The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by thiraphat_granz1720, 2021-07-09 08:19:10

กลุ่มที่ 4 ระบบภูมิคุ้มกัน

ระบบภูมิคุ้มกัน-1

ระบบภูมิคมุ กนั

Immune System

วิชาวทิ ยาศาสตรช วี ภาพ
รหสั รายวิชา ว30103

จุดประสงคของการเรยี นรู

1. อธบิ ายบทบาทของอวยั วะหรือเนือ้ เยือ่ ท่ีทาํ หนาท่ีปอ งกันและทาํ ลายเชอ้ื โรคหรอื
สง่ิ แปลกปลอม
2. อธิบายและเขยี นแผนผังเก่ยี วกับกลไกการตอ ตานหรือทาํ ลายสิ่งแปลกปลอม
แบบไมจ าํ เพาะและแบบจําเพาะ
3. สืบคน ขอมลู อธิบายสาเหตอุ าการแนวทางปองกนั และการรักษาโรคทเ่ี กิดจาก
ความผดิ ปกติของระบบภมู ิคมุ กนั
4. สบื คน ขอ มลู อธิบายกลไกของภาวะภูมิคุมกนั บกพรองท่มี ีสาเหตุมาจากการตดิ
เช้ือ HIV
5. ระบสุ าเหตแุ ละวธิ ีการปองกันการติดเช้ือ HIV

ระบบภมู คิ ุมกนั (Immune System)

คือ กลไกภายในรางกาย
ที่ทําหนาที่ปองกันและตอตาน
อ ัน ต ร า ย จ า ก สิ ่ง แ ป ล ก ป ล อ ม
ตาง ๆ ที่สามารถกอใหโรคภัย
ไขเจ็บ เมื่อเขาสูรางกายของ
ม น ุษ ย  ทํ า ใ ห ร ะ บ บ ต า ง ๆ
ภ า ย ใ น ร า ง ก า ย ส า ม า ร ถ
กลับมาทํางานไดตามปกติ

โครงสรางของระบบภมู คิ ุม กัน

- อวยั วะท่ที ําหนา ท่ีสรางและพฒั นาเซลลเ มด็ เลือดขาวกลุมลมิ โฟ
ไซต (lymphocyte) ไดแ ก ไขกระดูกและไทมัส

ไขกระดูก ไทมสั

มา ม ตอมน้าํ เหลอื ง

- อวัยวะท่ที าํ หนาท่ดี กั จบั และทาํ ลายส่ิงแปลกปลอม ไดแก มา ม
ตอมนํ้าเหลอื ง

- เนื้อเยื่อบริเวณตาง ๆ ของรางกายท่ีทําหนาที่ปองกัน ดักจับ และ
ทําลายส่ิงแปลกปลอม เชน ทอนซิลบริเวณคอ เน้ือเย่ือนํ้าเหลืองท่ีผนัง
ทางเดนิ อาหารและทางเดินหายใจ ไสติ่ง เปนตน

ทอนซิล ไสต่งิ

กลไก
การตอตานและ

ทาํ ลาย
ส่งิ แปลกปลอมแบบ

ไมจ ําเพาะ

กลไกน้ปี ระกอบดว ยการตอตานหรือทําลายส่ิงแปลกปลอมท่ี
จะเขาสเู นอ้ื เยื่อหรืออยใู นเนื้อเยื่อของรางกายแลว สรุปได ดงั น้ี

ขี้หู – ดกั จบั ฝนุ ละอองและแมลง
นาํ้ ตา – มีเอนไซมไ ลโซไซม (lysozyme)
ยอยผนังเซลลข องแบคทเี รยี

ผวิ หนงั – ปอ งกนั การบุกรกุ ของ หลอดลม
เชอ้ื โรคและส่งิ แปลกปลอม

ทอ ลม – มีการหลง่ั เมอื กเพ่ือดักจับฝุน
ละออง แลวโบกพัดออกไปดวยการไอ
หรือจาม

เหง่ือจากตอมเหงื่อและนํ้ามันจาก
ตอมไขมัน – ยบั ย้ังการเจรญิ เตบิ โต
ของแบคทเี รียบางชนิด

กระเพาะอาหาร – หล่งั กรดไฮโดรคลอ
ริกทาํ ลายแบคทีเรีย

ชอ งคลอด - มีภาวะเปนกรดยับย้ังการเจรญิ เติบโต
ของเชอ้ื โรค
กระเพาะปสสาวะ - การขบั ปสสาวะชวยพา
จลุ ินทรยี ออกจากทอ ปสสาวะ

กลไกการตอตา น
หรือทําลายสิ่ง
แปลกปลอมแบบ

จาํ เพาะ

เมื่อเช้ือโรคหรือส่ิงแปลกปลอมเขาสูเน้ือเย่ือในรางกายนอกจากจะทําใหเกิดการตอบสนอง
โดยการอักเสบแลวขณะเดียวกันก็จะกระตุนกลไกการตอตานหรือทําลายส่ิงแปลกปลอมแบบจําเพาะ
ดว ย ซึ่งเกี่ยวของกบั การทาํ งานของเซลลเมด็ เลือดขาวกลุมลมิ โฟไซต คอื B cell และ T cell

โดยทวั่ ไปแลว สิ่งแปลกปลอมทีเ่ ขา สรู างกายหรอื “แอนตเิ จน” (Antigen) คือ
โมเลกุลของโปรตนี ทส่ี ามารถทาํ การกระตนุ ใหร ะบบภูมคิ มุ กันในรางกายของสงิ่ มชี ีวติ
เกดิ การตอบสนอง เปนสารกอ ภูมติ า นทานท่ีนําไปสูการสราง “แอนตบิ อดี”
(Antibody) หรอื สารประกอบที่รา งกายสรา งขึ้นมา เพื่อมากําจัดและทําลายแอนตเิ จน
หรอื สารแปลกปลอมดงั กลา วทกี่ อ เชอ้ื โรค

เซลลเม็ดเลือดขาว (white blood cell) เซลลเม็ดเลอื ดขาว

มี ลั ก ษ ณ ะ ค อ น ข า ง ก ล ม ไ ม มี สี แ ล ะ มี
นิวเคลียส เม็ดเลือดขาวในรางกายมีอยูดวยกัน
ห ล า ย ช นิ ด มี ห น า ท่ี ทํ า ล า ย เ ช้ื อ โ ร ค ห รื อ ส า ร
แปลกปลอมท่ีเขามาสูรางกาย แหลงที่สรางเม็ด
เลือดขาว คือ มาม ไขกระดูก และตอมนํ้าเหลือง มี
อายุประมาณ 7-14 วัน

ลมิ โฟไซต (lymphocyte)
เ ป น เ ซ ล ล เ ม็ ด เ ลื อ ด ข า ว ช นิ ด ห นึ่ ง ท่ี

สามารถตอบสนองและทําลายสิ่งแปลกปลอม
ไดอยางจําเพาะโดยอาศัยสารที่เซลลสรางข้ึน
เชน แอนติบอดี

การสรา งภมู คิ ุม กนั ในรา งกายจดั เปน 2 แบบดว ยกนั คอื ภูมิคมุ กันกอเอง
(active immunization) และภูมิคมุ กนั รับมา (passive immunization)

ภูมิคุมกันกอเอง เปนภูมิคุมกันท่ีเกิดจากรางกายไดรับแอนติเจน หรือเช้ือโรคที่
ออนกาํ ลังลงซึ่งไมทําอันตรายตอสุขภาพ โดยนํามาฉีด กิน หรือทาท่ีผิวหนัง กระตุนให
รางกายสรางแอนติบอดีหรือภูมิคุมกันข้ึน เชน การฉีดวัคซีนไอกรน โปลิโอ วัณโรค
ไทฟอยด เปนตน

วคั ซีนคืออะไร ?

วคั ซีน (Vaccine) คอื ชวี วตั ถุหรอื แอนตเิ จนท่ี
ผลิตมาจากเชื้อโรคหรือพิษของเช้ือโรคที่ถูกทําใหไม
สามารถกอโรคไดแตยังคงกระตุนใหรางกายสราง
แอนติบอดีห้ รอื ภมู ิคุมกันได

วคั ซนี สามารถฉดี ไดต ั้งแตอายุเทา ไหร?

สามารถฉดี ไดต ั้งแตแรกเกดิ ซึ่งในปจจุบันจะมีตารางสําหรับฉีดวัคซนี วาควร
เร่ิมฉดี ตงั้ แตอายุเทาไหร

ดงั น้นั ทีเ่ ขา ใจกนั วาวัคซีนเปน แอนติบอดี้หรือภูมิคุมกันโรคน้ัน เปนความเขาใจ
ท่ีไมถูกตอง โดยแทจริงแลววัคซีนคือแอนติเจนหรือเช้ือโรคตางหาก แตเปนเชื้อโรคที่
ไปทาํ ใหรา งกายกระตุนภมู ิคมุ กันโรคได

ภูมิคุมกันรับมา เปนภูมิคุมกันที่ไดมาจากการสกัดจากเลือดของสิ่งมีชีวิต
แลวนํามาฉีดใหรางกายตานทานโรคไดทันทีแตจะอยูในรางกายไดไมนาน เชน
เซรุมแกพิษงู เซรุมโรคพิษสุนัขบา หรือไดรับภูมิคุมกันจากแมตั้งเเตอยูในครรภ
เเละเมื่อคลอดออกมาจะไดรับภูมิคุมกันจากนา้ํ นมเเมช่ัวคราว

เซรมุ (serum)

เซรุม เปนภูมิคุมกันโรคท่ีฉีดเขารางกายแลวรางกายสามารถนําไปใชรักษาโรคได
ทันที เพราะเซรุมเปนแอนติบอดีท่ีสัตวสรางขึ้น เซรุมอาจทําไดโดยฉีดเช้ือโรคท่ีออนฤทธิ์ลง
แลวเขาไปในมาหรือกระตาย เม่ือมาหรือกระตายสรางแอนติบอดีขึ้นในเลือด เราจึงดูด
เลอื ดมาหรือกระตายทเี่ ปนน้ําใส ๆ ซ่งึ มีแอนตบิ อดีอยู นํามาฉดี ใหก ับผูป ว ย

วคั ซีนกบั เซรมุ ตางกนั ยังไง?

วคั ซนี (Vaccine)เปนยาชนิดหนึง่ ที่นําเชื้อโรคที่ถูกทําใหมีฤทธิ์ออนลงจนไมเปน
อันตรายมาใชสําหรับฉีดหรือกิน เพื่อกระตุนใหรางกายเกิดภูมิคุมกันโรค ซ่ึงเกิดจาก
เชอื้ นนั้ ๆ

เซรุม (Serum) คือของเหลวสีเหลืองท่ีสกัดมาจากเลือดคนหรือสัตวอ่ืนท่ี
มีภูมิคุม กันโรคนน้ั ๆ อยูแลว

สรุปงายๆ คือ วัคซีนคือการทําใหรางกายรูจักกับโรคชนิดใดชนิดหนึ่ง เพื่อ
กระตุนรางกายใหสรางภูมิคุมกันเพ่ือปองกันในอนาคต สวนเซรุมคือการนําภูมิคุมกัน
จากท่ีอื่นมาฉีดเขารางกาย เพ่ือทําลายเช้ือน้ันๆ ใชในกรณีที่รางกายติดเช้ือเขาไปแลว
แตเซรุมจะมีความปลอดภัยนอยกวาวัคซีน เน่ืองจากเราอาจแพเซรุมท่ีมาจากเลือด
สัตวอ ่นื กเ็ ปน ได ดงั นัน้ การฉีดวัคซนี ปองกนั ไวจึงเปน วธิ ที ป่ี ลอดภยั กวา

ความผิดปกตขิ องระบบภมู คิ มุ กนั

ค ว า ม ผิ ด ป ก ติ ข อ ง ร ะ บ บ
ภูมิคมุ กนั จะมีผลทําใหรางกายเกิด
โรคตางๆ ได โรคที่เกิดจากความ
ผิดปกติของระบบภูมิคุมกัน ไดแก
โรคภูมิแพ การสรางภูมิตานทาน
เน้ือเย่ือตนเอง โรคเอสแอลอี
(SLE) โรคเอดส (Aids) เปน ตน

1. โรคภูมแิ พ

เ ป น โ ร ค ท่ี เ กิ ด จ า ก ร ะ บ บ
ภู มิ คุ ม กั น ต อ บ ส น อ ง ต อ แ อ น ติ เ จ น
บางอยางที่ไดรับรุนแรงเกินไป อาการ
ข อ ง ผู ป ว ย โ ร ค ภู มิ แ พ จ ะ เ กิ ด ต า ม
อวัยวะที่มีการอักเสบจากการกระตุน
ของสารกอภูมิแพ ไดแกผื่นคัน ลมพิษ
น้ํามูก จาม คันจมูก คัดจมูก เปนตน
วิธีปองกันคือพยายามหลีกเลี่ยงจาก
สารทีแ่ พใหมากทส่ี ดุ

โรคภมู ิแพ แบง ออกเปน 4 ประเภท ไดแ ก
1. ภมู แิ พในระบบทางเดินหายใจหรอื โรคแพอ ากาศ
ภูมิแพชนิดน้ีมีความเกี่ยวของกับจมูก

เพราะจมูกเปนอวัยวะสวนหน่ึงของระบบ
ท า ง เ ดิ น ห า ย ใ จ ที่ ช ว ย ก ร อ ง ฝุ น ห รื อ สิ่ ง
แปลกปลอม และชว ยปรบั อณุ หภมู ิของรา งกาย
กอนที่ส่ิงตางๆ จะผานลงไปสูหลอดลม ซ่ึง
ภายในจมูกจะมีโพรงจมูกและเยื่อบุโพรงจมูก
ซ่ึงเม่ือสัมผัสกับสารกอภูมิแพเปนระยะเวลา
ยาวนานจะเกิดการอกั เสบ

2. ภมู แิ พใ นระบบผวิ หนงั เชน ผืน่ ผวิ หนงั อักเสบ
ผื่นผิวหนังอักเสบเปนโรคท่ีไมทราบ

สาเหตุท่ีแนชัด แตมีแนวโนมถายทอดทาง
พันธุกรรมมากที่สุด ผูที่เปนโรคน้ีจะมีผิวหนัง
ทไ่ี วตอสภาพแวดลอมรอบตวั ทง้ั สภาพอากาศ
รอน เย็น แหง ชื้น รวมไปถึงเชื้อโรคและ
สารเคมีท่ีระคายผิวหนัง มักมีอาการมากข้ึน
ในชวงฤดูหนาว เพราะความชื้นในอากาศตํ่า
หรือแมแตความเครียด วิตกกังวลมากเกินไปก็
สามารถกระตุนใหเ กิดการกําเรบิ ได

3. ภูมิแพทีเ่ กิดขนึ้ ในระบบทางเดินอาหาร
อาการแพชนิดน้ีเกิดจากปฏิกิริยาที่

ไวตออาหารที่รับประทานเขาไป ทําให
ระบบภูมิคุมกันของรางกายทํางานผิดปกติ
อ า ก า ร แ พ อ า ห า ร ที่ พ บ ไ ด บ อ ย มั ก เ ป น
ป ฏิ กิ ริ ย า ก า ร แ พ ช นิ ด ท่ี เ กิ ด ข้ึ น โ ด ย
เฉยี บพลัน และยงั มปี ฏิกริ ิยาแพอ กี ประเภท
หนึ่ง คือ ปฏิกิริยาของการแพชนิดแฝงท่ี
เกิดจากการแพโปรตีนบางชนิด ภูมิแพชนิด
แฝงน้ียังเปนสาเหตุของโรคเรื้อรังหลาย
ชนิด เชน หวัดเรื้อรัง หูน้ําหนวกเรื้อรัง
ไซนสั อกั เสบเรอ้ื รัง

4. ภมู ิแพท่ีเกิดจากหลายระบบรว มกัน
เปนโรคภูมิแพท่ีมีอาการหลาย

ช นิ ด ห รื อ ก ร ะ ท บ ต อ ห ล า ย ร ะ บ บ ใ น
รางกายตั้งแต 2 ระบบขึ้นไป บางคน
อาจเปนโรคภูมิแพระบบทางเดินหายใจ
รวมกับโรคภูมิแพอาหาร เชน มีอาการ
แพอากาศ คัดจมูก จามบอย มีน้ํามูก
แตก็มีอาการปวดทอง ทองเสีย และ
อาเจียนรวมดวย ซ่ึงสามารถเกิดขึ้นได
ทัง้ จากกรรมพันธุและส่ิงแวดลอ ม

2. โรคลูปส หรอื โรคเอสแอลอี (SLE)

โ ร ค แ พ ภู มิ ตั ว เ อ ง ห รื อ SLE
(Systemic Lupus Erythematosus) คือโรค
ท่ีเกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุมกัน
โดยภูมิคุมกันของคน ๆ น้ันทําลายเนื้อเย่ือ
ภายในรางกายของตัวเองจนเกิดการอักเสบ
อาการที่พบคือ มีผื่นแดง มีไข ปวดบริเวณ
ขอเน่ืองจากการอักเสบ เปนตน สวนการ
รักษาทําไดโดยรักษาตามความรุนแรงของ
อาการ และรกั ษาอยางตอเน่ือง

3. โรคเอดส (Acquired Immunodeficiency Syndrome : AIDS)

เปนโรคที่เกิดจากภูมิคุมกันบกพรอง
จากการติดเช้ือไวรัสชนิด HIV เขาไปทําลาย
เม็ดเลือดขาวในรางกาย จึงมีผลทําใหระบบ
ภูมิคุม กันขอ งรา งก ายบกพ ร อง ทําใ ห
รา งกายติดเชอ้ื ไดงา ย
อาการของโรค เชน ปอดอักเสบ สูญเสีย
ความจํา อาการซึมเศราและอาการทางระบบ
ประสาทอื่นๆ เปนตน ในปจจุบันยังไมมีวิธีการ
รักษาการติดเชื้อเอชไอวีและโรคเอดสใหหายขาด
ได แตมียาหลายชนิดที่ชวยรักษาอาการยับยั้ง
หรอื ตา นการแบง ตวั ของเช้อื

วัดพระบาทนํ้าพุ แดนของผูปว ยโรคเอดส?

วัดพระบาทนํ้าพุ หรือวัดพระพุทธบาทประทานพร เปนวัดไทยตั้งอยูเชิงเขา
นํ้าพุ หมูที่ 3 ตําบลเขาสามยอด อําเภอเมือง จังหวัดลพบุรี วัดแหงนี้รูจักกันดีวามี
รอยพระพุทธบาท เปนสถานรักษาพักฟนผูติดเชื้อและผูปวยโรคเอดส และเปนที่ตั้ง
ของมลู นิธิธรรมรกั ษ

วัดแหง นี้เรม่ิ ตน รบั รกั ษาและฟก ฟนผตู ดิ เชื้อ
และผูปวยโรคเอดสครั้งแรกเม่ือ พ.ศ. 2535 และ
ดําเนินการตอเน่ืองมาจนถึงปจจุบัน ผูริเริ่ม
โครงการคือเจาอาวาส พระราชวิสุทธิประชานาถ
(อลงกต ติกฺขปฺโญ) การดําเนินการเกี่ยวกับโรค
เอดสมสี องสวน

สวนแรกคือรับดูแลรักษาผู สวนที่สองคือการรับอุปการะเด็ก
ติดเชื้อ และผูป ว ยโรคเอดสท่ัวไปจาก กําพราท่ีไดรับผลกระทบโรคเอดสจาก
ทว่ั ประเทศ บิดามารดา

คาํ ถาม

1. อวยั วะใดท่ที ําหนา ท่สี รา งและพัฒนาเซลลเ มด็ เลอื ดขาวกลมุ ลิมโฟไซต

1. มามและตอ มนา้ํ เหลือง
2. ทอนซิลและไสต ง่ิ
3. ไขกระดูกและไทมสั
4. ตับและไต

2. โรคลูปส หรอื โรคเอสแอลอี (SLE) จัดเปน โรคในกลมุ ใด

1. กลุมภูมิคุมกันตอตานตนเอง
2. กลมุ ภูมิคุม กนั ตอบสนองตอแอนตเิ จนบางอยา งทีไ่ ดร ับรุนแรงเกนิ ไป
3. กลมุ ภูมิคมุ กนั บกพรอ งจากการตดิ เช้ือ
4. กลุมภูมิคุมกนั ตอ ตา นสิง่ แปลกปลอม

3. แอนติเจนสรา งสารใดขึน้ มา

1. ภมู ิคมุ กนั
2. เซลลพลาสมา
3. เซลลความจาํ
4. แอนตบิ อดี

4. นํ้าตามีเอนไซมไลโซไซมไวท าํ หนาทีอ่ ะไร

1. ยอ ยผนังเซลลของแบคทีเรีย
2. ยับยงั้ การเจรญิ เติบโตของแบคทเี รยี บางชนดิ
3. ขับจลุ นิ ทรียอ อกไปจากรางกาย
4. หลัง่ เมอื กไวดกั จับฝุนละออง

5. ชอ่ื เตม็ ของโรคเอดสค อื ขอใด

1. ARF : Acute Renal Failure
2. AIDS : Acquired Immunodeficiency Syndrome
3. MERS : Middle East Respiratory
4. SLE : Systemic Lupus Erythematosus

อางองิ

สถาบนั สงเสริมการสอนวทิ ยาศาสตรแ ละเทคโนโลยี กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. (2562). หนงั สอื
วทิ ยาศาสตรชวี ภาพ. (พิมพคร้งั ท่ี 2). หนา 44-56. [28 มถิ นุ ายน 2564]

คดั คณัฐ ชนื่ วงศอรณุ . ระบบภูมิคุมกัน (Immune System). [ออนไลน] . 2564. แหลง ทมี่ า :
https://ngthai.com/science/33089/immune-system/. [28 มถิ ุนายน 2564]

นพ. อนวุ ัฒน กรี ะสนุ ทรพงษ. ความรูเ กยี่ วกับเอชไอวแี ละเอดส. [ออนไลน] . 2559. แหลงท่มี า :
https://bit.ly/3jqilXy. [29 มิถนุ ายน 2564]

[ไมระบชุ ่อื ]. เอสแอลอี (SLE). [ออนไลน] . 2559. แหลง ทีม่ า : https://bit.ly/3dIOZA3.
[29 มิถนุ ายน 2564]

[ไมร ะบชุ ่อื ]. โรคภูมิแพคืออะไร. [ออนไลน] . 2564. แหลงที่มา : https://bit.ly/3y4w0rk.
[29 มถิ นุ ายน 2564]

สมาชกิ กลมุ ท่ี 4

1. นางสาวบุษบาวรรณ วรรณสี ม.5/13 เลขท่ี 1
หนาที่ : นําเสนองาน

2. นางสาวธริ าภทั ร โพธ์ทิ อง ม.5/13 เลขท่ี 2
หนาท่ี : จดั ทํา Powerpoint

3. นางสาวพทั ธธ รี า สุรยิ กมล ม.5/13 เลขที่ 3
หนาท่ี : จัดทํา Powerpoint

4. นางสาววิลาวณั ย นอยสเี หลอื ง ม.5/13 เลขที่ 4
หนา ที่ : หาขอมูล

5. นางสาวสธุ ิมา สุนา ม.5/13 เลขที่ 17
หนา ท่ี : นาํ เสนองาน

6. นางสาวกวสิ รา สมุ ุด ม.5/13 เลขท่ี 27
หนา ที่ : จดั ทํา Powerpoint

7. นางสาวนลนิ รัตน ประทมุ ชยั ม.5/13 เลขท่ี 30
หนา ที่ : นาํ เสนองาน
8. นางสาวพิชชาพร ประกิระสา ม.5/13 เลขที่ 36
หนา ที่ : นาํ เสนองาน


Click to View FlipBook Version