The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คุ่มือ ขั้นตอนการจัดงานรำบวงสรวงท้าวสุรนารี

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by อมรรัตน์ แว่นไธสง, 2022-06-10 09:25:48

คุ่มือ ขั้นตอนการจัดงานรำบวงสรวงท้าวสุรนารี

คุ่มือ ขั้นตอนการจัดงานรำบวงสรวงท้าวสุรนารี

[พมิ พท์ น่ี ่ี]

[พมิ พท์ น่ี ่ี]

สารบัญ

เร่ือง หนา้

ประวตั ทิ า้ วสรุ นารี 1
บวงสรวงส่ิงศักดสิ์ ิทธปิ์ ระจำอำเภอเมืองยาง 4
4
- คาถาบูชาพระพรหม 5
- เคร่อื งไหว้ศาลพระพรหม 6
- พิธีสงฆ์ 10
- ขัน้ ตอนพธิ ีสงฆ์ ทำบญุ ถวายทาน 12
- อัญเชิญผ้าสไบ 13
- พิธีบวงสรวงท้าวสรุ นารี 16
- พิธวี างพวงมาลัย 17
- การแสดงรำบวงสรวงทา้ วสรุ นารี

อา้ งองิ

[พมิ พท์ น่ี ่ี]

คํานํา

เอกสารคู่มือขั้นตอนการจัดงานรำบวงสรวงท้าวสุรนารีเล่มน้ี เป็นการรวบรวมความรู้และขั้นตอนการจัดงสนรำ
บวงสรวงท้าวสุรนารี จากเอกการลงพ้นื ท่ภี าคสนาม โดยนำความร้เู หล่านนน้ั มาประมวลเป็นคู่มอื การข้นั ตอนการ
จัดงานรำบวงสรวงท้าวสุรนารี สําหรับให้ ผู้ที่รับผิดชอบและชุมชนได้ศึกษาแนวทาง สามารถจัดงานรำบวงสรวง
ท้าวสุรนารีได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลย่ิงขึ้น โดยแสดงขั้นตอนการทํางาน ที่มีจุดเร่ิม ต้นและ
จุดสิ้นสุดของกระบวนการ ระบุถึงขั้นตอนและรายละเอียดของกระบวนการ ทั้งน้ีเพ่ือให้การปฏิบัติงาน เป็น
ระบบและมมี าตรฐานเดยี วกันหวงั เป็นอยา่ งย่ิงวา่ เอกสารคมู่ ือขนั้ ตอนการจดั งานรำบวงสรวงท้าวสุรนารีนี้จะเปน็
ประโยชน์ใช้เปน็ แนวทางในการปฏิบตั ิงานให้มี ประสิทธิภาพยิ่งขนึ้ ตอ่ ไป

นางสาวกนกพร เจรญิ สุข
24/05/2565

1

ประวตั ิท้าวสุรนารี

ท้าวสุรนารี บางคนอาจเรียกว่าคุณหญิงโมหรือคุณย่าโม เป็นบุคคลสำคัญที่ชาวโคราชเคารพบูชาและ
ภาคภูมิใจในวีรกรรม คุณย่าโมเปรียบดังสัญลักษณ์ของชาวโคราช ชื่อของท่านถูกนำมาขนานนามเป็นชื่อเรียก
จังหวัดนครราชสีมาอีกชื่อหนึ่งว่า "เมืองย่าโม” ทุกปีจะมีการจัดงานฉลองวันแห่งชัยชนะของท้าวสุรนารี ถือเป็น
งานประจำปีของจังหวัด เพื่อเป็นการแสดงความเคารพ สักการะ เชิดชูเกียรติ และระลึกถึงคุณงามความดีใน
วีรกรรมของท้าวสุรนารีและเหล่าบรรพบุรุษของชาวนครราชสีมาในเหตุการณ์ทุ่งสัมฤทธิ์ จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี
ระหวา่ งวนั ที่ 23 มีนาคม - 3 เมษายน ซึ่งเช่อื กันว่าในวนั ที่ 23 มนี าคม พ.ศ.2369 เป็นวันที่ทา้ วสรุ นารีนำทัพเข้า
ต่อส้จู นได้รับชยั ชนะ (เติม วิภาคย์พจนกจิ , 2557: 621) หนง่ึ ในกจิ กรรมท่ีปรากฏในงานฉลองวันแห่งชัยชนะของ
ท้าวสุรนารีที่ปฏิบัติสืบเนื่องกันมาคือ ประเพณีการรำบวงสรวงท้าวสุรนารีในบทความนี้ผู้เขียนจะใช้ข้อมูลจาก
การรำบวงสรวงท้าวสุรนารีที่จัดขึ้นโดยสำนักงานเหล่ากาชาดจังหวัดนครราชสีมา ณ ลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี
ถนนราชดำเนิน จังหวัดนครราชสีมาในช่วง พ.ศ.2539 ถึง พ.ศ.2564 เป็นส่วนสำคัญในการอธิบายถึงประวัติ
ความเป็นมาและความสำคัญของการรำบวงสรวงนี้ส่วนต่อมาผู้เขียนจะนำเสนอบริบทวัฒนธรรมโคราชในแง่มุม
ต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่ในการรำบวงสรวงท้าวสุรนารี โดยใช้ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญทางศิลปวัฒนธรรมที่มีส่วน
เกี่ยวข้องผนวกกับภูมิรู้ของผู้เขียนจากประสบการณ์การเป็นผู้สอนรำบวงสรวงท้าวสุรนารีของเหล่ากาชาด
จังหวัดนครราชสีมา ความรู้จากบทบาทในการเรียน การสืบทอดรำบวงสรวงทั้งในมุมมองของผู้ถ่ายทอด ใน
แง่มุมของผู้ร่วมงาน และผู้ชมที่ได้มีโอกาสร่วมงานรำบวงสรวงท้าวสุรนารีตั้งแต่ครั้งแรก นำมาตีความในแง่มุม
ต่าง ๆ ด้วยสภาพแวดล้อมที่เป็นจริงของผู้รำบวงสรวงท้าวสุรนารี และข้อมูลจากประสบการณ์ของผู้มีส่วน
เกี่ยวข้องในการริเริ่มจัดการรำบวงสรวงท้าวสุรนารี นำมาวิเคราะห์ภาพรวม และในส่วนท้ายของบทความ
ผ้เู ขยี นจะนำเสนอความคิดเหน็ ตอ่ พัฒนาการและดำรงอยู่ของการรำบวงสรวงท้าวสรุ นารี พร้อมทั้งเสนอแนวทาง
ในการจัดการรำบวงสรวงต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์อันแสดงถึงบริบททางวัฒนธรรมท้องถิ่นและข้อสรุปเกี่ยวกับการรำ
บวงสรวงทา้ วสรุ นารี

2

ทา้ วสรุ นารี : วรี สตรแี หง่ โคราช

ท้าวสุรนารี หรือคุณหญิงโม เป็นสตรีผู้กลา้ ชาวนครราชสีมา เรื่องราวของวีรสตรีผู้นี้อ้างอิงจากหลักฐาน
ทางประวตั ศิ าสตร์ในชว่ งสมัยรัชกาลท่ี 3 แหง่ ราชวงศ์จกั รี จากเหตุวรี กรรม ณ ทงุ่ สมั ฤทธ์ิคุณหญงิ โมและนางสาว
บุญเหลือรวบรวมชาวนครราชสีมาที่ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยเข้าต่อสู้ฆ่าฟันช่วยให้ฝ่ายไทยกอบกู้เมือง
นครราชสีมากลับคืนมาได้ หลังจากนั้นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
สถาปนาคณุ หญิงโมข้ึนเปน็ ทา้ วสรุ นารี เมอื่ วนั ท่ี 30 ตลุ าคม พ.ศ.2370(สำนกั วรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรม
ศิลปากร, 2558: 61) ท้าวสุรนารีจึงถือเป็นสัญลักษณ์ของผู้ที่เสียสละ และกลายเป็นศูนย์รวมความเลื่อมใส
ศรัทธาของชาวโคราช จนมีการสร้างอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีที่หล่อด้วยทองแดงรมดำ ออกแบบและจัดสร้างโดย
ศาสตราจารย์ ศิลป์ พีระศรี ร่วมกับพระเทวาภินิมมิต (ฉาย เทียมศิลปไชย) จัดตั้งไว้บริเวณหน้าประตูชุมพล ณ
ใจกลางเมืองนครราชสีมาเมื่อวันที่ 15 มกราคม พ.ศ.2477 (สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร,
2558: 157)ความสำคัญของอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารีไม่เพียงแต่เป็นสัญลักษณ์แห่งความเสียสละของชาวโคราชท่ี
ช่วยปกป้องแผ่นดินไทยให้คงความเป็นเอกราช แต่ยังสะท้อนความเปลี่ยนแปลงทางอุดมคติในการจัดสร้าง
อนุสาวรีย์ ถือเป็นอนุสาวรีย์หญิงสามัญชนคนแรกที่ไม่ใช่เทพเทวดาหรือผู้มีบุญญาบารมีแต่กำเนิด เป็นสตรี
ปุถุชนคนธรรมดาที่มีความกล้าหาญตรงกับสภาพการณ์ของประเทศภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่
หลังปี พ.ศ.2475รำบวงสรวงท้าวสุรนารี : ความศรัทธาและพิธีกรรมในงานฉลองชัยชนะของท้าวสุรนารีที่จัดขึ้น
โดยจังหวัดนครราชสีมา ในอดีตไม่ปรากฏการรำบวงสรวงที่กำหนดให้อยู่ในรูปแบบเดียวกัน มีเพียงการนำการ
แสดงนาฏศิลป์พื้นบ้าน การแสดงประกอบบทบรรยาย หรือการแสดงประกอบขบวนจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่
นำมาจัดแสดงประกอบในพิธีเปิดงานเท่านั้น (วิลาวัลย์ วัชระเกียรติศักดิ์, สัมภาษณ์, 16 กุมภาพันธ์ 2564) การ
รำบวงสรวงทา้ วสรุ นารเี กดิ ขึ้นครั้งแรกเมือ่ ปี พ.ศ.2539 จากดำริของนายสพุ ร สุภสร ผู้วา่ ราชการจงั หวดั

นครราชสีมาในขณะนั้น ที่ต้องการสร้างเอกลักษณ์ให้แก่งานประจำปีที่ระลึกถึงความดีงามของท้าวสุรนารีและ
บรรพชนโคราชในครัง้ วีรกรรมทุ่งสมั ฤทธิ์ จึงได้ปรึกษาหารอื ร่วมกับนางเพ็ญทิพย์ จันทุดม ผู้อำนวยการวิทยาลัย
นาฏศลิ ปนครราชสีมา (ตยิ าพรรณ ประพันธ์วทิ ยา, สมั ภาษณ์, 19 กุมภาพนั ธ์ 2564) ใหอ้ อกแบบและจัด

3

กิจกรรมการรำบวงสรวงขึ้น โดยมีผู้รำคือ นายกเหล่ากาชาด จังหวัดนครราชสีมา (ภริยาผู้ว่าราชการจังหวัด)
และกิ่งกาชาดจังหวัดนครราชสีมา (ภริยานายอำเภอ) จากอำเภอต่าง ๆ ในเขตจังหวัดนครราชสีมา กิ่งกาชาด
ของแต่ละอำเภอนี้จะคัดเลือกและชักชวนสตรีข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ภริยานักการเมืองท้องถิ่น ภริยาข้าราชการ
ชั้นสูง หรือคหบดีในอำเภอ อำเภอละ 4 คน มาร่วมรำบวงสรวงในวันที่ 23 มีนาคม ณ บริเวณลานอนุสาวรีย์
ท้าวสุรนารี ถนนจอมพล ซึ่งเป็นวันแรกของงานฉลองชัยชนะท้าวสุรนารี ทำให้ในช่วงแรกเรียกผู้รำบวงสรวง
ทา้ ว สรุ นารีว่า “สตรี ผสู้ งู ศกั ด”ิ์

4

บวงสรวงสิ่งศกั ด์สิ ทิ ธปิ์ ระจำอำเภอเมืองยาง

คาถาบชู าพระพรหม

โอมปะระเมสะนะมสั การัม องการะนสิ สะวะ รัง
พรหมเรสสะยมั ภปู สั สะวะวษิ ณุ ไวยะทานะโมโทตลิ ูกปมั

ทะระมา ยกิ ยานงั ยะไวยะลา คะมลุ มั
สะทา นันตะระ วิมุสะตนิ นั

นะมตั เต นะมตั เตร จะ อะการงั ตโถวาจะ
เอตามาตาระยัต ตะมัน ตะรามา
กตั ถะนารัมลา จะสะระวะ ปะติตมั
สมั โภพะกลโล ทิวะทิยัม มะตมั ยะ

5

เครื่องไหว้ศาลพระพรหม

- กำยานและธปู ใช้ไดท้ กุ กล่นิ

- ผลไมไ้ หว้พระพรหม เป็นกล้วย มะพร้าว สาลี่ ชมพู่
- ดอกไมก้ ลิน่ หอมออ่ น ๆ เชน่ ดอกมะลิ ดอกบัว ดอกดาวเรอ่ื ง

6

พธิ ีสงฆ์

ขัน้ ตอนการกราบพระ อาราธนาศลี อาราธนาธรรม
๑. ประธานในพธิ ีจดุ เทียน-ธปู บชู าพระรตั นตรยั จากนน้ั ไหวพ้ ระพร้อมกัน ดงั นี้

(ใหว้ ่าตามผู้นำพธิ )ี อิมินา สกั กาเรนะ/ พุทธัง อะภปิ ชู ะยามะ
อมิ นิ า สักกาเรนะ/ ธัมมงั อะภิปูชะยามะ
อมนิ า สักกาเรนะ/ สงั ฆัง อะภิปูชะยามะ

(วา่ พร้อมกนั ) อะระหัง สัมมาสมั พุทโธ ภะคะวา, พทุ ธงั ภะคะวนั ตัง อภวิ าเทม.ิ (กราบ)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, ธัมมงั นะมัสสามิ. (กราบ)
สุปะฏปิ นั โน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สงั ฆงั นะมามิ. (กราบ)

๒. กลา่ วคำสมาทานศีล พร้อมกนั ดงั นี้

คำอาราธนาศลี ๕
มะยัง ภนั เต วสิ งุ วสิ ุง รกั ขะนตั ถายะ ตสิ ะระเณนะสะหะ ปัญจะ สลี านิยาจามะ
ทตุ ยิ มั ปิ มะยงั ภนั เต วสิ ุง วิสุง รักขะนัตถายะ ตสิ ะระเณนะสะหะ ปญั จะ สีลานยิ าจามะ
ตะติยัมปิ มะยังภนั เต วิสุง วิสุง รกั ขะนัตถายะ ติสะระเณนะสะหะ ปญั จะ สลี านยิ าจามะ

ต่อไปพระจะใหศ้ ลี เมือ่ พระใหศ้ ีล เรากว็ า่ ตามไปท่ีละบท ๆ ดงั ต่อไปนี้ )

นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สมั มา สมั พุทธัสสะ ( กล่าว ๓ หน )

พุทธัง สะระณงั คจั ฉามิ

ธมั มงั สะระณงั คัจฉามิ

สงั ฆงั สะระณงั คจั ฉามิ

ทุติยมั ปิ พุทธัง สะระณัง คจั ฉามิ

7

ทตุ ยิ มั ปิ ธัมมงั สะระณงั คจั ฉามิ
ทุตยิ มั ปิ สังฆัง สะระณัง คจั ฉามิ
ตะตยิ ัมปิ พทุ ธงั สะระณงั คจั ฉามิ
ตะตยิ มั ปิ ธัมมงั สะระณงั คัจฉามิ
ตะตยิ มั ปิ สงั ฆงั สะระณงั คจั ฉามิ
ตอ่ จากนพ้ี ระท่านจะกลา่ ววา่ ตสิ ะระณะคะมะนัง นิฏฐติ ัง ผรู้ ับศลี พึงรับพร้อม ๆ กันว่า
“อามะ ภนั เต” แลว้ ตง้ั ใจสมาทานศลี (รับศีล)ตามที่พระทา่ นนำกลา่ วสมาทานตอ่ ไปวา่ .-
ปาณาตปิ าตา เวระมะณี สิกขาปะทงั สะมาทยิ าม,ิ
อะทนิ นาทานา เวระมะณี สิกขาปะทงั สะมาทยิ าม,ิ
กาเมสุ มิจฉาจารา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยาม,ิ
มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ,
สรุ าเมระยะมชั ชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทยิ ามิ
(ตอ่ จากน้พี ระท่านจะกล่าว ผู้รับศีลไม่ต้องว่าตาม)
อมิ านิ ปญั จะสกิ ขาปะทาน,ิ
สเี ลนะ สุคะตงิ ยนั ติ, สเี ลนะ โภคะสมั ปะทา,
สเี ลนะ นพิ พตุ งิ ยันต,ิ ตัสมฺ า สีลัง วโิ สธะเย.

8

บทสวดท่ี 2
พาหงุ สะหัสสะมะภินิมมิ สาวธุ ันตงั
ครีเมขะลัง อุทติ ะโฆระสะเสนะมารัง
ทานาทธิ มั มะวิธินา ชิตะวา มุนินโท ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมงั คลานิฯ
มาราตเิ รกะมะภิยุชฌิตะสัพพะรัตตงิ
โฆรัมปะนาฬะวะกะมกั ขะมะถทั ธะยักขัง ขนั ตีสทุ ันตะวธิ ินา ชติ ะวา มุนนิ โท
ตนั เตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมงั คะลานฯิ
นาฬาคิรงิ คะชะวะรงั อะติมัตตะภตู งั
ทาวัคคิจกั กะมะสะนวี ะ สทุ ารุณนั ตัง
เมตตมั พุเสกะวิธินา ชิตะวา มนุ ินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิฯ
อกุ ขติ ตะขคั คคะมะติหัตถะสุทารุณันตงั
ธาวนั ตโิ ยชะนะปะถงั คุลมิ าละวนั ตงั
อทิ ธีภิสังขะตะมะโน ชิตะวา มนุ ินโท
ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานฯิ
กตั วานะ กฏั ฐะมทุ ะรัง อิวะ คพั ภินยี า
จิญจายะ ทฎุ ฐะวะจะนัง ชะนะกายะมัชเฌ สนั เตนะ โสมะวธิ นิ า ชติ ะวา มนุ นิ โท
ตนั เตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิฯ
สจั จัง วหิ ายะ มะตสิ จั จะกะวาทะเกตุง
วาทาภโิ รปิตะมะนงั อะตอิ ันธะภตู ัง

9

ปญั ญาปะทีปะชะลโิ ต ชิตะวา มุนินโท

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิฯ

นนั โทปะนนั ทะภชุ ะคงั วิพธุ ัง มะหิทธงิ

ปุตเตนะ เถระภชุ ะเคนะ ทะมาปะยนั โต

อทิ ธูปะเทสะวิธนี า ชิตะวา มนุ นิ โท

ตันเตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมงั คะลานฯิ

ทคุ คาหะทฏิ ฐภิ ชุ ะเคนะ สุทฏั ฐะหตั ถัง

พรหั มัง วสิ ุทธชิ ตุ ิมิทะพะกาภธิ านัง

ญาณาคะเทนะ วิธนิ า ชติ ะวา มุนนิ โท

ตนั เตชะสา ภะวะตุ เต ชะยะมังคะลานิ

เอตาปิ พทุ ธะชะยะมังคะละอัฏฐะคาถา โย วาจะโน ทินะทิเน สะระเต มะตันที หิตวานะเนกะววิ ธิ านิ จปุ ัททะวนิ

โมกขัง สขุ งั อะธิคะมยยะ นะโร สะปัญโญ ฯ

10

ขน้ั ตอนพิธสี งฆ์ ทำบุญถวายทาน

กลา่ วคำบูชาพระรัตนตรัย

อมิ ินา สกั กาเรนะ พทุ ธงั ปเู ชมะ
อิมนิ า สักกาเรนะ ธมั มัง ปเู ชมะ
อิมนิ า สกั กาเรนะ สงั ฆงั ปูเชมะ

อะระหงั สัมมาสัมพุทโธ ภะคะวา
พุทธัง ภะคะวันตงั อะภวิ าเทมิ (กราบ)
สวากขาโต ภะคะวะตา ธมั โม
ธัมมงั นะมสั สามิ (กราบ)
สุปะฏปิ ันโน ภะคะวะโต สาวะกะสงั โฆ
สงั ฆงั นะมามิ (กราบ)

อาราธนาศีล ๕ ไมต่ อ้ งกลา่ ว นโมฯ (ฆราวาสผนู้ ำกลา่ ว)
มะยังภนั เต วสิ งู วิสงู รกั ขะนัตถายะ
ตสิ ะระเณนะ สะหะ ปญั จะ สลี านิ ยาจามะ

ทุติยมั ปิ มะยงั ภันเต วสิ งู วสิ ูง รักขะนตั ถายะ
ติสะระเณนะ สะหะ ปญั จะ สีลานิ ยาจามะ

ตะตยิ มั ปิ มะยงั ภนั เต วิสงู วสิ ูง รักขะนตั ถายะ
ตสิ ะระเณนะ สะหะ ปญั จะ สีลานิ ยาจามะ
รบั ศลี วา่ ตามพระคุณเจ้า (ทกุ คนทีม่ าร่วมพิธ)ี

11

อาราธนาพระปริต (ฆราวาสผ้นู ำกลา่ ว)
วปิ ัตติปะฏพิ าหายะ สพั พะสัมปัตตสิ ทิ ธยิ า สัพพะทุกขะวนิ าสายะ ปรติ ตงั พรถู ะ มังคะลงั
วปิ ัตติปะฏิพาหายะ สัพพะสมั ปัตติสิทธยิ า สัพพะภะยะวินาสายะ ปริตตงั พรถู ะ มังคะลงั
วปิ ัตติปะฏิพาหายะ สัพพะสมั ปัตติสิทธิยา สพั พะโรคะวนิ าสายะ ปรติ ตงั พรูถะ มงั คะลงั
จุดเทียนทำนำ้ พระพุทธมนต์ เม่ือพระคุณเจ้าสวดถงึ บทอเสวนา จ พาลานงั ฯ (ประธานในพธิ )ี
ถวายข้าวพระพุทธ (โดยให้ประธานยกถวายท่หี น้าพระพทุ ธรูป โดยวางให้สงู กวา่ อาสนะพระภิกษุ)
อิมัง สปู ะพยัญชนะสมั ปนั นัง สาลนี ัง โอทะนงั อุทะกัง วะรัง พุทธัสสะ ปเู ชมะ

ประเคนภัตตาหาร เพื่อใหพ้ ระคณุ เจ้าฉัน (ช่วยๆกนั ประเคน)

เมอื่ พระคุณเจา้ ฉันเสรจ็ แลว้ ใหน้ ำจตุปัจจัยและหรือสงั ฆทานมาวางรอไวท้ หี่ นา้ พระทุกรูป และเจา้ ภาพเข้ามาท่ี
ต่อหน้าพระเพอ่ื ยกถวาย หลังจากทกี่ ลา่ วคำถวายสงั ฆทานแลว้

ลาขา้ วพระพทุ ธ (ฆราวาสผู้นำกลา่ ว)
เสสัง มงั คะลา ยาจามะ

ถวายสังฆทาน (ฆราวาสผนู้ ำกลา่ ว)
นะโมตสั สะ ภะคะวะโต อะระหะโต สมั มาสมั พุทธสั สะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพทุ ธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

อมิ านิ มะยงั ภันเต ภัตตานิ สะปะรวิ ารานิ ภกิ ขุสงั ฆัสสะ โอโณชะยามะ สาธุ โน ภนั เต ภกิ ขุสงั โฆ
อมิ านิ ภัตตานิ สะปะริวารานิ ปะฏิคคัณหาตุ อมั หากงั ทฆี ะรัตตัง หิตายะ สขุ ายะ

ขา้ แตพ่ ระสงฆผ์ เู้ จรญิ ขา้ พเจ้าท้ังหลาย ขอน้อมถวาย ภัตตาหาร กับทงั้ บริวารเหลา่ น้ี แด่พระภิกษสุ งฆ์

12

ขอพระภิกษสุ งฆ์จงรบั ภตั ตาหารกับทั้งบริวารเหล่านี้ ของข้าพเจ้าท้งั หลาย เพอื่ ประโยชนแ์ ละความสขุ แก่
ข้าพเจา้ ท้งั หลาย ส้นิ กาลนาน เทอญฯ

- พระคณุ เจ้าสวดอนุโมทนา เจา้ ภาพและผู้รว่ มงานกรวดนำ้ อทุ ิศสว่ นบญุ กศุ ล
- พระคุณเจา้ ประพรมนำ้ พระพุทธมนต์ พรอ้ มท้งั สวดชยันโตฯ ทกุ ๆทา่ นพนมมือรบั นำ้ พระพุทธมนต์

อญั เชิญผ้าสไบ

อัญเชญิ ผา้ สไบพระราชทานจากสมเด็จพระเจ้านอ้ งนางเธอ เจ้าฟ้าจฬุ าภรวลัยลกั ษณอัครราชกุมารี
กรมพระศรี สวางควฒั น วรขัตตยิ ราชนารี จากท่ีทำการอำเภอเมอื งยางมายังอนสุ าวรยี ท์ ้าวสรุ นารีอำเภอเมืองยาง
และเปลยี่ นสไบให้ทา้ วสุรนารี

โดยการอัญเชิญผ้าสไบพระราชทานจากสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรวลัยลักษณอัคร
ราชกุมารี กรมพระศีรสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี นายปลัดอำเภอจะเป็นผู้อัญเชิญผ้าสไบมายังลานอนุสาวรีย์
ท้าวสุรนารี เพื่อทำพิธีเปลี่ยนผ้าสไบของท้าวสุรนารี ซึ่งนายอำเภอจะเป็นผู้เปลี่ยนผ้าสไบท้าวสุรนารี เปลี่ยนผ้า
สไบผื่นเก่าออกแลว้ นำสไบผืน่ ใหม่สว่ มใส่ให้ท้าวสุรนารใี หม่

13

พิธีบวงสรวงท้าวสุรนารี

บทสวดชมุ นุมเทวดา

สคั เค กาเม จะ รูเป คริ ิสขิ ะระตะเฏ จันตะลกิ เข วมิ าเน ทเี ปรฏั เฐ จะ คาเม
ตะรุวะนะคะหะเน เคหะวัตถมุ หิ เขตเต ภุมมา จายันตุ เทวา ชะละถะละวิสะเม
ยักขะคนั ธัพพะนาคา ตฏิ ฐันตา สันตเิ ก ยัง มุนิวะระจะนัง สาธะโว เม สุณนั ตุ ฯ
ธมั มัสสะวะนะกาโล อะยมั ภะทันตา
ธมั มัสสะวะนะกะโล อะยมั ภะทนั ตา
ธัมมัสสะวะนะกาโล อะยัมภะทันตา ฯ
ตอ่ มาใหต้ ัง้ นะโม 3 จบ
นะโม ตสั สะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสมั พทุ ธธสั สะ
นะโม ตสั สะ ภะคะวะโต อะระหะโต สมั มาสัมพุทธธสั สะ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สมั มาสัมพทุ ธธัสสะ.
เมื่อต้งั มะโน 3 จบแลว้ ให้อญั เชญิ ทา้ วสุรนารีดว้ ยคาถา ดงั น้ี
พทุ ธังโหม ธัมมังโหม สงั ฆงั ลอ้ ม
อันตรายา วนิ าศสันติ นะโมพทุ ธายะ
พทุ ธงั โหม ธัมมงั โหม สังฆังลอ้ ม
อันตรายา วินาศสนั ติ นะโมพทุ ธายะ
พทุ ธงั โหม ธมั มงั โหม สังฆงั ลอ้ ม
อนั ตรายา วนิ าศสนั ติ นะโมพทุ ธายะ

14

เม่ืออัญเชิญท้าวสุรนารแี ลว้ กเ็ ชิญเทพเทวดาลงมาเปน็ สักขีพยานในการบวงสรวงท้าวสรุ นารีในครง้ั น้ี

- เทพเทวดาทั้งหลาย ทั้ง 16 ชั้นฟ้า 15 ชั้นดิน ให้ลงมาเป็นสักขีพยานในการบวงสรวงท้าวสรุ นารีในครั้งนี้ (และ
กลา่ วคำขอพรตา่ งๆ) อาทิเช่น ขอใหอ้ ยูเ่ ย็นเป็นสขุ ไมม่ ีอปุ สรรใดใด เปน็ ต้น

เครอื่ งไหว้ท้าวสุรนารี จะประกอบด้วย

ลำดับ รายการ จำนวน
1 บายศรี 2 ชดุ
2 บายศรีปากชาม 5 คู่
3 หวั หมูต้ม 2 ชุด
4 ไก่ตม้ 2 ชุด
5 เป็ดต้ม 2 ชดุ
6 ปลาชอ่ นต้ม 2 ชุด
7 ก้งุ ตม้ 2 ชุด
8 ปูทะเลต้ม 2 ชุด
9 ไข่ต้ม 2 ชุด
10 ข้าวสุก 2 ชดุ
11 นำ้ จมิ้ 2 ชดุ
12 ผลไมร้ สหวาน 5 อย่าง 2 ชดุ
13 ขนมหวาน 9 อยา่ ง 2 ชดุ

15

14 ขนมจนั อบั 2 ชดุ
15 ขนมนางเลด็ 2 ชดุ
16 ขนมฝกั บัว 2 ชดุ
17 ขา้ วต้มผัด 2 ชดุ
18 หมาก พลู บหุ ร่ี 2 ชดุ
19 น้ำด่มื /น้ำชา 2 ชดุ
20 เหล้าขาว 2 ชุด
21 ดอกไม้ ธูป เทยี น 2 ชุด
22 ผ้าแพร 7 สี 2 ชดุ
23 พวกมาลัยกร 2 ชดุ
24 แผ่นทองปิดพระ 2 ชุด
25 ขา้ วตอก ดอกไท้ร่วง 2 ชุด
26 เผือกตม้ มันตม้ 2 ชุด
27 ขนมจีน/นำ้ ยา 2 ชุด
28 นมขน้ เนย 2 ชุด
29 ขา้ มหลาม 2 ชุด
30 ธปู เทียน ดอกไม้ 100 กำ

รวม

16

พธิ ีวางพวกมาลัย

ข้าราชการทุกทา่ น ผใู้ หญบ่ ้าน กำนัน และประชนชนชาวอำเภอเมืองยางรว่ มกนั วางพวกมาลยั ถวาย
แดท่ ้าวสรุ นารี ณ ลานอนสุ าวรยี ท์ า้ วสรุ นารี อำเภอเมืองยาง

17

การแสดงรำบวงสรวงทา้ วสรุ นารี

เนื้อเพลง

บวงสรวงสดุดี บวงสรวงสดุดี ยอดนารี ศรเี มืองไทย
ย่าโมผ้ชู าญชยั ยา่ โมผูช้ าญชัย ออกอุบาย ไล่ฆา่ ลาว
มารยาหญิงยวนย่วั มารยาหญงิ ยวนย่ัว ลาวหลงตวั มวั แตเ่ มา

(ท่ารับ)
ด้วยเลห่ ์เสน่หส์ าว ด้วยเล่ห์เสนห่ ์สาว เขน่ ฆ่าลาว แตกแยกลาญ

ปญั ญาเป็นอาวธุ ปญั ญาเป็นอาวธุ กลยทธุ ์ สดุ เชยี่ วชาญ
ฉลาดและอาจหาญ ฉลาดและอาจหาญ ปกปอ้ งบาน้ ตา้นไพรี

(ท่ารับ)
ปวงข้าบรรดาหลาน ปวงข้าบรรดาหลาน บำเพญ็ ทาน บารมี
บวงสรวงดวงชีวี บวงสรวงดวงชวี ี พลใี หท้ า่ น พมิ านแมน
ขอพรวอนย่าทา่ น ขอพรวอนย่าทา่ น ใหห้ ลานลูก สมสขุ แสน

(ทา่ รบั )
ราชสีมาเมอื งแมน ราชสีมาเมอื งแมน แดนสวรรค์บ้านของเรา

ศตั รหู มใู่ ดหาญ ศตั รหู มใู่ ดหาญ มารกุ ราน กลนั่ แกล้งเรา
ไม่ถอยมนั เพยี งก้าว ไมถ่ อยมันเพยี งกา้ ว ปกปอ้ งด้าว ดนิ ถ่ินไทย

(ท่ารบั )

18

หญงิ ไทยในกาํ แหง หญิงไทยในกาํ แหง ดาบกแ็ กว่ง เปลก็ไกว
สูศ้ กึ ไมห่ วนั่ ไหว สู้ศกึ ไมห่ วน่ั ไหว เกยี รติกําจาย กระเดือ่ งดนิ
หลานสาวชาวโคราช หลานสาวชาวโคราช มานวนนาฎ (ฏะ) ตระการศลิ ป์

บูชาอมั รินทร์ บูชาอมั รินทร์ โปรดยลยิน ชว่ ยอวยชัย
สรรพมงคล สรรพมงคลขวญั บันดาลใหส้ ขุ ใจ

สรรพทุกขโ์ ศก ทุกขโ์ ศกโรคภยั สรรพเคราะหจ์ งเหือดหา อนั ตรายอย่าแพ้วพาล

1. ทำนองเพลงโคราชและวงมโหรีโคราช

การเลือกใช้ทำนองเพลงและดนตรีประกอบการรำ บวงสรวงท้าวสุรนารีเป็นสิ่งที่สำคัญในการกำหนด
กระบวนทา่ รำวา่ จะตอ้ งออกแบบไปใหท้ ิศทางใด ในการรำบวงสรวงท้าวสุรนารีครั้งแรกนัน้ ไดม้ กี ารประพันธเ์ นื้อ
รอ้ งข้ึนมาใหม่และเลอื กใช้ทำนองเพลง สรภัญญะเป็นทำนองหลกั ในการรอ้ ง เนอื่ งจากเป็นการสวดและร้องเพลง
พื้นบ้านประเภทหนึ่งที่มี ลักษณะเนื้อหาจะเกี่ยวข้องกับศาสนา บาปบุญคุณโทษ หรือยกย่องสรรเสริญบุคคลผู้มี
พระคุณ การขบั ร้องสรภัญญะมีบทบาทสำคัญต่อชมุ ชนชาวอีสานเป็นอยา่ งมาก มีการส่งเสรมิ และสนับสนนุ
การขับร้องและสวดสรภัญญะส่งผลให้มีผู้คิดและแต่งบทสรภัญญะกันมากขึ้น ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งใน มรดก
วัฒนธรรมของชาวอีสานและชาวโคราช (ติยาพรรณ ประพันธ์วิทยา, สัมภาษณ์, 19 กุมภาพันธ์ 2564) การรำ
บวงสรวงท้าวสุรนารีนี้เริ่มแรกใช้ทำนองเพลงสรภัญญะประกอบการบรรเลงของ วงโปงลาง ต่อมาในปี พ.ศ.
2540 จึงได้มีการปรับเปลี่ยนมาใช้วงดนตรีพื้นบ้านโคราชที่เรียกกันว่า วงมโหรีโคราช ซึ่งมีความเป็นเอกลักษณ์
แตกต่างจากวงดนตรีพื้นบ้านจังหวัดอื่น ๆ เพราะมี เครื่องดนตรีประกอบวงที่แตกต่างไปจากวงดนตรีอื่นคือ
ปี่แก้ว ซอโคราช กลองทั่ง แต่ในปัจจุบันนำ โทนโคราชเข้ามาร่วมในการบรรเลงแทนกลองทั่ง นอกจากการใช้
ทำนองสรภัญญะในการรำบวงสรวง ท้าวสุรนารีแล้ว ยังปรากฏการบรรจุทำนองเพลงและออกแบบคำร้องแบบ
พื้นบ้านโคราชเพิ่มเติมด้วย เช่น เพลงช้าเจ้าหงส์ดงลำไย เพลงมโหรีโคราช เพลงช้าโกรก (โกรกลากไม้) เพลงรำ
โทนโคราช และ เพลงนางกระดง้

19

1. กระบวนท่ารำ

การออกแบบท่ารำบวงสรวงสดุดที ้าวสุรนารีครั้งแรก ในท่วงทำนองเพลง สรภัญญะนั้นประดิษฐ์ท่ารำ
ขึ้นโดยคณาจารย์และบุคลากรของวิทยาลัยนาฏศิลปนครราชสีมา ได้แก่ นายสยามรัฐ กำไลนาค นางอินทนิล
บุญประกอบ นางพนารัตน์ ศีลแสน และนางจุไรรัตน์ สุนันทราภรณ์ (สยามรัฐ กำไลนาค, สัมภาษณ์, 19
กุมภาพันธ์ 2564) ท่ารำที่ประดิษฐ์ขึ้นนั้นสืบต่อปฏิบัติมาจนกระทั่ง ปัจจุบัน (พ.ศ.2564) โดยมีการปรับเปลี่ยน
เพียงเล็กน้อย กระบวนท่ารำจะมีความผสมผสานระหว่าง การนำรูปแบบการรำแบบราชสำนักของกรมศิลปากร
และการรำพื้นบ้านโคราชมาผสมผสานกนั ลีลา กระบวนท่ารำแบบราชสำนักที่ปรากฏให้เหน็ อย่างเด่นชัดในการ
รำตีบทของเนื้อร้องในทำนองสรภัญญะ ส่วนท่ารับต่าง ๆ จะนำท่าทางของรำพื้นบ้านโคราชมาบรรจุไว้ (ท่ารับ
คือ ท่ารำท่ีรำในชว่ งของทำนอง ดนตรรี ะหว่างการเปลีย่ นทอ่ นเพลง) มีตวั อย่างทา่ ดงั น้ี

ทา่ รับท่ี 1 ทา่ มโหรโี คราช

ทา่ รบั ที่ 2 ทา่ เซิง้ บง้ั ไฟ

ท่ารับท3่ี ท่าเดาะมอื

20

ท่ารบั ท่ี 4 ทา่ โลมบน
ทา่ นายอำเภอ

21

ทา่ โอ่

ทา่ ปลาไหลพันพวง

การออกแบบกระบวนการรำบวงสรวงท้าวสุรนารีในแตล่ ะปนี ัน้ ได้ปรบั เปลยี่ นตามสถานการณ์
ของสงั คม ในอดตี มีการแบง่ กระบวนรำออกเปน็ 3 ช่วง ดังนี้

ช่วงแรก การรำออก หมายถงึ กระบวนการรำเพือ่ เดนิ ทางออกมาสสู่ ถานทร่ี ำ
ช่วงที่สอง การรำตามสถานการณ์ของสังคม หมายถึง การรำตีบทตามคำร้องที่จะประพันธ์ เนื้อร้อง
ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสงั คมของปีนั้น ๆ เช่น ในปี พ.ศ. 2560 เป็นการประพันธ์บทแสดง ความอาลัยถวาย
แด่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ในปี พ.ศ. 2561-2562
เปน็ การประพนั ธ์บทรำเพื่อแสดงความจงรกั ภกั ดตี อ่ พระบาทสมเดจ็ พระ วชริ เกลา้ เจ้าอยหู่ ัว
ช่วงทสี่ าม การรำสดุดที ้าวสุรนารี (ทำนองสรภัญญะ) ชว่ งนค้ี ือกระบวนรำท่เี ป็น วัตถุประสงค์หลัก
ของการรำบวงสรวง มีแบบแผนการรำที่ยึดถือสืบทอดกันมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2539 จนกระทั่งปัจจุบัน ลีลาท่ารำ

22

อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงบ้างเล็กน้อยตามการจัดกระบวนแถวของการรำ เช่น การเปลี่ยนด้านของท่ารำ จาก
การรำเข้าคู่เปน็ การรำดา้ นเดียวกันท้ังหมด

การแต่งกาย
เคร่ืองแต่งกาย การแต่งกายประกอบการรำบวงสรวงทา้ วสุรนารไี ด้ปรับเปล่ยี นรปู แบบให้ เปน็
อย่างที่ใชใ้ นปจั จบุ ันมาตง้ั แตป่ ระมาณปี พ.ศ.2542 เพ่อื ให้สวมใสไ่ ดส้ ะดวกด้วยการตัดเย็บ สำเร็จรปู อกี ทง้ั ยงั มี
การปรับเปลีย่ นสีของชุดในทุกปีเพือ่ สรา้ งแรงดงึ ดูดใจแก่เหลา่ สตรผี รู้ ่วมรำท่ี ชน่ื ชอบผา้ ไทยไดเ้ กบ็ สะสมเคร่อื ง
แต่งกายผา้ ไหมในสีท่หี ลากหลาย ซ่ึงเครื่องแต่งกายนส้ี ามารถนำไป ปรบั ประยุกต์ในการแสดงหรือออกงานตา่ ง ๆ
ในสังคมได้ พบเหน็ ไดจ้ ากรวมกลุ่มทำกจิ กรรมของกลุม่ สตรีโคราชทม่ี ักจะนำชุดรำบวงสรวงมาใสร่ ่วมงานอยู่
เสมอ

วิดโี อตวั อยา่ งรำบวงสรวงทา้ วสรุ นารี

23

อา้ งองิ

ชมุ พล ชะนะมา (2564) รำบวงสรวงทา้ วสรุ นารี: ความเป็นมาและบริบททางวฒั นธรรมในการแสดง
วรี พงษ์ ตามกลาง : 2561 “พฒนั าการการราํบวงสรวงทา้ วสุรนารี
ขนั้ ตอนการกราบพระ อาราธนาศีล อาราธนาธรรม https://watmatchan.net/worship/
บทสวดมนต์ไหวพ้ ระ : บทพาหุงฯ https://www.lib.ru.ac.th/journal2/?p=14704
ขนั้ ตอนพิธีสงฆ์ ทำบุญถวายทาน https://www.wreathnawat.com
บทสวดชุมนมุ เทวดา https://www.tnnthailand.com/news/social/99868/


Click to View FlipBook Version