The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ug642424065, 2022-09-21 14:04:06

Improve your Pronunciation

Hakeemee b

10. ระหว่างที่กำลังตำหนิ ตอ้ งระวังลักษณะทา่ ทาง เพราะบางทอี าจจะ
เป็นการแสดงความก้าวรา้ วของผูถ้ กู ตำหนิได้

11. เมื่อผู้ถูกตำหนิเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมแล้ว ควรเสริมแรงเขา เช่น
ชมเชย เป็นต้น

การปรับสินไหม(Response Cost) คือการลงโทษด้วยการถอดถอนส่ิง
เสริมแรงออกไปหลงั จากทบ่ี ุคคลนนั้ มพี ฤติกรรมท่ไี ม่พึงประสงค์ เปา้ หมายเพ่ือให้
พฤติกรรมนั้นลดลงในอนาคต ตัวเสริมที่ถูกถอดถอนน้ันโดยปกติแล้วจะเป็นกลมุ่
เบี้ยอรรถกร เช่น คะแนน ดาว หรือเงิน รวมถึงการให้เขาสูญเสียสิทธิพิเศษ
บางอย่างดว้ ย เช่น การไม่ให้นักศึกษาหอพักกลับไปเยี่ยมญาติในวันหยดุ เพราะ
เขาทำผิดกฎระเบียบหอพักในสัปดาห์นน้ั เช่น ไม่ทำความสะอาดห้องพกั เป็นต้น

การใช้เวลานอก(Time Out) หมายถึงการถอดถอนโอกาสที่บุคคลจะ
ได้รับการเสริมแสรง หรือสูญเสียตัวเสริมแรงที่บุคคลนั้นกำลังได้รับอยู่ใน
ระยะเวลาหนึ่ง เมื่อบุคคลกระทำพฤติกรรมไม่พึงประสงค์บางอย่าง และเมื่อใช้
เวลานอกกับบุคคลดังกล่าวพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์จะลดลงในอนาคต การใช้
เวลานอกอาจแบ่งออกไดเ้ ป็น 3 ชนดิ คือ

1. ใช้เวลานอกแบบแยกออกไป คือ เมื่อบุคคลกระทำพฤติกรรมที่ไปพึง
ประสงค์แล้ว แยกคนๆนั้นออกไปจากสภาพการณ์ที่เขาจะได้รับการ
เสริมแรง เชน่ เมื่อเดก็ นกั เรียนรบกวนเพือ่ นในห้องในระหวา่ งทก่ี ำลังเล่น
เกมการศึกษาอยู่ ก็แยกเขาออกไปอยูท่ ่อี น่ื เช่น ไปอย่หู อ้ งพกั ครู เปน็ ต้น

2. การใช้เวลานอกแบบไม่ให้เข้าร่วม เช่น เด็กนักเรียนที่ชอบรบกวนคนนั้น
ไม่ให้เขาร่วมกิจกรรมโดยให้เขาย้ายไปนั่งท้ายห้อง ไม่มีส่วนร่วมใน
กจิ กรรม แต่เขายงั คงอยใู่ นหอ้ งเรยี นนน้ั

3. การใช้เวลานอกแบบเข้าร่วม โดยการให้บคุ คลที่ชอบรบกวนนั้นยังอยู่ใน
หอ้ งเรยี น เข้ารว่ มกิจกรรมแต่เขาไม่มีโอกาสไดร้ บั สิง่ เสรมิ แรง

225

การลงโทษในอสิ ลาม
บทบัญญัติอิสลามได้วางกฎเพื่อรักษาความสงบสุขในสังคม รักษา

สิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตมนุษย์ที่อยู่ในสังคม 5 อย่าง คือ รักษาศาสนา รักษาชีวิต
รักษาเกียรติ รักษาปัญญาและรักษาทรัพยสิน ถ้ามีผู้ใดได้ละเมิดสิทธิของบุคคล
อืน่ จะมีบทบัญญัตลงโทษคนที่ละเมิดนั้น ซึ่งจะมีอยู่สอง 2 ชนิด คือ ที่เรียกว่า หุ

ดูด(‫ )ا ود‬และตะอฺซีรฺ( ‫)ا‬
หุดูด เป็นบทลงโทษที่ได้บัญญัติแล้วในอัลกุรอานและหะดีษ

นบี(ศ็อลฯ) เช่น คนฆ่าคนอื่นจะต้องลงโทษด้วยการประหารชีวิต คนลักทรัพทย์
จะต้องตดั มอื คนผิดประเวณ(ี ซนี า)จะต้องขวา้ งด้วยหนิ จนตายหรือเฆ่ยี น 80-100
ไม้ คนดม่ื เหลา้ จะตอ้ งเฆียนระหวา่ ง 40-80 ไม้ เป็นต้น

ตะอซฺ ีรฺ เปน็ การลงโทษสำหรยั ความผดิ ทีม่ ิไดบ้ ญั ญัตโิ ดยอลั กรุ อานและ
หะดีษนบี(ศ็อลฯ) แต่จะเป็นไปตามดุลพนิ จิ ของผูพ้ พิ ากษาหรือผู้ปกครอง

ส่วนการลงโทษทางการศึกษา(ตัรบียะฮฺ)นั้น เป็นการลงโทษเพ่ือ
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเท่านั้น จึงมีความแตกต่างจากการลงโทษสองชนิดแรกท่ี
กล่าวมา ดังนั้นในการลงโทษลูกหลานหรือเด็กนักเรียน ครูหรือผู้ปกครองควร
กระทำดงั ตอ่ ไปนี้

1) กระทำกับเด็กที่ทำผิดนั้นด้วยความเมตตาอ่อนโยน ท่าน
นบี(ศ็อลฯ)ได้กล่าวแกท่ ่านหญิงอาอีชะฮฺ กรณที า่ นหญงิ อาอชี ะฮจฺ ะตอบโต้คำพูด
ของคนยวิ ดว้ ยคำทแี่ รงๆ ว่า

َ ْ ُ ْ ‫َ َ ِ َ ُ َ َ ْ ِ ِ ِّ ْ ِ ِك َوا ْ ُ ْ َ أَ ْو ا‬

(โอ้ อาอีชะฮฺ เจ้าต้องอ่อนโยน และเจ้าจงห่างไกลความรุนแรงและ
อนาจาร) (อลั บุคอรีย์ : 6038)

2) คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลที่อยู่กับเด็ก ก่อนที่จะ
ลงโทษเด็กคนนั้น เพราะอัลลอฮฺประทานความสามารถของแต่ละคนไม่

226

เหมือนกัน แม้แต่บทบัญญัติในเรื่องศาสนาจะมีการผ่อนปรนกับคนที่มี

ความสามารถไม่เพียงพอ เช่น คนพิการ คนอ่อนแอ เด็กและคนชรา

อัลลอฮฺตรัสวา่ َ َ ْ ‫ً إِ ُو‬ َْ ُّ ‫ا‬ ُ ّ َ َُ
ِ

(อลั ลอฮฺจะไม่ใหภ้ าระแก่ใครเว้นแต่เทา่ ความสามารถของเขา) (อัลบะ

เกาะเราะฮฺ, 2:286)
นอกจากนี้ครูหรือผู้ปกครองที่จะลงโทษเด็กจะต้องคำนึงถึงสุขภาพ

ของเดก็ ในช่วงเวลานัน้ ด้วย
3) ควรลงโทษตามข้ันตอนจากเบาไปหาหนกั เมอ่ื ลงโทษขัน้ เบาแล้ว

นกั เรียนได้เปลี่ยนพฤติกรรมตามที่ครูหรือผูป้ กครองต้องการแล้ว ก็ไม่สมควรที่
จะลงโทษขั้นรุนแรงอีกต่อไป แม้ว่าในระเบียบหรือสัญญาจะต้องลงโทษอย่าง

รนุ แรงก็ตาม
อิมาม อัลฆอซาลี เปรียบเทียบครูเสมือนหมอรักษาโรค ท่านกล่าวว่า

หมอไม่ควรรักษาคนปว่ ยด้วยด้วยยาแรงๆ เพื่อให้หายจากโรคนั้นในทันที เพราะ

การใช้แรงอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงมากมาย บางครั้งผลข้างเคียงนั้นรักษายาก
กวา่ โรคท่รี กั ษาอยู่

แนวทางท่ีครูคนแรก(นบีมุหัมมัด-ศ็อลฯ)ได้ชี้แนะและได้ทำเป็น
แบบอยา่ งไว้มดี งั น้ี

1) ให้คำแนะนำในสิง่ ทผี่ ดิ ด้วยสงิ่ ท่คี วรกระทำ
อุมัรฺ อิบนุ อะบูซะลามะฮฺ ได้กล่าวว่า ตอนที่ฉันอยู่ภายใต้การดูแลของ
ท่านนบี(ศ็อลฯ) ระหว่างรับประทานอาหาร มือของฉันก็กา้ วกา่ ยไปทุกท่ี ท่านนบี

(ศอ็ ลฯ) ก็กล่าวว่า

227

َ ِ َ ِ ْ ُ ‫َ ُ َ ُم َ ِّ ا َ َو ُ ْ ِ َ ِ ِ َ َو‬

(โอเ้ ดก็ น้อย .. เจา้ จงกลา่ วพระนามของอลั ลอฮฺ และเจ้ากร็ ับประทานสิ่ง
ทอ่ี ย่ทู างขวามมือของเจ้าก่อนแลว้ รับประทานสิง่ ท่ีอยูต่ ่อจากน้ัน) (มุสลิม : 3774)

2) แนะนำสิ่งท่ีผดิ ด้วยความอ่อนโยน
เมื่อท่านนบี(ศ็อลฯ)ต้องการที่จะสอนเด็กเกี่ยวกับการให้เกียรติผู้ใหญ่
ท่านจะทำด้วยความอ่อนโยน ครั้งหนึ่งท่านนบีมีน้ำดื่มและท่านก็ได้ดื่มน้ำนั้น

ขวามือของท่านเป็นเดก็ น้อยและซ้ายมืองของทา่ นเป็นผใู้ หญ่ ท่านได้กล่าวกับเด็ก
นอ้ ยนั้นว่า
‫َ ُ َ ِء‬ ْ ُ ‫أَ ْن‬ ‫َ َ ْ َذ ُن‬
َ ِ ‫أ‬ ِ

(เจา้ จะอนญุ าตแกฉ่ ันให้แก่พวกเขา(ผูใ้ หญ่)เหลา่ นนั้ ไหม)
เด็กน้อยคนนัน้ ตอบว่า "ไม่ได้ ด้วยพระนามของอลั ลอฮฺ ไมม่ ผี ้ใู ดจะได้รบั

วาสนาของฉันที่จะได้รับจากท่าน" ทา่ นนบี(ศ็อลฯ) ก็วางภาชนะน้ำดื่มในมือของ
เด็กนอ้ ยคนนน้ั (อลั บคุ อรยี ์ : 2427)

และเด็กน้อยคนนนั้ คือ อบั ดุลลอฮฺ อิบนุอบั บาซ

3) แนะนำสิ่งที่ผิดด้วยทำเป็นสญั ลกั ษณ์
รายงานจากอับดุลลอฮฺ อิบนุอับบาซ ว่า เมื่อครั้งการทำฮัจญ์ครั้ง

สุดท้ายของนบี(ศ็อลฯ) อัลฟัฎลุขี่อูฐหลังนบี(ศ็อลฯ) มีสตรีนางหนึ่งมาหานบี
อลั ฟัฎลุมองสตรนี างน้นั และนางกม็ องอัลฟฎั ลุ ทา่ นนบกี ็เอามอื หันหนา้ อัลฟฎั ลุให้

มองทางอนื่ (อลั บคุ อรยี ์ : 1731) เปน็ การบอกว่าส่ิงที่อัลฟัฎลทุ ำนนั้ มนั ไม่ถูกไมค่ วร

4) แนะนำความผิดดว้ ยการตำหนิ
มีรายงานจากอะบูซัรฺ ว่า เขาไดก้ ล่าวดูถูกชายคนหนึ่ง ด้วยเรียกเขาว่า

"ลูกคนดำ" ท่านเราะซลู ุลลอฮฺ(ศ็อลฯ) กไ็ ดก้ ลา่ วแก่ อะบซู ะรฺ ว่า

228

ٌ ِ ِ َ َ ِ ‫َ َ َ َذ ٍّر إِ َ ا ْ ُ ٌؤ‬

(โอ้ อะบูซะรฺ เจา้ นยี้ งั มีนิสัยของญาฮลี ียะฮอฺ ยใู่ นตัวเจ้า) (มุสลมิ : 3147)
5) แนะนำความผดิ ด้วยการอพยพออกห่าง

การอพยพในที่นี้หมายถึง ออกห่างจากตัวคนทำผิด ไม่สมาคมด้วย
หรอื ไมพ่ ดู คุยดว้ ย อยา่ งกรณที ่ที ่านนบหี า้ มบรรดาเศาะหาบะฮฺพูดคยุ กบั กลุ่มคนที่
ไม่ออกไปทำสงครามที่ตะบูก เป็นเวลา 50 วัน จนอัลลอฮฺประทาน
อายะฮกฺ ารขอลุโทษของพวกเขาในอัลกุรอาน (อลั บคุ อรยี ์ : 4156)

การกระทำเชน่ นีเ้ ป็นการลงโทษโดยการใช้เวลานอก(Time Out) แต่จะใช้
กับกับเด็กนักเรียนเพ่ือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างนั้น ควรใช้เวลาสั้นๆ ไม่
ควรใชเ้ วลายาวเพราะจะมผี ลเคยี งข้าง ทำให้เดก็ โกรธและเกลยี ดทจ่ี ะเรียนได้

6) แนะนำความผิดดว้ ยการเฆยี น
จากหะดีษที่บันทึกโดย อะบู ดาวูด เกี่ยวกับการเฆี่ยนตีการสอนเด็ก

ละหมาดเมื่ออายุ 10 ตามทีไ่ ด้กล่าวมาแล้วข้างต้น และการเฆี่ยนหรือตีนี้ให้เลือก
เป็นวิธีการสุดท้ายในการปรับพฤติกรรมของเด็กนักเรียน เพราะใน
หะดีษนั้นก็ยืนยันแล้วว่าให้ตีหลังจากที่ได้สอนมาแล้วเป็นเวลา 3 ปี แต่การสอน
นัน้ ยงั ไมเ่ ป็นผลจงึ สามารถลงโทษด้วยการตีได้

เมือ่ ไมส่ ามารถใช้วิธกี ารอื่นปรบั เปลยี่ นพฤติกรรมท่ไี ม่พงึ ประสงค์ได้แล้ว
ครูหรือผู้ปกครองมีความเห็นว่าจำเป็นที่จะต้องลงโทษด้วยการเฆี่ยน หรอื ตีควร
พจิ ารณาขั้นตอนในการลงโทษตอ่ ไปน้ี

(1) ครูหรือผู้ปกครองไม่ควรตีเด็กนอกจากใช้วิธีการอื่นไม่ได้ผล
แล้ว

(2) ไม่ควรตีหรือเฆี่ยนเด็กในเวลาทีผ่ ู้ลงโทษมีอารมณโ์ กรธ เพราะ
การตีระหว่างมีอารมณ์โกรธนั้นอาจทำเกินเลยและจะนำสู่
อันตรายแก่เด็กได้

229

(3) ไม่ตีบริเวณที่สร้างความเจ็บปวดมากหรือบริเวณทีทำให้เกิด

อันตรายแก่เด็ก และบริเวณที่สร้างความอับอายขายหน้าแก่

เขา เชน่ หวั ใบหน้า กลางหลัง หนา้ อก ทอ้ ง เป็นต้น
มีคนถามนบี(ศ็อลฯ)ว่า สิทธิของภรรยาที่ควรได้รับจาก

สามีมีอะไรบ้าง นบีตอบวา่
، ‫َ َﴗ‬ ‫ا ْك‬ ‫ ْك َوُ َسﻻَﻮ ََﻫ ْﳞﺎ ُاﺠ َْذرا‬،َ ‫يُقََوِّ ْْحن‬،‫ﻃ ِع ََوﻢَﻻ‬،َ ‫ْن يُ ْط ِع َمهَﺎ ا َذا‬
‫ِﰲ ا ْل َب ْ ِت‬ ‫اﻻ‬ ‫يَ ْ ِﴬ ِب الْ َﻮ ْ َه‬ ‫َو َﻻ‬
(ให้อาหารแก่เขาเมื่อถึงเวลาอาหาร ให้เสื้อผ้าแก่เขาเมื่อเขา

ต้องการเส้ือผา้ ไม่ตีท่ีใบหน้า ไม่ดถู ูก ไมไ่ ล่เขาออกไปนอกจาก
อยใู่ นบ้าน) (อบิ นมุ าญะฮฺ : 1840)

(4) ในการตีหรอื เฆี่ยนลงโทษแรกๆน้ัน ควรตีไม่แรงและไม่ใหค้ วาม
เจ็บปวดมากนัก เช่น ตีที่มีเนื้อเยอะๆ เช่น ก้น น่องที่สวมถุง

น่องหนาๆ และไมค่ วรตเี กิน 10 ไม้

ทา่ นนบี(ศอ็ ลฯ) กล่าววา่
ِ ‫ اﻻ ِﰲ َ ٍّد ِم ْن ُ ُدو ِد ا‬، ‫َﻻ ُ ْﳚ َ ُ ﻓَ ْﻮ َق َﻋ ْ ِﴩ َ َ َ ا ٍت‬
(อย่าเฆี่ยนตีมากว่า 10 ไม้ เว้นแต่ในเรื่องกฎที่กำหนด

โดยอลั ลอฮ)ฺ (อลั บุคอรีย์ : 6370)
(5) ไมต่ ีเดก็ ที่มอี ายุต่ำกว่า 10 ปี ตามหะดีษทีก่ ล่าวมาแลว้ ขา้ งตน้

(6) ถา้ การกระทำผิดนั้นเกิดขี้นเป็นครั้งแรก ควรจะอภัยโทษให้แก่
เด็ก และใหโ้ อกาสแก่เขาแก้ตวั และยืนยนั วา่ จะไมท่ ำผิดอีก

(7) ครูหรือผู้ปกครองควรจะต้องตีด้วยตัวเอง ไม่ควรให้เด็กคนอ่ืน
ตี หรือไม่ควรให้พี่หรือน้องหรือญาติๆตีแทน เพราะถ้าให้เด็ก

คนอ่ืนตีแทนจะเกิดความรู้สึกทางลบคนตแี ละคนทถี่ ูกตี

230

การใช้การเสริมแรงในรูปแบบต่างๆ และการลงโทษตามทฤษฎีการ
เรียนรูแ้ บบอาการกระทำของสกินเนอร์ สามารถนำไปประยุกติใช้ได้ในการปรับ
พฤติกรรมในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการนำไปประยุกติใช้สร้างเป็นบทเรียน
สำเรจ็ รปู

ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มปัญญาสงั คม(Social Cognitive Learning Theories)

อัลเบอิ รต์ แบนดรู า
ในยุคตน้ ศตวรรษที่ 20 ทฤษฎีการเรียนรูข้ องกลุ่มพฤติกรรมนิยม เช่น
ของพาฟลอฟ ของวัตสัน โดยเฉพาะทฤษฎีการเรียนรู้การวางเงื่อนไขแบบอาการ
กระทำของสกินเนอร์จะเฟื่องฟูในสหรัฐอเมริกา แต่ในฝังยุโรปจะเฟี่องฟูทฤษฎี
การเรียนรู้ของกลุ่มปัญญานิยม เช่น ทฤษฎีของกลุ่มเกสตัลท์ ทฤษฎีสนาม เป็น

231

ต้น และดูเหมือนทฤษฎีทั้งสองกลุ่มนี้จะอยู่คนละขั้ว คนละแนวทาง ซึ่งใน
ธรรมชาติความเป็นจริงที่เกิดขึ้นกับการเรียนรู้ของมนุษย์แล้ว ทั้งสองทฤษฎีน้ี
สามารถไปด้วยกันและเกิดขึ้นในตัวมนุษย์คนเดียวกันได้และบางครั้งอาจจะ
เกดิ ข้ึนพรอ้ มๆกนั

อัลเบอร์ต แบนดูรา (1925-) นักจิตวิทยาชาวแคนาดา เป็นแกนนำ
สำคัญของกลุ่มปัญญาสังคม เขาคิดว่า การเรียนรู้ของมนุษย์ที่ทำให้เกิด
พฤติกรรมเกิดจากผลร่วมระหว่างกระบวนการทางปัญญาของบุคคลกับสิ่งแวด
ลอม ทำให้เกดิ ทฤษฎใี หม่ คอื ทฤษฎีการเรียนรทู้ างปัญญาสังคมของแบนดูรา
(Bandura's Social Cognitive learning Theory)

ทฤษฎีการเรียนรู้ทีม่ นุษย์คิดค้นขึ้นมานั้นเป็นที่ทราบกันดีว่ามีขีดจำกัด
เฉพาะ อาจจะถกู ในบางจุดหรือบางมุมมอง แต่ก็มีข้อคำถามเกิดขึ้นในอีกหลาย
มุมมองที่ทำให้ต้องคิดและต้องศึกษาต่อไป แบนดูราก็เป็นคนหนึ่งที่พบขีดจำกัด
ของของทฤษฎีการเรยี นร้ขู องกล่มุ พฤตกิ รรมนยิ ม คอื (Gredler, 1992:304)

1. ทฤษฎีของพฤติกรรมนิยมจะศึกษาในสถานการณ์เฉพาะ คับแคบ ไม่
สอดคล้องกบั สภาพการเรยี นร้ใู นชีวติ จรงิ

2. การศึกษาของกลุม่ พฤติกรรมนยิ มสว่ นใหญ่แล้วจะทำใหห้ ้องทดลองที่
จำกัด ไมไ่ ดก้ ลา่ วถึงการเรียนรเู้ พื่อการแก้ปัญหาใหมข่ องมนษุ ยใ์ นโลก
กวา้ ง

3. นักจติ วิทยากลมุ่ พฤติกรรมนิยม จะพดู ถึงการเรยี นร้จู ากการกระทำที่
ได้รบั โดยตรง(Direct Learning) จะไม่คอ่ ยคำนงึ ถึงพฤตกิ รรมท่ที ี่ผู้เรยี นรู้
จากการกระทำของผูอ้ ่นื หรอื สงิ่ อืน่
ดว้ ยขอ้ จำกัดท่กี ล่าวมานที้ ำให้แบนดูราได้ศกึ ษาการเรียนรู้ของมนุษยใ์ น

สภาพธรรมชาติมากกว่าห้องทดลอง โดยเฉพาะการเรียนรู้จากการสังเกต
(Observational Learning)

232

พฤตกิ รรมการเรียนร้จู ากการสงั เกตน้เี ป็นพฤตกิ รรมที่อลั ลอฮฺกำหนดให้

มีอย่กู บั ทกุ คนตัง้ แต่สมัยแรกเรมิ ของอาดัม อลั ลอฮฺไดต้ รสั เล่าถึงลูกของอาดัมท้ัง

สองคนที่มีความอิจฉารษิ ยาจนเกิดการฆ่ากัน และในที่สุดคนพี่ก็ได้บทเรียนจาก
การสังเกตในการจดั การกบั ศพของน้อง
‫ِ ِ َ َل‬ َ ‫َ ۡ َء َة‬ ‫ُ َ ٰرِي‬ َ ۡ َ ‫ُۥ‬ َ ُِ َ ۡ ُِ َ ۡ َ ٗ ‫ُ َا‬ ُ َ َََ
َ َ ۡ ََ ‫أ‬ َ ‫ٰرِ َي‬ َ ‫ُ َا ِب‬ ۡ ‫ٱ‬ ِ ‫ِض‬ َ ۡ ‫ٱ‬ ‫ُ َن‬ ََ ‫ٱ‬ َ َ ۡ ََٰ
َ ُ ‫َا‬ َٰ ِ َ ‫أَ ۡن‬ َ
ِ ‫أ‬ ‫ۡ َء َة‬ َ ‫أ‬ ‫ۡ ُت‬ ‫أ‬

َ ِِٰ ‫َِٱ‬

ความว่า : แล้วอัลลอฮฺก็ได้ส่งกาตัวหนึ่งมา คุ้ยหาในดิน เพื่อที่จะให้เขา

เห็นว่าเขาจะกลบศพน้องชายของเขาอย่างไรเขากล่าวว่า โอค้ วามพินาศของฉัน
ฉันไม่สามารถที่จะเป็นเช่นกาตัวนี้แลว้ กลบศพนอ้ งชายของฉันเชียวหรือนี่? แล้ว

เขาก็กลายเป็นคนหนึ่งในหมู่ผตู้ รอมใจ (อัลมาอิดะฮฺ 5:31)
อายะฮฺอัลอลั กุรอานอายะฮฺที่อัลลอฮฺได้ตรัสถึงเรื่องราวสองพี่นอ้ งที่ฆา่

กันตายนี้ เขาไม่มีความรู้ในการจัดการกับศพมาก่อน จนกระทั้งอัลลอฮฺส่งนก
กามาทำให้ดูว่าจะจัดการกับศพอย่างไร เลยทำให้เขาเกิดการเรียนรู้และสามารถ

ทีจ่ ะแสดงพฤติกรรมท่ีจะจัดการศพได้ ในเวลาเดยี วกนั ในอายะฮฺนี้ได้บอกถึงผลที่

เขาไดเ้ รยี นรู้จากนกกาน้ี ทำใหเ้ ราได้รอู้ ีกว่าความรูส้ ึกสำนึกไดแ้ ละตรอมใจนั้นก็มี
มาแต่กำเนิดทที่ ำให้พีท่ ฆี่ า่ นอ้ งร้สู กึ ตรอมใจในการกระทำไม่ดขี องตวั เอง

ความสัมพันธร์ ะหวา่ งผู้เรียน พฤตกิ รรมและสิ่งแวดล้อม
การเรียนรู้ตามทฤษฎีของกลุม่ พฤติกรรมนิยมจะบอกวา่ พฤตกิ รรมของ

บุคคลจะขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อม หมายถึงสิ่งแวดล้อมจะเป็นปัจจัยที่ทำให้มนุษย์

แสดงพฤตกิ รรมออกมา ส่วนทฤษฎีของมนษุ ยนิยมกลับเห็นว่า สิ่งแวดล้อมขึ้นอยู่
กับการกระทำของบุคคล แต่อัลเบอร์ด แบนดูรา มองเห็นว่าการเรียนรู้จะ
เกย่ี วข้องกบั ปจั จัยหลัก 3 ประการ คือ

233

1. บุคคล (P : Person) เช่น หนา้ ตา เพศ เชอื่ ชาติ ขนาด ความคิด
ความหวัง ความเชือ่ ฯลฯ

2. พฤติกรรม (B : Behavior) เชน่ การกระทำต่างๆ รวมถึงพฤตกิ รรม
ภายใน เชน่ การตดั สนิ ใจ ฯลฯ

3. ส่งิ แวดล้อม (E : Environment) ส่ิงแวดล้อมภายนอก เช่น วัตถุ สภาพ
อากาศ ฯลฯ และส่งิ แวดล้อมภายใน สิ่งแวดล้อมทางจิต รวมถงึ
กฎหมายและกฎเกณฑต์ า่ งๆ ฯลฯ
ทั้ง 3 อย่างนี้จะมีความสมั พันธ์กันและกันแบบ 2 ทาง และจะมีอทิ ธิพล

ซ่ึงกันและกนั เรยี กวา่ เปน็ ปัจจยั กำหนดซ่งึ กนั และกัน (Reciprocal Determinism)

สามเหลี่ยมแสดงความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งบคุ คล(P) พฤติกรรม(B)
และสง่ิ แวดล้อม(E) ทเ่ี ป็นปจั จัยกำหนดกันและกัน(Reciprocal Determinism)

คูร่ ะหว่าง P <---> B แสดงใหเ้ หน็ ถึงความสัมพันธร์ ะหว่างสิ่งที่มีอยู่กับ
บุคคล เชน่ ความคดิ ความรูส้ ึก ความคาดหวัง ความเชอ่ื การรบั ร้เู กย่ี วกบั ตนเอง
เป้าหมาย และความต้ังใจ จะเปน็ ตวั กำหนดลักษณะและทิศทางของพฤติกรรมว่า

234

จะแสดงพฤติกรรมเช่นใด ในขณะเดียวกันการกระทำของบุคคลก็จะไปกำหนด
และเปลี่ยนแปลงความคิด ความเชื่อ ความประทบั ใจ และความรู้สกึ ของอารมณ์
ไดเ้ ช่นกัน

E<--->P เป็นปฏิสัมพันธ์ระหวา่ งลักษณะของบุคคลกับสภาพแวดล้อม
โดยเที่ความเชื่อ ความคัดหวงั อารมณ์และความสามารถทางปัญญาจะพัฒนา
และเปลย่ี นแปลงไดโ้ ดยอิทธิพลของสังคม สภาพความเปน็ อยแู่ ละส่ิงที่อย่รู อบข้าง
ในเวลาเดียวกัน สภาพตัวตนของเขาก็สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพสังคมและ
สภาพสิง่ แวดลอ้ มได้

B<---> E เป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมกับสภาพแวดล้อม
พฤตกิ รรมสามารถเปล่ียนเงือ่ นไขสภาพแวดล้อม และเงื่อนไขของสภาพแวดล้อม
ที่เปลีย่ นไปนั้นกท็ ำใหพ้ ฤติกรรมถกู เปล่ยี นไปดว้ ย

ตวั อยา่ ง :
(1) ในห้องเรียนหนึ่ง เด็กส่วนใหญ่มีลักษณะเอือ้ เฟื้อเกื้อกูลกันและกัน

ล ัก ษ ณ ะ เ ช ่น น ี้เ ป ็ น ส ภ า พ แ วด ล ้อ ม (E) ท ี่ ม ีอิ ทธ ิพ ล ต่ อ
อามีนะฮฺ ทำให้เธอเกิดความคิดและทรรศนะ(P)ว่าเธอต้องเป็นคน
เอื้อเฟื้อเกื้อกูลเพื่อนๆ ทำให้เธอมีพฤติกรรม(B)แสดงถึงการ
เอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน แล้วเธอก็เป็นคนหนึ่งที่ทำให้สภาพแวดล้อม
(E)ของหอ้ งนัน้ เปน็ ห้องเอือ้ เฟอื้ เก้ือกลู กัน
(2) นักศึกษาคนหนึ่งก่อนที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยฟาฏอนีเขาสูบ
บุหรี่วันละ 2 ซอง(B) เมื่อเขาเข้าเรียนในมหาวิทยลัยเขาพบว่าใน
มหาวิทยาลัยไม่มีคนสูบบุหรีเ่ ลย(E) เขานึกได้ถึงความไมด่ ีของบุหร่ี
ประโยชน์และโทษท่ีมีมากกว่า และความดีงามต่างๆของคนที่ไม่สบู
บุหรี่ ทำให้เปลี่ยนความรู้สึกและเจตคติทีม่ ีต่อบุหรี่(P)เขาจึงเลิกสูบ
บุหรี(่ E) เขากเ็ ป็นส่วนหนึ่งของคนที่ไม่สูบบุหรี่ในมหาวิทยาลัย(B)
เป็นองค์ประกอบของสังคมมหาวิทยาลัยที่ไม่สูบบุหรี่และสามามา

235

รถเปน็ แบบอย่างของคนที่พบเห็นได้ และเมื่อเขากลับบา้ นเขากไ็ ม่
สูบบหุ ร่ีเป็นสว่ นหนง่ึ ของสภาพแวดลอ้ มที่บ้าน(E) เป็นแบบอย่างแก่
คนทีเ่ ขาสมั พนั ธด์ ว้ ย

องคป์ ระกอบของการเรยี นรู้
การเรียนรู้ของมนุษย์นอกจากจะเรียนจากการวางเงื่อนไขตามทฤษฎี

ของกลุ่มพฤติกรรมนิยมแล้ว แบนดูราเสนอว่า สิ่งหนึ่งที่ทำให้มนุษย์เกิดการ
เรยี นรูค้ ือการสังเกตแม่แบบ(Model) แล้วเลยี นแบบแม่แบบน้ันเป็นพฤติกรรมใหม่
สำหรับเขา ถึงกระนั้นก็ตามไม่ได้หมายความว่ามนษุ ย์จะแสดงทุกอย่างที่แม่แบบ
แสดงออกมา แต่จะขึ้นกับผลกรรมที่แม่แบบได้รับจากการกระทำนั้นและ
กระบวนการทางปัญญาของผู้เรียน ดังนั้นองค์ประกอบของการเรียนรู้มี 3
ประการ คือ

1. แมแ่ บบในรปู พฤติกรรมต่างๆ(Behavioral Model)
2. ผลกรรมจากพฤติกรรมของแมแ่ บบท่แี มแ่ บบไดร้ บั (Consequences of

the Modeled Behavior)
3. กระบวนการทางปญั ญาของผู้เรยี น(Learner's Cognitive Process)

แมแ่ บบ(Model)
แม่แบบหรือต้นแบบ(Model) คอื ผู้ซึ่งมีลกั ษณะพฤติกรรมควรค่าแก่การ

เป็นแบบอย่างให้กับผู้อื่น บางครั้งจะในรูปของสัตว์อย่างในกรณีที่เกิดขึ้นกับลูก
ของนบีอาดัม และหน้าที่พื้นฐานของแม่แบบคือถ่ายทอดสารสนเทศหรือความรู้
แก่ผู้สังเกต อัลลอฮฺได้ส่งอีกามาเป็นแม่แบบถ่ายทอดวิธีการจัดการกับศพให้แก่
กอบิลลกู นบอี าดัมที่สงั เกตอยู่ และแม่แบบสามารถทำหนา้ ทห่ี นงึ่ หนา้ ทใ่ี ดตอ่ ไปนี้

1. แมแ่ บบเปน็ ตวั ชแี นะพฤติกรรมแก่ผู้สงั เกต เช่น เม่ือผู้สงั เกตถูกเรียนเชิญ
ไปเป็นวิทยากรหรือผู้สอนในมัสยิด ณ ตำบลใดตำบลหนึ่ง ผู้ที่ถกู เชิญก็

236

จะดูว่าคนทเ่ี คยไปสอน ณ มัสยิดน้นั ก่อนๆหน้าน้ีเขาแต่งตัวอย่างไร การ
แต่งตัวของคนก่อนหน้าน้ีเปน็ แมแ่ บบแก่ผสู้ ังเกตใหเ้ ลอื กทำตาม
2. แม่แบบทำหน้าที่ขัดขวางหรือส่งเสรมิ ให้ผู้สังเกตปฎิบัติในพฤติกรรมใด
พฤติกรรมหนึ่งหรือไม่ ขึ้นอยู่กับผลกรรมหรือผลที่แม่แบบที่เคยแสดง
พฤตกิ รรมนน้ั แล้วผลที่เขาไดเ้ ป็นอย่างไร ถ้าผลกรรมทเ่ี ขาได้รับเป็นการ
เสริมแรงได้สิ่งที่เขาชอบ ตรงกับใจผู้สังเกตอยากไดผ้ ู้สังเกตกจ็ ะทำตาม
แม่แบบด้วย แต่ถา้ แม่แบบได้รับโทษหรือได้รับสิ่งท่ีผู้สังเกตไม่ชื่นชอบ ผู้
สงั เกตกจ็ ะไม่แสดงพฤตกิ รรมอยา่ งทแี่ มแ่ บบแสดง
3. แม่แบบเป็นสื่อถ่ายทอดวัฒนธรรม แม่แบบสามารถเป็นสื่อสำคัญใน
กระบวนการสังคมไร้พรมแดน ทั้งทางภาษา ขนบธรรมเนียม ประเพณี
การศกึ ษา และพฤติกรรมทางสังคมอน่ื ๆ

ประเภทของแม่แบบ
แมแ่ บบมีอยู่ 3ประเภท คอื

1. แม่แบบมีชีวิต(Live Model) ได้แก่บุคคลในครอบครัว ครู เพื่อนหรือ
ผู้คนทั่วไปที่ผู้สังเกตพบปะและเห็นเขาเป็นประจำ และแม่แบบใน

ลกั ษณะนอ้ี ลั ลอฮไฺ ด้บญั ญตั ิไว้วา่ ُ
‫َ َوٱ ۡ َ ۡ َم‬ ْ ُ َۡ ‫َ َن‬ ّ ٞ َ َ َ ‫َ ٌة‬ ۡ ‫ِأ‬ ‫َ ۡ َ َن َ ُ ۡ ِ َر ُ ِل ٱ‬
‫اٱ‬ َ ِ ٗ ِ َ َ ‫ٱ ِ َ َو َذ َ َ ٱ‬

(โดยแน่นอน ในเราะซูล(ศาสนทูต)ของอัลลอฮฺมีแบบฉบับอันดีงาม
สำหรับพวกเจ้าแล้ว สำหรับผู้ที่หวัง (จะพบ) อัลลอฮฺและวันปรโลกและ

รำลึกถึงอลั ลอฮอฺ ยา่ งมาก (อลั อะหฺซาบ 33:21)

237

2. แม่แบบสัญลักษณ์(Symbolic Model) แม่แบบทีเป็นสื่อตา่ งๆ ทั้งทีเป็น
รูปภาพ ภาพยนตร์ วดิ โิ อ โทรทศั น์ หนงั สอื นวนยิ าย เรือ่ งเล่าต่างๆ เป็น

ตน้ ในอัลกุรอานอัลลอฮฺได้ตรัสถึงเรื่องราวต่างๆในอดีตเพื่อเป็น

‫ى‬อٰ ทุ َ َาۡหُ รณٗ ์แِ ลَ ะบ‫ َن‬ทَ เรียَ นแِ กٰ َ ่ชۡ َนۡ ร‫ุ่ ٱ‬นหِ ‫ ْو‬ลُ ِงัّ ٞ และพระองค์ไดต้ รสั วา่ َ َ

ٖ ۡ َ ِّ ٗ َ ۡ ‫َ ۡ ءٖ َو ُ ٗ ى َو َر‬ ُّ َ ‫ۡ َ َن ِ َ َ ِ ِ ۡ ِ ۡ َة‬ ٰ َ ‫َو‬
ِ ِ ۡ َ ‫َ ٱ ِي َ ۡ َ َ َ ۡ ِ َو‬
ِ َۡ ِ

‫ُ ۡ ِ ُ َن‬

(โดยแน่นอนยิ่ง ในเร่อื งราวของพวกเขา เปน็ บทเรยี นสำหรับบรรดาผูม้ ี
สติปัญญา มิใชเ่ ปน็ เรอื่ งราวทีถ่ ูกป้ันแต่งขน้ึ แต่ว่าเป็นการยืนยนั ความ

จริงท่อี ย่ตู ่อหน้าเขา และเป็นการแจกแจงทกุ สิ่งทกุ อย่าง และเป็นการช้ี
ทางทถี่ กู ต้อง และเปน็ การเมตตาแกห่ มูช่ นผศู้ รทั ธา) (ยซู ุฟ, 12:111)

3. แม่แบบในรูแบบคำสอน(Verbal Description or Instruction) เปน็ แม่แบบ

ท่เี ป็นคำพูดหรอื การบอกทางวาจา หรอื เปน็ คำสอนดว้ ยภาษาเขียน เช่น
ชดุ คูม่ ือการทำงาน คำอธิบายในการประกอบช้ินส่วนตา่ งๆ

ผลกรรมของพฤตกิ รรมแมแ่ บบ(Consequences of the Modeled Behavior)
ผลกรรมทีพ่ ฤติกรรมไดร้ บั นบั ว่ามีผลต่อผูส้ ังเกตหรอื ผู้เรยี นมาก ตอ่ การ

เรียนรู้หรือการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้เรียน คล้ายๆกับทฤษฎีการเรียนรู้แบบ
อาการกระทำของสกินเนอร์ แต่ผลกรรมที่ได้รับของสกินเนอร์จะเกิดพฤติกรรม
ใหมขึ้นมาอินทรีย์หรือผู้เรียนจะต้องได้รับผลกรรมนั้น กล่าวคือ ได้รับการ
เสริมแรงหรือการลงโทษในเรื่องนั้นหรอื ไม่ และสกินเนอร์เห็นว่าพฤติกรรมใหม่ที่
เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากผลกรรมโดยตรง แต่ทฤษฎีการเรียนรู้ของแบบดูราเห็นว่า

238

การเสริมแรงนั้นเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งที่จะช่วยเสริมสร้างการเรียนรู้ให้
เกิดขน้ึ เท่าน้ัน

การไดร้ ับการเสรมิ แรง(Reinforcement)ของแมแ่ บบ
เมื่อผู้สังเกตได้เห็นแม่แบบได้รับการเสริมแรง แนวโน้มที่ผู้สังเกตจะ

เลยี นแบบแม่แบบมีอย่สู งู จึงนับไดว้ ่าการเสริมแรงแม่แบบเป็นการเสริมแรงอย่าง
หนึ่งของผู้สังเกต เพราะผู้สังเกตอาจจะกระทำพฤติกรรมเช่นเดียวกับแม่แบบ
และการทแ่ี มแ่ บบไดร้ บั การเสริมแรง จะมผี ลตอ่ ผสู้ ังเกต 3 ด้านดว้ ยกัน คอื

1. เป็นสารสนเทศแก่ผู้สังเกตให้เห็นว่าพฤติกรรมที่เขาเห็นนั้นสมควรทำ
ตาม

2. กระตุ้นให้ผู้สังเกตเกิดอารมณ์หรือเร้าอารมณ์ให้ผู้สังเกตเห็นด้วย จน
ต้องการที่จะกรทำตาม

3. เมื่อแม่แบบได้รับเสริมแรงซ้ำๆ ผู้สังเกตจะรู้สึกคุณค่าในพฤติกรรมที่
แม่แบบไดก้ ระทำลงไป และสามารถพยากรณ์ได้ว่าพฤติกรรมลักษณะ
นั้นจะเกิดข้ึนกับผูส้ ังเกตไดใ้ นอนาคต

การไดร้ ับโทษ(Punishment)ของแม่แบบ
การทแี่ มแ่ บบได้รบั การลงโทษเมอ่ื ได้กระทำส่งิ หน่งึ ส่ิงใดลงไป ผสู้ ังเกตก็

ได้เรยี นร้แู ละทำใหเ้ กดิ แก่ผูส้ งั เกตหรือผู้เรยี น 3 อยา่ งเหมือนกรณีการเสริมแรง
1. เปน็ สารสนเทศแก่ผู้สงั เกตใหเ้ ห็นว่า ถา้ กระทำอย่างแมแ่ บบ ผลที่ไดร้ ับก็
จะเป็นอยา่ งแมแ่ บบ จงึ ไมค่ วรทำอย่างแมแ่ บบ
2. กระตุ้นให้ผู้สังเกตเกดิ อารมณ์ไม่อยากกระทำตามที่แม่แบบที่ได้รับการ
ลงโทษจากการกระทำนัน้

239

3. เนื่องจากพฤติกรรมดังกล่าวก่อให้เกิดผลกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ฐานะ
ของแม่แบบก็จะลดคุณค่าลง และผู้สังเกตก็มีแนวโน้มที่จะไม่กระทำ
พฤติกรรมเช่นแม่แบบกระทำที่ได้รบั การลงโทษนัน้ ในอนาคต

เมื่อแม่แบบได้รับการลงโทษ ก็สามารถกล่าวได้ว่าสามารถระงับ
พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์อย่างที่แม่แบบกระทำนั้นไม่ให้เกิดแต่ผู้เรียน แต่ถ้า
แมแ่ บบทีท่ ำในสิ่งท่ีไม่พีงประสงค์นน้ั แล้วไม่ไดร้ บั การลงโทษกเ็ สมือนแมแ่ บบได้รับ
การเสริมแรงและทำให้ผู้สังเกตแสดงพฤติกรรมแบบนั้นด้วย เช่น เด็กนักเรียน
ลอกหรอื ทุจริตในการสอบ ครูคมุ สอบเห็นแตไ่ มไ่ ด้ลงโทษอะไร จะทำใหน้ ักเรียนท่ี
เห็นเหตุการณ์จะลอกด้วยเพราะจะทำให้เขาได้รับคะแนนทีด่ ี เป็นการเสริมแรง
อยา่ งหนึ่ง

กระบวนการทางปัญญาของผูเ้ รียน(Cognitive Process)
จากที่ได้กล่าวในตอนต้นของหลักฐานพืนของทฤษฎีการเรียนรูโ้ ดยการ

สังเกตนี้เกิดจากปัจจัยที่กำหนดซึ่งกันและกันระว่า ตัวบุคคล(P) พฤติกรรม(B)
และสภาพแวดล้อม(E) และจากการทไ่ี ด้ยกตัวอย่างในเรอ่ื งบคุ คลในท่ีนี้ก็หมายถึง
กระบวนการทางปัญญาเปน็ สว่ นใหญ่

แบนดูรากล่าววา่ กระบวนการทางปัญาของการเรยี นรจู้ ะกดิ ขนี้ ใน 4
ขน้ั ตอน คือ

1. กระบวนการการตงั้ ใจ(Attentional Processes)
2. กระบวนการเก็บจำ(Retention Processes)
3. กระบวนการการกระทำ(Production Process)
4. กระบวนการจงู ใจ(Motivational Process)

240

กระบวนการการต้ังใจ(Attentional Processes)
ความตั้งใจหรือความใส่ใจของผู้เรียน มีบทบาทสำคัญต่อผู้เรียนมาก

พฤติกรรมใหม่ๆจะไม่เกิดขึ้นถ้าผู้เรียนไม่ใส่ใจที่จะรับรู้ เมื่อไม่มีการรับรู้การ
เรยี นรกู้ จ็ ะไมเ่ กิดขน้ึ

การที่ผู้เรียนจะตั้งใจหรอื ใส่ใจแม่แบบหรอื ไม่มากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับ
องค์ประกอบหลายประการ และที่สำคัญคือประสิทธิภาพของแม่แบบและ
ลกั ษณะของผูส้ งั เกต(ผูเ้ รยี น)เอง

แมแ่ บบทป่ี ระสิทธิภาพ
- เด่นชดั แมแ่ บบทเี่ ด่นชัดย่อมดงึ ดดู ผู้สังเกตมากกว่าแม่แบบ
ทไ่ี มเ่ ด่น
- ความพึงพอใจ แม่แบบที่ผู้สังเกตุพึงพอใจ ผู้สังเกตก็จะ
ติดตามแม่แบบนน้ั และพยายามทำตามแมแ่ บบ
- ความซับซ้อน แม่แบบมี่มีความซับซ้อนน้อยจะทำให้ผู้
สงั เกตเอาใจใส่มากกว่าแม่แบบที่มีความซับซ้อนมาก เช่น
คำพูดยาวๆ ซับซ้อนเกินไปจะทำให้เด็กนักเรียนไม่ค่อย
สนใจ ทำให้ง่วงและไม่สนใจ ฉะนั้นถ้าตัองการนำเสนอ
แม่แบบในสภาพแบบใดก็ตามจึงควรนำเสนอสิ่งไม่ค่อย
ซับซอ้ น หรือคำพดู ท่ีไมย่ ดื ยาวและซับซอ้ นมากเกนิ ไป
- ความมีคุณค่า สิ่งที่แม่แบบทำไปนั้นมีคุณค่าต่อผู้สังเกต
หรือไม่ ถ้าผู้สังเกตรู้สึกว่ามีประโยชน์แก่ตัวเอง หรือมี
คุณค่ากับตนเองเขาก็จะใส่ใจ สังเกต เรยี นรู้และพร้อมที่จะ
กระทำตามแม่แบบ เช่น นักเรียนที่สนใจเล่นฟุตบอลเขาก็
จะพยายามสงั เกตวิธีการเตะฟุตบอลของนกั ฟุตบอลทดี่ งั ๆ

241

ผู้สงั เกตทม่ี ีประสทิ ธภิ าพ
ผู้สังเกตท่มี ีประสทิ ธภิ าพตอ้ งมีลกั ษณะดังต่อไปนี้
- การรับรู้ ผู้สังเกตต้องมีการรับรู้ที่ดี ต้องมีประสบการณ์ที่
เก่ียวข้องท่ีเกดิ ขนึ้ มาแล้วในอดีต
- การตื่นตัว การตื่นตัวต่อแม่แบบของผู้สังเกตต้องอยู่ใน
ระดับปานกลางหรือดี ถ้าผู้สังเกตไม่มีความตื่นตัวต่อ
แม่แบบ เช่น นั่งหลบั หรือสนใจสิ่งอื่น ก็ถือว่าการใส่ใจต่อ
ตวั แบบที่กำหนดอยูใ่ นภาวะที่ต่ำ ทำให้เกิดการเรียนรู้หรือ
พฤตกิ รรมใหม่ได้ยาก
- ความชื่นชอบต่อแม่แบบ ถ้าผู้สังเกตชื่นชอบแม่แบบอยู่
แล้ว เขาจะใส่ใจและพยายามสังเกตแม่แบบนั้นทุกกรณี
และพร้อมทจี่ ะแสดงดงั ท่ีแมแ่ บบไดแ้ สดงไว้
- ทักษะการสังเกต ผู้สังเกตท่ีมีทักษะการสังเกตสงู สามารถ
สังเกตสิ่งรอบข้างได้ดีและสังเกตแม่แบบได้อยา่ งละเอียด
ยอ่ มใส่ใจในพฤตกิ รรมของแม่แบบไดด้ ี และสามารถนำไปสู่
การแสดงพฤตกิ รรมใหมไ่ ดง้ ่าย
- ความสามามารถทางปญั ญา ผสู้ ังเกตท่ีฉลาดยอ่ มเลือกใส่
ใจดกี วา่ ผสู้ ังเกตทีม่ ีความสามารถทางปัญญาตำ่

กระบวนการเก็บจำ(Retention Processes)
พฤติกรรมใหม่ที่เกิดจากการเลียบแบบจากแม่แบบ ซึ่งหนึ่งที่ผู้เรียน

จะต้องมีคือการจดจำสิ่งที่เห็นจากแม่แบบ จดจำในรูปของจินตนาการ(Visual
Image) จดจำในรูปของสัญลักษณ์หรือภาษา หรอื จดจำมาทั้งสองลักษณะ และ
การจำนั้นจะดีขึ้นถ้าได้เห็นหลายๆครั้ง หรือได้ฝึกฝนทั้งในรูปแบบการทบทวนใน
ใจหรือการโดยการฝึกกระทำหลายๆครั้ง การฝึกฝนเหล่านี้จะทำให้ผู้เรียน

242

สามารถจดจำรายละเอียดได้ดียิ่งขึ้นและจัดลำดับของพฤติกรรมได้อย่างเป็น
ระเบียบ
กระบวนการกระทำ(Production Processes)

เมื่อผู้เรียนได้สังเกตและจดจำมาแล้ว ก็มีการเปลี่ยนแปลงสัญลักษณ์ท่ี
เก็บจดจำไว้นั้นมากระทำ จะกระทำหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับสิ่งที่ได้จดจำมามาก
กระทำ การได้รบั ข้อมูลย้อนกลับจากการกระทำของตนเอง และการเทียบเคียง
การกระทำกับภาพที่จดจำมา นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับผู้สังเกตอีกด้วย เช่น
ความสามารถทางกาย ทักษะในพฤติกรรมย่อยที่ได้แสดง ความมัน่ ใจของตนเอง
และการรบั ร้คู วามสามารถของตนเอง(Self-Efficacy) เปน็ ตน้
กระบวนการจูงใจ(Motivational Processes)

อย่างที่กล่าวมาข้างต้นว่า แบนดูราจะแยกความแตกต่างระหว่างการ
เรียนรู้กับผลงาน บางครั้ง บางอย่างได้เรียนรู้แล้วแต่ไม่จำเป็นที่ต้องแสดงออก
หรือกระทำออกมาเป็นผลงาน ซึ่งการที่จะแสดงออกมาหรือกระทำหรือไม่นั้น
ขน้ึ อยกู่ บั แรงจงู ใจหรอื มสี ิ่งลอ่ ใจมาล่อใหแ้ สดงหรอื กระทำในสง่ิ นั้น

243

ภาพแสดงกระบวนการเรยี นรโู้ ดยการสงั เกต
244

การรับรู้ความสามารถของตนเอง(Self-Efficacy)
ความรูส้ กึ เชือ่ มนั่ ในความสามารถของตนเอง นับเป็นปัจจัยสำคัญปัจจัย

หนึ่งที่จะทำให้กระบวนการปฏิบัติตามแม่แบบเกิดขึ้น ความรู้สึกนี้เกิดจากการ
ประเมินตนเองวา่ สามารถทำในสิ่งที่จะทำลงไปนั้นได้สำเร็จหรือไม่ เมื่อประเมิน
ตนเองกล้วก็จะเกิดความเชือ่ มั่นในการทก่ี ระทำใหป้ ระสบผลสำเรจ็ ใหไ้ ด้

แบนดูราได้กล่าวถึงปัจจัยที่ก่อให้เกิดความรู้สึกเชื่อมัน่ ในความสามารถ
ของตนเองมี 4 ประการ

1. การแสดงบทบาทตามแม่แบบได้สำเร็จ เมื่อได้จดจำและเลียนแบบ
ทำแล้วปรากฎว่าสามารถทำได้ ก็จะเกิดความเชื่อมั่นในตัวเองทันที ตรงกันข้าม
ถ้าไม่สำเร็จอาจจะเสียความเชื่อมั่นและละทิ้งที่จะทำพฤติกรรมนั้นเลย เว้นแต่
เกอื บสำเรจ็ หรอื พยายามยงั ม่งุ มั่นท่ีจะทำให้สำเร็จใหไ้ ด้

2. ประสบการณ์ส่วนบุคคล อาจจะเคยกระทำมาแล้วในลักษณะท่ี
คล้ายๆกัน หรอื เห็นคนอ่นื ทีม่ สี มรรถนะด้อยกว่าหรือเหมอื นเขาสามารถทำได้ เขา
กเ็ กดิ ความเชอื่ มน่ั ในความสามารถของตนเองสูงข้นึ ได้

3. การพูดชักจูงให้เชื่อวา่ เขามีความสามารถ ถ้ามีคนมาให้กำลงั ใจและ
พูดชักจูงให้เชื่อว่าเขามีความสามารถก็จะทำให้เขารู้สึกเชื่อมั่นในตัวเองเพิ่มมาก
ขน้ึ

4. ภาวะทางสรีระ เมื่อบุคคลอยู่ในภาวะที่เหนื่อยล้าหรืออยู่ในสภาพ
เครยี ด กจ็ ะทำใหค้ วามรสู้ ึกในความสามารถของตนเองเปน็ ลบมากกว่าเปน็ บวก

ครใู นฐานะแมแ่ บบแกน่ กั เรยี น
ครูต้องเป็นแบบอย่างทุกอย่างแก่นักเรียน โดยเฉพาะด้านคุณธรรม

จริยธรรมและด้านการนับถือศาสนาที่แปรเป็นพฤติกรรมตามที่อิสลามต้องการ
ท่านนบี(ศ็อลฯ)ซึ่งเป็นครูคนแรกของมุสลิม และเป็นผู้ให้ครูมุมินสืบทอดมรดก

245

ของทา่ น ท่านกเ็ ป็นแบบอยา่ งแก่มวลมนุษยท์ ุกคนซึง่ เป็นลกู ศษิ ยข์ องท่าน อัลลอฮฺ

ไดต้ รัสว่า َ ِّ ٞ َ َ َ ‫َ ٌة‬ ۡ ُ ‫ُ ۡ ِ َر ُ ِل ٱ‬ َ ‫َ ۡ َ َن‬
‫ِأ‬
‫َ َن َ ۡ ُ اْ ٱ َ َوٱ ۡ َ ۡ َم‬

ٗ ِ َ َ ‫ِ َ َو َذ َ َ ٱ‬ ‫ٱ‬

(โดยแน่นอน ในเราะซูล(ศาสนทูต)ของอัลลอฮฺมีแบบฉบับอันดีงาม

สำหรับพวกเจ้าแล้ว สำหรับผู้ที่หวัง (จะพบ) อัลลอฮฺและวันปรโลกและรำลึก
ถงึ อลั ลอฮอฺ ยา่ งมาก) (อัลอะหซฺ าบ 33:21)

สำหรับครูที่สอนเป็นอย่างเดียวไม่ได้ปฏิบัติตามที่ตัวเองได้สอนแก่ลูก
ศษิ ย์น้นั ในอสิ ลามถอื ว่าเปน็ ความผดิ ที่ร้ายแรง َเพ‫ َءا‬รَาะِ อ‫ัٱ‬ลลَ อَ ฮَ ฺไดบ้ ญั ญตั ิวา่

‫ُ اْ ِ َ َ ُ ُ َن َ َ َ ۡ َ ُ َن‬
َ
‫َ ۡ َ ُ َن‬ َ َ ْ‫ُ ا‬ َُ ‫ِ أن‬ ‫ِ َٱ‬ ًَۡ ََُ

(โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย ทำไมพวกเจ้าจึงกล้าพูดในสิ่งที่ พวกเจ้าไม่
ปฏิบัติ เป็นที่น่าเกลียดยิ่งที่อัลลอฮฺ การที่พวกเจ้าพูดในสิ่งที่พวกเจ้าไม่ปฏิบัติ)

(อศั ศอ็ ฟ, 61:2-3)
ในการเรียนการสอนในรายวิชานัน้ รอสเซอร์และนิโคลสัน(Rosser and

Nicholson, 1984:147) ได้เสนอแนะการเสนอแม่แบบในรปู ของการสอนเน้ือหาทาง
วิชาการไวว้ า่

1. เสนอตวั อยา่ งมากๆ ในเนือ้ หาท่คี รตู อ้ งการให้เด็กทำได้

2. ในจำนวนตัวอย่างจำนวนมากนั้น ให้มีความแตกต่างและ
หลากหลาย

3. เสนอตวั อยา่ งทสี่ อดคลอ้ งกบั กฎหรอื หลักการในเรือ่ งท่คี รูสอน
4. ในการนำเสนอตัวอย่างนั้น ครูควรพูดไปพร้อมกับการกรทำ

หรือการแก้ปัญหา เพราะการพูดด้วยทำให้เกิดการทบทวน
และมคี วามจดจำข้นั ตอนไดง้ า่ ยยงิ่ ขึ้น

246

5. ในการสาธิตแก้ปัญหาของครู ควรเสนอเป็นหลักการหรือกฎ
ปฏิบัติในรูปของภาษาด้วย เพื่อความสะดวกในการจดจำและ
จดั ระเบยี บของผ้เู รียน

นอกจากน้ใี นการเป็นแมแ่ บบทางวชิ าการของครู ครูตอ้ งสำนกึ และพงึ
ปฏบิ ตั ิให้นักเรยี นได้เหน็ เสมอ เชน่

- ครแู สดงความกระตือรอื รน้ และสนใจในวิชาที่สอน
- ครูอา่ นหนงั สือประกอบเนอื้ หาท่สี อนให้นกั เรียนเห็นหรือรับรู้
- ครหู มนั่ เข้าห้องสมุดให้นกั เรยี นเหน็
- ผลงานทางวิชาการของครู เช่น เขยี นบทความ นำเสนอทัง้ ในวารสาร

และประดานประชาสมั พันธ์
- ครแู สดงความเปน็ คนชา่ งคิด และแก้ปัญหาอย่างมรี ะบบ

บทเรยี นครไู ม่ทำตามทพ่ี ดู จากซนุ นะฮนฺ บี
เมอื่ คร้ังท่านนบี(ศอ็ ลฯ) ได้เสรจ็ สิ้นจากการทำสัญญาศุลหุหุดัยบียะฮฺ

ท่านนบ(ี ศ็อลฯ)กเ็ ข้าไปหาบรรดาเศาะหาบะฮฺ และกลา่ ววา่
"‫ ا ْ َﳓ ُروا َوا ْ ِل ُقﻮا َو ِلﻮا‬، ‫"يَ ﳞَﺎ النﺎ ُس‬

"โอม้ นุษย์ทั้งหลาย พวกเจ้าจงเชือ่ ดสัตว์ พวกเจ้าจงโกนผม และพวก
เจ้าออกจากการทำพธิ ีกรรม(ตะหลั ลลุ )"

ไม่มีผู้ใดทำตามคำสั่งของท่านนบี(ศ็อลฯ)เลย แล้วท่านก็สั่งใหม่อีก
ครั้ง ก็ไม่มีใครทำตามท่านเลย ท่านจึงเข้าหาอุมมุซซะละมะฮภฺ รรยาของท่าน
แลว้ ทา่ นกบ็ อกแกน่ างวา่ "เจา้ ไมด่ หู รอื ? อะไรท่เี กิดขน้ึ กับพวกมนษุ ย"์

ภรรยาของท่าน ได้กลา่ วแกานว่า
‫ ﻓَﺎن النﺎ َس‬, ‫ ا ْذ َﻫ ْﺐ ﻓَﺎ ْ َﳓ ْر َﻫ ْديَك َوا ْ ِل ْق َو ِ ل‬, ِ ‫َ َر ُﺳﻮ َل ا‬
‫ ﻓَ َ َح َر َر ُﺳﻮ ُل ا ِ َصﲆ ا ُ َلَ ْي ِه َو َﺳ َﲅ َو َلَ َق َو َل‬. ‫َﺳ ُي ِلﻮ َن‬

247

"โอเ้ ราะซูลุลลอฮ.ฺ . ทา่ นจงไปเชอื ดกุรบาน ท่านโกนผมแล้วท่านก็ออก
จากการทำพิธีกรรม(ตะหัลลุล) แล้วมนุษย์ทุกคนก็จะออกจากพิธีกรรม(เช่น
ท่านเหมื่อนกัน) ท่านเราะซลู ุลลอฮกฺ ็ได้เชือด ได้โกนผมและได้ตะหัลลุล" (อิบนุ
อะบูไชบะฮฺ : 36141)

ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มปัญญานิยม(Cognitive Learning Theories)
ทฤษฎีการเรียนรู้ที่กล่าวมาข้างต้นจะเป็นทฤษฎีที่เน้นตามแนวคิดของ

กล่มุ พฤติกรรมนิยม พดู ถึงความสัมพันธข์ องสิ่งเรา้ กับการตอบสนอง ส่ิงเป็นตัวที่
มอี ิทธพิ ลตอ่ การเกิดพฤติกรรม โดยมกี ารเสริมแรงเป็นปจั จัยควบคมุ แต่ในความ
เปน็ จรงิ หลายครง้ั เราพบว่าความรู้ที่เกิดขึ้นกบั ตวั เราเองน้ัน ไม่ได้เข่ียวข้องกบั สิ่ง
เรา้ หรอื สงิ่ เสรมิ แรงใดๆ

ทฤษฎีการเรียนรกู้ ล่มุ เกสตลั ท์
นักจิตวิทยากลุ่มเกสตัลท์ นำโดย เวอร์ไทเมอร์(Max Wertheimer :

1880-1943) คอฟฟ์กา(Kurt Koffka : 1886-1941) และโคห์เลอร์(Wolfgang
Klohler : 1887-1963) เป็นนักจิตวิทยาชาวเยอรมัน พวกเขาได้อธิบายว่า การ
เปลยี่ นแปลงพฤตกิ รรมเกิดขึ้นโดยผู้เรยี นมกี ารแกป้ ญั หา และค้นพบขอ้ เทจ้ จริงใน
การแก้ปัญหาโดยใช้ความคิด ความเข้าใจ จากการสรา้ งความสมั พนั ธ์กันระหว่าง
ข้อเท็จจริงต่างๆ จนเกิด “การหยั่งเห็น(Insight)” ที่ทำให้เข้าใจสิ่งนั้นได้อย่าง
แจม่ แจ้ง

เกสตัลท(์ gestalt) ที่เป็นชื่อของกลุ่ม เป็นภาษาเยอรมัน มีความหมาย
เช่นเดียวกันกับคำว่า "Pattern" หมายถึงการจัดระเบียบส่วนประกอบต่างๆ หรือ
สว่ ยย่อยๆเข้าด้วยกันเป็นโครงสร้างส่วนรวมท่ีมีความหมาย อย่างกรณีทีเ่ วอร์ไธ
เมอรไ์ ด้เดนิ ทางโดยการโดยสารรถไฟ เขาสังเกตหลอดไฟ 2 ดวงกระพรบิ สลับกัน

248

ดวงหนงึ่ ดับ ดวงหนี้สว่าง แต่เขาไม่ได้มองการสลบั สว่างกันของหลอดไฟ 2 ดวงน้ี
แต่เขากลับมองว่าเป็นแสงไฟกำลังเคลื่อนที่กลับไปกลับมา และการที่จะเข้าใจ
เช่นนั้นได้ ก็จะต้องไม่มองหลอดไฟที่ละหลอด แต่ต้องมองทั้งหมดโดยภาพรวม
นนั้ คอื เกสตลั ท์

การหยั่งเห็น(Insight) หมายถึง การแก้ปัญหาโดยการมองเห็น
ความสมั พนั ธใ์ นรายละเอียดของปญั หาน้นั อยา่ งทะลปุ รโุ ปรง่ (Hilgard, 1962:274)

การทดลองของโคห์เลอร์
การทดลองเกี่ยวกับการเรียนรู้

แบบหยั่งเห็น(Insight)นี้ โคห์เลอร์ได้ทำ
การทดลองหลายอย่าง และการทดลอง
ที่สำคัญ คือ การทดลองกับลิงซิมเปนซี
ที่นับว่าเป็นสัตว์ฉลาดที่สุดและใกล้
มนุษย์มากที่สุด เขาทำการทดลองโดย
การนำกล้วยไปแขวนไว้บนเพดานที่สูง
เกินกว่าที่ลิงจะเอื้อมมือหยิบได้ ใน
บริเวณนั้นโคห์เลอร์ได้วางลังไม้ไว้ใกล้ๆ
ลงิ ก็ได้เห็นลงั ไม้นี้และก่อนหน้าน้ลี ิงก็เคย
เล่นกับลังไม้ลักษณะนี้ด้วย ลิงจึงได้เอา
ลังไม้มาวางไว้ใต้กล้วยและขึ้นยืนบนลัง
ไม้เพื่อจะหยิบกล้วย ก็ไม่สามารถที่จะ
เอื้อมถึงกล้วยที่เขาต้องการได้ สักครู่ลิงก็มองรอบๆ กเ็ ห็นลังไม้อีกอัน จึงเอามา
เรยี งตอ่ กันจนสามารถเกบ็ เอากล้วยทเ่ี ขาชอบได้

249

ผลการทดลอง
แรงจูงใจหรือแรงขับ ก่อนการทดลองจะต้องทำให้ลิงต้องรู้สึกหิวก่อน
และอาหารที่ลิงชอบกค็ ือกล้วย ลงิ จงึ มแี รงจงู ใจหรอื แรงขับที่พยายามเอากล้วยที่
ล่อเขาใหไ้ ด้
สิ่งแวดล้อม หรือวัสดุ อุปกรณ์ที่ใช้การทดลองวิธีการเรียนรู้ของลงิ ท่ี
จะอำนวยในการแก้ปัญหาให้แก่ลิง จะต้องจัดไม่กระจัดจายจนลิงไม่สามารถ
สงั เกตเหน็ ได้
ความพรอ้ ม หรือ การฝกึ หดั หรือ ประสบการณเ์ ดิม ลงิ จะแก้ปัญหา
ได้ลงิ จะต้องมีประสบการเดิม ได้เรยี นรู้หรือฝึกหัดในการใช้ของบางอย่างมาแล้ว
ในกรณนี ล้ี ิงเคยเลน่ กบั ลงั ไม้ จนเขาสามารถใช้ลังไม้ในการแก้ปัญหาได้
การหยั่งเห็น(insight) หรือเกิดความกระจ่างแจ้งในการแก้ปัญหาท่ี
ประสบ เกิดจากลิงประมวลสิ่งของที่อยู่รอบๆตัวเขา จากประสบการณ์ในอดีต
ไม่ได้เกิดจากการตอบสนองแบบทนั ทีทันใดหรือการลองผิดลองถูกอยา่ งทฤษฎี
ของพาฟลอฟ
จากการทดลองของหลายๆคน พบว่าการที่จะทำให้เกิดการหยั่งเห็น
(insight) ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก บางครั้งไม่เกดิ หยั่งเห็นขึ้นมาเลย นักจติ วิทยากลุ่มเกส
ตอลท์ได้พยายามศึกษาสาเหตุที่ทำให้เกิดความหยั่งเห็นนี้ จงึ ได้สรุปปัจจัยที่คุม
ไมใ่ ห้เกิดความหยัง่ เหน็ มดี งั นี้

1. ขาดการจูงใจที่แรงพอ เช่น เสนอสิ่งเร้าที่ไม่เป็นที่สนใจของ
ผู้เรยี น อย่างกรณีลิงที่โคห์เลอร์ทดลองนี้ กล้วยเป็นสิง่ ที่ลงิ ชอบ
และเวลาน้นั ลงิ หวิ อาหารด้วย

2. ตัวเร้าที่เป็นส่วนประกอบของสถานการณ์นั้นกระจายกันอยู่ไม่
เป็นระเบียบจนเกินไป กล่าวคือ ผู้เรียนไม่อาจที่จะจับ
ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งตัวเรา้ ท่กี ระจ่ายอยูไ่ ด้

250

3. ขาดประสบการณ์ เช่น ลิงไม่มีประสบการกับการเล่นกับกล่อง
การปีนปา่ ยกล่องมาก่อน ลิงก็ไมส่ ามารถที่จะใช้กล่องแก้ปัญหา
กลว้ ยทีอ่ ยสู่ งู น้นั ได้

4. นสิ ัยและความคดิ เหน็ เก่า ขวางกัน้ การมองเหน็ ความหมายในรูป
ใหม่

ทฤษฎีสนามของเลวนิ (Lewin's Field Theory)
เคิรท เลวิน(Kurt Lewin : 1890-1974) เป็นนักจิตวิทยากลุ่มเกสตัลท์

ชาวเยอรมัน เขาเชื่อว่าพฤติกรรมมนุษย์แสดงออกมาอย่างมีพลังและทิศทาง
(Field of Force) สิ่งที่อยู่ในความสนใจและต้องการจะมีพลังเป็นบวก ซึ่งเขา
เรยี กว่า Life space(อวกาศชวี ิต) สงิ่ ใดทอ่ี ยู่นอกเหนือความสนใจจะมพี ลังเปน็ ลบ

สนาม(Field) ทีเคิรท์ เลอวิน หมายถึงนี้เปรียบเสมือนสนามแม่เหล็ก
ไฟฟ้า การเป็นระบบหรือโครงสร้างของความสัมพันธ์ภายในที่ไม่หยุดนิ่ง
(Dynamic interrelated System) ผลกระทบต่อส่วนใดส่วนหนึ่งภายในระบบ
ย่อมจะส่งผลกระทบไปถึงส่วนอื่นๆ ทั้งหมดในระบบเดียวกัน ตัวคนเราก็
เปรียบเสมือน สนาม (Field) อันหนึ่ง หรือเป็นระบบของความสัมพนั ธ์ระบบหน่ึง
ถ้ามอี าการเจ็บปวดที่ใดทหี่ น่งึ ก็จะส่งผลไปยังทกุ สว่ นในรา่ งกาย ดงั น้ันการศึกษา
ในระบบร่างกาย ต้องศกึ ษาในลักษณะที่เกี่ยวขอ้ งกันทั้งระบบจะแยกแต่ละส่วน
ออกจากกนั อยา่ งอสิ ระจากกันไม่ได้

เลวิน มีความเห็นว่า “ในการทำความเข้าใจพฤติกรรมของบุคคลใด
บคุ คลหน่ึง ในสถานการณใ์ ดสถานการณห์ นง่ึ และในเวลาใดเวลาหนึ่ง เราจะต้อง
รู้ทุกๆ สิ่งที่เกีย่ วข้องกบั คนๆ นั้น เพราะคนจะแสดงพฤติกรรมตามสิง่ ทีเ่ กี่ยวข้อง
กับตนเอง ตามสง่ิ ท่ตี นเองรบั รู้”

เลวิน ไดแ้ บง่ สง่ิ แวดลอ้ มทม่ี อี ิทธิพลตอ่ ตัวมนษุ ย์นัน้ มี 2 ชนิด คอื

251

1. Physical Environment(Objective World) เป็นสิ่งแวดลอ้ มของบคุ คล
ไดแ้ กว่ ัตถสุ ่งิ ของตรงตามสภาพที่เปน็ จรงิ เช่น โตะ๊ เกา้ อี้ ตน้ ไม้ ครู
เพ่อื น สอื่ ต่างๆ ฯลฯ

2. Psychological Environment เป็นสิ่งแวดล้อมตามที่เรารับรู้ อาจจะ
ไม่มีอยู่จริงตามสภาพความเป็นจริง เป็นสิ่งแวดล้อมในจิต เช่น
ความนึกคดิ จนิ ตนาการ ความหวงั เปน็ ตน้

Life Space(อวกาศชีวิต) เป็นสิ่งแวดล้อมทางจิต เป็น โลกในความคิด
เปน็ โลกทางจติ เช่น ความนกึ คดิ มโนภาพ เปา้ หมาย คุณค่า เจตคติ ฯลฯ และส่ิง
เหล่านี้บางครั้งมามีอิทธิต่อตัวมนุษย์มากกว่าสิ่งแวดล้อมที่เป็นวัตถุ อย่างกรณี
เด็กนักเรียนมานั่งในห้องเรียน มีครู มีเพื่อน มีสื่อการเรียนรู้ที่น่าสนใจก็ไม่
สามารถที่จะทำให้เขาสนใจในบทเรียนได้ เพราะพลังที่เป็นบวกสำหรับเด็ก
นักเรยี นคนนใี้ นเวลานั้นคือส่งิ ทมี่ อี ยใู่ นใจเขา

ภาพแสดงเด็กชายวยั รุ่นคนหนงึ Life Space(ฝนั กาลางวัน)ของเขา
ขณะทก่ี ำลังเรียนอยู่ (พรรณี ช.เจนจติ : 2545)

252

จากรูปจะเห็นได้วา่ พลังความสนใจและความตอ้ งการของเด็กชายวยั ร่นุ

คนน้จี ะเปน็ บวกบวกทีค่ วามฝันของเขาท่ีกำลังฝนั ถงึ เพ่ือนสาว สว่ นความตอ้ งการ

ของครูที่ต้องการให้เขาสนใจสื่อที่ช่วยในการสอนกับเป็นลบ เพราะในห้วงเวลา
หนึ่งมนุษย์สามารถที่จะใสใจได้เพียงอย่างเดียวเท่านัน อัลลอฮฺได้ตรัสในอัลกุ

รอานว่า ‫َ َ َ ٱ ُ ِ َ ُ ٖ ِّ َ ۡ َ ۡ ِ ِ َ ۡ ِ ِۚۦ‬

ความว่า : อัลลอฮฺมิได้ทรงทำให้ชายใดมีสองหัวใจในทรวงอกของเขา

(อลั อะหฺซาบ 33:4)
ในเวลาหน่ึงๆ มนษุ ยส์ ามารถท่จี ะสนใจได้เพียงสง่ิ เดยี วเท่าน้นั

การนำทฤษฎีการเรยี นร้ขู องกลมุ่ เกสตลั ท์ไปใช้ในการเรยี นการสอน
• สรา้ งแรงจงู ใจ ใหเ้ ดก็ อยากรู้ อยากเหน็ และอยากเรยี นร้สู ิ่งท่คี รูจะสอน
• สร้างบรรยากาศในหอ้ งเรยี น นอกจากจะใหห้ อ้ งเรยี นนา่ อยนู่ า่ เรียนแล้ว
จะต้องจัดการส่งิ แวดลอ้ มที่จะอำนวยในการสรา้ งเสรมิ ให้เด็กนกั เรียน
สรา้ งสัมพนั ธ์ที่จะทำใหเ้ กิดการเรยี นรใู่ หม่
• บอก ขอบข่าย ความมุ่งหมาย ประโยชน์ ฯลฯ เพื่อให้เขามองภาพรวม
กว้างยง่ิ ขน้ึ และมุ่งสจู่ ดุ หมายทหี่ วังไว้ ไมไ่ ปอยา่ งไม่มที ิศทาง
• สรา้ งความสัมพนั ธ์กับรายวชิ าอน่ื เพ่อื เอาประสบการณจ์ ากวชิ าอ่ืนมา
แก้ปัญหาวชิ าทกี่ ำลังเรยี นรู้
• สอนให้คดิ แทนการบอกเล่าหรอื ให้จำ
• สอนจากงา่ ยไปยาก
• แยกส่วนของบทเรยี นเป็นบทเป็นตอนๆ

253

ทฤษฎีประมวลสารสนเทศ (Information Processing Model)
อลั ลอฮได้ตรสั ถึงพฤติกรรมนบอี ิบรอฮมี ในการเรยี นรู้พระเจ้าผ้อู ภบิ าลที่

แท้จรงิ ว่า ‫أَ َر‬ ٓ ّ ِ‫إ‬ ً َِ ‫َءا‬ ً َ ۡ َ ُ ِ َ َ ‫َءا َز َر‬ ِ ِ َ ِ ُ ِ َٰ ۡ ِ‫إ‬ ‫۞ ۡذ َ َل‬
ِ ‫أ‬ ُ َ ِٰ َ ٖ
َٰ ِ ٰ َ ۡ ِ‫ِ ٓي إ‬ َ َ ‫َو‬ ‫ٱ‬ َ
‫َ َۡ ِٱ‬ َ ٰ َ َ ِ
‫ِض‬ َۡ ‫َ ٰ َ ٰ ِت َوٱ‬ ‫َ َ َ ُ َت ٱ‬ ‫َ َر َءا ٱ‬ ُ ٓ‫َا‬ َ َ ‫َا‬ ِ ِ َٰ َ ِ ََ ۡ َ ‫َو‬
َ َ َٰ ِِ ۡ َ
ّ ‫َر‬ ‫َا‬ ٰ َ ‫َ َل‬ ۖ ٗ َ ۡ َ ‫ۡ ُ َر َءا‬ َِ َ ‫أ‬ َ ٖ ‫ٱ‬ ِ ‫ُ َن‬ َ ِ ‫َو‬
ِ َ َ ُۖ َ ۡ ُ ََ

ٓ ََ ّ ‫َر‬ ‫َا‬ َٰ ‫ۡ َ َ َ َ زِ ٗ َ َل‬ ِِ ِ ُ ٓ َ ‫َ َل‬ َ َ َ ٓ
ِ ‫أ‬ ‫أ‬
َ
‫َر َءا‬ ََ َ ِّ ‫ٱ ۡ َ ۡ ِم ٱ‬ ّ ‫َر‬ َۡ ۡ َ ‫َ َل‬ َ َ ‫أ‬
ٞ‫َ ِ ٓيء‬ ِ ِ
ّ ٰ َ ‫َ َل‬ َ َ َ ٓ ‫زِ َ ٗ َ َل‬
ِ ِ‫إ‬ ‫ۡ ِم‬ َ ۡ ‫أ‬ ّ ‫َر‬ َ َۡ ‫ٱ‬
ِ
‫َن‬ ُ ُۡ
ِ ِّ

(และจงรำลึกขณะทีอ่ ิบรอฮีมได้กลา่ วแก่บดิ าของเขา คืออา
ซัรว่า ท่านจะยึดถือเอาบรรดาเจว็ดเป็นที่เคารพสักการะกระนั้น

หรือ แทจ้ ริงฉันเห็นว่าทา่ นและกลุ่มชนของทา่ นนั้นอยู่ในความหลง
ผดิ อนั ชัดแจ้ง และในทำนองนัน้ แหละ เราจะให้อบิ รอฮีมเห็นอำนาจ

อันยิ่งใหญ่ในบรรดาชั้นฟ้า และแผ่นดินและเพื่อที่เขาจะได้เป็นผู้

หนึ่งในหมู่ผู้เชื่อมั่นทั้งหลาย ครั้นเมื่อกลางคืนปกคลุมเขา เขาได้
เหน็ ดาวดวงหน่ึง เขากล่าวว่า นีค้ อื พระเจ้าของฉัน แต่เมือ่ มันลับไป

เขาก็กล่าวว่า ฉันไม่ชอบบรรดาสิ่งที่ลับไป ครั้นเมื่อเขาเห็นดวง
จันทร์กำลังขึ้น เขาก็กล่าววา่ นี้คือพระเจา้ ของฉัน แต่เมื่อมันลับไป

เขาก็กลา่ วว่า ถ้าพระเจา้ ของฉันมไิ ดท้ รงแนะนำฉันแลว้ แน่นอนฉัน
ก็จะกลายเป็นคนหนึ่งในกลุ่มชนที่หลงผิด ครั้นเมื่อเขาเห็นดวง

อาทิตยก์ ำลงั ขึ้น เขาก็กล่าวว่า นี้แหละคือพระเจ้าของฉัน นี้แหละ

ใหญ่กว่า แต่เมื่อมันได้ลับไป เขาก็กล่าวว่า โอ้กลุ่มชนของฉัน!

254

แท้จริงฉันขอปลีกตัวออกจากสิ่งท่ีพวกท่านให้มีภาคีขึ้น (แก่อัลลอ
ฮฺ)) (อัลอันอาม 6:74-78)
หลังจากนีบีอิบรอฮีมได้ตักเตือนบิดาของท่านแล้วท่านก็ไดเ้ รียนรู้ว่าสิ่งท่ี
บรรดาชาวบ้านบูชากันนั้นไม่มีอะไร แล้วท่านก็ได้ใช้ประสาทสัมผัสที่
อัลลอฮฺประทานมาให้แก่ท่าน มองดูรอบๆตัวท่าน ท่านได้รับสัมผัส ไตร่ตรอง
จดจำและประมวลผลออกมาวา่ ส่ิงต่างท่ที ่านได้สมั ผัสมานน้ั ไม่มอี ำนาจใดๆ ย่อม
มีสิ่งอื่นที่ใหญ่กว่าและให้ประโยชน์และโทษมากกวา่ สิ่งเหล่านั้น ทา่ นจึงได้ละทิ้ง
ความเชื่อตามทีค่ นรอบข้างได้เสี้ยมสอนท่าน ท่านได้หันกลับไปเชื่อและศรทั ธาใน
พระเจ้าที่แท้จริง ผู้ทรงมีอำนาจที่แท้จริง ให้คุณและโทษอย่างแท้จริง นั้น
คืออัลลอฮฺ-ซุบฮานะฮุวะตาอาลา-
ในช่วงกลางศตวรรษท่ี 19 ทฤษฎีการเรียนรู้ส่วนใหญ่แล้วจะทดลองกับ
พฤตกิ รรมของสตั วแ์ ล้วมาเทยี บกับการเรยี นร้ขู องมนษุ ย์ ทำใหน้ กั จิตวทิ ยาบางคน
เห็นว่าการทดลองดังกล่าวไม่สามารถให้ความกระจ่างในเร่ืองการเรียนที่ซับซ้อน
ของมนุษย์ นักจิตวิทยากลุ่มปัญญานิยมกลุ่มหนึ่งมีแนวคิดว่าการเรียนรู้เป็นการ
แลกเปลี่ยนหรือเปลี่ยนแปลงความรู้ของผู้เรียนทั้งด้านปริมาณและวิธีการ
ประมวลสารสนเทศ แนวคิดนีเ้ รยี กว่า(Information Processing Theory)
คลอสเมียร์ (Klausmeier,1985:108) ได้อธิบายการเรียนรู้ของมนุษย์โดย
เปรยี บเทียบการทำงานของคอมพิวเตอรก์ ับการทำงานของสมอง ซ่ึงมีการทำงาน
เปน็ ขั้นตอนดังน้ี คอื

1. การรับขอ้ มลู (Input) โดยผา่ นทางอปุ กรณห์ รือเครื่องรับข้อมูล
2. การเข้ารหัส (Encoding) โดยอาศัยชุดคำสั่งหรือซอฟต์แวร์

(Software)
3. การสง่ ข้อมลู ออก (Output) โดยผ่านทางอุปกรณ์
คลอสเมียร์ได้อธิบายกระบวนการประมวลข้อมูลโดยเริ่มต้นจากการท่ี
มนษุ ย์รบั สิง่ เรา้ เข้ามาทางประสาทสัมผสั ท้งั 5 ส่ิงเรา้ ท่ีเข้ามาจะได้รับการบันทึกไว้

255

ในความจำระยะสั้น ซึ่งการบันทึกนี้จะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ 2 ประการคือ การ
รู้จกั (Recognition) และความใสใ่ จ(Attention)ของบคุ คลทรี่ บั ส่ิงเร้าท่ีตนรจู้ ักหรือมี
ความสนใจ สิ่งเร้านั้นได้รับการบันทึกลงในความจำระยะสั้น (Short-Term
Memory) ซึ่งจะดำรงคงอยู่ในระยะเวลาที่จำกัดมาก จากนั้นก็จะเลือกสรร
บางอย่างที่ผ่านกระบวนการช่วยจำ เช่น การท่องจำซ้ำ ๆ หลายครั้ง ก็จะ
เปล่ียนเปน็ ความจำระยะยาว(Long-Term Memory)ต่อไป

ทฤษฎีนี้มีแนวคิดว่า การทำงานของสมองมนุษย์มีความคล้ายคลึงกับการ
ทำงานของคอมพวิ เตอร์

ภาพแสดงการทำงานของคอมพวิ เตอร์ ข้อมูลจะเขา้ มาทางคยี บ์ อร์ด เมาส์
หรืออุปกรณ์ input อื่น ๆ ต่อจากนั้น ข้อมูลจะถูกเก็บไว้ในหน่วยความจำชั่วคณะ
(RAM Memory) แล้วคัดสรรข้อมูลที่ต้องการเก็บไวใ้ นหน่วยความจำถาวร (Hard
Drive/Flash Drive/Memory Card) และเรียกออกมาใช้บนจอภาพหรือผ่านทาง
ปรินเตอร์เม่ือต้องการใชแ้ ก้ปัญหา

นักจิตวิทยากระบวนการทางปัญญาได้ศึกษาการเรียนรู้โดยเน้นการ
จำเป็นพื้นฐาน ภาพต่อไปนี้ต่อไปนี้เป็นภาพที่จำลองกระบวนการประมวลสารจา

256

การรับรู้ จากภาพแยกให้เหน็ กระบวนการรู้และการจำประกอบด้วย 3 ส่วน สว่ น
แรกเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นเมื่อประสาทสัมผัสของมนุษย์เมื่อไปสัมผัสกับสิง่ ท่ี
เป็นความรู้จะเป็นการเข้ารหัส(Encoding) เปรียบได้กบกระบวนการรบข้อมูลของ
คอมพิวเตอร์ผ่านคีย์บอร์ด เมาส์ หรือส่วนอ่ืนๆ ส่วนท่ีสอง เป็นส่วนของการเก็บ
จำสารข้อมูลชั่วขณะ เปรียบเสมือนสารข้อมูลที่ปรากฏบนจอคอมพิวเตอร์
ขณะนน้ั และเมอ่ื ปิดคอมพวิ เตอรแ์ ล้วข้อมูลน้ันก็เลอื นหายไป ส่วนที่สาม เป็นส่วน
เก็บจำถาวร เปรียบเสมอื นบนั ทกึ ข้อมลู เข้าฮารด์ ดิสกห์ รอื หนว่ ยเก็บข้อมลู อ่นื ๆ

แสดงผังภาพกระบวนการประมวลสารข้องมนษุ ย(์ Woolfolk,1993:243)
การเขา้ รหสั (Encoding)

เมื่อมนุษย์ได้สัมผัสกับข่าวสารที่เป็นสิ่งเร้าภายนอกด้วยอวัยวะสัมผัส
ทอี่ ัลลอฮฺประทานมาให้ อวัยวะรบั สัมผสั ก็จะเกบ็ ข้อมลู ทีไ่ ดร้ บั บางส่วนไว้ในหน่วย
บันทึก(Sensory Register) และร่างกายของเราจะเลือกรับรู้(Perception)และใสใจ
(Attention)เฉพาะข้อมูลบางอยา่ งเทา่ นนั้

257

บางครั้งสามารถรู้สึกในช่วงการเข้ารหัสนี้ได้ด้วยการรู้สึกว่ามีเสียงยัง
กอ้ งอย่ใู นหหู ลงั จากท่เี สียงนน้ั ได้หยุดไปแล้ว หรือบางทมี่ ภี าพติดตาอย่หู ลังจากที่
ไดห้ ลบั ตาไปแลว้ ฯลฯ

การบันทกึ สารข้อมลู ด้วยประสาทสมั ผัส(Sensory Register)
การบันทึกสารข้อมูลในช่วงนี้เป็นการเก็บสารข้อมูลที่ยังเป็นข้อมูลดิบ
เป็นข้อมูลทีย่ ังไม่ได้จดั แยกประเภทหรือได้แปลความหายแล้ว กระบวนการนี้จะ
เก็บข้อมูลไว้ชั่วขณะเท่านั้นก่อนที่จะคัดสรรข้อมูลที่สำคัญเพื่อส่งต่อไปยัง
กระบวนการรบั รู้และการจดจำต่อไป ซึง่ โดยทั่วไปแล้วการศึกษาเกีย่ วกับเรื่องน้ี
จะเน้นเฉพาะการบนั ทกึ สารข้อมูลดว้ ยประสาทตาและประสาทหู(Iconic Memory & Echoic
Memory)เท่านั้น สว่ นการรบั ร้ดู ว้ ยประสาทสมั ผัสอื่นไม่มีได้รบั การศึกษาเท่าไร

การแปลควาหมายข้อมูล
เมื่อประสาทสัมผัสรับรู้สึกจากสิ่งเร้าที่มากระทบกับร่างกายภายนอก
แล้ว กระบวนการทางปัญญาก็รับข้อมูลนี้เป็นข้อมูลดิบแล้วจะถูกคัดสรรและ
กลนั่ กรองแปลความหมายในกระบวนการรับร(ู้ Perception) บางข้อมูลจะแปลจาก
ความจริงที่ไดร้ ับมาโดยตรง แต่บางส่วนอาจจะแปลโดยอาศัยพื้นฐานความรู้เดิม
ที่บคุ คลนั้นมีอยู่ เช่น เมื่อเห็นคนถือขันน้ำ บางคนบอกวา่ เป็นคนขอทาน แต่บาง
คนอาจจะมองเปน็ วา่ คนกำลังจะไปอาบน้ำ เปน็ ตน้

ในการจัดการเรียนการสอนนั้น ครูจะนำเสนอให้แก่นักเรียนรับรู้อะไร
ควรจะนำเสนอท้ังเป็นคำพูดให้นกั เรยี นฟังหรอื เป็นส่อื ที่นกั เรียนใช้สายตารับรู้ ครู
จะต้องพูดหรอื ทำสื่อสงิ่ นั้นให้ชัดเจน อยา่ ทำให้มันกำกวมหรือให้นักเรียนเข้าเปน็
อ่ืนทน่ี อกเหนือจากเปา้ ประสงคท์ ่วี างไว้ได้

258

การใสใ่ จ(Attention)
ทกุ วนั นป้ี ระสาทสมั ผัสของแตล่ ะคนทงั้ ที่เป็น ตา หู จมกู ลิ้นและผิวหนัง
จะรับรู้สึกกับสิ่งที่มากระทบกับตัวเองมากมาย จนไม่สามารถที่จะรับและเก็บ
บันทกึ ได้หมด จึงเกิดกระบวนการคัดสรรเฉพาะบางเร่ืองทจี่ ะเก็บบันทกึ ไว้ เพราะ
ในเวลาเดียวกันน้ันคนเราสามารถรับรูไ้ ด้เพียงแค่อย่างเดียวเท่านั้น อัลลอฮตฺ รสั
ว่า

‫َ َ َ ٱ ُ ِ َ ُ ٖ ِّ َ ۡ َ ۡ ِ ِ َ ۡ ِ ِۚۦ‬

(อัลลอฮฺมิได้ทรงทำให้ชายใดมีสองจิตในทรวงอกของเขา) (อัลอะหฺซาบ
33:4)

ดงั นน้ั ในแตล่ ะครง้ั มนุษยเ์ ราจะเลือกรับรู้ส่ิงเร้าที่เขาใส่ใจเท่าน้ัน และจะ
ละเลยสิ่งเร้าที่เขาไม่ใช่ใจ เว้นแต่คนที่มีความสามารถเฉพาะและได้รับการฝึกฝน
มาพอควรจงึ สามารถทจ่ี ะรับรู้ไดม้ ากกว่าสองส่งิ ในเวลาเดยี วกนั ได้

การเกบ็ จาํ ชวั ขณะ(Short-Term Memory)
สารขอ้ มลู ทบี คุ คลสมั ผสั และใสใ่ จจะถูกส่งไปเกบ็ ไวใ้ นหน่วยความจาํ ระยะ
สนั หรอื หน่วยความจําชวั ขณะ(Short-Term Memory) พรอ้ มกบั การดาํ เนินการทาง
สมอง(Working Memory)ควบค่ไู ปดว้ ย

ความจุและระยะเวลาในการเกบ็ จาํ
การเกบ็ ความจาํ ชวั ขณะจะมขี อ้ จาํ กดั จะมคี วามจุในการเกบ็ ความจาํ นีได้
น้อยมาก น้อยกว่าการบนั ทกึ ขอ้ มูลดว้ ยประสาทสมั ผสั (Sensory Register) จากการ
ทดลองพบว่า คนเราสามารถเกบ็ ความจาํ ชวั ขณะนีไดป้ ระมาณ 7 หน่วยขอ้ ความ
เท่านนนั และจะเก็บไวไ้ ดไ้ ม่เกิน 30 วินาที
ในการจดจาํ หมายเลขโทรศพั ทข์ องบา้ นเราทุกวนั นีทีมี 10 หลกั นับว่าเป็น
เรืองยากมากเลยกบั การทีจะใหค้ นๆหนงึ จดจาํ เลขหมายโทรศพั ทน์ ี แลว้ เดนิ ไปอีกมมุ
หอ้ งอีกหอ้ งหนึงแลว้ ใหเ้ ขาดึงขอ้ มลู นันมาใช้ แต่ถึงกระนันก็ตามมนุษยก์ ็สามารถ

259

หาทางจดจาํ หมายเลขยาวๆทีมเี กนิ กว่า 7 หน่วย แบบนีดว้ ยการแบ่งเป็นหน่วยๆ ที
ละหน่วยหลายหมายเลข ดงั นนั เราจึงไดเ้ ห็นการบอกหลายเลขโทรศพั ทจ์ ะเป็นเลข
เป็นกลมุ่ เช่น 08-1092-3033 ทาํ ใหม้ แี ค่ 3 หน่วยแทนทจี ะเป็น 10 หน่วย

ส่วนเวลาในการจดจาํ ทีมไี มเ่ กิน 30 วินานนั สามารถทีจะทาํ ใหน้ าํ ไดน้ าน
ขึนโดยการใหน้ ึกและท่องไว้ หรือกาํ ลงั ใชป้ ระโยชนก์ บสารขอ้ มลู ซึงเราจะกล่าวใน
ตอนต่อไป

การรับรขู้ องเดก็ นักเรยี นทมี่ ีตอ่ ส่ิงท่คี รสู อนน้นั ความใสใจ นบั วา่ เปน็
องค์ประกอบสำคัญข้ันแรกของการเรยี นรู้ ฉะน้ันครูควรทค่ี ำนกึ ถึงเร่อื งการใสใจ
ของเดก็ ที่มตี ่อเนื้อหาหรือสิง่ ทีค่ รูจะถา่ ยทอดใหแ้ ก่เด็ก เพราะถา้ เด็กนักเรยี นไมใ่ ส่
ใจในเรื่องน้ันแลว้ ความพยายามของครูก็จะสูญเปลา่

วูลโฟล์ค(Woolfolk, 1993:241) ไดส้ รปุ แนวทางในการสอนท่ีจะกระตุ้นให้
เด็กเกิดการใส่ใจไวด้ ังนี้

1. บอกจุดหมายของบทเรียนแกน่ ักเรียน ให้เขารู้เป้าหมายว่าบทเรียนที่
ครูจะสอนในวันนน้ี ั้นมีจดุ ประสงค์อะไร

2. ครเู ริม่ สอนโดยให้เด็กคดิ วา่ เน้ือหาในบทเรียนท่คี รูจะสอนมี
ความสำคัญต่อตวั เขาอยา่ งไร

3. กระตนุ้ ให้เดก็ เกิดความอยากรู้อยากเห็นในสงิ่ ท่ีครจู ะสอน
4. สร้างสถานการณใ์ ห้เกิดการตื่นตะลึง เพ่ือจงู ใจเดก็ ใหม้ าสนใจ เชน่ ใช้

เสียงดงั หรืออุปกรณท์ ีไ่ มเ่ คยใช้
5. เปลีย่ นแปลงสภาพแวดล้อม เช่น จดั ห้องเรยี นใหม่
6. ให้เด็กสัมผัสด้วยประสาทสมั ผสั ที่หลากหลาย นอกจากไดย้ ิน ไดเ้ ห็น

แล้ว อาจจะให้เขาได้ชิมหรือไดส้ ัมผัสด้วยมอื ด้วย
7. ครูควรมกี ารเคลื่อนไหว มีการแสดงท่าทาง พูดเสียงสูง-ต่ำ สลับกัน

ตลอดเวลา
8. หลีกเล้ียงการกระทำท่ีรบกวนหรือหนั เหความสนใจของเดก็ ทม่ี ีต่อครู

หรอื บทเรยี น

260

กระบวนการเกบ็ จำ
สารข้อมูลที่ได้สัมผัสจะเลือกสรรที่จะรับรู้เฉพาะที่ใสใจเท่านั้น และ

ข้อมูลนั้นจะเก็บจำในหน่วยความจำชั่วขณะ แต่ข้อมูลจะอยู่ในรูปแบบกระจัด
กระจายไม่เปน็ ระเบียบทำให้ลืมง่าย ความพยายามของมนุษย์ในการที่จะช่วยให้
สารข้อมูลคงอยู่ได้นานขึ้น วิธีการหนึ่งที่สามารถช่วยให้จำมากขึ้นได้ คือมีการ
ปฏิบัติการจำด้วยการท่องในใจ หรือใช้วิธีการเชื่อมโยงสารข้อมูลที่กำลังจำใน
หน่วยความจำชั่วขณะนั้นกับข้อมูลที่ได้เก็บมาแล้วในหน่วยความจำถาวร เช่น
การจำอายาตอัลกุรอานซูเราะฮฺ “นูฮ” สร้างสัมพันธก์ ับนทิ านนบีนฮู ฺ ทีเ่ คยฟังและ
จำมาแล้วในอดีต แต่การลืมอาจเกิดขึ้นได้ถ้าหากว่าตอนที่ได้รับสารข้อมูลมานั้น
ถูกสอดแทรกดว้ ยส่งิ อื่นหรือเมื่อเวลาผ่านไปนานๆ การเกบ็ จำชั่วขณะนั้นจะเลือน
หายไป

ภาพแสดงกระบวนการเก็บจำช่ัวขณะ(ประสาท อสิ รปรดี า, 2549/265)

การเกบ็ จำถาวร(Long-Term Memory)
การเก็บจำชั่วขณะเป็นการเก็บจำข้อมูลในขณะ ในห้วงเวลาไม่เกิน 30

วินาที เป็นการเหน็ แล้วหรือไดย้ ินแลว้ นึกได้ทันที เช่น เม่อื ให้นักเรยี นฟังอายาตอัล
กรุ อานที่ครูอ่านในแต่ละวรรคสั้นๆ ไม่เกิน 30 วินาที นักเรียนก็สามารถกล่าวตาม
ได้ทันที เพราะนักเรียนยังจำอยู่ แต่ถ้าปลอ่ ยเวลาให้ล่วงเลยมากกว่านั้น หรือมี

261

จำนวนมากกว่า 7 หน่วย สารข้อมูลที่เด็กนักเรียนได้รับนั้นจะต้องถูกส่งไปไว้ใน

หนว่ ยความจำถาวร จะได้จดจำนานๆ

ความจแุ ละระยะเวลาในการเกบ็ จำ
หน่วยการเก็บจำถาวร(LTM)มีความจุและระยะวเลาในการเกบ็ จำแตกต่าง

จากหน่วยเกบ็ จำช่ัวขณะ(STM) อย่างที่กล่าวมาแลว้ ข้างต้นว่าหน่วยเกบ็ จำช่ัวขณะ
สามารถเก็บจำข้อมูลได้ประมาณ 7 หน่วยเท่านั้น และระยะเลาทีจำไม่เกิน 30

นาที สว่ นหน่วยการเก็บจำถาวรจะกำจำข้อมูลได้ไม่มีขีดจำกัด และระยะเวลาใน

การเก็บจำก็ยาวนานกว่าและบางเร่อื งอาจจะเป็นการเก็บจำถาวร
นอกจากหน่วยเก็บจำถาวรกับหน่วยเก็บจำชั่วขณะจะมีความแตกต่าง

ทางด้านเวลาในการเก็บจำกับความจุแล้ว สองหน่วยเก็บจำนี้ยังมีความแตกต่าง
ด้านอื่น ๆ อีกหลายประการ เช่น การรับสารข้อมูล(Input) ความจุ(Capacity)

ระยะเวลาเก็บจำ(Duration) เนื้อหา(Contents) และการเรียกสารข้อมลู ออกมาใช้
(Retrieval) ดงั ตารางตอ่ ไปน้ี

ชนดิ การจำ การเกบ็ จำชั่วขณะ(STM) การเก็บจำถาวร(LTM)

การรบั สารขอ้ มูล เร็วมาก ค่อนข้างช้า

ความจุ มีขดี จำกัด ไม่มีขีดจำกดั
ระยาลาเก็บจำ (ประมาณ 7 หนว่ ย)
ไม่มีขดี จำกัด
เนื้อหา สนั้ มาก
การเรียกใช้ (ประมาณ 20-30 วินาท)ี ประพจน์ สงั กับ
เหตกุ ารณ์ จินตนาการ
คำ จนิ ตนาการ ข้นึ อย่กู ับเนื้อหาและการ
แนวคิด ประโยค
จดั ระเบียบข้อมลู
ทนั ที

262

เนอ้ื หาที่เก็บจำในหน่วยเก็บจำถาวร
เมื่อสารข้อมูลจากหน่วยเก็บจำชั่วขณะถูกส่งไปยังหน่วยเก็บจำถาวร
คลาร์ค์และไพวิโอ(Clark and Paivio, 1991) ได้เสนอว่า เนือหาที่เก็บไว้ในหน่วย
เกบ็ จำถาวรจะอย่ใู นรูปของจนิ ตภาพ(Images) หรือในของหนว่ ยทางภาษา(Verbal
Unit) แต่ก็มบี างคนแย้งวา่ หนว่ ยเก็บจำถาวรไมส่ ามารถทจี่ ะบนั ทึกข้อมูลในรปู ของ
จินตนาการได้ทุกภาพแต่จะเก็บไว้ในรูปแบบของภาษาและเมื่อต้อการใช้ก็จะมี
การแปลรหัสทางภาษากลบั ไปเป็นรูปภาพอกี ครงั้ (Schounk, 1991)
เนื้อหาสาระที่เก็บจำทั้งหลายในหน่วยเกบ็ จำถาวร สามารถแบ่งออกได้
เป็น 3 ประเภทด้วยด้น คือ เนื้อหาสาระที่เป็นความหมาย เนื้อหาสาระที่เป็น
เหตกุ ารณ์ และเนอ้ื หาสาระทีเ่ ปน็ วธิ ีการ
การลืม
การลืม คือ การที่สาระข้อมูลในหน่วยความจำไม่สามารถนำกลับมา
ใชไ้ ดอ้ ีก อาจจะเป็นเพราะถกู สอดแทรกโดยขอ้ มูลอืน่ หรอื สาระข้อมูลได้สูญสลาย
ไปด้วยระยะเวลาที่เนินนาน ในกรณีในหน่วยความจำชั่วขณะ(STM) เราสามารถ
เปรียบเทียบได้กับข้อมูลท่ีเราทำงานกับเครื่องคอมพิวเตอร์และเกิดไฟดับก่อนที่
เราจะเซฟหรือบันทกึ ข้อมูลน้ันลงในฮาร์ดดิสกก์ ่อน ขอ้ มลู นนั้ ก็จะสูญสลายไป ไม่
สามารถท่จี ะเรยี กคืนมาได้อีก
ส่วนกรณีในหน่วยความจำถาวร(LTM) นักจิตวิทยาบางท่านกล่าวว่า
หนว่ ยความจำถาวรนนั้ ไม่มวี นั สลายเพียงแต่เราไมส่ ามารถระลึกออกมาได้เท่าน้ัน
แต่บางทา่ นเชื่อสาระขอ้ มลู ดังกล่าวอาจสูญหาไปหรอื ถูกแทนที่ดว้ ยข้อมลู อ่ืน

263

การประยุกตท์ ฤษฎีกระบวนการประมวลสารใช้ในชน้ั เรียน

1) เรา้ หรือกระต้นุ ใหผ้ เู้ รียนใส่ใจในบทเรยี น เช่น
(ก). ครนู ำส่อื ใหมๆ่ ท่ีเดก็ ไมเ่ คยเห็น ทำให้เขาอยากรู้อยากเห็น
(ข). ครูไม่ควรนั่งอยู่กับโต๊ะ ควรเคลื่อนไหว ทำท่าทางประกอบ
จังหวะพดู สงู ตำสลับการ หลีกเล่ยี งการพดู ระดับเดียวกัน
(ค). เริ่มบทเรียนด้วยการตั้งคำถามหรือเล่านิทานที่เด็กสนใจเข้าสู่
บทเรยี น
(ง). เมื่อพบเด็กไม่สนใจบทเรียน ครูควรดึงเขากลับมาสนใจด้วย
การเรยี กชอ่ื หรอื เดินเขา้ ไปใกล้ ฯลฯ

2) เนน้ สาระขอ้ มูลท่ีสำคญั
(ก). บอกจดุ ประสงค์หรือจดุ มงุ่ ของการสอน เพือ่ ให้เด็กนักเรียนมุ่ง
ที่จะหาคำตอบหรอื สาระตามจุดประสงค์นั้น
(ข). เมื่อสอนเรื่องสำคัญ ควรจะเน้นด้วยการเขียนบนกระดานดำ
หรอื พูดซ้ำๆ
(ค). ถามนกั เรยี นคนใดคนหนง่ึ ในตอบหรือให้ความคิดในเร่ืองท่ีเน้น
ใหค้ วามสำคัญนั้น

3) สร้างความเช่อื โยงเน้ือหาใหม่กบั เนอ้ื หาเกา่ ท่เี ด็กรู้และจำมาแล้ว
(ก). กอ่ นท่จะสอนเรื่องใหม่ ครูทบทวนบทเรยี นที่ได้เรียนมาแล้วท่ี
เกยี่ วขอ้ งกับบทเรยี นท่จี ะสอนใหม่
(ข). เขียนแผนภาพให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องระหว่างความรู้ใหม่กบั
ความรเู้ กา่ ของเด็ก
(ค). ให้งานเด็ก ในลักษณะที่ต้องใช้ข้อมูลใหม่ที่สอดคลัองกับ
ความรู้เก่าของเด็ก

4) ใหเ้ ด็กทำซ้ำๆ ทบทวนหรือทอ่ ง เพ่อื ในสาระความร้อู ย่อู ยา่ งถาวร

264

(ก). เร่อื งทีค่ วรจำเปน็ อย่างยง่ิ ครูควรพดู ซ้ำๆหลายๆครั้ง
(ข). ถามเดก็ ในเรอ่ื งนัน้ ในต่างเวลาและตา่ งคน
(ค). ครทู ดสอบเดก็ ในแบบทดสอบลกั ษณะต่าง ๆ ส้ันๆอยเู่ สมอ
(ง). ใหเ้ ด็กมกี ิจกรรมท่ตี ้องใชค้ วามร้ทู ่ีครสู อน
(จ). ครูกล่าวถึงในสิ่งที่ต้องการให้เด็กจำอยู่บ่อย ๆ หรือทบทวน

บ่อย ๆ
5) เรยี บเรยี งเน้ือหาใหช้ ัดเจนและมรี ะเบียบ

(ก). กำหนดจุดมงุ่ หมายของบทเรียนอย่างชัดเจน
(ข). สอนเนื้อหาตามลำดับก่อนหลัง จัดเรียงเนื้อหาอย่างเป็น

ระเบียบ
(ค). สรปุ บทเรยี นเมือ่ สอนไปครึ่งตอนและเมอ่ื สอนจบ
6) เน้นการจำแบบเข้าใจความหมายไม่ใชท่ อ่ งจำ
(ก). สอนในเด็กเข้าใจ และเชื่อมโยงสิ่งให้เด็กจำนั้นกับเรื่องจริงท่ี

น่าสนใจ
(ข). เล่านิทานท่ีเกีย่ วขอ้ งกบั บทเรยี นหรือสิ่งที่จะให้เดก็ จำ
(ค). ให้เด็กแสดงบทบาทสมมุติ เชน่ สอนหะดีษที่เกี่ยวกับบุคคลท่ี

ได้อยูภ่ ายใตร้ ม่ เงาของอะรัชของอัลลอฮฺในวนั กิยามะฮฺด้วยการ
ใหเ้ ขาแสดงบทบาทเปน็ บคุ คลเหลา่ นั้น เปน็ ต้น

265


Click to View FlipBook Version