2
3 คํำนํำ กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ใน โรงเรียนทุกโรงในปีการศึกษา 2553 หลักสูตรดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาผู้เรียน ให้มีสมรรถนะที่สําคัญ ได้แก่ความสามารถในการสื่อสารความสามารถในการคิดความสามารถในการแก้ปัญหาความสามารถใน การ ใช้ทักษะชีวิตและความสามารถในการใช้เทคโนโลยีและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ได้แก่รักชาติศาสน์กษัตริย์ ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัยใฝ่เรียนรู้อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการทํางาน รักความเป็นไทยและมีจิตสาธารณะในการ นี้กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศ จุดเน้นการปฎิรูปการศึกษาในทศวรรษที่ 2 (พ.ศ. 2552- 2561) เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2553 เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนําไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ในเรื่อง ทักษะชีวิตการรู้จัก ตนเอง ยอมรับ ความแตกต่างระหว่างตนเองและผู้อื่น มองตนเองและผู้อื่นในแง่บวก จัดการกับอารมณ์ของ ตนเองได้เคารพสิทธิของตนเองและผู้อื่น รักและเห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น และ ภาคภูมิใจเชื่อมั่นในตนเอง และผู้อื่น กิจกรรมแนะแนวเป็นกิจกรรมหนึ่ง ในกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่จะช่วยให้บรรลุจุดเน้นดังกล่าว เพราะ เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้รู้จักเข้าใจรักและเห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น สามารถวางแผน การ เรียน อาชีพ รวมทั้งการดําเนินชีวิตและสังคม สามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสม และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่าง มี ความสุขโรงเรียนสว่างอารมณ์วิทยาคม ได้จัดทําเอกสาร แนวทางการจัดกิจกรรมแนะแนวระดับ มัธยมศึกษา เพื่อเป็นแนวทางให้ครูผู้ทําหน้าที่แนะแนวในระดับมัธยมศึกษา มีแนวทางในการพัฒนาผู้เรียน ได้ตาม เจตนารมณ์ของกระทรวงศึกษาธิการต่อไป งานแนะแนว โรงเรียนผักแพววิทยา
4 สารบัญ คู่มืองานแนะแนว..............................................................................................................................................4 การแนะแนวคืออะไร....................................................................................................................................4 การบริการงานแนะแนวมี3 ประเภท ...........................................................................................................7 กระบวนการแนะแนว...................................................................................................................................8 จุดประสงค์ของงานแนะแนวในโรงเรียน .......................................................................................................9 บริการงานแนะแนว......................................................................................................................................9 พัฒนาการของนักเรียน..............................................................................................................................13 การจัดกิจกรรมแนะแนว หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ............................................15 แนวการสอนกิจกรรมแนะแนวชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1.................................................................................18 แนวการสอนกิจกรรมแนะแนวชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2.................................................................................20 แนวการสอนกิจกรรมแนะแนวชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3.................................................................................22 แนวการสอนกิจกรรมแนะแนวชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4.................................................................................23 แนวการสอนกิจกรรมแนะแนวชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5.................................................................................24 แนวการสอนกิจกรรมแนะแนวชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6.................................................................................26
5 การแนะแนวคืออะไร การแนะแนวคือจิตวิทยาประยุกต์แขนงหนึ่งที่ว่าด้วย กระบวนการพัฒนาคนให้รู้จักตนเองอย่างถ่อง แท้รู้จักความถนัดความชอบ สติปัญญา ภูมิหลังของตนเอง วิเคราะห์ตนเองได้ถูกต้อง รู้จักเลือกและตัดสินใจ ได้ปรับตนเองได้อย่างเหมาะสมและสามารถดําเนินชีวิตได้อย่างเป็นสุขช่วยตนเอง หรือพึ่งตนเองได้เป็น กระบวนการที่ส่งเสริมให้บุคคลได้มีบทบาทเต็มที่ในการเรียนรู้เพื่อที่จะพัฒนาศักยภาพและสามารถจัดการกับ ชีวิตของตนอย่างฉลาด การจัดประสบการณ์ในการเรียนรู้ที่จะพัฒนาศักยภาพนั้นต้องสอดคล้องกับ สภาพแวดล้อม ความพร้อมในการเรียนรู้ความถนัด ความสนใจและความต้องการของผู้เรียนการแนะแนวเป็น กระบวนหนึ่งของการศึกษาที่จะพัฒนามนุษย์ให้เป็นพลเมืองดีมีความรู้ในทักษะกระบวนการต่าง ๆสามารถ อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้และมีความสุขในการดํารงชีวิต ความสํำคัญ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2542 มีความมุ่งหมายและหลักการว่า การจัดการศึกษา ต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้และคุณธรรมมี จริยธรรมและวัฒนธรรมในการดํารงชีวิต สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุขและกําหนดแนวการจัด การศึกษาต้องยึดหลักว่า ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนมี ความสําคัญที่สุดกระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตาม ศักยภาพ โดยจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจ และความถนัดของผู้เรียน คํานึงถึงความ แตกต่างระหว่างบุคคลฝึกทักษะกระบวนการคิดการจัดการการเผชิญสถานการณ์และการประยุกต์ความรู้มา ใช้ในการป้องกัน แก้ไขปัญหา และเรียนรู้จากประสบการณ์จริง ดังนั้นหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึง กําหนดให้มีสาระการเรียนรู้8 กลุ่มวิชาและกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนทั้งนี้กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสังคมและเทคโนโลยีที่ก่อให้เกิดทั้งผลดีและผลเสีย ส่งผล ให้การดําเนินชีวิตในปัจจุบันมีความยุ่งยากซับซ้อนมากยิ่งขึ้น บุคคลจึงจําเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิถีการดําเนิน ชีวิตให้สามารถดํารงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีคุณค่า มีศักิด์ศรีกิจกรรมแนะแนวจึงมีความสําคัญในการทําให้ ทุกคนอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างมีความสุขบนพื้นฐานของการรู้จักตนเองและเข้าใจผู้อื่น คู่มืองานแนะแนว
6 ธรรมชาติและลักษณะเฉพาะ กิจกรรมแนะแนวเป็นกระบวนการพัฒนาและช่วยเหลือผู้เรียนด้วยการจัดบริการและกิจกรรมที่ หลากหลายทั้งเป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่ม โดยมุ่งให้ผู้เรียนสามารถจัดการชีวิตของตนได้ตามความสนใจความ ถนัดและความสามารถบนพื้นฐานของความเชื่อว่าคนเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า สามารถพัฒนาให้เจริญงอกงาม ได้เต็มตามศักยภาพของแต่ละบุคคลจุดมุ่งหมาย เพื่อให้บุคคลรู้จักตนเอง รู้จักโลกแวดล้อม สามารถตัดสินใจ แก้ปัญหา รู้จักเลือกและวางแผนชีวิตการ เรียน อาชีพ และสามารถปรับตนเองได้อย่างเหมาะสม สามารถพัฒนาตนเต็มศักยภาพ อันจะนําไปสู่การมีชีวิต ที่มีความสุขความสําเร็จและเป็นประโยชน์ สรุปการแนะแนวมีจุดมุ่งหมายหลัก 3 ประการคือ 1. ป้องกัน 2.แก้ไข 3. พัฒนา ปรัชญาและหลักการแนะแนว ปรัชญา หลักการ 1.คนทุกคนมีคุณค่าและมีศักิด์ศรีแห่งความเป็น มนุษย์ 1.จัดบริการให้กับทุกคน (ไม่เลือกปฏิบัติ)และ ให้บริการด้วยความเคารพในเกียรติแห่งความเป็น มนุษย์ที่เท่าเทียมกัน โดยคํานึงถึงประโยชน์ของ ผู้รับบริการเป็นสําคัญ 2.คนทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกัน 2.การจัดบริการจะต้องคํานึงถึงสิทธิเสรีภาพของ บุคคลไม่มีการบังคับ 3.คนแต่ละคนมีศักยภาพที่สามารถพัฒนาและ เรียนรู้ได้ 3.การให้บริการต้องเปิดโอกาสให้บุคคลได้มีบทบาท สําคัญในการใช้ปัญญาเรียนรู้หาวิธีแก้ปัญหาด้วย ตนเองและได้พัฒนาตนเต็มตามศักยภาพของตน ทุก คนย่อมมีความแตกต่างกันบริการแนะแนวต้องจัดให้ นักเรียนทุกคนเพื่อเขาได้มีโอกาสเลือกและ ตัดสินใจ ด้วยตนเอง การจัดวิชาเรียนควรจัดให้นักเรียนมี โอกาส เลือกเรียนอย่างกว้างขวาง ตาม ความถนัด ความสนใจ ความสามารถ และสอดคล้อง กับความ ต้องการของท้องถิ่นและสังคมโลก
7 ปรัชญา หลักการ 4.แต่ละคนมีความแตกต่างกัน แต่มีความต้องการ พื้นฐานที่เหมือนกัน 4.การให้บริการต้องตอบสนองความต้องการของ ผู้รับบริการและคํานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล คนมีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาบริการแนะแนว ต้องจัดอย่างต่อเนื่องให้นักเรียนรู้จักตนเองเพื่อ สามารถวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับ สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปจนสามารถตัดสินใจได้ 5. พฤติกรรมย่อมมีสาเหตุและบุคคลเปลี่ยนแปลงได้ ตามเหตุ 5.การให้บริการคือการอํานวยเหตุปัจจัยที่เหมาะสม ในการสร้างเสริมพัฒนาการหรือพฤติกรรมพึง ประสงค์พฤติกรรมทุกอย่างย่อมมีสาเหตุการ จัดการแนะแนวจึงต้องศึกษาพฤติกรรมของนักเรียน ให้ชัดเจนเพื่อให้ครูและนักเรียนเกิดความเข้าใจกัน ยอมรับความจริงตลอดจนสามารถแก้ไขและพัฒนา ตนได้ 6.คนทุกคนย่อมมีปัญหาคนต้องอยู่ร่วมกันในสังคม ที่ต้องพึ่งพาอาศัยกันและพฤติกรรมของแต่ละบุคคล ย่อมส่งผลกระทบต่อบุคคลอื่น 6.การให้บริการช่วยเหลือเพื่อมนุษย์เป็นภารกิจที่ พึงกระทํา ด้วยความเมตตา และด้วยความรู้ความ เข้าใจและทุกคนควรมีส่วนร่วมรวมถึงการช่วยเหลือ สังคม และสิ่งแวดล้อม ขอบข่ายงานแนะแนว บริการ จุดมุ่งหมาย วิธีการ /เทคนิค/เครื่องมือ 1. บริการสํารวจข้อมูล เพื่อให้ครูรู้จักนักเรียนและให้นักเรียน รู้จักตนเองในทุกด้าน เช่ น ความสามารถความถนัดความสนใจ บุคลิกภาพฯลฯ การสังเกตสัมภาษณ์สอบถาม ทดสอบอัตชีวประวัติระเบียน พฤติการณ์สังคมมิติระเบียนสะสม การศึกษาเด็กเป็นรายบุคคล 2. บริการสนเทศ เพื่อให้เด็กได้รับข้อมูลข่าวสารความรู้ ที่จําเป็นในด้านการศึกษาอาชีพ สภาพสังคม สิ่งแวดล้อม และเลือก ปรับตนให้เหมาะสมต่อสถานการณ์ และความเปลี่ยนแปลง การปฐมนิเทศ ปัจฉิมนิเทศโฮมรูม การ จัดป้ายนิเทศ นิทรรศการการเชิญ วิทยากรบรรยายการอภิปราย การศึกษานอกสถานที่การใช้ แหล่ง เรียนรู้เทคโนโลยีและ สื่อมวลชน
8 บริการ จุดมุ่งหมาย วิธีการ /เทคนิค/เครื่องมือ 3. บริการให้คําปรึกษา เพื่อช่วยให้เด็กสามารถคิดตัดสินใจ และแก้ปัญหาด้วยตนเองได้อย่าง รอบคอบและเหมาะสม การให้คําปรึกษารายบุคคลและกลุ่ม 4.การจัดวางตัวบุคคล เพื่อช่วยให้เด็กได้รับบริการและ ประสบการณ์อันจะเป็นการแก้ปัญหา พัฒนาตนเองตามความ ต้องการ การจัดเด็กเข้าเรียนหรือเข้าร่วม กิจกรรมที่เหมาะสม ตามความสนใจ ความถนัดการสอนซ่อมเสริม การฝึก ทักษะทางการเรียน ทักษะการทํางาน ทักษะชีวิตและสังคม การจัดหางาน การฝึกงานการจัดทุนการศึกษาฯลฯ 5.ติดตา ม และ ประเมินผล เพื่อติดตามนักเรียนที่สําเร็จการศึกษา และติดตามการดําเนินงานแนะ แนว ทั้งระบบเพื่อประเมินผลและ พัฒนา งาน แบบสอบถาม แบบประเมิน การ สังเกต สัมภาษณ์จดหมายติดต่อและแบบ ประเมินต่างๆ การบริการงานแนะแนวมี3 ประเภท 1.แนะแนวด้านการเรียนหรือการศึกษา ซึ่งมีขอบข่ายงานตั้งแต่การสร้างเจตคติที่ดีต่อการเรียนการ ฝึก ทักษะหรือเทคนิคการเรียนที่มีประสิทธิภาพ การวางแผนการเรียนที่ดีการรู้ช่องทางการศึกษาและการ เลือกทางศึกษาต่อตลอดทั้งการสร้างนิสัยเรียนรู้ตลอดชีวิต 2.แนะแนวอาชีพ ซึ่งมีขอบข่ายงานตั้งแต่การสร้างเจตคติที่ดีต่อการทํางาน และการประกอบอาชีพ การสร้าง ความตระหนัก รับรู้เกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของโลกอาชีพ การสํารวจอาชีพ การตัดสินใจและ วางแผนด้านอาชีพ การเตรียมตัวเพื่ออาชีพ การเข้าสู่อาชีพและการพัฒนาตนเองเพื่อความก้าวหน้าในอาชีพ ตลอดทั้งการปรับตนในการ ทํางาน 3.แนะแนวด้านชีวิตและสังคม ซึ่งมีขอบข่ายงานตั้งแต่การรู้จัก ตนเอง รู้จักชีวิตและสังคมที่ เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การรู้จักตนเองและรู้คุณค่าของตน การรู้จักปรับตัวและแก้ปัญหา การพัฒนา ตนเองการฝึกทักษะชีวิตและ ทักษะทางสังคม เพื่อให้มีบุคลิกภาพ สุขภาพกายสุขภาพจิตที่ดี
กระบวนการแนะแนว กระบวนการแนะแนวคือการจัดระบบการทํางานแนะแนวให้มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกันดังนี้ คู่มืองานแนะแนว โรงเรียนสว่างอารมณ์วิทยาคม ปีการศึกษา ๒๕๖๓ 8
9 จุดประสงค์ของงานแนะแนวในโรงเรียน 1. เพื่อให้นักเรียนรู้จักและเข้าใจตนเองในทุกๆด้าน เช่น ความถนัดความสามารถความสนใจ เพื่อ นํามาเป็นแนวทางในการศึกษาต่อและเลือกอาชีพได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมกับตนเอง 2. เพื่อให้นักเรียนรู้จักและเข้าใจบุคลอื่น ตลอดจนสามารถปรับตัวเข้ากับผู้อื่นได้ดีและดําเนินชีวิตอยู่ ในสังคมได้อย่างเป็นสุข 3. เพื่อให้นักเรียนสามารถวิเคราะห์ปัญหาและแก้ปัญหาของตนได้ด้วยวิธีการที่ถูกต้องเหมาะสม 4.การจัดกิจกรรมแนะแนว 1 คาบต่อสัปดาห์จะทําให้ครูแนะแนวได้ใกล้ชิดเด็กและรู้จักเด็กแต่ละ คนได้ดียิ่งขึ้น เป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์ต่างๆให้กับนักเรียน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการให้คําปรึกษาและ ช่วยเหลือเด็กในด้านต่างๆได้ 5. ในคาบแนะแนว นอกจะให้ความรู้ในด้านต่างๆที่เด็กสามารถนําไปใช้ให้เกิดประโยชน์แล้วยังเปิด โอกาสให้เด็กได้แสดงออกในเรื่องที่ถูกต้อง โดยจัดกิจกรรมต่างๆให้เด็กได้มีส่วนร่วมและได้แสดงออกในทางที่ เหมาะสม 6. ห้องแนะแนวจะเป็นแหล่งข้อมูล ให้ข่าวสาร ความรู้กับนักเรียนในด้านต่างๆ เช่น ข้อมูลใน การศึกษาต่อ แนวทางการประกอบอาชีพ ข้อมูลในการปรับตัวของนักเรียนและในห้องแนะแนวจะมีห้องให้ ปรึกษาเพื่อบริการแก่นักเรียนที่ต้องการให้เป็นความลับ 7. เพื่อเป็นการช่วยเหลือนักเรียนตามแต่กรณีเช่น ทุนการศึกษา ทุนอาหารกลางวัน หางานพิเศษให้นักเรียน เพื่อช่วยเหลือในด้านเศรษฐกิจ สรรหาและส่งเสริมนักเรียนเรียนดีและมีความสามารถพิเศษ 8. เพื่อติดตามผล ประเมินผลนักเรียนทั้งที่กําลังศึกษาอยู่ในโรงเรียนและที่จบการศึกษา และติดตาม พฤติกรรมของนักเรียนเพื่อเป็นประโยชน์ในการพัฒนานักเรียน บริการงานแนะแนว 1. บริการศึกษาและรวบรวมข้อมูลเป็นรายบุคล 1.1 การสํารวจและศึกษาข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับตัวนักเรียน 1.2 การใช้เทคนิคและเครื่องมือทางการแนะแนว 1.3 การเยี่ยมบ้านนักเรียน 1.4 การทําระเบียนสะสม 1.5 การสํารวจปัญหาและความต้องการของนักเรียน 1.6 การจัดหาและจัดทําเครื่องมือทางการแนะแนว 1.7 การวิเคราะห์และวินิจฉัยข้อมูลของนักเรียน 2. บริการสนเทศ 2.1 การจัดหาผลิตรวบรวมเอกสารต่างๆ 2.2 การจัดศูนย์สนเทศ 2.3 การจัดบอร์ดเพื่อเสนอข้อควรรู้ 2.4 การประชาสัมพันธ์เช่น การทํา จุลสารการจัดรายการวิทยุโรงเรียน 2.5 การผลิตเอกสารในรูปแบบต่างๆ 2.6 การประชุมชี้แจงนักเรียน การเผยแพร่ความรู้เรื่องการแนะแนว
10 3. บริการให้คํำปรึกษา 3.1 การให้คําปรึกษารายบุคล 3.2 การให้คําปรึกษาเป็นกลุ่ม 3.3 การติดต่อผู้ปกครอง 3.4 การส่งตัวนักเรียนไปให้หน่วยอื่นช่วยแก้ปัญหา (กรณีพิเศษ) 3.5 การให้บริการแก่ผู้ปกครองที่มาปรึกษา 3.6 การติดตามผลหลังให้คําปรึกษา 3.7 การเก็บสถิติหลังให้คําปรึกษา 4. บริการจัดวางตัวบุคลส่งเสริม ช่วยเหลือ พัฒนา 4.1 บริการช่วยเหลือนักเรียนในการเลือกแผนการเรียน การศึกษาต่อและอาชีพ 4.2 การพิจารณาทุนการศึกษา 4.3 การหางานพิเศษให้นักเรียน การสนับสนุนให้มีรายได้พิเศษระหว่างเรียน 5. บริการติดตามและประเมินผล 5.1 ติดตามผลนักเรียนที่สําเร็จการศึกษา 5.2 ติดตามผลนักเรียนที่ได้รับบริการ 5.3 การนําเสนอผลการติดตาม 6. งานสอนกิจกรรมแนะแนว 6.1 การจัดการเรียนการสอนกิจกรรมแนะแนวในระดับชั้นมัธยมศึกษากําหนดให้สอนสัปดาห์ละ 1 คาบ 6.2 จัดแผนพัฒนาการสอนวิชากิจกรรมแนะแนว 6.3 ในคาบเรียนและการปฏิบัติกิจกรรมให้มีการบันทึกพฤติกรรมของนักเรียนโดยให้นักเรียนประเมิน ตนเอง ให้เพื่อนประเมินและอาจารย์ผู้สอนประเมินให้นักเรียนทราบเป็นระยะ 7. งานทุนการศึกษา 7.1 ประชาสัมพันธ์หลักเกณฑ์ของทุนการศึกษา 7.2 โรงเรียนตั้งคณะอนุกรรมการการพิจารณานักเรียนที่คุณสมบัติตรงกับหลักเกณฑ์การพิจารณา 7.3 ครูผู้ดูแลทุนการศึกษาจัดทําข้อมูล และหลักฐานการประกอบการสมัคร 7.4 ส่งต่อข้อมูลนักเรียนที่มีคุณสมบัติพร้อมหลักฐานประกอบการสมัครให้เจ้าของทุนการศึกษา การปฏิบัติงานแนะแนวในสถานศึกษา การปฏิบัติงานแนะแนวในสถานศึกษาแบ่งได้เป็น 3 ลักษณะดังต่อไปนี้ 1.การจัดบริการแนะแนวอย่างเป็นระบบโดยมีบริการครบ 5 บริการ และครอบคลุมงานแนะแนวทั้ง 3 ประเภท ทั้งนี้จะต้องมีการกําหนดผู้รับผิดชอบอยู่ในโครงสร้างการบริหารของโรงเรียน และต้องมีโครงการ แผนงาน งบประมาณที่แสดงถึงการปฏิบัติงานที่ต่อเนื่องทั้งปี 2.การจัดกิจกรรมแนะแนวเพื่อพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตร ที่กําหนดให้สถานศึกษาต้องจัดกิจกรรม พัฒนาผู้เรียน (ซึ่งแบ่งเป็นกิจกรรมแนะแนวและกิจกรรมนักเรียน)และถือเป็นส่วนสําคัญในการจบหลักสูตร 3.การประยุกต์ใช้หลักการแนะแนวและกระบวนการแนะแนว ในการจัดหลักสูตรและพัฒนาการ เรียน การสอน การปกครองดูแลที่เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ
11 กิจกรรมเรียนรู้ในคาบแนะแนว 1. เป็นกิจกรรมที่ไม่ได้เน้นเนื้อหาวิชาและกระบวนการวัดผลการเรียนเหมือนการเรียนการสอนในวิชา ทั่วไป 2. เป็นการรวมกลุ่มของนักเรียนเพื่อทํากิจกรรมอันจะช่วยให้นักเรียนเกิดการพัฒนาในด้านต่าง ๆและ สามารถแก้ปัญหาได้ 3. ไม่มีหน่วยการเรียน 4. เป็นกิจกรรมเพื่อให้นักเรียนได้ค้นพบความถนัดความสามารถความสนใจของตน 5. เป็นกิจกรรมเพื่อให้นักเรียนได้รับข้อมูลข่าวสารด้านการการศึกษา การศึกษาต่อและอาชีพ เพื่อ วางแผน การศึกษาและเลือกอาชีพที่เหมาะสม สอดคล้องกับความถนัดและความสนใจของตน 6. เป็นกิจกรรมเพื่อให้นักเรียนพัฒนาบุคลิกภาพ การปรับตัว รู้จักตนเอง สิ่งแวดล้อมและสามารถ ดํารงชีวิต อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข 7. เป็นกิจกรรมเพื่อสร้างเสริมคุณธรรม จริยธรรม เพื่อปลูกฝังค่านิยมที่เป็นพื้นฐานเช่น ขยัน ประหยัดซื่อสัตย์มีวินัยสะอาดรับผิดชอบ สามัคคีกตัญญู 8. เป็นกิจกรรมเพื่อเสริมให้นักเรียนมีความรู้และทักษะวิชาต่างๆ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์มีเจตคติที่ ดีต่อสัมมาชีพ มีนิสัยรักการทํางาน การแนะแนวแบบมีส่วนร่วม โครงการ ให้ครอบคลุมงานทั้งหมดจัดบุคลากรที่เหมาะสม กําหนด บทบาทความรับผิดชอบทุกฝ่ายอย่างงาน แนะแนวเป็นงานที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ฉะนั้นทุกคนจึงควรมีส่วนร่วม เพื่อความ ราบรื่นในการทํางาน และประสานงานร่วมมือกัน จึงควรได้มีการตกลงในบทบาทความรับผิดชอบร่วมกัน ดังนี้ 1.ผู้บริหารสถํานศึกษา ในฐานะที่ผู้บริหารมีอํานาจในการตัดสินใจและสั่งการ เพื่อให้เกิดการ ปฏิบัติงาน ฉะนั้นผู้บริหารจึงมีความสําคัญสูงสุดต่อความสําเร็จของงาน ผู้บริหารจึงควรมีบทบาทความ รับผิดชอบดังต่อไปนี้ 1. เป็นผู้ริเริ่ม สนับสนุน ส่งเสริมให้มีการจัดบริการแนะแนว ในสถานศึกษาอย่างมีประสิทธิ- ภาพ โดยการกําหนดนโยบายแผนงาน ชัดเจน จัดหาปัจจัย จัดสภาพแวดล้อม สถานที่อุปกรณ์งบประมาณ ที่ เพียงพอ ต่อการปฏิบัติงาน และมีการกํากับ ติดตามดูแล เพื่อให้การดําเนินงานแนะแนวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เป็น ประโยชน์กับเด็กทุกคน 2. เป็นผู้แก้ปัญหาและให้คําปรึกษาแก่บุคลากรในสถานศึกษา รวมทั้งผู้ปกครอง 3. เป็นผู้อํานวยความสะดวก และกระตุ้นจูงใจให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันโดยมีการพัฒนาบุคลากร อย่าง ต่อเนื่องและมีการสร้างแรงจูงใจให้แรงเสริม สร้างขวัญและกําลังใจในการปฏิบัติงานแก่ทุกคนอย่างทั่วถึง 4. เป็นแกนกลางในการประสานงานกับทุกฝ่าย 2.ครูแนะแนว เป็นบุคคลที่มีความรับผิดชอบต่อการจัดระบบงานแนะแนวในสถานศึกษา โดยมีบทบาท สําคัญดังนี้ 1. เป็นผู้วางแผนและจัดทํา โครงการแนะแนว เพื่อเสนอผู้บริหาร ตามนโยบายของสถาน ศึกษาโดยมีการสํารวจสภาพแวดล้อม และข้อมูลจากนักเรียนทุกคน ในสถานศึกษา เพื่อให้การวางแผนและ โครงการตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการของนักเรียน และชุมชน 2. เป็นผู้รับผิดชอบในการดําเนินงาน การประสานงาน และติดตามประเมินผลในการจัด
12 บริการแนะแนว ให้ครอบคลุม 5 บริการ 3 ประเภท ตามแผนงานและโครงการที่กําหนด 3. เป็นผู้จัดทํา แผนการจัดกิจกรรมแนะแนว เพื่อพัฒนาผู้เรียนตามหลัดสูตรและกิจกรรม ส่งเสริม หรือบําบัดพิเศษ เฉพาะราย เฉพาะกลุ่ม 4. เป็นผู้ให้คําปรึกษาแก่ครูผู้ปกครอง นักเรียน ที่มีปัญหาซับซ้อน เกินความสามารถของครูที่ ปรึกษา หรือส่งต่อเด็กไปยังผู้เชี่ยวชาญ เฉพาะทาง หากปัญหานั้นเกินความสามารถของตน 5.จัดทําแผนและดําเนินการในการพัฒนาครูหรือบุคลากรแนะแนวในสถานศึกษา 3.ครูที่ปรึกษําหรือครูประจํำชั้น เป็นบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดนักเรียนมากที่สุด และมีความรับผิดชอบ โดยตรงต่อ นักเรียน ที่ได้รับมอบหมายฉะนั้นครูที่ปรึกษา หรือครูประจําชั้น จึงมีบทบาท หน้าที่ดังต่อไปนี้ -การดูแลเด็กโดยทั่วไป (การเช็คเวลาเรียน การปฏิบัติตามระเบียบของโรงเรียน ฯลฯ) -การศึกษาหาข้อมูลรายบุคคลเพื่อการรู้จักและคัดกรองเด็ก -การจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาผู้เรียน กิจกรรมวิสาสะหรือโฮมรูม -การให้คําปรึกษาและการช่วยเหลือเพื่อแก้ปัญหา -การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบ้าน โรงเรียน และการติดต่อประสานงานกับผู้เกี่ยวข้อง -การประเมินคุณภาพ พัฒนาการและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของเด็ก 4.ครูทั่วไป เนื่องจากครูทุกคนมีหน้าที่สอนและดูแลเด็กอยู่แล้ว ฉะนั้นบทบาทหน้าที่ของครูทุกคน มี ดังต่อไปนี้ -ช่วยกันดูแลให้ความอบอุ่นแก่เด็กเพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดกับเด็กหรือไม่สร้างความ กดดันให้เด็ก เกิดปัญหา -ช่วยเหลือแก้ปัญหาและให้คําปรึกษาแก่เด็กเมื่อเกิดเหตุการณ์ต่างๆตามกําลังความ สามารถโดยไม่ เกี่ยงหรือปัดความรับผิดชอบไปที่ครูแนะแนว หรือครูที่ปรึกษาเท่านั้น -สอนหรืออํานวยความสะดวกในการเรียนรู้โดยใช้หลักการและวิธีการแนะแนวที่เน้นเด็ก เป็นสําคัญ -ช่วยจัดกิจกรรมแนะแนวเพื่อพัฒนาผู้เรียน 5.ผู้ปกครอง เนื่องจากผู้ปกครองเป็นผู้รับผิดชอบต่อบุตรหลานของตนเต็มที่ ฉะนั้นผู้ปกครองควร -ดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด ให้ความอบอุ่นและใช้วิธีเลี้ยงลูกอย่างถูกต้อง คือไม่ปล่อยปละละเลย เข้มงวด หรือทะนุถนอมจนเกินไป จนเด็กมีนิสัยไม่ดีขาดความรับผิดชอบ - เป็นแบบอย่างที่ดีและสร้างสภาพแวดล้อมประสบการณ์ให้เด็กได้สัมผัสกับตัวอย่างที่ดี - ร่วมมือกับสถานศึกษาในการพัฒนาเด็ก โดยไม่ปัดความรับผิดชอบไปให้สถานศึกษาฝ่าย เดียว รวมทั้งเสียสละช่วยเหลือเพื่อพัฒนาสถานศึกษาตามกําลังความสามารถ
13 พัฒนาการของนักเรียน การจัดกิจกรรมแนะแนว เกี่ยวข้องกับจิตวิทยาพัฒนาการ เนื่องจากนักเรียนอยู่ในช่วงวัยรุ่นมีพัฒนาการตาม วัยของตน แต่ละคนมีความแตกต่างกันซึ่งพัฒนาการในแต่ละช่วงวัยของนักเรียนมีดังนี้ ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นปีที่ 1-3 (อายุ12-15) ลักษณะทางร่างกาย - เด็กส่วนใหญ่เริ่มเข้าสู่วัยหนุ่มสาว โดยเฉพาะเด็กหญิงเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นเร็วกว่าเด็กชายในวัยนี้จึงมักมี ปัญหาเรื่องการปรับตัว - มีลักษณะเก้งก้าง ทําอะไรดูขัดตาไปหมดทั้งนี้เพราะเด็กคํานึงถึงการเปลี่ยนแปลง เรื่องรูปร่าง หน้าตามาก เกินไป ลักษณะทางอารมณ์ -ค่อนข้างเจ้าอารมณ์และมีอารมณ์ไม่แน่นอน ส่วนหนึ่งมาจากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย และความสับสน ในบทบาทของตนเองว่าเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่กันแน่ -จะขาดความมั่นใจในตนเองและมักแสดงพฤติกรรมออกมาในลักษณะต่างๆเช่น ทําเสียงดังแสดงความเป็น ผู้นํา หรือยึดความเห็นของตัวเองเป็นสําคัญ -การแสดงอารมณ์โกรธเป็นเรื่องธรรมดาของเด็กวัยนี้ซึ่งจะมาจากความเครียดทางจิต และความไม่สมดุล ทางชีวภาพ ลักษณะทางสังคม -ต้องการอิสระและยอมปฏิบัติตาม ข้อตกลงของกลุ่มมากกว่าพ่อแม่หรือผู้ใหญ่ - เป็นวัยที่กลุ่มเพื่อนมีอิทธิพลอย่างยิ่ง จะไว้วางใจเพื่อนมากกว่าพ่อแม่ - เป็นวัยที่ขาดความมั่นใจ เด็กจึงมักทําอะไรคล้ายๆกับกลุ่ม เพื่อให้เป็นที่ยอมรับ เช่น การแต่งกายการแสดง พฤติกรรมต่างๆ - เด็กหญิงมีพัฒนาการทางสังคมเร็วกว่าเด็กชาย ลักษณะทางปัญญา -ช่วงความสนใจของเด็กวัยนี้นานขึ้น สามารถทํากิจกรรมที่ยากๆได้ -สามารถเข้าใจสิ่งที่เป็นนามธรรมได้ดีขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องศีลธรรม จรรยาต่างๆ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ปี่ที่ 4- 6 (อายุ16 – 18 ปี)ลักษณะ ทางร่างกาย - มีความเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มที่และสนใจในร่างกายของตนเอง จะหมกมุ่นอยู่กับการแต่งตัว -สุขภาพของเด็กโดยทั่วไปจะสมบูรณ์เต็มที่ เริ่มมีพัฒนาการทางเพศต่อมต่างๆเจริญเติบโตอย่าง เต็มที่ ลักษณะทางอารมณ์ -ต้องการความอิสระมากขึ้น จึงมีปัญหาขัดแย้งกับพ่อแม่อยู่เสมอ ทําให้เกิดช่องว่างระหว่างวัย -จะมีการแสดงออกที่แข็งกร้าวซึ่งเป็นลักษณะของการเปลี่ยนแปลงจากวัยเด็กสู่วัยผู้ใหญ่ - เป็นวัยเพ้อฝัน โดยเฉพาะเรื่องอนาคต
14 ลักษณะทางสังคม - มีลักษณะชอบทําตามกลุ่มมีการขัดแย้งกับผู้ใหญ่มากขึ้น มีความนิยมหรือคลั่งไคล้อะไรเหมือนๆกัน ซึ่ง บางครั้งอาจมากเกินไป - เด็กผู้หญิงมีความก้าวหน้าในด้ายสังคม มากกว่าเด็กผู้ชายในวัยเดียวกัน เริ่มมีความสนใจเพศตรง ข้ามมีความคิดเรื่องการมีนัดและการแต่งงาน ลักษณะทางปัญญา - พัฒนาการทางสมองสูงเกือบเท่าผู้ใหญ่เพียงแต่ขาดประสบการณ์ - เป็นวัยที่คํานึงถึงการมี“ ปรัชญาชีวิต”โดยมุ่งเกี่ยวกับศีลธรรม จรรยาศาสนาแต่ยังมีความสับสนอยู่
15 การจัดกิจกรรมแนะแนว หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 หลักการ เป็นกิจกรรมที่สอดคล้องกับสภาพปัญหา ความต้องการ ความสนใจธรรมชาติของผู้เรียนและวิสัยทัศน์ ของสถานศึกษาที่ตอบสนองจุดมุ่งหมายของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ให้ ครอบคลุมทั้งด้านการศึกษาการงานและอาชีพ ชีวิตและสังคม เน้นผู้เรียนเป็นสําคัญ ผู้เรียนมีอิสระในการคิด และตัดสินใจด้วยตนเอง เรียนรู้ด้วยตนเองด้วยการปฏิบัติจนกระทั่งเกิดทักษะชีวิตหรือการเรียนรู้ตลอดจนครู ทุกคนมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรม โดยมีครูแนะแนวเป็นพี่เลี้ยงและประสานงาน วัตถุประสงค์ 1. เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้รู้จักเข้าใจ รักและเห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่น 2. เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้สามารถวางแผนการเรียน อาชีพ รวมทั้งการดําเนินชีวิตและสังคม 3. เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้สามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสม และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมี ความสุข ขอบข่ายสาระการจัดกิจกรรมแนะแนว กิจกรรมแนะแนวเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้รู้จักตนเอง รู้รักษ์สิ่งแวดล้อม สามารถติด สินใจ คิดแก้ปัญหา กําหนดเป้าหมาย วางแผนชีวิตทั้งด้านการเรียนและอาชีพ สามารถปรับตนได้อย่าง เหมาะสมนอกจากนี้ยังช่วยให้ครูรู้จักและเข้าใจผู้เรียนทั้งยังเป็นกิจกรรมที่ช่วยเหลือและให้คําปรึกษาแก่ ผู้ปกครองในการมีส่วนร่วมพัฒนาผู้เรียน การจัดกิจกรรมแนะแนว ครอบคลุม 3 ด้าน คือ 1.ด้านการศึกษา 2.ด้านการงานอาชีพ 3.ด้านชีวิตและสังคม 1.ด้านการศึกษา ให้ผู้เรียนได้พัฒนาตนเองในด้านการเรียนอย่างเต็มศักยภาพ รู้จักแสวงหาและใช้ ข้อมูลประกอบการวางแผนการเรียนหรือการศึกษาต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีนิสัยใฝ่เรียนรู้มีวิธีการเรียนรู้ และสามารถวางแผนการเรียนรู้หรือการศึกษาต่อได้อย่างเหมาะสม 2.ด้านการงานอาชีพ ให้ผู้เรียนได้รู้จักตนเองในทุกด้าน รู้และเข้าใจโลกของงานอาชีพอย่าง หลากหลาย มีเจตคติที่ดีต่ออาชีพสุจริต มีการเตรียมตัวสู่อาชีพ สามารถวางแผนเพื่อประกอบอาชีพตามที่ ตนเองมีความถนัดและความสนใจ 3. ด้านชีวิตและสังคม ให้ผู้เรียนรู้จักและเข้าใจตนเอง รักและเห็นคุณค่าในตนเองและผู้อื่นรักษ์ สิ่งแวดล้อม มีวุฒิภาวะทางอารมณ์มีเจตคติที่ดีต่อการมีชีวิตที่ดีมีคุณภาพ มีทักษะ และสามารถปรับตัวให้ ดํารงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
16 การวัดผล ประเมินผลเกณฑ์การวัดและประเมินผลกิจกรรมแนะแนว 1. ประเมินการผ่านผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง 2. ประเมินจากการสังเกตพฤติกรรม และประเมินคุณลักษณะด้านคุณธรรม 2.1 ด้านความมีระเบียบวินัย ได้แก่ พฤติกรรมการเข้าเรียนตรงเวลา แต่งกายถูกต้องตาม ระเบียบ และผลงานสะอาดเรียบร้อยถูกต้อง 2.2 ด้านความซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น ได้แก่ พฤติกรรมการยอมรับในผลงานตนเอง และ ผู้อื่น พฤติกรรมการไม่รบกวนผู้อื่นในขณะจัดการเรียนการสอน 2.3 ด้านความขยันหมั่นเพียรและมีความรับผิดชอบได้แก่ พฤติกรรมการปฏิบัติตามหน้าที่ที่ ได้รับ มอบหมายด้วยความตั้งใจและพฤติกรรมการส่งงานตรงเวลา 2.4 ด้านความสามัคคีได้แก่ พฤติกรรมการร่วมมือกันปฏิบัติงานจนสําเร็จ และพฤติกรรม การมี ความเป็นประชาธิปไตย 2.5 ด้านความมีน้ําใจได้แก่ พฤติกรรมการช่วยเหลือเพื่อน และพฤติกรรมการอธิบาย ความรู้และ ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน 3. ประเมินจากการมีเวลาเข้าร่วมกิจกรรมแนะแนวไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของเวลาทั้งหมด ที่จัด กิจกรรม ตลอดปีการศึกษา การตัดสินผลการประเมินกิจกรรมแนะแนว เมื่อนักเรียนมีเวลาเข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของเวลาทั้งหมดที่จัดกิจกรรม ตลอดปี การศึกษาและปฏิบัติกิจกรรมตามผลการเรียนรู้ที่คาดหวังทั้งหมดที่กําหนดให้ได้ผลการประเมิน “ผ”และถ้า ไม่ผ่านตามเกณฑ์ที่กําหนดให้ได้ผลการประเมิน “มผ” การเปลี่ยนผลการประเมินกิจกรมแนะแนว“มผ”เป็น “ผ” ให้นักเรียนทํากิจกรรมในส่วนที่ยังขาดอยู่ให้ครบ และผ่านเกณฑ์การประเมินตามผลการเรียนรู้ที่คาดหวังใน แต่ละกิจกรรม
17 แผนกํารจัดกํารเรียนรู้
18 แนวการสอนกิจกรรมแนะแนว ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เวลา 20 ชั่วโมง หน่วย กิจกรรม จุดประสงค์ เวลา (ชั่วโมง) การศึกษา (5 ชั่วโมง) เรียนดีมีคุณค่า เพื่อให้นักเรียนบอกวิธีการเรียนที่ดีและปฏิบัติตนเป็นผู้มีนิสัย การเรียนที่ดี 1 ฟังอ่านและเขียน เพื่อให้นักเรียนมองเห็นความสัมพันธ์ของการฟังอ่านและเขียน และให้ความสําคัญเพื่อนาไปใช้ในการเรียน 1 เรียนเพื่ออะไร เพื่อให้นักเรียนตระหนักรู้ถึงความสําคัญของการเรียนและ กําหนดทิศทางของการเรียนของตนเอง 1 เรียนอย่างไร เพื่อให้นักเรียนมีเทคนิควิธีการเรียนที่เหมาะสมกับคุณลักษณะ วิชาต่างๆ 1 คิดเป็น คิดถูก เพื่อให้นักเรียนรู้จักวิเคราะห์มีเหตุผลเชื่อมโยงเหตุการณ์ ต่างๆเกิดความกระจ่างต่อข้อมูลและข่าวสาร 1 การงาน อาชีพ (3 ชั่วโมง) อาชีพอิสระ เพื่อให้นักเรียนมีทัศนคติที่ดี ต่ออาชีพอิสระและอาชีพใน ท้องถิ่น 1 อาชีพในฝัน เพื่อให้นักเรียนมีแนวทางในการประกอบอาชีพ 1 1 อาชีพใกล้ตัว เพื่อให้นักเรียนรู้จักอาชีพใกล้ตัว เรียนรู้ลักษณะและวิธีการทา งานของผู้ปกครอง 1 ชีวิตและ สังคม (12ชั่วโมง) การคิดแยกแยะ ระหว่างผลประ โยชน์ส่วนตนและ ผลประโยชน์ส่วน รวม เพื่อให้นักเรียนคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ ส่วนตนและ ผลประโยชน์ส่วนรวม -การคิดแยกแยะ -ความแตกต่างระหว่างจริยธรรมและการทุจริต - ประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม -การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและ ผลประโยชน์ส่วนรวม -ผลประโยชน์ทับซ้อน - รูปแบบของผลประโยชน์ทับซ้อน 3 ความละอายและ ความไม่ทนต่อการ ทุจริต เพื่อให้นักเรียนมีความละอายและความไม่ทนต่อการทุจริต -การทําการบ้าน/ชิ้นงาน -การทําเวร/การทําความสะอาด -การสอบ -การแต่งกาย/การเข้าแถว -การเลือกตั้ง -กิจกรรมนักเรียน (ห้องเรียน) 4
19 หน่วย กิจกรรม จุดประสงค์ เวลา (ชั่วโมง) พลเมืองกับความ รับผิดชอบต่อสังคม เพื่อให้นักเรียนเป็นพลเมืองและมีความรับผิดชอบต่อสังคม -การเคารพสิทธิหน้าที่ต่อตนเองและผู้อื่น - ระเบียบ กฎ กติกากฎหมาย -ความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น/สังคม -ความเป็นพลเมือง -ความเป็นพลโลก 5
20 แนวการสอนกิจกรรมแนะแนว ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เวลา 20 ชั่วโมง หน่วย กิจกรรม จุดประสงค์ เวลา (ชั่วโมง) การศึกษา (5 ชั่วโมง) การเรียนรู้ เพื่อให้นักเรียนรู้จักรูปแบบการเรียนรู้ของตน และพัฒนารูปแบบ การเรียนรู้ 1 แผนที่ความคิด เพื่อให้นักเรียนรู้จักบันทึกข้อมูลวางแผน และเชื่อมโยงข้อมูล 1 อ่านอย่างไร เพื่อให้นักเรียนมีเทคนิคในการอ่านหนังสือ เพื่อ การวิเคราะห์จับประเด็น สรุปความ 1 การทําข้อสอบ เพื่อให้นักเรียนรู้และมีแนวทางการทําข้อสอบอัตนัย ปรนัย 1 เทคนิคพิชิตเกรด เพื่อให้นักเรียนได้ปฏิบัติตน และมีกิจนิสัยที่ดีในการเรียนให้ประสบ ผลสําเร็จ 1 การงาน อาชีพ (4 ชั่วโมง) ค้นหาแวว ความสามารถ เพื่อให้นักเรียนสํารวจพฤติกรรมด้านความสามารถพิเศษและมีแนว ทางการพัฒนาตนเอง 1 อาชีพในฝัน เพื่อให้นักเรียนสามารถวิเคราะห์การสร้างอาชีพและมีความคิด สร้างสรรค์ 1 เรียนรู้ใกล้ตัว เพื่อให้นักเรียนรู้จักค้นคว้ารวบรวมข้อมูลด้านอาชีพจากแหล่ง เรียนรู้ใกล้ตัว 1 อาชีพในฝัน เพื่อให้นักเรียนบอกอาชีพที่ตนสนใจ พร้อมคุณสมบัติและ ลักษณะเฉพาะของอาชีพต่าง ๆ 1 ชีวิตและ สังคม (11ชั่วโมง) การคิดแยกแยะ ระหว่างผลประ โยชน์ส่วนตนและ ผลประโยชน์ส่วน รวม เพื่อให้นักเรียนคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ ส่วนตนและ ผลประโยชน์ส่วนรวม -การคิดแยกแยะ -ความแตกต่างระหว่างจริยธรรมและการทุจริต - ประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม -การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและ ผลประโยชน์ส่วนรวม -ผลประโยชน์ทับซ้อน - รูปแบบของผลประโยชน์ทับซ้อน 3 ความละอายและ ความไม่ทนต่อการ ทุจริต เพื่อให้นักเรียนมีความละอายและความไม่ทนต่อการทุจริต -การทําการบ้าน/ชิ้นงาน -การทําเวร/การทําความสะอาด -การสอบ -การแต่งกาย/การเข้าแถว -การเลือกตั้ง 4
21 หน่วย กิจกรรม จุดประสงค์ เวลา (ชั่วโมง) -กิจกรรมนักเรียน (ห้องเรียน) พลเมืองกับความ รับผิดชอบต่อ สังคม เพื่อให้นักเรียนเป็นพลเมืองและมีความรับผิดชอบต่อสังคม -การเคารพสิทธิหน้าที่ต่อตนเองและผู้อื่น - ระเบียบ กฎ กติกากฎหมาย -ความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น/สังคม -ความเป็นพลเมือง -ความเป็นพลโลก 4
22 แนวการสอนกิจกรรมแนะแนว ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เวลา 20 ชั่วโมง หน่วย กิจกรรม จุดประสงค์ เวลา (ชั่วโมง) การศึกษา (5 ชั่วโมง) การวิเคราะห์ผลการเรียน นักเรียนสามารถวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาการเรียนและ แนวทางแก้ไขได้ 1 การทดสอบความถนัด ทางการเรียน นักเรียนบอกข้อมูลความถนัดทางการเรียนของตนเองได้ 1 การทดสอบความสนใจใน อาชีพ นักเรียนบอกข้อมูลความสนใจของตนเองได้ 1 โลกกว้างทางการศึกษาต่อ สําหรับผู้จบ ม.3 นักเรียนรู้ข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางศึกษาต่อเมื่อจบม.3 2 การศึกษาต่อสายสามัญ และสายอาชีวศึกษา นักเรียนตัดสินใจเลือกศึกษาต่อสายสามัญหรือ สายอาชีวศึกษาได้ 4 การศึกษานอกระบบ โรงเรียนและหลักสูตร วิชาชีพ ระยะสั้น นักเรียนมีความรู้เกี่ยวกับการศึกษานอกระบบและ หลักสูตรระยะสั้น 2 การวางแผนศึกษาต่อ นักเรียนบอกเป้าหมายการเรียนเมื่อจบม.3 และสามารถ วางแผนการศึกษาต่อได้ 3 การศึกษาต่อม.ปลายใน โรงเรียนเดิม นักเรียนบอกข้อมูลเกณฑ์การคัดเลือกศึกษาต่อช่วงชั้นที่ 4 ได้ 1 การงาน อาชีพ (2 ชั่วโมง) ข่าวสาร/ตลาดแรงงาน นักเรียนบอกข้อมูลความต้องการของตลาดแรงงาน 2 ชีวิตและ สังคม (3 ชั่วโมง) ความละอายและความไม่ ทนต่อการทุจริต เพื่อให้นักเรียนมีความละอายและความไม่ทนต่อการ ทุจริต -การทําการบ้าน/ชิ้นงาน -การทําเวร/การทาความสะอาด -การสอบ -การแต่งกาย/การเข้าแถว -การเลือกตั้ง -กิจกรรมนักเรียน (ห้องเรียน) 3
23 แนวการสอนกิจกรรมแนะแนว ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เวลา 20 ชั่วโมง หน่วย กิจกรรม จุดประสงค์ เวลา (ชั่วโมง) การศึกษา (6 ชั่วโมง) ปฐมนิเทศ นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรงเรียน 1 เรียนดีมีเป้าหมาย นักเรียนบอกเป้าหมายในการเรียนของตนเองได้ 1 ฟังดีมีคุณค่า นักเรียนปฏิบัติตนเป็นผู้ฟังที่ดี 1 เทคนิคการจํา นักเรียนเลือกวิธีการจาที่เหมาะสมกับตนเอง 1 เทคนิคการอ่าน นักเรียนอ่าน คิดวิเคราะห์ได้ 1 เรียนรู้เรื่อง ADMISSION นักเรียนบอกเกณฑ์การคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับ อุดมศึกษาได้ 1 การงาน อาชีพ (4 ชั่วโมง) แผนการเรียนรู้ อาชีพ นักเรียนบอกชื่อคณะ/วิชาที่สามารถศึกษาต่อตามแผนการเรียน ของตนเองได้นักเรียนบอกชื่อ/คณะที่ตนเองสนใจศึกษา ต่อได้ 4 ชีวิตและ สังคม (10ชั่วโมง) การคิดแยกแยะ ระหว่างผลประ โยชน์ส่วนตนและ ผลประโยชน์ส่วน รวม เพื่อให้นักเรียนคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ ส่วนตนและ ผลประโยชน์ส่วนรวม -การคิดแยกแยะ -ความแตกต่างระหว่างจริยธรรมและการทุจริต - ประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม -การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและผลประโยชน์ ส่วนรวม -ผลประโยชน์ทับซ้อน - รูปแบบของผลประโยชน์ทับซ้อน 2 ความละอายและ ความไม่ทนต่อการ ทุจริต เพื่อให้นักเรียนมีความละอายและความไม่ทนต่อการทุจริต -การทําการบ้าน/ชิ้นงาน -การทําเวร/การทาความสะอาด -การสอบ -การแต่งกาย/การเข้าแถว -การเลือกตั้ง กิจกรรมนักเรียน (ห้องเรียน) 4 พลเมืองกับความ รับผิดชอบต่อ สังคม เพื่อให้นักเรียนเป็นพลเมืองและมีความรับผิดชอบต่อสังคม -การเคารพสิทธิหน้าที่ต่อตนเองและผู้อื่น - ระเบียบ กฎ กติกากฎหมาย -ความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น/สังคม -ความเป็นพลเมือง -ความเป็นพลโลก 4
24 แนวการสอนกิจกรรมแนะแนว ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เวลา 20 ชั่วโมง หน่วย กิจกรรม จุดประสงค์ เวลา (ชั่วโมง) การศึกษา (7 ชั่วโมง) การเรียนรู้ด้วย ตนเอง นักเรียนตระหนักถึงความสําคัญของการใฝ่หาความรู้ด้วยตนเอง และใช้เวลาในการเรียนรู้ 2 อินเตอร์เน็ตให้ อะไรมากกว่าที่คิด นักเรียนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่มีประโยชน์ได้อย่างถูกต้อง 1 ระบบการสอบเข้า มหาวิทยาลัยโดย ใช้คะแนน GAT/PAT/ 9 วิชาสามัญ /คะแนนโอเน็ต/ เกรดเฉลี่ยGPA ของระบบ TCAS นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบการสอบเข้า มหาวิทยาลัยระบบ TCAS 2 คณะที่สนใจ นักเรียนบอกข้อมูลเกี่ยวกับคณะที่สนใจได้ 2 การงาน อาชีพ (3 ชั่วโมง) อาชีพที่ใฝ่ฝัน นักเรียนสามารถเลือกอาชีพที่ใฝ่ฝันได้ตรงตามคุณลักษณะของ ตนเอง 3 ชีวิตและ สังคม (10ชั่วโมง) การคิดแยกแยะ ระหว่างผลประ โยชน์ส่วนตนและ ผลประโยชน์ส่วน รวม เพื่อให้นักเรียนคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและ ผลประโยชน์ส่วนรวม -การคิดแยกแยะ -ความแตกต่างระหว่างจริยธรรมและการทุจริต - ประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม -การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและ ผลประโยชน์ส่วนรวม -ผลประโยชน์ทับซ้อน - รูปแบบของผลประโยชน์ทับซ้อน 2 ความละอายและ ความไม่ทนต่อการ ทุจริต เพื่อให้นักเรียนมีความละอายและความไม่ทนต่อการทุจริต -การทําการบ้าน/ชิ้นงาน -การทําเวร/การทาความสะอาด -การสอบ -การแต่งกาย/การเข้าแถว -การเลือกตั้ง 4
25 หน่วย กิจกรรม จุดประสงค์ เวลา (ชั่วโมง) -กิจกรรมนักเรียน (ห้องเรียน) พลเมืองกับความ รับผิดชอบต่อ สังคม เพื่อให้นักเรียนเป็นพลเมืองและมีความรับผิดชอบต่อสังคม -การเคารพสิทธิหน้าที่ต่อตนเองและผู้อื่น - ระเบียบ กฎ กติกากฎหมาย -ความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น/สังคม -ความเป็นพลเมือง -ความเป็นพลโลก 4
26 แนวการสอนกิจกรรมแนะแนว ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เวลา 20 ชั่วโมง หน่วย กิจกรรม จุดประสงค์ เวลา (ชั่วโมง) การศึกษา (8 ชั่วโมง) ระบบรับตรงของ มหาวิทยาลัยต่างๆ นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับระบบรับตรงของมหา วิทยาลัยต่างๆ 2 คณะที่สมัครเข้าศึกษาต่อ นักเรียนบอกข้อมูลเกี่ยวกับคณะที่สมัครเข้าศึกษาต่อได้ 2 มหาวิทยาลัยภาครัฐและ ภาคเอกชน นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยภาครัฐ และภาคเอกชน 2 เทคนิคการเลือกคณะและ การจัดลาดับ นักเรียนมีทักษะการใช้ข้อมูลสารสนเทศในการจัดอันดับ การเลือกได้ 2 การงาน อาชีพ (4 ชั่วโมง) เส้นทางสู่อาชีพ นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางการประกอบ อาชีพและสามารถตัดสินใจเลือดแนวทางประกอบอาชีพใน อนาคตได้ 2 ขอบข่ายลักษณะงานใน อาชีพที่ใฝ่ฝัน นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับอาชีพที่ใฝ่ฝัน 4 ชีวิตและ สังคม (8 ชั่วโมง) การคิดแยกแยะระหว่าง ผลประ โยชน์ส่วนตนและ ผลประโยชน์ส่วน รวม เพื่อให้นักเรียนคิดแยกแยะระหว่างผลประโยชน์ ส่วนตน และผลประโยชน์ส่วนรวม -การคิดแยกแยะ -ความแตกต่างระหว่างจริยธรรมและการทุจริต - ประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวม -การขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและ ผลประโยชน์ส่วนรวม -ผลประโยชน์ทับซ้อน - รูปแบบของผลประโยชน์ทับซ้อน 2 ความละอายและความไม่ ทนต่อการทุจริต เพื่อให้นักเรียนมีความละอายและความไม่ทนต่อการทุจริต -การทําการบ้าน/ชิ้นงาน -การทําเวร/การทาความสะอาด -การสอบ -การแต่งกาย/การเข้าแถว -การเลือกตั้ง -กิจกรรมนักเรียน (ห้องเรียน) 3 พลเมืองกับความ รับผิดชอบต่อสังคม เพื่อให้นักเรียนเป็นพลเมืองและมีความรับผิดชอบต่อสังคม -การเคารพสิทธิหน้าที่ต่อตนเองและผู้อื่น 3
27 หน่วย กิจกรรม จุดประสงค์ เวลา (ชั่วโมง) - ระเบียบ กฎ กติกากฎหมาย -ความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น/สังคม -ความเป็นพลเมือง -ความเป็นพลโลก
28 ความเป็นมา งานทุนการศึกษา โรงเรียนผักแพววิทยา ได้รับการสนับสนุนด้านเงินทุนการศึกษาจากองค์การ มูลนิธิธนาคาร บริษัท สมาคม ผู้มีจิตศรัทธา เพื่อช่วยเหลือสนับสนุนนักเรียนที่มีผลการเรียนดีมีความประพฤติดีแต่ขาด แคลนทุน ทรัพย์ให้สามารถเรียนจนสําเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีคุณภาพออกไปสู่การเป็น บัณฑิตที่ดี ดังนั้น การจัดสรรและพิจารณาคัดเลือกนักเรียนที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้ารับทุนการศึกษา ทาง โรงเรียนมีการ แต่งตั้งคณะอนุกรรมการทุนการศึกษาซึ่งเป็นผู้แทนจากหัวหน้าฝ่าย และครูที่ปรึกษา ดําเนินการตาม หลักเกณฑ์ข้อปฏิบัติเพื่อใช้ในการจัดสรรและพิจารณาคัดเลือกนักเรียนเข้ารับทุนการศึกษาให้ดําเนินและ เป็นไปตามวัตถุประสงค์ผู้บริจาคและนโยบายของโรงเรียน นักเรียนโรงเรียนผักแพววิทยาโดยส่วนใหญ่มีภูมิลําเนาในอําเภอกันทรารมย์จังหวัดศรีสะเกษ ผู้ปกครองประกอบอาชีพเกษตรกร และรับจ้างทั่วไป ครอบครัวมีรายได้น้อย ประสบปัญหาด้าน การเงินไม่ เพียงพอที่จะสนับสนุนการศึกษาบุตร และด้วยภาวะเศรษฐกิจและค่าครองชีพที่มีแนวโน้มสูงขึ้น อย่างต่อเนื่อง สร้างความลําบากให้ผู้มีรายได้น้อย นักเรียนที่ยากจนจากชนบทต้องเผชิญความยากลําบากใน ชีวิตครอบครัว ที่บิดามารดาเสียชีวิต หย่าร้าง หรือเกิดความเจ็บป่วยจนไม่สามารถทํางานหารายได้เพื่อส่งเงิน ให้แก่บุตรใน การศึกษาเล่าเรียนจนจบการศึกษา วัตถุประสงค์ 1. เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนยากจนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่อง 2. เพื่อปลูกฝังค่านิยมให้เยาวชนเห็นคุณค่า และความสําคัญของการศึกษา 3. เพื่อแบ่งเบาภาระทางเศรษฐกิจของผู้ปกครองที่มีฐานะยากจน 4. เพื่อสร้างขวัญและกําลังใจให้กับนักเรียน ทุนการศึกษาโรงเรียนผักแพววิทยา แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ 1. ทุนการศึกษาประเภทต่อเนื่อง 2. ทุนการศึกษาประเภทไม่ต่อเนื่อง 3.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)
29
30