The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

โครงงานด้านโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ ประจำปี ๒๕๖๖ โรงเรียนบ้านวังตาอินทร์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by a.chalomthip, 2024-02-26 09:06:33

โครงงานด้านโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ ประจำปี ๒๕๖๖

โครงงานด้านโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ ประจำปี ๒๕๖๖ โรงเรียนบ้านวังตาอินทร์

ก สารบัญ เรื่อง หน้า น้องหนูมีมือและเล็บสะอาด ปราศจากเชื้อโรค 1 หนูน้อยฟันสวย 3 ป.1 ร่างกายสะอาด สุขภาพแข็งแรง 5 เรียนรู้ Anatomy ด้วยกายบริหารตำรับไทย 8 ฟันสวยยิ้มใส ใส่ใจสุขภาพช่องปาก 13 รู้เท่า รู้ทัน รับประกันสุขภาพ 15 ดื่มนมทุกวัน ฉันจะเติบโต 18 สร้างเสริมสุขภาพ กินถูกโรค ออกกำลังถูกใจ ห่างไกลโรค 21 มือสะอาด ปราศจากเชื้อโรค 25 สร้างสุขอนามัย ใส่ใจสุขภาพ 27 ห้องเรียนสะอาด ปลอดภัย มีวินัยด้วยมือเรา 31


1 1. ชื่อโครงการ น้องหนูมีมือและเล็บสะอาด ปราศจากเชื้อโรค ประเภทโครงงาน: โครงงานด้านส่งเสริมสุขภาพ ระดับชั้น ชั้นอนุบาล 2 ครูที่ปรึกษาโครงการ นางแสงดาว หันอาสา 2. ระยะเวลาที่ดำเนินการ 1 มิถุนายน 2566 – 27 มีนาคม 2567 3. หลักการและเหตุผล โรงเรียนบ้านวังตาอินทร์ได้ดำเนินงานตามโครงการส่งเสริมสุขภาพในทุกๆปี มีการดูแล ความสะอาด ของร่างกายในเด็กวัยเรียน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งความสะอาด ไม่ว่าจะเป็นศีรษะ ผม ผิวหนัง เล็บ และช่องปาก เป็นต้น จากการตรวจสุขภาพเด็กนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 2 ถึงชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 พบว่านักเรียนหลายคนจากระดับชั้นอนุบาล 2 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เป็นโรคฟันผุกันเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็ยัง มีอีกอย่างที่สำคัญ คือเล็บและมือของนักเรียน ส่วนมากเล็บจะยาว และดำ ซึ่งนำพาพวกเชื้อโรคต่างๆ เข้าสู่ ร่างกายได้ เล็บและนิ้วมือเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรค เพราะเป็นอวัยวะที่ใช้ในการจับ ถือ และทำสิ่งต่าง ๆ มากมาย อีกทั้งยังใช้งานอยู่เกือบตลอดเวลา ทำให้มีการสัมผัสกับสิ่งสกปรก ฝุ่นควัน สารเคมี และเชื้อโรค ดังนั้น ผู้จัดทำจึงเห็นว่า ปัญหานี้ควรมีวิธีการแก้ไขและส่งเสริมให้ลดลงหรือหมดไป และเพื่อเป็นการ ส่งเสริมให้ทุกคนได้ดูแลสุขภาพมือและเล็บของตนเอง 4. วัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนมีสุขนิสัยในการดูแลสุขภาพมือและเล็บของตน 5. วิธีดำเนินงาน 5.1 ศึกษาสภาพปัญหาของเชื้อโรคที่เกิดจากเล็บและมือ 5.2 ประชุมครูเพื่อวางแผนการดำเนินงาน 5.3 ดำเนินการให้ความรู้เรื่องการทำความสะอาดมือ และ เล็บ 5.4 ดำเนินการให้นักเรียนตัดเล็บมือ เมื่อมีเล็บยาว หรือดำ และให้ล้างมือทุกครั้ง ก่อนรับประทาน อาหาร และหลังจากทำกิจกรรมต่างๆ 5.5 ครูจัดทำแบบประเมินพร้อมกำหนดเกณฑ์การประเมิน 5.6 ประเมินประเมินความสะอาดของเล็บและมือ 5.7 ครูจัดทำแบบสอบถามความพึงพอใจและดำเนินการประเมินความพึงพอใจต่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง 5.8 สรุปผล เขียนรายงานโครงงานและนำเสนอโครงงาน 6. ผลการดำเนินงาน นักเรียนชั้นอนุบาล 2 มีความกระตือรือร้น ในการล้างมือก่อนรับประทานอาหาร หลังทำกิจกรรมต่าง ๆ หรือล้างมือทุกครั้งที่มือเปื้อนและสกปรก และเมื่อมีเล็บที่ยาวขึ้น นักเรียนก็จะรีบตัดให้สั้นทันที ผลที่ออกมา มือและเล็บของนักเรียนชั้น อนุบาล 2 มีความสะอาดมากขึ้น


2 7. รูปภาพกิจกรรม


3 1. ชื่อโครงการ หนูน้อยฟันสวย ประเภทโครงงาน: โครงงานด้านส่งเสริมสุขภาพ ระดับชั้น ชั้นอนุบาลปีที่ 3 ครูที่ปรึกษาโครงการ นางสาววินันทา สุดสะเกตุ 2. ระยะเวลาที่ดำเนินการ 25 มิถุนายน 2566 – 29 กุมภาพันธ์2567 3. หลักการและเหตุผล จากข้อมูลการตรวจสุขภาพในช่องปากเด็กนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 โรงเรียนบ้านวังตาอินทร์โดยฝ่าย ทันตกรรม รพ.สต.ยางราก พบว่าเด็กนักเรียนมีปัญหาโรคเหงือกอักเสบ และโรคฟันผุจำนวนมาก ดังนั้น ผู้จัดทำจึงเห็นว่า ปัญหานี้ควรมีวิธีการแก้ไขและส่งเสริมให้ลดลงหรือหมดไป และเพื่อเป็นการส่งเสริมให้ทุกคน ได้ดูแลสุขภาพช่องปากและฟันของตนเอง 4. วัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนมีสุขนิสัยในการดูแลสุขภาพของตน 5. วิธีดำเนินงาน 5.1 ศึกษาสภาพปัญหาโรคฟันผุ และเหงือกอักเสบเพื่อนนำมาจัดทำโครงงานหนูน้อยฟันสวย 5.2 ประชุมครูเพื่อวางแผนการดำเนินงาน 5.3 ดำเนินการให้ความรู้เรื่องทันตสุขภาพในหัวข้อ โรคเหงือกอักเสบ โรคฟันผุ การเลือกรับประทาน อาหารและการแปรงฟันที่ถูกวิธี การใช้ยาสีฟัน 5.4 ดำเนินการให้นักเรียนแปรงฟันหลังรับประทานอาหารกลางวันทุกวัน 5.5 ครูจัดทำแบบประเมินพร้อมกำหนดเกณฑ์การประเมิน 5.6 ประเมินสุขภาพช่องปากของเด็กปฐมวัย 5.7 ครูจัดทำแบบสอบถามความพึงพอใจและดำเนินการประเมินความพึงพอใจต่อผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง 5.8 สรุปผล เขียนรายงานโครงงานและนำเสนอโครงงาน 6. ผลการดำเนินงาน ตัวชี้วัดความสำเร็จ วิธีการประเมิน เครื่องมือที่ใช้ แหล่งข้อมูล ร้อยละ 85 ของนักเรียน มี สุขนิสัยในการดูแลสุขภาพของตน การสังเกต การปฏิบัติกิจกรรม แบบสังเกต การปฏิบัติกิจกรรม อ.3


4 7.รูปภาพกิจกรรม


5 1. ชื่อโครงงาน ปอ 1 ร่างกายสะอาด สุขภาพแข็งแรง ประเภทโครงงาน โครงงานด้านส่งเสริมสุขภาพ ระดับชั้น ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ครูที่ปรึกษาโครงการ นายธณภน กลั่นเชื้อ นางรังสิมา จันทะโพธิ์ 2. ระยะเวลาในการดำเนินการ 1 พ.ย.66- 20 ก.พ. 2567 3. หลักการและเหตุผล โรงเรียนบ้านวังตาอินทร์ได้ดำเนินงานตามโครงการส่งเสริมสุขภาพในทุกๆปี มีการดูแล ความสะอาด ของร่างกายในเด็กวัยเรียน ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งความสะอาด ไม่ว่าจะเป็นศีรษะ ผม ผิวหนัง เล็บ และช่องปาก เป็นต้น จากการตรวจสุขภาพเด็กนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล ๑ ถึงชั้น ประถมศึกษาปีที่ ๖ พบว่านักเรียนหลายคนจากระดับชั้นอนุบาล ๑ ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖เป็นโรคฟันผุกัน มาก จาการที่เด็ก ห่วงเล่นประกอบกับความขี้เกียจจึงทำให้นักเรียนหลายคนหรือส่วนใหญ่ละเลยเรื่องการแปรง ฟัน และทาง โรงเรียนได้จัดทำโครงงานรณรงค์การแปรงฟันในเด็กนักเรียน พบว่านักเรียนให้ความสนใจการ แปรงฟันมาก ขึ้น โรงเรียนจึงคิดหาวิธีกระตุ้นและส่งเสริมกิจกรรมดังกล่าวให้คงสภาพต่อไป จึงได้จัดทำกิจกรรม ร่างกาย สะอาดตัวหนู ขึ้น และความสะอาดของร่างกายอีกส่วนหนึ่งของร่างกาย คือ บริเวณศีรษะ นักเรียนส่วนหนึ่งจะ เป็นเหา ซึ่งอยู่ในช่วงระหว่าง ๔ - ๑๔ ปี เหาเป็นโรคที่ก่อให้เกิดความรำคาญ ทำให้ขาดสมาธิในการเรียนและ เป็นที่น่ารังเกียจของของสังคม รวมทั้งก่อให้เกิดภาวะ โลหิตจางได้ด้วย โดยมากนักเรียนที่เป็นเหามักเป็นผู้ที่มี สุขวิทยาส่วนบุคคลไม่ถูกต้อง เหาเป็นโรคที่รักษาได้ ง่ายด้วยการดูแลรักษาความสะอาดของศีรษะอย่าง สม่ำเสมอ แต่เนื่องจากเหาสามารถติดต่อกันได้ง่าย ทั้ง ระหว่างนักเรียนด้วยกันและบุคคลในครอบครัว การ แก้ปัญหาเพื่อตัดวงจรการระบาดของโรคเหาในโรงเรียน คือ ต้องกำจัดเหาและปฏิบัติตนเองอย่างถูกต้อง จริงจัง ดังนั้นโรงเรียนจึงได้จัดทำกิจกรรม ผมหนูสวย ด้วยปลอดเหา ขึ้น โดยมุ่งหวังให้นักเรียน กลุ่มเป้าหมาย เห็นความสำคัญของการดูแลความสะอาดของร่างกายและศีรษะ ซึ่งจะช่วยป้องกันโรคเหาและ ลดการแพร่ ระบาดต่อไป ดังนั้น โรงเรียนชุมชนบ้านน้ำน้อยร่วมกับเทศบาลตำบลน้ำน้อยจึงได้จัดทำโครงการ ดังกล่าว ขึ้นมา 4. วัตถุประสงค์ของโครงงาน 4.1 เพื่อให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ดูแลรักษาความสะอาดของร่างกายเป็น 4.2 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ได้เรียนรู้ขั้นตอนการดูแลรักษาความสะอาดของร่างกาย 4.3 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีสุขภาพอนามัยดีปราศจากโรคภัย 5. วิธีการดำเนินการ 5.1 ครูที่ปรึกษาประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 อบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลรักษาความสะอาด 5.2 ร่างกายของนักเรียน (เล็บ /ผม / ขี้ไคล / หู /ตา / จมูก / เหา/เสื้อผ้า / สุขภาพปาก-ฟัน) 5.3 ตรวจความสะอาดร่างกายนักเรียนทุกๆ สัปดาห์ 5.4 มอบรางวัลให้นักเรียนที่ดูแลสุขภาพร่างกายเป็นอย่างดี สะอาด สุขภาพแข็งแรง 5.5 รณรงค์ให้นักเรียนดูแลความสะอาดร่างกาย ให้เป็นปกตินิสัยโดยใช้สื่อเทคโนโลยี 5.6 รายงานผลการจัดทำโครงงาน


6 ที่ กิจกรรม* ระยะเวลาปฏิบัติงาน 1 พ.ย. 2566-13 ก.พ. 2367พ.ย. ธ.ค. ม.ค. ก.พ 1 อบรมการดูแลรักษาความ สะอาดร่างกายให้กับนักเรียน 6-10 2 ตรวจร่างกายนักเรียน 11-30 1-30 1-31 1-20 3 มอบรางวัล เด็กสะอาดสุขภาพ แข็งแรง 9 4 รณรงค์เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ 12 4 เขียนรายงาน 19 -20 6. ผลที่คาดว่าจะได้รับ 6.1 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีสุขภาพดี 6.2 นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 สามารถดูแลรักษาความสะอาดร่างกายได้เป็นปกตินิสัย 7. รูปภาพกิจกรรม


7


8 1. ชื่อโครงการ เรียนรู้ Anatomy ด้วยกายบริหารตำรับไทย ประเภทโครงงาน: โครงงานด้านส่งเสริมสุขภาพ ระดับชั้น ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ครูที่ปรึกษาโครงการ ว่าที่ร้อยตรีหญิงน้ำฝน มังวงษ์ 2. ระยะเวลาที่ดำเนินการ 1 พฤศจิกายน 2566 – 27 กุมภาพันธ์2567 3. หลักการและเหตุผล “สุขภาวะ (Well-being)” มักมีการเรียกใช้ในคำที่แตกต่างกัน เช่น ความอยู่ดีมีสุข ความผาสุก Wellness หรือการ มีสุขภาพที่ดี ซึ่งทางองค์การอนามัยโลก (World Health Organization, WHO) ได้นิยาม “สุขภาพ” ว่าหมายถึง ภาวะที่ สมบูรณ์ทั้งกาย จิตใจ สังคม และปัญญา เชื่อมโยงเป็นองค์รวมอย่างสมดุล เช่นเดียวกับความหมายของ “สุขภาพ” ในมาตรา 3 ในพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 สำหรับนิยามของคำว่า “สุขภาวะ” สำนักคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจ และสังคมแห่งชาติ ได้นิยามว่าเป็น การมีสุขภาพที่ดีทั้งกายและใจ ครอบครัวอบอุ่น อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี มีความรู้ มีรายได้ เพียงพอ รวมถึง การบริหารจัดการที่ดีของภาครัฐ เป็นต้น เด็กจะได้รับอิทธิพลจากผู้ที่อยู่ใกล้ชิด เริ่มต้นจากพ่อแม่ พี่น้อง ญาติใกล้ชิด เพื่อน เพื่อนบ้าน เมื่อเด็ก เข้าโรงเรียนก็ได้รับอิทธิพลจากครูและเพื่อนนักเรียน รุ่นพี่ รุ่นน้อง และจากสังคมสิ่งแวดล้อมที่มีส่วน เกี่ยวข้อง การส่งเสริมพัฒนาการเด็กจึงต้องการความร่วมมือกันของหลายฝ่าย เริ่มต้นจากที่บ้าน สานต่อ ที่ โรงเรียน และสังคมรอบ ๆ ตัวเด็กนั่นเอง ทุกคนควรมีส่วนร่วมในการช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ที่ดี เพราะใน ที่สุดทุกคนก็ต้องอยู่ร่วมกันในสังคมเดียวกัน จากนิยามดังกล่าว ผู้รับผิดชอบจึงได้เล็งเห็นถึงความสำคัญทางด้านร่างกาย และจิตใจ ในการเรียนรู้ ของผู้เรียนโรงเรียนบ้านวังตาอินทร์ต่อการปฏิบัติกิจกรรมการเรียนการสอนที่สอดแทรกการบูรณาการทางด้าน สุขภาพในรายชั้นเรียนผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ต่าง ๆ ซึ่งสุขภาวะของผู้เรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 พบว่า ผู้เรียนชื่นชอบกิจกรรมการเรียนรู้ และพร้อมที่จะเรียนรู้กิจกรรมต่าง ๆ ควบคู่กับการได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง ส่งผลให้ผู้เรียนเกิดความคิดสร้างสรรค์ มีจิตนาการที่เหมาะสมกับช่วงวัย สิ่งสำคัญ ในการเรียนรู้ของผู้เรียน นอกเหนือจากการเรียนรู้ภายในห้องเรียน และนอกห้องเรียนแล้ว ปัจจัยสำคัญที่มีผลทำให้ผู้เรียนเกิดแรงจูงใจ สนใจในการเรียนเริ่มจากสภาพการแวดล้อม เจตคติที่ดี ส่งผลให้สุขภาวะ ทางกาย และจิตใจของผู้เรียนดีขึ้น มีสุขภาพแข็งแรง เกิดความสุข สนุกไปกับกิจกรรมต่าง ๆ ดังนั้นผู้รับผิดชอบจึงใช้วิธีการจัดการดูแลสุขภาพของ ผู้เรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ในการส่งเสริมด้านสุขภาพผ่านกระบวนการจัดการเรียนรู้เฉพาะทางด้าน ศาสตร์นาฏศิลป์ไทย โดยการใช้กระบวนการบูรณาการรายวิชา นาฏศิลป์ กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ส่งเสริม บุคลิกภาพของผู้เรียนจากการฝึกหัดปฏิบัติท่ารำต่าง ๆ ทางศาสตร์นาฏศิลป์ไทย เพื่อการบำบัดจิตใจ และกาย บริหารกล้ามเนื้อของผู้เรียน จึงได้จัดทำโครงงาน เรื่อง “เรียนรู้ Anatomy ด้วยกายบริหารตำรับไทย” ส่งเสริมสุขภาวะที่ดีให้ผู้เรียน และเป็นการปลูกฝังจิตสำนึกให้รู้จักหวงแหน รักษา สืบสาน และต่อยอดความ เป็นไทย รวมทั้งอนุรักษ์เอกลักษณ์ และศิลปะของชาติเพื่อเยาวชนไทยรุ่นหลังสืบไป


9 4. วัตถุประสงค์ 4.1 เพื่อให้ผู้เรียนเห็นความสำคัญด้านสุขภาวะที่ดี 4.2 เพื่อให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเองถูกต้องและเหมาะสม 4.3 เพื่อให้ผู้เรียนรู้จักการดูแลสุขภาพกาย และจิตใจ อย่างง่ายจากการทำกิจกรรมผ่านกระบวนการ เรียนรู้ทางศาสตร์นาฏศิลป์ไทย 4.4 เพื่อให้ผู้เรียนมีสุขภาวะทางกาย และจิตใจที่ดีขึ้น มีมนุษยสัมพันธ์กับผู้อื่น สามารถอยู่ร่วมกันใน สังคมได้อย่างมีความสุข 4.5 เพื่อให้ผู้เรียนตระหนักถึงคุณค่าทางศิลปวัฒนธรรมของไทย 5. วิธีดำเนินงาน 5.1 ผู้รับผิดชอบโครงการร่วมกันปรึกษาความเหมาะสมของการจัดทำโครงงานภายในโรงเรียน โดย แบ่งออกเป็นระดับชั้น ให้ครูที่ปรึกษาแต่ละระดับชั้นศึกษาปัญหาทางด้านสุขภาพของผู้เรียนรายชั้นเรียน 5.2 ประชุมและวางแผนการดำเนินโครงการผ่านการทำกิจกรรมโดยใช้กระบวนการจัดทำโครงงาน รายชั้นเรียนขึ้น 5.3 ครูผู้รับผิดชอบ และที่ปรึกษานักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จัดเตรียม กระบวนการส่งเสริมผู้เรียนด้านสุขภาพโดยใช้โครงงาน เรื่อง “เรียนรู้ Anatomy ด้วยกายบริหารตำรับไทย” ผ่านการบูรณาการในรายวิชา นาฏศิลป์ไทย กลุ่มสาระการเรียนรู้ ศิลปะ 5.4 จัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ที่ส่งเสริมด้านสุขภาพ โดย สอดแทรกการบูรณาการรายวิชา นาฏศิลป์ไทย ควบคู่กับการให้ผู้เรียนลงมือปฏิบัติ 5.5 นำแผนการจัดการเรียนรู้มาบูรณาการด้านการส่งเสริมสุขภาพ เข้ามาใช้ในกิจวัตรที่ผู้เรียนต้องทำ ทุกวัน เฉลี่ยอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-4 วัน โดยใช้ช่วงเวลาในการปฏิบัติและเรียนรู้คาบที่ 1 (Home room) ประมาณ 10 – 20 นาทีสอดแทรกความรู้ทางนาฏศิลป์ไทย ศาสตร์เฉพาะทาง และด้านร่างกาย Anatomy กายวิภาคศาสตร์ เพื่อการสื่อความหมาย และความเข้าใจต่อการปฏิบัตินั้น ๆ 5.6 ทำการฝึกหัด และปฏิบัติตามช่วงเวลาที่กำหนด โดยใช้แผนการเรียนนาฏศิลป์ไทยขั้นต้น เรื่อง ท่านาฏยศัพท์ ภาษาท่าทางนาฏศิลป์ไทย และการสื่อสาร 5.7 ผู้เรียนได้ปฏิบัติตามกระบวนการ ส่งผลให้มีสุขภาวะที่ดีทั้งร่างกาย และจิตใจ เกิดพัฒนา ต่อการเรียนรู้ จดจำ และทำตามได้ถูกต้องกระบวนวิธีที่ปฏิบัติ ผู้เรียนเห็นคุณค่าและความสำคัญ สามารถ ถ่ายทอดไปยังผู้อื่นได้ 5.8 ผู้รับผิดชอบโครงงาน โดยครูผู้ฝึกปฏิบัติ คอยให้คำแนะนำการดูแลสุขภาพด้านต่าง ๆ และ ปลูกฝังความเป็นไทยให้กับผู้เรียนได้ตระหนักรู้ รักและหวงแหนความเป็นไทย อย่างมีสุภาวะที่ดีทั้งกาย และใจ ต่อไป 5.9 ผู้รับผิดชอบโครงงาน สรุปโครงงาน และรายงานผลลัพธ์ที่ได้ต่อไป


10 6. ผลการดำเนินงาน การดำเนินโครงการ โดยใช้กระบวนการทางวิชาการด้าน โครงงานรายชั้นเรียน เรื่อง “เรียนรู้ Anatomy ด้วยกายบริหารตำรับไทย” บูรณาการรายวิชา นาฏศิลป์ กลุ่มสาสระการเรียนรู้ ศิลปะ สอดแทรก องค์ความรู้ด้านร่างกาย Anatomy กายวิภาคศาสตร์ในการพัฒนาศักยภาพทางกาย และจิตใจของผู้เรียน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านวังตาอินทร์ มีผลการดำเนินงาน ผ่านกิจกรรม ต่าง ๆ ดังนี้ 6.1 ผู้เรียนเห็นความสำคัญด้านสุขภาวะที่ดีทั้งทางด้านร่างกาย และด้านจิตใจของตนเองดียิ่งขึ้น จากการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ของครูผู้ฝึกฝน และถ่ายทอดหลักการ ความเป็นมา และความสำคัญ องค์ประกอบหลักของสุขภาวะที่ดี ทำให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ 6.2 ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติกระบวนท่าทางนาฏศิลป์ไทยที่ถือได้ว่าเป็นต้นตำรับไทยในการเคลื่อนไหว ร่างกายด้วยตนเองถูกต้อง และเหมาะสม ทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ สร้างความคิด ความจำให้ตนเองจากการ ฝึกฝนบ่อย ๆ ส่งผลให้ผู้เรียนมีสติ สมาธิจดจ่อในการเรียนรู้ร่วมกันกับครูผู้ฝึกฝนมากขึ้น 6.3 เรียนรู้จักการดูแลสุขภาพกาย และจิตใจ อย่างง่าย โดยได้รับความสนใจจากผู้เรียนจากการทำ กิจกรรมผ่านกระบวนการเรียนรู้ทางศาสตร์นาฏศิลป์ไทย เรื่อง ภาษาท่า ท่านาฏศัพท์เบื้องต้น และการสื่อสาร เข้าใจวิธีดูแลรักษาตนเองให้เป็นผู้มีความรู้ที่ดี มีความสะอาดจากภายในร่างกาย สู่การปฏิบัติตนยังนอก ร่างกาย เมื่อเกิดการลงมือปฏิบัติแล้วผู้เรียนเห็นความสำคัญในเรื่องของการเผาผลานร่างกายในแต่ละครั้งจาก ภายในออกมา ครูผู้ฝึกฝนและถ่ายทอดได้แนะนำการชำระสิ่งสกปรก และการทำความสะอาดร่างกาย เพื่อ สุขอนามัยที่ดี พร้อมรับต่อการเรียนรู้ต่อไป ผู้เรียนได้ปฏิบัติตาม ส่งผลให้การเรียนรู้ของผู้เรียนเกิดความพร้อม มากกว่าการไม่พร้อมรับความรอบรู้จากครูผู้ฝึกฝนในแต่ละวัน 6.4 ผู้เรียนมีสุขภาวะทางกาย และจิตใจที่ดีขึ้น มีเจตคติดที่ดี มีมนุษยสัมพันธ์กับผู้อื่น สามารถอยู่ ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุข ด้วยการปฏิบัติกิจกรรมที่ครูผู้ฝึกฝนและถ่ายทอดให้ร่วมด้วยช่วยกับฝึกฝน ท่าทางด้านนาฏศิลป์ไทยแบบต่าง ๆ ผู้เรียนสามารถถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับเพื่อนร่วมชั้นเรียน และดูแลกัน และกันได้เป็นอย่างดี เกิดความสนุก และตื่นเต้นในการเรียนรู้ ทำให้ผู้เรียนสนใจและใส่ใจต่อการปฏิบัติกาย บริหารในแบบฉบับตำรับไทย เกิดความสามัคคีในหมู่คณะและกระตุ้นการเรียนรู้อย่างไม่มีสิ้นสุด 6.5 จากการฝึกฝนและอบรมทางศาสตร์นาฏศิลป์ไทยที่เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติ สอดแทรกการ เรียนรู้กายวิภาคศาสตร์เข้าไปยังกระบวนการ และกิจกรรมต่าง ๆ นั้น ทำให้ผู้เรียนได้ตระหนักถึงคุณค่าทาง ศิลปวัฒนธรรม ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะไม่มีที่ใดเทียบเหมือนได้ มีจิตสำนึก เห็นคุณค่า เกิดการหวงแหน รัก และเคารพต่อศาสตร์เฉพาะทางด้านนาฏศิลป์ไทย และเกิดการขัดเกลาจิตใจให้เป็นผู้มีความรู้ พร้อมด้วยการมี สติปัญญาที่ดี ทำให้เป็นผู้ที่มีสุขภาวะทางจิตใจที่ดี งดงามจากภายใน สู่การถ่ายทอดไปยังผู้อื่นได้ดีต่อไป


11 7. รูปภาพกิจกรรม


12


13 1. ชื่อโครงการ ฟันสวยยิ้มใส ใส่ใจสุขภาพช่องปาก ประเภทโครงงาน: โครงงานด้านส่งเสริมสุขภาพ ระดับชั้น ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ครูที่ปรึกษาโครงการ นางสาวภัทรามาศ สกุลเจริญ 2. ระยะเวลาที่ดำเนินการ 3 กรกฎาคม 2566 – 27 มีนาคม 2567 3. หลักการและเหตุผล โรคฟนผุเป็นโรคที่สามารถปองกันไดโดยการดูแลสุขภาพชองปากและฟน รวมถึงการควบคุม การบริโภคอาหารที่เสี่ยงตอการเกิดโรคฟนผุ ซึ่งปญหาฟนผุสวนใหญ่จะพบในนักเรียนที่ไม่แปรงฟันและมี พฤติกรรมการบริโภคที่เสี่ยงตอโรคฟนผุ ทำใหสงผลตอการเรียนรูและคุณภาพชีวิต ถาไม่ได้รับการรักษา ทันเวลาจะสูญเสียฟนถาวรได้ ดังนั้น การดูแลสุขภาพช่องปากจึงมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตเป็น อย่างมาก นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จึงเห็นความสำคัญของการแปรงฟันให้ถูกต้อง การเลือกบริโภค อาหารให้เหมาะสม และสามารถนำความรู้ไปแนะนำน้อง ๆ หรือบุคคลในครอบครัวได้ 4. วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้นักเรียนมีความรู้ ความเข้าใจในการดูแลสุขภาพช่องปากและฟัน 2. เพื่อมีความรู้ ความเข้าใจในการบริโภคอาหารที่เสี่ยงตอการเกิดโรคฟนผุ 3. เพื่อสร้างเสริมสุขนิสัยที่ดีในการดูแลรักษาความสะอาดช่องปาก 5. วิธีดำเนินงาน 1. ครูและนักเรียนร่วมกันสืบเสาะปัญหาด้านสุขภาพของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 2. ครูและนักเรียนร่วมกันหาวิธีแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพช่องปากของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 3. บูรณาการเรื่องการบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพช่องปากและฟันในกิจกรรมการเรียนการสอน 4. ฝึกฝนทักษะการแปรงฟันอย่างถูกวิธี และจัดกิจกรรมแปรงฟันหลังอาหารกลางวัน 5. นักเรียนสามารถนำความรู้เกี่ยวกับการแปรงฟันไปแนะนำน้อง ๆ หรือบุคคลในครอบครัวให้ปฏิบัติ ตามได้อย่างถูกต้อง 6. ผลการดำเนินงาน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีความรู้ความเข้าใจในการดูแลสุขภาพช่องปากและฟัน สามารถแปรงฟันได้ถูกวิธี สามารถเลือกบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพช่องปาก นักเรียนมีสุขภาพช่องปากและ ฟันที่ดีขึ้นตามลำดับ และนักเรียนสามารถนำความรู้ไปถ่ายทอดหรือแนะนำต่อบุคคลในครอบครัวได้


14 7. รูปภาพกิจกรรม


15 1. ชื่อโครงการ รู้เท่า รู้ทัน รับประกันสุขภาพ ประเภทโครงงาน: โครงงานด้านส่งเสริมสุขภาพ ระดับชั้น ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ครูที่ปรึกษาโครงการ นางสาวศิรดา เต็งประภา นายก้องภพ สวนจันทร์ 2. ระยะเวลาที่ดำเนินการ 3 กรกฎาคม 2566 – 27 มีนาคม 2567 3. หลักการและเหตุผล ในสถานการณ์ปัจจุบันนั้น ผู้คนบางประเภทที่ใส่ใจในสุขภาพนั้นส่วนใหญ่จะเป็นวัยสูงอายุ วัยผู้ใหญ่ แต่ผู้คนบางประเภท เช่น วัยรุ่น วัยเด็ก บางส่วนนั้นยังไม่เห็นถึงความสำคัญของสุขภาพของ ตนเอง จึงละเลยพฤติกรรมที่ส่งเสริมสุขภาพ ทั้งไม่ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร ไม่รับประทานอาหารให้ ครบ 5 หมู่ ไม่ล้างมือให้ถูกวิธี ทำให้ในปัจจุบันเกิดผู้ที่เป็นโรคมากมายหลายช่วงวัย ร่างกายอ่อนแอโดยที่ ไม่รู้ตัว ฉะนั้น ควรที่จะมีการตรวจสุขภาพและทดสอบสมรรถภาพร่างกายอยู่เสมอ และต้องเป็นที่เข้าถึงได้ ง่าย มีการ ทดสอบที่ถูกวิธี จากข้อความข้างต้น ทางผู้รับผิดชอบจึงได้จัดทำโครงการ รู้เท่า รู้ทัน รับประกันสุขภาพ เพื่อ ทดสอบสมรรถภาพของผู้เรียนในโรงเรียนขึ้น 4. วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ในการทดสอบสมรรถภาพ 2. เพื่อให้ผู้เรียนรู้เท่าทันถึง สมรรถภาพของตนเองและวิธีแก้ไขปัญหา 3. เพื่อสร้างเสริมสุขนิสัยที่ดีในการดูแลรักษาสุขภาพร่างกาย 5. วิธีดำเนินงาน 1. ผู้รับผิดชอบโครงการร่วมกันปรึกษาความเหมาะสมของโครงการและจัดเตรียมอุปกรณ์ 2. ผู้รับผิดชอบจัดเตรียมสถานที่ทดสอบสมรรถภาพร่างกายทั้งหมด 6 ประเภท วัดน้ำหนัก, ส่วนสูง, ลุก-นั่ง 60 วินาที, ดันพื้นประยุกต์ 30 วินาที, งอตัวไปข้างหน้า, กระโดดไกล 3. ผู้รับผิดชอบนัดแนะผู้เรียน บอกรายละเอียดของโครงการกับผู้เรียน 4. ทำการทดสอบสุขภาพของผู้เรียนในคาบเสริมหลักสูตร โดยให้ทดสอบวันจันทร์ในสัปดาห์แรกของ ทุกเดือน (วันเวลาที่ทดสอบอาจเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม) 5. ผู้เรียนจะได้ทดสอบสมรรถภาพเดือนละ 1 ครั้ง และหลังจากทดสอบเรียบร้อยแล้ว ผู้รับผิดชอบ โครงการจะให้คำแนะนำการดูแลสุขภาพด้านต่างๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น


16 6. ผลการดำเนินงาน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มีความใส่ใจดูแลสุขภาพร่างกายมากขึ้น สังเกตได้จากพฤติกรรมการ รับประทานอาหารที่ถูกต้องตามคำแนะนำ การกระตือรือร้นในการออกกำลังกายในช่วงหลังเลิกเรียน ผู้เรียนมี ผลการทดสอบสมรรถภาพดีขึ้นตามลำดับ และผู้เรียนยังได้ประสบการณ์การทดสอบสมรรถภาพ สามารถนำวิธี ทดสอบไปใช้ได้ในอนาคต และชีวิตประจำวันได้ 7. รูปภาพกิจกรรม แบบประเมินสมรรถภาพทางกาย


17


18 1. ชื่อโครงการ ดื่มนมทุกวัน ฉันจะเติบโต ประเภทโครงงาน: โครงงานด้านส่งเสริมสุขภาพ ระดับชั้น ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ครูที่ปรึกษาโครงการ นายอริยะ รู้ยาม 2. ระยะเวลาที่ดำเนินการ 3 กรกฎาคม 2566 – 27 มีนาคม 2567 3. หลักการและเหตุผล โครงการนมโรงเรียนเป็นโรงการที่ช่วยเสริมสร้างให้นักเรียนมีสุขภาวะที่ดีด้วยการเสริมสร้างภาวะทาง โภชนาการด้วยนมซึ่งเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่ดีบริโภคง่าย จัดหาได้ง่าย และราคาถูก แต่ในปี การศึกษาที่ผ่านมา พบว่ามีนักเรียนจำนวนหนึ่งที่ไม่ยอมรับประทานนมโรงเรียนโดยอ้างว่านมโรงเรียนรสชาติ ไม่ถูกปาก และพบว่านักเรียนกลุ่มดักล่าวมีสุขภาวะที่แย่ลง เช่น มีน้ำหนักและส่วนสูงที่น้อยกว่าเกณฑ์ ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า การดื่มนมโรงเรียน และปลูกฝังให้นักเรียนเห็นคุณค่าของนมโรงเรียนจะช่วยให้นักเรียนมีสุขภาวะ ที่ดีขึ้นได้ 4. วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้นักเรียนมีความรู้เกี่ยวกับคุณค่าทางโภชนาการของนมโรงเรียน 2. เพื่อสร้างเสริมสุขนิสัยที่ดีในการดื่มนมโรงเรียน 3. เพื่อให้นักเรียนตระหนักถึงคุณค่าของการดื่มนมโรงเรียน 5. วิธีดำเนินงาน 1. ครูและนักเรียนจัดการประชุมชั้นเรียนเพื่อร่วมกันสืบเสาะปัญหาด้านสุขภาพของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 5 และร่วมกันแก้ไข 2. คณะกรรมการห้องเรียนคัดเลือกและแต่งตั้งตัวแทนนักเรียนให้ดูแลและติดตามการดื่มนมของ เพื่อน ๆ ในแต่ละวัน 3. นักเรียนในชั้นร่วมกันศึกษาและประชาสัมพันธ์ผลดีของนมโรงเรียนและการดื่มนมโรงเรียน 4. นักเรียนในชั้นร่วมกันดื่มนมโรงเรียนทุกวัน 6. ผลการดำเนินงาน นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 มีความรู้ความเข้าใจที่ดีต่อคุณค่าของนมโรงเรียน ดื่มนมโรงเรียนทุกวัน จนเป็นนิสัย และรู้จักคุณค่าของการดื่มนมโรงเรียน


19 7. รูปภาพกิจกรรม


20


21 1. ชื่อโครงการ สร้างเสริมสุขภาพ กินถูกโรค ออกกำลังถูกใจ ห่างไกลโรค ประเภทโครงงาน: โครงงานด้านส่งเสริมสุขภาพ ระดับชั้น ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ครูที่ปรึกษาโครงการ นางสาวดารินทร์ งามสันเทียะ 2. ระยะเวลาที่ดำเนินการ 3 กรกฎาคม 2566 – 27 มีนาคม 2567 3. หลักการและเหตุผล ในปัจจุบันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่องและส่งผลกระทบในหลายด้าน ถือเป็นภัยเงียบระดับชาติและเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุข กลุ่มโรคดังกล่าว นี้มีสาเหตุจากปัจจัยเสี ่ยงหลายปัจจัย ข้อมูลองค์การอนา มั ย โ ล ก ระบุประชากรทั่วโลกเสียชีวิตด้วยกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังร้อยละ 63 และที่สำคัญเป็นประชากร ในประเทศกำลังพัฒนาถึงร้อยละ 80 ขณะที่คนไทยเสียชีวิตด้วยกลุ่มโรคนี้สูงกว่าอัตราการเสียชีวิตเฉลี่ยของ ประชากรทั้งโลกถึงร้อยละ 10 และสูงกว่าทุกประเทศในโลก การดำเนินการงา นป้องกัน และควบคุมโรคไม่ติดต่อในปัจจุบัน ได้มีหลากหลายแนวคิดการดำเนินการ เช่น แนวทาง การปฏิบัติงานตามองค์การอนามัยโลก แนวทางการปฏิบัติงานของกระทรวงสาธารณสุขตามคู่มือ การปฏิบัติงานป้องกัน และควบคุมโรคไม่ติดต่อ โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพใช้หลัก 3อ. 2ส. คือ อาหาร ออกกำลังกาย อารมณ์ ไม่สูบบุหรี่และไม่ดื่มสุรา หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ จากการสำรวจข้อมูลชุมชน พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ขาดการออกกำลังกาย และจากการคัดกรอง การบริโภคหวาน มัน เค็ม ในครัวเรือนด้วยวาจา พบว่า ในแต่ละครัวเรือนเน้นการปรุงอาหาร ที่มีรสหวาน มัน เค็ม ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ ส่งผลต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง จากการ ลงพื้นที่ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ซึ่งนับว่าเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนที่สามารถป้องกันได้ โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางสุขภาพแก่ประชาชนและการออกกำลังกาย จากความสำคัญข้างต้น นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหา และเพื่อ เป็นการเฝ้าระวังปัญหา ควบคุม รักษา หรือส่งเสริมดำรงคงไว้ซึ่งสุขภาพที่ดี และการปรับปรุงส่งเสริมสุขภาพ ของคนในชุมชน ให้มีการดูแลสุขภาพของตนเองและชุมชนได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม จึงได้จัดทำโครงการ “สร้างเสริมสุขภาพ กินถูกโรค ออกกำลังกายถูกใจ ห่างไกลโรค” ร่วมกับคณะครูโรงเรียนบ้านวังตาอินทร์ เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาทางสุขภาพในชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป 4. วัตถุประสงค์ 1. เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการออกกำลังกาย การบริโภคอาหารให้นักเรียนและ ประชาชนในชุมชน 2. เพื่อกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมสุขภาพในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคโดยลดหวาน มัน เค็ม ของนักเรียนและประชาชนในชุมชน 3. เพื่อส่งเสริมการออกกำลังกายของนักเรียนและประชาชนในชุมชน


22 5. วิธีดำเนินงาน 1. ครูที่ปรึกษาและนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ร่วมกันประชุมวางแผน กำหนดเป้าหมาย จำนวน กลุ่มเป้าหมาย เนื้อหา/หลักสูตร สถานที่ อุปกรณ์ และการประชาสัมพันธ์ 2. จัดทำโครงการเพื่อขออนุมัติต่อครูที่ปรึกษาและผู้อำนวยการโรงเรียนต่อไป 3. ประสานงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดเตรียมสถานที่ และจัดเตรียมอุปกรณ์ 4. ดำเนินการจัดโครงการอบรมให้ความรู้ โดยวิทยากร ตามเนื้อหา/หลักสูตรดังนี้ 4.1 ให้ความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมการบริโภค ลดหวาน มัน เค็ม ดังนี้ 4.1.1 แนะนำการบริโภคอาหารตามโซนสี คือ สีเขียว สีเหลือง สีแดง โดยสีเขียว หมายถึง บริโภคให้มาก สีเหลือง หมายถึง บริโภคได้ปานกลาง และสีแดง หมายถึง บริโภคแต่น้อย 4.1.2 แนะนำการปฏิบัติตัวตามหลัก 3 อ. บอกลา 2 ส. โดย 3 อ. คือ อาหาร อารมณ์ ออกกำลังกาย และบอกลา 2 ส. คือ สูบบุหรี่ สุรา 4.1.3 ลดหวาน มัน เค็ม ห่างไกลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง 4.2 การออกกำลังกาย โดยแกนนำการออกกำลังกาย สัปดาห์ละ 1 วัน อย่างน้อย วันละ 30 นาที 4.3 ตรวจสุขภาพของกลุ่มเป้าหมายก่อนและหลังการจัดโครงการ ดังนี้ ค่าดัชนี มวลกาย ค่าความดัน ค่าระดับน้ำตาลในเลือด และวัดรอบเอว จำนวน 2 ครั้ง คือ ก่อน และหลังดำเนิน กิจกรรม 5. ติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน 6. สรุปผลการดำเนินงานตามแผนงาน/โครงการ 6. ผลการดำเนินงาน 1. นักเรียนและประชาชนในชุมชนมีความรู้ความเข้าใจในการออกกำลังกาย การบริโภคอาหารและ นำไปปฏิบัติได้ถูกต้องเพิ่มขึ้น 2. นักเรียนและประชาชนในชุมชนสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค ลดหวาน มัน เค็ม ได้เพิ่มขึ้น 3. นักเรียนและประชาชนในชุมชนสามารถปฏิบัติตนในการออกกำลังกายได้


23 7. รูปภาพกิจกรรม


24


25 1. ชื่อโครงการ มือสะอาด ปราศจากเชื้อโรค ประเภทโครงงาน โครงงานด้านส่งเสริมสุขภาพ ระดับชั้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ครูที่ปรึกษาโครงการ นางสาววิภาดา ดีสันเทียะ นายจตุรวิทย์ เสาร์แก้ว 2. ระยะเวลาที่ดำเนินการ 3 กรกฎาคม 2566 – 27 มีนาคม 2567 3. หลักการและเหตุผล เนื่องจากปัจจุบันมีเชื้อโรค และแบคทีเรียมากมายที่สามารถติดต่อผ่านการสัมผัส ซึ่ง “มือ” คืออวัยวะ ที่ใช้ทำกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย จึงเป็นอวัยวะที่สัมผัสกับร่างกายของตนเอง ร่างกายผู้อื่นและสิ่งแวดล้อมทั่วไป ซึ่งมีทั้งที่สะอาดและสกปรก อาจนำเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้โดยง่าย เมื่อร่างกายสะสมแบคทีเรียเป็นจำนวนมาก ก็จะเกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือเมื่อร่างกายได้รับเชื้อโรคก็จะทำให้เกิดโรคอุจจาระร่วง โรคปอดบวม โรค มือเท้าปาก และโรคระบบทางเดินหายใจ ต่างๆ อย่างโรคไข้หวัดใหญ่ ซึ่งแพร่ระบาดอย่างมากในประเทศไทย มีเด็กมากกว่า 2,000 คนทั่วโลกที่ต้องเสียชีวิตด้วยโรคที่ป้องกันได้ไม่ยาก เช่น โรคท้องร่วง ทุกๆ หนึ่งนาทีจะ มีเด็กเสียชีวิตหนึ่งคน นี่ถือเป็นวิกฤตระดับโลก การล้างมือเป็นประจำด้วยน้ำและสบู่ เพื่อป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ ร่างกายทางมือสัมผัส ซึ่งเป็นวิธีป้องกันโรคที่ง่ายและประหยัดที่สุด และสามารถรักษาชีวิตของเด็กเหล่านี้ได้ เพราะจะช่วยตัดวงจรการเติบโตและยับยั้งการรับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย อันเป็นสาเหตุที่นำไปสู่การเกิดโรค ท้องร่วงและโรคติดเชื้ออีกหลายชนิด 4. วัตถุประสงค์ 1) เพื่อให้นักเรียนมีความรับผิดชอบต่อตนเองในการรักษาความสะอาดมือหลังการทำกิจกรรมหรือ การสัมผัสสิ่งต่าง ๆ 2) เพื่อให้นักเรียนมีความรับผิดชอบต่อสังคม โดยไม่เป็นผู้กระจายเชื้อโรคหรือแบคทีเรีย 3) เพื่อลดจำนวนผู้ป่วยในประเทศ 4) เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตของประชากรในประเทศ และประชากรโลก 5. วิธีดำเนินงาน 1) คิดหัวข้อโครงงานเพื่อนำเสนอครูที่ปรึกษาโครงงาน 2) ประชุมวางแผนการทำโครงงาน 3) ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้องและรวบรวมข้อมูล 4) จัดทำแนวปฏิบัติในการล้างมือที่ถูกต้อง 7 ขั้นตอน และ การรณรงค์ในการล้างมือ และการ ตระหนักถึงความรับผิดชอบต่อตนเอง และสังคม 5) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปฏิบัติตามขั้นตอนการล้างมือที่ถูกต้อง 7 ขั้นตอน เป็นกิจวัตร ประจำวัน 6) สรุปและประเมินผล


26 6. ผลการดำเนินงาน 1) นักเรียนมีความรับผิดชอบต่อตนเองในการรักษาความสะอาดมือหลังการทำกิจกรรมหรือการ สัมผัสสิ่งต่าง ๆ 2) นักเรียนมีความรับผิดชอบต่อสังคม โดยไม่เป็นผู้กระจายเชื้อโรคหรือแบคทีเรีย 3) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ไม่เจ็บป่วยหรือเป็นโรคที่มีสาเหตุมาจากการล้างมือไม่สะอาด 4) อัตราการเสียชีวิตของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เป็น 0 คน 7. รูปภาพกิจกรรม


27 1. ชื่อโครงการ สร้างสุขอนามัย ใส่ใจสุขภาพ ประเภทโครงงาน: โครงงานด้านส่งเสริมสุขภาพ ระดับชั้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ครูที่ปรึกษาโครงการ นายนิพนธ์ จันทะโพธิ์ นางสาวธีริศรา แสงมั่ง 2. ระยะเวลาที่ดำเนินการ 3 กรกฎาคม 2566 – 27 มีนาคม 2567 3. หลักการและเหตุผล องค์กรอนามัยโลก (WHO) ได้ริเริ่ม โครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพและถูกปฏิบัติใช้จริงในหลาย ประเทศตั้งแต่ปี ค.ศ. 1995 โดยองค์การอนามัยโลก (WHO : 1998) ได้ให้ความหมายของโรงเรียนส่งเสริม สุขภาพ คือ โรงเรียนที่มีขีดความสามารถแข็งแกร่งมั่นคง ที่จะเป็นสถานที่ที่มีสุขภาพอนามัยที่ดี เพื่อการอาศัย ศึกษาและทำงาน โดยได้กำหนดให้โรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ (เสาหลัก) ได้แก่ (1) นโยบายสุขภาพของโรงเรียน (2) สภาพแวดล้อมทางกายภาพที่ปลอดภัยของโรงเรียน (3) สภาพแวดล้อมทาง สังคมที่ปลอดภัยของโรงเรียน (4) สุขภาพศึกษาและทักษะสุขภาพ (5) การเชื่อมโยงผู้ปกครองและชุมชมของ โรงเรียน และ (6) การเข้าถึงบริการสุขภาพในโรงเรียน ตามที่โรงเรียนบ้านวังตาอินทร์ ได้เข้าร่วมโครงการโรงเรียนส่งเสริมสุขภาพระดับมาตรฐานสากล ในปี การศึกษา 2566 เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนได้เรียนรู้วิถีชีวิตในการสร้างพฤติกรรมและความรอบรู้ด้านสุขภาพ ควบคู่ไปกับการศึกษา ซึ่งจะปลูกฝังให้เกิดการปฏิบัติตนที่จะนำไปสู่การมีสุขภาพดี และพร้อมจะเรียนรู้อย่าง เต็มศักยภาพตามช่วงวัย ได้รับบริการด้านสุขภาพอย่างครอบคลุม ภายใต้การบริการงานอนามัยโรงเรียน รวมถึงการส่งต่อ แก้ไขปัญหาสุขภาพอย่างเหมาะสม เกิดต้นแบบด้านสุขภาพ (Health Model) หรือแกนนำ นักเรียน ด้านการส่งเสริมสุขภาพ มีผลลัพธ์ด้านสุขภาพตามเกณฑ์ที่เหมาะสมตามช่วงวัย เช่น สูงดีสมส่วน ไม่ อ้วน ไม่ผอม ไม่เตี้ยปราศจากฟันผุ มีสมรรถภาพทางกายผ่านเกณฑ์มีสุขภาพจิตดี มีพฤติกรรมสุขภาพที่พึง ประสงค์มีผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา เป็นต้น นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จึงเกิดแนวคิดจะช่วยพัฒนาความรู้ความเข้าใจ เกี่ยวกับสุขภาพของสมาชิกในห้องเรียน โดยทำการสำรวจปัญหาสุขภาพที่ควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน พบว่า ปัญหาสุขภาพที่สมาชิกในห้องเรียนเผชิญ คือ อาการง่วงนอนในตอนเช้า อาการหิวในขณะเรียน ฟันผุ และเล็บมือไม่สะอาด แล้วจึงทำการเสนอปัญหาสุขภาพของนักเรียนต่อครูที่ปรึกษา เพื่อขอรับคำแนะนำในการ ขับเคลื่อนกระบวนการแก้ไขปัญหา เกิดเป็นโครงงานเรื่อง ‘สร้างสุขอนามัย ใส่ใจสุขภาพ’ 4. วัตถุประสงค์ (1)ศึกษาสถานการณ์สุขภาพและสุขอนามัยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 (2)ส่งเสริมพฤติกรรมในการดูแลสุขภาพและสุขอนามัยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 5. วิธีดำเนินงาน (1) ศึกษาปัญหาสุขภาพของสมาชิกในห้องเรียน ได้แก่อาการง่วงนอนในตอนเช้า อาการหิวในขณะ เรียน ฟันผุ เล็บมือไม่สะอาด


28 (2) ร่วมกันระบุสาเหตุของปัญหาสุขภาพในห้องเรียน ได้แก่ - อาการง่วงนอนในตอนเช้า เนื่องจากการนอนหลับไม่เพียงพอ - อาการหิวในขณะเรียน เพราะไม่ทางอาหารเช้าก่อนเข้าเรียน - ฟันผุ เนื่องจากการแปรงฟันไม่ถูกวิธีหรือแปรงฟันไม่ทั่วถึง - เล็บมือไม่สะอาด เนื่องจากทำความสะอาดได้ไม่ดีพอ (3) หารือแนวทางการแกไขปัญหาสุขภาพ โดยกำหนดให้สมาชิกในห้องเรียนได้ศึกษาข้อมูลเพื่อนำมา แก้ปัญหา ได้แก่ วิธีการนอนหลับเพื่อสุขอนามัยที่ดี ความสำคัญของอาหารเช้า วิธีการแปรงฟันที่ ถูกต้อง การล้างมือให้สะอาด และเสนอต่อที่ประชุมห้องเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2/1 (4) ดำเนินการแก้ไขปัญหาสุขภาพ และเสนออุปสรรค์สำคัญในการดำเนินงาน (5) เผยแพร่ผลการดำเนินกิจกรรมสร้างสุขอนามัย ใส่ใจสุขภาพ (6) ประเมินผลการดำเนินงาน ด้วยแบบสอบถาม 6. ผลการดำเนินงาน 6.1 ผลการศึกษาสถานการณ์สุขภาพและสุขอนามัย และสาเหตุ สถานการณ์สุขภาพและ สุขอนามัย จำนวนนักเรียน ประสบปัญหาสุขภาพ (คน) สาเหตุ อาการง่วงนอนในตอนเช้า 3 การนอนหลับไม่เพียงพอ อาการหิวในขณะเรียน 4 ไม่ทานอาหารเช้าก่อนเข้าเรียน ฟันผุ 6 การแปรงฟันไม่ถูกวิธีหรือแปรงฟันไม่ทั่วถึง เล็บมือไม่สะอาด 3 ทำความสะอาดได้ไม่ดีพอ 6.2 ผลการศึกษาวิธีการแก้ไขปัญหาสุขภาพ วิธีการนอนหลับเพื่อสุขอนามัยที่ดี: หลัก 10 ประการ เพื่อสุขอนามัยการนอนหลับที่ดี สำหรับวัย เด็กและวัยรุ่น(อายุ 1-17 ปี) (1) ตื่นเช้าออกไปรับแสงแดด (2) ออกกำลังกายกลางแจ้ง (3) หลีกเลี่ยงอาหาร หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน 6 ชั่วโมง ก่อนเข้านอน (4) ทานอาหารให้ตรงเวลา (5) วางแผนนอนกลางวันสำหรับเด็กที่อายุน้อยกว่า 6 ปี (6) ใส่ชุดนอนสบาย ๆ ในห้องนอนที่มืด เงียบ เย็น (7) เข้านอนตรงเวลาในทุกๆ วัน (8) ไม่ใช่อุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ก่อนเขานอน และหลีกเลี่ยงแสงสว่างตอนกลางคืน (9) พยายามเข้านอนและหลับให้ได้ด้วยตัวเอง (10)นอนหลับในระยะเวลาที่เหมาะสมเฉลี่ยต่อวันในแต่ละช่วงอายุ (1-2 ปี 12 ชั่วโมง), (3-5 ปี 11 ชั่วโมง), (6-13 ปี 10 ชั่วโมง), (14-17 ปี 9 ชั่วโมง)


29 ความสำคัญของอาหารเช้า: ประโยชน์ของอาหารเช้า (1) ช่วยในการควบคุมน้ำหนักได้: อาหารเช้าช่วยควบคุมโรคอ้วนและน้ำหนักได้เป็นอย่างดีค่ะ นั่น เพราะจากมื้อดึกจนถึงเช้าวันใหม่เราอดอาหารมานานเกือบ 12 ชั่วโมง และหากเรายิ่งไม่ทานอาหารเช้าเข้าไป อีกจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลง จนไปเพิ่มแนวโน้มการรับประทานอาหารที่มีพลังงานและไขมันสูงในมื้อ เที่ยงมากขึ้นและนี่ก็เป็นสาเหตุให้มีน้ำหนักเกินและโรคอ้วนได้อย่างไม่รู้ตัวอีกด้วย (2) ลดความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคหัวใจ: ผลการวิจัยจากสมาคมแพทย์โรคหัวใจในอเมริกาเมื่อปี 2003 พบว่า การรับประทานอาหารเช้าอย่างสม่ำเสมออาจช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเส้นเลือดสมอง และโรคหัวใจได้ด้วย เพราะในตอนเช้าเลือดของเรามีความเข้มข้นสูงและทำให้เส้นเลือดที่ส่งไปเลี้ยงสมอง หรือ หัวใจอุดตันได้ แต่ถ้ารับประทานอาหารเช้าเข้าไปจะช่วยให้ระดับความเข้มข้นในเลือดเจือจางลงด้วย (3) ช่วยลดโอกาสเกิดโรคนิ่ว: การไม่รับประทานอาหารนานกว่า 14 ชั่วโมงจะทำให้คอเลสเตอรอล ในถุงน้ำดีจับตัวกันนาน หากนาน ๆ ไปสิ่งที่จับตัวกันนั้นจะกลายเป็นก้อนนิ่ว แต่หากเราทานอาหารเช้าเข้าไป ล่ะก็ มันจะไปกระตุ้นให้ตับปล่อยน้ำดีออกมาละลายคอเลสเตอรอลที่จับตัวกันอยู่ได้ (4) ช่วยพัฒนาสมอง: สำหรับเด็ก ๆ การอดอาหารเช้าเป็นประจำ อาจทำให้ร่างกายได้รับสารอาหาร ไม่เพียงพอส่งผลให้ร่างกายไม่แข็งแรง การเจริญเติบโตไม่เป็นไปตามเกณฑ์และยังส่งผลต่อสติปัญญา ทำให้ขาด สมาธิ ส่งผลเสียในระยะยาวอีกด้วย (5) ช่วยให้ความจำดี: มีการวิจัยพบว่า การรับประทานอาหารเช้ามีส่วนเพิ่มประสิทธิภาพการเรียน การทำงาน ทำให้ระบบความจำ ทักษะการเรียนรู้ และอารมณ์ดีขึ้นด้วยค่ะ แต่หากใครไม่ทานอาหารเช้าจะมี สมาธิน้อยลงและสมองก็ทำงานได้ไม่เต็มที่ (6) ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานได้: โดยคนที่รับประทานอาหารเช้าจะมีภาวะผิดปกติ ของฮอร์โมนอินซูลิน หรือที่เรียกว่าภาวะดื้อต่ออินซูลินซึ่งเป็นสาเหตุของโรคเบาหวานนั้นลดลงถึง 35-50% เลยทีเดียว วิธีการแปรงฟันที่ถูกต้อง: การแปรงฟันแบบขยับปัด (1) วางแปรงสีฟันเอียงเข้าหาคอฟัน 45 องศา (2) ขยับขนแปรงสั้นๆในแนวหน้า-หลัง 4-5 ครั้ง ตรงรอยต่อระหว่างคอฟันและขอบเหงือก จากนั้น ปัดขนแปรงลงในฟันบน และปัดขนแปรงขึ้นในฟันล่าง (3) ขยับแปรงสีฟันเพื่อแปรงบริเวณที่ติดกัน โดยวางขนแปรงคร่อมบริเวณเดิมเล็กน้อย (4) แปรงฟันด้านบดเคี้ยว โดยการถูไปมาบนหน้าตัดฟัน (5) แปรงลิ้น โดยการวางแปรงสีฟันตั้งฉากกับลิ้น และปัดออกมาเบาๆ 4-5 ครั้ง การล้างมือให้สะอาด: ทำความสะอาดมือให้สะอาด 7 ขั้นตอน ได้แก่ หน้า หลัง กลาง ปั้น โป้ง ปลาย ข้อ (1) เริ่มต้นการล้างมือง่ายๆ ด้วยการถูสบู่ขึ้นมาเล็กน้อยพอขึ้นฟอง ก่อนนำฝ่ามือหน้าทั้งสองข้าง ประกบกันและถูให้ทั่ว จนรู้สึกสะอาด (2) ปาดฟองสบู่มาที่หลังมือ แล้วใช้ฝ่ามือถูหลังมือและซอกนิ้วให้สะอาด จากนั้นสลับข้าง วิธีนี้จะทำ ให้ฆ่าเชื้อโรคบริเวณหลังมือที่เรามักลืมกันไป


30 (3) พลิกมือกลับมาประกบกัน ก่อนจะล้างมือให้สะอาดด้วยการถูซอกนิ้วตรงกลางด้วยสบู่ให้สะอาด หมดจด (4) กำกำปั้นข้างหนึ่ง แล้วใช้ฝ่ามืออีกข้างหนึ่งขัดบริเวณหลังนิ้ว สลับข้างทำแบบเดียวกันจนรู้สึกว่า มือสะอาด (5) กางนิ้วหัวแม่โป้งก่อนใช้ฝ่ามืออีกข้างกำรอบแล้วหมุนวนด้วยฟองสบู่เป็นวงกลม ทำให้สะอาดทั้ง สองด้าน (6) แบมือข้างหนึ่ง แล้วใช้ปลายนิ้วมืออีกข้างขัดฟองสบู่ตามแนวขวางจนทั่ว แล้วสลับข้างทำวิธี เดียวกัน (7) กำมือรอบข้อมือข้างหนึ่ง แล้วถูวนไปรอบ ๆ จากนั้นเปลี่ยนข้าง ทำเช่นเดียวกัน วิธีนี้จะช่วยให้ ข้อมือสะอาด 6.3 ผลดำเนินการเผยแพร่ เผยแพร่ความรู้หน้าชั้นเรียน 6.4 ผลการดำเนินกิจกรรม นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 10 คน ผ่านการเข้าร่วมกิจกรรมทั้งหมด คิดเป็นร้อยละ 100 7. รูปภาพกิจกรรม


31 1. ชื่อโครงการ ห้องเรียนสะอาด ปลอดภัย มีวินัยด้วยมือเรา ประเภทโครงงาน: โครงงานด้านส่งเสริมสุขภาพ ระดับชั้น ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ครูที่ปรึกษาโครงการ นางสาวอรนุช ชะโลมทิพย์ นายชยางกูร มูลสาร 2. ระยะเวลาที่ดำเนินการ 3 กรกฎาคม 2566 – 27 มีนาคม 2567 3. หลักการและเหตุผล "ห้องเรียน" เป็นพื้นที่ส่วนรวมที่นักเรียนในแต่ละชั้นต้องใช้ร่วมกัน ไม่เพียงเป็นของผู้ใดคนใดคนหนึ่ง ดังนั้นห้องเรียนควรเป็นพื้นที่ ที่มีความสะอาด ปลอดภัย น่าเรียนและทุกคนภายในชั้นเรียนต้องมี วินัยช่วยกัน ดูแลจากการสังเกตพฤติกรรมนักเรียน พบว่านักเรียนไม่ค่อยเก็บวัสดุอุปกรณ์ของ ตนเองทิ้งดินสอ ทิ้งเศษ กระดาษตามซอกเก้าอี้ ที่พื้นและไม่จัดเก้าอี้ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่เก็บของ ใช้ให้เรียบร้อยและนักเรียนทำ ความสะอาดห้องเรียนไม่สะอาด เพราะนักเรียนไม่ช่วยเหลือกัน รีบกลับบ้านมีนักเรียนทำความสะอาดเพียง ไม่กี่คนในแต่ละวัน แม้จัดเวรประจำวัน และนักเรียนขาดความ มีจิตอาสาจึงทำให้ห้องเรียนไม่สะอาด ไม่เป็น ระเบียบ และมีบางมุมที่มีขยะหลงเหลือ อาจทำให้เกิดเชื้อโรคและนำมาซึ่งความไม่ปลอดภัยของตัวนักเรียนเอง ดังนั้น นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความสนใจที่จะทำให้ปัญหาดังกล่าวหมดไป จึงได้จัดทำ โครงงาน เรื่อง "ห้องเรียนสะอาด ปลอดภัย มีวินัยด้วยมือเรา"ขึ้น เพื่อให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน บ้านวังตาอินทร์ มีความรับผิดชอบ มีวินัยต่อหน้าที่ และห้องเรียนมีความสะอาดเรียบร้อย ปลอดภัย น่าอยู่ น่าเรียน 4. วัตถุประสงค์ (1) เพื่อให้นักเรียนมีความรู้และเข้าใจเกี่ยวกับความรับผิดชอบของนักเรียน (2) เพื่อให้นักเรียนช่วยกันรักษาความสะอาดของห้องเรียนและทิ้งขยะให้ลงถัง มีการฝึกความ รับผิดชอบหน้าที่เวรประจำวันด้วยจิตอาสา (3) เพื่อปลูกฝังความรับผิดชอบสร้างความตระหนักและจิตสำนึกในความรับผิดชอบให้กับนักเรียน 5. วิธีดำเนินงาน (1) ศึกษาปัญหาสุขภาพของสมาชิกในห้องเรียน ได้แก่ นักเรียนไม่ทิ้งขยะลงถัง นำเรียนทำเวร ประจำวันไม่สะอาด ขาดจิตอาสา และนักเรียนเรียนเสร็จแล้วไม่เก็บของใช้ให้เรียบร้อย (2) ร่วมกันระบุสาเหตุของปัญหาสุขภาพในห้องเรียน ได้แก่ - นักเรียนไม่ทิ้งขยะลงถัง - นำเรียนทำเวรประจำวันไม่สะอาด ขาดจิตอาสา - นักเรียนเรียนเสร็จแล้วไม่เก็บของใช้ให้เรียบร้อย (3) หารือแนวทางการแก้ไขปัญหาอนามัยสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดให้สมาชิกในห้องเรียนได้ศึกษา ข้อมูลเพื่อนำมาแก้ปัญหา และเสนอต่อที่ประชุมห้องเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 3 ดังนี้ - สร้างความตระหนักและจิตสำนึกในความรับผิดชอบให้กับนักเรียน - ให้นักเรียนช่วยกันรักษาความสะอาดของห้องเรียนและทิ้งขยะให้ลงถัง


32 - ฝึกความรับผิดชอบหน้าที่เวรประจำวัน ด้วยจิตอาสา - ผู้บริหาร และครูเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักเรียน (4) ดำเนินการแก้ไขปัญหา และเสนออุปสรรคสำคัญในการดำเนินงาน (5) เผยแพร่ผลการดำเนินกิจกรรมสร้างสุขอนามัย ใส่ใจสุขภาพ (6) ประเมินผลการดำเนินงาน ด้วยแบบสังเกต 6. ผลการดำเนินงาน (1) นักเรียนมีความรู้และเข้าใจเกี่ยวกับความรับผิดชอบของนักเรียน (2) นักเรียนช่วยกันรักษาความสะอาดของห้องเรียนและทิ้งขยะลงถังมากขึ้น มีจิตอาสาช่วยกันทำ ความสะอาดห้องเป็นประจำทุกวัน (3) นักเรียนมีความรับผิดชอบ ตระหนักและมีจิตสำนึกในความรับผิดชอบมากขึ้น 7. รูปภาพกิจกรรม


Click to View FlipBook Version