The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการเรียนสุขศึกษาม.1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by big_school_, 2023-07-21 06:51:08

เอกสารประกอบการเรียนสุขศึกษาม.1

เอกสารประกอบการเรียนสุขศึกษาม.1

โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ สถาบันวิจัย พัฒนา และสาธิตการศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เอกสารประกอบการเรียนการสอน สุขศึกษา ม. (เล่ม 1) =ชื่อ นามสกุล ชั้น เลขที่ รหัสประจำตัว 1


คำนำ เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้รายวิชาสุขศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 สาขาวิจัยและพัฒนาการสอนสุขศึกษาและพลศึกษาโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์สถาบันวิจัย พัฒนา และสาธิตการศึกษา ได้จัดทำขึ้นตาม มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัดชั้นปีและสาระการเรียนรู้แกนกลางของหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 โดยในเอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ประกอบ ไปด้วยเนื้อหาที่ สาระที่ 1 การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์และสาระที่ 2 ชีวิตและ ครอบครัว และใบงานในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ เพื่อใช้ในการจัดการเรียนรู้ในรายวิชาสุข ศึกษา โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และหลักสูตรโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ สถาบันวิจัย พัฒนา และสาธิตการศึกษาสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ สาขาวิจัยและพัฒนาการสอนสุขศึกษาและพลศึกษา โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ สถาบันวิจัย พัฒนา และสาธิตการศึกษา หวังเป็นอย่างยิ่งว่า เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้รายวิชาสุขศึกษา ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 นี้จะช่วยให้ผู้เรียน ได้เกิดกระบวนการเรียนรู้ มีเจตคติที่ดีและมีทักษะในการปฏิบัติหรือการป้องกันเกี่ยวกับ สุขภาพได้เป็นอย่างดี หากมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมจะนำไปพิจารณาเพื่อดำเนินการปรับปรุง พัฒนาแก้ไขหนังสือให้สมบูรณ์และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป ณ โอกาสนี้ต้อง ขอขอบพระคุณคณะผู้บริหารสถาบันวิจัย พัฒนา และสาธิตการศึกษาที่ให้การสนับสนุน ส่งเสริมและเป็นกำลังใจในการจัดทำหนังสือเล่มนี้ให้สำเร็จลุล่วงด้วยดี นายติณณภพ มาลาพุด ผู้จัดทำ


สารบัญ หน้า หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ระบบประสาทและระบบต่อมไร้ท่อ 1 ระบบประสาทและความสำคัญต่อการเจริญเติบโตในวัยรุ่น 2 ระบบต่อมไร้ท่อและความสำคัญต่อการเจริญเติบโตในวัยรุ่น 8 ใบงานที่ 1.1 14 ใบงานที่ 1.2 15 ใบงานที่ 1.3 16 ใบงานที่ 1.4 17 ใบงานที่ 1.5 18 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 การเจริญเติบโตตามเกณฑ์มาตรฐานของวัยรุ่น 19 ภาวะการณ์เจริญเติบโตตามเกณฑ์มาตรฐานและปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง 20 เกณฑ์มาตรฐานการเจริญเติบโตของเด็กไทย 23 วิธีการควบคุมน้ำหนักของตนเองให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน 32 แนวทางการพัฒนาตนเองให้เจริญเติบโตสมวัย 36 ใบงานที่ 2.1 38 ใบงานที่ 2.2 40 หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 วัยรุ่นและพัฒนาการทางเพศ 42 การเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ของวัยรุ่น 43 พัฒนาการทางเพศของวัยรุ่น 46 การยอมรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง 48 ความหลากหลายทางเพศ 49 LGBTQA+ 52 ใบงานที่ 3.1 55 ใบงานที่ 3.2 57 ใบงานที่ 3.3 59 ใบงานที่ 3.4 61


สารบัญ(ต่อ) หน้า หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 การป้องกันการถูกล่วงละเมิดทางเพศ 63 ใบงานที่ 4.1 64 ใบงานที่ 4.2 65 ใบงานที่ 4.3 67


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 ระบบประสาทและระบบต่อมไร้ท่อ มาตรฐาน พ 1.1 เข้าใจธรรมชาติของการเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์ ตัวชี้วัด 1.1 อธิบายความสำคัญของระบบประสาทและต่อมไร้ท่อที่มีผลต่อสุขภาพ การเจริญเติบโต และพัฒนาการของวัยรุ่น 1.2 อธิบายวิธีดูแลรักษาระบบประสาทและระบบต่อมไร้ท่อให้ทำงานตามปกติ สาระสำคัญ การทำงานของร่างกายต้องอาศัยระบบอวัยวะต่างๆ ที่จะทำให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ซึ่ง การทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายจะต้องมีความสัมพันธ์ มีความเชื่อมโยงต่อกัน ไม่สามารถ แยกออกจากกันได้ ดังนั้นการดูแลรักษาสุขภาพจึงมีความสำคัญต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายเพราะหากขาดการดูแลรักษาสุขภาพ หรือมีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่เหมาะสม อาจจะทำ ให้ระบบอวัยวะในร่างกายทำงานไม่ปกติและอาจเกิดปัญหาต่างๆขึ้นมาได้ ซึ่งในช่วงวัยรุ่นนี้มีการ เปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมและสติปัญญาเป็นอย่างมาก หนึ่งในระบบที่ สำคัญและควรศึกษาและรู้จักวิธีการดูแลรักษานั่นก็คือ ระบบประสาทและระบบต่อมไร้ท่อ สาระการเรียนรู้ 1. ระบบประสาทและความสำคัญต่อการเจริญเติบโตในวัยรุ่น 2. ระบบต่อมไร้ท่อและความสำคัญต่อการเจริญเติบโตในวัยรุ่น 3. วิธีดูแลรักษาระบบประสาทและระบบต่อมไร้ท่อให้ทำงานตามปกติ


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 2 ที่มาภาพ : http://mwits2210th.blogspot.com/2014/05/nervous-system.html ระบบประสาทและระบบต่อมไร้ท่อ เจริญเติบโตและพัฒนาการของวัยรุ่น ระบบประสาทเป็นระบบของอวัยวะในร่างกายที่งานสัมพันธ์กับระบบต่างๆ โดยทำหน้าที่ควบคุมการ ทำงานและรักษาความสมดุลของร่างกาย เช่น การควบคุมการเคลื่อนไหว การควบคุมการหายใจ ควบคุมความ ดันโลหิต การเรียนรู้ ความรู้สึก การจดจำ การรับประทานอาหาร การสืบพันธุ์ เป็นต้น ระบบประสาท แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ดังนี้ ประกอบไปด้วยสมอง (Brain) และไขสันหลัง (Spinal Cord) เป็นศูนย์กลางในการประสาน การทำงานของอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ทำให้ระบบอวัยวะต่างๆ สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สมอง (Brain) สมองมีหน้าที่ควบคุมและสั่งการการเคลื่อนไหว, พฤติกรรม และภาวะธำรงดุล (homeostasis) เช่น การเต้นของหัวใจ, ความดันโลหิต, สมดุลของเหลวในร่างกาย และอุณหภูมิ เป็นต้น หน้าที่ของสมองยังมีเกี่ยวข้องกับการรู้ (cognition) อารมณ์ ความจำ การเรียนรู้การเคลื่อนไหว (motor learning) และความสามารถอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการเรียนรู้โดยสมองแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ สมองส่วนหน้า (Forebrain) สมองส่วนกลาง (Midbrain) และสมองส่วนท้าย (Hindbrain) 1. ระบบประสาทส่วนกลาง (Central Nervous System) สมองส่วนกลาง (Midbrain) เป็นสมองที่ต่อจากสมองส่วนหน้า เป็นสถานีรับส่งประสาท ระหว่าง สมองส่วนหน้ากับส่วนท้ายและส่วนหน้ากับนัยน์ตาทำหน้าที่เกี่ยวกับการ เคลื่อนไหวของลูกตาและม่านตาจะเจริญดีในสัตว์พวกปลา กบ ฯลฯ และทำ หน้าที่เกี่ยวกับการได้ยิน และการสัมผัส สมองส่วนท้าย (Hindbrain) พอนส์ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานบางอย่างของร่างกาย เช่น การเคี้ยว อาหาร การหลั่งน้ำลาย การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า การหายใจ การฟัง เมดัลลา ออบลองกาตา เป็นทางผ่านของกระแสประสาทระหว่างสมอง กับไขสันหลัง เป็นศูนย์กลางการควบคุมการทำงานเหนืออำนาจจิตใจ เช่น ไอ จาม สะอึก หายใจ การเต้นของหัวใจ เป็นต้น เซรีเบลลัม อยู่ใต้เซรีบรัม ควบคุมระบบกล้ามเนื้อให้สัมพันธ์กันและ ควบคุมการทรงตัวของร่างกาย Midbrain สมองส่วนหน้า (Forebrain) เซรีบรัม มีขนาดใหญ่สุด มีรอยหยักเป็นจำนวนมาก ทำหน้าที่เกี่ยวกับ การเรียนรู้ ความสามารถต่างๆ เป็นศูนย์การทำงานของกล้ามเนื้อ การพูด การมองเห็น การดมกลิ่น การชิมรส ทาลามัส ทำหน้าที่เป็นสถานีถ่ายทอดกระแสประสาทเพื่อส่งไปจุดต่างๆ ในสมอง รับรู้และตอบสนองความรู้สึกเจ็บปวด ทำให้มีการสั่งการแสดงออก พฤติกรรมด้านความเจ็บปวด ไฮโพทาลามัส ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของระบบประสาทอัตโนมัติ และ สร้างฮอร์โมนเพื่อควบคุมการผลิตฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองซึ่งจะทำการ ควบคุมสมดุลของปริมาณน้ำและสารละลายในเลือด และยังเกี่ยวกับการ ควบคุมอุณหภูมิร่างกาย อารมณ์ความรู้สึก วงจรการตื่นและการหลับ การหิว การอิ่ม และความรู้สึกทางเพศ


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 3 ระบบประสาทและระบบต่อมไร้ท่อ เจริญเติบโตและพัฒนาการของวัยรุ่น ไขสันหลัง (Spinal Cord) อวัยวะที่มีลักษณะเป็นท่อยาวผอม ซึ่งมีเนื้อเยื่อประสาทเป็นส่วนประกอบสำคัญ อันได้แก่ เซลล์ประสาท (neuron) และ เซลล์เกลีย (glia) หรือเซลล์ที่ช่วยค้ำจุนเซลล์ประสาท ซึ่งไขสันหลังจะเป็นส่วน ที่ยาวต่อลงมาจากสมอง (brain) สมองและไขสันหลังจะรวมกันเป็นระบบประสาทกลาง (central nervous system) ซึ่งบรรจุภายในและถูกปกป้องโดยกระดูกสันหลัง (vertebral column) หน้าที่หลักของไขสันหลังคือ การถ่ายทอดกระแสประสาท (neural signals) ระหว่างสมองและส่วนต่างๆของร่างกาย ทั้งนี้เพียงตัวไขสัน หลังเอง ยังสามารถควบคุมการเกิดรีเฟล็กซ์ (reflex) เช่นการยกขาทันทีเมื่อเผลอเหยียบตะปู และศูนย์สร้าง รูปแบบการเคลื่อนไหวกลาง (central pattern generator) เป็นระบบประสาทที่เชื่อมต่อจากส่วนต่างๆ ของสมองและไขสันหลัง ไปยังส่วนต่างๆของร่างกาย และ นำความรู้สึกจากส่วนต่างๆ ของร่างกายเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลางและส่งกลับไปยังอวัยวะต่างๆ ซึ่ง ประกอบไปด้วย 2 ส่วน คือ ระบบประสาทสมองและไขสันหลัง (1) เส้นประสาทสมอง มี 12 คู่ ทอดออกจากพื้นล่างของสมอง ผ่านไปยังรูต่างๆ ที่พื้นของ กะโหลกศรีษะ โดยเส้นประสาทสมองบางคู่จะทำหน้าที่รับความรู้สึก บางคู่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหว และบางคู่จะทำหน้าที่รวม คือ ทั้งรับความรู้สึกและทำการเคลื่อนไหว (2) เส้นประสาทไขสันหลัง เป็นเส้นประสาทที่ออกจากสันหลัง มีจำนวนทั้งหมด 31 คู่ ทุกคู่ จะทำหน้าที่รวมคือ ทั้งรับความรู้สึกและทำการเคลื่อนไหว ตำแหน่งของไขสันหลังที่อยู่ภายในกระดูกสันหลัง ภาพใกล้ของไขสันหลัง ที่มาภาพ : https://th.wikipedia.org/wiki/ไขสันหลัง 2. ระบบประสาทส่วนปลาย (Peripheral nervous system) ที่มาภาพ : http://www.vcharkarn.com/userfiles/74451/1%20(47)(1).jpg ภาพแสดงเส้นประสาทสมอง และเส้นประสาทไขสันหลัง ที่มาภาพ : http://www.il.mahidol.ac.th/


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 4 ระบบประสาทและระบบต่อมไร้ท่อ เจริญเติบโตและพัฒนาการของวัยรุ่น ระบบประสาทอัตโนมัติ(Autonomic Nervous System = ANS) เป็นระบบประสาทที่ประกอบไปด้วยเซลล์ประสาทจำนวนมาก แต่เซลล์ประสาทเหล่านี้จะ ทำงานเป็นอิสระไม่อยู่ภายใต้อำนาจจิตใจ (involuntary) หรือการควบคุมของระบบประสาทส่วนกลาง ดังนั้น การทำงานของเซลล์ประสาทอัตโนมัติจึงทำงานได้โดยไม่ต้องอาศัยคำสั่งจากสมอง เส้นประสาทจากระบบ ประสาทอัตโนมัติจะกระจายอยู่ตามบริเวณกล้ามเนื้อเรียบของอวัยวะภายในทุกชนิด รวมทั้งต่อมต่าง ๆ ทั้งหลายในร่างกายอีกด้วย ระบบประสาทอัตโนมัติแบ่งได้เป็น 2 ระบบย่อย คือ (1) ระบบประสาทซิมพาเธติก (Sympathetic nervous System) ศูนย์กลางอยู่บริเวณ ไขสันหลัง (Spinal cord) ประกอบด้วยเส้นประสาทที่ออกจากบริเวณไขสันหลังตั้งแต่อกจนถึงเอว ระบบนี้จะ ทำงานในกรณีที่บุคคลตกอยู่ในสภาวะฉุกเฉิน ร่างกายจะเกิดปฏิกิริยาตื่นตัวเพื่อเตรียมพร้อมที่จะสู้หรือหนีจาก สถานการณ์เหล่านั้น ปฏิกิริยาของร่างกายที่เกิดขึ้นเมื่อระบบประสาทซิมพาเธติกทำงาน ได้แก่ ขนลุกตั้งชัน ชีพจรเต้นเร็วกว่าปกติ เหงื่อออกมาก ความดันโลหิตเพิ่มขึ้น หัวใจเต้นเร็วและรัว ต่อมอะดรีนัล (adrenal gland) หรือต่อมหมวกไตจะหลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลีน (adrenalin) เพื่อเพิ่มพลังงานพิเศษให้กับร่างกายเป็นต้น (2) ระบบประสาทพาราซิมพาเธติก (parasympathetic nervous system) มีศูนย์กลาง อยู่ที่ก้านสมอง (medulla) และไฮโปทาลามัส (hypothalamus) โดยระบบนี้จะทำงานควบคู่กับระบบซิม พาเธติก กล่าวคือ เมื่อระบบซิมพาเธติกทำงานสิ้นสุดลง ร่างกายพ้นจากสภาวะฉุกเฉินไปแล้ว ระบบพาราซิม พาเธติกจะช่วยทำให้ร่างกายกลับคืนสู่สภาวะปกติ เช่น เส้นขนจะราบลง ชีพจรหัวใจและความดันโลหิตจะ กลับคืนสภาพเดิม เป็นต้น นอกจากนี้ยังกระตุ้นให้ต่อมอะดรีนัลหลั่งฮอร์โมนนอร์อะดีนาลีน (noradrenalin) เพื่อช่วยให้ร่างกายกลับสู่ภาวะปกติอีกครั้ง ภาพแสดงการทำงานของระบบประสาทอัตโนติ ที่มาภาพ : http://www.sopon.ac.th/sopon/sema_web/secondary_m1/HealthEducation_m1/


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 5 ระบบประสาทและระบบต่อมไร้ท่อ เจริญเติบโตและพัฒนาการของวัยรุ่น ปฏิกริยา รีเฟลกซ์แอกชัน (reflex action) เป็นกิริยาของหน่วยปฏิบัติงานที่เกิดขึ้นในทันทีทันใดโดยมิได้มีการเตรียมหรือคิดล่วงหน้า เป็นการ สั่งงานของไขสันหลังไม่ต้องอาศัยคำสั่งจากสมองส่วนเซรีบรัม เส้นประสาท (Nerve) มีหน้าที่รับและส่งกระแสประสาท หรือกระแสความรู้สึกต่าง ๆ ของร่างกาย ผ่านเข้าสู่ไขสันหลัง ไปยังสมอง และจากสมองไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ที่มาภาพ : http://www.sopon.ac.th/sopon/sema_web/secondary_m1/HealthEducation_m1/ ที่มาภาพ : http://www.sopon.ac.th/sopon/sema_web/secondary_m1/HealthEducation_m1/ สาระน่ารู้


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 6 ระบบประสาทและระบบต่อมไร้ท่อ เจริญเติบโตและพัฒนาการของวัยรุ่น ระบบประสาท เป็นระบบอวัยวะภายในร่างกายที่มีความสำคัญต่อสุขภาพ การเจริญเติบโตและ พัฒนาการของวัยรุ่น ซึ่งสามารถสรุปได้ ดังนี้ 1. ระบบประสาทที่มีผลต่อสุขภาพ ระบบประสาทมีความสำคัญและส่งผลต่อสุขภาพในวัยรุ่น ดังนี้ 1.1 ควบคุมการทำงานของอวัยวะภายในของ ร่างกาย ซึ่งเมื่ออวัยวะต่างๆ ทำงานได้ดี ก็จะส่งผลต่อสภาวะสุขภาพ ของบุคคลให้มีสุขภาพดี 1.2 ควบคุมภาวะแวดล้อมภายในร่างกายให้สมดุล โดยจะรักษาสมดุลของสารละลายต่างๆ ภายในร่างกายให้คงที่จาก ปัจจัยต่างๆ เช่นอุณหภูมิของอากาศที่อยู่รอบตัวเรา หรืออาหารที่ รับประทาน 1.3 ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสรีระร่างกายที่ เหมาะสม จะช่วยให้บุคคลสามารถตระหนักถึงสิ่งที่เข้ามาคุกคามต่อ วิถีการดำเนินชีวิตของตนเอง และสามารถที่จะปรับเปลี่ยนวิถีการ ดำเนินชีวิตให้เอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดีได้ 2. ระบบประสาทที่มีต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย 2.1 ทำให้เกิดการดำรงชีวิตที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย เป็นบทบาทที่สำคัญของ ระบบประสาทในการคิวิเคราะห์ เพื่อหารูปแบบในการดำรงชีวิตที่เหมาะสมต่อตัวเอง 3. ระบบประสาทที่มีผลต่อพัฒนาการ 3.1 เกิดพัฒนาการที่เหมาะสมกับวัย ระบบปบะสาทและระบบต่อมไร้ท่อจะร่วมกันทำให้ อวัยวะต่างๆ มีความพร้อมในการทำหน้าที่ของตนเอง เพื่อก่อให้เกิดพัฒนาการที่ถูกต้อง 3.2 เกิดพัฒนาการทางความคิดสติปัญญา และจริยธรรมที่เหมาะสม ทำให้คนเรามีศักยภาพที่จะพัฒนา ความคิดและสติปัญญาตลอดจนจริยธรรมของตนเองได้มากขึ้น 3.3 การควบคุมพฤติกรรม พบว่าพฤติกรรม ต่างๆ ที่แสดงออกของมนุษย์ล้วนอยู่ภายใต้การทำงานของ ระบบประสาททั้งสิ้น การเกิดความเครียดสะสมในวัยรุ่น อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อพัฒนาการได้ ระบบประสาทนั้นเป็นตัวควบคุมการกระทำต่างของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการตื่นนอน เล่นกีฬา หรือทำกิจกรรมต่างๆ ความสำคัญของระบบประสาทที่มีผลต่อสุขภาพ การเจริญเติบโต และพัฒนาการของวัยรุ่น


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 7 ที่มาภาพ : https://img.kapook.com ที่มาภาพ : http://www.marengok.com/ content/uploads/2011/03/whisky-cigarette.jpg/ ระบบประสาทและระบบต่อมไร้ท่อ เจริญเติบโตและพัฒนาการของวัยรุ่น การดูแลรักษาระบบประสาทเพื่อสามารถทำให้ทำงานได้ตามปกตินั้น มีข้อควรปฏิบัติ ดังนี้ 1. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ใน 1 วัน ได้แก่ 1.1 อาหารหมู่ที่ 1 ได้แก่ เนื้อสัตว์ นม ไข่ อาหารทะเล และ ถั่วเมล็ดแห้ง เป็นต้น 1.2 อาหารหมู่ที่ 2 ได้แก่ ข้าว แป้ง เผือก มัน น้ำตาล เป็นต้น 1.3 อาหารหมู่ที่ 3 ผักต่างๆ 1.4 อาหารหมู่ที่ 4 ผลไม้ต่างๆ 1.5 อาหารหมู่ที่ 5 ไขมันจากพืชและสัตว์ และควรดื่มน้ำให้เพียงพอ อย่างน้อย 6 – 8 แก้ว ต่อวัน 2. พักผ่อนให้เพียงพอ โดยเฉพาะการนอนหลับ ไม่ควรที่จะนอนดึกจนเกินไป ควรนอนตั้งแต่หัวค่ำ และตื่นนอนตั้งแต่เช้า เพราะจะทำให้ร่างกายมีการเจริญเติบโตได้เต็มที่ โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือตั้งแต่ เวลา 21.00 น. – 05.00 น. ซึ่งในช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่ฮอร์โมนการเจริญเติบโต (growth hormone) จะหลั่ง ออกมาในสมองมากที่สุด 3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะการออกกำลังอย่าง สม่ำเสมอ จะช่วยพัฒนาการทำงานของระบบประสาทและระบบ กล้ามเนื้อให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ กิจกรรมการออก กำลังกายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการประสานการทำงาน ระหว่างประสาทกับกล้ามเนื้อหรือกลไกของทักษะกีฬาต่างๆ 4. ไม่สูบบุหรี่ และไม่ดื่มสุรา เพราะสิ่งเสพติด เช่น สุราเมื่อดื่ม เข้าไปจะออกฤทธิ์กดประสาทส่วนกลางที่ควบคุมการเคลื่อนไหว การทรงตัว และการมองเห็นทำให้ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ถ้าดื่ม ในปริมาณที่มากจะทำให้ประสาทควบคุมการสั่งการช้าลงและไม่สามารถควบคุมตนเองได้ 5. ระมัดระวังการเกิดอุบัติเหตุที่อาจทำให้เกิดอันตรายต่อสมอง ไขสันหลัง และเส้นประสาท อาจจะ ทำให้เป็นอัมพาต หรือหลับตลอดชีวิต กลายเป็นเจ้าหญิงหรือเจ้าชายนิทรา 6. สังเกตหรือสำรวจความผิดปกติของระบบประสาท เช่น ปวดศีรษะ กล้ามเนื้ออ่อนแรง ชา ซึม หมดสติ ชัก เป็นต้น 7. หมั่นสำรวจและดูแลสุขภาพของตนเองอย่างสม่ำเสมอ การตรวจสุขภาพประจำปี หรือการตรวจ สมรรถภาพที่เกี่ยวข้องกับอวัยวะที่รับความรู้สึกของระบบประสาท เช่น การมองเห็น การได้ยิน การได้กลิ่น เป็นต้น วิธีการดูแลรักษาระบบประสาทให้ทำงานตามปกติ


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 8 ที่มาภาพ : sites.google.com/site/healthgrade6content ระบบประสาทและระบบต่อมไร้ท่อ เจริญเติบโตและพัฒนาการของวัยรุ่น ระบบต่อมไร้ท่อเป็นระบบที่มีความซับซ้อน โดยจะทำหน้าที่ควบคุมระบบต่างๆ ในร่างกายโดยการ หลั่งสารที่เรียกว่า ฮอร์โมน (hormone) สู่กระแสเลือด ได้แก่ ต่อมใต้สมอง ต่อมไทรอยด์ ต่อมพาราไทรอยด์ ต่อมไพเนียล ตับอ่อน รังไข่ อัณฑะ และต่อมไทมัส โดยต่อมไร้ท่อหลายต่อมซึ่งตั้งอยู่บริเวณ ศีรษะ ลำคอ และ ลำตัว เป็นผู้ผลิตฮอร์โมน เนื่องจากต้อมไร้ท่อเหล่านี้เป็นต่อมที่ไม่มีท่อโลหิต จึงใช้วิธีดูดซึมฮอร์โมนจากต่อม ไร้ท่อผ่านผนังของเส้นโลหิตฝอยซ฿งอยู่ภายในต่อมนั้น หลังจากนั้นโลหิตก็จะพาฮอร์โมนไปยังเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย เพื่อควบคุมการทำงาน ทั้งระบบประสาทและระบบต่อมไรท่อจะทำงานประสานกัน เพื่อควบคุมให้ ร่างกายทำงานได้ตามปกติ ฮอร์โมนมีส่วนสำคัญมากในการควบคุมการเจริญเติบโตและการทำงานต่างๆ ภายในร่างกายของเรา ดังเช่น การที่ร่างกายจะสามารถเจริญเติบโตได้ตามปกติก็จะต้องอาศัยฮอร์โมนบางชนิด นอกจากนี้ฮอร์โมนยัง มีหน้าที่ควบคุมเกี่ยวกับการทำให้ร่างกายอบอุ่น การสะสมไขมัน การทำให้มีหนวดหรือขน และการใช้น้ำตาล ในร่างกาย เป็นต้น ฮอร์โมนแต่ละชนิดจะทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของร่างกายแตกต่างกันออกไป แต่ ฮอร์โมนทุกชนิดจะทำงานร่วมกันอย่างสมดุลเสมอ ในรับบต่อมไร้ท่อนี้จะมีโครงสร้างและหน้าที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งจะนำเสนอในส่วนที่สำคัญและ ควรรู้ ดังนี้ 1. ต่อมใต้สมองหรือต่อพิทูอิทารี่ ( pituitary gland ) เป็นต่อมที่มีขนาดประมาณ 1 – 1.5 เซนติเมตร เป็นต่อมที่อยู่ติดกับส่วนล่างของสมองส่วนไฮโปทาลามัส ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.1 ต่อมใต้สมองส่วนหน้า (anterior pituitary) ทำหน้าที่ในการผลิตฮอรโมน โดยฮอร์โมนจากต่อม ใต้สมองส่วนหน้าหรืออะดิโนไฮโปไฟซีส (anterior pituitary gland หรือ adenohypophysis) เป็นฮอร์โมน พวกโปรตีน ทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนต่างๆ ดังนี้ โครงสร้างและหน้าที่ของระบบต่อมไร้ท่อ


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 9 ที่มาภาพ : sites.google.com/site/healthgrade6content ระบบประสาทและระบบต่อมไร้ท่อ เจริญเติบโตและพัฒนาการของวัยรุ่น (1) โกรทฮอร์โมน (Growth Hormone) เป็นฮอร์โมนที่ควบคุมการเจริญเติบโตของ ร่างกายให้เป็นปกติ หากมีมากเกินไปจะทำให้ร่างกายสูงใหญ่ผิดปกติ และอาจทำให้หัวใจโต แต่ถ้า หากมีหารผลิตฮอร์โมนนี้น้อยเกินไปจะทำให้ร่างกายเตี้ย แคระแกร็น การเจริญเติบโตของอวัยวะ ต่างๆหยุดชะงักได้ (2) ทรอฟิฮอร์โมน (Trophic Hormone) เป็นฮอร์โมนที่ควบคุมปฏิกิริยาของต่อมอื่นๆ ซึ่งจะหลั่งออกมาก็ต่อเมื่อได้รับการกระตุ้นจากฮอร์โมนที่ผลิตจากไฮโพทาลามัส บางชนิดทำหน้าที่ไป กระตุ้นการทำงานของต่อมไทรอยด์ ต่อมหมวกไต และบางชนิดจะไปกระต้นการทำงานของต่อมเพศ ให้เป็นปกติ (3) ฮอร์โมนโพรแลกติน (Prolactin Hormone) ทำหน้าที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของ เต้านมและต่อมน้ำนมให้สร้างน้ำนมในขณะที่มารดาตั้งครรภ์ และผลิตน้ำนมออกมาหลังการ คลอดบุตร 1.2 ต่อมใต้สมองส่วนหลัง (Posterior Lobe of Pituitary Gland) เป็นที่เก็บฮอร์โมนสอง ชนิดที่หลั่งจากของใยประสาทแอกซอน (axon)ของนิวโรซีครีทอรีเซลล์ที่ตัวเซลล์อยู่ที่สมองส่วนไฮโพทาลามัส ฮอร์โมนจะเคลื่อนที่ตามเส้นประสาทแอกซอนและมาเก็บไว้ที่ต่อมใต้สมองส่วนหลัง เมื่อเซลล์ประสาทได้รับ การกระตุ้น ฮอร์โมนที่เก็บไว้จะถูกหลั่งเข้าสู่กระแสเลือดไปยังอวัยวะเป้าหมายเป็นพวกโปรตีนฮอร์โมน ฮอร์โมนสองชนิดที่สร้างจากต่อมใต้สมองส่วนหลังคือวาโซเพรสซินหรือแอนตี้ไดยูเรติกฮอร์โมน (vasopressin หรือ antidiuretic hormone) ADH และออกซิโทซิน (oxytocin) (1) วาโซเพรสซินหรือแอนตี้ไดยูเรติกฮอร์โมน (antidiuretic hormone = ADH) ทำหน้าที่กระตุ้นการดูดน้ำกลับเข้าสู่ท่อหน่วยไตเมื่อปริมาณน้ำในเลือดลดลงจึงควบคุมการเกิดน้ำ ปัสสาวะ ถ้าขาดฮอร์โมนนี้จะเป็นโรคเบาจืด จะปัสสาวะบ่อยเนื่องจาก ท่อหน่วยไตดูดน้ำกลับเข้าสู่ท่อ ได้น้อย (2) ออกซิโทซิน (oxytocin) ทำหน้าที่กระตุ้นกล้ามเนื้อมดลูกให้บีบหรือหดตัวเป็น ระยะๆเพื่อให้ทารกคลอด กระตุ้นการหดตัวของกล้ามเนื้อรอบๆต่อมน้ำนมทำให้มีการหลั่งน้ำนมเพื่อ เลี้ยงทารก การดูดนมของทารกช่วย กระตุ้นให้มีการหลั่งออกซิโทซิน มากขึ้นทำใหกล้ามเนื้อรอบๆ ต่อมน้ำนมมีการบีบตัวขับน้ำนมออกมามากขึ้น


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 10 ที่มาภาพ : theisarock.wordpress.com ระบบประสาทและระบบต่อมไร้ท่อ เจริญเติบโตและพัฒนาการของวัยรุ่น ที่มาภาพ : theisarock.wordpress.com 2. ต่อมไทรอยด์ (Thyroid gland) เป็นต่อมไร้ท่อที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย มี 2 ข้างอยู่ด้านข้างของ หลอดลมส่วนบน บริเวณลูกกระเดือกข้างละต่อม ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนแคลซิโทนิน (Calcitpnin) ซึ่งทำ หน้าที่ควบคุมปริมาณแคลเซียมในเลือด ไทรอกซิน (thyroxin) มาควบคุมการเผาผลาญสารอาหารในร่างกาย การเจริญเติบโต แลกเปลี่ยนน้ำและเกลือแร่ ควบคุมกรดไขมัน เปลี่ยนกรดอะมิโนเป็นกลูโคส ถ้าร่างกายผลิต ไทรอยด์ฮอร์โมนมากเกินไป จะทำให้การเผาผาญสารอาหารต่างๆในร่างกายสูงขึ้น คือ หิวเร็ว กินเก่ง แต่น้ำหนักตัวลด หัวใจเต้นเร็วและใจสั่น แต่ถ้าหากผลิตน้อยเกินไปจะทำให้ระบบเผาผลาญอาหารในร่างกาย ผิดปกติ ร่างกายจะเตี้ย แคระแกร็น ผิวหนังหยาบกร้าน หากร่างกายได้รับสารไอโอดีนไม่เพียงพอจำทำให้เกิด โรคคอพอก ทำให้ต่อมไทรอยด์มีขนาดโตขึ้นและการผลิตฮอร์โมนไทรอกซิน ก็จะน้อยลง 3. ต่อมพาราไทรอยด์(Parathyroid Glad) เป็นต่อมไร้ท่อที่เล็กที่สุด มี 2 คู่ อยู่ด้านหลังของต่อม ไทรอยด์ ทำหน้าที่ผลิตพาราไทรอยด์ฮอร์โมนเพื่อควบคุมระดับแคลเซียมและฟอสฟอรัสในกระแสเลือด ถ้าต่อมพาราไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนมากเกินไปจะไปละลายแคลเซียมออกจากกระดูกเข้า สู่กระแสเลือดทำให้ เลือดมีระดับแคลเซียมสูงขึ้น อาจทำให้เกิดนิ่วในไต กระดูกพรุน ปวดกระดูกและข้อ แต่ถ้ามีฮอร์โมนต่ำ ทำให้ ระดับแคลเซียมในเลือดต่ำ เกิดผลต่อกล้ามเนื้อและระบบประสาท ทำให้กล้ามเนื้อกระตุก 4. ต่อมหมวกไต (Adrenal Gland) มี 2 ต่อม อยู่ข้างบนและข้างหน้าที่ปลายด้านบนของไตทั้ง 2 ข้าง ไตข้างซ้ายจะมีขนาดใหญ่และอยู่สูงกว่า มีรูปคล้ายพระจันทร์เสี้ยว ซึ่งแต่ละส่วนก้มีหน้าที่ที่แตกต่างกันไป ดังนี้ 4.1 ต่อมหมวกไตส่วนนอก ทำหน้าที่ในการผลิต ฮอร์โมนออกมา 2 ชนิด คือฮอร์โมนกลูโคคอร์ติคอยด์ (Glucocorticoid) มาควบคุมเมแทบอลิซึมและการเผาผาญในร่างกาย ส่วนอีกฮอร์โมนหนึ่ง คือ ฮอร์โมนมิเนอราโลคอร์ติคอยด์(Mineralocorticoid) เป็นฮอร์โมนที่ ช่วยควบคุมสมดุลของน้ำ และระดับเกลือแร่ในร่างกาย 4.2 ต่อมหมวกไตส่วนใน ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมน อะดรีนาลิน (Adrenalin) หรือเอพิเนฟริน (Epinephrin) ซึ่งเป็นฮอร์โมน ฉุกเฉินที่มีผลมาจากการถูกกระตุ้น นอกจากนี้ยังผลิตฮอร์โมนนอร์ อะดรีนาลิน (Noradrenalin) หรือนอร์เอพิเนฟริน (Norepinephrin) ที่ จะมีผลทำให้เส้นเลือดแดงที่ไปเลี้ยงอวัยวะหดหรือบีบตัว 5. ต่อมไพเนียล (Pineal Gland) ป็นต่อมเล็กๆ ที่ช่วย สร้างฮอร์โมนเมลาโทนิน (Melatonin) ทำหน้าที่ยับยั้งการเจริญเติบโต ของต่อมเพศในช่วงระยะก่อนวัยหนุ่มสาว แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นอาจ มีผลต่อการตกไข่ และมีประจำเดือนในเพศหญิง หากมีมากเกินไป จะส่งผลให้เป็นหนุ่มเป็นสาวช้ากว่าปกติแต่ถ้าหากต่อมไพเนียลถูก ทำลาย เช่นเกิดเนื้องอกในสมอง ก้จะทำให้เป็นหนุ่มเป็นสาวเร็วกว่า ปกติ


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 11 ที่มาภาพ : www.slideshare.net ระบบประสาทและระบบต่อมไร้ท่อ เจริญเติบโตและพัฒนาการของวัยรุ่น 6. ต่อมไทมัส (Thymus Gland) อยู่บริเวณด้านหน้าทรวงอก ซึ่งมีขนาดที่เปลี่ยนแปลงไปตามอายุ โดยในระยะที่ทารกอยู่ในครรภ์มารดาต่อมนี้จะมีขนาดใหญ่มากและจะมีขนาดใหญ่ที่สุดเมื่ออายุ ๖ ปี จากนั้น จะเจริญช้าๆ และค่อยๆ หดหายไป 7. ตับอ่อน (Pancreas) เป็นต่อมขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งต่อมมีท่อและต่อมไร้ท่อ ทำหน้าที่ ดังนี้ 7.1 ต่อมมีท่อ (Duct gland) ทำหน้าที่ในการสร้างน้ำย่อยขึ้นมา เพื่อใช้ในการย่อยอาหาร 7.2 ต่อมไร้ท่อ (Endocnine Gland) เป็นต่อมที่สร้างฮอร์โมนของตับอ่อน ได้แก่ ฮอร์โมน อินซูลิน (Insulin) และกลูคากอน (Glucagon) ออกมา ซึ่งในแต่ละฮอร์โมนดังกล่าวก็จะมีหน้าที่ต่างๆ ดังนี้ (1) อินซูลิน เป็นฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมปฏิกิริยาทางเคมีของไฮโบคาร์เดรต โปรตีน และ ไขมัน ซึ่งหากร่างกายขาดฮอร์โมนนี้ จะทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติปริมาณกรดไขมัน และคีโตนบอดี (Ketone Body) ในเลือดเพิ่มขึ้น จะมีปัสวะมากกว่าปกติ (2) กลูคากอน เป็นฮอร์โมนที่ทำหน้าที่กระตุ้นไกลโคเจนที่สะสมอยู่ในตับให้เปลี่ยนเป็น กลูโคสเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตและกระตุ้นเบต้าเซลล์ ให้หลั่งอินซูลินที่ลำไส้เล็ก และกระเพาะ อาหาร หากขาดฮอร์โมนนี้ก้จะไม่มีผลกระทบทำให้เกิดโรค เนื่องจากยังมีฮอร์โมนอีกหลายชนิดที่ สามารถทำหน้าที่แทนได้


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 12 เป็นการทำงานผิดปกติของฮอร์โมนวาโซเพรสซินจากต่อม ใต้สมองส่วนหลัง จะทำให้เกิดการปัสสาวะบ่อย ระบบประสาทและระบบต่อมไร้ท่อ เจริญเติบโตและพัฒนาการของวัยรุ่น 8. ต่อมเพศ (Gonad) ในเพศชายคืออัณฑะ ส่วนต่อมเพศในเพศหญิงคือ รังไข่ 8.1 อัณฑะ (Testis) จะทำหน้าที่สร้างตัวอสุจิ ซึ่ง เป็นเซลล์สืบพันธุ์ของเพศชายและผลิตฮอร์โมนเพศชายออกมา คือ เทสโทสเตอโรน (Testosterone) ซึ่งจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ของเพศชายในช่วงวัยรุ่น 8.2 รังไข่ (Overy) มีหน้าที่สร้างไข่ ซึ่งเป็นเซลล์ สืบพันธุ์ของเพศหญิง ละผลิตฮอร์โมนเพศหญิง คือเอสโตรเจน (Estrogen) และโปรเจสเตอโรน (Progesterone) ทำให้เกิดการ เปลี่ยนแปลงที่แสดงถึงลักษณะของเพศหญิงเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ระบบประสาท เป็นระบบอวัยวะภายในร่างกายที่มีความสำคัญต่อสุขภาพ การเจริญเติบโตและพัฒนาการของ วัยรุ่น ซึ่งสามารถสรุปได้ ดังนี้ 1. ระบบต่อมไร้ท่อที่มีผลต่อสุขภาพ ระบบประสาทมีความสำคัญและส่งผลต่อสุขภาพในวัยรุ่น ดังนี้ 1.1 ควบคุมการทำงานของอวัยวะภายใน ของร่างกาย ซึ่งเมื่ออวัยวะต่างๆ ทำงานได้ดี ก็จะส่งผลต่อ สภาวะสุขภาพของบุคคลให้มีสุขภาพดี 1.2 ควบคุมภาวะแวดล้อมภายในร่างกาย ให้สมดุล โดยจะรักษาสมดุลของสารละลายต่างๆ ภายใน ร่างกายให้คงที่จากปัจจัยต่างๆ เช่นอุณหภูมิของอากาศที่อยู่ รอบตัวเรา หรืออาหารที่รับประทาน 2. ระบบต่อมไร้ท่อที่มีต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย 2.1 กระตุ้นการใช้สารอาหารและผลิตพลังงานภายในร่างกายเพื่อการเจริญเติบโต ทำให้ อวัยวะต่างๆภายในร่างกายนั้นได้รับสารอาหารอย่าเพียงพอ ซึ่งจะช่วยให้การเจริญเติบโตของร่างกายเป็นไป ตามวัย 2.2 กระตุ้นการเจริญเติบโตของร่างกาย ระบบต่อมไร้ท่อมีหน้าที่ในการผลิตฮอร์โมนที่ เรียกว่า โกรทฮอร์โมน เพื่อไปกระตุ้นการเจริญเติบโตของร่างกาย 2.3 กระตุ้นการเจริญเติบโตทางเพศ กระตุ้นการเจิญเติบโตของอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับ การสืบพันธุ์ให้มีการเจริญเติบโต และมีความพร้อมในการทำหน้าที่ของตนเอง ความสำคัญของระบบต่อมไร้ท่อที่มีผลต่อสุขภาพ การเจริญเติบโต และพัฒนาการของวัยรุ่น


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 13 ที่มาภาพ : https://img.kapook.com ระบบประสาทและระบบต่อมไร้ท่อ เจริญเติบโตและพัฒนาการของวัยรุ่น 3. ระบบต่อมไร้ท่อที่มีผลต่อพัฒนาการ 3.1 เกิดพัฒนาการที่เหมาะสมกับวัย ระบบปบะสาทและระบบต่อมไร้ท่อจะร่วมกันทำให้ อวัยวะต่างๆ มีความพร้อมในการทำหน้าที่ของตนเอง เพื่อก่อให้เกิดพัฒนาการที่ถูกต้อง 3.2 กระตุ้นให้เกิดพัฒนาการทางเพศที่เหมาะสม ทำให้วัยรุ่นเกิดพัฒนาการทางเพศ ที่สอดคล้องกับเพศของตนเอง การดูแลรักษาระบบต่อมไร้ท่อเพื่อสามารถทำให้ทำงานได้ตามปกตินั้น มีข้อควรปฏิบัติ ดังนี้ 1. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ใน 1 วัน ได้แก่ 1.1 อาหารหมู่ที่ 1 ได้แก่ เนื้อสัตว์ นม ไข่ อาหารทะเล และถั่ว เมล็ดแห้ง เป็นต้น 1.2 อาหารหมู่ที่ 2 ได้แก่ ข้าว แป้ง เผือก มัน น้ำตาล เป็นต้น 1.3 อาหารหมู่ที่ 3 ผักต่างๆ 1.4 อาหารหมู่ที่ 4 ผลไม้ต่างๆ 1.5 อาหารหมู่ที่ 5 ไขมันจากพืชและสัตว์ และควรดื่มน้ำให้เพียงพอ อย่างน้อย 6 – 8 แก้ว ต่อวัน 2. พักผ่อนให้เพียงพอ โดยเฉพาะการนอนหลับ ไม่ควรที่จะนอนดึกจนเกินไป ควรนอนตั้งแต่หัวค่ำ และตื่นนอนตั้งแต่เช้า เพราะจะทำให้ร่างกายมีการเจริญเติบโตได้เต็มที่ โดยช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือตั้งแต่ เวลา 21.00 น. – 05.00 น. ซึ่งในช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่ฮอร์โมนการเจริญเติบโต (growth hormone) จะหลั่ง ออกมาในสมองมากที่สุด 3. หมั่นสำรวจและดูแลสุขภาพของตนเองอย่างสม่ำเสมอ การตรวจสุขภาพประจำปี การวัดอัตราการ เจริญเติบโตของร่างกายให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งเป็นการบ่งชี้ถึงการทำหน้าที่ประสานงานร่วมกันของ ระบบต่างๆ ในร่างกาย อันเป็นผลมาจากการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อ 4. หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดผลกระทบกับต่อมไร้ท่อ เช่น การหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด การรับประทานยาบางชนิดที่มีผลกับต่อมไร้ท่อ 5. ออกกำลังกายเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง อย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยทำให้ร่างกาย แข็งแรง อีกทั้งในระหว่างการออกกำลังกาย ต่อมไร้ท่อบางชนิด จะถูกกระตุ้นให้มีการหลั่งฮอร์โมนมากขึ้น ร่างกายจะสะสมกลูโคสเก็บไว้ในตับและกล้ามเนื้อ เพื่อเป็นพลังงานสำรองไว้ใข้ในระหว่างการออกกำลังกาย วิธีการดูแลรักษาระบบต่อมไร้ท่อให้ทำงานตามปกติ


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 14 หน้าที่และส่วนประกอบของสมอง คำชี้แจง : ให้นักเรียนเขียนจำแนกส่วนประกอบต่างๆของสมองและบอกหน้าที่ให้ถูกต้อง ชื่อ นามสกุล ชั้น เลขที่ 1 2 3 5 6 7 4


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 15 ระบบประสาทอัตโนมัติ ตอนที่ 1 คำชี้แจง : ให้นักเรียนยกตัวอย่างพฤติกรรมที่ควบคุมโดยระบบประสาทภายใต้อำนาจจิตใจ และนอก อำนาจจิตใจ มาอย่างน้อย 3 พฤติกรรม พฤติกรรมที่ควบคุมโดย ระบบประสาทภายใต้อำนาจจิตใจ ระบบประสาทภายนอกอำนาจจิตใจ ตอนที่ 2 คำชี้แจง : ให้นักเรียนเปรียบเทียบความแตกต่างของพฤติกรรมที่ถูกควบคุมโดยระบบประสาท อัตโนมัติแบบซิมพาเทติกกับพาราซิมพาเทติกลงในแผนผังด้านล่างให้ถูกต้อง ซิมพาเทติก หัวข้อที่เปรียบเทียบ พาราซิมพาเทติก การเต้นของหัวใจ รูม่านตา ความดันโลหิต การเต้นของชีพจร การหดตัว ขยายตัวของเส้นเลือด ชื่อ นามสกุล ชั้น เลขที่


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 16 การดูแลรักษาระบบประสาท คำชี้แจง : ให้นักเรียนเติมข้อความลงในแผนผังความคิดโครงสร้างของระบบประสาท และบอกวิธีการดูแล รักษาระบบประสาทมาอย่างน้อย 5 ข้อ ชื่อ นามสกุล ชั้น เลขที่ ระบบประสาท ระบบประสาทส่วนกลาง ระบบประสาทส่วนปลาย ไขสันหลัง สมอง ระบบประสาทสมอง และไขสันหลัง ระบบประสาท อัตโนมัติ วิธีการดูแลรักษาระบบประสาท


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 17 ระบบต่อมไร้ท่อ คำชี้แจง : ให้นักเรียนเขียนจำแนกส่วนประกอบต่างๆของต่อมไร้ท่อและบอกหน้าที่ให้ถูกต้อง ชื่อ นามสกุล ชั้น เลขที่


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 18 ฮอร์โมน และการดูแลรักษาระบบต่อมไร้ท่อ ตอนที่ 1 คำชี้แจง : ให้นักเรียนนำข้อความในกรอบไปเติมหน้าคำถามให้สัมพันธ์กัน และบอกวิธีการดูและ รักษาระบบต่อมไร้ท่อมาอย่างน้อบ 5 ข้อ 1. ควบคุมการเผาผลาญในร่างกาย 2. การหลั่งน้ำนมขณะเด็กดูดนม 3. ควบคุมกระบวนการเมแทบอลิซึมในร่างกาย 4. ควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือด 5. ฮอร์โมนของเพศหญิง 6. กระตุ้นประสาทให้ร่างกายเตรียมพร้อมเวลาฉุกเฉิน 7. ควบคุมการเจริญเติบโตของร่างกาย 8. ควบคุมปริมาณแคลเซียมในเลือด 9. ควบคุมการเจริญเติบโตของเต้านม 10. ควบคุมการทำงานของไตและน้ำในร่างกาย โพรแลกติน ออกซิโทนิน วาโซเพรสซิน ไทรอกซิน กลูโคคอร์ติคอยด์ แคลซิโทนิน อินซูลินและกลูคากอน โกรทฮอร์โมน อะดรีนาลีน เอสโตรเจนและโพรเจสเทอโรน วิธีการดูแลรักษาระบบต่อมไร้ท่อ ชื่อ นามสกุล ชั้น เลขที่


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 19 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 การเจริญเติบโตตามเกณฑ์มาตรฐานของวัยรุ่น มาตรฐาน พ 1.1 เข้าใจธรรมชาติของการเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์ พ 4.1 เห็นคุณค่าและมีทักษะในการสร้างเสริมสุขภาพ การดำรงสุขภาพ การป้อง กันโรค และการสร้างเสริมสมรรถภาพเพื่อสุขภาพ ตัวชี้วัด 1.3 วิเคราะห์ภาวะการเจริญเติบโตทางร่างกายของตนเองกับเกณฑ์ 1.4 แสวงหาแนวทางในการพัฒนาตนเองให้เจริญเติบโตสมวัย 1.3 ควบคุมน้ำหนักของตนเองให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน สาระสำคัญ ในช่วงวัยรุ่นเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมและ สติปัญญา โดยเฉพาะด้านร่างกาย วัยรุ่นจะมีการพัฒนาของน้ำหนักและส่วนสูงเป็นอย่างมาก ซึ่งถ้าหากขาดการดูแลสุขภาพ หรือมีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่ดี ก็อาจก่อให้เกิดปัญหาตามมา เพราะฉะนั้นจึงควรที่จะรู้จักดูแลสุขภาพและตรวจสอบเกณฑ์มาตรฐานการเจริญเติบโตและ พัฒนาการของตนเองให้สอดคล้องกับเกณฑ์มาตรฐาน และแสวงหาแนวทางพัฒนาตนเองให้ เจริญเติบโตสมวัยอย่างมีคุณภาพ สาระการเรียนรู้ 1. ภาวะการณ์เจริญเติบโตตามเกณฑ์มาตรฐานและปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง 2. เกณฑ์มาตรฐานการเจริญเติบโตของเด็กไทย 3. วิธีการควบคุมน้ำหนักของตนเองให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน 4. แนวทางการพัฒนาตนเองให้เจริญเติบโตสมวัย


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 20 การเจริญเติบโตตามเกณฑ์มาตรฐานของวัยรุ่น เจริญเติบโตและพัฒนาการของวัยรุ่น การเจริญเติบโตของวัยรุ่นนั้นจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยทั้งภายในและภายนอกบางคน เจริญเติบโตช้า บางคนเจริญเติบโตเร็วและในขณะที่บางคนมีการเจริญเติบโตที่สมวัย การเจริญเติบโตและพัฒนาการของวัยรุ่น เป็นผลมาจากการทำงานของฮอร์โมนที่หลั่งออกมาจากต่อม ไร้ท่อ ซึ่งควบคุมกลไกการทำงานของอวัยวะต่างๆ ที่มีผลต่อการเจริญเติบโตที่เราสามารถสังเกตได้ มีดังนี้ 2. เริ่มเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ หรือมีวุฒิภาวะทาง เพศ คือ ในวัยรุ่นชายจะมีการเคลื่อนตัวของ อสุจิ ที่เรียกว่าฝันเปียก ส่วนในวัยรุ่นหญิงนั้น จะมีประจำเดือนตลอดจนเกิดการเปลี่ยนแปลง ทางร่างกายที่บ่งบอกลักษณะเฉพาะของเพศ หญิงและเพศชาย 1. ๒.เริ่มเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ หรือมีวุฒิภาวะทาง เพศ คือ ในวัยรุ่นชายจะมีการเคลื่อนตัว ของอสุจิ ที่เรียกว่าฝันเปียก ส่วนในวัยรุ่นหญิง นั้ น จะมี ป ระจำเดือ น ต ลอ ดจน เกิ ดก าร เป ลี่ ย น แ ป ล ง ท า ง ร่ า ง ก า ย ที่ บ่ ง บ อ ก ลักษณะเฉพาะของเพศหญิงและเพศชาย 1. มีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะน้ำหนัก ส่วนสูงที่เพิ่มขึ้นทำให้วัยรุ่น จำนวนมากไม่สามารถที่จะปรับตัวต่อการ เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ทัน จึงส่งผลให้เกิดความ แปรปรวนทางอารมณ์ได้ง่าย ภาวะการเจริญเติบโตของวัยรุ่น 4. เริ่มมีจิจารณญาณในการคิดและการตัดสินใจ มากขึ้นสามารถแยกแยะได้ว่าอะไรดีไม่ดี 3. เริ่มมีการคนค้นหาตัวเอง โดยมีแรงจูงใจเป็น สิ่งสำคัญ ชอบเก็บตัวอยู่ตามลำพังเมื่ออยู่บ้าน แต่ชอบร่วมกลุ่มเมื่ออยู่กับเพื่อน ซึ่งในวัยรุ่นนี้ เพื่อนจะมีอิทธิพลต่อการดำรงชีวิตอย่างมาก และ ในขณะเดียวกันการเชื่อฟังพ่อแม่ก็ลดน้อยลง 5. ยึดตัวเองเป็นสำคัญ มีความคิด ความเข้าใจที่ เป็นตัวเองมากขึ้น มักต่อต้านในสิ่งที่ไม่ยุติธรรม จนทำให้บางครั้งเป็นผลทำให้เกิดช่องระหว่างวัย เด็กกับวัยผู้ใหญ่ 1. ๒.เริ่มเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ หรือมีวุฒิภาวะทาง เพศ คือ ในวัยรุ่นชายจะมีการเคลื่อนตัว


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 21 ลักษณะสีผิว หน้าตา สามารถ ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้ การเจริญเติบโตตามเกณฑ์มาตรฐานของวัยรุ่น เจริญเติบโตและพัฒนาการของวัยรุ่น การที่วัยรุ่นมีความแตกต่างกันในการเจริญเติบโตและพัฒนาการนั้น ขึ้นอยู่กับปัจจัย 2 กลุ่ม ดังนี้ 1. ปัจจัยภายใน หมายถึง ปัจจัยที่มีอยู่แล้วภายในร่างกายของมนุษย์ แล้วส่งผลต่อการเจริญเติบโต และพัฒนาการของวัยรุ่น ประกอบด้วย 1.1 พันธุกรรม เป็นการถ่ายทอดลักษณะเฉพาะต่างๆ จากบรรพบุรุษไปสู่ลูกหลาน ทำให้มนุษย์มีลักษณะบางอย่างที่แตกต่าง กันออกไปดังพันธุกรรมจึงเป็นเครื่อง กำหนดขอบเขต ลักษณะ และ ความสามารถของบุคคลซึ่งลักษณะทั่วไปของการถ่ายทอดทางพันธุกรรม มี 2 ลักษณะซึ่งแยกแล้วได้ดังนี้ (1) ลักษณะทางกาย ได้แก่ 1. สัดส่วนของร่างกาย ความสูงหรือความเตี้ย รูปลักษณะภายนอก เช่น ผมหยิก ตา เล็ก สีของตา สีของผม ผิวขาว-ดำ เป็นต้น 2. กลุ่มเลือดที่แตกต่างกันไป เช่น A,B,O และ AB เป็นต้น 3. เพศ ซึ่งการเป็นเพศชายหรือหญิงนั้น ขึ้นอยู่กับโคโมโซม ที่ได้รับจากพ่อแม่ 4. ความผิดปกติและโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม เช่น โรค โลหิตจางโรคด่างขาว โรคผิวหนังเกล็ดปลา เป็นต้น (2) ลักษณะทางสติปัญญา พบว่าเด็กที่เกิดในตระกูลที่มีระดับสติปัญญาต่ำจะมีแนวโน้ม ของเชาว์ปัญญาที่ ต่ำไปด้วย แต่ก็ไม่เสมอไปทุกราย เนื่องจากพบว่าอิทธิพลของสิ่งแวดล้อม การกระตุ้น และ การเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ของเด็ก จะช่วยในการเพิ่มสติปัญญาเพิ่มมากขึ้นได้ 1.2 พื้นฐานทางอารมณ์จิตใจ พบวาบุคคลที่มีพื้นฐานทางอารมณ์ จิตใจที่มั่งคง จะทำให้มี พัฒนาการทางด้านต่างๆ ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในด้านร่างกาย สังคม บุคลิกภาพ หรือสติปัญญา โดยอารมณ์นั้น เป็นผลเนื่องมากจากพันธุกรรมและปัจจัยแวดล้อมภายนอกประกอบกัน ดั้งนั้นวัยรุ่นซึ่งเป็นวัยซึ่งเป็นวัยที่มีการ เปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมน ต่างๆ ภายในร่างกาย ค่อนค่างมาก จึงเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลง หรือมีการขึ้นลง ของอารมณ์อย่างรวดเร็ว ซึ่งหากไม่สามารถปรับพื้นฐานของตนเองให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมได้ ก็จะส่งผลต่อ การเจริญเติบโตและพัฒนาการได้ในที่สุด 2. ปัจจัยภายนอก หมายถึง ปัจจัยที่เกิดขึ้นภายนอกร่างกายทั้งที่มีอยู่เองตามธรรมชาติ หรือไม่ได้ เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติแต่ส่งผลต่อการเจริญเติบโต และพัฒนาการของวัยรุ่น 2.1 การอบรมเลี้ยงดูและสัมพันธภาพภายในครอบครัว เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญอย่างมาก ต่อพัฒนาการด้านต่างๆ ของมนุษย์ การซึมซับสิ่งต่างๆ ที่ได้จากการอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่หรือผู้ปกครอง และ การอยู่ในครอบครัวที่มีการอบรมเลี้ยงดูที่ดีมีความรัก ความเอาใจใส่ และความเข้าใจ ก็จะทำให้เด็กมีการ เจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่พร้อมทั้งวุฒิภาวะทางด้านร่าง กาย อารมณ์ สังคม รวมถึงการมีบุคลิกภาพที่ดี ตลอดจนมีพัฒนาที่สมวัย สามารถใช้ชีวิตอยู่รวมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข แต่ถ้าหากครอบครัวขาดการ อบรม ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโต ของวัยรุ่น


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 22 การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม อาจส่งผลต่อพัฒนาการได้ เลี้ยงดูและมีสัมพันธภาพที่ไม่ดีแล้ว ก็จะส่งผลให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา เช่น การมั่วสุ่มของวัยรุ่น การเสพสาร เสพติดหรือกามมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร เป็นต้น 2.2 สภาพแวดล้อมทางสังคม เป็นปัจจัยที่มีผล ต่อการเจริญ เติบโตและพัฒ นาการของมนุษย์ในทุกด้าน หากมนุษย์อาศัยอยู่ในสภาพสังคมที่ดี เอื้ออำนวยต่อพัฒนาการ ด้านต่างๆ ก็จะทำให้มีการเจริญเติบโตทางด้านร่างกาย และมี พัฒนาการด้านอารมณ์ สังคม สติปัญญา บุคลิกภาพ และด้าน อื่นๆ ดีตามไปด้วย แต่ถ้าต้องการเผชิญอยู่ในสังคมที่ไม่เหมาะสม เช่น อยู่ในชุมชนที่เสื่อมโทรม ครอบครัวแตกแยก ก็จะส่งผลให้ เจริญเติบโตและพัฒนาการด้านต่างๆ ดำเนินไปได้ไม่ดีเท่าที่ควร 2.3 อาหารที่บริโภค มีความสำคัญมากต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์ในทุก ช่วงวัย โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นนั้น เป็นวัยที่ต้องการสารอาหารต่างๆ ที่ครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ และในปริมาณ ที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เพื่อช่วยทำให้ร่างกายและอวัยวะต่างๆ สามารถเจริญเติบโตได้อย่าง สมวัย 2.4 การออกกำลังกายที่เหมาะสมกับวัย จะช่วยให้เด็กมีการเจริญเติบโตและพัฒนาการ ที่สมวัย โดยช่วยในการเสริมสร้างกระดูกเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เสริมสร้างจิตใจให้แจ่มใสร่าเริง อันเป็นผลทำให้มีสุขภาพกายและสุขภาพจิตที่ ดีควบคู่กันไป 2.5 การเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุถือเป็นปัจจัยที่ทำให้การเจริญเติบโตและพัฒนาการต่างๆ หยุดชะงักทั้งในลักษณะชั่วคราวหรือถาวรซึ่งอาจทำให้เกิดความพิการของร่างกาย เกิดผลกระทบทางอารมณ์ ของผู้ป่วย รวมถึงส่งผลกระทบต่อสังคมรอบข้างโดยวัยรุ่นนับเป็นวัยที่มีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ ได้ค่อนข้างมากเนื่องจากมีความคึกคะนองชอบเสี่ยง ชอบท้าทาย ซึ่งอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุหรือการบาดเจ็บได้ โดยง่าย ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโต พันธุกรรม พื้นฐานทางอารมณ์ จิตใจ ลักษณะทางสติปัญญา ลักษณะทางกาย ปัจจัยภายใน ปัจจัยภายนอก สภาพแวดล้อมทางสังคม อาหารที่บริโภค การเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุ การออกกำลังกาย การอบรมเลี้ยงดู


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 23 การเจริญเติบโตตามเกณฑ์มาตรฐานของวัยรุ่น เจริญเติบโตและพัฒนาการของวัยรุ่น ในการตรวจสอบประเมินภาวะสุขภาพของคนว่าบุคคลนั้นมีภาวะสุขภาพเป็นอย่างไร จะต้องมีตัวชี้วัด ทางด้านสุขภาพนั่นก็คือน้ำหนักตัว น้ำหนักตัวสามารถบ่งบอกภาวะสุขภาพของบุคคลนั้นว่ามีน้ำหนักตัว เหมาะสมหรือไม่กับช่วงวัยและส่วนสูงของตนเอง หากบุคคลนั้นมีน้ำหนักที่เหมาะสมกับส่วนสูง ได้มาตรฐาน เหมาะสมกับวัย ก็จะบ่งชี้ได้ว่าบุคคลนั้นเป็นบุคคลที่มีภาวะสุขภาพดี ในขณะเดียวกันถ้าบุคคลนั้นมีน้ำหนักที่ ไม่ได้มาตรฐานไม่ได้สัดส่วนกับความสูงของตน ก็อาจก่อให้เกิดผเสียต่อสุขภาพตามมาได้ น้ำหนัก หมายถึง น้ำหนักร่วมที่ประกอบไปด้วยส่วนต่างๆ ได้แก่ ไขมัน กล้ามเนื้อ อวัยวะต่างๆ โครงกระดูก และของเหลวภายในร่างกาย ซึ่งส่วนเหล่านี้จะมีผลทำให้แต่ละคนมีน้ำหนักตัวมากหรือน้อย แตกต่างกัน น้ำหนักปกติ หมายถึง น้ำหนักของบุคคลที่สัมพันธ์กับอายุ ส่วนสูง และโครงสร้างของร่างกาย น้ำหนักผิดปกติ หมายถึง น้ำหนักที่ไม่สัมพันธ์กับอายุ ส่วนสูง และโครงสร้างของร่างกาย ส่วนสูง หมายถึง ความยาวของร่างกายตั้งแต่ส่วนบนสุดของศีรษะลงมาจนถึงฝ่าเท้า โดยส่วนสูงจะ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และหยุดการเจริญเติบโตในช่วงวัยรุ่นตอนปลาย น้ำหนักและส่วนสูงนั้นได้ถูกนำมาใช้เพื่อเป็นเกณฑ์มาตรฐานในการเปรียบเทียบ เพื่อวิเคราะห์ ภาวการณ์เจริญเติบโตว่า มีการเจริญเติบโตหรือมีพัฒนาการตามเกณฑ์มาตรฐานหรือไม่ ซึ่งถ้าหากไม่เป็นไป ตามเกณฑ์มาตรฐาน ก็จะได้มีการแก้ไข หรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ส่งเสริมให้มีพัฒนาการที่สมวัย สำหรับเกณธ์มาตรฐานที่ใช้ในการเปรียบเทียบมีอยู่ 2 รูปแบบ คือ 1. เกณฑ์มาตรฐานที่เป็นข้อมูลตัวเลข เป็นการแสดงข้อมูลออกมาเป็นตัวเลขว่าในช่วงอายุต่างๆ ควรจะมีน้ำหนักและส่วนสูงเป็น อย่างไร โดยใช้ข้อมูลตารางแสดงน้ำหนักและส่วนสูงที่ควรจะเป็นในช่วงอายุ 7-19 ปีตามเกณฑ์มาตรฐานการ เจริญเติบโตของเพศชายและเพศหญิง ของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข 2543 เนื่องจากช่วงอายุดังกล่าว ถือเป็นวัยที่มีการเจริญเติบโตและมีพัฒนาการในด้านต่างๆ ต่อเนื่องกันมา ซึ่งสามารถดูได้จากตาราง ดังนี้ ความหมายและคำจำกัดความของน้ำหนักและส่วนสูง น้ำหนักและส่วนสูงตามเกณฑ์อายุ


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 24 การเจริญเติบโตตามเกณฑ์มาตรฐานของวัยรุ่น เจริญเติบโตและพัฒนาการของวัยรุ่น ตารางแสดงน้ำหนักและส่วนสูงที่ควรจะเป็นในช่วงอายุ 6-19 ปีตามเกณฑ์มาตรฐานการเจริญเติบโตของ เพศชายและเพศหญิง อายุ (ปี) เพศชาย เพศหญิง น้ำหนัก (กก.) ส่วนสูง (ซม.) น้ำหนัก (กก.) ส่วนสูง (ซม.) 6 16.4 – 24.9 108.1 – 122.0 16.0 – 25.4 107.6 – 122.0 7 18.1 – 28.1 113.4 – 128.0 17.6 – 28.2 112.9 – 127.4 8 19.9 – 31.7 118.4 – 133.7 19.4 – 31.5 117.7 – 133.4 9 21.8 – 35.8 122.8 – 139.3 21.5 – 36.8 123.0 – 140.4 10 23.8 – 40.6 127.1 – 145.2 24.0 – 43.4 129.0 – 148.4 11 26.1 – 46.4 132.0 – 152.3 27.4 – 50.3 135.7 – 155.5 12 29.4 – 53.9 138.3 – 161.1 31.4 – 55.6 141.8 – 160.4 13 33.8 – 61.6 146.0 – 169.1 35.6 – 59.1 146.3 – 163.6 14 38.8 – 67.5 153.3 – 174.4 38.4 – 61.1 148.7 – 165.4 15 42.6 – 70.7 157.8 – 177.0 39.9 – 62.3 149.8 – 166.2 16 45.1 – 72.8 160.1 – 178.4 40.7 – 62.9 150.2 – 166.5 17 46.8 – 74.3 161.2 – 179.0 41.0 – 63.1 150.3 – 166.5 18 47.9 – 75.3 161.6 – 179.2 41.1 – 63.2 150.3 – 166.6 19 48.9 – 76.2 162.2 – 179.5 41.2 – 63.2 150.3 – 166.6 ที่มา : กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข, พ.ศ. 2563 2. เกณฑ์มาตรฐานที่เป็นกราฟแสดงเกณฑ์อ้างอิงการเจริญเติบโต เป็นการนำข้อมูลตัวเลขมาแสดงเป็นกราฟเพื่อแสดงถึงระดับการเจริญเติบโตและแนวโน้ม ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขได้จัดทำกราฟแสดงเกณฑ์อ้างอิงมาตรฐานการ เจริญเติบโตของเด็กไทยทั้งเพศชายและเพศหญิงในช่วงอายุ 6 – 19 ปี โดยการเปรียบเทียบน้ำหนักและส่วนสูง ตามเกณฑ์มาจรฐานได้อย่างถูกต้อง มีดังนี้


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 25 การเจริญเติบโตตามเกณฑ์มาตรฐานของวัยรุ่น เจริญเติบโตและพัฒนาการของวัยรุ่น


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 26 การเจริญเติบโตตามเกณฑ์มาตรฐานของวัยรุ่น เจริญเติบโตและพัฒนาการของวัยรุ่น


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 27 การเจริญเติบโตตามเกณฑ์มาตรฐานของวัยรุ่น เจริญเติบโตและพัฒนาการของวัยรุ่น


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 28 การเจริญเติบโตตามเกณฑ์มาตรฐานของวัยรุ่น เจริญเติบโตและพัฒนาการของวัยรุ่น


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 29 การเจริญเติบโตตามเกณฑ์มาตรฐานของวัยรุ่น เจริญเติบโตและพัฒนาการของวัยรุ่น


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 30 การเจริญเติบโตตามเกณฑ์มาตรฐานของวัยรุ่น เจริญเติบโตและพัฒนาการของวัยรุ่น


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 31 การเจริญเติบโตตามเกณฑ์มาตรฐานของวัยรุ่น เจริญเติบโตและพัฒนาการของวัยรุ่น 2.1การเจริญเติบโตของกระดูก โครงกระดูกทำให้ร่างกายของมนุษย์มีรูปร่างและสัดส่วน ซึ่งวัยรุ่นมี อัตราการเพิ่มของส่วนสูงที่เห็นได้ชัด คือ ช่วง จากเกณฑ์มาตรฐานการเจริญเติบโตของเด็กไทยทั้งที่เป็นตัวเลข และกราฟแสดงเกณฑ์อ้างอิงการ เจริญเติบโตดังกล่าวข้างต้นนั้น นักเรียนสามารถศึกษาและนำเกณฑ์ดังกล่าวไปเปรียบเทียบกับน้ำหนักส่วนสูง และอายุของตนเอง ซึ่งนักเรียนควรมีการประเมินการเจริญเติบโตของตนเอง ด้วยการชั่งน้ำหนักและวัดส่วนสูง อย่างน้อยภาคเรียนละ 1 ครั้ง ซึ่งการประเมินการเจริญเติบโตและพัฒนาการทางร่างกาย มีวิธีการ 4 วิธี ดังนี้ 3. การประเมินน้ำหนักตามเกณฑ์ส่วนสูงในวงการแพทย์โดยส่วนใหญ่จะนิยมใช้ค่าดัชนีมวลกาย (body mass index : BMI) ในการประเมิน ซึ่งใช้ประเมินภาวะอ้วนและผอมในผู้ใหญ่ตั้งแต่ อายุ 20 ปี ขึ้นไป โดยมีสูตรการคำนวณ ดังนี้ BMI = การประเมินค่าดัชนีมวลกาย ค่า BMI น้อยกว่า ๑๘.๕ หมายถึง น้ำหนักน้อยกว่ามาตรฐาน ค่า BMI ๑๘.๕๐ ถึง ๒๒.๙๙ หมายถึง น้ำหนักปกติ ค่า BMI ๒๓.๐๐ ถึง ๒๔.๙๙ หมายถึง น้ำหนักเกิน ค่า BMI ๒๕.๐๐ ถึง ๒๙.๙๙ หมายถึง อ้วน ค่า BMI ๓๐.๐๐ ขึ้นไป หมายถึง อ้วนมาก ส่วนสูง2 (กิโลกรัม) 1. การประเมินน้ำหนักตามเกณฑ์อายุ เป็นการเปรียบเทียบน้ำหนักที่ควรจะ เป็นตามช่วงอายุต่างๆ หากเด็กมี น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์อายุ ก็จะบ่งชี้ถึง ปัญหาของการขาดสารอาหารโปรตีน และพลังงาน ซึ่งมีผลกระทบต่อการ เจริญเติบโตโดยรวม น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) ที่มา : กองออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข 2. กระดูกและฟัน 2. การประเมินส่วนสูงตามเกณฑ์อายุ เป็นการเปรียบเทียบส่วนสูงที่ควรจะ เป็นตามช่วงอายุต่างๆ หากเด็กมีส่วนสูง ต่ำกว่าเกณฑ์อายุ ก็จะบ่งชี้ว่าเด็กมีการ ขาดสารอาหารอย่างยาวนานและมักจะ สัมพันธ์กับฐานะทางเศรษฐกิจของ ครอบครัว


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 32 การเจริญเติบโตตามเกณฑ์มาตรฐานของวัยรุ่น เจริญเติบโตและพัฒนาการของวัยรุ่น กระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้น้ำหนักตัวเป็นดัชนีวัดด้านสุขภาพที่สำคัญ เพราะน้ำหนักตัวมีผล โดยตรงต่อสุขภาพ ผู้ที่มีน้ำหนักตัวเหมาะสมกับวัย และได้สัดส่วนกับความสูงของตนเอง จะช่วยให้มีสุขภาพ ที่ดี ปลอดภัยจากโรค และมีชีวิตยืนยาว ในทางตรงข้ามผู้ที่มีน้ำหนักตัวไม่ได้มาตรฐาน จะส่งผลกระทบต่อ สุขภาพหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานหรือคนอ้วนและผู้ที่มีน้ำหนักต่ำกว่ามาตรฐาน หรือคนผอม ซึ่งมีสาเหตุและผลกระทบต่อสุขภาพ ดังนี้ ความอ้วน ความอ้วน (Obesity) กับการมีน้ำหนักเกินมาตรฐาน มีความหมาย คล้ายกันแต่ไม่เหมือนกัน กล่าวคือ คนที่มีกล้ามเนื้อใหญ่โตและแข็งแรง อาจจะมีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐานได้ และคนที่มีน้ำหนักตัวเกินมาตรฐาน อาจจะยังไม่ใช่คนอ้วนก็ได้ ตามหลักทั่วไป ถ้าคนเรามีน้ำหนักมากกว่าปกติ ตั้งแต่ร้อยละ 10 ขึ้นไปจัดว่ามีน้ำหนักเกินมาตรฐาน และถ้ามากกว่าร้อยละ 20 ขึ้นไปจึงจัดว่าเป็นคนอ้วน สาเหตุของความอ้วน 1. พันธุกรรม มีความสัมพันธ์กับเรื่องความอ้วน แต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันที่แน่นอนว่า พันธุกรรม มีส่วนสัมพันธ์กับเรื่องของความอ้วนอยู่มากน้อยเพียงใด 2. ความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ ถ้าต่อมไทรอยด์ซึ่งทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนไทร็อกซิน ผลิตฮอร์โมนได้ น้อยลง จะเป็นผลทำให้คนเราอ้วนและถ้าต่อมไฮโปทาลามัส ทำงานผิดปกติจะทำให้คนเรามีความต้องการ รับประทานอาหารมากกว่าปกติได้ 3. ขาดการออกกำลังกาย จะทำให้ปริมาณอาหารที่สะสมในร่างกายแปรสภาพเป็นไขมันรวมอยู่ใน กล้ามเนื้อมากขึ้นและทำให้อ้วนได้ 4. บริโภคอาหารมากเกินความต้องการของร่างกาย เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความอ้วน ตามปกติ การเปลี่ยนแปลงน้ำหนักของร่างกายนั้นย่อมขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างอาหารที่รับประทานเข้าไป กับการ ที่ร่างกายสามารถนำอาหารนั้นๆ ไปใช้ให้เป็นประโยชน์ ถ้าอาหารที่รับประทานเข้าไปมากกว่ากำลังงานที่ ร่างกายต้องการใช้ น้ำหนักก็จะเพิ่มขึ้น ถ้ารับประทานเข้าไปเท่ากับที่ต้องใช้น้ำหนักก็จะคงที่และถ้า รับประทานเข้าไปน้อยกว่าที่ต้องใช้น้ำหนักก็จะลดลง ดังที่แสดงในภาพ


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 33 การเจริญเติบโตตามเกณฑ์มาตรฐานของวัยรุ่น เจริญเติบโตและพัฒนาการของวัยรุ่น ภาพแสดงความสัมพันธ์ระหว่างกำลังงานที่ได้รับจากอาหารและกำลังงานที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ผลกระทบต่อสุขภาพของคนอ้วน จากการศึกษาพบว่า คนอ้วน จะมี อัตราการเจ็บป่วยและอัตราตายสูงกว่าคนที่มีนํ้าหนักตัวอยู่ใน เกณฑ์ปกติ ซึ่งโรคแทรกซ้อนที่พบได้บ่อยๆ ในคนที่มีรูปร่างอ้วน ก็คือ 1. โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคอ้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อ ระบบหัวใจและหลอดเลือดอย่างเห็น ได้ชัด เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน โรคหัวใจวาย หัวใจขาดเลือด ฯลฯ โรคข้อเสื่อม ปวดเข่า ปวดหลัง ผู้ที่มีปัญหาโรคอ้วน จะมีน้ำหนักกดทับที่มากขึ้น ทำให้ข้อต่อที่รับน้ำหนักเสื่อม เร็วกว่าปกติ 2. โรคเบาหวาน โรคอ้วน มีผลการศึกษาวิจัยพบว่าเกี่ยวข้องกับอัตราการเกิดโรคเบาหวานอย่างมี นัยสำคัญ โดยที่หากคุณ อ้วนลงพุง คุณจะมีความเสี่ยง ในการเป็นโรคเบาหวานกว่าคนอื่น 3. โรคเกี่ยวกับระบบหายใจ คนที่อ้วนจะมีความลำบากในการหายใจเข้าออก เนื่องจากไขมันที่มากขึ้น บริเวณรอบทรวงอกจะทำให้การขยายตัวของทรวงอกลำบาก นอกจากนี้ไขมันที่ท้องก็จะทำให้กระบังลม ไม่สามารถหย่อนตัว ลงมาได้ผลตามมาคือ เกิดภาวะขาดออกซิเจน ผู้ป่วยจะเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในท่านอน มีอาการหายใจลำบากบางครั้งเป็นมากจะหยุดหายใจเป็นพัก ๆ เวลานอนหลับ ผู้ป่วยที่มี ภาวะดังกล่าว จะมีอาการปวดศีรษะในตอนเช้า ส่วนในเวลากลางวันจะมีอาการง่วงนอน หายใจช้า เบื่อ เหนื่อยง่าย ไม่อยากทำอะไร ส่งผลให้เกิดความขี้เกียจ


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 34 การเจริญเติบโตตามเกณฑ์มาตรฐานของวัยรุ่น เจริญเติบโตและพัฒนาการของวัยรุ่น 4. โรคมะเร็งบางชนิด มีการศึกษาพบว่าโรคอ้วนมีความสัมพันธ์กับความชุกของโรคมะเร็งบางชนิด 5. โรคความดันโลหิตในเลือดสูง ผู้ที่มีปัญหาโรคอ้วนจะมีความดันโลหิตสูงกว่าคนปกติประมาณ 2.9 เท่า ถ้าน้ำหนักตัวลดลง ลดน้ำหนัก ระดับความดันโลหิตก็จะลดลงด้วย 6. ระดับไขมันในเลือด คนที่มีปัญหาโรคอ้วนมักจะมีไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง ไขมันชนิดดีต่ำ 7. นิ่วในถุงน้ำดี คนอ้วนมีโอกาสที่จะเป็น นิ่วในถุงน้ำดีอย่างเห็นได้ชัด 8. ปัญหา เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ คนที่มีปัญหา อ้วนลงพุง ซึ่งอาจเสี่ยงต่อปัญหาการแข็งตัวของ อวัยวะเพศชายจนนำไปสู่ความเซ็งในการมีเซ็กซ์กับคู่ครองได้ 9. ปัญหาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับ โรคอ้วน หรือน้ำหนักเกิน เช่น เส้นเลือดขอด อาการท้องผูก ริดสีดวง ทวาร โรคเชื้อราที่ผิวหนัง ปัญหากลิ่นตัวแรง อึดอัด ไม่สบายเนื้อ ไม่สบายตัว ขยับทำอะไรนิดอะไร หน่อยก็เหนื่อยง่าย ไม่สดชื่น ไม่มีชีวิตชีวา การคลอดบุตรยาก แผลผ่าตัดอาจจะหายช้ากว่าปกติ เป็นต้น การแก้ไขปัญหาน้ำหนักตัว การลดน้ำหนักตัว มีหลักการปฏิบัติดังนี้ 1. มีความตั้งใจ มุ่งมั่นจริงที่จะลดน้ำหนัก ลดเอว 2. สร้างความคิดที่ดีในการที่จะลดน้ำหนัก 3. ตั้งเป้าหมายที่เป็นไปได้ของน้ำหนักที่ลด 4. ลดน้ำหนักเพื่อสุขภาพ ไม่ควรลดมากจนเกินไป 5. อัตราการลดน้ำหนักที่เหมาะสมคือ สัปดาห์ละครึ่งกิโลกรัม – 1 กิโลกรัม 6. ควบคุมพลังงานจากอาหารที่ได้รับในแต่ละวันกับพลังงานที่ร่างกายนำไปใช้ให้สมดุล 7. กินอาหารทุกมื้อ ต้องไม่งดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง 8. งดของหวาน และเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ 9. กินผัก ผลไม้ที่รสไม่หวานให้มากขึ้น 10. มีความอดทน ถ้ารู้สึกหิวทั้งๆที่เพิ่งกินไป ให้หันไปทำอย่างอื่นแทน 11. เคี้ยวอาหารอย่างช้าๆ 12. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้งๆละ 30-60 นาที โดยออกกำลังกายที่มี ระดับปานกลางไม่เหนื่อมากจนเกินไป ความผอม ความผอม (Thinness) กับการมีน้ำหนักน้อยกว่ามาตรฐาน (Underweight) มีความหมายคล้ายกัน คือ คนที่มีโครงร่างเล็กอาจจะมองดูว่าผอมแต่เขาอาจจะมี น้ำหนักปกติก็ได้ ตามหลักทั่วไปถ้าคนเรามีน้ำหนักน้อยกว่าปกติตั้งแต่ร้อยละ 10 ขึ้น ไปจัดว่ามีน้ำหนักน้อยกว่ามาตรฐาน และถ้าน้อยกว่าร้อยละ 20 ขึ้นไป จึงจะจัดว่า เป็นคนผอม


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 35 การเจริญเติบโตตามเกณฑ์มาตรฐานของวัยรุ่น เจริญเติบโตและพัฒนาการของวัยรุ่น สาเหตุของความผอม 1. พันธุกรรม มีสาเหตุมาจากพันธุกรรมเช่นเดียวกับความอ้วน 2. โรคภัยไข้เจ็บ มีโรคหลยชนิดที่ทำให้น้ำหนักของร่างกายลดลง และผอมได้ เช่นโรคหิด โรคภูมิแพ้ โรคไต โรคหัวใจ วัณโรค เป็นต้น 3. อารมณ์ตึงเครียด ความตึงเครียดทางอารมณ์ ทำให้ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ นอนไม่หลับจึงทำ ให้น้ำหนักลดลงได้ 4. บริโภคอาหารไม่เพียงพอกับความต้องการของร่างกาย มีสาเหตุมาจากสุขนิสัยที่ไม่ดีในการ รับประทานอาหาร จึงทำให้ร่างกายขาดอาหารและน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานได้ 5. โรคที่มีแคลเซียมในร่างกายสูงผิดปกติ เช่น มะเร็งบางชนิด โรคพาราไทรอยด์ทำงานมากผิดปกติ ผลกระทบต่อสุขภาพของคนอ้วน การมีน้ำหนักน้อยกว่ามาตรฐานหรือความผอมไม่ได้ช่วยให้บุคคลนั้นมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง หากแต่จะเป็นการเพิ่มโอกาสที่จะเป็นโรคต่างๆได้มากยิ่งขึ้น เช่น วัณโรค และยังส่งผลเสียต่อระบบต่างๆใน ร่างกายไม่ว่าจะเป็นระบบเลือด ระบบกล้ามเนื้อ ระบบทางเดินอาหาร ระบบฮอร์โมนและต่อมไร้ท่อ เป็นต้น นอกจากนี้อาจแสดงถึงอาการของโรคบางชนิด เช่น โรคเบาหวาน วัณโรค และพยาธิลำไส้ชนิดต่างๆ การแก้ไขปัญหาน้ำหนักตัว การเพิ่มน้ำหนักตัว มีหลักการปฏิบัติดังนี้ 1. กินอาหารหลากหลายครบ 5 หมู่ 2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ดังนั้น การดูแลและควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง วัยรุ่นที่มีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาการทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และพัฒนาการทางเพศ เพื่อดำรงไว้ซึ่งการ มีสุขภาพที่ดี โดยแนวทางในการดูแลและควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานสามารถทำได้ ดังนี้ วิธีการดูแลและควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน 1. กินอาหารสมดุล ควบคุมสัดส่วนและปริมาณอาหารแต่ละกลุ่มให้พอเหมาะแต่ละวัน 2. กินอาหารเช้าทุกวันเพราะมื้อเช้าเป็นมื้อหลักสำคัญ 3. กินอาหารพออิ่มในแต่ละมื้อ 4. กินอาหารธรรมชาติไม่แปรรูป 5. กินผักผลไม้รสไม่หวานมาก 6. กินอาหารมื้อเย็นห่างจากเวลานอนไม่น้อยกว่า 4 ชม. 7. กินให้น้อยลง เลี่ยงอาหารมันจัด หวานจัด และ เค็มจัด 8. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 9. ประเมินและวิเคราะห์น้ำหนักตัวเป็นระยะอย่างสม่ำเสมอ


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 36 การเจริญเติบโตตามเกณฑ์มาตรฐานของวัยรุ่น เจริญเติบโตและพัฒนาการของวัยรุ่น การส่งเสริมพัฒนาตนเองให้เจริญเติบโตสมวัย เป็นการดูและสุขภาพพัฒนาคุณภาพชีวิตให้เกิดความ เหมาะสม สามารถประพฤติปฏิบัติเป็นประจำจนกลายเป็นสุขนิสัย ซึ่งแนวทางการพัฒนาตนเองให้เจริญเติบโต สมวัยต้องอาศํยปัจจัยต่างๆที่สำคัญ ดังนี้ ในช่วงวัยรุ่นซึ่งเป็นช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงหลายด้านทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม สติปัญญาและ พัฒนาการทางเพศ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ล้วนมีผลต่อพฤติกรรมการบริโภคอาหารของวัยรุ่นเป็นอย่างมาก จึงมักพบว่ามีปัญหาทั้งภาวะขาดสารอาหารและภาวะโภชนาการเกิน ภาวะขาดสารอาหารที่พบได้บ่อยในเด็ก วัยเรียนและวัยรุ่น คือ ภาวะขาดโปรตีนและพลังงาน เลือดจางจากการขาดธาตุเหล็กและขาดไอโอดีน จึงทำให้ เด็กเจริญเติบโตช้า เจ็บป่วยบ่อย ความสามารถในการเรียนรู้ช้า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ ขณะเดียวกัน ปัญหาโภชนาการเกิดก็มีความรุนแรงมากขึ้นเป็นลับดับในวัยรุ่นบางกลุ่ม ดังนั้น วัยรุ่นควรได้รับประทานอาหารให้ถูกกลักโภชนาการในปริมาณที่มีสัดส่วนเหมาะสมกับความ ต้องการของร่างกาย การออกกำลังกายเป็นการกระตุ้นให้กล้ามเนื้อและกระดูกมีความแข็งแรง มีโครงสร้างร่างกายที่ สมบูรณ์และสมส่วน นอกจากนั้นยังกระตุ้นให้การทำงานของปอด หัวใจและการไหลเวียนเลือด ระบบขับถ่าย และระบบทุกระบบในร่างกายสามารถทำงานได้อย่างปกติ และสามารถเพิ่มพูนการต้านทานโรคได้เป็นอย่างดี ทำให้อารมณ์ดี ไม่เครียด จึงควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอทุกวัน อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 30 นาที เป็นอย่างน้อย หลีกเลี่ยงสิ่งเสพติดที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นบุหรี่ สุรา หรือสารเสพติดอันตรายอื่นๆ เพราะสารเสพติดเหล่านี้จะส่งผลเสียกับการพัฒนาการการเจริญเติบโตของวัยรุ่น และเป็นการสุ่มเสี่ยงที่จะเสีย อนาคตได้ อาหาร การออกกำลังกาย หลีกเสี่ยงสารเสพติด


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 37 การเจริญเติบโตตามเกณฑ์มาตรฐานของวัยรุ่น เจริญเติบโตและพัฒนาการของวัยรุ่น การหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุต่างๆ ไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวในสถานที่ที่มีการทะเลาะ วิวาท หรือสถานที่ที่เป็นอันตรายต่อชีวิตและทรัพย์สิน หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร และการดื่ม เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ การพักผ่อนและการนอนหลับเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยให้เกิดการเจริฐเติบโตอย่างเต็มที่ตามวัย ซึ่งการพักผ่อนนอกจากจะพักผ่อนด้วยกิจกรรมกีฬาหรือนันทนาการแล้ว การนอนหลับถือว่าเป็นการพักผ่อน ที่ดีที่สุด และในช่วงวัยเด็กและวัยรุ่นควรที่จะนอนหลับให้สนิทให้ได้วันละ 8 – 10 ชั่วโมงในแต่ละวัน การตรวจสุขภาพประจำปีเป็นสิ่งที่สำคัญที่ทุกคน ทุกวัยต้องตระหนักและปฏิบัติเพื่อเป็นการสำรวจหา ความผิดปกติของร่างกายอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง นอกจากนี้เราควรปฏิบัติตนในการดูแลตนเองให้เจริญเติบโตสมวัย ด้วยการปฏิบัติตามสุขบัญญัติ แห่งชาติ 10 ประการ ดังนี้ หลีกเสี่ยงอุบัติเหตุ 1.ดูแลรักษาร่างกายและของใช้ให้สะอาด 2.รักษาฟันให้แข็งแรง และแปรงฟันทุกวันอย่างถูกวิธี 3.ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหารและหลังการขับถ่าย 4.กินอาหารสุก สะอาด ปราศจากสารอันตราย หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด สีฉูดฉาด 5.งดสูบบุหรี่ สุรา สารเสพติด การพนัน และการสำส่อนทางเพศ 6.สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวให้อบอุ่น 7.ป้องกันอุบัติภัยด้วยการไม่ประมาท 8.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และตรวจสุขภาพประจำปี 9.ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ 10.มีสำนึกต่อส่วนรวม ร่วมสร้างสรรค์สังคม การนอนหลับ การตรวจสุขภาพ


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 38 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตของวัยรุ่น ตอนที่ 1 คำชี้แจง : ให้นักเรียนวิเคราะห์คำถามแล้วเขียนคำตอบลงในหัวข้อดังต่อไปนี้ 1. การเปลี่ยนแปลงร่างกายของเพศชายและเพศหญิงมีความเหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไร 2. นักเรียนคิดว่าปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตมีอะไรบ้าง 3. สิ่งแวดล้อมมีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตอย่างไร ชื่อ นามสกุล ชั้น เลขที่


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 39 ตอนที่ 2 คำชี้แจง : ให้นักเรียนเติมข้อความลงในแผนผังความคิดเกี่ยวกับปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโต ของวัยรุ่น ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโต


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 40 วัยรุ่นกับการเจริญเติบโตตามเกณฑ์มาตรฐาน ตอนที่ 1 คำชี้แจง : ให้นักเรียนหาค่าดัชนีมวลกาย (Body Mass Index : BMI) จากข้อมูลที่กำหนดให้ พร้อมประเมินผลการเจริญเติบโต โดยเปรียบเทียบกับเกณฑ์เปรียบเทียบ เกณฑ์เปรียบเทียบ ลำดับที่ ข้อความ BMI ผลการเจริญเติบโต 1 เด็กชาย ก มีส่วนสูง 145 เซนติเมตร น้ำหนัก 40 กิโลกรัม 2 เด็กหญิง ข มีส่วนสูง 150 เซนติเมตร น้ำหนัก 38 กิโลกรัม 3 เด็กหญิง ค มีส่วนสูง 147 เซนติเมตร น้ำหนัก 60 กิโลกรัม 4 เด็กชาย ง มีส่วนสูง 155 เซนติเมตร น้ำหนัก 45 กิโลกรัม 5 เด็กชาย จ มีส่วนสูง 150 เซนติเมตร น้ำหนัก 70 กิโลกรัม 6 นาย ฉ มีส่วนสูง 180 เซนติเมตร น้ำหนัก 75 กิโลกรัม 7 นางสาว ช มีส่วนสูง 165 เซนติเมตร น้ำหนัก 45 กิโลกรัม 8 นางสาว ซ มีส่วนสูง 160 เซนติเมตร น้ำหนัก 80 กิโลกรัม 9 นาย ฌ มีส่วนสูง 180 เชนติเมตร น้ำหนัก 85 กิโลกรัม 10 นางสาว ญ มีส่วนสูง 170 เซนติเมตร น้ำหนัก 50 กิโลกรัม สูตรการคำนวณ BMI = ค่าที่ได้ น้อยกว่า 18.5 แสดงว่า ผอม ระหว่าง 18.50 – 22.99 แสดงว่า ปกติ ระหว่าง 23.00 – 24.99 แสดงว่า น้ำหนักเกิน ระหว่าง 25.00 – 29.99 แสดงว่า อ้วน มากกว่า 30 แสดงว่า อ้วนมาก น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) ส่วนสูง2 (เมตร) ชื่อ นามสกุล ชั้น เลขที่


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 41 ตอนที่ 2 คำชี้แจง : ให้นักเรียนบอกแนวทางการปฏิบัติตนเพื่อให้มีการเจริญเติบโตที่สมวัย ตามประเด็นที่ กำหนดในแผนผังความคิด การออกกำลังกาย การเจริญเติบโตที่สมวัย การรับประทานอาหาร การดื่มน้ำและนม การนอนหลับและการผ่อนคลาย


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 42 หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 วัยรุ่นและพัฒนาการทางเพศ มาตรฐาน พ 2.1 เข้าใจและเห็นคุณค่าตนเอง ครอบครัว เพศศึกษา และมีทักษะในการดำเนิน ชีวิต ตัวชี้วัด 1.1 อธิบายวิธีการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายจิตใจ อารมณ์และพัฒนาการ ทางเพศอย่างเหมาะสม สาระสำคัญ ในช่วงวัยรุ่นเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม สติปัญญาและพัฒนาการทางเพศอย่างรวดเร็ว ทำให้วัยรุ่นเกิดความสับสนต่อการปฏิบัติตัว และ มักก่อให้เกิดปัญหาด้านพฤติกรรมการปรับตัวตามมา ดังนั้นวัยรุ่นจึงควรมีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับพัฒนาการทางเพศของตนเอง ซึ่งจะช่วยทำให้วัยรุ่นสามารถปฏิบัติตัวได้อย่างถูกต้องและ มีพฤติกรรมทางเพศอย่างเหมาะสม สาระการเรียนรู้ 1. การเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ของวัยรุ่น 2. พัฒนาการทางเพศของวัยรุ่น 3. การยอมรับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง 4. ความหลากหลายทางเพศ


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 43 วัยรุ่นและพัฒนาการทางเพศ ในระหว่างช่วงอายุประมาณ 12 – 15 ปี ร่างกายของเด็กหญิงจะเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าวัย แรกรุ่นหรือวัยก่อนวัยรุ่น โดยส่วนสูงจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เต้านมขยายใหญ่ขึ้น สะโพกเริ่มมีไขมันมากขึ้นทำ ให้สะโพกผาย เอวคอด เริ่มแสดงลักษณะความเป็นหญิงสาว มีขน ที่รักแร้และหัวหน่าว หลังจากอายุ 15 ปี แล้วเด็กหญิงจะมีอัตรา การเจริญเติบโตลดน้อยลง โดยทั่วไปการเจริญเติบโตในเด็กหญิง จะเริ่มขึ้นเร็วและสิ้นสุดลงก่อนเด็กชายประมาณ 1 – 2 ปี ทั้งๆ ที่เด็กหญิงเคยตัวเล็กกว่าเด็กชายมาก่อนเมื่อตอนอยู่ในวัยแรกรุ่น หรือวัยก่อนวัยรุ่น เด็กชายจะเริ่มโตเริ่มเมื่ออายุประมาณ 14 ปี ไขมันที่มีใน ส่วนต่างๆ ของร่างกายจะน้อยลง ขณะเดียวกันกล้ามเนื้อจะใหญ่ ขึ้น ทำให้มีลักษณะคล้ายผู้ใหญ่ ขนตามแขนขามีมากขึ้น เสียงห้าว บางคนเริ่มมีหนวดเครา ในระยะนี้เด็กชายจะมีส่วนสูงทันเด็กหญิง และเริ่มรุดหน้าเด็กหญิงทั้งน้ำหนักและส่วนสูงเรื่อยไปจนกว่าจะโต เด็มที่ เด็กวัยรุ่นทั้งหญิงและชายจะมีความสนใจในเรื่องการเจริญเติบโตของตนเองมาก เด็กหญิงจะไม่ ต้องการให้ตัวเองอ้วน เพราะเกรงว่าจะมีรูปร่างไม่สวยงาม ส่วนเด็กชายกังวลเกี่ยวกับน้ำหนักและส่วนสูงอีก ด้วย บางคนเกรงว่าจะสูงหรือเตี้ยเกินไป จนอาจกลายเป็นปมด้อย ดังนั้นวิธีควบคุมน้ำหนักจึงควรที่จะชั่ง น้ำหนักเป็นประจำ เช่น สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ถ้าน้ำหนักน้อยเกินไปควรเพิ่มการรับประทานอาหารให้มากขึ้น แต่ถ้าน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นก็ควรลดปริมาณอาหารลงและออกกำลังกายให้มากขึ้น วัยรุ่นหญิง วัยรุ่นชาย


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 44 วัยรุ่นและพัฒนาการทางเพศ น้ำหนักและส่วนสูง จะมีอัตราเพิ่มสูงสุด (growth spurt) เด็กหญิงจะมีน้ำหนักเพิ่มถึงปีละ 4-5 กิโลกรัม เด็กชายเพิ่มปีละ 5-7 กิโลกรัม ความสูงมีอัตราเพิ่มสูงสุดเช่นกัน โดยเด็กหญิงจะสูงปีละ 6-7 เซนติเมตร เด็กชายสูงปีละ 7-9 เซนติเมตร การเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบต่างๆ ของร่างกาย ได้แก่ กล้ามเนื้อและกระดูกแขนขา มีอัตราเพิ่ม สูงสุดเช่นกัน มีการเพิ่มประมาณของโปแตสเซียมในร่างกาย ปริมาณน้ำในเซลล์ ขนาดของปอด หัวใจ ปริมาณ ของเม็ดเลือด และฮีโมโกลบิน การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายทั้งเพศชายและเพศหญิงมีรายละเอียดต่างๆ ดังนี้ วัยรุ่นชาย วัยรุ่นหญิง 1. มีขนขึ้นบริเวณหัวหน่าว มีขนรักแร้ และมีหนวด เครา บางคนอาจมีขนขึ้นบริเวณแผงอก ขนบริเวณ หน้าแข้งยาวขึ้น 2. ลูกอัณฑะและองคชาตมีขนาดใหญ่ขึ้น ผิวหนังที่หุ้ม อัณฑะมีรอยย่น หนา และมีสีคล้ำ 3. กล่องสียงขยายใหญ่ขึ้น และมองเห็นได้ชัดเรียกว่า “ลูกกระเดือก” ทำให้เสียงแตก คือมีเสียงห้าวขึ้น 4. นมแตกพาน คือ เต้านมขยายใหญ่ขึ้น 5. มีกล้ามเนื้อเป็นมัด แข็งแรง 1. มีขนขึ้นบริเวณหัวหน่าว อวัยวะเพศ มีขนรักแร้ แต่ไม่มากเท่าเพศชาย 2. เริ่มมีหน้าอก เต้านมใหญ่ขึ้น 3. มีประจำเดือน (Menstruation) ซึ่งวัยรุ่นหญิงจะมี ประจำเดือนโดยเฉลี่ยเมื่ออายุประมาณ 13 ปี 4. สะโพกขยายออก ทำให้มีทรวดทรงส่วนโค้งเว้า 5. ผิวพรรณนุ่มนวลขึ้น 6. มีสิวขึ้นบนใบหน้า การเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 45 วัยรุ่นและพัฒนาการทางเพศ การเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจและอารมณ์ของวัยรุ่นจะเกิดควบคู่กันไปกับการเปลี่ยนแปลงทาง ร่างกาย วัยรุ่นจะเริ่มสนใจตนเองมากขึ้น และต้องการความสนใจจากเพศตรงข้าม มักจะแสดงภาวะอารมณ์ทั้ง ทางบวกและทางลบตามสถานการณืและสภาพแวดล้มที่เป็นอยู่ อารมณ์ทางบวกเป็นอารมณ์ที่แสดงถึงความ มั่นคงทางจิตใจ ได้แก่ การรู้จักควบคุมตนเองในอิริยาบถต่างๆ เช่นการพูดจาอย่างชัดถ้อยชัดคำ สุภาพอ่อน น้อม ถูกกาลเทศะ รู้จักเอื้ออาทร มีจิตใจที่พร้อมที่จะเสียสละให้ผู้อื่นมากขึ้น ชอบความเป็นอิสระ และมีความ ภาคภูมิใจพอใจในความเป็นชายและหญิงมากขึ้น บางครั้งการปรับตัวด้านจิตใจและอารมณ์ของวัยรุ่นอาจมี อุปสรรคทำให้เกิดอารมณ์ทางลบ วัยรุ่นจึงมีอารมณ์รุนแรง แปรปรวน หงุดหงิดง่าย โกรธง่าย ฉุนฉียว หรืออาจ มีอารมณืซึมเศร้าอย่างไม่มีสาเหตุ อารมณืไม่มั่นคงเนื่องจากขาดประสบการณ์ ทำให้แสดงพฤติกรรมออกไป โดยไม่ยั้งคิด ดังนั้นถ้าหากว่าวัยรุ่นรู้จักควบคุมอารมณ์และมีจิตใจที่ดี ไม่ตกเป็นทาสของอารมณ์ ก็จะสามารถ ควบคุมตนเองไม่ให้แสดงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ได้ไม่ยาก และต้องทำความเข้าใจฝึกฝนตนเองให้เป้นผู้คิดดี ทำดีและพูดดีอยู่เสมอ การเปลี่ยนแปลงทางด้านจิตใจและอารมณ์


สุขศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 46 วัยรุ่นและพัฒนาการทางเพศ พัฒนาการทางเพศเป็นการเปลี่ยนแปลงทางด้านเพศของวัยรุ่น โดยมีความสำคัญที่วัยรุ่นนั้นจะต้อง เรียนรู้ เพื่อให้เข้าใจถึงภาวการณ์เปลี่ยนแปลงทางเพศที่เกิดขึ้นกับตนเองและผู้อื่น เพื่อให้เกิดพัฒนาการทาง เพศที่ดี อันจะช่วยส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่ถูกต้อง อวัยวะสืบพันธุ์ของเพศชาย ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ ต่อมลูกหมาก ถุงหุ้มอัณฑะ ท่อนำตัวอสุจิ หลอดเก็บตัวอสุจิ อัณฑะ อัณฑะ ทำหน้าที่ผลิตตัวอสุจิ มี 2 ข้าง ภายในประกอบด้วยหลอดสร้างตัวอสุจิ ทำหน้าที่สร้างตัวอสุจิ ถุงหุ้มอัณฑะ ทำหน้าที่ปรับอุณหภูมิภายในถุงให้ต่ำกว่าอุณหภูมิของร่างกายประมาณ 3 – 4 องศา เซลเซียส ให้มีความเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของตัวอสุจิ ท่อนำตัวอสุจิทำหน้าที่ลำเลียงตัวอสุจิไปเก็บไว้ที่ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ หลอดเก็บตัวอสุจิทำหน้าที่เป็นที่พักของตัวอสุจิที่สร้างจากหลอดสร้างตัวอสุจิในอัณฑะ ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิทำหน้าที่สร้างสารอาหารสำหรับเลี้ยงตัวอสุจิ ได้แก่ น้ำตาลฟรักโทส วิตามินซี โปรตีน และสร้างของเหลวเพื่อให้เกิดสภาพที่เหมาะสมกับตัวอ่อนของตัวอสุจิ ต่อมลูกหมาก ทำหน้าที่สร้างสารที่เป็นเบสอ่อนๆ เข้าไปในท่อปัสสาวะปนกับน้ำเลี้ยงตัวอสุจิเพื่อลด ความเป็นกรดทำให้เกิดสภาพที่เหมาะสมกับตัวอสุจิ


Click to View FlipBook Version