The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานเชิงวิชาการ-1

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by chapa_203, 2021-03-19 09:11:08

รายงานเชิงวิชาการ-1

รายงานเชิงวิชาการ-1

รายงานเชิงวิชาการ
จติ วเิ คราะห์

เสนอ
ครูณัฐรภริ มณ์ วราสนิ ธ์

ผู้จัดทำ
นางสาวนชั ชา จนั คลี ี เลขที่ ๑๓
นางสาวมธตุ ฤณ โพธเิ์ สียว เลขท่ี ๒๗
นักเรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ ๕/๑๐

รายงานนเ้ี ป็นส่วนหน่ึงของวชิ าภาษาไทยพน้ื ฐาน (ท๓๒๑๐๒)
ภาคเรยี นที่ ๒ ปกี ารศึกษา ๒๕๖๓

โรงเรยี นศรรี าชา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบรุ ี



คำนำ

รายงานฉบบั นีเ้ ป็นส่วนหนงึ่ ของวิชา ท๓๒๑๐๒ รายวิชาภาษาไทย ช้ันมัธยมศกึ ษาปี
ท่ี ๕ โดยมจี ดุ ประสงค์ เพือ่ การศกึ ษาค้นคว้าหาขอ้ มูลจากเร่ือง ซึง่ รายงานน้ีมีเน้อื หา
เกี่ยวกบั ทฤษฎจี ติ วิเคราะห์และหลักการเกีย่ วกบั จติ เพ่ือให้ความรู้เกี่ยวกับจติ ของมนษุ ย์

กลุ่มผจู้ ัดทำไดเ้ ลือก หวั ข้อนี้ในการทำรายงานการศกึ ษาค้นคว้าในคร้ังน้ี เนอื่ งมาจาก
เป็นเรือ่ งทน่ี า่ สนใจ รวมถึงความสำคญั ของเทคนิคจติ วิทยาและจติ บำบัดทเี่ กี่ยวขอ้ งกล่มุ
ผจู้ ัดทำจะตอ้ งขอขอบคุณ คุณครูณฐั รภิรมณ์ วราสนิ ธ์ ผใู้ ห้ข้อแนะนำ แนวทาง
การศึกษา และเพอื่ น ๆ ทกุ คนท่ีให้ ความช่วยเหลอื มาโดยตลอด กลุ่มผ้จู ัดทำหวงั ว่ารายงาน
ฉบับน้ีจะใหค้ วามรู้ และเปน็ ประโยชนแ์ กผ่ ู้อา่ น นักเรียน หรอื ผ้ทู ก่ี ำลังสนใจขอ้ มูลในเร่อื ง
ดงั กล่าว

คณะผู้จัดทำ

สารบญั ข

คำนำ หน้า
สารบัญ ก
นิยามของจติ วเิ คราะห์ ข
บดิ าแหง่ ทฤษฎีจิตวเิ คราะห์ ๑
ระดับของจิตใจ ๑
โครงสร้างของจิตใจ ๒
สญั ชาตญาณ ๒
กลไกการป้องกนั ทางจิต ๓
กลไกการป้องทางจิตท่ีสำคญั ๔
พฒั นาการของบคุ ลกิ ภาพ ๔
การปฎิบัตกิ ารพยาบาล ๘
บรรนานุกรม ๙
๑๐



นิยามของจติ วิเคราะห์

เปน็ ชดุ ทฤษฎีและเทคนิคจติ วิทยาและจติ บำบดั ท่ีเก่ียวขอ้ ง ซึ่งเดมิ แพทย์ชาวออสเตรยี ซิกมุนด์
ฟรอยด์ ทำใหแ้ พร่หลายและบางส่วนกำเนดิ จากงานด้านการรักษาของโยเซฟ บรอแยร์ (Josef Breuer)
และอ่ืน ๆ นับแต่น้นั จติ วิเคราะห์ไดข้ ยายและมกี ารทบทวน ปฏริ ูปและพัฒนาในทศิ ทางตา่ ง ๆ เดมิ โดย
ผรู้ ว่ มงานและศิษยข์ องฟรอยด์ เชน่ อลั เฟรด อัดแลรแ์ ละคารล์ กสุ ทฟั ยงุ ผูพ้ ัฒนาความคิดของตนเอง
เปน็ เอกเทศจากฟรอยด์ นักจิตวิทยาฟรอยดใ์ หม่ (neo-Freudian) สมยั หลังมเี อริช ฟรอมม์, คาเริน ฮอร์
ไน, แฮร์รี สแทก ซัลลแิ วนและฌคั ลาคา (Jacques Lacan)

บิดาแหง่ ทฤษฎีจิตวเิ คราะห์

ซกิ มนั ด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud) จิตแพทยช์ าวออสเตรยี เชอ้ื สายยิว เกดิ เม่ือวนั ที่ ๖
พฤษภาคม พ.ศ.๒๓๙๙ ในจกั รวรรดิออสเตรยี ซ่ึงปัจจุบนั คือ สาธารณรฐั เช็ก และเสียชีวติ วันท่ี ๒๓
กนั ยายน พ.ศ.๒๔๘๒ รวมอายุ ๘๓ ปี ครอบครวั มีอาชีพขายขนสตั ว์ มีฐานะปานกลางซิกมนั ด์ ฟรอยด์
(Sigmund Freud) สนใจด้านวิทยาศาสตร์มาตั้งแต่เดก็ เรียนจบจากมหาวทิ ยาลยั เวยี นนาสาขา
วทิ ยาศาสตร์ แล้วเรยี นตอ่ สาขาแพทยศาสตร์ จากนน้ั ได้ไปศึกษาตอ่ ด้านโรคทางสมองและประสาททกี่ รงุ
ปารสี กับหมอผู้เช่ียวชาญด้านอมั พาต ท่ีนั่นฟรอยดไ์ ด้คน้ พบวา่ ความจริงแลว้ คนไขบ้ างรายป่วยเปน็
อัมพาตเน่อื งจากภาวะทางจติ ใจไม่ใช่รา่ งกาย

เม่อื อายุได้ ๑๗ปี เขาสอบเข้าศกึ ษาต่อวชิ าแพทยศาสตร์ท่มี หาวิทยาลยั แหง่ กรงุ เวียนนาได้ หลังจาก
เรียนจบเขาไดค้ ้นคว้าตอ่ ทางด้านเซลล์สมอง และไดไ้ ปศึกษาเกี่ยวกับโรคทางสมองและประสาทท่ีกรุง
ปารสี กับชาร์โก ซึ่งเปน็ หมอรักษาคนไขท้ เี่ ป็นอมั พาตอยนู่ น่ั ฟรอยด์ได้พบวา่ คนไขบ้ างรายปว่ ยเป็น
อัมพาตเนอ่ื งจากภาวะทางจติ ใจไม่ใช่ทางร่างกาย เมือ่ กลบั มายังกรงุ เวยี นนา เขาตัดสินใจทำงานเปน็
แพทยท์ างด้านสมองและประสาท และแตง่ งานกบั มารธ์ า เบิรน์ เนย์ จนมลี ูกด้วยกนั ถึง ๖ คน

ฟรอยด์ได้พบคนไข้ที่เปน็ อัมพาตเนื่องจากปัญหาทางจติ ใจหลายราย เขาจึงใช้วิธีการรกั ษาแบบจิต
วเิ คราะห์ คอื ให้ผู้ปว่ ยเล่าถงึ ความคับข้องใจหรือความหวาดกลวั และพยายามใหผ้ ปู้ ่วยเข้าใจเหตกุ ารณ์
น้นั เพอ่ื ลดความขดั แย้งในใจ ปรากฎวา่ มีผู้ป่วยหลายรายหายจากการอมั พาตเมื่อรักษาดว้ ยวิธนี ้ี ในตอน
แรก มีผู้คัดค้านไม่ยอมรับ แต่ฟรอยดก์ ไ็ ดศ้ ึกษาและทดลอง จนผลงานของเขาเป็นทย่ี อมรบั ท่วั ไปในปี
๑๙๓๐



อนึ่ง ฟรอยดเ์ ป็นทงั้ แพทย์และนกั จติ วทิ ยา เป็นผบู้ กุ เบิกการศึกษาทางดา้ นจิตวิทยา ทฤษฎี
ต่างๆ ของเขาที่คน้ พบยงั คงนำมาใช้รักษาโรคทางจิตอยู่ทกุ วนั นี้ เช่น ทฤษฎีบุคลกิ ภาพแบบจิตวิเคราะห์
ซง่ึ กล่าวว่า พลังจิตใต้สำนึกมผี ลต่อพฤตกิ รรมของแตล่ ะบุคคล และจำแนกบุคคลใหแ้ ตกตา่ งกัน

ฟรอยดเ์ ชื่อวา่ พฤติกรรมทุกพฤติกรรมมีความหมาย ไมไ่ ด้เกิดขึน้ โดยบงั เอญิ แต่จะมจี ติ สว่ น
หนง่ึ ดำเนินการและสัง่ การใหเ้ กดิ รูปแบบพฤตกิ รรมนั้นๆ และสิ่งที่มอี ทิ ธิพลในการแสดงพฤติกรรม ไดแ้ ก่
ประสบการณ์ในวยตั น์ ชวี ติ ซ่ึงฟรอยดเ์ ชื่อวา่ ประสบการณเ์ หลา่ นีจ้ ะฝังแน่นอยูใ่ นจติ ใจ บคุ คลอาจไม่
รตู้ วั แต่ประสบการณ์ดงั กลา่ วจะมีส่วนทำให้บุคคลแสดงพฤติกรรมออกมาภายหลัง การทำความเข้าใจ
มนษุ ยแ์ ละพฤตกิรรมของมนุษยต์ ามแนวคิดจติ เคราะห์เกีย่ วข้องกับการทำความเข้าใจแนวคิดหลัก ๕
แนวคิด ซ่งึ เชื่อวา่ เปน็ องคป์ ระกอบใหญใ่ นพฤตกิรรมมนษุ ย์ ได้แก่ ระดับของจิตใจ โครงสร้างของจิตใจ
สัญชาตญาณ กลไกการป้องกนั ทางจิต และพัฒนาการของบคุ ลกิ ภาพ

ระดบั ของจติ ใจ (Level of the Mind)

ระดบั ของจิตใจ ฟรอยดอ์ ธบิ ายวา่ หากจะพจิ ารณาจิตใจของมนุษยต์ ามความรสู้ ึกตัวแลว้ จะแบ่ง
ระดับความรสู้ กึ ของจิตใจออกเป็น ๓ ระดบั คอื

๑.๑ จิตสำนกึ (The conscious level) เป็นสว่ นของจติ ใจที่เจ้าตัวรู้สึกและตระหนกั ในตนเองอยู่
พฤติกรรมท่ีแสดงออกอยภู่ ายใตก้ ารควบคมุ ดว้ ยสตปิ ญั ญา ความรู้ และการพิจารณาใหเ้ หมาะสมกบั สิ่งท่ี
ถกู ตอ้ งและสังคมยอมรบั

๑.๒ จิตกึ่งสำนกึ (The subconscious level) เปน็ ระดับของจิตใจท่ีอยูใ่ นชั้นลกึ ลงไปกว่าจิตสาํ นึก
คอื
เจ้าตวั ไมไ่ ดต้ ระหนกั รู้ตลอดเวลา หากแตต่ ้องใชเ้ วลาคิดหรอื ระลึกถึงชั่วครู่ และประสบการณต์ ่างๆจะถกู
ดึงมาสู่จิตสํานึก ๒ จิตใจสว่ นน้ีจะช่วยขจดั ขอ้ มลู ที่ไม่จําเปน็ ออกจากความร้สู ึกของบคุ คลและเก็บไว้แต่
ในสว่ นทมี่ คี วามหมายตอ่ ตนเองจติ ใจส่วนนด้ี ําเนนิ การอยู่ตลอดเวลาในชวี ิตประจาํ วัน

๑.๓ จิตใตส้ ำนกึ (Unconscious level) เปน็ ระดบั ของจิตใจในช้ันลกึ ท่เี จา้ ตวั เกบ็ ไวใ้ นสว่ นลึก อัน
ประกอบด้วยความตอ้ งการตามสญั ชาตญาณต่างๆซงึ่ ไมอ่ าจแสดงได้อย่างเปดิ เผยและประสบการณ์ท่ี
เกิดข้นึ ในแตล่ ะขัน้ ตอนของพฒั นาการในชวี ติ ท่มี นษุ ย์เกบ็ สะสมไว้ โดยเฉพาะที่ก่อใหเ้ กดิ ความเจ็บปวด
ฟรอยดก์ ลา่ ววา่ มนุษยจ์ ะเก็บความร้สู กึ ทางลบไว้ในสว่ นจติ ใตส้ ํานึก และจะแสดงออกในบางโอกาส ซงึ่
เจ้าตัวไม่ไดค้ วบคุมและไมร่ สู้ กึ ตวั ฟรอยดเ์ ช่ือว่า การทําความเข้าใจมนุษย์ต้องทาํ ตามความเข้าใจจติ ใจ
ส่วนนดี้ ว้ ย

โครงสร้างจิตใจ (Structure of Mind)



โครงสรา้ งของจิตใจ ฟรอยดอ์ ธบิ ายวา่ จิตใจของมนษุ ย์ ประกอบด้วยโครงสรา้ งหลักทีเ่ ปน็
องค์ประกอบอยู่ ๓สว่ น คอื

๒.๑ อดิ (Id) คอื สัญชาตญาณ หมายถงึ สว่ นของจิตที่ยงั ไมไ่ ดข้ ัดเกลา เปน็ สว่ นดัง้ เดมิ ของมนุษย์ที่
ตดิ ตัว
มาแตก่ ําเนิด และเปน็ แรงขับของสญั ชาตญาณพ้นื ฐาน มงุ่ ใหไ้ ด้รบั ผลประโยชน์ตอ่ ตนเองหรือความพงึ
พอใจและความสุขของตนเองเป็นหลกั (Pleasure principle) กระบวนการทํางานของจติ ส่วนนไ้ี มไ่ ดน้ าํ
เหตผุ ลและความเป็นจรงิ อ่นื ๆมาเกยี่ วข้อง แตเ่ ป็นการตอบสนองความต้องการตามสญั ชาตญาณ
ฟรอยด์เรยี กกระบวนการทาํ งานของจิตส่วนน้ีว่าเปน็ กระบวนการคดิ แบบปฐมภมิ(ู Primary thinking
process) ได้กลั่นกรองหรอื ขดั เกลาให้เหมาะสม

๒.๒ อโี ก้(Ego) เรยี กอีกอยา่ งว่า ตัวตนแหง่ บคุ คล หรอื Self เปน็ ส่วนของจิตใจทกี่ ารดาํ เนนิ โดยอาศัย
เหตุและผล การเกิดของส่วนนจ้ี ะทาํ ให้Id ถูกผลักดันลงไปสจู่ ติ ใจระดบั จติ ใตส้ ํานึกและเปน็ ตัว
ประสานงานระหว่างความตอ้ งการตามสญั ชาตญาณกับโลกภายนอกตามหลักแหง่ ความเปน็ จรงิ (Reality
Principle) การทํางานของจติ สว่ นนอ้ี ยู่ในระดบั ที่บุคคลรตู้ วั มกี ารพนิ ิจพิจารณากลั่นกรอง เพ่ือใหก้ าร
ตอบสนองตามความต้องการแรงขับของId อยใู่ นขอบเขตของความเหมาะสมตามมาตรฐานของสังคม จงึ
เรยี กกระบวนการคิดลักษณะน้วี า่ กระบวนการคิดแบบทตุ ยิ ภมิู(Secondary thinking process)

๒.๓ ซปุ เปอร์อีโก้ (Super Ego) หรอื มโนธรรม เปน็ ส่วนของจติ ใจทีท่ ําหนา้ ท่ีเกย่ี วกบั ความรูส้ กึ ผิด
ชอบ
ชั่วดี ถูกผิดตามศลี ธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณแี ละศาสนา แบง่ ออกเป็น ๒ ส่วน คือ

๒.๓.๑ มโนธรรม (Conscience) เกดิ จากการอบรมส่งั สอนของพ่อแมห่ รือผเู้ ลยี้ งดู เป็นการสอนทั้ง
ทางตรงและทางออ้ มให้แกเ่ ดก็ เช่น สอนว่าอะไรไม่ควรทาํ ถ้าทําผิดจะถกู ลงโทษ หรือ การท่ีการที่เดก็
ไดเ้ ห็นการกระทาํ ของพอ่ แม่ ผใู้ กล้ชิด และจากครอบครัวอยู่เสมอ กเ็ ป็นการปลกู ฝังโดยเดก็ ได้รบั
ประสบการณ์จากสง่ิ เหลา่ น้ี ซงึ่ เรียกวา่ เปน็ การสะสมในส่ิงดงี ามตดิ ตวั มาตลอด เมื่อโตข้นึ ถา้ ทาํ อะไรขัด
กบั มโนธรรมจะกอ่ ใหเ้ กดิ ความสํานกึ ผิด (guiltfeeling)

๒.๓.๒ อุดมคติแห่งตน (ego-ideal) เกดิ จากการอบรมสง่ั สอนของพอ่ แมแ่ ละผอู้ ่ืนเชน่ กัน เป็นการ
สอนว่า
อะไรควรทาํ อะไรไมค่ วรทาํ เมอื่ โตขนึ้ ถ้าทําตามอุดมคติแหง่ ตนจะกอ่ ให้เกิดความรู้สกึ อ่มิ ใจและ
ภาคภมู ิใจ ส่วนสําคัญของ super Ego เกิดขึ้นในส่วนปลายของระยะปมออดพิ สุ เมือ่ เดก็ อายปุ ระมาณ ๕-
๖ ปี เด็กจะพยายามรบั เอามาตรฐานทางศีลธรรมและอดุ มคติจากพ่อแม่เข้ามาไวใ้ นตน พยายามซึมซา
บสงิ่ เหลา่ นี้จนกลายเปน็ คุณธรรมของตนเอง ๓ โครงสร้างจิตใจ ๓ ระบบนี้มีความสมั พนั ธ์กนั ถ้าทํางาน
สัมพนั ธ์กันดกี ารแสดงออกหรือบุคลกิ ภาพก็เหมาะสมกับตน แตถ่ ้าโครงสรา้ งทั้ง ๓ ระบบทาํ หน้าท่ี
ขดั แย้งกับบุคคลก็จะมพี ฤตกิ รรมหรอื บคุ ลิกภาพที่มาราบรน่ื ผดิ ปกตหิ รอื ไม่เหมาะสม



สัญชาตญาณ (Instinct)

ตามทฤษฎจี ติ วเิ คราะห์ ฟรอยดเ์ ชื่อว่า พลังผลกั ดันทางบุคลิกภาพมาจากพลงั งาน ๒ ประเภท
คอื พลังทางรา่ งกาย (Physiologocal energy) และพลังจติ (Psychic energy) พลังทั้งสองชนิดน้ีจะ
เชอื่ มโยงกัน พลังงานทางจิตอยภู่ ายใต้จิตไร้สํานึก และเป็นตวั พฤติกรรมในคน ตัวเชือ่ มระหวา่ งพลงั งาน
ทางกายและพลังงานทางจิต คือสัญชาตญาณ แบ่งออกเป็น ๒ ประเภท คือ

๓.๑ สัญชาตญาณทางเพศ (Sexual Instinct or Life of Libodo) คือ สญั ชาตญาณเพอื่ เอาชวี ิตรอด
และการดํารงเผา่ พันธ์ุ ทําหนา้ ที่ผลกั ดันใหม้ นุษย์แสวงหาความพอใจตามท่ีต้องการการสบื พันธุม์ ี
ลกั ษณะเปน็ พลังสร้างสรรค์ ส่วนสําคัญที่สุด คือ แรงขบั ทางเพศ ซงึ่ ถือวา่ มีมาต้ังแต่แรกเกิด ซงึ่ มบี ริเวณ
ทก่ี ่อใหเ้ กดิ ความพงึ พอใจตามอวยั วะตา่ งๆของร่างกายตามวัยของการพัฒนา

๓.๒ สัญชาตญาณทางก้าวรา้ ว (Aggressive Instinct of Death Instinct of Mortido) ทาํ หน้าที่
ผลักดันใหม้ นษุ ย์แข่งขนั กนั ชิง่ ดชี งิ เดน่ กัน เอาชนะกนั มีลักษณะเป็นพลงั ทาํ ลายพยายามทาํ ทกุ สิง่ ทุก
อย่างแยกออกจากกัน สัญชาตญาณทางเพศ และทางก้าวรา้ วอาจเกดิ ร่วมกันได้ เชน่ การแขง่ ขนั เพื่อ
แย่งชิงเอาสิ่งทต่ี นรกั และหวงแหนการตอ่ สู้เพอื่ เอาเอกราช เปน็ ตน้

กลไกการปอ้ งกนั ทางจิต ( Defense mechanism)

ฟรอยดเ์ ชือ่ วา่ มนษุ ยไ์ ม่สามารถหลกี เล่ยี งความวติ กกังวลได้ เพราะในชีวติ จริงมนษุ ยจ์ ะไมไ่ ด้รับ
การตอบสนองความตอ้ งการไดต้ ลอดเวลา มนุษย์มีความคับข้องใจ ขัดแยง้ หรือEgo ไม่สามารถทํา
หนา้ ทีค่ วบคุม Id และ SuperEgo ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม มนุษย์จงึ ตอ้ งพยายามหาทางผอ่ นคลาย Ego จึง
แสวงหาวธิ ลี ดภาวะไม่พงึ ปรารถนา โดยวธิ ีการท่ีเรยี กว่า กลไกการปอ้ งกันทางจิต (Defensee
mechanism) ซ่ึงเป็นการปฏเิ สธหรอื ปดิ บังความจริง อันเปน็ กลไกทอี่ ยใู่ นจิตใต้สาํ นกึ มากกวา่ ทาง
จิตสํานึก มีหลายรปู แบบ เป้าหมายของทฤษฎจี ิตวิเคราะห์ คือ การชว่ ยใหบ้ ุคคลออกจากระดับจิตใต้
สาํ นกึ ไปส่จู ติ ร้สู ํานกึ เพือ่ ใหบ้ ุคคลสามารถเขา้ ใจพฤติกรรมทเี่ กดิ ข้นึ ทง้ั อดตี และปัจจุบนั ด้วยการลด
พฤติกรรมเก็บกดและการต่อต้าน ช่วยสาํ รวจความคดิ ความรูส้ ึก วเิ คราะห์ประสบการณ์ในวยั เดก็
เปิดเผยสาเหตขุ องพฤตกิ รรมทเ่ี ปน็ ปญั หาในปัจจุบันอนั นําไปสู่ความเข้าใจ ตระหนัก และยอมรับการ
เจบ็ ปว่ ยได้ เกดิ ความรู้จักตน(Insight) ลดการมพี ฤติกรรมท่แี สดงถงึ ความพา่ ยแพต้ นเอง

กลไกการป้องทางจติ ท่สี ำคัญ (Defense mechanism)

๑. การเก็บกด (Repression) เป็ นการเกบ็ กดความคดิ ความรสู้ ึก หรอื ความต้องการท่ีตนเอง
ยอมรบั ไม่ได้จากจิตร้สู ํานึก(Conscious Mind)ลงไปเก็บไว้ในระดบั จติ ใตส้ าํ นึก(Unconscious Mind)
ดงั นัน้ บคุ ลิกภาพในระดบั จติ ใต้สาํ นกึ จึงเต็มไปด้วยความทรงจาํ ท่ไี ม่น่าอภริ มย์ ความต้องการทางเพศท่ี
ถูกห้าม เป็นตน้ จะเหน็ ว่าสงิ่ ทเ่ี ก็บกดไวไ้ มไ่ ด้หายไปไหนแต่มนั จะลงไปอยู่ในระดบั จิตใตส้ าํ นกึ ซ่ึง



สามารถใชก้ ารสะกดจิตหรอื การใชย้ าใหอ้ ยใู่ นภาวะครึง่ หลับครึ่งตื่นช่วยให้บคุ คลนําสิง่ ที่เกบ็ กดไว้ข้ึนมา

ในระดบั จิตสาํ นกึ ได้

ตัวอย่างทพ่ี บไดใ้ นชวี ติ ประจําวนั
- การลืมทํางานทีไ่ ดร้ บั มอบหมาย
- การลืมนดั หมายกบั คนที่ไม่ชอบ
ตัวอย่างท่ีเปน็ พยาธสิ ภาพ
-การลมื เร่อื งราวเก่ยี วกบั ตนเอง
- ผ้ปู ่วยที่บอกพ่อแมว่ ่าพ่อแมไ่ ม่ใชพ่ ่อแม่ของตนเอง

๒.การลืม (Suppression) คล้ายคลงึ กบั Repression แตเ่ ป็นกระบวนการของจติ รสู้ าํ นกึ เป็นการ
พยายามท่ีจะผลกั ดันส่งิ ท่ไี ม่สบายใจออกไปจากจิตใจโดยการพยายามท่จี ะไม่นึกถงึ หรอื ลมื เสีย
ตวั อยา่ ง
- คนที่ถูกเพอื่ นสนทิ วิจารณจ์ ะพยายามลมื คําวจิ ารณน์ ั้นเสยี เพราะก่อใหเ้ กิดความรสู้ ึกไมด่ ี
- พอ่ แมน่ บั หนึง่ ถึงสิบเพือ่ พยายามจะลืมความโกรธท่ีลกู ดอื้ ร้ัน
- ผ้ปู ่วยจิตเวชบอกวา่ ฉนั ไมม่ อี ะไรจะบอกคณุ

๓. การเลียนแบบ (Identification) เปน็ การลอกเลียนแบบพฤตกิ รรม ท่าทาง ความคดิ และความร้สู ึก
ของบคุ คลอน่ื ที่ตนนิยมชมชอบหรอื สูเ้ ขาไมไ่ ดม้ าเปน็ ของตน เพอ่ื ชว่ ยสร้างความรูส้ ึกท่มี ีคุณค่าใหก้ ับ
ตนเอง เช่น เลียนแบบครู ดารา นักกฬี า เป็นตน้ กลไกทางจิตชนิดน้ีจะพบไดใ้ นระยะ Oedipus period
ซึง่ เป็นการเร่มิ ตน้ เลยี นแบบบุคลกิ ลักษณะทางเพศที่ถกู ต้องของเดก็ แตถ่ า้ ล้มเหลวในขนั้ พฒั นาการน้ี
เด็กจะเลียนแบบผิดเพศ เช่น เดก็ ผู้ชายเลียนแบบแม่ เด็กผหู้ ญงิ เลียนแบบพอ่ ดงั นั้น กลไกทางจติ ชนิด
นจี้ งึ นบั ไดว้ า่ ดีและมีประโยชน์ ถ้าเลือกแบบอยา่ งที่เหมาะสม แตจ่ ะเป็นการมาดีถา้ เลียนแบบตวั อย่าง
ท่มี าถูกต้องเหมาะสมถูกต้อง เชน่ เลยี นแบบพฤติกรรมผ้รู ้าย เลียนแบบพฤติกรรมอ่อนแอขโ้ี รคของคน
ในครอบครวั เปน็ ต้น

๔. การโทษตนเอง ( Introjection) เป็นกระบวนการทบี่ ุคคลจะนาํ เอาความคิด ปรัชญา ทศั นคตแิ ละ
อนื่ ๆเข้ามาไว้เปน็ ของตนเอง เชน่ ผปู้ ่วยจติ เวชทีมักใช้กลไกชนดิ น้โี ดยรับเอาความผดิ เขา้ มาไวใ้ นตนเอง
และโทษวา่ ตนเองไม่ดีจนทําให้เกิดพฤติกรรมฆา่ ตัวตาย

๕. การกลา่ วโทษผูอ้ ืน่ (Projection) เปน็ การโยนความผดิ ให้กับผอู้ ่ืน ทัง้ ๆที่เป็นความผดิ ของตนเอง

รบั ผดิ ชอบต่อพฤติกรรม ความคดิ ความรู้สกึ ทไ่ี มเ่ ป็นทยี่ อมรบั ของเขาได้
ตวั อย่าง
- คนท่ีไปงานเล้ยี งแลว้ น่ังคนเดยี ว จะโทษว่าคนอื่นไมม่ าพดู คยุ กบั เขา



- สอบตกกบ็ อกวา่ ครสู อนไม่ดี
- รําไม่ดโี ทษปี่ โทษกลอง
- ผ้ปู ว่ ยบอกวา่ เขาไมไ่ ด้ป่วย แตญ่ าติทพ่ี ามาปว่ ย
Projection เปน็ กลไกทางจติ เมอื่ ใช้บอ่ ยๆจนไม่สามารถรบั รูส้ ภาพความเปน็ จรงิ จะเกิดอาการหลงผิด
คิด
ว่ามีคนปองรา้ ย (Delusion of persecution) พบไดใ้ นผู้ป่ วยหวาดระแวง (Paranoid patient)

๖. การหาเหตผุ ลเขา้ ขา้ งตนเอง (Rationalization) เป็นการพยายามหาเหตผุ ลมาอธบิ ายพฤติกรรม
ความคดิ
ความรสู้ กึ ทีท่ ําให้เกิดความผิดหวงั เพอื่ ปกปอ้ งตนเองจากความรู้สึกผิดหรอื ความบกพร่องเพอ่ื ลด
ความเครยี ด เพ่ือรักษาศกั ดิ์การหาเหตุผลเข้าข้างตนเอง แบ่งเป็น 2 ชนดิ คือ
๖.๑ แบบองุ่นเปรี้ยว(Sour grape) เปน็ การให้เหตผุ ลวา่ สง่ิ ที่ตนเองตอ้ งการแลว้ ไม่ไดน้ นั้ เปน็ ส่งิ ไมด่ ี
เช่น - อยากเรียนหมอ แต่สอบไม่ติด กบ็ อกวา่ อาชพี หมอเปน็ ส่ิงไมด่ ี ทาํ ใหเ้ ครยี ด ตายเรว็

- รกั ผหู้ ญิงแล้วไม่รกั ตอบ กบ็ อกว่าผู้หญงิ คนนน้ั ไม่คู่ควรกบั ตนเอง
๖.๒ แบบมะนาวหวาน (Sweet lemon) เป็ นการหาเหตุผลมาสนบั สนนุ วา่ เม่ือตนต้องการสง่ิ ใดแล้ว
ไม่
สามารถหามาได้ แต่สิ่งที่ตนเองประสบหรอื การกระทาํ ของตนเปน็ สิง่ ทีด่ ีที่สุดแลว้ เช่น
- อยากได้แฟนหลอ่ แต่หาไมไ่ ด้ ก็พยายามปลอบใจตนเองว่า ถึงไมห่ ล่อแตก่ น็ ิสัยดี
- มีบ้านเล็กกบ็ อกว่าดี ดูแลทาํ ความสะอาดง่าย
- คนจน บอกวา่ ดี ไม่ต้องกลวั โจรมาปลน้
คนโสดท่ีใหเ้ หตุผลว่า ชวี ิตมีอิสระดี ไดเ้ ปน็ ตัวของตัวเอง แล้วใชช้ ีวิตอิสระด้วยการทํางานที่พอใจ
ท่องเทยี่ ว
มเี พ่อื นทเี่ ข้าใจ ทัศนคติตรงกนั แต่ถ้าอ้างเหตุผลแล้วยงั ร้สู กึ ทกุ ขใ์ จ เช่น เหงา วา้ เหว่ อยากมีคู่ครอง ก็
แสดงว่ากลไกนใ้ี ชไ้ มไ่ ดผ้ ล

๗. ชดเชย (Compensation) เปน็ กลไกการปรับตัวเพ่ือข่มลกั ษณะด้อยของตนเองโดยการสรา้ งปม
เด่นเพอ่ื แทนปมด้อยเดมิ เพอ่ื ให้ตนรู้สกึ สบายใจข้ึน กลไกน้ึจะช่วยใหบ้ คุ คลเกิดความรู้สกึ ยอมรับนบั ถือ
ตนเอง ซึ่งเป็นกลไกทางจิตท่ีคอ่ นขา้ งดี ถ้าหาส่ิงชดเชยไปในทางสรา้ งสรรค์และบุคคลประสบ
ความสําเร็จ เชน่
- คนท่ีเรยี นไมเ่ กง่ ก็หันไปเอาดดี า้ นกีฬา
- คนตัวเล็กแสดงความสามารถจนไดร้ ับการแตง่ ต้ังใหเ้ ป็นหวั หน้างาน
แตถ่ ้าสง่ิ ชดเชยนน้ั เป็นไปในทางเสยี หาย เชน่ ร่างกายพกิ ารมาไดส้ ดั สว่ นไปเปน็ หวั หนา้ โจร วางแผน
ก่อ



อาชญากรรมหรือ คนมาสวยหันไปทุ่มเทกับการเรียนจนร่างกายเจบ็ ปว่ ยและสุขภาพจิตเสีย เป็นตน้

๘. การทดแทน (Sublimation) เปน็ กลไกทป่ี ระนปี ระนอมกับสถานการณ์ เช่น ไม่สามารถแสดง
พฤตกิ รรม
บางอยา่ งทส่ี ังคมไม่ยอมรบั ใหเ้ ปน็ สง่ิ ท่ีสังคมยอมรับได้ เช่น
- คนทม่ี ีความตอ้ งการทางเพศก็แสดงออกมาในทางศิลปะท่ีสรา้ งสรรค์ เชน่ เขียนบทกลอน นวนิยาย

วาดภาพ
เปน็ ต้น
- ความกา้ วร้าวหรือความไม่เปน็ มิตร แสดงออกมาในการเลน่ กีฬา โต้วาที เปน็ ตน้

๙.การยา้ ยท่ี(Displacement) คอื การเคล่อื นย้ายอารมณท์ ่มี ตี ่อส่งิ ท่ีเป็นตน้ ตอท่ีทาํ ให้เกดิ อารมณ์ไม่ดี
ไปสู่
สง่ิ ท่ีปลอดภัยกวา่ และสามารถแสดงความรู้สกึ น้นั ได้ เชน่
- โกรธแม่ จึงกระแทกประตอู ยา่ งแรง
- ถูกครูด่า โกรธมากแต่ทําอะไรไมไ่ ด้ เหน็ หมานอนอยขู่ า้ งถนนก็เลยเตะหมาเพื่อใหห้ ายแค้น

๑๐. การถดถอย (Regression) เป็นกระบวนการท่บี ุคคลหนคี วามคับขอ้ งใจ ความวติ กกังวลต่างๆ โดย
กลับไปมีพฤตกิ รรมท่ีออ่ นกวา่ วยั มีพฤตกิ รรมถดถอยไปสู่พฤตกิ รรมในระยะต้นๆของชวี ิต เช่น
- เดก็ ท่แี มม่ นี ้องใหม่ กลบั มาออ้ นแมไ่ มย่ อมกนิ ขา้ วเอง ทั ง้ ทีท่ ําได้เองแล้ว
- ผู้ปว่ ยจติ เวชที่อายมุ ากแลว้ ยังผกู ผมจุก เรยี กตนเองวา่ หนู

๑๑.การปฏิเสธ (Denial) กลไกทางจติ ชนิดนใี้ ช้เพ่ือหนี หลกี เล่ียงความเปน็ จริงท่ีทนรบั ไมไ่ ด้ โดยการ
ปฏเิ สธ
ว่ามนั เกดิ ขน้ึ แล้ว มกั ใช้ในกรณที มี่ ีเหตกุ ารณท์ ี่ทาํ ให้ตกใจ หรือคกุ คามมากๆ เชน่ ภยั สงคราม คนรัก
เสียชวี ติ กะทนั หันเป็นต้น เชน่
- แพทยบ์ อกผ้ปู ่ วยวา่ เป็ นมะเร็ง ผู้ป่ วยไมเ่ ช่ือและไปหาแพทยค์ นใหมใ่ หต้ รวจรกั ษาตน

- ผู้ป่วยมีสามเี สียชีวติ ในสงคราม แต่เธอยังเชือ่ วา่ เขายงั มีชีวติ อย่แู ละตระเตรยี มของใช้เพอื่ รอเขา
กลบั มา
- ผู้ป่วยจติ เภทปฏิเสธความขดั แยง้ ในใจ

๑๒. การแยกออก(Isolation) เป็นกลไกทางจิตทเ่ี กิดข้ึนเมือ่ บุคคลตอ้ งการปกป้องตนเองให้พ้นไปจาก
สถานการณ์ท่ีทําใหไ้ มส่ บายใจ โดยการแยกความคดิ ความรสู้ ึกสว่ นท่ขี ดั แย้งกนั ออกจากกัน หรือการ
แยกความคดิ ทรี่ บกวนจิตใจออกจากอารมณ์ความรู้สึกในขณะน้นั เชน่



- เม่อื มคี วามผดิ พลาดในงาน หวั หนา้ งานสั่งลงโทษลูกน้องคนสนิท ซง่ึ เปน็ ผู้กระทาํ ผดิ โดยไม่ได้
ช่วยเหลอื
- ขณะท่ีนักศึกษาฟงั บรรยายดว้ ยสีหน้าต้งั ใจ แตเ่ ขากลบั นกึ เร่ืองอ่นื อยู่

๑๓.การแยกตัว (Withdrawal) เป็ นการหลกี หนีไปจากสงิ่ ทีท่ ําใหไ้ ม่สบายใจ โดยการแยกตวั ออกไปอยู่

ตาม
ลําพัง ไม่ยุง่ เกี่ยวติดต่อหรือขอ้ งแวะกับบุคคลหรือสถานการณ์นนั้ ๆ การใชก้ ลไกวธิ นี บ้ี ่อยๆ จะทําให้มี

สัมพันธภาพกับคนอน่ื ลดลง ความสนใจตอ่ เหตกุ ารณส์ ่ิงแวดลอ้ มรอบตัวลดลง และเรมิ่ ถอยห่างออกจาก

สังคมออกไปเรือ่ ยๆ ดังน้นั ถ้าย่ิงใชม้ ากและนาน โอกาสจะกลับสู่สงั คมย่ิงยากขนึ้ เชน่
- การขังตวั อยู่ในหอ้ งเม่ือไมส่ บายใจ

- ผู้ปว่ ยจติ เวชทีน่ ่งั ซกุ ตัวอยูต่ ามมุมตึก โดยไม่สนใจคนหรอื เหตกุ ารณ์ภายนอกเลย

๑๔. การสรา้ งวิมานในอากาศ (Fantasy) อาจเรียกอีกช่ือวา่ ฝันกลางวนั (Day Dream) เปน็ กลไกที่
เกดิ ขึน้ เมื่อบุคคลไมส่ มหวังในตนเองหรือวถิ ชี ีวิตของตน แลว้ พยายามสรา้ งโลกทนี่ ่าสนใจ โลกแห่งความ
ฝันท่มี แี ต่ความสขุ สมหวังแทนโลกแหง่ ความจริง การใช้Fantasy ในกจิ กรรมท่สี รา้ งความสุขแก่สังคมจะ
มปี ระโยชนต์ อ่ สว่ นรวม จะเห็นได้จากศลิ ปนิ มากมายทส่ี ร้างสรรค์ผลงานจากความคิดฝนั จนเกิดเป็น
ผลงานทางศลิ ปกรรม วรรณกรรม สถาปตั ยกรรมมากมายทใ่ี ห้คุณคา่ แก่สงั คม เช่น
- หนงั สือเร่อื ง แฮรร์ ี่ พอตเตอร์
- ตึกรูปช้าง รูปหนุ่ ยนต์
แต่ Fantasy จะดําเนนิ สูพ่ ฤติกรรมทีผ่ ิดปกติ เม่ือความเพ้อฝันนน้ั ไม่อยู่ในโลกแห่งความเปน็ จรงิ บุคคล
ปฏเิ สธที่จะรับรคู้ วามเปน็ จริง เกดิ อาการหลงผดิ คิดอยา่ งที่ตนคิดฝันว่าเป็นจรงิ หลงเข้าไปในโลกทตี่ น
สร้างขึ้น
- ผู้ปว่ ยทคี่ ิดว่าคนมีอาํ นาจพิเศษ
- ผู้ป่วยทีเ่ ชือ่ ว่าตนเองร่ํารวยเปน็ เจา้ ของธุรกิจมากมาย

๑๕.การแสดงปฏิกิรยิ ากลบเกล่อื น หรือปฏิกิริยาตรงกนั ข้าม (Reaction Formation) เปน็ กลไกท่ีความ
ต้องการและทศั นคตทิ ่ีอยู่ในระดบั จติ ใตส้ ํานกึ ถูกกดระงับไว้ แลว้ ถกู แทนท่ีด้วยพฤตกิ รรมและทศั นคติใน
ระดับจิตสาํ นึกใหม่ เน่อื งจากส่ิงทอ่ี ยู่ในจิตใต้สาํ นกึ นน้ั เป็นความรสู้ ึกหรือความอยากท่ีสังคมไม่ยอมรับ
และนํามาซงึ่ ความขัดแย้งทางอารมณจ์ ึงทําให้เกิดการกระทําทตี่ รงกันขา้ มกับความรสู้ ึกท่แี ท้จรงิ ในใจ
เช่น สภุ าษิต ปากอย่างใจอยา่ ง ปากไม่ตรงกับใจ ๗ ตวั อยา่ ง
- หญงิ สาวหลงรกั ชายหนุม่ คนหนึ่งแต่ไมไ่ ดร้ บั ความสนใจตอบ หญงิ สาวอาจแสดงพฤตกิ รรมตรงขา้ ม
กบั ใจโดยทําเป็นไม่สนใจใยดี ท้ังๆทจี่ ริงอยากอยใู่ กล้ อยากพดู คุยด้วย
- การพูดจาอย่างไพเราะย้ิมแย้มกับคนทีต่ นไมช่ อบ



๑๖. การไถบ่ าป (Undoing) เปน็ กระบวนการในระดบั จิตใตส้ ํานกึ (guilty) โดยกระทําพฤติกรรมทีเ่ ปน็
เครือ่ งหมายแสดงถงึ การขอขมา หรอื ลบล้างความผดิ ท่ไี ดเ้ คยกระทําลงไปแล้ว นน่ั คอื การพยายาม
หาทางไถ่บาปไถ่โทษด้วยวิธีการต่างๆ ซง่ึ จะช่วยให้สบายใจขนึ้ ทาํ ใหร้ สู้ ึกว่าตนพ้นผดิ ในวธิ ที ีเ่ หมาะสม
คนเราจะใชก้ ลไกนีเ้ พือ่ สร้างความเข้าใจอนั ดีก่อให้เกิดความปรองดองกับบุคคลที่เคยมเี ร่อื งราว
บาดหมางกนั มากอ่ น แต่ถ้าใชอ้ ยา่ งผิดวธิ จี ะมพี ยาธสิ ภาพซึง่ พบไดใ้ นผปู้ ่วยจิตเวช

ตัวอย่าง
- ผิดนดั กับเพื่อนแล้วพาไปเลีย้ ง
- เคยคดโกงแล้วนําเงนิ ไปบริจาคการกุศล
- ใหพ้ อ่ แม่ หลงั จากทาํ ตัวดื้อรัน้ ทาํ ใหพ้ อ่ แม่เสยี ใจ
- ผู้ป่วยจิตเวชทคี่ ิดว่าตนมบี าปร้ายแรงมาก ตอ้ งไถ่บาปด้วยชีวิต

พัฒนาการของบุคลิกภาพ (Psychosexual development)

ฟรอยด์เชอ่ื ว่า พฒั นาการและประสบการณใ์ นวัยทารกและวัยเด็กเป็นรากฐานของบคุ ลิกภาพ
ของบุคคลวยั ผ้ใู หญ่และมพี ลงั ผลกั ดันจากทางจิตใจซ่ึงสมั พันธ์กบั ความพึงพอใจทางเพศ ซงึ่ พฒั นามา
เปน็ ๕ ระยะ ดงั นี้

๕.๑ ระยะของความพอใจทางปาก (Oral Stage) เรม่ิ ตงั้ แตแ่ รกเกิดถงึ ประมาณ ๑ ปี หมายถงึ
ความสขุ และความพอใจของเด็กจะอยู่ที่ได้รับการตอบสนองทางปาก เช่น การดดู นม การสมั ผสั ดว้ ยปาก
หากเดก็ ได้รับการตอบสนองเตม็ ที่ เดก็ กจ็ ะเจรญิ เติบโตเปน็ ผู้ใหญ่ท่ีมีบุคลิกภาพเหมาะสม หากตรงกนั
ข้ามเดก็ จะเกดิ การชะงกั ถดถอย (Fixation) และมาแสดงพฤติกรรมในช่วงน้ีอีกในวยั ผู้ใหญ่ เช่น ชอบ
นินทาว่ารา้ ย สูบบหุ รี่ กนิ จุบ-กินจบิ เปน็ ต้น
๕.๒ ระยะของความพอใจทางทวารหนกั (Anal Stage) ตงั้ แตอ่ ายุ ๑-๓ ปี หมายถงึ ความพอใจ
อยทู่ ี่การขบั ถ่ายเมอ่ื มีวฒุ ิภาวะ ฉะน้นั การฝึกฝน ฝึกหัด การขับถา่ ยอยา่ งคอ่ ยเป็นค่อยไปดว้ ยวธิ ีผอ่ น
ปรนและ
ประนีประนอม และให้เรยี นรกู้ ารขบั ถ่ายเป็นเวลาจะทําให้เด็กไม่เกดิ ความเครียดและสามารถพัฒนา
บุคลกิ ภาพท่ีเหมาะสมได้ ตรงกนั ข้ามหากเด็กได้รับการลงโทษและฝกึ หัดดว้ ยวธิ รี นุ แรงจะทําใหเ้ ดก็ เกิด
ความรสู้ กึ ไมพ่ อใจและเก็บความรู้สกึ ท่ไี มด่ ีไวท้ ีจ่ ิตไรส้ ํานกึ และจะมผี ลต่อบคุ ลิกภาพในเวลาต่อมา
กล่าวคอื เปน็ คนขีเ้ หนยี ว เจ้าระเบยี บ ชอบทําร้ายให้ผอู้ ่ืนเจบ็ ปวด อาจเปน็ สาเหตขุ องโรคประสาทชนิด
ยา้ํ คดิ ยํา้ ทํา (obsessive - compulsive) ได้
๕.๓ ระยะพงึ พอใจในอวัยวะเพศ (Phallic Stage) อายุ ๓-๖ ขวบ หมายถึง ความสนใจของเดก็ จะ
เปลีย่ นมาสนใจเกย่ี วกับอวัยวะเพศ มักถามว่าตนเกิดมาจากไหน ฯลฯ ในขั ้นนี ้เดก็ จะรักพ่อแม่ท่ีเป็
นเพศตรงข้ามกบั ตนและลักษณะเชน่ นี ้ทาํ ให้เด็กเลียนแบบบทบาททางเพศจากพ่อหรอื แม่ทีเ่ ป็ นต้
นแบบ หากพ่อแม่ปฏบิ ัตติ ามบทบาทที่ดีเหมาะสมเปน็ ตวั แบบท่ีดี เด็กก็จะเลียนแบบและพัฒนาบทบาท

๑๐

ทางเพศของตนไดอ้ ย่างดี ในระยะนีม้ ปี รากฏการณ์ท่ีสําคัญ คอื ปมออดปิ ุส (Oedipus complex) เป็
นปรากฏการณท์ ี่เด็กชายมคี วามรู้สกึ ทางเพศ รักและผกู พนั แตแ่ ม่ขณะเดียวกันก็มีความรู้สึกเกียจพ่อซ่งึ
เป็ นผ้มู าแย่งความรกั จากแมไ่ ป สว่ นเดก็ หญิงกท็ ํานองเดยี วกัน เด็กหญงิ จะมีความร้สู กึ ทางเพศ รักและ
ผูกพนั กับพอ่ ขณะเดียวกนั ก็มคี วามร้สู ึกเกียจแม่ซึ่งเปน็ ผู้มาแย่งความรักจากพอ่ ไป ความรู้สกึ เชน่ น้ีจะ
หมดไปเมื่อเดก็ ชายหันมาเลียนแบบพอ่ ได้ และสะสมบคุ ลิกภาพและความเป็ นชายของพ่อเข้าไวใ้ น
ตนเองเพอ่ื ให้แมร่ กั เพราะรู้ว่าตนไมส่ ามารถเอาชนะพอ่ ได้และกลัวว่าพ่อจะมาตดั อวยั วะเพศของตน
ออกไป สว่ นเด็กหญงิ ก็เชน่ เดยี วกนั หนั มาเลียนแบบแมแ่ ละถ่ายทอดความเป็นหญิงจากแม่เพ่อื ให้พ่อรัก
การสน้ิ สุดของ Oedipus complexคอื จดุ เริม่ ตน้ ของการเกิด Super Ego บางคนมบี คุ ลิกภาพทสี่ ืบ
เนื่องมาจากพฒั นาการระยะนี้ เด็กชายบางคนอาจเกดิ ความภาคภูมิใจ เดก็ หญงิ อาจรสู้ ึกเกลียดตัวเอง
เดก็ ท่ีตดิ นสิ ยั ชอบการแข่งขนั มักจะมีความกล้าหาญแบบมุทะลุ หรอื เดก็ ทหี่ วาดกลัวจะถูกตัดอวยั วะเพศ
ติดมามกั จะขข้ี ลาด บุคลิกภาพบางประการ เชน่ ความเรียนงา่ ย ความรักนวลสงวนตัว และความสําส่อน
เหลา่ นเ้ี ป็นส่ิงท่เี ดก็ เลยี นแบบมาจากพ่อแม่ และถ้าเกดิ การตดิ ตรึง (Fixation) ในขั้นนี้ อาจ
กอ่ ใหเ้ กิดปัญหาผิดปกติทางเพศได้ เชน่ รักรว่ มเพศ (Homosexuality) กามตายด้าน (Impotence) ชา
เย็นทางเพศ(Frigidity) เปน็ ตน้
๕.๔ ระยะความต้องการแฝง (Latency Stage) อายุ ๗-๑๔ ปี เป็ นวัยเขา้ โรงเรียน วัยนด้ี ภู ายนอก
คอ่ นขา้ งเงียบสงบ หลังจากผา่ นระยะ Oedipus complex มาแล้ว ความรู้สกึ พอใจทางเพศจะถกู เก็บกด
เอาไว้ เด็กจะเริ่มออกจากบา้ นไปสงั คมภายนอก เช่น สังคมในโรงเรียน เดก็ จะมกี จิ กรรมใหม่ๆท่เี พม่ิ ขึ้น
๕.๕ ระยะข้นั วัยรนุ่ (Genital Stage)อายุ ๑๓-๑๘ ขวบ หมายถงึ เด็กหญิงจะเรมิ่ มีความสนใจ
เด็กชายและเด็กชายก็เร่มิ มีความสนใจเดก็ หญิงเป็ นระยะทจี่ ะมีความสัมพนั ธ์ระหวา่ งเพศอยา่ งแทจ้ รงิ
การอธบิ ายสาเหตขุ องพฤติกรรมผิดปกติ

๑.การเสียสมดุลของ Id, Ego and Super Ego
- Ego ไมส่ ามารถปรับสภาพให้เกดิ ความพอดรี ะหว่างความตอ้ งการตามสัญชาตญาณ (Id) และการถูก
ตาํ หนโิ ดยมโนธรรม (Super Ego) ได้ จงึ เกดิ ความขัดแย้งในจิตใจ บุคคลจึงใช้กลไกป้ องกนั ทางจิตเป็
นทางออกเพือ่ แกป้ ัญหาหากกลไกปอ้ งกนั ทางจติ ถกู นาํ มาใช้อย่างไม่เหมาะสมกอ็ าจก็อาจทําให้เกดิ
พยาธภิ าพในจิตใจได้
๒..การไม่ได้รบั การตอบสนองความต้องการในแตล่ ะข้นั ตอนอยา่ งเหมาะสม
- ทําใหเ้ ด็กเกดิ ความขดั แย้ง เดก็ จะใชพ้ ลงั งานสว่ นหนึ่งในการขจดั ความขัดแย้งทาํ ให้พลงั ในการปฏบิ ตั ิ
กิจกรรมหลักในขั้นต่อไปเหลือน้อยลง พฒั นาการทางจิตใจหยุดชะงกั (Fixation) ทีจ่ ุดนน้ั
- เมอ่ื บุคคลเกิดปัญหาเม่ือเวลาตอ่ มา กม็ แี นวโนม้ ที่จะใชก้ ลไกป้ องกนั ทางจิตทีเ่ คยหยุดชะงักอีก ทาํ ให้
การ
แสดงออกของพฤติกรรมไมเ่ หมาะสมกบั วยั และสภาพสังคม
การบำบดั รักษา พยายามดงึ ขอ้ ขดั แยง้ ทีอ่ ยู่ในระดบั จติ ไร้สาํ นกึ ขนึ้ สู่ระดบั จิตสํานกึ

๑๑

๑. เปดิ โอกาสให้ผปู้ ว่ ยได้พูดและระบายออกโดยเสรี(Free association) สิง่ ใดผา่ นเข้ามาในระดับ
จติ สํานึกกพ็ ูดออกมาให้ผู้รกั ษาทราบ
๒.การวิเคราะหแ์ ละแปลความฝนั (Dream analysis) ในเวลาหลับ Ego จะไมท่ ํางานหรอื ทําในระดับทีต่ าํ่
มาก ดังนัน้ สิ่งท่ีอยู่ในระดับจติ ไรส้ ํานึกจะปรากฏออกมาในระดับจิตสํานึกเป็ นความฝนั การให้บคุ คลได้
บอกเล่าความฝนั เป็นการได้ระบายออก โดยผู้รกั ษาจะวิเคราะห์และแปลความฝันเพ่ือให้การรกั ษาต่อไป
๓.การสะกดจิต (Hypnosis)การสะกดจิต ภาวการณผ์ อ่ นคลายอยา่ งลกึ การทําใหบ้ ุคคลหน่งึ ตกอยใู่ น
สภาวะยอมรับการเสนอแนะของผู้สะกดจติ

การปฏิบัติการพยาบาล

๑.พยาบาลควรต้องทาํ ความเข้าใจกับการใช้กลไกทางจิตทไ่ี ม่เหมาะสมของผูป้ ว่ ย
(maladaptive defensemechanism) ได้อย่างถกู ตอ้ ง ชว่ ยให้ผปู้ ่วยเกิดความเข้าใจและยอมรบั
พฤตกิ รรมท่ไี ม่เหมาะสมของตน และลดการใช้กลไกทางจิตใหน้ อ้ ยลง ยอมรับสภาพปญั หาและแนว
ทางแก้ไขไดอ้ ย่างเหมาะสม ส่งเสรมิ ผู้ป่วยใหม้ ีการปรับตัวทเ่ี หมาะสมมากยง่ิ ขึ้น.
๒.ในผปู้ ว่ ยที่ต้องมสี มั พนั ธภาพท่ียาวนาน (Long - team relationship) พยาบาลต้องชว่ ยเหลอื ผู้ป่วยได้
เรยี นรู้ทําความเขา้ ใจกับความคดิ (Thinking) ความรู้สึก (Feeling) และพฤติกรรมการแสดงออกตาม
คา่ นิยม (Values) ความเชื่อ(Believes) ของผู้ป่วย และให้การยอมรบั ความต้องการของผู้ป่วยว่าเปน็ คนที่
มคี วามตอ้ งการท่จี ะมคี วามสมั พนั ธเ์ ช่นเดียวกับคนปกติ ทวั่ ไป ไมใ่ ช่เปน็ การกระทําที่ผดิ บาปหรือนา่ อาย
(Shame). ๓.ส่งเสริมและปอ้ งกันปัญหาทางสุขภาพจติ แก่ผู้ปว่ ย ครอบครวั และชุมชน โดยการใช้ความรู้
ความเขา้ ใจเก่ียวกบั วธิ กี ารอบรมเล้ียงดูบุตรดว้ ยความรัก ความอบอ่นุ แก่พอ่ แม่ ตามแนวคิดเก่ยี วกับ
พฒั นาการทางบุคลิกภาพของฟรอยด์

๑๒

บรรณานุกรม

สธุ า ภกั ดี. “ทฤษฎีจิตวิเคราะหข์ องฟรอยด์.” (ออนไลน์). แหล่งทม่ี า
https://sites.google.com/a/srp.ac.th/development-theory/thvsdi-

phathnakar-tha-ngbukhlk-phaph/thvsdi-cit-wi-kheraah-khxng-f-rxy-d. ๑๗ มนี าคม,๒๕๖๔.

กานต์ โพธิราชา. “ทฤษฎจี ิตวเิ คราะห์ สัมพนั ธภาพระหว่างบคุ คลและจิตสงั คม.” (ออนไลน์).แหลง่ ทมี่ า
https://sites.google.com/site/wingsswagger/3-thvsdi-thangkar-phyabal-

sukhphaph-cit/3-1-thvsdi-cit-wikheraah-samphanthphaph-rahwang-bukhkhl-laea-cit-sangkhm.

๑๗ มีนาคม,๒๕๖๔.

เจนจิรา อยู่ชงั . “ทฤษฎีบคุ ลิกภาพของซิกมันด์ ฟรอยด.์ ” (ออนไลน์). แหลง่ ทมี่ า
https://sites.google.com/site/oiuchang11/1/1-3. ๑๗ มีนาคม,๒๕๖๔.

พิม ชษิ ณพุ งศ์. “ประวตั ิ นักจิตวิทยา ซกิ มนั ด์ ฟรอยด์.” (ออนไลน)์ . แหลง่ ท่มี า
https://www.gotoknow.org/posts/286996. ๑๗ มนี าคม, มนี าคม, ๒๕๖๔.

หุสนา ลาเตะ๊ . “ทฤษฎจี ิตวิเคราะห์ของซกิ มนั ด์ ฟรอยด.์ ” (ออนไลน)์ . แหล่งที่มา
http://nukjit.blogspot.com/2015/12/blog-post_82.html.
๑๗ มนี าคม,๒๕๖๔


Click to View FlipBook Version