The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการเรียนสุขศึกษาป.6

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by big_school_, 2023-07-21 06:50:59

เอกสารประกอบการเรียนสุขศึกษาป.6

เอกสารประกอบการเรียนสุขศึกษาป.6

เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้รายวิชาสุขศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สาขาวิจัยและพัฒนาการสอนสุขศึกษาและพลศึกษา โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์สถาบันวิจัย พัฒนา และสาธิตการศึกษา ได้จัดทำขึ้นตาม มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัดชั้นปีและสาระการเรียนรู้แกนกลางของหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 โดยในเอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้ประกอบ ไปด้วยเนื้อหาที่สาระที่ 1 การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์ และสาระที่ 2 ชีวิตและ ครอบครัว และใบงานในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ เพื่อใช้ในการจัดการเรียนรู้ในรายวิชาสุข ศึกษา โดยมุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และหลักสูตรโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ สถาบันวิจัย พัฒนา และสาธิตการศึกษาสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 สาขาวิจัยและพัฒนาการสอนสุขศึกษาและพลศึกษา โรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัย ศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ สถาบันวิจัย พัฒนา และสาธิตการศึกษาหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เอกสารประกอบการจัดการเรียนรู้รายวิชาสุขศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 นี้จะช่วยให้ผู้เรียน ได้เกิดกระบวนการเรียนรู้ มีเจตคติที่ดีและมีทักษะในการปฏิบัติหรือการป้องกันเกี่ยวกับ สุขภาพได้เป็นอย่างดีหากมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติม จะนำไปพิจารณาเพื่อดำเนินการปรับปรุง พัฒนาแก้ไขหนังสือให้สมบูรณ์และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป ณ โอกาสนี้ต้อง ขอขอบพระคุณคณะผู้บริหารสถาบันวิจัย พัฒนา และสาธิตการศึกษาที่ให้การสนับสนุน ส่งเสริมและเป็นกำลังใจในการจัดทำหนังสือเล่มนี้ให้สำเร็จลุล่วงด้วยดี นายติณณภพ มาลาพุด ผู้จัดทำ


หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรียนรู้ร่างกายของเรา 1 ระบบหายใจ 2 ใบงานที่ 1.1 5 ระบบไหลเวียนโลหิต 7 ใบงานที่ 1.2 11 ระบบสืบพันธุ์ 12 ใบงานที่ 1.3 18 ใบงานที่ 1.4 19 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 ชีวิตและครอบครัว 20 การสร้างสัมพันธภาพ 21 การสร้างสัมพันธภาพในครอบครัวและในกลุ่มเพื่อน 22 ใบงานที่ 2.1 23 ใบงานที่ 2.2 24 ปัจจัยที่ช่วยให้การทำงานกลุ่มประสบความสำเร็จ 26 พฤติกรรมเสี่ยงที่นำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ 27 การป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์ 28 ใบงานที่ 2.3 29 ใบงานที่ 2.4 30 การติดเชื้อเอดส์ 31


การตั้งครรภ์ในวัยเรียน 33 ใบงานที่ 2.5 34 ใบงานที่ 2.6 35 บรรณานุกรม 36


สุขศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 1 ระบบต่างๆ ของร่างกาย หน่วยการเรียนรู้ที่ 1 เรียนรู้ร่างกายของเรา มาตรฐาน พ 1.1 เข้าใจธรรมชาติของการเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์ ตัวชี้วัด 1. อธิบายความสำคัญของระบบสืบพันธุ์ ระบบไหลเวียนโลหิตและระบบหายใจที่มีผลต่อสุขภาพ การเจริญเติบโตและพัฒนาการ 2. อธิบายวิธีการดูแลระบบสืบพันธุ์ ระบบไหลเวียนโลหิต และระบบหายใจให้ทำงานตามปกติ ระบบหายใจ ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบสืบพันธุ์ สาระสำคัญ ในร่างกายของเราประกอบไป ด้วยระบบอวัยวะหลายระบบซึ่งแต่ละ ระบบก็จะมีอวัยวะหลายชนิดที่ทำงาน ร่วมกัน และทำงานสัมพันธ์กับระบบ อวัยวะอื่น ทำให้ร่างกายมีการทำงานและ สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ มีการเจริญเติบโต และมีพัฒนาการที่เป็นไปตามช่วงวัย สาระการเรียนรู้ 1. อวัยวะที่สำคัญและการ ทำงานของระบบหายใจ ระบบ ไหลเวียนโลหิต และระบบสืบพันธุ์ 2. วิธีการดูแลรักษาระบบ หายใจ ระบบไหลเวียนโลหิต และระบบสืบพันธุ์


สุขศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2 ระบบหายใจ การหายใจ คือ การนำอากาศเข้าและออกจากร่างกาย โดยร่างกายจะได้รับแก๊สออกซิเจน เมื่อเราหายใจเข้า โดยแก๊สออกซิเจนจะเข้าไปยังเลือด เมื่อแก๊สออกซิเจนเข้าไปในเลือดแล้ว เลือด ก็จะนำพาเอาแก๊สออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย และขับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ออกมาจากเลือดซึ่งเป็นการหายใจออก โดยแก๊สออกซิเจนจะใช้ในกระบวนการสร้างพลังงานจาก การสลายสารอาหาร โดยผ่านกระบวนการหายใจระดับเซลล์ลำเลียงสารอาหารไปเลี้ยงร่างกาย ทำให้การทำงานของระบบในร่างกายเป็นปกติ เพื่อการเจริญเติบโตและมีพัฒนาการที่สมวัย 1. อวัยวะที่สำคัญในระบบหายใจ ถุงลมปอด จมูก เป็นอวัยวะที่เป็นทางผ่านของลมหายใจ มีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยม ภายในรูจมูกมีลักษณะ เป็นโพรง ประกอบด้วยขนจมูก และมีเยื่อบุเมือก จมูกจะทำหน้าที่กรองฝุ่นละอองในอากาศไม่ให้เข้า สู่หลอดลมและปอด หลอดลม เป็นส่วนที่ต่อลงมาจากหลอดเสียง มีลักษณะเป็นหลอดยาวลงไปในทรวงอก ทำหน้าที่เป็น ทางผ่านของอากาศจากจมูกเข้าไปสู่ปอด ถุงลมปอด เป็นส่วนที่อยู่ในปอด มีลักษณะเป็นเม็ดฟองน้ำเล็กๆ ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนแก๊สออกซิเจน กับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ปอด เป็นอวัยวะที่อยู่ในทรวงอกทั้งสองด้าน โดยอยู่ถัดจากกระดูกซี่โครงเข้ามาด้านใน ปอดมี ลักษณะคล้ายฟองน้ำและมีความยืดหยุ่นมาก ภายในปอดจะมีถุงลมเล็กๆ (alveolus) จำนวนมาก และมีเส้นเลือดฝอยผ่านเข้าไปในถุงลมเหล่านี้เพื่อทำการแลกเปลี่ยนแก๊ส ที่มา : http://www.bwc.ac.th/e-learning/virachai02/pic/note.jpg


สุขศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 3 ระบบหายใจ ระบบการหายใจมีการทำงานดังต่อไปนี้ 2. การทำงานของระบบหายใจ ช่องอกขยาย กระดูกหน้าอกยกตัวสูงขึ้น กระดูกซี่โครงยกตัวสูงขึ้น กระบังลม กล้ามเนื้อกระบังลมหดตัวต่ำลง การหายใจเข้า ช่องอกแฟบลง กระดูกหน้าอกลดต่ำลง กระดูกซี่โครงลดต่ำลง กระบังลม กล้ามเนื้อกระบังลมยกตัวสูงขึ้น ขณะหายใจเข้า ช่องอกจะขยายใหญ่ขึ้น กระดูกซี่โครงยกตัวสูงขึ้น กระบังลมหดตัวต่ำลง ท้องจะป่องออก เกิดการแลกเปลี่ยนแก๊ส โดยที่แก๊สออกซิเจนที่อยู่ในปอดจะซึมออกจากถุงลม ปอดเข้าสู่กระแสเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ในร่างกาย แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในกระแสเลือด จะซึมเข้าสู่ถุงลมปอด ขณะหายใจออก ช่องอกจะแฟบลง กระดูกซี่โครงลดต่ำลง กระบังลมยกตัวขึ้น ท้องจะ แฟบลง ความดันอากาศภายในสูงขึ้น ทำให้อากาศที่มีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ถูกดันออก ภายนอกเป็นลมหายใจออก ที่มา : http://www.ipecp.ac.th/ipecp/cgi-binn/Physio/sarira/pic/12.gif ที่มา : http://image.slidesharecdn.com/ การหายใจออก


สุขศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 4 ระบบหายใจ วิธีการดูแลรักษาระบบหายใจมี ดังนี้ 1) อยู่ในสถานที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ที่มีเขม่าควันมาก หรือที่ที่มีฝุ่น ละออง เพราะอาจจะส่งผลเสียต่อระบบหายใจ 2) ไม่สูบบุหรี่หรืออยู่ในสถานที่ที่มีผู้สูบบุหรี่หรือมีควันบุหรี่ เพราะควันจากบุหรี่จะทำให้ เป็นสาเหตุของการเกิดโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคมะเร็งปอด โรคถุงลมโป่งพอง เป็นต้น 3) ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 30 นาที เพื่อให้ปอด ทำงานได้ดีขึ้น 4) ไม่สวมใส่เสื้อผ้าที่คับหรือรัดแน่นตึงจนเกินไป เพราะอาจจะทำให้ปอดขยายได้ไม่เต็มที่ เมื่อเวลาหายใจเข้าไป ซึ่งจะทำให้ร่างกายได้รับออกซิเจนน้อย 5) ไม่คลุกคลีกับผู้ป่วยที่เป็นโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด ผู้ป่วยวัณโรค เป็นต้น 6) การนั่งหรือยืนให้ตัวตรงเสมอจะช่วยให้ปอดทำงานได้สะดวกและรับแก๊สออกซิเจนได้ อย่างเต็มที่ 3. การดูแลรักษาระบบหายใจ ถุงลมในปอดมีประมาณ 700 ล้านถุง และมีบริเวณ ที่มีการแพร่ของแก๊สประมาณ 70 ตารางเมตร การออกกำลังกายจะช่วยทำให้ปอดทำงานได้ดียิ่งขึ้น


สุขศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 5 ตอนที่ 1 คำชี้แจง : ให้นักเรียนดูภาพแล้วบอกชื่อและหน้าที่ของอวัยวะในระบบหายใจ 1. มีหน้าที่อย่างไร 2. มีหน้าที่อย่างไร 3. มีหน้าที่อย่างไร ระบบหายใจ 1. 2. 3.


สุขศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 6 ตอนที่ 2 คำชี้แจง : ให้นักเรียนเขียนแผนผังแสดงการทำงานของระบบหายใจ ตอนที่ 3 คำชี้แจง : ให้นักเรียนเขียนเครื่องหมาย ✓ หน้าข้อความที่แสดงพฤติกรรมที่ถูกต้องใน การดูแลระบบหายใจ และเขียนเครื่องหมาย หน้าข้อความที่แสดงพฤติกรรมที่ไม่ ถูกต้องในการดูแลระบบหายใจ แล้วแก้ไขข้อความให้ถูกต้อง 1. น้ำเล่นกับเพื่อนที่เป็นหวัด 2. ตาลใช้ผ้าปิดปาก เมื่อต้องเดินเข้าไปในบริเวณสถานที่ก่อสร้าง 3. นิ๊กเล่นอยู่ใกล้ๆ บริเวณที่พ่อสูบบุหรี่ 4. ฝนชอบเดินเล่นในสวนสาธารณะของหมู่บ้าน 5. อาร์มไม่ชอบใช้ผ้าปิดจมูก เมื่อช่วยพ่อทาสีรั้ว หายใจเข้า อากาศผ่านรูจมูก


สุขศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 7 ที่มา : http://static1.squarespace.com/ ระบบไหลเวียนโลหิต อวัยวะทุกส่วนของร่างกาย ต้องอาศัยเลือดไปหล่อเลี้ยงเพราะว่าเลือดจะนำแก๊สออกซิเจน และสารอาหารต่างๆ ไปหล่อเลี้ยงอวัยวะส่วนต่างๆ และขับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และของเสีย ออกจากร่างกาย ซึ่งการลำเลียงสารอาหาร แก๊สออกซิเจนและของเสียภายในร่างกายเป็นหน้าที่ ของระบบไหลเวียนโลหิต และอวัยวะที่เกี่ยวข้อง เราจึงควรศึกษาอวัยวะที่สำคัญ การทำงานและ วิธีการดูแลรักษาของระบบไหลเวียนโลหิตเพื่อให้ร่างกายสามารถทำงานได้ตามปกติ มีการ เจริญเติบโต มีพัฒนาการในด้านต่างๆ อย่างสมวัย อวัยวะที่สำคัญในระบบไหลเวียนโลหิต มีดังนี้ 1) หัวใจ มีหน้าที่สูบฉีดเลือดให้ไหลไปตามหลอดเลือดโดยนำสารอาหารต่างๆ และแก๊ส ออกซิเจนไปเลี้ยงยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยการบีบตัวของหัวใจทำให้เลือดไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างทั่วถึง ซึ่งภายในหัวใจแบ่งออกเป็น 4 ห้อง ดังนี้ 1. อวัยวะที่สำคัญในระบบไหลเวียนโลหิต หัวใจห้องบนขวา มีหน้าที่รับเลือดดำจากส่วน ต่างๆ ของร่างกายส่งไปยังหัวใจห้องล่างขวา หัวใจห้องล่างขวา มีหน้าที่รับเลือดดำจากหัวใจ ห้องบนขวาและส่งไปฟอกที่ปอดทั้งสองข้าง หัวใจห้องล่างซ้าย มีหน้าที่รับเลือดแดงจาก หัวใจห้องบนซ้าย แล้วสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงยัง ส่วนต่างๆ ของร่างกาย มีผนังหนามากที่สุด หัวใจห้องบนซ้าย มีหน้าที่รับเลือดที่ฟอกแล้ว จากปอดซึ่งเป็นเลือดแดง ส่งไปยังหัวใจห้อง ล่างซ้าย


สุขศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 8 ระบบไหลเวียนโลหิต 2) เส้นเลือดหรือหลอดเลือด เส้นเลือดมีลักษณะเป็นท่อซึ่งเป็นทางให้เลือดหมุนเวียนไป ยังส่วนต่างๆ ของร่างกายและนำเลือดจากส่วนต่างๆ ของร่างกายเข้าสู่หัวใจ โดยการไหลเวียนของ เลือดอาศัยแรงดันที่เกิดขึ้นจากการสูบฉีดของหัวใจหรือการบีบตัวของผนังเส้นเลือดแดง เส้นเลือด แบ่งออกเป็น 3 ชนิด ดังนี้ (1) เส้นเลือดแดง มีหน้าที่นำเลือดแดงที่สูบฉีดออกจากหัวใจไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย (2) เส้นเลือดดำ มีหน้าที่นำเลือดดำจากส่วนต่างๆ ของร่างกายกลับเข้าสู่หัวใจ (3) เส้นเลือดฝอย มีหน้าที่นำเลือดจากหลอดเลือดแดงไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย แล้วนำเลือดดำจากส่วนต่างๆ ของร่างกายกลับสู่หลอดเลือดดำ 3) เลือด มีลักษณะเป็นของเหลวอยู่ในหลอดเลือด มีหน้าที่ลำเลียงสารอาหารต่างๆ และ แก๊สออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อส่วนต่างๆ ในร่างกาย ในเลือดมีส่วนประกอบที่สำคัญ ดังนี้ เม็ดเลือดแดง มีลักษณะเป็นรูปกลมแบนตรงกลาง มีขนาด เล็ก มีปริมาณมากที่สุดของจำนวนเม็ดเลือด ทำหน้าที่ลำเลียงแก๊ส ออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย เม็ดเลือดขาว มีลักษณะเป็นรูปร่างทรงกลม เม็ดเลือดขาว มีขนาดใหญ่กว่าเม็ดเลือดแดง ทำหน้าที่กำจัดเชื้อโรคและสิ่ง แปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย เกล็ดเลือด มีลักษณะรูปร่างเหมือนไข่และแบน มีขนาด เล็กมาก ทำหน้าที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือด เช่น ในขณะที่ถูก ของมีคมบาด เกล็ดเลือดก็จะไปเกาะที่ขอบของบาดแผล ทำให้ เลือดหยุดไหล เกล็ดเลือด เม็ดเลือดแดง ที่มา : http://www.thaihealth.or.th ที่มา : http://www.asiancancer.com/ ที่มา : http://www.thaibdlab.com/


สุขศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 9 ที่มา : http://static1.squarespace.com/ ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบไหลเวียนโลหิตมีการทำงาน ดังนี้ 2. การทำงานของระบบไหลเวียนโลหิต หัวใจห้องล่างซ้ายบีบตัวให้เลือดไหลเข้าสู่หลอดเลือดแดง เพื่อน าเลือดไปเลี้ยงยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย หัวใจห้องบนซ้ายรับเลือดที่มีแก๊สออกซิเจนมาจากปอดทั้งสองข้าง แล้วบีบตัวให้เลือดไหล ลงสู่หัวใจห้องล่างซ้าย ปอดทั้งสองข้างท าหน้าที่แลกเปลี่ยนแก๊สออกซิเจนและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ แล้วเลือด ที่มีแก๊สออกซิเจนมากจะไหลกลับเข้าสู่หัวใจห้องบนซ้าย หัวใจห้องบนขวาบีบตัวให้เลือดไหลลงสู่หัวใจห้องล่างขวา หัวใจห้องล่างขวาบีบตัวเพื่อส่ง เลือดไปฟอกยังปอดข้างขวาและข้างซ้าย หลอดเลือดด าน าเลือดจากส่วนต่างๆ ของร่างกาย กลับเข้าสู่หัวใจห้องบนขวา หัวใจห้องบนขวา หัวใจห้องล่างขวา หัวใจห้องบนซ้าย หัวใจห้องล่างซ้าย เลือดดำจากหัวใจห้องล่างขวาส่งไปฟอกที่ปอด เลือดดำจากหัวใจห้องล่างขวาส่งไปฟอกที่ปอด เลือดดำจากร่างกายเข้าสู่หัวใจห้องบนขวา เลือดดำจากร่างกายเข้าสู่หัวใจห้องบนขวา เลือดแดงจากปอดเข้าสู่หัวใจห้องบนซ้าย เลือดแดงจากปอดเข้าสู่หัวใจห้องบนซ้าย เลือดแดงจากหัวใจห้องล่างซ้ายส่งไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย เลือดแดงจากหัวใจห้องล่างซ้ายส่งไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย แทน เลือดดำ แทน เลือดแดง แทc


สุขศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 10 ระบบไหลเวียนโลหิต วิธีการดูและรักษาระบบไหลเวียนโลหิต มีดังนี้ 1) ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 30 นาที เพื่อให้ กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงและการทำงานของหัวใจดีขึ้น 2) รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อระบบไหลเวียนโลหิต เช่น เนื้อสัตว์ ตับ ผลไม้ชนิด ต่างๆ เป็นต้น ไม่ควรรับประทานอาหารที่มีปริมาณไขมันหรือคอเลสเตอรอลสูง 3) ดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ ประมาณ 6-8 แก้ว ต่อวัน เพื่อช่วยทำให้เลือดไหลเวียนได้ดี เพราะน้ำเป็นส่วนประกอบของเลือด 4) พักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อยวันละ 6 – 8 ชั่วโมง ต่อวัน 5) ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ 6) หมั่นตรวจสอบสุขภาพตนเอง โดยไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายเป็นประจำทุกปี 3. การดูแลรักษาระบบไหลเวียนโลหิต เลือดในร่างกายมีประมาณ 1 ใน 3 ของน้ำหนัก ในร่างกาย


สุขศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 11 ตอนที่ 1 คำชี้แจง : ให้นักเรียนดูภาพแล้วบอกชื่อและหน้าที่ของหัวใจแต่ละห้องให้ถูกต้อง ตอนที่ 2 คำชี้แจง : ให้นักเรียนเขียนแผนผังแสดงการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิต ระบบไหลเวียนโลหิต หัวใจห้อง มีหน้าที่ หัวใจห้อง มีหน้าที่ หัวใจห้อง มีหน้าที่ หัวใจห้อง มีหน้าที่ เลือดดำจากร่างกายเข้าสู่ห้องหัวใจบนขวา หัวใจห้องบนขวาบีบตัวให้เลือดไหลลงสู่ หัวใจห้องล่างขวา


สุขศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 12 ที่มา : http://dglopa.com/wp-content/uploads/2015/12/sci_240_3_figure16.jpg ระบบสืบพันธุ์ ระบบสืบพันธุ์เป็นระบบที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการดำรงเผ่าพันธุ์ของมนุษย์เพื่อให้มี ลูกหลานต่อไปได้ ระบบสืบพันธุ์จะเริ่มทำงานเมื่อแต่ละคนเจริญเติบโตเต็มวัย ซึ่งเป็นไปตาม พัฒนาการทางด้านร่างกายของมนุษย์ เพศชายและเพศหญิงนั้นจะมีอวัยวะของระบบสืบพันธุ์ที่แตกต่างกัน และทำหน้าที่ต่างกัน ดังนี้ 1) อัณฑะ เป็นอวัยวะสืบพันธุ์ของเพศชาย ทำหน้าที่ ในการผลิตตัวอสุจิที่เป็นเซลล์สืบพันธุ์ของเพศชาย 2) รังไข่ เป็นอวัยวะสืบพันธุ์ของเพศหญิง ทำหน้าที่ ผลิตเซลล์ไข่ที่เป็นเซลล์สืบพันธุ์ของเพศหญิง 1. อวัยวะที่สำคัญในระบบสืบพันธุ์ ท่อนำอสุจิ อัณฑะ ท่อนำไข่ รังไข่ รังไข่ มดลูก ช่องคลอด


สุขศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 13 ระบบสืบพันธุ์ ที่มา : http://nursingcrib.com/ 2. การทำงานของระบบสืบพันธุ์ เพศชาย ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ ต่อมลูกหมาก ถุงหุ้มอัณฑะ ท่อนำตัวอสุจิ หลอดเก็บตัวอสุจิ อัณฑะ อัณฑะ ทำหน้าที่ผลิตตัวอสุจิ มี 2 ข้าง ภายในประกอบด้วยหลอดสร้างตัวอสุจิ ทำหน้าที่สร้างตัวอสุจิ ถุงหุ้มอัณฑะ ทำหน้าที่ปรับอุณหภูมิภายในถุงให้ต่ำกว่าอุณหภูมิของร่างกายประมาณ 3 – 4 องศา เซลเซียส ให้มีความเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของตัวอสุจิ ท่อนำตัวอสุจิทำหน้าที่ลำเลียงตัวอสุจิไปเก็บไว้ที่ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ หลอดเก็บตัวอสุจิทำหน้าที่เป็นที่พักของตัวอสุจิที่สร้างจากหลอดสร้างตัวอสุจิในอัณฑะ ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิทำหน้าที่สร้างสารอาหารสำหรับเลี้ยงตัวอสุจิ ได้แก่ น้ำตาลฟรักโทส วิตามินซี โปรตีน และสร้างของเหลวเพื่อให้เกิดสภาพที่เหมาะสมกับตัวอ่อนของตัวอสุจิ ต่อมลูกหมาก ทำหน้าที่สร้างสารที่เป็นเบสอ่อนๆ เข้าไปในท่อปัสสาวะปนกับน้ำเลี้ยงตัวอสุจิเพื่อลด ความเป็นกรดทำให้เกิดสภาพที่เหมาะสมกับตัวอสุจิ


สุขศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 14 ที่มา : http://www.abc.net.au/reslib/200912/r480516_2443842.jpg ที่มา : http://www.waizab.com/wp-content/uploads/2016/05/benefits-of-spermp-01.jpg ระบบสืบพันธุ์ ขั้นตอนในการสร้างตัวอสุจิและการหลั่งน้ำอสุจิ มีดังนี้ เริ่มจากหลอดสร้างตัวอสุจิ ซึ่งอยู่ภายในอัณฑะสร้างตัวอสุจิออกมา จากนั้นตัวอสุจิจะถูก นำไปพักไว้ที่หลอดเก็บอสุจิก่อนที่จะถูกลำเลียงผ่านไปตามท่อนำตัวอสุจิ เพื่อนำตัวอสุจิไปเก็บไว้ที่ ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงตัวอสุจิรอการหลั่งออกสู่ภายนอก โดยที่ต่อมลูกหมากจะหลั่งสารเข้าผสมกับน้ำ เลี้ยงอสุจิเพื่อปรับสภาพให้เหมาะสมกับตัวอสุจิก่อนที่จะหลั่งน้ำอสุจิออกสู่ภายนอกทางท่อ ปัสสาวะ โดยปกติเพศชายจะเริ่มสร้างตัวอสุจิได้เมื่ออายุประมาณ 12 - 13 ปี และจะสร้างไปจน ตลอดชีวิต ส่วนการหลั่งน้ำอสุจิในแต่ละครั้งจะมีของเหลวออกมาเฉลี่ยประมาณ 3 - 4 ลูกบาศก์ เซนติเมตรและมีตัวอสุจิเฉลี่ยประมาณ 350 - 500 ล้านตัว สำหรับชายที่เป็นหมันจะมีตัวอสุจิน้อย กว่า 30 - 50 ล้านตัว ต่อลูกบาศก์เซนติเมตร หรือมีตัวอสุจิที่ผิดปกติมากกว่าร้อยละ 25 ตัวอสุจิที่ หลั่งออกมาจะเคลื่อนที่ได้ประมาณ 3 - 4 มิลลิเมตรต่อนาที และมีชีวิตอยู่นอกร่างกายได้ประมาณ 2 ชั่วโมง แต่จะมีชีวิตอยู่ในมดลูกของเพศหญิงได้นานประมาณ 24 - 48 ชั่วโมง น้ำอสุจิ แต่ละครั้งที่หลั่งออกมาประกอบด้วยตัวอสุจิและน้ำหล่อเลี้ยงต่างๆประมาณครั้ง ละ 3 - 4 ลบ.ซม. จำนวนอสุจิประมาณ 300-500 ล้านตัว ตัวอสุจิ มีขนาดเล็กมากมีลักษณะคล้าย ลูกอ๊อดประกอบด้วยส่วนหัวและส่วนหางดังรูป มีอายุ 24 - 48 ชั่วโมงเมื่อเข้าไปในมดลูก ภาพตัวอย่างอสุจิ การสร้างตัวอสุจิและการหลั่งน้ำอสุจิ


สุขศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 15 ที่มา : http://dglopa.com/wp-content/uploads/2015/12/sci_240_3_figure16.jpg ระบบสืบพันธุ์ เพศหญิง ช่องคลอด มดลูก รังไข่ รังไข่ ท่อนำไข่หรือปีกมดลูก รังไข่ ทำหน้าที่ในการผลิตไข่มี 2 ข้าง มีลักษณะเป็นรูปไข่คล้ายเม็ดขนุน นอกจากนี้รังไข่ยังมีหน้าที่ผลิต ฮอร์โมนเพศหญิง ท่อนำไข่หรือปีกมดลูก ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของไข่ที่ออกมาจากรังไข่เข้าสู่มดลูก ช่องคลอด ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของตัวอสุจิเข้าสู่มดลูก เป็นทางออกของทารก และเป็นทางให้ ประจำเดือนออกมา มดลูก ทำหน้าที่เป็นที่ฝังตัวของไข่ที่ได้รับการผสม หรือการปฏิสนธิแล้วและเป็นที่เจริญเติบโตของทารก ในครรภ์


สุขศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 16 ที่มา : http://www.waizab.com/wp-content/uploads/2016/05/benefits-of-spermp-01.jpg 1. การตกไข่ เมื่อมีการตก ไข่ ผนังมดลูกจะหนาขึ้น รังไข่ ท่อนำไข่ ไข่ตกจากรังไข่ มดลูก ช่องคลอด ผนังมดลูกหนาขึ้น ไข่ผ่านท่อนำไข่ 2. หลังจากตกไข่แล้ว 5 วัน ผนังมดลูกจะมีความหนา 3. ระหว่างช่วงมีประจำเดือน ผนังมดลูกสลายตัวหลุดออกมา ผนังมดลูกสลายตัว เป็นเลือดที่ไหล ออกมาทางช่องคลอด ผนังมดลูกบางลง 4. หลังจากหมด ประจำเดือน ระบบสืบพันธุ์ คือเนื้อเยื่อผนังมดลูกด้านในและหลอดเลือดที่สลายตัวไหลออกมาทางช่องคลอด ประจำเดือนจะเกิดขึ้นเมื่อเซลล์ไม่ได้รับการผสมกับอสุจิเพศหญิงจะมีประจำเดือนตั้งแต่อายุ ประมาณ 12 ปีขึ้นไป ซึ่งจะมีรอบของการมีประจำเดือนทุก 21-35 วัน เฉลี่ยประมาณ 28 วัน จนอายุประมาณ 50 ปี จึงจะหมดประจำเดือน ผู้หญิงจะมีช่วงระยะเวลาการมีประจำเดือน ประมาณ 3-6 วัน ซึ่งจะเสียเลือดทางประจำเดือนแต่ละเดือนประมาณ 60-90 ลูกบาศก์เซนติเมตร ดังนั้นผู้หญิงจึงควรรับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กและโปรตีน เพื่อสร้างเลือดชดเชยส่วนที่เสียไป การที่ผู้หญิงบางคนมีประจำเดือนมาไม่ปกติ อาจเนื่องมาจากอารมณ์และความวิตกกังวล ทำให้การหลั่งฮอร์โมนของสมองผิดปกติ ซึ่งจะมีผลต่อการหลั่งฮอร์โมนของต่อมใต้สมองที่ทำ หน้าที่กระตุ้นให้ไข่สุก คือ ฮอร์โมน FSH (Follicle Stimulating Hormone) และฮอร์โมน LH (Luteinizing Hormone) เซลล์ไข่มีขนาดใหญ่กว่าเซลล์อสุจิประมาณ 50,000-90,000 เท่า ขนาดของเซลล์ไข่ประมาณ 0.2 มิลลิเมตร เราสามารถมองเห็นเซลล์ไข่ได้ด้วยตาเปล่า วงจรการเกิดประจำเดือน ประจำเดือน (Menstruation)


สุขศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 17 ระบบสืบพันธุ์ วิธีการดูแลรักษาระบบสืบพันธุ์ มีดังนี้ 1) รักษาความสะอาดอวัยวะเพศ เช่น ทำความสะอาดอวัยวะเพศทุกครั้งขณะอาบน้ำและ หลังการขับถ่าย ไม่สวมใส่กางเกงในซ้ำๆ และไม่สวมใส่กางเกงในที่อับชื้น เป็นต้น 2) ระมัดระวังอย่าให้อวัยวะเพศของตนเองถูกกระแทกแรงๆ เพราะอาจเกิดการบาดเจ็บ และส่งผลกระทบต่อระบบสืบพันธุ์ได้ 3) ถ้าเกิดความผิดปกติขึ้นกับระบบสืบพันธุ์ เช่น มีกลิ่นเหม็นผิดปกติ มีน้ำหนองไหล มีอาการคัน บวมแดง เป็นต้น ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจและรักษาต่อไป 4) รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ 5) ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ 6) ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใส ไม่เครียด 3. การดูแลรักษาระบบสืบพันธุ์ หญิงที่พร้อมจะมีบุตรได้อย่างสมบูรณ์เมื่อมีอายุ ประมาณ 21 -28 ปี


สุขศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 18 ตอนที่ 1 คำชี้แจง : ให้นักเรียนบอกหน้าที่ของอวัยวะในระบบสืบพันธุ์ตามที่กำหนด 1. อัณฑะ 2. รังไข่ 3. ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ 4. ท่อนำไข่ 5. ต่อมลูกหมาก 6. มดลูก ตอนที่ 2 คำชี้แจง : ให้นักเรียนอ่านพฤติกรรมแล้ววิเคราะห์ว่า ควรทำ หรือ ไม่ควรทำ ตาม พฤติกรรมที่กำหนดให้ โดยขีด ✓ ลงในตารางพร้อมทั้งบอกเหตุผล พฤติกรรม ควรทำ ไม่ควรทำ เหตุผล 1. สวมใส่กางเกงในซ้ำๆ 2. ทำความสะอาดอวัยวะเพศขณะ อาบน้ำ 3. สวมผ้าอนามัยที่สะอาดเมื่อมี ประจำเดือน 4. มีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน 5. สวมกางเกงในที่รัดแน่นจนเกินไป ระบบสืบพันธุ์


สุขศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 19 ตอนที่ 1 คำชี้แจง : ให้นักเรียนอ่านข้อความที่กำหนดให้ แล้วบอกว่าเป็นการทำงานของอวัยวะใด และอวัยวะนั้นอยู่ในระบบใดของร่างกาย 1. ทำหน้าที่สร้างสารอาหารสำหรับเลี้ยงตัวอสุจิ ได้แก่ น้ำตาลฟรักโทส วิตามินซี โปรตีน และสร้างของเหลวเพื่อให้เกิดสภาพที่เหมาะสมกับตัวอ่อนของตัวอสุจิ ตอบ อยู่ในระบบ 2. นำเลือดแดงที่สูบฉีดออกจากหัวใจไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย ตอบ อยู่ในระบบ 3. มีลักษณะเป็นเม็ดฟองน้ำเล็กๆ ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนแก๊สออกซิเจนกับแก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์ ตอบ อยู่ในระบบ 4. ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของไข่ที่ออกมาจากรังไข่เพื่อเข้าสู่มดลูก ตอบ อยู่ในระบบ 5. สูบฉีดเลือดเพื่อไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย ตอบ อยู่ในระบบ 6. ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของอากาศ และกรองฝุ่นละออง ตอบ อยู่ในระบบ ตอนที่ 2 คำชี้แจง : อธิบายวิธีการดูแลระบบหายใจ ระบบไหลเวียนโลหิตและระบบสืบพันธุ์ มาระบบละ 3 ข้อ ระบบหายใจ ระบบไหลเวียนโลหิต และระบบสืบพันธุ์ ระบบหายใจ ระบบไหลเวียนโลหิต ระบบสืบพันธุ์


สุขศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 20 ชีวิตและครอบครัว หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 ชีวิตและครอบครัว มาตรฐาน พ 2.1 เข้าใจและเห็นคุณค่าตนเอง ครอบครัว เพศศึกษา และมีทักษะในการดำเนินชีวิต ตัวชี้วัด 1. อธิบายความสำคัญของการสร้างและรักษาสัมพันธภาพกับผู้อื่น 2. วิเคราะห์พฤติกรรมเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ การติดเชื้อเอดส์และการตั้งครรภ์ ก่อนวัยอันควร สาระสำคัญ การใช้ชีวิตอยู่ในสังคมต้องมีการพบปะพูดคุยหรือการสร้างสัมพันธภาพอันดีต่อผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็น บุคคลในครอบครัว เพื่อน หรือบุคคลอื่นๆ เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดีต่อกัน เกิดความเข้าใจซึ่งกัน และกันสามารถทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันได้อย่างราบรื่น เพื่อนำไปสู่การใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข สังคมที่เปลี่ยนไปในปัจจุบันทำให้วัยรุ่นมีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสม จนอาจนำมาซึ่งการมี เพศสัมพันธ์กับเพศตรงข้าม จนทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา เช่น ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยเรียน การเกิด โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น โรคเอดส์ เป็นต้น ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาที่ตามมาดังกล่าว เราควรเรียนรู้ ถึงพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ที่นำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ จนทำให้เกิดปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยเรียน และการติด เชื้อเอดส์ เพื่อจะได้มีวิธีการป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านั้น การสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่น 1. ความหมายและความสำคัญของสัมพันธภาพ 2. การสร้างสัมพันธภาพในครอบครัวและในกลุ่มเพื่อน 3. ปัจจัยที่ช่วยให้การทำงานกลุ่มประสบความสำเร็จ พฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ 1. พฤติกรรมเสี่ยงที่นำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ 2. การป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์ 3. การติดเชื้อเอดส์ 4. การตั้งครรภ์ในวัยเรียน


สุขศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 21 การสร้างสัมพันธภาพ สัมพันธภาพ (relationship) หมายถึง ความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล อันจะทำให้เกิด ความรัก ความนับถือ และความร่วมมือ หรืออีกความหมายหนึ่งคือ การอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นได้ อย่างมีความสุข มนุษย์ไม่สามารถที่จะอยู่อย่างโดดเดี่ยวตามลำพังได้ จำเป็นต้องอยู่ร่วมกับบุคคล อื่นในสังคม จึงต้องมีการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับบุคคลอื่นเพื่อที่จะทำให้การติดต่อและการ ปฏิบัติงานร่วมกับผู้อื่นเป็นไปได้ด้วยดีทำให้เกิดความสุขในการดำเนินชีวิต การสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับบุคคลอื่นต้องอาศัยคุณลักษณะ ดังนี้ ความหมายและความสำคัญของสัมพันธภาพ ยอมรับความแตกต่าง การสร้างสัมพันธภาพ ของตนเองและผู้อื่น ความเข้าใจในความ รู้สึกของผู้อื่น ความจริงใจ


สุขศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 22 การสร้างสัมพันธภาพ ในช่วงวัยของนักเรียนที่เริ่มเข้าสู่ช่วงของวัยรุ่นมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์และจิตใจ ซึ่งการสร้างสัมพันธภาพกับบุคคลในครอบครัวและกลุ่มเพื่อนในโรงเรียนหรือบุคคลอื่น จะทำให้ การดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมเป็นไปอย่างปกติสุข ดังนั้นนักเรียนจึงควรรู้จักการสร้างสัมพันธภาพกับ บุคคลในครอบครัว และในกลุ่มเพื่อน ซึ่งมีวิธีการดังนี้ • พูดคุยกับคนในครอบครัวด้วยถ้อยคำที่สุภาพไพเราะและไม่ระบายอารมณ์ใส่แก่กัน • ปฏิบัติตามระเบียบ ข้อตกลงในการอยู่ร่วมกันของคนในครอบครัว • มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ของตนเองที่มีต่อครอบครัว • มีความเอาใจใส่ ห่วงใยสมาชิกในครอบครัว • เมื่อพบเจอปัญหาต่างๆ ควรร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหา • ทำกิจกรรมร่วมกันอยู่เสมอ เช่น การรับประทานอาหารร่วมกัน การมีกิจกรรมทาง กายร่วมกัน ไปเที่ยวต่างจังหวัด เป็นต้น • ไม่สร้างปัญหาหรือความไม่สบายใจให้กับครอบครัว • มีน้ำใจต่อกันคอยช่วยเหลือและให้เกียรติซึ่งกันและกัน • พูดจาสุภาพ ยิ้มแย้มและเป็นมิตรกับเพื่อน • มีความเข้าใจเห็นอกเห็นใจเพื่อน • กล่าวคำยินดีเมื่อเพื่อนประสบความสำเร็จ • มีความรับผิดชอบไม่เอาเปรียบเพื่อน • เป็นที่ปรึกษาและให้กำลังใจยามที่เพื่อนไม่สบายใจหรือกำลังเผชิญกับปัญหา • ปฏิบัติต่อเพื่อนเพศเดียวกันและเพื่อนเพศตรงข้ามอย่างเหมาะสมและเท่าเทียม • รู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเองและใช้เหตุผลในการตัดสินใจ • ยอมรับฟังความคิดเห็นของเพื่อนเมื่อตนเองและเพื่อนมีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน การสร้างสัมพันธภาพกับบุคคลในครอบครัว การสร้างสัมพันธภาพในกลุ่มเพื่อน


สุขศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 23 คำชี้แจง : ให้นักเรียนเขียนแผนผังความคิด แสดงการสร้างสัมพันธภาพในครอบครัว ตาม ประเด็นที่กำหนด การสร้างสัมพันธภาพกับคนในครอบครัว การสร้างสัมพันธภาพ วิธีการปฏิบัติตน ผลดีที่เกิดขึ้น


สุขศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 24 ตอนที่ 1 คำชี้แจง : ให้นักเรียนวิเคราะห์พฤติกรรมที่กำหนดว่า เป็นพฤติกรรมที่ดีหรือไม่ พร้อม กับบอกเหตุผล 1. มะลิอธิบายการบ้านวิชาภาษาไทยให้เพื่อนเข้าใจ 2. ระวีเตะฟุตบอลใส่กระเป๋าหนังสือของวิชัย 3. น้ำฝนให้เพื่อนลอกการบ้านทุกครั้งที่เพื่อนทำไม่ได้ 4. แตงโมให้ชบายืมหนังสือไปอ่าน เพื่อทบทวนความรู้ก่อนสอบ 5. ปานชอบหยิบดินสอของเพื่อนมาใช้โดยไม่บอกเจ้าของเสมอ การสร้างสัมพันธภาพกับกลุ่มเพื่อน


สุขศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 25 ตอนที่ 2 คำชี้แจง : ให้นักเรียนอ่านข้อคำถามแล้วเขียนตอบลงไปในหัวข้อดังต่อไปนี้ 1. สังเกตตนเองว่ามีลักษณะของความเป็นเพื่อนที่ดีอย่างไรบ้าง แล้วนำไปแลกเปลี่ยนกัน กับเพื่อน 2. วิเคราะห์เปรียบเทียบผลดีของการมีเพื่อนและผลเสียของการไม่มีเพื่อน แล้วบันทึกผล ลงในตาราง ผลดีของการมีเพื่อน ผลเสียของการไม่มีเพื่อน


สุขศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 26 มีการวางแผนในการปฏิบัติงาน เมื่อได้รับมอบหมาย เพื่อให้งาน สำเร็จในเวลาอันรวดเร็ว ยอมรับฟังความคิดเห็นของ สมาชิกในกลุ่ม เพราะแต่ละคน ก็จะมีความคิดที่แตกต่างกันไป มีความรับผิดชอบต่องานที่ได้รับ มอบหมาย เมื่อได้รับมอบหมาย งานจากกลุ่ม ควรทำงานให้เสร็จ ทันเวลา มีความสามัคคีภายในกลุ่ม เป็นผู้นำและผู้ตามที่ดี และตรวจสอบติดตามงาน สม่ำเสมอ ปัจจัยที่ช่วยให้การทำงานกลุ่มประสบความสำเร็จ การทำงานกลุ่มร่วมกับเพื่อน จำเป็นที่จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกคนภายในกลุ่มของ ตนเอง รู้จักบทบาทหน้าที่ของตนเอง ซึ่งปัจจัยที่ช่วยให้การทำงานกลุ่มประสบความสำเร็จ มีดังนี้ ปัจจัยที่ช่วยให้การทำงานกลุ่มประสบความสำเร็จ


สุขศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 27 พฤติกรรมเสี่ยงที่นำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ ความสำเร็จ เราอยู่ในช่วงวัยที่กำลังจะก้าวเข้าสู่วัยรุ่น มีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคมซึ่งในปัจจุบันสังคมไทยได้มีการเปลี่ยนแปลงไปทำให้วัยรุ่นมีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่ เหมาะสมจนอาจนำมาซึ่งการมีเพศสัมพันธ์กับเพศตรงข้าม จนอาจเกิดปัญหาต่างๆ ตามมา ไม่ว่าจะเป็นการเกิดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น โรคเอดส์ การตั้งครรภ์ในวัยเรียน เป็นต้น ดังนั้นเราจึงควรเข้าใจถึงพฤติกรรมเสี่ยงที่นำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ การตั้งครรภ์ในวัยเรียน และการติดเชื้อเอดส์ เพื่อหลีกเลี่ยงต่อพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านั้น พฤติกรรมเสี่ยงที่อาจนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่คาดคิด ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาการตั้งครรภ์ ในวัยเรียน และการติเชื้อเอดส์ ซึ่งมีดังนี้ 1. การอยู่ในที่ลับตาคนสองต่อสองเพื่อน เพศตรงข้าม เช่น ในห้องนอน ในสวนสาธารณะ เวลากลางคืน เป็นต้น 2. การแต่งกายยั่วยุอารมณ์ทางเพศ เช่น การใส่กระโปงสั้น กางเกงขาสั้น การใส่เสื้อสายเดี่ยว 3. การถูกเนื้อต้องตัว ถูกสัมผัสร่างกายจาก เพศตรงข้าม เช่น การโอบไหล่ จับมือ กอดคอ ซึ่งอาจนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ได้ 4. การดื่มสุรา เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรือเสพสารเสพติด เพราะอาจทำให้ขาดสติ จนนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ได้ 5. การคบเพื่อนที่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ เพราะอาจจะถูกชักชวนให้ไปตามแหล่งมั่วสุม ทางเพศต่างๆ ได้ 6. การดูภาพยนตร์หรือสื่อลามกต่างๆ เพราะเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดอารมณ์ทางเพศและยั่วยุทำ ให้เกิดความต้องการที่จะทดลองหรือปฏิบัติตาม ที่มา : http://www.sahavicha.com /Image/sex10.jpg การอยู่ในที่ลับตาคนสองต่อสองอาจทำให้ มีความเสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์ได้


สุขศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 28 พฤติกรรมเสี่ยงที่นำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ ความสำเร็จ ในช่วงวัยของเรานั้นเป็นช่วงวัยที่ยังไม่ควรมีเพศสัมพันธ์ ดังนั้นเราจึงควรมีวิธีการป้องกัน เพื่อไม่ให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่คาดคิด โดยการปฏิบัติดังนี้ 1. หลีกเลี่ยงการอยู่กับเพศตรงข้ามสองต่อสองในที่ลับตาคนเพราะเป็นสาเหตุของการ มีเพศสัมพันธ์โดยที่ไม่คาดคิด 2. แต่งกายสุภาพเรียบร้อย ไม่ใส่กางเกงหรือใส่ กระโปรงสั้น และไม่ใส่เสื้อผ้าที่รัดรูปหรือโชว์สัดส่วนของ ร่างกายมากจนเกินไป เพราะจะทำให้เป็นที่ดึงดูดของเพศ ตรงข้าม 3. วางตัวให้เหมาะสมในการคบเพื่อนต่างเพศ เช่น เพศชายควรให้เกียรติเพศหญิง ไม่ฉวยโอกาสโดยการถูกเนื้อ ต้องตัว ส่วนเพศหญิงก็ควรที่จะรู้จักรักนวลสงวนตัว มีกิริยามารยาทเรียบร้อย ไม่เล่นคลุกคลีกับผู้ชายมาก จนเกินไป 4. ไม่อยากรู้อยากลองการดื่มสุรา ของมึนเมาต่างๆ หรือสิ่งเสพติด เพราะอาจจะทำให้ขาดสติและอาจจะนำไปสู่ การปฏิบัติตนและมีพฤติกรรมในเรื่องที่ไม่ถูกต้อง 5. ไม่กลับบ้านมืดค่ำ ควรกลับบ้านให้ตรงต่อเวลา ถ้ามีกิจกรรมที่ต้องทำร่วมกับเพื่อนๆ หรือโรงเรียน ควรแจ้ง ผู้ปกครองก่อนล่วงหน้าเพื่อให้ท่านทราบ 6. ต้องคิดอยู่เสมอว่า เรายังเป็นเด็กวัยรุ่นที่ยังไม่สามารถรับผิดชอบผลกระทบจากการ มีเพศสัมพันธ์ได้ เช่น การตั้งครรภ์ในวัยเรียน เป็นต้น 7. ไม่ดูภาพยนตร์หรือสื่อลามกที่ยั่วยุอารมณ์ทางเพศ ที่มา : http://pr.moph.go.th/ iprg/news_pic/3l9q9ibefpm4.jpg การดื่มสุราและเสพสารเสพติดจะทำให้ขาดสติ และอาจนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่คาดคิดได้


สุขศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 29 ตอนที่ 1 คำชี้แจง : ให้นักเรียนวิเคราะห์พฤติกรรมว่า ควรทำ หรือ ไม่ควรทำ ตามพฤติกรรมที่ กำหนดให้ โดยขีด ✓ ลงในตารางพร้อมทั้งบอกเหตุผล ตอนที่ 2 คำชี้แจง : ให้นักเรียนยกตัวอย่างพฤติกรรมเสี่ยงและวิธีป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงต่อการมี เพศสัมพันธ์ การติดเชื้อเอดส์ และการตั้งครรภ์ในวัยเรียน มา 4 ข้อ พฤติกรรมเสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์ 1. การเข้าไปดูภาพหรือเว็บไซต์ที่มีภาพ ลามกอนาจาร 2. แต่งกายถูกต้องตามกาลเทศะ 3. สวมใส่เสื้อผ้าที่รัดรูปตามแฟชั่น 4. เพื่อนผู้หญิงและเพื่อนผู้ชายหยอกล้อ กันและมีการถูกเนื้อต้องตัวโอบกอดกัน 5. กลับบ้านก่อนเวลามืดค่ำ พฤติกรรม การกระทำ ควรทำ ไม่ควรทำ เหตุผล พฤติกรรมเสี่ยง การป้องกันพฤติกรรมเสี่ยง


สุขศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 30 คำชี้แจง : ให้นักเรียนหาข่าวเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร มาติดลงใน กรอบ แล้ววิเคราะห์สาเหตุและผลกระทบที่เกิดขึ้น จากนั้นตอบคำถามที่กำหนด ชื่อเรื่อง ที่มา : 1. ข่าวดังกล่าวเกี่ยวข้องกับเรื่องอะไร 2. สาระสำคัญของข่าวดังกล่าวคืออะไร 3. สาเหตุของปัญหาในข่าวดังกล่าวคืออะไร 4. ผลกระทบที่เกิดขึ้นในข่าวดังกล่าวคืออะไร ปัญหาที่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร


สุขศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 31 ผู้ป่วยโรคเอดส์ พฤติกรรมเสี่ยงที่นำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ ความสำเร็จ ปัญหาทางเพศของวัยรุ่นในปัจจุบันเกิดจากการขาดความรู้ ความเข้าใจในเรื่องเพศอย่าง ถูกต้อง ประกอบกับมีสิ่งเร้าจากสื่อลามกอนาจารต่างๆ เป็นสิ่งที่ยั่วยุทำให้เกิดการเลียนแบบ พฤติกรรมทางเพศที่ไม่เหมาะสม อีกทั้งในปัจจุบันเพศชายและเพศหญิงมีอิสระและเสรีภาพในการ คบหา พบปะปฏิบัติกิจกรรมร่วมกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ จึงอาจเป็นสาเหตุของปัญหาการมี เพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรและการติดต่อโรคทางเพศสัมพันธ์ ดังเช่นโรคเอดส์ เป็นต้น โรคเอดส์(Acquired Immune Deficiency Syndrome หรือ AIDS) เป็นภาวะที่ภูมิคุ้มกัน ในร่างกายบกพร่องหรือลดต่ำลง เป็นผลทำให้เกิดการติดเชื้อโรคต่างๆ ได้ง่ายกว่าคนปกติ โรค เอดส์เกิดจากเชื้อไวรัสเอช ไอ วี (HIV Human Immunedeficiency Virus) ซึ่งจะเข้าไปทำลาย เม็ดเลือดขาวที่เป็นตัวสร้างภูมิคุ้มกันโรค ทำให้ร่างกายติดเชื้อโรคอื่นๆ ตามมา เช่น วัณโรค ปอด บวม เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซึ่งสามารถติดต่อได้ 3 ทางหลักๆ คือ ทางเลือดโดยการใช้เข็มหรือหลอด ฉีดยาร่วมกัน การรับเลือดหรืออวัยวะของผู้ที่มีเชื้อเอดส์ จากการมีเพศสัมพันธ์และการถ่ายทอด เชื้อไวรัส เอช ไอ วี จากแม่ไปสู่ลูกในครรภ์ อาการของโรคเอดส์เมื่อได้รับเชื้อเอช ไอ วี แบ่งได้ 3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่1 เมื่อได้รับเชื้อใหม่ๆ จะยังไม่แสดงอาการ ส่วนใหญ่จะตรวจพบเชื้อไวรัส ในร่างกายและแอนติบอดี (antibody) ต่อเชื้อไวรัส ระยะที่ 2 เป็นระยะอาการสัมพันธ์กับโรคเอดส์ คือ มีไข้ต่ำนานกว่า 3 เดือน น้ำหนักลด 4-5 กิโลกรัม หรือมากกว่าร้อยละ 20 ของน้ำหนักตัวนานกว่า 2 เดือน เบื่ออาหาร ต่อมน้ำเหลืองที่คอ รักแร้ แขน ขาหนีบโตนานเกิน 3 เดือน มีฝ้าขาวที่ลิ้น เหงื่อออกมากผิดปกติในเวลากลางคืน แขน ขา ข้างใดข้างหนึ่งไม่มีแรง อุจจาระร่วงเรื้อรังนานเกิน 1 เดือน โดยไม่ทราบสาเหตุ ระยะที่ 3 เป็นระยะสุดท้าย ซึ่งเป็นระยะที่เป็น โรคเอดส์เต็มขั้น โดยทั่วไปภูมิคุ้มกันของร่างกายถูกทำลาย อาการ สาเหตุ


สุขศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 32 พฤติกรรมเสี่ยงที่นำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ ความสำเร็จ จนอ่อนแอ ทำให้เกิดการติดเชื้อชนิดฉวยโอกาสที่อวัยวะภายใน ทำให้เกิดโรคในระบบต่างๆ ของร่างกาย ดังนี้ 1) ระบบเลือด เช่น มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งเม็ดเลือด 2) ระบบทางเดินอาหาร เช่น อุจจาระร่วงเรื้อรัง หลอดอาหารอักเสบ 3) ระบบทางเดินหายใจ เช่น วัณโรค ปอดอักเสบ ปวดบวม 4) ระบบประสาทส่วนกลาง เช่น สมองอักเสบ แขนขาไม่มีแรง ในปัจจุบันนี้ยังไม่มีวิธีใดที่สามารถรักษาโรคเอดส์ให้หายขาดได้ ผู้ป่วยที่เป็นโรคเอดส์ จะเสียชีวิตทุกรายแต่ถ้าผู้ป่วยมีวิธีการดูแลรักษาสุขภาพที่ดีก็สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานหลายปี 1. หลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์กับบุคคลที่ไม่ใช่สามีหรือภรรยาของตน บุคคลที่มีพฤติกรรม สำส่อนทางเพศหรือผู้ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ 2. ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง เมื่อมีการร่วมเพศกับผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคเอดส์ 3. ไม่ใช้สารเสพติดทุกชนิด เพื่อป้องกันการติดเชื้อ เอช ไอ วี 4. ไม่ควรใช้แปรงสีฟัน ใบมีดโกน หรือของใช้ที่ก่อให้เกิดแผลที่ผิวหนังร่วมกับผู้อื่น ควรใช้ เฉพาะของตนเองเท่านั้น การรักษา การป้องกัน


สุขศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 33 พฤติกรรมเสี่ยงที่นำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ ความสำเร็จ การตั้งครรภ์ในวัยเรียน เป็นสิ่งที่นักเรียนต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดขึ้นด้วยการป้องกัน พฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ ที่จะนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่คาดคิด การตั้งครรภ์ในวัยเรียนก่อให้เกิด ผลกระทบขึ้นมากมาย โดยสามารถแบ่งผลกระทบออกเป็นด้านต่างๆ ดังนี้ 1) ทำให้ต้องออกจากโรงเรียน เรียนหนังสือไม่จบ ส่งผลให้ขาดโอกาสดีๆ ที่จะเข้ามาใน ชีวิต 2) ทำให้เป็นคนคิดมาก เนื่องจากเกิดความละอายใจหรืออาจถึงขั้นทำลายชีวิตตนเอง 3) ทำให้เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เช่น โรคเอดส์เป็นต้น 4) ทำให้ได้รับปัญหาที่เกิดจากการทำแท้ง เช่น เกิดการตกเลือด การติดเชื้ออย่างรุนแรง และทำให้ผิดศีลธรรม 1) ทำให้พ่อแม่และสมาชิกในครอบครัวเสียใจ 2) ทำให้ครอบครัวไม่สงบสุข เกิดการทะเลาะเบาะแว้ง 3) ทำให้พ่อแม่และสมาชิกในครอบครัวอับอายเพื่อนบ้านและคนในสังคม 4) ทำให้ครอบครัวมีรายจ่ายเพิ่มมากขึ้น 1) ทำให้เกิดปัญหาการทอดทิ้งเด็ก เกิดเด็กเร่ร่อนมากมาย 2) ทำให้ประเทศชาติสูญเสียงบประมาณในการเลี้ยงดูเด็กกำพร้าที่ถูกทอดทิ้ง 3) ทำให้เกิดปัญหาอาชญากรรมและปัญหาสารเสพติด ซึ่งมาจากเด็กที่ถูกทอดทิ้งและไม่ได้ รับการศึกษา 4) ทำให้ประเทศชาติขาดทรัพยากรบุคคลที่มีศักยภาพในอนาคต 1. ผลกระทบโดยตรงต่อตนเอง 2. ผลกระทบโดยตรงต่อสังคม 3. ผลกระทบโดยตรงต่อสังคม


สุขศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 34 ผลกระทบที่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ การติดเชื้อเอดส์ และการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร คำชี้แจง : ให้นักเรียนเขียนแผนผังความคิด แสดงผลกระทบที่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ การติด เชื้อเอดส์และการตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร ผลกระทบที่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์การติดเชื้อเอดส์ และการ ตั้งครรภ์ก่อนวัยอันควร


สุขศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 35 คำชี้แจง : ให้นักเรียนอ่านสถานการณ์ที่กำหนด แล้วบอกวิธีหลีกเลี่ยงและป้องกันตนเองจาก สถานการณ์ดังกล่าว 1. ไก่ชวนกุ้งไปพูดคุยในที่ลับตาคนสองต่อสอง 2. บอยชวนบีดูสื่อยั่วยุอารมณ์ทางเพศ 3. โอ๋ชวนออยไปเที่ยวบ้านในวันหยุด 4. โจกับจอยเป็นคู่รักกัน โจขอจับมือและหอมแก้ม 5. นงชวนนุ่นไปเที่ยวสถานบันเทิงในเวลากลางคืน การหลีกเลี่ยงและป้องกันการมีเพศสัมพันธ์


สุขศึกษาชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 36 ชูชาติ รอดถาวร และ ภาสกร บุญนิยม. คู่มือครูสุขศึกษาและพลศึกษา ป.6. พิมพ์ครั้งที่ 3. นนทบุรี: บริษัทไทยร่มเกล้า จำกัด. เชาวลิต ภูมิภาค และคณะ. คู่มือการสอนสุขศึกษาและพลศึกษา ป.6. กรุงเทพมหานคร: บริษัท สำนักพิมพ์วัฒนาพานิช จำกัด. วิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ, สำนัก. ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระ การเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตร แห่งประเทศไทย จำกัด, 2551 เอกรินทร์ สี่มหาศาล และคณะ. แม่บทมาตรฐาน หลักสูตรแกนกลางฯ สุขศึกษาและพลศึกษา ป.6. พิมพ์ครั้งที่ 4. นนทบุรี: บริษัทไทยร่มเกล้า จำกัด. เอกรินทร์ สี่มหาศาล และคณะ. แบบวัดและบันทึกผลการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ป.6. พิมพ์ครั้งที่ 1. นนทบุรี: บริษัทไทยร่มเกล้า จำกัด. ระบบสืบพันธุ์. สืบค้นจาก http://mwit44.blogspot.com/ วันที่สืบค้น 17 เมษายน 2559. ระบบหายใจ. สืบค้นจาก http://www.bwc.ac.th/e-learning/virachai02/haijai.htm วันที่ สืบค้น 17 เมษายน 2559.


Click to View FlipBook Version