The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

อาณาจักรสุโขทัย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by kunkrurachata, 2021-06-20 05:47:00

อาณาจักรสุโขทัย

อาณาจักรสุโขทัย

อาณาจกั รสโุ ขทยั

(1) ราชวงศพ์ ระรว่ ง (120 ปี โดยนับเหลอื่ มกับสมยั อยธุ ยา 27 ป)ี

1. พ่อขุนศรีอินทราทติ ย์ (พ่อขนุ บางกลางหาว) ระหวา่ งปี พ.ศ. 1781-1822
=30 ปี
2. พ่อขนุ บานเมอื ง ปี พ.ศ. 1822 =1 ปี
3. พ่อขนุ รามคาแหงมหาราช (พอ่ ขุนรามราช) ระหวา่ งปี พ.ศ. 1822-1841
=19 ปี
4. พระยาเลอไท ระหวา่ งปี พ.ศ. 1841-1866 =25 ปี
5. พระยางว่ั นาถม ระหว่างปี พ.ศ. 1866-1890 =24 ปี
6. พระมหาธรรมราชาที่ 1 (ลิไท) ระหวา่ งปี พ.ศ. 1890-1911 =21 ปี
7. พระมหาธรรมราชาที่ 2 (ลือไท) ระหวา่ งปี พ.ศ. 1911-1942 =31 ปี
8. พระมหาธรรมราชาที่ 3 (ไสลอื ไท) ระหว่างปี พ.ศ. 1943-1962 = 19 ปี
9. พระมหาธรรมราชาท่ี 4 (บรมปาล) ระหวา่ งปี พ.ศ. 1962-1981 = 19 ปี

ประวตั ศิ าสตรไ์ ทยสมยั สโุ ขทยั (พ.ศ. 1780 - 1981)

การสถาปนากรงุ สโุ ขทยั
ก่อนการสถาปนากรงุ สโุ ขทยั ดินแดนต้งั แต่ภาคเหนือลงมา แถบลุม่ แม่นา้

เจา้ พระยาถึงอ่าวไทย อยู่ภายใตก้ ารปกครองของขอม โดยดนิ แดนตั้งแตป่ ากนา้ โพ
ขึ้นไป เป็นอาณาเขตสยาม มเี มืองสโุ ขทยั เปน็ ศูนย์กลางและดนิ แดนสว่ นใต้ ตงั้ แต่
ปากนา้ โพ ลงมาถึงอา่ วไทยเปน็ อาณาจกั รละโว้

ราวปี พ.ศ. 1780 พอ่ ขุนบางกลางหาว เจ้าเมอื งบางยาง และพ่อขุนผา
เมอื ง เจา้ เมอื งราช ได้รว่ มกนั รวบรวมกาลัง เขา้ ตเี มอื งสโุ ขทยั และเมอื งตา่ งๆของขอม
แล้วสถาปนากรงุ สุโขทัยเปน็ ราชธานี โดยมีพอ่ ขนุ บางกลางหาวเปน็ ปฐมกษตั ริย์
แห่งราชวงศพ์ ระร่วง ทรงพระนามว่า พอ่ ขุนศรีอนิ ทราทติ ย์ ปกครองกรงุ
สุโขทัย และมกี ษัตรยิ ์สบื ตอ่ มารวม 9 พระองค์ ดังนี้

รชั กาลท่ี1 พอ่ ขุนศรอี ินทราทติ ย์ สถาปนาเปน็ กษตั รยิ โ์ ดยมีสุโขทัยเป็นราชธานี

ประมาณ พ.ศ. 1781

อนุสาวรีย์พ่อขนุ ศรอี ินทราทิตย์ ตัง้ อยทู่ อี่ าเภอศรีสัชนาลยั จงั หวดั สโุ ขทัย

พอ่ ขนุ ศรีอินทราทติ ย์ ตานานพระพุทธสหิ งิ ค์ กล่าวว่า เปน็ ชาวเมืองนครชมุ

(กาแพงเพชร) กอ่ นท่ีจะขึน้ ครองราชยน์ น้ั ศลิ าจารกึ ระบวุ า่ มาจากเมอื งบางยางและเป็นพระ
สหายกับพอ่ ขุนผาเมอื ง

พระราชกรณยี กจิ ทสี่ าคญั ได้แก่

การขยายอาณาเขต ระยะเร่มิ ต้นในสมัยพอ่ ขุนศรีอนิ ทราทติ ย์ ไม่กวา้ งขวาง มเี มืองสโุ ขทยั
กับศรีสชั นาลยั เป็นราชธานี มหี ัวเมืองทางริมลาน้าปงิ ยม น่าน เพียงไมก่ ี่เมอื ง

เมือ่ อาณาจกั รสุโขทยั ได้รบั การสถาปนาเป็นอิสระจากขอม เจ้าเมอื งใกลเ้ คยี งยอมรับใน
ความสามารถของผนู้ า แต่เจ้าเมอื งบางเมืองคดิ ว่าตนมอี านาจเข้มแข็งพอกอ่ สงครามข้นึ เพื่อ
แขง่ ขันการมอี านาจ ปรากฏวา่ ขุนสามชนเจา้ เมอื งฉอด(ปจั จุบนั เป็นเมอื งร้างอยดู่ ่านแมส่ อด
ทางทิศตะวันตกของ จ.ตาก) ได้ยกทัพมาตเี มืองตาก พ่อขุนศรอี ินทราทติ ยย์ กทพั ไป
ปราบ เกดิ สงครามคร้งั สาคัญข้ึน ในการรบคร้ังนพ้ี ระราชโอรสองคเ์ ลก็ มชี ันษา19 ปี ได้เขา้
ชนช้างกับขุนสามชนจนได้รบั ชัยชนะ ทาใหก้ องทพั เมอื งฉอดแตกพา่ ยไป พอ่ ขนุ ศรอี นิ ทรา

ทิตยจ์ ึงประทานนามพระราชโอรสว่า พระรามคาแหง

การปกครอง พอ่ ขุนศรอี ินทราทิตยจ์ ดั ระเบยี บการปกครองยดึ นโยบายการป้องกนั

ประเทศเปน็ สาคัญ แต่คานึงถงึ สทิ ธหิ น้าที่ของประชาชนพลเมอื ง โดยปกครอง
ประชาชนในฐานะบิดากับบตุ ร ทั้งบิดาและบตุ รมหี น้าท่เี ป็นทหารปอ้ งกนั ประเทศในยาม
สงคราม ยามสงบกษัตริย์เปน็ ผู้นาในการบรหิ ารราชการแผน่ ดินดว้ ยการบาบัดทกุ ขบ์ ารุง
สขุ แก่ราษฎร ราษฎรมหี น้าทร่ี ับใช้ชาติบา้ นเมอื งของตน โดยการประกอบอาชีพให้มี
รายไดแ้ ละเสยี ภาษอี ากรใหแ้ ก่รฐั

รชั กาลท่ี 2 พอ่ ขนุ บานเมอื ง

พระราชโอรสองคใ์ หญ่ของพอ่ ขนุ ศรอี ินทราทติ ย์ ข้นึ ครองราชย์ปีใดไม่ปรากฏ ระหว่าง
ครองราชย์รวบรวมหวั เมอื งตา่ งๆไว้ในอานาจโดยมพี ระอนชุ าคือ พระรามคาแหง เปน็ กาลังสาคญั

ตัง้ อยู่บรเิ วณสแ่ี ยกพ่อขุนผาเมือง (สแ่ี ยกหล่มสกั ) บ้านน้าชุน อาเภอหลม่ สกั จงั หวดั เพชรบรู ณ์

พอ่ ขุนบานเมอื ง เปน็ พระราชโอรสองค์ใหญใ่ นพอ่ ขนุ ศรีอนิ ทราทติ ย์และพระนางเสือง

และเปน็ สมเดจ็ พระเชษฐาธริ าชในพ่อขุนรามคาแหงมหาราช เสวยราชสมบตั ใิ นอาณาจกั ร
สุโขทยั หลังจากพ่อขนุ ศรอี นิ ทราทิตยเ์ สด็จสวรรคต (1821) และครองราชยอ์ ยจู่ นถึง พ.ศ.
1822เพยี งเกอื บ 1 ปี ประวตั ิศาสตร์สมยั พ่อขุนบานเมอื งน้มี ีไมค่ อ่ ยมากนกั เพราะไม่คอ่ ย
พบหลักฐานทแ่ี น่ชัด มกี ็เพียงแต่เสวยราชต่อจากพ่อขนุ ศรอี ินทราทิตย์ และทาสงคราม
ขยายอาณาจักรเทา่ นัน้

พระราชกรณยี กิจทส่ี าคัญ

ไดท้ าสงครามกับเมอื งตา่ งๆ เพ่ือขยายอานาจมพี ระสามารถในการทาสงคราม มี
พ่อขุนรามคาแหงมหาราชเปน็ แม่ทพั ดังปรากฏในศิลาจารกึ หลกั ท่ี1 วา่ "กไู ป่ท่บา้ นทเ่ มือง
ได้ชา้ ง ได้งวง ไดป้ วั่ ไดน้ าง ได้เงือน ไดท้ อง กเู อามาเวนแกพ่ อ่ กู พอ่ กตู ายเวนยังพ่กี ู กพู รา่
บาเรอแก่พ่ีกู ดงั บาเรอแก่พอ่ กู" หมายความว่าเม่อื พระรามคาแหงยกทพั ไปตีเมืองอื่นจนได้
ชยั ชนะ ก็นาช้าง ผ้คู น ทรพั ยส์ นิ เงนิ ทอง มาถวายแดพ่ ระราชบิดา เมื่อพระราชบดิ า
สวรรคต กก็ ระทาอย่างเดยี วกนั กับพ่อขนุ บานเมอื ง

รัชกาลที่ 3 พ่อขนุ รามคาแหงมหาราช

พระราชโอรสของพอ่ ขนุ ศรีอินทราทติ ย์ พระอนุชาของพอ่ ขนุ บานเมอื ง
ข้ึนครองราชย์ประมาณ พ.ศ.1822 ในรัชกาลพ่อขนุ รามคาแหง กรงุ สโุ ขทัยมี
การเปล่ียนแปลงและเจริญรงุ่ เรืองก้าวหน้าไปจากเดมิ มาก เป็นต้นว่ามีการปกครอง
เข้มแข็ง ใกลช้ ิดราษฎรไพรฟ่ ้าประชาชนมคี วามอยดู่ ีกนิ ดี มกี ารนาชลประทานมา
ใชท้ างการเกษตร ทาใหไ้ ดผ้ ลดขี ึน้ การอุตสาหกรรมมีความก้าวหน้า มีการตดิ ตอ่
ค้าขายกับตา่ งประเทศ เศรษฐกิจและการเมอื งมง่ั คง ทาให้มีอานาจทางการเมืองแผ่

ไปกว้างใหญ่ จนได้รบั การเทดิ พระเกียรติพระนามวา่ พ่อขุนรามคาแหงมหาราช ใน

ภายหลงั พระราชกรณียกจิ ของพระองค์ทคี่ วรนามากลา่ วมีดงั นี้

อทุ ยานประวตั ศิ าสตร์สโุ ขทยั อ.เมอื งสโุ ขทยั จ.สุโขทยั
ต้งั อยรู่ มิ ถนนจรดวิถถี อ่ งทางทศิ เหนอื ของวัดมหาธาตุ สร้างขนึ้ เม่อื ปี พ.ศ. 2518
ลกั ษณะพระบรมรูปพ่อขุนรามคาแหงมหาราช เป็นพระบรมรปู หล่อดว้ ยโลหะทองเหลอื ง
ผสมทองแดงรมดา ประทบั นัง่ ห้อยพระบาทบนพระแท่นมนังคศลิ าบาตร พระหตั ถข์ วาถอื
คัมภีร์ พระหตั ถซ์ า้ ยอยู่ในทา่ ทรงสงั่ สอนประชาชน พระแทน่ ดา้ นซา้ ยมีพานวางพระขรรค์

พอ่ ขนุ รามคาแหงทรงสร้างพระแทน่ มนงั คศลิ าอาสน์ไว้ทกี่ ลางดงตาล ภายในเขต

กาแพงเมอื งสุโขทัย ในวันธรรมดาพระองคจ์ ะขนึ้ ประทบั เพ่อื ออกวา่ ราชการและในวนั
ธรรมสวนะ(วนั พระ) จะนิมนต์พระสงฆ์ผมู้ คี วามร้ธู รรมะแตกฉาน เพ่ือแสดงพระธรรม
เทศนาแก่ราษฎร

1. ทรงเปน็ นกั รบ ทรงชนช้างชนะขนุ สามชนเจา้ เมอื งฉอดตง้ั แต่ยังทรงพระเยาว์ ในรัชกาล

พ่อขุนศรอี ินทราทิตยแ์ ละพ่อขนุ บานเมอื ง จนเป็นทีเ่ กรงขามของอาณาจักรอื่นๆ ทาใหม้ ีอาณา
เขตแผอ่ อกไปกวา้ งขวางมาก

2. ทรงอปุ การะเกื้อกลู เมอื งทข่ี อพง่ึ บารมี เมอื งใดท่มี าขอพ่งี พระบรมโพธสิ มภารหรือ

ยอมออ่ นนอ้ มทรงช่วยเหลืออปุ การะ เมอื งใดท่ียอมเปน็ ประเทศราชทรงใช้หลกั ธรรมในการ
ปกครอง เพ่อื ให้ประชาชนพลเมืองอยเู่ ยน็ เปน็ สขุ

3. ทรงประดษิ ฐอ์ กั ษรไทยขนึ้ เมอ่ื พ.ศ. 1826
4. ทรงเปน็ องคพ์ ทุ ธศาสนปู ถมั ภก ทรงทานบุ ารุงพระพทุ ธศาสนาตอ่ จากรัชกาลกอ่ น

โดยนิมนตร์พระภิกษุทีเ่ ครง่ ครัดในทางพระวินัยจากเมอื งนครศรีธรรมราชมาเปน็ ผสู้ ัง่ สอนเพอื่

ให้พระพุทธศาสนาเป็นแบบเดยี วกัน คือ แบบเถรวาท หรือ หินยาน ไดเ้ ป็นมรดกตกทอดมา

จนถึงปจั จุบนั

5. ทรงเปน็ นักปกครองทเี่ ขา้ ถงึ ประชาชน เปน็

ผู้นาสรา้ งชาตใิ ห้มัน่ คง ผ้ใู ดเดอื ดรอ้ นต้องการร้องทุกข์ขอ
ความชว่ ยเหลอื ใหเ้ ข้าไปสัน่ กระดงิ่ ทแี่ ขวนไวท้ ห่ี น้าประตู
วงั จะเสดจ็ ออกมารับเรอ่ื งร้องทกุ ข์ดว้ ยพระองคเ์ อง

6. ทรงมนี โยบายอปุ ถัมภห์ ัวเมอื งตา่ งๆ ให้ความอปุ ถมั ภ์สนบั สนุนหัวเมอื งตามโอกาส

เปน็ ต้นว่า ยกพระราชธดิ าให้เป็นมเหสีของ มะกะโท (พระเจ้าฟ้ารวั่ ) ผู้นาอาณาจักร

มอญซึ่งเข้ามาสวามิภกั ดิ์ นอกจากนยี้ ังชว่ ยเหลอื หัวเมืองในการสรา้ งบ้านสร้างเมอื ง ดว้ ย
ความยตุ ิธรรมเสนอภาคกัน ทาให้ผ้คู รองเมอื งตา่ งๆ สานกึ ในพระมหากรุณาธคิ ณุ ไมก่ ลา้
ล่วงละเมิดอานาจพากันเปน็ มติ รไมตรี

รชั กาลที่ 4 พระยาเลอไทย

พระราชโอรสของพ่อขนุ รามคาแหงมหาราช ครองราชย์ประมาณ 40 ปี
พระยาเลอไทยทรงศรัทธาในพระพุทธศาสนา ทรงศึกษาพระไตรปิฎกจนแตกฉาน
ม่งุ ปฏิบตั จิ นแตกฉาน ม่งุ ปฏบิ ัตธิ รรม บาเพญ็ ประโยชนเ์ ก้ือกลู พระพทุ ธศาสนา
ให้เจริญรงุ่ เรือง การศกึ ษาพระธรรมและภาษาบาลไี ด้เร่มิ ข้ึนและเจริญก้าวหนา้ ใน
รัชกาลนี้

รชั กาลที่ 5 พระยางวั่ นาถม พระอนชุ าของพระยาเลอไทย เมอื่ ราชาภิเษก

แลว้ ได้ทรงแต่งพระยาลไิ ทย (พระราชโอรสของพระยาเลอไทย) ไปปกครองเมอื ง
ศรีสัชนาลัย อันเป็นเมืองทีถ่ อื ว่ารัชทายาทแหง่ ราชบัลลังก์จะพึงครองก่อนเป็น
พระมหากษัตรยิ ์ ในรัชกาลนไ้ี ด้มีการปราบปรามเมืองตา่ งๆ มาตง้ั แตร่ ชั กาลพระยา
เลอไทยแต่ไม่สาเร็จ ทัง้ ยังไม่สามารถแกไ้ ขความเสอ่ื มโทรมและความแตกแยกภายใน
ได้ ตอนปลายรัชกาลจงึ เกดิ จลาจลพระยาลิไทยองค์รชั ทายาทจึงยกกาลงั จากเมือง
ศรีสัชนาลยั เข้าเมอื งสโุ ขทัยเพื่อปราบจลาจล

ศาสตราจารย์ ดร.ประเสรฐิ ณ นคร อธบิ ายว่า งั่ว เป็น
คานาหนา้ นามทแ่ี สดงวา่ เปน็ บตุ รชายคนที่ 5
และ นาถมุ ภาษาถนิ่ แปลวา่ น้าทว่ ม

รชั กาลที่ 6 พระมหาธรรมราชาท่ี 1 (ลิไทย)

พระราชโอรสของพระยาเลอไทย (รัชกาลท่ี 4) หลังจากปราบการจลาจล
ในกรงุ สโุ ขทยั ไดส้ าเรจ็ และขนึ้ ครองราชย์แลว้ ทรงพิจารณาเหน็ วา่ เกดิ ความ
แตกแยกและขาดความไวว้ างใจกนั ในอาณาจักร จึงทรงรเิ ริม่ รวบรวมกาลังอานาจ
สรา้ งความสามัคคเี พือ่ พัฒนาบ้านเมอื งใหม่ ทาให้สโุ ขทยั เขม้ แขง็ ขนึ้
พระราชกรณียกจิ ท่สี าคญั ได้แก่

บา้ นหนองช้าง อาเภอศรสี ัชนาลยั
จังหวัด สุโขทยั

1. การปกครอง ปกครองประชาชนในฐานะธรรมราชาหรอื พระราชาผูท้ รง
ธรรม ยึดมัน่ หลักธรรมพระพทุ ธศาสนาในการปกครอง คือ ทศพธิ ราชธรรม

2. การป้องกนั อาณาจกั ร ใน พ.ศ. 1893 เมืองสุพรรณภมู ิและเมอื งละโว้
รวมกันตงั้ อาณาจักรอยธุ ยามีพระเจ้าอทู่ องเปน็ กษัตรยิ ์ประกาศเปน็ อสิ ระ รวบรวม
หวั เมืองต่างๆ ผนึกกาลังรักษาบา้ นเมืองอย่างปลอดภยั พระองคฟ์ ้นื ฟอู าณาจกั ร
สโุ ขทัยใหเ้ ปน็ ทย่ี อมรับด้วยการสรา้ งกองทพั ทาศกึ สงครามยกทพั ตีเมอื งแพร่
และปราบหัวเมอื งต่างๆ อาณาเขตของสุโขทัยสมยั พระองคล์ ดลงจากสมยั พ่อขุน
รามคาแหงมากกว่าครง่ึ

3. เศรษฐกจิ ด้วยเหตุทอ่ี าณาจกั รอยุธยาและเมืองลาวมกี าลังอานาจเขม้ แข็ง
อาจขยายอานาจเขา้ มาในอาณาจกั รสโุ ขทยั จาเปน็ ต้องสะสมเสบียงอาหาร จงึ ทานุ
บารุงการประกอบอาชีพโดยเฉพาะทางการเกษตรกรรม มกี ารขยายพ้ืนทีท่ ากินของ
ราษฎรมกี ารตัดถนนจากเมืองสองแควไปถงึ เมืองสโุ ขทยั เพอื่ ใช้ในการคมนาคมและ
ใช้พน้ื ทีส่ องฟากถนนทาสวนผกั ผลไม้ ทาไร่ ทานา เปน็ การเพม่ิ ผลผลิต

4. ศาสนา ทรงศรทั ธาพระพทุ ธศาสนามาก ทรงผนวชอยู่ 1 พรรษา โดยทรง
อาราธนาพระมหาสามัสงั ฆราชชาวลังกา ซ่ึงจาพรรษาอยู่ท่ีเมืองนครพนั มาเป็น
พระอปุ ชั ฌาย์ในการผนวช ทรงบารงุ พระพทุ ธศาสนาใหเ้ จริญรงุ่ เรอื ง มกี ารสร้าง
พระพุทธบาทโดยจาลองรอยพระพุทธบาทมาจากประเทศลงั กา สรา้ งสถปู
ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตทุ ีเ่ มืองนครชมุ

5. วรรณคดี ทรงนพิ นธ์หนงั สอื เตภูมิกถา (เตภมู ิกถา หรอื ไตรภมู พิ ระร่วง)

จดั เปน็ วรรณคดลี ้าค่าที่ตกทอดมาถึงปัจจบุ ัน ทรงนิพนธเ์ พ่อื นาหลกั ธรรมของ
พระพทุ ธศาสนามาเผยแผเ่ พ่ือประพฤตปิ ฏิบัติ เป็นการปลูกฝังธรรมะให้
ประชาชนรู้จกั ประพฤตใิ นทางทช่ี อบและดงี าม

รัชกาลที่ 7 พระมหาธรรมราชาที่ 2 (ลือไทย)

พระราชโอรสของพระมหาธรรมราชาท่ี 1 (ลไิ ทย) เหตกุ ารณส์ าคัญในรัชกาล

นี้ คือ กรงุ สโุ ขทยั ตกเปน็ เมอื งประเทศราชของอาณาจกั รอยธุ ยา ใน พ.ศ. 1921

ขณะที่พระมหาธรรมราชาที่ 2 ขน้ึ ครองราชยน์ ัน้ พระบรมราชาธริ าชที่ 1
(ขนุ หลวงพะงว่ั ) แหง่ อาณาจักรอยธุ ยามพี ระราชประสงค์จะรวมชนชาตไิ ทยให้
เปน็ อาณาจักรเดียวกนั จึงยกทัพรุกรานอาณาจักรสุโขทัยหลายครั้ง ครัง้ สาคญั
คือ ใน พ.ศ. 1921 ยกไปตเี มอื งชากังราว พระมหาธรรมราชาท่ี 2 ทรงเหน็ ว่า
จะสูร้ บตอ่ ไปไมไ่ ด้จึงยอมออ่ นนอ้ มต่ออยธุ ยา พระบรมราชาธิราชท่ี 1 (ขุนหลวง
พะงวั่ ) จึงโปรดใหค้ รองสโุ ขทัยตอ่ ไปในฐานะเมอื งประเทศราช จนกระท่ัง
พ.ศ. 1931 สุโขทยั จึงประกาศตนเป็นอสิ ระจากอยธุ ยา

รชั กาลที่ 8 พระมหาธรรมราชาท่ี 3 (ไสยลือไทย)

พระราชโอรสของพระมหาธรรมราชาที่ 2 ในรัชสมยั นพ้ี ระองคไ์ ดท้ าสญั ญากบั เจ้า
เมอื งน่าน ท่ีจะชว่ ยเหลอื ซงึ่ กันและกนั เมอ่ื ถกู รุกราน สโุ ขทยั จงึ มีความสงบในระยะหนึ่ง

พระองคท์ รงมพี ระราชโอรส 2 พระองค์ คือ พระยาบาลเมอื ง กบั พระยาราม แต่
มิไดท้ รงแต่งตง้ั ใหพ้ ระองคใ์ ดเปน็ รชั ทายาท ดงั น้ันเมอื่ เสดจ็ สวรรคต พระยาบาลเมอื ง
กับพระยาราม จึงชงิ ราชสมบัตกิ ันเป็นโอกาสให้สมเดจ็ พระอนิ ทราชา แหง่ อาณาจักร
อยธุ ยา เสด็จมาระงบั การจลาจล และไกล่เกลีย่ การแย่งชิงราชสมบตั ิคร้ังน้ี ทรงอภเิ ษก
ให้พระยาบาลเมอื งสงบเรียบร้อย พระอินทรราชาทรงขอพระราชธดิ าของพระมหาธรรมราชา
ท่ี 3 อภเิ ษกสมรสกับเจา้ สามพระยาพระราชโอรสของพระองค์ นบั เปน็ คร้งั แรกท่ีราชวงศ์
พระร่วงแหง่ กรุงสโุ ขทยั กบั ราชวงศส์ พุ รรณภมู แิ หง่ กรงุ ศรอี ยุธยามคี วามเกย่ี งดองเปน็ เครอื
ญาติกัน

รัชกาลที่ 9 พระมหาธรรมราชาที่ 4 (บรมปาล) หรือ พระยาบาลเมอื ง

หรือ พระเจา้ สุริยวงศบ์ รมปาลมหาธรรมราชา เป็นกษตั ริยอ์ งคส์ ดุ ทา้ ยของราชวงศ์
พระรว่ งที่ครองกรงุ สุโขทยั เปน็ ชว่ งตกตา่ ของสุโขทัย เปน็ พระโอรสพระมหาธรรม
ราชาที่ 3 ครองราชยใ์ นช่วง พ.ศ. 1962-1989 และประทบั ท่เี มอื งพษิ ณุโลก

การขนึ้ ครองราชย์

เม่อื พระชนกเสด็จสวรรคต พระยาบาลเมืองและพระยารามแยง่ ชิงราช
สมบตั ิกนั เป็นเหตุให้สมเด็จพระอนิ ทราชา (เจา้ นครอินทร)์ พระมหากษัตริยแ์ หง่
กรุงศรีอยุธยา ตอ้ งเสด็จขึน้ ไปถึงเมืองพระบาง แลว้ ทรงไกลเ่ กลยี่ ให้พระยาบาลเมือง
เปน็ พระมหากษัตรยิ ์แห่งกรุงสุโขทยั ครองเมืองเมอื งพษิ ณุโลกอนั เปน็ เมอื งหลวง
และให้พระยารามเป็นเจา้ เมอื งสุโขทยั อันเปน็ เมืองเอก

พระยาบาลเมอื งจึงไดร้ บั อภเิ ษกใหค้ รองกรงุ
สุโขทัยในฐานะประเทศราชของกรงุ ศรีอยุธยา ทรง
พระนามว่า พระเจา้ สรุ ิยวงศบ์ รมปาลมหาธรรมราชา
นบั วา่ พระองค์ได้เป็นพระมหาธรรมราชาท่ี 4

เกี่ยวดองกบั อยธุ ยา

มกี ารรบั ไมตรีจากกรงุ ศรอี ยุธยา โดยการส่ง
พระราชธิดาของพระมหาธรรมราชาท่ี 3 ไปอภิเษก
สมรสกบั เจา้ สามพระยา โอรสองคเ์ ลก็ ของสมเดจ็
พระอินทราชา

การสวรรคตและสน้ิ สดุ อาณาจกั รสโุ ขทยั
พระมหาธรรมราชาท่ี 4 สวรรคตใน พ.ศ. 1989 สมเดจ็ พระบรม

ราชาธริ าชที่ 2 (เจา้ สามพระยา) แห่งกรุงศรอี ยุธยาไดส้ ่งพระราเมศวร พระ
ราชโอรสซึ่งประสตู ิจากพระอัครชายาทเ่ี ปน็ พระธดิ าของพระมหาธรรมราชาที่
3 ขน้ึ ไปครองเมอื งพษิ ณุโลก ซง่ึ เปน็ เมอื งหลวงของอาณาจกั รสโุ ขทยั ทาให้
อาณาจักรสโุ ขทยั รวมกบั อาณาจักรอยุธยาเป็นอาณาจกั รเดียวกันตง้ั แต่นน้ั
เป็นตน้ มา และนับเป็นการสิ้นสุดของอาณาจักรสโุ ขทัยในทางนติ ินัย เมอื ง
พษิ ณโุ ลกก็กลายเปน็ เมืองประทับของพระมหาอปุ ราชแห่งกรงุ ศรีอยธุ ยาตงั้ แต่
นน้ั มา

แหล่งทมี่ า

https://th.wikipedia.org/wiki/อาณาจกั รสโุ ขทัย
https://th.wikipedia.org/wiki/รายพระนามพระมหากษัตรยิ ์ไทย
https://pawatsadsukhothai.wordpress.com/2013/06/18/10/


Click to View FlipBook Version