The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พระเครื่องสมเด็จบรมมหาจักรพรรดิ เล่ม ๔ จัดทำขึ้นเนื่องในโอกาสที่ระลึกครบรอบ วันเกิดสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ๒๓๓ ปี ( 17 เมษายน ๒๓๓๑ ) และ เนื่องในโอกาสที่ระลึกครบรอบวันมรณภาพของสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี ๑๔๙ ปี ( ๒๒ มิถุนายน ๒๔๑๕ )

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by suchartyai, 2021-06-02 07:21:43

พระเครื่องสมเด็จบรมมหาจักรพรรดิ เล่ม ๔

พระเครื่องสมเด็จบรมมหาจักรพรรดิ เล่ม ๔ จัดทำขึ้นเนื่องในโอกาสที่ระลึกครบรอบ วันเกิดสมเด็จพระพุฒาจารย์โต พรหมรังสี ๒๓๓ ปี ( 17 เมษายน ๒๓๓๑ ) และ เนื่องในโอกาสที่ระลึกครบรอบวันมรณภาพของสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังสี ๑๔๙ ปี ( ๒๒ มิถุนายน ๒๔๑๕ )

เลย เร่ืองฝีดาษ เป็น ดีมากจนตลอดมาถึงพระโตวดั เกตุไชโยกศ็ กั ด์ิสิทธ์ิ ในการรดน้ํามนต์ รักษา
ฝีดาษดี ชาวเมอื งอ่างทองนบั ถือมากจนตราบเท่าทุกวนั น้ี สมเดจ็ พระพุฒาจารย์ (โต) ขนึ้ นมสั การ
พระพุทธบาทคราวใด เป็ นต้องมใี คร ไปพาดท่ีหัวนาคตีนกระได แลว้ นิมนต์พระชกั บังสุกุลโยม
ผู้ห ญิงข องท่ า นที่เมือง พิจิ ตรทุ กค รา ว ว่า "นิ มนต์บังสุ กุลโยมฉันด้ว ยจ้ะ พระจ๋ า "
แลว้ เลยไปนมสั การพระฉาย เขามนั ฑกบรรพตดว้ ย จนกะเหรี่ยงดง นบั ถือมาก เขา้ มาปฏิบัติ
ท่านไปกบั อาจารยว์ ดั ครุฑ อาจารยอ์ ่นื ๆ บา้ ง กลบั มาแลว้ กม็ า จาํ วดั สบายอยู่ ณ วดั บางขุนพรหม
ในนิตยกาล”

จากบทบันทึก มหาอาํ มาตยต์ รี พระยาทิพโกษา ( สอน โลหะนันทน์ ) เพื่อนําเสนอ
การศกึ ษา มวลสารที่ ท่านเจา้ ประคุณสมเดจ็ ฯ ไดใ้ ชใ้ นการสรา้ งพระสมเด็จ ในปี พ.ศ. ๒๔๐๘ โดย
มี ปูนเพชร ผงวิเศษ ใบลาน และ กระดาษวา่ ว โดยมรี ายละเอียดดงั น้ี

“สมเด็จพระพฒุ าจารย์ (โต) วา่ งราชการและว่างเทศนา ท่านกอ็ ุตส่าห์ให้คนโขลกปูนเพชร
ผสมผงและเผาลาน โขลกกระดาษว่าวเขยี นยนั ต์อาคมต่างๆ โขลกปนกนั ไป จดั สร้างเป็ นพระพิมพ์
ผง ฯ ในปี ฉลู สปั ตศก ๑๒๒๗ ปี น้นั เอง สมเด็จพระปวเรนทราเมศร์มหิศเรศร์รังสรรค์ พระปิ่ น
เกลา้ เจา้ อยหู่ วั ในพระบวรราชวงั (วงั หนา้ ) เสดจ็ สวรรคต ในพระท่ีนง่ั อศิ เรศร์ ณ วนั ...เดือนยี่ เป็ นปี
ท่ี ๑๕ ในรัชกาลที่ ๔ เถลิงราชย์ ได้อุปราชาภิเศก ๑๔ ปี กบั ๓ เดือน พระชนม์ ๕๗ กบั ๔ เดือน
ประกอบโกศต้ังบนพระเบญจา ในพระท่ีนั่งอิศเรศร์ฯ น้ัน ฯ สมเด็จพระจอมเกลา้ ฯ เสด็จบาํ เพญ็
พระราชกศุ ลทกั ษิณานุปทานในพระบวรศพ”

และ จากบทบนั ทึก มหาอาํ มาตยต์ รี พระยาทิพโกษา ( สอน โลหะนนั ทน์ ) มวลสารท่ี
ท่านเจา้ ประคุณสมเดจ็ ฯ ไดใ้ ชใ้ นการสร้างพระสมเด็จ ในปี พ.ศ. ๒๔๑๐ โดยมี ปูนเพชร ผงวิเศษ
ใบลาน กระดาษวา่ ว น้าํ มนั ต้งั อิ้ว ชนั ปูนแดง น้าํ ลาย และ เสลด โดยมรี ายละเอียดดงั น้ี

“อนุมานดูราวๆๆ ปี เถาะ นพศก จุลศกั ราช ๑๒๒๙ ปี ทาํ พระพิมพ์ ๓ ชนิด สามช้ันน้นั
๘๔๐๐๐ องค์ ทาํ ดว้ ยผงบา้ ง ลานจานเผาบา้ ง กระดาษว่าวเขียนยนั ต์เผาบา้ ง ปูนบ้าง น้าํ มนั บา้ ง ชนั
บา้ ง ปูนแดงบา้ ง น้าํ ลายบา้ ง เสลดบา้ ง เมอ่ื เขา้ ไปดูคนตาํ คนโขลก มีจามมีไอข้ึนบา้ ง ท่านกบ็ อกว่า
เอาใส่เข้าลงด้วย เอาใส่เข้าลงด้วย แลว้ ว่าดีนักจ๊ะดีนกั จะ เสร็จแลว้ ตาํ ผสมปูนเพชร กลาง คืนก็
ภาวนาไปกดพิมพไ์ ป ต้ังแต่ยงั เป็ น พระเทพกวี จนเป็ น พระพุฒาจารย์ พระยงั ไม่แลว้ เสร็จ ยงั อีก
๘ หมืน่ ๔ พนั ท่ีสามกบั ที่สี่”

จากบทบนั ทึก ขา้ งตน้ ของ มหาอาํ มาตยต์ รี พระยาทิพโกษา ( สอน โลหะนนั ทน์ ) ทาํ ให้
ผูเ้ ขียนไดต้ ้งั ขอ้ สมมตุ ิฐาน จากพฤติกรรมในการบอกเล่า ทาํ ให้ผูเ้ ขียน คาดคะเนว่า หลวงป่ ูโต ได้

ทาํ ปูนเพชร ข้ึนมาเอง จากการใช้ คาํ พดู ว่า “การโขลกปูนเพชร” ท่านคงเอาปูนขาว ที่ทําจากเปลือก
หอย ซ่ึงนาํ มาจากจงั หวดั ลพบุรี มาผสมกบั น้าํ ตาลออ้ ย และ ท่ีสําคัญ ท่านคงทราบว่า กระดาษว่าว
เป็นกระดาษ ที่มีคุณสมบตั ิเหนียวแน่น กวา่ กระดาษชนิดอ่ืนๆ จึงนาํ มาผสม เพ่ือทาํ หนา้ ท่ี เป็ นตัว
ประสานเน้ือมวลสารไดด้ ี หลงั จาก ท่าน ไดล้ งอกั ขระยนั ต์บนกระดาษว่าว เรียบร้อย ผูเ้ ขียน จึงต้ัง
ขอ้ สมมุติฐาน อีกอยา่ งว่าท่ี พระสมเด็จ ที่สร้างโดย หลวงป่ ูโต จะมี ความหนึกนุ่ม เป็ นพิเศษ และ
เป็นเอกลกั ษณ์ฉพาะของท่าน สาเหตุ มาจากส่วนผสมของกระดาษว่าวน้ีเอง ท่ีผสมคลุกเคลา้ ไปกบั
น้าํ ตาลออ้ ย และปูนขาว

จาก พจนานุกรม ฉบบั ราชบณั ฑิตยสถานความหมายของคาํ ว่า กระดาษว่าว น. กระดาษท่ี
ใชท้ าํ วา่ ว เป็นกระดาษที่เหนียวและไม่โปร่ง ลมร่วั ไม่ได้ เดิมใชก้ ระดาษท่ีสง่ั มาจากเมืองจีน ต่อมา
ใชก้ ระดาษจากญี่ป่ ุน.

ผเู้ ขียนจึงได้ นาํ เรื่องราว การทาํ ปูนเพชร มาให้ ศึกษา จะได้ ทราบถึงกระบวนการผลิต และ
ส่วนผสมของปูนเพชร โดย มรี ายละเอียดดงั น้ี

ความหมายของคาํ ว่า "ปูนเพชร" (N) stucco stuccowork;ปูนเพชรเป็ นวสั ดุท่ีนํามาสร้าง
ศลิ ปะประติมากรรมซ่ึงแพร่เขา้ มาในสมยั สุโขทยั ซ่ึงมีการนาํ เขา้ มาจากเทือกเขาฮนั ซุย ประเทศจีน
ในสมยั ปลายรชั กาลท่ี ๔ และสมยั รัชกาลที่ ๕ ผูเ้ ขียนไดค้ ้นควา้ อ่านบทความของคุณ ประยรู อุลุ
ชาฎะ เรื่อง ออ้ ยในศลิ ปไทย มิตรผลแห่งความรู้ โดยไดก้ ล่าวถึง วธิ ีการทาํ ปูนเพชร ดงั น้ี

“น้ําตาลท่ีมีส่วนในการสร้างสมศิลปไทยน้ันกม็ ีอยอู่ ย่างเดียวคือ การใช้น้ําตาลมาเป็ น
ส่วนผสมของวตั ถทุ ่ีใชใ้ นการป้ันปูนและการกอ่ สร้างสถาปัตยกรรมอนั ใชว้ ิธีการกอ่ อิฐ สอปูน กบั
การฉาบปูนบนผนังเพื่อให้มีความแข็งแกร่งและทนทานมากยิง่ ข้ึน เช่น การทําปูนเพชร นายช่าง
กอ่ สร้างจะเอาปูนขาวมาแช่ในตุ่มผสมกบั เถาไม้ โขลกเป็ นยางบง (จากตน้ บง) กบั น้ําออ้ ยอนั เป็ น
ตวั การท่ีใชผ้ ลิตน้ําตาล เม่ือหมกั ได้ที่ โดยผสมทรายร่อนละเอียดลงไปด้วย จากน้ันกเ็ อามาโขลก
ดว้ ยครกสาํ หรับตําข้าว ใชเ้ วลาโขลกเกอื บคร่ึงวนั โดยผสมเยื่อบางอยา่ งเช่น กระดาษแข็งแช่น้ํา
โขลกจนเขา้ กนั แลว้ กน็ าํ มาใชป้ ้ันปูนเป็นงานประติมากรรม ภาพลอยตวั หรือนูนสูง ให้เป็ นลวดลาย
ต่างๆ อนั ปูนขาวที่หมกั กบั น้าํ ออ้ ยและสิ่งอ่นื ๆตามกรรมวิธีดงั กล่าว หลงั จากผ่านการโขลกแลว้ จะ
มคี วามเหนียวจบั กนั ทนทานมาก เรียกว่า ปูนเพชร ใชส้ าํ หรบั ป้ันปูนและฉาบผนงั มีตวั อย่างท่ีแสดง
ให้เห็นว่าปูนฉาบผนังและลายปูนป้ันรุ่นเกา่ แก่ แมจ้ ะเน่ินนานเป็ นพนั ปี เศษแล้ว กย็ งั จับกนั
แน่นไม่แตกรา้ วง่ายๆ เมอื่ ฉาบผนงั กจ็ ะติดแน่นเป็นแผ่นแข็ง จึงเรียกกนั ว่าปูนเพชร คือแข็งราวกบั
เพชรทีเดียว”

และ ขอ้ มูล การทาํ ปูนเพชร ของเมืองเพชรบุรี จากเวบ็ ไซต์ ระบบสารสนเทศของกระทรวง
วฒั นธรรม http://intranet.m-culture.go.th/phetchaburi/claft๒.htm ดงั น้ี ปูนตําหรือปูนเพชร ช่าง
ปูนป้ันเมอื งเพชรมวี ิธีการผสมปูนท่ีมีลกั ษณะพิเศษ โดยมสี ่วนผสมสาํ คัญ จํานวน ๕ อยา่ ง ดังน้ี ๑.
ปูนขาว ๒ ส่วน ๒. ทรายละเอียด ๑ ส่วน ๓. น้าํ ตาลโตนดหรือน้ําตาลทราย ( เดิมใชน้ ้ําออ้ ย ) ๔.
กาวหนงั ( เดิมใชเ้ ปลอื กประดู่เคี่ยวกบั หนงั ววั ) ๕. กระดาษฟาง ( เดิมใชฟ้ างขา้ วท่ีแห้งแลว้ )

นอกจากน้ีแลว้ ผูเ้ ขียนได้ นําเร่ืองราว ของปูนขาวและ ความเป็ นมาการทาํ ปูนขาวของ
เมอื งไทย ตลอดจนเรื่อง วสั ดุอุปกรณ์ ท่ีใชใ้ นการผลติ ปูนขาวและปูนแดง ดงั น้ี

ปูนขาว เป็นวสั ดุท่ีไดจ้ ากการเผาหินปูน (แคลเซียมคาร์บอเนต) โดยใช้ความร้อนสูง จะได้
เป็นปูนสุก (แคลเซียมออกไซด์, CaO, lime) เมื่อเยน็ ตวั ลงแลว้ พรมน้ําให้ชุ่ม ปูนสุกจะทําปฏิกริ ิยา
กบั น้ําได้เป็ น แคลเซียมไฮดรอกไซด์ ส่วนท่ีเป็ นผงแห้งได้เป็ น ปูนขาว และส่วนที่เป็ นสาร
แขวนลอยคือ น้าํ ปูนไลม์ (Milk of lime)

ความเป็ นมา การทาํ ปูนขาว ในเมอื งไทย
การทาํ ปูนเป็นอาชีพหลกั ที่สาํ คญั อยา่ งหน่ึงในจงั หวดั ราชบุรีมาต้งั แต่โบราณ มหี ลกั ฐานว่า เม่อื
คราวที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทรงสร้างพระปฐมเจดีย์ ไดท้ รงใชป้ ูนขาวจากเมือง
ราชบุรีในการกอ่ สรา้ งดว้ ย โดยไดต้ ้งั กองเผาปูนข้ึนที่เมืองราชบุรี แลว้ ขนลาํ เลยี งไปยงั เมืองนครชยั
ศรี ต่อมาในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว สภาพเศรษฐกจิ และบา้ นเมอื ง
ขยายตวั มากข้ึน ประกอบกบั ในสมยั น้ีไดม้ ีการพฒั นาประเทศอยา่ งมากในทุกดา้ น เพ่อื ใหป้ ระเทศ
เจริญกา้ วหนา้ ทดั เทียมกบั ประเทศตะวนั ตก มีการริเริ่มการกอ่ สรา้ งกจิ การสาธารณูปโภคต่าง ๆ
อยา่ งมากมาย ความตอ้ งการปูนซ่ึงเป็ นวสั ดุกอ่ สร้างอยา่ งหน่ึงจึงเพิม่ ข้ึนเร่ือย ลาํ พงั แต่เตาปูนของ
ราษฎรที่ทาํ ออกจาํ หน่ายคงจะไมเ่ พยี งพอต่อความตอ้ งการ ดงั น้ัน จึงปรากฏว่าในรัชกาลน้ีไดม้ ีการ
ต้งั เตาเผาปูนของหลวงข้ึนเพิ่มเติม เรียกวา่ โรงงานปูนหลวงโดยทางราชการไดจ้ า้ งชาวจนี มาเป็ น
ผจู้ ดั การ (หลงจู๊) ดาํ เนินการ

วสั ดุอุปกรณ์การผลิตปูนขาวปูนแดง ประกอบดว้ ย
หินปูน แต่เดิมใชห้ ินจากเขางู เพราะถือกนั ว่าเป็นหินปูนที่มีคุณภาพสูง มมี ลทินต่าํ เมอื่
นาํ มาทาํ เป็นปูนขาว ปูนแดง จะไดป้ ูนที่มีคุณภาพดีกวา่ หินจากแหลง่ อ่ืน ๆ แต่เน่ืองจากบริเวณเขางู
มีถ้าํ ภายในมีสภาพสลกั และลายปูนป้ัน ซ่ึงถือเป็ นมรดกทางวฒั นธรรมท่ีสาํ คญั ของชาติ กรม
ศลิ ปากรจึงไดป้ ระกาศข้ึนทะเบียนเป็นโบราณสถาน และห้ามการระเบิดทาํ ลาย ทาํ ให้ปัจจุบนั ตอ้ งมี
การนาํ เอาหินมาจากเขาสามง่ามมาใชแ้ ทน

เชื้อเพลิง ที่ใชม้ ี ๒ ชนิด คือ ฟื นไมเ้ บญจพรรณ หรือไมย้ คู าลิปตสั และถ่านหินลิกไนต์
โดยทว่ั ไปถา้ ตอ้ งการทําปูนสาํ หรับกนิ กบั หมาก จะนิยมทําด้วยฟื นไม้ ส่วนปูนที่ใช้ในการอื่นๆ
นอกเหนือจากน้ีจะใช้ถ่านหิน ฟื นไมซ้ ้ือมาในราคาประมาณคันรถละ ๑,๒๐๐ – ๑,๔๐๐ บาท
สาํ หรับถ่านหินลิกไนต์ จากจงั หวดั ลาํ ปาง ราคาตนั ละประมาณ ๕๕๐ บาท

ขมนิ้ และเกลือ ใชผ้ สมทาํ ปูนแดง
เตาเผา เป็นเตาเผากอ่ ดว้ ยอิฐ ขนาดกวา้ งประมาณ ๖ - ๖ เมตร ความสูงไม่จาํ กดั (โดยทว่ั ไป
ประมาณ ๕ – ๖ เมตร) หลงั คาเปิ ด ดา้ นหนา้ ของเตาทาํ ประตูเล็ก ๆ สาํ หรับบรรจุหิน ด้านข้างของ
เตาดา้ นใดดา้ นหน่ึงจะเจาะเป็ นช่องขนาดใหญ่ ๒ ช่อง เป็ นที่ใส่เช้ือเพลิง (เกยี่ วกบั เร่ืองเตาน้ีบาง
สถานที่มคี วามเชื่อว่าไดร้ ับความรู้ในการกอ่ สรา้ งมาจากแขก ดงั น้นั เมื่อสร้างเตาใหม่ทุกคร้ังจะต้อง
มีการยกครูบวงสรวง โดยใชไ้ ก่เหลา้ (หา้ มใชห้ มู) นอกจากน้นั ยงั มีขอ้ ห้ามปลกี ยอ่ ยต่าง ๆ เช่น ห้าม
เผาหรือยา่ งของสดของมชี ีวิตในเตา หา้ มเอาตะปูปักในเตา หา้ มหิ้วหมูผา่ นเตาเวลาเผา เป็นตน้ )
บ่อกรอง (ทาํ ปูนแดง) มลี กั ษณะเป็นบ่อกลมเสน้ ผา่ ศูนยก์ ลางประมาณ ๑ เมตร ลึกประมาณ
๑ เมตร ติดต่อกบั บ่อกรองเป็นบ่อรูปสี่เหล่ียมผนื ผา้ กวา้ งยาวประมาณ ๓ - ๕ เมตร และลึกประมาณ
๑ เมตร สาํ หรับพ้ืนที่พกั ปูนแดงท่ีกรองผ่านผา้ ขาวบาง
เคร่ืองบด โม่หนิ และเครื่องเป่ าลม
วิธกี ารผลิตปูนขาวปูนแดง
๑. นาํ หินปูนเรียงใส่เตาใหเ้ ต็ม ซ่ึงจะใชเ้ วลาประมาณ ๒ วนั หลงั จากน้นั ใชอ้ ิฐและดินกอ่ ประตูเตา
หินท่ีใชจ้ ะเลือกเอาชนิดที่มีสีเขม้
๒. เผาไฟ ข้นั ตอนน้ีจะมีการใชเ้ ครื่องเป่ าลมช่วยตลอดระยะการเผา ซ่ึงใชเ้ วลาประมาณ ๖ วนั ๖ คืน
สาํ หรับเตาเผาขนาดเลก็ สมยั กอ่ นการจะดูวา่ หินสุกหรือยงั จะสงั เกตจากเปลวไฟคือ ถา้ สีของเปลว
ไฟท่ีออกจากหินเป็ นสีทองกแ็ สดงว่าหินน้นั สุกไดท้ ี่แลว้
๓. เม่ือหินสุกดีแลว้ รอให้เยน็ ตวั ลงประมาณ ๑ วนั จะไดเ้ ป็นกอ้ นปูน ปูนที่ไดน้ ้ีอาจนาํ ออกจาํ หน่าย
ไดเ้ ลยในราคาตนั ละประมาณ ๑,๓๐๐ บาท ลูกคา้ ไดแ้ ก่ โรงงานน้าํ ตาลที่จะซ้ือไปฟอกน้ําตาล
๔. นาํ ออกจากเตามาฉีดน้าํ ใหท้ วั่ เพื่อใหป้ ูนแตกออกเป็นกอ้ นเลก็ ๆ และอ่อนตวั ลงง่ายต่อการโม่บด
หลงั จากน้นั ท้ิงไวใ้ หห้ มดไอความร้อน (หินปูนท่ีเผาแลว้ เมื่อโดนน้าํ จะเกดิ ปฏิกริ ิยาความรอ้ น)
๕. นาํ ไปเขา้ เครื่องโม่บดให้ละเอยี ดอีกคร้ัง จะไดป้ ูนผงคุณภาพสูงพร้อมที่จะบรรจุถุงเพ่ือจาํ หน่าย
ต่อไป ซ่ึงเตาๆ หน่ึงจะไดป้ ูนขาวถึงราว ๕๐ – ๘๐ ตนั

ในกรณีที่ต้องการทําปูนแดงจะมีข้นั ตอนเพ่ิมข้ึน ดงั น้ี
๖. นาํ ปูนผงท่ีไดใ้ ส่บ่อกรอง
๗. ผสมขมิ้นผงกบั ปูนขาว เกลือและน้าํ กวนใหเ้ ขา้ กนั ขมน้ิ กบั ปูนจะทาํ ปฏิกริ ิยาทางเคมตี ่อกนั ทาํ
ให้

ปูนขาวกลายเป็นสีแดงอตั ราส่วนที่ใชค้ ือปูนขาว ๓๐๐ ปี๊ บต่อขมิ้นผง ๕ - ๗ ถงุ (ถุงละ ๓๐ กก.)
๘. ปูนแดงจากบ่อกวนจะถูกกรองผ่านผา้ ขาวบางลงสู่บ่อพกั ปลอ่ ยทิ้งไวใ้ หน้ ้าํ งวดประมาณ ๓ - ๕
วนั หลงั จากน้นั จึงจะสามารถนาํ ข้ึนบรรจุถุงหรือบรรจุปี๊ บเพื่อจาํ หน่ายได้ ราคาที่ซ้ือขายกนั ข้ึนอยู่
กบั ปริมาณของขมิ้นที่ผสม ถา้ ผสมขมิ้นมากกจ็ ะไดป้ ูนที่มีสีแดงมากและปูนที่แดงมากจดั เป็นชนิดที่
มคี ุณภาพดี

ปูนขาวท่ีไดจ้ ะใชใ้ นงานกอ่ สรา้ งเสียเป็นส่วนใหญ่ นอกจากน้นั จากคุณสมบตั ิท่ีสามารถลด
ความเป็นกรดในดินได้ จึงไดถ้ ูกนาํ ไปใชใ้ นการเกษตรต่างๆ รวมท้ังในกจิ การเพาะเล้ียงกุง้ ซ่ึงกาํ ลงั
เฟื่ องฟูอย่างมากในปัจจุบันด้วย ส่วนประโยชน์ของปูนแดงนอกจากจะใช้กนิ กบั หมากแลว้ ยงั
สามารถใชฆ้ า่ เช้ือราในพชื เช่น กลว้ ยไม้ สม้ ใชย้ อ้ มผา้ แช่ดองผลไม้ ใช้แทนสารกนั บูด แช่อาหาร
ให้แข็งตวั ใชผ้ สมชนั ยาเรือเป็นตน้

ปัจจุบนั กจิ การโรงปูนในจงั หวดั ราชบุรีบางแห่งไดเ้ ริ่มขยายตวั ข้ึนเป็ นอุตสาหกรรมขนาด
กลางซ่ึงหมายถงึ ว่าจะตอ้ งใชว้ งเงินในการลงทุนไม่น้อยกว่า ๑๐ ลา้ นบาท และใช้แรงงานจํานวน
มาก ดงั น้นั ถา้ ไดม้ ีการส่งเสริมสนบั สนุนกนั อย่างดีพอ ผลที่ได้นอกจากจะเป็ นการอนุรักษ์อาชีพ
เกา่ แกอ่ ยา่ งหน่ึงของจงั หวดั โดยทางออ้ มแลว้ ยงั จะเป็ นการช่วยเพิ่มพูนรายได้ให้กบั ชาวราชบุรีใน
อีกทางหน่ึงดว้ ย

นอกจากปูนขาว และ ปูนเพชร ท่ีเป็นส่วนผสมหลกั ในการสร้างพระสมเด็จ แลว้ ยงั มี เร่ือง
ของการลงรกั และ ปิ ดทอง ลงบนองคพ์ ระสมเดจ็ ผเู้ ขียนได้ นาํ เอา บทความจาก หนงั สือช่างสิบหมู่
ของกรมศิลปากร จดั ทําข้ึน ในนามของคณะกรรมการอาํ นวยการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ
๖๐ ปี โดยเรียบเรียงจาก เอกสารประกอบโครงการฝึกอบรมศลิ ปะสําหรับบุคคลภายนอก สาขาช่าง
รัก ฝ่ ายศิลปวฒั นธรรม วิทยาลยั ช่างศิลปสุพรรณบุรี เพ่ือเป็ นความรู้ ในการศึกษาพระสมเด็จฯ
ดงั น้ี

รกั เป็ นยางไมช้ นิดหน่ึง ซ่ึงชนชาติท่ีอาศยั อยู่ในทวีปเอเชีย รู้จกั นํามาใช้ในการเคลือบ
และตกแต่งผิวของวตั ถุต้งั แต่สมยั โบราณ โดยใชย้ างรกั ในการเคลือบสิ่งของเคร่ืองใช้ที่ทําจากวสั ดุ
ประเภทต่างๆ เช่น ไม้ เคร่ืองจกั สาน หนงั ผา้ โลหะ เคร่ืองป้ันดินเผา หิน เป็ นต้น เม่ือยางรัก
แข็งตวั แลว้ จะมีคุณสมบตั ิป้องกนั น้าํ ซึม และทนต่อสภาพของดินฟ้าอากาศ

ต้นรัก เป็ นไม้ยืนต้นอยูใ่ นวงศ์ไม้มะม่วง (Anacardiaceae) เป็ นคนละชนิดกบั ต้นรัก
Calotropis gigantean linn ซ่ึงเป็ นไมพ้ ุ่มอยู่ในวงศ์ Asclepiadaceae ออกดอกเป็ นช่อกลีบดอกสี
ม่วงหรือขาว ระยางรูปมงกุฎ นาํ มาใชร้ ้อยพวงมาลยั ต้นรักหรือตน้ ไมใ้ นวงศ์มะม่วงมีอยู่ ๒ สกุล
ที่ใชเ้ จาะเกบ็ ยางรกั คือ สกลุ Rhus และสกุลไมร้ ักใหญ่ (Melanorrhoea) ต้นรักในสกุลไมร้ ักใหญ่

มอี ยดู่ ว้ ยกนั ๔ ชนิด คือ ตน้ รักใหญ่ (Melanorrhoea ustata) รักน้ําเกล้ียง (Melanorrhoea laccifera)
รักเขา (Melanorrhoea pilosa) และรกั (Melanorrhoea glabra)

แต่ตน้ รักที่มคี วามสาํ คญั และใชเ้ จาะเกบ็ ยางรัก เพ่ือใช้ในงานอุตสาหกรรมเครื่องรักและ
เคร่ืองเขินของไทยและพมา่ คือ ตน้ รักใหญ่ การนาํ ยางรกั จากต้นรกั มาใช้ ทาํ ดว้ ยการกรีดหรือสบั
ดว้ ยมีดท่ีลาํ ตน้ รกั ใหเ้ ป็ นรอยยาวๆ ยางรักจะไหลออกมาตามรอยท่ีกรีดและสบั น้นั แลว้ จึงนาํ
ภาชนะเขา้ รองรบั น้าํ ยางเป็นคราวๆ และเกบ็ รวบรวมไวใ้ ชง้ านต่อไป ยางรักน้ีบางแห่งเรียกว่า น้าํ
เกล้ียง หรือ รักน้าํ เกล้ียง ยางรกั แต่ละชนิดที่ช่างรกั จะใชป้ ระกอบในการทาํ งานเครื่องรักมีอยหู่ ลาย
ชนิด ดงั มชี ่ือเรียกท่ีแตกต่างกนั ดงั น้ี

รักดบิ คือ ยางรักสดท่ีไดจ้ ากการกรีดหรือสบั จากตน้ รัก ลกั ษณะเป็นของเหลวสีขาวเมื่อทิ้ง
ไวส้ กั ระยะหน่ึง จะเปลยี่ นเป็ นสีน้าํ ตาลไหม้ รักดิบน้ีจะตอ้ งผา่ นการกรองให้ปราศจากสิ่งสกปรก
ปะปน และจะตอ้ งไดร้ บั การขบั น้าํ ท่ีเจืออยตู่ ามธรรมชาติในยางรักให้ระเหยออกตามสมควร
เสียกอ่ น จึงจะนาํ ไปประกอบงานเคร่ืองรกั ได้

รักนํ้าเกลี้ยง คือ รักดิบที่ผ่านการกรองและได้รับการซับน้ําเรียบร้อยแล้ว เป็ นน้าํ ยางรัก
บริสุทธ์ิ จึงเรียกว่า รักน้าํ เกล้ียง เป็ นวสั ดุพ้ืนฐานในการประกอบงานเคร่ืองรักชนิดต่างๆ เช่น
ผสมสมกุ ถมพ้ืน ทาผวิ

รักสมุก คือ รักน้ําเกล้ียงผสมกบั สมุก มีลักษณะเป็ นของเหลวค่อนขา้ งขน้ ใชส้ ําหรับอุด
แนวทางลงพ้ืนและถมพ้ืน

รักเกลี่ย คือ รักน้ําเกล้ียงผสมกบั สมุกถ่านใบตองแห้งป่ น บางทีเรียกว่า สมุกดิบ ใช้
เฉพาะงานงานอดุ รู ยาร่อง ยาแนวบนพ้ืนกอ่ นทารกั สาํ หรับปิ ดทองคาํ เปลว

รักเช็ด คือ รักน้าํ เกล้ียง นาํ มาเค่ียวบนไฟออ่ นๆ เพ่ือไล่น้ําให้ระเหยออกมากที่สุด จนไดเ้ น้ือ
รักขน้ และเหนียวจดั สาํ หรบั ใชแ้ ตะ ทา หรือเช็ด ลงบนพ้ืนแต่บางๆ เพ่ือปิ ดทองคําเปลว หรือทาํ
ชกั เงาผิวหนา้ งานเคร่ืองรัก

รกั ใส คือ รักน้ําเกล้ียงท่ีผ่านกรรมวิธีสกดั ให้สีอ่อนจาง และเน้ือโปร่งใสกว่ารักน้ําเกล้ียง
สาํ หรบั ใชผ้ สมสีต่างๆ ใหเ้ ป็นรกั สี รกั แต่ละชนิดดังที่กล่าวมาน้ี ลว้ นมีท่ีมาจาก รักดิบ ท้ังส้ิน รัก
แต่ละชนิดจะมีคุณภาพมากหรือน้อยกด็ ี นํามาประกอบงานเคร่ืองรักแลว้ จะไดง้ านที่ดี มีความ
คงทนถาวรเพียงใดน้นั ข้ึนอยกู่ บั คุณสมบัติพ้ืนฐานของรักดิบ ท่ีช่างรักจะต้องรู้จักเลือกรักดิบที่มี
คุณภาพดีมาใช้

สมุก เป็ นวสั ดุที่มีลกั ษณะเป็ นผง หรือป่ นเป็ นฝ่ ุน สมุกที่ใช้ในงานเคร่ืองรักแบบไทย
ประเพณีอยา่ งโบราณวธิ ี มีอยดู่ ว้ ยกนั ๒ ชนิด คือ

สมกุ อ่อน สมุกชนิดน้ี ได้แก่ ผงดินสอพอง ผงดินเหนียว เลือดหมูกอ้ น อยา่ งใดอย่หน่ึง
ผสมกบั รกั น้าํ เกล้ียง ตีใหเ้ ป็นเน้ือเดียวกนั ใชท้ ารองพ้ืนท่ีตอ้ งการ รองพ้ืนบางๆ และเรียบ

สมกุ แขง็ ไดแ้ ก่ ผงถา่ นใบตองแห้ง ผงถา่ นหญา้ คา ผงปูนขาว อยา่ งใดอย่างหน่ึง ผสมกบั
รกั น้าํ เกล้ียง ตีให้เป็นเน้ือเดียวกนั ใชท้ ารองพ้ืนท่ีตอ้ งการรองพ้ืนหนาและแข็งแรงมาก

ตน้ รัก มขี ้ึนอยทู่ วั่ ไปในประเทศเวยี ดนาม พม่า ญี่ป่ ุน และประเทศไทย ซ่ึงในประเทศไทย
มมี ากทางภาคเหนือ เช่น ที่เชียงใหม่ เชียงราย และทางภาคใตท้ ี่อาํ เภอไชยา จังหวดั สุราษฎร์ธานี
ซ่ึงยางรกั ที่ไดจ้ ากที่นี่จะมคี ุณภาพดี ส่วนในทางภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือมียางรักที่ อาํ เภอตระการ
พชื ผล จงั หวดั อุบลราชธานี แต่เป็นยางรักที่ไม่ค่อยจะมคี ุณภาพนกั

วธิ ีการคัดเลือกยางรัก
การคดั เลือกรักเป็ นสิ่งสาํ คญั ต่อการประกอบงาน เพราะรักที่มีขายตามท้องตลาดมิใช่ว่าจะ
เป็นรกั ท่ีบริสุทธ์ิท้งั หมด อาจมีส่วนอ่นื ผสมเพ่ือเพิ่มปริมาณกไ็ ด้ เช่น น้ํามนั ดิน น้ํามนั ยาง หรือ
น้าํ เปล่า เวลาซ้ีอเพ่อื ท่ีจะไดร้ ักที่มคี ุณภาพท่ีดีน้นั อาจจะทดสอบง่ายๆ ไดด้ งั น้ี
๑. ใชน้ ิ้วมือแตะยางรักขย้แี ละดมกลิ่นของรัก ถา้ บริสุทธ์ิจะไม่มีกลิ่นน้ํามนั ดิน น้ํามนั สน

หรือน้าํ มนั ยาง
๒. ใชไ้ มพ้ ายจุ่มลงไปในยางรัก แลว้ ยกข้ึนปล่อยให้ยางรักไหลกลบั ลงไปจากไมพ้ าย ถา้

เป็นรักท่ีบริสุทธ์ิจะไหลติดต่อลงเป็ นเสน้ เสมอกนั ถา้ ไม่บริสุทธ์ิยางรักจะไหลขาดลง
เป็ นตอน
๓. ใชน้ ิ้วมือแตะยางรกั แลว้ นาํ ไปทาลงบนแผ่นกระจก ยางรักท่ีมีคุณภาพดีจะทาได้เรียบ
เสมอกนั ถา้ ไมบ่ ริสุทธ์ิจะทาลงแผ่นกระจกแลว้ ไมค่ ่อยเรียบ
๔. ถา้ ยางรักแห้งเร็วกว่าปกติ มักจะเป็ นยางรักท่ีถูกผสมด้วยน้ํามนั สนมากเกนิ ความ
ตอ้ งการ และมีคุณสมบตั ิ (คุณภาพ) เลวดว้ ย
๕. ใชน้ ิ้วมือแตะยางรกั แลว้ ขย้ดี ู ถา้ มีคุณภาพดีจะมคี วามเหนียวกว่ายางรักท่ีปนดว้ ยสิ่งอื่นๆ

ผเู้ ขียน ขอแนะนาํ ศนู ยศ์ กึ ษามวลสารพระสมเดจ็ ในประเทศไทย โรงเรียนถนอมพศิ วิทยา
ซ่ึงต้งั อยทู่ ี่ ลาดพร้าว ๖๒ เขตวงั ทองหลาง ในกรุงเทพฯ โดยมี อาจารยอ์ ริยะ สุพรรณเภษชั เป็ น
ผูอ้ าํ นวยการศูนย์ และไดเ้ ปิ ดหลกั สูตรเซียนมวลสารสมเดจ็ โดยการฝึ กอบรมเพื่อศึกษาพิจารณาเชิง
เปรียบเทียบเน้ือหามวลสารและธรรมชาติความเกา่ ของพระสมเด็จวดั ระฆงั สมเด็จวดั บางขุนพรหม
และสมเด็จวดั เกศไชโย ผา่ นชิ้นส่วนพระสมเดจ็ ท่ีมเี น้ือมวลสารจดั ท่ีสึกและแตกหักของพระสมเด็จ
ท้งั สามวดั และพระเครื่องตระกูลสมเดจ็ ท้งั ๖ยคุ โดยมรี ายละเอยี ดดงั น้ี

ยคุ ๑ พระท่ีมีอายมุ ากกว่าพระสมเด็จ ยคุ ๒ พระร่วมสมยั พระสมเด็จ
พระสมเดจ็ อรหัง พระสมเดจ็ วดั ระฆงั พมิ พน์ ิยม
พระวดั พลบั พระสมเด็จ วดั บางขนุ พรหม
พระวดั โค่ง พระสมเดจ็ วดั เกศไชโย พิมพน์ ิยม
พระกรุวดั ทพั ขา้ ว พระสมเด็จ วดั เกศไชโย พิมพต์ ลก
พระกรุวดั สามปล้ืม พระสมเด็จ วดั บางขุนพรหม กรุเจดียเ์ ลก็

ยคุ ๓ พระที่สร้างภายหลงั พระสมเด็จ ๒๔๑๔- ยคุ ๔ พระท่ีสร้างภายหลงั พระสมเด็จ ๒๔๓๐-๒๔๘๐

๒๔๓๐

พระสมเดจ็ ปิ ลนั ทร์ วดั ระฆงั พระวดั รงั ษี วดั บวรนิเวศ

พระสมเด็จหลวงป่ ูภู วดั อินทรวิหาร พระสมเด็จกรุวดั พระแกว้

พระสมเดจ็ วดั เฉลมิ พระเกยี รติ พระสมเด็จ เจา้ คุณสุนทร วดั กลั ยา

พระวดั เงินคลองเตย พระสมเดจ็ พระครูสงั ฆ์ วดั อินทรวหิ าร

พระสมเด็จ วดั โพธ์ิเกรียบ พระสมเดจ็ แช่น้าํ มนต์ หลวงป่ ูโต๊ะ วดั ประดู่ฉิมพลี

พระกรุวดั อมั พวา พระสมเด็จหลวงพอ่ หม่น วดั คลองสิบสอง

พระสมเดจ็ หลวงป่ ูอน้ วดั บางจาก พระสมเดจ็ มฤคทายวนั หลวงป่ ูนาค วดั หัวหิน

พระสมเด็จ หลวงป่ ูทรัพย์ วดั ปากบาง พระกรุวดั คูส้ ลอด

พระสมเดจ็ หลวงป่ ูป้ัน วดั สะพานสูง พระสมเด็จกรุวดั ชนะสงคราม พมิ พส์ มเดจ็ อรหัง

ยุค ๕ พระที่สร้างภายหลงั พระสมเด็จ ๒๔๘๑- ยคุ ๖ พระท่ีสรา้ งภายหลงั พระสมเด็จ ๒๔๙๕-๒๕๐๖

๒๕๙๔

พระสมเด็จหลวงป่ ูนาค วัดระฆงั ยุคต้น พระสมเด็จหลวงป่ ูนาค วดั ระฆงั ยคุ กลาง ๒๔๙๕

๒๔๘๕

พระสมเด็จพระครูมูล วดั สุทัศน์ พิมพ์ทรง พระสมเด็จพระครูมลู วดั สุทศั น์ พิมพม์ หี นา้ ตา

เจดีย์

พระชุดสระหลวงป่ ูเผอื ก รุ่นอนิ โดจีน พระสมเด็จหลวงป่ ูเผือก วดั กงิ่ แกว้ รุ่นสร้างเจดีย์

พระสมเดจ็ หลวงพ่อคร้ืน วดั สังโฆ พิมพเ์ ข่า พระสมเดจ็ เผ่า วดั อนิ ทรวิหาร
บ่วง

พระสมเด็จหลวงป่ ูรอด วดั เกริ่น พระสมเดจ็ พิมพพ์ ระครูมลู วดั ประสาทบุญญาวาศ

พระสมเด็จหลวงป่ ูเล่ียม วดั ศรีเรืองบุญ พระสมเด็จวดั เกศไชโย วดั รุ่นสรา้ งเขื่อนปี ๒๔๙๕

พระกรุวดั อมั พวนั พระสมเด็จหลวงพอ่ โชติ วดั ตะโน

พระสมเด็จ และพระตระกลู สมเดจ็ ที่กาํ หนดไวด้ งั กล่าวผูท้ ี่ศึกษาพึงหาโอกาสพิจารณาเชิง
เปรียบเทียบเน้ือหามวลสารของพระสมเด็จในแต่ละยคุ โดยใหแ้ ยกแยะยคุ สมยั และเน้ือหาของพระ
สมเด็จท้งั หกยคุ ออกจากกนั ให้ได้ ทาํ ให้เป็ นประโยชน์อยา่ งย่งิ สําหรับนักนิยมพระเครื่องที่สนใจ
ศกึ ษาความรู้ในเน้ือหามวลสารและสภาพธรรมชาติแห่งพระสมเด็จ

ผเู้ ขียนไดอ้ ่านหนงั สือเลม่ หน่ึง ตาํ รับพรหมรังสี โดยกรมท่า จากสํานกั งานนิตยสารอุณมิ
ลติ โดยไดพ้ ดู ถงึ มวลสารชนิดหน่ึง ท่ีวงการพระสมเด็จ ไม่ไดเ้ คยกล่าวถึงเรื่องน้ีเลย ผูเ้ ขียนเห็นว่า
น่าสนใจ เพราะ นกั ศกึ ษาพระสมเดจ็ ต้องศึกษา และ ค้นควา้ มวลสาร ท่ีเป็ นส่วนผสมในองค์พระ
สมเด็จ ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จฯ ให้เข้าใจโดย ท่องแท้ จะทําให้ เข้าใจในคุณลักษณะทาง
กายภาพมากข้ึน มหี ลายคน ยงั ไมเ่ คยไดย้ นิ มวลสาร ท่ีเรียกกนั ว่า ศิลาธิคุณ หรือ ฤาษีผสมแลว้ ซ่ึง
ถือเป็นมวลสารหลกั ท่ีใชส้ รา้ ง พระสมเด็จ

นอกจากตวั ประสาน (ปูนเพชร น้าํ ตาล และ กลว้ ย) มีลกั ษณะภายนอก คลา้ ยหินอ่อน มี
ความร่วนตวั เปราะเมื่อ พบคร้ังแรกๆ เม่ือโดนอากาศ จะค่อยๆแข็งข้ึน อยา่ งเดียวกบั ศิลาแลง จึง
นาํ มาเป็นส่วนผสมและมวลสารชนิดน้ีเอง ที่ทาํ ให้เน้ือพระสมเด้จ มีความแตกต่างจากเน้ือปูนผสม
อน่ื ๆ เป็นตวั ทาํ ให้พระสมเด็จมคี วามหนึกนุ่ม ที่สามารถมองทางลึกได้ (เน้ือมีความใสโปร่ง) โดย
มวลสารต่างๆ จะถูกห่อหุ้มดว้ ยศลิ าธิคุณนี่เอง

นอกจากปรากฏเป็นเน้ือหลกั แลว้ ส่วนศิลาธิคุณยงั ปรากฏให้สงั เกตเห็น ในพระสมเด็จเป็ น
กอ้ นเลก็ ๆ เกอื บทุกองค์ ซ่ึงบางทีเข้าใจว่า เป็ นกอ้ นผงวิเศษ กม็ ีแต่ผูท้ ี่ชํานาญจะแยกออกได้ว่าจุด
ขาวใสที่เห็นเป็น ศิลาธิคุณหรือผงดินสอวิเศษ กล่าวคือ ศิลาธิคุณ จะเห็นเป็ นลกั ษณะหนึกคลา้ ยหิน
ออ่ น อยา่ งมาก ส่วนผงวิเศษจะขาวทึบ

บรรณานุกรม

กรมท่า. (๒๕๕๐). ตํารับพรหมรังสี. กรุงเทพฯ : สาํ นกั งานนิตยสารอุณมิลิต
ธรรมสภา. (๒๕๓๘). ชีวติ การงาน หลกั ธรรม สมเดจ็ พระพมุ าจารย์
(โต พรหมรังษี). กรุงเทพฯ : ธรรมสภา

จาํ ลอง มลั ลิกะนาวนิ . (๒๕๑๗). ภาพและประวตั ิ พระสมเดจ็ โต. กรุงเทพฯ :
โรงพิมพส์ าํ นกั งานพระพทุ ธศาสนาแห่งชาติ.

ฉนั ทิชยั . (๒๔๙๕). สมเดจ็ พระพฒุ าจารย์ (โต ) เล่ม ๑. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์
อกั ษรประเสริฐ.

แฉลม้ โชติช่วง และมนสั ยอขนั ธ์. (๒๕๓๔). สมเดจ็ โต. กรุงเทพฯ: หา้ ง
ยอแสงเภสัช ผผู้ ลิตยาเมด็ ยอแสง.

ตรียมั ปวาย. ( ๒๕๑๕). ปริอรรถาธิบายแห่งพระเครื่องฯ เล่ม ๑ พระสมเดจ็ ฯ.
กรุงเทพฯ: สาํ นกั พิมพร์ วมสาส์น.

พระธรรมธีรราชมหามุนี. (๒๕๑๙). ตาํ นานพระสมเดจ็ และปฐมอคั รกรรม.
กรุงเทพฯ : บริษทั บีทีเอส เพลส จาํ กดั .

พระยาทิพโกษา (สอน โลหะนนั ทน์). (๒๕๑๓). ประวตั สิ มเด็จพระพฒุ าจารย์
(โต) จากบนั ทกึ ของ มหาอาํ มาตย์ตรี พระยาทิพโกษา (สอน โลหะ
นันทน์) หนงั สืออนุสรณ์ในงานฌาปนกิจศพนางสม้ จีน ทิพโกษา (โลหะ
นนั ทน์) ๙ พฤศจิกายน ๒๕๑๓. กรุงเทพฯ.

พลาดิสัย สิทธิธยั กิจ. (๒๕๕๐). สมเดจ็ พระพฒุ าจารย์โต. กรุงเทพฯ :
สาํ นกั พมิ พบ์ นั ทึกสยาม.

อรรคเดช กฤษณะดิลก. (๒๕๔๖). ปทานุกรม พระสมเดจ็ เล่มที่ ๑. กรุงเทพฯ:
หา้ งหุน้ ส่วนจาํ กดั ทิพยวสิ ุทธ์ิ.

เฮง อิฏฐาจาโร, พระมหา. (๒๔๙๒). ประวตั สิ ังเขปสมเดจ็ พระพฒุ าจารย์
(โต) . กรุงเทพฯ : โรงพิมพก์ ฤษณปกรณ์.

ประวตั ิผเู้ ขียน
ดร. สุชาติ มนั่ คงพิทกั ษก์ ลุ
ผกู้ ่อต้งั และผอู้ าํ นวยการพพิ ิธภณั ฑส์ มเดจ็ พระพฒุ าจารย์ โต พรหมรังสี
หาดใหญ่

ระหว่างศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.อ. เป็ นท้งั นกั คอมพิวเตอร์ นกั
อิเลคทรอนิกส์ นักจดั รายการวิทยุเพลงสากล ช่วงปี พ.ศ. ๒๕๒๑-๒๕๒๔
หลงั จบระดบั ปริญญาตรี สาขา วศิ วกรรมไฟฟ้าส่ือสาร ปี พ.ศ. ๒๕๒๕ เร่ิมทาํ
ธุรกิจดา้ นคอมพิวเตอร์ เคร่ืองข่ายคอมพิวเตอร์ ออกแบบเวบ็ ไซต์ ดา้ นศูนย์
จาํ หน่ายและบริการเครื่องเสียง ธุรกิจดา้ นสื่อดนตรีเพลง และไดศ้ ึกษาระดบั
ปริญญาโทต่อที่ คณะรัฐประศานศาสตร์ สถาบนั บณั ฑิตพฒั นาบริหารศาสตร์
(นิดา้ ) จนจบสาขา การบริหารทรัพยากรมนุษย์ ปี พ.ศ. ๒๕๓๗ ไดร้ ับ
รางวลั เรียนดี และ เกียรตินิยมดี และศึกษาต่อระดบั ปริญาเอก ท่ีคณะรัฐ
ประศานศาสตร์ สถาบนั บณั ฑิตพฒั นาบริหารศาสตร์ (นิดา้ ) หลกั สูตรรัฐ
ประศาสนศาสตร์ดุษฎีบณั ฑิต สาขา นโยบายสาธารณะ ปี พ.ศ. ๒๕๕๒ โดย
ออกแบบแนวคิด นิดา้ ดีฟเซา้ ท์ ( NIDA Deep South Model ) การแกไ้ ขปัญหา
ใน ๓ จงั หวดั ภาคใต้ และ แนวคิดหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงกบั ปัญหา
๓ จงั หวดั ชายแดนภาคใต้

หลงั สาํ เร็จการศึกษาระดบั ปริญญาเอกในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ หนั มาทาํ งาน
ช่ ว ย เ ห ลื อ สั ง ค ม เ ค ย ทํา ง า น ใ น ตํา แ ห น่ ง น า ย ก ส ม า ค ม ศิ ษ ย์เ ก่ า
มหาวิทยาลยั สงขลานครินทร์ ๒ สมยั ( ๒๕๔๘-๒๕๕๒ ) และเคยทาํ งานเป็น
ท่ีปรึกษาสมาคมศิษยเ์ ก่าคณะวศิ วกรรมศาสตร์ หาดใหญ่ ม.อ.
เริ่มหนั มาศึกษาและสนใจคน้ ควา้ งานวิจยั ดา้ นมะเร็ง โรคไวรัสโควดิ -๑๙
กบั กญั ชาทางการแพทย์ ออกแบบแนวคิดหมู่บา้ นมะเร็งอจั ริยะอย่างยงั่ ยืน (
Sustainable Smart Cancer Village ) และ หมู่บา้ นกญั ชา ๔.๐ ( Cannabis
Village ๔.๐ ) และเขียนบทความผลกั ดนั ใหเ้ กิด พระราชบญั ญตั ิยาเสพติดให้
โทษ (ฉบบั ที่ ๗) พ.ศ.๒๕๖๒ ให้สามารถนาํ พืชกญั ชาและกระท่อม มาใช้
ทางการแพทยไ์ ด้ จนกระทงั่ ไดส้ ร้างเครือข่ายผปู้ ่ วยมะเร็ง จนปี พ.ศ. ๒๕๖๒
ไดเ้ ป็นผกุ้ ่อต้งั มูลนิธิมิตรภาพสมั พนั ธ์เพื่อผปู้ ่ วยมะเร็ง และ สถาบนั วิจยั กญั ชา
ทางการแพทยห์ าดใหญ่ ได้ช่วยเหลือผูป้ ่ วยมะเร็งในระยะสุดทา้ ยและดุแล
ผูป้ ่ วยแบบประคบั ประคอง ไดค้ น้ ควา้ เขียนงานวิจยั กญั ชาทางการแพทยด์ า้ น
มะเร็ง และโรคโควดิ -๑๙ กวา่ ๑๐๐ บทความ
ในระหวา่ งการศึกษา และทาํ งาน เกือบ ๔๐ ปี ไดส้ นใจและศึกษาคน้ ควา้
ประวตั ิสมเด็จพระพฒุ าจารยโ์ ต พรหมรังสี และเกบ็ สะสมพระสมเดจ็ วดั ระฆงั
และสร้างกลุ่มเพ่ือนท่ีสนใจพระสมเด็จดว้ ยกนั ในเพจเพสบุ๊ค( Prasomdej GRP
) และไดก้ ่อต้งั เวบ็ ไซต์ prasomdej.com ( ปิ ดชว่ั คราวเพื่อปรับปรุง ) และ
เวบ็ ไซต์เก่ียวกบั ดา้ น หลวงพ่อทวด luangpohtuad.com รัชกาลท่ี ๕
kingchulalongkorn.org และ ในช่วงจตุคามรามเทพ ได้รับความนิยม
jatukamrammatep.com
ไดก้ ่อต้งั พิพิธภณั ฑส์ มเดจ็ พระพฒุ าจารย์ โต พรหมรังสี หาดใหญ่ต้งั แต่
ปี พ.ศ ๒๕๔๒เพ่ือใหค้ วามรู้ และเขียนบทความจาํ นวนมาก และ เปิ ดโรงเรียน

พระสมเดจ็ ( Prasomdej school ) เพ่ือเป็นที่ปรึกษาและใหค้ าํ แนะนาํ และสอน
แนวทางการศึกษาพระสมเดจ็ วดั ระฆงั


Click to View FlipBook Version