Music in
Renaissance
ค.ศ.1450 -1600
Renaissance period
สแสเมโทปปดััมาลา็ญสัยนเกะยคหญไแรแาใดตา้ดนุาหนเทช่ีีนชรเง่ิว่แกวมนทกีงลาล่ขทามึศัรา้ีะ้์นรงซฟเตลืฟ่ม้ทหืาีอ้นอ่นดกเลมิมฟมชแฟาูืาีบูศอยไลศิเดาิงลมจะ้ืลึร่ฟใปงรอ์หป่ดตอ้ลวีก่ิวคชททซาิงจอาี่ึท่ว่วงรไางรยเายงดรพกอฟมา้ืมีเ้านปนยไยแนวันอ้ดซฏีแนาุล้น้ฟ์ิปกกยูบไหาจ่ว่ศัึ่ดถออาทิงตังค้ีลิม่เมกนแคปมวรปิัำภศ่แพาวญมา์ึเวนกมาลอินรขัท้ญึ่ิมษ้กคยวไดนิ่ยปเจปาาดาขคึจึางทคงช้รอัน้รรไ่่ัแเินนาว้าดงญใค้ชแพนนคใมแรนีญส่หรวแแรรง้่์ยมาไลลหกาคแุัปโวยกมติะรลลรชยัจฐวดัอาปมะััางิกฒามศตตไอกินริเดหลลานาต้ววัมหลัปอวรนธาร่ีัินิแเนทดลนรรชุมีคลคกืรสดนแ้ัอิป้งมวแวมโนิขงัรสขาตขบยนกภมม็ายนาักรเงานาสพมรงลตคเย่เนดแจอราาหเตนาใางหยบงััล่จวะ
มๆวืานบจเอวืงไ่าขอกจาาวอ้
ส้านูกรขอ
่ยีิกูไกกอ่ทตมปัิา่แจงาวาใรกแลลแนกฟีืาห
้ะคยนุรโลวโรฝ้ฟรน่มูมาปศัอินยิลตศโปบาาวลรสิีท
านณยาา
เอาจริงเอาจังยิ่งขึ้น
Music Evoiution
ประชาชนทั่วไปได้หลุดพ้นจากการปกครองระบอบศักดินา
(Feudalism) มนุษยนิยม (Humanism) ได้กลายเป็นลัทธิ
สำคัญทางปรัชญา ศิลปินผู้มีชื่อเสียง คือ ลอเร็นโซ กิแบร์ตี โด
นาเต็ลโล เลโอนาร์โด ดา วินชิ ฯลฯ เพลงมักจะมี 3 แนว โดย
แนวบนสุดจะมีลักษณะน่าสนใจกว่าแนวอื่น ๆ เพลงที่ประกอบ
ด้วยเสียง 4 แนว ในลักษณะของโซปราโน อัลโต เทเนอร์ เบส
เริ่มนิยมประพันธ์กันซึ่งเป็นรากฐานของการประสานเสียง 4
แนว ในสมัยต่อ ๆ มา เพลงโบสถ์จำพวกแมสซึ่งพัฒนามาจาก
แชนท์มีการประพันธ์กันเช่นเดียวกับในสมัยกลาง เพลงโมเต็ต
ยังมีรูปแบบคล้ายสมัยศิลป์ใหม่ ในระยะนี้เพลงคฤหัสถ์เริ่มมี
การสอดประสานเกิดขึ้น คือ เพลงประเภทซังซอง แบบสอด
ประสาน (Polyphonic chanson) ซึ่งมีแนวทำนองเด่น 1 แนว
และมีแนวอื่นสอดประสานแบบล้อกัน (Imitative style) ซึ่งมี
แนวโน้มเป็นลักษณะของการใส่เสียงประสาน (Homophony)
Type of Music
บทร้องใช้โพลีโฟนี (Polyphony) ส่วนใหญ่ใช้ ๓-๔ แนว
ในศตวรรษที่ ๑๖ ได้ชื่อว่า ยุคทองของโพลีโฟนี
มีการพัฒนา Rhythm ในแบบ Duple time และ
Triple time ขึ้น
การประสานเสียงใช้คู่ ๓ ตลอด และเป็นสมัย
สุดท้ายที่มีรูปแบบของขับร้องและบรรเลง
เหมือนกัน
The most popular
Musical instrucment
เครื่องสาย
ได้แก่ ซอวิโอล (Viols) ขนาดต่าง ๆ ซอรีเบค (Rebec) ซึ่ง
ตัวซอมีทรวดทรงคล้ายลูกแพ
ร์เป็นเครื่องสายที่ใช้คันชัก
เครื่องเป่า
ได้แก่ ขลุ่ยริคอร์เดอร์ ปี่ ชอม ปี่ คอร์เน็ต แตรทรัมเปต
และแตรทรอมโบนโบราณ
เครื่องลิ่มนิ้ว
ได้แก่ เวอร์จินั
ล คลาวิคอร์ด
Song of composer
John Dunstable William Byrd
Missa Rex seculorum Agnus Dei (Mass for 5
Salve scema sanctitatis voices)
Quam pulchra es Gloria (Mass for 4
Agincourt Hymn voices)Sing Joyfully
O mistress mine
Josquin des Prez Claudio Monteverdi
Ave Maria Orfeo
Mille Regretz Marienvesper
Tu solus qui facis Vespro
mirabilia
Veni Sancte Spiritus
John Dunstabl ดันสเตเบิลเป็นผู้ทำให้วงการดนตรีรู้จักและยกย่อง
ดนตรีของชาวอังกฤษ ชีวิตส่วนใหญ่ของดันสเตเบิลไป
(ประมาณ ๑๓๗๐ –๑๔๕๓) อยู่ในฝรั่งเศส โดยการไปรับใช้ดยุคแห่งเบดฟอร์ด
ผลงานการประพันธ์ของดันสเตเบิลไม่ว่าจะเป็นเพลง
ร้อง เพลงแมสและโมเต็ตล้วนได้รับการยกย่อง
ในเขตยุโรปตะวันตกโดยเฉพาะในช่วงระหว่างปี
๑๔๒๐ - ๑๔๓๐ รูปแบบดนตรีของเขามีอิทธิพล
อย่างมากต่อวงการดนตรี เขาคงความมีชื่อเสียง
ได้จนกระทั่งเสียชีวิตในปี ๑๔๕๓ ผู้ประพันธ์เพลง
ที่รับเอาอิทธิพลของดันสเตเบิลไว้ ได้แก่ แบงชัวส์ และ
ดูเฟย์ ดันสเตเบิลใช้รูปแบบการประสานเสียงที่ดนตรี
มาตรฐานนิยมใช้ ไม่ว่าจะเป็นในสมัยคลาสสิก โรแมน
ติก หรือเพลงสมัยนิยม ในขณะที่ดนตรีในสมัยนั้นโดย
ทั่ว ๆ ไปไม่นิยมการประสานเสียงในลักษณะนี้เลย
จึงกล่าวได้ว่าดันสเตเบิลเป็นบิดาของดนตรีสมัยใหม่
The composer
Guillianum Dufay ผู้ประพันธ์เพลงชาวเนเธอร์แลนด์ผู้ที่ทำงานให้สันตะปาปา ชั่วระยะ
เวลาหนึ่ง และย้ายมารับใช้เจ้านายในราชสำนักฝรั่งเศสเป็นผู้ที่มีแนวการ
(ประมาณ ๑๕๖๗ - ๑๖๔๓) แต่งเพลงที่ละเอียดอ่อน และเป็นผู้นำการแต่งเพลงประสานเสียงซึ่ง
ทำให้ผู้ฟังเห็นถึงความสดใสและความมีพลังของการขับร้อง แนวทางที่
เขาใช้นี้รู้จักในนามของ Musica reservata ซึ่งเป็นภาษาละตินมีความ
หมายถึงดนตรีสำหรับผู้ที่เข้าถึงโดยเฉพาะ ผลงานของจอสกินได้รับการ
ยกย่องว่าเป็นสัญลักษณ์ของดนตรีในสมัยรีเนซองส์ ในช่วงที่เขามีชีวิต
อยู่จอสกินได้รับการยกย่องตลอดมาแม้กระทั่งเมื่อเขาสิ้นชีวิตไปแล้ว
ผลงานของเขายังมีการนำมาตีพิมพ์ใหม่ในศตวรรษที่ ๑๗ และได้รับการ
กล่าวยกย่องจากนักประวัติศาสตร์ดนตรีชาวอังกฤษ คือ เซอร์จอห์น
ฮอว์กินส์ในช่วงปลายศตวรรษที่ ๑๘ อีกด้วย
กล่าวได้ว่า จอสกิน เดอส์ เพรซ์คือ ผู้ประพันธ์เพลงที่ยิ่งใหญ่
ผู้หนึ่งในสมัยรีเนซองส์ มีผลงานดีเด่นในลักษณะเพลงโบสถ์เช่นเดียว
กับผู้ประพันธ์คนอื่น ๆ ในสมัยนั้น
The composer
Johannes Ockeghem
(ประมาณ ๑๔๔๐ - ๑๕๒๑)
ผู้ประพันธ์เพลงชาวเนเธอร์แลนด์ ลูกศิษย์ของดูเฟย์ ผู้ซึ่งรับเอา
แนวคิดของดูเฟย์มาและนำเอาหลักการและความคิดของตนใส่เข้าไป
ทำให้ดนตรีของโอคิกัมมีเสน่ห์ชวนฟังทั้งนี้เนื่องจากดูเฟย์มีแนวการ
ประพันธ์เพลงแมสที่ขาดความอบอุ่นในอารมณ์ของมนุษย์ในขณะที่
เพลงของโอคิกัมเน้นที่การแสดงออกของอารมณ์และความรู้สึกของ
มนุษย์ทำให้ได้รับฉายาว่า “เจ้าชายแห่งดนตรี” (The Prince of music)
โอคีกัมพัฒนารูปแบบ ของการสอดประสานทำนองโดยเน้นการล้อกัน
ของแนวเสียงแต่ละแนว (Imitative style) ซึ่งเป็นต้นแบบของฟิวก์อัน
เป็นรูปแบบที่สำคัญในสมัยบาโรก
William Byrd
(ประมาณ ๑๕๔๓ - ๑๖๓๒)
วิลเลี่ยม เบิร์ด เป็นสังคีตกวีชาวอังกฤษ ในยุคเรอเน
ซองส์ เบิร์ดเป็นผู้นำรูปแบบการประพันธ์ใหม่ ๆ มาใช้
ในอังกฤษ เบิร์ดได้สร้างผลงานระดับคุณภาพไว้
จำนวนมาก มีทั้งเพลงศาสนาและเพลงฆราวาสใน
ลักษณะของการสอดประสานเสียงแบบโพลีโฟนี รวม
ถึงเพลงสำหรับบรรเลงด้วยคีย์บอร์ดและเพลงสำหรับ
การบรรเลงด้วยเครื่องดนตรีชนิดอื่น ๆ ที่มีอยู่ในยุคนี้
Thank You
for reading!