1. พฤติกรรมระหวา่ งเรยี น การบูรณาการคณุ ธรรม จริยธรรม 20 %
1.1 การตรงตอ่ เวลา
1.2 การแตง่ กาย
1.3 กริยามารยาท
1.4 ความรับผดิ ชอบ
1.5 ความร่วมมอื ในการทำงาน
2. ผลงาน 50 %
2.1 รายงานกลุ่ม
2.2 การประลอง
3. การทดสอบ 30 %
ทดสอบกอ่ น-หลังเรยี น แบบฝึกหดั
เกณฑ์การประเมินผล
วัดผลสัมฤทธจ์ิ ากแบบทดสอบ แบบฝกึ หดั มีเกณฑด์ ังนี้
รอ้ ยละ 80-100 หมายถึง ผลการเรียนดี
มาก ผลการเรียนดี
ร้อยละ 70-79 หมายถงึ ผลการเรียน
รอ้ ยละ 60-69 หมายถงึ ผลการเรยี น
ปานกลาง ผลการเรียนไม่
รอ้ ยละ 50-59 หมายถงึ
ผ่านเกณฑ์ พฤติกรรมดี
ตำ่ กวา่ ร้อยละ 50 หมายถึง พฤติกรรมดี
ผ่านเกณฑ์ พฤติกรรม
พฤติกรรมต้อง
แบบประเมนิ คุณธรรมจริยธรรม หมายถงึ
18-20 คะแนน หมายถึง
มาก หมายถงึ
14-17 คะแนน
10-13 คะแนน หมายถึง
พอใช้
ต่ำกวา่ 10 คะแนน
ปรับปรุง
แบบประเมนิ คณุ ธรรมจรยิ ธรรม
คำชีแ้ จง ใหข้ ดี เครือ่ งหมายถกู ✓ในช่องพฤตกิ รรมของนักเรยี นเพอ่ื ประเมินคุณธรรมจรยิ ธรรม
เกณฑ์การตดั สนิ
4 คะแนน หมายถงึ พฤติกรรมดีมาก
3 คะแนน หมายถงึ พฤตกิ รรมดี
2 คะแนน หมายถึง พฤติกรรมพอใช้
1 คะแนน หมายถงึ พฤตกิ รรมต้องปรบั ปรุง
แบบประเมินผล
วนั ที่ .............. เดอื น ............................... พ.ศ. ...............
ลำดบั ผลการประเมนิ
ที่ ช่อื – นามสกลุ ผลงาน การมสี ่วน ความรับผิดชอบ รวม
ร่วม
1 2 3 4 1 2 3 1 2 3 10
เกณฑ์การใหค้ ะแนน ดี = 3 ปานกลาง = 2 ต้องปรับปรงุ = 1
ดีมาก = 4
แบบประเมนิ พฤติกรรมของผูเ้ รยี น
เลข ช่อื – สกุล การตรงตอ่ การแตง่ กาย พฤตกิ รรมของนักเรยี น ความร่วมมอื
ที่ ผู้รบั การ เวลา ในการทำงาน รวม
กริยามารยาท ความ
ประเมนิ รบั ผดิ ชอบ
43214321432143214321
20
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
เกณฑก์ ารให้คะแนน
ดมี าก = 4 ดี = 3 ปานกลาง = 2 ตอ้ งปรับปรงุ = 1
ผู้ประเมนิ ……………………………….
(…………………………..)
บนั ทกึ หลังการสอน
ผลการใช้แผนการสอน
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
ผลการเรียนของนักเรยี น
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
ปัญหาอุปสรรคของการใช้แผนการจดั การเรียนรู้
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
แนวทางปรับปรงุ แกไ้ ข
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
ลงช่อื ...........................................
( ...................................... )
ตำแหน่ง ......................................
วันที่ .......... เดือน .................... พ.ศ. ............
บันทกึ การตรวจสอบและคำชแี้ นะของผูบ้ ังคบั บญั ชา
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
ลงชอ่ื ...........................................
( ...................................... )
ตำแหน่ง ......................................
วันท่ี .......... เดือน .................... พ.ศ. ...........
แผนการจัดการเรยี นรูท้ ่ี 6 หนว่ ยที่ 6
ชือ่ วิชา งานส่งถ่ายกำลัง รหสั วชิ า 30101-2005 สปั ดาห์ท่ี 8-9
ชอ่ื หน่วย กลไกควิครเี ทนิ จำนวน 8 คาบ
หัวข้อเรอ่ื ง กลไกควิครเี ทนิ
6.1 หลกั การกลไกเครอื่ งจักรควคิ รเี ทนิ
6.2 ลักษณะกลไกเครอื่ งจักรควคิ รีเทนิ
6.3 การประลองกลไกเคร่ืองจกั รควิครเี ทิน
แนวคดิ สำคัญ
กลไกเครือ่ งจักรควคิ รีเทิน ต้องการการเคลื่อนที่ในจังหวะงานและจังหวะเคลื่อนที่กลบั ดว้ ยความเร็ว
ไมเ่ ท่ากัน เช่นใบมดี เครื่องจักรตัดกระดาษ ขณะตดั กระดาษจะเคลื่อนที่ชา้ เมื่อตัดกระดาษเสรจ็ แลว้ จะ
เคลื่อนท่ีกลบั เรว็
สมรรถนะย่อย
1. แสดงความรู้เกีย่ วกบั กลไกเครอ่ื งจักรควคิ รเี ทนิ
2. ประลองกลไกเครือ่ งจกั รควคิ รเี ทิน
วัตถุประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม
1. บอกหลักการกลไกเคร่ืองจักรควคิ รีเทนิ (Quick return) ได้
2. บอกลกั ษณะกลไกเครื่องจักรควิครีเทนิ แตล่ ะแบบได้
3. ประลองกลไกเครื่องจักรควิครีเทนิ ได้
เนื้อหาสาระ
กลไกเคร่ืองจักรแบบน้ี ต้องการเวลาในการเคลื่อนท่ีในจังหวะงาน และกลับสู่ตำแหน่งด้วยความเร็วไม่
เท่ากัน แต่ความเร็วขบั ทีม่ าจากตน้ กำลงั เปน็ ความเร็วรอบคงท่ี มกี ารประยกุ ต์จากกลไกพื้นฐาน
6.2.1 แบบแคร้งเชฟเปอร์ (Crank Shapรปู ที่ 6.1 กลไก Quick Return แบบ Crank Shaper
กลไกเครื่องจกั รแบบน้ี เป็นการประยกุ ต์จาก Slider Crank Mechanism อีกแบบหน่งึ โดยการ
ยึดให้ก้านสูบอยู่กับที่ การเคล่ือนท่ีของกลไกเคร่ืองจักรแบบน้ี ประกอบด้วยช้ินส่วนเคร่ืองจักรท้ังหมด
6 ชน้ิ คอื
– ช้ินส่วนเครื่องจักรท่ี 1 ยดึ อยกู่ ับท่ี (โครงหรือพนื้ )
– ชนิ้ สว่ นเคร่อื งจกั รที่ 2 หมุนได้ครบรอบดว้ ยความเร็วคงที่
– ชิ้นส่วนเครื่องจักรที่ 3 เคล่ือนที่ตามชิ้นส่วนเครื่องจักรที่ 2 และเลื่อนขึ้นลงบนชิ้นส่วน
เครอ่ื งจักรที่ 4
– ชิ้นส่วนเครอ่ื งจักรท่ี 4 เป็นการเคล่ือนที่แบบขยบั ไดเ้ ปน็ บางสว่ นของวงกลม
– ชน้ิ ส่วนเครอื่ งจักรที่ 5, 6 เปน็ ตวั สง่ กำลงั และตัวตาม ตามลำดบั
มุม α คอื มมุ ของ Crank 2 ในช่วงทำงาน (Cutting Stroke)
มุม β คอื มมุ Crank 2 ในช่วงกลับ (Return Stroke)
6.2.2 แบบเดร็กลงิ ค์ (Drag Link)
Drag Link ประยุกตจ์ ากกลไก Four–bar Linkage และ Slider Crank ประกอบดว้ ยชิน้ ต่อโยง
ทั้งหมด 6 ชิ้น คือ
– ชิ้นสว่ นเครื่องจกั รที่ 1 ยดึ อย่กู ับท่ี (โครงหรือพ้นื )
– ชนิ้ ส่วนเครื่องจกั รที่ 2 หมุนด้วยความเรว็ รอบคงท่ี
– ชน้ิ สว่ นเครื่องจักรที่ 3 และ 5 เปน็ ตัวส่งกำลัง
– ชิ้นส่วนเคร่ืองจักรที่ 4 หมนุ ด้วยความเร็วไมค่ งท่ี
– ชิ้นส่วนเครื่องจักรที่ 6 เคล่ือนท่ีข้ึนด้วยความเร็วคงที่ ท่ีช้า และเคล่ือนที่ลงด้วยความเร็วท่ี
เรว็ กว่าเม่อื ชนิ้ ส่วนเครอื่ งจักรที่ 2 หมนุ ตามเขม็ นาฬกิ า
6.2.3 แบบวทิ เวิธ (Whitworth)
Whitworth เป็นการประยุกต์จากกลไก Slider Crank Mechanism ประกอบด้วยชิ้นต่อโยง
ทงั้ หมด 6 ชิ้น คือ
– ช้ินสว่ นเครื่องจักรท่ี 1 ยดึ อยูก่ ับท่ี (โครงหรือพน้ื )
– ชิ้นส่วนเคร่อื งจักรที่ 2 เปน็ ตวั ขับ หมุนได้ครบรอบคงที่
– ชิน้ สว่ นเคร่ืองจกั รท่ี 3 เคล่อื นทไ่ี ปมาบนชิ้นส่วนที่ 4 ที่หมุนไดร้ อบ
– ชน้ิ สว่ นเครื่องจกั รท่ี 4 เคลื่อนทไ่ี ดค้ รบรอบ
– ชิ้นส่วนเครื่องจักรท่ี 5 สง่ ถา่ ยกำลงั ไปยงั ชิ้นส่วนท่ี 6
– ชน้ิ สว่ นเคร่ืองจกั รที่ 6 เป็นตัวตามทีน่ ำไปใช้งาน
Whitworth แบบนี้จะยึดใหเ้ พลาขอ้ เหว่ียงอยู่กับที่ การเคล่อื นท่ีของกลไกเคร่ืองจกั รท้ังชิ้นส่วน
เคร่ืองจักรที่ 2 และชนิ้ ส่วนเครอ่ื งจักรท่ี 4 เคลอ่ื นท่ีไปไดค้ รบรอบท้งั สองชนิ้ ส่วนเครอ่ื งจักร
6.2.4 แบบออฟเชท็ สไลเดอร์แคร้ง (Offset Slider Crank)
Offset Slider Crank เป็นกลไกแบบ Slider Crank Mechanism มีส่วนประกอบเหมือนกับ
กลไก Slider Crank ทุกอย่าง เพียงแต่ระดับของลูกสูบและแนวจุดศูนย์กลางของเพลาอยู่กันคนละแนว เป็น
กลไกแบบง่าย ๆ ที่ตอ้ งการความแตกตา่ งของความเรว็ ไปและกลับไม่มากนัก
กิจกรรมการเรยี นรู้
ขนั้ ตอนการสอนของครูผสู้ อน
1. ครูกล่าวนำใหผ้ ู้เรียนทราบถึงกลไกควิครีเทิน
2. ให้นักเรียนทำแบบทดสอบกอ่ นเรียน
3. ใหน้ กั เรียนเขา้ ศึกษาหนว่ ยการเรียนที่ 6 เรื่อง กลไกควิครเี ทนิ
ตามลำดบั ขน้ั ตอนในเอกสารประกอบการสอน โดยทำกิจกรรมต่างๆ ที่มอบหมาย
4. นักเรียนคนใดทำแบบฝกึ หดั หรือทดสอบหลังเรยี นไม่ผา่ นเกณฑ์ 80 % ต้องเข้าศกึ ษา
หน่วยการเรยี นใหม่ และทำแบบฝกึ หัดหรอื แบบทดสอบจนผ่านเกณฑ์ทก่ี ำหนด
5.สาธติ การประลองกลไกควิครีเทิน
กิจกรรมของผเู้ รียน
1. นักเรยี นตงั้ ใจฟงั เนื้อหาสาระเบ้ืองต้น เรื่อง กลไกควิครเี ทิน
2. เข้าศกึ ษาหนว่ ยการเรียนที่ 6 และทำกิจกรรมตามลำดับขนั้ ตอนที่กำหนดในเอกสาร
ประกอบการสอน
3. ถา้ นกั เรียนคนใดทำแบบฝึกหัดหรือแบบทดสอบไม่ผา่ นเกณฑ์ท่ีกำหนด ให้ศกึ ษา เนื้อหา
ใหม่ และทำแบบฝกึ หดั หรือแบบทดสอบจนกระทั่งผ่านเกณฑ์
4. ปฏิบัติการประลองกลไกควคิ รเี ทิน
งานท่มี อบหมาย / กิจกรรม
- กล่มุ ที่ 1 ค้นควา้ Weblink ทีเ่ กย่ี วข้อง เรอ่ื ง กลไกควคิ รเี ทิน
- กลุ่มที่ 2 สรุปสาระสำคญั เรื่อง หลักการกลไกเครื่องจักรควคิ รเี ทิน
- กลมุ่ ท่ี 3 สรุปสาระสำคัญ เรอื่ ง ลกั ษณะกลไกเครื่องจักรควคิ รีเทิน
- กลุ่มท่ี 4 สรปุ สาระสำคญั เรอื่ ง การประลองกลไกเคร่ืองจักรควิครีเทนิ
ให้ผเู้ รยี นมาสง่ ในการเรยี นคร้ังต่อไป
การประเมนิ ผลระหวา่ งเรียน
1. พฤตกิ รรมระหวา่ งเรยี น การบูรณาการคณุ ธรรม จรยิ ธรรม 20 %
1.1 การตรงต่อเวลา
1.2 การแตง่ กาย
1.3 กรยิ ามารยาท
1.4 ความรับผดิ ชอบ
1.5 ความร่วมมอื ในการทำงาน
2. ผลงาน 50 %
2.1 รายงานกลุ่ม
2.2 การประลอง
3. การทดสอบ 30 %
ทดสอบก่อน-หลังเรียน แบบฝึกหดั
เกณฑ์การประเมนิ ผล
วัดผลสัมฤทธจ์ิ ากแบบทดสอบ แบบฝกึ หดั มีเกณฑ์ดังนี้
รอ้ ยละ 80-100 หมายถึง ผลการเรียนดี
มาก ผลการเรียนดี
ร้อยละ 70-79 หมายถงึ ผลการเรียน
รอ้ ยละ 60-69 หมายถงึ ผลการเรยี น
ปานกลาง ผลการเรียนไม่
รอ้ ยละ 50-59 หมายถงึ
ผ่านเกณฑ์ พฤติกรรมดี
ตำ่ กวา่ ร้อยละ 50 หมายถงึ พฤตกิ รรมดี
ผ่านเกณฑ์ พฤติกรรม
พฤติกรรมต้อง
แบบประเมนิ คุณธรรมจริยธรรม หมายถงึ
18-20 คะแนน หมายถึง
มาก หมายถึง
14-17 คะแนน
10-13 คะแนน หมายถึง
พอใช้
ต่ำกวา่ 10 คะแนน
ปรับปรุง
แบบประเมนิ คณุ ธรรมจรยิ ธรรม
คำชีแ้ จง ใหข้ ดี เครือ่ งหมายถกู ✓ในช่องพฤตกิ รรมของนกั เรยี นเพอ่ื ประเมินคณุ ธรรมจรยิ ธรรม
เกณฑ์การตดั สนิ
4 คะแนน หมายถงึ พฤติกรรมดีมาก
3 คะแนน หมายถึง พฤตกิ รรมดี
2 คะแนน หมายถึง พฤตกิ รรมพอใช้
1 คะแนน หมายถงึ พฤติกรรมต้องปรบั ปรุง
แบบประเมินผล
วนั ที่ .............. เดอื น ............................... พ.ศ. ...............
ลำดบั ผลการประเมนิ
ที่ ช่อื – นามสกลุ ผลงาน การมสี ่วน ความรับผิดชอบ รวม
รว่ ม
1 2 3 4 1 2 3 1 2 3 10
เกณฑ์การใหค้ ะแนน ดี = 3 ปานกลาง = 2 ต้องปรับปรงุ = 1
ดีมาก = 4
แบบประเมนิ พฤติกรรมของผูเ้ รยี น
เลข ช่อื – สกุล การตรงตอ่ การแตง่ กาย พฤตกิ รรมของนักเรยี น ความร่วมมอื
ที่ ผู้รบั การ เวลา ในการทำงาน รวม
กริยามารยาท ความ
ประเมนิ รบั ผดิ ชอบ
43214321432143214321
20
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
เกณฑก์ ารให้คะแนน
ดมี าก = 4 ดี = 3 ปานกลาง = 2 ตอ้ งปรับปรงุ = 1
ผู้ประเมนิ ……………………………….
(…………………………..)
บันทกึ หลังการสอน
ผลการใช้แผนการสอน
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
ผลการเรียนของนักเรยี น
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
ปญั หาอุปสรรคของการใชแ้ ผนการจดั การเรียนรู้
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
แนวทางปรับปรงุ แก้ไข
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
ลงชอื่ ...........................................
( ...................................... )
ตำแหน่ง ......................................
วันที่ .......... เดือน .................... พ.ศ. ............
บันทึกการตรวจสอบและคำช้ีแนะของผู้บงั คบั บัญชา
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
ลงชอ่ื ...........................................
( ...................................... )
ตำแหน่ง ....................................................
วนั ท่ี .......... เดือน .................... พ.ศ. ...........
แผนการจัดการเรยี นรทู้ ี่ 7 หนว่ ยท่ี 7
ช่อื วิชา งานสง่ ถ่ายกำลัง รหสั วชิ า 30101-2005 สัปดาหท์ ี่ 10-12
ช่ือหน่วย ลกู เบย้ี ว จำนวน 8 คาบ
หวั ข้อเรอื่ ง ลูกเบี้ยว
7.1 หน้าที่ของลกู เบ้ียว
7.2 ชนดิ ของลูกเบี้ยว
7.3 ชนดิ ของตัวตาม
7.4 ไดอะแกรมการเคล่ือนทขี่ องตัวตาม
7.5 การออกแบบลูกเบยี้ ว
7.6 การประลองลกู เบีย้ ว
แนวคิดสำคญั
ลูกเบย้ี ว เปน็ ส่วนทย่ี ่ืนและไม่ได้ศูนย์กบั ศูนย์กลางของเพลา มไี วส้ ำหรบั ยกชน้ิ ส่วนอ่นื ๆ เม่ือเพลา
หมุน เชน่ ยกลนิ้ ไอดแี ละไอเสียของเครื่องยนต์
สมรรถนะยอ่ ย
ลูกเบ้ียว เป็นส่วนท่ีย่ืนและไม่ได้ศูนย์กับศูนย์กลางของเพลา มีไว้สำหรับยกชิ้นส่วนอื่น ๆ เม่ือเพลา
หมนุ เชน่ ยกลิน้ ไอดแี ละไอเสียของเครือ่ งยนต์
วัตถุประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม
1. อธบิ ายหน้าท่ีของลกู เบี้ยวได้
2. บอกชนิดของลูกเบย้ี วได้
3. บอกชนดิ ของตัวตามได้
4. อธบิ ายไดอะแกรมการเคลื่อนทแ่ี บบต่างๆ ของตวั ตามได้
5. อธิบายการออกแบบลูกเบี้ยวได้
6. ประลองลูกเบีย้ วได้
เนือ้ หาสาระ
ลูกเบี้ยวเป็นช้ินส่วนกลไกที่มีรูปร่างไม่สม่ำเสมอ ถูกใช้เป็นตัวขับชิ้นส่วนอ่ืนให้เคล่ือนที่ ชิ้นส่วนที่ถูก
ขับเรยี กว่า ตวั ตาม ฉะน้นั ระบบลกู เบย้ี วประกอบด้วย ลกู เบย้ี วและตัวตาม
เพลาลกู เบีย้ ว เพลาลกู เบีย้ ว
ควบคมุ วาลว์ ไอเสยี ควบคมุ วาลว์ ไอดี
วาลว์ ไอเสยี วาลว์ ไอดี
ชอ่ งไอเสีย
ชอ่ งไอดี
(ก) ลูกเบย้ี วขับกระเด่ืองกดล้นิ ไอดี–ไอเสยี (ข) เคร่อื งเก็บเกย่ี ว
1. ลกู เบยี้ ว 3. คนั ปรบั ชอ่ งเปิดลม
2. พดั ลม 4. กระบะวางฟ่ อนขา้ ว
(ค) ชุดขับใบมีดของเครอ่ื งเกบ็ เกี่ยว (ง) เคร่ืองนวดขา้ ว
รูปที่ 7.1 ลูกเบ้ียวท่ีนำมาใช้กบั เครือ่ งกลต่าง ๆ
ลกู เบีย้ วมีหลายชนิด แตท่ ่ใี ช้ในเคร่ืองจกั รกลทวั่ ๆ ไปมี 3 ชนดิ คือ
7.2.1 ลูกเบ้ียวแผน่ (Radial Cam)
ลูกเบี้ยวแผ่น ส่วนที่ยื่นและไม่ได้ศูนย์กลางของเพลา มีไว้สำหรับยกชิ้นส่วนอ่ืน ๆ เมื่อเพลา
หมนุ
7.2.2 ลกู เบ้ียวทรงกระบอก (Cylindrical Groove)
ลูกเบย้ี วทรงกระบอก ตวั ตามจะขบอยู่กับรอ่ งนำของลกู เบีย้ วขณะใชง้ าน
7.2.3 ลกู เบย้ี วก้ามปู (Yoke Cam)
ลูกเบี้ยวก้ามปู เพลาจะหมุนแบบต่อเนื่อง เพลาลูกเบ้ียวจะทำให้ตัวตามเคล่ือนที่กลับไป
กลับมา
1. ตัวตามแบบลูกกล้ิง (Roller) ตัวตามซึ่งมีลูกกล้ิงสัมผัสอยู่กับลูกเบี้ยว เพื่อลดความเสียดทาน
ระหว่างตัวตามกับลกู เบี้ยว ดงั รปู (ก)
2. ตัวตามแบบปลายแหลม (Knif–Edge) ตัวตามที่มีปลายแหลมเพื่อให้จังหวะการขึ้นลงของ
ตวั ตามเป็นไปอย่างรวดเร็ว ดงั รปู (ข)
3. ตัวตามแบนราบ (Flat–Faced) ตัวตามปลายแบนราบ โดยไม่มีส่วนนูนหรือส่วนเว้า ใช้กับ
ลูกกระทุ้งก้านลน้ิ ของเครื่องยนต์ ดังรูป (ค)
(ก) (ข) (ค)
รปู ชนิดของตัวตาม
กราฟการเคลื่อนที่ของตัวตาม (Displacement Diagram) เป็นกราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง
การเคลื่อนที่ของตัวตามและจำนวนองศาที่ลูกเบี้ยวหมุน ลักษณะการเคลื่อนที่ของตัวตาม มี 5 แบบ คือ
แบบ Constant Acceleration แบบ Constant Velocity แบบ Modified Constant Velocity แบบ
Simple Harmonic Motion และ แบบ Cycloidal Motion
7.4.1 การเคลือ่ นท่ีของตวั ตามแบบ Constant Acceleration
ลักษณะการเคลื่อนที่ของตัวตาม คือ ครึ่งหนึ่งของการเคลื่อนที่ของตัวตามจะเป็นแบบ
เคลื่อนที่ด้วยความเร่งคงที่ (0–180 องศา) ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นแบบเคลื่อนที่ด้วยความหน่วงคงที่ (210–
360 องศา)
7.4.2 การเคลือ่ นทีข่ องตวั ตามแบบ Constant Velocity
เร่ิมจากในช่วง 0–180 องศา ตัวตามเคล่ือนที่ข้ึนด้วยความเร็วคงท่ี จากนั้นในช่วง 180–210
องศา ช่วงพัก (Dwell) และจากนนั้ ในช่วง 210–360 องศา เคลอ่ื นที่ลงดว้ ยความเรว็ คงท่ี
7.4.3 การเคลอ่ื นทขี่ องตัวตามแบบ Modified Constant Velocity
ลักษณะการเคลื่อนท่ีของตัวตาม คือ การทำให้เกิดความเร่งคงท่ีในระยะสั้น ๆ ก่อนที่จะ
กลายเปน็ ความเร็วคงท่แี ละตามด้วยความหน่วงคงที่ตอนสิ้นสดุ การเคล่ือนท่ี
7.4.4 การเคลื่อนทข่ี งตวั ตามแบบ Simple Harmonic Motion
ลักษณะการเคล่ือนท่ีของตัวตาม คือ ความเร่งของตัวตามจะเป็นสัดส่วนกับการกระจัด แต่มี
ทิศทางตรงกนั ข้าม
7.4.5 การเคลอ่ื นทขี่ องตัวตามแบบ Cycloidal Motion
ลักษณะการเคล่ือนท่ีของตัวตาม คือ เป็นการเคลื่อนที่ท่ีได้จากเส้นทางเดินของจุด จุดหนึ่ง
ของวงกลมทก่ี ลิ้งอยบู่ นเส้นตรง
เปรียบเทียบกราฟการเคลอ่ื นท่ขี องตวั ตาม
1. แบบ Constant Acceleration จะเกิดการกระแทกขึ้นระหว่างลูกเบี้ยวกับตัวตาม เม่ือมีการ
เปลยี่ น แปลงความเรง่ ทำให้ไม่เหมาะสำหรับงานที่ใช้ความเรว็ สงู
2. แบบ Constant Velocity จะเกิดการกระแทกขึ้นระหว่างลูกเบี้ยวกับตัวตาม เพราะมีความเร่งที่
ไมอ่ าจประมาณคา่ ได้ ทำใหไ้ ม่เหมาะสำหรับงานทีใ่ ช้ความเร็วสงู
3. แบบ Modified Constant Velocity ลดการกระแทกข้ึนระหว่างลูกเบี้ยวกับตัวตาม เพราะมี
ความเร่งน้อยลง
4. แบบ Simple Harmonic Motion ถ้ามีช่วงอยู่น่ิงหรือช่วงพัก (Dwell) จะเกิดการกระแทกขึ้น
ระหวา่ งลูกเบี้ยวกับตวั ตามในช่วงเริม่ เปลยี่ นความเร่ง
5. แบบ Cycloidal Motion ไม่มีการกระแทกขึ้นระหว่างลูกเบ้ียวกับตัวตาม จึงเหมาะสำหรับงานท่ี
ตอ้ งการใช้ความเรว็ สงู
พิจารณาลักษณะผิวของลูกเบี้ยวและความไวในการเคลื่อนที่ของตัวตามแบบต่าง ๆ สามารถทำได้
2 วิธี คอื
1. กำหนดรูปแบบการเคลื่อนท่ขี องตวั ตามก่อน แลว้ ออกแบบรปู ร่างของลกู เบ้ยี วโดยวิธีกราฟกิ
2. กำหนดรปู รา่ งของลกู เบ้ยี ว แลว้ พิจารณาถงึ การขจดั ความเร็ว และความเร่งของตัวตาม
7.5.1 ขั้นตอนการออกแบบลูกเบ้ยี วตามรูปแบบการเคล่อื นท่ขี องตัวตาม
ประกอบดว้ ยขนั้ ตอนดังน้ี
1. การเขยี นกราฟการเคลื่อนที่ของตัวตาม (Displacement Diagram)
2. การเขียนรูปร่างของลูกเบย้ี ว (Cam Profile)
7.5.2 ข้นั ตอนการสรา้ งลกู เบ้ียว มีดังน้ี
1. เลอื ก Displacement Diagram ทีต่ อ้ งการ
2. กำหนดขนาดของ Base Circle ซึ่งจะทำให้ตำแหน่งของตัวตามอยู่ใกล้จุดศูนย์กลางของ
ลกู เบีย้ วท่ีสุด
3. แบ่งลูกเบย้ี วออกเปน็ ส่วนเท่า ๆ กัน เทา่ กับจำนวนส่วนของ Displacement Diagram
4. เขียนเส้นตัดเส้นแบ่งส่วนของลูกเบ้ียว โดยใช้ระยะรัศมีของ Base Circle และในระยะ
Displacement Diagram ของแต่ละสว่ นโดยเขยี นย้อนทศิ ทางการหมนุ ของลกู เบีย้ ว
5. วาดรปู ลูกเบ้ยี ว
Bose Circle
5 7
6
กิจกรรมการเรียนรู้
ข้ันตอนการสอนของครผู ู้สอน
1. ครูกลา่ วนำใหผ้ เู้ รยี นทราบถงึ กลไกลกู เบี้ยว
2. ให้นกั เรียนทำแบบทดสอบกอ่ นเรียน
3. ให้นกั เรียนเข้าศึกษาหน่วยการเรียนท่ี 7 เรื่อง กลไกลูกเบย้ี ว
ตามลำดับขั้นตอนในเอกสารประกอบการสอน โดยทำกิจกรรมต่างๆ ที่มอบหมาย
4. นกั เรยี นคนใดทำแบบฝึกหดั หรือทดสอบหลงั เรยี นไม่ผ่านเกณฑ์ 80 % ต้องเข้าศึกษา
หนว่ ยการเรยี นใหม่ และทำแบบฝกึ หดั หรอื แบบทดสอบจนผ่านเกณฑ์ทกี่ ำหนด
5.สาธติ การประลองกลไกลูกเบี้ยว
กจิ กรรมของผ้เู รียน
1. นักเรียนตัง้ ใจฟังเนอื้ หาสาระเบื้องตน้ เรื่อง กลไกลูกเบยี้ ว
2. เขา้ ศึกษาหน่วยการเรยี นท่ี 7 และทำกจิ กรรมตามลำดบั ขน้ั ตอนท่ีกำหนดในเอกสาร
ประกอบการสอน
3. ถา้ นักเรยี นคนใดทำแบบฝกึ หัดหรอื แบบทดสอบไมผ่ า่ นเกณฑ์ทก่ี ำหนด ให้ศกึ ษา เนื้อหา
ใหม่ และทำแบบฝึกหัดหรือแบบทดสอบจนกระทั่งผา่ นเกณฑ์
4. ปฏิบัตกิ ารประลองกลไกลูกเบย้ี ว
งานทมี่ อบหมาย / กจิ กรรม
-กล่มุ ที่ 1 คน้ คว้า Weblink ทเี่ ก่ียวข้อง เรอ่ื ง กลไกลกู เบีย้ ว
- กลุ่มท่ี 2 สรปุ สาระสำคัญ เรอ่ื ง หนา้ ท่ีของลูกเบ้ียว และชนิดของลูกเบี้ยว
- กลุ่มท่ี 3 สรุปสาระสำคัญ เรือ่ ง ชนดิ ของตัวตาม ไดอะแกรมการเคล่ือนท่ีของตัวตาม
- กลุ่มท่ี 4 สรุปสาระสำคญั เรอื่ ง การออกแบบลูกเบ้ียว
ใหผ้ ู้เรียนมาส่งในการเรียนครั้งต่อไป
การประเมินผลระหว่างเรยี น
1. พฤตกิ รรมระหว่างเรียน การบูรณาการคณุ ธรรม จริยธรรม 20 %
1.1 การตรงตอ่ เวลา
1.2 การแต่งกาย
1.3 กริยามารยาท
1.4 ความรบั ผิดชอบ
1.5 ความรว่ มมอื ในการทำงาน
2. ผลงาน 50 %
2.1 รายงานกลุ่ม
2.2 การประลอง
3. การทดสอบ 30 %
ทดสอบก่อน-หลังเรียน แบบฝึกหดั
เกณฑ์การประเมินผล
วัดผลสัมฤทธจ์ิ ากแบบทดสอบ แบบฝกึ หดั มีเกณฑด์ ังนี้
รอ้ ยละ 80-100 หมายถึง ผลการเรียนดี
ผลการเรียนดี
มาก ผลการเรียน
ผลการเรยี น
ร้อยละ 70-79 หมายถงึ ผลการเรียนไม่
รอ้ ยละ 60-69 หมายถงึ
ปานกลาง พฤติกรรมดี
พฤติกรรมดี
รอ้ ยละ 50-59 หมายถงึ พฤติกรรม
ผ่านเกณฑ์ หมายถึง พฤติกรรมต้อง
ตำ่ กวา่ ร้อยละ 50
ผ่านเกณฑ์
แบบประเมนิ คุณธรรมจริยธรรม หมายถงึ
18-20 คะแนน หมายถึง
มาก หมายถงึ
14-17 คะแนน
10-13 คะแนน หมายถึง
พอใช้
ต่ำกวา่ 10 คะแนน
ปรับปรุง
แบบประเมนิ คณุ ธรรมจรยิ ธรรม
คำชีแ้ จง ใหข้ ดี เครือ่ งหมายถกู ✓ในช่องพฤตกิ รรมของนักเรยี นเพอ่ื ประเมินคณุ ธรรมจรยิ ธรรม
เกณฑ์การตดั สนิ
4 คะแนน หมายถงึ พฤตกิ รรมดีมาก
3 คะแนน หมายถึง พฤติกรรมดี
2 คะแนน หมายถึง พฤตกิ รรมพอใช้
1 คะแนน หมายถงึ พฤตกิ รรมต้องปรบั ปรุง
แบบประเมินผล
วนั ที่ .............. เดอื น ............................... พ.ศ. ...............
ลำดบั ผลการประเมนิ
ที่ ช่อื – นามสกลุ ผลงาน การมสี ่วน ความรับผิดชอบ รวม
ร่วม
1 2 3 4 1 2 3 1 2 3 10
เกณฑ์การใหค้ ะแนน ดี = 3 ปานกลาง = 2 ต้องปรับปรงุ = 1
ดีมาก = 4
แบบประเมนิ พฤติกรรมของผูเ้ รยี น
เลข ช่อื – สกุล การตรงตอ่ การแตง่ กาย พฤตกิ รรมของนักเรยี น ความร่วมมอื
ที่ ผู้รบั การ เวลา ในการทำงาน รวม
กริยามารยาท ความ
ประเมนิ รบั ผดิ ชอบ
43214321432143214321
20
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
เกณฑก์ ารให้คะแนน
ดมี าก = 4 ดี = 3 ปานกลาง = 2 ตอ้ งปรับปรงุ = 1
ผู้ประเมนิ ……………………………….
(…………………………..)
บันทกึ หลังการสอน
ผลการใชแ้ ผนการสอน
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
ผลการเรียนของนักเรยี น
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
ปัญหาอุปสรรคของการใช้แผนการจัดการเรียนรู้
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
แนวทางปรบั ปรุงแก้ไข
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
ลงชือ่ ...........................................
( ...................................... )
ตำแหน่ง ......................................
วนั ท่ี .......... เดอื น .................... พ.ศ. ............
บันทึกการตรวจสอบและคำชแ้ี นะของผบู้ งั คับบัญชา
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
ลงชอื่ ...........................................
( ...................................... )
ตำแหนง่ ....................................................
วนั ท่ี .......... เดือน .................... พ.ศ. ...........
แผนการจดั การเรียนรูท้ ี่ 8 หน่วยที่ 8
ชื่อวิชา งานส่งถ่ายกำลัง รหสั วชิ า 30101-2005 สัปดาห์ท่ี 13-14
ชือ่ หน่วย กลไกเจนีวา จำนวน 8 คาบ
หวั ข้อเรอื่ ง กลไกเจนีวา
8.1ส่วนประกอบของกลไกเจนีวา
8.2 หลักการทำงานของกลไกเจนวี า
8.3 ลักษณะของกลไกเจนวี า
8.4 แบบของกลไกเจนีวา
8.5 การคำนวณหาขนาดตา่ ง ๆ ของกลไกเจนวี า
แนวคดิ สำคัญ
กลไกเคร่อี งจักรเจนีวา เปน็ กลไกด้านตัวขับเคลื่อนท่ตี อ่ เน่ืองคงทตี่ ลอดเวลา สว่ นตัวตามจะ
เคล่ือนที่ไม่ต่อเนื่องจะมกี ารหยุดเป็นช่วง ๆ เพ่อื จะเปลยี่ นชิน้ งานใหม่ หรือหยุดเพือ่ เปล่ียนขบวนการ
ในการทำงาน เปน็ ต้น
สมรรถนะย่อย
1. แสดงความรูเ้ กีย่ วกับกลไกเจนีวา
2. ประลองกลไกเจนวี า
วตั ถุประสงค์เชิงพฤติกรรม
1.บอกส่วนประกอบของกลไกเจนีวาได้
2. อธิบายหลักการทำงานของกลไกเจนวี าได้
3. บอกลักษณะของกลไกเจนีวาได้
4. บอกแบบของกลไกเจนีวาได้
5. คำนวณหาขนาดตา่ ง ๆ ของกลไกเจนวี าได้
เนื้อหาสาระ
กลไกเจนวี า ประกอบด้วยส่วนสำคญั 5 สว่ น ดงั รูปท่ี 8.1
2
4
1
5
3
รปู ส่วนประกอบกลไกเจนีวา
1. ตัวขบั (Driver or Geneva wheel)
2. รอ่ งผา่ (Geneva Slot)
3. ลกู กลง้ิ (Roller)
4. ตวั ตาม (Follower or Star wheel)
5. แผน่ ลอ็ ก (Locking Plate)
หลักการทำงานของกลไกเจนีวา ตัวขับ 1 จะขับลูกกลิ้ง 3 ซึ่งยึดติดกับตัวขับและขับอยู่ในร่องผ่า 2
ของตัวตาม 4 พาให้ตัวตามหมุนไป ระยะทางท่ีตัวตามเคลื่อนท่ีขึ้นอยู่กับจำนวนร่องผ่าตัวตาม เพราะฉะน้ัน
ระยะเวลาในช่วงท่ีลกู กล้ิงไม่ได้ขับอย่ใู นร่องผ่า เรยี กว่า “เวลาดะเวล” (Dwell Time) จะแปรผนั ตามจำนวน
ร่องผา่ บนตัวตามและรูปแบบของตัวขบั
8.3.1 แบบขบั ภายใน (Internal Geneva Drive)
8.3.2 แบบขบั ภายนอก (External Geneva Drive)
กลไกเจนีวามหี ลายแบบทนี่ ยิ มใช้ดังนี้
8.4.1 กลไกเจนวี าแบบแขนล็อก
8.4.2 กลไกเจนวี าแบบเฟืองแพลนเนต็ ตารี
8.4.3 กลไกเจนีวาแบบขบั 2 ตัว
8.4.4 กลไกเจนีวาแบบสไลล็อก
8.4.5 กลไกเจนวี าแบบเฟืองขับ
ตวั ตาม L2
Ø B
C b Cα
A L0
a
ตวั ขบั L1 A
รปู ขนาดตา่ ง ๆ ของกลไกเจนีวา
จากรูป กลไกเจนีวาแบบขับภายนอก (External Geneva Drive) ท่ีตวั ตามมี 4 ร่องผ่า ด้านถ่ายกำลัง
(Output) จะหมุนได้ระยะทาง 1/4 × 360 องศา หรือ 90 องศา ในการหมุนแต่ละช่วงของตัวตาม หากให้
เปน็ องศาที่เคล่ือนที่ไปจะได้ความสัมพนั ธว์ ่า
= 360
n
เมื่อ n = จำนวนรอ่ งผา่
= ระยะองศาการเคลอื่ นท่ขี องดา้ นถา่ ยกำลัง (Output)
จากไดอะแกรมในรูปที่ 8.9 จะได้
a = L1 cos α 1
b = L0 – L1cos α 2
L0 = L1 3
sin 180/n
เมอื่ L0 = ระยะทางระหว่างจุดศนู ย์กลางของเพลาดา้ นส่งกำลงั และถ่ายกำลงั
L1 = ความยาวของแขนขบั (Crank Arm)
กจิ กรรมการเรยี นรู้
ขั้นตอนการสอนของครูผูส้ อน
1. ครกู ล่าวนำใหผ้ เู้ รียนทราบถึงกลไกเจนีวา
2. ให้นักเรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน
3. ใหน้ ักเรียนเข้าศึกษาหน่วยการเรียนท่ี 8 เร่ือง กลไกเจนวี า
ตามลำดบั ขัน้ ตอนในเอกสารประกอบการสอน โดยทำกจิ กรรมตา่ งๆ ท่ีมอบหมาย
4. นักเรยี นคนใดทำแบบฝึกหดั หรือทดสอบหลังเรยี นไม่ผ่านเกณฑ์ 80 % ต้องเขา้ ศึกษา
หน่วยการเรยี นใหม่ และทำแบบฝกึ หัดหรอื แบบทดสอบจนผ่านเกณฑ์ท่กี ำหนด
5.สาธติ การประลองกลไกเจนีวา
กจิ กรรมของผูเ้ รยี น
1. นกั เรียนต้งั ใจฟังเนอ้ื หาสาระเบื้องตน้ เรื่อง กลไกเจนีวา
2. เข้าศกึ ษาหนว่ ยการเรยี นที่ 8 และทำกจิ กรรมตามลำดบั ข้ันตอนที่กำหนดในเอกสาร
ประกอบการสอน
3. ถา้ นกั เรยี นคนใดทำแบบฝึกหัดหรือแบบทดสอบไม่ผา่ นเกณฑ์ทก่ี ำหนด ให้ศกึ ษา เนอื้ หา
ใหม่ และทำแบบฝึกหดั หรือแบบทดสอบจนกระทั่งผา่ นเกณฑ์
4. ปฏิบตั กิ ารประลองกลไกเจนวี า
งานทมี่ อบหมาย / กจิ กรรม
-กล่มุ ที่ 1 ค้นควา้ Weblink ท่ีเกยี่ วข้อง เรื่อง เจนีวา
- กลุ่มที่ 2 สรุปสาระสำคญั เร่ือง สว่ นประกอบของกลไกเจนวี า
- กลุม่ ที่ 3 สรปุ สาระสำคัญ เร่ือง หลักการทำงานของกลไกเจนวี า
- กลุ่มท่ี 4 สรปุ สาระสำคัญ เรื่อง ลกั ษณะของกลไกเจนวี า
ใหผ้ เู้ รียนมาสง่ ในการเรียนคร้ังตอ่ ไป
การประเมนิ ผลระหวา่ งเรียน
1. พฤตกิ รรมระหวา่ งเรียน การบรู ณาการคณุ ธรรม จรยิ ธรรม 20 %
1.1 การตรงตอ่ เวลา
1.2 การแตง่ กาย
1.3 กริยามารยาท
1.4 ความรับผิดชอบ
1.5 ความรว่ มมือในการทำงาน
เกณฑ์การประเมินผล
วัดผลสัมฤทธจ์ิ ากแบบทดสอบ แบบฝกึ หดั มีเกณฑด์ ังนี้
รอ้ ยละ 80-100 หมายถึง ผลการเรยี นดี
มาก ผลการเรยี นดี
ร้อยละ 70-79 หมายถงึ ผลการเรียน
รอ้ ยละ 60-69 หมายถงึ ผลการเรยี น
ปานกลาง ผลการเรียนไม่
รอ้ ยละ 50-59 หมายถงึ
ผ่านเกณฑ์ พฤติกรรมดี
ตำ่ กวา่ ร้อยละ 50 หมายถงึ พฤตกิ รรมดี
ผ่านเกณฑ์ พฤติกรรม
พฤติกรรมต้อง
แบบประเมนิ คุณธรรมจริยธรรม หมายถงึ
18-20 คะแนน หมายถึง
มาก หมายถึง
14-17 คะแนน
10-13 คะแนน หมายถงึ
พอใช้
ต่ำกวา่ 10 คะแนน
ปรับปรุง
แบบประเมนิ คณุ ธรรมจรยิ ธรรม
คำชีแ้ จง ใหข้ ดี เครือ่ งหมายถกู ✓ในช่องพฤตกิ รรมของนักเรียนเพอ่ื ประเมินคณุ ธรรมจรยิ ธรรม
เกณฑ์การตดั สนิ
4 คะแนน หมายถงึ พฤติกรรมดีมาก
3 คะแนน หมายถึง พฤตกิ รรมดี
2 คะแนน หมายถึง พฤตกิ รรมพอใช้
1 คะแนน หมายถงึ พฤติกรรมต้องปรบั ปรุง
แบบประเมินผล
วนั ที่ .............. เดอื น ............................... พ.ศ. ...............
ลำดบั ผลการประเมนิ
ที่ ช่อื – นามสกลุ ผลงาน การมสี ่วน ความรับผิดชอบ รวม
ร่วม
1 2 3 4 1 2 3 1 2 3 10
เกณฑ์การใหค้ ะแนน ดี = 3 ปานกลาง = 2 ต้องปรับปรงุ = 1
ดีมาก = 4
แบบประเมนิ พฤติกรรมของผูเ้ รยี น
เลข ช่อื – สกุล การตรงตอ่ การแตง่ กาย พฤตกิ รรมของนักเรยี น ความร่วมมอื
ที่ ผู้รบั การ เวลา ในการทำงาน รวม
กริยามารยาท ความ
ประเมนิ รบั ผดิ ชอบ
43214321432143214321
20
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
เกณฑก์ ารให้คะแนน
ดมี าก = 4 ดี = 3 ปานกลาง = 2 ตอ้ งปรับปรงุ = 1
ผู้ประเมนิ ……………………………….
(…………………………..)
บันทกึ หลังการสอน
ผลการใชแ้ ผนการสอน
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
ผลการเรยี นของนักเรียน
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
ปัญหาอุปสรรคของการใชแ้ ผนการจดั การเรียนรู้
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
แนวทางปรับปรุงแกไ้ ข
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
ลงชื่อ ...........................................
( ...................................... )
ตำแหนง่ ......................................
วนั ที่ .......... เดือน .................... พ.ศ. ............
บันทึกการตรวจสอบและคำช้แี นะของผูบ้ ังคบั บัญชา
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
ลงช่อื ...........................................
( ...................................... )
ตำแหนง่ ....................................................
วนั ท่ี .......... เดือน .................... พ.ศ. ...........
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 9 หน่วยที่ 9
ชือ่ วิชา งานสง่ ถ่ายกำลงั รหสั วชิ า 30101-2005 สปั ดาห์ท่ี 15-16
ชื่อหน่วย ชดุ เฟืองแพลเนต จำนวน 8 คาบ
หัวข้อเรื่อง ชดุ เฟืองแพลเนต
9.1 หนา้ ที่ของชุดเฟอื งแพลเนต
9.2 ส่วนประกอบชุดเฟืองแพลเนต
9.3 หลกั การทำงานของชุดเฟืองแพลเนต
9.4 การประลองชดุ เฟืองแพลเนต
แนวคิดสำคัญ
ชุดเฟืองแพลเนต เปน็ ชดุ เฟืองแบบหน่งึ ประกอบด้วยเฟืองกลางและเฟืองวงแหวนโดยมีฟัน
ของเฟอื งแพลเนตขบอยกู่ บั เฟืองทงั้ สอง ชุดเฟืองแบบน้ีนยิ มใชใ้ นชดุ โอเวอร์ไดร์ฟและเกียร์อัตโนมัติ
สมรรถนะย่อย
1. แสดงความรู้เก่ียวกบั กลไกเฟอื งแพลเนต
2. ประลองกลไกเฟอื งแพลเนต
จุดประสงคเ์ ชงิ พฤตกิ รรม
1. บอกหน้าท่ีของชดุ เฟืองแพลเนตได้
2. บอกสว่ นประกอบชดุ เฟืองแพลเนตได้
3. อธบิ ายหลักการทำงานของชุดเฟอื งแพลเนตได้
4. ประลองชดุ เฟืองแพลเนตได้
เน้ือหาสาระ
1. สง่ ถ่ายกำลงั ได้หลายอัตราทดและเปลยี่ นทศิ ทางการหมนุ ได้
2. ใช้เป็นโอเวอร์ไดร์ฟเพ่ือเพิ่มความเร็วรอบท่ีตัวส่งกำลังออก (Output) เฟืองตัวใหญ่ขับเฟืองตัวเล็ก
และขบกันแบบภายนอก (Extermal Gear) ทิศทางการหมุนของตัวส่งกำลังออก จะตรงกันข้ามกับตัวส่ง
กำลังเขา้ (Input)
9.2.1 เฟืองวงแหวน (Ring Gear)
เฟืองทำเป็นรูปวงแหวนมีฟันอยูด่ า้ นใน ขบกับเฟืองแพลเนต
9.2.2 เฟอื งกลาง (Sun Gear)
เฟืองกลางหมุนอิสระบนเพลากำลงั (Transmission Shaft) และประกอบสวมอยู่กบั
บอล์ครงิ ซงึ่ มรี อ่ งสไปลนอ์ ยภู่ ายนอก
9.2.3 ชนิ้ รองรบั กลไกเฟอื งแพลเนต (Planet Carrier or Housing)
1. ทำเป็นสไปลน์ (Spline) ต่อกบั เพลาส่งกำลังออก
2. ความเรว็ รอบเทา่ กับเพลากลาง
3. ทิศทางการหมนุ เหมือนเพลากลาง
9.2.4 เฟืองแพลเนต (Planet Gear)
1. ยึดติดกบั ชน้ิ รองรับกลไกเฟอื งแพลเนตและหมุนอิสระรอบตัวเองได้
2. ปกตมิ ีอย่างน้อยทีส่ ุด 3 ตวั และขบั อยกู่ บั เฟืองกลาง
3. ขับกันแบบภายในกับเฟืองวงแหวน (Ring or Internal Gear) ซ่ึงหมุน
ด้วยความเร็ว มากกว่า เพลาส่งกำลังงานออก (Transmission Output Shaft)
9.3.1 การเพิม่ ความเร็ว ลักษณะที่ 1 (Speed Increase)
ยดึ ยึดเฟื องกลางและชิน้ รองรบั กลไกเฟื องแพลเนตเป็นตัวขับ
– เฟืองแพลเนตหมนุ รอบตวั เองและหมนุ ไปรอบ ๆ เฟืองกลาง
ขบั – เฟื องวงแหวนจะหมนุ ดว้ ยความเรว็ มากกว่าชิน้ รองรบั กลไก
เฟื องแพลเนตในทิศทางเดียวกนั
รปู การเพ่ิมความเร็ว
9.3.2 การลดความเร็ว ลกั ษณะที่ 1 (Speed Increase)
ยึด ยดึ เฟืองกลางและเฟืองวงแหวนเป็นตวั ขบั
– เฟืองแพลเนตหมนุ รอบตวั เองและหมนุ รอบเฟืองกลาง
– ชิน้ รองรบั กลไกเฟื องแพลเนตหมุนทางเดียวกนั กบั เฟื อง
ขบั วงแหวนแต่หมนุ ชา้ กว่า
รูป การลดความเรว็
9.3.3 การเพ่ิมความเร็ว ลกั ษณะที่ 2
ยึด ยดึ เฟื องวงแหวนและชิน้ รองรบั กลไกเฟื องแพลเนตเป็นตวั
ขบั ขบั
– เฟื องแพลเนตหมุนรอบตัวเองและเคล่ือนท่ีไปรอบ ๆ
รูป การเพมิ่ ความเร็ว เฟื องวงแหวน
– เฟื องกลางหมุนไปทางเดียวกับชิน้ รองรบั ชุดเฟื องแพล–
เนตแต่หมนุ เรว็ กวา่
9.3.4 การลดความเร็ว ลกั ษณะท่ี 2
ยึด ยดึ เฟืองวงแหวนและเฟืองกลางเป็นตวั ขบั
– เฟื องแพลเนตหมุนรอบตัวเองและเคลื่อนท่ีไปรอบ ๆ
เฟื องวงแหวน
ขบั – ชิน้ รองรบั กลไกเฟื องแพลเนตหมุนทางเดียวกนั กบั เฟื อง
กลางแตห่ มนุ ชา้ กวา่
รปู ท่ี 9.5 การลดความเร็ว
9.3.5 การเพม่ิ ความเรว็ และหมนุ กลบั ทาง
ขบั ยึดชิน้ รองรับกลไกเฟื องแพลเนตและเฟื องวงแหวนเป็น
ตวั ขบั
– เฟืองแพลเนตหมนุ รอบตวั เองโดยไม่หมนุ รอบตวั อ่นื
ยึด – เฟื องกลางจะหมนุ สวนทางกบั เฟื องวงแหวนแต่ความเรว็
เพ่มิ ขึน้
รปู การเพ่ิมความเรว็ และหมนุ กลบั ทาง
9.3.6 การลดความเรว็ และหมนุ กลบั ทาง
ยดึ ชิน้ รองรบั กลไกเฟืองแพลเนตและเฟืองกลางเป็นตวั ขบั
ขบั – เฟืองแพลเนตหมนุ รอบตวั เองโดยไม่หมนุ รอบตวั อ่นื
– เฟื องวงแหวนจะหมนุ สวนทางกบั เฟือนกลางแต่ความเรว็
ลดลง
ยดึ
รปู การลดความเร็วและหมนุ กลับทาง
9.3.7 การขับโดยตรง (Direct Drive)
ขบั เฟื องแพลเนตคู่ใดคู่หนึ่งหรือจานวนสองในสามตัวยึด
เขา้ ดว้ ยกนั กลไกเฟื องแพลเนตทงั้ หมดจะถกู ยึด– เพลาส่ง
ขบั กาลงั เขา้ และเพลาส่งกาลงั ออกหมนุ ดว้ ยความ เร็วเท่ากัน
เป็นการขบั โดยตรงท่ีอตั ราทดเท่ากบั 1:1
ยึด
รปู การขบั โดยตรง
กจิ กรรมการเรียนรู้
ขั้นตอนการสอนของครูผ้สู อน
1. ครูกล่าวนำใหผ้ เู้ รียนทราบถึงกลไกชดุ เฟอื งแพลเนต
2. ให้นกั เรียนทำแบบทดสอบก่อนเรียน
3. ใหน้ กั เรียนเข้าศึกษาหน่วยการเรียนที่ 9 เร่ือง กลไกชุดเฟืองแพลเนต
ตามลำดบั ข้นั ตอนในเอกสารประกอบการสอน โดยทำกิจกรรมต่างๆ ที่มอบหมาย
4. นกั เรยี นคนใดทำแบบฝึกหดั หรือทดสอบหลงั เรยี นไมผ่ ่านเกณฑ์ 80 % ต้องเข้าศึกษา
หน่วยการเรยี นใหม่ และทำแบบฝึกหดั หรอื แบบทดสอบจนผา่ นเกณฑ์ทีก่ ำหนด
5.สาธิตการประลองกลไกชุดเฟอื งแพลเนต
กจิ กรรมของผู้เรยี น
1. นักเรยี นตัง้ ใจฟงั เน้อื หาสาระเบื้องต้น เร่ือง กลไกชดุ เฟอื งแพลเนต
2. เขา้ ศึกษาหนว่ ยการเรยี นที่ 9 และทำกจิ กรรมตามลำดับขนั้ ตอนท่ีกำหนดในเอกสาร
ประกอบการสอน
3. ถ้านักเรียนคนใดทำแบบฝกึ หดั หรือแบบทดสอบไมผ่ ่านเกณฑ์ทกี่ ำหนด ให้ศึกษา เนือ้ หา
ใหม่ และทำแบบฝกึ หัดหรือแบบทดสอบจนกระทั่งผา่ นเกณฑ์
4. ปฏบิ ัตกิ ารประลองกลไกชุดเฟอื งแพลเนต
งานทม่ี อบหมาย / กจิ กรรม
-กลมุ่ ที่ 1 ค้นควา้ Weblink ท่ีเก่ียวข้อง เรื่องชดุ เฟอื งแพลเนต
- กลุ่มที่ 2 สรปุ สาระสำคญั เรื่อง หน้าท่ีของชุดเฟอื งแพลเนต
- กลุ่มท่ี 3 สรปุ สาระสำคญั เรื่อง สว่ นประกอบชุดเฟอื งแพลเนต
- กลมุ่ ท่ี 4 สรปุ สาระสำคญั เร่ือง หลักการทำงานของชดุ เฟืองแพลเนต
ใหผ้ ู้เรียนมาสง่ ในการเรยี นคร้งั ตอ่ ไป
การประเมนิ ผลระหวา่ งเรียน
1. พฤติกรรมระหว่างเรยี น การบูรณาการคุณธรรม จรยิ ธรรม 20 %
1.1 การตรงตอ่ เวลา
1.2 การแต่งกาย
1.3 กริยามารยาท
1.4 ความรบั ผดิ ชอบ
1.5 ความรว่ มมือในการทำงาน
2. ผลงาน 50 %
2.1 รายงานกลมุ่
2.2 การประลอง
3. การทดสอบ 30 %
ทดสอบก่อน-หลงั เรยี น แบบฝกึ หดั
เกณฑ์การประเมินผล
วัดผลสัมฤทธิจ์ ากแบบทดสอบ แบบฝึกหดั มีเกณฑ์ดงั นี้
ร้อยละ 80-100 หมายถงึ ผลการเรียนดี
มาก ผลการเรียนดี
รอ้ ยละ 70-79 หมายถงึ ผลการเรยี น
ร้อยละ 60-69 หมายถึง ผลการเรียน
ปานกลาง ผลการเรยี นไม่
รอ้ ยละ 50-59 หมายถงึ
ผา่ นเกณฑ์ พฤติกรรมดี
ต่ำกว่าร้อยละ 50 หมายถึง พฤติกรรมดี
ผ่านเกณฑ์ พฤติกรรม
พฤตกิ รรมต้อง
แบบประเมนิ คุณธรรมจรยิ ธรรม หมายถงึ
18-20 คะแนน หมายถึง
มาก หมายถงึ
14-17 คะแนน
10-13 คะแนน หมายถงึ
พอใช้
ตำ่ กวา่ 10 คะแนน
ปรบั ปรงุ
แบบประเมนิ คณุ ธรรมจรยิ ธรรม
คำชี้แจง ใหข้ ีดเคร่อื งหมายถูก ✓ในชอ่ งพฤติกรรมของนักเรยี นเพือ่ ประเมนิ คณุ ธรรมจรยิ ธรรม
เกณฑ์การตดั สนิ
4 คะแนน หมายถงึ พฤติกรรมดีมาก
3 คะแนน หมายถงึ พฤติกรรมดี
2 คะแนน หมายถึง พฤติกรรมพอใช้
1 คะแนน หมายถึง พฤตกิ รรมต้องปรับปรงุ
แบบประเมินผล
วนั ที่ .............. เดอื น ............................... พ.ศ. ...............
ลำดบั ผลการประเมนิ
ที่ ช่อื – นามสกลุ ผลงาน การมสี ่วน ความรับผิดชอบ รวม
ร่วม
1 2 3 4 1 2 3 1 2 3 10
เกณฑ์การใหค้ ะแนน ดี = 3 ปานกลาง = 2 ต้องปรับปรงุ = 1
ดีมาก = 4
แบบประเมนิ พฤติกรรมของผู้เรียน
เลข ชอื่ – สกุล การตรงตอ่ การแตง่ กาย พฤตกิ รรมของนกั เรยี น ความร่วมมอื
ที่ ผูร้ ับการ เวลา ในการทำงาน รวม
กรยิ ามารยาท ความ
ประเมนิ รับผิดชอบ
43214321432143214321
20
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน
ดีมาก = 4 ดี = 3 ปานกลาง = 2 ตอ้ งปรับปรุง = 1
ผู้ประเมิน ……………………………….
(…………………………..)
บนั ทกึ หลังการสอน
ผลการใช้แผนการสอน
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
--------------------------------------------------------------------------------------------------------
ผลการเรยี นของนักเรียน
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ปัญหาอปุ สรรคของการใชแ้ ผนการจดั การเรยี นรู้
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
แนวทางปรับปรงุ แกไ้ ข
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ลงชือ่ ...........................................
( ...................................... )
ตำแหนง่ ......................................
วันท่ี .......... เดอื น .................... พ.ศ. ............
บนั ทกึ การตรวจสอบและคำชีแ้ นะของผ้บู ังคบั บัญชา
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
-------------------------------------------------------------------------------------
ลงชอื่ ...........................................
( ...................................... )
ตำแหนง่ ....................................................
วันท่ี .......... เดือน .................... พ.ศ. ...........
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 10 หนว่ ยท่ี 10
ช่ือวิชา งานส่งถ่ายกำลงั รหสั วิชา 30101-2005 สัปดาหท์ ่ี 17
ชื่อหน่วย กลไกส่งกำลังเชิงกล จำนวน 4 คาบ
หัวข้อเรอ่ื ง กลไกส่งกำลังเชิงกล
10.1 สายพานและพูลเลย์สายพาน
10.2 โซ่และเฟืองโซ่
10.3 คลัตช์ตดั ตอ่ กำลงั
10.4 คัปปลิง้ สง่ กำลัง
10.5 ขอ้ ต่ออ่อน
10.6 Toggle Mechanism
10.7 Straight-Line Mechanisms
10.8 Pantograph
10.9 Chamber Wheel
แนวคดิ สำคญั
เครือ่ งจักรกลทใี่ ช้ในงานกลหรอื งานอุตสาหกรรมนัน้ ต้องอาศัยการสง่ กำลงั เพื่อให้กำลงั จากต้นกำลัง
ของเครื่องจักรกลสามารถถา่ ยทอดการทำงานดว้ ยการหมุนหรอื การเคลื่อนท่ีของอปุ กรณใ์ นแนวตา่ ง ๆ ดังนั้น
กลไกสง่ กำลังเชิงกลจึงเปน็ ระบบสำคญั ของเคร่ืองจักรกล ซ่ึงระบบส่งกำลังเชิงกลมหี ลายวิธี เช่น การส่งกำลัง
ด้วยสายพาน ใชเ้ ฟือง ใชข้ ้อต่อหน้าแปลน เป็นต้น
สมรรถนะย่อย
1.แสดงความรเู้ กย่ี วกบั กลไกส่งกำลังเชิงกล
2. ประลองกลไกสง่ กำลงั เชงิ กลได้
วัตถุประสงคเ์ ชงิ พฤติกรรม
1. บอกลกั ษณะการส่งกำลังเชิงกลดว้ ยสายพานและพูลเลย์ได้
2. แนะนำการเลือกใชโ้ ซแ่ ละเฟอื งโซ่ได้
3. อธิบายคลตั ชส์ ง่ กำลังด้วยความฝืดและไฮดรอลิกได้
4. อธิบายประเภทคัปปลง้ิ ส่งกำลงั และการใช้งานได้
5. เลือกการส่งกำลงั ดว้ ยข้อต่ออ่อนให้เหมาะสมกับงานได้
6. ประยกุ ตก์ ารนำ Toggle Mechanism ไปใช้งานได้
7. อธิบายการทำงานของ Straight-Line Mechanisms ได้
8. นำกลไก Pantograph ไปประยกุ ต์ใช้งานได้
9. อธบิ ายการทำงานของกลไก Chamber Wheel ได้
เนอื้ หาสาระ
10.1.1 สายพาน (Belt)
สายพานใช้ในการถ่ายทอดกำลังจากเพลาหนึ่งไปยังอีกเพลาหน่ึง โดยคล้องบนพูลเลย์ ซ่ึง
ติดตั้งบนปลายเพลาแต่ละอัน สำหรับรถยนต์ สายพานใช้กับป๊ัมน้ำของระบบหล่อเย็น และสายพานขับอัล
เตอร์เนเตอร์
รปู การสง่ กำลงั ดว้ ยสายพานเคร่อื งยนต์
ชนดิ ของสายพาน สายพานท่ีใช้สง่ กำลงั แบง่ ตามลักษณะหน้าตัดสายพานได้ 4 ชนิด คือ
1. สายพานแบน มีพ้ืนที่หน้าตัดเป็นรปู ส่ีเหลี่ยมผืนผ้าและเป็นสายพานท่ีใช้ส่งกำลังระหว่าง
ล้อขับกับล้อตามที่มีระยะห่างมาก ๆ อีกท้ังเป็นงานท่ีสามารถล่ืนไถลได้ ซึ่งลักษณะการส่งกำลังแบ่งเป็น 3
ลักษณะ คือ
(1) การส่งกำลังของสายพานแบนแบบเปิด (Open Drive)
(2) การส่งกำลงั ของสายพานแบนแบบเปดิ มลี อ้ กดสายพาน (Open Drive with Idler)
(3) การสง่ กำลงั ของสายพานแบนแบบไขว้ (Crossed Drive)
2. สายพานล่ิมหรือสายพานวี มพี ้ืนท่ีหน้าตดั เปน็ สี่เหลี่ยมคางหมู จะมีรอ่ งบังคบั สายพาน
ท่ีล้อขับและล้อตามทำให้เกิดหน้าสัมผัสของสายพานกับล้อมากข้ึน ดังนั้นจึงมีผลต่อการส่งกำลังด้วย ซึ่ง
ปัจจุบันนิยมใช้กันมากในงานเคร่ืองมือกล เพราะราคาถูก โอกาสในการล่ืนไถลมีน้อย สายพานล่ิมที่มีใช้อยู่
ทัว่ ไป จะมพี ้นื ทหี่ นา้ ตัดเปน็ แบบ A, B, C, D และ E ดังรูป 38
12.375 16.5 31.5
9.375
6.75
8.25
14
19
25.5
แบบ A แบบ B แบบ C แบบ D 34–38
แบบ E
รปู พ้นื ท่หี นา้ ตดั ของสายพานลม่ิ
3. สายพานกลม มีพ้ืนทหี่ นา้ ตดั เปน็ ทรงกลม ใช้สำหรบั งานทีต่ ้องการสง่ กำลังนอ้ ย ๆ
4. สายพานแบบร่องฟันเฟือง มีพ้ืนท่ีหน้าตัดเป็นสี่เหล่ียมคางหมูแต่บากเป็นร่องไว้เป็น
ระยะ ๆ ตลอดเสน้ เป็นสายพานทไี่ มม่ ีการลื่นไถล มีอัตราทดท่ีแน่นอนเพราะใช้หลักการของเฟือง อีกท้ังการ
ส่งกำลังได้เงียบกว่าการส่งกำลังด้วยเฟืองหรือโซ่ แต่ราคาค่อนข้างสูงเม่ือเปรียบเทียบกับสายพานชนิด
อนื่ ๆ
2.1.2 พลู เลยส์ ายพานพูลเลย์สายพานเป็นล้อสายพานท่ีใช้ถ่ายทอดกำลังจากเพลาหนึไปยัง
เพลาอีกอันหนึ่ง พลู เลย์สายพานแบง่ เปน็ 3 แบบ คือ
1. พูลเลย์สายพานแบนหลังนูน เป็นพูลเลย์สายพานขนาดเล็กผลิตจากเหล็กหล่อ
เหล็กกล้า ผิวพูลเลย์เป็นหลังนูนป้องกันสายพานหลุดจากรอกสายพานได้ดี หลังพูลเลย์กลึงเป็นผิวหยาบ
ป้องกันสายพานลน่ื ปีกพูลเลย์สายพาน คอื ระหว่างดุมพูลเลย์สายพานและวงพูลเลยส์ ายพาน ถ้าหลอ่ ตันจะ
เจาะรใู หโ้ ปรง่ เพ่ือลดนำ้ หนกั หรอื หลอ่ เป็น 6 ปีก
2. พูลเลย์สานพานแบนหลังเรียบ เป็นแบบท่ีใช้แพร่หลาย ทำด้วยเหล็กหล่อ ผิวพูลเลย์
หลังกลึงเป็นผิวหยาบ ป้องกันสายพานล่ืนไถล ตรงกลางพูลเลย์เป็นดุมเซาะร่องลิ่ม เพื่อประกอบติดแน่นกับ
เพลา
3. พูลเลยส์ ายพานล่ิม ทำเป็นร่อง 1–3 รอ่ ง ผลิตจากเหล็กเหนียวและเหล็กหล่อ ซ่ึงทำให้
ถ่ายเทความร้อนได้ดี พูลเลย์สายพานล่ิมสำหรับพัดลมระบายความร้อนเครื่องยนต์ ผลิตจากเหล็กแผ่นหรือ
เหลก็ เหนียว ส่วนพูลเลยส์ านพานท่ีไมต่ ้องการความแข็งแรงมาก เชน่ พูลเลยส์ ายพานเครื่องเสียง เปน็ พูลเลย์
สายพานพลาสตกิ
10.2.1 โซ่
โซ่สามารถส่งกำลังให้ได้โมเมนต์บิด (หมุน) สูงมาก โดยที่ให้เป็นชุดส่งกำลังมีขนาดเล็กได้
เป็นลักษณะการส่งกำลังด้วยรูปร่างและท่ีรองเพลาจะรับภาระน้อยมาก ไม่มีการให้ลื่นไถล ในขณะส่งกำลัง
ข้อต่อโซ่จะรับภาระความเสียดทานลื่น (Sliding Friction) จึงต้องมีการหล่อลื่นท่ีเพียงพอ โซ่ส่งกำลังจะมีใช้
งานในที่รับภาระดึงมาก ๆ ในที่รบั อุณหภูมิสูง โรงงานเคมี ไอน้ำมนั ความชื้น เป็นต้น ซึ่งสายพานไม่สามารถ
นำไปใช้งานได้
ชนดิ ของโซ่ แบ่งตามประเภทได้ดงั น้ี
1. โซ่ลูกกล้ิงและโซ่บูช ประกอบด้วย แผ่นปิดข้างโซ่ด้านนอกและด้านในท่ียึดด้วยบูชและ
โบลต์เข้าด้วยกัน โซ่ลูกกลิ้งที่มีใช้งานส่วนใหญ่จะมีลูกกล้ิงท่ีชุบแข็งร้อย (หมุนได้) อยู่ในบูช ลูกกลิ้งน้ีจะช่วย
ลดความเสียดทานและการสึกหรอของด้านข้างของเฟืองโซ่ในขณะท่ีล้อเฟืองขับโซ่ และมีเสียงดังน้อยเมื่อ
ความเร็วโซ่สูง ในการใช้งานให้รับโมเมนต์หมุนมาก ๆ จะใช้โซ่ลูกกล้ิงและโซ่บูชแบบชุดหลายเส้น โซ่ลูกกล้ิง
ตามมาตรฐานจะนำมาใช้งานได้ถึงความเร็ว 30 m/s ในการส่งกำลังในรถยนต์ เครื่องมือกลและโซ่ลำเลียง
โดยปกติโซ่บูชจะทนการสึกหรอมากกว่าโซ่โบลต์ บูชจะหมุนได้ ส่วนโบลต์จะยึดแน่นกับแผ่นปิดนอก
แผ่นปิดส่วนใหญท่ ำจาก St 30 สว่ นโบลตท์ ำจากเหล็กกล้าอาบคารบ์ อน C15
รปู โซ่ลูกกลิง้ และโซบ่ ชู
2. โซ่โบลต์ มีรูปร่างของแผ่นปิดข้างทั้งโซ่ด้านในและด้านนอกเหมือนกัน โดยร้อยเข้ากับ
โบลต์ การใช้แผ่นปิดข้างโซ่หลายแผ่นติดกัน จะมากหรือน้อยน้ันข้ึนอยู่กับขนาดของแรงดึงท่ีโซ่ต้องรับ เม่ือ
เปรียบเทียบกับโซ่ลูกกลิ้งและโซ่บูชแล้ว โซ่โบลต์จะมีแรงเสียดทานระหว่างโบลต์และแผ่นปิดข้างโซ่มากกว่า
ด้วยเหตุนจ้ี งึ นิยมนำโซโ่ บลต์มาใชก้ บั งานทม่ี ีความเร็วต่ำ
รูปที่ โซโ่ บลต์
3. โซ่ฟัน มีรูปร่างฟันแต่ละข้อชัดเจน ฟันของโซ่จะจับลงในร่องฟันของล้อโซ่พอดี โซ่ฟันท่ี
ใช้งานรับกำลังงานสูง ๆ แผ่นฟันท่ีข้อต่อจะไม่ยึดด้วยโบลต์ แต่จะยึดด้วยข้อต่อลูกกล้ิงท่ีมีความเสียดทาน
น้อยและทนต่อการสึกหรอได้ดี โซ่ฟันใช้รับกำลังงานได้สูง และเกือบจะไม่มีเสียงดังในขณะมีความเร็วโซ่ถึง
40 m/s
รูปท่ี โซ่ฟัน
10.2.2 เฟืองโซ่ (Sprocket)
เฟืองโซ่เป็นล้อพร้อมฟันสำหรับขบกับสายพานหรอื โซใ่ นการถ่ายทอดกำลังและป้องกันการ
ล่นื ไถลของสายพานหรอื โซ่ เชน่ ล้อฟันของเพลาลูกเบีย้ ว ชุดโซ่สเตอร์ของรถจักรยานยนต์ เป็นต้น ตามปกติ
เฟอื งโซ่จะทำจากเหล็กหล่อ เหลก็ กลา้ หล่อ หรือเหล็กกล้า
คลัตช์ใช้สำหรับการตัดและต่อการส่งถ่ายกำลังโดยอาศัยความฝืดระหว่างตัวขับและตัวตาม
มีเคร่ืองยนต์หรอื เคร่ืองกลอน่ื เป็นตน้ กำลงั แบ่งเปน็
10.3.1 คลัตช์ส่งกำลังด้วยฟนั คลตั ช์
คลัตช์ส่งกำลังด้วยฟันคลัตช์เป็นคลัตช์อย่างง่าย แข็งแรง ราคาถูก ไม่ต้องบำรุงรักษา
มี 3 ชนดิ คือ
1. คลัตช์ฟันตรง
2. คลตั ชฟ์ นั เล่อื ย
3. คลัตช์ฟันแหลม
10.3.2 คลตั ชส์ ่งกำลังด้วยความฝืด
คลัตช์ส่งกำลังด้วยความฝืดส่งกำลังโดยอาศัยความฝืดระหว่างผิวหน้าสัมผัสของแผ่นคลัตช์
สามารถส่งและตดั ตอ่ กำลังได้ทันทที ันใดทุกความเร็วของเพลาขับและเพลาตาม แบง่ ดงั นี้
1. คลัตช์ทางเดยี ว (Freewheeling Clutch)
2. คลัตชท์ รงกรวย (Cone Clutch)
3. คลัตชแ์ ผ่นเดียว (Single Plate
4. คลัตช์หลายแผ่น (Multiplate Clutch)
คัปปลิ้งส่งกำลัง (Coupling) เป็นข้อต่อที่ใช้ถ่ายทอดการเคล่ือนที่จากช้ินส่วนหนึ่งไปยังช้ินส่วนอ่ืน
เชน่ คัปปลิ้งมอเตอร์ไฟฟ้ากับปัม๊ นำ้ เป็นต้น คปั ปล้ิงแบ่งเปน็ 3 ประเภท คอื
10.4.1 คปั ปลิ้งต่อตายตัว
เพลาท้ัง 2 ที่ต่อกันต้องอยู่ในแนวเดียวกัน มีเหล็กประกับ 2 อัน รัดหัวเพลาทั้งคู่ให้ติดกัน
แน่น หรือดุมหน้าแปลนเจาะเป็นรู 4–8 รู ขันกันแน่นด้วยสกรู เข้ากับเพลา คัปปลิ้งแบบนี้ใช้งานรอบต่ำ
ยุ่งยากในการประกอบ สง่ กำลังไดม้ าก
เพลาขบั เพลาตาม
รูปท่ี คัปปลงิ้ ต่อตายตวั
10.4.2 คัปปลิง้ ต่อไม่ตายตัว
คัปปลิ้งต่อไม่ตายตัวใช้ต่อกำลังสำหรับเพลาท่ีเยื้องศูนย์บ้างเล็กน้อย และช่วยลดการ
ส่นั สะเทือนซ่งึ เกิดกับเพลาด้วย โครงสร้างง่าย ติดต้ังยุ่งยาก เช่น คัปปล้งิ โซ่ คัปปลิ้งเฟือง คัปปลิ้งลวดสปริง
เปน็ ต้น ดังรปู
(ก) คปั ปลิ้งโซ่ (ข) คปั ปล้ิงเฟือง (ค) คัปปลง้ิ ลวดสปรงิ
รูปท่ี คปั ปลิง้ ต่อไมต่ ายตัว
10.4.3 คัปปลงิ้ นำ้ มนั
คัปปล้ิงน้ำมันอาศัยแรงเสียดทานน้ำมันท่ีบรรจุภายใน กลไกภายในเป็นกังหันขับติดกับ
ทางด้านเครื่องต้นกำลัง เม่ือเพลาขับส่งกำลัง กังหันจะหมุนเหว่ียงน้ำมันไหลไปทางกังหันตาม ให้กังหันตาม
หมุนตามกังหันในทิศทางเดียวกัน แรงบิดเกิดขึ้นมากที่สุดในขณะท่ีกังหันมีความเร็วต่างกัน แต่เม่ือกังหันมี
ความเร็วต่างกันนอ้ ย แรงบดิ จะลดลง
ป๊ัม เพลาตาม
เพลาขบั
กงั หนั ขบั กงั หันตาม
(ก) ภายนอกคัปปล้งิ (ข) ส่วนประกอบคัปปล้ิงนำ้ มัน
รูป คัปปลง้ิ นำ้ มนั
ข้อตอ่ อ่อน (Universal Joint) ชิ้นส่วนท่ีใช้เช่ือมต่อเพ่ือส่งกำลังระหว่างเพลาซึ่งเอียงทำมุมกัน โดยทำ
หน้าท่ีดูดซับการเปลี่ยนแปลงเชิงมุมของการเคล่ือนที่ให้สัมพันธ์กันระหว่างกระปุกเกียร์และชุดเฟืองท้าย
เพ่ือใหก้ ารถ่ายทอดแรงบิดเปน็ ไปได้อย่างสมำ่ เสมอ
ขอ้ ตอ่ อ่อนแบบกา้ มปหู รอื ฮกุ (Hooker’s Joint)
ข้อต่ออ่อนแบบก้ามปูหรือฮุกทำจากเหล็กกล้าชุบแข็ง ประกอบด้วย ก้ามปูสองส่วน กากบาท และ
ลูกปืน โดยที่ก้ามปูส่วนท่ีหน่ึงจะเช่ือมติดกับเพลากลาง และอีกส่วนหน่ึงจะเชื่อมยึดติดกับหน้าแปลนของ
ปลอกเล่ือน ส่วนกากบาทนัน้ จะถกู ติดตั้งให้อย่รู ะหว่างกา้ มปูท้งั สอง ข้อตอ่ แบบก้ามปหู รือแบบฮุก
แบ่งเปน็ 2 ชนดิ คอื
1.กากบาทชนดิ ลูกปืนแข็ง (Solid Bearing Cup Type)
2. กากบาทชนิดลูกปนื เชลล์ (Shell Bearing Cup Type)
กลไกเครื่องจักรแบบนี้ ถูกนำมาใช้เพื่อท่ีเอาชนะแรงต้านให้มากท่ีสุดโดยท่ีมีการออกแรงขับน้อยที่สุด
ตามรูป 10.28 ความยาวของช้ินส่วนเครื่องจักรท่ี 4 และช้ินส่วนเคร่ืองจักรที่ 5 มีความยาวเท่ากันในขณะที่
มุม α มีค่าเล็กลง ช้ินส่วนเคร่ืองจักรท่ี 4 และช้ินส่วนเครื่องจักรที่ 5 เกือบจะเป็นเส้นตรง แรงพยายาม F
เพือ่ จะเอาชนะแรงต้าน P จะมคี ่าลดลง จากสมการ
F = 2 tan
P
ซึ่งเห็นว่าท่ีค่า F ค่าหน่ึง หากมุม α มีค่าเล็กลงเข้าไปใกล้ศูนย์ ค่าแรงต้าน P จะมีมากข้ึนตามลำดับ
กลไกแบบนี้ ถูกนำมาใช้กบั เคร่ืองโม่หนิ หรอื กลไกสำหรับจบั ยดึ สิ่งของในการขนย้ายทม่ี ีนำ้ หนักมาก
1 O2 2
A
F3
P C6 5 B 4 O4
α α
1 1
รูป Toggle Mechanism
1 2A กลไกเครื่องจักรแบบนี้ เป็นกลไกเครื่องจักรท่ีจุดใด
O2 3
P จุดหนึ่งบนชิ้นส่วนเคร่ืองจักร จะมีการเคลื่อนที่เกือบเป็น
B เส้นตรง ทงั้ นแี้ ลว้ แต่แบบกลไกเครอื่ งจกั รนัน้ ๆ
4 1 จากรูป10.7.1 เป็นกลไกเครื่องจักร ที่จุด P ซึ่งอยู่บน
O4
ช้ินส่วนเครื่องจักรท่ี 3 จะเคล่ือนที่เกือบเป็นเส้นตรง จุด P
รูป 10.7.1 เปน็ จุดซ่ึงอยู่บนตำแหน่งที่
B8 P AP O4B
57 BP = O2A
A 6C
4 จากรูป 10.7.2 เป็นกลไกเคร่ืองจักรอีกแบบหนึ่งท่ีทำ
3
2 ให้การเคลือ่ นท่เี ปน็ เส้นตรงที่สดุ โดยท่คี วามยาวของชนิ้ ส่วน
O4 O2 เคร่ืองจักรท่ี 3 เท่ากับความยาวของช้ินส่วนเคร่ืองจักรที่ 4
11 และความยาวของชิ้นส่วนเคร่ืองจักรที่ 5, 6, 7 และ 8 ยาว
รูป10.7.2 เทา่ กันความยาวของชิ้นส่วนเคร่ืองจกั รท่ี 2 ยาวเท่ากับระยะ
O2 O4 จุด P จะเคล่ือนทีเ่ ป็นเส้นตรงทสี่ ุด
C 4B 4 กลไกเครื่องจักรแบบน้ี เป็นกลไกเครื่องจักรที่ใช้
5 สำหรับการลอกแบบ อาจจะเป็นการขยายแบบหรือย่อ
3 Q P แบบก็ได้ ตามรูปที่ 10.7.3 ชิ้นส่วนเครื่องจักรท่ี 2, 3, 4
O และ 5 เป็นรูปส่ีเหลี่ยมด้านขนาน P เป็นจุดท่ีอยู่บน
2 ชิ้นส่วนเคร่ืองจักรที่ 4 ที่ต่อยาวออกไป Ω เป็นจุดท่ีอยู่บน
1 A ชิ้นส่วนเคร่ืองจักรที่ 5 ที่เส้นตรง OP ลากตัดเม่ือ P
เคล่อื นทีอ่ ยา่ งไร Ω ก็จะเคล่ือนทอี่ ยา่ งน้ัน
รูปท่ี 10.7.3