48
49
พระคาถาบูชาหลวงปู่บรมครูเทพโลกอดุ ร
ผใู้ ดมพี ระคาถาของหลวงป่ใู หญ่ไวบ้ ูชาตามบา้ นเรอื น
จะคมุ้ ครองปกปักษร์ กั ษา จะเกดิ มงคล พรอ้ มทงั้ จะอยเู่ ยน็ เป็นสขุ
พน้ จากวบิ ากกรรมต่าง ๆ หมนั่ สวดภาวนาทุกค่�ำคนื มศี ลี ๕
เครง่ ครดั จะสมั ฤทธผิ ์ ลทกุ ประการเทอญ
ตงั้ นะโม ๓ จบ
โย อะรโิ ย มะหาเถโร อะระหงั อะภญิ ญาระโร
ปะฎสิ มั ภทิ ปั ปัตโต เตวชิ โช พทุ ธะสาวะโก
พะหู เมตตาทวิ าสะโน มะหาเถรานุสาสะโก
อะมะตญั เญวะ สชุ วี ะต ิ อะภนิ นั ที คหุ าวะนงั
โส โลกุตตะโร นาโม อมั เหหิ อะภปิ ชู โิ ต
อธิ ะ ฐานูปะมาคมั มะ กุสะเล โน นิโยชะเย
ปตุ ตะเมวะ ปิยงั เทส ิ มคั คะผะลงั วะ เทสสะติ
ปะระมะสารรี กิ ะธาตุ วะชริ ญั จาปิวานิตงั
โส โลเก จะ อุปปันโน เอเกเนวะ หติ งั กะโร
อะยงั โน โข ปญุ ญะลาโภ อปั ปะมตั โต ภะเวตพั โพ
สาธกุ นั ตงั อะนุกะรสิ สามะ ยงั วะเรนะ สภุ าสติ งั
โลกุตตะโร จะ มะหาเถโร เทวะตานะระปชู โิ ต
โลกุตตะระคณุ งั เอตงั อะหงั วนั ทามิ ตงั สะทา
มะหาเถรานุภาเวนะ สขุ งั โสตถภี ะวนั ตุเม
คำ� ภาวนาระลึกถึงหลวงป่ ใู หญ่
พทุ โธ คณุ งั อะระหงั พทุ โธ
50
คำ� แปล
ขอนอบน้อมแดพ่ ระผมู้ พี ระภาคเจา้ พระองคน์ นั้ ซง่ึ เป็นผไู้ กลจาก
กเิ ลส ตรสั รชู้ อบไดโ้ ดยพระองคเ์ อง (๓ ครงั้ )
พระมหาเถระผเู้ ป็นอรยิ เจา้ องคใ์ ด เป็นพระอรหนั ตผ์ ทู้ รงอภญิ ญา
ผบู้ รรลุปฏสิ มั ภทิ า พทุ ธสาวกผไู้ ดว้ ชิ ชาสาม
มเี มตตาต่อคนทงั้ หลายเป็นวหิ ารธรรม พระมหาเถระผชู้ ำ� นาญ
ในการสงั่ สอน ดำ� รงชวี ติ อมตะ ยนิ ดใี นการอยปู่ ่าคอื ถ้ำ�
พระมหาเถระองคน์ นั้ มนี ามวา่ โลกอุดร อนั พวกเราบชู าอยา่ งยงิ่
เพราะอาศยั ในคณุ ธรรมในองคท์ า่ น ชกั ชวนพวกเราประกอบกศุ ลทงั้ หลาย
ท่านใหค้ วามรกั พวกเราเหมอื นบุตร แสดงมรรคและผลเท่านัน้
พระธาตุของทา่ นสอ่ งประกายดงั เพชร
พระมหาเถระอุบตั ขิ น้ึ ในโลก และทำ� ประโยชน์โดยสว่ นเดยี วดว้ ย
นบั เป็นบญุ ลาภของพวกเรา อนั หาประมาณมไิ ด้
พวกเราจกั กระท�ำตามค�ำสงั่ สอนของท่านอนั เป็นยอดสุภาษิต
อน่ึงพระมหาเถระนามวา่ อุตตระ เป็นทเ่ี คารพบชู าของเทวดาและมนุษย์
ทงั้ หลาย
ขา้ พเจา้ จกั กราบไหวบ้ ชูาคุณของพระอุตตระตลอดกาลทุกเม่อื
ดว้ ยอานุภาพแหง่ พระมหาเถระ ขอความสขุ สวสั ดจี งมแี กข่ า้ พเจา้ ทกุ เมอ่ื
เทอญ
51
กาลามสตู ร ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจา้
๑. อยา่ ปลงใจเชอ่ื ดว้ ยการฟังตามกนั มา
๒. อยา่ ปลงใจเชอ่ื ดว้ ยการถอื สบื ๆ กนั มา
๓. อยา่ ปลงใจเชอ่ื ดว้ ยการเลา่ ลอื
๔. อยา่ ปลงใจเชอ่ื ดว้ ยการอา้ งตำ� ราหรอื คมั ภรี ์
๕. อยา่ ปลงใจเชอ่ื เพราะตรรกะ
๖. อยา่ ปลงใจเชอ่ื เพราะการอนุมาน
๗. อยา่ ปลงใจเชอ่ื ดว้ ยการคดิ ตรองตามแนวเหตุผล
๘. อยา่ ปลงใจเชอ่ื เพราะเขา้ กนั ไดก้ บั ทฤษฎที พ่ี นิ ิจไวแ้ ลว้
๙. อยา่ ปลงใจเชอ่ื เพราะมองเหน็ รปู ลกั ษณะน่าจะเป็นไปได้
๑๐. อยา่ ปลงใจเชอ่ื เพราะนบั ถอื วา่ ทา่ นสมณะน้ีเป็นครขู องเรา
พิสจู น์ให้รแู้ จ้งเหน็ จริงแล้วจึงเชือ่ !
52
พระบรมครเู ทพโลกอุดร มีจรงิ หรอื เป็นนิยาย
เร่ืองราวเก่ียวกับคณะพระบรมครูเทพโลกอุดรมีมาช้านานแล้ว
เรม่ิ ตน้ ในยคุ สมยั สวุ รรณภมู ิ หรภิ ุญไชย สโุ ขทยั อยธุ ยา และตน้ รตั นโกสนิ ทร์
หลกั ฐานทป่ี รากฏชดั แต่ขาดการคนั ควา้ อย่างจรงิ จงั รูใ้ นชนกลุ่มน้อยทาง
เจโตบา้ ง เชน่ พระอรยิ คณุ าธาร (เสง็ ปสุ ฺโส) และหลวงป่คู ำ� คะนิง จุลมณ ี
ต่างเห็นพ้องต้องกันว่า คณะพระบรมครูเทพโลกอุดรเคยมาพ�ำนัก ณ
ถ้�ำคอยเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวไปก็ไม่มีผู้ใดเห็นอย่างท่าน
บางทา่ นทม่ี วี าสนากพ็ บเหน็ ทา่ นและยนื ยนั ครนั้ จะเอาเขา้ จรงิ กไ็ มส่ ามารถ
พบเหน็ ท่าน คลา้ ยคนหน่ึงเคยเหน็ ผี แต่หลายคนอยากเหน็ บา้ งกไ็ ม่เหน็
จนเกอื บจะเป็นเรอ่ื งอจณิ ไตย (คอื เรอ่ื งทไ่ี มค่ วรนึกคดิ ) แต่กไ็ มใ่ ชน่ ิยาย
ท่านมกั อยู่ไม่เป็นหลกั แหล่ง สามารถปรากฏได้ในสถานท่ตี ่าง ๆ
ไม่จ�ำกดั ทงั้ ผูท้ พ่ี บเหน็ กป็ ราศจากความรูว้ ่าเป็นบรมครูพระเทพโลกอุดร
พระองคใ์ ดกนั แน่ เพราะมอี ยดู่ ว้ ยกนั ถงึ ๕ พระองค์ และอาจมาในรปู ตา่ ง ๆ
ไมซ่ ำ้� กนั หรอื ปรากฎรปู เดมิ แตท่ ม่ี วี าสนาบารมสี งู สง่ กค็ อื คณุ ดอน นนทะศรวี ไิ ล
คนลาวไปประกอบอาชพี ทป่ี ระเทศแคนาดา ทา่ นผนู้ ป้ี ฏบิ ตั ธิ รรมอยา่ งเครง่ ครดั
ถอื เอกามงั สะวริ ตั มิ านานกวา่ สบิ ปี
53
พระบรมครเู ทพโลกอุดร
54
ซ่งึ บรมครูพระเทพโลกอุดรโปรดปานมาก คุณดอน นนทะศรวี ไิ ล
และครอบครวั เคารพนบั ถอื บรมครพู ระเทพโลกอุดรมาก และเล่าใหฟ้ ังว่า
ไดพ้ บเหน็ พระบรมครเู ทพโลกอุดรดว้ ยตาเน้ือ ๒ ครงั้
ครงั้ แรก หลังจากเสร็จจากการนัง่ สมาธิประจ�ำวัน เป็ นเวลา
ทางประเทศแคนาดา ๐๐.๐๒ น. ปรากฏพระภกิ ษุชรารูปหน่ึงเดนิ เขา้ มา
ในบา้ น คณุ คอนทราบทางจติ วา่ เป็นบรมครพู ระเทพโลกอดุ รแน่ จงึ กม้ ลงกราบ
และเรยี นถามว่า “หลวงปูคอื พระเทพโลกอุดรใช่ไหม” ท่านตอบว่า “ใช่”
คุณดอนไม่ทนั ได้เตรียมตัวและไม่ได้ถามถึงข้อปฏิบตั ิธรรม จึงถามว่า
“พระพมิ พท์ อ่ี าจารยป์ ระถมฝากมาใหเ้ ป็นของหลวงปอู ธฐิ านจติ จรงิ หรอื เปลา่ ”
ทา่ นตอบวา่ “จรงิ ” ตอ่ จากนนั้ คณุ ดอนกต็ น่ื เตน้ ไมท่ ราบจะถามอะไรอกี ตอ่ ไป
ครนั้ แลว้ หลวงป่กู ห็ ายไป การทท่ี า่ นปรากฏเชน่ นนั้ เรยี กวา่ ปรากฏกายธรรม
สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเน้ือและสมั ผสั ได้ จึงเกิดปัญหาถกเถียงกนั
สำ� หรบั ผมู้ ภี มู ปิ ัญญาไมถ่ งึ ขนั้ ไมร่ จู้ กั คำ� วา่ กายทพิ ย์ กายธรรม
ครงั้ ท่ีสอง เป็นการนัง่ ท�ำสมาธิทงั้ คณะประมาณ ๕ คนด้วยกนั
หลวงปพู ระเทพโลกอุดรมาปรากฏอกี ทา่ นยนื ไมไ่ ดเ้ ตรยี มอาสนะไวต้ อ้ นรบั
ท่านแสดงธรรมย่อ และว่าคณะปฏิบัติธรรมพอจะทราบอะไรบ้างแล้ว
พอสมควร ตอ่ ไปทา่ นอาจจะไมม่ าอกี จะใหข้ องไวเ้ ป็นเครอ่ื งระลกึ แลว้ ทา่ น
ก็มองไปยงั แก้วน้�ำ ปรากฏเป็นแสงสเี ขยี ว พุ่งออกจากดวงตาข้างหน่ึง
55
ทนั ใดนนั้ น้�ำในแกว้ ไดจ้ บั ตวั แขง็ เป็นกอ้ นเลก็ ๆ หลายกอ้ นดว้ ยกนั ทา่ นบอกวา่
ใหแ้ บง่ กนั เกบ็ เอาไวเ้ ป็นของดี มอี ะไรคณุ ดอนกเ็ ลา่ สกู่ นั ฟัง เป็นทเ่ี ชอ่ื ถอื ได้
และมตี วั ตนจรงิ
หลวงพ่อจรญั ฐิตธมโฺ ม แหง่ วดั
อมั พวนั อำ� เภอพรหมบุรี จงั หวดั สงิ หบ์ ุรี
เคยได้พบท่านโดยท่ีไม่ทราบว่าเป็ น
พ ร ะ บ ร ม ค รู เ ท พ โ ล ก อุ ด ร พ บ ท่ี โ ค น
ต้นไทรใหญ่ โดยได้รับการบอกเล่า
จ า ก เ จ้า ข อ ง ท่ีดิน ว่า ถึง ปี ห ล ว ง ป่ ู
พระเทพโลกอุดรจะมาปั กกลดอย ู่
ชวั่ ระยะหน่ึง เจา้ ของทด่ี นิ เล่าว่า ตงั้ แต่
จำ� ความไดจ้ นถงึ อายไุ ด้ ๘๐ ปีเศษ หลวงป่กู ย็ งั คงทรงลกั ษณะเดมิ ไมแ่ ปรเปลย่ี น
หลวงพ่อจรัญ เรียกท่านว่า “หลวงพ่อด�ำ” ได้ศึกษาวิปั สสนา
กรรมฐานจากท่านพอสมควร บางท่ีคนมีวาสนาได้พบท่านแล้วไม่รู้จกั
ว่าท่านเป็นใครมอี ยมู่ าก คณะหลวงป่ พู ระเทพโลกอดุ ร เป็นชาวเนปาล
อย่าเข้าใจผิดว่าเป็นคนไทย การทท่ี ่านพดู ภาษาไทยไดก้ เ็ น่ืองจากบรรลุ
ปฏิสมั ภิทาญาณ สามารถรู้ภาษาคนและสตั ว์ได้ ท่านชอบปรากฏองค ์
ทางป่าเมอื งกาญจนบุรี เช่น อ�ำเภอไทรโยค อ�ำเภอทองผาภูมิ ครงั้ ล่าสุด
56
ทา่ นปรากฏองคท์ เ่ี ขาใหญ่ ทา่ นอภชิ โิ ต ภกิ ขุ และทา่ นพนั เอกชม สคุ นั ธรตั
ไปเฝ้าทา่ นอยนู่ านวนั และทา่ นอภชิ โิ ต ภกิ ขุ ไดม้ รณภาพไดไ้ มน่ าน เรอ่ื งราว
บางตอนไดอ้ าศยั ทา่ นอภชิ โิ ต ภกิ ขุ เป็นผบู้ อกเลา่ มไิ ดเ้ ป็นนวนยิ ายเลอ่ื นลอย
ไมจ่ ำ� เป็นตอ้ งรอการพสิ จู น์ และโปรดเข้าใจด้วยว่า ภาพหลวงป่ ู พระเทพ
โลกอุดรองค์ที่สาม มีนามว่า “พระอิเกสาโร หรือหลวงป่ ูโพรงโพธ์ิ”
การปรากฏกายธรรมในปัจจบุ นั สว่ นมากมกั จะเป็นหลวงป่พู ระเทพโลกอุดร
องค์ท่ีสาม และแทรกซ้อนด้วยหลวงป่ ูแจ้งฌาน ซ่ึงเป็นศิษย์เอกคู่กับ
สมเด็จกรมพระราชวงั บวรวชิ ยั ชาญ ซ่ึงท่านทงั้ สอง ท่านอภิชโิ ต ภิกข ุ
เรยี กวา่ “ครฝู ึก” ปกตหิ ลวงป่ไู มไ่ ดล้ งมอื สอนวชิ าดว้ ยตนเอง ใหศ้ กึ ษากบั ครฝู ึก
เมอ่ื จบขนั้ แลว้ ทา่ นจงึ จะทำ� การทดสอบทกุ ครงั้ ไป
คณะพระธรรมทตู มาเผยแผ่พระพทุ ธศาสนายังแคว้นสวุ รรณภมู ิ
กลา่ วยอ้ นไปถงึ อดตี กาล พทุ ธศกั ราชผา่ นพน้ ไป ๓๐๓ ปี (ตามหลกั ฐาน
บนั ทกึ ในหนังสอื มหาวงศ์พงศาวดารลงั กา ค�ำบรรยายของหลวงบรบิ าล
บุรีภัณฑ์ (ปวน อินทุวงศ์) อดีตภัณฑารักษ์เอก กรมศิลปากร) และ
57
ตามหลกั ฐานของวดั เพชรพลี (บนั ทกึ อกั ษรเทวนาคร)ี ขดุ คน้ พบ ณ ซากศลิ า
วดั คบู วั ตำ� บลคบู วั อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั ราชบรุ ี วา่ พระพทุ ธศาสนาไดเ้ รม่ิ แพร่
เขา้ สแู่ ควน้ สวุ รรณภมู ใิ นปีพทุ ธศกั ราช ๒๓๕ ซง่ึ มรี ะยะเวลาหา่ งกนั ถงึ ๖๘ ปี
พระเจ้าอโศกมหาราช ได้ทรงกระท�ำตติยสงั คายนาพระไตรปิฎก คือ
การชำ� ระพระไตรปิฎกขน้ึ เป็นครงั้ ท่ี ๓ ครนั้ แลว้ จงึ อาราธนา พระโมคคลั ลบี ตุ ร
ติสสเถระ องค์อรหันต์เป็ นประธานคัดเลือกบรรดาพระอรหันต์เถระ
ออกทำ� การเผยแผพ่ ระพทุ ธศาสนาในประเทศต่าง ๆ ดงั น้ี
๑. พระมัชฌันติ กเถระ ไปยังกัสสมิรและคันธารประเทศ
(คอื ประเทศแคชเมยี รแ์ ละอฟั กานิสถาน ในปัจจบุ นั ) แหง่ หน่ึง
๒. พระมหาเทวเถระ ไปยงั มหสิ มมณฑล (คอื แว่นแควน้ ทางใต ้
ลำ� น้�ำโคทาวดี อนั เป็นประเทศไมสอหรอื ไมเซอร์ ในปัจจบุ นั ) แหง่ หน่ึง
๓. พระรกั ขิตเถระ ไปยงั วนวาสปี ระเทศ (คอื แวน่ แควน้ กะนาราเหนอื
อนั เป็นเขตเมอื งบอมเบย์ ในปัจจบุ นั ) แหง่ หน่ึง
๔. พระธรรมรกั ขิตเถระ ไปยงั ปรนั ตกประเทศ (คอื แว่นแคว้น
ตอนชายทะเลดา้ นเหนือเมอื งบอมเบย์ ในปัจจบุ นั ) แหง่ หน่ึง
58
๕. พระมหาธรรมรกั ขิตเถระ ไปยงั มหารฐั ประเทศ (คอื แวน่ แควน้
ตอนเหนือของลำ� น้�ำโคทาวาร)ี แหง่ หน่ึง
๖. พระมหารกั ขิตเถระ ไปยงั โยนกประเทศ (คอื บรรดาหวั เมอื งตา่ ง ๆ
ทพ่ี วกโยนกไดค้ รองความเป็นใหญ่ในดนิ แดนประเทศเปอรเ์ ซยี ในปัจจบุ นั )
แหง่ หน่ึง
๗. พระมชั ฌิมเถระ ไปยงั หมิ วนั ตประเทศ (คอื มณฑลซ่ึงตงั้ อย ู่
เชงิ เขาหมิ าลยั มเี นปาลราช เป็นตน้ ) แหง่ หน่ึง
๘. พระโสณเถระกบั พระอตุ รถระ ไปยงั สวุ รรณภมู ปิ ระเทศแหง่ หน่งึ
๙. พระมหินทรเถระ เป็นพระราชบุตรของพระเจา้ อโศกมหาราช
พรอ้ มดว้ ยพระภกิ ษุหลายรปู ไปลงั กาทวปี แหง่ หน่ึง
ข้อถกเถียงเร่อื งสุวรรณภูมเิ ป็นมาช้านาน ฝ่ ายไทยอ้างนครปฐม
เป็นราชธานีของสุวรรณภูมิ พม่าอ้างเมืองสะเทิมอันเป็นมอญฝ่ ายใต ้
เป็นสุวรรณภูมิ เขมรและลาวต่างก็อ้างว่าประเทศของตนคอื สุวรรณภูม ิ
แต่ใครจะอา้ งอยา่ งไร กล็ ว้ นมสี ว่ นถูกดว้ ยกนั ทงั้ สน้ิ คอื ทา่ นศาสตราจารย์
เดวดิ ส์ อธบิ ายว่า เรมิ่ แต่รามญั ประเทศไปจรดเมอื งญวน และตงั้ แต่พม่า
ไปจรดแหลมมลายู หรอื ทเ่ี รยี กวา่ อนิ โดจนี เป็นสวุ รรณภูมทิ งั้ นนั้ สมเดจ็ ฯ
กรมพระยาด�ำรงราชานุภาพ ทรงรบั สงั่ ว่าคำ� ทเ่ี รยี กสุวรรณภูมปิ ระเทศนัน้
59
จะหมายรวมดินแดนท่ีมีเป็ นประเทศมอญและไทยภายหลังทัง้ หมด
เหมอื นอย่างท่เี ราเรยี กว่า อินเดยี เป็นชมพูทวปี ก็เป็นได้ เพราะฉะนัน้
ใครในแหลมอินโดจีนจะอ้างว่า ประเทศของตนเป็นสุวรรณภูมิ จึงเป็น
การถูกตอ้ งดว้ ยกนั ทงั้ นัน้ ไม่มปี ัญหา ทไ่ี ทยอา้ งนครปฐมเป็นราชธานีนัน้
กเ็ พราะจงั หวดั นครปฐมมเี น้อื ทภ่ี มู ปิ ระเทศกวา้ งขวางและมโี บราณวตั ถสุ ถาน
สรา้ งไวม้ าก แตจ่ ะเรยี กชอ่ื เมอื งหลวงวา่ กระไรในครงั้ กระนนั้ ไดแ้ คส่ นั นษิ ฐาน
เหน็ จะเรยี กสวุ รรณภมู นิ นั่ เอง ชอ่ื น้จี งึ ไดแ้ ตเ่ ป็นทร่ี กู้ นั แพรห่ ลายไปถงึ อนิ เดยี
และลงั กา จนเป็นเหตใุ หใ้ ชช้ อ่ื น้ใี นหนงั สอื มหาวงศฯ์ วา่ พระโสณะกบั พระอตุ ระ
ได้อญั เชญิ พระพุทธศาสนามาประดษิ ฐาน
สถานทเ่ี มอื งสวุ รรณภมู ิ และเป็นเหตุใหเ้ รยี ก
ช่อื มหาสถูป ทเ่ี มอื งนัน้ ว่า “พระปฐมเจดยี ”์
หมายความว่า เป็นพระเจดยี ์องค์แรกท่ไี ด้
สรา้ งขน้ึ ในแถบประเทศตะวนั ออกน้ี
ส่วนค�ำจารึกอักขรเทวนาครี ฉบับ
วดั เพชรพลี ปรากฏขอ้ ความทพ่ี สิ ดารยง่ิ ขน้ึ
โดยกล่าวถงึ คณะพระธรรมฑตู ไดเ้ ดนิ ทางมา
เผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยทางเรอื ประกอบดว้ ย พระโสณะ พระอุตตร
60
พระมูนิยะ พระฌานียะ พระภูริยะ สามเณรอิสิจน์ สามเณรคุณะ
พระสามเณรนิตตย เขมกะอุบาสก อนีฆาอุบาสกิ า อดุลยอ�ำมาตย์และ
คุณหญงิ อดุลยา พราหมณ์และนางพราหมณี ผูค้ นอกี ๓๘ คน ไดม้ าพกั
ทว่ี ดั ชา้ งคอ่ ม (นครศรธี รรมราช) เมอ่ื วนั ขน้ึ ๑๔ ค่ำ� เดอื นอา้ ย พ.ศ. ๒๓๕
ออกบณิ ฑบาต วนั ขน้ึ ๑๕ ค่�ำ ล้วนเทศนาพรหมชาลสูตรและได้วางวธิ ี
อุปสมบทญัตติจตุตถกรรมวาจา โดยใช้อุทกเขปเสมาหรือเสมาน้�ำและ
ไดว้ างเพศชไี ทยโดยถอื แบบเหล่าพระสากยิ านิ ซง่ึ เป็นตน้ ของพระภกิ ษุณ ี
โดยบวชหรอื บรรพชาไมม่ เี รอื น ออกจากเรอื น (อาคารสมาอนาคารยิ ปพพชชา)
ไดว้ างวธิ สี วดปาตโิ มกขห์ รอื อุโบสถกรรม ปวารณากรรม
เม่อื พระเจา้ โลกละวา้ ราชา (เจา้ ผูค้ รองแควน้ สุวรรณภูม)ิ รบั สงั่ ให ้
มนตข์ อมพสิ นุ ขอมเฉย ขอมสอน ขอมเมอื ง สรา้ งวดั มหาธาตุ ทา่ นไดว้ างวธิ ี
กำ� หนดนิมติ ผกู ขนั ธส์ มี า พ.ศ. ๒๓๘ เดอื น ๕ ขน้ึ ๑๕ ค่ำ� ขณะอยรู่ ะหวา่ ง
การก่อสรา้ ง ท่านไดส้ อนพระบวชใหม่ใหท้ ่องพระปาฏโิ มกขจ์ บหลายองค ์
แลว้ จงึ วางวธิ สี วดสาธยายโดยฝึกซอ้ มใหค้ ล่อง เมอ่ื คล่องแลว้ จงึ จะสชั ณาย
กนั จรงิ ๆ ทา่ นใหม้ นตข์ อมปัน้ พระพทุ ธรปู ดว้ ยปนู ขาวเป็นพระประธานในโรงพธิ ี
เม่อื เรยี บรอ้ ยแลว้ ท่านวางวธิ กี ราบสวดมนต์ไหวพ้ ระ เหน็ ดแี ลว้ จงึ ใหส้ รา้ ง
พระพทุ ธรปู ประจำ� พระอุโบสถ แลว้ จงึ ใหส้ รา้ งพระพทุ ธรปู ประจำ� พระอุโบสถ
61
จงึ เป็นธรรมเนียมสบื ตอ่ กนั มา ทา่ นไดว้ างวธิ กี ฐนิ และธดุ งคไ์ ปในเมอื งต่าง ๆ
คอื การเทย่ี วจารกิ
หลกั ฐานตา่ ง ๆ ตามทก่ี ลา่ ว
จารกึ ดว้ ยอกั ษรเทวนาครี ขดุ พบท่ี
โ ค ก ป ร ะ ดับ อิฐ ต� ำ บ ล คู บัว
จังหวัดราชบุรี พบรูปปั้นลอย
องคล์ กั ษณะนงั่ ลกั ษณะนงั่ หอ้ ยเทา้
มีลีลาแบบปฐมเทศนา มีเศียรโล้น ด้านหน่ึงจารึกว่า โสณเถระ
ด้านล่าง อุตตรเถระ ด้านล่างสุด สุวรรณภูมิ มีอยู่ด้วยกัน ๕ องค ์
ผคู้ น้ พบทบุ เลน่ ๓ องค์ เหลอื เพยี ง ๒ องค์ ตกเป็นสมบตั ขิ องวดั เพชรพลี
ส่วนครบชุด ๕ องค์ คอื พระโสณเถระ พระอุตตรเถระ พระมูนียเถระ
พระฌานียเถระ และพระภูริยเถระ ในท่านัง่ แสดงธรรม สมัยต่อมา
ในรชั กาลท่ี ๔ - ๕ มกี ารสรา้ งแบบพระสมเดจ็ ขน้ึ แลว้ เหน็ เป็นพระสมเดจ็
ผดิ พมิ พอ์ กี ดว้ ย จงึ เป็นการสบั สนสำ� หรบั ผทู้ ไ่ี มร่ จู้ รงิ
จะเหน็ ไดว้ า่ ตามหลกั ฐานบนั ทกึ กลา่ วเพยี งพระโสณเถระ ไมไ่ ดก้ ลา่ วถงึ
พระอตุ ตรเถระ (อตุ รกค็ อื อดุ ร) เป็นปัญหาวา่ หลวงป่บู รมครพู ระเทพโลกอดุ ร
เป็นองค์ใดกนั แน่ เพราะในสมยั ปัจจุบนั กล่าวถงึ พระบรมครูเทพโลกอุดร
ไม่มใี ครรจู้ กั พระโสณเถระ ขอ้ เทจ็ จรงิ ท่านทงั้ สองเป็นพน่ี ้องร่วมสายโลหติ
62
องคพ์ ค่ี อื พระอตุ ตระ มรี า่ งกายสนั ทดั องคน์ ้องคอื พระโสณะ มรี า่ งกายสงู ใหญ่
มฉี ายาว่าขรวั ตนี โต ถา้ น�ำพระธาตุมาตรวจนิมติ จะบอกว่า โสณ - อุตตร
ไมแ่ ยกจากกนั องคน์ ้องบรรลอุ รหนั ตก์ อ่ นองคพ์ ่ี แตม่ คี วามเคารพองศพ์ ม่ี าก
ตอ้ งกราบองคพ์ ่ี แตเ่ หตทุ บ่ี รรลกุ อ่ นพช่ี ายจงึ เรยี กวา่ โสณ - อตุ ตร ไมเ่ รยี กวา่
อุตตร - โสณ ฉะนนั้ หลวงปใู หญ่กค็ อื พระอุตตระ นนั่ เอง ทา่ นเจา้ ประคณุ
สมเดจ็ พฒุ าจารย์ (โต) พรหมรงั สี กลา่ วพระนามขององคท์ า่ นวา่ พระโสอุดร
พระโลกอุดร ดว้ ยเหตุน้ีท�ำใหผ้ มเกดิ ความคดิ จดั กลุ่มพระเทพโลกอุดรขน้ึ
และเขยี นเรอ่ื งลงในวารสารพระเครอ่ื ง โดยแบง่ กลุม่ ออกดงั น้ี
กล่มุ ที่ ๑ มพี ระโสณะ และพระอุตตระ
กล่มุ ท่ี ๒ พระมนู ียะ (หลวงป่โู พรงโพโพธ)ิ์ เป็นเอกเทศ
กล่มุ ท่ี ๓ พระณานียะ (หลวงป่ขู รวั ขเ้ี ถา้ ) และพระภรู ยิ ะ
(หลวงป่หู น้าปาน)
รวมเป็น ๓ กลุม่ ดว้ ยกนั แตไ่ มเ่ ป็นการถกู ตอ้ งตามขอ้ เทจ็ จรงิ
นิมิตครงั้ แรกพบเพยี งพระอุตตรเถระเจา้ ปรากฎกายเพยี งครง่ึ ทอ่ น
(สอบแลว้ ตรงกบั คนใตท้ า่ นหน่ึง) ทา่ นบนิ เขา้ สโู่ ดยลกั ษณาการทร่ี วดเรว็ ยง่ิ
ตรงเขา้ กอดรดั ดว้ ยความเมตตา ผมทดั ทา่ นวา่ “หลวงปใู หญ่” ทา่ นยม้ิ แลว้
บอกกบั ผมวา่ “ป่ ชู ่ือเปล่ียนนะลกู ” ขอใหล้ กู จงหลุดจากการยดึ มนั่ ถอื มนั่
63
ทา่ นสอนธรรมงา่ ย ๆ แต่มนั ลกึ และเป็นขนั้ สงู ไมธ่ รรมดา ทา่ นมาองคเ์ ดยี ว
ทา่ นอภชิ โิ ต ภกิ ขุ กเ็ คยเลา่ ใหฟ้ ังวา่ หลวงป่อู ยอู่ งคเ์ ดยี ว นอกนนั้ กเ็ ป็นเพยี ง
ศษิ ยใ์ นสำ� นกั เรอ่ื งน้ีผมไมไ่ ดค้ ยุ ใหใ้ ครฟังมากนกั เกรงจะไมเ่ ชอ่ื คนทม่ี าหา
ก็ชอบแต่ส่องพระด้วยแว่น ไม่ส่องด้วยจิต และผมจะดีใจในเม่อื พบคน
สอ่ งพระทางจติ คยุ กนั ถกู คอ
คำ� สอนของหลวงป่ พู ระเทพโลก
อดุ รเป็นตวั สดุ ทา้ ยในมหาสติปฏั ฐานสี่
กาย เวทนา จิต ธรรม สักแต่ว่า
ไม่ใช่ สัตว์ บุคคลตัวตนเราเขา
อย่างท่ี เขาสอนกัน กายในกาย
จิตในจิต ไมต่ ิด มนั กห็ ลดุ กไ็ มร่ จู้ ะหลดุ
อยา่ งไร ตามความเขา้ ใจของผม ธรรมตวั น้ีกค็ อื สภาวะธรรม มนั แปรเปลย่ี น
ไมค่ งท่ี คอื ทกุ ข์ การทนอยไู่ มไ่ ด้ สง่ิ ทม่ี ชี วี ติ และปราศจากชวี ติ มนั เสอ่ื มสน้ิ
ไปตามสภาวะธรรม ไมย่ นื ยงคงท่ี หลวงป่จู งึ ใหป้ รศิ นาวา่ “ป่ชู อื่ เปลย่ี นนะลกู ”
เมอ่ื มนั ไมด่ ำ� รงคงท่ี มนั กไ็ มเ่ ทย่ี งนะซี มนั ทกุ ข์ อนจิ จงั กเ็ มอ่ื มนั ไรส้ าระเชน่ น้ี
จะไปยดึ ถอื เป็นตวั เป็นตนทำ� ไม อนัตตา สพั เพธมั มาทกุ ขา สพั เพธมั มา
อนิจจา สพั เพธมั มา อนัตตา ติ ถา้ จะตดั รปู นาม ปล่อยเวทนาสญั ญาไว ้
64
ละเพยี งสงั ขารเครอ่ื งปรุงแต่งจติ อนั เป็นตวั อุปาทาน ตดั ตวั น้ีเปรยี บเหมอื น
การตดั คดั เอา้ ทส์ วทิ ชไ์ ฟฟ้า ไฟฟ้าดวงอน่ื พากนั ดบั หมด เป็นสญุ ญตนพิ พาน
ทา่ นพระอาจารยว์ ชิ ยั เขมโิ ย แหง่ สำ� นกั สงฆ์
ถ้�ำผาจม อ�ำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย
เคยน�ำมาแสดงธรรมในรายการธรรมะ ทาง ท.ี ว.ี
ผมฟังแล้วถึงกบั ก้มลงกราบเพราะความถูกใจ
“ไปเรียนให้มากท�ำไม ท่านเจ้าประคุณสมเด็จ
พระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวรเถระ)
แห่งวดั เทพศริ นิ ทราวาส เขตป้อมปราบศตั รพู า่ ย กรุงเทพฯ อบรมสงั่ สอน
สานุศษิ ยใ์ หไ้ หว้ ๕ ครงั้ ใหม้ ศี ลี บรบิ รู ณ์ ไหวพ้ ระเสรจ็ ใหท้ ำ� สมาธิ ก่อนตาย
ใหพ้ จิ ารณาถงึ สพั เพ ธมั มา อนตั ตา จะไม่กลบั มาเกดิ อกี ” จงึ กล่าวไดว้ ่า
หลวงป่ทู า่ นสอนตามขนั้ ภมู ธิ รรมปัญญา ฟังดงู า่ ย ๆ แต่ทำ� ยาก
นิมิตครงั้ ที่ ๒ พบกบั พระโสณเถระเจา้ ทา่ นมากบั พระมนู ียเถระเจา้
(พระอเิ กสาโร) จติ ผมทราบทนั ทวี า่ เป็นหลวงป่อู งคท์ ส่ี อง รปู กายทา่ นสงู ใหญ่
เกสายาวประมาณ ๑ องคลุ ี ผมคดิ อยภู่ ายในใจวา่ อยากจะไดเ้ กสาของทา่ น
ไวบ้ ชู า หลวงป่เู รยี กผมเขา้ ไปใกล้ ผมกม้ ลงกราบทา่ น ทา่ นยม้ิ ดว้ ยความปราณี
ยกมอื ลบู ศรี ษะของผมพลางเรยี กชอ่ื
65
ทา่ นมไิ ดก้ ลา่ วธรรมอนั ใด สว่ นองคท์ น่ี งั่ ถดั ไปประมาณ ๔ วา ปรากฏเกสายาว
คลุมดา้ นหลงั หม่ จวี รสกี รกั แสดงวา่ เป็นพระอเิ กสาโร (เกสา แปลวา่ ผม)
มไิ ดก้ ลา่ วธรรมใดเชน่ กนั แสดงชดั วา่ พระอเิ กสาโรเป็นสานุศษิ ยพ์ ระโสณะ
ภาพนิมติ เลอื นหายไป ปรากฏเหน็ พระภกิ ษุชรารปู หน่ึงรา่ งกายใหญ่
ยนื เทยี บแลว้ ยงั สงู ไม่พน้ ไหล่ท่าน มขี นตายาวพเิ ศษ ประกอบอารมณ์ขนั
ทา่ นยกมอื ลบู ศรี ษะของผมพลางกลา่ ววา่ “ลงศรี ษะมากมายจรงิ ” ทนั ใดนนั้
ท่านก็หัวเราะก๊าก ผลักผมกระเด็นไปประมาณ ๒ วา แล้วกล่าวว่า
“โอ้โฮมพี ระมากจงั ” แล้วท่านก็พาเดนิ ผมก็ตามหลงั ท่านไป ในจติ รู้ว่า
ท่านคือ หลวงปูขรวั ข้เี ถ้า จนในท่ีสุดไปพบกลุ่มพระภิกษุและฆราวาส
กลมุ่ หน่งึ มฆี ราวาสทา่ นหน่งึ อมุ้ ขนั สำ� รดิ เดนิ อยใู่ นกลมุ่ ทา่ นชม้ี อื ไปยงั บคุ คล
ผู้นัน้ และกล่าวว่า “ท่านผู้น้ีเป็ นสามี” ท�ำให้ผมต้องตีปัญหาพักใหญ่
ขนั นัน้ น่าจะหมายถึงขนั ธ์ห้า ค�ำว่าสามแี ปลได้หลายอย่าง เจ้าของ ผวั
ตำ� แหน่ง พระสงั ฆราชบณั ฑติ น่าจะเป็นบณั ฑติ นนั่ เอง ทา่ นผนู้ ้จี ติ บอกวา่ เป็น
หลวงป่ ูขรวั หน้าปานองค์ท่หี า้ เป็นอนั ว่าผมได้เหน็ หน้าพระเทพโลกอุดร
ครบทกุ พระองค์
66
พระอุตรเถระเจา้ อวตารเปน็ พระครเู ทพวเิ ศษ
เรมิ่ สมยั รตั นโกสนิ ทร์ในรชั กาลท่ี ๔ ประมาณเม่อื ปี พ.ศ. ๒๓๙๕
ในขณะท่ีพระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ หรือพระองค์เจ้ายอดย่ิงประยุรยศ
บวรราโชรสรตั นราชกุมาร (ประสตู ิ ณ วนั พฤหสั บดี เดอื น ๑๐ แรม ๒ ค่ำ�
ปีจอสมั ฤทธศิ ก จุลศกั ราช ๑๒๐๐ พุทธศกั ราช ๒๓๘๑ ในรชั กาลท่ี ๓
เป็นพระเจา้ ลกู ยาเธอนบั เป็นพระราชโอรสองคต์ น้ ในพระบาทสมเดจ็ พระปิ่นเกลา้
เจ้าอยู่หัว และเจ้าจอมมารดาเอม) ทรงพระชนมายุได้ ๑๔ พรรษา
เป็นการปรากฏทงั้ คณะพระธรรมฑตู มดี งั น้ี
พระมานยี ะเถระเจ้า พระโสณเถระเจ้า พระอุตรเถระเจ้า พระมนู ยี ะเถระเจ้า พระภูรยิ ะเถระเจ้า
67
๑. พระอุตตรเถระ เรยี กกนั ว่า พระครูโลกอุดร หรอื หลวงป่ ูใหญ่
หรอื หลวงพ่อด�ำ ซ่ึงท่านเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์ (โต) พรหมรงั ส ี
เรยี กทา่ นวา่ “พระโลกอุดร”
๒. พระโสณเถระ เรยี กกนั ว่า พระครูโลกอุดร เช่นกนั ฉายานาม
หลวงป่ ูขรวั ตนี โต ซ่งึ ท่านเจ้าประคุณสมเดจ็ พุฒาจารย์ (โต) พรหมรงั ส ี
เรยี กทา่ นวา่ “พระโสอุดร”
๓. พระมูนียะ เรียกกนั ว่า หลวงป่ ูโพรงโพธิ์ หรือท่านอิเกสาโร
หรอื หลวงป่เู ดนิ หน
๔. พระฌานียะ เรยี กกนั วา่ หลวงป่ขู รวั ขเ้ี ถา้
๕. พระภรู ยิ ะ เรยี กกนั วา่ หลวงป่หู น้าปาน
ทราบโดยญาณของผมเองว่า พระอเิ กสาโรเป็นศษิ ยพ์ ระโสณเถระ
ส่วนอกี สองท่านจะเป็นศษิ ยพ์ ระอุตตรเถระหรอื พระโสณเถระยงั ไม่แจง้ ชดั
เพยี งอาจารย์ผมบอกว่าท่านพระฌานียะ ยงั มอี ายุแก่กว่าพระอุตตรเถระ
ดว้ ยซ้�ำไป หลวงป่ ูขรวั ขเ้ี ถ้ากบั หลวงป่ ูหน้าปานจะจบกจิ เป็นพระอรหนั ต ์
หรอื ยงั มอิ าจทราบได้ เพยี งท่านหายไปตอนแรกอาจเป็นเพยี งอรหนั ต์
(ตามค�ำวิเคราะห์ศพั ท์ในตอนต้น) จึงต้องมาสร้างบารมีเพิ่มในรูปของ
หลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา อ�ำเภอบ้านหม่ี จังหวัดลพบุรี ก็คือท่าน
ขรวั ข้เี ถ้าเผาแหลก มีอะไรท่านเผาหมด เป็นปริศนา ธรรมอนั หน่ึงว่า
68
“ตนู ่แี หละคอื ขรวั ขเ้ี ถา้ ” ทา่ นแปรธาตแุ บบสำ� นกั โลกอดุ ร
เป็ นกบเล้ียงลูกศิษย์ จึงมีฉายาว่า หลวงพ่อกบ
ก ล่ า ว กัน ว่ า เ ม่ือ ท่ า น ม ร ณ ภ า พ แ ล้ ว น� ำ ใ ส่ โ ล ง ศ พ
ได้เกดิ หายไปไม่มรี ่องรอย ก็จะเหน็ ท่านตามจรงิ เสยี
เมอ่ื ไรทเ่ี หน็ นนั่ เป็นเพยี งกายธรรมเทา่ นนั้
สว่ นอกี ทา่ นหน่ึงมาในนามของหลวงพอ่
โอภาสี หรอื พระมหาชวนแหง่ อาศรมบางมด
ท่ า น ก็บ อ ก ว่ า พ ร ะ ม ห า ช ว น ต า ย ไ ป แ ล้ว
ท่านเป็นพระส�ำเรจ็ มาอาศยั ร่างเพ่อื สร้าง
บารมีต่อ ปริศนาธรรมของท่านก็คือ
มีพระบรมสาทิศลักษณ์ ของล้นเกล้า
รชั กาลท่ี ๕ คนก็ตีความไปต่าง ๆ นา ๆ ว่า รชั กาลท่ี ๕ มาเกิดบ้าง
กเ็ มอ่ื รชั กาลท่ี ๕ เสดจ็ สวรรคตในปี พ.ศ. ๒๔๕๓ ทา่ นพระมหาชวนเกดิ กอ่ น
แลว้ ความจรงิ กค็ อื “ตนู ่ีแหละพระเทพโลกอุดร องคท์ ่ี ๕” กเ็ ทา่ นนั้
พระองค์เจ้ายอดยงิ่ ยศ น่าจะสร้างบารมตี ่อเน่ืองมาแต่ปางบรรพ ์
ทรงมธี รรมาพสิ มยั แต่ครงั้ ยงั เยาวว์ ยั นอกจากจะทรงสนพระทยั ในวทิ ยาการ
69
ทางอักษรศาสตร์ รัฐศาสตร์ การฝีมือ ยุทธศาสตร์วิชาการฟ้ อนร�ำ
ตลอดจนถึง ทรงสนพระทัยในวิปัสสนากรรมฐานแต่เยาว์วัย ขณะท ่ี
พระชนมายุเพียง ๑๔ พรรษา ฝึกฝนจนอินทรียพละแก่กล้าพอควร
หลวงป่ ูพระบรมครูเทพโลกอุดร (พระอุตตรเถระ) เหน็ ว่าเจ้าชายท่านน้ ี
เคยเป็นศิษย์ในความอุปการะกนั มา จงึ มาเข้านิมติ สอนธรรมกรรมฐาน
โดยต่อเน่ืองในสภาพกายทพิ ย์ (มองเหน็ ได้ด้วยตาใน) จนเหน็ ว่าบรรลุ
ขนั้ ทพิ ยจกั ษุแลว้ จงึ ปรากฎเป็นกายธรรมมองเหน็ ไดด้ ว้ ยตาเน้อื และสามารถ
ใชผ้ สั สะจบั ตอ้ งได้ โดยทผ่ี ศู้ กึ ษาไม่ถงึ จะตู่ว่าเป็นองคจ์ รงิ แทบรอ้ ยทงั้ รอ้ ย
นนั้ คอื ความไมร่ จู้ รงิ แลว้ คดิ ว่ารู้ สำ� หรบั เร่อื งน้ีพระบาทสมเดจ็ พระป่ินเกลา้
เจา้ อย่หู วั มหาอุปราชแห่งพระราชวงั หน้า กม็ ไิ ดท้ ราบความจรงิ เท่าใดนกั
เพยี งแตก่ ลา่ วกนั วา่ พระองคเ์ จา้ ยอดยง่ิ ยศ มกั จะหายไปคราวหน่งึ ๆ ประมาณ
๑๕ - ๒๐ วนั คงมแี ตเ่ จา้ จอมมารดาเอม ซง่ึ เป็นพระชนนที ท่ี ราบความเป็นไป
ต่อมาพระองคเ์ จา้ ยอดยงิ่ ยศไดร้ บั พระราชทาน
เล่อื นพระอสิ รยิ ยศเป็น สมเดจ็ กรมพระราชวงั บวร
วชิ ยั ชาญ ต�ำแหน่งวงั หน้าและในการท่สี มเดจ็ กรม
พระราชวงั บวรวชิ ยั ชาญ (พระองค์เจ้ายอดยงิ่ ยศ)
เสดจ็ ทวิ งคตดว้ ยโรควกั กะ(ไต)พกิ ารในปี พ.ศ.๒๔๒๘นนั้
70
ท่านก็มไิ ด้ทวิ งคตจรงิ แต่หลวงป่ ูบรมครูพระเทพโลกอุดรหรอื หลวงป่ ูด�ำ
พาไปอยดู่ ว้ ย และเสกใบพลแู ทนตวั ไว้ เรอ่ื งออกจะเหลอื เชอ่ื แตก่ น็ ่าเชอ่ื เพราะ
ปรากฏหลกั ฐานยนื ยนั จากทา่ นอาจารยช์ าญณรงค์ ศริ สิ มบตั ิ หรอื ทา่ นอภชิ โิ ต
ภกิ ขุ ทไ่ี ดไ้ ปพบท่านวงั หน้าทส่ี �ำนักพระเทพโลกอุดร แต่ไม่ใช่ถ้�ำววั แดง
อย่างทเ่ี ล่าลอื กนั โดยท่านวงั หน้ากบั ท่านพระอาจารย์แจงฌาณ ๒ รูปน้ี
เป็นพเ่ี ลย้ี งถา่ ยทอดวชิ าให้ ทา่ นอภชิ โิ ตภกิ ขุ มกั เรยี กวา่ “ครฝู ึก” ซง่ึ โดยปกติ
หลวงป่บู รมครพู ระเทพโลกอดุ รจะมไิ ดถ้ า่ ยทอดวชิ าความรใู้ หโ้ ดยตรง ตอ่ เมอ่ื
เรยี นจบขนั้ หน่ึง ๆ แลว้ ทา่ นจะตอ้ งทดสอบความรแู้ ละรบั รองใหเ้ รยี นขนั้ สงู
ต่อไป นับถึงปัจจุบนั หากท่านวงั หน้ายงั ด�ำรงชวี ติ อยู่ จะมอี ายุประมาณ
๑๕๐ บเี ศษ ทา่ นรจู้ กั ผมดี เรยี กผมวา่ “โยมประถม”
ทา่ นอภชิ โิ ต ภกิ ขุ ไดใ้ หช้ า่ งวาดภาพทา่ นวงั หนา้ (พระองคเ์ จา้ ยอดยงิ่ ยศ)
ดว้ ยถา่ นเครยอง มองเหน็ ครงั้ แรกเกดิ ความสนใจคดิ วา่ เป็นภาพหลวงป่ใู หญ่
เพราะเป็นภาพของบรรพชติ แต่กลบั เป็นภาพของท่านวงั หน้า ส่วนภาพ
หลวงป่ ูบรมครูพระเทพโลกอุดรท่ีเห็นกันอยู่ทุกวันน้ีเป็ นเพียงภาพ
ของพระอกิ สาโรหรอื หลวงป่ ูโพรงโพธิ ์ พระเทพโลกอุดรองค์ท่ี ๓ เคยม ี
ผนู้ �ำภาพถ่ายขนาดเลก็ มาใหช้ ม ทา่ นเขยี นเป็นภาษาขอมวา่ “ไตรโลกอุดร”
หมายถึง พระเทพโลกอุดร องค์ท่ี ๓ ผมเคยเรียน ถามหลวงป่ ูว่า
71
ในการอธิษฐานจิตพระพิมพ์โลกอุดรกรุแรก ซ่ึงบรรจุในเจดีย์วัดบวร
สถานสธุ าวาส หรอื วดั พระแกว้ วงั หน้า หลวงป่ไู ดม้ าในสภาพของกายทพิ ย์
หรอื กายธรรม ทา่ นตอบวา่ ทา่ นอยใู่ นรปู แหง่ กายธรรม ถามทา่ นวา่ ปัจจุบนั
เหตุใดท่านไม่เสด็จมาในรูปกายธรรมอีก ท่านหัวเราะตอบว่าคนเรา
ในสมยั ปัจจบุ นั ไมเ่ หมอื นกบั คนในสมยั กอ่ น
บคุ ลิกภาพและจรติ แห่งพระโลกอุดร
พระเทพโลกอุดรทงั้ ๕ พระองค์ ท่านไมใ่ ช่คนไทย เป็นชาวเนปาล
แตล่ ะองคม์ จี รติ และบคุ ลกิ ภาพแตกตา่ งกนั ผทู้ อ่ี วดรเู้ หน็ ยากทจ่ี ะเขา้ ใจไดว้ า่
เป็นพระเทพโลกอุดรองค์ไหน ดไี ม่ดไี ปพบหลวงป่ ูแจ้งฌาน คดิ ว่าเป็น
พระเทพโลกอุดรเขา้ กอ็ าจเป็นได้ หลวงป่ ูท่านน้ีไดอ้ ภญิ ญาโลกยี แ์ ละเป็น
พระสำ� เรจ็ ชอบทอ่ งเทย่ี วไปทกุ หนทกุ แหง่ นอกจากทา่ นอภชิ โิ ต ภกิ ขแุ ลว้
ยากทผ่ี อู้ น่ื จะดอู อก ทา่ นอภชิ โิ ต ภกิ ขุ มกั จะสพั ยอกครฝู ึกวา่ “นค่ี นหรอื ผกี นั แน่
เหน็ มากส่ี บิ ปีรา่ งกายกค็ งเดมิ ไมแ่ ปรเปลย่ี น” สมยั ยงั มกี ารใชร้ ถราง บางครงั้
ก็จ๊ะเอ๋กนั ในรถรางก็ยงั เคยถามท่านอภชิ โิ ต ภกิ ขุ ว่าตามท่เี ขาลอื กนั ว่า
หลวงป่ศู ุข วดั ปากคลองมะขามเฒา่ และหลวงพอ่ เงนิ วดั บางคลาน ซง่ึ เป็น
สานุศษิ ยส์ ายพระโลกอุดร ไมม่ รณภาพจรงิ อาจารยเ์ คยพบบา้ งไหม
72
ท่านตอบว่า ไม่เคยพบ เป็นอนั แสดงว่าสายของพระเทพโลกอุดร
มีอยู่หลายสายด้วยกัน และยงั แยกออกเป็นสายในดงและสายนอกดง
สายในดงคอื ไปศกึ ษาความรจู้ ากองคท์ า่ น สายนอกคงน�ำมาสอนกนั สบื ตอ่ ไป
อาจเป็นทงั้ ฆราวาสและบรรพชติ เชน่ อาจารยพ์ วั แกว้ พลอย, อาจารยฉ์ ลอง
เมอื งแกว้ , อาจารยช์ ม สคุ นั ธรตั เป็นตน้ พยายามศกึ ษาใหแ้ ตกฉานนะครบั
อย่าเขยี นเร่อื งเร่อื ยเบ่อื ยจะเป็นบาป หลวงป่ ูท่านเคยต�ำหนิว่ามชี ายแก่
น�ำช่อื ท่านไปขาย ถามว่าเป็นตวั ผมหรอื เปล่าท่านว่าไม่ใช่ ทผ่ี มท�ำไปนัน้
ถกู ตอ้ งแลว้
องค์ท่ีหน่ึ ง พระอุตตรเถระ หรือหลวงป่ ูใหญ่
คอื หลวงป่พู ระบรมครเู ทพโลกอุดรลกั ษณะรปู รา่ งสนั ทดั ผวิ
กายค่อนข้างด�ำคล้�ำ จึงมีฉายาว่า “หลวงพ่อด�ำ” มีจิต
เยย่ี งพระโพธสิ ตั วเ์ จา้ บรรลอุ ภญิ ญาหก แตใ่ นบทสวดกลา่ ววา่
เตวชิ โช คอื วชิ ชาสาม ซง่ึ ไมน่ ่าจะเกย่ี วกบั ปฏสิ มั ภทิ าญาณ
แตใ่ นบทสวดกก็ ลา่ ววา่ ทา่ นบรรลซุ ง่ึ ปฏสิ มั ภทิ าญานเชน่ กนั
ทา่ นไดว้ างหลกั สตู รในการฝึกสมาธซิ ง่ึ เรยี กวา่ “วทิ ยาศาสตร์
ทางใจ” มใิ ช่วชิ าไสยศาสตร์และมใิ ช่มายากล ศษิ ย์ในดง
73
นอกดงสามารถแปรธาตุได้ เชน่ หลวงพอ่ เงนิ วดั บางคลาน, หลวงพอ่ ปาน
วดั คลองด่าน, หลวงป่ ูศุข วดั ปากคลองมะขามเฒ่า, ท่านอภชิ โิ ต ภกิ ขุ,
อาจารย์พวั แก้วพลอย, อาจารย์ฉลอง เมืองแก้ว และหลวงพ่อแช่ม
วดั ตากอ้ ง เป็นตน้
ทา่ นเชย่ี วชาญในวชิ าแพทยแ์ ละเภสชั กรรม ใจดปี ระกอบดว้ ยเมตตา
มอี ารมณ์ขนั หากจะกลา่ วถงึ หวั หน้าคณะพระธรรมฑตู ซง่ึ เดนิ ทางมาเผยแผ่
พระพุทธศาสนายงั สุวรรณภูมแิ หลมทอง คงไดแ้ ก่ พระโสณเถระ ซง่ึ ท่าน
เป็นน้องชายพระอุตตรเถระ แต่บรรลุอรหนั ต์ก่อนพ่ีชาย บทบาทของ
พระอตุ ตรเถระจงึ ไมค่ อ่ ยมปี รากฏ และพระโสณเถระกบ็ รรลปุ ฏสิ มั ภทิ าญาณ
เชน่ กนั มฉิ ะนนั้ จะสอนพระศาสนาแกค่ นตา่ งชาตไิ ดอ้ ยา่ งไร ปฏสิ มั ภทิ าญาณส ่ี
มดี งั น้ี
๑. อตั ถปฏสิ มั ภทิ า คอื ความแตกฉานในอรรถ เขา้ ใจถอื อธบิ ายอรรถ
แหง่ ภาษติ ใหพ้ สิ ดาร และ เขา้ ใจคาดคะเนลว่ งหน้าถงึ ผลอนั จกั มเี ขา้ ใจผล
๒. ธรรมปฏิสมั ภิทา คือ ความแตกฉานในธรรม เข้าใจถือเอา
ใจความแหง่ อธบิ ายนนั้ ๆ ตงั้ เป็นกระทหู้ รอื หวั ขอ้ ขน้ึ ได้ สาเหตุในหนหลงั
ใหเ้ ขา้ ใจเหตุ
74
๓. นิรตุ ตปิ ฏสิ มั ภทิ า คอื ความแตกฉานในภาษา และรจู้ กั ใชถ้ อ้ ยคำ�
ตลอดจนรถู้ งึ ภาษาต่างประเทศ
๔. ปฏภิ าณสมั ภทิ า คอื ความแตกฉานในปฏภิ าณ มไี หวพรบิ เขา้ ใจ
ท�ำใหส้ บเหมาะในทนั ทหี รอื ในเม่อื เหตุเกดิ ขน้ึ โดยฉุกเฉินหรอื กล่าวตอบโต ้
ไดท้ นั ทว่ งที
ท่านมสี ภาวะจติ ทร่ี วดเรว็ มากเพยี งนึกถงึ ท่าน ท่านจะบอกใหน้ ิมติ
“เมอ่ื เจา้ ตอ้ งการพบเรา เรากม็ า เรามาจากทางไกล” ดว้ ยความรวดเรว็ ยงิ่
ในการตรวจพมิ พข์ องทา่ น ซง่ึ ผมกไ็ มท่ ราบวา่ ทา่ นเป็นพระบรมครเู ทพโลกอดุ ร
ทา่ นอภชิ โิ ต ภกิ ขุ มอบใหเ้ ป็นสมบตั ิ บอกวา่ อาจารยท์ า่ นคอื หลวงป่ดู ำ� เสกให้
เ ค ย ท ด ล อ ง ใ ห้ ท่ า น อ า จ า ร ย ์
วเิ ชยี ร คำ� ไสสวา่ ง ชปี ะขาวผทู้ รงคณุ
ก�ำหนดจติ ดทู ่านอาจารยบ์ อกวา่
พ ร ะ น้ี ว่ อ ง ไ ว แ ล ะ ร ว ด เ ร็ ว ยิ่ ง
ตอ่ มาเพอ่ื เป็นการพสิ จู น์ทดสอบ
ไ ด้น� ำ พ ร ะ พิม พ์ท่ีว่ า น� ำ ไ ป ต ร ว จ ส อ บ กับ พ ร ะ พิม พ์โ ล ก อุ ด ร ก รุ วัง ห น้ า
ปรากฎวา่ เหมอื นกนั ทกุ ประการ
75
องคท์ ่ีสอง พระโสณเถระ หรือหลวงป่ ูขรวั ตีนโต
รปู กายสงู ใหญ่ ผวิ ดำ� ทรงคณุ สมบตั เิ ชน่ องคท์ ห่ี น่ึง เวน้ แต่
วิชาแพทย์ ใจดี เยือกเย็นประกอบด้วยเมตตาธรรม
ชอบผาดโผน เหนิ ฟ้านภาลยั โขดเขนิ เนินไศลเป็นทส่ี ญั จร
องคท์ ่ีสาม พระมูนียะ หรือพระอิ
เกสาโร, หลวงป่ ูโพรงโพธ์ิ , หลวงป่ ู
เดินหน ลว้ นเป็นองคเ์ ดยี วกนั มบี คุ ลกิ ภาพ
อัน ส ง่า ง า ม ป ร า ก ฏ ต า ม ภ า พ ซ่ึง ใ ช้บูช า กัน อ ยู่ใ น ปั จ จุบัน
เช่ียวชาญในวิชาแปรธาตุ เป็นผู้คงแก่เรียน ชอบเจริญ
อสุภกรรมฐาน ๑๐ มักสร้างรูปบูชาเป็ นโครงกระดูก
พดู น้อย คอ่ นขา้ งเครง่ ขรมึ คลา้ ยดุ แตก่ ไ็ มด่ ุ เป็นพระอาจารย์
ของหลวงพ่อเงนิ วดั บางคลาน และหลวงป่ ูศุข วดั ปากคลองมะขามเฒ่า
ห่มจวี รสหี มองคล้�ำ หากปรากฏภาพในนิมติ มกั จะปรากฎเส้นเกสายาว
จรดเอวทเี ดยี วแสดงวา่ “อเิ กสาโร” (เกสา แปลวา่ เสน้ ผม)
ทา่ นมบี ทบาท ไมน่ ้อย ตามความรสู้ กึ น่าจะมบี ทบาทมากกวา่
องคอ์ น่ื ๆ ดว้ ยซ้ำ� ไป
องค์ที่ส่ี พระณานี ยะ หรือหลวงป่ ูขรัวขี้เถ้า
เป็ นพระอาจารย์ของหลวงพ่อแช่ม วัดตาก้อง จังหวัด
นครปฐม ท่านมีรูปกายค่อนข้างสูงใหญ่ ขนตาดกยาว
76
แปลกกวา่ องคอ์ น่ื มอี ำ� นาจ แตข่ เ้ี ลน่ ใจดี นมิ ติ ไมแ่ น่นอน อาจเป็นรปู พระภกิ ษุ
ท่านจะช่อื อะไรไม่ทราบ แต่แปรธาตุเสกใบมะม่วงเป็นกบน�ำมาพร่า ย�ำ
เล้ียงสานุศิษย์ เลยเรียกกันว่าหลวงพ่อกบ ท่านมาสร้างบารมีต่อ
ปรศิ นาธรรมคอื ขรวั ขเ้ี ถา้ เผาแหลก มอี ะไรเผาหมด แบบเถา้ สเู่ ถา้ ผงคลสี ผู่ งคลี
ดนิ จะใหญ่สกั ปานใดมนั ก็ไม่พน้ จากความเป็นขเ้ี ถ้าหรอก ในท่สี ุดท่านก็
มรณภาพและสานุศษิ ยน์ �ำใสโ่ ลงศพรอวนั เผา หลวงป่เู กดิ หายไปไรร้ อ่ งรอย
เลยไมม่ กี ารฌาปนกจิ ศพ
องคท์ ่ีห้า พระภรู ิยะ หรือหลวงป่ หู น้าปาน บางคน
กเ็ รยี กท่านว่า หลวงป่แู กม้ แดง เคยเรยี นถามท่านอภชิ โิ ต
ภกิ ษุ ทา่ นบอกวา่ ขรวั หน้าปานองคน์ ้สี ำ� เรจ็ ปรอท ลอ่ งหนยน่
ระยะทางเก่ง ถ้าท่านเอาลูกปรอทมาอมทางแก้มซ้าย
ทางดา้ นซา้ ยจะแดงถา้ เปลย่ี นเป็นอมทางแกม้ ขวาทางดา้ นขวา
จะแดงจงึ เกดิ ถกเถยี งกนั ไมร่ จู้ บ ทา่ นเป็นสหธรรมกิ กบั หลวงป่ ู
ขรัวข้ีเถ้า มาสร้างเสริมบารมีในระยะเวลาเดียวกัน
โดยอาศยั ร่างท่านพระมหาชวนหรอื หลวงพ่อโอภาสี แห่งอาศรมบางมด
ทา่ นเป็นพระภกิ ษุทรงศลี เมอ่ื มผี ซู้ กั ถาม ทา่ นกบ็ อกตามตรงวา่ พระมหาชวน
ไดต้ ายไปแลว้ อาตมาเป็นพระสำ� เรจ็ มาอาศยั รา่ งสรา้ งบารมตี ่อ
77
พระคาถาบูชาพระบรมครูเทพโลกอุดร
นะโม ๓ จบ
อุตะเร อะรโิ ยนามะ วนั ทติ าเตจะ อมั เหหิ
สกั กาเรหิ จะปชู ติ า เอเตสงั อานุภาเวนะ
สพั พะ โสตถี ภะวนั ตุโน
เมตตา ลาโภ นะโส มยิ ะ อะหะ พทุ โธ
เมตตา ลาโภ นะโส ทะยะ อะหะ พทุ โธ
นะโมพทุ ธายะ นะมะพะธะ จะภะลาโภ
นิโสทะโย อะหะพทุ โธ นะโมพทุ ธายะ
อติ ตถิ ะลาโภ เอกลาโภ ชะโยนิจจงั
78
พระคาถาบูชาพระบรมครเู ทพโลกอดุ ร (อธษิ ฐานฤทธิ์)
นะโม ๓ จบ
อะอุมะ พทุ โธ นะโมพทุ ธายะ
นะมะพะธะ รตั ตะนะตะยา นุภาเวนะ
สะทา โสตถี ภะวนั ตุเม
อทิ ธิ อทิ ธิ ฤทธิ ฤทธิ สทิ ธิ สทิ ธิ
ชยั ยะ ชยั ยะ ลาภะ ลาภะ อุตระเรนะ
พทุ ธะ นิมติ ตงั อติ ิ
ธมั มะ นิมติ ตงั อติ ิ
สงั ฆะ นิมติ ตงั อติ ิ
(ตงั้ จติ อธษิ ฐานตามความปรารถนา)
ฉบบั ย่อ
นะโม ๓ จบ
โลกุตตะโร จะ มะหาเถโร อะหงั วนั ทามิ ตงั สะทา
เมตตาลาโภ นะโสสยิ ะ อะหะพทุ โธฯ อมิ ะมะมามา นิมามา
(ภาวนา ๓ จบ ๗ จบ หรอื ๙ จบ เชา้ - เยน็ ต่นื นอน และก่อนนอน)
79
คาถาภาวนาถึงหลวงปเู่ ทพโลกอดุ ร
นะโม ๓ จบ
กุมาริ กุมาโล ปรุ โิ ส โล โล ทนั ตา กาโล
เอสะหิ มาฆะมา
(จดุ ธปู ๑ ดอก) แลว้ ภาวนาวา่
อทิ ธฤิ ทธิ ์พทุ ธา นิมติ ตงั ทศิ ศะวานะตงั
ไดร้ บั จาก อ. บญุ หนา ทวจี ติ ร
.........................................
ไดร้ บั คาถาจากหลวงป่เู ทพโลกอุดร
นะ กนั ภยั ทงั้ ผอง อยา่ มา ตอ้ ง กาย กู นะ อุนะอะ มะอะอุ
80
พระคาถาขอพบพระบรมครูเทพโลกอดุ ร
นะโม ๓ จบ
“โย อะรโิ ย มะหาเถโร นามะ อุตะโร
จะอำ� มะเหหิ ปชู ติ า เอเตนะ ชะยะมงั คะลงั ”
ทอ่ งวนั ละ ๓ จบก่อนนอน เป็นเวลา ๑๑ วนั ตดิ ต่อกนั เมอ่ื ครบแลว้
รุ่งเช้าวนั ท่ี ๑๒ ให้จดั อาหารเจไปรอใส่บาตรท่สี ถานอนั เหมาะสม เช่น
หน้าบา้ นของตวั เรากไ็ ด้
ขอเรยี นว่าอาจจะไม่พบเหน็ ทุกคน แต่ใหท้ �ำใหม่ไดอ้ กี ใน ๖ เดอื น
ต่อไปหากมคี วามนบั ถอื คอื ศรทั ธาจรงิ กค็ งจะพบในครงั้ ใดครงั้ หน่ึงแน่นอน
คาถาบทน้ีอย่างน้อย คุณประจัญ กล้าผจญก็ได้พบบรมคร ู
พระเทพโลกอุดรมาแลว้
กอ่ นจะทอ่ งใหจ้ ดั เครอ่ื งบชู าเสยี กอ่ น คอื ธปู ๙ ดอก เทยี น ๙ เลม่
ดอกไมส้ ขี าว ๙ ดอก ผา้ ขาวหรอื กระดาษขาวเทา่ ฝามอื ๙ ผนื /แผน่ ใสพ่ าน
หรอื ถาดไวใ้ นทส่ี งู หรอื หน้าทบ่ี ูชาพระจดั ครงั้ เดยี วต่อพธิ ี ๑๑ วนั ทท่ี ำ� พธิ ี
แต่ละครงั้ )จะกราบไดอ้ ย่างไรว่าเป็นพระบรมครูเทพโลกอุดร เพราะท่าน
ไม่มาในร่างจรงิ เสมอไป กข็ อใหส้ งั เกตทเ่ี ทา้ คอื เทา้ ยาวผดิ ปกติ บางคน
กไ็ ดเ้ หน็ ทา่ นในรปู ตวั จรงิ กม็ ีบางคนเหน็ เป็นพระหนุ่มรปู งาม งามเหนอื มนุษย์
ทัว่ ไป ท่านบอกว่าผู้ใดนับถือศรัทธาท่านจริง และเวลาภาวนาท�ำใจ
เหมอื นเดก็ แรกเกดิ ได้ ผนู้ นั้ ไดพ้ บกบั ทา่ นแน่นอน
81
ธรรมะบางข้อของพระบรมครูเทพโลกอดุ ร
จงึ ไดส้ รปุ ธรรมะของทา่ นยอ่ ๆ บางสว่ น ดงั น้ี
๑. ธรรมะของทา่ นตอ้ งเกดิ จากการปฏบิ ตั เิ ทา่ นนั้
๒. ตอ้ งมสี ตอิ ยทู่ กุ ลมหายใจเขา้ ออก
๓. อยากรธู้ รรมะหรอื คำ� สอนของทา่ นใหด้ จู ติ ตนเอง
๔. ใหร้ กั ผอู้ น่ื เหมอื นทร่ี กั ตนเอง
๕. ใหท้ ำ� ตวั เหมอื นน้�ำ
- น้�ำไปไดท้ กุ สถานท่ี อยใู่ นน้�ำ ในอากาศ ในดนิ
- น้�ำอยไู่ ดท้ กุ สภาวะ เป็นไอน้�ำ เป็นน้�ำ เป็นน้�ำแขง็
- น้�ำใหค้ วามชมุ่ ชน่ื สดชน่ื แกก้ ระหาย
- น้�ำใหช้ วี ติ และทำ� ลายชวี ติ
- น้�ำใหค้ วามเยน็ ใหค้ วามรอ้ น
- น้�ำมรี ปู รา่ งตา่ ง ๆ กนั ตามรปู รา่ งของภาชนะ
- น้�ำใชล้ า้ งความสกปรกใหส้ ะอาด ฯลฯ
82
ทมี่ าขอการสรา้ งรปู หล่อพระบรมครูเทพโลกอุดร
จุดเร่ิมต้นจากการท่ีพระอาจารย์รูปหน่ึง ท่านเป็ นเจ้าอาวาส
วดั ท่าโป่ ง จ.สุพรรณบุรี ท่านได้ฝากแผ่นตะกัว่ ท่ีลงยนั ต์มาให้อาตมา
โดยผา่ นโยมน�ำมาให้ ท่านฝากบอกว่าต่อไปจะมโี ยมผหู้ ญงิ คนหน่ึงศรทั ธา
หลวงป่ใู หญ่จะมาร่วมสรา้ งรปู หล่อหลวงป่ใู หญ่ โดยทอ่ี าตมายงั ไม่เคยเจอ
พระอาจารยร์ ปู น้ีเลย โดยมโี ยมเป็นสอ่ื ใหร้ จู้ กั ทา่ น หลงั จากนนั้ กไ็ ดไ้ ปกราบ
นมสั การพระอาจารยร์ ปู น้ี ไปครงั้ แรกไมเ่ จอท่าน หลงั จากนนั้ กไ็ ดไ้ ปกราบ
ท่านอีกครงั้ หน่ึง ครงั้ น้ีได้พบเจอกบั พระอาจารย์และได้สนทนากบั ท่าน
ทา่ นไดถ้ วายพระหลวงป่ใู หญ่องคน์ งั่ และอกี หลาย ๆ องค์ (พระกรุวงั หน้า)
หลงั จากนนั้ กาลเวลากผ็ า่ นมาเป็นเวลา ๔ ปี กย็ งั ไมไ่ ดพ้ บไดเ้ จอผหู้ ญงิ คนน้ี
จงึ พจิ ารณาดวู า่ อาตมาจะเป็นผดู้ ำ� เนนิ การไดห้ รอื เปลา่ เพราะไมแ่ น่ใจเหมอื นกนั
สุดทา้ ยจงึ มานัง่ ทบทวนกาลเวลาทผ่ี ่านมาตลอดระยะเวลา ๑๒ ปี
ตัง้ แต่ได้เข้ามาบวชเป็ นพระภิกษุสงฆ์และได้พบกับพระอาจารย ์
พยงค์ กติ ฺตโิ ก (อ.โอ) ท่านก็ได้แนะน�ำให้สวดคาถาพระปัจเจกพุทธเจ้า
เชา้ ๓ จบ เยน็ ๗ จบ และคาถาหลวงป่ใู หญ่ (โย อะรโิ ย.......) สวด ๙ จบ
สวดทุกวัน จนได้ฝันเห็นหลวงป่ ูใหญ่ ว่าท่านได้มอบลูกแก้วลูกใหญ่
ใหแ้ กอ่ าตมา และยงั ไดฝ้ ันอกี วา่ ไดไ้ ปถำ้� ววั แดง น้กี เ็ ป็นจดุ เรมิ่ ตน้ ทำ� ใหอ้ าตมา
เกดิ ศรทั ธาหลวงป่ใู หญ่
83
หลงั จากนนั้ กไ็ ดเ้ ดนิ ทางไปถำ้� ววั แดง
จ.ชยั ภมู ิและไดไ้ ปจำ� พรรษาทน่ี นั้ ๒ พรรษา
พ ร้ อ ม ทั ้ง ไ ด้ ไ ป ล ง มื อ ร่ ว ม ส ร้ า ง อ ง ค ์
หลวงป่ ูใหญ่เป็ นปูนปั้นสูง ๑๒ เมตร
ตลอด ๓ เดือน จนส�ำเสร็จ (ควบคุม
การเงนิ ในการก่อสรา้ ง) และมเี หตุการณ์
ครงั้ หน่ึงในชีวิตท่ีอาตมาจ�ำได้แม่นเลย
คือครัง้ แรกท่ีอาตมาได้ตัดสินใจจะไป
ปฏบิ ตั ธิ รรมทถ่ี ำ้� ววั แดงเพอ่ื เขา้ ไปอยปู่ ่า ตามถำ้� ตา่ ง ๆ อาตมาเป็นคนขก้ี ลวั ผี
อยแู่ ลว้ กลวั งกู ด็ ี อาตมาเดนิ ทางไปถ้ำ� ววั แดง วนั ท่ี ๙ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๔๘
แตไ่ ดข้ น้ึ ไปอยบู่ นถ้ำ� สะอาด ตงั้ แตว่ นั ท่ี ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๙
จนถงึ วนั ท่ี ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๙ ไดเ้ กดิ เหตุการณ์ทไ่ี มค่ ดิ วา่
จะเกดิ ขน้ึ กบั ตวั อาตมา คอื ไดพ้ บพระภกิ ษุหนุ่มรปู หน่งึ ไดข้ น้ึ มาบนถ้ำ� สะอาด
ห่มจวี รสคี ล้�ำมาก ขน้ึ มากท็ กั ทายปกติ พอตกช่วงหวั ค่�ำเป็นเวลามดื แลว้
อาตมาก็ได้นัง่ สนทนากบั พระภิกษุรูปน้ีอยู่ตรงหน้าผาปากถ้�ำ ช่วงเวลา
ทนั ใดนนั้ เอง พระหนุ่มรปู น้ีกส็ ะกดิ หวั เขา่ อาตมาแลว้ ท่านกช็ ไ้ี ปทด่ี วงธรรม
กลางเขาดา้ นหน้าต่อหน้าอาตมา ดวงธรรมสว่างมากลอยอย่กู ลางเขาและ
น้�ำเสยี งทพ่ี ระหนุ่มพดู มากเ็ ปลย่ี นเป็นเสยี งใหญ่ดงั ดมู อี ำ� นาจมาก กบ็ อกวา่
84
“นัน้ ดวงธรรมของเรา โลกอดุ รคือโลกนิพพาน เธออยากเจอเรา
ไมใ่ ช่หรอื เรามาทำ� ให้เธอเหน็ แล้วไง มีอะไรถามมาให้หมดใจเธอเลย
เราจะตอบให้หมดใจเธอ ถามมาให้หมดใจเธอเลย”
อาตมากง็ งแล้วตกใจว่าเกดิ อะไรขน้ึ ตวั สนั่ รอ้ งไหก้ บั สง่ิ ทเ่ี กดิ ขน้ึ
ไมค่ ดิ วา่ จะเป็นไปได้ หลงั จากนนั้ กต็ งั้ สติ แลว้ ทา่ นกพ็ ดู วา่
“ถ้าเธอทำ� ความดี เธอจะกลวั อะไร จงท�ำความดีให้ถึงทีส่ ุด”
แล้วท่านก็บอกว่าเธอไม่ต้องสวดมนต์มากมายขนาดนัน้ แค่สวด นะโม
ตสั สะ ภะคะวะโต อะระหะโต สมั มาสมั พุทธสั สะ แค่ ๓ จบ ก็พอแล้ว
แลว้ อธษิ ฐานเอาเอง น้ีกเ็ ป็นเหตุการณ์หน่ึงทเ่ี กดิ ขน้ึ กบั อาตมา
ต่อมากไ็ ดม้ สี ่วนร่วม
สรา้ งหลวงป่ใู หญ่ทว่ี ดั ใหม่
ปลายหว้ ย ในนามหลวงป่ ู
ทองดี อนีโฆ สงู ๒๔ เมตร
จากเรอ่ื งราวตา่ ง ๆ ทผ่ี า่ นมา
ต ล อ ด ร ะ ย ะ เ ว ล า ซ่ึ ง
เกย่ี วขอ้ งกบั หลวงป่ใู หญ่ ยง่ิ เพม่ิ ความศรทั ธา ความเชอ่ื ในการสรา้ งความดี
จึงเป็นแรงผลักดันในการริเร่ิมในการจัดสร้างรูปหล่อองค์หลวงป่ ูใหญ่
สงู ๒.๐๙ เมตร หลงั จากนนั้ กไ็ ดค้ ยุ กบั พระอาจารย์ (อ.โอ) และโยมทศ่ี รทั ธา
85
หลวงป่ ูใหญ่จึงริเร่ิมบอกบุญญาติโยมกบั ผู้มีศรทั ธาหลวงป่ ูใหญ่และก็ม ี
โยมแมน่ ้อยชว่ ยในการดำ� เนินการจดั สรา้ ง พรอ้ มทงั้ โยมผหู้ ญงิ อกี ๒ ทา่ น
ชว่ ยกนั บอกบญุ แกญ่ าตโิ ยม แลว้ ไดม้ ี
การจัดสร้างองค์เล็กหลวงป่ ูใหญ่
๑๕ น้ิว (องคย์ นื ) จำ� นวน ๒๐๐ องค์
วนั องั คารท่ี ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ.
๒๕๕๓ เพ่อื ให้ญาติโยมได้เช่าบูชา
องคล์ ะ ๒,๐๐๐ บาท ปัจจยั ทไ่ี ดม้ าก
ก็มาจัดสร้างองค์หล่อหลวงป่ ูใหญ่
สูง ๒.๐๙ เมตร เป็ นจ�ำนวน
เงนิ ๑๙๐,๐๐๐ บาท และสรา้ งศาลา
ทรงไทยไวป้ ระดษิ ฐานองคห์ ลวงป่ใู หญ่
เป็นจำ� นวนเงนิ ๖๕๐,๐๐๐ บาท ในวนั อาทติ ยท์ ่ี ๑๙ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๕๓
ไดม้ กี ารจดั สรา้ งรปู หลอ่ หลวงป่ใู หญ่ ณ สถานทโ่ี รงหลอ่ บญุ ชู พทุ ธมณฑล สาย ๒
และทผ่ี า่ นมา เมอ่ื วนั เสารท์ ่ี ๙ เมษายน พ.ศ. ๒๕๕๔ ไดห้ ลอ่ องคย์ นื
๑๕ น้ิว เพม่ิ อกี เป็นรุ่นสุดทา้ ย จำ� นวน ๑๐๐ องค์ (รุ่นฉลองศาลาปี ๕๗)
และยงั มรี นุ่ อธษิ ฐานฤทธอิ ์ กี ๓๐๐ องค์ แบบนงั่ อกี ๕๐๐ องค์
86
ตอนน้ศี าลาหลวงป่เู ทพโลกอดุ รกไ็ ดด้ ำ� เนนิ การสรา้ งศาลาจนแลว้ เสรจ็
เป็นท่ีเรียบร้อยแล้ว ก็ได้มีการก�ำหนดการจดั งานสมโภชศาลาหลวงป่ ู
เทพโลกอุดรขน้ึ โดยกำ� หนดการมดี งั น้ี
- อุปสมบทนาดหมู่ ในวนั อาทติ ยท์ ่ี ๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๗
- พธิ สี มโภชศาลาหลวงป่เู ทพโลกอดุ รพรอ้ มดว้ ยพธิ มี หาพทุ ธาภเิ ษก
ในวนั อาทติ ยท์ ่ี ๑๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ โดยไดร้ บั ความเมตตาจาก
ครบู าอาจารยอ์ ธษิ ฐานจติ มหาพทุ ธาภเิ ษก จำ� นวน ๑๐ รปู
มรี ายนามดงั น้ี
๑. พระบรมครหู ลวงป่เู ทพโลกอุดร
๒. ครบู าเอกชยั อรยิ เมธี (ครบู าตาทพิ ย)์ หมบู่ า้ นพระเจา้ ทนั ใจ
จ.เชยี งราย
๓. หลวงพอ่ ชาญ สมุ งั คโล วดั ถ้ำ� พระธรรมาสน์ จ.พษิ ณุโลก
๔. หลวงป่ทู องดี อนีโฆ วดั ใหมป่ ลายหว้ ย จ.พจิ ติ ร
๕. หลวงพอ่ ธรี พล วดั ทา่ โป่ง จ.สพุ รรณบรุ ี
๖. หลวงพอ่ ฉะออ้ น วดั แหลมหนิ จ.ปราจนี บุรี
๗. หลวงตากอไผ่ วดั สระมณฑล จ.อยธุ ยา
๘. หลวงพอ่ จรญั ธนปัญโญ วดั ชอ่ งลม จ.ชมุ พร
๙. หลวงพอ่ สมชาย วดั ปรวิ าส กรงุ เทพฯ
๑๐. พระอาจารยโ์ อ วดั เทพพล กรงุ เทพฯ
พรอ้ มดว้ ยวตั ถุมงคลมที งั้ ผา้ ยนั ตก์ นั ไฟ พมิ พอ์ ธษิ ฐานฤทธอิ์ งคเ์ ลก็
พิมพ์หลวงป่ ูองค์ยืน พิมพ์แบบนัง่ และพระกรุวังหน้าอีกหลายพิมพ ์
ซง่ึ ไดน้ �ำเขา้ พธิ มี หาพทุ ธาภเิ ษกทงั้ หมด
87
สดุ ทา้ ยน้อี าตมาภาพ ขออนุโมทนากบั ทกุ ทา่ นทเ่ี ป็นเจา้ ภาพรว่ มสรา้ ง
หนงั สอื รวมทงั้ ทเ่ี ป็นเจา้ ภาพต่าง ๆ มาตงั้ แต่ตน้ เชน่
- เจา้ ภาพสรา้ งศาลาหลวงป่เู ทพโลกอุดร
- เจา้ ภาพอุปสมบทนาคหมู่
- เจา้ ภาพโรงทาน
- เจา้ ภาพถวายจตุปัจจยั ตา่ ง ๆ อกี มากมาย
วนั น้กี ม็ าถงึ ความสำ� เรจ็ อาตมาภาพจงึ ขออาราธนาคณุ พระศรรี ตั นตรยั
แ ล ะ อ� ำ น า จ บุ ญ กุ ศ ล ข อ ง ค รู บ า อ า จ า ร ย์ท่ีไ ด้บ� ำ เ พ็ญ ม า โ ด ย มีห ล ว ง ป่ ู
เทพโลกอุดรมาเป็นประธานจงคุ้มครองป้องกันท่านเจ้าภาพ ตลอดถึง
ท่านสาธุชนทงั้ หลายพร้อมด้วยคณะศิษย์ลูกหลานหลวงป่ ูเทพโลกอุดร
จงแคลว้ คลาดจากสรรพภยั พบิ ตั อิ ุปัทวนั ตราย ขอใหป้ ระสบจตุรพธิ พรชยั
คอื อายุ วรรณะ สขุ ะ พละและปฏภิ าณ ธนสารสมบตั ิ มแี ตค่ วามเกษมศานต์
ทกุ ทพิ าราตรกี าลทกุ เมอ่ื ทกุ ทา่ นเทอญ
ขอเจริญพร
พระครวู นิ ยั ธร ยศคนยั อภเิ สฏฺโฐ (พระครเู อ๋)
วดั เทพพล บางพรม เขตตลง่ิ ชนั กรงุ เทพฯ
โทร. ๐๘๓-๖๔๒-๙๒๓๕
88