หลักสตู รสถานศึกษาโรงเรียนบา้ นสุไหงโก-ลก พุทธศกั ราช 2565 44
5. ฝึกตนตามกรอบของเบญจศีล เบญจธรรม หรือหลักคำสอนของศาสนาที่ตนนับถือดำเนินชีวิตใน
สังคมอยา่ งมีสติ ฝกึ ใชส้ ตสิ ัมปชัญญะเพอ่ื ให้เทา่ ทันสถานการณ์ในชีวิตประจำวันของตนเอง
6. ร่วมกับสมาชิกในครอบครัว ระบุสาเหตุและวิธีการแก้ไขปัญหา เพื่อนำไปสู่การแยกแยะ ความ
ต้องการ และความจำเปน็ วางแผนการใช้จา่ ยและออมเงิน อยา่ ง เหมาะสมและมวี ินยั เพื่อแสดง
ถึงความ รบั ผดิ ชอบรว่ มกนั ในการลดคา่ ใช้จ่าย ประจำวัน
7. ใช้แผนผัง แผนที่และรูปถ่ายแสดงตำแหน่ง ระยะทาง และทิศของสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ที่ปรากฏทั้ง
ในบ้านของตนเอง โรงเรียนบ้านสุไหงโก-ลก และสถานที่ สำคัญทั้งที่เกิดจากธรรมชาติและที่
มนุษยส์ ร้างขึ้น
8. ปฏิบัติตามบทบาทหน้าที่ กฎ กติการะเบียบ มารยาท ในครอบครัว โรงเรียนบ้านสุไหงโก-ลก
ปฏิบัติตนที่ถูกต้องเหมาะสมต่อ สถาบันหลักและสัญลักษณ์ของชาติ ไทยซึ่งแสดงถึงเอกลักษณ์
ความเป็นไทย และค่านิยมร่วมกัน ของสังคม เลือกแนวทางการปฏิบัติตนเองได้ โดยใช้สื่อ
เทคโนโลยใี หเ้ กิดประโยชน์ ในการดำเนนิ ชวี ติ ของตนเอง
9. ระมัดระวังในการใช้ของตนเอง ครอบครัว และโรงเรียนบ้านสุไหงโก-ลก ในการทำกิจกรรมการ
ทำกจิ วัตรประจำวัน อย่างประหยัดคุม้ คา่ และพอเพียง
10. อยู่ร่วมกันในครอบครัวตนเองและ โรงเรียนบ้านสุไหงโก-ลกอย่างสันติ โดยปฏิบัติตนบนพื้นฐาน
สิทธขิ องตนไมล่ ะเมดิ สิทธขิ องผูอ้ ่นื ยอมรบั ความคิดและการปฏิบัติของบุคคลอนื่ ท่ีแตกตา่ งกันโดย
ปราศจากอคตไิ ม่กลั่นแกล้งเพอ่ื น ควบคุมอารมณ์และความรู้สึกของตน ไม่ทำใหผ้ อู้ ืน่ เดอื ดร้อน
11. นำเสนอเรื่องราวบุคคลในครอบครัวโรงเรียนบ้านสุไหงโก-ลก ประวัติความเป็นมาและวิถีชีวิต
ดว้ ยภาพและภาษาของตนเองทีเ่ ขา้ ใจงา่ ยและชดั เจน ทแ่ี สดงถึงความรู้สกึ ถงึ การเป็นส่วนหน่ึงของ
ครอบครวั ของตนเองและโรงเรยี นบ้านสุไหงโก-ลก
หลกั สูตรสถานศกึ ษาโรงเรียนบ้านสไุ หงโก-ลก พุทธศกั ราช 2565 45
ส14101 สงั คมศึกษาฯ คำอธิบายรายวิชา
ชัน้ ประถมศกึ ษาปีที่ 4 สาระการเรียนรู้สงั คมศึกษา ประวตั ิศาสตร์ หน้าท่ีพลเมืองและศีลธรรม
เวลา 120 ช่ัวโมง
อธิบายความสำคัญของศาสนา (ศาสนาที่มีอยู่ในอำเภอสุไหงโก-ลก) ในฐานที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยว
จิตใจ เป็นศูนย์รวมในการทำความดี และพัฒนาจิตใจ สรุประวัติของศาสนาศาสดาของศาสนา อธิบายความ
แตกต่างของศาสนาที่ตนนับถือ และปฏิบัติตามหลักคำสอนของศาสนาที่ตนนับถือ ปฏิบัติการบริหารจิตและ
เจริญปัญญา เช่น การเดิน การยืน การนั่ง และการนอนอย่างมีสติ ใช้ปัญญาในการช่วยเหลือเกื้อกูลและ
แกป้ ัญหาในชวี ิตของตนเอง อธิบายมารยาทของศาสนิกชนที่ดี เชน่ การปฏบิ ตั ิทเ่ี หมาะสมต่อพระภิกษุ การยืน
การเดนิ การนั่ง การแสดงความเคารพและการบำรุงรักษาต่อศาสนสถานของศาสนาในชมุ ชนของตนเอง บอก
ปจั จยั ที่มีผลต่อการซือ้ สนิ คา้ และการบรกิ ารของประชากรในอำเภอสไุ หงโก-ลก เพ่อื การวางแผนการใชจ้ ่ายของ
ตนเองและครอบครัวอย่างเหมาะสมและมีวินัย จัดลำดับความสำคัญเพื่อตัดสินใจเลือกใช้ทรัพยากรใน
ชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสม ประยุกต์ใชเ้ ศรษฐกจิ พอเพียงในตัดสินใจเลือกใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในชมุ ชนใน
การดำรงชีวิตอย่างประหยัดและคุ้มค่า สืบคน้ เรือ่ งราว วถิ ีชีวติ ของคนในชุมชนอำเภอสุไหงโก-ลก บุคคลสำคัญ
ทางประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่นจากอดีตจนถึงปัจจุบันโดยใช้แหลง่ ข้อมูลและหลักฐานที่เก่ียวข้องด้วย
วิธีการที่หลากหลาย จับประเด็นสำคัญของเรื่องราว ลำดับเหตุการณ์ในอำเภอสุไหงโก-ลกที่แสดงพัฒนาการ
ทางประวัติศาสตร์ จากอดีตถึงปัจจุบันของชุมชนที่ตนอาศัยอยู่ปฏิบัติกิจกรรมตามประเพณีและวัฒนธรรม
ร่วมอนุรักษ์และเผยแผ่วัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของอำเภอสุไหงโก-ลก วิเคราะห์ความคล้ายคลึงของ
วัฒนธรรมไทยกับประเทศเพื่อนบ้านจากการอ่านเรื่อง ดูภาพ หรือแลกเปลี่ยนกัน วิเคราะห์และสรุปข้อมูลวิถี
การดำเนนิ ชีวิตท่ีเป็นผลมาจากอิทธิพลของสิ่งแวดลอ้ มทางกายภาพ ปฏบิ ัตติ นตามบทบาทหนา้ ที่ ระเบียบ กฎ
กติกา และวิถีวัฒนธรรมของชุมชนเป็นพลเมืองดีตามวิถีประชาธิปไตย จัดการอารมณ์ เวลา ความต้องการใช้
สอ่ื สารสนเทศ และดจิ ิทัล
ผลลพั ธ์การเรียนรูร้ ายปี
1. อธิบายและสรปุ ความสำคัญของศาสนา ประวัตขิ องศาสนา และศาสดาของศาสนา อธิบายความ
แตกต่างของศาสนาท่ีตนนบั ถือ และปฏบิ ัตติ ามหลกั คำสอนของ
2. ศาสนาที่ตนนับถือ เกิดสติ สมาธิในการศึกษา และทำกิจวตั รประจำวัน ตามแนวทางของศาสนาท่ตี น
นบั ถอื
3. อธิบายมารยาทของศาสนิกชนที่ดี แสดงความเคารพ และบำรุงรกั ษาต่อศาสนสถานของศาสนาใน
ชุมชนของตนเอง
หลักสตู รสถานศึกษาโรงเรียนบ้านสุไหงโก-ลก พุทธศกั ราช 2565 46
4. ปฏบิ ตั กิ ารบรหิ ารจิตและเจริญปญั ญา เชน่ การเดนิ การยืน การนง่ั และการนอนอยา่ งมสี ติ และใช้
ปัญญาในการช่วยเหลอื เกือ้ กูลและแก้ปัญหาในชีวติ ของตนเอง
5. บอกปจั จัยที่มีผลตอ่ การซ้อื สินคา้ และการบรกิ ารของประชากรในอำเภอสุไหงโก-ลก เพ่ือการวาง
แผนการใชจ้ ่ายของตนเองและครอบครัว และมีวินัยในการใช้จา่ ย
6. ในการดำเนินชวี ิตของประชากรในอำเภอสุไหงโก-ลก
7. จดั ลำดบั ความสำคัญเพื่อตัดสินใจเลือกใช้ทรัพยากรในชวี ติ ประจำวัน และประยุกต์ใชเ้ ศรษฐกจิ
พอเพยี งในตัดสินใจเลือกใช้ทรัพยากรที่มอี ยู่ในชุมชนในการดำรง
8. ชีวิตอยา่ งประหยดั และคุ้มคา่
9. สืบคน้ เรอื่ งราว วิถีชวี ติ ของคนในชมุ ชน บุคคลสำคญั ทางประวตั ศิ าสตรท์ ีเ่ ก่ียวขอ้ งกบั อำเภอสไุ หงโก-
ลก จากอดตี จนถงึ ปัจจุบันโดยใชแ้ หล่งขอ้ มูลและหลกั ฐานที่
10. เกี่ยวขอ้ ง ดว้ ยวิธกี ารท่หี ลากหลาย และจบั ประเด็นสำคญั ของเร่ืองราว ลำดับเหตุการณ์ในอำเภอสุไหง
โก-ลก ท่ีแสดงพัฒนาการทางประวัติศาสตร์จากอดตี ถึงปัจจบุ นั ของชมุ ชนทตี่ นอาศัยอยู่
11. ปฏิบตั ิกจิ กรรมตามประเพณีและวฒั นธรรม ร่วมอนุรกั ษ์ และเผยแผว่ ฒั นธรรมทีเ่ ป็นเอกลักษณ์ของ
ชมุ ชน และวิเคราะห์ความคล้ายคลงึ ของวัฒนธรรมไทยกบั
12. ประเทศเพื่อนบ้านจากการอ่านเรื่อง ดภู าพ หรือแลกเปลยี่ น
13. วเิ คราะห์และสรุปข้อมูลวิถีการดำเนินชีวิตท่เี ป็นผลมาจากอิทธิพลของส่ิงแวดลอ้ ม ทางกายภาพ
14. ปฏบิ ตั ิตนตามบทบาทหน้าท่ี ระเบยี บ กฎ กติกา และวิถวี ัฒนธรรมของชุมชน และปฏิบัตติ นเป็น
พลเมอื งดีตามวิถีประชาธิปไตย
15. จดั การอารมณ์ เวลา ความต้องการใช้สอื่ สารสนเทศ และดิจทิ ัลอย่างเหมาะสม
หลักสตู รสถานศึกษาโรงเรียนบ้านสุไหงโก-ลก พุทธศักราช 2565 47
3.7 คำอธิบายรายวิชา สาระการเรียนรู้สุขศกึ ษาและพลศึกษา
รหัสวชิ า ชื่อวิชา เวลาเรียน (ชั่วโมง)
พ11101 สุขศึกษาและพลศึกษา 40
พ12101 สุขศึกษาและพลศึกษา 40
พ13101 สขุ ศกึ ษาและพลศึกษา 40
พ14101 สุขศึกษาและพลศึกษา 80
พ15101 สุขศกึ ษาและพลศึกษา 80
พ16101 สขุ ศึกษาและพลศึกษา 80
หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรยี นบา้ นสุไหงโก-ลก พุทธศกั ราช 2565 48
คำอธบิ ายรายวิชา
พ11101 สุขศึกษาและพลศึกษา สาระการเรยี นรู้สุขศกึ ษาและพลศกึ ษา
ชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 1 เวลา 40 ชว่ั โมง
ศึกษาเรียนรู้เกี่ยวกับลักษณะ หน้าที่ และการดูแลรักษา อวัยวะภายนอก ระบุสมาชิกในครอบครัว
ความรักความผูกพันทีม่ ีตอ่ กัน ความแตกต่างระหว่างเพศชาย และเพศหญิง หลีกเลี่ยง ป้องกันสิ่งท่ีทำให้เกิด
อันตรายจากการเล่น บอกอาการเจบ็ ปว่ ยทีเ่ กิดขึน้ กบั ตนเอง ปฏิบัตติ ามคำแนะนำเม่ือมีอาการเจ็บป่วย แสดง
คำพูดหรือท่าทางขอความช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุร้าย มีทักษะการเคลื่อนไหวร่างกาย เล่นเกมเบ็ดเตล็ดออก
กำลังกายตามคำแนะนำ
เรยี นรถู้ งึ ประวัติความเปน็ มาของกีฬาปันจักสลี ัต และปฏิบตั ิตามหลกั สุขบัญญัตแิ ห่งชาติเอาใจใส่ดูแล
รักษาสขุ ภาพ มีสว่ นร่วมในกิจกรรมด้วยความสามัคคี และภาคภูมิใจในตนเองปฏิบัตติ ามกฎกติกา ขอ้ ตกลงที่
กำหนด เพื่อให้มีความรู้ ความสามารถ ทักษะ และคุณลักษณะตามมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระสุขศึกษา
และพลศึกษา
ผลลัพธ์การเรียนรรู้ ายปี
1. เรียนรชู้ ่อื และหนา้ ท่ขี องอวยั วะภายนอกของร่างกายได้ถกู ต้อง
2. ปฏิบัติตนตามหลักสุขบัญญัติแห่งชาติ ดูแลสุขอนามัยทางเพศ เล่นเกม เล่นการละเล่นพื้นเมือง ออก
กำลังกาย และเล่นกีฬา มีน้ำใจนักกีฬา รับรู้และปฏิบัติตามกฎกติกา มารยาท ข้อตกลงร่วมกันและ
รักษาส่งิ แวดลอ้ ม
3. รับรู้และหลีกเลี่ยงการนำตนเองไปอยู่ในสถานการณ์และสภาพแวดล้อมที่เสี่ยงและเป็นอันตรายต่อ
สขุ ภาพ ปฏบิ ตั ติ น ตามคำแนะนำ และขอความช่วยเหลือจากบุคคลทไ่ี ว้วางใจอยา่ งเหมาะสม
4. มีสมรรถภาพทางกาย มีกิจกรรมทางกาย เคลื่อนไหวอวัยวะทุกส่วนได้สัมพันธ์กัน มีทักษะการ
เคลือ่ นไหวพื้นฐาน ไดอ้ ยา่ งถกู ต้องและหลากหลายรปู แบบท้ังมอี ุปกรณ์และไม่มอี ุปกรณด์ ว้ ยความแรง
ระยะทาง หรือมีความแม่นยำ ในบริบทที่เหมาะสมอย่างมีสติโดยคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเอง
และผู้อนื่
หลักสตู รสถานศึกษาโรงเรยี นบา้ นสไุ หงโก-ลก พุทธศกั ราช 2565 49
คำอธบิ ายรายวิชา
พ14101 สขุ ศึกษาและพลศึกษา สาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา
ชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 4 เวลา 80 ช่วั โมง
เข้าใจทักษะการเคลื่อนไหวร่างกายแบบอยู่กับที่ แบบเคลื่อนที่ แบบใช้อุปกรณ์ และแบบผสมผสาน
กฬี าปันจักสีลัต มกี จิ กรรมทางกายดว้ ยตนเองและร่วมกับผอู้ ่นื ได้ และมีสขุ ภาพของตนเองให้ทำงานตามปกติ
อธิบายและวิเคราะห์เหตุผลของการรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ การขับถ่ายดูแลสุขภาพทาง
เพศตามช่วงวัย ป้องกันตนเองให้ปลอดภัยจากการคุกคามทางเพศและไม่แสดงพฤติกรรม คุกคามทางเพศต่อ
ผู้อ่นื ทงั้ กายและวาจา ด้วยความเข้าใจในผลเสียหรอื อนั ตรายที่เกิดจากพฤตกิ รรมเสี่ยงอันอาจนำไปสู่ปญั หาทาง
เพศและผลกระทบอื่น ๆ ที่ตามมา หลีกเลี่ยงบุคคล สถานการณ์ สถานที่ สภาพแวดล้อม ที่จะนำไปสู่การ
เกี่ยวข้องกับบุหรี่ สุรา สารเสพติด การติด เกมและการพนัน การป้องกันและหลีกเลี่ยงโรคและอุบัติเหตุที่พบ
บ่อยในชีวิตประจำวันป้องกันและหลีกเล่ียงโรคและอุบัติเหตุที่พบบ่อยในชีวติ ประจำวัน มีสติ รู้เท่าทันอารมณ์
และความรูส้ กึ ทเี่ กิดข้ึน โดยรู้ขีดจำกดั ด้านอารมณ์และความรู้สึกของตนเอง สรา้ งและรกั ษาสัมพันธภาพที่ดีกับ
ครอบครัว เพื่อนและบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการใชช้ วี ิตประจำวนั แก้ไขความขัดแย้ง โดยไม่ใช้ความรุนแรง ออก
กำลังกาย เล่นเกม เล่นกีฬาไทยและกีฬาสากลประเภทบุคคลและทีม ที่ตนเองชอบ และมีความสามารถโดย
เหน็ ประโยชนท์ ่เี กดิ กบั ตนเอง และผอู้ นื่ จากการปฏบิ ตั ิเป็นประจำ
ผลลัพธ์การเรียนรรู้ ายปี
1. เคล่ือนไหวร่างกายแบบผสมผสานและมีกจิ กรรมทางกายดว้ ยตนเองและร่วมกับผู้อื่น ทั้งแบบอยู่กับที่
แบบเคล่อื นที่ และแบบใชอ้ ปุ กรณก์ ฬี าปนั จกั สีลตั
2. ดูแลรักษาร่างกาย และสุขภาพของตนเองให้ทำงานตามปกติ โดยวิเคราะห์เหตุและผลของการ
รบั ประทาน อาหาร การขบั ถา่ ย
3. ดูแลสุขภาพทางเพศตามช่วงวัย ป้องกันตนเองให้ปลอดภัยจากการคุกคามทางเพศและไม่แสดง
พฤติกรรม คุกคามทางเพศผู้อื่นทั้งกายและวาจา ด้วยความเข้าใจในผลเสียหรืออันตรายที่เกิดจาก
พฤติกรรมเสย่ี งอนั อาจ นำไปสปู่ ัญหาทางเพศและผลกระทบอนื่ ๆ ทต่ี ามมา
4. หลีกเลี่ยงบุคคล สถานการณ์ สถานที่ สภาพแวดล้อม ที่จะนำไปสู่การเกีย่ วข้องกบั บหุ รี่ สุรา สารเสพ
ติด การตดิ เกมและการพนนั
5. ป้องกันและหลกี เลีย่ งโรคและอบุ ัติเหตทุ ่ีพบบ่อยในชวี ติ ประจำวัน
หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนบา้ นสุไหงโก-ลก พุทธศกั ราช 2565 50
6. มีสติ รู้เท่าทนั อารมณแ์ ละความรู้สึกท่ีเกดิ ข้ึน โดยรู้ขดี จำกดั ดา้ นอารมณ์และความรู้สกึ ของตนเอง
7. สรา้ งและรกั ษาสัมพนั ธภาพที่ดีกับครอบครัว เพ่ือนและบุคคลทีเ่ กย่ี วข้องกับการใช้ชวี ิต
ประจำวัน แก้ไขความขัดแย้ง โดยไม่ใช้ความรนุ แรง
8. ออกกำลังกาย เล่นเกม เล่นกีฬาไทยและกีฬาสากลประเภทบุคคลและทีม ที่ตนเองชอบ และมี
ความสามารถโดยเห็น ประโยชนท์ เ่ี กดิ กับตนเอง
หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรยี นบ้านสไุ หงโก-ลก พุทธศกั ราช 2565 51
3.8 คำอธิบายรายวิชา สาระการเรียนรศู้ ิลปะ
รหสั วิชา ช่อื วิชา เวลาเรียน (ชั่วโมง)
ศ11101 40
ศ12101 ศิลปะ 40
ศ13101 ศิลปะ 40
ศ14101 ศิลปะ 80
ศ15101 ศลิ ปะ 80
ศ16101 ศลิ ปะ 80
ศิลปะ
หลักสูตรสถานศกึ ษาโรงเรียนบา้ นสไุ หงโก-ลก พุทธศกั ราช 2565 52
คำอธิบายรายวชิ า
ศ11101 ศลิ ปะ สาระการเรียนรู้ศิลปะ
ชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 1 เวลา 40 ชั่วโมง
เข้าใจในสุนทรียภาพ และรบั ร้คู วามงาม เกิดความประทบั ใจ มแี รงบนั ดาลใจในการถ่ายทอด และ
บูรณาการเชื่อมโยงธรรมชาติ ส่ิงแวดลอ้ ม ดว้ ยงานศิลปะได้
โดยสามารถนำสปี ระเภทต่างๆ มาสร้างสรรคเ์ ป็นผลงานได้ เข้าใจในการใช้ภาษาท่าส่ือความหมาย
แทนคำพูดได้ และเปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่างของเสียงทมี่ าจากธรรมชาตแิ ละเครื่องดนตรีต่าง
ๆ และรูปแบบการเกิดเสียงแบบตา่ งๆ ได้อยา่ งถกู ต้อง
อธบิ ายประเภทของงานศิลปะที่พบในบ้าน โรงเรียน หรือชมุ ชนในอำเภอสไุ หงโก-ลก บอกวิธกี ารดูแล
รักษาอปุ กรณ์ท่ีใช้ในการทำงานศิลปะ บอกชื่อเพลงพ้ืนเมอื งทส่ี ืบคน้ ในบา้ น โรงเรียน หรือชุมชนไดอ้ ยา่ ง
ถูกต้อง และบอกหลักการปฏิบัติตนที่ดีในการชมการแสดงไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
สามารถสร้างสรรค์ผลงานทัศนศลิ ป์ที่ตนเองชน่ื ชอบ ถ่ายทอด ความคิด ความร้สู ึก จนิ ตนาการ
สะทอ้ นถึงธรรมชาติสงิ่ แวดล้อม เรือ่ งราวใกล้ตวั ในชวี ิตประจำวัน ทเี่ ชอ่ื มโยงกบั ตนเอง ครอบครวั โรงเรียน
และท้องถ่นิ เป็นองค์ประกอบทางทัศนศลิ ป์ เชน่ เสน้ รปู ร่าง รูปทรง วัสดุ อุปกรณ์ และสี ด้วยรปู แบบท่ี
หลากหลายได้ สามารถ ร้องเพลงใหส้ อดคลอ้ งกับอารมณ์ของบทเพลงที่ฟัง โดยสามารถเคลอื่ นไหวประกอบ
จงั หวะเพลงมาร์ชโรงเรียนบ้านสุไหงโก-ลก เคลื่อนไหวลักษณะต่างๆ จากการเลียนแบบสัตว์ การเลยี นแบบคน
การเลยี นแบบธรรมชาติ และสนุกกับการเคลอื่ นไหวร่างกายไดอ้ ย่างถูกต้องสวยงามสมวัย
ผลลัพธก์ ารเรียนรูร้ ายปี
1. เขา้ ใจในสุนทรียภาพ และรบั รคู้ วามงาม เกิดความประทับใจ มแี รงบันดาลใจในการถ่ายทอด และ
บรู ณาการเชอื่ มโยงธรรมชาติ สง่ิ แวดล้อม ดว้ ยงานศิลปะได้โดยสามารถนำสปี ระเภทต่างๆ มา
สรา้ งสรรคเ์ ปน็ ผลงานไดแ้ ละอธิบายประเภทของงานศลิ ปะที่พบในบ้าน โรงเรียน หรือชุมชนในอำเภอ
สไุ หงโก-ลกได้อย่างถูกต้อง
2. เขา้ ใจในการใช้ภาษาทา่ ส่ือความหมายแทนคำพดู ได้ โดยเคล่ือนไหวลักษณะต่างๆ จากการเลียนแบบ
สัตว์ การเลยี นแบบคน การเลียนแบบธรรมชาตไิ ด้อยา่ ง ถูกต้องสวยงาม สร้างสรรคก์ ารเคลอื่ นไหว
ประกอบเพลงได้และสนกุ กับการเคลอ่ื นไหวร่างกายได้อย่างสมวัย และเคล่ือนไหวประกอบจังหวะ
เพลงมารช์ โรงเรียนบา้ นสุไหงโก-ลกอยา่ งสวยงาม
3. เปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่างของเสียงทม่ี าจากธรรมชาติและเครอ่ื งดนตรีต่าง ๆ และ
รูปแบบการเกิดเสียงแบบต่างๆ ได้อยา่ งถูกตอ้ ง
4. บอกวธิ กี ารดแู ลรักษาอปุ กรณ์ทใ่ี ชใ้ นการทำงานศลิ ปะได้ถูกตอ้ ง
หลกั สตู รสถานศกึ ษาโรงเรียนบ้านสไุ หงโก-ลก พุทธศักราช 2565 53
5. บอกชอื่ เพลงพนื้ เมืองที่สบื คน้ ในบ้าน โรงเรียน หรอื ชุมชนไดอ้ ย่างถูกต้อง และร้องเพลงให้สอดคลอ้ ง
กบั อารมณข์ องบทเพลงทฟ่ี ัง
6. สามารถสรา้ งสรรค์ผลงานทัศนศลิ ป์ทีต่ นเองชน่ื ชอบ ถา่ ยทอด ความคิด ความรูส้ กึ จินตนาการ
สะทอ้ นถึงธรรมชาติส่ิงแวดล้อม เรอ่ื งราวใกลต้ วั ในชีวิตประจำวนั ท่ีเชอื่ มโยงกับตนเอง ครอบครัว
โรงเรียน และทอ้ งถ่นิ เป็นองค์ประกอบทางทัศนศลิ ป์ เชน่ เสน้ รปู รา่ ง รูปทรง วสั ดุ อปุ กรณ์ และสี
ด้วยรูปแบบทีห่ ลากหลายได้
7. บอกหลักการปฏบิ ัตติ นที่ดีในการชมการแสดงได้อยา่ งเหมาะสมเข้าใจในสนุ ทรียภาพ และรบั รคู้ วาม
งาม เกิดความประทับใจ มีแรงบนั ดาลใจในการถา่ ยทอด และบรู ณาการเชื่อมโยงธรรมชาติ
สิ่งแวดล้อม ด้วยงานศลิ ปะได้โดยสามารถนำสปี ระเภทตา่ งๆ มาสรา้ งสรรค์เปน็ ผลงานได้และอธบิ าย
ประเภทของงานศลิ ปะท่ีพบในบ้าน โรงเรยี น หรอื ชมุ ชนในอำเภอสไุ หงโก-ลกได้อย่างถกู ตอ้ ง
หลกั สตู รสถานศกึ ษาโรงเรียนบ้านสไุ หงโก-ลก พุทธศกั ราช 2565 54
คำอธิบายรายวิชา
ศ14101 ศลิ ปะ สาระการเรยี นรู้ศิลปะ
ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 4 เวลา 40 ชั่วโมง
อธิบายขั้นตอนการใช้ทัศนธาตุจากผ้าบาติก ผ้าปาเต๊ะสุไหงโก-ลก แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความ
งามของลวดลายผา้ บาตกิ ผ้าปาเต๊ะสไุ หงโก-ลก จากการสัมผสั รบั ร้ธู รรมชาติ สภาพแวดลอ้ มและผลงานศิลปะ
ลวดลายผ้าบาติก ผ้าปาเต๊ะสุไหงโก-ลก อธิบายถึงแรงบันดาลใจและความชื่นชมของตนเองเกี่ยวกับผลงาน
ศลิ ปะเพ่อื สร้างสรรคผ์ ลงานทัศนศิลป์ทต่ี นเองชืน่ ชอบและสามรถอธบิ ายประวัติความเปน็ มา ความเหมือนและ
ความแตกตา่ งของนาฏศลิ ป์ไทย และ นาฏศิลป์ประเทศเพ่อื นบา้ น จากแหล่งขอ้ มูลต่าง ๆ โดยใช้เทคโนโลยี ใช้
ภาษาท่า นาฏยศัพท์ ในการสื่อความหมาย แสดงนาฏศิลป์ไทย นาฏศิลป์พื้นบ้าน หรือนาฏศิลป์ร่วมสมัยใน
รูปแบบต่าง ๆ ทั้งเดี่ยวและ กลุ่ม อย่างมั่นใจและงดงาม เชื่อมโยงองค์ความรู้ระหวา่ งทัศนธาตุและลวดลายผ้า
บาติกผ้า ผ้าปาเต๊ะสุไหงโก-ลก เพื่อมาออกแบบสร้างสรรค์และสามารถถ่ายทอดความคิดความรู้สึก
จินตนาการ สะทอ้ นถงึ ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม เร่ืองราวใกล้ตัว ในชีวิตประจำวนั ทเี่ ชอ่ื มโยงกับตนเอง ครอบครัว
โรงเรียนและท้องถน่ิ
ฝึกทักษะงานทัศนศิลป์การจัดองค์ประกอบทางศิลปะเป็นผลงานทัศนศิลป์ลวดลายผ้าบาติก ผ้า
ปาเต๊ะสุไหงโก-ลก ได้อย่างหลากหลาย และประยุกต์ใช้เทคนิควิธีการใหม่ด้วยกระบวนการกลุ่ม และเลือกใช้
วสั ดอุ ุปกรณ์ ใหส้ อดคลอ้ งกบั เร่ืองราวประวตั ศิ าสตร์ศลิ ปแ์ ละภูมปิ ญั ญาทอ้ งถ่ินสามารถออกแบบคิดสร้างสรรค์
ลวดลายผ้าบาติก ผ้าปาเต๊ะสุไหงโก-ลก โดยการใช้สีอย่างถูกต้องและเหมาะสมได้ด้วยตนเอง มีสมาธิและมี
ความตั้งใจในการสร้างสรรค์ออกแบบผลงานศิลปะลวดลายผ้าบาติก ผ้าปาเต๊ะสุไหงโก-ลก และบอกวิธีการ
ดแู ลรักษาอุปกรณ์ทใ่ี ช้ในการทำงานศิลปะไดถ้ ูกต้อง
เข้าใจการใช้เครื่องหมาย สัญลักษณ์ตัวโน้ตในการขับร้องและบรรเลงเพลง สามารถขับร้องและ
บรรเลงไดต้ ามจงั หวะ ทำนองเพลงและส่ืออารมณข์ องบทเพลงได้อย่างถกู ตอ้ ง บอกวธิ ีจำแนกและเปรียบเทียบ
ความเหมือนและแตกต่างของแนวเพลงและเครื่องดนตรีไทย ดนตรีพื้นบ้าน ดนตรีสากลจากภาพและเสียง
บอกวิธีสะท้อนอารมณ์ของตนเอง และสร้างสรรค์การเคลื่อนไหวในรูปแบบการแสดง ต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับ
ประเพณี วฒั นธรรมท้องถ่นิ อยา่ งสรา้ งสรรค์ เหมาะสมกบั วัย
ผลลัพธ์การเรยี นรู้รายปี
1. อธิบายขั้นตอนการใช้ทัศนธาตุจากผ้าบาติกผ้าปาเต๊ะสุไหงโก-ลก แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความ
งามของลวดลายผ้าบาติก ผ้าปาเต๊ะสุไหงโก-ลกจากการสัมผัส รับรู้ธรรมชาติ สภาพแวดล้อมและ
ผลงานศลิ ปะ อธิบายถึงแรงบันดาลใจและความชื่นชมของตนเองเก่ยี วกับผลงานศลิ ปะเพื่อสร้างสรรค์
ผลงานทัศนศิลป์ที่ตนเองชื่นชอบและสามารถอธิบายประวัติความเป็นมา ความเหมือนและความ
หลกั สตู รสถานศึกษาโรงเรียนบ้านสไุ หงโก-ลก พุทธศกั ราช 2565 55
แตกต่างของนาฏศลิ ป์ไทย และ นาฏศลิ ปป์ ระเทศเพื่อนบ้าน จากแหล่งขอ้ มลู ต่าง ๆ โดยใช้เทคโนโลยี
ใช้ภาษาท่า นาฏยศัพท์ ในการส่ือความหมาย แสดงนาฏศิลปไ์ ทย นาฏศิลปพ์ นื้ บา้ น หรือนาฏศิลปร์ ่วม
สมัยใน รูปแบบตา่ ง ๆ ท้ังเดย่ี วและกลมุ่ อย่างมนั่ ใจและงดงาม
2. เชื่อมโยงองค์ความรู้ระหว่างทัศนธาตุและลวดลายผ้าบาติกผ้า ปาเต๊ะสุไหงโก-ลก เพื่อมาออกแบบ
สร้างสรรค์และสามารถถ่ายทอดความคิดความรู้สึก จินตนาการ สะท้อนถึงธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม
เรอื่ งราวใกล้ตัว ในชวี ิตประจำวนั ท่เี ช่อื มโยงกบั ตนเอง ครอบครวั โรงเรียนและท้องถ่ิน
3. ฝึกทกั ษะงานทัศนศิลปก์ ารจัดองคป์ ระกอบทางศลิ ปะเป็นผลงานทัศนศิลปล์ วดลายผ้าบาติก ผา้ ปาเต๊ะ
สไุ หงโก-ลก ได้อยา่ งหลากหลาย และประยุกตใ์ ช้เทคนิควิธกี ารใหม่ด้วยกระบวนการกลุ่ม และเลือกใช้
วสั ดุอุปกรณ์ ให้สอดคล้องกับเรอ่ื งราวประวัตศิ าสตรศ์ ิลป์และภูมปิ ัญญาท้องถน่ิ
4. สามารถออกแบบคิดสร้างสรรค์ลวดลายผ้าบาติก ผา้ ปาเตะ๊ สุไหงโก-ลก โดยการใช้สีอยา่ งถูกต้องและ
เหมาะสมไดด้ ้วยตนเอง
5. มีสมาธิและมีความตง้ั ใจในการสรา้ งสรรค์ออกแบบผลงานศิลปะลวดลายผา้ บาติก
ผา้ ปาเตะ๊ สุไหงโก-ลก และบอกวธิ ีการดแู ลรกั ษาอปุ กรณท์ ใ่ี ช้ในการทำงานศลิ ปะได้ถูกต้อง
6. เข้าใจการใช้เครื่องหมาย สัญลักษณ์ตัวโน้ตในการขับร้องและบรรเลงเพลง สามารถขับร้องและ
บรรเลงได้ตามจงั หวะ ทำนองเพลงและสือ่ อารมณ์ของบทเพลงไดอ้ ยา่ งถกู ตอ้ ง
7. บอกวิธีจำแนกและเปรียบเทียบความเหมือนและแตกต่างของแนวเพลงและเครื่องดนตรีไทย ดนตรี
พื้นบ้าน ดนตรีสากลจากภาพและเสียง บอกวิธีสะท้อนอารมณ์ของตนเอง และสร้างสรรค์การ
เคลื่อนไหวในรูปแบบการแสดง ต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับประเพณี วัฒนธรรมท้องถิ่น อย่างสร้างสรรค์
เหมาะสมกับวยั
หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรยี นบ้านสไุ หงโก-ลก พุทธศักราช 2565 56
3.9 คำอธิบายรายวชิ า สาระการเรยี นรู้การจัดการในครวั เรอื นและการประกอบการ
รหสั วชิ า ช่อื วิชา เวลาเรียน (ช่ัวโมง)
ง14101 การจดั การในครัวเรอื นและการประกอบการ 40
ง15101 การจัดการในครัวเรอื นและการประกอบการ 40
ง16101 การจัดการในครัวเรอื นและการประกอบการ 40
หลกั สตู รสถานศกึ ษาโรงเรยี นบ้านสไุ หงโก-ลก พุทธศกั ราช 2565 57
คำอธบิ ายรายวชิ า สาระการเรียนรู้การงานอาชีพ
ง11101 การจดั การในครวั เรือนและการประกอบการ เวลา 40 ชัว่ โมง
ช้ันประถมศกึ ษาปที ่ี 4
อธิบายเหตุผล บอกวิธีการ ขั้นตอนในการดูแลรักษาความสะอาดห้องต่าง ๆ ของใช้ภายในบ้านของ
ตนเอง รวมถึงของโรงเรยี นบ้านสุไหงโก-ลก มีทักษะการประกอบอาหารคาวหวาน การใช้อุปกรณ์ เครื่องมือ
และเครื่องใช้ในประกอบอาหารฝึกทักษะการทำอาหารคาวหวาน การประดิษฐ์ของใช้ เป็นผู้ผลิต
ผู้ประกอบการ ฝึกปฏิบัติดูแลรักษาความสะอาดห้องต่าง ๆ ภายในบ้าน รวมถึงของใช้ภายในบ้าน โดยใช้
ทักษะกระบวนการทำงานอย่างเป็นขั้นตอน การจัดการกระบวนการแก้ปัญหา การทำงานร่วมกัน และการ
แสวงหาความรู้ มคี วามรคู้ วามเข้าใจในการทำงาน และรูจ้ กั สร้างองคค์ วามรูด้ ว้ ยตนเอง
อธิบายประเภทของ ดิน น้ำ ปุ๋ย ขั้นตอนการปลูก การดูแลพืชผักสวนครัว การดูแลสัตว์เลี้ยง เพื่อค้นหา
แนวทางและโอกาสในการจัดจำหน่าย สรา้ งรายไดต้ ามความสนใจของตนเอง และมเี จตคติท่ีดตี อ่ การ ประกอบ
อาชีพสุจริต โดยประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะพื้นฐานของการเป็นผู้ประกอบการที่ดีตามหลักปรัช ญาของ
เศรษฐกิจพอเพียงอย่างเป็นระบบด้วยตนเอง หรือร่วมกับ ครอบครัวและผู้อื่น เพื่อให้ผู้เรียนเกิดเจตคติที่ดตี อ่
การทำงาน มีมารยาท ขยนั อดทน รบั ผิดชอบ และซ่ือสัตย์ในการทำงาน ร้จู กั ใชพ้ ลังงานและทรัพยากรใน
การทำงานอยา่ งประหยัดและคุ้มค่า เขา้ ใจการใชพ้ ลงั งานและทรัพยากรในการทำงานตลอดจนนำความรู้ไปใช้
ในชวี ิตประจำวันได้
ผลลัพธก์ ารเรียนรรู้ ายปี
1. อธิบายประเภทของดิน น้ำ ปุ๋ย ท่ีใช้ในการปลกู พชื พน้ื ถิ่นได้อยา่ งถกู ต้อง
2. อธิบาย ปฏิบัติ และบอก วิธีการ ขั้นตอนการดูแลห้องต่าง ๆ และของใช้ ภายในบ้าน ได้อย่าง
ถูกตอ้ ง
3. อธิบายวิธีการ และปฏิบัติเรื่องการรับประทานอาหารได้อย่างถูกต้อง และมีมารยาทอย่าง
เหมาะสม
4. อธิบายประเภทของงานประดิษฐ์ วัสดุ อุปกรณท์ ี่ใชใ้ นงานประดิษฐไ์ ดอ้ ยา่ งถูกต้อง
5. บอกวิธกี ารขั้นตอนการปลกู พืชสวนครวั พืชผล และการดแู ลสัตว์เล้ียงในทอ้ งถิ่นไดอ้ ย่างถกู ตอ้ ง
6. บอกวิธีการขั้นตอนการทำข้าวยำ และการทำขนมอาเกาะได้อย่างถูกต้อง และอภิปราย นำเสนอ
ประวตั ิ ชนิดของอาหาร คาวหวาน ในทอ้ งถนิ่ ไดอ้ ย่างเหมาะสม
7. คิดสร้างสรรค์งานประดิษฐ์โดยใช้วัสดุอุปกรณ์ได้เหมาะสม สามารถทำงานที่ได้รับมอบหมายให้
บรรลุตามเปา้ หมาย ถูกต้องและครบถ้วน มีมารยาทในการอยู่รว่ มกันในสังคมได้เป็นอย่างดี และ
เหมาะสม
หลกั สตู รสถานศกึ ษาโรงเรยี นบา้ นสไุ หงโก-ลก พุทธศักราช 2565 58
ส่วนที่ 4
การวัดประเมนิ ผลฐานสมรรถนะและเกณฑก์ ารจบการศกึ ษา
หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนบ้านสุไหงโก-ลก พุทธศักราช 2565 ได้กำหนดแนวการวัดและ
ประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนบนหลักการพื้นฐานสองประการ คือ การประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียน
(Formative Assessment) และประเมินเพื่อตัดสินผลการเรียนในทุกระดับ (Summative Assessment) ซึ่ง
เป็นกระบวนการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนโดยใช้ผลการประเมิน เป็นข้อมูลและสารสนเทศที่แสดงพัฒนาการ
ความก้าวหนา้ และความสำเร็จทางการเรยี นของผู้เรียน ตลอดจนข้อมูลทเี่ ปน็ ประโยชนต์ ่อการสง่ เสรมิ ใหผ้ ู้เรียน
เกดิ การพฒั นาและเรียนรอู้ ย่างเตม็ ตามศักยภาพ มแี นวปฏบิ ตั ิดงั น้ี
1. การประเมินการเรียนรู้
การประเมินการเรียนรู้มีจุดมุ่งหมายหลักเพื่อพัฒนาผู้เรียน การประเมินการเรียนรู้ของผู้เรียน ตั้งอยู่
บนหลักการที่สำคัญว่า การประเมินเป็นประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีความหมาย สร้างแรงจูงใจ และส่งเสริม
การเรียนรู้ของผู้เรียน สามารถดำเนินการได้ตลอดเวลา ในช่วงเวลาที่เหมาะสมมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงและ
นำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ การประเมินเปน็ ประสบการณ์การเรียนรู้ที่เป็นบวกส่งเสรมิ ให้ผูเ้ รียนแสดงออกถึงการ
พฒั นาสมรรถนะตามเกณฑ์การปฏิบตั ิ (Performance Criteria) ทีก่ ำหนดเป็นการวดั หลักสูตรสถานศึกษาฐาน
สมรรถนะโรงเรียนบ้านบ้านคาโต พุทธศักราช 2565 โรงเรียนนำร่องการดำเนินงานพื้นทีน่ วตั กรรมการศึกษา
จังหวัดปัตตานี ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานอิงเกณฑ์ประเมินความก้าวหน้าตามอัตราตนเองเมื่อผู้เรียน
พร้อมตามศักยภาพของตนเอง ผู้เรียนได้รับทราบเกณฑ์การประเมินและข้อมูลพัฒนาการของตนเองที่ชัดเจน
เพื่อเป็นข้อมูลป้อนกลับในการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน สามารถเลื่อนระดับการพัฒนาได้ (Advancement)
หากแสดงถึงหลักฐานหรือร่องรอยการปฏบิ ัติ (Evidence) ที่บง่ บอกความชำนาญ (Mastery) ของผเู้ รียน หาก
ไม่ผ่านผ้เู รยี นจะไดร้ ับความช่วยเหลืออย่างทนั ทว่ งทเี พื่อพฒั นาสู่ระดบั สมรรถนะขั้นถัดไป
การประเมินบูรณาการอยู่ในการเรียนรู้ การประเมินไม่เน้นที่ปลายทางของการจัดการเรียนรู้ แต่ให้
ความสำคัญระหว่างทางของการจัดการเรียนรู้ เพื่อช่วยให้ผู้เรียนได้ปรับปรุงพัฒนาเพ่ือให้มีสมรรถนะตาม
ผลลัพธ์การเรียนรู้ กระบวนการประเมินเน้นการรวบรวมหลักฐานการเรียนรู้เพื่อให้ได้สารสนเทศเกี่ยวกับ
พัฒนาการของผู้เรียนทั้งในด้านสมรรถนะเฉพาะและสมรรถนะหลัก เพื่อใช้เป็นสารสนเทศสำหรับผู้เกี่ยวข้อง
ในการพัฒนาผูเ้ รียนอย่างต่อเนื่อง การประเมินการเรียนรู้ของผู้เรยี นดำเนินการท้ังการประเมินเพ่ือพัฒนาและ
การประเมนิ เพ่ือสรุปผล ด้วยวิธีการท่หี ลากหลายและสอดคล้องกับวยั และความต้องการจำเป็นของผู้เรียนและ
ธรรมชาตขิ องศาสตร์
หลักสูตรสถานศกึ ษาโรงเรียนบ้านสไุ หงโก-ลก พุทธศกั ราช 2565 59
1.1 การประเมินเพือ่ พัฒนา
การประเมินเพื่อพัฒนาเป็นจุดเน้นหลักของหลักสูตรฐานสมรรถนะ และมีบทบาทสำคัญในการ
ขับเคลือ่ นการเรยี นรู้ของผู้เรียน โดยเฉพาะในระหวา่ งการจัดการเรียนรู้ การประเมินเพื่อพฒั นาให้ ความสำคัญ
กับสมรรถนะเฉพาะซึ่งครอบคลุมความรู้ ทักษะ คุณลักษณะและเจตคติ และสมรรถนะหลักซึ่งเน้น
กระบวนการผ่านผลลัพธ์การเรียนรู้ โดยพิจารณาจากหลักฐานการเรียนรู้เทียบกับเกณฑ์ การประเมิน เพื่อ
พัฒนาควรดำเนินการระหว่างการจัดการเรยี นรเู้ ปน็ ระยะ ซงึ่ เป็นการแสดงความกา้ วหน้าในการเรียนรู้ และให้
ข้อมูลป้อนกลับ เพื่อการปรับปรุงและพัฒนาผู้เรียน รวมถึงส่งเสริมและชี้แนะการเรียนรู้ในลำดับต่อไป และ
วางแผนเป้าหมาย และเสน้ ทางการเรยี นรู้ในอนาคต ผเู้ รยี นควรมีส่วนร่วมในการประเมินตนเองและเพ่ือน เพื่อ
พฒั นาทกั ษะในการกำหนดเป้าหมายและวัตถุประสงค์การเรยี นรู้ และเพ่อื วิเคราะห์การเรยี นรู้ รวมทั้งเพ่ือเพิ่ม
แรงจงู ใจและกำกับ การเรยี นรู้ของตนเอง
เครื่องมือสำคัญในการประเมินเพื่อพัฒนาคือแฟ้มสะสมงาน ซึ่งเป็นบันทึกของการเรียนรู้และบรรจุ
ชิ้นงานของผู้เรียน รวมทั้งผลการวเิ คราะห์และข้อมูลป้อนกลับของช้ินงาน แฟ้มสะสมงานอาจจัดทำตามสาระ
การเรียนรู้และสมรรถนะหลัก เพื่อเอื้อต่อการติดตามความก้าวหน้าและการใช้สารสนเทศในการพัฒนาการ
เรียนรขู้ องผเู้ รยี น
1.2 การประเมินสรุปผล
การประเมินเพ่ือสรุปผล เปน็ การพิจารณาสมรรถนะเฉพาะและสมรรถนะหลัก เพื่อทำการตัดสินใจใน
หลายลักษณะ ทั้งการตัดสินผลการเรียน การเลื่อนชั้น และการจบการศึกษา การประเมินสรุปผล ได้มาจาก
การประเมนิ เพ่ือพฒั นา โดยพจิ ารณาหลกั ฐานท่เี กดิ จากการเรยี นร้ทู ่ีมีบทบาทของการประเมินเพอ่ื พัฒนาเทียบ
กบั เกณฑ์ การประเมนิ สรุปผลสมรรถนะเฉพาะประเมนิ ผ่านผลลัพธ์การเรียนรู้เม่ือผู้เรียน หลักสูตรสถานศึกษา
ฐานสมรรถนะโรงเรียนบ้านสุไหงโก-ลก พุทธศักราช 2565 โรงเรียนนำร่องการดำเนินงานพื้นที่นวัตกรรม
การศึกษาจังหวัดปัตตานี ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พร้อมหรือเมื่อจบหน่วยการเรียนรู้ ส่วนการ
ประเมินสมรรถนะหลักประเมินเม่ือจบปกี ารศึกษา เพ่ือสะท้อน ภาพการพฒั นาสมรรถนะของผู้เรยี นตลอดแนว
หลกั สูตรสถานศกึ ษาโรงเรยี นบ้านสไุ หงโก-ลก พุทธศักราช 2565 60
2. การตัดสินผลการเรียน
การตัดสนิ ผลการเรยี นและการเลือ่ นชัน้ มี 2 ส่วน
ส่วนท่ี 1 ตัดสินผลการเรียนตามผลลัพธ์การเรียนรู้โดยกำหนดเป็นระดับผลการเรียนซึ่งสะท้อนถึง
ความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของผู้เรียน ซึ่งพิจารณาจากข้อมูลหรือหลักฐานที่เป็นผลจาก การเรียนรู้ โดย
กำหนดเป็นระดับผลการเรียนซึ่งสะท้อนถึงความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของผู้เรียน หรือหลักฐานที่เป็นผลจาก
การเรยี นรู้ ดงั น้ี
4 หมายถึง ผลลพั ธ์การเรียนรู้ ดมี าก
3 หมายถึง ผลลัพธ์การเรียนรู้ ดี
2 หมายถึง ผลลัพธ์การเรียนรู้ พอใช้
1 หมายถงึ ผลลพั ธ์การเรียนรู้ ปรับปรงุ
ส่วนท่ี 2 ตัดสินผลการพัฒนาสมรรถนะหลักของผู้เรียน ตามระดับความสามารถที่ส่วนกลางกำหนด
(ระดับต้น กำลังพัฒนา สามารถ และเหนือความคาดหวัง) ซึ่งพิจารณาจากข้อมูล หรือหลักฐานที่เป็นผลจาก
การเรียนรู้ โดยมแี นวทางดังนี้
รายการ ประเมินเมอ่ื จบชัน้ ปี ประเมินเม่อื จบช่วงช้นั
สมรรถนะเฉพาะ (ป.1-2 และ ป.4-5) (ป.3 และ ป.6)
(ในขอบข่ายการเรยี นรู้)
//
สมรรถนะหลัก 6 ดา้ น
/ /
โดยวิเคราะห์จาก กจิ กรรมประเมินสมรรถนะรวบยอด
สรรถนะเฉพาะเทียบกับเกณฑ์ โดยเทียบกบั เกณฑจ์ ากส่วนกลาง
จากส่วนกลาง
หลกั สูตรสถานศกึ ษาโรงเรยี นบา้ นสุไหงโก-ลก พุทธศกั ราช 2565 61
3. การเลอ่ื นช้ัน
การเล่ือนชัน้ ของผเู้ รยี น แบ่งเป็น 2 ประเภท ไดแ้ ก่ การเล่ือนช้นั ระหว่างชน้ั ปี และการเลอื่ นชั้นเมื่อจบ
ช่วงช้นั
1. เกณฑ์การเลื่อนชั้นระหว่างชั้นปี : ผู้เรียนจะได้รับการเลื่อนชั้นเมื่อมีผลลัพธ์การเรียนรู้ หลักสูตร
สถานศึกษาฐานสมรรถนะโรงเรียนบ้านสุไหงโก-ลก พุทธศักราช 2565 โรงเรียนนำร่องการดำเนินงานพื้นที่
นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดปตั ตานี ตามหลักสูตรการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน ซึ่งระบุความสามารถสำคญั ที่ผู้เรียนพงึ
มี (Minimum Requirement) โดยผู้เรยี นต้องไดผ้ ลลัพธก์ ารเรยี นรใู้ นรายสาระการเรียนรู้ ตัง้ แต่ระดับ ดี อยา่ ง
น้อย 4 สาระการเรียนรู้และมีสมรรถนะหลักโดยใช้เกณฑ์ผลการประเมินระดับความสามารถตั้งแต่ระดับ
“สามารถ” ขน้ึ ไป
2. เกณฑ์การเลื่อนชั้นเมื่อจบช่วงชั้น ผู้เรียนจะได้รับการเลื่อนช่วงชั้นเมื่อมีผลลัพธ์การเรียนรู้ตั้งแต่
ระดับ ดี ครบทุกสาระการเรียนรู้และมีสมรรถนะหลักโดยใช้เกณฑ์ผลการประเมินระดับความสามารถตั้งแต่
ระดบั “สามารถ” ขึ้นไป
ในกรณีผู้เรียนมีความสามารถในบางสมรรถนะไม่ถึงระดับ “สามารถ” ให้พัฒนาเพิ่มเติมเฉพาะ
ความสามารถและทักษะที่บกพรอ่ งให้สมบูรณ์ ไม่ต้องเรียนใหม่ ทั้งน้ี ผู้เรียนสามารถพัฒนาความสามารถและ
ทักษะของสมรรถนะที่ยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายไปพร้อม ๆ กับการเรียนรู้สมรรถนะใหม่ในระดับชั้นเรียนที่
สูงขึ้นไดด้ ้วย ถา้ ความบกพร่องนนั้ ไมเ่ ป็นอปุ สรรคตอ่ การเรยี นรใู้ นชน้ั เรียนถัดไป
4. เกณฑ์การจบการศกึ ษา
การจบการศกึ ษาของผ้เู รยี น ระดบั ประถมศึกษา มีเกณฑ์การจบการศกึ ษา ดงั น้ี
1. นักเรยี นช้นั ประถมศึกษาปที ่ี 6
มีผลการประเมนิ คุณลกั ษณะอันพึงประสงคร์ ะดับดีขนึ้ ไปทุกสาระการเรียนรู้
2. นักเรียนชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 6
มีผลการเรียนตาม ผลลพั ธก์ ารเรียนรู้ระดับดีขึน้ ไปทุกสาระการเรียนรู้
3. นักเรียนชน้ั ประถมศกึ ษาปีที่ 6
มีผลการประเมนิ สมรรถนะหลัก อย่างน้อย 2 สมรรถนะ อยูใ่ นระดับ “สามารถ” ขน้ึ ไป
หลักฐานการจบการศึกษามีองค์ประกอบ 2 ส่วน ได้แก่ รายงานผลลัพธ์การเรียนรู้และผลการพัฒนา
สมรรถนะผู้เรยี น 6 ดา้ น
หลกั สูตรสถานศึกษาโรงเรยี นบา้ นสไุ หงโก-ลก พุทธศักราช 2565 62
ภาคผนวก
หลักสตู รสถานศึกษาโรงเรียนบา้ นสไุ หงโก-ลก พุทธศกั ราช 2565 63
1. ขอ้ มูลทั่วไป
โรงเรียน บา้ นสไุ หงโก-ลก(Ban Sungaikolok School)
ทีอ่ ยู่ 18 ถนนเทศปฐม ตำบลสุไหงโก-ลก
อำเภอ สุไหงโก-ลก
จังหวัด นราธิวาส
รหัสไปรษณยี ์ 96120
โทรศพั ท์ 073-611-127
โทรสาร 073-614-044
อเี มล์ [email protected]
เว็บไซต์ http://bskschool.ac.th/
ระดับทเี่ ปิดสอน ระดบั ช้นั อนุบาลปที ี่ 2 - ชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 6
วนั กอ่ ต้งั 22 เมษายน 2471
ช่ือผูบ้ รหิ าร นายสว่าง ชินพงษ์
1.1 ข้อมูลนกั เรียน
ระดับชน้ั ชาย หญงิ รวม จำนวนห้อง
อนุบาล 2 42 46 88 3
อนุบาล 3 67 58 125 4
ป.1 100 102 202 6
ป.2 110 129 239 6
ป.3 102 109 211 6
ป.4 122 118 240 6
ป.5 110 126 236 6
ป.6 103 126 226 6
รวม 756 814 1570 43
1.2 สภาพปญั ญา และความตอ้ งการของผเู้ รียน
ปญั หาของผเู้ รยี น ผูเ้ รียนมีศักยภาพในการเรียนร้แู ตกต่าง ๆกนั
ความต้องการของผ้เู รียน ผเู้ รียนมีความต้องการเรยี นร้เู พ่ิมเตมิ ดา้ นภาษาองั กฤษ
คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และศาสนา
หลักสูตรสถานศกึ ษาโรงเรยี นบ้านสไุ หงโก-ลก พุทธศักราช 2565 64
1.3 ข้อมูลคร/ู บุคลากร ตำแหน่ง ประจำช้นั ประจำวชิ า
ผอู้ ำนวยการ
ที่ ชอ่ื -สกลุ รองผอู้ ำนวยการ อ. 2/1 ปฐมวัย
1 นายสว่าง ชนิ พงษ์ รองผ้อู ำนวยการ อ. 2/2 ปฐมวยั
2 นางสาวมาฤดี บญุ ทองใหม่ รองผูอ้ ำนวยการ อ. 2/3 ปฐมวัย
3 นางสาวลภสั รดา มากชู รองผู้อำนวยการ อ. 2/4 ปฐมวัย
4 นางสาวสริ กิ ลั ยา โพธิพ์ ันธ์ ครูชำนาญการพเิ ศษ อ. 3/1 ปฐมวยั
5 นางรังสพิ ร เดชเชียร ครูชำนาญการ อ. 3/2 ปฐมวยั
6 นางสาวมลู ยี านี เจ๊ะดือเลาะ ครชู ำนาญการพเิ ศษ อ. 3/3 ปฐมวัย
7 นางสาวซูบายดะห์ จาราแว ครู อ. 3/4 ปฐมวยั
8 นางสาวแวไซฮานี นอรอเอ ครูชำนาญการ อ. 2/1 ปฐมวัย
9 นางสาวอลิสา ศรีไชย ครู ป.1/1 ภาษาไทย
10 นางสาววรรณชนก ชูดเทพ ครู ป.1/2 สังคมศกึ ษา
11 นางสาวปภาวดี จันทรโ์ ท ครชู ำนาญการพเิ ศษ ป.1/3 ภาษาอังกฤษ
12 นางสาวนุรฮาปีซา เจ๊ะแว พรก.(ครผู สู้ อน) ป.1/4 ภาษาไทย
13 นางสาวรุ่งฤทยั จริงจติ ต์ ครชู ำนาญการพเิ ศษ ป.1/5 ภาษาไทย
14 นางสาวอชริ ญา ซาลี ครูชำนาญการพเิ ศษ ป.1/6 คณิตศาสตร์
15 นางสาวสากนี ๊ะ สาเหมา ครูชำนาญการ ป.1/1 วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
16 นางอรพนิ พนั ธโ์ ภชน์ ครชู ำนาญการพเิ ศษ ป.1/2 สังคมศึกษา
17 นางซูไบด๊ะ สะมะอุง ครผู ชู้ ่วย ป.1/3 คณติ ศาสตร์
18 นางราตรี สาสุธรรม ครูชำนาญการพเิ ศษ ป.1/4 ศิลปะ
19 นางสาวนูตรีนา นอ ครู ป.1/5 ประวตั ิศาสตร์
20 นางสาวอาซีมะ สแี ป พรก.(ครผู สู้ อน) ป.1/6 วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
21 นางสาวสีตโี นรไอนี ญาตมิ ณี ครู ป.1/2 ภาษาไทย
22 นายมารูวนั บินเจะ๊ อุเซง็ ครูชำนาญการพเิ ศษ ป.2/1 คณิตศาสตร์
23 นายณฐั พัฒน์ พาณิชพัฒนกุล ครชู ำนาญการ ป.2/2 ภาษาไทย
24 นางสาวสุนารยี ์ กาญจนะ พรก.(ครผู สู้ อน จชต.) ป.2/3 ภาษาไทย
25 นายบญุ ชว่ ย ทองบุญ ครูชำนาญการพเิ ศษ ป.2/4 ภาษาไทย
26 นางสาวปารณี า มะมิง ครชู ำนาญการพเิ ศษ ป.2/5 คณิตศาสตร์
27 นางอามีเน๊าะ สาแปอิง ครชู ำนาญการ
28 นางศริ ารตั น์ ชจู นั ทร์ ครูชำนาญการพเิ ศษ
29 นายสุขสนั ต์ ยบุ ลชิต ครู
30 นางธนพร คงคณุ ครู
31 นางสาวซูฮัยดา บาดง
32 นางสาววารณุ ี หวงั ดำ
หลกั สูตรสถานศึกษาโรงเรยี นบ้านสุไหงโก-ลก พุทธศักราช 2565 65
ที่ ช่ือ-สกลุ ตำแหนง่ ประจำชนั้ ประจำวชิ า
33 นางสาวสิริวนันท์ สทิ ธกิ ัน ครผู ้ชู ว่ ย ป.2/6 คณิตศาสตร์
34 นางสาวกฤตญิ าดา พรหมแก้ว พรก.(ครูผสู้ อน) ป.2/1 การงานอาชีพ
35 นางสปุ ระวณี ์ สวุ รรณมณี พรก.(ครผู สู้ อน) ป.2/2 วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
36 นายฟาอิช บอื เฮง ครู ป.2/3 ภาษาอังกฤษ
37 นางสาวมาสือนะ๊ อาแซ ครชู ำนาญการ ป.2/4 ภาษาองั กฤษ
38 นางสาววาฐินี ยโู ซะ พรก.(ครผู สู้ อน) ป.2/5 สังคมศกึ ษา
39 นางสาวอไุ รวรรณ แท่นแกว้ อัตราจ้าง ป.2/6 ภาษาองั กฤษ
40 นางนวลศริ ิ บญุ มาลี ครูชำนาญการ ป.3/1 ภาษาองั กฤษ
41 นางสาวตอยีบะห์ ยามา ครู ป.3/3 คณติ ศาสตร์
42 นางสาวนาทฤดี ขุนชุม พรก.(ครผู สู้ อน) ป.3/4 สังคมศกึ ษา
43 นางสาวอัญชลี อุดมศลิ ป์ ครูชำนาญการ ป.3/5 คณิตศาสตร์
44 นางสาวกนกวรรณ จนิ ดามณี ครู ป.3/6 ภาษาไทย
45 นางมายลี า สหู ลง พรก.(ครูผสู้ อน) ป.3/1 ภาษาไทย
46 นางสาวนารี สุกใส ครชู ำนาญการพเิ ศษ ป.3/3 วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
47 นายสชุ าติ มาสินธ์ุ ครชู ำนาญการพเิ ศษ ป.3/4 สุขศกึ ษาและพลศกึ ษา
48 นางสาวจฑุ ารตั น์ เวทมาหะ พรก.(ครผู สู้ อน) ป.3/5 คณติ ศาสตร์
49 นายรอยอื มี เจะ๊ ดอเลาะ พรก.(ครูผสู้ อน) ป.3/6 สงั คมศึกษา
50 นางสาวอนั ฐกิ า เจ๊ะดาโอะ๊ ครูอตั ราจ้าง ป.3/2 ภาษาอังกฤษ
51 นางสาวดารนิ ชิณนะพงศ์ ครูชำนาญการพเิ ศษ ป.4/1 คณติ ศาสตร์
52 นางฉววี รรณ แดงดี ครูผชู้ ว่ ย ป.4/3 ภาษาไทย
53 นางสาวภาราตี ซาและ๊ ครชู ำนาญการ ป.4/4 ภาษาอังกฤษ
54 นางสาวอจั ฉราพรรณ ศรีจรสั กลุ ครู ป.4/5 คณติ ศาสตร์
55 นางสาวนูรซาฮีดา ยะโก๊ะ ครู ป.4/1 สงั คมศกึ ษา
56 นายชวลิต แดงเพ็ง ครูชำนาญการพเิ ศษ ป.4/2 วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
57 นายอานกู ัน เจ๊ะมะ ครชู ำนาญการพเิ ศษ ป.4/4 สุขศึกษาและพลศกึ ษา
58 นางสาวซารีฟะห์ เจะมะ ครู ป.4/5
59 นายเสถียร นาคชู ครผู ชู้ ่วย ป.4/6 ศลิ ปะ
60 นางสาวอสั มลี า เปาะจิ ครอู ตั ราจา้ ง ป.4/6 สังคมศกึ ษา
61 นางสาวนัฐกานต์ หมานจันทร์ ครู ป.5/1 ภาษาอังกฤษ
62 นางสาวฮายาตี อารง ครชู ำนาญการ ป.5/2 ภาษาไทย
63 นางสาวพนั ทพิ า ทับทอง ครู ป.5/3 ภาษาอังกฤษ
64 นางลกั ษมี สาและ ครูชำนาญการ ป.5/4 สังคมศึกษา
65 นายอรรถพร เพชรสงค์ ครู ป.5/5 วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
66 นางสาวสุนิษา บญุ ชุม ครชู ำนาญการ ป.5/6 คณิตศาสตร์
วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
หลักสตู รสถานศึกษาโรงเรียนบา้ นสไุ หงโก-ลก พุทธศกั ราช 2565 66
ที่ ชือ่ -สกลุ ตำแหนง่ ประจำชั้น ประจำวิชา
67 นายวรวรรณ คงชูดวง ครูอตั ราจา้ ง ป.5/2 ศลิ ปะ
68 นายอนุรักษ์ ชูจันทร์ ครูชำนาญการพเิ ศษ ป.5/3 สุขศึกษาและพลศึกษา
69 นางสาวรซู ลณี ี เซะนาราเซะ ครูชำนาญการ ป.5/4 การงานอาชพี
70 นางสาวอังคณา เกดิ พมุ่ ครู ป.5/5 ภาษาไทย
71 นางสาวซูลนตี า้ ดอื เลาะ พรก.(ครูผสู้ อน) ป.5/6 สขุ ศึกษาและพลศึกษา
72 นางสาวณฐั นันท์ พุฒยนื ครูชำนาญการ ป.5/1 คณติ ศาสตร์
73 นางสาวนพรรณพ แจง้ สว่าง ครชู ำนาญการ ป.6/1 ภาษาอังกฤษ
74 นายนูรเดน่ สาเมาะ ครูชำนาญการ ป.6/2 คณิตศาสตร์
75 นางสาวศริ ิวรรณ มาลยารมย์ ครู ป.6/3 ภาษาไทย
76 นางสาวสุนสิ า แกว้ สุกใส ครู ป.6/4 คณิตศาสตร์
77 นางสาวปรสิ นาพร สระทองอินทร์ ครูชำนาญการ ป.6/5 ศลิ ปะ
78 นางสาวรมู ซี ะร์ ยะยอื ริ พรก.(ครูผสู้ อน) ป.6/1 สงั คมศึกษา
79 นางมารยี ัน สะอุ ครูชำนาญการพเิ ศษ ป.6/2 วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
80 นายเชดิ ศริ วิ ัฒน์ สุขมุ พันธพ์ พิ ัฒนา ครูชำนาญการพเิ ศษ ป.6/3 ศิลปะ
81 นายปรญิ ญา จุย้ ทอง ครชู ำนาญการพเิ ศษ ป.6/5 สุขศกึ ษาและพลศึกษา
82 นางสาวทพิ วรรณ หนูสงวน พรก.(ครูผสู้ อน) ป.6/6 สังคมศึกษา
83 นายวฒั นา ซาระคาน ครอู ัตราจา้ ง ป.6/4 ภาษาองั กฤษ
เพศชาย 18 คน เพศหญิง 65 คน รวม 83 คน
1.4 ข้อมูลคอมพวิ เตอร์และระบบสารสนเทศ จำนวน 3 ห้อง
1) หอ้ งปฏบิ ตั ิการคอมพิวเตอร์ จำนวน 3 ห้อง
2) ห้องปฏิบัติการวทิ ยาศาสตร์ จำนวน 1 หอ้ ง
3) หอ้ งนาฏศิลป์ จำนวน 1 ห้อง
4) หอ้ งดนตรีไทย จำนวน 1 หอ้ ง
5) หอ้ งพทุ ธศาสนา จำนวน 1 ห้อง
6) หอ้ งอินเทอร์เน็ตอนบุ าล
หลกั สตู รสถานศกึ ษาโรงเรียนบา้ นสุไหงโก-ลก พุทธศักราช 2565 67
2. ท่ีมา เหตผุ ล และวิสัยทศั น์ของผู้บรหิ าร ต่อการพัฒนาหลกั สตู รสถานศึกษา
ในยุคปัจจุบันและในอนาคต โลกจะเปลี่ยนแปลง เติบโต และเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วในทุกมิติ และ
เป็นไปในทิศทางที่หลายคนอาจคาดไม่ถึงซึ่งเกิดจากหลายเหตุผล โดยเฉพาะเนื่องจากความก้าวหน้าทาง
เทคโนโลยี ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบทั้งต่อวิถีชีวิต เศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม และ
สิ่งทส่ี ำคญั คอื สง่ ผลกระทบต่อการจัดการศึกษา อันไดแ้ ก่ ความก้าวหนา้ ทางเทคโนโลยี ที่ทำใหผ้ เู้ รียนสามารถ
เข้าถึงเนื้อหาและข้อมูลได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว การเรียนรู้เนื้อหาจากครูมีความจำเป็นน้อยลง แต่สิ่งที่
ผู้เรียนต้องการมากขึ้น คือการพัฒนา “ทักษะกระบวนการ” ที่จะต้องใช้ในการจัดกระทำกับข้อมูล ให้มี
ความหมายและใช้ประโยชน์แก่ชีวิตของตนเองได้ และเมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้ามากขึ้น คุณลักษณะใหม่
จำเป็นตอ้ งพัฒนาผู้เรียนคือ ความเป็นพลเมอื งโลก และสิ่งที่สำคัญอกี ประการหนึง่ ที่ผู้เรียนต้องมีคือ การรู้เท่า
ทันสอ่ื สารสนเทศ และดจิ ทิ ลั
อนาคตข้างหน้าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับอาชีพมากมาย เนื่องจากความต้องการของผู้บริโภค
เปลี่ยนไป อาชพี เกา่ ๆ จะหายไป และจะมีอาชพี ใหมๆ่ ท่เี ราไมร่ ู้จกั เกิดข้ึน ทีส่ ำคญั คือ เป็นอาชพี ทีเ่ กิดเร็ว และ
เปล่ยี นแปลงเร็ว จงึ ตอ้ งเตรยี มคนในเรือ่ งทักษะ การเปน็ ผู้ประกอบการ และทักษะการเรียนรอู้ ยา่ งต่อเน่ือง อีก
ทั้งปัจจุบัน และอนาคตเป็นยุคที่มีการแสดงความคิดความเห็นอย่างเสรี และรวดเร็วผ่านสื่ อต่างๆจึงมักมี
แนวคิดหลากหลาย และหลายแนวคิดเป็นประเด็นถกเถียงไม่อาจหาข้อสรุปได้จึงจำเป็นต้องพัฒนาทักษะการ
คิดวิจารณญาณ การวิพากย์ เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ปรัชญาในการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 ผู้เรียนต้องมี
ทักษะสำคัญที่จำเป็นในการใช้ชีวิต แม้หลายทักษะจะเป็นทักษะเดิม แต่ต้องเพิ่มความเข้มข้น และ
ความสามารถในการนำไปใช้ในสถานการณ์ที่ซับซ้อน อีกส่วนหนึ่งเป็นทักษะใหม่ที่ต้องบ่มเพาะและพัฒนาให้
เกิดแก่ผู้เรียน เช่น ความรอบรู้ด้านการเงิน การเป็นผู้ประกอบการ ความรอบรู้ด้านพลเมือง ทักษะการ
สร้างสรรค์และการผลิตนวัตกรรม การคิดเชิงวิพากย์ การร่วมมือรวมพลงั ความเป็นผู้นำและความสามารถใน
การปรับตัว
ปัจจัยดังกล่าวข้างต้นเกิดขึ้นหลากประเทศ และหลายประเทศเลือกทางออกสำคัญประการหนึ่งคือ
การจัดการศึกษาฐานสมรรถนะ ซึ่งเป็นการจัดการศึกษาด้วยระบบหลักสูตรฐานสมรรถนะ การจัดการเรียน
การสอนฐานสมรรถนะ และการวัดและประเมินผลฐานสมรรถนะ ซึ่งเป็นการศึกษาที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ตามความสนใจ ความถนัด และก้าวหน้าไปตามความสามารถของตน โดยมี
เป้าหมายให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะหลักที่จำเป็นสำหรับการทำงาน การแก้ปัญหา และการดำรงชีวิตเพื่อนำไปสู่
การเตรยี มรบั มอื หรือการแกป้ ญั หาอนั อาจจะเกิดขึน้
หลกั สตู รสถานศกึ ษาโรงเรยี นบ้านสุไหงโก-ลก พุทธศกั ราช 2565 68
จึงควรมีการเตรียมความพร้อมในการนำการจัดการศึกษาฐานสมรรถนะมาใช้ โดยเฉพาะการพัฒนา
หลักสูตร ซึ่งเป็นงานใหญ่ ที่ต้องใช้เวลา และกระบวนการพัฒนาตลอดจนการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
ทุกภาคส่วนเป็นอย่างมาก โรงเรียนบ้านสุไหงโก-ลกซึ่งเป็นโรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัด
นราธิวาส โดยพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ.2562 ได้ระบุไว้ว่าหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ขั้นพื้นฐานได้รับการปรับให้ครอบคลุมสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และมาตรฐาน
การเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานตามกฎหมายว่าด้วย การศึกษาแห่งชาติโดยต้องจัด
สาระการเรียนรู้รายวิชาให้หลากหลายและสอดคล้องกับความสามารถ ความถนัดหรือความสนใจของผู้เรียน
และสภาพภูมสิ งั คม เพ่อื การจดั การศึกษาขัน้ พนื้ ฐาน อันเปน็ รากฐานสำคญั ของการพัฒนากลไกให้มีคุณภาพ มี
ความใฝ่รู้ มีความคิดสร้างสรรค์ มีความสามารถในการสื่อสาร สามารถอยู่และทำงานร่วมกับผู้อื่นซึ่งมีความ
แตกตา่ งหลากหลายได้ มีความรเู้ ท่าทันโลก และมที กั ษะในการประกอบอาชพี ตามความถนัดของผูเ้ รียนแต่ละ
คน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาชน ร่วมกันพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพ
และลดความเหลือ่ มล้ำ มีการขยายผลนวตั กรรมการจดั การเรียนการสอนและวธิ ีปฏิบตั ิไปใช้ในสถานศึกษาอน่ื
ในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาฐานสมรรถนะ การออกแบบการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะ
และการวัดและประเมินผลฐานสมรรถนะ โรงเรียนบ้านสุไหงโก-ลกได้ดำเนินการโดยให้ความสำคัญกับ
ครูผู้สอนร่วมกันปรับแนวคิด และมุมมองในการออกแบบและจัดการเรียนรู้จากการเน้นเนื้อหาสาระมาเน้น
สมรรถนะ ทำให้สถานศึกษามีแนวทางในการจัดการเรียนรู้ที่สำคัญบนพื้นฐานความแตกต่างบริบทเชิงพื้นท่ี
เนน้ การพัฒนาผเู้ รียนเฉพาะบุคคล อย่างเปน็ องคร์ วมพร้อมรับการเปล่ียนแปลง
3. ขอ้ มลู พ้ืนฐานในการจัดทำหลกั สูตร
3.1 ข้อมูลทั่วไป โรงเรยี นบา้ นสไุ หงโก-ลก สงั กัดสำนักงานเขตพน้ื ทกี่ ารศึกษาประถมศึกษานราธิวาส
เขต 2 ตัง้ อยู่ เลขที่ 18 ถนนเทศปฐม ตำบลสไุ หงโก-ลก อำเภอสไุ หงโก-ลก จงั หวัดนราธิวาส โรงเรยี นมเี นื้อท่ี
12 ไร่ 2 งาน
3.2 ผลการประเมนิ คณุ ภาพภายในสถานศึกษา
ผลการประเมินระดับปฐมวยั ในภาพรวมอยใู่ นระดับ ยอดเยีย่ ม
ผลการประเมินระดับประถมศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดบั ดเี ลศิ
3.3 ด้านทรัพยากร ได้รับจัดสรรเงินงบประมาณเพียงพอในการปฏิบัติงาน ได้รับการสนับสนุน
ทางด้านงบประมาณจากหน่วยงานต้นสังกัด องค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐ และเอกชน รวมทั้งผู้นำท้องถิ่นและ
ผู้ปกครองนักเรียน
หลักสตู รสถานศึกษาโรงเรียนบ้านสไุ หงโก-ลก พุทธศกั ราช 2565 69
3.4 ด้านการจัดการ โรงเรียนมีโครงสร้างการบริหารจัดการศึกษาและปฏิบัติตามขอบข่ายงานอย่าง
ชัดเจน มีการกระจายอำนาจในการบริหารจัดการทุกฝ่ายอย่างมีส่วนร่วม มีมาตรฐานของสถานศึกษาและมี
ระบบการประเมนิ คุณภาพภายในทีม่ ีคณุ ภาพ
และได้มาตรฐาน
3.5 ด้านสถานท่ี อาคารสถานที่เพียงพอ เหมาะสมกับจำนวนนักเรียน มีความพร้อมในการใหบ้ ริการ
วสั ดุ อปุ กรณ์ เพยี งพอต่อการดำเนนิ งานและการจัดการเรยี นการสอน
3.6 ดา้ นบุคลากร บุคลากรของโรงเรียนมจี ำนวนเพียงพอต่อจำนวนนักเรยี น มคี วามมุ่งม่ันการพัฒนา
ในดา้ นการจดั กระบวนการเรยี นรู้
3.7 ข้อมูลบริบทผู้ปกครอง ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของโรงเรียนให้ความร่วมมือ
อย่างเขม้ แข็ง ให้การสนบั สนนุ กิจกรรมของโรงเรยี น
3.8 ข้อมูลบริบทระดับท้องถิ่นชุมชุน โรงเรียนบา้ นสุไหงโก-ลกตั้งอยู่ในเทศบาลเมอื งสไุ หงโก-ลก ซึ่ง
อำเภอสุไหงโก-ลก เปน็ เมอื งชายแดนตดิ ต่อกับประเทศมาเลเซยี ราษฎรจึงไดร้ ับอิทธิพลทางดา้ นภาษา ศาสนา
ศิลปะ และวัฒนธรรม ประเพณีนิยม และมีจารีตอิสลาม ประชากรในเขตเทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก ส่วนใหญ่
นบั ถือศาสนาอสิ ลาม ประมาณรอ้ ยละ 75 ส่วนศาสนาพุทธและศาสนาอ่นื ๆ ประมาณรอ้ ยละ 25
3.9 ที่ตัง้ หมู่บ้าน โรงเรยี นบ้านสไุ หงโก-ลก ตั้งอยู่เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก อำเภอสไุ หงโก-ลก จังหวัด
นราธิวาส มีพน้ื ทีใ่ นเขตบรกิ ารทงั้ หมด 8 หมู่บา้ น คือ ตำบลสุไหงโก-ลกท้งั หมด และตำบลปาเสมัส 7 ตำบล
3.10 พื้นที่ภูมิศาสตร์ โรงเรียนอยู่ในชุมชนเขตเศรษฐกิจพิเศษ อยู่ในชุมชนเมือง ทำให้การเดินทาง
สะดวก และเปน็ ศนู ยก์ ลางทางการศกึ ษาของชมุ ชน
3.11 ภมู ิปญั ญา การทำผา้ ปาเตะ๊ บาตกิ การทำโรตีสำเร็จรูป
3.12 เครือข่ายภายนอก โรงเรียนสุไหงโก-ลก วิทยาลัยการอาชีพสุไหงโก-ลก สมาคมหอการค้า
นราธวิ าส มหาวิทยาลยั นราธิวาสราชนครนิ ทร์ โรงเรียนเครือขา่ ย
3.13 อาชพี ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชพี ทางการเกษตร เช่น ทำสวนยางพารา ปลูกผัก และ
ไม้ผลยืนต้น ทำนาข้าว และทำการปศุสัตว์แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นลักษณะการผลิตแบบยังชีพ และบางส่วน
ประกอบอาชีพธุรกิจค้าขายและรับจ้างในธุรกิจและในโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประชากรในเขต
เมืองประกอบอาชีพ ดังน้ี ธุรกิจการค้าและบริการภายในเขตเทศบาลเป็นการค้าปลีกและค้าส่งตามปกติ
หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนบา้ นสุไหงโก-ลก พุทธศักราช 2565 70
การค้าชายแดน สินค้าออกจากด่านสุไหงโก-ลก ไปยังประเทศมาเลเซีย จะเป็นผลไม้สด เช่น มะม่วง เงาะ
ทุเรียน สว่ นสินคา้ เข้าจะเป็นไม้แปรรปู ขนมปังกรอบ รับราชการ ทำสวนผลไม้ รบั จ้างทว่ั ไป ธรุ กิจการโรงแรม
3.14 การสื่อสาร ประขากรในพื้นที่อำเภอสุไหงโก-ลก ใช้ภาษาในการสื่อสาร ได้แก่ ภาษาไทยกลาง
ภาษาไทย ถ่นิ ใต้ ภาษาเจะ๊ เห ภาษามาลายู ภาษาจีน และภาษาอังกฤษ
3.15 ศาสนา ประขากรในพื้นที่อำเภอสุไหงโก-ลก นับถือศาสนาอิสลาม ศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ และ
อ่ืน ๆ
3.16 สถานทสี่ ำคัญทางศาสนาท่ีตง้ั อยใู่ นเขตพ้ืนท่ีของหมบู่ ้าน
วดั จำนวน 4 แห่ง สำนกั สงฆ์ จำนวน 1 แหง่
มสั ยดิ จำนวน 6 แหง่ โบสถ์ครสิ ต์ จำนวน 2 แห่ง
ศาลเจา้ จำนวน 1 แห่ง
3.17 งานประเพณ๊ เทศกาล
ชาวไทยที่นับถือศาสนาพุทธ มีลักษณะที่คล้ายคลึงกันไม่แตกต่างไปจากจังหวัดอื่น ๆ เช่น
การแต่งกาย การขึ้นบ้านใหม่ วันสงกรานต์ การบวชนาค วันออกพรรษา ประเพณีเดือนสิบ (วันสารทไทย)
ลอยกระทง
ชาวไทยท่ีนับถือศาสนาอิสลาม มีประเพณี เช่น อาซูรอสัมพันธ์ เมาลิด อีดิลฟิตรี อีดลิ อัฏ
ฮา พธิ ีเข้าสุหนัต พิธนี ิกะห์
สำหรับชาวไทยเชื้อสายจีน มีประเพณี ตรุษจีน เทศกาลเช็งเม้ง เทศกาลไหว้พระจันทร์
วันไหวข้ นมบวั ลอย งานสมโภชน์เจา้ แมโ่ ต๊ะโม๊ะ ถือศลิ กินเจ
3.18 การมีส่วนร่วมของชุมชน การมสี ว่ นรว่ มในกิจกรรมวนั สำคัญทางศาสนา กิจกรรมตา่ ง ๆ เช่น
กีฬาสี สมั พนั ธช์ มุ ชน ฯลฯ
3.19 ทรพั ยากรธรรมชาติในพน้ื ท่ี ป่าพรโุ ต๊ะแดง แมน่ ำ้ สไุ หงโก-ลก ด่านศุลกากร
3.20 แหลง่ เรียนรูภ้ ายใน/ภายนอกสถานศึกษา จำนวน 1 ห้อง
แหล่งเรยี นร้ภู ายใน จำนวน 1 หอ้ ง
1) ห้องสมดุ จำนวน 1 หอ้ ง
2) ร้านกิจกรรมสหกรณ์ จำนวน 1 ห้อง
3) ห้องพยาบาล คลินิกลกู รัก จำนวน 1 หอ้ ง
4) หอ้ งเรยี นสีเขียว
5) ศูนย์เทคโนโลยเี พื่อการศึกษา
หลกั สูตรสถานศึกษาโรงเรยี นบา้ นสไุ หงโก-ลก พุทธศกั ราช 2565 71
6) ศนู ยค์ วบคุมระบบเครอื ขา่ ย จำนวน 1 หอ้ ง
7) เทคโนโลยสี ารสนเทศ ICT CENTER จำนวน 1 ห้อง
8) ห้องศูนย์เรยี นรวม จำนวน 1 ห้อง
9) ห้องรบั รองนักแสดง จำนวน 1 ห้อง
10) ห้องส่ือฝึก สอน สอบ จำนวน 1 หอ้ ง
11) หอ้ งละหมาด จำนวน 2 หอ้ ง
12) หอ้ งอุปกรณไ์ ฟฟ้า จำนวน 1 หอ้ ง
13) ห้องกจิ การลูกเสือ จำนวน 1 ห้อง
14) ห้องครัวไทย จำนวน 1 หอ้ ง
15) ห้องกระจายเสียงมว่ ง-ขาว จำนวน 1 ห้อง
16) หอ้ งคาราโอเกะเพื่อการสื่อสาร จำนวน 1 ห้อง
17) หอ้ ง BSK WORD จำนวน 1 หอ้ ง
18) หอ้ งสมุดอนบุ าล จำนวน 1 ห้อง
19) BSK COFFEE จำนวน 1 หอ้ ง
20) ห้องสืบคน้ ข้อมูล จำนวน 1 หอ้ ง
21) สนามบาส จำนวน 1 สนาม
แหลง่ เรียนร้ภู ายนอก
1) ศนู ยก์ ารศกึ ษาการพฒั นาพกิ ลุ ทองฯ
2) พระราชต าหนักทักษณิ ราชนเิ วศน์
3) TK-PARK จังหวดั นราธวิ าส
4) พิพิธภัณฑ์นราธิวาส
5) ศูนยว์ ทิ ยาศาสตรเ์ พื่อการศึกษานราธวิ าส
6) ศาลเจ้าแมโ่ ต๊ะโม๊ะ
7) ป่าพรุสริ นิ ธร
8) วดั ชลเฉลมิ เขต
9) วัดทองดีประชาราม
10) วัดโก-ลกเทพวมิ ล
3.21 สภาพเศรษฐกิจของชุมชน เทศบาลเมืองสุไหงโก-ลก เป็นเมืองการค้าชายแดน ซึ่งอยู่ติด
ประเทศมาเลเซีย มีนักทอ่ งเท่ยี วเขา้ มาท่องเท่ยี วภายในพื้นท่ี
หลกั สูตรสถานศึกษาโรงเรียนบา้ นสุไหงโก-ลก พุทธศกั ราช 2565 72
3.22 หน่วยธุรกิจ โรงแรม ศูนย์การแสดงสินค้า ธนาคาร ตลาด ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหาร ร้านค้า
ตา่ ง ๆ บริษทั ขนส่ง
3.23 ข้อมูลจังหวัดนราธิวาส การกำหนดอนาคตของการจัดการศึกษาในจังหวัดนราธิวาสมีประเดน็
สำคัญคือการกำหนดความหมายในการทำงานใหม่ และกำหนดบทบาทใหม่ในการทำงาน โดยการปรับ
นโยบายให้เหมาะสมกับพื้นที่ เพื่อนำไปสู่การปรับบทบาทของผู้บริหาร ปรับบทบาทในการจดั การเรียนรูข้ อง
ครู จดั ระบบสนับสนุนการจดั การเรียนรูข้ องครู และให้เชื่อมโยงกับชุมชนโดยใหค้ นในชุมชนได้มบี ทบาทร่วมใน
การจัดการเรยี นรู้ อันมีจุดมุง่ หมายสำคัญไปท่ีสมรรถนะในการเรียนรู้ของผู้เรียนที่ได้คุณภาพ มาตรฐาน ตอบ
โจทย์ชุมชนและตอบความย่ังยนื ของการจดั การเรียนรู้ได้
ภาพการสรา้ งความหมายใหม่และบทบาทใหมใ่ นการจดั การเรียนรขู้ อง จ.นราธวิ าส
3.24 ข้อมูลบริบทระดับชาติ/ประเทศ และโลก การพัฒนาสังคมไทยท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง
อย่างรวดเรว็ ท้งั ในแงบ่ วกและแง่ลบ อนั มผี ลกระทบเชือ่ มโยงจากบริบทสังคมโลก เพอื่ ให้สงั คมไทยสามารถก้าว
ไปข้างหน้าได้อย่างมนั่ คง แข่งขันกับนานาประเทศได้อย่างมีศักด์ิศรีบนฐานแหง่ ความเป็นไทย โดยท่ีประชาชน
มีความสุข ครอบครัว ชุมชน และสังคมมีสันติ การพัฒนาคุณภาพคนจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด แม้การศึกษาจะ
เปน็ กระบวนการสำคัญในการพัฒนาคน แต่ระบบการศึกษาที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพเท่าน้ัน จึงจะเอื้อต่อ
การพัฒนาศักยภาพและความสามารถ ตลอดจนคุณลักษณะต่าง ๆ ของคนที่จะเรียนรู้ และพัฒนาตนเองได้
อย่างตอ่ เน่ืองตลอดชวี ติ โดยเหตุนีไ้ ดก้ ำหนดวิสัยทัศนข์ องการศึกษาหรือ การศึกษาไทยทีพ่ ึงประสงคใ์ นอนาคต
ดังนี้
1) การศึกษาพึงมุ่งพัฒนาคนที่สมดลุ ทัง้ ด้านปญั ญา จิตใจ และสังคม ทั้งในระดับ ความคิด ค่านิยม
และพฤติกรรม โดยเน้นกระบวนการเรียนรู้ และขัดเกลาเชิงสงั คม
- พัฒนาคนไทยให้มีคุณลักษณะ "มองกว้าง คิดไกล ใฝด่ ี" กล่าวคอื เปน็ ผใู้ ฝ่การเรียนรู้ รู้จักคิด
และวิเคราะห์ ใช้เหตุและผลเชิงวิทยาศาสตร์ มีความคิดรวบยอด มีจินตนาการและความคิด
รเิ รมิ่ สรา้ งสรรค์
หลกั สตู รสถานศกึ ษาโรงเรยี นบ้านสไุ หงโก-ลก พุทธศกั ราช 2565 73
- พัฒนาคนไทยให้มีวนิ ัยในตนเอง รับผิดชอบทั้งต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชนและสังคม เคารพ
และรักษากฎเกณฑ์ของสังคม ทำงานด้วยความอดทนมากกว่าการหวังผลสำเร็จด้วยวิธีลัดท่ี
ขาดคุณภาพ ใหค้ นยึดมนั่ ในคุณธรรมและจริยธรรมตามแนวพระพทุ ธศาสนาหรือศาสนาที่แต่
ละคนนับถือ รู้คุณค่าวัฒนธรรมและเอกลักษณ์ของไทย ควบคู่ไปกับการเปิดและเลือกรับ
วัฒนธรรม ต่างประเทศ
- พัฒนาคนไทยให้มคี วามรูค้ วามสามารถและทักษะทจี่ ำเป็นต่อการดำรงชีวิตใน
- โลกยคุ โลกาภิวฒั น์ เชน่ มีความร้ภู าษาต่างประเทศเปน็ อยา่ งดี โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ รู้จัก
ใช้คอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีใหม่ ๆ มีความสามารถเชิงจัดการ เห็นความสำคัญและ
ประโยชน์ในวิทยาการสมัยใหม่ ควบคู่กับภูมิปัญญาไทย ตลอดจนรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง
เป็นผู้รอบรู้ในความสัมพันธ์เชื่อมโยง ในขณะที่สามารถเพิ่มพูนทักษะความ สามารถเฉพาะ
ทางกบั เพิม่ พนู สนุ ทรียภาพ
2) เป็นการศึกษาที่จัดให้สอดคล้องกับความต้องการของบุคคล ชุมชน สังคม และ ประเทศชาติ
สอดคล้องกับความเป็นจริงในวิถีชีวิตของคนกับธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และคุณค่าในสังคมไทย
เพื่อเสริมสร้างความเจริญเติบโตอย่างสมดุลทั้งด้านสังคม การเมือง การปกครอง รวมทั้ง
ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ของประเทศให้สามารถรว่ มมือและแข่งขัน อันจะทำให้
มี การกระจายรายได้ไปสู่ภาคชนบทมากขึ้น เป็นการขจัดช่องว่างทางเศรษฐกิจ สังคมและ
วฒั นธรรม เพิ่มศกั ยภาพของมนุษย์ โดยเฉพาะการศึกษาจะต้องสร้างคนให้รูจ้ ักการสร้างงานด้วย
ตนเอง มีโอกาส มงี านทำอยู่ในท้องถ่นิ ของตนเอง
3) แนวคดิ หรือกระบวนทศั นใ์ นการพฒั นาการศกึ ษาจำเป็นต้องปรับ เพอ่ื ใหก้ ารจดั การศกึ ษา
บรรลุตามวิสัยทศั น์ที่พึงประสงค์ ดงั นี้
- ให้การศกึ ษาเปน็ กระบวนการที่ทำให้ผู้เรียนร้จู ักการเรยี นรู้ รวู้ ิธีแสวงหาความรู้ด้วยตนเองใน
รูปแบบและวธิ กี ารหลากหลายต่อไปได้ และรักทจ่ี ะเรยี นรู้อยา่ งต่อเน่ืองตลอดชีวิต ซ่ึงเป็นสิ่ง
สำคญั อยา่ งยิ่งตอ่ สงั คมยคุ ขอ้ มูลขา่ วสาร และสงั คมแห่งการเรยี นรู้
- เป็นการศึกษาที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา ให้โอกาสผู้เรียน มีบทบาทร่วม ใน
การพัฒนาตนเองให้เต็มตามศักยภาพ ให้ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพและมาตรฐานแทนการ
จัด ตามศักยภาพของผู้จัดหรือหน่วยงานที่จัด และตระหนักถึงสิทธิที่ประชาชนพึงได้รับ
บริการการศึกษา ขัน้ พื้นฐานเป็นอย่างน้อย
- มีรูปแบบการศึกษาที่ให้ทางออกและทางเลือกที่ดีแก่ทุกคน เพื่อสนองความต้องการ
ความสามารถและความถนัด ตลอดจนข้อจำกัดและคุณลักษณะที่แตกต่างของบุคคล แม้
ผู้เรียนจะมีทางเลือกในการศึกษามากขึ้น แต่ต้องเน้นให้ผู้เรียนรู้จักใช้วิจารณญาณในการ
หลกั สูตรสถานศกึ ษาโรงเรียนบา้ นสุไหงโก-ลก พุทธศกั ราช 2565 74
เลือกชอ่ งทางท่ี เหมาะสม เพ่ือการพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถ และวุฒิภาวะความ
เป็นมนุษยม์ ากกว่าการมงุ่ ได้วฒุ บิ ัตรเปน็ สำคญั
- ระดมสรรพกำลังทุกส่วนในสังคมเพื่อการศึกษาทุกส่วนของสังคมทั้งครอบครัว ชุมชน รัฐ
เอกชน องค์กรเอกชน สื่อมวลชน จะต้องตระหนักถึงความรับผิดชอบร่วมกันในการจัด
การศึกษา ทกุ ขนั้ ตอน แทนการผลักภาระใหเ้ ป็นความรับผิดชอบของรัฐอยา่ งเดยี ว แตร่ ัฐต้อง
มีเจตจำนงแน่วแน่ ที่จะสนับสนุนการลงทุน และสร้างโอกาสให้เอื้อต่อการจัดการศึกษาที่มี
คุณภาพอย่างต่อเนื่อง และ จริงจัง เพราะการศึกษาเป็นหัวใจของการพัฒนาประเท ศเป็น
โครงสร้างพื้นฐานทางสติปัญญาที่สัมพันธ์เกี่ยวข้องกับบุคคล และความเจริญก้าวหน้าทาง
เศรษฐกจิ และสงั คมของประเทศโดย สว่ นรวมดว้ ย
4. แบบแผนหลักสตู รฐานสมรรถนะ
4.1 หลักการของหลักสูตรสถานศกึ ษาฐานสมรรถนะ (School Competency-based
Curriculum)
กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ให้
เป็นหลักสูตรแกนกลางของประเทศ เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2551 เริ่มใช้ในโรงเรียนต้นแบบการใช้หลักสูตร
และโรงเรียนทมี่ ีความพรอ้ ม ในปกี ารศกึ ษา 2552 และเริม่ ใช้ในโรงเรยี นทั่วไปในปีการศึกษา 2553 สำนักงาน
คณะกรรมการการศึกษาขน้ั พนื้ ฐาน โดยสำนักวชิ าการและมาตรฐานการศึกษา ไดด้ ำเนนิ การตดิ ตามผลการนำ
หลักสูตรไปสู่การปฏบิ ัติอย่างต่อเนื่องในหลายรูปแบบ ทั้งการประชมุ รบั ฟังความคิดเห็น การนิเทศติดตามผล
การใช้หลักสูตรของโรงเรียน การรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์ของสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา
รายงานผลการวิจัยของหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรและการใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ผลจากการศึกษาพบว่า หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช
2551 มีข้อดีในหลายประการ เช่น กำหนดเป้าหมายการพัฒนาไว้ชัดเจน มีความยืดหยุ่นเพียงพอให้
สถานศึกษาบริหารจัดการหลักสูตรสถานศึกษาได้ สำหรับปัญหาที่พบส่วนใหญ่เกิดจากการนำหลักสูตร
แกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551 สูก่ ารปฏบิ ัติในสถานศึกษาและในห้องเรยี น
นอกจากน้ี การศึกษาขอ้ มูลทิศทางและกรอบยุทธศาสตร์ของแผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแห่งชาติ
ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 - 2564) ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเวลาของการปฏิรูปประเทศและสถานการณ์โลกที่
เปลีย่ นแปลงอยา่ งรวดเรว็ และเชื่อมโยงใกล้ชิดกันมากข้ึน โดยจดั ทำบนพื้นฐานของกรอบยทุ ธศาสตรช์ าติ 20 ปี
(พ.ศ. 2560 - 2579) ซึ่งเป็นแผนหลักของการพัฒนาประเทศ และเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน
(Sustainable Development Goals : SDGs) แผนการศกึ ษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 - 2579
หลักสตู รสถานศกึ ษาโรงเรียนบา้ นสุไหงโก-ลก พุทธศักราช 2565 75
รวมทั้งการปรับโครงสร้างประเทศไปสู่ประเทศไทย 4.0 ซึ่งยุทธศาสตร์ชาติที่จะใช้เป็นกรอบแนว
ทางการพฒั นาในระยะ 20 ปตี ่อจากนี้ ประกอบด้วย 6 ยทุ ธศาสตร์ ไดแ้ ก่ (1) ยทุ ธศาสตรด์ ้านความมน่ั คง (2)
ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน (3) ยุทธศาสตร์การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน
(4) ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางสังคม (5) ยุทธศาสตร์ด้านการสร้าง
การเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและ (6) ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบ
การบริหารจดั การภาครัฐ เพื่อมุ่งสู่วิสัยทศั น์และทิศทาง การพัฒนาประเทศ “ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” เป็น
ประเทศพฒั นาแล้วด้วยการพฒั นาตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ประเด็นท่ีสำคญั เพ่อื แปลงแผนไปสู่การปฏบิ ัติใหเ้ กิดผลสมั ฤทธิ์ได้อย่างแทจ้ รงิ ตามยุทธศาสตร์
การพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน คือ การเตรียมพร้อมด้านกำลังคนและการเสริมสร้างศักยภาพ
ของประชากรในทุกช่วงวัยมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพทุนมนุษย์ของประเทศ โดยพัฒนาคนให้เหมาะสมตาม
ช่วงวยั เพือ่ ใหเ้ ติบโตอย่างมีคุณภาพ การพัฒนาทักษะที่สอดคล้องกบั ความต้องการในตลาดแรงงานและทักษะ
ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 ของคนในแต่ละช่วงวัยตามความเหมาะสม การเตรียมความพร้อม
ของกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนแปลงในอนาคต ตลอดจนการยกระดับคุณภาพ
การศึกษาสคู่ วามเป็นเลศิ
การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานจะต้องสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม
สภาพแวดล้อม และความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว เพื่อพัฒนาและ
เสริมสร้างศักยภาพคนของชาติให้สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยการยกระดับ
คุณภาพการศึกษาและการเรียนรู้ให้มีคุณภาพและมาตรฐานระดับสากล สอดคล้องกับประเทศไทย 4.0 และ
โลกในศตวรรษท่ี 21
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เป็นหลักสูตรสำหรับท้องถิ่นและ
สถานศึกษาได้นำไปใช้เป็นกรอบและทิศทางในการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา และจัดการเรียนการสอนเพ่ือ
พัฒนาเด็กและเยาวชนไทยทุกคนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานให้มีคุณภาพด้านความรู้ และทักษะที่จำเป็น
สำหรับการดำรงชีวิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง และแสวงหาความรู้เพื่อพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องตลอด
ชวี ิต โดยมีมาตรฐานการเรยี นรู้และตวั ชว้ี ัดที่กำหนดไว้ เป็นแนวทางสำหรับหนว่ ยงานท่ีเก่ียวข้องในทุกระดับ
เห็นผลคาดหวังที่ต้องการในการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนที่ชัดเจนตลอดแนว ซึ่งจะสามารถช่วยให้
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับท้องถิ่นและสถานศึกษาร่วมกันพัฒนาหลักสูตรได้อย่างมั่นใจ ทำให้การจัดทำ
หลกั สูตรในระดับสถานศกึ ษามคี ุณภาพและมคี วามเปน็ เอกภาพยง่ิ ขึ้น อีกทั้งยังชว่ ยใหเ้ กดิ ความชดั เจนเรื่องการ
วัดและประเมินผลการเรียนรู้ และช่วยแก้ปัญหาการเทียบโอนระหว่างสถานศึกษา ดังนั้นในการพัฒนา
หลักสตู รในทกุ ระดับตั้งแต่ระดับชาติจนกระท่ังถึงสถานศึกษา จะต้องสะท้อนคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้
และตัวช้ีวัดท่กี ำหนดไวใ้ นหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน รวมท้งั เป็นกรอบทศิ ทางในการจัดการศึกษา
ทกุ รูปแบบ และครอบคลุมผูเ้ รยี นทุกกลุม่ เปา้ หมายในระดบั การศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน
หลักสูตรสถานศกึ ษาโรงเรยี นบา้ นสไุ หงโก-ลก พุทธศกั ราช 2565 76
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่ได้ปรับปรุง ยังคงหลักการและ
โครงสร้างเดิมของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 คือ ประกอบด้วย 8 กลุ่มสาระ
การเรียนรู้ ได้แก่ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนา และ
วฒั นธรรม สุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ การงานอาชีพและเทคโนโลยี และภาษาต่างประเทศ แต่มุ่งเน้นการ
ปรับปรุงเนื้อหาให้มีความทันสมัย ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการต่าง ๆ
คำนงึ ถงึ การส่งเสรมิ ให้ผเู้ รียนมที ักษะทจี่ ำเปน็ สำหรบั การเรยี นรู้ในศตวรรษที่ 21 เปน็ สำคญั เตรียมผ้เู รยี นให้มี
ความพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ พร้อมที่จะประกอบอาชพี เมื่อจบการศึกษา หรือสามารถศึกษาต่อในระดบั ท่ี
สูงขึ้น สามารถแข่งขันและอยู่ร่วมกับประชาคมโลกได้ โดยมีกรอบในการปรับปรุง คือ ให้มีองค์ความรู้ที่เป็น
สากลเทียบเท่านานาชาติ ปรับมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดให้มีความชัดเจน ลดความซ้ำซ้อน สอดคล้อง
และเชื่อมโยงกันภายในกลุ่มสาระการเรียนรู้ และระหว่างกลุ่มสาระการเรียนรู้ ตลอดจนเชื่อมโยงองค์ความรู้
ทางวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี เข้าด้วยกัน จัดเรียงลำดับความยากง่ายของเนื้อหาในแต่ละ
ระดับชั้นตามพัฒนาการแต่ละช่วงวัยให้มีความเชื่อมโยงความรู้และกระบวนการเรียนรู้ โดยให้เรียนรู้ผ่านการ
ปฏิบัติทีส่ ่งเสรมิ ใหผ้ ูเ้ รียนพัฒนาความคิด (สำนักงานคณะกรรมการการศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐาน : หน้า 1 - 2)
การจัดหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานจะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่คาดหวังได้ ทุกฝ่ายท่ี
เกย่ี วข้องทง้ั ระดับชาติ ชุมชน ครอบครวั และบุคคลต้องรว่ มรับผิดชอบ โดยรว่ มกันทำงานอย่างเป็นระบบ และ
ต่อเนื่องในการวางแผน ดำเนินการ ส่งเสริมสนับสนุน ตรวจสอบ ตลอดจนปรับปรุงแก้ไข เพื่อพัฒนาเยาวชน
ของชาตไิ ปสู่คณุ ภาพตามมาตรฐานการเรยี นรู้ทก่ี ำหนดไว้
กระทรวงศึกษาธิการ ไดป้ ระกาศจัดตงั้ พนื้ ทน่ี วัตกรรมการศึกษาจังหวดั ชายแดนภาคใต้ ประกอบด้วย
จังหวัดปัตตานี จังหวัดนราธิวาส และจังหวัดยะลา ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ประกาศ ณ วันที่ 2
ตุลาคม พ.ศ.2561 เพื่อให้มีกลไกขับเคลื่อนการศึกษาที่เข้มแข็งและมีหน่วยงานภายนอกเข้าไปร่วมพัฒนา
นวัตกรรมการเรียนการสอนและการบริหารให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน ทั้งน้ี ส่งเสริมให้สถานศึกษามี
อิสระในการจัดหลักสูตรการจัดการเรียนรู้ การบริหารจัดการที่คล่องตัวให้ครูใช้เวลาในการพัฒนานักเรียน
อย่างเต็มที่ ครูและบุคลากรทางการศึกษาได้รับการพัฒนาให้มีคุณภาพสูง มีการคิดค้นพัฒนานวัตกรรม
การศึกษาที่เหมาะสมกับบรบิ ทและสามารถขยายวิธีปฏิบัติทด่ี ีมีประสทิ ธภิ าพของสถานศึกษาในพืน้ ท่นี วัตกรรม
การศึกษาไปยังสถานศึกษาในพื้นที่อื่นได้ จากนั้น วันที่ 30 เมษายน 2562 ราชกิจจานุเบกษา ได้ประกาศ
พระราชบัญญัติพื้นที่นวตั กรรมการศึกษา พ.ศ. 2562 เพื่อพัฒนาการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานอันเป็นรากฐาน
สำคัญของการพัฒนาคนไทย ให้มีคุณภาพ มีความใฝ่รู้ มีความคิดสร้างสรรค์ มีความสามารถในการสื่อสาร
สามารถอยู่และทำงานร่วมกับผู้อื่นซึ่งมีความแตกต่างหลากหลายได้ มีความรู้เท่าทันได้และมีทักษะในการ
ประกอบอาชีพตามความถนัดของผู้เรียนแต่ละคน และให้รัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และ
ภาคประชาสังคม ร่วมกันพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพและลดความเหลื่อมล้ำในการจัดการศึกษาขั้น
พนื้ ฐานได้อยา่ งแท้จรงิ
หลกั สูตรสถานศกึ ษาโรงเรียนบา้ นสไุ หงโก-ลก พุทธศักราช 2565 77
ทัง้ นี้ พระราชบัญญตั พิ ้นื ทน่ี วัตกรรมการศกึ ษา พ.ศ. 2562 มาตรา 20 (4) กำหนดให้คณะกรรมการ
ขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการศึกษามีบทบาทและหน้าที่ นำหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานตาม
กฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติไปปรับใช้กับการจัดการศึกษาในสถานศึกษานำร่องให้เหมาะสมกับพื้นท่ี
นวัตกรรมการศึกษา และมาตรา 25 กำหนดให้ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ได้รับการปรับ
เพื่อนาไปใช้ตามมาตรา 20 (4) ต้องครอบคลุมสมรรถนะสำคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และ
มาตรฐานการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานตามกฎหมายว่าดว้ ยการศกึ ษาแห่งชาติ โดย
ต้องจัดสาระการเรียนรู้รายวิชาให้หลากหลายและสอดคล้องกับความสามารถ ความถนัดหรือความสนใจของ
ผเู้ รยี น และสภาพภูมิสังคม (พระราชบญั ญัติพน้ื ทนี่ วัตกรรมการศึกษา พ.ศ.2564 : หนา้ 110 – 114)
จังหวัด “นราธิวาส” ตั้งอยู่บนฝั่งทะเลด้านตะวันออกของแหลมมลายู ห่างจากกรุงเทพมหานคร
1,149 กิโลเมตร มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดยะลาและรัฐกลันตัน ประเทศมาเลเซีย การเดินทางระหวา่ งเข้า
ประเทศมาเลเซียจากจังหวัดนราธิวาสเข้าไปยังรัฐกลันตันสามารถเดินทางได้จาก 3 ด่านคือ ด่านสุไหงโก-ลก
ด่านตากใบ และด่านบูเก๊ะตา จังหวดั นราธวิ าสมพี นื้ ที่ 2,797,143 ไร่ พน้ื ท่ี 2 ใน 3 เป็นป่าและภเู ขาหนาแน่น
แถบทศิ ตะวันตกเฉยี งใต้จดเทอื กเขาสนั กาลาครี ี ซ่งึ เปน็ แนวกั้นพรหมแดนไทย – มาเลเซยี ลกั ษณะของพ้ืนท่ีมี
ความลาดเอียงจากทิศตะวันตกไปสู่ทิศตะวันออกพื้นที่ราบส่วนใหญ่อยู่บริเวณติดกับอ่าวไทยและที่ราบลุ่ม
บริเวณแม่น้ำ 4 สาย คือแม่น้ำสายบุรี แม่น้ำบางนรา แม่น้ำตากใบ และแม่น้ำโก-ลก มีพื้นที่ป่าพรุจำนวน
ประมาณ 361,860 ไร่ ส่วนภูมิอากาศ เป็นแบบมรสุมเขตร้อน แบ่งออกเป็น 2 ฤดู คือ ฤดูฝนและฤดูร้อน
ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอสิ ลาม ประชากรท่ีนับถือศาสนาอสิ ลามนิยมใชภ้ าษาพน้ื เมืองหรือภาษายาวี
ในชีวติ ประจำวันมากกว่าภาษาไทย ซงึ่ จะคล้ายคลงึ กับภาษามลายูของประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซียและบรูไน
สำหรับภาษาไทยที่ใช้เป็นภาษาไทยภาคใต้ และภาษาถิ่นสำเนียงเจ๊ะเห เป็นภาษาอัตลักษณ์ประจำถิ่นของ
อำเภอตากใบ ปัญหาการศึกษาที่พบคือผู้ที่จบการศึกษาภาคบังคับ 9 ปี ส่วนใหญ่ไม่ได้เรียนต่อและไม่มีงาน
ทำ ผูส้ ำเร็จการศกึ ษาจงึ เลอื กไปหางานทำทป่ี ระเทศมาเลเซีย รวมถึงเดก็ เลก็ ทผ่ี ูป้ กครองอพยพไปทำงานในฝ่ัง
ประเทศมาเลเซยี ต้องอพยพตนเองดว้ ยเหตขุ องการตดิ ตามพ่อแม่ท่ีไปทำงานต่างแดนโดยเฉพาะในชว่ งปิดภาค
การศึกษา และเมื่อต้องกลับมาเรียนในช่วงเปิดเทอม เด็กนักเรียนจะมีปัญหาเรื่องผู้ปกครอง เศรษฐกิจ ชีวิต
และความเป็นอยู่ รวมถึงปัญหาการใชภ้ าษาไทย ซงึ่ เป็นอุปสรรคสำคัญของการจดั การเรียนรู้
4.2 ปรัชญาทางการศกึ ษาของสถานศกึ ษา (Philosophy)
ผู้นำการศกึ ษา วชิ าการเป็นเลิศ เทิดคณุ ธรรม
4.3 แนวคดิ หลกั ในการพัฒนาโรงเรยี นท้ังระบบ (School Concept) และคำนิยาม
แนวคดิ หลัก (School Concept)
โรงเรียนพหุวัฒนธรรม ศลิ ปกรรมสรา้ งสรรค์
เลศิ ล้ำเทคโนโลยี ส่ือสารตามวิถีชายแดน
หลักสตู รสถานศกึ ษาโรงเรียนบา้ นสไุ หงโก-ลก พุทธศักราช 2565 78
คำนิยาม
โรงเรียนเน้นทกั ษะทางวชิ าการ ส่งเสริมด้านการสอ่ื สาร คิดคำนวณและการใช้เทคโนโลยี
บนพ้ืนฐานของคุณธรรม ในสงั คมพหวุ ฒั นธรรม
4.4 วิสยั ทศั น์ (Vision) ของสถานศึกษา
เป็นองค์กรทม่ี ีคุณภาพพฒั นาผ้เู รียนให้มที กั ษะแห่งศตวรรษท่ี 21
4.5 พนั ธกิจ (Mission) ของสถานศึกษา
1. การจัดการศึกษาเพือ่ เสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลกั ของชาตแิ ละการปกครองใน
ระบอบประชาธิปไตยอันมพี ระมหากษัตรยิ ท์ รงเป็นประมุข
2. จัดการศึกษาให้ผู้เรียนมคี ุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาและพัฒนาศักยภาพผู้เรยี นเพอื่
เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันโดยพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้มีความรู้ทักษะวิชาการ
ทักษะชวี ติ ทกั ษะวชิ าชีพ คุณลกั ษณะในศตวรรษท่ี 21
3. พฒั นาครแู ละบุคลากรใหม้ คี วามเชี่ยวชาญทางวิชาชีพ
4. สนับสนุนผ้เู รียนให้มโี อกาสทางการศึกษาไดร้ ับสิทธเิ ทา่ เทยี มกัน
5. พัฒนาระบบบริหารจัดการแบบบูรณาการ และส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการ
จดั การศึกษา
6. จัดระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพ่อื สนับสนนุ การบริหารจัดการและการจดั การเรยี นรู้
7. ส่งเสรมิ การจัดการศกึ ษาเพ่ือพฒั นาคณุ ภาพชีวติ ทเี่ ปน็ มติ รกับสิง่ แวดลอ้ มยึดหลักปรัชญา
ของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
8. จัดการศึกษาให้สอดคล้องกับอตั ลักษณ์ของสถานศกึ ษาและรองรับการพัฒนาเขตพัฒนา
เศรษฐกจิ พเิ ศษและเมืองต้นแบบสามเหล่ยี มม่ันคงม่ังคงั่ ย่ังยนื
4.6 คุณลักษณะของผู้เรียนตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร หลักสูตรการศึกษาระดับขั้นพื้นฐาน
ของพ้ืนที่นวัตกรรมการศึกษาจังหวัดนราธิวาส ตามหลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช
2551 และฉบบั ปรบั ปรงุ พทุ ธศักราช 2560 มงุ่ พัฒนาผูเ้ รียนให้มีคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้สามารถ
อยรู่ ว่ มกับผู้อ่นื ในสังคมได้อยา่ งมคี วามสุข ในฐานะเปน็ พลเมอื งไทยและพลโลก ดังน้ี
1. รักชาติ ศาสน์ กษตั รยิ ์
2. สำนึกรักบา้ นเกดิ
2.1 รักทอ้ งถน่ิ
2.2 รกั ครอบครัว
2.3 ภาคภูมิใจในตนเอง
3. รักความเปน็ ไทยและความเป็นพลโลก
หลกั สตู รสถานศกึ ษาโรงเรียนบ้านสไุ หงโก-ลก พุทธศักราช 2565 79
4. ใฝเ่ รยี นรู้ รกั การทำงาน รักอาชพี
5. เปน็ พลเมืองดี
5.1 รบั ผิดชอบ
5.2 ความเปน็ พลเมือง
5.3 ซ่ือสัตย์
5.4 มวี นิ ยั
6. มีจติ สาธารณะ
7. อยู่อย่างพอเพยี ง
4.7 สมรรถนะหลกั ของโรงเรียน (School Core Competency)
1. อา่ นออก เขียนได้ และสือ่ สารได้
2. การคิดคำนวณมเี หตุผล
3. มีทักษะชวี ติ บนพน้ื ฐานหลักศาสนา
4. สำนกึ รกั ท้องถิน่ บ้านเกิด
5. มีความสามารถใชเ้ ทคโนโลยี
4.8 ระดับสมรรถนะ ที่ผ้เู รียนจำเป็นต้องไดร้ ับการพฒั นาในแต่ละช่วงช้ัน
สมรรถนะหลัก (Core Competencies) ตาม (ร่าง) กรอบหลักสูตรการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช
2565 ระดบั ประถมศึกษา หมายถงึ สมรรถนะท่ีกำหนดให้เป็นพื้นฐานท่ีนกั เรียนทุกคนต้องได้รับการพัฒนาให้
เป็นความสามารถติดตัวเมื่อจบการศึกษา มีลักษณะเป็นสมรรถนะข้ามกลุ่มสาระการเรียนรู้หรือคร่อมวิชา
สามารถพัฒนาให้เกิดขึ้นแก่ผู้เรียนได้ในกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ ที่หลากหลาย หรือสามารถนำไป
ประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผู้เรียนให้เรียนรู้สาระต่าง ๆ ได้ดีขึ้น เป็นสมรรถนะที่มีลักษณะ “content – free”
คือ ไมข่ ึ้นกบั เน้ือหาสาระของศาสตร์ใด ๆ อยา่ งไรก็ตามสมรรถนะหลักโดยตัวมันเองไม่ได้ปราศจากความรู้ แต่
ความรู้ที่เป็นองค์ประกอบของสมรรถนะหลักจะเป็นองค์ความรู้เชิงกระบวนการ (Procedural Knowledge)
ซึ่งเป็นชุดของขั้นตอนหรือการปฏิบัติเพื่อดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายของสมรรถนะนั้น ๆ เป็นได้ทั้ง
กระบวนการทใี่ ชเ้ ฉพาะศาสตรห์ รือบรู ณาการข้ามศาสตร์ เช่น ความร้ทู เ่ี ป็นองค์ประกอบของสมรรถนะการคิด
ข้ันสงู เป็นเป็นชดุ ความรู้ทีเ่ กี่ยวข้องกับกระบวนการคิดประเภทตา่ ง ๆ เช่น การคิดวเิ คราะห์ การคิดเชิงวิพากษ์
และการคิดสรา้ งสรรค์
4.9 กรอบหลักสูตรการศึกษาข้นั พืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2565 ระดบั ประถมศึกษา กำหนดสมรรถนะ
หลัก 6 ด้าน เพื่อเป็นเป้าหมายการพัฒนาผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ (1) การจัดการตนเอง (2)
การคิดข้ันสูง (3) การสือ่ สาร (4) การรวมพลังทำงานเปน็ ทมี (5) การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง (6) การอยู่ร่วมกับ
ธรรมชาติ และวิทยาการอย่างย่งั ยนื
หลักสตู รสถานศึกษาโรงเรียนบา้ นสุไหงโก-ลก พุทธศกั ราช 2565 80
1) สมรรถนะการจัดการตนเอง (Self-Management: SM)
นิยาม การรู้จัก รัก เหน็ คุณค่าในตนเองและผู้อนื่ การพฒั นาปัญญาภายใน ตงั้ เปา้ หมายใน
ชีวิตและกำกบั ตนเองในการเรียนรแู้ ละใช้ชวี ติ การจดั การอารมณแ์ ละความเครยี ด รวมถึงการจัดการปัญหา
และภาวะวกิ ฤต สามารถฟื้นคืนสู่สภาวะสมดลุ (Resilience) เพอื่ ไปสคู่ วามสำเรจ็ ของเปา้ หมายในชวี ิต มีสขุ
ภาวะที่ดแี ละมีสัมพนั ธภาพกับผู้อ่ืนได้ดี
องค์ประกอบ
1. การเห็นคุณค่าในตนเอง : การรู้จัก รัก เห็นคุณค่าในตนเอง รู้จุดเด่น ข้อจำกัด ความ
สนใจความสามารถ ความถนัด และภาคภูมิใจในตนเอง มั่นใจในตนเอง เห็นอกเห็นใจ
ใหเ้ กียรตแิ ละเคารพสทิ ธิตนเองและผ้อู ืน่ มีความรับผดิ ชอบในตนเอง
2. การมเี ปา้ หมายในชีวิต : การตงั้ เป้าหมายในชีวติ มวี นิ ยั ในตนเอง สามารถบริหารจัดการ
เวลาทรพั ยากร สามารถพง่ึ พาและกำกับตนเองให้ไปสู่เปา้ หมายในชีวติ และมีสุขภาวะท่ีดี
3. การจัดการอารมณ์และความเครียด : การรับรู้ เข้าใจ รู้เท่าทัน อารมณ์ ความรู้สึก
ความคิดและความเครียดทเ่ี กดิ ขน้ึ ในชีวิตประจำวนั ของตนเอง เขา้ ใจสาเหตุและสามารถ
จัดการอารมณ์ ความรูส้ ึก และความคดิ ของตนเอง
4. การจัดการปัญหาและภาวะวิกฤต : การรู้เทา่ ทันการเปล่ียนแปลงทีเ่ กิดจากปัญหาและ
ภาวะวกิ ฤต สามารถฟน้ื คนื สู่สภาวะสมดุลได้ สามารถเตรยี มการ ป้องกัน และแก้ไข
เพอ่ื ใหเ้ กิดความปลอดภยั ในชีวิตและทรพั ยส์ นิ
ระดบั สมรรถนะการจดั การตนเอง
ระดับการพัฒนา ระดับความสามารถ
ระดบั คำบรรยายระดับ ป.1-3 ป.4-6
รู้จักตนเอง (Knowing Self) ทางด้านกายภาพ ความชอบ ความสนใจ จัดการ
1 ชวี ิตประจำวนั ของตนเอง รบั รู้และจดั การอารมณ์และความรสู้ กึ พื้นฐาน ปฏิบัติตน เริม่ ตน้
ตามบรรทดั ฐานทางสงั คมภายใตก้ ารดูแลของผู้อ่ืน
รู้จักตนเองในจุดเด่น จุดควรพัฒนา มีวินัยในการดูแลจัดการชีวิตประจำวันของ
2 ตนเอง รบั รู้และจัดการอารมณแ์ ละความรูส้ กึ พ้ืนฐาน รถู้ ูกผิดในการปฏิบัติตนตาม กำลงั พฒั นา
บรรทัดฐานทางสังคมภายใต้การดูแลของผู้อื่น ตระหนักรู้ในสถานการณ์ที่เป็น
ปัญหาในชีวิตประจำวัน
รู้จักความสามารถของตนเอง มีวินัยในการดูแลจัดการชีวิตประจำวันของตนเอง
3 รับรู้และจัดการอารมณ์และความเครียด แยกแยะสิ่งถูกผิด หลีกเลี่ยงการนำพา สามารถ เริ่มต้น
ตวั เองเขา้ ไปสู่ภาวะเสย่ี งตามคำแนะนำ อดทนต่อปัญหาในชีวติ ประจำวันและการ
เรียน
4 รู้จักความสามารถของตนเอง มีวินัยในการดูแลจัดการชีวิตประจำวันของ เหนอื ความ กำลงั พฒั นา
ตนเอง รบั รู้และจัดการอารมณแ์ ละความเครยี ด ตระหนกั ร้ผู ดิ ชอบชวั่ ดี จัดการ คาดหวัง
หลกั สูตรสถานศกึ ษาโรงเรยี นบา้ นสไุ หงโก-ลก พุทธศักราช 2565 81
ระดับการพฒั นา ระดบั ความสามารถ
ป.1-3 ป.4-6
ระดับ คำบรรยายระดับ
สามารถ
ปัญหาชีวิตประจำวันและการเรียนตามคำแนะนำ พร้อมเผชิญและยอมรับ
เหนอื ความ
ปญั หาท่ีเกดิ ขน้ึ คาดหวัง
มีมโนทัศน์เกี่ยวกับตัวเอง (Self Concept) ที่ถูกต้อง สามารถตัดสินใจและ
5 มุ่งมั่นที่จะจัดการสิ่งที่จำเป็นสำหรับชีวิตและการเรียนของตนเอง รับรู้และ
จัดการอารมณ์และความเครียดละเว้นการกระทำที่ไม่ควรทำ รู้ทันการ
เปลยี่ นแปลงทีเ่ กิดขึ้น จัดการปญั หาชีวิตประจำวันและการเรยี นตามคำแนะนำ
มีความมั่นใจและภาคภูมิใจในตนเอง (Self Esteem) สามารถตัดสินใจและ
วางแผนเกี่ยวกับชีวิตและการเรียนของตนเอง มีวินัยและจูงใจตนเองให้ไปสู่
6 เป้าหมาย รับรู้และจัดการอารมณ์และความเครียด มีจุดยืนและความเชื่อของ
ตัวเอง ปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นและสามารถฟื้นคืนจากสภาพปัญหา
เมือ่ เผชญิ ภาวะวิกฤตตามคำแนะนำ
มีความภาคภูมิใจในตนเอง มีกรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset)
สามารถกำกับตนเองให้ลงมือทำตามแผนเกี่ยวกับชีวิตและการเรียนของตนเอง
7 รับรู้และจัดการอารมณ์และความเครียด แสดงออกตามความเชื่อและจุดยืนของ
ตัวเอง แก้ไขปญั หา มีความรับผิดชอบในผลของการกระทำของตนเอง และฟ้ืนคืน
จากสภาพปญั หาเมอ่ื เผชญิ ภาวะวิกฤตตามคำปรึกษา
มีกรอบความคดิ แบบเติบโต สามารถกำกบั ตนเองใหล้ งมือทำตามแผนเกยี่ วกับชีวิต
และการเรียนของตนเอง และสะท้อนความก้าวหน้าของตนเอง รู้ทันและจัดการ
8 อารมณ์และความเครียด มีความรับผิดชอบในผลของการกระทำของตนเอง
วางแผนปอ้ งกนั ปญั หาและความเสย่ี ง และฟนื้ คืนจากสภาพปัญหาเม่ือเผชิญภาวะ
วิกฤต
2) สมรรถนะการคิดขัน้ สงู (Higher Order Thinking: HOT)
นิยาม สามารถคดิ วิเคราะห์ สังเคราะห์ และตดั สินใจอย่างมีวิจารญาณบนหลักเหตุผลอยา่ ง
รอบดา้ นโดยใช้คุณธรรมกำกับการตดั สินใจไดอ้ ยา่ งมีวิจารณญาณ มีความสามารถคิดอย่างเปน็ เหตเุ ปน็ ผลด้วย
ความเข้าใจถึงความเชือ่ มโยงของสรรพสงิ่ ท่ีอยรู่ ว่ มกนั อย่างเปน็ ระบบ ใชจ้ ินตนาการและความรูส้ รา้ งทางเลือก
ใหมเ่ พ่ือแก้ปัญหาที่ซับซอ้ นได้อย่างมเี ป้าหมาย
องค์ประกอบ
1. การคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking: HOT-CTC) หมายถึง กระบวนการ
คิดที่พิจารณาไตร่ตรองอย่างมีเหตุผล มีจุดประสงค์เพื่อตัดสินว่าสิ่งใดควรเชื่อหรือควร
กระทำ โดยมีหลักฐานสนับสนุนซึ่งเป็นผลมาจากการตีความ ประเมิน วิเคราะห์ สรุป
ความ และอธิบายตามหลักฐาน แนวคิด วิธีการกฎเกณฑ์ หรือบริบทต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ
ข้อมูลทรี่ วบรวมหรือข้อมูลจากการสงั เกต ประสบการณ์ ารใช้เหตุผลการสะท้อนคิด การ
หลกั สูตรสถานศึกษาโรงเรยี นบา้ นสุไหงโก-ลก พุทธศักราช 2565 82
สื่อสาร และการโต้แย้ง นำไปพิจารณาร่วมกับขอ้ มูลด้านอื่น ๆ เช่น ความเหมาะสมตาม
หลักกฎหมาย ศีลธรรม คุณธรรม ค่านิยม ความเชื่อและบรรทัดฐานทางสังคมและ
วฒั นธรรม
2. การคิดเชิงระบบ (System Thinking: HOT-STM) หมายถึง กระบวนการคิดที่
มองเห็นภาพรวมโครงสร้างทั้งหมดที่เชื่อมโยงสัมพันธ์กันเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างเป็น
ระบบ ภายใตบ้ ริบท/ ปัจจยั ของสิ่งแวดล้อมทีเ่ กิดสถานการณ์น้ัน ๆ โดยมองสถานการณ์
ให้ลึกลงไปกวา่ เหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึน เห็นแบบแผนหรอื รูปแบบท่ีเกิดขึน้ เห็นรากเหง้าของ
สถานการณ์และปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์นั้น ๆ จนเกิดความเข้าใจอย่าง
ลึกซึ้งในสถานการณ์นั้น นำไปสู่การออกแบบระบบ เปรียบเทียบแบบจำลองความคิด
ทำนายผลลัพธข์ องการแทรกแซงระบบ และประเมินระบบได้
3. การคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking: HOT-CRT) หมายถึง กระบวนการคิดท่ี
หลากหลาย ริเร่มิ ประเมิน ปรบั ปรงุ และพัฒนาต่อยอดความคิด เพอื่ การแก้ปัญหาหรือ
สร้างทางเลือกที่มีประสิทธิภาพ การสร้างความก้าวหน้าในความรู้ หรือการแสดงออก
อย่างสร้างสรรค์ โดยอาศัยจินตนาการและทักษะพื้นฐานด้านการคิดริเริ่ม คิดคล่อง คิด
ย ื ด ห ย ุ ่ น ค ิ ด ล ะ เ อ ี ย ด ล อ อ ค ิ ด ห ล า ก ห ล า ย ค ิ ด ว ิ เ ค ร า ะ ห์
และสังเคราะห์ เพอ่ื ใหไ้ ด้สง่ิ ใหมท่ ่ีดีกว่า แตกต่างไปจากเดมิ มีประโยชน์ และมีคุณค่าต่อ
ตนเอง ผูอ้ น่ื และสังคมมากกวา่ เดิม ซึ่งสง่ิ ใหม่ในทีน่ ี้อาจเปน็ การปรับหรือประยุกต์สิ่งเดิม
ให้อยู่ในรูปแบบใหม่ หรือเป็นการต่อยอดจากสิ่งเดิม หรือเป็นการริเริ่มสิ่งใหม่ขึ้นมา
ท้งั หมด
4. การคิดแก้ปัญหา (Problem Solving Thinking: HOT-PRB) หมายถึงกระบวนการ
คดิ ทใ่ี ชใ้ นการแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยการกำหนดปัญหา เขา้ ใจเหตุและผล
ของปัญหา วางแผนการแก้ปัญหาโดยรวบรวมข้อมูลเพื่อแก้ปัญหา ออกแบบวิธีการ
แก้ปัญหาที่หลากหลาย และเลือกวิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด ดำเนินการแก้ไขปัญหาตาม
แผนท่วี างไวอ้ ยา่ งเป็นลำดับขั้นตอน เกบ็ และวเิ คราะหข์ ้อมูลเพื่อประเมินและตรวจสอบ
ผลของการแกป้ ญั หา ปรบั ปรงุ จนปญั หาได้รบั การแกไ้ ข
ระดับสมรรถนะการคิดข้ันสงู
ระดบั การพฒั นา ระดับความสามารถ
ระดบั คำบรรยายระดับ ป.1-3 ป.4-6
ต้งั คำถามหรือระบปุ ญั หาอยา่ งงา่ ยจากการสังเกตสิง่ ต่าง ๆ รอบตวั สถานการณ์
หรือปรากฏการณ์ในชีวิตประจำวัน สังเกต จำแนก สำรวจ วางแผน รวบรวม
1 ข้อมูลหรือทรัพยากรสรุปข้อมูล และเสนอแนวทางแก้ปัญหาอย่างง่ายได้ เริ่มต้น
สามารถจินตนาการและเสนอความคิดไดอ้ ย่างอสิ ระ ตลอดจนสามารถผลิตผล
งานอย่างง่ายโดยอาศยั ตน้ แบบ
หลกั สตู รสถานศกึ ษาโรงเรยี นบา้ นสุไหงโก-ลก พุทธศกั ราช 2565 83
ระดับการพฒั นา ระดับความสามารถ
ป.1-3 ป.4-6
ระดบั คำบรรยายระดบั
กำลงั พัฒนา
ตั้งคำถามหรือระบุปัญหาอย่างง่ายจากการสังเกตสิ่งต่าง ๆ รอบตัว
สถานการณ์ หรือปรากฏการณ์ในชีวิตประจำวัน สังเกต จำแนก หรือระบุ
ความสัมพันธ์ของสิ่งที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์หรือสถานการณ์นั้น ๆ ได้
2 สามารถสำรวจ วางแผน รวบรวมข้อมูลหรือทรัพยากร สรุปข้อมูล และเสนอ
แนวทางแก้ปัญหาอยา่ งง่ายได้ พรอ้ มแสดงเหตุผลและประเมินความเหมาะสม
ของคำตอบ สามารถจินตนาการและเสนอความคิดได้อยา่ งคล่องแคล่ว หลาย
ประเภทและหลายทิศทาง ตลอดจนสามารถผลิตผลงานอย่างง่ายโดยอาศัย
ตน้ แบบ
ตั้งคำถามหรือระบุปัญหาอย่างง่ายจากการสังเกตสิ่งต่าง ๆ รอบตัว
สถานการณ์ หรือปรากฏการณ์ในชีวิตประจำวัน สังเกต จำแนก หรือระบุ
ความสัมพันธ์ของสิ่งที่เกี่ยวข้องกับปรากฏการณ์หรือสถานการณ์นั้น ๆ ได้
สามารถสำรวจ วางแผน รวบรวมข้อมูลหรอื ทรัพยากร แปลความหมายข้อมูล
3 ด้วยหลกั ฐานเชิงประจกั ษ์ และสรปุ ขอ้ มูล เพ่ือเปรยี บเทียบ ประเมิน ตัดสินใจ สามารถ เร่มิ ตน้
หรอื เสนอแนวทางแกป้ ัญหาอยา่ งงา่ ยได้ พร้อมแสดงเหตุผล
โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของการออกแบบวิธีการแก้ปัญหา สามารถ
จนิ ตนาการและเสนอความคิดได้อยา่ งคล่องแคล่ว หลากหลาย โดยใช้ความคิด
ที่แปลกใหม่ทีไ่ ม่ซ้ำใครตลอดจนสามารถผลิตผลงานตามจินตนาการโดยอาศยั
ตน้ แบบ
ตั้งคำถามหรือระบุปัญหาอย่างง่ายจากการสังเกตสิ่งต่าง ๆ รอบตัว
สถานการณ์ หรอื ปรากฏการณ์ในชีวติ ประจำวนั โดยละเอียด ระบคุ วามสัมพันธ์
ของสง่ิ ทเี่ ก่ยี วข้องกับปรากฏการณห์ รือสถานการณ์นั้น ๆ ได้ สามารถวางแผน
และดำเนินการสำรวจตรวจสอบเลือกวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล แปล เหนือความ
คาดหวัง
4 ความหมายข้อมลู ด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์ และสรุปข้อมูล พร้อมทั้งประเมิน กำลงั พัฒนา
ความถูกต้องและข้อจำกัดของข้อมูล เพื่อเปรียบเทียบ ประเมินตัดสินใจ หรือ
เสนอแนวทางแก้ปัญหาอย่างง่ายได้ สามารถจินตนาการและเสนอความคิดได้
อย่างคล่องแคล่ว หลากหลาย โดยใช้ความคิดที่แปลกใหม่ที่ไม่ซ้ำใคร หรือ
พฒั นาต่อยอดจากของเดมิ
ตง้ั คำถามหรอื ระบุปัญหาท่ีซับซอ้ น จากการสังเกตสง่ิ ต่าง ๆ สถานการณ์ หรือ
ปรากฏการณในชีวิตประจำวันโดยละเอียด สามารถวางแผนและดำเนินการ
การสำรวจตรวจสอบ เลือกวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล แปล
5 ความหมายข้อมูล เพ่ือสร้างข้อสรุปท่ีแม่นยำและน่าเชอ่ื ถือ พร้อมนำเสนอและ สามารถ
เปรยี บเทียบข้อสรุปท่ีเหมือนหรือแตกต่างกบั ข้อสรปุ ของ
ตน สามารถพัฒนาชิ้นงานหรือวิธีการ โดยใช้ความคิดที่แปลกใหม่ ที่ไม่ซ้ำใคร
หรือพัฒนาต่อยอดจากของเดิม วิเคราะห์องค์ประกอบของชิ้นงานหรือวิธีการ
เพอ่ื สรา้ งแบบจำลองอยา่ งงา่ ย
หลกั สตู รสถานศึกษาโรงเรยี นบ้านสไุ หงโก-ลก พุทธศักราช 2565 84
ระดบั การพฒั นา ระดบั ความสามารถ
ป.1-3 ป.4-6
ระดบั คำบรรยายระดับ
เหนอื ความ
ตั้งคำถามหรือระบุปัญหาหรือสถานการณ์ที่ซับซ้อน จากการสังเกตสิ่งต่าง ๆ คาดหวัง
สถานการณ์หรือปรากฏการณ์ในชีวิตประจำวัน ระบุสาเหตุของปัญหา แยก
ปัญหาเป็นปญั หายอ่ ย ๆ สามารถวางแผนและดำเนนิ การการสำรวจตรวจสอบ
เลือกวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเปรียบเทียบแหล่งข้อมูลและข้อเท็จจริงได้
6 วิเคราะห์ข้อมูล แปลความหมายข้อมูล ลงข้อสรุปได้อย่างถูกต้อง นำเสนอ
ข้อสรุปรวมทั้งเปรียบเทียบและประเมินข้อสรุปที่แตกต่างหรือตรงกันข้ามกับ
ข้อสรุปของตน และสามารถปรับปรุงข้อสรุปของตนตามข้อมูลและหลักฐาน
ใหมส่ ร้างแบบจำลองเพอื่ แสดงโครงสร้างของปัญหาหรือสถานการณ์ได้ พัฒนา
ชิ้นงานหรือวิธีการโดยใช้ความคิดที่แปลกใหม่ที่ไม่ซ้ำใคร หรือพัฒนาต่อ
ยอดจากของเดมิ ใหเ้ หมาะสมตอ่ การใชง้ านจริง
ตั้งคำถามหรือระบุปัญหาหรือสถานการณ์ท่ียากและซับซ้อน จากการสังเกตสิ่งต่าง
ๆ สถานการณ์หรือปรากฏการณ์ในชวี ิตประจำวัน ระบุสาเหตุของปญั หา แยก
ปัญหาเป็นปญั หาย่อย ๆ สามารถวางแผนและดำเนินการการสำรวจตรวจสอบ
โดยใช้เครือ่ งมอื หรอื เทคโนโลยี เลือกวธิ ีการเก็บรวบรวมขอ้ มูล วิเคราะห์ข้อมูล
เพื่อสร้างข้อสรุปที่แม่นยำและน่าเชื่อถือ เปรียบเทียบแหล่งข้อมูลและ
7 ข้อเท็จจริงได้ สามารถลงข้อสรุปได้อย่างถูกต้อง เปรียบเทียบและประเมิน
ขอ้ สรปุ ท่แี ตกต่างหรอื ตรงกันขา้ มกบั ขอ้ สรุปของตนโดยใช้เหตุผลและหลักฐาน
ท่ีหลากหลายและสามารถปรับปรงุ ขอ้ สรุปของตนตามข้อมูลและหลักฐานใหม่
สร้างแบบจำลองเพื่อแสดงโครงสร้างของปัญหาหรือสถานการณ์ได้ พัฒนา
ชิ้นงาน วิธีการหรือนวัตกรรม โดยใช้ความคิดที่แปลกใหม่ที่ไม่ซ้ำใครหรือ
พัฒนาตอ่ ยอดจากของเดมิ ใหเ้ หมาะสมตอ่ การใช้งานจรงิ
ต้งั คำถามหรือระบุปัญหาหรอื สถานการณ์ท่ียากและซับซ้อน จากการสังเกตสิ่งต่าง
ๆ สถานการณ์หรือปรากฏการณ์ในชีวิตประจำวัน ประเมินคำถามว่าสามารถ
สำรวจตรวจสอบได้หรือไม่ ระบุสาเหตุของปัญหา แยกปัญหาเป็นปัญหาย่อย
ๆ สามารถ
วางแผนและดำเนินการการสำรวจตรวจสอบ เลือกวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล
วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสร้างข้อสรุปที่แม่นยำและน่าเชื่อถือ เปรียบเทียบ
8 แหล่งขอ้ มลู และข้อเทจ็ จริงได้นำเสนอข้อสรุปรวมทั้งเปรียบเทยี บและประเมิน
ข้อสรุปที่แตกต่างหรือตรงกันข้ามกับข้อสรุปของตน โดยใช้เหตุผลและ
หลักฐานที่หลากหลายและสามารถปรับปรุงข้อสรุปของตนตามข้อมูลและ
หลักฐานใหม่ สร้างแบบจำลองความคิด เพ่ืออธิบายแนวคิดที่ใช้ในการ
ออกแบบระบบได้ สามารถพัฒนาชิ้นงาน วิธีการหรือนวัตกรรม โดยใช้
ความคิดที่แปลกใหม่ที่ไม่ซ้ำใคร หรือพัฒนาต่อยอดจากของเดิมให้เหมาะสม
ตอ่ การใช้งานจริง
หลกั สูตรสถานศึกษาโรงเรยี นบา้ นสุไหงโก-ลก พุทธศกั ราช 2565 85
3. สมรรถนะการสอ่ื สาร (Communication: CM)
นิยาม มีความสามารถรับรู้ รับฟัง ตีความ และส่งสารด้วยภาษาต่าง ๆ ทั้งวัจนภาษา
และอวัจนภาษาโดยใช้กระบวนการคิด ซึ่งจะนำไปสู่การเรียนรู้ ความเข้าใจ ในระบบคุณค่า การแก้ปัญหา
ร่วมกันผ่านกลวธิ กี ารส่ือสาร อย่างฉลาดรู้ สร้างสรรค์ มพี ลัง โดยคำนึงถงึ ความรบั ผิดชอบต่อสงั คม
องค์ประกอบ
1. การรับสารอย่างมีสติและถอดรหัสเพื่อให้เกิดความเข้าใจ หมายถึง การรับสารด้วย
ความใส่ใจผ่านประสาทสัมผัสในการรับสาร ตลอดจนสามารถตีความ1สารที่ส่งมาได้ทั้ง
ความคิด ความรู้สึก เจตนาตลอดจนสามารถตคี วามสารและสามารถนำสารมาใช้พัฒนา
ตนเองและสงั คม
2. การรับส่งสารบนพื้นฐานความเข้าใจและความเคารพในความคิดเห็นและวัฒนธรรม
ที่แตกต่าง หมายถึง การรับส่งสารด้วยวิธีการที่หลากหลาย ทั้งการเจรจาต่อรอง หรือ
แลกเปลี่ยนข้อมูลสารสนเทศ องค์ความรู้ ประสบการณ์ ผ่านช่องทางหรือสื่อที่มีความ
หลากหลาย ทั้งสื่อบุคคล สื่อธรรมชาติสื่อสิ่งพิมพ์สื่ออิเล็กทรอนิกส์ และสื่อระคน โดย
ปราศจากความขัดแย้งต่าง ๆ และรู้เท่าทัน บนพื้นฐานความเข้าใจในบริบทสังคมที่มี
ความคิดและวฒั นธรรมท่แี ตกต่าง ท้งั ในระดับชมุ ชน ชาติ และสากล
3. การเลือกใช้กลวิธีการสื่อสารอย่างเหมาะสมโดยคำนึงถึงความรับผิดชอบต่อสังคม
เพอ่ื บรรลุวัตถปุ ระสงคใ์ นการสื่อสาร หมายถงึ การเลือกใชว้ ธิ กี ารสอื่ สารในลักษณะต่าง
ๆ ทง้ั วจั นภาษาและอวัจนภาษาตลอดจนการส่ือความหมายผ่านสื่อในรูปแบบต่าง ๆ เพ่ือ
บรรลุเป้าหมายในการสื่อสาร โดยมีความรับผิดชอบต่อผลที่จะเกิดขึ้นในสังคมและ
วัฒนธรรมท่แี ตกต่างทั้งในระดบั ชมุ ชน ชาติ และสากล
ระดับสมรรถนะการส่ือสาร
ระดบั การพฒั นา ระดับความสามารถ
ระดบั คำบรรยายระดบั ป.1-3 ป.4-6
ใชป้ ระสาทสมั ผสั ในการรบั และส่งสารอย่างต้งั ใจ เข้าใจความแตกต่างทางกายภาพ
1 เริ่มต้นทมี่ ีผลต่อการสือ่ สารใช้สอ่ื ภาพ เสยี ง คำพดู ทา่ ทาง สัญลักษณใ์ กล้ตวั และผลงาน
อยา่ งง่าย ๆ ในการสอื่ สารแบบตรงไปตรงมา
รับและส่งสารอย่างตั้งใจโดยใช้ประสาทสัมผัส เข้าใจนัยตรง บอกข้อมูลและความรู้สึก
กำลังทม่ี ีตอ่ สารในสถานการณ์ใกล้ตัวแบบตรงไปตรงมา โดยเลือกและผลิตส่ือท่ีเหมาะสมกับ
2 พฒั นาบุคคลผ่านการเคลื่อนไหว ท่าทาง เสียง ภาษาภาพ สัญลักษณ์ และผลงานแบบง่าย ๆ
พรอ้ มทงั้ คำนึงถงึ ประโยชน์และโทษของการสื่อสารทมี่ ีผลกระทบต่อตนเอง
รับและส่งสารที่เป็นข้อมูล ข้อเท็จจริง และความรู้สึกที่มีรายละเอียดมากขึ้นใน
3 สามารถสถานการณ์ใกล้ตัว มีความอดทนในการรับสารแลกเปลี่ยนประสบการณ์และ เรม่ิ ต้น
สื่อสาร โดยตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างตนเองกับบุคคลใกล้ตัวคำนึงถึง
หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรยี นบา้ นสไุ หงโก-ลก พุทธศักราช 2565 86
ระดับการพฒั นา ระดับความสามารถ
ระดับ คำบรรยายระดับ ป.1-3 ป.4-6
ประโยชน์และโทษของสื่อที่มีต่อตนเอง สามารถสื่อสารเรื่องราวใกล้ตัวทั้งที่เป็น
ภาษา ภาพ เสียง สัญลักษณ์ ท่าทาง การแสดงออกทางศิลปะอย่างง่าย โดยเลือก
และผลิตสอ่ื ใหเ้ หมาะกบั บุคคล และกาลเทศะ
รับและส่งสารที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ที่ใกล้ตัว จับประเด็นสำคัญ หรือ
เหนือวตั ถุประสงค์ของผสู้ ่งสารได้ อธบิ าย ความรู้สึกท่ีเกิดข้ึนจากการรับสารประเภทต่าง ๆ
4 ความ กำลงัที่มีความซับซ้อนมากขึ้น มีความอดทนในการรับและส่งสารใช้สื่อที่มีความ
พฒั นาหลากหลายขึ้น เข้าใจผลกระทบของสื่อที่มตี ่อตนเอง มีจุดมุ่งหมาย และกลวิธีในการ
คาดหวงัส่อื สารและการผลิตส่ือ เพอ่ื สื่อสาระท่ีเป็นประโยชน์ต่อตนเองได้อย่างเหมาะสม
รับและส่งสารที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ในชุมชน สังคม อย่างมีสติ จับประเด็นสำคัญ
ข้อคดิ ทง้ั เชิงบวกและลบทไ่ี ดร้ ับตามวัตถุประสงคข์ องผสู้ ่งสาร แลกเปลี่ยนประสบการณ์ สามารถ
5 อยา่ งมสี ตกิ ับบคุ คลทหี่ ลากหลายขนึ้ ในสถานการณ์ที่มีความซบั ซอ้ น ท้ังโลกจรงิ และโลก
เสมือน มีมารยาทและจริยธรรมในการสือ่ สาร เลือกใช้กลวธิ ีในการผลิตสื่อและสือ่ สารที่
เหมาะสม และเกดิ ประโยชนต์ อ่ ตนเองและตอ่ กลมุ่ ตามจุดม่งุ หมายทีก่ ำหนดไว
รับและส่งสารผ่านส่ือที่หลากหลาย โดยปราศจากอคติ สรุปประเด็น ตีความ และ
ประเมินคุณค่า ในมิติความจริง (ข้อมูลข่าวสาร) ความดี (แก่นแนวคิด) และความ เหนอื
งาม (อารมณ์ สุนทรียะ) แบบง่ายได้ สื่อสารอย่างสร้างสรรค์เพื่อการอยู่ร่วมกนั ใน ความ
6 สังคม โดยคำนึงถึงผลกระทบของการสื่อสาร รู้ผลกระทบของสื่อ ประเมินคุณค่า
และจริยธรรมในการสื่อสาร ผ่านสื่อประเภทต่าง ๆ มีจุดมุ่งหมายในการสื่อสาร
การผลิตส่ือ และออกแบบการสื่อสารเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อตนเอง ต่อกลุ่ม และ คาดหวัง
ต่อสงั คม
รับและส่งสารผ่านสื่อที่หลากหลาย โดยปราศจากอคติ สรุปประเด็น ตีความ
วิเคราะห์ และประเมินคุณค่าในมิตคิ วามจริง ความดี ความงาม ที่มีความซับซ้อน
7 มากขน้ึ และเข้าใจกฎหมายท่เี กย่ี วขอ้ งกับการส่ือสารสามารถออกแบบการสื่อสาร
ที่ซับซ้อนได้อย่างมีศิลปะ และสร้างสรรค์ในการสื่อสารมากขึ้น โดยคำนึงถึง
ประโยชน์ท้งั ต่อตนเอง กล่มุ และสังคมของตนเอง ตามจดุ ม่งุ หมายทีก่ ำหนดไว้
รับและส่งสารที่มีความซับซ้อนผ่านสื่อที่หลากหลาย โดยปราศจากอคติ ตีความ
วิเคราะห์ วิพากษ์จุดเด่นจุดด้อย ประเมินคุณค่าของสารที่เกิดประโยชน์กับคนหมู่
มาก หรือที่ทดสอบได้ว่าเป็นประโยชน์จริงหรือที่เป็นไปตามอุดมการณ์ สื่อสาร
8 ทางบวก ผลิตสื่อที่ใช้เทคโนโลยีการสื่อสารที่ซับซ้อนได้ โดยคำนึงถึงกฎหมายท่ี
เกี่ยวข้อง และสามารถออกแบบการสื่อสารผ่านสื่อหลากหลายประเภทได้อย่าง
เหมาะสมกบั กลุ่มเปา้ หมายท่ีตอ้ งการ คำนงึ ถึงสิทธิและประโยชน์ของสว่ นรวมและ
มีความรับผิดชอบต่อสังคม
หลักสตู รสถานศึกษาโรงเรียนบา้ นสไุ หงโก-ลก พุทธศักราช 2565 87
4. สมรรถนะการรวมพลังทำงานเปน็ ทมี (Teamwork and Collaboration: TC)
นิยาม สามารถจัดระบบและกระบวนการทำงาน กิจการ และการประกอบการใด ๆ ทั้งของ
ตนเอง และร่วมกับผู้อื่น โดยใช้การรวมพลังทำงานเป็นทีม มีแผน ขั้นตอน ให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย มี
ภาวะผู้นำมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ มีการประสานความคิดเหน็ ทีแ่ ตกต่างสู่การตัดสินใจและแก้ปัญหาเป็น
ทมี อย่างรับผดิ ชอบร่วมกัน สร้างความสมั พนั ธท์ ี่ดีและจดั การความขัดแยง้ ภายใต้สถานการณ์ท่ียุง่ ยาก
องค์ประกอบ
1. เป็นสมาชิกทีมที่ดีและมีภาวะผู้นำ มีทักษะการทำงานเป็นทีม รับผิดชอบในบทบาท
หน้าที่ของตนและของทีม มีความยืดหยุ่นในการทำงานร่วมกับกลุ่มคนที่แตกต่าง นำ
จุดเด่นของตนและสมาชิกมาใช้ในการทำงานให้บรรลุเป้าหมาย สะท้อนการทำงานของ
ตนเองและทีม ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพของทีมสร้างแรงบันดาลใจในการพัฒนา
ตนเอง ให้เป็นที่ยอมรับและไว้วางใจ ประสานความร่วมมือภายในม
และระหว่างทีม สร้างค่านิยมใหม่ในการทำงานร่วมกัน และการพัฒนาทีมที่เข้มแข็ง
สามารถเปน็ ต้นแบบผ้สู รา้ งการเปล่ียนแปลง
2. กระบวนการทำงานแบบร่วมมือรวมพลงั อย่างเปน็ ระบบ สามารถจัดระบบการทำงาน
กิจการ และการประกอบการใด ๆ ทั้งของตนเอง และร่วมกับผู้อื่น ร่วมกันกำหนด
เปา้ หมาย แผนการทำงานขั้นตอน และกระบวนการทำงานเป็นทีม เห็นภาพความสำเร็จ
ของทมี คำนึงถงึ ประโยชน์ของทีมก่อนประโยชน์ส่วนตน แบง่ บทบาทหนา้ ที่ให้เหมาะสม
กับศักยภาพของสมาชิก รับผิดชอบตามบทบาทหน้าที่ด้วยความใส่ใจมีความพยายามใน
การทำงานและสนับสนุนช่วยเหลือให้เกิดความสำเร็จ เคารพ รับฟัง แลกเปลี่ยน และ
ประสานความคิดเหน็ ท่ีแตกต่าง ประยุกต์ใชท้ ักษะการคดิ ขั้นสูงในการตัดสินใจเป็นทมี ท่ี
มีประสิทธิภาพประเมินและปรับปรุงกระบวนการทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ ด้วย
ความโปร่งใสและตรวจสอบได้ ร่วมรับผิดและรับชอบต่อผลการตัดสินใจของทีม เห็น
คณุ ค่าของการทำงานแบบรว่ มมอื รวมพลงั
3. สร้างความสัมพันธ์ท่ีดีและการจัดการความขัดแย้ง มีทัศนคติเชิงบวกในการทำงาน
ร่วมกับผู้อื่น เห็นคุณค่าของสัมพันธภาพที่ดี สร้างและรักษาความสัมพันธ์อันดีในทีม ให้
ความไว้วางใจซึ่งกันและกันปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความจริงใจ เห็นอกเห็นใจในฐานะที่เป็น
มนุษย์ด้วยกัน เคารพและเห็นประโยชน์ของความแตกต่างหลากหลาย มีทักษะและใช้
วธิ กี ารป้องกนั และจดั การความขดั แยง้ ไดอ้ ยา่ งเปน็ ระบบ
หลกั สูตรสถานศึกษาโรงเรยี นบา้ นสุไหงโก-ลก พุทธศักราช 2565 88
ระดับสมรรถนะการรวมพลงั ทำงานเป็นทีม ระดับความสามารถ
ระดับการพัฒนา ป.1-3 ป.4-6
ระดบั คำบรรยายระดบั เริม่ ต้น
รับรู้บทบาทหนา้ ท่ีของตนเอง มงุ่ ม่นั ทำงานและทำกิจกรรมของตนเองและร่วมกับ กำลงั
พัฒนา
1 ผอู้ ่นื ไดส้ ำเร็จตามข้อตกลง กฎ กติกา และแสดงออกอยา่ งเหมาะสมในสถานการณ์
ต่าง ๆ ตามคำช้ีแนะ สามารถ เรม่ิ ต้น
รู้และรับผิดชอบในบทบาทหน้าที่ของตนเอง มีความมั่นใจในการทำงานตามขั้นตอน
เหนอื กำลัง
2 ต่าง ๆ ให้สำเร็จ ตามคำแนะนำ และปฏิบัติตามกฎ กติกาของทีม เมื่อได้รับการชี้แนะ ความ พฒั นา
เพือ่ สนับสนุนการทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นให้บรรลุผลสำเร็จ สามารถรบั รู้ความรู้สึกของ คาดหวัง
ผอู้ ื่นและตอบสนองตอ่ สถานการณ์ต่าง ๆ ตามคำแนะนำ
มีความรับผิดชอบและใช้จุดเด่นในการทำงานให้สำเร็จ รักการทำงานเป็นสมาชิก สามารถ
3 ทีมที่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การกำหนดเป้าหมายการสร้างข้อตกลงและการ เหนอื
ทำงานของทีม แสดงออกถึงความเข้าใจต่อเพื่อนในทีมด้วยความเป็นมิตรตาม ความ
คำแนะนำ คาดหวัง
เป็นสมาชิกทีมที่รับผิดชอบต่อบทบาทและงานตามที่ได้รับมอบหมายจัดระบบ
4 ความคิดก่อนลงมือทำงานอย่างเป็นลำดับขั้นและปฏิบัติงานจนสำเร็จ รวมทั้งการ
ชว่ ยเหลอื เพ่ือนในทีม โดยปฏิบัติตอ่ ผูอ้ ่นื อยา่ งเป็นมิตร
เป็นสมาชิกที่ริเริ่มกำหนดเป้าหมาย วิธีการทำงานทั้งของตนเองและทีมใช้ความคิด
5 สร้างสรรค์ในการวางแผนการทำงานอย่างเป็นลำดับขั้นและปฏิบัติงานจนสำเร็จ
วิเคราะห์และสะท้อนการทำงาน แสดงความคิดเห็นและสนับสนุนการทำงานของสมาชิก
ในทีมใหบ้ รรลุเป้าหมาย
เป็นผูน้ ำตนเองมสี ว่ นรว่ มในการตัดสินใจและการทำงานเพอื่ ให้บรรลุเปา้ หมายของ
6 ตนเองและทีม จัดระบบความคิดและการทำงาน สะท้อนผลการทำงานโดย
ตระหนักถงึ เปา้ หมายและสมั พันธภาพเชิงบวกของทีม
เป็นผู้นำตนเอง สร้างการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจและกระบวนการทำงาน
ตรวจสอบและพัฒนางานร่วมกับผู้อื่นอย่างเป็นระบบ มีวิธีการทำงานที่โปร่งใส
7 ตรวจสอบได้ สร้างสัมพันธภาพเชิงบวก และจัดการความขัดแย้งด้วยความเข้าใจ
และยอมรับ ความแตกต่าง ความเสมอภาคและเท่าเทียมกันโดยไม่เลือกปฏิบัติ
เหน็ คุณค่าของทกุ คนในทมี อย่างเท่าเทียมกัน
มีภาวะผู้นำ ใช้ทักษะการคิดขั้นสูง เพื่อมองเห็นภาพความสำเร็จ ตัดสินใจและ
8 ทำงานอย่างมีส่วนร่วม เพื่อขับเคลื่อนทีมให้บรรลุเป้าหมายด้วยกระบวนการ
ทำงานท่ีโปร่งใส ตรวจสอบได้ อกี ทง้ั รกั ษาสมั พนั ธภาพเชงิ บวกในทีม
หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรยี นบ้านสุไหงโก-ลก พุทธศกั ราช 2565 89
5. สมรรถนะการเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง (Active Citizen: AC)
นิยาม การปฏิบัติตนอย่างรับผิดชอบในฐานะพลเมืองไทยและพลโลก รู้เคารพสิทธิ
เสรีภาพของตนเองและผู้อื่น เคารพในกฎกติกาและกฎหมาย มีส่วนร่วมทางสังคมอย่างมีวิจารณญาณ อยู่
ร่วมกับผู้อื่นท่ามกลางความหลากหลาย เห็นคุณค่าของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ มีบทบาทในการตัดสินใจและ
สรา้ งการเปล่ียนแปลงทางสงั คม โดยยดึ มนั่ ในความเทา่ เทยี มเปน็ ธรรม คา่ นยิ มประชาธปิ ไตย และสนั ติวิธี
องคป์ ระกอบ
1. พลเมืองรูเ้ คารพสิทธิ เคารพสทิ ธิเสรภี าพของผู้อ่นื ตระหนักในสทิ ธเิ สรภี าพของตนเอง
ช่วยเหลือ ใหเ้ กียรติ และเห็นอกเหน็ ใจผู้อืน่ บนพน้ื ฐานของการพึง่ พาอาศัยกัน โดย
ปราศจากอคติ ไม่เลอื กปฏิบตั ิเพือ่ การอยู่รว่ มกันอย่างสันติ
2. พลเมืองรบั ผิดชอบต่อบทบาทหนา้ ที่ ปฏบิ ัตติ นตามกฎ กติกา ข้อตกลง กฎหมาย อยา่ ง
ถูกต้องและเหมาะสม รบั ผิดชอบบทบาทหน้าที่ตนเองในฐานะพลเมืองไทยและพลโลก
3. พลเมืองมีสว่ นร่วมอยา่ งมวี จิ ารณญาณ ตดิ ตามสถานการณ์และประเด็นปญั หาของ
สังคมอยา่ งมวี ิจารณญาณ มีส่วนรว่ มทางสังคมด้วยจติ สาธารณะและสำนกึ สากล
4. พลเมอื งผสู้ ร้างการเปลี่ยนแปลง มีความกระตือรือร้นในการสรา้ งการเปล่ียนแปลงเชิงบวก
ทางสงั คม บนพ้ืนฐานของความเทา่ เทยี มเปน็ ธรรม ค่านิยมประชาธิปไตย และสันตวิ ธิ ี
ระดับสมรรถนะการเปน็ พลเมอื งที่เข้มแขง็
ระดบั การพฒั นา ระดบั ความสามารถ
ระดับ คำบรรยายระดับ ป.1-3 ป.4-6
เข้าใจผลกระทบของการกระทำอะไรที่ตามใจตนเอง รับผิดชอบและปฏิบัติตน
1 ตามคำแนะนำอย่างเหมาะสม มีส่วนร่วมในกิจกรรมส่วนรวมและแจ้ง เรมิ่ ตน้
ผู้เก่ียวขอ้ งเมอ่ื พบปัญหาในชัน้ เรยี น
มีความสามารถในการยับยั้งชั่งใจ เคารพสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น รู้จักปฏิเสธ
กำลงัช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อได้รับการร้องขอ รับผิดชอบและปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมตาม
2 พฒั นาบทบาทหน้าที่ของตนเอง มีส่วนร่วมในกิจกรรมส่วนรวมต่าง ๆ ที่โรงเรียนจัดขึ้น
หรือครูมอบหมายและแจง้ ผเู้ กีย่ วข้องเม่ือพบปัญหาหรอื ความขัดแยง้ ในชั้นเรยี น
อิสระที่จะคิดและแสดงออกที่รับผิดชอบและไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน เคารพ
สิทธเิ สรีภาพของผ้อู ่นื ชว่ ยเหลอื ผ้อู น่ื รบั ผดิ ชอบและปฏิบตั ิตนอยา่ งเหมาะสม
3 ตามบทบาทหน้าที่ของตนเอง เคารพต่อสถาบันหลักของชาติ ติดตามข้อมูล เริม่ ตน้
สามารถข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับตนเอง ครอบครัว เพื่อนร่วมชั้นเรียน มีส่วนร่วมใน
กิจกรรมส่วนรวมต่าง ๆ ในระดับชั้นเรียนหรือโรงเรียน แก้ไขปัญหาความ
ขัดแยง้ ในชั้นเรยี นอยา่ งมเี หตุผล
หลกั สตู รสถานศึกษาโรงเรยี นบา้ นสุไหงโก-ลก พุทธศกั ราช 2565 90
ระดบั การพฒั นา ระดับความสามารถ
ระดับ คำบรรยายระดบั ป.1-3 ป.4-6
อดทนอดกลั้นในความคิดเห็นและการแสดงออกทแ่ี ตกต่าง ยอมรบั ความแตกต่าง
หลากหลาย ช่วยเหลือและแบ่งปันกับผู้อื่น รับผิดชอบและปฏิบัติตนอย่าง เหนอื กำลงั
เหมาะสมตามบทบาทหน้าที่ในฐานะพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยอันมี ความ พัฒนา
4 พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เคารพต่อสถาบันหลักของชาติ ติดตามและ
ตรวจสอบข้อมูลข่าวสารเข้าร่วมกิจกรรมและร่วมเป็นอาสาสมัครในกิจกรรม
คาดหวังสาธารณะประโยชน์ระดับโรงเรียนและชุมชน หาทางออกร่วมกันกับผู้เกี่ยวข้อง
ในการแกป้ ัญหาหรอื ความขัดแยง้ อยา่ งมีเหตุผล
รู้จกั และปกปอ้ งสิทธเิ สรีภาพของตนเอง และผูอ้ นื่ ยอมรบั และเคารพความแตกต่าง
หลากหลาย พยายามที่จะเห็นอกเห็นใจ ช่วยเหลือและแบ่งปันกับผู้อื่นรับผิดชอบ
และปฏิบัติตนอย่างเหมาะสมตามบทบาทหน้าที่ในฐานะพลเมืองในระบอบ สามารถ
5 ประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เคารพต่อสถาบันหลักของชาติ
ติดตามและตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร เข้าร่วมกิจกรรมและร่วมเป็นอาสาสมัครใน
กิจกรรมสาธารณะประโยชน์ระดับโรงเรียนและชุมชน หาทางออกร่วมกันกับ
ผู้เกี่ยวขอ้ งในการแก้ปัญหา โดยใชก้ ระบวนการปรึกษาหารือตามวิถีประชาธปิ ไตย
รู้จกั และปกป้องสิทธเิ สรีภาพของตนเอง และผอู้ ่นื พยายามทจี่ ะเห็นอกเห็นใจ
และช่วยเหลือผู้อื่น เคารพและปฏิบัติตนตามกฎ กติกาทางสังคม มีความ เหนือ
รับผิดชอบต่อผลการกระทำตามบทบาทหน้าท่ีพลเมืองประชาธิปไตย ติดตาม
6 และประเมินความถูกต้องและน่าเชื่อถือของข้อมูล ริเริ่มและมีส่วนร่วมทาง ความ
สังคมในประเด็นที่สนใจระดับท้องถิ่นและประเทศ ด้วยจิตสาธารณะ คาดหวัง
กระตอื รอื รน้ ในการหาทางออกและร่วมสร้างการเปล่ยี นแปลงร่วมกันเกี่ยวกับ
ประเด็นปัญหา โดยคำนึงถึงความเท่าเทียมเป็นธรรมด้วยสันติวิธีและวิถี
ประชาธปิ ไตยอันมพี ระมหากษตั ริยท์ รงเปน็ ประมขุ
รู้จักและปกป้องสทิ ธิเสรีภาพของตนเอง และผู้อื่น พยายามที่จะเหน็ อกเห็นใจ
ผู้อื่นทั้งในโลกจริงและโลกเสมอื น ให้เกียรติ ช่วยเหลือผู้อ่ืนโดยไม่เลือกปฏิบัติ
เคารพและปฏิบัติตนตามกฎ กติกาทางสังคม มีความรับผิดชอบต่อบทบาท
หน้าที่พลเมืองประชาธิปไตย ติดตามและประเมินความถูกต้องและน่าเชื่อถือ
7 ของข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และ
วัฒนธรรมริเริ่มและมีส่วนร่วมทางสังคมในประเด็นที่สนใจระดับท้องถิ่นและ
ประเทศด้วยจิตสาธารณะ กระตือรือร้นในการหาทางออกรว่ มกันและริเริ่มใน
การสร้างการเปลี่ยนแปลงของท้องถิ่น ภูมิภาค และประชาคมโลก เกี่ยวกับ
ประเด็นปัญหาโดยคำนึงถึงความเท่าเทียมเป็นธรรม ด้วยสันติวิธีและวิถี
ประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษตั รยิ ์ทรงเปน็ ประมขุ
ยดึ มนั่ ในหลกั สทิ ธเิ สรภี าพและความเสมอภาค พยายามทีจ่ ะเห็นอกเหน็ ใจผู้อื่น
8 ทั้งในโลกจริงและโลกเสมือนบนพื้นฐานของการพึ่งพาอาศัยกันโดยปราศจาก
อคติใช้วิจารณญาณในการติดตามสถานการณ์และประเด็นปัญหา ริเริ่มและมี
ส่วนร่วมทางสังคมในประเด็นที่หลากหลายระดับภูมิภาคและประชาคมโลก
หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรยี นบา้ นสไุ หงโก-ลก พุทธศักราช 2565 91
ระดับการพฒั นา ระดบั ความสามารถ
ระดบั คำบรรยายระดบั ป.1-3 ป.4-6
ด้วยจิตสาธารณะและสำนึกสากล กระตือรือร้นในการร่วมสร้างการ
เปลี่ยนแปลงเชิงบวกเกี่ยวกับประเด็นปัญหาของท้องถิ่น ด้วยค่านิยม
ประชาธิปไตย
6. สมรรถนะการอยู่รว่ มกับธรรมชาติ และวิทยาการอย่างย่ังยืน (Sustainable
coexistence with living in the harmony of nature and science: SLNS)
นิยาม มีความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับปรากฏการณ์ของโลกและเอกภพและความสัมพันธ์
ของคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์และธรรมชาติในชีวิตประจำวัน ใช้และรู้เท่าทันวิทยาการเทคโนโลยี มีความ
อยากรู้ อยากเห็น ช่างสังเกต เห็นคุณค่า สามารถแก้ปัญหา หรือสร้างสรรค์นวัตกรรมได้เพื่อการ
ดำรงชีวิตและอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างย่ังยืน
องค์ประกอบ
1. การเขา้ ใจปรากฏการณ์ที่เกดิ ขึ้นบนโลกและในเอกภพ: สืบเสาะ ทำความเข้าใจ
ข้อเทจ็ จริง สาเหตุ กระบวนการ และผลกระทบทเ่ี กิดข้ึนของปรากฏการณ์ตา่ ง ๆ ที่
เกดิ ขึ้นบนโลก และในเอกภพ
2. การเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์เพื่อการอยู่ร่วมกันกับ
ธรรมชาติอย่างยั่งยืน: มองเห็นปัญหา เชื่อมโยงและประยุกต์ใช้ความรู้ ทักษะและ
กระบวนการทางคณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยเี พื่อแก้ปัญหา หรือสร้างสรรค์
นวตั กรรม เพ่ือการดำรงชีวติ และอย่รู ว่ มกับธรรมชาตอิ ย่างย่ังยืน
3. การสร้าง ใช้ และรู้เท่าทันวิทยาการเทคโนโลยี: สร้างและใช้เทคโนโลยีอย่างมี
ประสิทธิภาพสร้างสรรค์ รู้เท่าทัน มีความฉลาดทางดิจิทัล คำนึงถึงผลกระทบต่อชีวิต
สง่ิ แวดล้อม และสังคม
4. การมีคุณลกั ษณะทางคณิตศาสตร์และวทิ ยาศาสตรส์ ำหรบั การเข้าใจระบบธรรมชาติ
และการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน: มีความอยากรู้อยากเห็น ช่างสังเกต เข้าใจระบบ
ธรรมชาติ เห็นคุณค่าของคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เพื่อการดำรงชีวิตและอยู่ร่วมกับ
ธรรมชาติอย่างย่งั ยืน
หลักสูตรสถานศกึ ษาโรงเรียนบา้ นสไุ หงโก-ลก พุทธศักราช 2565 92
ระดับสมรรถนะการอย่รู ่วมกับธรรมชาติ และวิทยาการอยา่ งย่ังยนื ระดับความสามารถ
ป.1-3 ป.4-6
ระดบั การพัฒนา
เริม่ ตน้
ระดบั คำบรรยายระดบั
กำลัง
ช่างสงสัย มีจินตนาการ สังเกต ซักถาม เก็บรวบรวมข้อมูลอย่างกระตือรือร้น พฒั นา
บอกข้อเท็จจริง ลงความเห็น จากการสังเกต จำแนกความแตกต่างของข้อมูล
นำเสนอข้อมูลในรูปแบบที่เหมาะสม และอธิบายสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ สามารถ เรม่ิ ตน้
1 ตนเองและสิ่งรอบตัว ทำกิจกรรม กิจวัตรต่าง ๆและแก้ปัญหาโดยใช้ความรู้ เหนอื กำลงั
คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และ/ หรือเทคโนโลยี ใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัย ความ พัฒนา
และเหมาะสม มีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อมรอบตัว ใช้สิ่งของอย่าง คาดหวงั
ประหยัด
ช่างสงสัย กระตือรือร้นในการตั้งคำถามและรวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมืออย่าง สามารถ
ง่าย อ่านข้อมูลและลงข้อสรุปเพื่ออธิบายสาเหตุของสถานการณ์ใกล้ตัวจาก
2 ความสัมพันธ์ของหลักฐานที่รวบรวมได้ แก้ปัญหาจากสถานการณ์ใกล้ตัวหรือ
สิ่งแวดล้อมโดยใช้ความรู้คณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์ และ/ หรือเทคโนโลยี ใช้
เทคโนโลยีอย่างปลอดภัย และเหมาะสม มีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อมใน
โรงเรยี นหรอื ชมุ ชนใช้ส่ิงของอย่างใส่ใจและรู้คุณคา่
กระตือรือรน้ และมฉี นั ทะในการใฝห่ าความรู้ ตงั้ คำถามที่นำไปส่กู ารหาคำตอบ
และรวบรวมข้อมูลโดยใช้เครื่องมืออย่างง่าย เลือกรูปแบบการนำเสนอ
วิเคราะห์ และประเมินความน่าเชื่อถือของข้อสรุป อธิบายสาเหตุของ
ปรากฏการณ์จากหลักฐานที่รวบรวมได้และเชื่อมโยงผลที่มีต่อชีวิตและ
3 สิ่งแวดล้อมในชุมชน ออกแบบแนวทางและลงมือแก้ปัญหาจากสถานการณ์
ใกล้ตัวหรือสิ่งแวดล้อมโดยใช้ความรู้คณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์ และ/ หรือ
เทคโนโลยี ใช้เทคโนโลยอี ยา่ งปลอดภยั และเหมาะสม ใสใ่ จ ดูแลส่ิงแวดล้อมใน
บริเวณบ้าน โรงเรียน หรือชุมชนของตนเอง ใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างรู้
คุณคา่
รวบรวมข้อมูลอย่างซื่อสัตย์ ออกแบบและเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมประเมิน
ความน่าเชื่อถือของข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลที่จัดการเพื่อลงข้อสรุปอธิบายสาเหตุ
และกระบวนการของปรากฏการณ์จากหลักฐานที่รวบรวมได้โดยใช้ความรู้ใน
4 ศาสตร์ต่าง ๆ และเชื่อมโยงผลต่อธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมในชุมชน คาดการณ์
เกี่ยวกับปรากฏการณ์โดยอาศัยหลักวิชาและไม่มีอคติ ออกแบบแนวทางและลง
มือแก้ปัญหาจากสถานการณ์ต่าง ๆ ในธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม โดยใช้ความรู้
คณิตศาสตร์วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี ใช้เทคโนโลยีตามวัตถุประสงค์อย่าง
คมุ้ คา่ และปลอดภยั รับร้แู ละมีจติ สำนึกในการดูแลธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดล้อม
ใส่ใจ และมีฉันทะในการใฝ่หาความรู้ สังเกต ตั้งคำถามที่นำไปสู่การหาคำตอบ
เกี่ยวกับปรากฏการณ์ทั่วไป ประเมนิ และเลือกวธิ ีการรวบรวมขอ้ มูลที่สอดคล้องกับ
5 คำถาม ประเมินความน่าเชือ่ ถือของขอ้ มลู จัดการและนำเสนอข้อมูลหลายประเภท
ได้อย่างเหมาะสม วิเคราะห์และเลือกชุดข้อมูลที่สอดคล้องกับสมมติฐาน และ
ประเมินข้อสรุปและข้อกล่าวอ้างอธิบายสาเหตุและกระบวนการของปรากฏการณ์
หลักสตู รสถานศกึ ษาโรงเรยี นบา้ นสไุ หงโก-ลก พุทธศักราช 2565 93
ระดบั การพฒั นา ระดับความสามารถ
ป.1-3 ป.4-6
ระดบั คำบรรยายระดับ
เหนือ
จากหลกั ฐานทร่ี วบรวมไดโ้ ดยใชค้ วามรใู้ นศาสตรต์ ่าง ๆ และเชอื่ มโยงผลตอ่ ธรรมชาติ ความ
และส่งิ แวดลอ้ มในชมุ ชน คาดการณ์เก่ยี วกับปรากฏการณโ์ ดยอาศยั หลักวิชาอย่างมี คาดหวัง
เหตุผลและไม่มีอคติ แก้ปัญหาปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของ
ปรากฏการณต์ ่าง ๆ ในระบบธรรมชาติ โดยใช้ความรู้คณิตศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ และ
เทคโนโลยี ใช้เทคโนโลยีอยา่ งคุม้ คา่ ปลอดภยั และเหมาะสม รบั รู้และเห็นตัวเองเป็น
สว่ นหน่ึงของระบบธรรมชาติ ใช้ทรัพยากรธรรมชาตติ ามความจำเปน็
มุ่งมั่นในการหาสาเหตุของปรากฏการณ์ ออกแบบวิธีการรวบรวมข้อมูล
วเิ คราะหแ์ ละนำเสนอขอ้ มลู ที่ค่อนขา้ งซับซ้อนและประเมินความสมเหตุสมผล
ของข้อสรุปและการอนุมาน ยอมรับและยินดีเปลี่ยนแปลงข้อสรุปเมื่อมี
หลกั ฐานท่ีน่าเช่อื ถอื เพียงพอ อธิบายสาเหตแุ ละกระบวนการของปรากฏการณ์
จากหลักฐานที่รวบรวมได้โดยใช้ความรู้ในศาสตร์ต่าง ๆ และเชื่อมโยงผลต่อ
6 ธรรมชาติและสง่ิ แวดลอ้ มในระดบั ประเทศอย่างเปน็ ระบบ คาดการณ์เก่ียวกับ
ปรากฏการณ์โดยอาศัยหลักวิชาและข้อมูลรอบด้าน แก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ
ด้วยคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี และปฏิบัติตนเพื่ออยู่ร่วมกับ
การเปลี่ยนแปลงของปรากฏการณ์ในระบบธรรมชาติได้อย่างเหมาะสม ใช้
เทคโนโลยีโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม และรู้เท่า
ทนั ในการสอ่ื สารผ่านโลกดจิ ิทัล ใชท้ รัพยากรธรรมชาติอยา่ งมคี วามรบั ผดิ ชอบ
มุ่งมั่น อดทน และจดจ่อในการหาสาเหตุของปรากฏการณ์ที่ค่อนข้างซับซ้อน
สงั เกต ตง้ั คำถาม ออกแบบ ประเมนิ และปรับปรุงวิธกี ารและเครื่องมือในการ
เก็บรวบรวมข้อมลู ตรวจสอบและประเมนิ ความน่าเช่ือถือของขอ้ มูล ประเมิน
และปรับปรุงการนำเสนอข้อมูลให้เหมาะสม ใช้ความรู้ในการประเมินความ
สมเหตุสมผลของข้อสรุปและการอนุมาน อธิบายสาเหตุและกระบวนการของ
ปรากฏการณ์จากหลักฐานที่รวบรวมได้ และใช้ความรู้ หลักการ ทฤษฎี หรือ
7 กฎและเชื่อมโยงผลต่อชีวิต ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในระดับประเทศอย่าง
เปน็ ระบบ พยากรณ์เก่ยี วกบั ปรากฏการณอ์ ย่างสมเหตุสมผลและใช้ข้อมูลรอบ
ด้าน แก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ไม่คาดคิดเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของมนุษย์
สิ่งแวดล้อม และธรรมชาติ ด้วยคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มี
ส่วนร่วมในการปกป้องหรือฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมในโรงเรียนหรือชุมชน โดยเสนอ
แนวทาง นำไปปฏิบัติ ตรวจสอบผลและปรับปรุงวิธีการ ใช้เทคโนโลยีโดย
คำนึงถึงผลที่เกิดขึ้นต่อตนเอง สังคม และสิ่งแวดล้อม สร้างและแบ่งปันข้อมลู
อย่างปลอดภยั
สร้างโครงงานตามหัวข้อที่กำหนด โดยตั้งคำถาม กำหนดขอบเขตที่ศึกษา
ออกแบบ ประเมิน และปรับปรุงวิธีการรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลและ
8 เลือกการอนุมานที่ตรงกับเงื่อนไขและข้อจำกัดอย่างมีเหตุผล อธิบายสาเหตุ
และกระบวนการของปรากฏการณ์ที่ซบั ซ้อนจากหลกั ฐานที่รวบรวมได้ โดยใช้
ความรู้ หลักการ ทฤษฎี กฎ และปัจจัยต่าง ๆที่เกี่ยวข้อง และเชื่อมโยงผลตอ่