The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เอกสารประกอบการเรียน วิชาทักษะในศตวรรษที่ 21

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ศิริ ต้าร์, 2022-01-12 19:19:48

communication & contemplation

เอกสารประกอบการเรียน วิชาทักษะในศตวรรษที่ 21

Keywords: การฟัง การเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ

เอกสารประกอบการเรียน วิชาทักษะในศตวรรษที่ 21

oommmmuunniiccaattiioonn
oonntteemmppllaattiioonn

เสนอ
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ณรงค์ กาญจนะ

ผู้จัดทำ
นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะครุศาสตร์ สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ทั่วไป

มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา

Communication

ความหมาย
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554

(https://dictionary.orst.go.th/) แสดงความหมายของ
การสื่อสาร ดังนี้ การสื่อสาร หมายถึง วิธีการนำถ้อยคำ ข้อความ หรือ
หนังสือ เป็นต้น จากบุคคลหนึ่งหรือสถานที่หนึ่งไปยังอีกบุคคลหนึ่งหรือ
อีกสถานที่หนึ่ง

จุดมุ่งหมายของการสื่อสาร
เราสามารถส่งอีเมล ส่งข้อความ คุยโทรศัพท์ และใช้การสื่อสารอย่างมีสติ

ถ้าข้อความของเราเต็มไปด้วยความเข้าใจและความกรุณา เราจะสามารถถอดถอนความ
กลัวและความโกรธออกจากใจผู้อื่นได้ (ติช นัท ฮันห์, 2013/2560, หน้า 20-21)
การสื่อสารด้วยช่องทางอื่นก็ล้วนเพื่อให้เราสื่อสารกันด้วยความกรุณา

ความฉลาดรู้เรื่องการสื่อสาร (communication literacy)
ความฉลาดรู้เรื่องการสื่อสาร หมายถึง ความรู้ ทักษะ และเจตคติ เกี่ยวกับการ

สื่อสารอย่างมีจริยธรรมที่ช่วยให้บุคคลสามารถสื่อสาร แลกเปลี่ยน ข้อมูล ความรู้ ความ
คิด ความรู้สึก ประสบการณ์ และการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับผู้อื่นได้อย่างมี
ประสิทธิภาพและสร้างสรรค์ ผ่านทางช่องทางที่หลากหลาย ทั้งในลักษณะที่เป็นทางการ
และไม่เป็นทางการ โดยมีการรู้เท่าทันการสื่อสาร
(สำนักงานราชบัณฑิตยสภา, 2562, หน้า 12-13)

การรู้เท่าทันการสื่อสาร
การรู้เท่าทันการสื่อสารครอบคลุมการรู้เท่าทันจุดมุ่งหมายของผู้ส่งสารและความหมายของสาร รู้เท่าทันสื่อ

รู้เท่าทันผลโดยตรงและผลกระทบของการสื่อสาร รวมทั้งการตัดสินใจเลือกท่าทีการสื่อสารที่เหมาะสมกับสถานการณ์
(สำนักงานราชบัณฑิตยสภา, 2562, หน้า 13)

ความสำคัญของการสื่อสาร
พรทิพย์ เย็นจะบก (2558, หน้า 3) กล่าวว่า การสื่อสารเป็นองค์ประกอบที่มีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิต

เพราะสังคมถูกเปิดกันด้วยข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้นต่อเนื่องกันอยู่ตลอดเวลา จนนักคิดนักวิชาการหลายคนกล่าวว่า
คนที่รู้จักข้อมูลข่าวสารและสามารถใช้ข้อมูลข่าวสารได้มากกว่าใคร คือคนที่มีแนวโน้มว่าจะประสบความสำเร็จทั้งในชีวิต
การทำงานและชีวิตส่วนตัว เพราะการดำเนินชีวิตในสังคมไม่ว่าเป็นในรูปแบบใดต้องใช้องค์ประกอบในกระบวนการ
สื่อสารทั้งสิ้น

ช่องทางการสื่อสาร
ช่องทางการสื่อสารมีหลายช่องทางทั้งที่เป็นทางการ

และไม่เป็นทางการ เช่น การสื่อสารผ่านทางการ
ปฏิสัมพันธ์โดยตรงกับผู้รับสาร การสื่อสารผ่านสื่อและ
เทคโนโลยีต่าง ๆ อาทิ สื่อสิ่งพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ สื่อ
อิเล็กทรอนิกส์ การสื่อสารโดยใช้วิธีการพูด การเขียน
รวมถึงภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว สัญลักษณ์ ไม่ว่าจะผ่าน
ช่องทางใด จำเป็นต้องคำนึงถึงความเหมาะสมกับบุคคล
กาลเทศะ สถานการณ์ และบริบท ทั้งทางด้านสังคม
วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ส่วนการรับสารทั้งจากการฟัง
การดู และการอ่าน จำเป็นต้องมีวิจารณญาณในการรับ
ข้อมูล (สำนักงานราชบัณฑิตยสภา, 2562, หน้า 13)

การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพและสร้างสรรค์
การสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพและสร้างสรรค์ หมายถึง การสื่อสารที่ผู้รับสารและผู้ส่งสารมีความเข้าใจตรงกันในสาร

ที่สื่อ เนื่องจากในกระบวนการสื่อสารมีตัวแปรจำนวนมากที่อาจส่งผลให้การสื่อสารขาดประสิทธิภาพหรือเกิดความเข้าใจผิด
กันได้ ในกระบวนการสื่อสาร ทั้งผู้ส่งสารและผู้รับสารจึงควรตรวจสอบความเข้าใจให้ตรงกัน โดยถือว่าการสื่อสารเป็น
กระบวนการที่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้ง 2 ฝ่าย (สำนักงานราชบัณฑิตยสภา, 2562, หน้า 13)

การสื่อความคิด (Idea Communication)
รามิล กาญจันดา (2558, หน้า 19) ได้อธิบายถึง การสื่อความคิดว่า มนุษย์สามารถรู้และเข้าใจความคิดของผู้อื่นได้

ก็ต่อเมื่อบุคคลนั้นแสดงออกมาเป็นภาษา (ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบหรือสัญลักษณ์ใดก็ตาม) เพราะภาษาเป็น เครื่องมือ
ที่มนุษย์เราใช้แสดง ความรู้สึก ความเห็น ความรู้ และความต้องการ ของตนต่อผู้อื่น โดยในทางกลับกันเราก็ใช้ภาษาเป็น
เครื่องมือในการรับรู้และทำความเข้าใจความรู้สึก ความเห็น ความรู้ และความต้องการของผู้อื่นเช่นเดียวกัน

https://sites.google.com/a/tcschool.ac.th/network/ การศึกษาเพื่อทำความเข้าใจว่ามนุษย์ใช้ภาษาสื่อสารกันอย่างไร จะทำให้
chxng-thangkar-suxsar เราสามารถรับรู้และเข้าใจความคิดของมนุษย์ได้อย่างถูกต้อง และที่สำคัญจะ
ทำให้เราสามารถติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่นได้อย่างราบรื่น เมื่อเราเข้าใจระบบ
ความคิดพื้นฐานของเขาทั้งหมด หรือความคิดที่เขาแสดงออกมาใน
สถานการณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง โดยทั่วไปมนุษย์มีวิธีการสื่อสารความคิดใน
4 ลักษณะ ดังนี้

ตาราง การสื่อความคิดและการใช้ภาษาแสดงความคิด

การเสนอความคิด วัตถุประสงค์ การใช้ภาษา

เรื่องเชิงพรรณนา เพื่อแสดงอารมณ์และความรู้สึกให้ - เน้นการใช้คำที่เร้าอารมณ์ และความรู้สึกเป็น
(Description) ผู้ฟัง/ผู้อ่านมีอารมณ์ ความรู้สึก สำคัญ
เรื่องเชิงบรรยาย คล้อยตามเนื้อเรื่องที่นำเสนอ
(Narrative) - เป็นการ "เล่า" เรื่องที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง
เพื่อให้ผู้ฟัง/ผู้อ่าน เกิด "มโนภาพ" เพื่อให้รู้รายละเอียดของเรื่องได้อย่างแจ่มแจ้ง
เรื่องเชิงอธิบาย และมี "ความรู้" เกี่ยวกับเรื่อง - ใช้คำที่สามารถระบุจริงเท็จได้เป็นสำคัญ
(Explanation) (หรือสิ่ง) ที่นำเสนอตามสภาพ - ส่วนใหญ่เป็นการตอบคำถามในลักษณะ
"ข้อเท็จจริง" (Fact) ที่ปรากฎ "อย่างไร" (What?)
เรื่องเชิงโน้มน้าว
หรือชวนให้เชื่อ เพื่อให้ผู้ฟัง/ผู้อ่านเกิด เพื่อให้ผู้ฟัง/ผู้อ่านเกิด"ความเข้าใจ" เกี่ยวกับ
(Persuasion) "ความเข้าใจ" เกี่ยวกับ (ระบบ) (ระบบ) ความสัมพันธ์ของเรื่อง (หรือสิ่ง) ที่นำ
ความสัมพันธ์ของเรื่อง (หรือสิ่ง) เสนอนอกเหนือเพียงให้รู้ "ข้อเท็จจริง" เท่าที่
ที่นำเสนอนอกเหนือเพียงให้รู้ ปรากฎเท่านั้น
"ข้อเท็จจริง" เท่าที่ ปรากฎเท่านั้น - เป็นการ "ขยาย" เรื่องที่เกิดขึ้นตามความเป็น
จริงเชิงนามธรรม (Abstract) เป็นการ
เพื่อให้ผู้ฟัง/ผู้อ่าน เกิด "ความเชื่อ "วิเคราะห์" (Analyzing) ความสัมพันธ์ของ
ถือและยอมรับ" (ถ้ากับตนเองก็ ให้ ข้อเท็จจริงที่ ปรากฎส่วนใหญ่เป็นการตอบคำถาม
เกิด "ความมั่นใจ" ในเรื่อง (หรือ ในลักษณะ "ทำไม" (Why?)
สิ่ง) ที่นำมาอ้างยืนยันหรือชี้แสดง
- เป็นการอ้างข้อความหนึ่งเมื่อยืนยันสนับสนุน
ความเป็นจริงของอีกข้อความหนึ่ง
- มีการใช้ภาษาทั้งที่เป็นคำเร้าอารมณ์และคำที่เป็น
จริงเท็จผสมผสานกัน

ที่มา รามิล กาญจันดา (2558, หน้า 23)

จากคำอธิบายดังที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าบุคคลโดยทั่วไปมีการเสนอความคิดของตนเองออกมาได้ 4 ลักษณะที่แตกต่างกัน
การนำเสนอความคิดในเชิงอธิบายกับการนำเสนอความคิดในเชิงชวนโน้มน้าวหรือชวนให้เชื่อ เป็นขั้นตอนของการนำเสนอที่
สำคัญที่สุด เพราะเป็นการนำเสนอที่ทำให้มนุษย์พัฒนาศักยภาพในการรับรู้ เรียนรู้ ทำความเข้าใจ และสร้างความมั่นใจที่ส่งผล
ต่อการสามารถสร้างพัฒนา ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลนับตั้งแต่
อดีตจนถึงปัจจุบัน การนำเสนอทั้ง 2 ขั้นตอนนี้เรียกว่า "การใช้เหตุผล" (Reasoning)
(รามิล กาญจันดา, 2558, หน้า 23-24)

อ้างอิง

ติช นัท ฮันห์,(2560, หน้า 20-21)
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน, (2554) (https://dictionary.orst.go.th/)
พรทิพย์ เย็นจะบก,(2558. หน้า 3)
รามิล กาญจันดา,(2558, หน้า 19)
รามิล กาญจันดา,(2558, หน้า 23)
รามิล กาญจันดา,(2558, หน้า 23-24)
สำนักงานราชบัณฑิตยสภา,(2562, หน้า 12-13)
สำนักงานราชบัณฑิตยสภา,(2562, หน้า 13)
สำนักงานราชบัณฑิตยสภา,(2562, หน้า 13)
สำนักงานราชบัณฑิตยสภา,(2562, หน้า 13)

*สุวรรณ ปิ่นทอง. (2563). ช่องทางการสื่อสาร-network. สืบค้นเมื่อ วันที่ 9 มกราคม 2565.
จาก : https://sites.google.com/a/tcschool.ac.th/network/chxng-thangkar-suxsar

การพัฒนาความฉลาดรู้ด้านการสื่อสาร

การพัฒนาความฉลาดรู้ด้านการสื่อสาร

ความฉลาดรู้เรื่องการสื่อสารสามารถทำได้โดยการเลือกสถานการณ์มาใช้ในการตั้งคำถามให้เกิดการฉุกคิด และฝึกใช้
วิจารณญาณในการคิด ฝึกทักษะการคิดไตร่ตรอง การโต้ตอบ การโต้แย้ง กล้าคิด กล้าทำ มีน้ำใจ กล้าช่วยเหลือผู้อื่น
(สำนักงานราชบัณฑิตยสภา, 2562, หน้า 13)

การฝึกการรู้เท่าทันการสื่อสารจะช่วยให้บุคคลเกิดความฉลาดรู้เรื่องการสื่อสาร เป็นคนที่รู้เท่าทันจิตใจของตนเองและ
ผู้อื่น รู้เท่าทันโลก และรู้เท่าทันชีวิต ส่งผลให้เป็นผู้มีวุฒิภาวะ มีมโนธรรมและมีจิตสำนึกที่ดี
(สำนักงานราชบัณฑิตยสภา, 2562, หน้า 13)

จิตใจและการสื่อสาร

ติช นัท ฮันห์ (2013/2560, หน้า 17-18)
กล่าวถึง ความโดดเดี่ยว ความเหงาและการสื่อสารดังนี้

1. ความโดดเดี่ยวเป็นความทุกข์ของคนยุคนี้ แม้เราจะถูกแวดล้อมด้วยผู้คน เหมือนมีความกังวลอยู่ภายในที่ทำให้เรารู้สึก
ไม่สบายใจ ดังนั้นเราพยายามเติมเต็มความกลวงนี้ด้วยการเชื่อมสัมพันธ์กับผู้อื่น
2. เทคโนโลยีทำให้เรามีอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ช่วยให้เราไม่ขาดการติดต่อ แม้ว่าเรามีการติดต่อกัน เรายังคงรู้สึกเหงา เราเช็ค
อีเมล ส่งข้อความ โพสต์เรื่องราวต่าง ๆ วันละหลาย ๆ ครั้ง เราอยากแบ่งปันและรับรู้เรื่องราว
3. เราทุกคนกระหายความรัก แต่เราไม่รู้วิธีสร้างความรักเพื่อที่จะมอบให้ตัวเอง เมื่อเรารู้สึกอ้างว้าง เราพยายามใช้
เทคโนโลยีมาช่วยให้ความเหงาเบาบางลง เรามีทั้งอินเทอร์เน็ต การประชุมผ่านวิดีโอ แอปพลิเคชันต่าง ๆ โทรศัพท์มือถือ
แต่ดูเหมือนเรายังไม่ได้พัฒนาการสื่อสารของตนเองสักเท่าไร
4. คนส่วนมากมีโทรศัพท์มือถือ เราไม่ต้องการพลาดการติดต่อกับคนอื่น แต่เราไม่ควรฝากความหวังไว้กับโทรศัพท์ให้มาก
จนเกินไป ฉัน (ท่านติช นัท ฮันห์) ไม่มีโทรศัพท์มือถือ แต่ก็ไม่รู้สึกว่าขาดการติดต่อกับโลกแต่อย่างใด จริง ๆ แล้วการไม่มี
โทรศัพท์มือถือกลับทำให้ฉันมีเวลาให้ตัวเองและคนอื่น ๆ มากขึ้นด้วย เธอเชื่อว่าการมีโทรศัพท์จะช่วยให้เธอสื่อสารได้ แต่ถ้า
คำพูดของเธอไม่ได้ออกมาจากใจจริงการคุยหรือส่งข้อความทางโทรศัพท์ก็ไม่ได้หมายความว่าเธอกำลังสื่อสารกับคนอื่น
5. เรามีจิตใจซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุดในการสื่อสาร ถ้าจิตใจของเราถูกปิดกั้น ก็จะไม่มีอุปกรณ์ใดมาทดแทนการสื่อสาร
กับตัวเราเองหรือผู้อื่นได้

การฟังสี่ระดับ

การฟังสี่ระดับสะท้อนหลักการพื้นฐานของการเปิดความคิด เปิดใจ และ เปิดเจตจำนง
Otto Schamer (2018/2563, หน้า 32-33)

1. การฟังแบบดาวน์โหลด การฟังแบบนี้จำกัดตัวเองอยู่แค่การตอกย้ำในสิ่งที่ตัวเรา
ก็รู้อยู่แล้ว ไม่มีอะไรใหม่เข้ามาในการเรียนรู้ของเรา
2. การฟังแบบข้อเท็จจริง เป็นการฟังที่ให้ข้อมูลได้คุยกับเราและสังเกตเห็นว่ามีบางอย่างที่ไม่ตรง
กับความเข้าใจของเรามาก่อน การฟังแบบนี้จะต้องอาศัยการเปิดความคิด นั่นคือต้องห้อยแขวน
เสียงตัดสินอันเกิดจากความคุ้นชินเดิมของเรา
3. การฟังแบบเข้าอกเข้าใจ เป็นการฟังแบบที่เรามองไปยังสถานการณ์ผ่านมุมมองของคนอื่นได้
การฟังแบบนี้จะต้องอาศัยการเปิดใจ นั่นคือต้องใช้ความรู้สึกและหัวใจของเราเพื่อปรับเข้าหามุมมอง
ของคนอื่น
4. การฟังแบบสรรค์สร้าง เป็นการฟังที่เราได้ยินเสียงของความเป็นไปได้สูงสุดแห่งอนาคตดังขึ้น
ในขณะที่เปิดพื้นที่เพื่อให้สิ่งใหม่ได้บังเกิด

Otto Schamer ( 2018/2563, หน้า 33)
อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการฟังสี่ระดับ ดังนี้

1. ตอนที่คุณฟังระดับที่หนึ่ง "แบบดาวน์โหลด" ความใส่ใจของคุณไม่ได้อยู่ที่สิ่งกำลังพูด หากแต่อยู่ที่คำวิจารณ์ภายในของ
คุณเอง เช่น อยู่กับสิ่งที่คุณคิดว่าจะพูดต่อไป เมื่อคุณข้ามขั้นไปสู่การฟังระดับที่สอง จากแบบดาวนโหลดไปสู่แบบข้อเท็จจริง
ความใส่ใจของคุณจะขยับจากการฟังเสียงภายในไปสู่การฟังคนตรงหน้าของคุณจริง ๆ คุณกำลังเปิดรับต่อสิ่งที่คนนั้น
กำลังพูด
2. เมื่อคุณข้ามขั้นไปสู่การฟังระดับที่สาม จากแบบข้อเท็จจริงไปสู่แบบเข้าอกเข้าใจ จุดรับฟังของคุณเปลี่ยนจากตัวคุณเองไป
สู่อีกคนหนึ่ง หรือจากยานเล็ก (ภูมิปัญญาของสมอง) ไปสู่ยานใหญ่ (ภูมิปัญญาของหัวใจ) คุณกำลังก้าวเข้าไปสู่มุมมองของ
อีกคนหนึ่ง ตัวอย่างเช่น ในตอนนั้นคุณอาจจะคิดได้ว่า "โอ้ แม้ฉันจะไม่เห็นด้วย แต่ฉันสามารถเข้าใจได้ว่าเธอกำลังมอง
สถานการณ์นี้อย่างไร"
3. และเมื่อคุณข้ามขั้นไปสู่การฟังระดับที่สี่ จากแบบเข้าอกเข้าใจไปสู่แบบสรรค์สร้าง การรับฟังของคุณจะกลายเป็นการให้
พื้นที่ เพื่อนำบางสิ่งบางอย่างที่ใหม่และพร้อมจะบังเกิดขึ้นให้มาสู่ความเป็นจริง คุณจะฟังแบบเปิดรับต่อความไม่รู้และสิ่งที่
กำลังก่อตัวปรากฎ
4. ความสำเร็จของภาวะผู้นำและการทำงานเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงนั้นขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้นำที่จะเท่าทันและ
สังเกตคุณภาพการรับฟังของตัวเขาเอง และความสามารถที่จะปรับคุณภาพการฟังนั้นให้เหมาะกับแต่ละสถานการณ์

องค์ประกอบสี่ประการของสัมมาวาจา

สัมมาวาจา วาจาอันเปี่ยมด้วยความรักและความจริงใจสามารถนำความเบิกบานและความสงบสุขมาสู่ผู้คน แต่เรามักได้
ยินคำพูดที่เป็นเหตุแห่งความอยาก ความไม่มั่นคง และความโกรธ เราก็จะคุ้นเคยกับการกล่าววาจาแบบนั้นเช่นเดียวกัน
วาจาอันเปี่ ยมด้วยความจริงใจและความรักเป็นสิ่งที่เราจำเป็นต้องฝึกฝนจนเกิดความเคยชิน
(ติช นัท ฮันห์, 2013/2560, หน้า 59-95)

องค์ประกอบสี่ประการของสัมมาวาจามีดังนี้
1. พูดความจริง
2. ไม่กล่าวเกินจริง
3. พูดอย่างคงเส้นคงวา คือไม่พูดสองแบบในเรื่องเดียวกัน หมายถึงการพูดอย่างหนึ่งกับคนหนึ่ง และพูดในทางตรงกันข้าม
กับอีกคนหนึ่ง เพื่อพลิกแพลงสถานการณ์ให้เป็นประโยชน์แก่ตน
4. ใช้วาจาแห่งสันติ ไม่ใช้ถ้อยคำรุนแรงหรือดูถูก ไม่ใช้วาจาโหดร้าย ไม่กระทำทารุณกรรมหรือล่วงละเมิดทางวาจา
ไม่ประณามกัน

1. พูดความจริง
ติช นัท ฮันห์ (2013/2560, หน้า 61-63) อธิบายและให้คำแนะนำเกี่ยวกับ การพูดความจริง ดังนี้

1.1 พูดความจริง คือการพูดความจริง เราไม่โกหก ถ้าเราคิดว่าความจริงนั้นน่าหวาดกลัวเกินไป เราต้องหาวิธีที่แยบคายและ
เมตตาเพื่อที่จะบอกความจริงนั้น แต่เราต้องเคารพความจริง บางคนทำร้ายผู้อื่นด้วยคำพูด ทำให้คนอื่นเป็นทุกข์โดยกล่าวอ้าง
ว่า "ฉันจะพูดแต่ความจริงเท่านั้น" แต่นั่นเป็นการพูด "ความจริง" แบบรุนแรงและทำร้ายกัน ซึ่งในบางครั้งอาจทำให้คนอื่น
เป็นทุกข์อย่างมหันต์
1.2 เมื่อเธอพูดความจริง บางครั้งผลที่ตามมาอาจไม่เป็นอย่างที่เธอต้องการ เธอจำเป็นต้องมองอย่างลึกซึ้งเข้าไปในจิตใจ
ของอีกฝ่าย เพื่อเธอจะได้รู้วิธีพูดความจริงที่จะไม่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าถูกคุกคามและรับฟังความจริงนั้นได้ เธอพยายามกล่าว
ความจริงด้วยความเมตตาและรักษาน้ำใจกัน
1.3 การโกหกเป็นเรื่องอันตราย เพราะอีกฝ่ายอาจรู้ความจริงในวันหนึ่ง ถ้าเราไม่อยากโกหก ไม่อยากกระตุ้นให้เกิดความเจ็บ
ปวด เราต้องมีสติกับคำพูดของเรา และมีกุศโลบายที่จะพูดความจริง การพูดความจริงสามารถทำได้หลายวิธี และนี่คือศิลปะ

1.4 ความจริง คือฐานอันมั่นคงของความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน ถ้าความ
สัมพันธ์ของเราไม่ได้สร้างอยู่บนความจริง ไม่ช้าก็เร็วความสัมพันธ์นั้นก็
จะแตกสลาย เราต้องหาวิธีที่ดีที่สุดในการบอกกล่าวความจริง เพื่อให้อีก
ฝ่ายยอมรับความจริงได้ง่าย ถึงแม้ว่าบางครั้งทำให้เจ็บปวด เราสามารถ
เยียวยาความเจ็บปวดได้ ถ้าเธอกล่าวด้วยถ้อยคำแห่งความกรุณาและ
ความเข้าใจ ความเจ็บปวดจะได้รับการเยียวยาเร็วขึ้น

1.5 ความทุกข์เป็นสิ่งมีประโยชน์ ในความทุกข์นั้นมีข้อดีอยู่ ถึงกระนั้น
เราก็ไม่อยากทำให้ผู้อื่นต้องเป็นทุกข์อย่างไม่จำเป็นและเราสามารถลด
ความสะเทือนใจและความเจ็บปวดให้เหลือน้อยที่สุด เราพยายามสื่อสาร
ความจริงในวิธีที่จะทำให้ผู้ฟังไม่เป็นทุกข์จนเกินไป สิ่งสำคัญคือ ผู้ฟัง
รู้สึกปลอดภัย เขาอาจจะไม่ "ยอมรับ" หรือเขาอาจจะต้องใช้เวลากว่าจะ
"ยอมรับ" ได้ และเขาอาจยังมีความคิดเห็นที่ต่างจากเรา

1.6 บางครั้งเธอสามารถเริ่มต้นด้วยการเล่าเรื่องอื่นก่อน เธออาจเล่าเรื่องของคนที่อยู่ในสถานการณ์คล้ายกับคนที่เรากำลัง
พูดด้วยเพื่อให้เขาเริ่มคุ้นเคยกับเรื่องที่เรากำลังจะพูด การฟังเรื่องของคนอื่นเป็นเรื่องที่ง่ายกว่า เธออาจถามว่า "เธอคิดยังไง
เป็นการดีมั้ยที่อีกฝ่ายได้รับฟังความจริง" โดยปกติเขาจะตอบว่า "ใช่ เป็นการดีที่ได้รับฟังความจริง" และบางครั้งคนที่เรา
กำลังพูดด้วยจะได้ข้อสรุปด้วยตนเอง รวมทั้งได้เรียนรู้จากเรื่องของคนอื่น เราต้องฝึกปฏิบัติอย่างมากที่จะพูดความจริงให้ผู้
อื่นรับฟังได้ (ติช นัท ฮันห์, 2013/2560, หน้า 63)

2. ไม่กล่าวเกินจริง
เว้นการแต่งเรื่องและกล่าวเกินจริง เธอต้องการจะพูดถึงเรื่องเล็ก ๆ แต่กลับกล่าวเกินจริง

จนทำให้เป็นเรื่องใหญ่โต เช่น ใครสักคนเกิดพลั้งพลาด บางครั้งเมื่อเรากำลังพูดกับตัวเอง เรา
ทำให้เรื่องบางเรื่องดูเศร้าโศกเกินควรและยังหล่อเลี้ยงความโกรธด้วย สิ่งที่เธออยากจะพูดอาจมี
ความจริงอยู่บ้าง แต่เธอกล่าวเกินจริงในเรื่องที่คนอื่นได้ทำไป

เพราะฉะนั้น เธอสร้างภาพที่ผิดให้แก่ผู้อื่น นี่อาจจะดูเหมือนไม่เป็นพิษเป็นภัย แต่ก็จะทำให้
เธอไม่อยู่กับความจริง และสูญเสียความไว้วางใจในความสัมพันธ์
(ติช นัท ฮันห์, 2013/2560, หน้า 64)

3. พูดอย่างคงเส้นคงวา
หากเธอพูดบางเรื่องกับคนหนึ่ง แต่เมื่อพูดเรื่องเดียวกันนั้นกับคนอื่นเธอกลับพูดต่างไป

เพื่อให้ได้ผลประโยชน์บางอย่าง เธอพูดถึงสถานการณ์เดียวกันในแบบที่ขัดแย้งกันจนทำให้เกิด
ความแตกแยกและทำให้คนหนึ่งหรือกลุ่มหนึ่งคิดไม่ดีกับคนอื่นหรือกลุ่มอื่นโดยปราศจากมูลความ
จริง การทำเช่นนี้ก่อให้เกิดความทุกข์ต่อทั้งสองฝ่าย และอาจทำให้เขากลายเป็นศัตรูกัน สัมมา
วาจา คือ ความซื่อสัตย์ในคำพูดของเธอ และไม่เปลี่ยนแปลงเนื้อหาเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว หรือ
สร้างภาพตนเองให้ดูดีขึ้น (ติช นัท ฮันห์, 2013/2560, หน้า 65)

4. ใช้วาจาแห่งสันติ
องค์ประกอบที่สี่ของสัมมาวาจา คืองดเว้นคำพูดที่รุนแรง ประณาม ทำร้าย ดูถูก กล่าวหา

หรือตัดสิน (ติช นัท ฮันห์, 2013/2560, หน้า 65)

วาจาที่ผิด

ติช นัท ฮันห์ (2013/2560, หน้า 52-57) กล่าวว่า วาจาที่ผิดนำมาซึ่งความทุกข์
คำพูดของเราที่ไม่เมตตา หลอกลวง หรือรุนแรงสามารถก่อให้เกิดทุกข์อย่างมหันต์ วาจาที่ผิดคือ
คำพูดที่ไม่เปิดกว้าง และไม่อยู่บนพื้นฐานของความเข้าใจ ความกรุณา รวมทั้งการปรองดองกัน

เมื่อเราเขียนข้อความหรือจดหมาย เมื่อเราพูดโทรศัพท์ สิ่งที่เราเขียนหรือพูดควรเป็นสัมมาวาจาที่แสดงถึงปัญญารู้
แจ้ง ความเข้าใจ และความกรุณา เมื่อเราฝึกปฏิบัติสัมมาวาจา เราจะรู้สึกดีเยี่ยมในร่างกายและจิตใจของเรา ผู้ที่รับฟังเราก็
จะรู้สึกวิเศษเช่นกัน เราสามารถใช้สัมมาวาจาด้วยถ้อยคำแห่งความกรุณา ความใจกว้าง และการให้อภัยได้วันละหลายครั้ง
เราไม่ต้องเสียอะไร และยังเป็นการเยียวยาได้อย่างดียิ่ง (ติช นัท ฮันห์, 2013/2560, หน้า 59)

อ้างอิง

สำนักงานราชบัณฑิตยสภา,(2562, หน้า 13)
ติช นัท ฮันห์,(2013/2560, หน้า 17-18)
Otto Schamer,(2018/2563, หน้า 32-33)
Otto Schamer,( 2018/2563, หน้า 33)
ติช นัท ฮันห์,(2013/2560, หน้า 59-95)
ติช นัท ฮันห์,(2013/2560, หน้า 61-63)
ติช นัท ฮันห์,(2013/2560, หน้า 63)
ติช นัท ฮันห์,(2013/2560, หน้า 64)
ติช นัท ฮันห์,(2013/2560, หน้า 65)
ติช นัท ฮันห์,(2013/2560, หน้า 65)
ติช นัท ฮันห์,(2013/2560, หน้า 52-57)
ติช นัท ฮันห์,(2013/2560, หน้า 59)

*สุวรรณ ปิ่นทอง. (2563). ช่องทางการสื่อสาร-network. สืบค้นเมื่อ วันที่ 9 มกราคม 2565.
จาก : https://sites.google.com/a/tcschool.ac.th/network/chxng-thangkar-suxsar

การสื่อสารอย่างมีสติ

การสื่อสารอย่างมีสติ

ติช นัท ฮันห์ (2013/2560, หน้า 9-10) ได้อธิบายและให้ https://ichi.pro/th

คำแนะนำเกี่ยวกับการสื่อสารอย่างมีสติไว้ในหนังสือ
“ศิลปะแห่งการสื่อสาร” ดังนี้

1. การสนทนาเป็นแหล่งของการบำรุงหล่อเลี้ยงอย่างหนึ่ง
แต่เวลาที่เราพูดคุยกับคนอื่น สิ่งที่คนคนนั้นพูดอาจเต็มไปด้วยสิ่งที่เป็นพิษ
เช่น ความเกลียด ความโกรธ และความขัดข้องใจ เมื่อเธอฟังสิ่งที่เขาพูด เธอนำสิ่งที่เป็นพิษเข้าสู่จิตวิญญาณและร่างกายของ
เธอเอง นี่คือเหตุผลที่ทำให้การมีสติในการพูดและการฟังเป็นสิ่งสำคัญมาก ต้องรู้เท่าทัน และต้องมีสติ ตระหนักรู้ให้เพียงพอ
เพื่อที่จะไม่รับเอาความทุกข์ประเภทนี้ในขณะที่รับฟัง เธอต้องปกป้องตัวเองด้วยพลังแห่งความกรุณา ความกรุณาจะปกป้องเธอ
และผู้อื่นให้เป็นทุกข์น้อยลง

2. เมื่อเธออ่าน หรือฟังใครสักคน เธอควรระมัดระวังไม่ปล่อยให้สิ่งที่เป็นพิษทำลายสุขภาพตนเอง นำความทุกข์มาสู่ตนเอง
ผู้อื่น หรือหมู่ชน

3.เมื่อตาของเธอกระทบกับป้ายโฆษณา เธอกำลังถูกยัดเยียดให้บริโภคการโฆษณาเหล่านั้น เธอยังได้ยินเสียงมากมาย
เธอบริโภคสิ่งที่เป็นพิษเหล่านั้นจนเกินขนาด จนทำให้เธออาจพูดบางสิ่งบางอย่างที่ขาดสติ เราต้องปกป้องตัวเองด้วยการบริโภค
อย่างมีสติ การสื่อสารอย่างมีสติถือเป็นส่วนหนึ่งของการปกป้องตัวเอง

https://www.mokkalana.com/842/ การสื่อสารด้วยความรัก

ติช นัท ฮันห์ (2013/2560, หน้า 13)
การสื่อสารที่บำรุงหล่อเลี้ยงและเยียวยามีความสำคัญต่อความ

สัมพันธ์ ในสภาวะที่มีความโกรธหรือความกลัว เราอาจกล่าวคำพูดที่
เป็นพิษภัยและก่อให้เกิดความเสียหาย ซึ่งจะทำลายความสัมพันธ์ของ
เราอย่างช้า ๆ โดยที่เราอาจไม่รู้เลยว่า สิ่งที่เราพูดหรือทำ ได้เริ่มเป็นพิษ
ภัยต่อความสัมพันธ์ แต่เรามียาถอนพิษอันได้แก่ ความเมตตากรุณา
และการสื่อสารด้วยความรัก

อ้างอิง

ติช นัท ฮันห์,(2013/2560, หน้า 9-10)
ติช นัท ฮันห์,(2013/2560, หน้า 13)

*Mokkalana. (2562). บางครั้ง...เราต้องการแค่คนรับฟัง. สืบค้นเมื่อ วันที่ 10 มกราคม 2565.
จาก : https://www.mokkalana.com/842/

Deep Listening

สองหัวใจหลักของการสื่อสารที่แท้จริง
ติช นัท ฮันห์ (2013/2560, หน้า 48-49) อธิบายถึงสองหัวใจหลักแห่งการ

สื่อสารด้วยความกรุณา ดังนี้
1. เราสื่อสารเพื่อให้ผู้อื่นเข้าใจเรา และเพื่อให้เราเข้าใจผู้อื่น ถ้าเราต่างพูดคุยโดยไม่มี

ใครฟัง (เราอาจไม่ฟังแม้แต่ตัวเอง) เราก็จะสื่อสารกันอย่างไม่มีประสิทธิภาพ
2. การฟังอย่างลึกซึ้งและการใช้วาจาแห่งรัก คือเครื่องมือที่ดีที่สุดในการสื่อสาร

เพื่อสร้างและฟื้ นฟูการสื่อสารกับผู้อื่น พร้อมทั้งบรรเทาความทุกข์
3. เราทุกคนล้วนอยากให้ผู้อื่นเข้าใจเรา ถ้าเรายังไม่ได้ฝึกสติ ตระหนักรู้ความทุกข์ของ

ตนเอง และไม่สามารถรับฟังตัวเองได้ดี เมื่อเราปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เราจะกระวนกระวายว่าผู้อื่นจะเข้าใจเราหรือไม่ และเราอยาก
เริ่มด้วยการพูดอธิบายเกี่ยวกับตัวเรา แต่การเริ่มพูดเช่นนั้นมักจะไม่ได้ผล การฟังอย่างลึกซึ้งจำเป็นต้องมาก่อน

4. การฝึกสติตระหนักรู้ความทุกข์ หมายถึง การรับรู้และโอบกอดความทุกข์ในตนเองและผู้อื่น จะทำให้เกิดความเข้าใจที่
สำคัญเพื่อการสื่อสารที่ดี

5. เมื่อเรารับฟังผู้อื่นด้วยความตั้งใจที่จะช่วยให้เขาเป็นทุกข์น้อยลง นี่คือการฟังอย่างลึกซึ้ง เมื่อเราฟังด้วยความกรุณา
เราจะไม่ติดอยู่กับความคิดตัดสิน

หัวใจหลักข้อที่หนึ่ง การฟังอย่างลึกซึ้ง
: ขณะนี้คือเวลาที่จะรับฟังเท่านั้น

ท่านติช นัท ฮันห์ (2013/2560, หน้า 49-52) อธิบายถึง การฟังอย่างลึกซึ้ง ดังนี้

1. การฝึกฟังอย่างลึกซึ้งเป็นสิ่งมหัศจรรย์ ถ้าเธอสามารถรับฟังด้วยความกรุณาได้สัก
สามสิบนาที เธอจะสามารถ
ลดทอนความทุกข์ของผู้อื่นได้มาก ถ้าเธอไม่ฝึกสติเกี่ยวกับความกรุณา เธอจะไม่สามารถรับ
ฟังได้นานนัก การฝึกสติเกี่ยวกับความกรุณาหมายถึงการรับฟังด้วยเจตนาเดียวเท่านั้น
คือเพื่อช่วยให้ผู้อื่นเป็นทุกข์น้อยลง

2. สิ่งที่ผู้อื่นกล่าวอาจจะเต็มไปด้วยการรับรู้ที่ผิด ความขมขื่น การกล่าวหา และการ
ตำหนิ ถ้าเราไม่ฝึกสติ คำพูดของเขาจะกระตุ้นความขุ่นเคือง การตัดสิน และความโกรธในตัว
เรา จนเราสูญเสียความสามารถในการรับฟังด้วยความกรุณา ถ้าเรารักษาความกรุณาให้คงอยู่
เสมอ เมล็ดพันธุ์แห่งความโกรธและการตัดสินในใจของเราก็จะไม่ได้รับการรดน้ำและก่อตัวขึ้น
เราต้องฝึกฝนตนเองก่อน เราถึงจะรับฟังผู้อื่นได้

3. ถ้าเธอไม่พร้อมที่จะรับฟังในบางเวลาก็ไม่เป็นไร ถ้าคุณภาพการฟังของเธอไม่ดีพอ ควรจะหยุดพักไว้ก่อนแล้วค่อย
ฟังต่อในวันอื่น อย่าฝืนตนเองมากเกินไป

4. แล้วเมื่อเราพร้อมที่จะรับฟังอย่างลึกซึ้ง เราจะฟังโดยไม่ขัดจังหวะ ถ้าเราพยายามขัดจังหวะหรือแก้สิ่งที่ผู้อื่นพูด
เราจะเปลี่ยนการสนทนาให้กลายเป็นการโต้แย้ง ซึ่งจะทำลายทุกสิ่ง

5. หลังจากที่เราได้ฟังอย่างลึกซึ้ง และปล่อยให้ผู้อื่นระบายทุกอย่างที่อยู่ในใจทั้งหมด ในเวลาต่อมาเราจะมีโอกาสให้
ข้อมูลบางอย่างที่เขาจำเป็นต้องมีเพื่อปรับความคิดเห็นให้ถูกต้อง แต่ยังไม่ใช่ขณะนี้ ขณะนี้คือเวลาที่จะรับฟังเท่านั้น แม้ว่าเขา
จะกล่าวสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

หัวใจหลักข้อที่สอง วาจาแห่งรัก Freepik
ท่านติช นัท ฮันห์ (2013/2560, หน้า 57-58) ได้อธิบาย

รายละเอียดถึง วาจาแห่งรัก ขอนำเสนอเพียงบางส่วนดังนี้

ถ้อยคำที่เราพูดคือการหล่อเลี้ยง เราสามารถใช้ถ้อยคำที่จะหล่อ
เลี้ยงตัวเราเองและผู้อื่น เราพูดและเขียนในสิ่งที่ถ่ายทอดความกรุณาและ
ความเข้าใจเท่านั้น ถ้อยคำสามารถเปิดใจ และจุดประกายความมั่นใจของ
ผู้อื่น เราสามารถใช้วาจาแห่งรักเพื่อฝึกปฏิบัติความเอื้อเฟื้ อเผื่อแผ่ได้
อย่างมหัศจรรย์

อ้างอิง

ติช นัท ฮันห์ (2013/2560, หน้า 48-49)
ติช นัท ฮันห์ (2013/2560, หน้า 49-52)
ติช นัท ฮันห์ (2013/2560, หน้า 57-58)

สุนทรียสนทนา

(Dialogue)

ในสุนทรียสนทนา เมื่อคนหนึ่งพูดอะไรบางอย่าง คนอื่นก็มักไม่ได้ตอบสนองด้วยความหมายแบบเดียวกับที่คนแรกต้องการ
สื่อ ทว่าความหมายจะคล้ายคลึงกัน แต่ไม่เหมือนกันเลยทีเดียว ด้วยเหตุนี้เมื่อคนที่สองตอบ คนแรกก็จะเห็นความแตกต่าง
ระหว่างสิ่งที่เขาต้องการพูดกับสิ่งที่ผู้อื่นเข้าใจ เมื่อเราพิจารณาดูความแตกต่างนี้ เราอาจมองเห็นสิ่งใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้องกับมุมมอง
ทั้งของตนเองและผู้อื่น ด้วยเหตุนี้ ในสุนทรียสนทนา แต่ละคนจึงไม่พยายามทำให้ความคิดเห็นหรือข้อมูลบางอย่างที่เขารู้แล้วก
ลายเป็นเรื่องที่เข้าใจร่วมกัน แต่เราอาจบอกได้ว่าคนสองคนกำลังสร้างสิ่งใหม่ร่วมกัน นั่นคือ การสร้างสิ่งใหม่ให้เกิดขึ้นด้วยกัน
(Bohm, 2004/2562, หน้า 43)

การสื่อสารที่จะนำไปสู่การสร้างสิ่งใหม่นั้น ผู้สื่อสารต้องรับฟังกันและกันได้โดยเสรี ปราศจากอคติ แต่ละฝ่ายจะต้องสนใจ
เพียงความจริง เพื่อที่จะได้สละความคิดดั้งเดิมของตัวเอง และเมื่อถึงเวลาก็พร้อมที่จะทำสิ่งที่แตกต่าง แต่หากว่าคนสองคนเพียง
แค่ต้องการสื่อความคิดหรือมุมมองของตนเอง นั่นก็จะทำให้พวกเขาไม่ประสบความสำเร็จในการสื่อสาร เพราะแต่ละคนจะได้ยินสิ่ง
ที่อีกฝ่ายพูดผ่านตัวกรองทางความคิดของตน ผลที่เกิดขึ้นก็คือความสับสนที่นำไปสู่ 'ปัญหาการสื่อสาร' ที่ไม่อาจแก้ไขได้
(Bohm, 2004/2562, หน้า 43)

อ้างอิง

Bohm, (2004/2562, หน้า 43)







ตัดสิน/ตีความ กล้องวีดิทัศน์

นักฟุตบอลไทยห่วยแตกจริงๆ นักฟุตบอลไทยแพ้เวียดนาม 7-1
แฟนฉันไม่เคยเอาใจใส่ฉันเลย ฉันไม่ได้รับโทรศัพท์จากแฟนมา สามอาทิตย์แล้ว
ห้องนี้ไม่น่าอยู่เลย ห้องนี้สีแดง
เธอจริงจังกับงานมาก เธอทำงานตั้งแต่ 8 โมงเช้าถึงตี 2
เด็กคนนั้นก้าวร้าว เด็กคนนั้นชกเพื่อน เมื่อเพื่อนบอกว่าไม่ให้เล่นด้วย
สามีฉันไม่เอาไหน สามีฉันค้าขายขาดทุนไปสามแสน
คนไข้คนนี้ขี้โวยวาย คนไข้พูดว่า "พยาบาลที่นี่ไม่ใสใจเลย"
นักเรียนคนนั้นโง่จริงๆ นักเรียนคนนั้นสอบตก 5 วิชา
กรุงเทพไม่สงบเลย เกิดการชุมนุมประท้วงในกรุงเทพมาสามเดือนแล้ว





กลุ่ม รายการความต้องการ

การอิงอาศัยกัน ความรัก ความสัมพันธ์ การยอมรับ ความชื่นชม การเป็นส่วนหนึ่ง ความร่วมมือ การ
สื่อสาร ความใกล้ชิด ความมีน้ำใจ ความเอื้ออาทร ความสม่ำเสมอ ความเข้าใจ ความ
ความคิด คุ้นเคย การดูแลเอาใจใส่ ความเคารพ การสนับสนุน การรับรู้ ความเห็นใจ ความไว้ใจ
สร้างสรรค์ ความอบอุ่น มิตรภาพกำลังใจ การรับฟัง ความร่วมมือ ความเท่าเทียม ความจริง
ชีวิตฝ่ายจิต ความซื่อสัตย์ ความมีระเบียบ ความปรองดอง
วิญญาณ
ความสนุก ความสุข อารมณ์ขัน ความสดชื่น แรงบัลดาลใจ การเล่นสนุก การค้นพบ
การอุทิศตน วิสัยทัศน์
การเป็นตัวของ
ตัวเอง ทิศทางชีวิต ความรัก ความเมตตากรุณา การเกื้อกูลชีวิต สันติสุข ความสงบ การ
ความชัดเจน ดูแลจิตใจ ความงดงาม การใกล้ชิดธรรมชาติ การใกล้ชิดกับพระธรรม/พระเจ้า/
สิ่งสูงสุด
การดูแลร่างกาย
อิสรภาพ ความสามารถ ประสิทธิภาพ เป้าหมายชีวิต การทำเพื่อผู้อื่น
การเฉลิมฉลอง
ความปลอดภัย ความหมายชีวิต คุณค่าของตนเอง ความเคารพตนเอง ศักดิ์ศรี

ความเข้าใจ ความมีสติรู้คิด ความมีประสิทธิภาพ การมีความสามารถ การเติบโต การ
เรียนรู้ ประสบการณ์ การตระหนักรู้ ปัญญา

อาหาร อากาศ น้ำ สัมผัส การพักผ่อน ความสบายกาย การแสดงออกทางเพศ

ทางเลือก การพึ่งพิงตนเอง พื้นที่ของตนเอง ทำอะไรด้วยตัวเองได้ ความเคารพ

ความหวัง การแสดงความเสียใจ การระลึกถึง

การปกป้องจากภัยอันตราย การมีชีวิตรอด ความสบายใจ การรักษาเยียวยา ความ
วางใจ ความมั่นคง













บุคคล ตัดสิน ตีความ ต่อว่า สื่อสารอย่างสันติ รูปตัวอย่าง

แม่กับลูก เป็นเด็กเป็นเล็กสูบบุหรี่แบบนี้ แม่เห็นน้องกายสูบบุหรี่ในห้อง
อยากให้แม่กลุ้มใจตายรึไง (การสังเกต)
แม่กลุ้มใจ (ความรู้สึก)
เพราะแม่อยากให้ลูกมีสุขภาพแข็ง
แรง (ความต้องการ)
ลูกบอกแม่หน่อยได้ไหมว่าเพราะอะไร
ถึงสูบบุหรี่ (การขอร้อง)

หัวหน้ากับลูกน้อง งานของคุณแย่มาก นี่มันลูกค้า ผมส่งงานคุณให้ลูกค้า ลูกค้าบอกว่า
รายสำคัญนะ คุณทำงานอย่างนี้ ไม่พอใจเลย ขอให้ทำใหม่ให้ดูน่าสนใจ
ใช้สมองบ้างไหมเนี่ย กว่านี้ (การสังเกต)
ผมฟังแล้วรู้สึกเครียด (ความรู้สึก)
เพราะผมต้องการให้บริษัทเรามี
ความน่าเชื่อถือ (ความต้องการ)
คุณช่วยติดต่อลูกค้าคนนี้กลับไปได้
ไหม เพื่อดูว่าเขาอยากให้แก้งานยังไง
(การขอร้อง)

พยาบาลกับคนไข้ ทำไมไม่เชื่อฟังหมอบ้างเลย พยาบาลเห็นว่าคุณไม่ได้กินยาตาม
ทำตัวแบบนี้ คงไม่ได้ออกจากโรง หมอสั่ง (สังเกต)
พยาบาลหรอก พยาบาลกังวลใจนะคะ (ความรู้สึก)
เพราะอยากให้คุณเข้าใจว่าโรคนี้จะ
รักษาให้หายขาดได้ ต้องกินยาต่อ
เนื่องตามหมอสั่ง (ความต้องการ)
คุณบอกพยาบาลได้ไหมว่า เพราะ
อะไรถึงไม่อยากกินยา

รูปแบบการปกป้องตนเอง การสื่อสาร
สู้ หรือ Fight

รูปแบบการปกป้องตนเอง การสื่อสาร
สู้ หรือ Fight

หนี







กลุ่ม รายการความรู้สึก สีหน้าแสดงความรู้สึก
สงบ

สดชื่น
ตื่นเต้น
รัก/ชอบ
มีความสุข
ขอบคุณ
สนใจ
มั่นใจ
กังวล

กลัว

อาย
เศร้า
สับสน
เจ็บปวด
โกรธ

เกลียด รายการความต้องการ
เหนื่อย
อ่อนแอ
โหยหา

กลุ่ม

การอิงอาศัยกัน

ความคิดสร้างสรรค์

ชีวิตฝ่ายจิตวิญญาณ

การอุทิศตน
การเป็นตัวของตัวเอง
ความชัดเจน
การดูแลร่างกาย

อิสรภาพ
การเฉลิมฉลอง
ความปลอดภัย







อ้างอิง

ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 23)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 24-27)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 31-34)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 44)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 48-54)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 54)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 75)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 76-95)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 97)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 97-112)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 97)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 98)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 98)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 97)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 98)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 99-101)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 104)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 104)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 104)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 104)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 104)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 122-137)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 123-124)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 124)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 124)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 124)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 124)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 127)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 128)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 128)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 128)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 130)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 130-131)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 130-131)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 130-131)
พรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 136-137)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 139)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 145)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 145)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 145)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 148)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 151-152)

ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 24-27)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 160-161)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว (2559, หน้า 161-163)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 163)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 163-164)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 179)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 179-183)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 180-181)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 181)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 181)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 183-184)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 184)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 185-195)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 185-187)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 83-85, 99-10 1)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 83-85)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 99-101)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 187)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 188)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 189)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 190)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 190)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 191)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 191-193)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 192)
ไพรินทร์โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 192 อ้างถึงใน Rosenberg, 2003, p.203)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 193-194)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 194)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 194-195)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 195)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 205-207)
ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว,(2559, หน้า 209-207)

*แม่น้องเล็ก. (2561). ความสัมพันธ์ในครอบครัว สำคัญมากต่ออนาคตลูก. สืบค้นเมื่อ วันที่ 7 มกราคม 2565.
จาก : https://www.amarinbabyandkids.com/family/parent-child-relationships/
*ประชาชาติธุรกิจ. (2564). 24 มิถุนายน 5 ม็อบชุมนุมไล่ “ประยุทธ์”. สืบค้นเมื่อ วันที่ 7 มกราคม 2565.
จาก : https://www.prachachat.net/politics/news-695470
*ภญ.อุไรศรี ศุภดิลกลักษณ์. (2561). การสื่อสารอย่างสันติ. สืบค้นเมื่อ วันที่ 8 มกราคม 2565.
จาก : https://punnspace.com/p/nvc
*Sanook. (2564). ไบโพลาร์ หรือคนสองบุคลิก สิ่งที่คุณอาจเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคนี้. สืบค้นเมื่อ วันที่ 8 มกราคม 2565.
จาก : https://www.sanook.com/health/2501/
*Klare Heston ,LCSW. (2556). ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม. สืบค้นเมื่อ วันที่ 8 มกราคม 2565.
จาก : https://th.wikihow.com
*สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน. (2562). พ่อแม่แทบทุกคนต้องเคยเผชิญปัญหา, สืบค้นเมื่อ วันที่ 6 มกราคม 2565.
จาก ; https://mgronline.com/qol/detail/9590000054863
*กัญญา นิติโชต. (2563). แนวทางแก้ปัญหาพนักงานทะเลาะกัน, สืบค้นเมื่อ วันที่ 6 มกราคม 2565.
จาก : https://www.bangkokbanksme.com/en/staff-quarrel
*the Asian parent.(2560).หยุดตะคอกใส่ลูก, สืบค้นเมื่อ วันที่6 มกราคม 2565.
จาก : https://th.theasianparent.com/dont-yell-at-your-kid
*the Asian parent. (2560). รักลูกอย่าขขู่ลูก, สืบค้นเมื่อ วันที่6 มกราคม 2565.
จาก : https://th.theasianparent.com/threats-harm-children-070120
*ปัญญพัฒน์ เอี่ยมสิน. (2564). การถูกเยาะเย้ย ในสังคม, สืบค้นเมื่อ วันที่6 มกราคม 2565.
จาก : https://hellokhunmor.com
* kapok. (2556). ผู้สูงอายุ ต้องตรวจสุขภาพอะไรบ้าง. สืบค้นเมื่อ วันที่ 7 มกราคม 2565.
จาก : https://health.kapook.com/view59381.html
*Klare Heston ,LCSW. (2556). ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม. สืบค้นเมื่อ วันที่ 7 มกราคม 2565.
จาก : https://th.wikihow.com
* learningstudio. (2556). คำศัพท์ภาษาอังกฤษหมวดอารมณ์ ความรู้สึก (Emotions Feelings
Vocabulary). สืบค้นเมื่อ วันที่ 7 มกราคม 2565.
จาก : https://www.learningstudio.info

การเรียนรู้ด้วยใจที่ใคร่ครวญ

(Contemplation Education)

ธนา นิลชัยโกวิทย์ และอดิศร จันทรสุข (2552, หน้า 71-73) ได้อธิบายว่า การพิจารณาด้วยใจอย่างใคร่ครวญ คือ
การเข้าสู่สภาวะจิตที่เหมาะสมต่อการเรียนรู้ เพื่อนำไปใช้ทำงานอย่างใคร่ครวญ ต่างจากการใคร่ครวญทั่ว ๆ ไปที่ไม่ได้เน้น
ความคิดเท่านั้น แต่เป็นการใคร่ครวญด้วยกาย ใจ ความคิด และจิตวิญญาณ ซึ่งจะเป็นตัวเชื่อมการเรียนรู้ในด้านต่าง ๆ

การพิจารณาด้วยใจอย่างใคร่ครวญมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ
(ธนา นิลชัยโกวิทย์ และอดิศร จันทรสุข, 2552, หน้า 72)

1) ความสงบ การหยุดนิ่งหรือผ่อนให้ช้าลง ความเงียบ เพื่อเตรียมจิตใจให้พร้อมที่จะเปิดรับ
2) การเปิดรับสิ่งต่างๆ ด้วยความใส่ใจอย่างลึกซึ้ง โดยไม่ตัดสิน
3) การน้อมเข้ามาพิจารณาในใจอย่างใคร่ครวญ ในสภาวะจิตที่เปิดรับมีความสงบ และเป็นกลาง

องค์ประกอบเหล่านี้ทำให้การพิจารณาด้วยใจอย่างใคร่ครวญ มีผลกระทบต่อกระบวนการ
เรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงในหลาย ๆ ด้าน คือ

1) ทำให้จิตใจผ่อนคลาย ไม่เคร่งเครียด กดดัน มีความพร้อมต่อการเรียนรู้มากขึ้น
2) ทำให้สามารถรับรู้สิ่งต่างๆ ได้ตามที่เป็นจริง ไม่ติดอยู่กับนิสัยความเคยชินของจิต และกรอบอ้างอิงของตนเอง
3) การเปิดรับสิ่งต่างๆ โดยไม่ตัดสินทำให้เกิดการรับรู้ที่ละเอียดอ่อน ลึกซึ้ง เข้าใจแง่มุมต่างๆ ทั้งที่เกี่ยวกับตนเอง
และสรรพสิ่งภายนอกได้ชัดเจนขึ้น
4) การถอยออกมาเป็นผู้สังเกตความเป็นไปในตนเอง ทำให้สามารถสังเกตแบบแผน ความเคยชิน และนิสัยของตนเอง
ที่เคยทำไปโดยอัตโนมัติได้ ชัดเจนขึ้น
5) การน้อมเข้ามาใคร่ครวญในใจ ทำให้เกิดความเข้าใจและความตระหนักรู้แบบใหม่ ที่ทำให้สามารถเชื่อมโยงความรู้และ
ประสบการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งกับตนเองและกับบริบทแวดล้อม

ตัวอย่างของการใช้หลักการนี้ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ (ธนา นิลชัยโกวิทย์ และอดิศร จันทรสุข, 2552, หน้า 73)
1) การสงบนิ่งก่อนเข้าสู่กิจกรรม
2) การหยุดใคร่ครวญและบันทึกการเรียนรู้ของตนเองด้วยความสงบหลังกิจกรรมแต่ละช่วง
3) การใช้เวลาตามลำพังในธรรมชาติ
4) การใช้เวลาในการพิจารณาคำถาม เรื่องราว บทกวี ภาพ วัตถุ หรือสิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติ นิ่ง ๆ ด้วยความสงบ
5) การฝึกสนทนาอย่างมีสติ หรือสุนทรียสนทนา
6) การฝึกความรู้สึกตัวและการมีสติทั้งปฏิกิริยาทางร่างกาย ความรู้สึกนึกคิด วาจา และการกระทำของตนเอง
7) การปล่อยให้มีเวลาผ่อนคลายและทบทวนสิ่งที่ได้เรียนรู้ตามลำพัง

อ้างอิง

ธนา นิลชัยโกวิทย์ และอดิศร จันทรสุข (2552, หน้า 71-73)
ธนา นิลชัยโกวิทย์ และอดิศร จันทรสุข (2552, หน้า 72)
ธนา นิลชัยโกวิทย์ และอดิศร จันทรสุข (2552, หน้า 73)

บรรณนานุกรม

*ทิศนา แขมมณี. (2562).สมรรถนะ : หัวใจของความฉลาดรู้ ใน ราชบัณฑิตยสภา.(บ.ก.), ทำไมจึงต้องสร้างความฉลาดรู้
: ศึกษาจากปรากฏการณ์และทำนายอนาคต. (หน้า 18-28).กรุงเทพฯ : สำนักธรรมศาสตร์และการเมือง ราชบัณฑิตยสภา.

*ธนา นิลชัยโกวิทย์ และอดิศรจันทรสุข. (2552). ศิลปะการจัดกระบวนการเรียนรู้ : คู่มือกระบวนกรจิตตปัญญา.นครปฐม
: ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล.

*ไพรินทร์ โชติสกุลรัตน์ และนริศ มณีขาว. (2559). สื่อสารสร้างสันติ. นครปฐม: สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา
มหาวิทยาลัยมหิดล.

*สำนักงานราชบัณฑิตยสภา.(2562). พจนานุกรมศัพท์ศึกษาศาสตร์ร่วมสมัย ชุดความฉลาดรู้ (literacy) ฉบับราชบัณฑิต
ยสภา. กรุงเทพฯ : สำนักงานราชบัณฑิตยสภา.

*ติช นัท ฮันห์. (2560). ศิลปะแห่งการสื่อสาร. [The Art of Communicating] (จิตร ตัณฑเสถียร).
กรุงเทพฯ : เนชั่นบุ๊คส์.(ต้นฉบับพิมพ์ ปี ค.ศ. 2013).


Click to View FlipBook Version