ศึกษาสมรรถนะของผู้เรียนสาขาโรงแรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาสงขลา ที่สอดคล้อง ความต้องการจ าเป็นของสถานประกอบการโรงแรม ต าแหน่งพนักงานฝ่ายบริการ อาหารและเครื่องดื่ม ภายหลังสถานการณ์โควิด -19 นฤวรรณ รัตนะรัต วิทยานิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร (การจัดการการท่องเที่ยวแบบบูรณาการ) คณะการจัดการการท่องเที่ยว สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ 2565
(2) บทที่1 บทนำ 1.1 ที่มาและความสำคัญ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว (Tourism Industry) ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ทั้งทางด้าน เศรษฐกิจ สังคมวัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ความสำคัญด้านเศรษฐกิจ ก่อให้เกิดการสร้างรายได้ สร้างงานใน ท้องถิ่น กระจายรายได้สู่ชุมชน มีการกระจายการลงทุนในภาค การท่องเที่ยวไปสู่ภูมิภาค และนำเงินตรา ต่างประเทศเข้ามาใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจของประเทศ ความสำคัญต่อสังคมและวัฒนธรรม ได้มีโอกาสสัมผัส เรียนรู้ สร้างสัมพันธ์ แลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกัน ระหว่างเจ้าบ้านกับผู้มาเยือน ก่อให้เกิดความเข้าใจอันดีคนในสังคม ก่อให้เกิดสันติภาพ ความสำคัญ ต่อสิ่งแวดล้อม ก่อให้เกิดการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในท้องถิ่น ตระหนักถึง ความสำคัญของ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อีกทั้งวิถีการท่องเที่ยวมีการปรับเปลี่ยนเพื่อให้ก้าวทันต่อ การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคไวรัส โควิด-19 จากข้อมูลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศ ไทย พบว่าแนวโน้มการเติบโต ของการท่องเที่ยวปี 2564 จะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยประมาณ 1.2 ล้านคน ลดลง 82% จากปีก่อน มีจำนวนนักท่องเที่ยว 6.7 ล้านคน และลดลงจากเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ว่าปีนี้จะมี นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย 3 ล้านคน หรือลดลง 55% คาดมีรายได้ประมาณ 8.5 หมื่นล้านบาท คิด เป็นรายได้ที่ลดลงจาก ปีก่อน 74% ส่วนนักท่องเที่ยวคนไทยอาจลดลงต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้เหลือเพียง 50 - 60 ล้านคน/ครั้ง ลดลง ประมาณ 34 - 45% จากปีก่อนที่มีจำนวน 90.55 ล้านคนครั้ง และลดลงจากเดิมที่ ตั้งเป้าหมายมีนักท่องเที่ยวไทย เที่ยวไทยประมาณ 90 - 100 ล้านคน/ครั้ง คาดมีรายได้รวมประมาณ 2.7 - 3.2 แสนล้านบาท หรือลดลง 33% - 43% จากรายได้ปีก่อน 4.82 แสนล้านบาท และลดลงจากเดิมที่ตั้งเป้าหมายมี รายได้จากการท่องเที่ยวของ คนไทยรวม 5.5 แสนล้านบาท ส่วนนักท่องเที่ยวคนไทยอาจลดลงต่ำกว่าเป้าหมาย ที่ตั้งไว้เหลือเพียง 50 - 60 ล้านคน/ครั้ง ลดลง ประมาณ 34 - 45% จากปีก่อนที่มีจำนวน 90.55 ล้านคนครั้ง และ ลดลงจากเดิมที่ตั้งเป้าหมายมีนักท่องเที่ยวไทย เที่ยวไทยประมาณ 90 - 100 ล้านคน/ครั้ง คาดมีรายได้รวม ประมาณ 2.7 - 3.2 แสนล้านบาท หรือลดลง 33% - 43% จากรายได้ปีก่อน 4.82 แสนล้านบาท และลดลงจาก เดิมที่ตั้งเป้าหมายมีรายได้จากการท่องเที่ยวของ คนไทยรวม 5.5 แสนล้านบาท ในสถานการณด้านแรงงานใน อุตสาหกรรมท่องเที่ยว (การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, 2564) แผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับที่ 3 (พ.ศ. 2566 – 2570) ซึ่งให้ความสำคัญกับการเตรียมความ พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงและความเสี่ยงทุกรูปแบบ และพร้อมที่จะเติบโตอย่างยั่งยืน รวมถึงการสร้างความ เข้มแข็งจากภายใน มุ่งส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ พัฒนาการท่องเที่ยวให้มีความทันสมัย ผ่านการใช้ เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม การยกระดับบุคลากรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้มีคุณภาพ
(3) เข้าใจและสามารถปรับตัวให้เข้ากับบริบทของการท่องเที่ยววิถีใหม่ (New Normal) โดยเฉพาะการฟื้นตัวจาก สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ตลอดจนให้ความสำคัญกับการบูรณการร่วมกันของทุกภาคส่วนทั้ง ภาครัฐ เอกชน ท้องถิ่น และภาคประชาชน ในการขับเคลื่อนแผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับที่ 3 ซึ่ง เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพลิกฟื้นการท่องเที่ยวไทยเพื่ออนาคตที่ดีกว่า สำหรับทุกคน (Building Forward a Better Tourism For All) โดยคำนึงถึงประโยชน์ของ 3 กลุ่ม หลัก ดังต่อไปนี้ 1) ประชาชน (People): การ ท่องเที่ยวไทยจะมุ่งเน้นไปที่ผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม (Social Impact) ที่ประชาชนไทยและนักท่องเที่ยวจะ ได้รับประโยชน์ร่วมกัน คือเรื่องความสะอาด ปลอดภัย และการได้รับมาตรฐานการท่องเที่ยว การพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานคมนาคมให้มีความเชื่อมโยงและยกระดับ สาธารณูปโภคให้มีคุณภาพตลอดเส้นทาง การพัฒนาทรัพยากร มนุษย์ด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย รวมไปถึง การใช้ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวจากศูนย์ข้อมูลด้านการ ท่องเที่ยว (One – Stop Tourism Database) เพื่อนำไปพัฒนาการท่องเที่ยวต่อไป ,2) รายได้ (Profits): การ ท่องเที่ยวไทยยังคงมุ่งเน้นไปที่ผลกระทบทางเศรษฐกิจ (Economic Impact) มุ่งเน้นไปที่การดึงดูดนักท่องเที่ยว คุณภาพสูงจากหลากหลายประเทศอย่างสมดุล โดยพัฒนาการตลาด การท่องเที่ยวไทยให้มีความล้าสมัย ส่งเสริม รูปแบบการท่องเที่ยวที่หลากหลายและมีศักยภาพ และสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวให้น่า ประทับใจ มีคุณค่า อีกทั้ง มุ่งเน้นไปที่การลดการรั่วไหลของรายได้จากการท่องเที่ยว และการกระจายความเจริญ จากการท่องเที่ยวไปยังทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย รวมไปถึงการให้ความสำคัญแก่การฟื้นฟูและส่งเสริมภาคการผลิต ในอุตสาหกรรม การท่องเที่ยวให้กลับมา มีขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก และ 3) ความยั่งยืน (Planet): การท่องเที่ยวไทยจะมีส่วนช่วยในการรักษาความอุดมสมบูรณ์ของ สิ่งแวดล้อมและการลดผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม (Environmental & Cultural Impact) โดยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ในการบริหารจัดการจานวนนักท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพและต่อยอดทรัพย์สินทางวัฒนธรรมไทยและ เอกลักษณ์ไทยให้เข้ากับยุคสมัยอย่างยั่งยืน (แผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติ ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2566- 2570) จากความสำคัญของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย หน่วยงานที่มีภารกิจที่เกี่ยวข้องในการ พัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทย ได้แก่ กทท. กพร. สอศ. สป.อว. และสคช. จึงจำเป็นต้องมีการ เตรียมความพร้อมด้านบุคลากรทั้งบุคลากรด้านการท่องเที่ยวภาครัฐและเอกชน ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว ประเภทต่าง ๆ เช่น ที่พัก ร้านอาหาร ร้านของที่ระลึก ระบบขนส่ง เพื่อให้บุคลากรด้านการท่องเที่ยวมีความรู้ ทักษะ และศักยภาพ ในการปฏิบัติงานและการให้บริการนักท่องเที่ยว ซึ่งจะเป็นการยกระดับคุณภาพในการ ให้บริการด้านการท่องเที่ยว เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ทั้งนี้ โดยแต่ละหน่วยงาน มีการ ดำเนินการในการจัดทำหลักสูตรฝึกอบรม หลักสูตรการเรียนการสอน (หลักสูตรประกาศนียบัตร) การประเมินและ รับรองตามมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ มาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ และมาตรฐานสมรรถนะ ขั้นพื้นฐาน ของบุคลากรด้านการท่องเที่ยวอาเซียนของตำแหน่งงานภายใต้ข้อตกลงร่วมว่าด้วยการยอมรับคุณสมบัติบุคลากร ด้านการท่องเที่ยวอาเซียน (ASEAN Mutual Recognition Arrangement on Tourism Professionals : MRA on TP) เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการเชื่อมโยงในภารกิจที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งหากสามารถเชื่อมโยงการดำเนินงานพัฒนา บุคลากรด้านการท่องเที่ยวให้ไปในแนวทางเดียวกันและบูรณาการร่วมกันได้ จะส่งผลให้การผลิตและพัฒนา บุคลากรด้านการท่องเที่ยวของประเทศมีคุณภาพและเป็นเอกภาพตรงตามความต้องการของนักท่องเที่ยวและ
(4) ผู้ประกอบการ สร้างความประทับใจให้แก่นักท่องเที่ยว อีกทั้ง ยังเป็นการบูรณาการการทำงานให้เป็นไปใน แนวทางเดียวกัน โดยใช้ทรัพยากรร่วมกันเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และลดความซ้ำซ้อนของการ ดำเนินงาน (บ้านเมือง ,2565) ผลกระทบของสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่เกิดขึ้นไปทั่วโลก ไม่เพียงแต่ทำให้ พฤติกรรมและวิถีชีวิตประจำวันของคนเปลี่ยนไป ทว่ายังทำให้รูปแบบการทำงานและการดำเนินธุรกิจต่าง ๆ เปลี่ยนไปจากเดิมจนเกิดเป็น New Normal หรือความปกติใหม่ ทักษะการทำงานเดิม ๆ ที่มีอยู่อาจไม่เพียงพอ สำหรับการทำงานในโลกปัจจุบันอีกต่อไป ทำให้คนทำงานยุคหลังโควิด-19 ต้องเร่งปรับตัวพัฒนาทักษะทั้งการ พัฒนาความรู้ในทักษะเดิม (Upskill) และเสริมทักษะความรู้ใหม่ ๆ (Reskill) ที่ไม่เคยรู้มาก่อน เพื่อก้าวให้ทันต่อ การเปลี่ยนแปลงและรองรับงานหรือหน้าที่ใหม่ที่ต่างจากเดิมให้ได้ เพราะไม่เช่นนั้นอาจจะกลายเป็นคนตกยุคและ ตกงานได้ทันที(Brand Buffet, 2563 อ้างถึงใน กมลพร กัลป์ยาณมิตร,2563) ทักษะจำเป็นแห่งอนาคตการ ทำงานยุคหลังโควิด-19 ประกอบด้วย (1) คนทำงานต้องมีการตระหนักรู้ตนเอง (Self-awareness) เพื่อปรับตัวให้ สอดคล้องและเหมาะสมกับแต่ละสถานการณ์ที่เกิดขึ้น (2) เปิดใจรับสิ่งใหม่ ๆ เพื่อปรับมุมมอง ปรับกรอบความคิด ไม่ยึดติดกับรูปแบบ วิธีการ และทักษะเดิม ๆ เปิดโอกาส เพื่อเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ (3) การลงมือทำเพื่อสร้าง ความคุ้นเคย และความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ เพื่อให้เกิดทักษะ ความเข้าใจ และความเชี่ยวชาญมากขึ้น (4) มี การเรียนรู้ต่อเนื่อง คนทำงานต้องขยายขอบเขตการเรียนรู้ของตนเอง ออกไปอย่างต่อเนื่อง หาวิธีที่เหมาะสม ผสมผสาน เพื่อเพิ่มพูนทักษะการทำงานให้มากขึ้น และ (5) นำเครื่องมือ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีอยู่ใน ปัจจุบันมาใช้เป็นช่องทางในการเรียนรู้และพัฒนาตนเอง (กมลพร กัลป์ยาณมิตร,2563) ในส่วนของการจัดการ บุคลากรในโรงเเรมมีรูปเเบบการ ทำงานที่ไม่เหมือนเดิม ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของ เชื้อไวรัสโควิด-19 ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ของคนทำให้องค์กรต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงาน การบริหารจัดการ ทรัพยากรมนุษย์ยังต้องปรับเปลี่ยนและพัฒนา ให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนไปในปัจจุบันพร้อมกับการ รับมือใน อนาคต การบริหารการทำงานของพนักงานแบบใหม่ เช่น การลดเวลาการทำงานของพนักงานและจำนวนวัน ทำงานของพนักงานให้น้อยลง เพื่อให้การบริหารโรงแรมมีค่า ใช้จ่ายที่ไม่สูงมาก และสามารถดำเนินต่อไปได้ (Yeh, 2021) ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของ Jobs DB (2020) ที่กล่าวไว้ว่า ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดที่รุนแรง ของไวรัสโคโรน่า ส่งผลให้หลายธุรกิจต้องปรับแผนการทำงานเพื่อป้องกันการระบาดของโรคโควิด-19ในองค์กร และลดความเสี่ยงที่พนักงาน จะติดเชื้อจากภายนอก นโยบาย Work from Home ของ รัฐบาล จึงเป็นนโยบาย การแก้ปัญหาการทำงานยอดนิยมใน ช่วงโควิด-19 ที่ระบาดมากที่สุด เพราะนอกจากจะประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วน ของสำนักงานแล้ว พนักงานยังสามารถทำงานได้โดยไม่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อ และในส่วนของพนักงานภาค บริการในช่วงที่โรงแรมไม่มีนักท่องเที่ยวมาใช้บริการก็อนุญาต ให้พนักงานลาพักแบบไม่รับเงินเดือนหรือการ ปรับเปลี่ยนการมาทำงานของพนักงาน เพื่อลดค่าใช้จ่าย ( กิรฐากร บุญรอด,สุณิสา ผลโชติรุษยา คำนวณ ,2563) ซึ่งการพัฒนาความปรกติใหม่ (New Normal) ของการท่องเที่ยวหลัง วิกฤตการณ์โควิด-19 มีการปฏิบัติงาน บริการที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการ โดยการให้ความสำคัญในสุขภาพ และอนามัยมากขึ้น จึงควรมีการเข้า รับการฝึกอบรมทักษะความรู้ที่มีความจำเป็นในอนาคต เพื่อ Upskill/ Reskill/Newskill โดยใช้โอกาสในวิกฤต ครั้งนี้เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการบ ริการให้เต็มที่เพื่อรองรับการกลับมาของนักท่องเที่ยว (เพ็ญพักร์ศิณา
(5) วิเชียรวรรณ1 , วริษฐา แก่นสานสันติ2 , ปิยะดา ศรีบุศย์ดี 2565) อนี่งการเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ร่วมกันของบุคลากร และการสร้างช่องทางปฏิสัมพันธ์หรือส่งต่อประสบการณ์ ที่ดีกับลูกค้าที่มีพฤติกรรมการ บริโภคและการดำรงชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปตามมาตรการเฝ้าระวังด้านสุขภาพ และสภาพเศรษฐกิจหลังโควิด-19 ซึ่งคาดเดาได้ยาก (นครินทร์เทียนประทีป อ้างถึงในเพชราภรณ์เขียวยับ1 ยุทธชัย ฮารีบิน *2 เดชา สีดูกา 3 ชลลดา ทำสวน 4 กมลทิพย์ชิดเชี่ยว5 ปัทมาภรณ์ติ่งต่า 6 วิไลภรณ์เชื้อรักษา ,2564) ฉะนั้นการพัฒนา ศักยภาพของพนักงานจึงกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องดำเนินการเป็นสิ่งแรก ทั้งในความรู้ทักษะ เจตคติ โดยเฉพาะการปรับตัวของการทำงานในยุค New Normal เพื่อที่จะได้สามารถ ทำางานกับบุคลากรได้นอกจาก เรื่องของการปรับตัวแล้ว กระบวนการทำงานบางอย่างก็จำเป็นต้องได้รับการปรับปรุง รวมถึงวัฒนธรรม เป็นอีก ปัจจัยหนึ่งที่เราต้องคำนึงถึง เมื่อต่างชาติเข้ามาในไทย จะนำเอาวัฒนธรรม บางอย่างเข้ามาด้วย ดังนั้นพนักงาน จำเป็นต้องเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ เชื้อชาติศาสนา หรือแม้แต่ความคิดและ ความเชื่อที่แตกต่างกัน จึงเป็นการรักษาคนให้อยู่กับองค์กรได้นาน ๆ เพราะเมื่อองค์กรข้ามชาติเข้ามาในประเทศ ไทย การแก่งแย่งคนท้องถิ่นที่มีความสามารถสูงก็จะมีมากขึ้น เพื่อใช้ในการดึงพนักงานไว้กับองค์กร หรือถ้าหา จุดเด่นไม่ได้จริงๆ HR ต้องร่วมมือกับผู้บริหารระดับสูงในการ ระบุออกมาเลยว่าพนักงานคนใดที่องค์กรต้องเก็บไว้ ให้ดีและพยายามทุกวิถีทางในการเก็บรักษาพนักงาน เหล่านี้เอาไว้(คอลัมน์เอชอาร์คอร์เนอร์,2563 อ้างถึงในเพ ชราภรณ์เขียวยับ1 ,ยุทธชัย ฮารีบิน ,2 เดชา สีดูกา ,3 ชลลดา ทำสวน,4 กมลทิพย์ชิดเชี่ยว ,5 ปัทมาภรณ์ติ่งต่า, 6 วิไลภรณ์เชื้อรักษา ,2564) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นสถาบันที่จัดตั้งขึ้นเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคนที่ตอบสนอง ต่อความต้องการของตลาดแรงงาน มีจัดการอาชีวศึกษาและฝึกอบรมวิชาชีพให้มีคุณภาพมาตรฐาน ขยายโอกาส ทางการศึกษาวิชาชีพ อย่างทั่วถึงและเสมอภาค วิจัย สร้างนวัตกรรม พัฒนาองค์ความรู้ เพื่อการพัฒนาอาชีพ มี นโยบาย เป้าหมาย ยุทธศาสตร์การผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาสู่สากล พ.ศ. 2555-2569 ที่กล่าวถึงการ ขยายโอกาสในการเรียนอาชีวศึกษาและและการฝึกอาชีพ มุ่งผลิตกำลังคนในสาขาที่เป็นความต้องการของสถาน ประกอบการ สาขาที่เป็นนโยบายรัฐบาลและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ อีกทั้งมีการขยาย คุณภาพการจัดการอาชีวศึกษา โดยเฉพาะสมรรถนะ Competency ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้เรียนพึงมีในโลกของการ ทำงานที่ไม่เพียงแต่ต้องใช้ความรู้แต่ยังต้องใช้ทักษะและความเชี่ยวชาญหลายด้าน ที่เกิดจากการเรียนรู้ด้วยการ ปฏิบัติงานจริงและการฝึกฝนผู้ประกอบอาชีพ ทุกคนทั้งที่มีคุณวุฒิการศึกษาและไม่มี คุณวุฒิการศึกษาในสาขา นั้นๆ ล้วนมีศักยภาพในการพัฒนาความสามารถการทำงานด้านต่างๆ ในหน้าที่ของตน ซึ่งการใช้ความรู้ทักษะและ ความสามารถมาประยุกต์ใช้เพื่อการประกอบอาชีพนี้เรียกว่า “สมรรถนะ” ซึ่งใน แต่ละสาขาอาชีพอัน ประกอบด้วย สายงานที่หลากหลายและในแต่ละสายงานต่างมีหลายอาชีพ แต่ละอาชีพจำเป็นต้องมีสมรรถนะ หลายด้าน เช่นในสาขาที่พักและโรงแรมสายงานการต้อนรับอาจประกอบไปด้วยอาชีพต่าง ๆ ตั้งแต่ผู้จัดการฝ่าย ต้อนรับ พนักงานต้อนรับพนักงานรับโทรศัพท์พนักงานยกกระเป๋ารวมถึงอาชีพอื่น ๆ ซึ่งแต่ละอาชีพมีลักษณะงาน ในหน้าที่ที่แตกต่างกันออกไปและจำเป็นต้องใช้สมรรถนะที่หลากหลาย
(6) จากสภาพในปัจจุบันนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาวิชาการ โรงแรม ของสถานศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาสงขลาจะต้องฝึกงานในสถานประกอบการโรงแรมตามหลักสูตรการ เรียน เพื่อส่งเสริมให้นักศึกษาได้มีทักษะการทำงานในสถานประกอบการจริง ส่งเสริมความรู้และ ทักษะด้านงานการ โรงแรมที่สามารถประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานจริง ทัศนคติในการทำงาน ทักษะ ด้านภาษา ทักษะการมุ่งเน้น บริการลูกค้า ทักษะความเข้าใจ และหยั่งรู้ถึงความแตกต่างทางด้าน วัฒนธรรม ส่งเสริมทักษะการแก้ไขปัญหา การสร้างสรรค์นวัตกรรม และด้านคุณธรรม ความรักในงาน บริการ ความคิดเชิงบวก การมีใจที่เปิดกว้างและการ มีความเป็นมืออาชีพ เพื่อพัฒนานักศึกษาให้จบ การศึกษาไปทำงานในสถานประกอบการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีโอกาสก้าวหน้าในงานอาชีพ ประกอบการกับปัจจุบันสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโรคโคนาไวรัส (Covid-19)ที่ส่งผลกระทบต่อการจัดการเรียนการสอน และการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ที่ไม่สามารถรับผู้เรียนเข้า รับการฝึกประสบการณ์ได้ ทำให้ผู้เรียนขาดความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ หรือมีสมรรถนะที่ไม่ สอดคล้องตามความต้องการของสถานประกอบการ หรือในบางสถานประกอบการที่มีการรับนักศึกษาฝึกงาน ผล จากการนิเทศนักศึกษาที่เข้ารับการฝึกงานที่ผ่านมายังพบว่า การปฏิบัติงานของนักศึกษายังมีปัญหาในบาง ประเด็น ซึ่งสถาบันการศึกษาจำเป็นต้องศึกษาหาต้นเหตุและแนวทางการแก้ไขเพื่อพัฒนาสมรรถนะนักศึกษาให้ได้ ตรงตามความต้องการของสถานประกอบการในสถานการณ์โควิด-19 ดังนั้น จึงมีความสนใจในการศึกษา “สมรรถนะนักศึกษาสาขาการโรงแรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาสงขลา ที่ สอดคล้องกับความต้องการจำเป็นของสถานประกอบการ”ภายหลังสถานการณ์โควิด-19 จากการทบทวน วรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง พบว่างานวิจัยส่วนใหญ่จะเป็นการศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนา สมรรถนะพนักงานโรงแรมในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(ยาใจ ธรรมพิทักษ์,2559),การพัฒนาสมรรถนะบุคลากร ด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ ตามกรอบอาเซียนของสถานประกอบการเขตพื้นที่ภาคใต้ฝั่งอันดามัน (ชัญญา ตันสกุล และ กัญญามน กาญจนาทวีกูลม,2562),สมรรถนะในการปฏิบัติงานต้อนรับส่วนหน้าของ นักศึกษาระดับอุดมศึกษา สาขาวิชาการโรงแรม (สฤษฏ์เทพ สุขแก้ว,2561) ความพึงพอใจของหัวหน้างานใน คุณลักษณะของนักศึกษาฝึกงานสาขาวิชาการจัดการครัว และศิลปะการประกอบอาหาร วิทยาลัยดุสิตธานี พัทยา (อนุรักษ์ ทองขาว,2562) แนวทางพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนสาขาการโรงแรม สถาบันวิทยาลัยาชีวศึกษาภูเก็ตตาม กรอบคุณวุฒิวิชาชีพเพื่อตอบสนองความคาดหวังของสถานประกอบการ (จรรจิรา ดาราชาติ ,2561)แต่ยังไม่มีงาน ไหนที่ศึกษา เกี่ยวกับการพัฒนาบุคคลในสถานศึกษาเพื่อตอบสนองความต้องการจำเป็นของสถานประกอบการใน สถานการณ์โควิด-19 ผู้วิจัยเห็นว่าการพัฒนานักศึกษาด้านวิชาชีพ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมการบริการ ด้านการโรงแรมซึ่งเป็นกำลังคนสำคัญและมีความต้องการสูงที่มีสมรรถนะที่เหมาะสมในอุตสาหกรรมการบริการ ประกอบกัปการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโรคโควิค -19 ทำให้การสร้างโอกาสในการ พัฒนาสมรรถนะ ให้สอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการทำได้อย่างจำกัด ด้วยเหตุนี้จึงควรพัฒนาใน ทุกด้านให้ตรงต่อความต้องการของสถานประกอบการอย่าง แท้จริงเพื่อประสิทธิภาพในการเข้าสู่ตลาดแรงงานใน ภาคอุตสาหกรรมการบริการภายหลังสถานการณ์โควิด -19 จึงได้ศึกษาการพัฒนาสมรรถนะของนักศึกษา สาขาวิชาการโรงแรม ในตำแหน่งพนักงานฝ่ายบริการอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อตอบสนองได้ตรงตามความต้องการ ของสถานประกอบการที่เกิดขึ้นภายหลังสถานการณ์โควิด -19
(7) 1.2 คำถามงานวิจัย สมรรถนะที่จ ำเป็น ของต ำแหน่งงำนพนักงำนฝ่ำยบริกำรอำหำรและเครื่องดื่ม ภำยหลัง สถำนกำรณ์โควิด –19 เป็นอย่างไร ควำมต้องกำรของสถำนประกอบกำรโรงแรมที่มีต่อสมรรถนะของนักศึกษำ สำขำกำรโรงแรม ต ำแหน่งพนักงำนฝ่ำยบริกำรอำหำรและเครื่องดื่ม ภำยหลังสถำนกำรณ์โควิด – 19 ควรเป็นอย่างไร แนวทำงในกำรพัฒนำสมรรนะของนักศึกษำ สำขำกำรโรงแรม วิทยำลัยอำชีวศึกษำสงขลำ ต ำแหน่งงำนพนักงำนฝ่ำยบริกำรอำหำรและเครื่องดื่ม ที่สอดคล้องต่อควำมต้องกำรสถำนประกอบกำรโรงแรม ภำยหลังสถำนกำรณ์โควิด -19 เป็นอย่ำงไร 1.3 วัตถุประสงค์งานวิจัย เพื่อศึกษาสมรรถนะที่จำเป็น ของตำแหน่งงานพนักงานฝ่ายบริการอาหารและเครื่องดื่ม ภายหลัง สถานการณ์โควิด -19 เพื่อศึกษำควำมต้องกำรของผู้ประกอบกำรโรงแรมที่มีต่อสมรรถนะของนักศึกษำ สำขำกำร โรงแรม ต ำแหน่งพนักงำนฝ่ำยบริกำรอำหำรและเครื่องดื่ม ภำยหลังสถำนกำรณ์โควิด – 19 1.3.3 เพื่อเสนอแนวทำงในกำรพัฒนำสมรรนะของนักศึกษำ สำขำกำรโรงแรม วิทยำลัยอำชีวศึกษำสงขลำ ต ำแหน่งพนักงำนฝ่ำยบริกำรอำหำรและเครื่องดื่ม ที่สอดคล้องต่อควำมต้องกำรสถำนประกอบกำรโรงแรม ภำยหลังสถำนกำรณ์โควิด -19 1.4 ขอบเขตการวิจัย ขอบเขตประชากร ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารโรงแรม ผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรบุคคล ครูฝึกในสถาน ประกอบการของโรงแรมที่ส่งนักศึกษาเข้ารับการฝึกงาน ปีการศึกษา 2565 จำนวน 1,010 คน ขอบเขตเนื้อหา การวิจัยในครั้งนี้มุ่งศึกษาความต้องการจำเป็นของสถานประกอบการที่มีต่อสมรรถนะของนักศึกษาสาขา การโรงแรม ระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง(ปวส.) วิทยาลัยอาชีวศึกษาสงขลา ภายหลังสถานการณ์โควิด19 ของตำแหน่งพนักงานฝ่ายบริการอาหารและเครื่องดื่ม โดยการวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างข้อมูล แล้ว จัดลำดับความสำคัญที่เกิดขึ้น และกำหนดแนวทางในการพัฒนาหรือแก้ไข ขอบเขตพื้นที่ สถานประกอบการโรงแรมที่ร่วมรับนักศึกษาเข้ารับการฝึกอาชีพ ระหว่างปีการศึกษา 2564- 2565 ใน เขตพื้นที่ จังหวัดสงขลา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ จังหวัดสตูล
(8) ขอบเขตเวลา ระยะเวลาในการรวบรวมข้อมูลและประมวลผลเป็นระยะเวลา 8 เดือน 1.5 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1.5.1 สถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษานำความรู้จากงานวิจัยไปใช้เป็นข้อมูล ในการพัฒนาการจัดการสอน 1.5.2 ครูผู้สอนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาได้แนวทางในการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน สาขาการโรงแรมสอดคล้องตามความต้องการจำเป็นของสถานประกอบการ 1.5.3 สร้างความร่วมมือกันระหว่างสถานศึกษาและสถานประกอบการ ในการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน สาขาการโรงแรมเพื่อตอบสนองความต้องการของสถานประกอบการ 1.5.4 สถานศึกษาสามารถนำไปบูรณาการเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรด้านการ ท่องเที่ยวของประเทศให้ผู้เรียนให้เข้าสู่ตลาดแรงงานในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
(9) บทที่ 3 กรอบแนวคิดและวิธีการวิจัย การศึกษา เรื่องการศึกษา “สมรรถนะนักศึกษาสาขาการโรงแรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาสงขลา ที่สอดคล้อง กับความต้องการจำเป็นของสถานประกอบการ”ภายหลังสถานการณ์โควิด-19”มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสมรรถนะที่จำเป็น ของตำแหน่งงานพนักงานฝ่ายบริการอาหารและเครื่องดื่ม ภายหลังสถานการณ์โค วิด -19 2) เพื ่อศึกษำสภำพปัจจุบันของนักศึกษำ สำขำกำรโรงแรม ต ำแหน ่งพนักงำนฝ ่ำยบริกำรอำหำรและ เครื่องดื่ม ภำยหลังสถำนกำรณ์โควิด -19 3)เพื่อศึกษำควำมต้องกำรของผู้ประกอบกำรโรงแรมที่มีต่อสมรรถนะ ของนักศึกษำ สำขำกำรโรงแรม ต ำแหน่งพนักงำนฝ่ำยบริกำรอำหำรและเครื่องดื่ม ภำยหลังสถำนกำรณ์โควิด – 19 ในบทนี้ผู้วิจัยได้นำเสนอตามลำดับต่อไปนี้ 1.6 กรอบแนวคิดในการวิจัย 1.7 ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย 3.3 สมมุติฐานการวิจัย 3.4 นิยามเชิงปฏิบัติการ 3.5 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 3.6 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 3.7 การทดสอบคุณภาพของเครื่องมือ 3.8 วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล 3.9 วิธีการวิเคราะห์ข้อมูล
(10) 1.1 กรอบแนวคิดในการวิจัย ตัวแปรอิสระ ตัวแปรตาม ภาพที่ 3.1 กรอบแนวคิดในการวิจัย สภำพสมรรถนะปัจจุบันของ นักศึกษำสำขำกำรโรงแรม - ด้ำนควำมรู้ - ด้ำนทักษะ - ด้ำนคุณลักษณะที่พึงประสงค์ - ด้ำนอื่นๆ ควำมต้องกำรจ ำเป็นของสถำน ประกอบกำรภำยหลังสถำนกำรณ์ โควิด -19 - ด้ำนควำมรู้ - ด้ำนทักษะ - ด้ำนคุณลักษณะที่พึงประสงค์ - ด้ำนอื่นๆ แนวทำงกำรพัฒนำสมรรถนะของนักศึกษำสำขำ กำรโรงแรมวิทยำลัยอำชีวศึกษำสงขลำต ำแหน่งง พนักงำนบริกำรอำหำและเครื่องดื่ม ที่สอดคล้อง กับควำมต้องกำรจ ำเป็นของสถำนประกอบกำร ภำยหลังสถำนกำรณ์โควิด -19 ปัจจัยส่วนตัว - เพศ - อำยุ - ระดับกำรศึกษำ - ต ำแหน่งงำน - ประสบกำรณ์ในกำรท ำงำน - จ ำนวนวัคซีนที่ได้รับ - ระดับมำตรฐำนโรงแรม (ดำว) - กำรได้รับมำตรฐำน SHA สมรรถนะของนักศึกษำ สำขำกำรโรงแรม วิทยำลัย อำชีวศึกษำสงขลำต ำแหน่ง พนักงำนบริกำรอำหำรและ เครื่องดื่ม ที่สอดคล้องกับ ควำมต้องกำรจ ำเป็นของ สถำนประกอบกำร ภำยหลังสถำนกำรณ์โควิด -19
(11) 1.2 ตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย ตัวแปรอิสระ ประกอบด้วย ปัจจัยส่วนบุคคล (1) เพศ (2) อายุ (3) ระดับกำรศึกษำ (4) ตำแหน่งงาน (5) ประสบการณ์ในการทำงานในโรงแรม (6) จ ำนวนวัคซีนที่ได้รับ (7) ระดับมำตรฐำนโรงแรม (ดำว) (8) กำรได้รับมำตรฐำน SHA ควำมต้องกำรจ ำเป็นของสถำนประกอบกำรภำยหลังสถำนกำรณ์โควิด -19 (1) ด้านความรู้ (2) ด้านทักษะ (3) ด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ (4) ด้านอื่น ๆ สมรรถนะของนักศึกษำสำขำกำรโรงแรมตำมกรอบคุณวุฒิวิชำชีพ (1) ด้ำนควำมรู้ (2) ด้ำนทักษะ (3) ด้ำนคุณลักษณะที่พึงประสงค์ (4) ด้ำนอื่น ๆ ตัวแปรตาม สมรรถนะของนักศึกษำสำขำกำรโรงแรมวิทยำลัยอำชีวศึกษำสงขลำที่สอดคล้องกับ ควำมต้องกำรจ ำเป็นของสถำนประกอบกำร 3.2.2.2 แนวทำงกำรพัฒนำสมรรถนะของนักศึกษำสำขำกำรโรงแรมวิทยำลัยอำชีวศึกษำ สงขลา ตามกรอบคุณวุฒิ วิชาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการจำเป็นของสถานประกอบการ
(12) 1.3 สมมุติฐานการวิจัย สมมติฐานที่ 1 ปจจัยสวนบุคคล ไดแก เพศ อายุ ระดับการศึกษา ตำแหน่งงาน จ ำนวนวัคซีนที่ได้รับ ระดับ มำตรฐำนโรงแรม (ดำว) กำรได้รับมำตรฐำน SHA ประสบการณ์ในการทำงาน มีความต้องการจำเป็นต่อสมรรถนะ ในการปฏิบัติงานของนักศึกษาสาขาการโรงแรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาสงขลา ในตำแหน่งานพนักงานฝ่ายบริการ อาหารและเครื่องดื่มที่แตกต่างกัน สมมติฐานที่ 2 ความต้องการจำเป็นของสถานประกอบการ ด้านความรู้ ด้านทักษะ คุณลักษณะที่พึง ประสงค์ และด้านอื่น ๆ มีความสัมพันธกับแนวทางในการพัฒนาสมรรถนะของนักศึกษาสาขาการโรงแรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาสงขลา ตำแหน่งพนักงานฝ่ายบริการอาหารและเครื่องดื่มที่แตกต่างกัน 1.4 นิยามเชิงปฏิบัติการ สมรรรถนะ (Competency) หมายถึง คุณลักษณะเชิงพฤติกรรมที่บุคคลสามารถปฏิบัติงาน ได้ ทั้งด้านความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ได้ผลการปฏิบัติงานที่โดดเด่นกว่าคนอื่นๆ 3.4.2 นักศึกษา หมายถึงนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพสาขาการ โรงแรม ที่ออกฝึกงานในสถานประกอบการ ปีการศึกษา 2564 -2565 3.4.3 หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพขั้นสูง หมายถึง การศึกษา ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะ ความรู้ ความสามารถและสมรรถนะทางวิชาชีพขั้นปานกลางร่วมทั้ง ความสามารถในการทำหน้าที่หัวหน้างาน ผู้ประกอบการ และสร้างสรรค์นวัตกรรม ใช้เวลาในการเข้าศึกษา 2 ปี 3.4.4 การประเมินความต้องการจำเป็น (Need Assessment) หมายถึง การวิเคราะห์ความแตกต่าง ของสภาพที่เกิดขึ้นจริงกับสภาพที่ควรเป็น แล้วนำไปประมวลสังเคราะห์และประเมินว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจริงควร เปลี่ยนแปลงอย่างไร 3.4.5 มาตรฐานวิชาชีพสาขาการโรงแรม หมายถึง มาตรฐานด้านสมรรถนะวิชาชีพของผู้เรียนสาขาการ โรงแรม 3.4.6 วิทยาลัยอาชีวศึกษาสงขลา หมายถึงสถานศึกษาที่สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มีการเปิดหลักสูตรการจัดการเรียนการสอนด้านอาชีวศึกษา ประกอบด้วย ความรู้ ทักษะ คุณลักษณะที่พึง ประสงค์ แนะทักษะที่จำเป็นในการปฏิบัติงานของกลุ่มอาชีพ (สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพองค์การมหาชน ) คุณวุฒิ วิชาชีพระดับ 4 เท่านั้น 3.4.7 สถานประกอบการ หมายถึง สถานที่ซึ่งใช้ในการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ หรือฝึกงานของนักศึกษา สาขาการโรงแรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาสงขลาเข้าฝึกงานปีการศึกษา 2565 3.4.8 ด้านความรู้มีทักษะความรู้ เบื้องต้นเกี่ยวกับวิชาชีพการโรงแรม ความรู้เกี่ยวกับความปลอดภัยใน การปฏิบัติงาน ความรู้เกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีในการปฏิบัติงาน มีการบริหารจัดการ และประยุกต์ใช้ ในการ ปฏิบัติงานได้อย่าง เหมาะสม
(13) 3.4.9 ด้านทักษะ มีเทคนิคในการปฏิบัติงานที่ดีที่ถูกต้อง มีการความรู้ทางประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้ มีทักษะในการสื่อสารที่ดี ทักษะในการปฏิบัติงานที่ปลอดภัย มีทักษะในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศมา ประยุกต์ในการปฏิบัติงานที่ตนรับผิดชอบได้ 3.4.10 ด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์มีใจรักในงานบริการ มีความรอบคอบ มีการวางแผนในการ ปฏิบัติงานที่ออกหมาย มีการแสดงออกทางกาย ด้วยการยิ้มแย้มแจ่มใส มีอารมณ์ รื่นเริง สามารถควบคุม อารมณ์ตนเอง มีทำงานร่วมกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี มีความรับผิดชอบในการภาระที่ที่มอบหมาย มีผลสำเร็จใน เวลาที่กำหนด มีระเบียบวินัย เคารพกฎกติกา มีความเสียสละ คำนึงถึงประโยชน์ส่วนร่วม รู้จักช่วยเหลือผู้อื่น ประพฤติตนเองถูกต้องดีงาม ทำงานร่วมกับผู้อื่นเป็นอย่างดี มีจรรยาบรรณในวิชาชีพ 3.4.11 พนักงานฝ่ายบริการอาหารและเครื่องดื่ม หมายถึงบุคคลที่ปฏิบัติงานทั้งการปฏิบัติในส่วนงาน บริการอาหารและเครื่องดื่ม และการประกอบอาหาร (ห้องครัว) 1.5 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ประชำกำรใช้ในการวิจัยผสานวิธี (Mixed Method Research) ระหว่างวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และวิจัยเชิงคุณภาพ Qualitative Research) ในครั้งนี้บุคลากรในสถาน ประกอบการโรงแรมที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาสงขลาส่งฝึกงาน ปีการศึกษา 2565 ในแผนกบริการอาหารและ เครื่องดื่ม จำนวน 15 แห่ง ประชากรร่วมทั้งสิ้น โดยแบ่งเป็น1,010 คน ระดับผู้จัดการ 40 คน ระดับหัวหน้างาน 120 คน ระดับปฏิบัติการ 850 คน 3.5.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ บุคลากรในสถานประกอบการโรงแรมที่วิทยาลัย อาชีวศึกษาสงขลา ส่งนักศึกษาเข้ารับการฝึกงานในระดับผู้จัดการแผนก หัวหน้างาน และผู้ร่วมงานใน ระดับ ปฏิบัติการของนักศึกษาในแผนกบริการอาหารและเครื่องดื่ม เนื่องจาก ทราบจำนวนประชากรที่แน่นอน ผู้วิจัยจึง ได้กำหนดขนาดตัวอย่าง โดยใช้สูตรกรณีทราบจำนวน ประชากร (Finite Population) ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อย ละ 95 และระดับความคลาดเคลื่อนร้อยละ 5 โดยใช้สูตรของทาโร ยามาเน่ (Taro Yamane, 1973: 125) n= N 1+ Ne2 กำหนดให้ n = ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง N = ขนาดของประชากร e = ความคลาดเคลื่อนที่ยอมรับได้ แทนค่า ในสูตร n = 1010 1+ 1010 (0.05)2 n = 286
(14) 3.2.3 การสุ่มกลุ่มตัวอย่างใช้ความน่าจะเป็น (Probability Sampling) เป็นการสุ่มกลุ่มตัวอย่างที่ สมาชิกทุก ๆ หน่วยของประชากรมีโอกาสอย่างเท่าเทียมกันที่จะเป็นตัวแทนที่ดีที่เป็นกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย โดยข้อมูลที่รวบรวมแล้วนำมาทดสอบนัยสำคัญทางสถิติที่ใช้สถิติเชิงอ้างอิงแล้วผลการวิจัยสามารถอ้างอิงไปสู่ ประชากรของการวิจัยได้ มีวิธีการสุ่ม ดังนี้(Nachmias and, Nachmias ,1993 : 177-185 ) โดยการ การสุ่ม กลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ(Stratified Random Sampling) เป็นการสุ่ม ตัวอย่างจากประชากรที่มีจำนวนมากและมี ความแตกต่างกันระหว่างหน่วยสุ่มที่สามารถจำแนก ออกเป็นชั้นภูมิ(Stratum) เพื่อให้ข้อมูลที่ได้มีความครบถ้วน และครอบคลุม จะต้องดำเนินการสุ่ม กลุ่มตัวอย่างจากชั้นภูมิเนื่องจากประชากรมีการจัดแบ่งกลุ่มของประชากร โดย แบ่งเป็นระดับตามตำแหน่งงาน ในงานวิจัยนี้แบ่งตำแหน่งงานออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับผู้จัดการ ระดับ หัวหน้างานและระดับปฏิบัติงาน แล้วจัดสรรโควตาตัวอย่างไปให้แต่ละกลุ่มตามสัดส่วนของ ปริมาณประชากรใน กลุ่มนั้นๆ ที่มีอยู่จากนั้นก็ทำการสุ่มจากแต่ละกลุ่มตามโควตาที่จัดสรร ทั้งนี้เพื่อให้ได้ตัวแทนจากกลุ่มต่างๆ อย่าง เหมาะสม ผู้วิจัยจึงได้กำหนดสัดส่วนการสุ่มกลุ่มตัวอย่างดังนี้ระดับผู้จัดการ 10% เท่ากับ 25 ชุด ระดับหัวหน้า งาน 40% เท่ากับ 114 ชุดและระดับปฏิบัติงาน 50% เท่ากับ 143 ชุด โดยเก็บแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างรวม ทั้งหมด 286 ชุด 3.6 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 3.6.1 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลและใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลและใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ครั้งนี้ คือ แบบสอบถาม กระบวนการออกแบบเครื่องมือ มีดังนี้ 1. ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาสมรรถนะนักศึกษาตามความต้องการของสถาน ประกอบการ 2. กำหนดวัตถุประสงค์ กรอบแนวคิดในการวิจัย 3. นิยามศัพท์การปฏิบัติการตัวแปรเพื่อสร้างแบบสอบถาม 4. สร้างแบบสอบถามฉบับร่างให้ครอบคลุมตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณในครั้งนี้คือ แบบสอบถามที่ใช้สำหรับเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ จากกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งแบบสอบถามแบ่งเป็น 3 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบเกี่ยวกับปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ตำแหน่งงานที่ปฏิบัติ แผนกที่ปฏิบัติงาน ระดับมาตรฐานโรงแรม จำนวนวัคซีนที่ได้รับ ประสบการณ์ในการทำงาน มีลักษณะเป็นแบบ ตรวจสอบรายการ Check List ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพจริงที่เป็นอยู่และสภาพที่ควรจะเป็น ตามความต้องการของ สถานประกอบการ ประกอบด้วย ด้านความรู้ ด้านทักษะ ด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ และด้านอื่นๆ ซึ่งเป็น แบบสอบถามประมาณค่า โดยใช้เกณฑ์กำหนดน้ำหนักและมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ตามวิธีของเคิร์ท ดังนี้ 5 คะแนน หมายถึง สภาพจริงที่เป็นอยู่และสภาพที่เป็น ในระดับมากที่สุด 4 คะแนน หมายถึง สภาพจริงที่เป็นอยู่และสภาพที่เป็น ในระดับมาก
(15) 3 คะแนน หมายถึง สภาพจริงที่เป็นอยู่และสภาพที่เป็น ในระดับปานกลาง 2 คะแนน หมายถึง สภาพจริงที่เป็นอยู่และสภาพที่เป็น ในระดับน้อย 1 คะแนน หมายถึง สภาพจริงที่เป็นอยู่และสภาพที่เป็น ในระดับน้อยที่สุด ตอนที่ 3 ข้อเสนอแนะอื่นๆ 3.6.2 เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวม ในการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวม ในการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ผู้วิจัยได้ใช้เครื่องมือ คือ แบบสัมภาษณ์ในการศึกษาตามหลักการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยผู้ให้สัมภาษณ์เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญและเป็นผู้ที่สัมผัสกับ ปัญหาเหล่านั้นจริง เพื่อนำผลจากการวิเคราะห์ในการสัมภาษณ์มาเสริมเป็นแนวทางตอบในแบบสอบถามและ ตอบวัตถุประสงค์ของงานวิจัยที่ ต้องการศึกษาสมรรถนะตามความต้องการจำเป็นและสมรรถนะที่มีอยู่ในปัจจุบัน ของนักศึกษาสาขาการโรงแรม วิทยาลัยอาชีวศึกษาสงขลา ซึ่งผู้วิจัยเลือกใช้แบบสัมภาษณ์ เชิงลึก (In-depth interview) เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ชัดเจนในเรื่องที่ต้องการศึกษา และได้จัดทำแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง (Structured Interview) สำหรับกลุ่มตัวอย่างขึ้นมาเป็นเครื่องมือโดยมีการบันทึกเสียงระหว่างการสัมภาษณ์ เพื่อให้ได้รายละเอียดอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด แบบสัมภาษณ์ ประกอบด้วย 3 ส่วน ดังนี้ ส่วนที่ 1 เป็นส่วนรูปแบบของการวิจัยและสภาพทั่วไปของการสัมภาษณ์ประกอบด้วย ชื่อเรื่องวิจัย ชื่อ-สกุล ผู้ให้สัมภาษณ์ วัน เวลา และสถานที่สัมภาษณ์ ส่วนที่ 2 เป็นส่วนของสถานภาพโดยทั่ว ไปของผู้ให้สัมภาษณ์ได้แก่ เพศ อายุตำแหน่ง หน่วยงาน/องค์การ/ บริษัท จำนวนวัคซีนที่ได้รับ ระดับมาตรฐานดาวของโรงแรม ส่วนที่ 3 เป็นส่วนของข้อคำถามและเนื้อหาที่ใช้บันทึกคำตอบจากการสัมภาษณ์ 1.7 การทดสอบคุณภาพของเครื่องมือ การทดสอบเครื่องมือ การวิจัยเชิงปริมาณในการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยมีขั้นตอนการทดสอบ ดังนี้ การทดสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) นำแบบสอบถามที่สร้างขึ้นให้ผู้เชี่ยวชาญ 10 ท่าน ตรวจสอบความเที่ยงตรงด้านเนื้อหา (Content Validity) และข้อบกพร่องของคำถามเพื่อให้มีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ นิยามศัพท์และกลุ่มตัวอย่าง ประมวลความเห็นที่ได้รับและการพิจารณาแบบสอบถามเป็นรายข้อเพื่อนำ มา ปรับปรุงแบบสอบถามให้เป็นไป ตามข้อเสนอแนะ และวิเคราะห์คุณภาพของเครื่องมือโดยหาค่า IOC (Item–objective Congruence Index) ไป ซึ่งในงานวิจัยนี้ได้ค่า IOC คือ ค่าความเที่ยงตรงของ แบบสอบถามหรือค่าสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับ วัตถุประสงค์หรือเนื้อหา (IOC: Index of Item Objective Congruence) ในข้อคำถามเฉลี่ยตั้งแต่ 0.5 ขึ้นไป ผล การวิเคราะห์ความสอดคล้อง ระหว่างข้อคำถามกับวัตถุประสงค์การวิจัยได้ค่า IOC อยู่ในช่วง 0.67-1.00 ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้นำผลที่ได้มา ปรับปรุงแก้ไขอีกครั้งตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญก่อนจะนำไปใช้จริงกับกลุ่มตัวอย่างและ หาค่า ความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม
(16) 3.7.2 การทดสอบความเชื่อถือ (Reliability) หลังจากที่ผู้วิจัยนำแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบจาก ผู้เชี่ยวชาญแล้ว นำแบบสอบถามที่ สร้างเสร็จเรียบร้อยไปทดลองใช้ (Try Out) กับบุคลากรในสถานประกอบการ ที่รับนักศึกษาวิทยาลัยอาชีวศึกษาสงขลาฝึกงาน ปีการศึกษา 2565 จำนวน 30 คน และนำมา วิเคราะห์หาค่า ความเชื่อมั่นของแบบสอบถามด้วยวิธีหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficient) โดยมีเกณฑ์ตัดสินว่าถ้าค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์มีค่าใกล้เคียง 1.00 (ประมาณ 0.80 ขึ้นไป) จะนำแบบสอบถาม ไปใช้ได้ (ธานินทร์ ศิลป์จารุ, 2548) สำหรับงานวิจัย นี้ได้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ 0.8 ซึ่งถือว่าเชื่อถือได้ 3.7.3 การทดสอบเครื่องมือ การวิจัยเชิงคุณภาพ การทดสอบเครื่องมือ การวิจัยเชิงคุณภาพในการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยมีขั้นตอนการทดสอบเครื่องมือ 2 ขั้นตอน ดังนี้ ในการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยมีขั้นตอนการทดสอบเครื่องมือ 2 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง โดยผู้วิจัยได้ทบทวน วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องซึ่งศึกษาจาก เอกสารต่างๆ นำความรู้ จากแนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับ การพัฒนาสมรรถนะผู้เรียน และประสบการณ์ของ ผู้วิจัยเองมาเป็นข้อมูลประกอบการจัดทำข้อ คำถามสมรรถนะที่มีความต้องการจำเป็นและสมรรถนะที่มีในปัจจุบัน ภายหลังสถานการณ์โควิด-19 ขั้นตอนที่ 2 ตรวจสอบและสร้างแบบสัมภาษณ์ โดยผู้วิจัยนำผลของ ขั้นตอนที่1 มาสร้างแบบสัมภาษณ์ กำหนดขอบเขตเนื้อหาสาระเพื่อสร้างแบบสัมภาษณ์ให้ถูกต้อง ตามวัตถุประสงค์และสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยผู้วิจัยได้นำ แบบสัมภาษณ์ที่สร้างขึ้น สำหรับการศึกษาวิจัย ไปให้อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ตรวจสอบความถูกต้องและ ข้อบกพร่อง จากนั้นทำ การปรับปรุง แบบสัมภาษณ์ให้มีความสมบูรณ์เพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการวิจัยตาม กลุ่มตัวอย่างที่ได้กำหนดไว้ 1.8 วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ได้เก็บรวบรวม ข้อมูลเชิงปริมาณและข้อมูลเชิงคุณภาพ ดังนี้ 3.8.1 การเก็บรวบรวมข้อมูลการวิจัยเชิงปริมาณ โดยผู้วิจัยนำแบบสอบถามเป็นเครื่องมือใน การเก็บ รวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง โดยมีขั้นตอนการดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้ 1). เตรียมแบบสอบถาม แล้วนำไปเก็บข้อมูลโดยแจกให้กลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นบุคลากรใน สถาน ประกอบการโรงแรมที่วิทยาลัยอาชีวศึกษาสงขลาส่งนักศึกษาสาขาวิชาการโรงแรมเข้ารับการฝึกงาน และ การฝึกอาชีพ ในปีการศึกษา พ.ศ.2565 2). เมื่อได้รับแบบสอบถามกลับคืนมาแล้ว นำมาตรวจสอบความถูกต้องสมบูรณ์ ได้ แบบสอบถามที่สมบูรณ์ 3.8.2 การเก็บรวบรวมข้อมูลการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีการเก็บรวบรวม ข้อมูล ดังนี้ 1) แหล่งข้อมูลทุติยภูมิ(Secondary Data) เป็นแหล่งข้อมูลที่ผู้วิจัยไปทำการ รวบรวม (Compilation) เพื่อมาทำการวิเคราะห์ในประเด็นที่ต้องการศึกษา โดยได้มาจากการค้นคว้า เอกสาร หนังสือ บทความ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง สถิติ รายงาน กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ สื่อออนไลน์และเอกสารต่างๆ ของทาง
(17) ราชการที่เกี่ยวข้อง เช่น แผนการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนอาชีวศึกษา นโยบายการจัดการศึกษาของสำนักงาน คณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นต้น 2) แหล่งข้อมูลปฐมภูมิ(Primary Data) ผู้วิจัยทำ การเก็บข้อมูล(Collection) ขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ ตรงประเด็นกับเรื่องที่ทำการศึกษา โดยได้จากการการลงพื้นที่ศึกษาเพื่อเก็บรวม รวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิง ลึก (In-depth Interview) กับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก (Key-Informants) แบ่งตามระดับตำแหน่งงาน 3ระดับ รวม จำนวน 10 คน ได้แก่ ผู้จัดการทั่วไป หัวหน้างาน พนักงาน เพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลที่เป็นรูปธรรม และได้ข้อมูลมำก ที่สุดโดย พิจำรณำจำกแหล่งบุคคลที่ให้ข้อมูลแตกต่ำงกัน ไม่ใช่จำกบุคคลเพียงกลุ่มเดียวเท่ำนั้น เป็นหลัก แบบ สามเส้า (Triangulation) ซึ่งจะใช้ประกอบในกำรตรวจสอบข้อมูล ดังนี้ 1. ผู้จัดการทั่วไป ผู้มีประสบการณ์ทำงานด้านธุรกิจบริการในโรงแรม มีประสบการณ์มากกว่า 3 ปีขึ้นไป เนื่องจากเป็นผู้ที่สะท้อนให้เห็นถึงความก้าวหน้า ความสามารถในการพัฒนาสมรรถนะของบุคลากร และ สามารถดำรงอยู่ได้ในสภาวะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น จำนวน 3 ท่าน 2. หัวหน้างาน ผู้มีประสบการณ์ทำงานด้านธุรกิจบริการในโรงแรม มีประสบการณ์มากกว่า 3 ปี ขึ้นไป เนื่องจากเป็นผู้ที่มีทักษะการเป็นผู้นำ มีการส่งเสริมและสนับสนุนช่วยเหลือในการปฏิบัติงาน จึงทราบถึง แนวโน้ม ข้อจำกัดที่เกิดขึ้นในการพัฒนาสมรรถนะ จำนวน 3 ท่าน 3.พนักงาน ผู้มีประสบการณ์ทำงานด้านธุรกิจบริการในโรงแรม มีประสบการณ์มากกว่า 3 ปีขึ้น ไป เนื่องจากเป็นผู้มีเป็นผู้ที่มีความรู้ในงาน รู้ในหน้าที่ มีทักษะการปฏิบัติในระดับฝีมือแรงงาน ปฏิบัติงานโดยตรง สามารถตอบสนองต่อความต้องการของอุตสาหกรรมบริการได้จำนวน 3 ท่าน ทั้งนี้ตามที่ (Yin 2002 อ้างถึงใน สุวดีบุญมาจรินนท์.2558 หน้า 42) ให้การสนับสนุนว่ากลุ่ม ตัวอย่างในการวิจัยเชิง คุณภาพประมาณ 6-10 ตัวอย่างเพียงพอที่จะช่วยให้ผู้วิจัยเข้าใจข้อมูลเกี่ยวกับ เรื่องที่ ศึกษา โดยที่ ผู้วิจัยจะเป็นผู้ระบุกลุ่มตัวอย่างที่ดีที่สุดที่จะเป็นผู้ให้ข้อมูลในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยและเป็นไป ตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยเอง (Zikmund, 1991) ดังนั้น ผู้วิจัยจึงได้ระบุกลุ่มตัวอย่ำงระดับละ 3 คน รวมเป็น จ ำนวน 9 คน ซึ่งอยู่ในช่วงขนำด 6-10 ตัวอย่ำง ดังที่ Yin (2002)กล่ำวไวข้ำงต้น 3.9 วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ผู้วิจัยนำแบบสอบถามที่ได้รับคืนที่ตรวจสอบความสมบูรณ์แล้ว มาบันทึกรหัส (Coding) ตามที่กำหนดไว้ เพื่อประมวลผลข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป (SPSS) โดยสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล สามารถจำแนกได้ ดังนี้ 3.9.1 สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) เพื่ออธิบายลักษณะของกลุ่มตัวอย่าง ในส่วนของ ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง ความต้องการจำเป็นต่อสมรรถนะของนักศึกษาสาขาวิชาการโรงแรม โดยใช้การ วิเคราะห์ ดังนี้ ส่วนที่ 1 ข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่าง แสดงผลเป็นแจกแจงความถี่ (Frequency) และค่าร้อย ละ (Percentage)
(18) 3.9.2 ส่วนที่ 2 และส่วนที่ 3 วิเคราะห์สภาพจริงที่เป็นอยู่ และสภาพที่ควรเป็น โดยคำนวณหา ค่าเฉลี่ย และคำนวณหาส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมถึงคำนวณหา ดัชนีลำดับความสำคัญของความจำเป็น Priority Need Index :PNI) สูตรคำนวณด้วยเทคนิค PNI Modified Need ของนงลักษณ์ วิรัชชัยและสุวิมล วิ่ง วิมล(สุวิมล วิ่งวิมล,2550:279) PNI modified = (I-DX/D I (Importance) หมายถึงสภาพที่เป็นอยู่ D (Degree of success) หมายถึงสภาพที่ควรจะเป็น 3.9.3 สถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistic) ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ (1) ใช้การแจกแจงแบบที (t-test) วิเคราะห์ข้อมูลเรื่องเพศ เพราะ ตัวเลือกมีแค่ 2 ตัวแปรคือ ชายกับ หญิง ในการทดสอบสมมติฐานในการเปรียบเทียบความแตกต่าง ระหว่างเพศ (ในแบบสอบถาม ส่วนที่2 ตอนที่ 1 ด้านประชากรศาสตร์) กับสมรรถนะความต้องการจำเป็น (ในแบบสอบถาม ส่วนที่ 2 ตอนที่ 2) และสมรรถนะที่มี อยู่ในปัจจุบัน (ในแบบสอบถาม ส่วนที่2 ตอน ที่ 3) (2) ใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA) วิเคราะห์ข้อมูลในการทดสอบ สมมติฐานในการเปรียบเทียบตัวแปรอายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์การทำงาน (ในแบบสอบถาม ส่วนที่2 ตอนที่ 1 ด้านประชากรศาสตร์) กับ สมรรถนะ ที่มีอยู่ในปัจจุบัน (ในแบบสอบถาม ส่วนที่2 ตอนที่ 2)และ สมรรถนะที่จำเป็นต้องมี (ในแบบสอบถาม ส่วนที่2 ตอนที่3) เพราะตัวเลือกที่มีมากกว่า 2 ตัวแปร (3) การวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson Correlation Coefficient) ใช้ในการ พยากรณ์ตัวแปรตามหนึ่งตัว ซึ่งเป็นผลมาจากตัวแปรต้นตั้งแต่สองตัวขึ้นไป (4) 1.10 การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยนำข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์มาวิเคราะห์ข้อมูลคู่กับเอกสารทางวิชาการที่ ได้ทำการค้นคว้า โดย ใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ซึ่งเป็นวิธีการหนึ่งในการ วิเคราะห์เชิงบรรยายด้วยการมุ่งเน้น ไป ที่การตีความและสร้างข้อสรุปของข้อ มูลจากปรากฏการณ์ที่ มองเห็นหรือความจริงเฉพาะเรื่องตามที่ผู้ให้ สัมภาษณ์ต้องการสื่อ โดยอาศัยวิจารณญาณของผู้วิจัย เป็นหลัก(Bordens and Abbott, 1999) เมื่อทำ การ วิเคราะห์เนื้อหาจากการสัมภาษณ์เรียบร้อยแล้ว จากนั้น นำมาเป็นแนวทางในการพัฒนาสมรรถนะนักศึกษาสาขา การโรงแรมภายหลังสถานการณ์โควิด- 19 ต่อไป 3.10.1 การตรวจสอบข้อมูลเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยได้ทำการตรวจสอบข้อมูลในการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการตรวจสอบแบบ สามเส้าด้านข้อมูล (Data Triangulation) โดยพิจารณาจากแหล่งบุคคลที่ให้ข้อมูลแตกต่างกันกล่าวคือ ถ้าบุคคลผู้ให้ข้อมูลเปลี่ยนไป ข้อมูลจะเหมือนเดิมหรือไม่ (อรุณี อ่อนสวัสดิ์, 2551: 282; สุภางค์ จันทวานิช, 2553:128) ซึ่งถ้าทุกแหล่งข้อมูล พบว่า ได้ข้อค้น พบมาเหมือนกัน แสดงว่าข้อมูล ที่ผู้วิจัยได้มามีความถูกต้อง ทั้งนี้การตรวจสอบข้อมูลได้ทำ ไป พร้อมกับการเก็บรวบรวมข้อมูลขณะ อยู่ในภาคสนามจากการสัมภาษณ์ผู้บริหาร ผู้จัดการทั่วไป หัวหน้า พนักงาน
(19) ของสถานประกอบการที่รับนักศึกษาฝึกงาน เพื่อขจัดจุดด้อยหรือความลำเอียงภายในและปัญหาที่ได้จากบุคคล กลุ่มเดียวและตามที่ ผู้วิจัยได้เจาะจงกลุ่มตัวอย่างไว้10 คนนั้น ผู้วิจัยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพที่ได้เก็บ ข้อมูลจาก การสัมภาษณ์ โดย Norwood (2000: 376) กล่าวว่าการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพเป็นการจัดข้อมูล และการติดตามข้อมูลเชิงบรรยายในแนวกว้าง เพื่อวิเคราะห์หาประเด็น สร้างข้อสรุป แล้วตัดสินใจ ว่าอะไรเป็น คำตอบที่ต้องการอีกทั้ง สิน พันธุ์พินิจ (2554: 274-275) ได้อธิบายว่า การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพต้องการ ความเป็นระบบ มีความเป็นวิชาการ มุ่งที่จะกระตุ้น ให้เกิดข้อสรุปหรือ สมมติฐานจากปรากฏการณ์จริงมากกว่าที่ จะพิสูจน์สมมติฐานการวิจัยที่ตั้งไว้ก่อน ดังนั้นต้องใช้แนวคิดและทฤษฎีประกอบในการวิเคราะห์