ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่1 เชียงใหม่ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai Department of Medical Sciences, Ministry of Public Health รายงานประจ าปี 2563
0
1 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai สารบัญ สารจากผู้อ านวยการ _________________________________________________ 1 ผู้บริหารกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ _______________________________________ 2 คณะกรรมการบริหาร_________________________________________________ 3 ประวัติ__________________________________________________________ 6 วิสัยทัศน์ พันธกิจ บทบาทและหน้าที่________________________________________ 7 ที่ตั้งหน่วยงาน ____________________________________________________ 8 เขตพื้นที่รับผิดชอบ _________________________________________________ 9 โครงสร้างหน่วยงาน ________________________________________________ 10 อัตราก าลังและทรัพยากรบุคคล _________________________________________ 11 ฝ่ายบริหารทั่วไป ____________________________________________________________ 13 กลุ่มพัฒนาคุณภาพและวิชาการ __________________________________________________ 14 กลุ่มงานพยาธิวิทยาคลินิก______________________________________________________ 15 กลุ่มงานพิษวิทยา ___________________________________________________________ 16 กลุ่มงานรังสีและเครื่องมือแพทย์ _________________________________________________ 19 เงินงบประมาณ ____________________________________________________________ 20 เงินบ ารุง ________________________________________________________________ 20 รายรับจากค่าตรวจวิเคราะห์และอื่น ๆ _______________________________________________ 20 รายจ่ายเงินบ ารุง ___________________________________________________________ 21 เงินสนับสนุน (งบกลาง เงินอุดหนุน เงินเบิกแทนกัน)___________________________________ 21 งานวิจัยและโครงการ _______________________________________________ 22 งานประกันคุณภาพห้องปฏิบัติการ _______________________________________ 55 งานบริการ ______________________________________________________ 57 ปริมาณงาน_______________________________________________________________ 57 งานบริการด้านอาหาร_________________________________________________________ 57 งานบริการด้านพยาธิวิทยาคลินิก__________________________________________________ 59 งานบริการด้านพิษวิทยา _______________________________________________________ 61 งานบริการด้านสารระเหยและสารเสพติด _____________________________________________ 62 งานบริการด้านยา ยาจากสมุนไพรและเครื่องส าอาง ______________________________________ 62 งานบริการด้านยาเสพติดและยาคดี________________________________________________ 64
2 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai งานบริการด้านรังสีและเครื่องมือแพทย์______________________________________________ 65 การให้บริการทดสอบความช านาญ________________________________________ 66 การจัดท าสารละลายมาตรฐาน __________________________________________ 67 การน าเสนอผลงาน _________________________________________________ 68 การน าเสนอผลงานประชุมวิชาการ _________________________________________________ 68 เครือข่ายความร่วมมือในการด าเนินงาน/กรรมการระหว่างหน่วยงาน ____________________________ 70 การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์_____________________________________________________ 70 รางวัลที่ได้รับ ____________________________________________________ 74 ภาพกิจกรรม_____________________________________________________ 75 กิจกรรมวิชาการร่วมกับองค์กรภายนอก _____________________________________________ 75 การอบรมภายในองค์กร _______________________________________________________ 82 ผู้บริหารกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เยี่ยมนิเทศงาน ______________________________________ 87 กิจกรรมถวายพระพร_________________________________________________________ 88 กิจกรรมด้านศาสนาและประเพณีล้านนา ______________________________________________ 89 กิจกรรมด้านจิตอาสา _________________________________________________________ 91 กิจกรรมด้านการตรวจคัดกรอง COVID-19 _________________________________________ 99 คณะผู้จัดท ารายงานประจ าปี __________________________________________ 103
1 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai สารจากผู้อ านวยการ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ มีภารกิจในการให้บริการทาง ห้องปฏิบัติการเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสาธารณสุข (อาหาร ยา เครื่องส าอาง รังสีและเครื่องมือแพทย์) ด้านชันสูตรสาธารณสุข (ด้านพยาธิวิทยาคลินิกและพิษวิทยา) เป็นห้องปฏิบัติการอ้างอิง รวมถึงมีภารกิจในการ ด าเนินการด้านการศึกษาวิจัยด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์เพื่อสนับสนุนการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสาธารณสุข สนับสนุนการควบคุม และป้องกันโรค โดยมีพื้นที่รับผิดชอบในเขตสุขภาพที่ 1 ในปีงบประมาณ 2563 การด าเนินการภารกิจต่างๆ ได้ด าเนินการบรรลุตามภารกิจ ตามนโยบายส าคัญของ รัฐบาล ได้แก่กัญชาทางการแพทย์แผนงานต่างๆ ที่ได้รับงบประมาณสนับสนุน และในปี2564 เป็นปีที่มีการ ระบาดของโรค COVID-19 ท าให้แผนงานต่างๆ อาจล่าช้าและด าเนินการไม่ครบถ้วน คณะท างานได้รวบรวมผล การด าเนินการดังกล่าว เผยแพร่ให้หน่วยงานต่างๆ เพื่อน าข้อมูลไปวิเคราะห์และวางแผน ในการพัฒนางานด้าน สาธารณสุขในเขตสุขภาพที่ 1 ท าให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดีและปราศจากโรคภัยต่างๆ ต่อไป นายสังคม วิทยนันทน์ ผู้อ านวยการศูนย์วิทยาศาสตรก์ารแพทยท์ ี่1 เชียงใหม่
2 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai ผู้บริหารกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นายแพทย์พิ เชฐ บัญญัติ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นายแพทย์สมชาย แสงกิจพร รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
3 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai คณะกรรมการบริหาร นายสังคม วิทยนันทน์ ผู้อ านวยการศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ นางสาวนงคราญ เรืองประพันธ์ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ช านาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มงานอาหาร นายชัยพัฒน์ ธิตะจารี เภสัชกรช านาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มงานยา
4 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai นายธรรมรัตน์ บุญสูง นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ช านาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มงานรังสีและเครอื่งมือแพทย ์ นางพิมอ าไพ คงแดง นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ช านาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มงานพิษวิทยา นางสาวพรรณราย วีระเศรษฐกุล นักเทคนิคการแพทย์ช านาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มงานพยาธิวิทยาคลินิก
5 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai นางจิรพรรณ บุญสูง นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ช านาญการ หัวหน้ากลุ่มพัฒนาคุณภาพและวิชาการ นางอุไรวรรณ กาวิเต นักจัดการงานทั่วไปช านาญการ หัวหน้าฝ่ายบริหารทั่วไป
6 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai ประวัติ ประวัติศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เริ่มทดลองด าเนินงานในส่วนภูมิภาคโดยการจัดตั้งเป็น ศูนย์ วิทยาศาสตร์การแพทย์ตั้งแต่พ.ศ. 2520 ในสมัยอธิบดี นายแพทย์วิมล โนตานนท์ โดยเน้นงานตรวจ วิเคราะห์อาหาร ยา และพิษวิทยา ตามความต้องการของพื้นที่เนื่องจากความไม่สะดวกในการส่งต่อ ตัวอย่างไปตรวจวิเคราะห์ที่ส่วนกลาง ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่เริ่มเปิดด าเนินการเมื่อ พ.ศ. 2525 โดยได้รับความ อนุเคราะห์จากเทศบาลนครเชียงใหม่ ให้ใช้ศูนย์บริการสาธารณสุขบ้านเด่น เป็นสถานที่ปฏิบัติงานชั่วคราว ต่อมาในปี พ.ศ.2526 มีพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการเพิ่มเติม กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จึงได้ ก่อตั้งศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ในส่วนภูมิภาคอย่างเป็นทางการโดยได้น าหน่วยชันสูตรสาธารณสุข ของจังหวัดที่มีอยู่เดิมมารวมด้วย ปีพ.ศ.2527 ได้มีการก่อสร้างอาคารด าเนินงานของศูนย์วิทยาศาสตร์ การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ภายในบริเวณศูนย์ราชการจังหวัดเชียงใหม่และจากปริมาณงานที่เพิ่มขึ้นท าให้มี ความต้องการใช้พื้นที่ในการปฏิบัติงานมากขึ้น จึงมีการก่อสร้างอาคารหลังใหม่เพื่อใช้ปฏิบัติงานตั้งแต่ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2542 จนถึงปัจจุบัน ผู้อ านวยการศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ท่าน แรกคือ ภญ.นพาภรณ์ปัญจะ ถึงปัจจุบันมีผู้อ านวยการศูนย์ฯ รวมทั้งหมด 5 ท่านตามล าดับดังนี้ ภญ.นพาภรณ์ ปัญจะ นางสุธีวรรณ ศรีอุปโย นายบ ารุง คงดี นายธีระศักดิ์สุภาไชยกิจ นายสังคม วิทยนันทน์
7 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai วิสัยทัศน์ พันธกิจ บทบาทและหน ้ าท ี ่ วิสัยทัศน์ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ เป็นผู้น าด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ของภาคเหนือ ตอนบน พันธกิจ 1. ให้บริการวิชาการและการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุขใน ฐานะห้องปฏิบัติการอ้างอิง 2. เฝ้าระวัง ประเมิน สื่อสารและจัดการความเสี่ยงจากโรคและภัยสุขภาพ 3. ศึกษา ค้นคว้า วิจัยและพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการแพทย์และ สาธารณสุข 4. ก าหนดมาตรฐานการตรวจวิเคราะห์และพัฒนาห้องปฏิบัติการด้านการแพทย์และสาธารณสุข 5. จัดการความเสี่ยงด้านภัยสุขภาพจากเชื้อโรคและพิษจากสัตว์ 6. สนับสนุนการแก้ไขปัญหายาเสพติดของประเทศ บทบาทหน้าที่ 1. พัฒนาระบบการตรวจวิเคราะห์ และให้บริการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการด้านผลิตภัณฑ์ สุขภาพ สมุนไพร และการชันสูตรโรค 2. ศึกษา วิเคราะห์ วิจัย และพัฒนาองค์ความรู้และเทคโนโลยีทางห้องปฏิบัติการด้านผลิตภัณฑ์ สุขภาพ สมุนไพร และการชันสูตรโรค เพื่อควบคุมคุณภาพและความปลอดภัยตามกฎหมาย 3. เป็นห้องปฏิบัติการอ้างอิงด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ สมุนไพร การชันสูตรโรค 4. พัฒนาคุณภาพห้องปฏิบัติการ สนับสนุนด้านวิชาการ และถ่ายทอดเทคโนโลยีการตรวจ วิเคราะห์ และชันสูตรโรคแก่ห้องปฏิบัติการเครือข่าย ห้องปฏิบัติการภาครัฐและภาคเอกชน 5. ปฏิบัติงานร่วมกับ หรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือที่ได้รับ มอบหมาย
8 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai ท ี ่ ต ั ้ งหน ่ วยงาน ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่1 เชียงใหม่ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กระทรวงสาธารณสุข 191 หมู่ 8 ต าบลดอนแก้ว อ าเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ 50180 โทรศัพท์0 5311 2188-90 โทรสาร 0 5311 2088 http://cm1.dmsc.moph.go.th/
9 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai เขตพ ื ้ นท ี ่ ร ั บผิดชอบ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่1 เชียงใหม่รับผิดชอบพื้นที่เขตสุขภาพที่1 รวม 4 จังหวัด ภาคเหนือตอนบนได้แก่ เชียงใหม่ ล าพูน ล าปาง และแม่ฮ่องสอน ส าหรับงานสนับสนุนการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในของกลาง และงานคุ้มครองผู้บริโภค ด้านยา เครื่องส าอาง วัตถุอันตราย และพิษวิทยา ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ รับผิดชอบเพิ่มเติมอีก 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย พะเยา แพร่ และ น่าน
10 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai โครงสร้างหน่วยงาน ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่1 เชียงใหม่ จัดแบ่งโครงสร้างเป็น 3 กลุ่ม และ 1 ฝ่าย ดังนี้ • กลุ่มชันสูตรสาธารณสุข (กลุ่มงานพยาธิวิทยาคลินิก และ กลุ่มงานพิษวิทยา) • กลุ่มคุ้มครองผู้บริโภคด้านสาธารณสุข (กลุ่มงานอาหาร กลุ่มงานยา และ กลุ่มงานรังสีและ เครื่องมือแพทย์) • กลุ่มพัฒนาคุณภาพและวิชาการ • ฝ่ายบริหารทั่วไป 1
11 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai อัตราก าลังและทรัพยากรบุคคล จ าแนกตามประเภทต าแหน่ง ต าแหน่ง กรอบ มีอยู่จริง ข้าราชการ ผู้อ านวยการ 1 1 นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ช านาญการพิเศษ 5 3 นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ปฏิบัติการ - ช านาญการ 24 24 นักเทคนิคการแพทย์ช านาญการพิเศษ 1 1 นักเทคนิคการแพทย์ปฏิบัติการ - ช านาญการ 7 7 เภสัชกรช านาญการพิเศษ 1 1 เภสัชกรปฏิบัติการ - ช านาญการ 6 6 นักฟิสิกส์รังสีปฏิบัติการ - ช านาญการ 2 2 นักวิชาการคอมพิวเตอร์ปฏิบัติการ 1 1 นักจัดการงานทั่วไปช านาญการ 2 2 เจ้าพนักงานการเงินและบัญชีช านาญงาน 1 1 เจ้าพนักงานธุรการช านาญงาน 1 1 รวม 52 50 ลูกจ้างประจ า พนักงานขับรถยนต์ 1 1 พนักงานห้องปฏิบัติการ 4 4 รวม 5 5
12 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai ต าแหน่ง กรอบ มีอยู่จริง พนักงานกระทรวงสาธารณสุข นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ 2 2 เจ้าพนักงานการเงินและบัญชี 2 2 เจ้าพนักงานธุรการ 5 5 พนักงานประจ าห้องทดลอง 6 6 พนักงานบริการ 2 2 เจ้าพนักงานการเกษตร 1 1 นายช่างไฟฟ้า 1 1 รวม 19 19 รวมทั้งสิ้น 76 74 จ าแนกตามระดับการศึกษา ระดับการศึกษา ข้าราชการ พนักงานกระทรวง สาธารณสุข ลูกจ้างประจ า รวม ปริญญาเอก 7 - - 7 ปริญญาโท 20 - - 20 ปริญญาตรี 23 6 1 30 ต ่ากว่าปริญญาตรี- 13 4 17 รวม 50 19 5 74
13 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai ฝ่ายบริหารทั่วไป รับผิดชอบงานบริหารทั่วไป งานประชาสัมพันธ์งานธุรการ ซึ่งรวมถึงงานสารบรรณ งานงบประมาณ งานบริหารบุคคล งานการเงิน งานพัสดุ งานยานพาหนะ และงานอาคารสถานที่ รายชื่อฝ่ายบริหารทั่วไป 8. นางสาวพิชญ์สินี ค าแสดวงศ์ 1. นางอุไรวรรณ กาวิเต 9. ว่าที่รต.หญิงเกษริน สร้อยทอง 2. นางพนมเทียน จรบุรี 10. นางสาวจินดารัตน์อนุรักษ์พงษ์พนา 3. นางสุดารัตน์ ธัญธรัชต์ 11. นางสาวทิพย์สุดา สุวรรณทา 4. นางองุ่น บุญประดับ 12. นายมารุจ หาดแก้ว 5. นายประเสริฐ บัวแก้ว 13. นายวิษณุกร สมใจ 6. นางสาวฐิติกาญจน์ สิทธิ 14. นายณัฏฐชัย ค าไชย 7. นางนภาพร สท้านไตรภพ 15. นายสิทธิกร โชคธีระเดช
14 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai กลุ่มพัฒนาคุณภาพและวิชาการ 1. จัดท าแผนงาน ประสานงานโครงการต่างๆ และโครงการพิเศษ ติดตามความก้าวหน้า สรุปและ ประเมินผลการปฏิบัติงาน 2. ด าเนินงานประกันคุณภาพห้องปฏิบัติการ 3. ปฏิบัติงานข้อมูลข่าวสารวิทยาศาสตร์การแพทย์ เทคโนโลยีสารสนเทศ 4. ประสานงานและสนับสนุนด้านวิชาการเพื่อเป็นห้องปฏิบัติการอ้างอิงระดับเขต 5. จุดรวมบริการเกี่ยวกับงานบริการทดสอบ/สอบเทียบ ทางห้องปฏิบัติการ รายชื่อกลุ่มพัฒนาคุณภาพและวิชาการ 1. นางจิรพรรณ บุญสูง 4. นายฐานวัตร พวงเงิน 2. นางสาวจันทนา ปินทะสาย 5. นางวิไลวรรณ นวลแหยม 3. นางสาวรุ่งตะวัน โท๊ะศรี
15 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai กลุ่มงานพยาธิวิทยาคลินิก ตรวจชันสูตรทางห้องปฏิบัติการเพื่อสนับสนุนการเฝ้าระวัง ควบคุม ป้องกัน รักษาโรค และส่งเสริม สุขภาพทางด้านโรคติดเชื้อและโรคไม่ติดเชื้อ ดังนี้ 1. ตรวจยืนยันการติดเชื้อโรคเอดส์เชื้อโรคอุจจาระร่วง เชื้อแบคทีเรีย และเชื้อโรคอื่นๆ 2. ตรวจพิเศษ ได้แก่ - การตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อไวรัส เช่น ไข้เลือดออก ไข้ปวดข้อยุงลาย ไข้หวัดใหญ่ ไข้หวัดนก - โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง - การตรวจเชื้อวัณโรคดื้อยา - การตรวจโรคธาลัสซีเมีย - การตรวจระดับภูมิคุ้มกันจากการติดเชื้อไวรัสหัด ไวรัสหัดเยอรมัน เลปโตสไปร่า สครับไทฟัส 3. ตรวจแยกสายพันธุ์ของเชื้อแบคทีเรียก่อโรคเพื่อการเฝ้าระวังด้านการกลายพันธุ์และระบาดวิทยา 4. จัดท าโปรแกรมทดสอบความช านาญของห้องปฏิบัติการด้านพยาธิวิทยาคลินิก 5. สนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ชันสูตร ได้แก่อาหารถนอมเชื้อ กระดาษซับเลือดมาตรฐาน เป็นต้น 6. จัดฝึกอบรม นิเทศงาน และศึกษาวิจัย เพื่อสนับสนุนและแก้ไขปัญหาสาธารณสุข รายชื่อกลุ่มงานพยาธิวิทยาคลินิก 1. นางสาวพรรณราย วีระเศรษฐกุล 6. นายสุริยา ยศพรสกุล 2. นายยุทธการ ยะนันโต 7. นางสาวจรินทร จอมจันทร์ 3. นายสมคิด ธิจักร์ 8. นางสาวสวลี เส้าสะท้าน 4. นางสาวจารุริน วณีสอน 9. นายณัฐพงศ์ พิทักษ์ 5. นายก้องภพ ธิเลางาม 10. นางสาวณัฏฐกานต์ เพ่งพิศ
16 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai กลุ่มงานพิษวิทยา ตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างทางด้าน นิติเวช สารเสพติด สารระเหย แอลกอฮอล์ในเลือด วัตถุมีพิษที่ใช้ใน บ้านเรือน และตรวจวิเคราะห์ด้านอาชีวอนามัย เพื่อสนับสนุนการตรวจวินิจฉัยรักษา การด าเนินการทางอรรถคดี การเฝ้าระวังสุขภาพผู้ประกอบอาชีพที่เสี่ยงต่อสารพิษ และการคุ้มครองผู้บริโภค ดังนี้ 1. ตรวจวิเคราะห์เพื่อหาชนิดและปริมาณสารพิษในชีววัตถุต่างๆ เช่น เลือด น ้าล้างกระเพาะ ปัสสาวะ อาหาร น ้า รวมทั้งสิ่งที่สงสัยว่าเป็นสาเหตุท าให้เกิดเป็นพิษ 2. ตรวจหาสารเสพติด วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ในปัสสาวะ เช่น มอร์ฟนียาบ้า 3. ตรวจหาสารระเหย ในวัตถุของกลาง เช่น โทลูอีนในกาว 4. ตรวจแอลกอฮอล์ในเลือด 5. ตรวจปริมาณเอนไซม์โคลีนเอสเตอเรส ในเลือดและซีรัม 6. ตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์วัตถุมีพิษที่ใช้ในบ้านเรือน เช่น เชื้อเพลิงอุ่นอาหาร และผ้าเย็น 7. ตรวจวิเคราะห์ด้านอาชีวอนามัย เช่น ระดับตะกั่วในเลือด 8. จัดท าโปรแกรมทดสอบความช านาญการตรวจแอลกอฮอล์ในเลือด 9. ฝึกอบรม นิเทศงาน และศึกษาวิจัย เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคและแก้ไขปัญหาสาธารณสุข รายชื่อกลุ่มงานพิษวิทยา 1. นางพิมอ าไพ คงแดง 6. นางศิราณี ตรีโสภณากร 2. นางสาวมณี เขม้นเขตรการ 7. นางสาวศิริลักษณ์ มะโนค า 3. นางสาวดวงใจ จิปิภพ 8. นางสาวชุติมา วงศ์กาญจนชุติมา 4. นายจตุพร ชัยชนะ 9. นายอดุลย์ ท าบุญ 5. นางสาวอรุณรัตน์ วรินทร์ 10. นาวสาวปานชนก เพ็ญนภาแสง
17 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai กลุ่มงานอาหาร ตรวจวิเคราะห์อาหารและน ้า เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคและควบคุมคุณภาพอาหารให้เป็นไปตามมาตรฐาน ก าหนด ประกอบการขึ้นทะเบียนต ารับอาหาร ประกอบการด าเนินคดีตามกฎหมาย และค้นหาสาเหตุของการเกิดโรค ระบาด ดังนี้ 1. ตรวจวิเคราะห์คุณภาพของอาหารและน ้า ทั้งทางกายภาพ เคมีและจุลชีววิทยา 2. ตรวจวิเคราะห์โลหะหนัก วัตถุเจือปนที่ใช้ในอาหาร เช่น สีสังเคราะห์ยาฆ่าแมลง วัตถุกันเสีย สารให้ ความหวานแทนน ้าตาล 3. ตรวจวิเคราะห์ และหาสาเหตุของโรคอาหารเป็นพิษทางจุลชีววิทยา เช่น โรคอุจจาระร่วง 4. ฝึกอบรม นิเทศงาน และศึกษาวิจัย เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคและแก้ไขปัญหาสาธารณสุข รายชื่อกลุ่มงานอาหาร 1. นางสาวนงคราญ เรืองประพันธ์ 8. นายภัทรพงศ์ จิระด าเกิง 2. นางไพรินทร์ บุตรกระจ่าง 9. นางสาวเกศินี กองสถาน 3. นายชัยภัทร พิชัย 10. นางสาวธัญลักษณ์ ตาอินทุ 4. นางสาวศิวภรณ์ จิระกุลวรวัฒน์ 11. นางสาวสุมนนาฏ จันทร์ย้อย 5. นางพัชริดา พิชัย 12. นายธรณินทร์ ยศบุญเรืองสิน 6. นางสาวป่ินนรีชินวรรธนวงศ์ 13. นายยงยุทธ อินตาคง 7. นางสาวสุภาภรณ์ กสิวัฒน์ 14. นายวิเชียร พุทธวงศ์
18 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai กลุ่มงานยา ตรวจวิเคราะห์ยาแผนปัจจุบัน(รวมถึงน ้ายาฆ่าเชื้อ และน ้าที่ใช้ทางเภสัชกรรม) ยาจากสมุนไพร เครื่องส าอาง ยาเสพติดให้โทษ(รวมถึงวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท) และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อ ควบคุมคุณภาพผลิตภัณฑ์ เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค และเพื่อประกอบการด าเนินการตามกฎหมาย ดังนี้ 1. ตรวจวิเคราะห์คุณภาพทางเคมีและกายภาพ ของยาแผนปัจจุบัน เช่น ปริมาณตัวยาส าคัญ การละลาย ของตัวยา ความสม ่าเสมอของน ้าหนัก ความเป็นกรด-ด่าง 2. ตรวจวิเคราะห์คุณภาพทางเคมีและกายภาพ ของยาจากสมุนไพร รวมถึงการปนเป้ือน/ปนปลอมทาง เคมี และจุลชีววิทยา 3. ตรวจวิเคราะห์การปนเป้ือน/ปนปลอมทางเคมีและจุลชีววิทยาของเครื่องส าอางและผลิตภัณฑ์เสริม อาหาร 4. ตรวจวิเคราะห์คุณภาพทางจุลชีววิทยา ของยาแผนปัจจุบัน ยาจากสมุนไพร เครื่องส าอาง รวมถึง ประสิทธิภาพในการฆ่าเชื้อของน ้ายาฆ่าเชื้อ 5. ตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์และหาปริมาณ ยาเสพติดให้โทษ รวมถึงสารตั้งต้นที่ใช้ผลิตยาเสพติดและวัตถุ ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท 6. ศึกษาวิจัย เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคและแก้ไขปัญหาสาธารณสุข รายชื่อกลุ่มงานยา 1. นายชัยพัฒน์ ธิตะจารี 6. นางสรินยา จุลศรีไกวัล 11. นางสาวประกาย อุทธิยา 2. น.ต.หญิงกันยารัตน์ชลสิทธิ์ 7. นางสาวกอบบุญ บุญเย็น 12. นางสาวจินดา กาวีแว่น 3. นางประภัสสร ทิพย์รัตน์ 8. นายณัฎฐชัย ดวงนิล 13. นายณัฐนรินทร์ ศรีรินทร์ 4. นางสาวเจริญศรี ขวัญวงศ์ 9 นางสุดสวาท ศักดี 14. นายสุริยัน เม็งขาว 5. นางพัชรินทร์ จันทรานิมิตร 10. นายศุภกร จันทร์จอม
19 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai กลุ่มงานรังสีและเครื่องมือแพทย์ ตรวจสอบเครื่องก าเนิดรังสีเอกซ์และเครื่องมือแพทย์เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสาธารณสุขและเพื่อ ความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน ดังนี้ 1. ตรวจสอบคุณภาพและความปลอดภัยในการใช้งานของเครื่องเอกซเรย์ห้องเอกซเรย์และ วัสดุป้องกัน รังสี 2. ให้ค าปรึกษาเกี่ยวกับการออกแบบห้องเอกซเรย์ 3. ให้ค าแนะน าเกี่ยวกับ การขอใช้บริการเครื่องมือวัดรังสีประจ าบุคคล และบริการอื่นๆ ของส านักรังสี และเครื่องมือแพทย์กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 4. ให้ค าปรึกษาด้านความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติงานและการป้องกันอันตรายจากรังสี 5. ตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์เช่น เครื่องวัดความดันโลหิต เครื่องวัดอุณหภูมิ 6. สอบเทียบมาตรฐานเครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์จากลมหายใจ (Breathalyzer) 7. ฝึกอบรม นิเทศงาน และศึกษาวิจัย เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคและแก้ไขปัญหาสาธารณสุข รายชื่อกลุ่มงานรังสีและเครื่องมือแพทย์ 1. นายธรรมรัตน์ บุญสูง 4. นายรุ่งโรจน์ จันทร์สูง 2. นายก าพล เทวาดิเทพ 5. ว่าที่ร้อยตรีลิขิต กล้าแก่น 3. นางสาวธิติกานต์ ค าตุ่น
20 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai เงินงบประมาณและเงินบ ารุง เงินงบประมาณ หมวดเงิน รายรับ (บาท) รายจ่าย (บาท) งบด ำเนินงำน 15,400,173.00 15,400,173.00 งบลงทุน 9,338,036.00 9,338,036.00 รวม 24,738,209.00 24,738,209.00 เงินบ ารุง ยอดยกมาปี 2562 รายรับปี 2563 รายจ่ายปี 2563 คงเหลือ (บาท) 27,706,991.52 19,975,918.30 18,248,068.18 29,434,841.64 รายรับจากค่าตรวจวิเคราะห์และอื่น ๆ รายการ รายรับ กลุ่มงานอาหาร 5,652,880.00 กลุ่มงานยา 1,010,460.00 กลุ่มงานพิษวิทยา 3,229,680..00 กลุ่มงานพยาธิวิทยาคลินิก 1,132,380.00 กลุ่มรังสีและเครื่องมือแพทย์ 1,405,650.00 สมาชิกโครงการประเมินคุณภาพพยาธิฯ 2,799,435.10 สมาชิกโครงการแอลกอโอล์ในเลือด 36,000.00 โครงการตรวจติดเชื้อ (สปสช.) 62,390.00 โครงการตรวจการติดเชื้อ-โควิค (พยาธิฯ) 4,032,500.00 โครงการกัญชง(ยา) 200,000.00 โครงการรับจากกรมวิทย์ฯ 384,360.00 รายรับอื่น ๆ (ดอกเบี้ยรบั , ส าเนาผลวิเคราะห์) 30,183.20 รวม 19,975,918.30
21 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai รายจ่ายเงินบ ารุง รายการ รายรับ งบบุคลากร 5,681,453.11 งบด าเนินงาน 2,621,467.07 งบลงทุน 400,453.00 ตัดโอนเงินเข้ากรม 9,400,000.00 รวม 18,248,068.18 เงินสนับสนุน (งบกลาง เงินอุดหนุน เงินเบิกแทนกัน) หมวดเงิน รายรับ (บาท) รายจ่าย (บาท) งบด ำเนินงำน อย. ค่ำตรวจวิเครำะห์ผลิตภัณฑ์สุขภำพ 500,000.00 500,000.00 งบด ำเนินงำน กรมควบคุมโรค 500,000.00 500,000.00 รวม 1,000,000.00 1,000,000.00
22 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai งานวิจัยและโครงการ การสอบเทียบขวดวัดปริมาตร จันทนำ ปินทะสำย และจิรพรรณ บุญสูง ขวดวัดปริมาตร (Volumetric flask) เป็นอุปกรณ์เครื่องแก้วที่ใช้ส าหรับเตรียมสารละลายให้ได้ปริมาตร ตามที่ต้องการ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ ด าเนินการสอบเทียบความ ถูกต้องของขวดวัดปริมาตรที่ใช้ในห้องปฏิบัติการ ขนาด 25, 50 และ 100 มิลลิลิตร จ านวน 39 ชิ้น ท าการสอบ เทียบโดยการชั่งน ้าหนักของน ้าที่บรรจุในขวดวัดปริมาตรแล้วแปลงค่าน ้าหนักเป็นปริมาตรที่แท้จริง ที่อุณหภูมิ อ้างอิง 20 ºC ตามวิธีมาตรฐาน ASTM E 542-01:2007 ผลการสอบเทียบพบว่าขวดวัดปริมาตรขนาด 25, 50 และ 100 มล. มีค่าที่วัดได้อยู่ในช่วง 24.973 - 25.209, 49.953 - 50.028 และ 99.911 - 100.053 มล. ตามล าดับ และมีค่าความไม่แน่นอนอยู่ในช่วง 0.007 - 0.008, 0.008-0.018 และ 0.012 - 0.021 มล. ตามล าดับ เมื่อใช้เกณฑ์ค่าผิดพลาดสูงสุดที่ยอมรับได้ตามมาตรฐานของ ISO 1042:1998 พบว่ามีขวดวัดปริมาตรที่ผ่าน เกณฑ์จ านวน 36 ชิ้น คิดเป็นร้อยละ 92.3 และไม่ผ่านเกณฑ์จ านวน 3 ชิ้น คิดเป็นร้อยละ 7.7 ดังนั้นห้องปฏิบัติการ ควรมีการสอบเทียบขวดวัดปริมาตรอย่างสม ่าเสมอและต้องประเมินผลการสอบเทียบก่อนน ามาใช้งาน ซึ่งจะช่วย ให้ผลการทดสอบมีความถูกต้องและน่าเชื่อถือ
23 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai ระบบสารสนเทศออนไลน์ส าหรับกิจกรรมทดสอบความช านาญทางห้อง ปฏิบัติการระดับหน่วยบริการปฐมภูมิ รุ่งตะวัน โท๊ะศรี และจิรพรรณ บุญสูง ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่1 เชียงใหม่เปิดให้บริการกิจกรรมทดสอบความช านาญทางห้องปฏิบัติการ หน่วยบริการปฐมภูมิตั้งแต่พ.ศ. 2557 ในปัจจุบันการทดสอบความช านาญหน่วยบริการปฐมภูมิมีสมาชิกเข้า ร่วมจ านวน 1,075 แห่ง ศูนย์ฯ ได้จัดท าระบบสารสนเทศการทดสอบความช านาญหน่วยบริการปฐมภูมิออนไลน์ ขึ้นใน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 เพื่อลดขั้นตอนการท างาน ลดการใช้เอกสารและลดค่าใช้จ่ายในการจัดส่งเอกสาร และในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ได้พัฒนาระบบด้านการรับเงินด้วย EDC และ bill payment โดยระบบดังกล่าว ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนหลักคือ การลงทะเบียนสมัครเข้าร่วมกิจกรรมและการช าระเงิน การบันทึกผลการทดสอบ ของสมาชิก และการรายงานสรุปผลการด าเนินงานให้กับสมาชิก เครื่องมือที่ใช้พัฒนาระบบประกอบด้วย โปรแกรม phpMyAdmin, Filezilla, Dreamweaver และ XAMPP จากการน าระบบสารสนเทศการทดสอบ ความช านาญออนไลน์มาใช้ในการด าเนินงานในปีงบประมาณพ.ศ. 2563 พบว่าระบบดังกล่าวช่วยให้การ ด าเนินงานมีความสะดวก รวดเร็ว ลดค่าใช้จ่ายของกิจกรรมมากกว่า 100,000 บาท/ปี และสมาชิกมีความพึง พอใจในการให้บริการร้อยละ 85.7
24 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai การสอบเทียบเครื่องวัดแอลกอฮอล์จากลมหายใจ ธิติกำนต์ ค ำตุ่น และธรรมรัตน์ บุญสูง ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่1 เชียงใหม่ ให้บริการสอบเทียบเครื่องวัดแอลกอฮอล์จากลมหายใจซึ่ง ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025:2017 โดยศูนย์ฯ ได้พัฒนาผลิตสารมาตรฐานที่ใช้สอบเทียบให้ได้ มาตรฐานตามระบบมาตรวิทยาเคมีระหว่างประเทศและตามข้อก าหนดมาตรฐาน ISO 17034:2016 เพื่อทดแทนการ น าเข้าจากต่างประเทศซึ่งมีราคาแพง ปัจจุบันสามารถผลิตสารมาตรฐานแอลกอฮอล์ส าหรับสอบเทียบเครื่องวัด แอลกอฮอล์จากลมหายใจ ใช้ส าหรับสอบเทียบภายในหน่วยงานและสนับสนุนให้กับห้องปฏิบัติการเครือข่าย ในปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ได้ด าเนินการสอบเทียบเครื่องวัดแอลกอฮอล์จากลมหายใจให้กับต ารวจภูธร จังหวัด ส านักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โรงพยาบาล และบริษัทเอกชน ในเขตภาคเหนือตอนบน จ านวน ทั้งสิ้น 353 เครื่อง พบว่าผลการสอบเทียบไม่ได้มาตรฐาน 38 เครื่อง คิดเป็นร้อยละ 10.8 สาเหตุที่ไม่ได้มาตรฐาน เกิดจาก เครื่องช ารุด จ านวน 15 เครื่อง และหัววัดเสื่อมสภาพ จ านวน 23 เครื่อง เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมาย เป็นไปอย่าง มีประสิทธิภาพต้องมีการสอบเทียบเครื่องวัดฯ ทุก 6 เดือน โ ด ย ศูน ย์ฯ มีเ ป้า ห ม า ย ที่จ ะ ย ก ร ะ ดับ เ ป็น ห้องปฏิบัติการอ้างอิงด้านการตรวจแอลกอฮอล์จากลม หายใจภายในปีงบประมาณ พ.ศ.2565 ซึ่งจะช่วยสร้าง ความมั่นใจให้กับประชาชนว่าเครื่องมือที่ใช้ตรวจวัดมี มาตรฐาน แม่นย า และเชื่อถือได้
25 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai การเปรียบเทียบผลระหว่างห้องปฏิบัติการ การตรวจหาสารพันธุกรรมของ เชื้อเอนเตอโรไวรัสก่อโรคมือเท้าปากด้วยวิธีPCR พรรณรำย วีระเศรษฐกุล และจรินทร จอมจันทร์ กลุ่มชันสูตรสาธารณสุข กลุ่มงานพยาธิวิทยาคลินิก ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ ได้จัด กิจกรรมการเปรียบเทียบผลระหว่างห้องปฏิบัติการ (Inter-laboratory comparison) ของการตรวจหาสาร พันธุกรรมของเชื้อเอนเตอโรไวรัสก่อโรคมือเท้าปาก ด้วยวิธีPCR ให้กับสมาชิกห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ที่ สมัครเข้าร่วมโครงการปีละ 1 ครั้ง โดยจัดเตรียมวัตถุทดสอบเป็น Cell suspension ใน Viral transport media จ านวน 3 ตัวอย่าง วัตถุทดสอบนี้จะผ่านการทดสอบเพื่อยืนยันผลการตรวจ Serogroup และ Serotype จากศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่และน าผลที่ได้ก าหนดเปน็ค่าเปา้หมายของการประเมนิผล ของสมาชิก โดยมีเกณฑ์การให้คะแนน ดังนี้รายงานผล ถูกต้อง ระดับ Serogroup (1 คะแนน) ระดับ Serotype (1 คะแนน) และสรุปผล (1 คะแนน) และน าคะแนนรวม ค านวณ เป็นร้อยละ ผลด าเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 มี สมาชิกสมัครเข้าร่วมโครงการจ านวน 6 แห่ง รายงานผล ถูกต้องร้อยละ 100, ร้อยละ 70-90 และ น้อยกว่าร้อยละ 70 จ านวน 3 แห่ง 2 แห่ง แล ะ 1 แห่ง ตามล าดับ ใน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 มีสมาชิกสมัครเข้าร่วมโครงการ จ านวน 8 แห่ง รายงานผลถูกต้องร้อยละ 100 และร้อยละ 70-90 จ านวน 6 แห่ง และ 2 แห่ง ตามล าดับ การเข้าร่วม การเปรียบเทียบผลระหว่างห้องปฏิบัติการ เป็นกิจกรรมหนึ่งในระบบควบคุมคุณภาพ ซึ่งเหมาะสมส าหรับ ห้องปฏิบัติการที่ยังไม่มีแผนทดสอบความช านาญ โดยห้องปฏิบัติการสามารถน าข้อมูลไปใช้ปรับปรุงและพัฒนา คุณภาพการตรวจวิเคราะห์ ให้มีความถูกต้อง แม่นย า ท าให้ผู้รับบริการมั่นใจในผลการตรวจวิเคราะห์สามารถ ตรวจติดตามสุขภาพประชาชน และกลุ่มผู้ป่วยโรคมือเท้าปาก ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ มีแนวทาง ที่จะพัฒนาเป็นผู้จัดท าแผนทดสอบความช านาญ (Proficiency Testing) ตามมาตรฐาน ISO/IEC 17043 ต่อไป
26 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai การตรวจยืนยันและการจ าแนกสายพันธุ์เชื้อ Streptococcus suis ในเขต สุขภาพที่ 1 ก้องภพ ธิเลำงำม เชื้อ Streptococcus suis (S. suis) เป็นแบคทีเรียที่พบได้ในสุกรทั่วไป จัดเป็นเชื้อก่อโรคสัตว์สู่คน ที่ เป็นปัญหาส าคัญทางด้านสาธารณสุขของประเทศไทย เนื่องจากก่อให้เกิดโรครุนแรงในคน ในรายที่มีอาการ รุนแรงอาจถึงขั้นเสียชีวิต ผู้ป่วยบางรายที่ไม่เสียชีวิตส่วนใหญ่จะพบความพิการตามมา เช่น สูญเสียการทรงตัว กล้ามเนื้ออ่อนแรง และสูญเสียการได้ยินจนถึงขั้นหูหนวกหรือที่เรียกว่าหูดับ การเกิดโรคเกิดจากการสัมผัสกับสุกร ที่ติดเชื้อหรือการบริโภคเนื้อสุกรดิบที่มีเชื้อ มีอัตราตายสูงถึงร้อยละ 13 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่1 เชียงใหม่ ได้ท าการเฝ้าระวังเชื้อดังกล่าว โดยในปีงบประมาณพ.ศ. 2563 ได้ท าการตรวจยืนยันเชื้อและการจ าแนกสายพันธุ์ ระดับซีโรไทป์โดยวิธี Multiplex PCR จากตัวอย่างผู้ป่วยที่สงสัยว่าจะติดเชื้อ S. suis ในกระแสโลหิต ที่เข้ามารับ การรักษาในโรงพยาบาลเขตสุขภาพที่1 จ านวน 18 ตัวอย่าง ประกอบด้วยโรงพยาบาลล าปาง 14 ตัวอย่าง และ โรงพยาบาลนครพิงค์4 ตัวอย่าง จากการตรวจยืนยันและจ าแนกสายพันธุ์พบว่าเป็นเชื้อ S. suis serotype 2 ทั้ง 18 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 100 แสดงให้เห็นว่าโรคติดเชื้อ S. suis เป็นปัญหาส าคัญในพื้นที่ดังนั้นหน่วยงาน ของกระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการเฝ้าระวัง เนื่องจากประชากรในภาคเหนือตอนบนมี วัฒนธรรมการบริโภคเนื้อสุกรดิบ จึงควรให้ความรู้ในการบริโภคอาหารปรุงสุกแก่ประชาชนในเขตพื้นที่เสี่ยงและ ควบคุมแหล่งที่มาของเนื้อสุกร เพื่อป้องกันและควบคุมโรคติดเชื้อดังกล่าวต่อไป
27 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai การตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (SARS-CoV-2) ด้วยเทคนิค real-time RT-PCR ในผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคและผู้ สัมผัส ใน 4 จังหวัดภาคเหนือ (เชียงใหม่ ล าปาง ล าพูน และแม่ฮ่องสอน) สวลี เส้ำสะท้ำน, ยุทธกำร ยะนันโต, สมคิด ธิจักร์, จำรุริน วณีสอน, ก้องภพ ธิเลำงำม ,สุริยำ ยศพรสกุล จรินทร จอมจันทร์ และพรรณรำย วีระเศรษฐกุล โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 (Coronavirus Disease 2019 หรือ COVID-19) เป็นโรค ติดเชื้อระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากเชื้อไวรัส Severe acute respiratory syndrome coronavirus 2 (SARS-CoV-2) ที่เริ่มมีการระบาดตั้งแต่ปลายปีพ.ศ. 2562 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่1 เชียงใหม่ซึ่ง รับผิดชอบในเขตพื้นที่4 จังหวัดทางภาคเหนือ ได้แก่ เชียงใหม่, ล าปาง, ล าพู น และแม่ฮ่องสอน ได้ท าการตรวจ วินิจฉัยตัวอย่างจากผู้ป่วยเข้าเกณฑ์การสอบสวนโรค (Patient Under Investigate: PUI) แล ะผู้สัมผัส จ าก ตัวอย่างป้ายโพรงจมูก (Nasopharyngeal Swab), ป้าย คอ (Throat Swab), เสมหะ (Sputum) หรือตัวอย่างอื่นที่ เก็บจากระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง ด้วยเทคนิค realtime RT-PCR (real-time reverse transcriptionpolymerase chain reaction) โดยตรวจยีนเป้าหมาย 2 ยีน คือ RdRp (RNA dependent RNA polymerase) แ ล ะ N (Nucleocapsid) ร่ ว ม กับ ยี น RNase P (Ribonuclease P) ของมนุษย์ซึ่งใช้เป็นชุดควบคุมภายใน ตั้งแต่วันที่26 มกราคม 2563 ถึงวันที่31 ตุลาคม 2563 เป็นจ านวนทั้งสิ้น 2,073 ราย ตรวจพบผู้ติดเชื้อจ านวน 47 ราย (ร้อยละ 2.27) โดยพบผู้ติดเชื้อภายใน จังหวัดเชียงใหม่ 38 ราย (ร้อยละ 1.83), ล าพูน 4 ราย (ร้อยละ 0.19), แม่ฮ่องสอน 5 ราย (ร้อยละ 0.24) และ ตรวจไม่พบตัวอย่างติดเชื้อจากจังหวัดล าปาง ซึ่งตั้งแต่เดือนมกราคม 2563 เป็นต้นมา ประเทศไทยมีรายงาน ผู้ป่วยยืนยันโรคติดเชื้อไวรัส SARS-CoV-2 โดยกว่าร้อยละ 60 เป็นผู้เดินทางมาจากต่างประเทศ และพบผู้ติด เชื้อภายในประเทศเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง คือกลุ่มที่สัมผัสกับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากพื้นที่ที่มีการระบาด ของโรค
28 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai การทดสอบความช านาญการตรวจหาแอนติบอดี IgM และ IgG ต่อเชื้อ ไวรัสเดงกีในซีรัม ด้วยชุดทดสอบอย่างรวดเร็วชนิด Immunochromatography พรรณรำย วีระเศรษฐกุล, สมคิด ธิจักร, ยุทธกำร ยะนันโต และก้องภพ ธิเลำงำม ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ ได้จัดกิจกรรมการทดสอบความช านาญการตรวจหา แอนติบอดี IgM และ IgG ต่อเชื้อไวรัสเดงกีในซีรั่มด้วยชุดทดสอบอย่างรวดเร็ว ระหว่างปีพ.ศ. 2556-2559 มี ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ในเขตภาคเหนือตอนบนเข้าร่วมกิจกรรม และส่งผลกลับจ านวน 31 แห่ง ตัวอย่างที่ จัดเตรียมส าหรับกิจกรรมนี้เป็นตัวอย่างซีรั่มที่ได้เก็บรวมไว้ซึ่งผ่านการทดสอบความเนื้อเดียวกันและความเสถียร ตลอดช่วงระยะเวลาที่ก าหนดให้ห้องปฏิบัติการท าการทดสอบ การประเมินสมรรถนะของห้องปฏิบัติการ คณะท างานเลือกใช้ค่าเป้าหมายของตัวอย่างที่ได้จากผลทดสอบยืนยันการตรวจระดับแอนติบอดีIgM และ IgG ต่อเชื้อไวรัสเดงกีด้วยวิธีantibody capture ELISA และชุดทดสอบอย่างรวดเร็ว น าค่าเป้าหมายมาเปรียบเทียบ กับผลของห้องปฏิบัติการสมาชิกในด้านความแม่น (accuracy) และความเที่ยง (precision) ในกิจกรรมนี้ก าหนด เกณฑ์การประเมินให้ห้องปฏิบัติการที่มีผลสอดคล้องกันร้อยละ 90.0-100.0 เป็นห้องปฏิบัติการที่มีผลการทดสอบ ในระดับดีมาก ร้อยละ 80.0-89.9 ระดับดี ร้อยละ 70.0-79.9 ระดับน่าพอใจ และระดับไม่น่าพอใจ น้อยกว่าร้อยละ 70.0 จากผลการประเมินสมรรถนะ ห้องปฏิบัติการ พบว่าผลการทดสอบด้านความแม่นโดยเฉลี่ยทั้งการตรวจ ระดับแอนติบอดี IgM และ IgG อยู่ในระดับดีมาก ร้อยละ 51.6 ระดับดี ร้อยละ 41.9 และระดับน่าพอใจ ร้อยละ 6.5 ส่วนผลการทดสอบด้านความเที่ยงโดย เฉลี่ยทั้งการตรวจระดับแอนติบอดี IgM และ IgG พบว่า ห้องปฏิบัติการอยู่ ในระดับดีมาก ร้อยละ 83.9 ระดับดี ร้อยละ 9.7 และระดับน่าพอใจ ร้อยละ 6.4 ซึ่งเห็นได้ว่าผลประเมินสมรรถนะห้องปฏิบัติการของสมาชิกส่วนใหญ่อยู่ใน เกณฑ์ระดับดีมาก กิจกรรมการทดสอบความช านาญจึงมีบทบาทส าคัญใน การพัฒนาความสามารถของห้องปฏิบัติการให้มีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง ตามระบบการจัดการคุณภาพ
29 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai การทดสอบความช านาญทางห้องปฏิบัตการตรวจไวรัสตับอักเสบบีทางซี โรโลยี (HBsAg และ Anti-HBs) ปีพ.ศ. 2560-2562 จำรุริน วณีสอน และสมคิด ธิจักร์ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่1 เชียงใหม่ให้บริการการทดสอบความช านาญทางห้องปฏิบัติการตรวจ HBsAg และ Anti-HBs โดยจัดเตรียมตัวอย่างพลาสมาครั้งละ 5 ตัวอย่าง ส่งให้แก่สมาชิกปีละ 3 ครั้ง น าผลการ ทดสอบที่ได้รับมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับค่าเป้าหมาย หาความแม่นและความเที่ยงของผลการทดสอบ ในปีพ.ศ. 2560-2562 มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการจ านวน 249, 294 และ 332 แห่งตามล าดับ มีการใช้วิธีทดสอบ 2 ประเภท คือ เครื่องวิเคราะห์อัตโนมัติและชุดทดสอบประเภท rapid assay ผลการทดสอบโดยใช้เครื่องวิเคราะห์อัตโนมัติ ในการตรวจ HBsAg มีความแม่นเฉลี่ยร้อยละ 99.8, 99.9 และ 99.5 มีความเที่ยงเฉลี่ยร้อยละ 97.1, 100 และ 100 ตามล าดับ ในการตรวจ Anti-HBs มีความแม่นเฉลี่ยร้อยละ 99.4, 100 และ 98.5 มีความเที่ยงเฉลี่ยร้อยละ 99.4, 100 และ 100 ตามล าดับ ผลการทดสอบโดยใช้ rapid assay ในการตรวจ HBsAg มีความแม่นเฉลี่ยร้อย ละ 99.7, 99.2 และ 99.4 มีความเที่ยงเฉลี่ยร้อยละ 100, 98.2 และ 99.6 ตามล าดับ ในการตรวจ Anti-HBs มี ความแม่นเฉลี่ยร้อยละ 99.4, 96.7 และ 99.5 มีความเที่ยงเฉลี่ยร้อยละ 100, 98.0 และ 99.5 ตามล าดับ จะเห็นได้ ว่าการทดสอบ HBsAg และ Anti-HBs ด้วยเครื่องวิเคราะห์อัตโนมัติและชุดทดสอบประเภท rapid assay ของ ห้องปฏิบัติการสมาชิกมีความน่าเชื่อถือ สมาชิกสามารถน าผลการทดสอบความช านาญทางห้องปฏิบัติการไป ประเมินตนเอง เพื่อพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่องต่อไป แผนภูมิที่ 1 ความแม่น (accuracy) และความเที่ยง (precision) ของผลการทดสอบ HBsAg และ Anti-HBs ด้วยเครื่อง วิเคราะห์อัตโนมัติ แผนภมูทิ ี่ 2 ความแม่น (accuracy) และความเที่ยง (precision) ของผลการทดสอบ HBsAg และ Anti-HBs ด้วยวิธี rapid assay
30 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai การเฝ้าระวังซีโรทัยป์ของเชื้อไวรัสเดงกีใน 4 จังหวัด ภาคเหนือ สุริยำ ยศพรสกุล และพรรณรำย วีระเศรษฐกุล โรคไข้เลือดออกจัดเป็นโรคที่เป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้และเป็นปัญหาทางด้านสาธารณสุขที่ส าคัญของประเทศ ไทย สาเหตุของโรคเกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี (Dengue virus) ซึ่งมีสายพันธุ์/ซีโรทัยป์ที่ก่อโรคในคน คือ Dengue-1, Dengue-2, Dengue-3 และ Dengue-4 โดยมียุงลายบ้าน (Aedes aegypti) เป็นพาหะน าโรค ตั้งแต่วันที่1 มกราคม-8 กรกฎาคม 2563 มีรายงานผู้ป่วยทั่วประเทศ 25,708 ราย เสียชีวิต 15 ราย (กรมควบคุมโรค, พฤศจิกายน 2563) ศูนย์ วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่1 เชียงใหม่ ได้ท าการเฝ้าระวังซีโรทัยป์ของเชื้อไวรัสเดงกีในเขต 4 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ล าพูน และ ล าปาง ตั้งแต่วันที่1 ตุลาคม 2562 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2563 โดยท าการตรวจหาสาร พั นธุกรรมชนิด RNA ของเชื้อไวรัสเดงกีและจ าแนกซีโรทัยป์ด้วยวิธีReal time RT-PCR หรือ RT-PCR จากตัวอย่าง ผู้ป่วยที่สงสัยโรคไข้เลือดออก จ านวนทั้งสิ้น 98 ตัวอย่าง พบว่า ให้ผลบวก จ านวน 55 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 56.1 จ าแนก ซีโรทัยป์ได้เป็น Dengue-1 จ านวน 37 ตัวอย่าง Dengue-2 จ านวน 11 ตัวอย่าง Dengue-3 จ านวน 5 ตัวอย่าง และ Dengue-4 จ านวน 2 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 67.3, 20.0, 9.1 และ 3.6 ตามล าดับ ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่ามีการแพร่ ระบาดของซีโรทัยป์ Dengue-1 เป็นส่วนใหญ่ซึ่งจากการรวบรวมข้อมูลในอดีตจนถึงปัจจุบัน พบว่ามีความสอดคล้องกันคือ มีการแพร่ระบาดของซีโรทัยป์ Dengue-1 มากที่สุด รองลงมาคือ Dengue-2 และยังมีการแพร่ระบาดของซีโรทัยป์อื่นๆ ซึ่ง ข้อมูลดังกล่าวสามารถน าไปใช้ในการวางแผนเพื่อควบคุมและป้องกันการแพร่ระบาดของโรค รวมถึงการรักษาผู้ป่วยให้มี ประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นในอนาคต ตารางแสดงข้อมูลการตรวจหาสารพันธุกรรมชนิด RNA ของเชื้อไวรัสเดงกีและจ าแนกซีโรทัยป์ด้วยวิธีReal time RT-PCR หรือ RTPCR จากตัวอย่างผู้ป่วยที่สงสัยโรคไข้เลือดออกในเขต 4 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ปี 2556-2563 Years Total of samples Positive(%) Negative(%) DENV-1 (%) DENV-2 (%) DENV-3 (%) DENV-4 (%) 2556 342 254 (74.3) 88 (25.7) 113 (44.5) 92 (36.2) 41 (16.1) 8 (3.1) 2557 205 100 (48.8) 105 (51.2) 83 (83.0) 10 (10.0) 6 (6.0) 1 (1.0) 2558 274 172 (62.8) 102 (37.2) 23 (13.4) 12 (7.0) 75 (43.6) 62 (36.0) 2559 177 56 (31.6) 121 (68.4) 4 (7.1) 16 (28.6) 9 (16.1) 27 (48.2) 2560 172 120 (69.8) 52 (30.2) 66 (55.0) 37 (30.8) 2 (1.7) 15 (12.5) 2561 177 111 (62.7) 66 (37.3) 64 (57.7) 35 (31.5) 2 (1.8) 10 (9.0) 2562 111 48 (43.2) 63 (56.8) 20 (41.7) 21 (43.8) 1 (2.1) 6 (12.5) 2563 98 55 (56.1) 43 (43.9) 37 (67.3) 11 (20.0) 5 (9.1) 2 (3.6) Total 1556 916 (58.9) 640 (41.1) 410 (44.8) 234 (25.5) 141 (15.4) 131 (14.3) กราฟแสดงข้อมูลการตรวจหาสารพันธุกรรมชนิด RNA ของเชื้อ ไวรัสเดงกีแล ะจ าแนกซี โรทัยป์ด้วยวิธี Real time RT-PCR หรือ RT-PCR จากตัวอย่างผู้ป่วยที่สงสัยโรคไข้เลือดออกในเขต 4 จังหวัดภาคเหนือตอนบน ปี 2556-2563 0 50 100 150 2556 2557 2558 2559 2560 2561 2562 2563 Positive samples (%) Years DENV-4 DENV-3 DENV-2 DENV-1
31 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai แผนการทดสอบความช านาญด้านพยาธิวิทยาคลินิก สมคิด ธิจักร์, ยุทธกำร ยะนันโต, จำรุริน วณีสอน, ก้องภพ ธิเลำงำม และสุริยำ ยศพรสกุล ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่1 เชียงใหม่มีบทบาทหน้าที่ในการพัฒนาคุณภาพห้องปฏิบัติการด้าน การแพทย์และสาธารณสุข กลุ่มงานพยาธิวิทยาคลินิกจึงได้จัดให้มีบริการแผนการทดสอบความช านาญทาง ห้องปฏิบัติการด้านพยาธิวิทยาคลินิก เพื่อสนับสนุนให้ห้องปฏิบัติการได้พัฒนาคุณภาพการตรวจวิเคราะห์ ใน ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 มีการด าเนินงานแผนทดสอบความช านาญโดยการ เปรียบเทียบผลระหว่างห้องปฏิบัติการ จ านวน 7 แผน ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO/IEC 17043: 2010 จ านวน 4 แผน (ร้อยละ 57) แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่1) แผนส าหรับห้องปฏิบัติการระดับทุติยภูมิขึ้นไป จ านวน 5 แผน ได้แก่ 1.1) การตรวจคัด กรองฮีโมโกลบินอี 1.2) การตรวจไวรัสตับอักเสบบีทางซีโรโลยี 1.3) การตรวจภาวะ ตั้งครรภ์ในปัสสาวะ 1.4) การตรวจเอชไอวีซีโรโลยีแห่งชาติภาคเหนือ และ 1.5) การ ตรวจแอนติบอดีต่อเชื้อก่อโรคสครับไทฟสัและกลุ่มที่2) แผนส าหรับห้องปฏิบัติการ หน่วยบริการปฐมภูมิจ านวน 2 แผน ได้แก่ 2.1) การตรวจภาวะตั้งครรภ์การตรวจ โปรตีนและน ้าตาลในปัสสาวะ และ 2.2) การตรวจปริมาตรเม็ดเลือดแดงอัดแน่น ผลการ ด าเนินงาน มีห้องปฏิบัติการสมัครเข้าร่วมเป็นสมาชิกด้วยความสมัครใจทุกแผนรวมกัน จ านวน 1,405 แห่ง มีสมาชิกรายงานผลการทดสอบกลับมายังผู้จัด ร้อยละ 79.0-98.1 ผลการทดสอบของสมาชิก ในภาพรวมมีความแม่น (accuracy) หรือมีคุณภาพการทดสอบอยู่ในระดับน่าพอใจ ร้อยละ 80.8-100 แสดงให้ เห็นว่าคุณภาพการตรวจวิเคราะห์ของสมาชิกส่วนใหญ่อยู่ในระดับดี อย่างไรก็ตาม ห้องปฏิบัติการเหล่านี้ควรธ ารง รักษาคุณภาพระดับดีต่อไปอย่างสม ่าเสมอ ส่วนห้องปฏิบัติการที่รายงานผลผิดพลาดควรมีการหาสาเหตุและแก้ไข เพื่อการพัฒนาผลการตรวจวิเคราะห์ให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ข้อมูลที่ได้นี้จะเป็นประโยชน์ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง น าไปพัฒนาคุณภาพการตรวจวิเคราะห์ของห้องปฏิบัติการต่อไป
32 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai ศักยภาพของห้องปฏิบัติการเครือข่ายส าหรับตรวจหาเชื้อไวรัส SARS CoV-2 ด้วยวิธี Realtime RT-PCR ใน 4 จังหวัดภาคเหนือ พรรณรำย วีระเศรษฐกุล กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ร่วมกับกรมควบคุมโรค และหน่วยงานอื่น ๆ ได้จัดตั้ง โครงการ "หนึ่งแล็บหนึ่งจังหวัด รายงานผล 24 ชั่วโมง" โดยตั้งเป้าหมายไว้110 แห่งทั่วประเทศไทย เพื่อเพิ่มศักยภาพใน การตรวจวินิจฉัยโรค COVID-19 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ ได้พัฒนาศักยภาพในการตรวจโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา 2019 ได้ตั้งแต่วันที่ 25 มกราคม 2563 เป็นต้นมา จากนโยบายดังกล่าว ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ จึงได้ร่วมพัฒนาศักยภาพของห้องปฏิบัติการโรงพยาบาลเครือข่ายใน 4 จังหวัด (เชียงใหม่ ล าปาง ล าพู น และแม่ฮ่องสอน) ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ - กันยายน 2563 เพื่อให้มีความพร้อมในการปฏิบัติงานด้านชีวโมเลกุล (Molecular biology) พบว่าผลการด าเนินงานห้องปฏิบัติการโรงพยาบาลเครือข่าย สามารถตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อ SARS CoV-2 ด้วยวิธี Real time RT-PCR จากตัวอย่างสวอปโพรงจมูก หรือสวอปคอได้ ร้อยละ 100 ครบทั้ง 4 จังหวัด ทั้งนี้มีห้องปฏิบัติการ โรงพยาบาลสังกัดมหาวิทยาลัย และภาคเอกชนเข้าร่วมด้วย รวมจ านวนทั้งหมด 16 แห่ง โดยมีขั้นตอนการด าเนินงานดังนี้ 1. ห้องปฏิบัติการโรงพยาบาลท าการประเมินตนเองตามแบบฟอร์มที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จัดท าไว้ 2. เจ้าหน้าที่ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ ประเมินความพร้อมของห้องปฏิบัติการทั้งด้านบุคลากร สถานที่และสิ่งแวดล้อม เอกสาร เครื่องมือและอุปกรณ์PPE น ้ายาที่ใช้ตรวจ SARS CoV-2 ด้วยวิธี Real time RT-PCR ระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ การก าจัดสิ่งปนเป้ือน และระบบคุณภาพของห้องปฏิบัติการ 3. ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่แจ้งสรุปผลการประเมินให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เพื่อขอรับ ตัวอย่างทดสอบความช านาญ 4. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จัดส่งตัวอย่างทดสอบความช านาญให้ ห้องปฏิบัติการโรงพยาบาลตรวจวิเคราะห์ และส่งผลทดสอบกลับมายังกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 5. กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เผยแพร่ห้องปฏิบัติการที่ผ่านการประเมิน ในเว็บไซด์กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 6. โรงพยาบาลสามารถบริการตรวจวิเคราะห์ได้เมื่อกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มีการตรวจสอบซ ้า หากพบ ข้อบกพร่อง ห้องปฏิบัติการเครือข่ายจะถูกระงับการให้บริการชั่วคราว จะเปิดให้บริการอีกครั้งเมื่อข้อบกพร่องได้รับการแก้ไข รายชื่อห้องปฏิบัติที่ผ่านการประเมินและให้บริการตรวจตรวจ SARS CoV-2 ด้วยวิธี Real time RT-PCR เชียงใหม่ (11 แห่ง) ล าปาง (3 แห่ง) ล าพูน (1 แห่ง) แม่ฮ่องสอน(1 แห่ง) ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่, ส านักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่, ศูนย์บริการเทคนิคการแพทย์คลินิก มหาวิทยาลัย เชียงใหม่, รพ.นครพิงค์, รพ.สันทราย, รพ.มหาราชนคร เชียงใหม่, รพ.ลานนา, รพ.ราชเวชเชียงใหม่, รพ.เชียงใหม่ ใกล้หมอ, บ.เชียงใหม่ราม สหคลินิก, บ.เอ็นเฮลท์ สหคลินิก สาขาเชียงใหม่ รพ.ล าปาง รพ.มะเร็งล าปาง รพ.เขลางค์นคร-ราม ล าปาง รพ.ล าพูน รพ.ศรีสังวาลย์
33 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai สถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสชิคุนกุนยาที่ก่อโรคไข้ปวดข้อ ยุงลายใน 4 จังหวัดภาคเหนือ สุริยำ ยศพรสกุล และพรรณรำย วีระเศรษฐกุล โรคไข้ปวดข้อยุงลายชิคุนกุนยา (Chikungunya) เป็นโรคประจ าถิ่นในประเทศเขตร้อนมีแมลงเป็นพาหะน า โรค เกิดจากเชื้อไวรัส Alphavirus ในสกุล Togaviridae โดยมียุงลายบ้าน (Aedes aegypti) และยุงลายสวน (Aedes albopictus) เป็นพาหะ และมีการระบาดในช่วงฤดูฝน โดยผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูงอ่อนเพลีย ปวดเมื่อย กล้ามเนื้อ มีผื่นคล้ายหัดในเด็กอาจมีไข้สูงได้ถึง 39-40 องศาเซลเซียส ผู้ป่วยจะมีอาการปวดข้อ โดยเฉพาะข้อ เล็กๆ เช่น ข้อนิ้วมือ เป็นต้น โดยอาการปวดข้อจะหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่บางรายอาจมีอาการปวด รุนแรงและยาวนานเป็นเดือนหรือเป็นปีดังนั้นศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่1 เชียงใหม่จึงได้ท าการเฝ้าระวังโรค และเก็บข้อมูลของโรคในเขต 4 จังหวัดภาคเหนือตอนบน อันได้แก่ แม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ล าพู น และ ล าปาง ตั้งแต่วันที่1 ตุลาคม 2562 ถึง 30 กันยายน พ.ศ. 2563 โดยท าการตรวจหาสารพันธุกรรมชนิด RNA ของเชื้อ ไวรัสชิคุนกุนยาด้วยวิธี Real time RT-PCR หรือ RT-PCR จากตัวอย่างที่ได้ท าการส่งตรวจ จ านวนทั้งสิ้น 211 ตัวอย่าง พบว่าสารพันธุกรรมของไวรัสชิคุนกุนยา จ านวน 131 ตัวอย่าง (ร้อยละ 62.1) และผลลบ จ านวน 80 ตัวอย่าง (ร้อยละ 38.9) เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลการแพร่ระบาดของโรคชิคุนกุนยาในช่วงเวลาเดียวกันของ ปีงบประมาณพ.ศ. 2562 พบว่ามีการแพร่ระบาดของโรคชิคุนกุนยาเพิ่มมากขึ้น โดยช่วงเดือนตุลาคม 2561- กันยายน 2562 มีจ านวนตัวอย่างทั้งหมด 137 ตัวอย่าง ตรวจพบผลบวก 78 ตัวอย่าง (ร้อยละ 56.9) และผล ลบ 59 ตัวอย่าง (ร้อยละ 43.1) ข้อมูลที่ได้ถึงแม้จะเป็นข้อมูลเฉพาะ 4 จังหวัดของภาคเหนือ แต่สามารถน าไปใช้ ประโยชน์ทางด้านระบาดวิทยาได้และสามารถน าไปรวมเป็นข้อมูลในระดับประเทศ เพื่อใช้ในการวางแผนการควบคุม การแพร่ระบาดของโรคไข้ปวดข้อยุงลายชิคุนกุนยาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในอนาคต https://hmkm.fkunud.com/berkenalan-dengan-si-nyamuk-penyebab-dbd/
34 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai โครงการธ ารงรักษา พัฒนา สร้างเสริมความเข้มแข็งของระบบคุณภาพ มาตรฐานห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ และห้องปฏิบัติการรังสีวินิจฉัย โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาล ชัยพัฒน์ และโรงพยาบาลเทพรัตนเวชชานุกูลเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา พรรณรำย วีระเศรษฐกุล และก ำพล เทวำดิเทพ ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ ได้พัฒนาและส่งเสริมด้านวิชาการ รวมถึงระบบคุณภาพตามมาตรฐาน ต่างๆ ให้แก่ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์และรังสีวินิจฉัย โรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติในพื้นที่รับผิดชอบจ านวน 2 แห่ง ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ โรงพยาบาลเทพรัตนเวชชานุกูลเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา อ าเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ได้ธ ารงรักษาระบบคุณภาพมาตรฐานห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2562 และได้พัฒนาเพื่อสร้าง เสริมความเข้มแข็งของระบบคุณภาพตามมาตรฐานเทคนิคการแพทย์ (LA) โดยได้รับการตรวจติดตามคุณภาพภายใน เมื่อ วันที่ 28 พฤษภาคม 2563 และรับการตรวจประเมินคุณภาพภายนอก เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2563 ส าหรับห้องปฏิบัติการ ทางการแพทย์ โรงพยาบาลวัดจันทร์เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อ าเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ ได้พัฒนาระบบ คุณภาพโดยยื่นขอรับรองระบบคุณภาพตามมาตรฐานห้องปฏิบัติการทางการแพทย์กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2562 และ ได้รับตรวจติดตามคุณภาพภายในเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2562 แต่เนื่องจากสถานการณ์ระบาดของโรคโควิด-19 ท าให้การ ตรวจประเมินคุณภาพภายนอกได้ถูกเลื่อนเวลาออกไป ส่วนผลการด าเนินงานการพัฒนาห้องปฏิบัติการรังสีวินิจฉัยของโรงพยาบาลทั้ง 2 แห่ง มีการประสานผู้ตรวจ ประเมินคุณภาพภายในจากโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของ จังหวัดเชียงราย และโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัว จังหวัดน่าน ด าเนินการตรวจประเมินคุณภาพภาพในตามมาตรฐานห้องปฏิบัติการรังสีวินิจฉัย กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2562 ที่โรงพยาบาลวัดจันทร์เฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา อ าเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่เมื่อวันที่ 3 - 4 กุมภาพันธ์ 2563 และโรงพยาบาลเทพรัตนเวชชานุกูลเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา อ าเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่เมื่อวันที่ 5 - 6 กุมภาพั นธ์ 2563 ซึ่งได้ด าเนินการแก้ไขข้อบกพร่องและข้อสังเกตที่ตรวจพบ ให้กับผู้ตรวจประเมินและศูนย์ วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 8 อุดรธานี ผู้รับผิดชอบโครงการแล้ว และในปีงบประมาณ 2564 กลุ่มงานรังสีและเครื่องมือแพทย์ จะร่วมด าเนินกิจกรรมในการธ ารงรักษาพัฒนาคุณภาพห้องปฏิบัติการรังสีวินิจฉัยของโรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติอย่าง ต่อเนื่อง ตามแผนงานโครงการบูรณาการนี้ต่อไป เพื่อให้ห้องปฏิบัติการเตรียมความพร้อมในการขอรับการตรวจประเมิน คุณภาพภายนอก ซึ่งคาดว่าจะด าเนินการได้ตามแผนในปีงบประมาณ พ.ศ. 2565
35 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai รายงานทางห้องปฏิบัติการของการตรวจหาเชื้อไวรัส SARS CoV-2 เพื่อ เฝ้าระวังและค้นหาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในประชากร กลุ่มเสี่ยง จรินทร จอมจันทร์, พรรณรำย วีระเศรษฐกุล, ยุทธกำร ยะนันโต, สมคิด ธิจักร์, สวลี เส้ำสะท้ำน, จำรุริน วณีสอน, ก้องภพ ธิเลำงำม และสุริยำ ยศพรสกุล การตรวจหาเชื้อไวรัส SARS CoV-2 เพื่อเฝ้าระวังและค้นหาโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ในประชากรกลุ่มเสี่ยง เป็นการด าเนินงานร่วมกันของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และกรมควบคุมโรค โดยการตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัส SARS CoV-2 ในน ้าลายแบบรวมตัวอย่าง ด้วยวิธีReal time RTPCR (Real- time Reverse transcription polymerase chain reaction) ใช้ชุดน ้ายา Siam Bioscience DMSc-COVID-19 Real time RT-PCR Kit มีความไวร้อยละ 84.2 และความจ าเพาะร้อยละ 98.9 ท าการเก็บ ตัวอย่างน ้าลายโดยการขากน ้าลายออกมาจากในล าคออย่างน้อย 2 มิลลิลิตร ลงในกระป๋อง แล้วปิดฝาให้แน่น น าน ้าลายตัวอย่างละ 200 ไมโครลิตร จ านวน 4-6 ตัวอย่าง มารวมเข้าด้วยกัน หลังจากนั้นน าไปสกดั สารพั นธุกรรม RNA แล้วตรวจวิเคราะห์ด้วยวิธี Real time RT-PCR โดยตรวจหายีนเป้าหมาย 2 ยีนคือ RdRp (RNA dependent RNA polymerase) และ N (Nucleocapsid) ซึ่งเป็นยีนของเชื้อ SARS CoV-2 ร่วมกับ RNaseP gene (Ribonuclease P) ซึ่งเป็นยีนของเซลล์มนุษย์ ส าหรับควบคุมคุณภาพภายใน ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ ได้ด าเนินการตรวจหาเชื้อไวรัส SARS CoV-2 ใน น ้าลายแบบรวมตัวอย่าง ตั้งแต่วันที่1 พฤษภาคม ถึง 31 ตุลาคม 2563 รวมทั้งหมดจ านวน 4,445 ตัวอย่าง จาก 4 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงใหม่ 1,555 ตัวอย่าง ล าพู น 822 ตัวอย่าง ล าปาง 1,199 ตัวอย่าง และ แม่ฮ่องสอน 869 ตัวอย่าง แบ่งตามประเภทกลุ่มเสี่ยง ได้แก่กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ 1,608 ตัวอย่าง กลุ่ม ผู้ต้องขังรายใหม่ 398 ตัวอย่าง กลุ่มอาชีพที่พบปะผู้คนจ านวนมาก เช่น พนักงานบริการ พนักงานขนส่ง จ านวน 395 ตัวอย่าง กลุ่มอื่นๆตามที่คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดพิจารณา เช่น เจ้าหน้าที่เรือนจ า ด่านตรวจคนเข้า เมือง เจ้าหน้าที่ด่านคัดกรอง จ านวน 987 ตัวอย่าง กลุ่มแรงงานต่างด้าวและผู้ไม่มีสัญชาติ 818 ตัวอย่าง และ กลุ่มสโมสรฟุตบอลไทยลีก 6 สโมสร กรรมการและผู้ตัดสินการแข่งขัน 239 ตัวอย่าง ซึ่งผลการตรวจใน ประชากรกลุ่มเสี่ยงทั้งหมด ไม่พบสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัส SARS CoV-2 การตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัส SARS CoV-2 ในน ้าลายแบบรวมตัวอย่าง เหมาะส าหรับ ใช้ค้นหาผู้ป่วยเชิงรุกเพื่อเฝ้าระวังการติดเชื้อในกลุ่มเสี่ยงที่ต้องท าการตรวจคัดกรองคนจ านวนมาก เนื่องจาก กระบวนการเก็บตัวอย่างใช้เวลาไม่นาน ผู้ป่วยเก็บตัวอย่างได้เอง และอุปกรณ์ในการเก็บหาได้ง่าย แต่วิธีนี้ไม่ สามารถน ามาตรวจวินิจฉัยรายบุคคลได้
36 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai การพัฒนาระบบการบริหารจัดการฐานข้อมูลเครื่องเอกซเรย์แบบออนไลน์ ลิขิต กล้ำแก่น และรุ่งโรจน์ จันทร์สูง ในปีงบประมาณ พ.ศ.2563 กลุ่มงานรังสีและเครื่องมือแพทย์ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่1 เชียงใหม่ ได้ท าการพัฒนาระบบฐานข้อมูลเครื่องเอกซเรย์จากระบบอินทราเน็ตซึ่งใช้ได้เฉพาะในหน่วยงาน ให้เป็นระบบออนไลน์ พัฒนาโดยการน าภาษาพีเอชพี(PHP) ไปใช้งานร่วมกับฐานข้อมูลมายเอสคิวแอล (MySQL) ซึ่งเป็นดาต้าเบสเซิร์ฟเวอร์ (Database server) และท าการติดต่อฐานข้อมูลผ่านเว็บเบราว์เซอร์ (Web Browser) ได้เป็นเว็บไซต์ที่สามารถใช้บริหาร จัดการข้อมูลเครื่องเอกซเรยและรายงานข้อมูลทางสถิติต่าง ์ๆ ได้ง่ายต่อการน าข้อมูลไปใช้งาน ช่วยอ านวยความสะดวกให้แก่ เจ้าหน้าที่และผู้รับบริการในการเรียกดูข้อมูลเครื่องเอกซเรย์และสถิติสารสารสนเทศต่างๆ ผ่านทางระบบอินเทอร์เน็ตได้ ตลอดเวลา
37 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai โครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้การจ าแนกชนิดของเห็ดและการประเมิน Application Mushroom Image Matching เห็ดพิษ ศิริลักษณ์ มะโนค ำ และคณะ ในช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงเดือนสิงหาคมเป็นฤดูที่มีเห็ดหลาก ชาวบ้านนิยมเก็บเห็ดป่าเพื่อน ามา ประกอบอาหารรับประทาน และขายในตลาดท้องถิ่น ส่งผลให้พบสถานการณ์อาหารเป็นพิษจากการรับประทานเห็ดพิษในช่วง ระยะเวลาดังกล่าว จากรายงานเฝ้าระวังโรคในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา(พ.ศ.2552-2562) ของส านักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค พบผู้ป่วยเฉลี่ย 1,300-1,400 รายต่อปี มีผู้เสียชีวิต 5-10 รายต่อปีพบมากสุดในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รองลงมา เป็นภาคเหนือ เนื่องจากเห็ดป่าในธรรมชาติมีทั้งเห็ดที่กินได้และเห็ดพิษ ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกัน ท าให้ประชาชนเข้าใจผิด จากสถานการณ์ดังกล่าวข้างต้น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ตระหนัก และเห็นความจ าเป็นที่จะต้องมีการจัดเก็บข้อมูลของเห็ดพิษที่เกิด ทั่วไปในธรรมชาติเพื่อพัฒนาเป็นฐานข้อมูล ในการประเมินสถานการณ์การระบาด การป้องกันการเจ็บป่วย และเสียชีวิตจากการบริโภคเห็ด โดยปี พ.ศ.2560-2561 ได้เริ่มท าการศึกษา รวบรวมองค์ความรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่น ค้นหาจากแหล่ง ธรรมชาติ และพิสูจน์หาสารพิษด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ จัดล าดับความ เสี่ยงที่ประชาชนคนไทยมีโอกาสที่จะได้รับอันตรายจากการบริโภคเห็ดพิษ และร่วม แลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างปราชญ์ชุมชนที่มีประสบการณ์ด้านการเก็บเห็ดและ เจ้าหน้าที่จากศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่1 เชียงใหม่ศูนย์วิทยาศาสตร์ การแพทย์ที่8 อุดรธานีศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่10 อุบลราชธานี สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ท าให้เกิด องค์ความรู้ใหม่ที่หลากหลายโดยปีพ.ศ. 2562-2563 ได้จัดท าเป็นสื่อเผยแพร่ ได้แก่ คู่มือเห็ดพิษ แผ่นพับการตรวจสอบเห็ดพิษทางกายภาพ จัดท าฐานข้อมูล เห็ดพิษ เห็ดกินได้เพื่อใช้เป็นสายพันธุ์อ้างอิงของประเทศ และพัฒนาเป็น นวัตกรรมที่น าเทคโนโลยีApplication mushroom Image Matching มาใช้ โดยการ จับภาพเห็ดด้วยกล้องโทรศัพท์มือถือแล้วประมวลผลออกมาทันทีว่าเห็ดชนิดนั้นอยู่ในกลุ่มเห็ดมีพิษหรือเห็ดกินได้ Application ดังกล่าวผ่านการทดลองภาคสนามในพื้นที่น าร่อง อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ และ อ.พญาเม็งราย จ.เชียงราย ความไวและความจ าเพาะกับผลการตรวจทางชีวโมเลกุล จ านวน 7,576 ภาพ พบว่ามีความถูกต้องมากกว่าร้อยละ 90 ในเห็ด กลุ่มระงากพิษ กลุ่มระโงกไส้เดือน และกลุ่มน ้าหมึก แต่ยังมีเห็ดบางกลุ่มที่ความเที่ยงและความแม่นย าน้อยกว่าร้อยละ 80 เนื่องจากจ านวนรูปภาพเห็ดในฐานข้อมูลของ Application ยังมีจ านวนไม่เพียงพอตามเป้าหมายที่ก าหนด เพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถน า Application ดังกล่าว ไปใช้ในการแยกชนิดของเห็ด ได้อย่างถูกต้อง ใน ปีงบประมาณพ.ศ. 2564 จะมีการพัฒนาเพื่อปรับปรุงในส่วนของ ฐานข้อมูลภาพเหมือนของเห็ดแต่ละชนิด ให้มีมากกว่าชนิดละ 1,000 ภาพ โดยแสดงส่วนที่บ่งชี้รูปพรรณสัณฐานอย่างชัดเจน จะช่วยให้การประมวลภาพมีความถูกต้อง ส่งผลให้ประชาชนมีความปลอดภัยในการ บริโภคเห็ดมากขึ้น
38 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai การพัฒนาวิธีตรวจหามอร์ฟีนในปัสสาวะด้วยเทคนิค Solid Phase Extraction ศิรำณี ตรีโสภณำกร และคณะ มอร์ฟีนเป็นสารอัลคาลอยด์ที่พบได้ในฝ่ิน และเป็นสารเมตาบอไลต์จากผู้เสพฝ่ิน เฮโรอีน และสารกลุ่มโอปิ เอตส์การตรวจยืนยันมอร์ฟนี ในปัสสาวะจึงมีความจ าเป็นเพื่อตรวจพิสูจน์ผู้เสพสารดังกล่าว เกณฑ์การตัดสินผล การตรวจพิสูจน์ว่าเป็นผู้มีสารเสพติดในร่างกาย คือเมื่อตรวจพบว่ามีสารมอร์ฟนีอยู่ในปัสสาวะตั้งแต่ 300 นาโน กรัมต่อมิลลิลิตรขึ้นไป การเตรียมตัวอย่างปัสสาวะเป็นขั้นตอนที่ส าคัญในการตรวจยืนยันมอร์ฟนี ด้วยเทคนิคโครมาโทกราฟีผิว บาง (Thin Layer Chromatography, TLC) ตัวอย่างปัสสาวะที่จะน ามาตรวจต้องผ่านการไฮโดรไลซิสด้วยกรด เพื่อท าให้มอร์ฟนีอยู่ในรูปอิสระโดยการสลายแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลของมอร์ฟนีกลูโคโรไนด์หลังจากนั้นจึง ท าการสกัดด้วยตัวท าละลาย (Liquid – Liquid Extraction, LLE) ซึ่งวิธีนี้จะไม่สามารถแยกมอร์ฟนีออกมาได้ หากปัสสาวะมีสิ่งรบกวนเจือปนอยู่ปริมาณมาก ดังนั้นห้องปฏิบัติการพิษวิทยา ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ จึงได้พัฒนาการตรวจมอร์ฟีนโดยใช้เทคนิคการสกัดแบบ Solid Phase Extraction ซึ่งเป็นเทคนิคที่มี ความจ าเพาะเจาะจงกับสารที่ต้องการวิเคราะห์สามารถก าจัดสิ่งรบกวนที่มีในปัสสาวะได้ท าให้สามารถมองเห็นการ แยกของสารบนโครมาโทรแกรมได้อย่างชัดเจนขึ้นด้วยตาเปล่า วิธีนี้สามารถลดปริมาณตัวอย่างปัสสาวะจากเดิม 25 มิลลิลิตร เหลือเพียง 6 มิลลิลิตร และลดปริมาณสารเคมีที่ใช้ในการตรวจวิเคราะห์ได้ถึงร้อยละ 80 รูป TLC การสกัดแบบ Liquid–Liquid Extraction รูป TLC การสกัดแบบ Solid Phase Extraction Sample A-1 Sample B-1 Sample C-1 Sample D-1 Sample E-1 Sample A-2 Sample B-2 Sample C-2 Sample D-2 Sample E-2
39 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai การพัฒนาศักยภาพการให้บริการตรวจกัญชาในปัสสาวะ อรุณรัตน์ วรินทร์ และคณะ ห้องปฏิบัติการพิษวิทยา ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่1 เชียงใหม่มีภารกิจหลักในการเป็นสถานตรวจ พิสูจน์สารเสพติด วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทในปัสสาวะเช่น เมทแอมเฟตามีนและมอร์ฟนีเมื่อรัฐบาลมีการออก กฎหมายให้น ากัญชามาใช้เพื่อการรักษาทางการแพทย์ผู้เสพกัญชาโดยไม่อยู่ในการควบคุมของแพทย์ถือเป็นการ กระท าที่ผิดกฎหมาย เกณฑ์การตัดสินผลการตรวจพิสูจน์คือ พบสารออกฤทธิ์หรือกัญชา (Cannabinoids) หรือ เมตาบอไลต์ของกัญชาอยู่ในปัสสาวะตั้งแต่ 50 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตรขึ้นไป ถือว่ามีสารเสพติดในร่างกาย ทาง ห้องปฏิบัติการจึงเพิ่มศักยภาพการตรวจสารเสพติดโดยให้บริการตรวจหากัญชาในปัสสาวะในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 เพื่อตอบสนองนโยบายการใช้กัญชาทางการแพทย์ดังกล่าว เป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาการใช้กัญชา อย่างผิดกฎหมาย พืช กัญ ช า มีส า ร ส า คัญ ที่มี เอกลักษณ์เฉพ า ะ เ รียก ว่ า ส า รกลุ่ม cannabinoids ซึ่งประกอบด้วยสารหลาย ช นิด ที่มีฤ ท ธิ์ต่อ ร ะ บ บ ป ร ะ ส า ท เ ช่น Cannabidiol (CBD) Cannabinol (CBN) แต่สารส าคัญที่พบมากคือ Delta9 - tetrahydrocannabinol (∆9 - THC หรือ THC) สารนี้เมื่อเข้าสู่ร่างกายบางส่วน จะถูกท าลายที่ตับและเปลี่ยนเป็นสาร 11-nordelta-9-tetrahydrocannabinol carboxylic acid (THCA) ซึ่งถูกขับออกทางปัสสาวะในรูป conjugated คือ THCA-glucuronide โดยสามารถตรวจพบสารนี้ได้ภายใน 72 ชั่วโมงหรือนานถึง 12 วันหลังการเสพขึ้นอยู่ กับปริมาณในการเสพ ตัวอย่างปัสสาวะถูกสกัดด้วยเทคนิค Solid Phase Extraction (SPE) เพื่อขจัดสิ่งรบกวนต่างๆก่อนที่ จะท าการวิเคราะห์ด้วยเทคนิคโครมาโทกราฟีผิวบาง (Thin Layer Chromatography) เพื่อน ามาใช้ในการยืนยัน ผล การวิเคราะห์เชิงคุณภาพโดยเทคนิคโครมาโทกราฟีสามารถพิสูจน์เอกลักษณ์ของตัวอย่างได้โดยการเทียบ ค่าคงที่อัตราไหล (Rate of flow; Rf) ของสารตัวอย่างกับสารมาตรฐานภายใต้สภาวะเดียวกัน สามารถรายงาน ผลการวิเคราะห์ว่าพบหรือไม่พบสารแคนนาบินอยด์ในปัสสาวะได้อย่างแม่นย า ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่1 เชียงใหม่ได้ตรวจกัญชาในปัสสาวะจ านวน ทั้งหมด 195 ตัวอย่าง ตรวจพบแคนนาบินอยด์จ านวน 147 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 75.4 และมีแนวโน้มที่จ านวน ตัวอย่างตรวจกัญชาในปัสสาวะจะเพิ่มขึ้นในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 เนื่องจากรัฐบาลมีนโยบายผ่อนผันให้มีการ ปลูกกัญชาได้ในบางกรณีขณะที่กฎหมายยังไม่มีการเปลี่ยนแปลงเกณฑ์การตัดสินการตรวจพิสูจน์การตรวจ กัญชาในปัสสาวะจึงเป็นภารกิจส าคัญของศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่1 เชียงใหม่ที่ต้องด าเนินการอย่าง ต่อเนื่อง รูปแสดงโครงสร้าง 11-nor-delta-9-tetrahydrocannabinol carboxylic acid (1) และ THCA-glucouronide (2)
40 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของผู้ประสบอุบัติเหตุจราจรทางบก ในเขต ภาคเหนือตอนบน ชุติมำ วงศ์กำญจนชุติมำ และคณะ การใช้พาหนะสัญจรบนท้องถนนที่เพิ่มขึ้น เป็นสาเหตุหนึ่งท าให้ เกิดอุบัติเหตุและความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน โดยสาเหตุหลักเกิด จากความประมาท และพฤติกรรมเมาแล้วขับ เพื่อให้ประชาชนมีความ ตระหนักถึงความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนนมากยิ่งขึ้น จึงได้มีการ บังคับใช้กฎหมาย เพื่อเป็นการป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น ตามประกาศกฎกระทรวง ฉบับที่21 (พ.ศ. 2560) ออกตามความใน พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ก าหนดว่าถ้ามีปริมาณ แอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ถือว่าเมาสุรา เว้นแต่ผู้ขับขี่ซึ่งมีอายุต ่ากว่า 20 ปีบริบูรณ์มี ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ถือว่าเมาสุรา กลุ่มงานพิษวิทยา ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่1 เชียงใหม่มีภารกิจและหน้าที่รับผิดชอบในการ ให้บริการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ทางอรรถคดีในเขตภาคเหนือ ตอนบน ได้แก่ จังหวัด เชียงใหม่ เชียงราย ล าพู น ล าปาง พะเยา แพร่ น่านและแม่ฮ่องสอน การตรวจวัดปริมาณ แอลกอฮอล์ในเลือด ใช้เทคนิค Headspace Gas Chromatography-FID ซึ่งเป็นเทคนิคที่ให้ผลการวิเคราะห์ที่มี ความเที่ยงตรงและความแม่นย าสูง ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 กลุ่มงานพิษวิทยาได้ตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด จ านวน ทั้งสิ้น 2,241 ตัวอย่าง พบว่าตัวอย่างที่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์มีจ านวน 1,290 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 57.6 และพบว่าเป็นตัวอย่างจากผู้ที่มีอายุต ่ากว่า 20 ปีบริบูรณ์ที่พบปริมาณ แอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จ านวน 139 ตัวอย่าง จากตัวอย่างทั้งหมด คิดเป็น ร้อยละ 6.2 จังหวัดที่เกิดอุบัติเหตุมากที่สุดคือ จังหวัด เชียงใหม่ รองลงมาคือ น่าน ล าพู น เชียงราย พะเยา แม่ฮ่องสอน และแพร่ตามล าดับ โดยพบว่าพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุส่วน ใหญ่คือรถจักรยานยนต์และช่วงเวลาที่เกิดอุบัติเหตุมาก ที่สุดคือช่วงเวลาตั้งแต่ 18.00 น. จนถึง 00.00 น. ซึ่ง ข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็น แนวทางในการด าเนินการป้องกันการเกิดและลดอุบัติเหตุ ต่อไป 39% 5% 14% 3% 12% 20% 7% เชียงใหม่ ล ำพูน แม่ฮ่องสอน แพร่ เชียงรำย น่ำน พะเยำ
41 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai การจัดท าสารมาตรฐานสมุนไพร rhein กันยำรัตน์ชลสิทธ์ิและสรินยำ จุลศรีไกวัล สิ่งส าคัญในการผลิตยาสมุนไพรเพื่อใช้ในการรักษาโรคใหม้ ี ประสิทธิผลในการรักษา และมีความสม ่าเสมอของสารออกฤทธิ์ใน ทุกครั้งของการผลิต คือ การควบคุมคุณภาพวัตถุดิบสมุนไพร ซึ่งจ าเป็นต้องใช้สารมาตรฐานในการตรวจสอบคุณภาพ ทั้งการ ตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์สมุนไพร และตรวจหาปริมาณสารส าคัญที่ ออกฤทธิ์ในการรักษา เช่น ปริมาณ hydroxyanthracene derivatives (ค านวณเป็น rhein) ในสมุนไพรชุมเห็ดเทศ โกฐ น ้าเต้า ยาด า มะขามแขก ว่านหางจระเข้เป็นต้น rhein เป็นสาร กลุ่ม anthraquinones ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของไฮดรอกซีแอนทราซีน ( hydroxyanthracene) จั ด เ ป็น free anthraquinones เช่นเดียวกันกับ chrysophanol, emodin, alo-emodin, physcion พบได้ในพื ชสมุนไพรต่างๆ เช่น มะขาม แ ข ก Cassia acutifolia Del. (Cassia senna L. Senna alexandrina P. Miller) C. angustifolia Vahl.senna, ว่ า น ห า ง จ ร ะ เ ข้ aloe (Aloe ferrox, Aloe barbadensis), โกฐน ้า เต้า rhubarb (Rheum officinale, Rheum palmatum), ชุมเห็ดเทศ Senna alata (L.) Roxb. เนื่องจากการน าเข้าสารมาตรฐานจากต่างประเทศมีต้นทุนสูง และต้องใช้ระยะเวลาที่สั่งซื้อนาน ในปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่1 เชียงใหม่ ได้ด าเนินการจัดท าโครงการผลิตสารมาตรฐาน rhein จาก สมุนไพร เพื่อสนับสนุนห้องปฏิบัติการทางด้านสมุนไพร ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนของประเทศไทย โดย ศึกษาพัฒนาวิธีการต้นแบบในการผลิตสารมาตรฐาน rhein ตั้งแต่ศึกษาหาตัวอย่าง สมุนไพรที่มีปริมาณ rhein สูงและพัฒนาวิธีการสกัด crude extract ที่ได้ผลผลิต สูง พบว่า มะขามแขกเป็นสมุนไพรที่เหมาะสมในการน ามาผลิตสารมาตรฐาน rhein และการสกัดแบบ liquid-liquid extraction เป็นวิธีที่ดีโดยได้ผลผลิตจากสารสกัด ชั้น ethyl acetate คิดเป็นร้อยละ 1.6 ของผงสมุนไพร และเมื่อน าสารสกัดที่ได้ไป แ ย ก fraction ต า ม ก ลุ่ ม สี ด้ ว ย วิ ธี ค อ ลั ม น์ โ ค ร ม า โ ท ก ร า ฟี ( column chromatography) และแยกให้บริสุทธิ์ซ ้าอีกครั้งจะได้ผลผลิตคิดเป็น ร้อยละ 22.0 ของสารสกัด ethyl acetate หรือร้อยละ 0.2 ของผงสมุนไพร เมื่อตรวจสอบสารที่ แยกได้ ด้วยวิธีโครมาโตกราฟีผิวบาง (Thin Layer Chromatography, TLC) เทียบกับสารมาตรฐาน rhein ที่จัดซื้อจากต่างประเทศ พบว่าสารที่ได้คือ rhein ไม่มี การรบกวนด้วยสารชนิดอื่นๆ โดยงานวิจัยปีที่2 ในปีงบประมาณ พ.ศ.2564 จะมีการ เก็บรวบรวมสาร rhein ที่แยกออกมาได้ให้มีปริมาณมากพอและทดสอบความบริสุทธิ์ จากนั้นจึงส่งต่อให้ห้องปฏิบัติการของศูนย์สารมาตรฐานยาและวัตถุเสพติด เพื่อ ทดสอบคุณสมบัติเฉพาะของสาร ก่อนที่จะผลิตเพื่อการใช้งานต่อไป
42 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai การพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องส าอางจากน ้าแร่ใน 4 ชุมชนของกลุ่มจังหวัด ภาคเหนือตอนบน 1 กันยำรัตน์ชลสิทธ์, ิ ไชยวัฒน์ ไชยสุต, พลแก้ว วัชระชัยสุรพล, อัญชญำ ดุจจำนุทัศน์, สุดสวำท ศักดี, ศุภกร จันทร์จอม ศูนย์วิทยำศำสตร์กำรแพทย์ที่1 เชียงใหม่กรมวิทยำศำสตร์กำรแพทย์, คณะเภสัชศำสตร์ มหำวิทยำลัยเชียงใหม่, ส ำนักงำนสำธำรณสุขจังหวัดเชียงใหม่ จากยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ. 2560-2579) ของรัฐบาล และยุทธศาสตร์กลุ่มภาคเหนือตอนบน 1 (เชียงใหม่แม่ฮ่องสอน ล าพูน ล าปาง) ในการบูรณาการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน จึงจัดท าโครงการเพื่อ พัฒนาเครื่องส าอางที่มีส่วนผสมของน ้าแร่ โดยใช้ภูมิปัญญาและสมุนไพรในท้องถิ่น พร้อมทั้งถ่ายทอดเทคโนโลยี การผลิตให้กับชุมชนที่ตั้งอยู่ในแหล่งน ้าพุร้อน โดยคัดเลือกชุมชนที่มีศักยภาพ ท าการพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์จาก น ้าแร่และพืชสมุนไพรที่เป็นอัตลักษณ์ของพื้นที่หลังจากนั้นจึงมีการเก็บตัวอย่างเพื่อทดสอบคุณภาพของ ผลิตภัณฑ์ และออกแบบบรรจุภัณฑ์ ผลการด าเนินงานในปีงบประมาณพ.ศ.2563 ได้ผลิตภัณฑ์ 12 สูตร จาก 4 พื้นที่ได้แก่น ้าพุร้อนหนอง ครก อ.พร้าว จ.เชียงใหม่น ้าพุร้อนบ้านโป่งร้อน อ.เกาะคา จ.ล าปาง น ้าพุร้อนผาบ่อง อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน และ น ้าพุร้อนบ้านหนองแห้ง อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน ทุกผลิตภัณฑ์มีผลการทดสอบ ความคงตัว ผ่านเกณฑ์ มาตรฐาน ซึ่งได้อบรมถ่ายทอดสูตรและวิธีการผลิตที่เป็นมาตรฐาน ให้กับชุมชน เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับชุมชน และ พัฒนาการท่องเที่ยวน ้าพุร้อนและสปาท้องถิ่นให้มีคุณภาพ สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนทั้งด้านเศรฐกิจ และ สังคมอย่างยั่งยืนต่อไป
43 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai การพัฒนาผลิตภัณฑ์ส าหรับใช้ภายนอกเฉพาะที่จากสารสกัดใบเฮมพ์ เพื่อลดอาการอักเสบและการติดเชื้อ ประภัสสร ทิพย์รัตน์, พำณี ศิริสะอำด, ณัฏฐชัย ดวงนิล, พั ชรินทร์ จันทรำนิมิตร, สรินยำ จุลศรีไกวัล ศูนย์วิทยำศำสตร์กำรแพทย์ที่1 เชียงใหม่และคณะเภสัชศำสตร์ มหำวิทยำลัยเชียงใหม่ Cannabis sativa L หรือพืชกัญชา ซึ่งหมายรวมถึงกัญชา (Marijuana) ที่ใช้เป็นพืชเสพติด และกัญ ชงหรือเฮมพ์ (Hemp) มีถิ่นก าเนิดอยู่ในทวีปเอเชียกลาง และได้แพร่กระจายไปทั่วโลก โดยเฉพาะเฮมพ์เป็นพืชอีก ชนิดหนึ่งที่มีความเกี่ยวข้องกับขนบธรรมเนียมประเพณีและวิถีชีวิตของสังคมมนุษย์มาอย่างยาวนาน ปัจจุบัน มากกว่า 30 ประเทศทั่วโลกปลูกเฮมพ์เป็นพืชเศรษฐกิจซึ่งได้น าส่วนต่างๆ ของเฮมพ์มาใช้ประโยชน์อย่างมากมาย เช่น เส้นใยเฮมพ์ใช้ในอุตสาหกรรมสิ่งทอ อุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนประกอบยานยนต์และใช้ท าวัสดุก่อสร้าง เมล็ด และน ้ามันจากเมล็ดเฮมพ์ ใช้ผลิต natural foods, nutraceuticals และ cosmetics นอกจากนั้นยังมีการน าสาร สกัดมาใช้เป็นยา เป็นต้น ส าหรับในประเทศไทย การเพาะปลูกเฮมพ์มีความเกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมของชนเผ่าม้งมาอย่างยาวนาน โดยใช้เส้นใยถักทอเป็นเสื้อผ้าสวมใส่ในชีวิตประจ าวันและประกอบพิธีกรรมตามจารีตประเพณีอย่างไรก็ตาม การศึกษาการใช้ประโยชน์จากส่วนเหลือใช้ของเฮมพ์เป็นแนวทางหนึ่งในการด าเนินการพัฒนาเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ของเฮมพ์ดังนั้น ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่1 เชียงใหม่ร่วมกับ คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ได้จัดท าโครงการวิจัยขึ้นเพื่อศึกษาต่อยอดองค์ความรู้ เกี่ยวกับฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของใบเฮมพ์ซึ่งเป็นส่วนเหลือทิ้งหลังจากการเก็บเกี่ยวเส้นใยของต้นเฮมพ์เพื่อ ประโยชน์ในทางเภสัชกรรม โดยพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดจากใบเฮมพ์สายพันธุ์ต่างๆ ในรูปแบบส าหรับใช้ ภายนอก จากผลการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาได้แก่ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ และฤทธิ์ต้านเชื้อจุลินทรีย์ ของเฮมพ์ 4 สายพันธุ์ ได้แก่ RPF1, RPF2, RPF3 และ RPF4 พบว่าเฮมพ์สายพันธุ์ RPF4 มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระดีที่สุด และมี ฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเ รียแกรมบวก จ านวน 4 ชนิด คือ Bacillus subtilis, Staphylococcus aureus, Staphylococcus epidermidis แล ะ Clostridium sporogenes และเชื้อรา Candida albicans ได้ จึง เลือกเฮมพ์ สายพั นธุ์ RPF4 มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ส าหรับใช้ภายนอกเฉพาะที่จากสารสกัดใบเฮมพ์ โดยได้ ด าเนินการตั้งต ารับส าหรับบรรเทาอาการปวด จ านวน 3 ต ารับ ได้แก่ขี้ผึ้ง ครีม และโลชัน จากนั้นท าการผลิตแต่ ละต ารับให้ได้ปริมาณที่มากพอเพื่อใช้ศึกษาความคงตัวทั้งทางกายภาพและเคมีรวมทั้งหาการปนเป้ือนของ เชื้อจุลินทรีย์และโลหะหนักในผลิตภัณฑ์แต่ละต ารับ หลังจากได้ผลิตภัณฑ์ในรูปแบบที่เหมาะสมแล้ว จะท าการ ทดสอบฤทธิ์ก่อผื่นแพ้สัมผัส พร้อมทั้งให้อาสาสมัครประเมินความพึงพอใจหลังจากใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว เพื่อน า ข้อมูลที่ได้มาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ส าหรับวางจ าหน่ายในท้องตลาดต่อไป
44 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai การจัดท าสารมาตรฐานเตตราไฮโดรแคนนาบินอล (Tetrahydrocannabinol, THC) ประภัสสร ทิพย์รัตน์และณัฏฐชัย ดวงนิล พืชในวงศ์ Cannabis ได้แก่ กัญชาและกัญชง เป็นพืช ที่ได้รับความสนใจจากบุคลากรหลายสาขา ทั้งในเชิงวิจัย เชิง การแพทย์และเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการน ามาใช้ ปร ะ โยชน์ทางการแพทย์ รัฐบาลจึงมีน โยบายกัญชาทาง การแพทย์เพื่อสนับสนุนการรักษาด้วยวิธีการแพทย์ทางเลือก โดยใช้กัญชา ด้วยเหตุนี้องค์ความรู้ด้านป ร ะ โยชน์ทาง การแพทย์ของพืชในวงศ์ Cannabis และการควบคุมมาตรฐาน ผลิตภัณฑ์สุขภาพที่มีพืช Cannabis เป็นส่วนประกอบส าคัญ จึงมีความส าคัญต่อผู้บริ โภค การวิจัย แล ะการควบคุม มาตรฐานผลิตภัณฑ์จ าเป็นต้องใช้สารมาตรฐาน ซึ่งในปัจจุบัน ต้องสั่งซื้อจากต่างประเทศในราคาที่ค่อนข้างสูง ดังนั้น ทางศูนย์วิทยาศาสตร์กา รแพทย์ที่1 เชียงใหม่ร่วมกับส านักยาและวัตถุเสพติด กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จึงได้จัดท าโครงการแยกสกัดสารส าคัญ Tetrahydrocannabinol (THC) จากของ กลางกัญชาเพื่อน ามาใช้เป็นสารมาตรฐาน โดยของกลางกัญชาที่น ามาใช้ได้รับการอนุญาตอย่างถูกต้องตาม กฎหมายจากกองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด จ านวน 5 กิโลกรัม ขั้นตอนการแยกสารส าคัญประกอบด้วย การสกัดสารส าคัญออกจากพืชกัญชาโดยใช้ Soxhlet apparatus การแยกองค์ประกอบที่ต้องการออกจากสาร สกัดด้วยเทคนิค Flash chromatography และ Preparative high performance liquid chromatography (Preparative HPLC) และตรวจสอบความบริสุทธิ์ของสารที่แยกได้พบว่าของกลางกัญชา 5 กิโลกรัม ได้สาร สกัดจากกัญชา 1.49 กิโลกรัม (คิดเป็นร้อยละ 29.8 โดยน ้าหนัก) จากนั้นน าสารสกัดที่ได้มาแยกเอาเฉพาะสารกลุ่ม Cannabinoids ซึ่งมีTHC เป็นองค์ปร ะกอบด้วยเทคนิค Flash chromatrography โดยใช้ Silica flash column เป็น Stationary phase และสารละลายผสมระหว่าง Hexane และ Diethyl Ether เป็น Mobile phase ได้เป็นสารกลุ่ม Cannabinoids 0.232 กิโลกรัม (คิดเป็นร้อยละ 4.6 โดยน ้าหนักต่อน ้าหนักพืชกัญชา) แล้วจึงน าสา รกลุ่ม Cannabinoids นี้ไปแยกองค์ประกอบด้วยเทคนิค Preparative HPLC ที่ใช้ C18 preparative column เป็น Stationary phase และสารละลายผสมระหว่าง Methanol และน ้ากลั่นเป็น Mobile phase สามารถแยกองค์ประกอบสารกลุ่ม Cannabinoids ที่ส าคัญได้ทั้ง 3 ตัว ได้แก่ Cannabidiol (CBD) Cannabinol (CBN) และ THC ส าหรับ THC ที่แยกได้น าไปตรวจสอบเอกลักษณ์ด้วยเทคนิค Thin Layer chromatography (TLC) และยืนยันผลด้วยเทคนิค High Performance Liquid chromatography (HPLC) เทียบกับสารมาตรฐานพบว่าสารที่แยกได้เป็นสาร THC ที่มีความบริสุทธิ์ค่อนข้างสูง โดยจะน าสารที่ได้ดังกล่าวมา ใช้เป็นสารมาตรฐานส าหรับงานวิเคราะห์และวิจัยต่อไป อย่างไรก็ตาม กระบวนการแยกสกัดสารจ าเป็นต้อง ปรับปรุงเพิ่มเติม เพื่อให้ได้สารมาตรฐานที่มีความบริสุทธิ์สูงขึ้นต่อไป
45 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai โครงการประกันคุณภาพยา 2563 เจริญศรี ขวัญวงศ์, กอบบุญ บุญเย็น และณัฏฐชัย ดวงนิล โครงการประกันคุณภาพยา ด าเนินการโดยส านักยาและวัตถุ เสพติด กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ร่วมกับศูนย์วิทยาศาสตร์ การแพทย์ในส่วนภูมิภาค วัตถุประสงค์ของโครงการ เพื่อด าเนินการเฝ้า ระวังคุณภาพยาที่ใช้ในโรงพยาบาลของรัฐ โดยสุ่มตัวอย่างผลิตภัณฑ์ ยาจากโรงพยาบาลภาครัฐ ทั้งในและนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุขทั่ว ประเทศ ด าเนินการตรวจวิเคราะห์บนมาตรฐานเดียวกันทุกแหล่งผลิต โดยอ้างอิงวิธีวิเคราะห์ตามต ารายาฉบับปัจจุบันทั้ง The United States Pharmacopoeia (USP) ห รื อ British Pharmacopoeia (BP) หรือ อ้างอิงตามทะเบียนยากรณีที่ไม่มีวิธีวิเคราะห์ระบุในต ารายา การเลือกยาที่จะตรวจวิเคราะห์จะพิจารณาจากรายการยาตามชื่อสามัญ ในบัญชียาหลักแห่งชาติพ.ศ. 2561 หรือจากผลส ารวจจากรายการยาที่ โรงพยาบาลต้องการให้ตรวจวิเคราะห์เมื่อด าเนินการตรวจวิเคราะห์แล้ว เสร็จ จะสรุป ประเมินและเผยแพร่ผลวิเคราะห์ส าหรับผลิตภัณฑ์ยาที่ผ่าน เกณฑ์การคัดเลือกจะเผยแพร่ในหนังสือ green book และเผยแพร่สู่ สาธารณะทางเว็บไซต์ซึ่งประโยชน์ที่จะได้รับ คือ หน่วยบริการสาธารณสุขได้ใช้ฐานข้อมูลคุณภาพยาไป ประกอบการพิจารณาคัดเลือก จัดซื้อยาที่มีคุณภาพและมีราคาเหมาะสม โดยข้อมูลคุณภาพที่ได้จะเป็นการกระตุ้นให้ ผู้ผลิตมีการพัฒนาคุณภาพยาอย่างต่อเนื่อง สร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนผู้ใช้บริการว่า ได้ยาที่มีคุณภาพ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่1 เชียงใหม่รับผิดชอบตรวจวิเคราะห์ คุณภาพยา จ านวน 3 รายการ ได้แก่ Fexofenadine hydrochloride tablets ตรวจวิเคราะห์คุณภาพยาตามข้อก าหนดของ USP 42 ใน หั ว ข้ อ identification, Assay, Dissolution , Uniformity of dosage unit (weight variation), แ ล ะ organic impurities ได้รับตัวอย่าง 27 ตัวอย่าง ผลการตรวจวิเคราะห์เข้ามาตรฐานทุกหัวข้อทั้ง 27 ตัวอย่าง Desloratadine tablets ต ร ว จ วิ เ ค ร า ะ ห์ คุณ ภ า พ ย า ต า ม ข้ อ ก า ห น ด ข อ ง USP 4 2 ใ น หั ว ข้ อ identification, Assay, Dissolution , Uniformity of dosage unit (content uniformity), และ organic impurities ได้รับตัวอย่าง 12 ตัวอย่าง ผลการตรวจวิเคราะห์เข้ามาตรฐานทุกหัวข้อทั้ง 12 ตัวอย่าง Levocetirizine tablets ต ร ว จ วิ เ ค ร า ะ ห์ คุณ ภ า พ ย า ต า ม ข้ อ ก า ห น ด ข อ ง USP 4 2 ใ น หั ว ข้ อ identification, Assay, Dissolution , Uniformity of dosage unit (content uniformity), และ organic impurities ได้รับตัวอย่าง 20 ตัวอย่าง ผลการตรวจวิเคราะห์เข้ามาตรฐานทุกหัวข้อทั้ง 20 ตัวอย่าง
46 Annual Report 2020 ศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ 1 เชียงใหม่ | Regional Medical Sciences Center 1 Chiang Mai การพัฒนาชุดทดสอบกัญชา ชัยพัฒน์ ธิตะจำรี และสรินยำ จุลศรีไกวัล ตามที่พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่7) พ.ศ. 2562 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่18 กุมภาพันธ์2562 มีการระบุ ใน มาตรา 26/2 ห้ามมิให้ผู้ใดผลิต น าเข้า หรือส่งออกซึ่งยาเสพติดให้ โทษในประเภท 5 เว้นแต่ในกรณีจ าเป็นเพื่อประโยชน์ของทางราชการ การแพทย์การรักษาผู้ป่วย หรือการศึกษาวิจัย และพัฒนา ทั้งนี้ให้ รวมถึงการเกษตรกรรม พาณิชยกรรม วิทยาศาสตร์ หรืออุตสาหกรรม เพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ด้วย ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้สามารถน า กัญชามาใช้ประโยชน์ในทางการแพทย์ ภายใต้ข้อก าหนดของกฎหมาย ได้จึงท าให้เกิดกระแสการน าพืชกัญชามาใช้ประโยชน์กันอย่างกว้างขวาง ทั้งที่ถูกต้องตามกฎหมาย คือใช้ ประโยชน์ทางการแพทย์และปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ก าหนด และไม่ถูกต้องตามกฎหมาย คือ ลักลอบผลิต/จ าหน่าย ผลิตภัณฑ์หรือน าไปใช้ประโยชน์ด้านอื่นที่ไม่ใช่ทางการแพทย์เป็นเหตุให้มีผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่อ้างว่ามีส่วนผสม กัญชา ออกมาสู่ท้องตลาดอย่างมากมาย โอกาสในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ดังกล่าวของประชาชนจึงค่อนข้างง่าย โดยเฉพาะในส่วนที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งการตรวจสอบคุณภาพทางห้องปฏิบัติการไม่สามารถครอบคลุมถึง ผลิตภัณฑ์ที่แพร่หลายดังกล่าว อาจเป็นช่องทางน าไปสู่การหลอกลวง เอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคได้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์โดยศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์ที่1 เชียงใหม่จึงพัฒนาชุดทดสอบอย่าง ง่าย ส าหรับตรวจสอบเบื้องต้นว่าผลิตภัณฑ์มีส่วนผสมของสารกลุ่มแคนนาบินอยด์ซึ่งเป็นสารที่มีอยู่ในพืชกัญชา อยู่หรือไม่ โดยไม่จ าเป็นต้องใช้เครื่องมือทางห้องปฏิบัติการและความช านาญในการทดสอบ ขั้นตอนการตรวจสอบ ท าโดยน าตัวอย่างที่สงสัยมาสกัดด้วยน ้ายาส าเร็จรูปที่บรรจุในขวดทดสอบ ตั้งทิ้งไว้ประมาณ 1-2 นาที แล้วน าไปหยดลงบนแผ่นกระดาษทดสอบ สังเกตผลที่เกิดขึ้นด้วยตา หากเกิดสีชมพูอ่อนๆ จนถึงม่วงแดง แสดงว่า มีสารกลุ่มแคนนาบินอยด์ ได้แก่ THC CBD และ CBN อยู่ในผลิตภัณฑ์ ดังกล่าว ซึ่งใช้เวลาในการทดสอบแต่ละตัวอย่าง ไม่เกิน 5 นาทีโดยชุด ทดสอบสามารถตรวจพบสารในกลุ่มแคนนาบินอยด์ได้ในปริมาณต ่าสุด ประมาณ 0.5 มิลลิกรัมต่อมิลลิลิตร (0.05 %w/v) ส าหรับตัวอย่างที่เป็น ของเห ล ว เ ช่น น ้ามันกัญช า มีคว ามน่า เ ชื่อถือ ( strength of agreement) ในระดับดีมาก (very good) (ค่า K : Kappa coefficient เท่ากับ 0.9) แม้ว่าอาจมีปฏิกิริยารบกวนจากสมุนไพรบางชนิด เช่น henna แต่ยังไม่พบผลิตภัณฑ์กัญชาที่มีhenna เป็นส่วนผสม ผลการ ส ารวจความพึ งพอใจในภาคสนาม มีความพึ งพอใจต่อชุดทดสอบใน ภาพรวม พอใจมาก ร้อยละ 48 ค่อนข้างพอใจ ร้อยละ 48 และ ปานกลาง ร้อยละ 4 โดยชุดทดสอบนี้เจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ส านักงานสาธารณสุขจังหวัด เจ้าหน้าที่ต ารวจ รวมถึงผู้บริโภค หรือประชาชนทั่วไป สามารถน าไปใช้ในการตรวจสอบคุณภาพเบื้องต้นของกัญชาและผลิตภัณฑ์ กัญชา และน าข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในการคุ้มครองดูแลตนเองและคุ้มครองผู้บริโภคในส่วนที่รับผิดชอบต่อไป