษาในโรงพยาบาลตัง้ แตํ 2 ครง้ั ตอํ 6 เดือน
3. ไมสํ ามารถใชย๎ า beta-blocker, ACEI/ARB, หรือ MRA ขนาดทเี่ คยใช๎เนอ่ื งจากมผี ลข๎างเคยี ง
4. จาเป็นตอ๎ งใชย๎ าขบั ปัสสาวะขนาดสูงหรอื ใช๎ยาขับปสั สาวะมากกวํา 1 ชนิด
5. เกิดผลกระทบตอํ อวัยวะอืน่ ๆ นอกจากหัวใจและหลอดเลอื ด ไดแ๎ กํ
- ผอมหนังหม๎ุ กระดูก (Cachexia) หรอื BMI นอ๎ ยกวํา 19 กก./ม2
- โรคไตวายเร้ือรังระยะท่ี 4-5, ระดับ BUN, Cr สูงเป็นลาดับ, และภาวะโซเดียมต่า (Hyponatremia)
- ภาวะตับแข็งจากภาวะหัวใจล๎มเหลว (Cardiac cirrhosis), ภาวะที่รํางกายมีระดับ อัลบูมินใน
เลือดต่ากวาํ ปกตโิ ปรตีนในตา่ (Hypoalbuminemia)
- ภาวะความดันหลอดเลือดปอดสูงเน่ืองจากความดันหัวใจห๎องซ๎ายสูง (Pulmonary hypertension
from left heart disease)
6. เครอ่ื ง ICD ที่ผปู๎ วุ ยใสํกระตุกหลายครัง้
7. ไมํตอบสนองตอํ เครื่อง CRT ชวํ ยในการรกั ษา
8. จาเปน็ ต๎อใช๎ยาเพม่ิ การบีบตัวของหวั ใจ (Inotrope) ทางหลอดเลือดดาเพื่อพยุงอาการ

18

การรกั ษาในผ้ปู ว่ ยภาวะหัวใจลม้ เหลวระยะสดุ ทา้ ย
1. รักษาด๎วยยา Digoxin เพิ่มจากจากยา beta-blocker, ACEI/ARB, ARNI, และ MRA เพื่อบรรเทา

อาการและลดการเขา๎ รักษาตวั ในโรงพยาบาล
2. พิจารณาผําตัดปลกู ถํายหัวใจ
3. ผาํ ตัดใสเํ คร่อื งชํวยการสบู ฉดี ของหวั ใจ (Mechanical circulation support; MCS)
4. การดูแลแบบประคับประคองโดยสหสาขาวิชาชีพ โดยยึดผ๎ูปุวยเป็นศูนย๑กลาง คาดการณ๑เพื่อปูองกัน

และแก๎ไขความทุกข๑ทรมาน ผู๎ปุวยและครอบครัวตัดสินใจในการรักษาตอบเปูาหมายในการใช๎ชีวิตของผู๎ปุวย
(gold of living)

การพยาบาลผ้ปู ่วยภาวะหวั ใจลม้ เหลวระยะสุดท้าย
1. ดูแลกิจกรรมการพยาบาลแบบสมบูรณ๑
2. เฝูาระวังและตดิ ตามอาการเขา๎ สูํ Cardiogenic shock
3. ดูแลแลใหย๎ า Inotrope ทางหลอดเลือดดาและหรับขนาดยาเพ่อื บรรเทาอาการ
4. ดแู ลให๎ยา Digoxin เพอ่ื บรรเทาอาการ
5. ประสงํ ตอํ ขอ๎ มูลและผ๎ูปวุ ยกรณีที่ตอ๎ งไดร๎ ับการผาํ ตัดเปล่ยี นหวั ใจ หรอื MCS
6. ประเมนิ การพยาบากรณโ๑ รคของผ๎ปู วุ ยอยาํ งตอํ เนอื่ ง อยาํ งละเอียด และปรึกษาทมี การดแู ลผ๎ปู วุ ย

ระยะสดุ ทา๎ ย (end-of-life or hospice)

บทบาทพยาบาลในการวางแผนจาหน่ายผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลว (ผกามาศ พิมพ๑ธารา และดาราวรรณ
รองเมือง, 2563; อุไรวรรณ ศรีดามา, ทัศนีย๑ แดขุนทด, และศกั ด์ศิ ธิ ร พูนชัย, 2563)

1. การประเมนิ ความพรอ้ มด้านรา่ งกายของผปู้ ่วยภาวะหัวใจลม้ เหลวในระยะกอ่ นจาหนา่ ย ดงั นี้
1.1 ประเมินสภาพไมมํ ภี าวะน้าเกินหรือขาดนา้ เชนํ เหนอ่ื ย นอนราบไมไํ ด๎ บวมลดลง นา้ หนกั อยํใู น

เกณฑ๑ปกติหรือใกล๎เคียงปกติมากที่สุด ไมํมีอาการของภาวะขาดน้า เชํน น้าหนักลดลงมากเกินไป ความดัน
โลหติ ตา่ และ/หรอื มอี าการหน๎ามดื ขณะลกุ เดิน

1.2 ประเมินสัญญาณชีพ ต๎องอยํูในเกณฑ๑ท่เี หมาะสมของผ๎ูปุวย
1.3 ประเมนิ การไดร๎ ับยาท่เี หมาะสม

1.3.1 ยาขับปสั สาวะ ได๎รบั การปรับจากชนดิ ใหท๎ างหลอดเลือดดาเปน็ ยาชนิดรบั ประทาน
และปรบั ขนาดจนเหมาะสมแลว๎

1.3.2 ได๎รับยาตามมาตรฐาน เชํน Diuretic, Beta-blocker, ACEI/ARB/ARNI, MRA
1.4 ประเมนิ การไดร๎ บั การตรวจวนิ จิ ฉยั และทราบสาเหตุทีท่ าให๎อาการกาเริบแลว๎ เชนํ การตรวจคล่ืน
เสยี งสะทอ๎ นหัวใจ การตรวจสวนหวั ใจ การตรวจเลอื ดหาภาวะซดี หรือไทรอยด๑ เปน็ ตน๎ และแกไ๎ ข
1.5. ผปู๎ ุวยควรได๎เริม่ ลกุ จากเตยี ง นงั่ ขา๎ งเตียงหรือเรมิ่ เดนิ เพือ่ ประเมินราํ งกายกํอนจาหนําย
1.6. ผปู๎ ุวยที่มีความเสี่ยงตํอการมานอนโรงพยาบาลซา้ ดว๎ ยภาวะหวั ใจลม๎ เหลว พิจารณาปรกึ ษา
เข๎ารับการรักษาในคลินิกพิเศษโรคหัวใจ (Heart Failure Clinic) และนัดเข๎าคลินิกเพื่อให๎การดูแลตํอเนื่อง
1-2 สปั ดาห๑หลังจาหนาํ ย
2. การประเมินความพร้อมในการดูแลตนเองเพ่ือป้องกันการกลับมารับการรักษาซ้า โดยให๎ความรู๎
และพัฒนาทกั ษะทจ่ี าเปน็ ในการดูแลตนเองของผู๎ปุวยและญาติ ผปู๎ ุวยภาวะหวั ใจลม๎ เหลวท่ีกลับมารับการรักษา
ซ้าสํวนใหญํเป็นผ๎ูสูงอายุ มีข๎อจากัดในการเรียนร๎ูจากความเสื่อมด๎านความคิดและความจา ดังนั้นการเตรียม
ความพร๎อมควบคูไํ ปทง้ั ผป๎ู วุ ยและญาติ ดังน้ี

19

2.1 การประเมนิ ความพร๎อมและความเส่ียงตลอดประโยชน๑ที่เอ้ือตํอการเปลี่ยนผําน โดยนาข๎อมูลตั้ง
แรกรับ ได๎แกํ อายุ เพศ โรคประจาตัว ประสิทธิภาพการบีบตัวของหัวใจ (LVEF), NYHA, จานวนครั้ง
ของการเข๎ารบั การรกั ษาดว๎ ยภาวะหวั ใจลม๎ เหลวทผ่ี าํ นมา และสภาพแวดล๎อม

2.2 ประเมินคุณภาพชีวติ โดยแบบประเมินคุณภาพชีวิตของสมาคมโรคหวั ใจลม๎ เหลวมนิ นิโซต๎า
(Minnesota Living with Heart Failure; MLHF) (อไุ รวรรณ ศรดี ามา และคณะ, 2563) (ภาคผนวก ค)

2.3 การประเมนิ ความเสีย่ งและการวางแผนการดูแลผปู๎ ุวยภาวะหวั ใจล๎มเหลว (ตารางท่ี 4)

ตารางที่ 4 การประเมนิ ความเส่ียงและการวางแผนการดแู ลผู๎ปวุ ยภาวะหัวใจล๎มเหลว

ความเสีย่ งต่า ความเส่ียงปานกลาง ความเสยี่ งระดับสูง

การประเมนิ ความเสี่ยง

1. มกี ารกลบั มารักษาใน 1. มกี ารกลับมารักษาใน 1. การประเมนิ ความเสย่ี ง

รพ. 1-2 คร้งั ตอํ ปี รพ. 2-3 ครัง้ ตอํ ปี 1.มีการกลบั มารักษาใน รพ.

มากกวํา 3 ครง้ั ตอํ ปี

2. สามารถปฏบิ ตั ิกจิ วัตรประจาวนั ได๎ 2.ไมสํ ามารถปฏิบตั ิกจิ วตั ร 2.ไมํสามารถปฏิบัติกจิ วัตร

ตามปกติ ประจาวนั ไดต๎ ามปกตเิ มื่อ ประจาวนั ได๎ตามปกติ

แรกรับใน รพ ตลอดเวลาที่รักษาตัวใน รพ

3. ไมมํ ีปญั หาเรื่องความรูแ๎ ละความ 3.มคี วามเสย่ี งเร่ืองการดูแล 3.มีปญั หาเรือ่ งความร๎ูและความ

ตระหนักในการดูแลตนเองเมื่อเกดิ ภาวะ ตนเองเม่ือเกดิ ภาวะหวั ใจ ตระหนักในการดูแลตนเองเม่ือ

หัวใจลม๎ เหลว ลม๎ เหลวขระอยูํทบี่ า๎ น เกิดภาวะหวั ใจล๎มเหลว/ไมํมี

ผ๎ดู แู ลหลังจาหนาํ ย

การวางแผนการดแู ล

1. ใหข๎ ๎อมลู เบอรโ๑ ทรศัพท๑ของพยาบาลที่ เหมอื นกบั ความเสี่ยงต่า เหมอื นกับความเสยี่ งตา่

รบั ผิดชอบกบั ผู๎ปวุ ยและญาติเพ่อื ขอ

คาปรึกษาเรือ่ งการดแู ลตนเองเม่อื เกิดภาวะ

หวั ใจลม๎ เหลว

2.พยาบาลโทรศัพท๑ติดตามเย่ียมอาการ เย่ียมบา๎ น 1 สัปดาห๑ หลงั เยย่ี มบา๎ น 48 ช่ัวโมง

ภายใน 48 ช่ัวโมง หลังจาหนาํ ยในกรณีทไ่ี มํ จาหนาํ ย (หากผ๎ูปวุ ย หลงั จาหนําย (หากผูป๎ วุ ย

สามารถสงํ ตํอใหใ๎ นระบบบริการปฐมภูมไิ ด๎ ยนิ ยอม) ยินยอม)

ท่ีมา: Chan, W. X., Lin, W., & Wong, R. C. C. (2016). Transitional care to reduce heart failure

readmission rates in South East Asia. Card Fail Rev, 2(2), 85-9.

3. การเตรียมความพร้อมเพื่อเขา้ สู่สภาวะใหม่หลงั จาหน่าย (อุไรวรรณ ศรดี ามา และคณะ, 2563)
3.1 ประเมินความตอ๎ งการการดูแลและความพร๎อมของผูป๎ ุวยและครอบครวั หรอื ผด๎ู ูแล
3.2 ประเมินความร๎ู ความเข๎าใจ แรงจูงใจ และทักษะของผ๎ูปุวยและครอบครัวหรือผ๎ูดูแล เกี่ยวกับ

โรคที่เปน็ เพ่อื เปน็ ข๎อมลู ในการวางแผนกาหนดกจิ กรรมใหส๎ อดคลอ๎ งเหมาะสม
3.3 ให๎ความร๎ูครอบคลุมเก่ียวกับภาวะหัวใจล๎มเหลว ความหมาย พยาธิสภาพ สาเหตุ อาการและ

อาการแสดง แผนการรักษา ใหค๎ มํู อื เพ่อื เตือนความจา และการปฏบิ ตั คิ รอบคลุม 6 หัวข๎อหลกั ดงั นี้

20

3.3.1 การรับประทานอาหารและน้า โดยการสอนและฝึกฝนทักษะการดูแลตนเองแกํผ๎ูปุวยและ
ครอบครัวหรือผ๎ูดูแล เพื่อให๎ผู๎ปุวยสามารถดูแลตนเองได๎ (Self-management) หัวข๎อท่ีต๎องสอนและฝึกฝน
ทกั ษะการดแู ลตนเองแกผํ ปู๎ ุวยและครอบครวั หรือผู๎ดูแล ดังนี้

- แนะนาการรบั ประทานอาหารโซเดยี่ มหรือเกลือต่า ตามแนวทางการรักษาผปู๎ ุวย
หวั ใจลม๎ เหลวมาตรฐานแนะนาาผ๎ปู ุวยหัวใจลม๎ เหลว ควรจากัดปริมาณเกลือหรือโซเด่ียมน๎อยกวํา 2 กรัมตํอวัน
หรือ 1 ชอ๎ นชาตอํ วัน

- หลกี เลีย่ งอาหารเค็ม อาหารแปรรูป อาหารกระป๋อง หรือของหมักดอง ไมํเติมเครื่องปรุงใน
อาหาร เชํน ไมเํ ตมิ เกลอื นา้ ปลา หรือซีอ้วิ เพิ่มในอาหารทีร่ ับประทาน

- จากดั การดืม่ น้าผ๎ปู ุวยทีอ่ าการหวั ใจล๎มเหลวไมรํ ุนแรงมาก ปรมิ าณน้าทเ่ี หมาะสม คือ
1.5-2 ลิตรตํอวัน แตํในรายที่มีอาการเหนื่อย บวม ต๎องใช๎ยาขับปัสสาวะในขนาดสูงในผู๎ปุวยโรคไต ผ๎ูปุวยท่ีมี
ภาวะโซเดยี มตา่ (Hyponatremia) ปรมิ าณน้าทเี่ หมาะสม คือ 1 ลิตรตอํ วนั

- หลีกเล่ียงเคร่ืองด่ืมที่มีแอลกอฮอล๑ ชา กาแฟ งดสูบบุหร่ี เพราะจะกระตุ๎นให๎หลอดเลือด
มีการหดตัวและเกิดภาวะหวั ใจเต๎นผดิ ปกติได๎

- บุหร่ี สารนโิ คตินในบุหรี่เปน็ ตวั กระต๎ุนท่ีจะทาให๎หลอดเลือดหัวใจหดตัวและหัวใจเต๎นเร็วขึ้น
มีผลใหเ๎ กดิ ภาวะหวั ใจลม๎ เหลวมากขนึ้

3.3.2 ตวงปริมาณนา้ เขา๎ -ออก
- การตวงปริมาณน้าท่ีด่ืมใน 1 วัน (ต๎องนับรวมถึงของเหลวท้ังหมด อันได๎แกํ นม น้าผลไม๎

น้าหวาน ไอศกรีม เป็นต๎น) และ ตวงปริมาณปัสสาวะทุกครั้ง และรวมปริมาณน้าปัสสาวะใน 1 วัน จดบันทึก
ปรมิ าณน้าเข๎าและออกทกุ วนั และนาสมดุ บนั ทึกมาดว๎ ยทกุ ครั้งท่มี าพบแพทย๑

- การชํางน้าหนักตัว เพ่ือการเฝูาระวังภาวะน้าเกินโดยการช่ังน้าหนักทุกวันในเวลาเดียวกัน
เชํน เช๎าภายหลังขับถํายปัสสาวะและกํอนรับประทานอาหารเช๎า หากพบวําน้าหนักเพ่ิมมากกวํา 2 กิโลกรัม
ภายใน 1 วัน ให๎มาพบแพทยก๑ ํอนนดั (อไุ รวรรณ ศรีดามา และคณะ, 2563)

3.3.3 การรับประทานยา ประเมินปัญหาการรับประทานยาอยํางตํอเน่ือง ละเฝูาระวังอาการ
ขา๎ งเคียงจากการใช๎ยาในแตลํ ะกลุํม (ภาคผนวก ก)

- ต๎องอธิบายต้ังแตํช่ือยา เปูาหมายในการรักษาของยาแตํละตัว ขนาดยา การบริหารยาและ
ผลขา๎ งเคยี ง ใหผ๎ ๎ูปุวยเข๎าใจถงึ ความจาเปน็ ทต่ี อ๎ งรับประทานยา

- แนะนาให๎นายามาด๎วยทุกคร้ังที่มาตรวจตามนัด เพ่ือประเมินความสม่าเสมอใน
การรับประทานยา และเน๎นย้าให๎ผ๎ูปุวยนายาเดิมมาด๎วยทกุ คร้งั เพือ่ ปูองกนั การรับประทานยาซา้ ซ๎อน

- สอบถามประวัติยาสมุนไพร ยาแผนโบราณหรือยาท่ีซื้อรับประทานเองเพราะยาบางตัว
อาจมีปฏกิ ิริยาระหวาํ งยา (Drug Interaction) กบั ยาปัจจบุ ันของผู๎ปวุ ยหรอื อาจสงํ ผลตํอการทางานของหัวใจ

- ยากลุํมบรรเทาอาการอักเสบท่ีไมํใชํสเตียรอยด๑ (Non-steroidal anti-inflammatory
drugs; NSAIDs) ท่ีควรหลีกเลี่ยงได๎แกํ ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen), ไดโคลฟีแนค (Diclofenac), ทิน็อกซิ
แคม (Tenoxicam), นาพรอกเซน (Naproxen), เมเฟนามิค แอซิด (Mefenamic), เซเลโคซิบ (Celecoxib)
คีโตโปรเฟน (Ketoprofen), ไพร็อกซิแคม (Piroxicam), พาเรค็อกสิบ (Parecoxib), อินโดเมทาซิน
(indomethacin), มีลอ็ กซแิ คม (Meloxicam), หรอื เอทอรคิ อกสิบ (Etoricoxib) เปน็ ตน๎

- หา๎ มหยดุ ยาเอง หากมอี าการผดิ ปกตหิ รือมีขอ๎ สงสัยด๎านยา ควรโทรศพั ท๑มาปรกึ ษาพยาบาล
3.3.4 การทากิจกรรมและการพักผํอน การออกกาลังกายที่เหมาะสมสาหรับผ๎ูปุวยภาวะหัวใจ
ลม๎ เหลว โดยให๎คาแนะนา (อุไรวรรณ ศรดี ามา และคณะ, 2563; Witwaranukool & Jitpanya, 2009) ดงั นี้

21

- การออกกาลังกายเพื่อคงการเคล่ือนไหวของข๎อ (Range of Motion Exercise) การออก
กาลังแบบการใช๎แรงต๎าน (Resistance exercise) หรือออกกาลังกายแบบการใช๎ออกซิเจน (Aerobic
exercise) เชนํ การเดนิ แกวํงแขน หรือการบรหิ ารขอ๎ ตอํ ตํางๆ เป็นตน๎

- การออกกาลงั กายควรมี 3 ระยะ คือ
ระยะอบอุํนรํางกาย 5 - 10 นาทีเพ่ือกระตุ๎นการไหลเวียนเลือดของรํางกายเพิ่มอุณหภูมิ

กาย และลดการบาดเจ็บ โดยการหมุนข๎อตอํ ตาํ งๆ ช๎าๆ
ระยะเพิ่มความหนกั เบาของการออกกาลงั กาย 20 - 30 นาทเี พ่มิ ความทนตํอกิจกรรม
ระยะผํอนคลายรํางกาย (cool down) 5 - 10 นาที เพื่อให๎รํางกายกลับสํูสภาวะปกติ

อยาํ งคอํ ยไปคํอยไป โดยเคลอื่ นไหวกลา๎ มเนอื้ อยาํ งตํอเนือ่ ง
- การเดินบนทางราบ โดยเริ่มทีละน๎อยจาก 2 - 5 นาที/วัน เป็นเวลา 1 สัปดาห๑แล๎วเพิ่มเป็น

5-10 นาทตี ํอวัน
- ควรหลกี เล่ยี งการออกกาลงั กายแบบเกรง็ กลา๎ มเนื้ออยํูกับท่ีโดยไมํมีการเคล่ือนไหวสํวนใด ๆ

ของรํางกาย (isometric exercise) เชํน การเบํง การยกของหนักกวํา 5 กิโลกรัม การดันกาแพง หรือการออก
แรงมากจนฝืนความรส๎ู ึกตนเอง เน่ืองจากจะมีผลทาใหห๎ ัวใจทางานหนกั มากข้นึ และอาจเกดิ ความดันโลหิตสงู ได๎

- ควรงดออกกาลังกายในวันที่รู๎สึกไมํคํอยสบาย เป็นหวัด อํอนเพลีย นอนไมํเพียงพอ หรือมี
อาการเหนอื่ ย ใจสน่ั แนํนหน๎าอกมากขน้ึ อตั ราการเตน๎ ของหัวใจมากกวาํ 120 ครงั้ ตํอนาที

- ผ๎ูปุวยควยพกั ผอํ นใหเ๎ พียงพอ ทาจติ ใจใหส๎ บาย ไมํเครยี ด
- การออกกาลังกายในระดบั ปานกลาง (Moderate – high intensity exercise) โดยใชแ๎ บบ
ประเมินระดับความเหน่ือย (Borg scale) ท่รี ะดบั ความเหนื่อย ท่ี 11 - 13 คะแนน (ตารางที่ 5)

ตารางท่ี 5 การประเมินระดับการรับรกู๎ ารออกแรงของราํ งกาย (Rating of Perceived Exertion; RPE)

ระดับ RPE ความรูส้ กึ ของการออกแรง

6 ไมตํ ๎องออกแรงเลย

7 เบามาก

8

9 เบามาก (เดินชา๎ ๆ ไดส๎ บาย)

10

11 เบา

12

13 คอํ นข๎างหนกั (ร๎ูสกึ ออกแรงมาก แตํออกกาลงั กายตอํ ได๎)

14

15 หนัก

16

17 หนกั มาก (ใชพ๎ ลงั มาก และรส๎ู ึกเหนอ่ื ยมาก)

18

19 หนักมาก (ไมํสามารถออกกาลงั กายตํอไดน๎ าน)

20 ออกแรงสูงสุด

ที่มา; Borg, G. A. (1982). Psychophysical bases of perceived exertion. Med sci sports exerc.

14(5), 377-81.

22

การประเมินระดับความเข๎มข๎นในการออกกาลงั กายจากคาํ RPE จะแบํงออกเปน็ 3 ระดับ ดังนี้
คําระดบั RPE 6-11 หมายถงึ การออกกาลงั กายในระดบั ความเข๎มข๎น “ต่า”
คําระดบั RPE 12-16 หมายถึง การออกกาลงั กายในระดบั ความเข๎มข๎น “ปานกลาง”
คําระดับ RPE 17-20 หมายถึง การออกกาลงั กายในระดับความเข๎มขน๎ “สงู ”

3.3.5 การรบั ร๎ูและการจัดการอาการผิดปกติ
- การประเมินการทางานของหวั ใจและอาการผิดปกติดว๎ ยตนเอง (รปู ที่ 4 การประเมินอาการ

ตนเองของผู๎ปวุ ยภาวะหัวใจลม๎ เหลวเมื่ออยํบู ๎าน)
- การคลาชพี จรตาแหนงํ ท่นี ิยม คอื บริเวณข๎อมือ โดยใชน๎ ิว้ ช้ี นว้ิ กลางและนิว้ นางวางลง

บริเวณ ขอ๎ มือ แล๎วสังเกตความแรง ความสมา่ เสมอ และนับอัตราการเตน๎ ใหเ๎ ต็ม 1 นาที
- การวัดความดันโลหิต ควรวัดเวลาเดียวกันทุกวัน หรือตามที่แพทย๑ พยาบาล หรือ

เภสัชกรแนะนาเม่ือมีการปรับยาเพ่ิมข้ึน หรือเม่ือมีอาการผิดปกติ เชํน เวียนศีรษะ หน๎ามืด จะเป็นลม และ
โทรศพั ท๑ปรกึ ษาแพทยห๑ รอื พยาบาล

- สงั เกตอาการเจ็บหนา๎ อกและอาการใจส่ัน หายใจลาบาก นอนราบไมํได๎ เหนอ่ื ยหรือตอ๎ ง
หนุนหมอนมากกวํา 1 ใบ หรือเม่ือนอนราบไปแล๎ว 1-2 ชั่วโมงแล๎วต๎องลุกนั่ง ความสามารถทากิจกรรมได๎
ลดลง ไอบอํ ย คลนื่ ไสอ๎ าเจยี น เปน็ ต๎น หากมีอาการดังกลาํ วใหร๎ บี มาพบแพทย๑

- การประเมินภาวะนา้ เกิน สงั เกตอาการบวม และนา้ หนกั ตัวเพ่ิมขนึ้ เมื่อมีอาการภาวะหัวใจ
ลม๎ เหลวกาเริบจะมเี ลือดมาคั่งตามหลอดเลอื ดสํวนปลาย หรือตามสํวนตํางๆของราํ งกาย เนื่องจากการไหลกลับ
ของเลือดเขา๎ สหูํ ัวใจไมดํ ใี นชํวงแรกจะสงั เกตบวมไมํเห็น แตํจะทราบได๎จากการช่ังน้าหนัก เมื่ออาการของภาวะ
หัวใจล๎มเหลวรุนแรงข้ึน จะสังเกตอาการบวมได๎งํายข้ึน โดยจะกดประเมินอาการบวมกดบ๐ุมบริเวณหลังเท๎า
ข๎อเท๎า หน๎าแข๎ง รํวมกับสังเกตเห็นการหายใจหอบเหน่ือย หากมีอาการเหนื่อยขณะพัก หรือขณะออกแรง
นอนราบไมํได๎ หรือนอนหลบั ไปแลว๎ ต่นื มาหอบตอนกลางคนื นน่ั หมายถงึ วาํ กาลังมภี าวะหวั ใจลม๎ เหลว

- สอนการประเมินบวมทถ่ี ูกต๎อง กดลงบนกระดูกหน๎าขากดทข่ี อ๎ เทา๎ ดวู ําบวมหรือไมํ ถ๎าบวม
กดบุม๐ คือ นา้ ค่งั

- การจัดการภาวะน้าเกนิ หากผู๎ปุวยรบั ประทานยาขับปสั สาวะ (Lasix) อยูํแล๎ว แตํมอี าการ
บวมกดบุ๐ม เหนื่อยน้าน้าหนักเพ่ิมข้ึนมากกวํา 2 กิโลกรัม ภายใน 3 วัน ควรจากัดน้าและอาหารเค็มมากข้ึน
และปรับยาขับปัสสาวะ เป็น 1.5 - 2 เทํา เชํน เดิมรับประทานยา Lasix 1 เม็ดเช๎า ให๎เพิ่มเป็น 1 เม็ดเช๎าและ
½-1 เม็ดเท่ียง จนกวําน้าหนักจะกลับมาเทําเดิม ยุบบวม หายเหนื่อย นอนราบได๎ จึงกลับมารับประทานยา
Lasix เทําเดิม (อไุ รวรรณ ศรดี ามา และคณะ, 2563)

- หากผ๎ูปวุ ยไมํไดร๎ บั ประทานประทานยาขับปัสสาวะ(Lasix) แพทยส๑ ั่ง PRN แตมํ อี าการบวม
กดบุ๐ม เหนื่อย น้าหนักเพิ่มขึ้นมากกวํา 2 กิโลกรัม ภายใน 3 วัน ควรจากัดน้าและอาหารเค็มมากข้ึน และ
รับประทานยาขับปัสสาวะตามแพทย๑สั่ง จนกวําน้าหนักจะกลับมาเทําเดิม ยุบบวม หายเหนื่อย นอน ราบได๎
จึงหยดุ ยา Lasix

3.3.6 การมาพบแพทย๑ตามนัด เน๎นย้าให๎ผ๎ูปุวยมาตามนัดทุกคร้ังเพ่ือติดตามอาการและการดาเนิน
ของโรค รวมถึงการวางแผนการดแู ลระหวํางสหสาขาวิชาชีพ ผู๎ปุวยและผู๎ดูแลมาตรวจตามนัดทุกคร้ังเน่ืองจาก
ครอบครวั มสี วํ นชํวยให๎การรักษาภาวะหวั ใจลม๎ เหลวเกดิ ความสาเรจ็ มากข้ึน

4. การดูแลผู้ป่วยภาวะหัวใจล้มเหลวต่อเนื่องหลังจาหน่าย (ณรษา เรืองวิลัย และคณะ ,2556;
ผกามาศ พิมพ๑ธารา และ ดาราวรรณ รองเมือง, 2563; อุไรวรรณ ศรดี ามา และคณะ, 2563)

บทบาทพยาบาลในการประสานการดแู ลกบั บรกิ ารปฐมภูมเิ พอ่ื ปูองกนั การกลบั เป็นซา้ ดังนี้

23

1.1 โทรศัพท๑ติดตามอาการ ด๎วยชํองทาง แอฟลิเคลชน่ั ไลน๑ เฟสบคุ๏ ตดิ ตามผู๎ปุวยหลงั การ
จาหนาํ ย 48 ช่ัวโมง (ผ๎ูปุวยยินยอม) (Chan, Lin, & Wong, 2016; Witwaranukool & Jitpanya, 2009) โดย
ประเด็นสนทนาและส่ือสาร ได๎แกํ การสอบถามอาการ การทวนสอบความรู๎ในการดูแลตนเอง การให๎ความรู๎
เพมิ่ เติม การสอบถามอาการข๎างเคียงของยา และ เปดิ โอกาสให๎ซักถามข๎อสงสยั เป็นตน๎

1.2 ผู๎ปวุ ยท่ีมรี ะดับความเส่ียงปานกลางขน้ึ ไป (ตารางท่ี 4) ประสานหนวํ ยบริการปฐมภมู ิรวํ มกับ
งานประคบั ประคองเพอ่ื ชวํ ยการเยีย่ มบา๎ นใน (ผูป๎ ุวยยนิ ยอม) โดยการสํงตํอขอ๎ มลู แกหํ นวํ ยบรกิ ารปฐมภูมิ เชํน
การประเมนิ อาการ สงิ่ แวดลอ๎ มท่อี ยอํู าศัย การใช๎ชีวิตประจาวัน และความสามารถ และความพร๎อมของผ๎ูดูแล
เป็นต๎น เพ่ือเป็นเพ่ิมการสร๎างสัมพันธภาพกับทีม นาไปสูํความรํวมมือในการรักษา เพิ่มประสิทธิภาพในการ
ดูแลระยะยาว และสํงเสรมิ คุณภาพชีวิต (Chan, Lin, & Wong, 2016)

24

ข้อวนิ จิ ฉัยการพยาบาล
ขอ้ ท่ี 1 ปรมิ าณเลือดที่ออกจากหวั ใจตอํ หนึง่ นาที (Cardiac output) ลดลง เน่อื งจากการบบี ตวั ของ

หัวใจลดลงหรือไมํมีประสิทธิภาพ
ข้อมูลสนับสนุน

 กรณที ่ีผปู๎ ุวยมีโรคหลอดเลือดหวั ใจประเมินความรนุ แรงของภาวะหวั ใจลมเหลวโดยใช๎ Killip class

 Functional class (NYHA)………………..

 สัญญาณชีพผิดปกติ
SBP < 90 mmHg,
MAP < 65 mmHg
HR < 50, >120 BPM
RR <8, > 28 PM

 EKG……………………….

 Oxygen sat < 90%

 อาการ อาการแสดงของภาวะเนือ้ เยื่อไดร๎ บั เลือดไมํเพียงพอ เชํน ระดบั ความร๎ูสึกตัวลดลง เวียน
ศีรษะ คลนื่ ไส๎ ปลายมอื ปลายเทา๎ เย็น Capillary refill > 3 second

 ปัสสาวะออก < 20 ml/hr.

 แรงดันหลอดเลือดดาสวํ นกลาง (Central venous pressure: CVP) < 8 or >12 mmHg.

 ผล Echo พบ......................

 ผล X-ray พบ.....................

 ผล Pro BNP …………………

 ฟงั Lung พบ ....................

 Pitting Edema………………
เป้าหมายการพยาบาล

เพอ่ื ใหผ๎ ๎ปู ุวยมีปรมิ าณเลือดออกจากหัวใจไปเลย้ี งอวัยวะตาํ ง ๆ ไดอ๎ ยํางเพียงพอ
เกณฑ์การประเมนิ ผล

 สญั ญาณชพี อยํูในเกณฑ๑ ภายใน 72 ช่วั โมง
SBP: 90 - 140 mmHg.
DBP: 60 - 90 mmHg.
MAP: 65 - 90 mmHg
HR: 60-100 ครง้ั /นาที
RR: 20-24 คร้ัง/นาที

 คาํ ความอม่ิ ตวั ของออกซเิ จนในเลือดแดง (Oxygen saturation: O2 sat) มากกวาํ 90%
 แรงดนั หลอดเลอื ดดาสวํ นกลาง (Central venous pressure: CVP) 8-12 mmHg.

 ปสั สาวะออกมากกวาํ 0.5 ml/kg/hr

 น้าหนักลดลง 2.5 กโิ ลกรมั ภายใน 72 ช่วั โมง

 ผวิ หนงั อํนุ แห๎ง ไมํซีด เขยี วคลา้ หรือเปยี กช้นื

25

 ระดับความรูส๎ ึกปกติ บอกเวลา สถานท่ี บุคคล และการรับร๎ูตนเองได๎ปกติ
 Capillary refill < 2 second หรือทนั ที
 ผล X-ray พบ..................... (ฟลิ ม๑ ดขี ้นึ )
 ฟัง Lung พบ ....................(เสียงผิดปกตลิ ดลง)
 Pitting Edema………………(บวมลดลง)
 BW ไมเํ พ่ิมขน้ึ จากเดิม

การพยาบาล เหตผุ ล

1. ประเมนิ และบันทึกสัญญาณชีพทุก 1 ช่ัวโมง หรือ 1. เพื่อประเมนิ ระบบการไหลเวียนโลหิต และเฝูา

ตามความเหมาะสม ระวังภาวะ Low CO

2. ประเมินสังเกตและบันทึกอาการ อาการแสดงของ 2. เพื่อประเมนิ ภาวะ Low CO ที่สํงผลใหเ๎ ลือดไป

ภาวะ Low CO เชนํ หายใจเหน่ือย ระดับความ เลย้ี งอวยั วะตําง ๆ ของรํางกายได๎ลดลง

ร๎ูสกึ ตัวเปล่ยี น คล่ืนไส๎อาเจยี น ปสั สาวะออกน๎อย

ผิวหนงั เย็นชื้น อยํางตอํ เน่ือง

3. ประเมนิ การเปลยี่ น แปลงระดบั ความรสู๎ กึ ตัว การ 3. เพอ่ื ประเมนิ ปริมาณเลือดไปเลย้ี งสวํ นตําง ๆ

รบั ร๎ูเก่ียวกบั บคุ คล เวลา สถานท่ี การเคล่ือนไหว ของราํ งกาย โดยเฉพาะอวัยวะท่สี าคัญ คือ สมอง

ราํ งกาย และปฏิกิรยิ าตอบสนอง (Cerebral blood flow)

4. บนั ทึกจานวนปัสสาวะทุก 1 ช่ัวโมง ถา๎ ปสั สาวะ 4. เพอ่ื ประเมินปรมิ าณเลอื ดไปเลี้ยงสวํ นตําง ๆ

นอ๎ ยกวาํ 0.5-1 มลิ ลลิ ิตร/กิโลกรมั /ช่วั โมง ควร ของราํ งกาย โดยเฉพาะอวัยวะทส่ี าคญั คอื ไต

รายงานแพทย๑ และตดิ ตามผล BUN Creatinine (Renal blood flow)

5. การคลาชพี จรสํวนปลาย ประเมินลกั ษณะผิวหนัง 5. เพื่อประเมนิ การไหลเวยี นเลอื ดสํวนปลาย

ความเย็นชน้ื ซีด เขียวคลา้ Capillary refill timeคํา (Peripheral blood flow)

ความเขม๎ ขน๎ ของออกซิเจนปลายนิว้ ทกุ 4 ช่วั โมง

6. ประเมนิ ความสมดลุ ของสารนา้ ในรํางกาย โดยการ 6. เพอ่ื ประเมินประมาณเลือดทเี่ ขา๎ สหํู วั ใจ ซ่ึงมีคํา

วัดความดนั ในหลอดเลือดดาสํวนกลาง (Central เทาํ กับความดันของหวั ใจหอ๎ งบนขวา (Preload)

venous pressure; CVP) โดยใชค๎ ํา CVP รํวมกบั อาการและอาการแสดงของ

ผป๎ู ุวยเปน็ แนวทางในการรักษา คาํ CVP ปกติ

เทํากับ 8-12 mmHg ถา๎ คํา CVP ต่า แสดงวํา

รํางกายขาดนา้

7.จดั ทาํ และใหผ๎ ๎ูปุวยพักบนเตียง จดั ทํากึ่งนอนศรี ษะ 7. เพื่อลดอัตราการเต๎นของหัวใจ เพิ่มการขยายตวั

สูง ด๎วยสภาพแวดลอ๎ มทผ่ี ํอนคลาย ปราศจากสภาวะ ของปอดและแลกเปลย่ี นออกซิเจนไดด๎ ีขน้ึ

ท่เี ครียด ลดปริมาณเข๎าเขา๎ สหํู ัวใจ หวั ใจทางานลดลง เพิ่ม

การบีบตวั ของหวั ใจ

8. จากดั นา้ วนั ละไมํเกนิ 800-1,200 ซซี ี 8. เพื่อลดภาระการทางานของหวั ใจ

9. ดแู ลให๎รับอาหารเฉพาะโรค อํอนจืด (โซเดียม 2 9. เพือ่ ลดการคั่งของน้าและเกลอื โซเดยี มใน

gm./day) รํางกาย

10. ช่ังน้าหนักวันละ 1 คร้งั หลงั ตื่นนอน หลังปสั สาวะ 10. เพ่ือประเมินปริมาณน้าในราํ งกาย

26

การพยาบาล เหตุผล
11. ดูแลใหย๎ าตามแผนการรักษา
11. เพ่ือลดปริมาณน้าในรํางกาย และเพิ่ม
12. ดแู ลออกซเิ จนตามแผนการบาบัดรักษา ประสทิ ธิภาพการทางานของหัวใจ
13. สํง CXR และติดตามผล และประเมนิ lung 12. เพื่อให๎ออกซิเจนไดร๎ ับพยี งพอ
14. ตดิ ตามคลื่นไฟฟูาหวั ใจอยาํ งตํอเนื่อง
13. เพ่ือประเมินภาวะนา้ เกินในปอด

14. เพ่ือเฝูาระวงั ภาวะหัวใจเต๎นผิดจงั หวะ และ
ภาวะหัวใจทีม่ คี วามผดิ ปกตขิ องคลนื่ ไฟฟูาหวั ใจ
ชนดิ ตาํ งๆ

ขอ้ ท่ี 2 ภาวะพรอํ งออกซิเจนเนอ่ื งจากประสิทธภิ าพในการแลกเปลย่ี นก๏าซท่ปี อดลดลง
ข้อมูลสนบั สนุน

 ผู๎ปุวยมีอาการผดิ ปกติ เชํน เหน่อื ยหอบขณะพูดต๎องพักเปน็ ระยะ นอนราบไมํได๎ ไอ มีเสมหะเปน็
สชี มพู

 ผูป๎ ุวยมอี าการเหนื่อย ปลายมอื ปลายเทา๎ เย็น กระสบั กระสาํ ย หายใจเร็ว ระดบั ความรู๎สกึ
เปล่ียนแปลง

 Functional class (NYHA) III-IV

 ผล Echo พบ......................

 ผล X-ray พบ.....................

 ฟงั Lung พบ ....................

 RR ขณะพกั หรือขณะออกแรง …… BPM

 Oxygen sat ……….

 ผล ABG ……………………….

 PaO2 < 60 mmHg
เป้าหมายการพยาบาล
- ประสทิ ธภิ าพในการแลกเปลยี่ นกา๏ ซดขี น้ึ
- ไมํเกดิ ภาวะพรอํ งออกซิเจน
เกณฑก์ ารประเมนิ ผล

 RR 16 – 20 คร้ัง / นาที

 Oxygen sat > 90 %

 Lung: clear หรอื crepitation ลดลง

 CXR: lung congestion ลดลงหรอื ไมํมี congestion

 ไมํมีอาการ อาการแสดงของ hypoxia เชนํ complain เหนือ่ ย ปลายมือปลายเท๎าเย็น
กระสบั กระสําย หายใจเรว็ ระดับความรู๎สึกตัวเปลีย่ นแปลง

 ปสั สาวะออกมากกวาํ 0.5 ml/kg/hr

 BW ไมเํ พ่มิ ขนึ้ จากเดิม

 ผล ABG ปกติ

27

การพยาบาล เหตผุ ล

1. ประเมินอาการอาการแสดงของภาวะพรํอง 1. เพื่อประเมนิ ภาวะพรํองออกซเิ จน

ออกซเิ จน เชํน ระดับความรสู๎ กึ ตวั เปลย่ี นแปลง

ปลายมอื ปลายเท๎าเย็น เขยี ว หายใจเร็ว

2. ประเมินและบันทึกสัญญาณชพี และ O2 sat 2. เพอ่ื ประเมินภาวะพรํองออกซเิ จน และอาการ

อยาํ งตํอเนอื่ ง เปลยี่ นแปลง

3. ประเมินเสยี งลมเข๎าปอด สังเกตอาการไอ 3. พบเสยี ง Fine crepitation อาจมนี ้าในถุงลม

ลกั ษณะของเสมหะ หรอื Coarse crepitation จะเป็นเสียงเสมหะใน

ปอด หรอื ได๎ยินลมเข๎าปอดน๎อยลง แสดงวําผป๎ู ุวย

หายใจตืน้ ๆ ได๎ยินปอดขา๎ งเดียว หมายถึง มถี ุงลม

ปอดแฟบ

4. ให๎ออกซเิ จน ตามแผนการรกั ษา 4. เปน็ การเพ่ิมความเขม๎ ขน๎ ของออกชิจนในลม

หายใจเขา๎ ชํวยทาให๎การแลกเปลย่ี นกา๏ ซดีขนึ้

ราํ งกายได๎รบั ออกซิเจน มากข้ึน

5. จัดทํานอน Fowler’s position 5. เพ่อื ให๎ปอดขยายตวั ไดเ๎ ต็มท่ี ทํานีช้ ํวยใหก๎ ระบงั

ลมคืนสสํู ภาพปกติ ชวํ ยลดความลาบากในการ

หายใจ

6. กระต๎ุนผปู๎ วุ ย Deep Breathing Exercise 6. การหายใจเข๎าลึก ๆ ชํวยใหป๎ อดขยายเต็มที่

7. ดแู ลจัดทําและสอนให๎ผู๎ปวุ ยไอขับเสมหะอยาํ งมี 7. การขบั เสมหะชวํ ยลดปญั หาการอดุ กน้ั ทางเดนิ

ประสิทธิภาพ หายใจเป็นการเพม่ิ ประสทิ ธิภาพปอดในการ

แลกเปลี่ยนออกซิเจน

8. ดแู ลชวํ ยเหลือในการทากิจกรรม 8. เพอ่ื ลดการใชอ๎ อกซิเจน

9. ดูแลให๎ไดร๎ ับยาขบั ปสั สาสะ หรอื ยาไนเตรท 9. เพือ่ ลดการค่งั ของนา้ ในปอด ซ่งึ การมีน้าค่ังใน

ตามแผนการรักษา และเฝูาระวงั อาการขา๎ งเคยี งของ ปอดสงํ ผลใหป๎ ระสทิ ธิภาพการแลกเปลี่ยนก๏าซลดลง

ยา

10. จากดั น้า (Water restriction) ตามแผนการ 10. เพอ่ื ควบคุมปรมิ าณน้าเข๎ารํางกายลดการทางาน

รักษา ของหวั ใจ

11. จากัดเกลือหรือโซเดียมในอาหาร < 2 กรัม/วัน 11. ลดความดนั โลหิตท่เี กดิ จากกลไก RAAS

12. บันทกึ น้าเขา๎ ออกจากรํางกาย 1-2 หรือ 4ชวั่ โมง 12. เพอ่ื ประเมนิ ภาวะน้าเกินในราํ งกาย

13. ตดิ ตาม X-ray ซา้ ตามแผนการรักษา 13. Chest X-ray เป็นการประเมนิ ความผดิ ปกติของ

ปอดและหวั ใจได๎ เชนํ มลี มหรอื มนี ้าในเยื่อหมุ๎ ปอด

ถุงลมแฟบ ภาวะน้าทวํ มปอด หรอื ดเู งาของหัวใจวาํ

มนี า้ ในเยื่อห๎ุมหัวใจ

28

ข้อท่ี 3 ความทนตอํ การทากจิ กรรมลดลงเนื่องจากความไมํสมดลุ ระหวาํ งความต๎องและการไดร๎ ับ
ออกซิเจน

ข้อมูลสนบั สนนุ

 Functional class (NYHA) II-IV

 สญั ญาณชพี ผดิ ปกติ
SBP < 90 mmHg,
MAP < 65 mmHg
HR < 50, >120 BPM
RR <8, > 28 PM

 Oxygen sat <90%

 ventilator setting …………………………….

 ผ๎ูปวุ ยบํนเหนื่อยเมอื่ ทากิจกรรม...................................

 ผล Echo พบ......................

 ผล X-ray พบ.....................

 ฟัง Lung พบ ....................
เปา้ หมายการพยาบาล

 เพ่ือเพิ่มความทนตํอการทากิจกรรม

 ชวํ ยเหลือในการทากิจกรรม
เกณฑก์ ารประเมินผล

 ผู๎ปุวยสามารถปฏบิ ัตกิ ิจวตั รประจาวันตาํ งๆ โดยไมทํ าใหเ๎ หนอ่ื ยมากขน้ึ

 ขณะทากจิ กกรม Sat O2 > 90%

 Functional class (NYHA) ลดลง II

 ผลการประเมนิ CXR พบ congestion ลดลง หรอื ไมมํ ี Congestion

การพยาบาล เหตุผล

1. ประเมินระดับความสามารถของผ๎ปู วุ ยในการทากิจวัตร 1. เพอ่ื ประเมนิ ขอบเขตในการทากิจกรรมของ

ประจาวนั บนั ทกึ อาการเชํน อาการอํอนเพลีย เหน่ือย ผูป๎ วุ ย

2. บันทึกสญั ญาณชีพ สังเกต BP Pulse หลงั ทา 2. เพื่อประเมนิ อาการเหนื่อยในขณะทากจิ กรรม

กจิ กรรม

3. Absolute bed rest แนะนาผู๎ปุวยคอํ ยๆ เปล่ยี นทาํ 3. เพ่อื ลดการใช๎ออกซิเจนในรํางกาย

4. จดั ทํานอนศรี ษะสูง 4. เพื่อใหป๎ อดขยายตัวไดด๎ ีข้นึ เพิ่มพนื้ ที่ในการ

แลกเปลี่ยนก๏าซ

5. ชํวยเหลือผ๎ูปุวยในการจดั ลาดับความสาคัญของ 5. เพ่ือใหผ๎ ปู๎ ุวยสามารถดาเนนิ กจิ วัตรประจาวนั ได๎

ADL และกจิ กรรมท่ตี ๎องการ

6. ให๎ความชวํ ยเหลือเกย่ี วกับกิจกรรมของผู๎ปุวย และ 6. เพอ่ื ฝึกให๎ราํ งกายทนตํอการทากิจกรรม

ให๎ผ๎ปู ุวยมสี วํ นรํวมในการทากิจกรรมใหม๎ ากท่ีสุด

29

การพยาบาล เหตผุ ล
7. เพื่อลดการใช๎ออกซิเจน และลดการทางาน
7. แนะนาผ๎ปู ุวยหยดุ ทากจิ กรรม หากมีอาการใจสัน่ ของหวั ใจ
หรอื เหนอื่ ยมากขึ้น 8. เพื่อใหผ๎ ูป๎ วุ ยหยิบใชไ๎ ด๎สะดวก

8. จดั สง่ิ แวดล๎อมให๎เหมาะสมกบั การทากิจกรรมของ 9. เพื่อฟื้นฟูสภาพราํ งกาย
ผป๎ู ุวย 10. เพ่ือเพิ่มประสทิ ธิการทางานของหวั ใจให๎ดขี ้ึน
11. เพอื่ เพิม่ สารอาหารในรํางกาย
9. สํงปรึกษานักกายภาพ หรือฝึกการหายใจ

10. สํงเสรมิ การนอนหลับ ในผูป๎ วุ ยท่ใี สํเครื่อง CPAP
11. ประเมนิ ภาวะขาดสารอาหาร หรอื อัลบมู ิน และ
ปรกึ ษานักโภชนาการเพือ่ ปรับเมนอู าหาร

ข้อที่ 4 ผ๎ูปุวย/ญาตมิ คี วามกลวั กงั วล หรอื ซมึ เศร๎า เนอ่ื งจากอาการกาเริบของโรค แผนการตรวจ
วินจิ ฉัย การรกั ษา และขาดความร๎ูเกย่ี วกบั โรค และการปฏิบตั ิตัวเมื่อกลับบ๎าน

ข้อมูลสนับสนุน

 ผูป๎ ุวยมีสีหน๎าวติ กกงั วล

 นอนไมํหลับ

 สอบถามอาการตลอดเวลา

 มกี ารวางแผนการตรวจวนิ จิ ฉยั ตาํ งๆ

 การทาหตั การเพ่อื การรักษาตาํ งๆ

 การรักษาดว๎ ยการผําตัด
เป้าหมายการพยาบาล

 คลายความวิตกกงั วล

 คลายความกลวั

 ผปู๎ ุวยสามารถปฏบิ ัตติ วั ได๎ถกู ต๎อง เหมาะสมเกีย่ วกับโรค
เกณฑ์การประเมนิ ผล

 ผ๎ูปุวยมสี หี น๎ายม้ิ แยม๎ แจมํ ใส

 ผ๎ูปุวยและญาติสามารถบอกไดถ๎ ูกต๎องเก่ียวกบั โรค และแนวทางการรกั ษา และทางปฏิบตั ิตวั
ที่เหมาะสมกับโรค

การพยาบาล เหตผุ ล
1. ประเมนิ ระดบั ความวติ กกังวลของผป๎ู วุ ย
1. ความกงั วลจะรบกวนการเรยี นรู๎ ดังน้ันการ
2. สรา๎ งสัมพันธภาพกับผ๎ปู ุวยและคน๎ หาสาเหตุทีท่ าให๎ ประเมนิ ระดบั ความกังวลจะชี้นาพยาบาลวาง
ผป๎ู วุ ยวิตกกงั วล แผนการสอนไดอ๎ ยํางเหมาะสม

2. เพอ่ื ทาใหผ๎ ๎ูปุวยไวว๎ างใจ และบอกสาเหตุของ
การวิตกกงั วล

30

การพยาบาล เหตุผล

3. ให๎ความรใู๎ นการดูแลตนเอง ความร๎ูเก่ยี วกับภาวะ 3. เพอื่ ให๎ผู๎ปวุ ยและญาติมีความรู๎ความเข๎าใจ

หัวใจลม๎ เหลว หวั แนวทางการรักษา ให๎กับผูป๎ ุวยและ เกยี่ วกับโรคทเ่ี ปน็ และการปฏิบัตติ ัวใหเ๎ หมาะสม

ญาติ ให๎ขอ๎ มูลญาตเิ ก่ียวกบั แนวทางการดูแลผปู๎ วุ ยที่

ถูกต๎องเหมาะสม เชนํ รับประทานยาสม่าเสมอ การ

ควบคุมอาหาร และน้า ห๎ามไมํให๎ผู๎ปวุ ยซ้อื ยา

รับประทานเอง พาผู๎ปุวยไปตรวจตามนดั ทุกคร้ัง

4. เปิดโอกาสใหผ๎ ป๎ู ุวยและญาติ ซักถาม พูดคยุ ระบาย 4. เป็นการสื่อสาร 2 ทาง เพ่ือใหผ๎ ๎ปู ุวยและญาติ

ความรส๎ู ึก พร๎อมรบั ฟงั เพอ่ื คลายความวติ กกังวล พูดคยุ ไดส๎ อบถามปัญหาข๎อข๎องใจให๎เป็นไปในแนวทาง

ใหก๎ าลังใจผปู๎ วุ ยและญาติ เดียวกนั

5. ประเมนิ ความร๎ูความเข๎าใจของผูป๎ วุ ยและญาติ เร่อื ง 5. ทราบข๎อมูลเบ้ืองต๎น เพื่อการวางแผนในการ

การผําตัดและการปฏบิ ัติตน เพิม่ เติมข๎อมูลสํวนทีบ่ กพรํองใหก๎ ับผ๎ปู วุ ยและญาติ

6. แจ๎งให๎ผูป๎ ุวยทราบกจิ กรรมในการให๎การพยาบาลทกุ 6. เพอ่ื ลดความวติ กกงั วล

ครัง้ พรอ๎ มเหตผุ ล

7. ติดตามประเมนิ ความวติ กกงั วลของผป๎ู ุวยและญาติ 7. เพื่อทราบระดับความวิตกกังวล และปรับเปลี่ยน

อยํางตํอเนอื่ ง แผนการใหก๎ ารดูแลผู๎ปวุ ยในการลดความวิตก

กงั วล

ข้อที่ 5 ผป๎ู วุ ย/ญาติ หรือผู๎ดแู ลขาดความร๎ู และทักษะในเร่ืองการปฏบิ ัตติ นอยาํ งเหมาะสมเมื่อกลับบา๎ น
ข้อมูลสนับสนนุ

 ผูป๎ วุ ย/ญาติหรอื ผด๎ู ูแลไมํมีความรู๎/ขาดความรใ๎ู นการดูแลตนเองในเรอ่ื ง………………

 กลับเขา๎ รักษาซ้าดว๎ ยภาวะล๎มเหลว.......คร้งั /ปี
เป้าหมายการพยาบาล

 ผ๎ูปวุ ยและครอบครวั เข๎าใจ มีความร๎ู ทักษะเพยี งพอในดูแลตนเองเมือ่ กลบั บ๎าน

 ผปู๎ วุ ย/ญาติหรอื ผู๎ดูแล วิตกกังวลลดลง หรอื ไมวํ ิตกกงั วล

การพยาบาล เหตุผล
1. เพ่อื ใหเ๎ กดิ ความไว๎วางใจ
1. สร๎างสมั พนั ธ๑ภาพกับผป๎ู วุ ยและญาติ 2. เพ่ือวางแผนการให๎ความรู๎แกํผ๎ูปุวยและญาติ

2. ประเมนิ ความรู๎ความเข๎าใจเกย่ี วกับโรค การรักษา 3. เพ่ือใหผ๎ ๎ูปุวยและญาติมีความร๎ูความเข๎าใจ
ของแพทย๑ และการปฏิบตั ติ นเมื่อกลับบ๎าน เก่ยี วกบั โรคที่เป็น และการปฏิบตั ติ วั ให๎เหมาะสม
4. เปน็ การสอื่ สาร 2 ทาง เพ่ือให๎ผู๎ปวุ ยและญาติได๎
3. อธิบายเกีย่ วกับโรค การเฝูาระวงั อาการแทรกซ๎อน สอบถามปัญหาข๎อข๎องใจให๎เป็นไปในแนวทาง
ของโรค การปฏบิ ตั ทิ ่ีถูกตอ๎ งเม่ือกลบั บ๎าน เดยี วกัน

4. เปดิ โอกาสให๎ผูป๎ ุวยและญาติซักถามข๎อสงสยั

31

การพยาบาล เหตุผล

5. เน๎นให๎เห็นถงึ ความสาคัญของการสงั เกตอาการ 5. เพ่ือใหผ๎ ู๎ปุวยรบั รอ๎ู าการเปลี่ยนแปลง และ

ผิดปกตทิ ่ีควรมาพบแพทย๑ เชํน อาการเหนื่อยหอบ สามารถตดั สนิ ใจมาพบแพทย๑กอํ นวนั นดั ได๎

นอนราบไมไํ ด๎

6. แนะนาการมาตรวจตามนัดของทางสถาบนั โรค 6. เพ่ือความตํอเนื่องในการติดตามอาการ และ

ทรวงอก และแนะนาใหม๎ ากอํ นนดั ได๎ถ๎ามีอาการ การรักษา

ผิดปกติ

7. แนะนาให๎ชงั่ น้าหนกั ทุกวนั หลังตื่นนอนตอนเชา๎ 7. เพอ่ื ประเมนิ ภาวะน้าเกินในราํ งกาย

8. แนะนาเรื่องการรับประทานอาหาร การปรุงอาหาร 8. เพ่ือควบคุมปรมิ าณโซเดยี มทไ่ี ดร๎ บั ตํอวนั และ

รบั ประทานไมํรบั ประทานอาหารรสเค็มและลดอาหารมนั ลดภาระการทางานของหวั ใจ

9. แนะนาเรอ่ื งการรบั ประทานยาตามแผนการรักษา 9. เพื่อใหผ๎ ๎ปู ุวยไดร๎ ับยาตํอเนื่อง และปลอดภัยของ

และเฝาู ระวังอาการขา๎ งเคยี งของยา ผลข๎างเคียงของการไดร๎ ับยา

10. แนะนาใหป๎ ฏิบัตติ ามแนวทางการรักษาอยําง 10. เพ่อื ความตํอเนอ่ื งของการรักษา และปูองการ

เครํงครัด การเกดิ อาการกาเริบจากภาวะหัวใจลม๎ เหลว

11. แนะนาผูป๎ วุ ยโทร 1669 เมอื่ เกิดภาวะฉุกเฉินของโรค 11. เพอ่ื ให๎ผ๎ูปวุ ยได๎เขา๎ ถงึ บรกิ ารไดอ๎ ยาํ งรวดเรว็

เม่อื เกดิ ภาวะฉุกเฉิน

32

บรรณาณุกรรม

คชมาตย๑ และสรุ ชาติ สทิ ธปิ กรณ๑. วารสารวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี.การประชมุ วิชาการ มหาสารคามวิจยั
ครั้งที่ 10. file:///C:/Users/Pai/Downloads/DigitalFile_103623%20(4).pdf สืบค๎นเม่อื 9 เมษายน
2565.

ครรชติ ลิขิตธนสมบัติ และคณะ. (2563). แนวเวชปฏบิ ัติการดแู ลรกั ษาผู้ปว่ ยภาวะหวั ใจขาดเลือดเฉียบพลนั
พ.ศ.2563 Thai Acute Coronary Syndromes Guidelines 2020. สมาคมแพทย๑โรคหวั ใจแหํง
ประเทศไทย ในพระบรมราชูปถมั ภ๑. หา๎ งห๎ุนสํวนจากดั เนคสเตป ดไี ซน๑. สมทุ รปราการ.

ชาญวฒั น๑ ชวนตันตกิ มล และเพชร รอดอารยี ๑. (2564). ปจั จัยเสยี่ งของการเข้าพกั รักษาตัวในโรงพยาบาล
เนอื่ งจาก ภาวะหวั ใจลม้ เหลวในผ้ปู ว่ ยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มารบั การรักษา ในคณะแพทยศาสตร์
วชริ พยาบาล มหาวทิ ยาลัยนวมนิ ทราธิราช. วชิรเวชสารและวารสารเวชศาสตรเ๑ ขตเมือง. ปีท่ี 65
ฉบับท่ี 3 พฤษภาคม – มิถุนายน.

ณฐั วุธ สบิ หมํู. (2555). เภสัชวิทยา: เน้อื หาสาคัญและแบบฝึกหัด. โฮลสิ ติก พับลิชชงิ่ . กรงุ เทพฯ.
ณรษา เรืองวิลัย, พิกลุ นนั ทชัยพนั ธ๑, และจนิ ดารตั น๑ ชัยอาจ. (2556). การทบทวนงานวจิ ัยอยํางเป็นระบบ

เกีย่ วกับ วธิ กี ารดูแลหลงั การจาหนาํ ยจากโรงพยาบาลสาหรับผ๎ปู วุ ยภาวะหัวใจลม๎ เหลว
(A Systematic Review on Post discharge Care for Patients with Heart Failure). พยาบาล
สาร. 40(3).
ปยิ ภัทร ชุณหรศั มิ์, ธีรภทั ร ยงิ่ ชมมเ๑ จริญ, และรพีพล กญุ ชร ณ อยุธยา. (2562). แนวทางการปฏบิ ัตเิ พื่อการ
วินิจฉยั และการดูแลรกั ษาผปู้ ่วยภาวะหัวใจล้มเหลว พ.ศ. 2562. (Heart Failure Council of
Thailand (HFCT) 2019 Heart Failure Guideline) สมาคมแพทยโ์ รคหวั ใจแหง่ ประเทศไทยในพระ
บรมราชูปถัมภ.์ เนคสเตป ดีไซน๑. สมุทรปราการ.
ผกามาศ พิมพ๑ธารา และดาราวรรณ รองเมอื ง. (2563). การดูแลตามระยะเปลีย่ นผํานของผ๎ปู วุ ยภาวะหัวใจ
ลม๎ เหลว เพื่อลดการกลบั มารักษาซา้ ในโรงพยาบาล. วารสารวิจยั ทางวิทยาศาสตรส์ ขุ ภาพ. ปีท่ี 14
ฉบับที่ 1, มกราคม – เมษายน.
รังสฤษฎ๑ กาญจนะวณิชย๑ และ อรินทยา พรหมินธิกลุ . (2557). คู่มือการดแู ลผู้ป่วยหวั ใจล้มเหลวเร้อื รัง แบบ
บูรณาการ (Comprehensive Heart Failure Management Program). โรงพยาบาลมหาราชนคร
เชยี งใหมํ คณะแพทยศาสตร๑ มหาวทิ ยาลยั เชียงใหมํ.
http://www.thaiheart.org/images/column_1291454908/CMU%20HF%20Clinic.pdf
สืบคน๎ เมอ่ื 9 พฤษภาคม 2565.
วรรณี นิธิยานนั ท๑, อัมพา สทุ ธจิ รูญ, ศรวี รรณา พูลสรรพสิทธิ์, ธนะรตั น๑ อิม่ สวุ รรณศรี, เขมรสั มี ขนุ ศึกเม็งราย,
และคณะ. (2560). แนวทางเวชปฏบิ ตั สิ าาหรบั โรคเบาหวาน 2560 (Clinical Practice Guideline
for Diabetes 2017). บริษทั รํมเยน็ มเี ดยี จากดั . ปทมุ ธาน.ี อภิญญา วงศ๑พริ ิยโยธา, อภญิ ญา
ศภุ วัลย๑ เลิศพงศภ๑ าคภมู ิ, เจนเนตร พลเพชร, และจอม สุวรรณโณ. (2562). ปัจจัยทานายการกลบั เขา๎ พักรกั ษา
ซา้ ภายในชวํ งเวลา 1 ปีหลังจาหนํายออกจาก โรงพยาบาลด๎วยภาวะหัวใจลม๎ เหลวเฉียบพลัน. วารสาร
พยาบาลโรคหัวใจและทรวงอก. ปที ่ี 30 ฉบบั ที่ 2 (กรกฎาคม – ธนั วาคม).
สุรพนั ธ๑ สิทธิสุขและคณะ. (2555). แนวทางเวชปฏบิ ตั ิ สาหรับดแู ลผปู้ ว่ ยภาวะหวั ใจเต้นผดิ จังหวะ ชนดิ atrial
fibrillation (AF) ในประเทศไทย สมาคมแพทยโ์ รคหวั ใจ แหง่ ประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์.
บริษทั ศรีเมืองการพิมพ๑จากัด. กรงุ เทพฯ.

33

อภิชาต สุคนธสรรพ๑, ระพพี ล กญุ ชร ณ อยธุ ยา, สุรพันธ๑ สทิ ธสิ ขุ , ไพโรจน๑ ฉัตรานุกลู ชยั , วรี นุช รอบสันติสขุ ,
สมเกียรติ แสงวฒั นาโรจน, และคณะ. (2562). แนวทางการรักษาโรคความดันโลหติ สูง ในเวชปฏบิ ตั ิ
ท่วั ไป พ.ศ. 2562 (2019 Thai Guidelines on The Treatment of Hypertension). สมาคมความ
ดนั โลหติ สูงแหํงประเทศไทย. ทริคธิงค๑. กรงุ เทพฯ.

อภญิ ญา วงศ๑พิริยโยธา, อภิญญา คชมาตย๑และสรุ ชาติ สิทธปิ กรณ๑.
file:///C:/Users/Pai/Downloads/DigitalFile_103623%20(6).pdf สืบค๎นเม่อื 9 เมษายน 2565.

อุไรวรรณ ศรดี ามา ทัศนยี ๑ แดขุนทด และศักด์ิศิธร พูนชัย. (2563). การพัฒนารูปแบบการสงํ เสรมิ การจดั การ
ตนเองสาหรับผู๎ปวุ ยภาวะหัวใจล๎มเหลว ณ คลนิ กิ หัวใจล๎มเหลว โรงพยาบาลสกลนคร. วารสาร
โรงพยาบาลสกลนคร. ปีท่ี 23 ฉบับท่ี 1 มกราคม – เมษายน.

Borg, G. A. (1982). Psychophysical bases of perceived exertion. Med sci sports exerc.
14(5), 377-81.

Chan, W. X., Lin, W., & Wong, R. C. C. (2016). Transitional care to reduce heart failure
readmission rates in South East Asia. Card Fail Rev. 2(2), 85-9.

Global Health Estimates. (2020). 2020: Deaths by Cause, Age, Sex, by Country and by Region,
2000-2019. Geneva World Health Organization.
https://www.who.int/data/gho/data/themes/mortality-and-global-health-estimates/ghe-
leading-causes-of-death สืบค๎นเมอื่ 17 เมษายน 2565.

Heidenreich, P. A., Bozkurt, C. B., Aguila, D., Allen, L. A., Colvin, M. M. (2022). 2022
AHA/ACC/HFSA Guideline for the Management of Heart Failure: A Report of the
American College of Cardiology/American Heart Association Joint Committee on Clinical
Practice Guidelines. Circulation. 145, 00–00. DOI: 10.1161/CIR.0000000000001063 สืบค๎น
เมื่อ 10 เมษายน 2565.

Kirchhof, P., Benussi, S., Kotecha, D., Ahlsson, A., Atar, D., Casadei, B. et al. (2016). 2016 ESC
Guidelines for the management of atrial fibrillation developed in collaboration with
EACTS The Task Force for the management of atrial fibrillation of the European
Society of Cardiology (ESC). European Heart Journal. 37, 2893–2962.
doi:10.1093/eurheartj/ehw210 สบื คน๎ เมื่อ 15 พฤษภาคม 2565.

Laothavorn, P., Hengrussamee, K., Kanjanavanit, R., Moleerergpoom, W., Laorakpongse, D.,
Pachirat, O., et al. (2010). Thai Acute Decompensated Heart Failure Registry (Thai
ADHERE). CVD Prevention and Control. 5, 89-95.

McDonagh, T. A., Metra, M., Adamo, M., Gardne, R. S., Baumbach, A., Bo¨hm, M., et al. (2021).
2021 ESC Guidelines for the diagnosis and treatment of acute and chronic heart failure.
European Heart Journal. 00, 1-128. doi:10.1093/eurheartj/ehab368 สืบคน๎ เมอื่ 17 เมษายน
2565.

McKee, Castelli, McNamara, & Kannel. (1971). The natural history of congestive heart failure:
the Framingham studies. N Engl J Med. 285, (26), 1441–1446.

34

Witwaranukool, P., & Jitpanya, C. (2009). The effect of self efficacy and outcome expectancy
promoting program on functional capacity in congestive heart failure patients. Thai
Journal of Cardio-Thoracic Nursing. 20(2), 17-30.

Yancy, C. W. et al. (2017). Focused Update of the 2013 ACCF/AHA Guideline for the
Management of Heart Failure, Circulation. 136, 6(8), e137-e161.
https://doi.org/10.1161/CIR.0000000000000509 สบื คน๎ เมือ่ 10 เมษายน 2565.

รูปท่ี 1 https://twitter.com/ManualOMedicine/status/922898873076584448/photo/1
สบื ค๎นเมอ่ื 8 พฤษภาคม 2565

35

ภาคผนวก ก
ยารักษาภาวะหวั ใจลม้ เหลว

ชอื่ ยา 1. Angiotensin-converting enzyme inhibitor (ACEI)
กลุม่ ยา
แบํงออกไดเ๎ ป็น 3 กลมุํ ตามโครงสร๎างโมเลกุล ดงั น้ี
รูปแบบของยา กลมุํ ที่ 1 เอซอี ีอินฮิบเิ ตอร๑ทม่ี ีซัลฟ์ไฮดริล (sulfhydryl) ได๎แกํ
ข้อบ่งใช้
- แคปโตพรลิ (Captopril-Capoten®) ACEI ตวั แรก
การออกฤทธิ์ กลุมํ ที่ 2 เอซอี ีอนิ ฮิบเิ ตอร๑ท่มี ีไดคารบ๑ อกซิเลต (Dicarboxylate) ได๎แกํ

- อนี าลาพริล (Enalapril-Vasotec®/Renitec®)
- รามพิ รลิ (Ramipril-Altace®/Tritace?/Ramace®)
- ควินาพรลิ (Quinapril-Accupril®)
- เพอรินโดพริล (Perindopril-Coversyl®)
- ลซิ ิโนพรลิ (Lisinopril-Lisodur®/Prinivil®/Zestril®)
กลุมํ ท่ี 3 เอซอี ีอนิ ฮบิ เิ ตอร๑ทม่ี ีฟอสโฟเนต (Phosphonate) ไดแ๎ กํ

- โฟซโิ นพรลิ (Fosinopril-Monopril®) มตี วั เดยี ว

5 มิลลกิ รมั และ 20 มิลลกิ รมั ชนิดเม็ด รับประทาน

1.ใช๎ในผ๎ปู วุ ยภาวะหวั ใจล๎มเหลวทม่ี ี LVEF<40% จากสาเหตตุ ํางๆ ทุกราย แม๎
ผู๎ปุวยจะไมํมีอาการ (Stage B) เพ่ือปูองกันและชะลออารแสดงอาการของภาวะหัวใจ
ล๎มเหลว (Remodeling)
2.ใชใ๎ นผป๎ู วุ ยภาวะหวั ใจล๎มเหลวท่ีมี LVEF<40% จากสาเหตุตํางๆ ทกุ ราย
(Stage C) เพ่ือลดอัตราการเข๎ารับการรักษาในโรงพยาบาล (Mobility rate) และลดอัตรา
การเสียชวี ติ ท่ีเกิดจากภาวะหวั ใจล๎มเหลว (Mortality rate)
3.เริ่มใชย๎ าขนาดต่าในผ๎ปู ุวยทีม่ ีอาการคงท่ี เพิ่มขนาดอยํางช๎าๆ เพอ่ื ใหไ๎ ดร๎ บั ยา
ในขนาดสูงสุดตามเปาู หมายเทําท่สี ามารถทาได๎

ทางานโดยการปรับแตํงระบบ RAAS (renin-angiotensin system หรือ renin-
angiotensin-aldosterone) โดยการยบั ยง้ั แองจโิ อเทนซิน-คอนเวอรต๑ ิงเอนไซม๑
เปน็ ผลใหเ๎ กิดการหยดุ การเปลย่ี นแองจิโอเทนซิน 1 (angiotensin I) ไปเป็นแองจโิ อเทนซนิ
2 (angiotensin II) ในขณะเดียวกนั เอซีออี นิ ฮิบเิ ตอร๑ ก็มผี ลลดการสลายตัวของแบรดไี ค
นนิ (bradykinin) ทาใหล๎ ดการผลิตสารท่ีทาใหเ๎ ส๎นเลอื ดหดตัวแองจิโอเทนซิน
2 (angiotensin II) และลดการสลายตัวของสารที่ทาให๎เส๎นเลอื ดขยายตัวของแบรดไี คนิน
ผลของยา ACEI ดงั น้ี
1. ลดความตา๎ นทานของ ระบบหลอดเลือดแดง (arteriole)
2. เพิ่มความจขุ องระบบหลอดเลือดดา (venous capacitance)
3. เพมิ่ cardiac output , cardiac index, stroke work, และ stroke volume
4. ลดความตา๎ นทานของเส๎นเลือดเลย้ี งไต (renovascular resistance) และนาไปสูํ
การเพ่ิมนาตรยิ รู ีสสิ (natriuresis คอื การขบั ถํายโซเดยี มในปัสสาวะ)
5. ในทางระบาดวทิ ยา (Epidemiology) และการศึกษาทางคลนิ กิ พบวํา ACEI ชวํ ย
ลดความกา๎ วหน๎าของโรคไตที่เกิดจากเบาหวานหรือเบาจืด (diabetic nephropathy) จาก

ผลข้างเคียง 36

ขอ้ ห้าม ฤทธ์ลิ ดความดันโลหติ ของมันน่นั เองดว๎ ยเหตุนีจ้ งึ นิยมใช๎ ACEI เพื่อปอู งกันโรคไตวายจาก
การพยาบาล เบาหวานหรือเบาจืดด๎วย
1. ความดันโลหิตตา่
2. ทางานการทางานของไตแยลํ ง

3. Potassium ในเลือดสูง

4.Angioedema
หา๎ มใชพ๎ รอ๎ มกนั ACEI, ARB, MRA เนื่องจากอาจเป็นอันตราย
1.ประเมินและข๎อห๎ามหรอื ขอ๎ ควรระวงั ดงั นี้
1.1 ผ๎ปู ุวยเคยมีอาการหวั ใจบวมน้า (angioedema) รํวมกบั การรกั ษาด๎วย ACEI มากํอน
1.2 รนี ลั อาร๑เทอรส่ี เตโนสสิ (Renal artery stenosis-bilateral, or unilateral with a
solitary functioning kidney)
1.3 ผ๎ูปวุ ยที่มีการทางานของไตบกพรํอง (Impaired renal function)
1.4 เอออรต๑ ิกวาล๑วสเตโนสสิ (Aortic valve stenosis หรือ cardiac outflow
obstruction)
1.5 ไฮโปโวลาอเี มีย (Hypovolemia) หรอื การขาดน้า (dehydration)
1.6 การฟอกเลอื ด (Hemodialysis) ดว๎ ย high flux polyacrylonitrile membranes
1.7 การให๎โพแทสเซยี มเสริมควรทาอยํางระมดั ระวงั และอยใูํ นการดูแลของแพทย๑
เนอื่ งจาก ACEI มีฤทธท์ิ าให๎เกิดภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง (hyperkalemia) ดว๎ ย
2. ประเมนิ และตดิ ตาม ผลข๎างเคยี งของยา (Adverse effects) ความดนั โลหิตตา่
(hypotension), ไอ (cough) เช่อื วาํ เป็นผลจากการท่ี ACEI มีฤทธิเ์ พ่มิ แบรดไี คนิน, ภาวะ
โปตัสเซยี มในเลอื ดสงู (hyperkalaemia), ปวดศรี ษะ (headache), วงิ เวยี นศรี ษะ
(dizziness), เมอ่ื ยลา๎ (fatigue), อาเจียน (nausea), หรอื มีผลตอํ ไต (renal impairment)
3. ประเมนิ ตดิ ตามผลการตรวจทางหอ๎ งปฏบิ ัติการ เชนํ BUN, Cr, และ Electrolyte

37

ชื่อยา 2. Angiotensin-receptor blocker (ARB)
กลมุ่ ยา เป็นยากลํุมใหมํซง่ึ มีกลไกการออกฤทธิค์ ํอนข๎างใกลเ๎ คียงกบั กลุมํ ACEI
รปู แบบของยา เมด็ รบั ประทาน
Losartan ขนาด 50, 100 มิลลิกรัม
ข้อบ่งใช้ Valsartan ขนาด 100, 160, 320 มลิ ลิกรมั
Candesartan cilexetil ขนาด 8, 16 มิลลิกรมั
การออกฤทธิ์ Talmisartan ขนาด 40, 80 มลิ ลกิ รัม
ผลขา้ งเคยี ง Olmesartan ขนาด 20, 40 มลิ ลกิ รัม
Irbesartan + hydroclorothiazide ขนาด 300+25, 150+12.5, 300+12.5 มิลลกิ รมั
ข้อหา้ ม 1. ใช๎ใน HFrEF ทุกราย ท่มี ีประวัติแสดงอาการภาวะหัวใจล๎มเหลว และไมํสามารถรกั ษา
การพยาบาล ให๎ ACEI ได๎ รํวมกับยา กลมํุ beta-blocker, MRA
2. เรมิ่ ใชย๎ าขนาดตา่ ในผ๎ูปุวยท่ีมอี าการคงท่ี เพิ่มขนาดอยํางชา๎ ๆ เพอื่ ให๎ได๎รบั ยา
ในขนาดสูงสดุ ตามเปาู หมายเทําทส่ี ามารถทาได๎
3. พจิ ารณาเป็นตวั แรกแทนยา ACEI
ยับยั้งการจับของ Angiotensin ที่ receptor ซง่ึ จะทาให๎ Angiotensin ไมสํ ามารถออก
ฤทธิ์ได๎ ยากลุํมนใี้ ช๎รกั ษาโรคความดนั สงู (hypertension), ภาวะหวั ใจลม๎ เหลว และอ่ืน ๆ
ท่ีเกย่ี วกบั ระบบไหลเวยี นโลหิต

1. ความดนั โลหติ ตา่

2. ทางานการทางานของไตแยํลง

3. Potassium ในเลอื ดสงู

4. Angioedema

5. โดยฤทธไ์ิ มํพึงประสงค๑ของยากลุมํ นี้จะมนี อ๎ ยกวํายากลํุม ACEI โดย ฤทธิ์ไมํพึงประสงค๑ท่ี

สาคญั ทีแ่ ตกตํางกัน คือ การไอ ยากลมํุ นจ้ี ะไมมํ ีอาการไอ

ห๎ามใชพ๎ ร๎อมกนั ACEI, ARB, MRA เนื่องจากอาจเปน็ อันตราย
เชํนเดียวกับยากลํุม ACEI

38

ชอื่ ยา 3. Beta-Blocker
กลุ่มยา
จาแนกออกเปน็ 3 กลมุํ ได๎แกํ
รูปแบบของยา กลุํมที่ 1 (The first generation) คณุ สมบัติ ออกฤทธแ์ิ บบไมจํ ากัดตํอตัวรับ โดยไมํมีผล
ข้อบ่งใช้ ตํอการขยายตวั ของหลอดเลือด ช่ือยา Proprabolol , Timolol , Pindolol , Nadolol ,
Sotalol
การออกฤทธ์ิ กลุํมที่ 2 (The second generation)
ผลขา้ งเคยี ง
2.1 คุณสมบัติ ออกฤทธ์ิจาเพาะตํอตัวรบั Beta-1 แตํไมํมีผลตํอการขยายตัวของหลอด
เลือด, ชอ่ื ยา Atenolol , Bisoprolol , Metoprolol

2.2 คณุ สมบัติ ออกฤทธิจ์ าเพาะตํอตัวรับ Beta-1 และมีผลตํอการขยายตัวของหลอด
เลือด ช่อื ยา Nebivolol, Acebutolol
กลํมุ ที่ 3 (The third generation) คุณสมบัติออกฤทธ์ิแบบไมจํ ากัดตอํ ตวั รับ มีผลตํอการ
ขยายตวั ของหลอดเลือด ชือ่ ยา Carvedilol , Bucindolol ตวั รบั (receptor) ในกลุมํ
เบต๎า (Beta) ประกอบดว๎ ย 3 ชนิด โดยมกี ารออกฤทธ์ิแตกตาํ งกันในแตํละอวัยวะ ไดแ๎ กํ
Beta 1 พบมากในหัวใจ
Beta 2 พบมากในหลอดเลือดและกล๎ามเนอ้ื เรียบทห่ี ลอดลม
Beta 3 พบมากท่ี adipocytes และหวั ใจ
ชนิดรับประทาน และชนิดฉีดเข๎าทางหลอดเลอื ดดา
1. ใช๎ยา beta-blocker ในผป๎ู วุ ยทม่ี ี LVEF<40% และเคยมปี ระวัติกล๎ามเน้ือหัวใจ

ตาย แมจ๎ ะไมแํ สดงภาวะหัวใจลม๎ เหลว (Stage B; HFrEF) หากไมํมีข๎อห๎ามเพื่อปอู งกนั หรอื

ชะลออาการของภาวะหวั ใจล๎มเหลวและอัตราการเสียชวี ิต

2. ใช๎ในผปู๎ วุ ยท่ีมี LVEF<40% แม๎จะไมแํ สดงอาการและไมํมีประวัติกลา๎ มเน้ือหัวใจ

ตาย ให๎ไดร๎ บั beta-blocker หากไมํมีข๎อหา๎ ม เพ่ือปูองกันหรือชะลออาการของภาวะหวั ใจ

ล๎มเหลว

3. ใช๎ยา beta-blocker ชนดิ ใดชนดิ หนง่ึ ดงั น้ี Bisoprolol, Carvedilol,
Sustained-relese metroprolol หรือ Nebivolol ในผปู๎ วุ ย HFrEF เพื่อลดอัตราการ
เสียชวี ติ และการเข๎ารบั รกั ษาในโรงพยาบาล
4. เริ่มใชย๎ าในขนาดต่าในผปู๎ วุ ยท่ีมีอาการคงที่ เพ่ิมขนาดยาอยาํ งชา๎ ๆ เพ่ือให๎ไดย๎ าใน
ขนาดสูงสดุ ตามเปูาเทาํ ที่สามารถใชไ๎ ด๎
กลไก ปดิ กน้ั ß-1 receptors ในเซลล๑หวั ใจ ปิด Na + channels ใน slow-response
cells (SA node, AV node) ทาให๎ Action potential ระยะ 4 นานข้นึ พบ EKG วาํ ชํวง
PP ยาวขึน้
1. ภาวะหลอดลมหดเกร็งตวั (bronchospasm)
2. หวั ใจเตน๎ ช๎า
3. หวั ใจเต๎นชา๎ และทางานไมํสัมพนั ธ๑กนั
4. นอนไมหํ ลับ
5. ซึมเศร๎า หรอื อํอนเพลีย

ขอ้ ห้าม 39
การพยาบาล
1. มีภาวะหัวใจเตน๎ ช๎าแบบรนุ แรงหรือการเต๎นชา๎ แบบไมํสมั พนั ธก๑ ันชนดิ รุนแรง (high
grade AV block)
2. ภาวะชอ็ กจากหัวใจ หรอื มีภาวะหัวใจลม๎ เหลวชนดิ รนุ แรง
3. ภาวะหลอดลมเกร็งตวั อยํางรนุ แรง
4. ภาวะซมึ เศร๎า อยํางรุนแรง
5. ภาวะหลอดเลอื ดสวํ นปลายตบี อยาํ งรนุ แรง (rest pain, tissue loss)

1. ประเมินอตั ราการเตน๎ หวั ใจ ความดันโลหิต กํอนและหลังการได๎รับยา ถ๎าพบวํา อตั รา
การเตน๎ ของหวั ใจ < 50 ครง้ั ตํอนาที ความดนั โลหิตสวํ นบน < 90 มิลลิเมตรปรอท หรือ
EKG ท่ีบงํ บอกการปดิ กนั้ คลน่ื ไฟฟาู หวั ใจ รายงานแพทยเ๑ พ่ือรวํ มประเมนิ การรักษา
2. ประเมินข๎อห๎ามการใช๎ยา เชํน ภาวะน้าเกนิ หลอดลมหดเกร็ง
3. ประเมนิ อาการนอนไมํหลับ หรืออาการซึมเศร๎า
4. ดแู ลยาใหย๎ าในขนาดต่า ถ๎าผ๎ูปวุ ยอาการคงทสี่ ามารถรายงานแพทย๑เพื่อเพ่ิมขนาดยาได๎
5. ติดตามระดบั นา้ ตาลในเลอื ดในผู๎ปวุ ยเบาหวานเนอ่ื งยาอาจบดบงั อาการภาวะนา้ ตาลต่า
ได๎
6. ทบทวนยาท่ีผูป๎ วุ ยไดร๎ ับอาจมยี าเสริมฤทธไิ์ ด๎ เชํน Digitalis, Ca 2+ channel blocker,
amiodarone เป็นต๎น

40

ชอ่ื ยา 4. Mineralocorticoid receptor antagonist (MRA)
กลุ่มยา MRA (Spironolactone หรือ Aldactone)
รปู แบบของยา เมด็ ชนดิ รับประทาน
ขอ้ บ่งใช้ ใช๎ยา MRA (Spironolactone) ขนาดตา่ ถ๎าไมํมีข๎อห๎ามในผูป๎ วุ ย HFrEF เร้อื รงั
การออกฤทธิ์ ออกฤทธ์ิตรงข๎ามกับฮอร๑โมนอัลโดสเตอโรน (aldosterone) เข๎าจับกับตัวรับแบบแขํงขัน
ท่ีบริเวณหลอดไตฝอยสํวนปลาย (distal tubule) เป็นผลให๎เกิดการเพิ่มการหลั่ง
ผลข้างเคยี ง ของโซเดียมคลอดไรด๑ (sodium chloride) และน้า ในขณะท่ีลดการหลั่งของโพแทสเซียม
(potassium) และไฮโดรเจน ไอออน (hydrogen ion)
ข้อห้าม
1. อาจเกดิ อาการงํวงซมึ มึนงง ปวดศรี ษะ ขาเป็นตะครวิ
การพยาบาล 2. รบกวนการทางานของระบบทางเดินอาหาร เชนํ ทอ๎ งเสีย ปวดเกร็งท๎อง
3. ภาวะระดบั โซเดยี มในเลือดต่าหรอื การเพมิ่ ขน้ึ ของระดบั BUN ชวั่ คราวท หรอื
มภี าวะระดบั โพแทสเซยี มในกระแสเลอื ดสงู ซึง่ อาจเกดิ อันตรายถงึ ชวี ิต
4. ในเพศชายอาจพบ หน๎าอกขยายใหญํขึ้น เต๎านมโต เพศหญิงประจาเดือนมาไมํปกติ เจบ็
หน๎าอก ขนดก เสียงท๎ุมต่า หรอื เสอื่ มสมรรถภาพทางเพศ
5. อาการอันไมํพึงประสงค๑ทรี่ ุนแรง ไดแ๎ กํ
1. ระวงั การใชย๎ านใี้ นผ๎ูปุวยที่มปี จั จัยเสีย่ งในการเกดิ ภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง และ
ภาวะเลอื ดเปน็ กรด
2. ระวังการใช๎ยานใ้ี นผปู๎ วุ ยโรคเบาหวาน โรคไต โรคตับ

3. ระวังการใชย๎ านี้ในสตรีมีครรภ๑ สตรีให๎นมบตุ ร และผูป๎ วุ ยสูงอายุ

5. หา๎ มใช๎ยานใ้ี นผป๎ู ุวยท่ีมีภาวะไมํมีการหลัง่ ปัสสาวะ

6. ห๎ามใชย๎ าน้ใี นผป๎ู วุ ยทม่ี ภี าวะโพแทสเซยี มในเลอื ดสงู

7. หา๎ มใชย๎ าน้ีในผ๎ูปุวยโรค Addison’s disease

9. หา๎ มใช๎ยานร้ี วํ มกับยาอีพลีรีโนน (eplerenone)

1. ประเมินระดบั โปตสั เซย่ี มกํอนผูป๎ ุวยได๎รับยา และตดิ ตามระดบั โปตัสเซย่ี มในเลือดอยําง

น๎อย 7 วนั หลงั การเพิ่มขนาดยา

2. ทบทวนรายการยาข๎อห๎ามใชร๎ วํ มกัน เชํน ACEI, ARB, MRA พรอ๎ มกันในผป๎ู ุวยรายเดยี ว

3. ทบทวนรายการยาอาจทาปฏกิ ิรยิ าในแงํลบกบั ยา Spironolactone ได๎ เชนํ Digoxin

(Lanoxin) Lithium (Eskalith, Lithobid) Ibuprofen (Advil) หรอื ยากลุมํ ลดการอักเสบ

ท่ไี มใํ ชสํ เตียรอยด๑

41

ช่อื ยา 5. Valsartan/sacubitril
กลุ่มยา
รูปแบบของยา Entresto®, Entresto, Azmarda, Neparvis, LCZ696
ขอ้ บ่งใช้
เมด็ ชนดิ รับประทาน
การออกฤทธิ์
1. ใช๎สาหรับผ๎ปู วุ ย HFrEF; LVEF< 40% ดว๎ ยยา ARNI valsartan-sacubitril (Entresto)
ผลขา้ งเคยี ง แทน ACEI/ARB ทีไ่ ดร๎ บั การรักษาด๎วยยากลํุม ACEI/ARB, Beta-blocker และ MRA ตาม
2. เร่ิมใชย๎ า ARNI valsartan-sacubitril (Entresto) แม๎ผป๎ู ุวยไมเํ คยได๎รบั ยา ACEI หรอื
ขอ้ หา้ ม ARB มากํอน ถา๎ ระดับความดันโลหิตตัวบน > 90 มลิ ลิเมตรปรอท และอายุ < 75 ปี
โดยเรมิ่ ยาในขนาดตา่ และเพ่ิมขนาดยาอยํางชา๎ ๆ เพอ่ื ให๎ได๎ขนาดยาตามเปูาหมาย
การพยาบาล
ตัวยาประกอบด๎วย Valsartan บล็อกตัวรับแองจิโอเทนซิน 2 ชนิดท่ี 1 (AT1 receptor)
ซ่ึงอิยํที่ กล๎าม เน้ือผนั งหลอดเลือดและที่ ตํอมห มวกไต ซึ่งเป็ นตัวป ลํ อยอัล โดสเ ตอโร น
(Aldosteron) ยังผลให๎หลอดเลือดขยายตัวและปริมาณน้านอกเซลลดลง และ sacubitril
ถูกเปลี่ยนเป็น LBQ657 ซ่ึงออกฤทธิ์ระงับการทางานของเอ็นไซม๑เนพริลิซิน (neprilysin)
ยังผลให๎ปรมิ าณน้านอกเซลล๑ลดลง

ความดันเลือดต่า
ภาวะไตทางานบกพรอํ ง
ภาวะโปแตสเซยี มในเลอื ดสงู ขึน้
ภาวะ Angioedema
ผ๎ปู ุวยทม่ี ีหลอดเลอื ดแดงที่ไตตบี (Renal artery stenosis)

- ห๎ามใช๎กับผ๎ูที่มภี ูมิไวเกนิ ตอํ ตัวยาสาคญั sacubitril, valsartan หรอื สวํ นประกอบอ่ืนๆ
- หา๎ มใชร๎ วํ มกบั ยากลมุํ ACE inhibitor จะต๎องไมเํ ร่ิมใช๎ยา ENTRESTO จนกวาํ จะครบ
36 ช่วั โมง หลงั จากหยุดการรักษาด๎วยยากลุํม ACE inhibitor
- ห๎ามใช๎กับผู๎ปุวยท่ีมปี ระวัติภาวะ angioedema ท่เี กีย่ วเนือ่ งจากการใชย๎ า ACE/ARB
- หา๎ มใชร๎ วํ มกับ aliskiren ในผูป๎ ุวยทเ่ี ป็นเบาหวานชนิดท่ี 2
- ห๎ามใช๎กบั สตรมี ีครรภ๑

1.ประเมนิ อาการทีค่ วรหลกี เล่ียง ไดแ๎ กํ ไอ บวม หรือ บวมแบบ Angioedama,
ระดับ K > 5.2 มลิ ลโิ มล/ลติ ร ระดบั ความดนั โลหติ ตัวบน < 90 มลิ ลเิ มตรปรอท
2.ประเมนิ ระดบั eGFR < 30 มล./นาที
3.ทบทวนรายการยาท่ีใช๎รํวมกนั เชํน ACEI/ARB เป็นต๎น
4. ประเมินระดบั ความดันโลหิตกอํ นให๎ยาทุกคร้งั
5. ตดิ ตามอาการหลังรับยาอยํางตอํ เน่ือง
6. ผลการตรวจทางหอ๎ งปฏิบัติการหลงั ไดร๎ ับยา เชํน BUN, Cr, K, eGFR

42

ชือ่ ยา 6. Ivabradine
กลุ่มยา
รปู แบบของยา Coralan®
ขอ้ บ่งใช้
ยาเมด็ เคลือบฟิล๑ม (Film-coated tablets) สีสม๎ รบั ประทาน
การออกฤทธ์ิ ขนาด 5 มิลลิกรัม

ผลขา้ งเคยี ง 1. การรักษาโรคหลอดเลือดโคโรนาร่ี (Coronaryarterydisease)
2. การรกั ษาภาวะหวั ใจล๎มเหลวเร้ือรงั (Chronicheart failure)
ขอ้ ห้าม 3. การใชใ๎ นผ๎ูทม่ี กี ารทางานของตบั บกพรอํ ง ไมํตอ๎ งปรับขนาดยาในผูป๎ วุ ยทมี่ กี ารทางาน
ของตบั บกพรอํ งไมรํ ุนแรง

เป็นยาท่ีมีผลลดอัตราการเต๎นของหัวใจแตํเพียงอยํางเดียว โดยจะออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจง
(selective และ specific) ในการยับย้ัง cardiac pacemaker If current ซึ่งควบคุม
spontaneous diastolic depolarization ใน sinus node ซ่ึงควบคุมการเต๎นของหัวใจ
โดยไมํมีผลตํอ intra-artial, atrioventricular หรือ intraventricular conduction time
หรือ myocardial contractility หรือ ventricular repolarization

1. หวั ใจเตน๎ ชา๎ กวาํ ปกติ ซ่ึงจะแปรตามขนาดยาและฤทธิท์ างเภสชั วิทยาของยา
2. การเห็นแสงทม่ี ีความสวํางเพมิ่ ขนึ้ อยํางมากชัว่ ขณะในพื้นทส่ี วํ นใดสวํ นหน่ึงของลาน
สายตา เหน็ แสงสีจ๎า หรอื เหน็ ภาพซอ๎ น (retinal persistency) มักพบภายใน 2 เดือนแรก
ของการรกั ษาหลังจากนน้ั อาจเกิดอาการขน้ึ ซ้าอีกได๎ อาการอาจไมรํ นุ แรงถงึ รุนแรงปาน
กลางและหายไประหวํางการใช๎ยาหรอื หลงั จากหยดุ ยา

1. หา๎ มใชใ๎ นผป๎ู ุวยทีแ่ พต๎ ํอสํวนประกอบของยานีห้ รือมีภาวะตอบสนองไวเกินตํอยาน้ี
2. อัตราการเตน๎ ของหวั ใจขณะพักตา่ กวาํ 60 ครง้ั /นาที กอํ นการรักษา
3. อาการชอ็ กทม่ี ีสาเหตจุ ากหัวใจ (cardiogenic shock)
4. กลา๎ มเนอ้ื หวั ใจตายอยํางเฉียบพลันจากการขาดเลือด (acute myocardial infarction)
5. ความดนั โลหติ ต่าอยาํ งรุนแรง (ต่ากวาํ 90/50 มม.ปรอท)
6. การทางานของตบั บกพรํองอยาํ งรุนแรง
7. sick sinus syndrome, Atrioventricular-block ระดับ 3 หรือ Sino-atrial block
8. ภาวะหวั ใจล๎มเหลวเฉียบพลัน หรือไมํแนํนอน (unstable or acute heart failure)
9. Pacemaker dependent (โดยเฉพาะที่ อตั ราการเตน๎ ของหัวใจมาจาก pacemaker)
10. Unstable angina
11. สตรีมีครรภ๑ สตรีให๎นมบตุ ร และสตรที ่ีมี โอกาสจะต้งั ครรภท๑ ่ไี มํไดใ๎ ช๎วิธกี ารคุมกาเนิดท่ี
เหมาะสม
ขอ๎ ควรระวัง
1. ในผ๎ปู ุวย congenital QT syndrome หรอื ไดร๎ บั ยาท่ีมีผลทาใหเ๎ กิด QT
prolongation ควรหลีกเลย่ี งการใช๎ ivabradine หากจาเป็นตอ๎ งใช๎ ivabradine รํวมด๎วย
ต๎องติดตามการทางานของ หัวใจอยํางใกลช๎ ดิ
2. การลดลงของอัตราการเต๎นของหวั ใจ จาก ivabradine อาจทาให๎เกดิ QT prolong ซง่ึ
จะ ทาใหเ๎ กิด severe arrhythmia โดยเฉพาะอยํางย่งิ อาจเกิด torsade de pointes
3. เม่ือเริ่มใช๎ pharmacological cardioversion ในผู๎ปุวยภาวะ atrial fibrillation
4. Cardiac arrhythmias ที่ได๎รับ ivabradine ไมํพบความเสี่ยง ของการเกิดภาวะ

การพยาบาล 43

หัวใจเต๎นช๎ากวําปกติในการกลับสูํ sinus rhythm แตํเน่ืองจากยังมีข๎อมูลไมํเพียงพอ
ในกรณีไมํเรํงดํวนควรพิจารณาทา DC-cardioversion หลังได๎รับ ivabradine คร้ังสุดท๎าย
24 ชั่วโมง
5. ไมแํ นะนาใหใ๎ ช๎ ivabradine รวํ มกบั calcium channel blockers ทีม่ ีผลลดอัตราการ
เตน๎ ของหวั ใจ เชํน verapamil หรอื diltiazem
1.ประเมนิ อาการตามข๎อหา๎ ม
2.ทบทวนรายการยาท่ีอาจมผี ลเสรมิ ฤทธ์ิ
3.ประเมินและติดตาม EKG หรือเม่ือมอี าการผดิ ปกติ
4.ตดิ ตามและเฝาู ระวังอาการข๎างเคยี ง

44

ชือ่ ยา 7. Hydralazine
กลมุ่ ยา
รูปแบบของยา Vasodilator antihypertensive drugs
ข้อบ่งใช้
การออกฤทธ์ิ เม็ด 25 มิลลกิ รมั รับประทาน

ผลขา้ งเคยี ง 1. เพอ่ื รักษาโรคความดนั โลหิตสงู
2. ใช๎ในผ๎ปู วุ ย HFrEF ทแ่ี สดงอาการโดยไมํสามารถใชย๎ า ACEI/ARB ได๎ หรอื ใชแ๎ ลว๎ เกดิ ผล
ข้อหา้ ม ขา๎ งเคียงเพื่ออัตราการเข๎ารับการรกั ษาในโรงพยาบาล
การพยาบาล
เปน็ ยาขยายหลอดเลือด ฝอย ออกฤทธโิ์ ดยตรงในการขยายหลอดเลอื ด สามารถลดแรง
ต๎านของหลอดเลอื ดและลดความดนั โลหติ ซึ่งฤทธข์ิ องยาจะมผี ลตอํ ความดนั ไดแอโทลิก
(Diastolic) มากกวาํ ความดันซสิ โทลกิ (Systolic) ยาจะออกฤทธภิ์ ายใน 20-30 นาที และ
ยาจะหมดฤทธต์ิ อ๎ งใช๎เวลา 3-8 ชั่วโมง จึงตอ๎ งรับประทานยาวันละ 4 คร้งั และสาหรับยา
ฉดี ยาจะออกฤทธ์ทิ ันทีและมีฤทธิ์อยูํไดเ๎ พยี ง 1-4 ชว่ั โมง และยาจะถูกกาจัดออกทาง
ปัสสาวะ สาหรับผป๎ู วุ ยโรคไตวายยาจะสามารถออกฤทธ์ไิ ด๎นานขึ้น

1. ผลข๎างเคียงที่พบได๎ทวั่ ไป เชนํ ทอ๎ งรวํ ง คลื่นไส๎ อาเจียน เบื่ออาหาร หรือ ปวดหัว
ผลขา๎ งเคยี งท่รี นุ แรง
2. ผลขา๎ งเคยี งรุนแรง ไดแ๎ กํ เกิดผดผ่ืน ลมพิษ หายใจตดิ ขัด แนํนหน๎าอก บวมปาก ใบหน๎า
บวม ริมฝีปากหรือลาคอบวม ซึ่งเป็นอาการแพ๎ท่ีรุนแรง ปวดหน๎าอก หัวใจเต๎นเร็วหรือ
ผิดปกติ หมดสติ ปัสสาวะได๎น๎อยลงหรือปัสสาวะลาบาก ซึมเศร๎า มีความเปลี่ยนแปลงทาง
จิตใจหรืออารมณ๑ เป็นไข๎ หนาวสั่น หรือเจ็บคอ ปวดข๎อตํอ มีอาการชาที่แขนหรือขา
มีอาการชาหรือเป็นเหน็บท่ีผิวหนัง มีอาการเหนื่อยล๎าหรืออํอนแรงบํอยๆ มีอาการปวดหัว
หรือวงิ เวียนอยาํ งรุนแรงหรอื บอํ ยๆ มีรอยชา้ หรือเลือดออกอยํางผดิ ปกติ หรอื มีการมองเห็น
เปลยี่ นแปลง ผวิ หรอื ดวงตาเปน็ สเี หลอื ง

1. ห๎ามใชย๎ านี้ในผู๎ทม่ี ปี ระวัติเคยแพ๎ยาหรือสํวนประกอบของยานี้
2. ยานมี้ ขี ๎อหา๎ มใชท๎ ี่ขึ้นอยํกู ับสภาวะการทางานของหวั ใจหลายสภาวะแพทยจ๑ ะเปน็ ผู๎
พจิ ารณา

1. ประเมนิ อาการตามข๎อห๎าม
2. ทบทวนรายการยาที่อาจมีผลเสรมิ ฤทธ์ิ
3. ติดตามและเฝูาระวังอาการข๎างเคียง
4. ประเมนิ ความดันโลหติ ทุกคร้ังกํอนให๎ยา

45

ช่อื ยา 8. Isosorbide dinitrate
กล่มุ ยา
รูปแบบของยา Nitrates
ข้อบ่งใช้
การออกฤทธ์ิ 5 สาหรับอมใต๎ลิน้
10 มลิ ลิกรมั ชนดิ เมด็ รบั ประทาน
ผลขา้ งเคยี ง ทางหลอดเลือดดา
ข้อหา้ ม
1.ใชใ๎ นการรกั ษา Angina pectoris และ Myocardial infarction
การพยาบาล 2.ใช๎ในผ๎ปู ุวย HFrEF ท่ีแสดงอาการโดยไมํสามารถใชย๎ า ACEI/ARB ได๎ หรอื ใช๎แลว๎ เกิดผล
ขา๎ งเคยี ง เพื่ออัตราการเขา๎ รบั การรักษาในโรงพยาบาล

ยามผี ลทาให๎กลา๎ มเนอ้ื เรยี บคลายตวั โดยกลไกทท่ีเกย่ี วกับการปลดปลอํ ย nitric oxide
(NO) พบวาํ NO หรือ NO ทเ่ี ปลย่ี นแปลงไป เปน็ nitrosothiols มฤี ทธิ์กระตุ๎นการทางาน
ของ guanylyl cyclase ท่อี ยูํใน cytoplasm สํง ผลใหม๎ ีการเพิม่ ปรมิ าณของ
intracellular cGMP โดย cGMP มบี ทบาททีส่ าคญั ท่ีทาให๎กลา๎ มเนือ้ เรียบคลายตวั สผํ ล
ใหข๎ ยายหลอดเลือด

1. ปวดศีรษะ
2. เวยี นศรี ษะ มนึ งง
3. ความดนั โลหติ ต่าเม่อื เปล่ียนอริ ยิ าบถอยํางรวดเร็ว

1. ใชย๎ าติดตํอกันจะทาให๎เกดิ ภาวะด้ือยา (nitrate tolerance) ได๎ ดงั นนั้ จงึ ควจกาหนด
ความถใี่ นการใหย๎ าใหเ๎ หมาะสมให๎
2. การหยดุ ยาอยํางกะทันหนั ในรายท่ีห๎ยาขนาดสูงๆ เปน็ ระยะเวลานาน อาจเกิดอาการ
ถอนยาได๎ คือ มฤี ทธ์ติ รงขา๎ มกบั การออกฤทธ์ิของยา เชํน ทาใหเ๎ กิด อาการเจ็บหนา๎ อก

1.ประเมนิ อาการตามข๎อหา๎ ม
2.ทบทวนรายการยาที่อาจมผี ลเสรมิ ฤทธิ์
3.ติดตามและเฝาู ระวังอาการขา๎ งเคยี ง
4.ประเมินความดันโลหิตทุกคร้ังกํอนใหย๎ า
5.ระวังอบุ ัติเหตจุ ากการท่ีผูป๎ ุวยเปลย่ี นอริ ิยาบถ

46

ชอื่ ยา 10. Diuretic
กลมุ่ ยา
แบงํ ออกเปน็ 3 กลุํมใหญํ ๆ
รูปแบบของยา 1. ยาขับปัสสาวะกลุมํ ไธอะไซด๑ไดยเู รติก (Thiazide Diuretics) เป็นยาท่แี พทยใ๑ ช๎
ขอ้ บ่งใช้ มากท่ีสุด โดยยากลํุมน้ีจะเข๎าไปออกฤทธ์ิกับไตโดยตรงและกระต๎ุนการขับปัสสาวะ
โดยยับย้ังการขนสํงโซเดียม และคลอไรด๑ภายในหลอดไตสํวนปลายของหนํวยไต จึงทาให๎
ปริมาณปัสสาวะเพ่ิมข้ึน ซ่ึงจะชํวยให๎ปริมาณของเหลวนอกเซลล๑และพลาสมาลดลง อันจะ
ชวํ ยลดการทางานของหัวใจและลดความดนั โลหติ ได๎ ยากลมํุ ไธอะไซด๑ ไดแ๎ กํ
- ยาไฮโดรโคลโรไธอะไซด๑ (Hydrochlorothiazide)
- ยาโคลโรไธอะไซด๑ (Chlorothiazide)
- ยาอินดาพาไมด๑ (Indapamide)
- ยาเมโทลาโซน (Metolazone)
- ยาโคลธาลโิ ดน (Chlorthalidone) เป็นตน๎
2. ยาขับปัสสาวะกลํุมลูปไดยูเรติก (Loop Diuretics) เป็นยาขับปัสสาวะท่ีใช๎ในผ๎ูปุวย
หัวใจวล๎มเหลว ผู๎ปุวยโรคตับ และโรคไต ในบางกรณีอาจใช๎รักษาภาวะความดันโลหิตสูง
ดว๎ ย โดยตัวยาจะออกฤทธ์ิยับย้ังการขนสํงสารโซเดียม โพแทสเซียม คลอไรด๑ในหํวงเฮนเล
(Henle’s Loop) ที่อยภํู ายในไต รํางกายจะดูดซบั โซเดียม คลอไรด๑ และโพแทสเซียมลดลง
ทาให๎สารเหลําน้นั ถูกขับออกมาพรอ๎ มปัสสาวะในทส่ี ุด นอกจากน้ี ยาดังกลําวยังชํวยลดการ
ดูดซึมแคลเซียมและแม็กนเี ซยี มของราํ งกายได๎อกี ดว๎ ย ตัวอยํางของยากลํมุ น้ี ไดแ๎ กํ
- ยาฟโู รซีไมด๑ (Furosemide)
- ยาบูเมทาไนด๑ (Bumetanide)
- ยาอธี าไครนคิ แอคซิด (Ethacrynic acid)
- ยาทอร๑เซไมด๑ (Torsemide) เปน็ ต๎น
3. ยาขับปสั สาวะกลุมํ โพแทสเซยี ม-สแปริง่ ไดยูเรติก (Potassium-Sparing Diuretics) เป็น
กลํุมของยาขับปัสสาวะที่ใช๎เพ่ือลดปริมาณน้าในรํางกายโดยไมํขับโพแทสเซียมออกจาก
รํางกายด๎วย โดยยาตัวนี้จะเข๎าไปขัดขวางการแลกเปลี่ยนของโซเดียมและโพแทสเซียม
ภายในหลอดไตสํวนปลาย หรือเข๎าไปขัดขวางการทางานของฮอร๑โมนแอลโดสเตอโรน
(Aldosterone) ที่มีหน๎าท่ีควบคุมความสมดุลระหวํางน้าและเกลือแรํในรํางกาย โดยยาน้ี
มักใชใ๎ นผ๎ปู วุ ยที่มีความเสี่ยงภาวะโพแทสเซยี มตา่ หรือผ๎ทู ีใ่ ช๎ยารักษาชนิดอ่ืน ๆ ที่อาจสํงผล
ตํอระดบั โพแทสเซียมในราํ งกาย ยาขับปัสสาวะประเภทน้ี ไดแ๎ กํ
- ยาสไปโรโนแลคโทน (Spironolactone)
- ยาอามโิ ลไรด๑ (Amiloride)
- ยาอพี ลรี ีโนน (Eplerenone)
-ยาไทรแอมเทรีน (Triamterene) เปน็ ต๎น

ยาเมด็ ยานา้ ยาฉีด
ขนาด 40, 250 มลิ ลิกรมั

ยาขบั ปสั สาวะมักใช๎เพ่ือรักษาภาวะความดนั โลหิตสูง แตํแพทยอ๑ าจสงั่ ใช๎กับผปู๎ ุวยโรคอืน่ ๆ
ด๎วยในกรณที ่จี าเป็น เชํน ภาวะบวมน้า หวั ใจวาย ในบางกรณียาขับปสั สาวะยังนาไปใช๎ใน
การปอู งกนั หรอื บรรเทาอาการอื่น ๆ ด๎วย เชนํ ตบั วาย โรคไต นว่ิ ในไต เป็นต๎น

การออกฤทธ์ิ 47
ผลข้างเคียง
ยาทใ่ี ชช๎ วํ ยกระตน๎ุ การปสั สาวะ มฤี ทธใ์ิ นการระบายของเหลวและโซเดยี มสวํ นเกนิ ออกจาก
ข้อหา้ ม รํางกาย โดยตัวยาจะเข๎าไปกระตุ๎นการทางานของไตให๎ขบั โซเดยี ม รวํ มกบั นา้ ในรํางกาย
การพยาบาล ออกมาทางปัสสาวะ

1. ปัสสาวะบํอยกวาํ ปกติ กระหายนา้ บํอย เป็นตะครวิ ทกี่ ล๎ามเนื้อ หรอื เกดิ ภาวะขาดนา้
2. เกดิ ภาวะขาดแรธํ าตุ เชนํ ขาดโพแทสเซยี ม หรือระดบั โซเดียมในเลือดตา่ ผดิ ปกติ
3. เกดิ การสะสมของโพแทสเซยี มในรํางกายมากเกินไป โดยเฉพาะในผ๎ปู ุวยท่ีใช๎ยาขบั
ปสั สาวะกลํุมโพแทสเซียม-สแปรง่ิ ไดยูเรติก
4. วงิ เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ
5. เกิดโรคเกยี่ วกับข๎อตํอตําง ๆ เชนํ โรคเก๏าท๑
6. เกิดภาวะหยอํ นสมรรถภาพทางเพศในเพศชาย
7. ระดับน้าตาลในเลือดสูงขึ้น
8. ระดับคอเลสเตอรอลสงู ขึ้น
9. เกิดผ่ืนทีผ่ ิวหนัง
10. ท๎องเสีย
แพย๎ า
1. ตรวจวดั ระดับความดันโลหติ ตรวจเลือด ตรวจปสั สาวะ เพอื่ วัดระดับแรํธาตใุ นราํ งกาย
และการทางานของไตอยอูํ ยาํ งสมา่ เสมอ
2. แนะนาให๎ผป๎ู วุ ยรบั ประทานอาหารทมี่ ีโซเดยี มต่า และลดปรมิ าณการบริโภคเกลอื ลง
ควบคูกํ นั ไปดว๎ ยเพ่ือให๎อาการดีขนึ้
3. บันทึกปริมาณน้าเขา๎ -ออก
4. รับประทานยาในชวํ งเชา๎ เพราะหากรบั ประทานในเวลากลางคืน หรือกอํ นนอน
ฤทธิข์ องยาอาจสํงผลใหผ๎ ๎ปู ุวยตนื่ ขึน้ มาปสั สาวะกลางดึกบํอยและสํงผลถึงการนอนหลับได๎
5. ควรหลกี เลี่ยงการดืม่ เคร่ืองด่ืมแอลกอฮอล๑หรือยาทชี่ ํวยในการนอนหลบั เพราะ
อาจสํงผลให๎เกิดผลขา๎ งเคยี งท่ีไมํพ่ึงประสงคไ๑ ด๎

ภาคผนวก


Click to View FlipBook Version