The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ประวัติศาสตร์นิพนธ์ วิวัฒนาการของน้ำหอม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by mindmilk1606, 2021-09-06 06:19:46

ประวัติศาสตร์นิพนธ์ วิวัฒนาการของน้ำหอม

ประวัติศาสตร์นิพนธ์ วิวัฒนาการของน้ำหอม

ประวัติศาสตรน ิพนธ : วิวฒั นาการของนาํ้ หอม

โดย

นาย ณภัทร หนูขาว ชั้น ม.5/5 เลขที่ 3
นาย พีรวิชญ เพชรมีศรี ชน้ั ม.5/5 เลขท่ี 5
นางสาว ปรยี าภรณ แกวนก ชนั้ ม.5/5 เลขที่ 21

เสนอ
คณุ ครู กฤตยา ทพิ ยหมัด

งานช้ินนเี้ ปนสวนหนง่ึ ของรายวชิ า ประวตั ศิ าสตรส ากล 1 (ส32102)
ภาคเรยี นท่ี 1 ปก ารศกึ ษา 2564

โรงเรียนมอ.วทิ ยานุสรณ สรุ าษฎรธ านี

สารบญั

เรือ่ ง หนา

สารบัญ 21-3
4-5
บทนาํ
งานศกึ ษาท่ีเก่ยี วของ
หวั ขอที่ 1 การคน พบนํา้ หอมในอารยธรรมและยุคสมยั ตา ง ๆ 6-13

หัวขอท่ี 2 วิธกี ารผลติ นํ้าหอม 14-15
หัวขอท่ี 3 เมืองแหง นาํ้ หอม 16-19

สรปุ 20
บรรณานุกรม 21

1

บทนาํ

2

ประวตั ิศาสตรนพิ นธ
เร่ือง การศกึ ษาววิ ัฒนาการของนาํ้ หอม

1.บทนาํ

นํ้าหอมเปนผลิตภณั ฑความงามทีอ่ ยกู ับเรามาอยา งยาวนานและมคี วามเชอ่ื วานํ้าหอมเกดิ ข้นึ ใน
ประเทศอียปิ ต เพราะมีภาพวาดทห่ี ญิงสาวชาวอยี ปิ ตโบราณ กาํ ลงั ชโลมน้าํ หอมลงบนศรษี ะน้ําหอมถกู
ใชครั้งแรกเมอ่ื 4,000 ปกอ น ในสมัย เมโสโปเตเมยี ซ่ึงในภาพวาดจะเปนการนาํ พวกยางไม ขผี้ ง้ึ
และเปลือกไมต า งๆมาเผาเพื่อใชในการประกอบพิธีทางศาสนา

นา้ํ หอม (Perfume) เปนสารละลายที่มสี วนผสมของนา้ํ มนั หอมระเหย สารประกอบที่ให
กล่ินหอม แอลกอฮอล และนา้ํ นา้ํ หอมถกู ออกแบบมาเพื่อใหม กี ล่นิ
3 สว น โดยในแตล ะสว นจะคอยๆ แสดงกลิน่ ออกมาในเวลาที่แตกตางกัน ทง้ั นีใ้ นวงการอตุ สาหกรรม
นํ้าหอมมีคาํ ศัพทท่ีใชเรยี กกลนิ่ ทผี่ สมผสานกนั วา “note” ซึ่งการรวมกันของกลนิ่ อยางลงตวั น้นั นาํ ไปสู
ความเปน เอกลักษณเ ฉพาะตวั ผใู ชจะไดกลิน่ ของ Top notes ในชว ง 15 นาทีแรกหลงั การใชนา้ํ หอม
โมเลกลุ ของกล่ินในสวนนจ้ี ะระเหยและจางหายไปอยางรวดเร็ว นกั ออกแบบนํา้ หอมจงึ มักใชกลิ่นท่ี
โดดเดน เพือ่ ดึงดูดความสนใจ จากน้ันสว นของกล่ิน Heart notes จะแสดงตัวออกมาและอยไู ดน าน
ประมาณ 3-4 ชั่วโมง โดยกลนิ่ ในสว นนี้จะเปน กลนิ่ น้ําหอมหลกั ทที่ ําใหผ ไู ดรบั กล่นิ จดจํากล่ินได และ
กลิน่ ในสวนสุดทายคือ Base notes จะเปนกล่นิ ที่ชวยสนับสนุนกล่ินของนํา้ หอมทัง้ หมด มักจะเปน
สารประกอบของโมเลกุลที่ระเหยไดชาจึงทาํ ใหก ลน่ิ คงอยไู ดต ลอดทั้งวนั

จะเหน็ ไดว าน้ําหอมมกี ารใชก ันมาอยา งยาวนานต้งั แตสมัยอารยธรรมอียปิ ตด าํ เนินมาจนถึง
ปจจุบัน นํา้ หอมไดม คี วามเปล่ยี นแปลงไปตามยคุ สมัยท้ังขั้นตอนการผลติ สว นผสมหรอื แมกระท่งั รูป
รางรปู ทรงเพอ่ื การคา ขายและเพือ่ ใชง านซ่ึงนั่นนี้มผี ลมาจากยุคสมัยท่แี ปรเปลีย่ นไปตามกาลเวลา
ดงั น้ัน คณะผูจดั ทําจงึ ใหค วามสนใจในเร่อื ง การศึกษาววิ ฒั นาการของนํา้ หอมต้งั แตอ ารยธรรมอียปิ ต
จนถงึ ปจ จบุ ันเนือ่ งจากมองเหน็ วานาํ้ หอมเปนปจจัยสําคัญสวนหนึ่งในชีวติ ประจําวันของบคุ คลใน
สังคมสว นใหญและนํา้ หอมเปนหน่งึ ในวตั ถรุ ว มสมยั ที่มีความสําคัญอันยาวนานต้งั แตสมัยอดตี

3

งานศึกษาทีเกียวขอ้ ง

4

2. งานทเี กย่ี วกับเร่อื ง "ววิ ฒั นาการของนํ้าหอม"

คณะผูวจิ ัยไดทําการสํารวจการศึกษาในแงส ถานภาพความรู : วิวัฒนาการของนํา้ หอม พบวามแี หลงขอ มลู
ทถี่ กู เขยี นลงเปนเวบ็ ไซต การศกึ ษาคนควาอิสระ และความรตู างๆ ผวู จิ ยั พบวา มีงานชิ้นสําคัญ 7 ชิ้น ดงั ปรากฎ
ไวใ นตารางตอไปนี้

5

1.การคนพบนํ้าหอม

การมีประสาทสัมผัสท้งั 5 คอื หู ตา จมกู มือ ลน้ิ และความตองการทางดา นความงามของจิดใจมนุษยห รอื ที่
เรียกวา สนุ ทรยี ภาพน้ัน ทําใหม นษุ ยสรางสรรคสง่ิ ของเครอื่ งใชท ีแ่ สดงถงึ การมีสนุ ทรยี ภาพดานตาง ๆ โดยลําดบั เชน
แตเดิมในยคุ กอนประวตั ิศาสตร จากที่มนุษยจะผลิตแตเ คร่ืองมอื เคร่ืองใชต า ง ๆ เพ่ือตอบสนองตอ ความตอ งการข้นั
พน้ื ฐานของตัวเองเทานั้น เชน เครอื่ งมอื หนิ ที่ไวใ ชในการสบั ตดั หรอื ทําอาวุธสาํ หรับลา สตั ว เปน ตน แตพอเมือ่ เริ่ม
มีการพฒั นาทางสงั คมและวฒั นธรรมมากข้นึ การประดิษฐเ ครอ่ื งประดับ ซึ่งเปน เครื่องมือเครื่องใชท ไ่ี มจําเปน ตอ การ
ใชชีวิตประจาํ วนั กเ็ ร่ิมเกิดข้นึ เชน ลกู ปด กําไลหิน กาํ ไลกระดกู สัตว เปนตน อันแสดงใหเห็นวา มนุษยเ ร่ิมมี
สนุ ทรยี ภาพทางความงามเกิดขนึ้ จากการพยายามตกแตงรางกายของตนเองใหม คี วามสวยงามมากขึ้นจากการแตง
กายกน็ ํามาสูส ุนทรยี ภาพเร่อื งกลนิ่ ดว ยเหตุนี้ น้ําหอมจึงถกู ผลิตข้นึ มา โดยนาํ้ หอมมีท่มี าไมแนชัด แตขอมลู ทีท่ ําให
ทราบวา น้าํ หอมมีการใชมาตงั้ แตยุคโบราณแลวนน้ั มาจากหนงั สือ The Histories อันเปนบนั ทกึ ของเฮโรโดตัส
นกั ประวัติศาสตรชาวกรีก ซึ่งมีชวี ิตระหวาง 490-480 กอนคริสตศกั ราช ผทู ่ีไดทองเทย่ี วไปยังดนิ แดนตา ง ๆ ใน
ชวงเวลาที่เขามีชีวิตอยูทั้งในอียิปต เมโสโปเตเมีย ปาเลสไตน และตอนใตของรัสเซยี

เฮโรโดตัส นกั ประวตั ิศาสตรช าวกรีก

จากการจดบนั ทกึ ของนักประวัติศาสตรช าวกรีก ไดมกี ารรวบรวมวา มกี ารคนพบการสรางน้ําหอมจากอารยธรรม
ตา ง ๆ มากมาย อาทเิ ชน อารยธรรมบาบโิ ลน อารยธรรมอียปิ ต อารยธรรมกรกี โบราณ เเละอกี มากมาย เปนตน

6

1.1 การคนพบนา้ํ หอมจากอารยธรรมบาบโิ ลน

จากการบันทึกเรื่องราวทางประวตั ิศาสตรแ ละวถิ ชี วี ิตของผูคนบริเวณนี้ ทําใหท ราบวา อารยธรรมโบราณใน
แถบคาบสมทุ รทะเลเมดิเตอรเรเนียน มกี ารผลติ และใชน าํ้ หอมกนั เชน อารยธรรมบาบิโลน กลา ววา

" คนบาบโิ ลนไวผมยาว โพกผา พนั ศีรษะ และพรมน้ําหอมตลอดทั้งตวั "

โดยนํ้าหอมขวดแรกก็ถกู คิดคนโดย นกั เคมีหญิงทม่ี ชี ่ือวา ทาพตู ิ เธอสรางนาํ้ หอมกลิน่ แรกจากกล่นิ ของเมอรหรอื
มดยอบ (Myrrh) น้าํ มนั และดอกไมต า งๆ ทไี่ ดจ ากกรงุ บาบิโลน

1.2 การคน พบน้ําหอมจากอารยธรรมอยี ิปต

จากบนั ทกึ ถงี อารยธรรมอียปิ ตโ บราณในการคนพบน้าํ หอมในอารยธรรมอียปิ ต มกี ารกลาววา

“คนอยี ิปตนํานา้ํ มันจากตน ละหุงในการนาํ มาบาํ รุงผิว และนําไปเปน
นา้ํ มันสาํ หรับจดุ ไฟเพอ่ื ใหมีกล่นิ หอม”

7

โดยอารยธรมอยี ิปตโ บราณ เปน อารยธรรมทีม่ ีการใชน้ําหอมเกาแกที่สุด คอื ตัง้ แต 2686 – 1650 ปก อนครสิ ต
ศักราช ในสมัยราชวงศ Old Kingdom – New Kingdom เมือ่ พิจารณาจากหลักฐานทางโบราณคดที ี่พบ อัน
แสดงใหเ หน็ ถงึ การใชน้าํ หอมที่มีอยา งตอ เนื่อง ตัวอยา งเชน ภาพวาดในสุสาน แสดงถึงกรรมวิธีในการผลติ
นาํ้ หอม ในสมยั ราชวงศ Old Kingdom และ Middle Kingdom ขวดน้ําหอม ซึ่งถกู ถวายเปนของอทุ ศิ ใน
โลกหลงั ความตายในสุสานของฟาโรหตุตันคาเมน สมยั ราชวงศ New Kingdom เปน ตน

การใชน ้าํ หอมในอารยธรรมอียิปตโ บราณ อาจเปนเหตผุ ลท่ีทําใหอ ารยธรรมโบราณอื่นในคาบสมุทรทะเล
เมดเิ ตอรเ รเนียนมีการใชน า้ํ หอมอยา งแพรห ลาย เนื่องจากอารยธรรมอยี ปิ ตโบราณต้งั อยูใ นแถบคาบสมทุ รทะเล
เมดเิ ตอรเรเนยี น ซง่ึ ในชวงระยะเวลาเดียวกนั ไดเ กดิ อารยธรรมโบราณตาง ๆ นีม้ ากมาย การใชน ํ้าหอมอยา งแพร
หลายของชาวอียปิ ตโบราณ จงึ อาจสง ผลใหอ ารยธรรมโบราณหลากหลายเหลา น้ี ไดรับอทิ ธพิ ลในการใชนาํ้ หอม
โดยอารยธรรมรว มสมัยทม่ี หี ลักฐานทางโบราณคดแี สดงถงึ การใชน้าํ หอม เชน อารยธรรมเมโสโปเตเมีย ปรากฏ
หลกั ฐานคอื แผน จารึกอกั ษรคนู ิฟอรมซึง่ กลาวถึงช่ือนักทาํ นา้ํ หอม นามวา Tapputi ในราว 2,000 ปก อ นคศ. หรอื
แมกระทงั่ อารยธรรมกรกี

1.3 การคน พบนํา้ หอมจากอารยธรรมกรีก

การใชน าํ้ หอมยังคงมีอยางตอ เนื่อง ในอารยธรรมสมยั ตอ ๆ มาในคาบสมทุ รทะเลเมดเิ ตอรเรเนียน เชน ใน
อารยธรรมกรีกโบราณ มีหลกั ฐานทางโบราณคดคี อื ภาพเขยี นบนภาชนะดนิ เผา แสดงถึงรปู นกั กีฬาใชน้ํามนั ท่มี ีกลิน่
หอมทากอนลงทาํ การแขง ขัน ในอาณาจกั รโรมัน การใชน า้ํ หอมมกั ใชเปนอปุ กรณห นง่ึ ในการอาบนา้ํ โดยเมอ่ื ชาว
มสุ ลมิ คิดคน วิธกี ารผลติ นาํ้ หอม เปน วิธกี ารกลั่นจากดอกไม ซึง่ ทาํ ใหส ามารถผลิตนา้ํ หอมในปริมาณมากขน้ึ ไดในยคุ
กลาง และนา้ํ หอมเปนท่ีรจู กั ของชาวยุโรป เมือ่ แคทเธอรนี เดอ เมคิช่ี (Catherine de Medici) เดินทางจากเมือง
ฟลอเรนซ ประเทศอติ าลี เพ่อื แตง งานกับเจา ชายแหงประเทศฝรงั่ เศส ในคริสตศ ตวรรษท่ี 16 การใชน้าํ หอมกเ็ รม่ิ
ขยายวงกวางขึ้น กอ นจะเปน ท่นี ิยมไปทว่ั โลก เมือ่ นกั เคมไี ดท ําการสงั เคราะหน ้าํ หอมจากสารเคมีจนไดก ลิ่นตาง ๆ
มากมายหลายพนั กลนิ่ ในคริสตศ ตวรรษท่ี 19 ไดส ําเร็จ

ขวดนํา้ หอมสมัยกรีกโบราณ

8

สําหรับปจจยั สาํ คัญทท่ี ําใหน าํ้ หอมมกี ารใชในคาบสมทุ รทะเลเมดิเตอรเรเนยี นเปนทีแ่ รก กอนจะแพรห ลายไปท่วั
โลกนัน้ คอื เรือ่ งของสภาพภูมอิ ากาศ เนอ่ื งจากสภาพภมู ิอากาศบริเวณน้ีมีอากาศแหงและรอนชน้ื ทาํ ใหผ คู นใน
พื้นท่ีน้คี ิดคนวธิ ที ่ีจะรกั ษาผวิ พรรณของตนใหชุม ชน้ื จงึ นยิ มทจ่ี ะทานาํ้ มนั เพ่ือสขุ ภาพผวิ ท่ีดี ตอ มาเมอ่ื
สุนทรียภาพในเรือ่ งกลน่ิ มีความสาํ คญั ข้ึนตอการรบั รขู องมนุษย จึงไดเพิ่มกลิน่ หอมลงในนํา้ มนั ในภายหลงั และ
คอย ๆ พัฒนาข้ึนมาจนเปน น้ําหอมในท่สี ุด โดยสกดั เอากล่ินหอมจากพชื เชน กหุ ลาบ มะลิ ชาโมไมล มดยอบ
(Myrrh) กาํ ยาน (Frankincense) แกนจนั ทร เปน ตน มาทาํ เปนน้ําหอม

สาํ หรบั ปจจยั สาํ คัญทีท่ ําใหน้าํ หอมมีการใชในคาบสมุทรทะเลเมดเิ ตอรเ รเนยี นเปน ทแ่ี รก กอ นจะแพรห ลาย
ไปทว่ั โลกนนั้ คอื เรือ่ งของสภาพภูมอิ ากาศ เน่อื งจากสภาพภูมิอากาศบริเวณน้ีมอี ากาศแหงและรอ นชนื้ ทาํ ให
ผูคนในพ้นื ท่ีนค้ี ิดคนวธิ ที ีจ่ ะรกั ษาผิวพรรณของตนใหช มุ ช้นื จงึ นิยมท่จี ะทานาํ้ มัน เพ่ือสขุ ภาพผวิ ที่ดี ตอมาเม่ือ
สนุ ทรียภาพในเรื่องกลิ่นมคี วามสําคญั ขึน้ ตอการรับรูของมนษุ ย จงึ ไดเพม่ิ กล่นิ หอมลงในน้ํามนั ในภายหลงั และ
คอย ๆ พัฒนาขึ้นมาจนเปน นํ้าหอมในทส่ี ดุ โดยสกดั เอากลนิ่ หอมจากพืช เชน กหุ ลาบ มะลิ ชาโมไมล มดยอบ
(Myrrh) กํายาน (Frankincense) แกนจันทร เปนตน มาทําเปนนํ้าหอม

กํายาน

เมือ่ การใชน ้าํ หอมอาจหมายถึงความตองการในการแสดงฐานะทางสงั คมของตน จากเดิมทีก่ ารผลิตน้าํ มันเพ่อื ทา

ผิวใหช ุมช้นื เปนความรทู ีค่ นในพนื้ ที่สามารถเรยี นรแู ละผลิตขนึ้ มาไดเอง เน่ืองจากสภาพภูมิอากาศเปนสง่ิ ท่ีผูคนใน

พน้ื ทนี่ เ้ี ผชิญรวมกนั แตต อมาเม่ือกลิ่นหอมไดถูกเพม่ิ เขามา มีการใชวตั ถุดิบท่ีมีคา ราคาแพงนํามาทาํ เปน สวนผสม

และถูกใชในเร่อื งของความเชื่อและพธิ กี รรมมากขนึ้ ทาํ ใหน ํา้ มนั หอมหรือนํ้าหอมเหลานี้ กลายเปนส่งิ ทชี่ ว้ี ัดและแสดง

ถงึ ฐานะทางสงั คมของผูคนทใ่ี ชม นั ไปโดยปริยาย โดยนํ้าหอมบง บอกถึงฐานะทางสังคมได เม่อื พิจารณาจากนํา้ มันพืน้ ท่ี

เปน องคประกอบ จากการใชน าํ้ มันพ้นื เปน สวนผสม เพ่อื ใหค วามเขม ขนเจือจาง อนั เน่อื งมาจากการหามใชนาํ้ มนั หอม

ระเหยทสี่ กัดจากพชื มาใชโ ดยตรง ทําใหน้ํามนั พืน้ เปนสิง่ หนึ่งท่ีสําคัญอยางมากในการผลิตน้ําหอม โดยในระยะแรก

มกั ใชพืชในทอ งถ่นิ เชน ตน ละหุง มาทําเปนน้ํามันพ้นื แตเม่ือมกี ารพัฒนานาํ เอาพืชชนดิ อ่นื ๆ มาทําบาง เชน มะกอก

อลั มอนด รวมถึงการผสมวตั ถดุ ิบอื่น ๆ เชน นม นา้ํ ผ้งึ เกลือ หรอื ไขมันของสตั ว เชน วัว แพะ แกะ ซง่ึ มีคุณคา และ

ตนทนุ ทางราคาที่สงู ขึน้ ทาํ ใหก ารทีจ่ ะใชน ้ําหอมซง่ึ มนี ํ้าพ้ืนเหลา น้ไี ดนน้ั จะตองเปน บุคคลทีร่ าํ่ รวยและมฐี านะทาง

สังคมสูงไมน อ ยทีเดยี ว ดว ยเหตนุ ี้ นาํ้ หอมทพ่ี บในชนชั้นสูงกบั ชนชนั้ ลางจงึ อาจไมเหมอื นกนั และสะทอ นถึงฐานะทาง
9
สังคมของผใู ชน า้ํ หอมน้ัน ๆ ได

นอกจากนี้ สิทธิ และวิธกี ารนาํ มาใช สามารถแสดงถงึ ฐานะทางสังคมของผใู ชน ้าํ หอมไดเ ชน กนั เชน ในระยะแรกของ
อารยธรรมอยี ปิ ตโ บราณ นักบวชเทา นน้ั ทีส่ ามารถใชและผลติ นา้ํ หอมได ตอมาในระยะหลังมกี ารนําน้ําหอมมาใชโดย
บุคคลในชนชนั้ สูง เชน Djehuti Thebes จากหลกั ฐานภาพวาดในสุสาน สมัยราชวงศที่ 18 ทีน่ าํ มาใชเ พอื่ ตอนรบั
แขกเหรอื่ อันแสดงถึงความรา่ํ รวยและอํานาจ เปน ตน ขณะท่ีในอาณาจักรโรมัน จากความนิยมในการอาบนํ้าในโรง
อาบน้ําสาธารณะ ซ่งึ ทําใหเ ปน ท่ีพบปะพูดคยุ ของชนชน้ั สูง ชนชนั้ สูงเหลา นี้จะมกี ารนําเอานํ้ามันและนํ้าหอม ซงึ่ บรรจุ
อยใู นขวดทรงกระบอกติดตวั ไปดวยโดยทาสของพวกเขา เพ่อื ปะพรมตวั หลังการอาบนํ้าดวย

ขวดนาํ้ หอมแบบตา งๆทีเ่ หลา ขุนนางมักพกตดิ ตัว

นอกจากนน้ี า้ํ หอมยังมคี วามเก่ียวเนอ่ื งกบั เรื่องความตาย โดยอารยธรรมอยี ิปตโ บราณ เปนตวั อยา งของอารยธรรม
โบราณในพืน้ ทที่ ่ศี ึกษาทมี่ ีคตคิ วามเชอื่ และพธิ ีกรรมเกย่ี วกบั โลกหลังความตายอยา งชดั เจน เหน็ ไดจากขนั้ ตอนของ
การพยายามรักษารางของผตู ายใหม ีสภาพคงเดิมมากทส่ี ดุ โดยการไมท ําใหเนา เปอ ยหรือท่เี รียกวาการทํามมั มี่ เพอ่ื
ใหส ามารถกลบั มาใชชีวิตตอ ไปยังโลกหนาไดอกี ครัง้ สําหรับนาํ้ หอมมบี ทบาทในการใชเพอ่ื รักษาสภาพศพและทําให
มกี ลิน่ หอม โดยจะถูกใชในลักษณะของการเตมิ ลงไปภายในเพอ่ื ดบั กลิ่นเนา เหมน็ อันเกดิ ขึ้นจากรางท่เี นาเปอ ย
และเสอื่ มสลายไปตามกาลเวลา โดยสารทีน่ ิยมใชจ ะทาํ มาจากพชื เชน กาํ ยาน มดยอบ เปน ตน ซ่งึ การใชในลกั ษณะ
อยางน้ยี ังพบในอารยธรรมของชาวไซเถยี น (Scythians) ซง่ึ อยูในบริเวณทางตอนเหนอื ของทะเลดาํ บรเิ วณ
ประเทศยเู ครนในปจจบุ ันดว ย เปนตน

ขวดนาํ้ หอมแบบอารยธรรมอยี ิปต

10

1.4 การคน พบน้าํ หอมจากยคุ โรมัน

ดว ยอิทธิพลจากประเทศในตะวันออกและกรีก ชาวโรมันไมท ําการศกึ ษาคนควาน้ําหอมดวยความหลกั แหลม และ
รวดเรว็ พรอ มไปกับเกียรติภูมอิ ันยงิ่ ใหญของชาวโรมนั ถงึ แมวา จเู ลียต ซซี า ( JULIUS CAESAR) ผยู ่งิ ใหญจะ
มีความประสงคใ หร ะงบั การใชน้าํ หอมทไี่ ดม าจากตา งแดน การใชน ้ําหอมในพิธีศพ และพิธีกรรมทางศาสนา ตลอด
จนชีวิตประจาํ วนั ของชาวโรมนั จนถงึ อินเดีย , แอฟรกิ า ตลอดจนแผข ยายออกไปอยางกวา งขวางแถบอาหรับ โดย
สบื เนอ่ื งจากการเจรญิ เตบิ โตของเสน ทางเดนิ เรือตลอดจนความรุงเรอื ง การเดนิ ทางของเหลา พอคา วานิช ซง่ึ ไดม ี
การเดนิ ทางตดิ ตอระหวางทวีปใหมๆ ในสมยั นั้น การคาขายนํ้าหอมในสมันน้ันมกั จะเชื่อมโยงกบั ทางการแพทย
เภสัชกร และรานขายยา ชาวโรมันเช่ือวานํา้ หอมมีคุณสมบัติทางดานเปน ยารกั ษาโรค การเปลีย่ นแปลงคร้งั ยง่ิ ใหญ ่
ไดแกการนําเครื่องแกว มาเปนภาชนะบรรจเุ ครอื่ งหอมตางๆ ชาวโรมันไดพัฒนาเทคนคิ การเปา แกว ซึง่ ไดคดิ คน ขึ้น
ในประเทศ ซีเรยี ( SYRIA) ในศตวรรษที่ 1 กอนคริสตกาล

1.5 การคน พบน้ําหอมจากยุคอิสลาม

การแผข ยายอํานาจของอาณาจกั รครสิ เตียน ในโลกตะวันตก ไดน ํามาซ่ึงความเส่อื มถอยของการใชน ํ้าหอม ทั้งใน
ดานชีวิตประจาํ วนั เพือ่ ความพอใจสว นตัวและทางดา นพธิ กี รรมทางศาสนา การฝง เครอื่ งใชส ว นตัวของผตู าย ไดเ ปน
ไปในทางลดลงจนถึงจางหายไปในทางตรงขามกลับมชี ีวิตชวี าและเจริญรุง เรอื งในโลกอาหรับสืบเน่อื งจากธรุ กิจจาก
การคา เครอ่ื งเทศ การคิดคน และประดษิ ฐเ ครอื่ งกลน่ั ตลอดจนเทคนคิ การกลน่ั ใหมๆ สวนดอกไมในพระราชวังอลั ฮัม
บรา ( ALHAMBRA PALACE) ในเมืองทางตอนใตของประเทศสเปน ชอื่ กรานนาดา( GRANADA) เปน
สิ่งเพียงพอสําหรบั การยืนยันถึงความสงางาม โกห รู และบทบาทความสาํ คญั ของน้ําหอม ทีม่ ีตอการใชช วี ติ ประจําวัน
ของคนสมยั นน้ั แมกระทง่ั โมฮัมเม็ด ( MOHAMMED) เองกย็ งั ทรงตรัสวา สิ่งทที่ า นรักมากทีส่ ดุ ในโลกไดแ ก สตรี
เดก็ และนํ้าหอมยุโรปกลบั ตอ งรอจนกระทงั่ สงครามครเู สด ( CRUSADES) และการแทรกแซงจากนกั รบครเู สด
ชาวเวนสิ ซ่ึงเปน ผูขบั เคลอ่ื นใหช าวโลกเรียกรองเกย่ี วกบั ความสุขกายสบายใจ มากกวาความยดึ มน่ั ในพระเจา และ
ความเครง ครัดทางศาสนา การคนพบวธิ กี ารใชส บแู ละตลอดจนการกลับมานยิ มใชนํ้าหอม

11

1.6 การคนพบนํา้ หอมจากฝรัง่ เศส

พระเจาหลยุ สท่ี 15

ในประเทศฝร่ังเศส ยุคแหง ปรชั ญาและการประวัติทางวัฒนธรรม และยงั เปนยคุ แหง ความโชติชวงของแวดวง
น้ําหอมดว ยเชนกัน ในพระราชสาํ นกั ของพระเจา หลุยท ่ี 15 (LOUIS XV) ซ่งึ ไดรับ การขนานนามวาเปน ราช
สํานกั แหง นาํ้ หอม เคร่อื งหอมนานา ชนดิ ไมไดถ กู นาํ ไปใชเฉพาะกบั รางกายเทานัน้ แตย ังไดถ กู นาํ ไปใชเพม่ิ ความ
หอมใหก บั เครอ่ื งใชต างๆ เชน เสอ้ื ผา พัด ตลอดจนเฟอรนิเจอร ตา งๆเพื่อใหกลิ่นหอมตลบไปท่ัวเขต พระราชฐาน
ในขณะท่ี Beaux De Senteur (เคร่อื งหอมช่ือดังในสมยั นั้น) ไดรบั ความนยิ มอยา ง กวา งขวางมากขนึ้ กาน
แขงขันในการผลิตเครื่องหอม ไดเ รม่ิ มีการเปลย่ี นแปลงรปู แบบใหซับซอ นมากขึ้นเชน กัน โดยมีการ ละลายเครือ่ ง
หอมกับน้าํ สมสายชแู ละเกลอื (vinaigre de toilette or salts) เพ่ือใชในการฆา เช้ือโรค และดับกล่นิ ไมพ ึง
ประสงค หนึง่ ในผลติ ภัณฑท ม่ี ชี ่ือเสียงสงู สดุ ในยุคนน้ั ชือ่ “four thieves vinaigre” (ซอสหอมชนดิ หนึง่ ของ
ฝรง่ั เศส) และไดสรา งความมั่งคงั่ ใหกับเจาของสินคาในเมือง MARSEILLES อยางมหาศาลในป คศ. 1720 ได
เกดิ โรคระบาดครั้งใหญในฝรง่ั เศส ไดป รากฏชอื่ four thieves(สีจ่ อมโจร) ซงึ่ ไมมใี ครไมร จู กั กลุมโจรขโมย
สมบัติตามหลมุ ฝงศพของบรรดาเศรษฐขี องฝรัง่ เศส คร้ังหนึง่ กลมุ สจี่ อม โจรไดเขา ไปขโมยขดุ หลมุ ฝง ศพแหง หนงึ่
ซงึ่ เปน ศพท่ตี ิดเช่อื โรคระบาด แตท ั้งส่ีกลบั ปลอดภัยจากการ ตดิ เชอื้ เนื่องจาก Vinaigre ที่ทัง้ ส่ไี ดผลติ ขึ้นใชเอง
และหลงั จากสี่จอมโจรถกู จับเร่ืองราวทีพ่ วกเขา ปลอดภยั จากโรคตดิ ตอกแ็ พรส ะพัดไปทัว่ ฝร่งั เศส และท้ังส่ีก็จําเปน
ตองขายสตู รมหศั จรรยของเขาใหผอู ่ืน ดวยผลตอบแทนอันนอยนิด ดเู หมือนวาสูตรลบั ของเหลา โจรจะมคี วาม
สามารถในการขับไลแ มลงรา ยตาง ๆ ซึง่ เปน พาหะในการแพรเชอื้ โรคมาสรู างกายมนุษยในศตวรรษท ี่ 18 เปนชว ง
เวลาแหงการปฏิวัติน้ําหอมสยู คุ ใหม พรอมกบั การเกิด Eau de cologne (ออดโิ ลญน) สารเหลวแหง ความสดชื่น
อนั ประกอบดวย ROSEMARY, NEROLI(ORANGE FLOWER), BERGAMOT, และ LEMON OIL
Eau de cologne ไดถ กู นําไปใชง านใน หลากหลายรูปแบบ บา งก็ใชผ สมนา้ํ สําหรับแชอ าบ(การแชในอา งอาบน้ํา

ไดรบั ความนยิ มเปนอยา งมาก และปฏิบตั ิเปนกจิ วตั ในยคุ น1้ัน2) บางกท็ ํานา้ํ ยาบวนปาก เปนตน

เรอื่ งราวเกี่ยวกบั น้ําหอมท่ีนาสนใจอีกเรือ่ งตอ งขอยอนกลับไปในป คศ. 1792 ในงานแตง งานของบุตร ชายนาย
ธนาคาร ช่อื Wihelm ณ.สาํ นกั งานใหญข องธนาคาร MÜLHENS BANK ในเมือง Cologne ประเทศ
เยอรมันนี มีพระสงฆทีม่ ารวมงานผหู นึ่ง ไดมอบเอกสารเขยี นดวยลายมอื ซง่ึ เปนสตู ร ลบั ในการผลติ สารทมี่ ีกลิ่น
หอม และมคี ณุ สมบัติทางยาใหเปน ของขวัญแกค ูบาวสาว ชื่อ “Aqua mirabilis” ตอมาเจาบา วหนุมนอ ยไดใ ช
สูตรน้ีในการผลติ และจําหนา ยน้าํ หอมนภี้ ายใตชอ่ื สินคา “4711 The true eau de cologne” (4711 คือ เลขที่
บา นทีเ่ ขาอยูซ ึง่ กําหนดโดยกองทพั ของ จักรพรรดิ์ Napoleon) eau de cologne 4711 ของเขายงั คงจําหนายมา
จนถึงปจจุบันนเ้ี ปนเวลากวา สองรอยป โดยผูส ืบทอดทางสายโลหิตของเขา Ferdinand Mülhens และยังคงใช
สูตรดัง่ เดิมเหมือน เมอ่ื ป ค.ศ. 1792 ในศตวรรษที่ 18 เปน ชวงท่ีมีการพัฒนาภาชนะบรรจุน้ําหอมใหม คี วามหลาก
หลาย ไปตามชนิดของ น้ําหอมและการใชง าน ฟองนํ้าชุบดว ยนา้ํ หอมบรรจอุ ยูในภาชนะ เคลือบหรือทาไวด วย
ทอง(AIR FRESHERNER ชนดิ แรก) น้ําหอมช้ันดที ี่ บรรจ ในภาชนะรปู ทรงแพร (pear shape) เปนขวด
นํ้าหอมโปรดของพระเจา หลยุ สที่ 14 นอกจากน้ภี าชนะท่ที ําจากแกว เรม่ิ ไดร ับความนิยมมากขน้ึ โดย เฉพาะอยา ง
ยิง่ เมอ่ื มีการเปดโรงงานผลิตเครื่องแกว BACCARAT FACTORY ของประเทศ ฝรง่ั เศสในป ค.ศ. 1765 และ
ยังมคี วามมุงม่นั ท่ีจะ พฒั นารปู แบบและคุณภาพของบรรจุภณั ฑเ ครือ่ งแกว ของโรงงาน SAINT-LOUIS
GLASSWORKS เจา ของเครอ่ื งแกว คริสตลั (crystal) ท่ไี ดร ับความนยิ มมาจนถึงปจจบุ นั ยังมีผูผลิตเคร่ือง
ประดับท่ีไดเริม่ หนั มาผลิตภาชนะ บรรจุน้ําหอมโดยใชทองและเงินแกะสลกั ลวดลายอยางงดงาม ลกั ษณะของขวด
น้าํ หอมจะใชแนวศลิ ปะ แบบ BAROQUEในศตวรรษที1่ 7 เปน แรงบนั ดาลใจ แบบฉบับเฉดเชน
ของChinoiserie และ Rousseaus Cherished ซงึ่ เนนการกลบั สูธ รรมชาติ สว นศลิ ปะจนี ในยคุ น้นั จะมงุ เนน ใน
การผลิต ภาชนะ Chantilly porcelain bottles (ขวดทที่ าํ จากเครอื่ งปนดนิ เผาเคลือบ) ในขณะท่ี SAINT-
CLOUD FACTORY ดจู ะมีชอื่ เสียงในการชุบทองและ Sèvres สําหรับภาชนะรปู ทรงแพร (pear-shape
bottles) แตดูเหมือนวาภาชนะดินเผาเคลอื บแบบจนี จะมีคุณสมบตั ใิ นการเกบ็ รกั ษาคณุ ภาพ นาํ้ หอมไดดีกวา
ภาชนะบรรจขุ องเยอรมนั นี,ออสเตรยี และอังกฤษ โรงงาน CHELSEA FACTORY ขององั กฤษเปนผูเชียวชาญ
ในการผลิตขวดน้ําหอมแกะสลกั รูปตา ง ๆ โดยเฉพาะรูปมนษุ ย สตั ว และผลไม โดยสวนหวั มกั จะเปน จกุ หรือฝาเปด
ของขวด ขณะเดียวกันโรงงานขวด WEDGWOOD BOTTLES รปู ตัวอยางขวดนา้ํ หอมยุคตางๆของอังกฤษมัก
ออกแบบขวดนํ้าหอมเปนสนี ํ้าเงินและขาว ในเยอรมนั นี โรงงาน MEISSEN FACTORY เปน โรงงานแรกใน
ยุโรปที่ผลิต porcelain โดยใช hard poste (ดนิ เปยกเหนยี วสาํ หรบั ปนภาชนะ) รปู แบบอยา ง Rococo
designs, oriental motifs,รปู ดอกไม, รปู ผลไมแ ละรปู การสูรบดจู ะเปน ทน่ี ิยม มากในสมยั น้นั ในขณะท่ีโรงงาน
CHELESEA FACTORY ขององั กฤษดูจะ ชํานาญในการทําภาชนะไปตามคุณลกั ษณะของ Commedia
dell’arte ศตวรรษที่ 18 ยงั เปน ยคุ สมัยของศิลปะ nécessaire ซง่ึ เปน ภาชนะบรรจนุ ํา้ หอม ขนาดเล็ก เชนเดีย่ ว
กบั หลอดแกว เล็ก ๆ ทีใ่ ชใ นการบรรจนุ าํ้ หอม รูปแบบภาชนะ ทีเ่ รียกกันวา nécessaire เหลา นี้ มักจะไดร บั แรง
บันดาลใจจากสงิ่ ของทรงยาว เชน ดนิ สอ แปรงสฟี น แมกระท่งั ท่สี าํ หรับขดู ลนิ้ ตลอดจนไมแคะหูเปนตน

13

2.การผลิตน้ําหอมต้งั แตอดีตจนถึงปจ จุบัน

ปจ จุบนั น้าํ หอม เปนทีแ่ พรห ลาย และยังเปนสิง่ จาํ เปน ทแ่ี ทบขาดไมไดส าํ หรับผหู ญงิ เพราะนอกจากจะให
กลิน่ หอมแลว ยังสรางเสนห แ ละความมั่นใจใหก บั ผูหญิงยคุ ใหม ในการเสรมิ สรา งบุคลิกตามลกั ษณะของกล่นิ หอม
ท่ใี ชแตกตา งกนั ไป

สว นประกอบในการทาํ นํ้าหอมจะประกอบไปดวย
หวั นา้ํ มนั หอม หัวน้ํามันหอมเปนแหลงทม่ี าของนาํ้ หอมทีเ่ กา แกทีส่ ุดของการใหกลิน่ หอมข้นั ตนท่เี ปน สว นสําคญั สว น
หน่ึงท่ีใชในการผลิตน้ําหอม ซง่ึ ตอ งคดั สรรหาหวั นํา้ หอมที่มคี ณุ ภาพดแี ละหอมทนนานเพ่อื ใหก ารผลติ เปน ไปตามข้นั
ตอนและถกู วิธตี ามกล่นิ ทีไ่ ดจ ากหวั นํา้ หอม
สารสกดั จากธรรมชาติ สารสกดั จากธรรมชาตเิ ปนวตั ถุดบิ น้าํ หอมบางชนิดตน กําเนิดมาจากสารสกัดจากธรรมชาติของ
ดอกไมและพชื ที่ใชเปน สวนชว ยในการปรุงแตง นา้ํ หอมใหม กี ลิน่ หอมคลายกบั ธรรมชาติ
แอลกอฮอล แอลกอฮอลเ ปนนํ้าหอมโดยทว่ั ไปนั้นจะตอ งมีสวนผสมของแอลกอฮอลเพื่อทําใหน ้าํ หอมกระจายกล่นิ
ฟุงออกไป

การทํานํ้าหอมน้นั ทาํ ไดโ ดยหลายวธิ โี ดยวิธีแรกคอื
การทาํ นํา้ หอมจากดอกไมใ บไมส ดหรือสมนุ ไพรโดยมีข้นั ตอนดังน้ี
1.เตรยี มขวดแกวสะอาดทมี่ ีฝาปดสนิด
2.จากน้นั เตรียมน้ํามนั ไรกล่นิ และดอกไมห รอื ใบไมแ หง ที่มกี ลน่ิ หอม
3.บดดอกไมแ ละใบไมเบาๆ
4.รินนาํ้ มันใสข วดแกว
5.ตักดอกไมแ ละใบไมทบี่ ดใสล งไป จากน้นั ทิ้งไว1 -2อาทิตย
6.เปด ขวดและกรองถา กลน่ิ ไมเ ขมขนพอก็นาํ สว นผสมใหมใ สล งไปและทิ้งไว 1-2อาทติ ยจ นไดก ล่นิ ทพี่ ึงพอใจแลว
จึงเทใสข วดพรอมใชง าน

14

ทาํ น้ําหอมจากนา้ํ มนั หอมระเหย
1.สวนผสมทต่ี อ งใช
นํ้ามนั ตัวพา 2 ชอนโตะ
แอลกอฮอล 100 - 190 proof 6 ชอนโตะ
นาํ้ ด่ืมบรรจขุ วด 2.5 ชอ นโตะ
น้าํ มนั หอมระเหย 30 หยด
ทก่ี รองกาแฟ
กรวยกรอกน้ํา
ขวดแกว สะอาด 2 ขวด
2.ใสนํ้ามนั ตวั พา 2 ชอ นโตะในขวดแกว
3.ใสน า้ํ มันหอมระเหย
4.เติมแอลกอฮอล(สว นใหญใ ชว อดกา )
5.ปดฝาใหสนิดและรอน้ําหอมไดท ่ีอยา งนอย 48 ชั่วโมง
6.เตมิ น้าํ 2 ชอนโตะ จากนั้นเขยา และเทใสข วด

เครือ่ งสกดั น้าํ หอมในอดตี

15

3.เมืองแหง นาํ้ หอม

เมอ่ื กลา วถงึ นํ้าหอม ทกุ คนกค็ งตองนกึ ถงึ ประเทศผูผ ลิตนํา้ หอมชอ่ื ดงั หลากหลายแบรนดอ ยา ง "ฝรง่ั เศส"
โดยทม่ี กั จะลมื กลาวถงึ ช่อื เมืองสาํ คัญที่เรยี กไดวาเปน เมอื งหลวงแหงนา้ํ หอมของโลก ซึง่ ก็คอื เมืองกราซ
(Grasse) ทม่ี กี ารผลติ นํ้าหอมกนั มาต้งั แตศ ตวรรษที่ 17 ซง่ึ เปน เมืองตนตํารบั การผลติ น้าํ หอม โดยตามตํานานเลา
วา แคทเธอรนี เดอ เมดีชี มเหสีในพระเจา เฮนรที ่ี 2 แหงฝร่ังเศส เปนผูรเิ ร่ิมการทาํ น้ําหอมในเมืองนี้ แตเดมิ
เมืองกราซไมไดมชี อ่ื เสียงจากการปลูกพชื พรรณเพือ่ มาทําน้ําหอม แตม ีช่ือเสียงมาจากการฟอกหนัง ซ่งึ พระนางแค
ทเธอรีนตอ งการใหถงุ มือหนังของทา นมกี ล่ินหอม จึงไดมีการปลกู ดอกไมนานาพันธุใ นเมืองกราซ ท้งั กุหลาบ มะลิ
ลาเวนเดอร และซอ นกลิ่น เพ่ือกลน่ั ออกมาเปนน้าํ หอม ปจจุบนั เมืองกราซยงั คงผลติ นา้ํ หอมดว ยวตั ถุดิบธรรมชาติ
ทัง้ หมดรอบๆเมืองจงี เตม็ ไปดว ยทงุ ดอกไมหอมนานาพันธทุ จ่ี ะกลายมาเปนหวั น้าํ หอมหลากหลายกลน่ิ อีกท้ังยังอยู
เบือ้ งหลังความหอม ของนา้ํ หอมแบรนดดงั มากมายทงั้ ดิออร และ ชาแนล โดยเฉพาะ ชาแนลนมั เบอร 5 น้ําหอม
ทไ่ี ดช่ือวา เปน ตํานานแหงความหอมของโลกมีจุดเริม่ ตน จากฟารมดอกมะลใิ นเมอื งเล็กๆ แหง นี้ ในแตล ะปจ ะมีทัง้
นักทอ งเท่ยี วและผูท่ีสนใจอยากจะเรยี นรูศาสตรลึกลับในการสรา งสรรคกลิน่ หอมแวะเวยี นมาทีเ่ มอื งแหงน้ีเปน
จาํ นวนมากเพ่อื จะไดเยี่ยมชมโรงงานผลติ นาํ้ หอมรา นคาเคร่อื งหอม สถาบนั ฝก อบรมการผลติ นาํ้ หอมรวมไปถงึ
พพิ ธิ ภัณฑน ้าํ หอมนานาชาติ ท่เี มอื งกราซแหงน้ี

เมืองกราซ ประเทศฝรง่ั เศส

16

ในปจจุบนั GRASSE, LA TERRE DU PARFUME เมือง GRASSE ดนิ แดนแหงน้ําหอม เปน แหลง
ปลูกพันธุไ มหอมนานาชนดิ ท่ีนาํ มาเปน หัวเชอ้ื ธรรมชาตใิ นการผลติ น้าํ หอมของประเทศฝรัง่ เศส เมือง GRASSE ตั้ง
อย่หู างจากชายฝง เขา ไปนน้ั มสี ภาพอากาศท่เี หมาะสมตอการปลกู พชื ที่เปราะบางมากๆ เชน กุหลาบ มะลิ สม เขม็ และ
ตูเบเวิส ซึง่ นาํ มาใชเปนสว นประกอบพ้ืนฐานในการผลติ น้ําหอม เม่อื คณุ เดินเลนอยูที่เมอื งGRASSE แหง นี้ คุณจะ
ไดส ัมผัสกบั สถาปตยกรรม บา นเรอื นท่ีมีลกั ษณะอาคารแบบยุคกลาง และยงั คงรักษาเอกลักษณ มนตเสนหความเปน
นครหลวงแหง นํา้ หอมของโลกไวไดมายาวนานตัง้ แตศตวรรษท่ี 16 และทกุ วนั นี้ มปี ระชากรผรู กั งานดานความหอม
หลง่ั ไหลเขามาทํางานในบรษิ ัทนา้ํ หอมและเครอ่ื งหอมของเมอื งนถี้ ึง 2000 คน โดยมตี ัวเลขดานการคา สูงถงึ 800 ลาน
ยูโรตอป ไมวาคุณจะอยูทกุ มมุ ไหนของโลก เสนหแ หงความหอมของเมอื ง GRASSE ประเทศฝรง่ั เศสจะติดตามคุณ
อยูเ สมอ ดงั นน้ั อุตสาหกรรมดานน้ําหอมจงึ ไมม ีวนั ตายจากตลาดฝร่งั เศส และทุกแหง ในตลาดโลกอยา งแนน อน

5 แบรนดน ้ําหอมจากเมืองกราซ

1. ÉTOILE - EAU DE PERFUME 50 ml (40 €)
Etoile เปนกลิน่ ทผี่ สมผสานระหวางมะกรดู และเลมอน แซมดว ยกลนิ่ หอมออ นๆจากขิง ใหความรูสึก
สดชื่นสาํ หรับหนา รอนแบบนี้

17

2. BELLE DE NUIT - EAU DE PARFUM 50 ml (40 €)
Belle de Nuit มีกลิ่นที่อดุ มไปดว ยกลนิ่ ดอกไมและผลไม มีสารสกัดจากพลมั กุหลาบ ไวโอเลต็ และ
กลิน่ ไม ผลติ ภัณฑภ ายใตช อ่ื รนุ Belle de Nuit ไมไดมเี พยี งนา้ํ หอมเทานัน้ แตยงั มีครมี อาบนํ้า โลชน่ั
และสบูอกี ดวย

3. LUNE DE MIEL - EAU DE TOILETTE 200 ml (40 €)
เจาผลิตภณั ฑน้ีทถี่ ูกหอ มาอยา งดี มีชื่อวา Honey Moon หรอื Lune de Miel ในภาษาฝรงั่ เศส เปน
น้ําหอมทมี่ สี ารสกัดจากกลิ่นของแบลค็ เคอรแ รนท บลูเบอรร ี่ และดอกการด ิเนียร ใหก ลน่ิ ท่คี อนขา ง
unique และไมเหมอื นใคร

18

1

4. HÉLIOTROPE GINGEMBRE - EAU DE PARFUM 50 ml (35 €)
กลิน่ น้เี ปนกลิน่ เฉพาะท่ีมีสวนผสมของขิง ซินนามอน วานลิ ลา และ heliotrope

5. MINI BEAU GOSSE - EAU DE TOILETTE 50 ml (18 €)
Beau Gosse ในภาษาฝรงั่ เศสมคี วามหมายวา "ผูช ายท่ดี ูด"ี ดว ยกลิน่ ของผลไมจ าํ พวกสม และเลมอ น
ทําใหน าํ้ หอมกลิน่ นี้มกี ลิน่ ทสี่ ดชื่น

19

บทสรุป

จากการที่ผวู ิจัยไดทาํ การสาํ รวจและศึกษาเอกสารงานเขยี นทเี่ กี่ยวกับวิวัฒนาการของน้าํ หอม พบวางาน
เขยี นสวนใหญก ลาววา น้าํ หอมมที ีม่ าจากหลากหลายพน้ื ที่ หลาหลายอารยธรรมและมตี น กาํ เนดิ ของแตอ ารยธรรม
ทแ่ี ตกตา งกัน อาทเิ ชน นํ้าหอมจากอารยธรรมอยี ิปต น้าํ หอมจากอารยธรรมกรีก เปน ตน วิวฒั นาการของการผลิต
นํา้ หอมในแตละยุกกจ็ ะตางกันออกไปตามทรพั ยากรและความทันสมยั ของยคุ นนั้ ๆ เชน ในยคุ โบราณจะมกี ารใช
สมุนไพรไมตา ง ๆ ในการทํานาํ้ หอม แตในปจจบุ นั จะมีการใชส ารเคมีประกอบดว ย

กลาวไดว า การศึกษาวิวัฒนาการของนํา้ หอมสามารถสะทอ นใหเหน็ ถึงความเปน มาของนํา้ หอม อทิ ธิพล
ของอารยธรรม ความเชอ่ื ทรพั ยากรและความทันสมยั อกี ทั้งยงั มีเร่อื งการแบงชนชนั้ ทีม่ ผี ลมาจากการใชนํ้าหอม
ของชนชน้ั สงู และชนชั้นกลาง โดยชนชน้ั สงู และชนชน้ั กลางจะใชน ํ้าหอมแทนการอาบน้ํา และยังรวมไปถึงศิลปะ
การออกแบบบรรจภุ ัณฑในการใสนํ้าหอมท่มี ีความโดดเดน แตกตา งกันของแตอารยธรรม ซงึ่ ปจจัยทง้ั หมดสง ผล
ใหนาํ้ หอมมีอิทธิพลตอ มนุษยมาตั้งแตอ ดีตจนถึงปจจบุ ัน

อยางไรกต็ าม วิวัตนาการของนํ้าหอม ตา งมงุ เนน ใหเหน็ ถึงความหลากหลายของแหลง กาํ เนินและรวม
ไปถงึ ความมอี ิทธพิ ลท่มี ผี ลมาจากปจจัยตา ง ๆ ที่ทาํ ใหน้าํ หอมมีอิทธพิ ลตอมนษุ ยม าจนถงึ ทกุ วันนี้ อาทิเชน การ
คา ขายและสง ออกนาํ้ หอม การออกแบบบรรจุภณั ฑใ หม คี วามโดดเดน การสรางชือ่ เสยี งใหกับประเทศท่เี ปน แหลง
ผลติ ทไ่ี ดร บั การยอมรบั อาทเิ ชน ประเทศฝร่งั เศส อยา งเมืองกราซทีโ่ ดงดังมาจากการเปน แหลง ผลิตนํ้าหอมเพือ่
สงออกรายใหญ ท้งั นี้การศกึ ษาวิวฒั นาการของนํา้ หอมเปนประโยชนอยางมากตอผูทต่ี องการศกึ ษา

20

บรรณานกุ รม

พรี ทรพั ย วิชติ รัชนีกร.(2561).ประวัติศาสตรนอกกรอบ: 'นา้ํ หอม' ของใชเทพเจา คนเปนและคนตาย
[เวบ็ บลอ็ ก]. สบื คนจาก https://www.gqthailand.com/culture/article/history-of-perfume

เว็บบลอ็ ค Beautysukinanda.(2561).ตนกําเนดิ ของน้าํ หอมและความเปน มาของนํ้าหอมที่คุณยังไมร ู
[เว็บบล็อก]. สืบคนจาก https://beauty.sukinanda.com/2478/history-of-perfume/

เว็บบลอ็ ค น้ําหอม .(2561).ประวตั ิ นาํ ห้ อม ตอน 1
[เวบ็ บล็อก]. สืบคน จาก http://xn----6xfb4ac0ddme7bf3yg3ch.blogspot.com/2009/07/1.html

เว็บบลอ็ ค นาํ้ หอม .(2561).ประวัติ นํา้หอม ตอน 2
[เวบ็ บล็อก]. สืบคน จาก
http://xn---
-6xfb4ac0ddme7bf3yg3ch.blogspot.com/search/label/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%
E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%AB
%E0%B8%AD%E0%B8%A1

เวบ็ บล็อค TV PROGRAM .(2557). 'กราซ' เมอื งหลวงน้าํ หอมโลก
[เว็บบลอ็ ก]. สบื คน จาก https://www.voicetv.co.th/read/107327

เว็บบลอ็ ค Wikihow .(มปท). วธิ กี าร ทําน้าํ หอม
[เวบ็ บลอ็ ก]. สืบคนจาก
https://th.wikihow.com/%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%
E0%B8%AB%E0%B8%AD%E0%B8%A1

Rei Nishiyama .(2561). 15 อนั ดบั นา้ํ หอมฝรง่ั เศสขายดที สี่ ดุ จากพพิ ธิ ภัณฑน ํา้ หอม
FRAGONARD[เวบ็ บล็อก]. สืบคน จาก
https://www.obonparis.com/th/magazine/fragonard

21

แสกนเพือรับชมรูปเล่มเตม็


Click to View FlipBook Version