โครงงาน
ชัน้ มธั ยมศกึ ษาปท่ี 5/13
เร่ือง โยเกิรต จากมะพรา วอินทรยี
คณะผจู ดั ทำ
1. นางสาวบุษบาวรรณ วรรณสี เลขที่ 1
2. นางสาวธริ าภัทร โพธท์ิ อง เลขที่ 2
3. นางสาวพทั ธธ ีรา สรุ ยิ กมล เลขที่ 3
4. นางสาววลิ าวณั ย นอ ยสีเหลือง เลขที่ 4
5. นางสาวสุธมิ า สุนา เลขท่ี 17
ครูที่ปรึกษาโครงงาน
อาจารยนิศากร สวุ รรณบุตร
โรงเรยี นสตรรี าชนิ ทู ิศ อำเภอเมอื ง จงั หวัดอดุ รธานี
สำนักงานเขตพืน้ ที่การศึกษามัธยมศกึ ษาอุดรธานี
โครงงาน
เรอื่ ง โยเกริ ตจากมะพรา วอินทรีย
คณะผูจัดทำ
1. นางสาวบุษบาวรรณ วรรณสี เลขท่ี 1
2. นางสาวธิราภทั ร โพธิ์ทอง เลขที่ 2
3. นางสาวพัทธธีรา สรุ ิยกมล เลขที่ 3
4. นางสาววิลาวณั ย นอยสีเหลือง เลขท่ี 4
5. นางสาวสุธมิ า สนุ า เลขท่ี 17
ครูทีป่ รกึ ษาโครงงาน
อาจารยนศิ ากร สวุ รรณบุตร
โรงเรียนสตรีราชนิ ทู ศิ อำเภอเมอื ง จงั หวัดอุดรธานี
สำนักงานเขตพนื้ ที่การศึกษามธั ยมศกึ ษาอดุ รธานี
ชื่อโครงงาน : โยเกริ ตจากมะพราวอนิ ทรยี
รายวชิ า : วิทยาการคำนวณ
ผูจดั ทำ : นางสาวบษุ บาวรรณ วรรณสี เลขท่ี 1
นางสาวธริ าภัทร โพธิท์ อง เลขท่ี 2
สรุ ิยกมล เลขที่ 3
นางสาวพทั ธธ ีรา นอ ยสีเหลอื ง เลขท่ี 4
สนุ า เลขท่ี 17
นางสาววิลาวัณย
นางสาวสุธิมา
ระดบั ชนั้ : มธั ยมศกึ ษาปท ่ี 5/13
ครทู ีป่ รกึ ษาโครงงาน : อาจารยน ศิ ากร สุวรรณบุตร
ปก ารศกึ ษา : 2563
บทคดั ยอ
โครงงานโยเกิรตจากมะพราวอินทรียจัดทำขึ้นเพื่อนำมะพราวอินนทรียมาแปรรูปใหเกิด
ผลิตภัณฑใหม ๆ เพื่อชวยเหลือเกษตรกร และเศรษฐกิจในชุมชน เพื่อนำประโยชนของมะพราวอินทรยี
มาใชใหเ ปน ประโยชน เพอื่ ลดขยะในชุมชน เพื่อหารายไดเ สริมและเพ่ือนำเวลาวา งมาใชใหเกดิ ประโยชน
โดยทางคณะผูจัดทำไดคนควาขอมูลในเรื่องประโยชนของมะพราวอินทรีย วิธีแปรรูปมะพราว
อนิ ทรีย วธิ ีทำโยเกิรต ทว่ั ไป และวธิ ีทำโยเกริ ตจากมะพราวอินทรยี
การจัดทำโครงงานในครั้งนี้ใชเวลาศึกษาคนควาหาขอมูลและจัดทำโครงงานตั้งแต วันที่ 12
ธนั วาคม พ.ศ. 2564 - วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2565
ผลจากการศึกษาพบวา มะพราวอินทรียมีประโยชนและมีวิธีการแปรรูปมะพราวอินทรีย
หลากหลายรูปแบบและหลากหลายเมนู และเปลือกและกะลาของมะพราวนั้นยังเปนขยะที่ยอยยาก
หนึ่งในวิธีการแปรรูปของมะพราวอินทรียนั้นคือการนำมะพราวอินทรียมาทำเปนโยเกิรต ซึ่งมีวิธีทำท่ี
งา ยไมย งุ ยาก วตั ถุดบิ ในการทำก็มีนอย และใชอ ปุ กรณท ห่ี าซือ้ ไดง ายตามทองตลาดในชมุ ชน
คำนำ
โครงงานโยเกิรตมะพราวอินทรียเปนสวนหนึ่งของรายวิชาวิทยาการคำนวณ คณะผูจัดทำมี
วัตถปุ ระสงคเพ่ือเสนอวธิ ีการการทำโยเกริ ตโดยใชประโยชนจากมะพรา วธรรมชาติหรือมะพราวอินทรีย
และสารจลุ นิ ทรียในการทำโยเกิรต สำหรบั ผูที่แพน ม โดยมีการอธิบาย วธิ กี ารทำ ความสำคัญของการทำ
โครงงาน และประโยชนของจลุ นิ ทรีย เพือ่ ใหผ อู า นไดมที างเลอื กในการบรโิ ภคโยเกริ ตมากข้นึ
คณะผูจัดทำคาดหวังเปนอยางย่งิ วาการจัดทำโครงงานน้ีจะมีขอมูลท่ีเปนประโยชนตอผูท่ีสนใจ
ศกึ ษาวิธีทำการโยเกริ ต มะพรา วอินทรยี
คณะผจู ัดทำ
กติ ตกิ รรมประกาศ
การทำงานโครงงานครั้งนี้ดำเนินการสำเร็จไดเพราะการสนับสนุนของอาจารยที่ปรึกษา
อาจารยนิศากร สุวรรณบุตร ที่กรุณาใหคำปรึกษา แนะนำ เสนอแนวทางในการจัดทำโครงงาน
โดยเฉพาะรปู แบบของรายงานโครงงานท่ถี กู ตอง
ขอขอบคุณผูปกครอง ที่กรุณาใหขอมูล คำปรึกษาและคำแนะนำ รวมทั้งสนับสนุนสถานท่ี
อุปกรณ คาใชจาย และใหกำลงั ใจในการจัดทำโครงงานจนสำเร็จลลุ วงไดด วยดี
ทายสุดนี้ คณะผูจัดทำโครงงานขอกราบขอบพระคุณคณะผูบริหารโรงเรียนที่ใหการสนับสนุน
การทำโครงงาน ทำใหพวกเราไดแสดงความสามารถเต็มตามศักยภาพที่มีอยูในการทำสิ่งอันจะเปน
ประโยชนต อ สังคมตอไป
คณะผจู ดั ทำ
สารบญั หนา
เรือ่ ง ก
ข
บทคัดยอ ค
คำนำ ง-จ
กิตตกิ รรมประกาศ 1
สารบญั 1
บทท่ี 1 บทนำ 2
2
ที่มา และความสำคัญของโครงงาน 2
วัตถุประสงคข องการทำโครงงาน 2
ขอบเขตของการศึกษา 2
ระยะเวลาในการดำเนนิ งาน 4
ประโยชนท ี่คาดวา จะไดรับ 4
คำนยิ ามศพั ทเฉพาะทใ่ี ชในการศึกษาโครงงาน 6
บทที่ 2 เอกสารท่เี ก่ียวของ 7
ความสำคญั ของจลุ นิ ทรยี ในอาหาร 9
แบคทีเรียขยายพันธไุ ดอยางไร 9
การทำนำ้ กะทิจากมะพรา ว 11
บทท่ี 3 วิธกี ารดำเนิน 13
วัสดุอุปกรณ และสารเคมี 13
วธิ ีการทำโยเกิรตมะพราวอนิ ทรยี 14
ผลการทดลอง 14
สรุปผลการทดลอง 16
บทที่ 4 ผลการวเิ คราะหขอ มลู 16
สรปุ การวิเคราะหขอมูลจากการชิมโยเกริ ต จากมะพราวอนิ ทรีย 16
บทท่ี 5 สรปุ อภิปราย และขอเสนอแนะ 16
สรปุ ผลการศกึ ษาคน ควา 17
อภิปรายผลการศึกษาคน ควา
ขอ เสนอแนะและแนวทางในการพฒั นา
บรรณานกุ รม
สารบัญ (ตอ)
ภาคผนวก 18
รูปภาพการดำเนินงาน 19
บทที่ 1
บทนำ
ทม่ี าและความสำคัญของโครงงาน
ในปจจุบันมนุษยไดหันมาใสใจดูแลสุขภาพมากขึ้น และการเลือกรับประทานอาหารที่มี
ประโยชนจึงเปนเรื่องสำคัญ ดังนั้นการเลือกบริโภคโยเกิรตจึงเปนอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผูที่สนใจใน
การดูแลสุขภาพ โดยที่สวนประกอบหลักของโยเกิรต คือ นมหรือผลิตภัณฑนม จัดเปนนมเปรี้ยว
(fermented milk) ชนิดหนึ่งที่เกิดจากการนำนมจากสัตวหรือสวนประกอบของนมที่ผานการฆาเช้ือ
แลวมาหมกั ดวยเช้อื จลุ นิ ทรียท ี่ไมทำใหเกดิ โรคหรืออันตราย
จากการทก่ี ลุม ของขาพเจาไดศึกษา คนควา หาขอมลู พบวาการบรโิ ภคโยเกิรตทผ่ี ลิตจากนมอาจ
สงผลกับผูบริโภคบางกลุมที่ไมสามารถรับประทานนมได ซึ่งมีจำนวนกลุมคนเหลานี้เพิ่มมากขึ้น
โดยเฉพาะอยางยิ่งในกลุมคนไทยและคนเอเชีย ซึ่งเรียกอาการแบบนี้วาผูบริโภคที่มีอาการแพนม
(lactose intolerance) ซึ่งอาจเกิดอาการทองอืด ทองเสีย เพราะรางกายไมสามารถยอยน้ำตาลแลค
โตสในนมได
ดงั น้นั กลมุ ของขาพเจามีแนวคิดท่ีจะนำกะทิจากมะพราวและเน้อื มะพราวธรรมชาติซึ่งมีโปรตีน
ไขมันอิ่มตัว วิตามิน แรธาตุ กรดอะมิโนที่จำเปนตอรางกายและไมมีคอเลสเตอรอล มาใชเปนสวนผสม
ในการผลติ ผลติ ภัณฑห มักคลา ยโยเกริ ตโดยไมมสี วนผสมของนม (non-dairy) จะชว ยแกปญหาดังกลาว
น้ไี ด อกี ท้ังเพมิ่ ความหลากหลายใหก บั ผลติ ภัณฑส ำหรับผูรักสุขภาพ ผบู ริโภคมังสวิรัติ อีกทางหนึ่งดวย
วตั ถปุ ระสงคข องการทำโครงงาน
1. เพ่ือสรางรายไดใหก ับครอบครวั และชมุ ชน
2. เพือ่ เพ่ิมมลู คาใหก บั มะพราวอินทรยี
3. เพื่อสงเสรมิ ใหคนในครอบครวั และคนในชมุ ชนมสี ุขภาพดี
ขอบเขตของการศกึ ษา
สวนประกอบที่ใชในการทดลองเปนกะทิจากมะพราวธรรมชาติ ไมมีสวนประกอบของ
ผลิตภณั ฑจ ากนมหรอื สารเคมีทเ่ี ปนอันตราย และไดศึกษาขอ มูลจากเว็บไซตส ถาบันวจิ ัยและพัฒนาแหง
มหาวทิ ยาลยั เกษตรศาสตร ซ่ึงเปน สถานวี จิ ยั ที่รวมอยใู นหนว ยงานกลางเพื่อใหอาจารยและนักวิจัยคณะ
ตา ง ๆ ไดใ ชป ฏบิ ัติงานวจิ ยั
ระยะเวลาในการดำเนนิ งาน
วนั ท่ี 12 ธนั วาคม พ.ศ.2564 - วนั ที่ 31 มนี าคม พ.ศ.2565
ประโยชนท ่คี าดวา จะไดรบั
1. สามารถสรางรายไดใหกบั ครอบครวั และชุมชนได
2. สามารถเพ่มิ มลู คา ใหกบั มะพรา วอินทรียได
3. คนในครอบครัว และคนในชมุ ชนมสี ขุ ภาพดี
คำนิยามศัพทเ ฉพาะท่ีใชในการศึกษาโครงงาน
1. โยเกริ ต หมายถึง ผลติ ภณั ฑนมทเี่ ตรียมโดยใชนมสดหมักกับเชอื้ จลุ นิ ทรีย จนทำใหจุลินทรยี
เปลย่ี นนำ้ ตาลแลกโทสเปนกรดแลกตกิ ทำใหนมมรี สเปรยี้ ว และขน เหนยี ว
2. มะพรา วอนิ ทรยี หมายถึง มะพรา วจากธรรมชาติ ปราศจากสารปรุงแตงหรือสารเคมี
3. สารเพม่ิ ความหนืด หมายถงึ วตั ถเุ จือปนอาหาร (food additive) เปนไฮโดรคอลลอยด
(hydrocolloid) ทำหนาทเ่ี พิ่มความหนืดใหกบั อาหารเหลว เชน ไอศกรมี โยเกิรต ซอส
4. สารใหความคงตัว หมายถึง สารท่ใี ชเปน วัตถเุ จอื ปนอาหาร เพือ่ วตั ถุประสงคทำใหอาหารมี
ความคงตัว เชน เพื่อปรับปรงุ เนอ้ื สัมผสั ของโยเกริ ต ทำใหเน้ือเนียนและคงตวั ไมแยกชั้น
5. สตรอวเบอรร ี่ หมายถงึ ผลไมชนดิ หนึง่ ใชเ พ่ิมสสี ันใหกับโยเกริ ต
6. กรดอะมิโน หมายถงึ เปนองคประกอบสำคัญของโปรตีนซ่งึ เปน สว นประกอบสำคัญท่ีมอี ยู
ในสิง่ มชี วี ติ ทกุ ชนดิ สามารถรับไดจ ากอาหารเทานนั้ เชน เนื้อสตั ว อาหารทะเล โยเกิรต ไข
7. นำ้ ตาล หมายถงึ สารประกอบคารโบไฮเดรตประเภทโมโนแซก็ คาไรดแ ละไดแซ็กคาไรด มี
รสหวาน จงึ ใชเ พิ่มความหวานใหกบั ผลติ ภัณฑ
8. กะทิ หมายถงึ น้ำท่ีค้ันออกจากมะพราวขูดโดยเจือน้ำบา งเลก็ นอ ย
9. วนุ มะพรา ว หมายถึง เปนขนมชนดิ หน่งึ ทม่ี ีลักษณะหนึบ ๆ สใี ส และลกั ษณะคลายเยลล่ี
ผลติ จากการหมักน้ำมะพรา วผานประมวลการทำใหแ ข็งตวั
10. เนื้อมะพรา ว หมายถงึ เนื้อมะพรา วออนสามารถรับประทานได สว นเนือ้ มะพรา วแกนำมา
ขูดและคัน้ เอาน้ำกะทิ เพ่ือประกอบอาหาร
11. จลุ ินทรีย หมายถงึ เปนแบคทีเรียหลักที่ใชใ นผลติ ภณั ฑนมเปร้ยี วโยเกิรต
12. การหมัก หมายถึง เปน การถนอมอาหาร (food preservation) ทใ่ี ชจ ลุ นิ ทรียต า งๆ เชน
แบคทเี รยี ในโยเกิรต หรอื เชือ้ ทปี่ นเปอ นจากธรรมชาติเปลย่ี นแปลงสารอนิ ทรียในอาหารเกดิ เปนสาร
ตางๆ
13. การบม เช้อื แบคทีเรีย หมายถงึ การเรงการเจรญิ เตบิ โต หรอื เก็บรกั ษาอาหารที่มีจลุ ินทรยี
ทถี่ กู เพาะเลย้ี งไวใ นสภาวะทเ่ี หมาะสม เพื่อใหเ กดิ การพฒั นาดา นคุณภาพ กล่นิ หรือรส ใหเ ปน ไปตาม
ความตองการ
14. โยเกิรต ชนดิ คงตวั หมายถงึ เปน โยเกริ ต ชนดิ ท่ีเกิดกระบวนการหมกั ในบรรจุภัณฑ
15. โยเกิรตชนดิ คน หมายถงึ เปน ชนดิ ทมี่ กี ารหมักในถังกอนจนนมตกตะกอนเปนลม่ิ แลวจงึ
เตมิ ผลไมเ ช่อื มหรือนำ้ เช่ือม กล่นิ สี และคนผสมใหเ ขา กันกอนที่จะเทในภาชนะขนาดเล็ก
16. รสเปร้ียว หมายถึง รสเปรยี้ วในโยเกิรต ที่เกิดจากการหมักดวยแบคทเี รยี กลุม ทีผ่ ลิตกรด
แลกติก
17. แบคทเี รยี ในท่ีนีห้ มายถึง จลุ ินทรยี ใ นอาหาร มีประโยชนต อรา งกาย
18. แบคทีเรยี แชแ ข็ง หมายถงึ แบคทีเรยี ทีถ่ ูกยับยง้ั การเพิ่มจำนวนโดยการใชอณุ ภูมติ ่ำกวา
18 องศาเซลเซยี ส
19. สุขภาพ หมายถึง ภาวะที่ปราศจากโรคภยั ไขเจ็บ
20. หวั เชื้อโยเกริ ต หมายถึง แบคทีเรยี กลุมที่ผลติ กรดแลกตกิ
ไดแ ก สเตรปโทคอ็ กคสั ทอรโมฟล สั และแล็กโทบาซลิ ลสั เปน ตน ทผ่ี า นการหมักทำใหโ ยเกิรตมรี ส
เปรยี้ ว
บทที่ 2
เอกสารทเ่ี ก่ียวของ
ในการศกึ ษาโครงงานเรื่อง โยเกิรตจากมะพราวอินทรีย ทางคณะผจู ดั ทำไดทำการสืบคนขอมูล
และรวบรวมเอกสารทเ่ี ก่ยี วขอ งดงั นี้
1. ความสำคญั ของจุลนิ ทรียในอาหาร
2. แบคทเี รยี ขยายพันธไุ ดอยา งไร
3. การทำน้ำกะทจิ ากเน้อื มะพรา ว
1. ความสำคัญของจุลนิ ทรยี ในอาหาร
1.1 จุลนิ ทรียค อื อะไร
จุลินทรีย (microorganism) อาศัยรวมอยูในโลกเรามาแตสมัยดึกดำบรรพ เปนสิ่งมีชีวิตที่นา
อัศจรรย จุลินทรียมีขนาดเล็ก เล็กขนาดที่วาไมสามารถมองเห็นไดดวยตาเปลา จำเปนตองใชกลอง
จุลทรรศน จุลินทรียท่ีเราพอทราบท่วั ๆไปกค็ อื จำพวก แบคทีเรีย อารเคยี รา และ ยีสต เปน ตน
เราสามารถพบจุลินทรียไดทุกสภาวะแวดลอม แมแตในรางกายคน สัตว รวมไปถึงสภาวะ
แวดลอมที่สิ่งมีชีวติ อื่นอยูไมได เชน ใตทะเลน้ำลึก ในปลองภูเขาไฟ ในน้ำแข็งเย็นจัด บริเวณที่มีสภาพ
ความเปนกรดดา งสูง หรอื แมก ระท่งั ในบริเวณที่ไมม ีออกซิเจน ก็ยังสามารถคนพบจลุ นิ ทรยี อ าศยั อยไู ด
1.2 จลุ นิ ทรียส ำคัญอยางไร
หนาที่หลักๆทั่วไปของ จุลินทรีย ก็คือ “เปนผูยอยสลาย” ยอยสลายทุกสิ่งอยางที่ตัวมัน
สามารถยอยไดใหม ีขนาดเลก็ และกลายเปน ธาตุอาหารที่มปี ระโยชน ทำหนา ท่ีเปลย่ี นแปลงสารประกอบ
อินทรียที่มีโครงสรางซับซอน เปลี่ยนแปลงโมเลกุลหนึ่งไปเปนอีกโมเลกุลหนึ่ง เชน ยอยสลายซากพืช
ซากสตั ว ใหก ลายเปนแรธาตุ ยอยสลายไขมันในนำ้ เสียใหก ลายเปน ออกซเิ จนในน้ำ เปน ตน
1.3 บทบาทและความสำคญั ของจุลนิ ทรยี ตอการบำบดั น้ำเสยี และกลน่ิ เนา เหม็น
1.3.1 กระบวนการบำบัดน้ำเสียตามธรรมชาติ โดยอาศัยจุลินทรียในธรรมชาติหรือการเติม
จุลินทรียเขามาเพื่อยอยสลายสารอินทรีย เพื่อลดคา BOD โดยหนาที่ของจุลินทรียคือการยอยสลายไป
พรอมๆกับการเพ่ิมปริมาณออกซิเจนในนำ้
1.3.2 จุลินทรียชวยปรับสภาพความเปนกรด-ดางในน้ำ รวมถึงเรงปฏิกิริยาการยอยสลายของ
กองขยะที่หมกั หมม
1.3.3 จลุ ินทรียบางชนิดสามารถชวยลดปรมิ าณแมลงวนั และยุงได (ลดปริมาณตวั ออ นของใขยุง
และใขแมลงวนั )
1.4 บทบาทและความสำคญั ของจลุ ินทรยี ตอการเพิ่มความอดุ มสมบรู ณใ หแกด นิ
1.4.1 bacteria, actinomycetes, fungi, algae เหลา นล้ี วนเปน จลุ นิ ทรยี ในดิน พวกแบคทเี รีย
และราชนิดตางๆ ชวยยอยสลายสารอินทรียจากซากสิ่งมีชีวิตใหกลายเปนสารอนินทรีย(ปุย) ซึ่งเปน
สารอาหารหลกั ของพชื
1.4.2 ชวยปรับสภาพดิน ดินที่มีจุลินทรียจะทำใหพืชเจริญเติบโตไดดี เปนดินที่มีความอุดม
สมบรู ณส ูง มผี ลตอ การการสลายตวั ของอินทรยี ส าร
1.4.3 จุลนิ ทรียทอ่ี ยูในดินชว ยทำใหเกิดขบวนการตรึงไนโตรเจน (nitrogen fixation) รวมถึง
ชว ยในการสรางฮอรโมน และ growth facto
1.5 บทบาทและความสำคญั ของจลุ ินทรีย ตอ การผลิตอาหารทั้งในคนและสัตว
1.5.1 จุลินทรียในกลุมแลคโตบาซิลลัส (lactobacillus) เปนจุลินทรียในกลุมที่เรียกวา โปร
ไบโอติคส ซึ่งเปนจุลินทรียมีประโยชนตอรางกายของสิ่งมีชีวิตที่มันอาศัยอยูโดยการปรับสมดุลของ
จลุ ินทรียใ นรางกายของคนและสัตวท ่ีบริโภคเขาไป ยกระดบั ภมู คิ มุ กันโรค ชวยเสรมิ สรา งระบบการยอย
และการขับถาย จุลินทรียในกลุมแลคโตบาซิลลัสสามารถพบไดตามปกติในทางเดินอาหาร ยกตัวอยาง
อาหารทใี่ ชจ ุลนิ ทรียก ลุมนี้ก็เชน นมเปร้ียว เนยแขง็ โยเกิรต
1.5.2 จลุ ินทรยี จ ำพวกยสี ต (yeast) ยีสตเปนจลุ นิ ทรยี ก ลมุ จำพวก รา มนุษยเรามีการนำยีสต
มาใชป ระโยชนน านมาแลว โดยเฉพาะการหมกั อาหาร หรอื ในกระบวนการทำขนมปง และท่ีสำคญั ยสี ต
ถูกนำมาผลติ อาหารจำพวกแอลกอฮอล เชน เบยี ร ไวน ไซเดอร สงิ่ เหลาน้ีลวนอาศัยยีสตในกระบวนการ
หมักดว ยกันทง้ั นน้ั
1.6 บทบาทและความสำคญั ของจุลนิ ทรยี ตอวงการอตุ สาหกรรม
1.6.1 จุลินทรียในกลุมแบคทีเรีย (Bacteria) อุตสาหกรรมหลายชนิดเกิดขึ้นไดจากการใช
ประโยชนของแบคทเี รีย เชน การผลติ กรดแล็กตกิ
1.6.2 เชื้อราหลายชนิดที่เปลี่ยนน้ำตาลเปนกรดสมได แตที่ใชกันอยางกวางขวาง คือ
Aspergillus niger กรดสม ทีใ่ ชในอตุ สาหกรรมอาหาร เปนเครือ่ งปรุงรสอาหาร ในอตุ สาหกรรมน้ำหมึก
สยี อม และใชในวงการแพทย
1.6.3 เอนไซมอะไมเลส (Amylase) ไดจากจลุ ินทรียห ลายชนดิ สามารถใชสงั เคราะหกรดอะมิ
โนจากสารประกอบไนโตรเจน
1.6.4 เอนไซมอินเวอรเทส (Invertase) ไดจากยีสต S. cerevisiae ใชยอยซูโครสใหเปน
กลโู คสกบั ฟรักโทส จึงใชในอุตสาหกรรมทำลกู กวาด ไอศกรีม
1.6.5 โปรตีเอส (Protease) เอนไซมที่ยอยโปรตีน ไดจาก Bacillus subtilis และ A. oryzae
ใชใ นอตุ สาหกรรมเครื่องหนงั การทำกาว การทำใหเน้อื นมุ ทำใหเครื่องดม่ื ใส
1.7 บทบาทและความสำคัญของจลุ นิ ทรีย ตอ การผลติ เช้ือเพลงิ
- จุลินทรียจำพวกยีสต (yeast) แอลกอฮอลจากยีสต นอกจากเพื่อใชประโยชนดังที่ไดเคย
กลาวมาขางตนแลว แอลกอฮอลยังสามารถนำมาใชเปนสวนผสมของเชื้อเพลิงได โดยการผสม
แอลกอฮอลป ระมาณ 10-15% กบั นำ้ มนั ที่เรียกวา แกสโซฮอล (Gasohol)
- กาซมีเทน (CH4) คือ กาซชีวภาพที่ไดจากการหมักมูลสัตวและของเสียจากสัตว ดวย
แบคทีเรียชนิดไมอาศัยออกซิเจน (Anaerobic) ทำใหเ กดิ กลมุ กาซขี้นขณะเกิดการยอยสลาย โดยกลุม
กาซน้ีสามารถนำไปใชเปนเชือ้ เพลิงในการปรุงอาหารและกระบวนการอน่ื ๆไดอกี มากมาย
2. แบคทีเรียขยายพันธุไดอยา งไร
2.1 แบคทีเรีย (bacteria)
แบคทีเรีย คือ จุลนิ ทรยี ท่เี ปน สิ่งมชี ีวิตเซลลเ ดียว ทเี่ ปน เซลลแ บบโปรแคริโอต (prokariotic cell) พบ
ทั่วไปในธรรมชาติ ดิน น้ำ อากาศ แบคทีเรียมีบทบาทสำคัญตออาหาร และการผลิตอาหาร เพราะ
แบคทเี รยี เปน สาเหตสุ ำคัญท่ที ำใหอาหารเนา เสีย (microbial spoilage) และทำใหเ กดิ โรคอาหารเปน
พิษ (food poisoning) ท่เี ปนอนั ตรายตอผบู รโิ ภค ดังนั้น การถนอมอาหาร (food preservation)
ทกุ วิธีเปน เทคนิคทีใ่ ชเพือ่ ทำลาย หรอื ควบคมุ สภาวะแวดลอ ม เพอ่ื ยับย้ังการเพ่มิ จำนวนของแบคทีเรยี
ถึงแมมีโทษกับอาหาร แตแบคทีเรียบางชนิด เชน lactic acid bacteria นำมาใชประโยชน
อยางมากในการหมักอาหาร (fermentation) และการบำบัดของเสีย เชน การกำจัดน้ำเสีย (waste
water treatment)
2.2 ขนาดและรูปรา งของแบคทเี รีย
แบคทเี รยี มรี ปู รา งหลายแบบ ดังน้ี
2.2.1 บาซิลลสั (bacillus) มีรูปราง เปนทอน หรือเปนแทง
เชน Bacillus, Clostridium, Pseudomonas , Salmonella
- สเตรปโทบาซิลลสั (Streptobacillus) เมอื่ แบง เซลลแลวเรียงตัวตอ เปน สายยาว
- ทอนโคง (curverod) เชน Vibrio
2.2.2 ทรงกลมหรอื คอ็ กคัส (cocus) เชน
- ไมโครคอ็ กคสั (Micrococcus) เปนแบคทีเรยี เซลลเด่ยี วขนาดเล็ก
- ดโิ พคอ็ กคสั (Diplococcus) เม่ือแบง เซลลแลวติดกันเปน คู
- สเตรปโทค็อกคัส (Streptococcus) แบงตวั เรียงตัวเปน สายยาว เหมือนโซ
- สเตรฟโลค็อกคัส (Staphylococcus) เปนลักษณะของ เซลทรงกลมแบงตัวหลาย
ระนาบอยตู ดิ กันเปนกลมุ คลายพวงองนุ เชน Staphylococcus aureus
- สไปโรคีท (Spirochete) รูปรางบิดเปนเกลยี ว ผนังเซลลย ดื หยนุ
ได เชน Campylobacter jejuni
2.3 การเพ่มิ จำนวนของแบคทเี รยี
แบคทีเรียขยายพันธุโดยการแบงตัวแบบทวิภาค (binary fission) คือแบงจากหนึ่งเปนสอง
เซลเทาๆกัน ระยะเวลแบงเซลเรียกวา generation time ซึ่งแบคทีเรียแตละชนิดจะใชเวลาไมเทากัน
ข้นึ อยกู บั ชนดิ ของแบคทเี รยี และ สภาพแวดลอม
3. การทำน้ำกะทิจากเน้ือมะพรา ว
3.1 ลกั ษณะของน้ำกะทิ
กะทิมีลักษณะทั่วไปมีสีขาวขุนทึบแสง คลายน้ำนม และมีกลิ่นเฉพาะของกะทิ โดยกะทิเปน
สารละลายที่อยูในรูปอิมัลชันที่ยึดเกาะระหวางโปรตีน น้ำมัน และน้ำ ซึ่งหยดน้ำมันที่อยูในกะทิจะถูก
ลอมรอบดวยเมมนเบรนของสารตางๆ ไดแก โกลบูลิน (globulins) และอัลบมู นิ (albumins) รวมถึง
สารประกอบฟอสโฟไลปด (Phospholipid) ไดแก เลซิทิน (lecithin) เซฟาลิน (cephalin) ซึ่งสาร
เหลานี้ มีหนาที่ที่สำคัญสำหรับเปนอิมัลซิไฟเออรทำใหน้ำในกะทิคงตัว ไมมีการแยกชั้นของน้ำมัน
โปรตนี และนำ้ แตอยางไรก็ตามเมื่อตั้งท้ิงไวนานๆก็จะมกี ารแยกช้ันเปน 2 ชั้น ของช้นั น้ำดานลาง และ
ช้นั ครมี ดา นบน เนอ่ื งจากปริมาณโปรตีนทีอ่ ยูระหวางเมด็ ไขมนั และนำ้ มปี รมิ าณท่มี ากพอ ซงึ่ จะเรมิ แยก
ชั้นภายหลงั ทิ้งไวป ระมาณ 5-10 ช่ัวโมง และจะแยกช้นั สมบูรณไมเ กนิ 24 ชั่วโมง แตสามารถเขยา ใหเ ขา
กันไดภ ายหลงั
3.2 องคป ระกอบของนำ้ กะทิ
กะทิ เปนอาหารในหมวดไขมันที่ใหพลังงานสงู มี pH ต่ำ ประมาณ 6.2 จึงตองใชความรอนใน
การฆาเช้อื จลุ นิ ทรยี เพ่อื ยืดอายกุ ารเกบ็ รักษาองคป ระกอบทางเคมขี องน้ำกะทิ ไดแก
กรดไขมนั
- กรดไขมันชนิดอิ่มตัวมากกวา 90% คือ กรดลอริค (Lauric Acid) 40-50% กรดไมริสติค
(Myristic Acid) 13-19% กรดปาลมิตกิ (Plamitic Acid) 4-18%
- กรดไขมันไมอิ่มตัว ไดแก กรดโอเลอิค (Oleic Acid) และไลโนเลอิค (Linoleic Acid) ไม
เกิน 10%
คารโบไฮเดรต ประกอบดว ยนำ้ ตาลซูโคส และแปง
แรธาตุ ไดแก ฟอสฟอรัส แคลเซียม และโพแทสเซยี ม
โปรตีน ไดแก โกลบูลิน (globulins) และอัลบูมิน (albumins) ซึ่งประกอบดวยกรดอะมิโน
หลายชนิด
3.3 วธิ ีการทำนำ้ กะทิ
สำหรับการทำน้ำกะทิดวยมือ หลังจากสับ และปอกเปลือกสวนที่เปนเปลือกมะพราวออกแลว
จะเปนการขูดผิวกะลาใหเกลี้ยง หลังจากนั้น จะทำการเฉาะกะลามะพราวใหแบงออกเปน 2 สวน ใน
แนวขวาง โดยแบง ใหม ีขนาดเทากัน
การเฉาะกะลา ใหเฉาะบางสวนกอน แลวใชมีดงัดกะลาบริเวณที่แตกเพื่อเอาน้ำออกใหหมด
หลงั จากนั้น คอยเฉาะแบงออกเปน 2 สว น ก็จะไดเ นือ้ มะพราวท่ตี ดิ กะลาพรอมขูด
การขูดเนื้อมะพราว คนไทยเรามักใชเครื่องมือที่เรียกวา กระตายขูดมะพราว ที่ทำจากไม มี
ลักษณะเปนไมนั่ง โดยมีสวนปลายยึดติดกับแผนเหล็กที่ลักษณะครึ่งวงกลม ขอบแผนเหล็กมีลักษณะ
เปนฟนเลื่อยที่ทำหนาที่แยกเนื้อมะพราวใหมีขนาดเล็ก หลังการขูดมะพราวแลวจะไดเนื้อมะพราวที่
พรอ มสำหรับการทำน้ำกะทิ
ข้ันตอนคัน้ นำ้ กะทิ
- นำเนื้อมะพราวใสในชาม พรอมเทน้ำอุนลงผสมในชาม หรือ หากเปนน้ำรอน หลังการเทลง
ชาม ตอ งทง้ิ ไวสกั พักใหอุนกอน ปริมาณนำ้ อุน ทใ่ี ช ประมาณ 1 ถวย
- ทำการค้นั ดว ยมือ นาน 15-20 นาที
- ทำการกรองแยกน้ำ และกาก
- นำกากผสมกับน้ำอุน ประมาณครึ่งถวย แลวคั้นดวยมือนาน 5-10 นาที กอนแยกน้ำกับกาก
ออก
- นำนำ้ กะทิสวนแรกผสมกบั สว นท่ี 2 เปน อนั ไดน ้ำกะทิสด
- หากตอ งการความเขมขน ของน้ำกะทิ ใหนำเขาอนุ ไฟจนเหลือน้ำกะทปิ ระมาณ 1 ถวย
ขอ แนะนำ
- การขูดเนื้อมะพราว ใหขูดเอาเฉพาะสวนที่เปนเนื้อ ไมควรขูดสวนที่เปนเยื่อกะลาติดมาดวย
เพราะจะทำใหนำ้ กะทิมรี สขมเลก็ นอย
- การอุนนำ้ กะทิ หามใชไ ฟแรงมากกวา 70 °C และไมควรตง้ั นาน ควรตั้งเคี่ยวสักพกั แลว ยกลง
และคอยนำตั้งไฟใหม เพราะหากใชไฟแรง หรือ ตั้งไฟนานจะทำใหกะทิจับตัวกันเปน กอน แตอาจเคี่ยว
โดยใชไ ฟแรงหรือเคยี่ วนานได หากเค่ียวเสรจ็ แลว นำไปใชทันที
- น้ำกะทิที่คั้นเสร็จแลว หากไมไดใชทันทีจะเกิดการแยกชั้น เมื่อตองการใชใหคนหรือเขยาให
เขากันเสียกอ น
บทท่ี 3
วธิ ีดำเนินการ
ในการศึกษาครัง้ น้ี ผูศกึ ษาไดดำเนินตามขนั้ ตอน ดงั นี้
1. วัสดุอุปกรณ และสารเคมี
2. วธิ ีการทำโยเกริ ตมะพรา วอินทรีย
3. ผลการทดลอง
4. สรปุ ผลการทดลอง
1. วัสดอุ ุปกรณ และสารเคมี
1.1 วัสดอุ ุปกรณ
1.1.1 ภาชนะสำหรับใสโยเกริ ตแบบมฝี าปดมิดชดิ
1.1.2 หมอ สำหรบั ตม กะทิ
1.1.3 ไมค น
1.2 วัสดอุ ปุ กรณท ี่ใชใ นการทดลอง
1.2.1 กะทจิ ากมะพราวธรรมชาติ 750 มลิ ลิลิตร
1.2.2 สตรอวเ บอรร่ี 1 กระปุก
1.2.3 วนุ มะพราว 1 กระปุก
1.2.4 น้ำตาล 2 ชอ นโตะ
1.2.5 เนือ้ มะพราว
1.3 สารเคมี
1.3.1 สารใหค วามคงตัว ½ ชอนโตะ
1.3.2 สารเพิม่ ความหนืด ½ ชอนโตะ
1.3.3 ยีสตโ ยเกิรต 1 กรัม
รายการท่ี วัตถดุ ิบ ปริมาณทีใ่ ช หนวย ราคาซื้อ
1 กะทิจากมะพราว 750 มิลลิลติ ร 39.00
2 5 125.00
3 อนิ ทรยี 2 ช้ิน 22.00
4 สตรอวเบอรร ี่ 1 ชอนโตะ 20.00
5 1/2 80.00
น้ำตาล ผล
6 1/2 ชอนโตะ 35.00
เนอ้ื มะพราว
7 1 ชอนโตะ 130.00
สารใหความคง
ตวั กรมั
สารเพม่ิ ความ
หนดื
ยีสตโยเกริ ต
2. วธิ กี ารทำโยเกริ ตมะพรา วอินทรีย
ขั้นตอนที่ 1 ใสน ้ำตาลลงในน้ำกะทิ 2 ชอนโตะ ข้นั ตอนที่ 2 ตง้ั ไฟอุนนำ้ กะทิ กำลังไฟที่
85-90องศา 5 นาที
ข้นั ตอนท่ี 3 ใสสารเพ่ิมความหนดื ½ ชอนโตะ ขน้ั ตอนท่ี 4 ใสสารใหความคงตัว ½ ชอนโตะ
ขนั้ ตอนท่ี 5 พกั ไวใ หเ ยน็ และใสย ีสตโยเกิรต 1 กรมั ข้นั ตอนท่ี 6 ใสภ าชนะที่มีฝาปด และนำไปบม
7-8 ชั่วโมง
3. ผลการทดลอง
จากการทำโยเกิรตพบวา มรี สชาตอิ รอย หอมหวาน เปรี้ยว ชืน่ ใจ ดีตอสขุ ภาพ
4. สรุปผลการทดลอง
สามารถผลิตโยเกิรต ที่มีลักษณะ ครบทุกองคประกอบเชน กลิ่น รสชาติ เน้ือสมั ผสั
บทท่ี 4
ผลการวิเคราะหขอ มลู
จากการจดั ทำโครงงานเรือ่ ง โยเกิรต มะพรา วอินทรยี สามารถวิเคราะหผลการทดลองได ดังน้ี
จากการวิเคราะหขอมูลโดยใชกลุมตัวอยางผูชิมทั้งหมด 10 คน ในการชิมเกี่ยวกับความพึง
พอใจในดา นตาง ๆ ของเมนู โยเกิรตจากมะพรา วอินทรยี โดยมีรายชอื่ ดงั น้ี
รายช่อื ขอ คดิ เห็นของผูช มิ
1.นางสาว ชนากานต เหลาอรรคะ
มันมีรสชาติที่เปรี้ยวกวาปกติ และเนื้อสัมผัส
2.นางสาว พมิ พช นก วงษา คอ นขางนมิ่ เกนิ ไป
3.นางสาว ชนพร โพธิสุวรรณ
รสชาตดิ ีแตเนือ้ มะพราวเยอะเกินไป
4.นางสาว กฤติพร จากพิมาย
กลิ่นของโยเกิรตคอนขางแรง และเนื้อสัมผัสเละ
5.นางสาว จริ พร ศรหี ามงคล เกนิ ไป
6.นางสาว ณฏั ฐช ดุ า แกวมาตร
7.นางสาว ณฐั วดี ยวนหมืน่ เนื้อสัมผัสของโยเกิรตคอนขางเละ และมีรสชาติ
8.นางสาว ดลพร ยาศรี เปรยี้ ว กลิน่ แรง
9.นางสาว นพมาศ พงประเทศ รสชาติอรอ ย มกี ล่ินทแ่ี รงนดิ หนอย
10.นางสาว วชิราพรรณ ยางงาม
อรอ ยมาก รสชาติดีเหมอื นหนา ตาเลย
อรอ ยมากเน้อื สมั ผัสนมุ นวล
เนือ้ ของโยเกิรต ไมน า ทานเลยแตร สชาติคอนขาง
ดีและมีกล่ินจากกระทิดว ยย
รสชาติดคี ะ ไมเลยี่ น
รสชาตดิ ี อรอ ย แตเ ปรี้ยวไปนิด
สรปุ การวิเคราะหขอ มูล จากการชิมโยเกิรตจากมะพรา วอนิ ทรยี
จากการสัมภาษณโ ดยใชกลุมตวั อยาง 10 คน เหน็ วา มรี สที่อรอย กล่ินหอม ถกู ปาก สดช้ืน ถูก
หลักอนามัย
รับประทานเขาไปแลวสงผลตอรางกายและสงผลตอจิตใจได ไขมันต่ำ เพื่อสุขภาพและมี
ประโยชนต อ รา งกาย
จากผสู มั ภาษณบ างคน บอกวา มีกล่นิ ท่ีคอนขางแรงอาจเพราะไมไดใสส ารแตง กลิ่น และเนอ้ื เละ
เกดิ จากการท่ี
ใชเวลาหมักนอย และการทีใ่ สย ีสโยเกริ ตทำให ผูรับประทานบางคนอาจทองเสยี หรือเกิดปญหา
กับระบบขับถา ยได
บทท่ี 5
สรปุ อภิปรายผล และขอเสนอแนะ
การศึกษาคนควา ในคร้ังนี้ สรุป อภปิ รายผล และมขี อ เสนอแนะดังตอไปน้ี
5.1 สรปุ ผลการศึกษาคน ควา
5.1.1 ความอรอยของโยเกิรตมาจากมะพราวอินทรีย และเนื้อที่เนียนนุมของโยเกิรต มาจาก
ยสี ต
5.1.2 รสชาติของโยเกิรตจากมะพราวอินทรีย ทดสอบโดยการใหผูชิม ลองรับประทานโยเกิรต
โดยมผี ชู ิม 10 คนดว ยกนั
พบวา มีรสทีอ่ รอ ย กลิน่ หอม ถูกปาก สดชืน้ ถกู หลกั อนามยั
รับประทานเขาไปแลวสงผลตอรางกาย และสงผลตอจิตใจได ไขมันต่ำ เพื่อสุขภาพ และมี
ประโยชนต อ รางกาย
5.2 อภิปรายผลการศกึ ษาคนควา
5.2.1 การศึกษาครั้งนี้ทำใหรูวา โยเกิรตจากมะพราวอินทรีย มีรสชาติที่พอกินได และสามารถ
นำไปขายได แตค วรคำนงึ ถึงสุขอนามยั
5.2.2 รสชาติของโยเกิรตจากมะพราวอินทรีย ใหรสชาติที่ดีซึ่งมีความสอดคลองกับสมมติฐาน
ที่ตั้งไว เนื่องจากมะพราวอินทรีย ใหกลิ่นที่มีความเปนเอกลักษณเฉพาะตัวของมะพราว ทำใหเมื่อนำ
มะพราวมารวมกับสตรอวเบอรรี่ และทำเปนโยเกิรต จึงทำใหโยเกิรตมีความอรอย หวาน และหอมใน
เวลาเดยี วกัน
5.3 ขอเสนอแนะและแนวทางในการพฒั นา
5.3.1 ในการศกึ ษาคร้ังตอไป ควรศกึ ษาเก่ียวกับการทำโยเกิรต ใหมากกวาน้ี
5.3.2 ในการศึกษาคร้งั ตอไป ควรศึกษาวิธีทำใหรอบคอบ
5.3.3 ควรศึกษาตน ทุนของวัตถใุ หด ีๆ
บรรณานุกรม
ไมร ะบ.ุ 2565. นำ้ กะทผิ สมโยเกิรต . (ออนไลน) . แหลง ท่ีมา : https://shorturl.asia/jPfHV.
29 มกราคม 2565
ไมร ะบ.ุ 2565. โยเกิรตกะทมิ ะพราว ไมใสนม...ไรแ ลก็ โทส. (ออนไลน) . แหลง ทม่ี า :
https://shorturl.asia/14RSu. 29 มกราคม 2565
ไมร ะบ.ุ 2565. วธิ กี ารทำโยเกิรต. (ออนไลน) . แหลงท่มี า : https://shorturl.asia/VQPMm.
30 มกราคม 2565
ประมวล ทรายทอง. 2565. โยเกิรต จากมะพราว. (ออนไลน) . แหลง ทมี่ า :
https://shorturl.asia/DdwPf. 29 มกราคม 2565
ประมวล ทรายทอง. 2565. โยเกริ ต non-dairy. (ออนไลน). แหลงท่มี า :
https://shorturl.asia/VMmLg. 30 มกราคม 2565
ภาคผนวก
แบบประเมินความพงึ พอใจผบู ริโภคทม่ี ตี อ
“ โยเกิรต จากมะพรา วอนิ ทรีย ”
คำชี้แจง การประเมินความพึงพอใจของผูบริโภคที่มีตอโยเกิรตจากมะพราวอินทรีย ในครั้งนี้เปนสวน
หน่ึงในกระบวนการจัดการเรยี นการสอน ท้งั นีข้ อใหทา นตอบแบบประเมนิ ความเปน จรงิ เพื่อนำขอมูลมา
ปรับปรงุ พัฒนาผลติ ภณั ฑต อไป
ตอนท่ี 1 ขอมลู ทวั่ ไป
รายงานการประเมนิ มากทส่ี ุด ระดบั ความพงึ พอใจของผบู ริโภค นอ ยท่สี ุด
1.รสชาตขิ องโยเกิรต (5) (1)
มาก ปานกลาง นอ ย
(4) (3) (2)
2.กลนิ่ ของโยเกิรต
3.เนอื้ สัมผสั ของโยเกริ ต
4.หนา ตาของผลิตภณั ฑ
5.ความชื่นชอบโดยรวม
เพศ ชาย หญงิ
สถานะ นักเรยี น คณุ ครู บคุ คลทวั่ ไป
ตอนท่ี 2 การประเมินความพึงพอใจของผูบรโิ ภคทมี่ ตี อผลติ ภณั ฑ
ขอ เสนอแนะ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………………………………………………….
รปู ภาพการดำเนนิ งาน