~1~ หนา้
สารบัญ 1
2
สารบัญ 4
จรรยาบรรณนักวจิ ัย 6
รปู แบบการพมิ พ์ ดุษฎนี ิพนธ์ วิทยานพิ นธ์ และคน้ ควา้ อิสระ 10
การอ้างอิงในเนื้อหา 23
การอา้ งองิ ทา้ ยเลม่
ภาคผนวก ก ตวั อยา่ งการจัดรปู เลม่
~2~
จรรยาบรรณนักวิจัย
คณะกรรมการบริหารสภาวจิ ัยแห่งชาติ ในการประชุมเมื่อวันท่ี 8 เมษายน 2541 ไดก้ าหนด
จรรยาบรรณนกั วิจัยขึ้น เพ่ือใช้เปน็ แนวหลกั เกณฑ์ควรประพฤติของนักวจิ ยั ทัว่ ไปไม่วา่ สาขาวิชาใด โดยใหม้ ี
ลกั ษณะเปน็ ข้อพึงสงั วร คณุ ธรรมและจริยธรรมในการทางานวิจัยของนักวจิ ยั ไทย ดังนี้
นกั วจิ ยั หมายถึง ผู้ท่ดี าเนนิ การคน้ ควา้ หาความรู้อย่างเป็นระบบ เพ่ือตอบประเด็นทสี่ งสัย โดยมี
ระเบยี บวธิ ีอันเป็นทยี่ อมรับในแต่ละศาสตร์ท่เี ก่ยี วข้อง ระเบียบวธิ ีดงั กลา่ วจงึ ครอบคลุมทัง้ แนวคิด มโนทัศน์
และวธิ กี ารทใ่ี ช้ในการรวบรวมและวิเคราะหข์ ้อมลู
จรรยาบรรณ หมายถึง หลักความประพฤตอิ ันเหมาะสม แสดงถึงคุณธรรมและจริยธรรมใน การ
ประกอบอาชีพที่กลุ่มบคุ คลและแตล่ ะสาขาวชิ าชีพประมวลขึ้นไวเ้ ป็นหลกั เพื่อให้สมาชิกในสาขาวชิ าชีพน้ัน
ยึดถอื ปฏิบัตเิ พื่อรักษาชื่อเสียงและส่งเสริมเกียรตคิ ณุ ของสาขาวิชาชพี ของตน
จรรยาบรรณในการวิจัย จัดเปน็ องค์ประกอบทสี่ าคัญของระเบยี บวิธวี ิจยั เนอื่ งดว้ ยใน
กระบวนการคน้ ควา้ วจิ ยั นกั วจิ ยั จะตอ้ งเขา้ ไปเกยี่ วข้องใกล้ชิดกบั ส่งิ ท่ีศึกษา ไม่ว่าจะเป็นสิ่งมชี ีวิตหรอื ไมม่ ชี ีวติ
การวจิ ยั จงึ อาจส่งผลกระทบในทางลบต่อสง่ิ ท่ีศึกษาได้ หากผูว้ จิ ัยขาดความรอบคอบระมัดระวงั การวิจัยเป็น
กจิ กรรมท่ีมคี วามสาคัญอย่างยิง่ ตอ่ การวางแผนและกาหนดนโยบายในการพฒั นาประเทศทุกด้าน โดยเฉพาะ
การพัฒนาคณุ ภาพชีวิตของคนในประเทศ ผลงานวจิ ัยทม่ี คี ุณภาพข้นึ อยกู่ บั ความร้คู วามสามารถของนักวจิ ยั ใน
เร่ืองที่จะศึกษา และข้นึ อยกู่ บั คณุ ธรรมจริยธรรมของนักวจิ ัยในการทางานวิจยั ด้วย ผลงานวจิ ัยทดี่ อ้ ยคุณภาพ
ด้วยสาเหตุใดก็ตาม หากเผยแพรอ่ อกไปอาจเปน็ ผลเสยี ตอ่ วงวิชาการและประเทศชาติได้
ดว้ ยเหตนุ ี้ สภาวิจัยแหง่ ชาติจงึ กาหนด จรรยาบรรณนักวจิ ยั ไว้เปน็ แนวทางสาหรับนกั วจิ ัยยดึ ถือ
ปฏิบัติ เพื่อให้การดาเนนิ งานวิจัยตงั้ อย่บู นพืน้ ฐานของจรยิ ธรรมและหลักวชิ าการท่ีเหมาะสมตลอดจนประกัน
มาตรฐานของการศกึ ษาค้นคว้าให้เป็นไปอยา่ งสมศักดิ์ศรีและเกยี รตภิ มู ิของนักวิจยั ไว้ 9 ประการ ดงั นี้
1. นักวิจัยต้องซื่อสตั ย์และมีคุณธรรมในทางวชิ าการและการจดั การ
นักวิจยั ต้องมีความซื่อสตั ยต์ อ่ ตนเอง ไม่นาผลงานของผู้อน่ื มาเปน็ ของตน ไม่ลอกเลยี นงานของ
ผู้อ่ืน ตอ้ งใหเ้ กียรติและอ้างถงึ บคุ คลหรอื แหลง่ ทีม่ าของขอ้ มูลทนี่ ามาใช้ในงานวจิ ยั ต้องซื่อตรงต่อการแสวงหา
ทนุ วิจยั และมีความเปน็ ธรรมเกีย่ วกับผลประโยชนท์ ี่ได้จากการวิจัย
2. นกั วจิ ยั ต้องตระหนกั ถึงพันธกรณีในการทาวิจยั ตามข้อตกลงทท่ี าไว้กับหนว่ ยงานที่
สนับสนุนการวิจยั และต่อหน่วยงานที่ตนสังกดั
นักวิจัยต้องปฏิบตั ติ ามพันธกรณีและข้อตกลงการวจิ ัยท่ีผเู้ ก่ียวข้องทุกฝา่ ยยอมรบั ร่วมกนั อุทิศ
เวลาทางานวิจยั ใหไ้ ด้ผลดีทีส่ ุดและเปน็ ไปตามกาหนดเวลา มีความรบั ผิดชอบไม่ละทิง้ งานระหว่างดาเนินการ
3. นักวจิ ยั ต้องมีพน้ื ฐานความร้ใู นสาขาวชิ าการท่ีทาวจิ ัย
นักวิจัยตอ้ งมีพ้ืนฐานความรู้ในสาขาวิชาการท่ที าการวจิ ยั อย่างเพยี งพอ และมีความรคู้ วาม
ชานาญหรือมปี ระสบการณ์เก่ียวเน่อื งกบั เร่ืองที่ทาวจิ ยั เพอื่ นาไปสงู่ านวจิ ัยท่มี ีคุณภาพและเพ่ือป้องกนั ปัญหา
การวเิ คราะห์ การตคี วาม หรือการสรปุ ทีผ่ ดิ พลาด อนั อาจกอ่ ให้เกดิ ความเสยี หายต่องานวิจยั
~3~
4. นกั วจิ ัยต้องมคี วามรบั ผิดชอบต่อส่งิ ท่ีศึกษาวจิ ัย ไม่วา่ จะเปน็ สิ่งท่ีมีชีวิตหรือไมม่ ีชีวิตนกั วจิ ยั
ตอ้ งดาเนินการด้วยความรอบคอบระมัดระวังและเท่ยี งตรง ในการทาวิจยั ทเี่ กยี่ วข้องกับคน
สัตว์ พืช ศิลปวฒั นธรรม ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม มจี ติ สานึกและมปี ณิธานทจ่ี ะ อนรุ ักษ์ศลิ ปวัฒนธรรม
ทรพั ยากรและส่งิ แวดล้อม
5. นักวจิ ัยต้องเคารพศักด์ศิ รีและสทิ ธิของมนุษย์ท่ีใชเ้ ป็นตวั อย่างในการวิจยั
นักวจิ ยั ตอ้ งไม่คานึงถงึ ผลประโยชนท์ างวิชาการจนละเลยและขาดความเคารพในศักด์ิศรีของ
เพอื่ นมนุษย์ ต้องถือเป็นภาระหนา้ ที่ท่ีจะอธบิ ายจดุ มงุ่ หมายของการวจิ ัยแก่บุคคลท่เี ปน็ กลมุ่ ตัวอย่างโดยไม่
หลอกลวงหรือบีบบังคบั และไมล่ ะเมดิ สทิ ธสิ ว่ นบคุ คล
6. นักวิจัยต้องมีอิสระทางความคิดโดยปราศจากอคติในทุกข้นั ตอนของการทาวจิ ัย
นักวิจัยตอ้ งมีอิสระทางความคดิ ต้องตระหนักวา่ อคตสิ ่วนตนหรอื ความลาเอียงทางวชิ าการ
อาจส่งผลให้มกี ารบิดเบอื นขอ้ มูลและข้อค้นพบทางวิชาการ อันเปน็ เหตุใหเ้ กิดผลเสยี หายต่องานวจิ ยั
7. นกั วจิ ัยพึงนาผลงานวจิ ัยไปใช้ประโยชน์ในทางทีช่ อบ
นกั วจิ ยั พึงเผยแพร่งานวิจัยเพื่อประโยชน์ทางวชิ าการและสังคม ไม่ขยายผลต่อข้อคน้ พบจนเกิน
ความเป็นจรงิ และไมใ่ ช้ผลงานไปในทางมชิ อบ
8. นกั วิจยั พงึ เคารพความคิดเห็นทางวิชาการของผู้อน่ื
นกั วิจยั พงึ มใี จกว้าง พร้อมทจี ะเปดิ เผยข้อมูลและขน้ั ตอนการวจิ ัย ยอมรบั ฟงั ความคิดเห็นและ
เหตผุ ลทางวิชาการของผู้อนื่ และพร้อมท่ีจะปรบั ปรุงแก้ไขงานวิจยั ของตนเองให้ถูกต้อง
9. นกั วิจยั พึงมีความรับผิดชอบต่อสังคมทกุ ระดับ
นกั วจิ ยั พงึ มจี ติ สานึกทีจ่ ะอุทิศกาลังสติปญั ญาในการทาวจิ ยั เพอื่ ความกา้ วหน้าทางวชิ าการเพ่อื
ความเจริญและประโยชน์สุขของสังคมและมวลมนษุ ยชาติ
~4~
รูปแบบการพิมพ์ ดษุ ฎนี พิ นธ์ วทิ ยานิพนธ์ และคน้ ควา้ อสิ ระ
การพิมพ์ดุษฎนี พิ นธ์ วทิ ยานิพนธ์ และการค้นควา้ อสิ ระ ต้องยึดตามรูปแบบที่กาหนดไว้ อยา่ ง
เครง่ ครดั หากมกี ารเปลี่ยนแปลงหรือไม่ตรงตามขอ้ กาหนด ตอ้ งผา่ นการปรึกษาทาความตกลงกบั อาจารย์ที่
ปรึกษาและสานักงานบณั ฑิตวทิ ยาลัยก่อน การอธิบายเน้ือหาในบทท่ี 3 น้ี จะกลา่ วถงึ วิทยานิพนธ์เปน็ หลัก
อยา่ งไรก็ตามการพมิ พ์ดษุ ฎีนิพนธแ์ ละการค้นคว้าอิสระให้ใชร้ ปู แบบเดยี วกบั วิทยานพิ นธ์ แตใ่ ห้เปล่ียนคาว่า
“วิทยานิพนธ์” เปน็ คาวา่ “ดุษฎนี พิ นธ์” หรอื “การคน้ ควา้ อิสระ” ตามกรณี
กระดาษที่ใช้พิมพ์
กระดาษสีขาว ไม่มีเส้นบรรทัด ขนาดมาตรฐาน A4 ความหนา 80 แกรม พมิ พห์ นา้ เดยี วตัวอักษร
1. การจัดพิมพ์ ใหพ้ ิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์ ตัวอักษรสีดฎ คมชัด
2. วิทยานพิ นธฉ์ บบั ภาษาไทย กาหนดใหใ้ ชแ้ บบอกั ษร (Font) “Cordia New” หรอื
“TH Sarabun New” โดยต้องใช้ตวั อักษรแบบใดแบบหนึ่งตลอดทง้ั เล่ม
2.1 ช่ือบท ใชอ้ กั ษรขนาด 20 พอยท์ ตัวหนา
2.2 หวั ข้อใหญ่ ใชอ้ ักษรขนาด 18 พอยท์ ตวั หนา และหัวข้อย่อย ใช้ 16 พอยท์ ตวั หนา
2.3 เนอื้ หา ใช้อักษรขนาด 16 พอยท์ ตัวธรรมดา
3. วทิ ยานิพนธฉ์ บับภาษาอังกฤษกาหนดใหใ้ ชแ้ บบอักษร “Times New Roman” โดยชอ่ื บทใช้
อักษรขนาด 14 พอยท์ ตัวหนา หัวขอ้ ใหญ่และหวั ขอ้ ย่อย ใชอ้ กั ษรขนาด 12-14 พอยท์ ตัวหนา ตามความ
เหมาะสม สว่ นเนอื้ หาใชอ้ ักษรขนาด 12 พอยท์ ตวั ธรรมดา
4. การพมิ พต์ วั เลข ใหใ้ ช้เลขอารบคิ เหมือนกันตลอดทั้งเล่ม
การเว้นระยะขอบกระดาษ
เนอื้ หาภายในเล่ม กาหนดให้เวน้ ระยะขอบกระดาษทั้ง 4 ด้าน ดงั น้ี
ขอบบน 1.5 น้วิ (หรือ 3.81 ซม.) ขอบล่าง 1 นิ้ว (หรือ 2.54 ซม.)
ขอบซา้ ย 1.5 นวิ้ (หรือ 3.81 ซม.) ขอบขวา 1 น้วิ (หรือ 2.54 ซม.)
เฉพาะปกหนา้ เทา่ น้ัน กาหนดใหเ้ วน้ ระยะขอบบน 1 น้วิ ขอบซ้ายและขวาจดั ให้เท่ากัน (จัดศนู ย์
ตัวอักษรอย่กู ึ่งกลางหนา้ กระดาษ) ขอบล่างเว้นระยะ 1 นิว้
เลขหน้าและการลาดบั หน้า
กาหนดใหพ้ ิมพเ์ ลขหน้า (Pagination) ด้วยตวั อกั ษรแบบเดียวกบั เนอ้ื หา ขนาด 16 พอยท์ ตวั
ธรรมดา พมิ พ์ไว้ท่ีมุมขวาดา้ นบนของหน้ากระดาษ หา่ งจากขอบกระดาษด้านบน 1 นวิ้ รายละเอียดดังน้ี
1. สว่ นนา (Preliminaries) ลาดับหน้าวิทยานพิ นธ์ภาษาไทยดว้ ยตวั อกั ษรพยญั ชนะไทย (ก, ข,....)
โดยใหเ้ รมิ่ นับหนา้ ก ตงั้ แต่หนา้ บทคัดย่อและนบั ทุกหนา้ ไปจนถงึ หน้าสดุ ท้ายของ สว่ นนา ส่วนวิทยานพิ นธ์
ภาษาองั กฤษลาดับหน้าด้วยตัวอกั ษรโรมนั (I, II, III, …..) โดยใหเ้ ร่ิมนับหน้า I ต้งั แต่ ABSTRACT และนบั ทกุ
หนา้ ไปจนถงึ หน้าสดุ ทา้ ยของสว่ นนา
~5~
2. สว่ นเนอ้ื หา (Contents) และสว่ นประกอบท้ายเร่ือง ลาดับเลขหน้าด้วยตัวเลข อารบิค (1, 2,
3, …..) เริม่ นบั หน้า 1 ต้ังแตห่ น้าแรกของบทนาและนับทกุ หน้าไปจนจบหน้าสดุ ท้าย ยกเว้นหนา้ ท่ไี ม่ต้องพมิ พ์
เลขหน้าแต่ให้นบั หนา้ รวมดว้ ย ได้แก่ หนา้ ปกใน หนา้ แรกของกติ ตกิ รรมประกาศ หน้าแรกของบทคัดย่อ หนา้
แรก Abstract หน้าแรกของสารบัญ หนา้ แรกของสารบัญตาราง หน้าแรกของสารบญั ภาพ หน้าแรกของแตล่ ะ
บท หน้าแรกของภาคผนวก และหนา้ แรกของประวตั ยิ อ่ ของผวู้ ิจยั
การเว้นระยะพิมพ์
1. การยอ่ หนา้ ใหเ้ วน้ ระยะ 7 ชว่ งตวั อกั ษร หรือ 1.5 เซนติเมตร จากท่เี ว้นระยะขอบแล้ว การยอ่
หน้าตอ้ งเหมือนกนั ตลอดทั้งเล่ม
2. การจัดหนา้ เนอ้ื หา กนั้ หน้ากน้ั หลังให้ตรงแนวเดยี วกนั ท้ังดา้ นซ้ายและขวา โดยใชค้ าสง่ั
“กระจายแบบไทย” (คลกิ ไอคอน ท่ีกลมุ่ คาส่ังย่อหน้า ในโปรแกรมไมโครซอฟทเ์ วิร์ด)
3. การเว้นระยะหา่ งบรรทัด
3.1 หัวขอ้ ใหญ่และหัวขอ้ ย่อย ใหเ้ วน้ 1 บรรทดั ก่อนขึน้ หัวข้อ
3.2 เน้อื หา กาหนดระยะห่างระหว่างบรรทดั เปน็ 1.0 หรอื 1 เทา่ โดยใชค้ าสงั่ “ระยะห่าง
บรรทัดและย่อหน้า” (คลิกไอคอน ท่ีกลุ่มคาสง่ั ย่อหนา้ ในโปรแกรมไมโครซอฟทเ์ วิรด์ )
3.3 รูปภาพและตาราง กรณีทร่ี ปู ภาพและตารางแทรกอยู่ในเนอื้ หา ใหเ้ วน้ 1 บรรทดั ดา้ นบน
และดา้ นล่างของรูปภาพและตาราง
4. การเว้นระยะพิมพห์ ลังเคร่ืองหมายตา่ ง ๆ
ด้านหนา้ เครื่องหมายให้พิมพ์ตดิ ขอ้ ความ ส่วนหลังเครือ่ งหมายใหเ้ ว้นระยะ ดงั นี้
4.1 หลังเครอื่ งหมายมหพั ภาค (. Period) เว้น 2 ระยะ
4.2 หลงั เครื่องหมายจลุ ภาค (, Comma) เวน้ 1 ระยะ
4.3 หลงั เคร่อื งหมายอฒั ภาค (; Semi-colon) เวน้ 1 ระยะ
4.4 หลังเครื่องหมายทวิภาค (: Colons) เวน้ 1 ระยะ
~6~
การอ้างอิงในเนื้อหา
ในการเขยี นงานวิชาการรวมท้ังการทาวิทยานิพนธ์ จะต้องมีการระบุแหล่งท่ีมาของข้อมูล ที่
นามาใช้ในการเขียนหรอื การเรยี บเรยี ง เพื่อให้เกียรตแิ กเ่ จ้าของความคดิ หรือเจา้ ของผลงานและถือเปน็
จรรยาบรรณของผเู้ ขียน นอกจากนีย้ งั เป็นประโยชนใ์ นการใหผ้ ้อู ่านได้พจิ ารณาความถูกต้อง ความนา่ เชื่อถือ
ของวทิ ยานิพนธ์ และสามารถนาไปศึกษาค้นคว้าเพ่ิมเติมต่อไป
การอา้ งองิ แบบนาม-ปี
การทาวทิ ยานิพนธข์ องมหาวิทยาลยั ราชภัฏอดุ รธานี กาหนดให้ใช้การอ้างอิง ระบบนาม-ปี
(Author Year System) เปน็ การอา้ งอิงโดยการแทรกเอกสารทอี่ า้ งองิ ไวใ้ นเนอ้ื เร่ือง วิทยานพิ นธ์ ด้วยการระบุ
ชือ่ นามสกลุ ของผ้แู ต่ง และปีท่พี มิ พ์ พร้อมทั้งเลขหนา้ ที่อา้ งองิ ในเอกสารน้นั ในกรณีทีค่ ัดลอกมาโดยตรงหรือ
ประมวลความคิดมา นอกจากเปน็ การสรปุ เนอื้ หาหรือแนวคิดเอกสารท้ังเลม่ ไมต่ อ้ งระบเุ ลขหน้า โดยให้ใส่ไว้
ในวงเล็บแทรกอย่กู ับเนื้อหาวิทยานิพนธก์ ่อนหรอื หลังขอ้ ความทตี่ ้องการอ้างอิงเป็นการอ้างอิงเพียงย่อ ๆ การ
อ้างอิงต้องปรากฏอยู่ใน 2 แห่ง อย่างสอดคล้องกัน แห่งแรกคือรายการอ้างอิงทป่ี รากฏอย่ใู นเนอื้ หา แห่งท่ีสอง
คือรายการ เอกสารอา้ งองิ ท้ายเล่ม ซ่งึ รายการอา้ งองิ ในเน้ือหาจะช่วยใหผ้ ู้อา่ นสามารถหารายละเอยี ดของ
รายการอา้ งองิ น้ัน ๆ ไดจ้ ากเอกสารอ้างอิงทา้ ยเล่ม ดังน้นั รายการที่อ้างอิงในเนื้อหาทุกรายการจะต้องมี
รายละเอียดใน “เอกสารอ้างองิ ” ท่อี ยทู่ า้ ยเล่ม และในทานองเดียวกนั ทุกรายการทอี่ ยู่ใน เอกสารอา้ งอิงทา้ ย
เล่มจะต้องมีการอา้ งอิงไว้ในเน้ือหาและขอ้ มลู ของท้ังสองแหง่ จะต้องมีข้อมลู ที่ถูกต้องตรงกนั
ส่วนประกอบของการอ้างอิง
โดยท่วั ไปการอ้างอิงแบบนาม-ปี ประกอบดว้ ยสว่ นสาคัญ 3 ส่วน คือ ชื่อ นามสกลุ ผแู้ ตง่ ตามดว้ ย
เครอื่ งหมายจลุ ภาคหรอื คอมมา ( , ) ปีที่พิมพ์ ตามดว้ ยเครื่องหมายทวภิ าคหรอื โคลอน ( : ) และหนา้ ท่อี า้ ง
โดยระบุไว้ในวงเล็บ ดังน้ี
(ชือ่ //นามสกุลผ้แู ตง่ , /ปีท่ีพิมพ์:/หนา้ ท่ีอา้ ง) หรอื ชื่อ//นามสกลุ ผแู้ ตง่ /(ปีทพ่ี ิมพ:์ /หน้าทีอ่ ้าง
หมายเหต:ุ เครอ่ื งหมาย “ / ” หมายถึง กดแป้น Space bar ที่คยี บ์ อร์ด 1 ครัง้
รปู แบบการอ้างองิ
การเขยี นการอ้างอิงในเน้อื หามีวธิ กี ารเขียนได้ 2 รปู แบบ ดังนค้ี ือ
1. การเขยี นอา้ งองิ ไวห้ นา้ ข้อความทต่ี อ้ งการอา้ งอิง เพ่ือให้ความสาคัญกับผูแ้ ต่งเอกสาร
โดยระบชุ ่ือและนามสกุลสาหรับผ้แู ตง่ คนไทย ระบเุ ฉพาะนามสกุลสาหรบั ผูแ้ ตง่ ชาวตา่ งชาติไว้
นอกวงเลบ็ สว่ นปีพิมพ์และเลขหนา้ ใหร้ ะบุไว้ในวงเล็บ แล้วคั่นด้วยเคร่ืองหมายทวิภาค ( : ) กอ่ นเนอ้ื หา
~7~
ตวั อยา่ งท่ี 1
ธเนศ ยุคันตวนชิ ชยั (2552: 10) ได้กลา่ ววา่ สงั คมเปลย่ี นแปลงไปอยา่ งรวดเร็ว หลายสถาบันพากนั ลม่
สลาย ข้อเท็จจริงดงั กล่าวจะส่งผลรนุ แรงตอ่ การคดิ เชงิ กลยทุ ธใ์ นการตลาดกฬี าซ่งึ สอื่ มวลชนระดบั โลก ล้วนแต่มีสว่ นควบคุม
ความคดิ เหน็ ของสังคมโลก
ตัวอยา่ งท่ี 2
Oka (1982: 120) pointed out that factors contributing to increased pre-harvest losses are
continued planting of non-resistant varieties, planting of modern varieties with a small genetic base for
resistance to certain pest species, continuous year-round planting, and overdependence on pesticides.
2. การเขยี นอ้างอิงไวท้ า้ ยข้อความทตี่ ้องการอ้างอิง เพื่อให้ความสาคัญกบั เนื้อหา
โดยระบชุ อ่ื นามสกลุ สาหรับผแู้ ต่งคนไทย ระบุเฉพาะนามสกลุ สาหรบั ผแู้ ต่งชาวตา่ งชาติ ตาม
ด้วยเครื่องหมายจลุ ภาค ( , ) ปีทีพ่ มิ พ์ ตามดว้ ยเครื่องหมายทวภิ าค ( : ) และเลขหนา้ ท่ีอ้างถึงอยใู่ น
เครอื่ งหมายวงเล็บ ตอ่ ทา้ ยเนื้อหา
ตวั อยา่ งท่ี 1
การเรียนบนเว็บเปน็ การใช้เวบ็ ในการเรยี นการสอน โดยอาจใช้เว็บเพื่อนาเสนอบทเรยี นในลกั ษณะสือ่ หลายมติ ิ
ของวิชาทั้งหมดตามหลักสตู ร หรือใช้เพยี งการเสนอขอ้ มลู บางอยา่ ง เพื่อประกอบการสอนกไ็ ด้ (กดิ านนั ท์ มลทิ อง, 2543: 5)
ตวั อย่างท่ี 2
Factors contributing to increased pre-harvest losses are continued planting of nonresistant
varieties, planting of modern varieties with a small genetic base for resistance to certain pest species,
continuous year-round planting, and overdependence on pesticides. (Oka, 1982: 120)
หลักการอา้ งอิง
1. เอกสารที่มีผู้แตง่ 1 คน
1.1 ผู้แต่งคนไทย แตง่ เอกสารเป็นภาษาไทย ให้ใสช่ อ่ื เวน้ วรรค 2 ระยะและนามสกุล
ตามลาดบั สว่ นคานาหนา้ ชื่ออืน่ ๆ ให้ตดั ออก ไม่วา่ จะเป็นตาแหน่งวิชาการ เช่น ศาสตราจารย์ หรือคาเรียก
ทางวิชาชีพ เชน่ นายแพทย์ ทันตแพทย์ เปน็ ต้น
ตัวอย่าง
ธรี ะ รามสตู ร (2555: 25-26)
สมศกั ด์ิ ไพบลู ย์ (2555: 29)
1.2 ผูแ้ ตง่ ชาวตา่ งประเทศ แต่งเอกสารเปน็ ภาษาตา่ งประเทศ ใส่เฉพาะนามสกลุ เทา่ นน้ั จะ
เขียนชอ่ื เป็นภาษาไทยหรือไม่กไ็ ด้ แต่ทงั้ นตี้ ้องใหเ้ ปน็ รปู แบบเดยี วกนั ตลอดเลม่
ตวั อยา่ ง
(Anderson, 2002: 19)
Jones (1999: 82)
หรอื โจนส์ และ ฮอปกดู (Jones & Hopgood, 2009: 82)
~8~
2. ผ้แู ตง่ ที่เป็นสถาบนั
ใหร้ ะบชุ ื่อของสถาบันอย่างชัดเจน เพอื่ ไมใ่ ห้ผู้อา่ นสบั สนกับสถาบนั อน่ื ท่ีอาจมชี ื่อคล้ายกนั
โดยมีหลักการดังน้ี
2.1 ให้ระบุชื่อสถาบนั ตามท่ีปรากฏ
ตวั อย่าง
(สมาคมผูส้ ง่ ออกไทย, 2553: 23)
สานกั งานคณะกรรมการตรวจเงนิ แผน่ ดิน (2549: 50)
2.2 ถ้าเปน็ หนว่ ยงานของรฐั ให้เร่ิมตน้ จากหนว่ ยงานใหญไ่ ป หนว่ ยงานย่อย ยกเว้น
หน่วยงานทมี่ ผี ลงานเป็นทีร่ จู้ ักอาจลงจากหนว่ ยงานยอ่ ยได้เลย
ตวั อยา่ ง
(มหาวทิ ยาลัยราชภฏั อดุ รธานี คณะวทิ ยาศาสตร,์ 2552: 1)
(กรมศิลปากร, 2555: 10)
(สานกั งานเลขาธิการสภาการศกึ ษา สานกั นโยบายและแผนการศกึ ษา, 2557: 189)
3. ไม่ปรากฏปพี ิมพ์
ใส่ “ม.ป.ป.” สาหรับเอกสารภาษาไทย หรือ “n.d.” สาหรับเอกสารภาษาอังกฤษ แทนปีพมิ พ์
ตวั อย่าง
คานูน สิทธิสมาน (ม.ป.ป.: 18)
(พนสั นาคนิ ทร์, ม.ป.ป.: 23)
(Viravaidya, n.d.: 45)
4. เอกสารหลายเรือ่ งทม่ี ีผูแ้ ต่งหลายคน
ในบางครัง้ จาเป็นที่ต้องอา้ งเรอ่ื งทเ่ี ขยี นโดยผแู้ ตง่ หลายคนพร้อมกัน เพ่ือแสดงแนวคิดและ
ผลการศึกษาทคี่ ล้ายคลึงกนั ทาได้ 2 วธิ ี คือ
4.1 ให้เรยี งรายการที่อา้ งตามลาดับเอกสารท่ปี รากฏในเอกสารอา้ งองิ ท้ายเลม่ โดยค่ัน
เอกสารแตล่ ะเรื่องที่อ้างถึงด้วยเคร่อื งหมายอฒั ภาค ( ; )
ตัวอย่าง
(เจอื สตะเวทนิ , 2553: 143; ปราโมทย์ นาครทรรพ และ ประภาศรี สีหอาไพ, 2546: 98-100; ทอง
สขุ นาคโรจน,์ 2556: 83)
(Brook et al., 2000: 107; Sorensen, 1988: 177)
(Greenberg & Bumbarger, 2000; Yawn et al., 2000)
4.2 ให้เรียงตามปีพิมพ์จากน้อยไปหามาก โดยใช้เคร่ืองหมายอัฒภาค ( ; ) ค่ันระหว่าง
เอกสารท่ีอ้างแต่ละเรื่อง เพื่อแสดงวิวฒั นาการของเร่อื งท่ศี ึกษา
ตัวอย่าง
(Woodward, 1995: 77-78; Fiedler, 1997: 15; Thompson, 1999: 125)
(เจอื สตะเวทนิ , 2553: 143; ทองสุข นาคโรจน,์ 2554: 83; ปราโมทย์ นาครทรรพ และประภาศรี สหี
อาไพ, 2555: 98-100)
~9~
5. การบรรยาย/ อภิปราย/ สมั ภาษณ์
การอา้ งอิงบทสมั ภาษณ์ การบรรยายหรอื อภปิ รายทางวิชาการ เอกสารประเภท จดหมาย
บนั ทึกการสนทนา บันทกึ การสมั ภาษณ์ ใหใ้ สช่ อ่ื -สกุล ผูบ้ รรยาย ผใู้ หส้ มั ภาษณ์ โดยระบุใหท้ ราบหลงั ชือ่ ว่า
เปน็ การบรรยาย สมั ภาษณ์ หรอื ลักษณะพิเศษดังกล่าว พรอ้ มกับวันที่ (ถ้ามี)
ตวั อยา่ ง
(ชวน หลีกภัย, สมั ภาษณ์ 5 กนั ยายน 2540)
(คณุ หญิงปรยี า กุลละวนิช, สัมภาษณ์ 25 เมษายน 2545)
(Buch, Interview May 7, 1995)
6. การอา้ งองิ บทความวารสาร
การอ้างอิงบทความวารสาร ซ่ึงวารสารฉบับหนึ่งจะมบี ทความหลายบทความและ แต่ละ
บทความก็จะมีผเู้ ขียนบทความ ในการอ้างอิงใหร้ ะบุช่ือ-สกุลผูเ้ ขยี นบทความ ปที ่วี ารสารออกเผผแพร่ ตามด้วย
เลขหน้า ในกรณีทีไ่ ม่ปรากฏชอ่ื ผเู้ ขยี นบทความ ใหใ้ ชช้ อื่ ของบทความแทน
ตัวอยา่ ง
ประภากร แก้ววรรณา (2557: 12)
(ศักยภาพและความต้องการสารสนเทศเพือ่ การท่องเท่ียวท้องถน่ิ เมืองมรดกโลก
หลวงพระบางสปู่ ระชาคมอาเซียน, 2557: 12)
7. เอกสารอเิ ล็กทรอนกิ ส์
การอา้ งเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ วารสารอิเล็กทรอนิกส์ ให้อ้างอิงเหมือนกบั เอกสารทัว่ ไปโดย
ระบชุ ่ือหรอื นามสกุลผ้แู ตง่ ตามด้วยปพี ิมพห์ รือปีที่สืบคน้ และเลขหน้า (ถ้าม)ี ไวใ้ นวงเลบ็ ในกรณที ี่ไม่ปรากฏ
ชอ่ื ผู้แตง่ ให้ใช้ชอ่ื เร่ืองแทน
ตัวอยา่ ง
วิจารณ์ พานิช (2558: 7)
(การจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21, 2558)
(Grant, 2017)
Keller & Papasan (2014: 12)
~ 10 ~
การอ้างอิงท้ายเลม่
การอ้างองิ ท้ายเล่ม เป็นการรวบรวมรายการเอกสารทง้ั หมดที่ผู้เขียนได้ใชอ้ า้ งองิ ในการเขียน
ผลงานนนั้ ๆ เพอ่ื ป้องกนั ปัญหาการละเมิดลิขสทิ ธ์ิ เปน็ การให้เกียรตแิ ก่เจา้ ของผลงานท่ีนามาอ้างองิ เปน็ การ
แสดงจริยธรรมทางวชิ าการของผู้เขยี น และเพื่อใหผ้ อู้ ่านสามารถตรวจสอบความถูกตอ้ ง หรอื ศึกษาคน้ ควา้
รายละเอียดเพ่มิ เตมิ จากแหล่งทรพั ยากรสารสนเทศต่าง ๆ ทีน่ ามาอา้ งอิงได้อยา่ งสะดวก การอา้ งอิงท้ายเล่ม มี
2 วิธี คอื
1. บรรณานกุ รม (Bibliography) คอื ผู้เขียนอาจนารายการเอกสารอื่นท่มี ิได้อา้ งอิงใน เนอ้ื หา
มารวบรวมไว้ โดยเอกสารนน้ั มคี วามเกี่ยวข้องกับเรอ่ื งทเ่ี ขียนและจะเปน็ ประโยชน์แก่ผู้อ่านดงั นั้นบรรณานุกรม
จงึ อาจมจี านวนมากกวา่ รายการเอกสารที่ถกู อา้ งองิ ในเน้ือหา
2. เอกสารอา้ งองิ (References) คือ ผู้เขียนจะรวบรวมเฉพาะรายการทถ่ี ูกอา้ งองิ ไวใ้ น สว่ นเนื้อ
เรือ่ งเท่าน้ัน ดงั น้ันจานวนเอกสารอา้ งอิงส่วนทา้ ยเล่ม จงึ มจี านวนเทา่ กับเอกสารที่ถกู อา้ งอิงในเนื้อหา
ในการทาดุษฎนี พิ นธ์ วทิ ยานิพนธ์ และการค้นควา้ อิสระ ใหใ้ ช้ เอกสารอ้างองิ เท่าน้นั
รูปแบบและตัวอย่างการอา้ งองิ ท้ายเลม่
การอ้างอิงส่วนท้ายเลม่ มรี ูปแบบทแ่ี ตกต่างกนั ขึ้นกับทรัพยากรสารสนเทศแตล่ ะประเภท เช่น
หนังสือ บทความวารสาร วทิ ยานพิ นธ์ เปน็ ต้น ผู้เขยี นจึงต้องศึกษาวิธกี ารเขยี นเอกสารอ้างอิง แต่ละประเภท
ให้เขา้ ใจ เพื่อให้ทาการอา้ งองิ ได้อยา่ งถกู ตอ้ ง ดังรายละเอียดตอ่ ไปนี้
~ 11 ~
~ 12 ~
~ 13 ~
~ 14 ~
~ 15 ~
~ 16 ~
~ 17 ~
~ 18 ~
~ 19 ~
~ 20 ~
~ 21 ~
~ 22 ~
~ 23 ~
ภาคผนวก ก
ตวั อย่าง การจัดรปู เลม่
~ 24 ~
ตวั อยา่ ง ปกหนา้ เคา้ โครงการวจิ ยั
~ 25 ~
ตัวอย่าง ปกหน้าวิทยานพิ นธ์
~ 26 ~
ตวั อย่าง สันปกหนา้ วิทยานพิ นธ์
~ 27 ~
ตวั อยา่ ง ปกในวทิ ยานพิ นธ์
~ 28 ~
ตวั อย่าง สันปกหนา้ วิทยานพิ นธ์
~ 29 ~
ตวั อยา่ ง หน้าประกาศผู้ใหท้ นุ วทิ ยานิพนธ์
~ 30 ~
ตวั อย่าง บทคดั ยอ่
~ 31 ~
ตัวอย่าง ABSTRACT
~ 32 ~
ตวั อยา่ ง กิตตกิ รรมประกาศ
~ 33 ~
ตวั อย่าง สารบญั
~ 34 ~
ตวั อยา่ ง สารบัญ(ตอ่ )
~ 35 ~
ตวั อยา่ ง สารบัญตาราง
~ 36 ~
ตัวอย่าง สารบญั ภาพ
~ 37 ~
ตวั อย่าง หน้าแรกของงาน การเขียนหัวขอ้ ใหญแ่ ละหวั ขอ้ ยอ่ ย
~ 38 ~
ตัวอยา่ ง หน้าเนื้อหา/การพมิ พต์ ารางและรปู ภาพ
~ 39 ~
ตัวอยา่ ง การพิมพต์ าราง (ตอ่ )
~ 40 ~
ตัวอยา่ ง การพิมพ์ตารางแนวนอน
~ 41 ~
ตวั อย่าง ประวตั ิยอ่ ของผ้วู จิ ยั
~ 42 ~
ตัวอยา่ ง ประวัตยิ ่อของผู้วจิ ยั (ตอ่ )
~1~