The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สมุนไพรกับการลดความเสี่ยงของการเกิดโรค

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by หนังสือ, 2023-09-25 21:18:11

สมุนไพรกับการลดความเสี่ยงของการเกิดโรค

สมุนไพรกับการลดความเสี่ยงของการเกิดโรค

สมุนไพร กับ การลดความเสี่ยงของการเกิดโรค กลุ่มงานวิชาการและคลังความรู้ กองวิชาการและแผนงาน กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก


สมุนไพรกับการลดความเสี่ยงของการเกิดโรค ผู้รวบรวม 1. ดร.เภสัชกรหญิงดวงแก้ว ปัญญาภู 2. เภสัชกรหญิงสุภาพร ยอดโต 3. เภสัชกรหญิงศตพร สมเลศ จัดท ำโดย กลุ่มวิชาการและคลังความรู้ กองวิชาการและแผนงาน กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข


สำรบัญ หน้ำ เรื่อง 1 กระเจี๊ยบกับฤทธิ์ลดควำมดันและไขมันในเลือด 4 กระเทียมกับฤทธิ์ลดไขมันในเลือด 7 ขมิ้นชันกับฤทธิ์ต้ำนมะเร็ง 10 ขิงช่วยลดอำกำรคลื่นไส้อำเจียน 13 ชะพลูกับฤทธิ์ลดน้ ำตำลในเลือด 16 ตรีผลำกับฤทธิ์ลดไขมันในเลือด 20 บัวบก มีฤทธิ์สมำนแผล ลดอำกำรอักเสบ กำรเรียนรู้ ควำมจ ำ และระบบประสำท 24 หม่อนกับฤทธิ์ลดน้ ำตำลในเลือด 27 พรมมิกับฤทธิ์ในกำรช่วยเพิ่มควำมจ ำ 30 มะระขี้นกกับฤทธิ์ลดน้ ำตำลในเลือด


กระเจี๊ยบ 1 กลุ่มงานวิชาการและคลังความรู้ กองวิชาการและแผนงาน Page 1 กระเจี๊ยบ กระเจี๊ยบกับฤทธิ์ลดความดันและไขมันในเลือด กระเจี๊ยบแดง สมุนไพรสีแดง รสเปรี้ยวชนิดนี้ นับเป็นหนึ่งในสมุนไพรพื้นบ้านที่มีการใช้ประโยชน์ อย่างกว้างขวาง ในงานสาธารณสุขมูลฐานจึงจัดกระเจี๊ยบแดงเป็นสมุนไพรประจ าบ้านที่ใช้ง่ายและมีความปลอดภัยสูง นอกจากสามารถน าไปท าเป็นเครื่องดื่มแก้กระหายได้แล้วยังมีการศึกษาวิจัยต่อยอดเพื่อค้นหาฤทธิ์ในการลดความดัน ฤทธิ์ลดไขมันในเลือดอีกด้วย ที่มา : http://kasetin-c.com/pub/media/catalog/product/cache/image/700x560/ e9c3970ab036de70892d86c6d221abfe/f/i/file_12.jpg ชื่อวิทยาศาสตร์Hibiscus sabdariffa Linn. 1 ชื่อวงศ์ Malvaceae1 ชื่อไทย กระเจี๊ยบแดง1 ชื่ออื่น ๆ กระเจี๊ยบ, กระเจี๊ยบเปรี้ยว, ผังเก็งเค็ง, ส้มเก็งเค็ง, ส้มพอดี, ส้มตะเลงเครง, ส้มปู1 ชื่อภาษาอังกฤษ Roselle2 ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้ล้มลุก ปีเดียวหรือหลายปี สูง 1-2 ม. ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ ขอบใบจักฟันเลื่อย มีหูใบ ดอกออกที่ ซอกใบ ริ้วประดับ 8-12 กลีบ กลีบเลี้ยงสีม่วง แกมแดง อวบหนา ติดทนจนเป็นผล กลีบดอกสีเหลืองนวล ถึงสีชมพูอ่อน ที่กลางดอกสีม่วงแกมแดงเข้ม ผล แห้งแตก รูปไข่ ส่วนปลายมีจะงอย ผิวมีขนสั้นหนานุ่ม เมล็ด จ านวนมาก2 ส่วนที่ใช้ของกระเจี๊ยบแดง ได้จากส่วนกลีบเลี้ยง3 การใช้ประโยชน์ ต าราสรรพคุณยาไทยว่ากระเจี๊ยบ มีรสเปรี้ยว สรรพคุณ ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ แก้ไอ ล้างเมือกมัน ในล าไส้ให้ลงสู่ทวารหนัก2 กระเจี๊ยบจัดเป็นพืชสมุนไพรที่ถูกน ามาอยู่ในรายชื่อคู่มือบัญชียาสมุนไพรในบัญชียา หลักแห่งชาติ ในกลุ่มยาพัฒนาจากสมุนไพร ยารักษากลุ่มอาการทางระบบทางเดินปัสสาวะ3 ข้อบ่งใช้ ขับปัสสาวะ แก้ขัดเบา วิธีรับประทาน ชนิดชง รับประทาน ครั้งละ 2 – 3กรัม ชงน้ าร้อน 120 – 200 มิลลิลิตร วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร


กระเจี๊ยบ 2 กลุ่มงานวิชาการและคลังความรู้ กองวิชาการและแผนงาน Page 2 กระเจี๊ยบ ข้อห้ามใช้ ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีการท างานของไตบกพร่อง ข้อควรระวัง ควรหลีกเลี่ยงการกินกระเจี๊ยบแดงติดต่อกันเป็นเวลานานในสตรีมีครรภ์และสตรีให้นมบุตร เนื่องจากผลการศึกษาในหนูทดลอง (rat) พบว่าอาจท าให้ลูกหนูเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ช้าลง และอาจมีผลท าให้ เกิดพิษต่อเซลล์ของอัณฑะและตัวอสุจิได้ งานวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับฤทธิ์ลดความดันโลหิตและฤทธิ์ลดไขมันในเลือด ซึ่งปัจจุบันพบว่ามี การศึกษาวิจัยอย่างแพร่หลายทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ มีการจดอนุสิทธิบัตรยากระเจี๊ยบแดง ส าหรับใช้ในผู้ป่วยความดันโลหิตสูงและเบาหวาน การรับประทานกระเจี๊ยบแดงในรูปแบบชาชงเป็นระยะเวลา 2 เดือน สามารถลดระดับความดันโลหิตได้ และหากรับประทานติดต่อกัน 4 เดือน ระดับของ triglyceride จะลดลงอย่างมีนัยส าคัญ4 และกระเจี๊ยบแดงสามารถช่วยลดความดันโลหิตสูงในระดับอ่อนถึงปานกลาง5 อีกทั้งการรับประทานกระเจี๊ยบแดงขนาด 1000 มก./วัน ในรูปแบบสารสกัดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 3 เดือน สามารถลด LDL-Cholesterol ได้อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ แต่น้อยกว่า simvastatin6 ซึ่งผลการวิจัยนี้มี ความสอดคล้องกับผลการวิจัยของต่างประเทศในเรื่องของประสิทธิผลในการลดความดันโลหิต การรับประทานชาชงกระเจี๊ยบแดงติดต่อเป็นเวลา 2-6 สัปดาห์ ช่วยลดความดันได้ในผู้ป่วย mild hypertension ซึ่งได้ประสิทธิผลดีกว่า Captopril 25 mg/OD และได้ประสิทธิผลเทียบเท่าการรับประทาน Captopril 25 mg วันละ 2 ครั้ง ซึ่งกลไกในการลดความดันโลหิต น่าจะเกิดจากหลายกลไก เช่น การที่ Sodium และ Chloride ถูกขับออกทางไต (แต่ไม่ขับ Potassium ออก จึงควรระมัดระวังในผู้ป่วยที่มีภาวะ โพแทสเซียมสูง) หรือการขัดขวางกลไกangiotensin converting enzymes (ACE) หรือ calcium influx7


กระเจี๊ยบ 3 กลุ่มงานวิชาการและคลังความรู้ กองวิชาการและแผนงาน Page 3 กระเจี๊ยบ เอกสารอ้างอิง 1. กองทุนภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. ประมวล สรรพคุณสมุนไพรไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: ส านักกิจการโรงพิมพองคการสงเคราะหทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภกรุงเทพมหานคร, 2558. 288 หน้า 2. ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. สมุนไพรและเครื่องยาไทยใน ยาสามัญประจ าบ้าน. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: หจก.สามลดา จ ากัด, 2557. 577 หน้า. 3. กลุ่มนโยบายแห่งชาติด้านยา ส านักยา. คู่มือสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ. [สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2561]; ออนไลน์: http://drug.fda.moph.go.th:81/nlem.in.th/medicine/herbal/list 4. อรุณพร อิฐรัตน์และคณะ. ยากระเจี๊ยบแดงใช้ส าหรับผู้ป่วยความดันโลหิตสูงและเบาหวาน. ประเทศไทย อนุสิทธิบัตรเลขที่ 0903000459 5. เกศนภา ถาวร, ณธร ชัยญาคุณาพฤกษ์ และ วิษณุ ธรรมลิขิตกุล. การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบ การศึกษาประสิทธิภาพทางคลินิกของกระเจี๊ยบแดง. Thai Pharm Health Sci J 2006; 1(3):219-225 6. พรรณภัทร อินทฤทธิ์, กัมมาล กุมาร ปาวา, อรุณพร อิฐรัตน์, พินิต ชินสร้อย. การศึกษาเปรียบเทียบ ประสิทธิผลและผลข้างเคียงของสารสกัดกระเจี๊ยบแดงกับ simvastatin ในการลดระดับไขมันในเลือด ในผู้ป่วยโรคไขมันในเลือดสูง(การวิจัยทางคลินิกระยะที่สอง). ธรรมศาสตร์เวชสาร 2555; 12(3):506-17 7. Therapeutic Research Center. roselle [Internet]. [cite 2018 May 23]; [Update : 2017 Dec 2 1]; Available from: https://naturalmedicines.therapeuticresearch.com/databases/food,- herbs-supplements/professional.aspx?productid=211 8. Herrera-Arellano A, Flores-Romero S, Chavez-Soto MA, Tortoriello J. Effectiveness and tolerability of a standardized extract from Hibiscus sabdariffa in patients with mild to moderate hypertension: a controlled and randomized clinical trial. Phytomedicine. 2004; 11(5):375-382. 9. Nwachukwu DC, Aneke E, Nwachukwu NZ, Obika LF, Nwagha UI, Eze AA. Effect of Hibiscus sabdariffa on blood pressure and electrolyte profile of mild to moderate hypertensive Nigerians: A comparative study with hydrochlorothiazide. Niger J Clin Pract. 2015 Nov-Dec; 18(6):762-70.


กระเจี๊ยบ 4 กลุ่มงานวิชาการและคลังความรู้ กองวิชาการและแผนงาน Page 4 กระเทียม กระเทียมกับฤทธิ์ลดไขมันในเลือด กระเทียมเป็นพืชที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย มีลักษณะคล้ายกับหัวหอม คาดว่ากระเทียมมีต้นก าเนิด จากประเทศไซบีเรียเมื่อประมาณ 5,000 ปีก่อน ที่มา : https://5.imimg.com/data5/SI/OU/MY-43200806/garlic-cloves-500x500.jpg ชื่อวิทยาศาสตร์ Allium sativum L. 1 ชื่อวงศ์ Alliaceae1 ชื่อไทย กระเทียม1 ชื่ออื่น ๆ กระเทียมขาว เทียม หัวเทียม หอมเทียม1 ชื่อภาษาอังกฤษ Bulbletus Allii Sativi, Clove of Garlic1 ลักษณะทางพฤกษศาสตร์และพฤกษเคมีที่เกี่ยวข้อง ไม้ล้มลุก สูง 30-60 ซม. มีกลิ่นแรง หัวใต้ดิน ลักษณะกลมแป้น เส้นผ่านศูนย์กลาง 2-4 (-7) ซม. มีแผ่นเยื่อสีขาวหรือสีม่วงอมชมพูซึ่งลอกออกได้หุ้มอยู่ 3-4 ชั้น แต่ละหัวมี 6-10(-15) กลีบ กลีบเกิดจาก ตาซอกใบของใบอ่อน ล าต้นลดรูปลงไปมาก ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงซ้อนสลับ รูปแถบ แบน กว้าง 0.5-2.5 ซม. ยาว 30-60 ซม. ปลายแหลม โคนแผ่และเชื่อมติดกันเป็นหลอดหุ้มรอบโคนใบของใบที่อ่อนกว่าและก้านช่อดอก ท าให้เกิดเป็นล าต้นเทียม ขอบเรียบ ส่วนค่อนทางปลายใบสีเขียวและสีจะค่อย ๆ จางลงจนกระทั่งถึงโคนใบ ส่วนที่หุ้มหัวอยู่มีสีขาวหรือสีขาวอมเขียว ช่อดอก แบบช่อซี่ร่ม ก้านช่อดอกแบบก้านโดด ออกตรงกลาง ระหว่างใบชั้นในสุด รูปทรงกระบอกตัน ยาว (25-) 40-60 ซม. มีโคนใบที่เชื่อมต่อกันเป็นหลอดหุ้มก้านช่อดอกไว้ ประมาณครึ่งของความยาวก้าน แต ่ละช ่อประกอบด้วยดอกเล็ก ๆ หลายดอกอยู่ปะปนกับหัวย ่อยรูปไข่ ขนาดเล็กจ านวนมาก มีใบประดับใหญ่ 1 ใบ ยาว 7-10 (-20) ซม. ลักษณะบางใส แห้งง่าย หุ้มช่อดอกขณะที่ ยังตูมอยู่ แต่เมื่อช่อดอกบานใบประดับจะเปิดอ้าออกด้านหนึ่ง ปลายเป็นจะงอยแหลม และมักห้อยลง ดอก เล็กสีขาวหรือขาวอมชมพูแกมเขียวถึงสีออกม่วง กลีบรวม 6 กลีบ แยกกันหรือติดกันที่โคน รูปใบหอก แกมรูปไข่ ปลายแหลม กว้างประมาณ 1.4 มิลลิเมตร ยาว 3-6 มิลลิเมตร เกสรเพศผู้ 6 อัน อับเรณู และ ยอดเกสรเพศเมียยาวยื่นพ้นส่วนอื่น ๆ ของดอก รังไข่เหนือวงกลีบ มี 3 ช่อง แต่ละช่องมีออวุล 1-2 เม็ด ผล แบบผลแห้งแตก ขนาดเล็ก เป็นกระเปาะสั้น ๆ รูปไข่หรือรูปค่อนข้างกลม มี 3 พู เมล็ด เล็ก สีด า หรือผล มักฝ่อไม่มีเมล็ด1 กระเทียมมีสารส าคัญเป็นสารจ าพวกน้ ามันหอมระเหย คือ allicin และสารกลุ่ม diallyl disulfide มีกลิ่นฉุน2


กระเจี๊ยบ 5 กลุ่มงานวิชาการและคลังความรู้ กองวิชาการและแผนงาน Page 5 กระเทียม การใช้ประโยชน์ กระเทียมมีรสร้อน สรรพคุณ เป็นยาแก้ไข้ ขับปัสสาวะ ขับโลหิตระดู เป็นยาระบาย แก้ไอ แก้ริดสีดวงงอก แก้โรคผิวหนังบางอย่าง เป็นยาขับลมในล าไส้ ขับเนื้อร้าย บ ารุงธาตุ ใช้เป็นยาแก้โรคเส้นประสาท ใช้ภายนอก คั้นเอาน้ าจากหัวกระเทียมเป็นยาหยอดหู แก้ปวดหูและหูอื้อ แก้รัตตะปิตตะโรค แก้ปวดมวนในท้อง แก้เสมหะ แก้ฟกช้ า แก้สะอึก ขับพยาธิในท้อง แก้โรคในปากในคอ แก้หืด แก้อัมพาต แก้ลมเข้าข้อ แก้ขัดปัสสาวะ บ ารุงปอด แก้ปอดพิการ แก้น้ าลายเหนียว บ้วนปากฆ่าเชื้อโรคในปาก1 ปัจจุบันกระเทียมจัดเป็นพืชสมุนไพร ที่อยู่ในงานสาธารณสุขมูลฐาน ใช้ส าหรับขับลมในล าไส้ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ ใช้ร่วมกับการควบคุมอาหารใน กรณีมีไขมันในเลือดสูง และช่วยป้องกันการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดตามวัย และใช้เป็นยาใช้ภายนอก แก้กลากเกลื้อน วิธีรับประทาน ใชกระเทียม 5-7 กลีบ ซอยละเอียด รับประทานหลังอาหาร หรือเวลามีอาการ ข้อควรระวัง การรับประทานกระเทียมในปริมาณมาก ๆ จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการมีเลือดออกหลังผ่าตัดได้ง่าย หากจะต้องได้รับการผ่าตัดหรือท าฟัน ควรหยุดใช้กระเทียมล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน เพื่อลดความเสี่ยงจาก การเสียเลือดมาก เนื่องจากเลือดไม่แข็งตัว ควรระมัดระวังการใช้กระเทียมในผู้ที่มีความผิดปรกติเกี่ยวกับ การแข็งตัวของเลือด หรือผู้ที่ก าลังใช้ยาที่ท าให้เลือดใส (blood thinning medications) เช่น ยากันเลือดเป็นลิ่ม (anticoagulant) แอสไพรินหรือยาต้านเกล็ดเลือดอื่น (anti-platelet agents) และยาต้านอักเสบกลุ่มที่ ไม่ใช่สเตียรอยด์(NSAIDs) และหากผู้ป่วยรับประทานยาไซโคลสปอริน (cyclosporin) หรือยาซาควินาเวียร์ (saquinavir) อยู่ ไม่ควรกินกระเทียมร่วมด้วย เพราะกระเทียมจะท าให้ร่างกายเปลี่ยนแปลงยาเหล่านั้น ให้หมดฤทธิ์ได้มากขึ้นและเร็วขึ้น ท าให้ระดับยาในเลือดและประสิทธิผลในการรักษาของยาลดลงจนอาจ ใช้ยาไม่ได้ผล กระเทียมสามารถท าให้เกิดการระคายเคืองต่อผิวหนัง จึงควรระมัดระวังการใช้กระเทียม ทาผิวหนังเด็กและทารก1 งานวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยด้านคลินิกระดับ Meta-analysis พบว่า โดยเฉลี่ยแล้วกระเทียมสดสามารถลด Total cholesterol 15 mg/dl และ LDL-cholesterol 6 mg/dl เมื่อเปรียบเทียบกับยาหลอก ซึ่งการเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้นจนเห็นได้ชัด เกิดจากการรับประทานกระเทียมติดต่อกันเป็นเวลา 8 เดือนขึ้นไป เพิ่มระดับ HDLcholesterol ได้เพียงเล็กน้อยที่ 1.5 mg/dl แต่ไม่สามารถลดระดับ Triglyceride ได้3 ซึ่งการรับประทาน สามารถรับประทานได้ถึง 2,000 mg ซึ ่งมีการวิจัยนาน 6 เดือน4 และมีการศึกษาวิจัยในหญิงตั้งครรภ์ พบว่าการรับประทานกระเทียม 800 mg ต่อวัน ไม่เกิดอาการข้างเคียงที่ร้ายแรงแต่อย่างใด อีกทั้งสามารถ ลดการเกิดภาวะความดันโลหิตสูงได้5 งานวิจัยด้านพิษวิทยา มีการวิจัยในหนูทดลอง ขนาดของสาร Allicin ที่ท าให้หนูตายครึ่งหนึ่ง (LD50) มีขนาดเท่ากับ 120 mg/kg เมื่อได้รับโดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง และ 60 mg/kg เมื่อได้รับสารสกัดเข้าทาง หลอดเลือดด า และสารสกัดจากกระเทียมมีค่า LD50 > 30 mg/kg เมื่อได้รับผ่านทางช่องท้อง


กระเจี๊ยบ 6 กลุ่มงานวิชาการและคลังความรู้ กองวิชาการและแผนงาน Page 6 กระเทียม เอกสารอ้างอิง 1. คณะอนกุรรมการจัดท าต าราอ้างอิงยาสมนุไพร ในคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญา การแพทย์แผนไทย. ต าราอ้างอิงยาสมนุไพร เล่ม 2. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์ พับลิชชิ่ง จ ากัด, 2558. 360 หน้า. 2. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล. สมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐาน. [สืบค้น เมื่อ22 พฤษภาคม 2561]; ออนไลน์:http://www1.si.mahidol.ac.th/km/sites/default/files/82_1.pdf 3. Ried K, Toben C, Fakler P. Effect of garlic on serum lipids: an updated meta-analysis. Nutr Rev 2013; 71:282-99. 4. Therapeutic Research Center. Garlic [Internet]. [cite 2018 May 22]; [Update : 2018 May 5]; Available from: https://naturalmedicines.therapeuticresearch.com/ databases/ food,-herbssupplements/professional.aspx?productid=300 5. Ziaei S, Hantoshzadeh S, Rezasoltani P, Lamyian M. The effect of garlic tablet on plasma lipids and platelet aggregation in nulliparous pregnants at high risk of preeclampsia. Eur J Obstet Gynecol Reprod Biol. 2001 Dec 1; 99(2):201-6. 6. Oi Y, Kawada T, Shishido C, Wada K, Kominato Y, Nishimura S, Ariga T, Iwai K. Allyl-containing sulfides in garlic increase uncoupling protein content in brown adipose tissue, and noradrenaline and adrenaline secretion in rats. J Nutr. 1999; 129 (2) : 336-342.


กระเจี๊ยบ 7 กลุ่มงานวิชาการและคลังความรู้ กองวิชาการและแผนงาน Page 7 ขมิ้นชัน ขมิ้นชันกับฤทธิ์ต้านมะเร็ง ขมิ้นชันเป็นหนึ่งในสมุนไพรที่อยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน เพราะไม่เพียงแต่น ามาใช้เป็นส่วนหนึ่งของ วัตถุดิบในการท าอาหาร ยังมีการน ามาใช้ในเรื่องของความสวยความงาม ปัจจุบันนี้มีงานวิจัยหลายชิ้น ที่สนับสนุนการใช้ขมิ้นชันเพื่อรักษาโรคบางโรคได้อีกด้วย ที่มา : https://medthai.com/wp-content/uploads/2013/07/Turmeric-1.jpg ชื่อวิทยาศาสตร์ Curcuma longa L. 1 ชื่อวงศ์ Zingiberaceae1 ชื่อไทย ขมิ้นชัน1 ชื่ออื่น ๆ ขมิ้นแกง ขมิ้นหยอก ขมิ้นหัว ขี้มิ้น หมิ้น2 ชื่อภาษาอังกฤษ common turmeric, tumeric, yellow root3 ลักษณะทางพฤกษศาสตร์และพฤกษเคมีที่เกี่ยวข้อง ไม้ล้มลุกอายุหลายปี เหง้าหลักรูปไข่ หรือรูปไข่แกมรูปรี (บางครั้งเรียกเหง้าหลักว่า หัว) แตกแขนง ในแนวระนาบ แต ่ละแขนงมักแตกย่อยต่อไปได้อีก 1-2 ครั้ง เหง้า เป็นแขนงรูปคล้ายทรงกระบอกหรือ คล้ายนิ้วมือ ตรงหรือโค้งเล็กน้อย (บางครั้งเรียกเหง้าแขนงว่า แง่ง) เนื้อเหง้าสีส้ม และมีกลิ่นเฉพาะ ล าต้น เหนือดิน เป็นล าต้นเทียมที่มีกาบใบเรียงซ้อนอัดแน่นสูงได้ถึง 1 เมตร หรือมากกว่า มีใบ 6-10 ใบต่อต้น ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกสลับถี่ กาบใบยาว 40-60 ซม. รูปรีหรือรูปรีแกมรูปขอบขนานกว้าง 10-20 ซม. ยาว 30-70 ซม. ปลายแหลม ถึงเรียวแหลม โคนใบสอบแคบหรือมนขอบเรียบ ดอก ช่อดอกแบบช่อเชิงลดออกตามปลายต้นหรือระหว่างกาบใบ ก้านช่อดอกโดด ยาว 10-20 ซม. ช ่อดอกรูปทรงกระบอก กว้าง 5-9 ซม. ยาว 10-20 ซม. มีใบประดับ จ านวนมาก รูปรีแกมรูปขอบขนานเรียงเวียนถี่รอบแกนช่อดอก ใบประดับที่อยู่บริเวณโคนช่อดอกสีเขียวอ่อน หรือสีขาวแกมสีเขียว กว้าง 2-3 ซม. ยาว 5-6 ซม. ขอบโคนใบประดับประกบติดกับใบประดับที่อยู่ใกล้เคียง และติดกับแกนช่อดอกเกิดเป็นซอกคล้ายกระเปาะ ใบประดับที่อยู่บริเวณปลายช่อดอกสีขาวแกมสีเขียวอ่อน ปลายมีแถบสีเขียวอ่อน โคนไม่ประกบติดกันเป็นกระเปาะ ดอกออกในซอกกระเปาะใบประดับซอกละ 3-5 ดอก ดอกทยอยบาน กลีบเลี้ยงสีขาวใส โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด ยาว 0.8-1.2 ซม. ปลายหยักเป็น 3 ซี่ ไม่เท่ากัน กลีบดอกสีขาว โคนติดกันเป็นหลอดยาวได้ถึง 3 ซม. ปลายผายและแยกเป็น 3 แฉก รูปสามเหลี่ยม ยาว 1-1.5 ซม. แฉกกลางใหญ่กว่า ปลายเป็นติ่ง เกสรเพศผู้เป็นหมันคล้ายกลีบดอกมี 3 กลีบ กลีบข้างขนาดเล็กกว่ากลีบปาก รูปรีแกมรูปขอบขนานสีเหลืองอ่อน กลีบปากรูปไข่กลับยาว 1.2-2 ซม. สีเหลืองอ่อนมีแถบสีเหลืองเข้มบริเวณ กลางกลีบ เกสรเพศผู้ที่สมบูรณ์มี 1 อัน ก้านสั้นอับเรณูเล็กเรียว มีจงอยโอบรอบก้านเกสรเพศเมียที่โคนรังไข่ ใต้วงกลีบมี 3 ช่อง ผล ผลกลมหรือรี แต่มักไม่ติดผล เมล็ด มีเยื่อหุ้ม1


กระเจี๊ยบ 8 กลุ่มงานวิชาการและคลังความรู้ กองวิชาการและแผนงาน Page 8 ขมิ้นชัน องค์ประกอบของขมิ้นชัน ขมิ้นชันมีน้ ามันระเหยง่าย (volatile oil) ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบด้วย สารกลุ ่มมอโนเทอร์พีน (monoterpenes) และเซสควิเทอร์พีน (sesquiterpenes) เช่น เทอร์เมอโรน (turmerone), เออาร์-เทอร์เมอโรน (ar-turmerone), ซิงจิเบอรีน (zingiberene), เคอโลน (curlone) มีสารสีเหลือง ใน ก ลุ่ ม เคอ ร์ คิ วมิ น อยด์ (curcuminoids) เช่ น เคอ ร์ คิ วมิ น (curcumin), เด สเมท อกซิ เคอ ร์ คิ วมิ น (desmethoxycurcumin), บิสเดสเมทอกซิเคอร์คิวมิน (bisdesmethoxycurcumin) 1,3 เหงาเป็นส่วนหลักในการท ายา การใช้ประโยชน์ สรรพคุณตามต ารายาไทย ขมิ้นชันมีรสเผ็ดรอน บ ารุงธาตุ ฟอกโลหิต แกพิษโลหิต แกเสมหะ แกไข ทั้งปวง แกผดผื่นคัน แกโรคผิวหนัง และแกบาดแผล3 ปัจจุบัน ขมิ้นชันจัดเป็นพืชสมุนไพรในบัญชียาสมุนไพร ในบัญชียาหลักแห่งชาติ ทั้งในกลุ่มยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณ เช่น ยาประสะกานพลู ยาเหลืองปิดสมุทร ยาประคบ และในกลุ่มยาพัฒนาจากสมุนไพร เพื่อใช้ในการขับลม บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ นอกจากนี้ ขมิ้นชันยังเป็นพืชสมุนไพรที่อยู่ในระบบสารธารณสุขมูลฐานอีกด้วย4,5 งานวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เกี่ยวข้อง ขมิ้นชันมีงานวิจัยมากมายรองรับ ไม่ว่าจะเป็น สารต้านอนุมูลอิสระ (Antioxidants) การรักษา โรคข้อเข่าเสื่อม (Osteoarthritis) ปัจจุบันนี้มีการน าขมิ้นชันในรูปของสารสกัด Curcumin มาศึกษาฤทธิ์ ต้านมะเร็ง (Anti-tumor and Anti-cancer agents) ซึ่งการักษามะเร็งส่วนใหญ่เริ่มต้นการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด และตามด้วยการฉายรังสี หรือการใช้ยาเคมีบ าบัด แต่ปัจจุบัน เซลล์มะเร็งมีความสามารถสูงในการดื้อยา ดังนั้นเป้าหมายทางชีวภาพในเรื่องยากับการรักษามะเร็งทางหนึ่ง ซึ่งขมิ้นชันก็ถือว่าเป็นความหวัง ซึ่งก าลังมี การศึกษาอย่างต่อเนื่อง จากการศึกษาเบื้องต้น พบว่า สารสกัดจากขมิ้นชันมีผลต่อการปรับเปลี่ยนคุณสมบัติ การดื้อยาในเซลล์มะเร็ง คือ ท าให้เซลล์ดื้อยามีความไวต่อยามากขึ้นซึ่งได้ผลดีกับผู้ป่วย ผลของ curcuminoid ต่อการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งที่ไวต่อยาและเซลล์มะเร็งที่ดื้อยาในกลุ่มที่มีโปรตีนขับยาชนิด P-glycoprotein เมื่อใช้ร่วมกับยา vinblastine, paclitaxel, doxorubicin และ mitoxantrone แต่ไม่มีผล ต่อเซลล์ที่ไม่ดื้อยาชนิด KB-3-1 ซึ่งเป็นเซลล์มะเร็งปากมดลูกที่ไม่มีโปรตีนขับไล่ยาชนิด P-glycoprotein6 และ curcuminoid สามารถเสริมฤทธิ์ Etoposide VP-16 ท าให้เซลล์HEK293pcDNA3.1 cell line มีความไวต่อยา เพิ่มขึ้นด้วยเรียกปรากฏการณ์นี้ว่า “synergistic effect” ดังนั้นอาจจะสามารถน าสาร curcuminoid มาใช้ เพื่อการรักษาร่วมกับยาเคมีบ าบัดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการักษาด้วยเคมีบ าบัด เพื่อช่วยลดอัตราการดื้อยา ในผู้ป่วยโรคมะเร็ง หรือลดผลข้างเคียงจาก MDR modulator สังเคราะห์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน6-7


กระเจี๊ยบ 9 กลุ่มงานวิชาการและคลังความรู้ กองวิชาการและแผนงาน Page 9 ขมิ้นชัน เอกสารอ้างอิง 1. คณะอนุกรรมการจัดท าต าราอ้างอิงยาสมนุไพร ในคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญา การแพทย์แผนไทย. ต าราอ้างอิงยาสมนุไพร เล่ม 2. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: อมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิช ชิ่ง จ ากัด, 2558. 360 หน้า. 2. กองทุนภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. ประมวล สรรพคุณสมุนไพรไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: ส านักกิจการโรงพิมพองคการสงเคราะหทหารผ่านศึก ในพระบรมราชูปถัมภกรุงเทพมหานคร, 2558. 288 หน้า 3. สถาบันการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. คู่มือการก าหนดพื้นที่ ส่งเสริมการปลูกสมุนไพร เพื่อใช้ในทางเภสัชกรรมไทย. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: ส านักกิจการ โรงพิมพองคการสงเคราะหทหารผานศึก ในพระบรมราชูปถัมภกรุงเทพมหานคร, 2558. 304 หน้า 4. กลุ่มนโยบายแห่งชาติด้านยา ส านักยา. คู่มือสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ. [สืบค้นเมื่อ30 พฤษภาคม 2561]; ออนไลน์: http://drug.fda.moph.go.th:81/nlem.in.th/medicine/herbal/list 5. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล. สมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐาน. [สืบค้น เมื่อ 30 พฤษภาคม 2561] ; ออนไลน์: http://www1.si.mahidol.ac.th/km/sites/default/files/82_1.pdf 6. Anuchapreeda S, Maiprasert K, Tima S, Limtrakul P. Effect of Curcuminoids on MDR Phenotype in Human Embryonic Kidney Cell Lines. Songkla Med J 2008; 26(1):1-13. 7. Limtrakul P. Effect of Turmeric Curcuminoids on MDR 1 Gene and P-glycoprotein function. National Center for Genetic Engineering and Biotechnology National Science & Technology Development Agency 2000. [ cite 2018 June 1] ; Available from: http://www1a.biotec.or.th/rdereport/prjbioteceng.asp?id=436


กระเจี๊ยบ 10 กลุ่มงานวิชาการและคลังความรู้ กองวิชาการและแผนงาน Page 10 ขิง ขิงช่วยลดอาการคลื่นไส้อาเจียน "ขิง" เป็นพืชสมุนไพรที่รู้จักกันมานาน ได้มีการน ามาใช้อย่างแพร่หลาย อาทิ จีน อินเดีย และไทย ก็เป็นหนึ่ง ในชนชาติเก่าแก่ที่มีการใช้ประโยชน์จากขิง ที่มา : https://img.kapook.com/u/2016/saranya/health/food/ginger6003.jpg ชื่อวิทยาศาสตร์ Zingiber officinale Rosc. 2 ชื่อวงศ์ Zingiberaceae2 ชื่อไทย ขิง2 ชื่ออื่น ๆ กังเกีย, กานเจียง2 ชื่อภาษาอังกฤษ Ginger2 ลักษณะทางพฤกษศาสตร์และพฤกษเคมีที่เกี่ยวข้อง ไม้ล้มลุกอายุหลายปี เหง้าอวบหนา ผิวนอกสีน้ าตาลอ่อน เนื้อในสีเหลืองอ่อน กาบใบเรียงสลับโอบกันแน่น ชูเหนือดินเป็นล าต้นเทียม สูง 0.5-1 เมตร แตกกอ ใบ เป็นใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปแถบ กว้าง 1.5-2.5 ซม. ยาว 15-23 ซม. ปลายเป็นติ่งยาว โคนสอบ ผิวใบด้านล่างมีขน ก้านใบยาวประมาณ 3 มม. ลิ้นใบเป็น 2 แฉกตื้น ยาว 3-5 มม. ผิวเกลี้ยง ปลายตัด ช่อดอก แบบช่อเชิงลด ออกจากเหง้า ก้านช่อตั้งตรงขึ้นเหนือดินยาว 15-20 ซม. รูปรีหรือรูปทรงกระบอก กว้าง 1.5-2 ซม. ยาว 4-5 ซม. ใบประดับเรียงซ้อนกันแน่น สีเขียวอ่อน รูปไข่กลับ กว้าง 1.5-2 ซม. ยาว 2-3 ซม. ผิวเกลี้ยง ปลายมีติ่งหนาม ขอบโค้งเข้า ใบประดับย่อยรูปรี กว้างประมาณ 1.3 ซม. ยาวประมาณ 2.5 ซม. กลีบเลี้ยงโคนติดกันเป็นหลอด สีขาว ยาวประมาณ 1 ซม. ปลายแยกเป็น 2 แฉกและ แยกลึกลงด้านเดียว กลีบดอกสีเหลืองอ่อน โคนติดกันเป็นหลอดยาว 2-2.5 ซม. ปลายแยกเป็น 3 แฉก แฉกบนรูปใบหอก กว้างประมาณ 8 มม. ยาวประมาณ 1.8 ซม. แฉกข้าง 2 แฉกเหมือนกัน รูปแถบ ยาวเท่ากับ แฉกบน แต่แคบกว่าประมาณครึ่งหนึ่ง เกสรเพศผู้เป็นหมันที่เปลี่ยนไปเป็นกลีบปากรูปไข่กลับ สีม่วงและมีแต้ม สีเหลืองตรงกลาง เกสรเพศผู้เป็นหมันที่เหลือรูปไข่ สีเดียวกับกลีบปาก ขนาบสองข้างของโคนกลีบปากและ เชื่อมเป็นแผ่นเดียวกัน เกสรเพศผู้สมบูรณ์มี 1 อัน ก้านชูอับเรณูสั้นมาก อับเรณูสีนวล ยาวประมาณ 8 มม. ปลายมีหงอนยาวและโค้งหุ้มก้านเกสรเพศเมียที่ยาวขึ้นไปเหนืออับเรณู รังไข่ใต้วงกลีบ ยาวประมาณ 2 มม. มี 3 ช่อง แต่ละช่องมีออวุลจ านวนมาก ผล แบบผลแห้งแตก รูปค่อนข้างกลม สุกสีแดง เมล็ด รูปรี สีน้ าตาลเข้ม โคนมีครุยเป็นถุงบางใส2 องค์ประกอบทางเคมี ขิงมีองค์ประกอบเคมีเป็นน้ ามันระเหยง่าย (volatile oil) ร้อยละ 2.5-3 โดย องค์ประกอบเคมีของน้ ามันระเหยง่าย อาจแตกต่างกันไปตามแหล่งที่มาของขิง แต่โดยทั่วไปมักมีสารกลุ่ม sesquiterpenes เป็นหลัก เช่น zingiberene นอกจากนั้นขิงยังมีสารรสเผ็ดร้อนที่ไม่ระเหยในกลุ่มสาร gingerols และ shogaols2


กระเจี๊ยบ 11 กลุ่มงานวิชาการและคลังความรู้ กองวิชาการและแผนงาน Page 11 ขิง การใช้ประโยชน์ แพทย์จีนโบราณจัดขิงเป็นพืชรสเผ็ดอุ่น มีฤทธิ์แก้หวัดเย็น ขับเหงื่อ บ ารุงกระเพาะ นอกจากนี้ ยังช่วยแก้อาการคลื่นไส้อาเจียน ลดคอเลสเตอรอลที่สะสมในตับและหลอดเลือด อินเดีย คืออีกชาติหนึ่งที่มี การใช้สมุนไพรขิงอย่างแพร่หลาย ซึ่งการใช้ขิงแห้งและขิงสดไม่แตกต่างกัน โดยจะใช้ขิงทาถูนวดเพื่อเพิ่ม การไหลเวียนของโลหิต ใช้ขิงลดการอักเสบ แก้ปวด ลดอาการบวมน้ า ใช้เป็นยากระตุ้นการอยากอาหาร เป็นยาช่วยย่อย ช่วยขับลมในล าไส้ ช่วยระงับอาการคลื่นไส้อาเจียน ช่วยกระตุ้นก าหนัด ต ารับยาทางอายุรเวท มีการใช้ขิงลดการบวมและการอักเสบของตับ คนพื้นเมืองอินเดียทั่วไปยังนิยมใช้น้ าคั้นจากขิงผสมน้ าผึ้งรักษา อาการหอบหืด ทั้งยังมีการใช้ขิงผงแห้งละลายน้ าอุ่นทาที่หน้าผากรักษาอาการปวดศีรษะแพทย์ชาวอาหรับโบราณ ก็ใช้ประโยชน์จากขิงคล้ายๆกัน แต่ที่แตกต่างคือ จะเน้นการใช้ขิงกระตุ้นความก าหนัด1 ขิงจัดเป็นพืชสมุนไพรที่ถูกน ามาอยู่ในรายชื่อคู่มือบัญชียาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ ทั้งใน กลุ่มยาแผนไทยหรือยาแผนโบราณ และในกลุ่มยาพัฒนาจากสมุนไพร เพื่อใช้ในอาการแก้คลื่นไส้อาเจียน ขับลม เป็นต้น โดยมีรายละเอียด ดังนี้ 1. บรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน รูปแบบยา : ผงแห้ง, ชาชง, ขิงสด ขนาดการใช้: 0.5-2 กรัม/วัน ในรูปผงแห้ง หากต้องการใช้กรณีบรรเทาอาการเมารถ เมาเรือ ควรรับประทานก่อน 30 นาที และรับประทานซ้ าทุก 4 ชั่วโมง 2. บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ไม่สบายท้อง และช่วยขับลมในกระเพาะอาหาร รูปแบบยา : ผงแห้ง, ชาชง, ขิงสด ขนาดการใช้: 0.3-3 กรัม/วัน ในรูปผงแห้ง3 งานวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เกี่ยวข้อง มีการศึกษาฤทธิ์ของขิง ในแง่ของการช่วยบรรเทาการคลื่นไส้อาเจียน ปัจจุบันยังไม่ทราบกลไกที่แน่ชัด แต่นักวิจัยคาดว่าการที่ขิงสามารถบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียนได้ เนื่องจากมีสารในกลุ่มน้ ามันที่ระเหยใน กลุ่มสาร gingerols และ shogaols เป็นองค์ประกอบทางเคมี ซึ่งมีกลิ่นฉุน โดยเฉพาะ 6- gingerols นอกจากนี้ ขิงยังมีสาร galanolactone ทั้ง 6- gingerols และ galanolactone ซึ่งจะไปมีผลต่อ 5-HT3 receptors บริเวณล าไส้เล็กส่วน ileum โดย 6- gingerols และ galanolactone ท าหน้าที่เป็น 5-HT3 receptors antagonist4,5,6 มีงานวิจัยในคน ชี้ให้เห็นว่าขิงสามารถบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียนในสตรีมีครรภ์ได้ แต่ไม่แนะน า ให้ใช้ขิงในการบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียนในสตรีมีครรภ์ เนื่องจากเกรงว่าจะท าให้เกิดอันตรายต่อทารก เพราะมีรายงานว่า เพราะเคยมีรายงานว่าท าให้เกิดการแท้งในหญิงที่อายุครรภ์ 12 สัปดาห์และเกิดการคลอด ก่อนก าหนดในหญิงที่อายุครรภ์ได้ 20 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามผลการวิจัยนี้ยังไม่ระบุแน่ชัดเนื่องจากผู้เข้าร่วมวิจัย มีการรับประทานสมุนไพรอื่นร่วมด้วยเช่นกัน อีกทั้งอัตราการก่อให้เกิดทารกวิรูปมีเพียงร้อยละ 1-3 เท่านั้น4 ดังนั้น สตรีมีครรภ์สามารถบริโภคขิงในปริมาณที่มีอยู่ในขนาดปกติในอาหาร (ไม่เกินวันละ 1 กรัม) ได้ โดยไม่ถือว่า ท าให้เกิดความเสี่ยงในระหว่างการตั้งครรภ์2,7,8


กระเจี๊ยบ 12 กลุ่มงานวิชาการและคลังความรู้ กองวิชาการและแผนงาน Page 12 ขิง เอกสารอ้างอิง 1. สุภาภรณ์ ปิติพร. ขิง สมุนไพรดีๆ บ ารุงธาตุไฟหน้าหนาว [Internet]. 2556 [สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2561]. ออนไลน์: https://health.kapook.com/view77340.html 2. คลังความรู้ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. ขิง. [สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2561]; ออนไลน์: http://ttdkl.dtam.moph.go.th/Module_config/frmc_picture_show_detail.aspx?pic_no=2 3. Health Canada. Ginger; 2008 [updated 2008 Jan 18; cited 2018 May 23] . Available from: http://webprod.hc-sc.gc.ca/nhpid-bdipsn/monoReq.do?id=99&lang=eng 4. Therapeutic Research Center. Garlic [Internet]; [updated 2018 Mar 3; cite 2018 May 23]. Available from: https://naturalmedicines.therapeuticresearch.com/databases/food,-herbssupplements/professional.aspx?productid=961#mechanismOfAction 5. Abdel-Aziz H, Windeck T, Ploch M, Verspohl EJ. Mode of action of gingerols and shogaols on 5-HT3 receptors: binding studies, cation uptake by the receptor channel and contraction of isolated guinea-pig ileum. Eur.J Pharmacol. 1-13-2006; 530(1-2):136-143. 6. Qian QH, Yue W, Wang YX, Yang ZH, Liu ZT, Chen WH. Gingerol inhibits cisplatininduced vomiting by down regulating 5-hydroxytryptamine, dopamine and substance P expression in minks. Arch Pharm.Res 2009; 32(4):565-573. 7. Nagabhushan M, Amonkar AJ, Bhide SV. Mutagenicity of gingerol and shogaol and antimutagenicity of zingerone in Salmonella/ microsome assay. Cancer Lett. 1987; 36:221-33. 8. Nakamura H, Yamamoto T. Mutagen and anti-mutagen in ginger, Zingiber officinale. Mutat Res. 1982;103:119-26.


กระเจี๊ยบ 13 กลุ่มงานวิชาการและคลังความรู้ กองวิชาการและแผนงาน Page 13 ชะพลู ชะพลูกับฤทธิ์ลดน้้าตาลในเลือด ชะพลูเป็นผักพื้นบ้าน คนไทยที ่มักนิยมรับประทานสด เช ่น การรับประทานทานคู ่กับเมี ่ยงค า ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของพระเทศไทย มีความเชื่อกันอีกว่าใบชะพลูมีสรรพคุณในการแก้พิษหอยได้จึง นิยมน ามาประกอบอาหารประเภทแกงกะทิ ที่มา : http://puechkaset.com/wp-content/uploads/2014/11/ชะพลู.jpg ชื่อวิทยาศาสตร์Piper sarmentosum Roxb. 1 ชื่อวงศ์ Piperaceae1 ชื่อไทย ช้าพลู1 ชื่ออื่น ๆ ผักปูนา ผักพลูนก พลูลิง นมวา1 ชื่อภาษาอังกฤษ Wild pepper1 ลักษณะทางพฤกษศาสตร์และพฤกษเคมีที่เกี่ยวข้อง ไม้ล้มลุก สูง 30-80 ซม. ล าต้นสีเขียว มีไหลงอกเป็นต้นใหม่ มีรากออกตามข้อ ใบเดี่ยวเรียงสลับ แผ่นใบบาง ผิวใบสีเขียวเข้มเป็นมัน ใบรูปหัวใจ กว้าง 5-10 ซม. ยาว 7-15 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบเว้า ดอกช่อ อัดแน่น บนแกนรูปทรงกระบอก ดอกย่อย แยกเพศ สีขาว ขนาดเล็ก ผลมีเนื้อ กลมอัดแน่นอยู่แกน1 รากชะพลูมีน้ ามันหอมระเหย ซึ่งประกอบดวย 2,4,5-ไทรเมทอกซี-1-โพรพีนิลเบนซีน (2,4,5-trimethoxy-1- propenylbenzene) ซิส-แครีโอฟลลีน (cis-caryophyllene) 1,2-ไดเมทอกซี-4-(1-โพรพีนิล)-เบนซีน [(1,2- dimethoxy4-(1-propenyl)-benzene] อะซาโรน (asarone) เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีสารกลุ่มไพร์โรลิดีนเอไมด์ (pyrrolidine amides) กลุมแอโรแมติกแอลคีน (aromatic alkenes) กลุมแอลคาลอยด (alkaloids) เชน ซารเมนทีน (sarmentine) ซารเมนโทซีน (sarmentosine) เพลลิโทรีน (pellitorine) และพิพลารทีน (piplartine) เปนตน 4 การใช้ประโยชน์ ต าราสรรพคุณยาไทยกล่าวว่า รากรสร้อนเล็กน้อยแก้ธาตุพิการ แก้ธาตุน้ าพิการ บ ารุงธาตุ แก้คูถเสมหะ (คือขับเสมหะให้ตกทางอุจจาระ) ในพิกัดตรีสาร ประจ าธาตุน้ าในพิกัดเบญจกูล ต้นแก้เสมหะในทรวงอก ผลขับเสมหะในล าคอ ใบท าให้เสมหะแห้ง1 ชะพลูจัดเป็นพืชสมุนไพรที่ถูกน ามาอยู่ในรายชื่อคู่มือบัญชียาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ เป็นองค์ประกอบในต ารับยาสมุนไพร เช่น ยาเบญจกูล3-4 เป็นต้น


กระเจี๊ยบ 14 กลุ่มงานวิชาการและคลังความรู้ กองวิชาการและแผนงาน Page 14 ชะพลู งานวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยทางด้านเภสัชวิทยาและการทดสอบความเป็นพิษ พบว่า สารส าคัญที่อยู่ในใบชะพลู ซึ่งสารส าคัญ ที่ท าให้ระดับน้ าตาลในเลือดลดลง เป็นสารจ าพวก phenylpropanoyl amides ชื่อ Chaplupyrrolidone B ซึ่งท าหน้าที่เป็น α-glucosidase inhibitory แบบ Noncompetitive5 การทดลองในระดับหลอดทดลอง (In vitro) สารสกัดจากใบชะพลูสามารถยับยั้งการท างาน ของเอนไซม์ Lipase, amylase และ Glucosidase ได้จึงคาดว่าจะสามารถลดการย่อยและการดูดซึมอาหาร ประเภทไขมันและคาร์โบไฮเดรตได้6 การทดลองในระดับสัตว์ทดลอง โดยเหนี่ยวน าให้หนูทดลองเป็นโรคเบาหวานโดยฉีดStreptozotocin ขนาด 40-60 mg/kg เป็นเวลา 28 วัน จากนั้นฉีดสารสกัดใบชะพลูที่สกัดด้วยน้ า ซึ่งผลการศึกษาพบว่า สารสกัด สามารถลดระดับน้ าตาลในเลือด และป้องกันภาวะ diabetic nephropathy ได้7 การทดสอบความเป็นพิษ ท าการทดสอบโดยฉีดสารสกัดใบชะพลูที่สกัดด้วยน้ าขนาด 50 mg/kg, 300mg/kg และ 2,000mg/kg วันละครั้ง ติดต่อกันเป็นเวลา 28 วัน พบว่าไม่ก่อให้เกิดความเป็นพิษแต่อย่างใด8


กระเจี๊ยบ 15 กลุ่มงานวิชาการและคลังความรู้ กองวิชาการและแผนงาน Page 15 ชะพลู เอกสารอ้างอิง 1. ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. สมุนไพรและเครื่องยาไทยในยาสามัญ ประจ าบ้าน. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: หจก.สามลดา จ ากัด, 2557. 577 หน้า. 2. Disthai.com [Internet]. Thailand: 1. Disthai; c2017 - [cite 2018 May 25] ; Available from : http://www.disthai.com/ 3. กลุ่มนโยบายแห่งชาติด้านยา ส านักยา. คู่มือสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ. [สืบค้นเมื่อ22 พฤษภาคม 2561] ; ออนไลน์:http://drug.fda.moph.go.th:81/nlem.in.th/medicine/herbal/list 4. สถาบันการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. คู่มือการก าหนดพื้นที่ ส่งเสริมการปลูกสมุนไพร เพื่อใช้ในทางเภสัชกรรมไทย. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: ส านักกิจการ โรงพิมพองคการสงเคราะหทหารผานศึก ในพระบรมราชูปถัมภกรุงเทพมหานคร, 2558. 304 หน้า 5. Damsud T, Adisakwattana S, Phuwapraisirisan P. Three new phenylpropanoyl amides from the leaves of Piper sarmentosum and their α-glucosidase inhibitory activities. Phytochemistry Letters 6 (2013) 350–354. 6. รุ่งฤดี ศรีสวัสดิ์. ผลของสารสกัดจากพืชสมุนไพรบางชนิดในเขตพื้นที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีที่ มีผลต่อการท างานของเอนไซม์อะไมเลส เอนไซม์ไลเปส และเอนไซม์กลูโคซิเดส. นครราชสีมา : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี; 2555 7. Hussan F, Zin MMBN, Zullkefli MRB, Choon YS, Abdullah NAB, Lin TS. Piper sarmentosum Water Extract Attenuates Diabetic Complications in Streptozotocin induced Sprague-Dawley Rats. Sains Malaysiana 42 (11) (2013) : 1605–12. 8. Zainudin MM, Zakaria Z, Nordin NAMM, Othman F. Does Oral Ingestion of Piper sarmentosum Cause Toxicity in Experimental Animals?. Evid Based Complement Alternat Med. 2013 ; 2013: 705-950.


กระเจี๊ยบ 16 กลุ่มงานวิชาการและคลังความรู้ กองวิชาการและแผนงาน Page 16 ตรีผลา ตรีผลากับฤทธิ์ลดไขมันในเลือด ตรีผลา เป็นต ารับยาสมุนไพรของต าราอายุรเวชของอินเดีย โดยออกเสียงว่า “ตรีผลากะ” มีการใช้มา ตั้งแต่สมัยพุทธกาล ความหมายตามตัว คือ ผลไม้ ทั้ง 3 อย่าง (ตรี=3, ผลา=ผล) ประกอบด้วย สมอไทย สมอพิเภก และมะขามป้อม1 ที่มา : https://www.google.co.th/search?q=สมอไทย ชื่อวิทยาศาสตร์Terminalia chebula Retz. 3 ชื่อวงศ์ Combretaceae3 ชื่อไทย สมอไทย3 ชื่ออื่น ๆ สมออัพยา3 ชื่อภาษาอังกฤษ Fructus Terminaliae Chebulae, Chebulic Myrobalan4 ลักษณะทางพฤกษศาสตร์และพฤกษเคมีที่เกี่ยวข้อง ไม้ต้นสูง 20-35 ม. เปลือกต้นขรุขระ ใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามหรือเกือบตรงข้าม แผ่นใบรูปรี กว้าง 6-10 ซม. ยาว 8-15 ซม. ดอกช่อออกที่ซอกใบหรือปลายยอด ดอกย่อยสมบูรณ์เพศ กลีบดอกสีเหลือง ผลสด รูปรี มีสัน 5 สัน3 สมอไทยมีสารส าคัญเป็นสารกลุ่ม tannins ได้แก่ chebulinic acid, chebulic acid, tannic acid, gallic acid เป็นต้น นอกจากนั้น ยังมีสารกลุ่ม saponins น้ ามันระเหยยาก (fixed oil) ซึ่งส่วนใหญ่เป็น สารจ าพวก ester ของ palmitic acid และ linoleic acid) เป็นต้น4 การใช้ประโยชน์ สมอไทยในต ารายาไทย มีสรรพคุณแก้อุจจาระธาตุพิการ แก้อติสาร แก้บิดมูกเลือด คุมธาตุ แก้ไข้พิษ แก้พิษท าให้ร้อน แก้อาเจียน แก้เสมหะพิการ แก้เม็ดยอดภายใน สมานแผล4


กระเจี๊ยบ 17 กลุ่มงานวิชาการและคลังความรู้ กองวิชาการและแผนงาน Page 17 ตรีผลา ที่มา : https://www.google.co.th/ ชื่อวิทยาศาสตร์Terminalia bellirica (Gaertn.) Roxb. 3 ชื่อวงศ์ Combretaceae3 ชื่อไทย สมอไทย3 ชื่ออื่น ๆ แหน แหนขาว แหนต้น ลัน สมอแหน3 ชื่อภาษาอังกฤษ Fructus Terminaliae Belliricae, Beleric myrobalan4 ลักษณะทางพฤกษศาสตร์และพฤกษเคมีที่เกี่ยวข้อง ไม้ต้น สูง 25-50 ม. ใบเดี่ยวเรียงสลับ แผ่นใบรูปไข่แกมสลับรี กว้าง 5-10 ซม. ยาว 10-20 ซม. ดอกช่อ ออกที่ซอกใบ ดอกเพศผู้ร่วมต้นแกมดอกสมบูรณ์เพศ กลีบสีเหลือง ผลสด ค่อนข้างกลม มีสัน 5 สัน3 สมอพิเภกมีสารส าคัญเป็นสารกลุ่ม tannins ได้แก่ chebulagic acid, ellagic acid, gallic acid เป็นต้น นอกจากนั้น ยังมีสาร b-sitosterol น้ ามันระเหยยาก (fixed oil) เป็นต้น การใช้ประโยชน์ สมอพิเภกมีสรรพคุณ แก้เสมหะจุกคอ ท าให้ชุ่มคอ แก้โรคตา แก้ธาตุก าเริบ บ ารุงธาตุ แก้ไข้ เป็นต้น4


กระเจี๊ยบ 18 กลุ่มงานวิชาการและคลังความรู้ กองวิชาการและแผนงาน Page 18 ตรีผลา Ref : https://www.youtube.com/watch?v=kQgH_qbMlUE ชื่อวิทยาศาสตร์ Phyllanthus emblica L.. 3 ชื่อวงศ์ Euphorbiaceae3 ชื่อไทย มะขามป้อม3 ชื่ออื่น ๆ ก าทวด กันโตด amalaki, amritaphala, malaka4 ชื่อภาษาอังกฤษ Indian gooseberry5 ลักษณะทางพฤกษศาสตร์และพฤกษเคมีที่เกี่ยวข้อง ไม้ต้นขนาดกลาง สูงถึง 20 ม. เปลือกต้นเรียบ สีเทา ใบเดี่ยว เรียงสลับ แผ่นใบรูปแถบแกมขอบขนาน กว้าง 1.5-2.5 ซม. ยาว 5-12 ซม. โคนใบสองข้างไม่เท่ากัน ปลายใบมน ดอกช่อแยกแขนง3 มะขามป้อมสารส าคัญ ได้แก่ ascorbic acid หรือวิตามินซี (vitamin C), rutin, mucic acid, gallic acid, phyllemblic acid, สารกลุ่ม tannins ได้แก่ chebulagic acid, corilagin เป็นต้น4 การใช้ประโยชน์ ต าราสรรพคุณยาไทย กล่าวว่ามะขามป้อมมีรสเปรี้ยวฝาดขม แก้ไข้เจือลม แก้ไอ แก้เสมหะ แก้บิด แก้ท้องเสีย ช่วยย่อยอาหาร จัดเป็นเครื่องยาสมุนไพรชนิดหนึ่งในพิกัดตรีผลา4 พิกัดตรีผลา ตามคัมภีร์ทางแพทย์แผนไทย เป็นต ารับยาสมุนไพรที่ใช้ในฤดูร้อน สรรพคุณหลัก คือ ช่วยปรับธาตุ ปรับสมดุลของร่างกาย และปัจจุบันมีการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมถึงสรรพคุณและสารประกอบต่าง ๆ ในต ารับยา ตรีผลามากขึ้น โดยมีงานวิจัยทางการแพทย์หลายฉบับทั้งในประเทศไทยและต ่างประเทศ ซึ ่งพบว ่า สรรพคุณที่น่าสนใจของยาต ารับนี้คือ ฤทธิ์ลดไขมันในเลือด1,2 งานวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบันมีงานวิจัยมากมายเกี่ยวกับตรีผลาในแง่ของฤทธิ์การลดไขมันในเลือด เช่น การศึกษา ประสิทธิผลของยาสมุนไพรไทยต ารับตรีผลาในการลดระดับไขมันในเลือดในผู้ที่มีภาวะไขมันในเลือดสูง พบว่า ต ารับสามารถลดระดับ Triglyceride, LDL-Cholesterol ได้จริง โดยลดระดับได้มากกว ่ากลุ ่มควบคุม อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ โดยไม่มีผลกระทบต่อค่าเคมีคลินิก ค่าโลหิตวิทยา มีอาการข้างเคียงเล็กน้อย คือ ถ่ายเหลวขึ้นเล็กน้อย6 เมื่อศึกษาผลของสารสกัดพิกัดตรีผลาต่อการท างานของเอนไซม์ HMG-CoA reductase พบว่าฤทธิ์ลดระดับไขมันในเลือดของหนูทดลองของสารสกัดตรีผลา ไม่มีผลยับยั้งการท างานของเอนไซม์ ส่วนสารสกัดมะขามป้อมสามารถยับยั้งการท างานของเอนไซม์ใกล้เคียงกับ pravastatinดังนั้นอาจพออนุมานได้ว่า


กระเจี๊ยบ 19 กลุ่มงานวิชาการและคลังความรู้ กองวิชาการและแผนงาน Page 19 ตรีผลา ฤทธิ์ลดระดับไขมันในเลือดของหนูทดลองของสารสกัดตรีผลา อาจเป็นผลจากมะขามป้อมซึ่งเป็นส่วนประกอบ ในพิกัด หรือเป็นผลจากกลไกยับยั้งการดูดซึมไขมันหรือกลไกอื่นที่นอกเหนือจากการยับยั้งการท างานของ เอนไซม์ HMG-CoA reductase7 เอกสารอ้างอิง 1. Disthai.com [Internet]. Thailand: 1. Disthai; c2017 - [cite 2 0 1 8 May 23]; Available from: http://www.disthai.com/ตรีผลา 2. คมจักร แก้วน้อย. “ตรีผลา”กับการลดไขมัน; เข้าถึงเมื่อ [23 พฤษภาคม 2561]. ออนไลน์: http://www.ttmed.psu.ac.th/blog.php?p=197 3. ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. สมุนไพรและเครื่องยาไทยในยา สามัญประจ าบ้าน. พิมพ์ครั้งที่ ๑. กรุงเทพฯ: หจก.สามลดา จ ากัด, ๒๕๕๗. ๕๗๗ หน้า. 4. คลังความรู้ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. สมอไทย. [สืบค้นเมื่อ 23 พฤษภาคม 2561]; ออนไลน์: http://ttdkl.dtam.moph.go.th/Module1/frmc_show_monograph.aspx?h_id=MjQyMA== 5. เพ็ขรเกษตร วิเชียรแสน, วิจิตร บุณยะโหตระ. การศึกษาประสิทธิผลของยาสมุนไพรไทยต ารับตรีผลา ในการลดระดับไขมันในเลือดในผู้ที่มีภาวะไขมันในเลือดสูง [ปริญญาโท] : มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง 6. ศุภวรรณ จันทบูรณ์, ทิพาพรรณ ภูผิวค า, พชรพันธุ์ พันธ์งาม, วิระพล ภิมาลย์, ประสบอร รินทอง. ผลของสารสกัดพิกัดตรีผลาต่อการท างานของเอนไซม์ HMG-CoA reductase [Internet]. [สืบค้น เมื่ อ 23 พ ฤ ษ ภ า ค ม 2 5 6 1 ]. ออนไลน์: http://www.phar.ubu.ac.th/conference2014/wpcontent/uploads/doc_files/a22_1.docx 7. Anila L, Vijayalakshmi NR. Flavonoids from Emblica officinalis and Mangifera indicaeffectiveness for dyslipidemia. J Ethnopharmacol. 2002; 79:81-7.


กระเจี๊ยบ 20 กลุ่มงานวิชาการและคลังความรู้ กองวิชาการและแผนงาน Page 20 บัวบก บัวบก มีฤทธิ์สมานแผล ลดการอักเสบ การเรียนรู้ ความจ้า และระบบประสาท บัวบกเป็นพืชที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย เป็นพืชล้มลุกขนาดเล็ก ที่อยู่ในวงศ์ผักชี เป็นพืชที่พบอยู่ โดยทั่วไปตามแถบเอเชีย มีกลิ่นเฉพาะตัว ที่มา : https://www.fakyaw.com/?p=6283 ชื่อวิทยาศาสตร์Centella asiatica (L.) Urb. 1 ชื่อวงศ์ Apiaceae (Umbelliferae) 1 ชื่อไทย บัวบก1 ชื่ออื่น ๆ ผักแว่น, ผักหนอก, ปะหนะ, เอขาเด๊าะ3 ชื่อภาษาอังกฤษ Asiatic pennywort1 , Gotu kola2 ลักษณะทางพฤกษศาสตร์และพฤกษเคมีที่เกี่ยวข้อง พืชล้มลุก สูง 6 – 10 ซม. มีไหลทอดเลื้อย ออกรากตามข้อ ใบ เป็นใบเดี่ยว แตกจากบริเวณข้อ รูปไต ถึงรูปแผ่กลม กว้าง 1.5 – 3 ซม. ยาว 1.3 – 3 ซม. ปลายใบกว้าง ฐานใบเว้ารูปหัวใจก้านใบยาว 1 – 4.5 ซม. ดอกสีม่วง ออกเป็นช่อกระจุกกลมตามซอกใบหรือตรงข้ามกับใบ ก้านช่อดอกยาว 4 – 8 มม. ดอกย่อยขนาด ผ่าศูนย์กลาง 3 – 4 มม. กลีบเลี้ยงโคนเชื่อมกัน ปลายแยก 5 แฉก กลีบดอก 5 กลีบ รูปรีกว้าง เกสรเพศผู้ 5 อัน ติดอยู่ระหว่าง กลีบดอก ก้านชูเกสรเพศเมีย 2 อัน ผล ลักษณะกลมแบนแยกเป็นสองซีก สีเขียว ขนาด 3 –3.5 มม. แต่ละซีกมีหนึ่งเมล็ด การกระจายพันธุ์ พบทั่วไปในเขตร้อน บริเวณพื้นที่ชื้นแฉะหรือริมน้ าออกดอกช่วงเดือน มิถุน ายน – ต ุลาคม4 บัวบก มีส าระส าคัญ ได้แก ่ asiaticoside, asiatic acid และ madecassic acid มีฤทธิ์สมานแผลและลดการอักเสบ3 การใช้ประโยชน์ ใบหรือทั้งต้น ถูกใช้ในการแพทย์ดั้งเดิมของหลายประเทศ อาทิ ไทย จีน อินเดีย เกาหลี กัมพูชา และเวียดนาม ส าหรับการใช้ในภาคอุตสาหกรรม ในประเทศไทยจะมีการปลูกแถวจังหวัดมหาสารคาม และ อุบลราชธานี จะมีการเก็บเกี่ยวหลังปลูกได้ 6 เดือน และสามารถทยอยเก็บในรอบต่อไปต่อเนื่องได้ทุก 2-3 เดือน หากมีการบ ารุงรักษาจะสามารถให้ผลผลิตต่อเนื่องได้ถึง 2-3 ปี ซึ่งหลังการเก็บเกี่ยว วัตถุดิบควรถูกคัดแยกส่วนที่ ไม่สมบูรณ์ออก จากนั้นน าไปล้าง และตากแห้ง หรืออบที่อุณหภูมิ 40-50 องศาเซลเซียสจนแห้งสนิท5-7


กระเจี๊ยบ 21 กลุ่มงานวิชาการและคลังความรู้ กองวิชาการและแผนงาน Page 21 บัวบก สรรพคุณและขนาดการใช้ การสมานแผล รับประทานสารสกัดบัวบกในรูปแคปซูลวันละ 6 แคปซูล ช่วยรักษาและสมานผิวหนังในคนสูงอายุ และช่วยรักษาแผลอักเสบและแผลแยกหลังผ่าตัดในผู้ป่วย และลดขนาดแผลเรื้อรังที่เกิดจากอุบัติเหตุได้ และ ยังพบว่าผลิตภัณฑ์ในรูปเจลจะให้ผลสมานแผลในเยื่อบุผิว เพิ่มการสร้างคอลลาเจน เพิ่มความแข็งแรงของ เนื้อเยื่อ ได้ดีกว่าดีกว่าในรูปขี้ผึ้งและครีม วิธีการใช้บัวบกรักษาแมลงกัดต่อย และรักษาแผล การใช้บัวบกรักษาแมลงกัดต่อย และรักษาแผล ตามค้าแนะน้าของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขมูลฐาน) ใช้ใบขยี้ทาแก้แมลงกัดต่อย หรือใช้ส่วนใบสด พอกที่แผลสด วันละ 2 ครั้ง ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ ท าความสะอาดแผลด้วยยาฆ่าเชื้อก่อนทาครีมที่มีสารสกัดจากบัวบกสดร้อยละ 7 โดยน้ าหนัก ทาบริเวณ ที่เป็นแผลวันละ 1 – 3 ครั้ง หรือตามแพทย์สั่ง หากใช้แล้วไม่ดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์ ให้หยุดใช้ ควรเก็บครีมใบบัวบกในที่เย็น อุณหภูมิไม่เกิน 25 องศาเซลเซียส3 ลดการอักเสบ สารสกัดบัวบก ประกอบด้วยสาร madecassoside และ terminoloside ส าหรับใช้ในเครื่องส าอาง และใช้เป็นยาลดการอักเสบ และต ารับยารับประทาน ที่ใช้ในการรักษาการอักเสบของไตและกรวยไต กระเพาะปัสสาวะ และทางเดินปัสสาวะ มีบัวบกเป็นส่วนประกอบ ลดการแพ้ สารสกัดใบบัวบกด้วยแอลกอฮอล์ผสมน้ าในอัตราส่วน 1:1 ใช้ทาภายนอกจะสามารถลดการแพ้ได้และ ช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวด หรืออักเสบเนื่องจากแมลงกัดต่อย ต้านเชื้อแบคทีเรีย สารสกัดจากส่วนราก ใบ และส่วนเหนือดิน รวมทั้งน้ ามันหอมระเหยจากบัวบก มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย หลายชนิด เช่น Bacillus subtilis, Escherichia coli, Proteus vulgaris และ Pseudomonas cichorii ต้านเชื้อรา สารสกัดทั้งต้นด้วยเอทานอล มีผลต้านเชื้อราที่ท าให้เกิดโรคกลาก ได้แก่ Trichophyton mentagrophytes แ ล ะ T. rubrum ส่ ว น น้ า มั น ห อ ม ร ะ เห ย จ ะ มี ฤ ท ธิ์ ต้ า น เชื้ อ ร า Aspergillus niger, Rhizopus oryzae, Fusarium solani, Candida albicans และ Colletotrichum musae


กระเจี๊ยบ 22 กลุ่มงานวิชาการและคลังความรู้ กองวิชาการและแผนงาน Page 22 บัวบก งานวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยด้านพิษวิทยา มีการศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลันในหนูทดลอง โดยให้บัวบกขนาด 8 ก. ต่อ น้ าหนักตัว 1 กก. ทางปาก ซึ่ง ไม่พบว่าก่อให้เกิดผลข้างเคียง และพบค่า LD50 > 8 ก. ต่อน้ าหนักตัว 1 กก.11 และการศึกษาความเป็นพิษเรื้อรังโดยให้ผงบัวบกทางปากแก่หนูทดลอง พบว่า บัวบกไม่มีผลต่อค่าเฉลี่ยของ น้ าหนักตัว ปริมาณอาหารที่หนูกิน และสุขภาพทั่วไป นอกจากนี้ ก็ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยส าคัญ ทางสถิติของค ่าทางโลหิตวิทยา ระหว่างหนูกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ยกเว้น หนูเพศผู้ที่ได้รับผงบัวบก ขนาด 600 และ 1200 มก./กก. ซึ่งมีจ านวนเม็ดเลือดขาวต่ ากว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยส าคัญ (p < 0.05) ฉะนั้น บัวบกจึงไม่ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติใดๆ ทางจุลพยาธิวิทยาของอวัยวะภายใน แต่อย่างไร ก็ตาม การรับประทานใบบัวบกเป็นเวลานานต่อเนื่อง ก็ควรมีการตรวจค่าทางโลหิตวิทยาและเคมีคลินิก ร่วมด้วยเป็นระยะเพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นได้11 งานวิจัยด้านคลินิกเกี่ยวกับการเรียนรู้ ความจ า และระบบประสาท เป็นการศึกษาในผู้สูงอายุ 60 คน (อายุเฉลี่ย 65 ปี) ที่มีความจ าเสื่อมเล็กน้อย โดยให้รับประทานสารสกัดบัวบก ขนาด 500 มก. วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 6 เดือน ผลการศึกษา พบว่า ความสามารถในการจดจ าของอาสาสมัครดีขึ้น12 และมีการศึกษา ในเด็กพิการทางสมอง จ านวน 30 คน โดยให้ยาขนาด 500 มก. จ านวน 1 เม็ด รับประทานติดต่อกันเป็นเวลา 6 เดือน พบว่า เด็กมีภาวะ IQ เพิ่มขึ้น13 นอกจากนี้ ในการศึกษาฤทธิ์ในการรักษาภาวะหลอดเลือดด าบกพร่องเรื้อรัง โดยศึกษาประสิทธิผล ของสารสกัด total triterpenic fraction (TTFCA) ของบัวบก (60 มิลลิกรัม/วัน) เปรียบเทียบกับ placebo ในผู้ป่วยที่มีภาวะหลอดเลือดด าส่วนขาบกพร่องเรื้อรัง จ านวน 80 คน ท าการศึกษาเป็นเวลา 30 วัน ซึ่ง ผลการศึกษา พบว่า ผู้ป่วยที่ได้รับสารสกัดบัวบก มีการไหลเวียนเลือดดีขึ้น14 รวมถึงมีการศึกษาประสิทธิผล ของส ารสกัดใบบัวบก ในผู้ป ่วยที ่มีภ าวะหลอดเลือดด าบกพ ร ่องเรื้อรัง จ านวน 17 คน โดยได้ รับประทานสารสกัดบัวบกวันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 4 สัปดาห์ ซึ่งพบว่า ผู้ป่วยที่ได้รับสารสกัดบัวบก มีอาการของ ภาวะหลอดเลือดด าบกพร่องเรื้อรังดีขึ้น มีการปวด การบวม และการเป็นตะคริวลดลง15


กระเจี๊ยบ 23 กลุ่มงานวิชาการและคลังความรู้ กองวิชาการและแผนงาน Page 23 บัวบก เอกสารอ้างอิง 1. The Forest Herbarium, Royal Forest Department. Thai plant names Tem Smitinand. Revised ed. Bangkok: Prachachon Co., 2001. 2. World health Organization. WHO monographs on selected medicinal plants. Vol 1. Geneva : World health Organization, 1999. 3. คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล. สมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐาน. [สืบค้นเมื่อ 22 มิถุนายน 2561] ; ออนไลน์:http://www.medplant.mahidol.ac.th/pubhealth/centella.html 4. http://www.qsbg.org/Database/Botanic_Book%20full%20option/search_detail.asp?botanic_id=1562 5. สถาบันวิจัยสมุนไพร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. สมุนไพรน่ารู้ (3) บัวบก Centella asiatica (L.) Urban. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ส านักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ: 2550 6. Department of medicinal science, Ministry of Public Health. Manual for cultivation production and utilization of herbal medicines in primary health care. Thailand: Department of medicinal sciences; 1990. 7. เพ็ญศรี นันทสมสราญ, ประสาน วงศาโรจน์, เบญจพล สุวรรณสิงห์. ศึกษาการเจริญเติบโตของพืชบัวบก Centella asiatica (L.) Urban.. เอกสารประกอบการประชุมวิชาการ ความก้าวหน้างานวิจัย ด้านความหลากหลายทางชีวภาพ สมุนไพรและวัชพืช. กองพฤกษศาสตร์และวัชพืช กรมวิชาการเกษตร. 2543. 8. United States Pharmacopoeia. Vol. 40. Dietary Supplement. 2017. 9. Prateek KJ, Ram KA. High Performance Liquid Chromatographic Analysis of Asiaticoside in Centella asiatica (L.) Urban. Chiang Mai J. Sci. 2008; 35(3): 521-525. 10. Sahu NP, Roy SK, Mahato SB. Spectroscopic determination of structures of triterpenoid trisaccharides from Centella asiatica. Phytochemistry 1989; 28: 2852– 2854. 11. ทรงพล ชีวะพัฒน์, ปราณี ชวลิตธ ารง, เอมมนัส อัตตวิชญ์ และคณะ. การศึกษาความเป็นพิษของ สมุนไพรบัวบก. วารสารการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก.2(3):3-17. 12. Tiwari S, Singh S, Patwardhan K, Gehlot S, Gambhir IS. Effect of Centella asiatica on mild cognitive impairment (MCI) and other common age-related clinical problems. Digest Journal of Nanomaterials and Biostructures 2008; 3:215-220 13. RAO MVR et al. The effect of centella asiatica on the general mental ability of mentally retarded children. Indian J. Psychial 1977; 19(4): 54-59. 14. Allegra C, Pollari G, Criscuolo A, Bonifacio M, Tabassi D. Centella asiatica extract in venous disorders of the lowerlimbs: Comparative clinical and instrumental trial against a placebo. La Clinica Terapeutica 1981; 99(5):507–513. 15. Marastoni F, Baldo A, Redaelli G, Ghiringhelli L. Centella asiatica extract in venous diseases of the lower limbs and acomparison between its effectiveness and that of tribenoside. Minerva Cardio angiologica 1982; 30(4):201–207.


กระเจี๊ยบ 24 กลุ่มงานวิชาการและคลังความรู้ กองวิชาการและแผนงาน Page 24 หม่อน หม่อนกับฤทธิ์ลดน้้าตาลในเลือด ที่มา : https://www.google.co.th/ ชื่อวิทยาศาสตร์Morus alba L.. 1 ชื่อวงศ์ Moraceae1 ชื่อไทย หม่อน1 ชื่ออื่น ๆ มอน ซึงเฮียะ ซึงเอียะ2 ชื่อภาษาอังกฤษ White mulberry, Mulberry tree1 ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ไม้พุ่ม ล าต้นตั้งตรง มีหลายพันธุ์ ใบ ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่ขอบเรียบหรือหยักเว้าเป็นพู กว้าง 8-14 ซม. ยาว 12-16 ซม. ผิวใบสากคาย ดอกช่อ ดอกรูปทรงกระบอกออกที่ซอกใบ ดอกแยกเพศอยู่บนต้นเดียวกัน กลีบรวมสีขาวหม่นหรือสีขาวแกมเขียว ผล เป็นผลรวม รูปทรงกระบอก เมื่อสุกสีม่วงแดง1 การใช้ประโยชน์ ต าราสมุนไพรจีน กล่าวถึงสรรพคุณของหม่อนไว้อย่างมากมาย เช่น “ยอดหม่อน” น ามาต้มใช้ดื่ม และล้างตา เพื่อบ ารุงสายตา นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นพบว่า “ใบหม่อน” สามารถลดปริมาณคอเลสเตอรอล ในกระต่าย ลดปริมาณน้ าตาลในเลือด ลดความดันโลหิตและลดอัตราการตายของหนูที่มีสาเหตุจากมะเร็ง ในตับได้ “กิ่งหม่อน” ช่วยท าให้เลือดไหลเวียนสะดวก รักษาอาการปัสสาวะสีเหลือง กลิ่นฉุนเกิดจาก ความร้อนภายใน ท าให้ล าไส้ท างานได้ดี ขจัดความร้อนในปอดและกระเพาะอาหาร ขจัดการหมักหมม ในกระเพาะอาหารและเสมหะในปอด นอกจากนั้นยังใช้รักษาอาการปวดมือ เท้าเป็นตะคริว เหน็บชา โดยใช้ กิ่งหม่อนและโคนต้นหม่อนเก่า ๆ มาตัดเป็นท่อน ผึ่งไว้ให้แห้ง เป็นต้น ต าราสรรพคุณยาไทย กล่าวว่าหม่อน ใช้แก้ไข้ แก้ไอ ระงับประสาท ใบ มีรสจืดเย็น ต้มดื่มแก้ไข้ ตัวร้อน ร้อนในกระหายน้ า แก้ไอ ระงับประสาท หรือต้มเอาน้ าล้างตา แก้ตาแดง ตาแฉะ และฝ้าฟาง ผล รสเปรี้ยว หวานเย็น ท าให้ชุ่มคอ บ ารุงไต ดับร้อน3


กระเจี๊ยบ 25 กลุ่มงานวิชาการและคลังความรู้ กองวิชาการและแผนงาน Page 25 หม่อน งานวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เกี่ยวข้อง มีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับใบหม่อนในฤทธิ์ลดน้ าตาลในเลือด งานวิจัยของต่างประเทศพบว่าการ รับประทานใบหม ่อนวันละ 1 กรัม ในรูปผงแห้ง ติดต่อกัน 4 สัปดาห์ สามารถลดระดับน้ าตาลในเลือดได้ 27% เปรียบเทียบกับการรับประทานยา glyburide 5 mg วันละครั้ง ซึ่งลดได้แค่ 8% (แต่ในช่วง 4 สัปดาห์ ค่า HbA1C ไม่แตกต่างอย่างมีนัยส าคัญ)4 การที่ใบหม่อนมีฤทธิ์ในการลดระดับน้ าตาลในเลือด เนื่องจาก หม่อนมีสารส าคัญที่ชื่อ “Fagomine” ซึ่งสามารถกระตุ้นการหลั่งของ Insulin นอกจากนี้สารส าคัญจากใบและรากของหม่อนยังสามารถขัดขวาง การท างานของเอนไซม์α-glucosidase ซึ่งท าหน้าที่ในการย่อยคาร์โบไฮเดรต เมื่อเอนไซม์ถูกขัดขวาง กระบวนการย่อยแป้งให้ได้กลูโคสจะช้าลง ท าให้ระดับน้ าตาลในเลือดหลังมื้ออาหารลดลง4 นอกจากนี้ การศึกษาประสิทธิผลการใช้สารสกัดใบหม่อน โดยเปรียบเทียบกับขนาดที่ใช้รับประทาน สารสกัดใบหม่อน 125, 250, 500 มก. พบว่าสารสกัดใบหม่อนท าให้ระดับน้ าตาลในเลือดในช่วงเวลา 2 ชั่วโมง หลังจากรับประทาน maltodextrin มีค่าต่ ากว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยส าคัญ และปัจจุบันมีการศึกษาสารสกัด mulberry ซึ่งมีแนวโน้มที่จะใช้เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถควบคุมระดับน้ าตาลในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในอนาคตได้5 มีการศึกษาในหนูทดลองอายุ 8 สัปดาห์ เพื่อศึกษาความเป็นพิษเฉียบพลันและกึ่งเรื้อรัง โดยให้ หนูทดลองรับประทานผลหม่อน ซึ่งผลกรศึกษา พบว่า ไม่เกิดพิษ ทั้งในแบบความเป็นพิษเฉียบพลันและกึ่งเรื้อรัง6


กระเจี๊ยบ 26 กลุ่มงานวิชาการและคลังความรู้ กองวิชาการและแผนงาน Page 26 หม่อน เอกสารอ้างอิง 1. นันทวัน บุณยะประภัศร, อรนุช โชคชัยเจริญพร. สมุนไพร ไม้พื้นบ้าน เล่ม 5. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: บริษัท ประชาชน จ ากัด, 2543. 508 หน้า 2. เมดไทย. หม่อน. 2014 [สืบค้นเมื่อ 24 พฤษภาคม 2561]; ออนไลน์: https://medthai.com/หม่อน/ 3. กองทุนภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์เลือก. ประมวลสรรพคุณ สมุนไพรไทย. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตร , 2558. 292 หน้า 4. Therapeutic Research Center. White Mulberry [Internet]. [cite 2018 May 24]; [Update : 2015 Dec 27]; Available from: https://naturalmedicines.therapeuticresearch.com/databases/food,-herbssupplements/professional.aspx?productid=1250 5. Lown M, Fuller R, Lightowler H, Fraser A, Gallagher A, Stuart B, Byrne C, Lewith G. Mulberry-extract improves glucose tolerance and decreases insulin concentrations in normoglycaemic adults: Results of a randomised double-blind placebo-controlled study. Plos one. 2017; 22(2):1-14 6. Wattanathorn J, Thukummee W, Thipkaew W, Wannanond P, Tong-Un T, Muchimapura S, Kaewrueng W. Acute and Subchronic Toxicity of Mulberry Fruits. American Journal of Agricultural and Biological Sciences, 2012; 7 (3):378-83.


กระเจี๊ยบ 27 กลุ่มงานวิชาการและคลังความรู้ กองวิชาการและแผนงาน Page 27 พรมมิ พรมมิกับฤทธิ์ในการช่วยเพิ่มความจ้า พรมมิเป็นสมุนไพรไทยที่หาพบได้ตามริมแม่น้ า ล าคลอง ปัจจุบันได้มีการศึกษาค้นคว้าจนพบว่า พรมมิ เป็นสมุนไพรที่สามารถช่วยบ ารุงสมอง ป้องโรคความจ าเสื่อม อัลไซเมอร์ได้เป็นอย่างดี ที่มา : https://healthybrahmi.wordpress.com/2011/10/06/news/ ชื่อวิทยาศาสตร์Bacopa monnieri (L.) Wettst. 4 ชื่อวงศ์ Plantaginaceae3 ชื่อไทย พรมมิ1 ชื่ออื่น ๆ ผักมิ1 ชื่อภาษาอังกฤษ Bacopa, Moneywort, Water hyssop2,3 ลักษณะทางพฤกษศาสตร์และพฤกษเคมีที่เกี่ยวข้อง ไม้ล้มลุก ล าต้นเลื้อยแผ่ แตกกิ่งก้านมาก งอกรากที่ข้อ สูง 10-40 ซม. ใบเดี่ยว เรียงตรงข้าม รูปซ้อน หรือรูปไข่กลับ กว้าง 1-5 มม. ยาว 6-20 มม. ปลายใบมน ขอบใบเรียบ ดอกเดี่ยวออกที่ซอกใบ กลีบดอกรูปขอบ ขนานแกมไข่กลับ สีขาวหรือสีม่วงอ่อน ยาว 8-10 มม. ใบประดับรูปดาบ ยาว 2-3 มม. ผลแห้งแตกได้ รูปไข่ กว้าง 3 มม. ยาว 5 มม.5 องค์ประกอบทางเคมีของพืชในพรมมิเป็นสารจ าพวกกลุ่มของ triterpenoid saponins ซึ่งประกอบด้วย 2 ส่วน คือ jujubogenin และ pseudojujubogenin และสารจ าพวก aglycones อาทิ Bacoside A1-3, Bacopasaponin A-G สารจ าพวกกลุ่ม saponin ที่ถือว่าเป็นสารส าคัญที่ออกฤทธิ์ คือ Bacoside A และ Bacoside B 6,7 การใช้ประโยชน์ ต ารายาไทย กล่าวสรรพคุณพรมมิ ดังนี้ต้น ขับโลหิต ขับพิษร้อนทั้งปวง ใบ ขับเสมหะ ดับพิษไข้หัว แก้พิษฝีดาษ แก้ร้อนในกระหายน้ า ดอก แก้โลหิตระดูใสดังสีน้ าล้างหมาก แก่น บ ารุงไขมันในร่างกาย บ ารุง ก าลังท าให้ร่างกายแข็งแรง บ ารุงไขข้อ แก้ปวดตามข้อ เปลือกต้น บ ารุงไขมัน บ ารุงตับ ทั้งต้น ดับพิษไข้หัว แก้ ร้อนในกระหายน้ า ขับพิษร้อนทั้งปวง แก้ไข้ ขับปัสสาวะ บ ารุงประสาท ขับเสมหะ ขับพยาธิ บ ารุงหัวใจ แก้หืด แก้ปวดประสาท แก้ลมบ้าหมู รักษาริดสีดวง5


กระเจี๊ยบ 28 กลุ่มงานวิชาการและคลังความรู้ กองวิชาการและแผนงาน Page 28 พรมมิ งานวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เกี่ยวข้อง กลไกของพรมมิที่มีผลต่อฤทธิ์ทางระบบประสาท (Neurological effects) ปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัด แต่เชื่อว่าน่าจะมาจากการรวมกันระหว่าง cholinergic modulation และฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระที่มี ศักยภาพสูง (potent antioxidant effects) ของพรมมิ ทั้งนี้ฤทธิ์ในการคลายกังวลของพรมมิ (anxiolytic effects) ก็ไม่สามารถอธิบายกลไกได้แน่ชัดเช่นเดียวกัน แต่เชื่อว่าสารส าคัญในพรมมินั้นมีผลกระตุ้นระดับ serotonin ให้เพิ่มขึ้น2,8,9,10 งานวิจัยที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ นอกเหนือจากงานวิจัยเพื่อดูผลฤทธิ์เภสัชวิทยาและงานวิจัยทางคลินิกแล้ว มีการน าพรมมิ มาทดสอบความเป็นพิษ เพื่อค้นหาความปลอดภัยจากการใช้สมุนไพรดังกล่าว พบว่าขนาดรับประทานที่ ท าให้หนูทดลองตายเป็นจ านวนครึ่งหนึ่งของจ านวนทั้งหมด (LD50) อยู่ที่ 2,400 mg/kg และไม่พบในระยะ เฉียบพลัน (Acute toxicity study) ในเวลา 48 ชั่วโมง และเมื่อทดสอบความเป็นพิษกึ่งเรื้อรัง (subchronic oral toxicity study) โดยให้หนูทดลองได้รับพรมมิขนาด 85, 210 และ 500 mg/kg ตามล าดับ ทางปาก เป็นเวลา 90 วัน ไม่พบความแตกต่างด้านความเป็นพิษทางด้านคลินิก ระบบประสาท การบริโภคอาหาร น้ าหนักตัว เลือดรวมถึงผลทางห้องปฏิบัติการอื่นๆ อย่างมีนัยส าคัญ เมื่อเทียบกับกลุ่ม control นอกจากนี้ ยังไม่พบอาการไม่พึงประสงค์เมื่อหนูทดลองบริโภคขนาด 500 mg/kg11


กระเจี๊ยบ 29 กลุ่มงานวิชาการและคลังความรู้ กองวิชาการและแผนงาน Page 29 พรมมิ เอกสารอ้างอิง 1. ส านักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช. ความหลากหลาย ทางชีวภาพ พืชสมุนไพร ในประเทศไทย เล่ม 2. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: บริษัท เอกพิมพ์ไท จ ากัด, 2558. 319 หน้า. 2. Therapeutic Research Center. Bacopa [Internet]. [cite 2018 Aug 1]; [Update : 2017 Jan 11]; Available from: https://naturalmedicines.therapeuticresearch.com/databases/food,- herbs-supplements/professional.aspx?productid=761 3. Health Canada. Bacopa monnieri [Internet]. [cite 2018 Aug 1]; [Update : 2017 July 6]; Available from: http://webprod.hc-sc.gc.ca/nhpid-bdipsn/atReq.do?atid=fonc.cognitive.func&lang=eng 4. The Plant List. Bacopa monnieri (L. ) Wettst. [cite 2018 Aug 1] ; Available from: http://www.theplantlist.org/tpl1.1/record/kew-2667648 5. ส านักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และศูนย์พันธุวิศวกรรมและ เทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ. สมุนไพร ไม้พื้นบ้าน เล่ม 3. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: บริษัท ประชาชน จ ากัด, 2542. 823 หน้า. 6. Deepak M, Amit A. The need for establishing identities of ‘bacoside A and B’, the putative major bioactive saponins of Indian medicinal plant Bacopa monnieri. Phytomedicine 2004; 11: 264–8. 7. MURTHY PBS, Raja VR, Ramakrisana T, Chakravarthy MR, Kumar KV, Kannababu S, Subbaraju GV. Estimation of Twelve Bacopa Saponins in Bacopa monnieri Extracts and Formulations by High-Performance Liquid Chromatography. Chem Pharm Bull. 2006; 54(6) 907—11. 8. Stough C, Lloyd J, Clarke J, et al. The chronic effects of an extract of Bacopa monniera (Brahmi) on cognitive function in healthy human subjects. Psychopharmacology 2001; 156:481-4. 9. Ganguly, DK, Malhotra CL. Some behavioural effects of an active fraction from Herpestis monniera, Linn. (Brahmi). Indian J Med Res 1967;55(5):473-482. 10. Russo A, Izzo AA, Borrelli F, Renis M, Vanella, A. Free radical scavenging capacity and protective effect of Bacopa monniera L. on DNA damage. Phytother.Res. 2003; 17(8):870-875. 11. Allan JJ, Damodaran A, Deshmukh NS, Goudar KS, Amit A. Safety evaluation of a standardized phytochemical composition extracted from Bacopa monnieri in Sprague–Dawley rats. Food and Chemical Toxicology. 2007; 45: 1928–37.


กระเจี๊ยบ 30 กลุ่มงานวิชาการและคลังความรู้ กองวิชาการและแผนงาน Page 30 มะระขี้นก มะระขี้นกกับฤทธิ์ลดน้้าตาลในเลือด มะระขี้นก เป็นผักพื้นบ้านของไทย ที่มีความส าคัญทางเศรษฐกิจนิยมบริโภคผลและยอดอ่อน มีรสขม พบทั่วไปทุกภาคของประเทศไทย เป็นพืชที่ปลูกง่าย ชอบอากาศร้อน ในทางโภชนาการเป็นผักที่มีคุณค่า ทางอาหารสูง มีวิตามิน แร่ธาตุและสารอาหารอีกหลายชนิดด้วยกัน ที่มา : http://www.monmai.com/media/2013/05/marapol.jpg ชื่อวิทยาศาสตร์Momordica charantia L. 1 ชื่อวงศ์ Cucurbitaceae1 ชื่อไทย มะระขี้นก1 ชื่ออื่น ๆ มะไหมะหอย (ภาคเหนือ), มะรอยรู (ภาคใต) 1 ชื่อภาษาอังกฤษ balsam apple, balsam pear, bitter cucumber, bitter melon, leprosy gourd1 ลักษณะทางพฤกษศาสตร์และพฤกษเคมีที่เกี่ยวข้อง ไมเถา มีขน มักมีมือพันอยูบริเวณขอตรงขามใบ ใบ เปนใบเดี่ยว เรียงเวียน รูปฝามือที่มีแฉกหยักลึก 5–7 แฉก กวาง 5-9 ซม. ยาว 5–8 ซม. ปลายแหลม โคนรูปหัวใจ ขอบหยักซี่ฟน มีขน เสนโคนใบ 3–5 เสน เสนแขนงใบขางละ 3–4 เสน ดอก เป็นดอกเดี่ยวแยกเพศรวมต้น กลีบเลี้ยงสีเขียวแกมสีเหลือง โคนติดกัน เป็นรูประฆัง ปลายหยัก 5 แฉก รูปไขแกมรูปสามเหลี่ยม มีขน กลีบดอกสีเหลือง อมสีสม โคนติดกันเล็กนอย ปลายแยกเปน 5 กลีบ รูปไขกลับแกมรูปขอบขนาน กวางประมาณ 1 ซม. ยาวประมาณ 1.5 ซม. ดอกเพศผู มีเกสรเพศผู3 อัน กานชูอับเรณูสั้นติดที่ปากหลอดดอก ดอกเพศเมียมีรังไขใตวงกลีบ มี 3 ชอง แตละชอง มีออวุลจ านวนมาก กานเกสรเพศเมียเรียวยาว เปนตุมเล็กหรือแยก 2 แฉก อาจมีเกสรเพศผูที่เปนหมัน ผล แบบผลมีเนื้อหลายเมล็ด รูปรีหรือรูปกระสวย กวาง 1.5-3 ซม. ยาว 5- 8 ซม. ปลายเรียวแหลม มีสันตาม ความยาวผล และมีตุมนูนจ านวนมาก สุกสีสม เมล็ด แบน รูปขอบขนานแกมรูปไขกวาง 3-5 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 1 ซม. เยื่อหุมเมล็ดสีแดงอมสม 1 การที่มะระขี้นกมีรสขมจัด เนื่องจากมีสารส าคัญเป็นสารกลุ่ม alkaloids การใช้ประโยชน์ สรรพคุณตามยาไทย กล่าวว่าผลอ่อนมะระขี้นก มีรสขมจัด สรรพคุณเจริญอาหาร บ ารุงน้ าดี แก้โรค ของม้ามและตับ โรคลมเข้าข้อ น้ าตมแก้ไข้ น้ าคั้นแกปากเปอยเปนขุย และบ ารุงโลหิตระดูสตรีและต ารายาไทย ใช้ใบมะระในต ารับยาเขียว สรรพคุณ ลดไข้ รากใช้ในต ารับยาแก้โลหิตเป็นพิษ และโรคตับ1


กระเจี๊ยบ 31 กลุ่มงานวิชาการและคลังความรู้ กองวิชาการและแผนงาน Page 31 มะระขี้นก มะระขี้นกจัดเป็นพืชสมุนไพรที่ถูกน ามาอยู่ในบัญชียาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ ในกลุ่มยาพัฒนา จากสมุนไพร เพื่อใช้ในอาการแก้ไข้ แก้ร้อนใน ยามะระขี้นก ข้อบ่งใช้ แก้ร้อนใน แก้ไข้ เจริญอาหาร วิธีรับประทาน ชนิดชง : รับประทานครั้งละ 1-2 กรัม ชงน้ าร้อนประมาณ 120-200 มล. วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร ชนิดแคปซูล : รับประทานครั้งละ 500-1,000 มก. วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร ข้อห้ามใช้ ห้ามใช้ในเด็กหรือในหญิงให้นมบุตร เนื่องจากมีรายงานว่าท าให้ระดับน้ าตาลในเลือดลดลงอย่างมาก จนเกิดอาการชักในเด็กได้ ข้อควรระวัง 1. ไม่แนะน าให้ใช้ในผู้ที่สงสัยว่าเป็นไข้เลือดออก เนื่องจากอาจบดบังอาการของไข้ 2.ควรระวังการใช้ร่วมกับยาลดน้ าตาลในเลือดชนิดรับประทาน (Oral Hypoglycemic Agents) อื่นๆ หรือร่วมกับการฉีด Insulin เพราะอาจท าให้เกิดการเสริมฤทธิ์กันได้ 3.ควรระวังการใช้ในผู้ป่วยโรคตับ เพราะเคยมีรายงานว่าท าให้การเกิดตับอักเสบได้2 งานวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่เกี่ยวข้อง มีการศึกษาในสัตว์ทดลอง โดยให้สารสกัดจากมะระขี้นกด้วยแอลกอฮอล์ ในขนาด 500 มก./กก. ทางปากในหนูปกติ พบว่า สามารถลดระดับกลูโคสในเลือดได้ร้อยละ 10-16 และร้อยละ 6 ภายใน 1 ชม. และ 2 ชม. ตามล าดับ และร้อยละ 26 ในหนูที่ท าให้เป็นโรคเบาหวานจากด้วย streptozotocin และ นอกจากนี้ พบว่า สารสกัดได้เพิ ่มปริมาณการสังเคราะห์ glycogen จาก 14C- glucose ในตับของหนู ปกติ 4-5 เท่า แสดงให้เห็นว่า สารสกัดมีส่วนในการเร่งการใช้ glucose ในตับ ในหนูปกติ และในหนูที่เป็น โรคเบาหวานสามารถลดระดับน้ าตาลในเลือดได้ร้อยละ 50 หลังจากการฉีดสารสกัด 5 ชม. โดยไม่มีผลต่อ การเปลี ่ยนแปลงความเข้มข้นของ insulin ในเลือด แสดงให้เห็นว่าสารสกัดมะระขี้นกส่งเสริมให้มีการขับ น้ าตาลกลูโคสออกนอกตับ นอกจากนี้เมื่อให้ทางปากในขนาด 0.5 ก./กก. พบว่า สามารถลดระดับน้ าตาลในเลือด ทั้งในหนูที่เป็นโรคเบาหวานและหนูปกติ3 นอกจากนี้งานวิจัยสนับสนุนการใช้สารสกัดมะระขี้นกในคน พบว่า มะระขี้นกมีสารประกอบที่มี โครงสร้างคล้าย Insulin เรียกว่า P-Insulin ซึ่งมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาคล้ายคลึงกับ Insulin โดยสามารถออกฤทธิ์ ภายใน 30-60 นาที เมื่อให้ทางปาก และให้ผลสูงสุดที่ระยะเวลา 4 ชั่วโมง4


กระเจี๊ยบ 32 กลุ่มงานวิชาการและคลังความรู้ กองวิชาการและแผนงาน Page 32 มะระขี้นก เอกสารอ้างอิง 1. สถาบันการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. คู่มือการก าหนดพื้นที่ ส่งเสริมการปลูกสมุนไพร เพื่อใช้ในทางเภสัชกรรมไทย. พิมพ์ครั้งที่ 1. กรุงเทพฯ: ส านักกิจการ โรงพิมพองคการสงเคราะหทหารผานศึก ในพระบรมราชูปถัมภกรุงเทพมหานคร, 2558. 304 หน้า 2. กลุ่มนโยบายแห่งชาติด้านยา ส านักยา. คู่มือสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ. [สืบค้นเมื่อ 22 พฤษภาคม 2561] ; ออนไลน์: http://drug.fda.moph.go.th:81/nlem.in.th/medicine/herbal/list 3. คลังความรู้ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. มะระขี้นก. [สืบค้นเมื่อ 22 พฤษภาคม 2561] ; ออนไลน์: http://ttdkl.dtam.moph.go.th/Module1/frmc_show_plant.aspx?h_id=Mzk2NA== 4. Baldwa VS, Bhandari CM, Pangaria A, Goyal RK. Clinical trial in patients with diabetes mellitus of an insulin-like compound obtained from plant sources. Ups J Med Sci 1977; 82:39-41.


Click to View FlipBook Version