The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สมุดบันทึกการเรียนรู้ รายวิชา การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อพัฒนาผู้เรียน
โดย นางสาวอติกานต์ แดงลีท่า
รหัสนักศึกษา 64115241102
นักศึกษาสาขาวิชาฟิสิกส์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Atikan Daengleetha, 2023-10-22 08:00:18

สมุดบันทึกการเรียนรู้

สมุดบันทึกการเรียนรู้ รายวิชา การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อพัฒนาผู้เรียน
โดย นางสาวอติกานต์ แดงลีท่า
รหัสนักศึกษา 64115241102
นักศึกษาสาขาวิชาฟิสิกส์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร

มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร รายวิชา การวิจัยและพัฒนานวัตกรรม เพื่อพัฒนาผู้เรียน จัดทำ โดย นางสาวอติกานต์ แดงลีท่า นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาฟิสิกส์ ชั้นปีที่ 3


คำนำ บันบั ทึก ทึ การเรีย รี นรู้ฉรู้ บับบั นี้เ นี้ป็น ป็ ส่วส่ นหนึ่ง นึ่ ของรายวิชวิ า การวิจั วิ ยจัและพัฒพั นานวัตวักรรม เพื่อ พื่ พัฒพั นาผู้เผู้รีย รี น รหัสหัวิชวิ า 21043701 ภาคเรีย รี นที่ 1 ปีก ปี ารศึก ศึ ษา 2566 จัดจั ทำ ขึ้น ขึ้ เพื่อ พื่ สรุป รุ องค์ค ค์ วามรู้ที่รู้ เ ที่ กี่ย กี่ วข้อ ข้ งกับกัการวิจั วิ ยจัและพัฒพั นานวัตวักรรมเพื่อ พื่ พัฒพั นาผู้เผู้รีย รี น รวมถึง ถึ เกร็ด ร็ ความรู้ต่รู้ าต่ ง ๆ เพื่อ พื่ ใช้ใช้ นการทบทวนองค์ค ค์ วามรู้ ที่ไที่ ด้รั ด้ บรัในห้อ ห้ งเรีย รี นให้เ ห้ กิด กิ ความรู้ และความเข้า ข้ใจในเนื้อ นื้ หามากยิ่ง ยิ่ ขึ้น ขึ้ ผู้จัผู้ดจั ทำ ขอขอบคุณ คุ รองศาสตราจารย์ ดร.สำ ราญ กำ จัดจัภัยภั อาจารย์ผู้ ย์ สผู้อน ที่ม ที่ อบความรู้แรู้ละแนวทางการศึก ศึ ษาเกี่ย กี่ วกับกัการวิจั วิ ยจัและพัฒพั นานวัตวักรรมเพื่อ พื่ พัฒพั นา ผู้เผู้รีย รี น ผู้จัผู้ดจั ทำ หวังวัเป็น ป็ อย่าย่ งยิ่ง ยิ่ ว่าว่ สมุด มุ บันบั ทึก ทึ การเรีย รี นรู้ฉรู้ บับบั นี้จ นี้ ะสามารถให้ค ห้ วามรู้ และเป็น ป็ ประโยชน์แ น์ ก่ผู้ก่ อ่ผู้าอ่ นทุก ทุ ท่าท่ นไม่มม่ ากก็น้ ก็ อ น้ ย หากมีข้ มี อ ข้ ผิด ผิ พลาดประการใด ผู้จัผู้ดจั ทำ ขออภัยภั มา ณ ที่นี้ ที่ นี้ นางสาวอติกานต์ แดงลีท่า ผู้จัดทำ ก


สารบัญ เรื่อง คำ นำ สารบัญ ประวัติส่วนตัว สัปดาห์ที่ 1 ปฐมนเทศ สัปดาห์ที่ 2 แนวคิดการเรียนรู้/นวัตกรรมการเรียนการสอน สัปดาห์ที่ 3 แนวคิดเบื้องต้นเกี่ยวกับการวิจัย สัปดาห์ที่ 4 ข้อมูลและตัวแปรในการวิจัย สัปดาห์ที่ 5 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง สัปดาห์ที่ 6 เครื่องมือวิจัย วัปดาห์ที่ 7 วิธีตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวิจัยและสถิติที่ใช้ สัปดาห์ที่ 8 เค้าโครงวิจัย สัปดาห์ที่ 9 การทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง สัปดาห์ที่ 10 บทที่ 3 วิธีดำ เนินการวิจัย สัปดาหืที่ 11-14 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล / บทที่ 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ สัปดาห์ที่ 15 วิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน บันทึกผลการร่วมกิจกรรมในชั้นเรียน สัปดาห์ที่ 16 ปัจฉิมนิเทศ หน้า ก ข 01 02 05 08 12 17 20 25 29 31 34 35 39 45 47 ข


ประวัติส่วนตัว งานอดิเรก คติประจำ ใจ จงยิ้มได้ แม้ในวันที่ไม่มีเรื่องให้ยิ้ม ชื่อ-สกุล นางสาวอติกานต์ แดงลีท่า ชื่อเล่น กิ๊ฟ วัน/เดือน/ปีเกิด 4 เมษายน 2545 อายุ 21 ปี เชื้อชาติ ไทย สัญชาติ ไทย ศาสนา คริสต์ การศึกษา ปัจจุบันกำ ลังศึกษาอยู่ระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาฟิสิกส์ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร 188 หมู่ 4 ตำ บลท่าแร่ อำ เภอเมือง จังหวัดสกลนคร 47230 082-862-4369 ช่องทางการติดต่อ ดูหนัง, ฟังเพลง, ปลูกต้นไม้ Atikan Daengleetha รหัสนักศึกษา 64115241102 01


สัปดาห์ที่ 1 6 มิถุนายน 2566


ด้านสมรรถนะ ด้านความรู้ ด้านคุณลักษณะ วันแรกที่ได้พบกับอาจารย์ประจำ รายวิชา อาจารย์แนะนำ เกี่ยววิชาเรียน (มคอ.3) จุดมุ่งหมายของรายวิชานี้มีอยู่ 3 ด้าน คือ 1. 2. 3. หลังจากเรียนรายวิชานี้แล้ว ผู้เรียนต้องสามารถออกแบบและสร้างนวัตกรรมที่ใช้ ในการพัฒนาการเรีนการสอนในรายวิชาฟิสิกส์ และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการสร้าง นวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาผู้เรียน ในรายวิชานี้ผู้เรียนจะได้ทำ วิจัยและสร้างนวัตกรรม เพื่อพัฒนาการสอน อาจารย์ประจำ รายวิชาให้ทำ ข้อตกลงร่วมกันในการเรียนการสอนและทำ สัญญาในการเรียนการสอน โดยในสัญญาการเรียนมีการกำ หนดข้อปฏิบัติและกติกาในการเรียน ไว้อย่างชัดเจน ต่อมาเป็นการอธิบายการจัดทำ สมุดบันทึกการเรียนรู้ โดยสิ่งที่ต้องทำ คือ การสรุปเนื้อหาที่ ได้เรียนในแต่ละสัปดาห์ตามความเข้าใจของตนเอง ให้ทำ ในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ โดย อาจารย์ประจำ รายวิชาเปิดตัวอย่างผลงานของผู้ที่เรียนก่อนหน้านี้ ให้ดูเป็นตัวอย่าง พร้อมทั้งให้คำ แนะนำ ในการสร้างผลงานที่จะได้ทำ สรุปเนื้อหา อาจารย์ผู้สอน ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สำ ราญ กำ จัดภัย 03


สรุปเนื้อหา(ต่อ) 04


สัปดาห์ที่ 2 13 มิถุนายน 2566 ความหมายของการเรียนรู้ พฤติกรรมการเรียนรู้ด้านพุทธิพิสัย พฤติกรรมการเรียนรู้ด้านจิตพิสัย พฤติกรรมการเรียนรู้ด้านทักษะพิสัย ขอบข่ายเนื้อหา 1. 2. 3. 4.


พฤติกรรมการเรียนรู้ ด้านทักษะพิสัย พฤติกรรมการเรียนรู้ ด้านพุทธิพิสัย เกิดจากพลังความสามารถทางสมองที่มี ปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ขึ้นอยู่กับตัวบุคคล ความสามารถของแต่ละบุคคล ทำ งานสัมพันธ์กัน จำ เข้าใจ นำ ไปใช้ วิเคราะห์ สังเคราะห์ แปลความ ตีความ ขยายความ ส่สนประกอบ ความสัมพันธ์ หลักการ Dave พฤติกรรมการเรียนรู้ด้านจิตพิสัย พฤติกรรมด้านจิตใจ ความรู้สึก ค่านิยม แนวคิดเกี่ยวกับการเรียนรู้ ความหมายของ การจัดการเรียนรู้ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ค่อนข้าถาวร อันเนื่องมาจากการได้รับประสบการณ์์ ประเมินค่า Simpson รับรู้และเลียนแบบ ลงมือปฏิบัติและทำตามได้ ลดความผิดพลาด ปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่อง ปฏิบัติได้อย่างเป็นธรรมชาติ รับรู้ เตรียมพร้อม ตอบสนองตามแนวชี้แนะ ปฏิบัติด้วยตนเอง ตอบสนองที่ซับซ้อน ดัดแปลง ริเริ่ม รับรู้ ตอบสนอง เห็นคุณค่า/สร้างค่านิยม จัดระบบค่านิยม สร้างลักษณะนิสัยจากค่านิยม 06


สรุปเนื้อหา ความรู้ (Knowledge) : ระลึกถึงเรื่องราวต่าง ๆ ออกมาได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ความเข้าใจ (Comprehension) : จับใจความสำ คัญและสามารถแปลความ ตีความ หรือขยายความ การนำ ไปประยุกต์ใช้ (Application) : ใช้ความรู้และความเข้าใจแก้ปัญหาในสถานการณ์ใหม่ การวิเคราะห์ (Analysis) : แยกแยะเรื่องราวออกเป็นส่วนย่อย ๆ และระบุความสัมพันธ์ การสังเคราะห์ (Synthesis) : ผสมผสานส่วนย่อยเป็นเรื่องราวใหม่ การประเมินค่า (Evaluation) : ตัดสินคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ขั้นรับรู้ (Receiving) : รับรู้สิ่งเร้าหรือปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ขั้นตอบสนอง (Responding) : มีปฏิกิริยาต่อสิ่งเร้าในลักษณะที่สนใจหรือไม่สนใจ ขั้นเห็นคุณค่า (Valuing) : ตระหนักถึงคุณค่าของสิ่งเร้า ขั้นจัดระบบค่านิยม (Organization) : จัดลำ ดับความสำ คัญของค่านิยม ขั้นสร้างลักษณะนิสัย (Characterization) : แสดงออกถึงค่านิยมผ่านพฤติกรรม การรับรู้และเลียนแบบ (Imitation) : รับรู้และเลียนแบบการกระทำ ของผู้อื่น การลงมือปฏิบัติและทำ ได้ (Manipulation) : ลงมือปฏิบัติตามแบบอย่างที่กำ หนด ลดความผิดพลาดจนสามารถทำ ได้ถูกต้อง (Precision) : ปฏิบัติได้อย่างถูกต้องแม่นยำ ปฏิบัติได้อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง (Articulation) : ปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่องและลื่นไหล ปฏิบัติได้อย่างเป็นธรรมชาติ (Naturalization) : ปฏิบัติได้อย่างเป็นอัตโนมัติ แนวคิดการเรียนรู้ การเรียนรู้ หมายถึง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้เรียนที่คงทนถาวรหรือค่อนข้างถาวร ทั้งที่เป็นพฤติกรรมที่แสดงออกให้เห็นได้ชัด หรือพฤติกรรมที่แฝงอยู่ในตัว พร้อมที่จะแสดงออกได้ทุก เมื่อ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ต้องเป็น ผลเนื่องมาจากการได้รับประสบการณ์ที่เผชิญหรือได้กระทำ สิ่งต่าง ๆ ในธรรมชาติรอบกายด้วยตนเองผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 รวมถึงประสบการณ์ต่าง ๆ พฤติกรรมการเรียนรู้ด้านพุทธิพิสัยเป็นพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับ ความรู้ ความเข้าใจ และความคิด แบ่งออกเป็น 6 ระดับ ได้แก่ 1. 2. 3. 4. 5. 6. พฤติกรรมการเรียนรู้ด้านจิตพิสัย คือ พฤติกรรมที่แสดงออกถึงความรู้สึก ความเชื่อ เจตคติ ค่านิยม ของบุคคล แบ่งออกเป็น 5 ขั้น ดังนี้ 1. 2. 3. 4. 5. พฤติกรรมการเรียนรู้ด้านทักษะพิสัย คือ ความสามารถของบุคคลในการใช้อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายทำ งานอย่างประสานสัมพันธ์กัน แบ่งออกเป็น 5 ขั้น ดังนี้ 1. 2. 3. 4. 5. 07


สัปดาห์ที่ 3 20 มิถุนายน 2566 ความจริงกับการค้นหา ขั้นตอนทั่วไปของการวิจัย จรรยาบรรณของนักวิจัย เป้าหมายของการวิจัย การจัดประเภทของการวิจัย ขอบข่ายเนื้อหา 1. 2. 3. 4. 5.


แนวคิดเบื้องต้นเกี่ยวกับการวิจัย จรรยาบรรณ ของนักวิจัย เป้าหมาย ของการวิจัย การจัดประเภท ของการวิจัย ขั้นตอนทั่วไป ของการวิจัย วิธีนิรนาม วิธีอุปนัย วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ตระหนักถึงปัญหาการวิจัย กำหนดขอบเขตของปัญหาการวิจัย ศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ตั้งสมมติฐานการวิจัย เขียนโครงร่างการวิจัย สร้าง/เลือกเครื่องมือการวิจัย ดำเนินการเก็ยรวบรวมข้อมูงวิจัย ดำเนินการจัดกระทำข้อมูล/วิเคราะห์ข้อมูล สรุปผลการวิจัยและเขียนรายงานวิจัย เผยแพร่งานวิจัย 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10. ความจริิง กับการค้นหา นักวิจัยต้องซื่อสัตย์และมีคุณธรรมในทางวิชาการ นักวิจัยต้องตระหนักถึงพันธกรณีในการทำวิจัย นักวิจัยต้องมีพื้นฐานความรู้ในสาขาวิชาการที่ทำวิจัย นักวิจัยต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ศึกษาวิจัย นักวิจัยต้องเคารพศักดิ์ศรีและสิทธิของมนุษย์ที่ใช้เป็นตัวอย่างในการวิจัย นักวิจัยต้องมีอิสระทางความคิด โดยปราศจากอคติในทุกจั้นตอนของการวิจัย นักวิจัยพึงนำผลงานวิจัยไปใช้ปะโยชน์ในทางที่ชอบ นักวิจัยพึงเคารพความคิดเห็นทางวิชาการของผู้อื่น นักวิจัยพึงมีความรับผิดชอบต่อสังคมทุกระดับ 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. เพื่อควบคุม เพื่อทำนาย เพื่ออธิบาย เพื่อบรรยายหรือพรรณนา แบ่งตามลักษณะของข้อมูลและวิธีการที่ได้มา แบ่งตามประโยชน์การนำผลการวิจัยไปใช้ แบ่งตามความต้องการ ข้อสรุปเชิงเหตุผลหรือไม่ การวิจัยเชิงปริมาณ การวิจัยเชิงคุณภาพ การวิจัยศึกษาย้อนหาสาเหตุ การวิจัยพื้นฐาน การวิจัยประยุกต์ การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ การวิจัยปฏิบัติการ การวิจัยเชิงสำรวจ การวิจัยเชิงทดลอง 09


สรุปเนื้อหา ความจริงนัยทั่วไป เป็นความจริงที่สามารถนําไปใช้ได้อย่างกว้างขวาง ความจริงยืดหยุ่นตามบริบท เป็นความจริงที่ใช้ได้เฉพาะบริบทที่ศึกษา ไม่ยืนยันการนําไปใช้ ได้จริงในบริบทอื่น วิธีนิรนัย เป็นการนําความรู้พื้นฐานมาหาเหตุผลนําไปสู่ข้อสรุป เช่น สมการทางคณิตศาสตร์ วิธีอุปนัย เป็นการนําประสบการณ์มาสรุปเป็นความรู้แบบทั่วไป เช่น กฎทางวิทยาศาสตร์ วิธีการทางวิทยาศาสตร์ เป็นการนํากระบวนการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ เช่น การทดลอง บรรยาย : อธิบายสภาพและลักษณะของปัญหา อธิบาย : อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร พยากรณ์ : ทำ นายเหตุการณ์ในอนาคต ควบคุม : ควบคุมสิ่งต่าง ๆ ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ความรู้เบื่องต้นเกี่ยวกับการวิจัย ความหมายของการวิจัย หมายถึง การค้นหาวามจริงในประเด็นที่สนใจโดยช้วิธีการที่เป็นระบบ คำ ตอบหรือความจริงที่พบมีความถูกต้องเชื่อถือได้ ความจริงกับการค้นหาความจริง ความจริงคือสิ่งที่เชื่อจริง ณ เวลานั้น ๆ แบ่งเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ วิธีการค้นหาความจริงมีหลายวิธี ได้แก่ ขั้นตอนทั่วไปของการวิจัย การดำ เนินการวิจัยโดยทั่วไป มีขั้นตอนดังนี้ (1) ตระหนักถึงปัญหาที่ต้องการทำ วิจัย (2) กำ หนดขอบเขตของปัญหาให้ชัดเจน (3) ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (4) ตั้งสมมุติฐานของการวิจัย (ถ้าจำ เป็น) (5) เขียนโครงร่างการวิจัย (6) สร้างหรือเลือกเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล (7) ดำ เนินการเก็บรวบรวมข้อมูล (8) ดำ เนินการจัดกระทำ ข้อมูล หรือวิเคราะห์ข้อมูล (9) สรุปผลการวิจัย และเขียนรายงานวิจัย (10) เผยแพร่ผลงานวิจัย (ถ้าต้องการ) เป้าหมายของการวิจัย สามารถแบ่งออกเป็น 4 ระดับ ดังนี้ 1. 2. 3. 4. 10


ซื่อสัตย์และคุณธรรม รับผิดชอบ อิสระทางความคิด นำ ไปใช้ประโยชน์ เคารพความคิดเห็นผูอื่น รับผิดชอบต่อสังคม การแบ่งตามลักษณะของข้อมูลและวิธีการได้มา แบ่งได้เป็น 2 ประเภท การแบ่งตามประโยชน์การนำ ไปใช้งาน แบ่งได้เป็น 3 ประเภท การแบ่งตามความต้องการข้อสรุปเชิงเหตุและผลหรือไม่ แบ่งได้เป็น 4 ประเภท ความรู้เบื่องต้นเกี่ยวกับการวิจัย (ต่อ) จรรยาบรรณของนักวิจัย การจัดประเภทของการวิจัย การวิจัยสามารถแบ่งประเภทได้หลายแบบ ตามเกณฑ์ที่นัก วิชาการนำ มาใช้ ที่นิยมใช้กันทั่วไป ได้แก่ ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research) และ การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) ได้แก่ การวิจัยพื้นฐาน (Basic research), การวิจัยประยุกต์ (Applied research), และ การวิจัย ปฏิบัติการ (Action research) ได้แก่ การวิจัยเชิงทดลอง (Experimental research), การวิจัยศึกษาย้อนหาสาเหตุ (Expose-facto research), การวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ (Correlation research), และ การวิจัยเชิงทำ นาย (Prediction research) 11 สรุปเนื้อหา(ต่อ)


สัปดาห์ที่ 4 27 มิถุนายน 2566 ความหมายของตัวแปร ประเภทของตัวแปร ความหมายของข้อมูล ประเภทของข้อมูล ขอบข่ายเนื้อหา 1. 2. 3. 4.


ตัวแปรและประเภทของตัวแปร วิจัยเชิงทำ นาย ความหมายของตัวแปร ตัวแปรเชิงปริมาณ ตัวแปรเชิงคุณภาพ แบ่งตามลักษณะข้อมูล ตัวแปรต่อเนื่อง ตัวแปรไม่ต่อเนื่อง ประเภทของตัวแปร แบ่งตามความเป็นเหตุ เป็นผลต่อกัน ตัวแปรอิสระ ตัวแปรตาม แบ่งตามประเภทของการวิจัย วิจัยเชิงการทดลอง ตัวแปรจัดกระทำ ตัวแปรตาม ตัวแปรแทรกซ้อน ตัวแปรสอดแทรก ตัวแปรกลาง ตัวแปรเกณฑ์ ตัวแปรทำ นายหรือ ตัวแปรพยากรณ์ คุณลักษณะของสิ่งต่าง ๆ ที่สามารถแปรค่าได้ตั้งแต่ 2 ค่าขึ้นไป ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของปริมาณ/คุณภาพ 13


ข้อมูลและประเภทของข้อมูล ความหมายของข้อมูล ข้อมูลเชิงปริมาณ ข้อมูลคุณภาพ แบ่งตามลักษณะข้อมูล ข้อมูลต่อเนื่อง ข้อมูลไม่ต่อเนื่อง ประเภทของข้อมูล แบ่งตามแหล่งที่มาของ ข้อมูลหรือวิธีการเก็บข้อมูล ข้อมูลปฐมภูมิ ข้อมูลทุติยภูมิ แบ่งตามระดับการวัด ข้อมูลระดับ นามบัญญัติ ข้อมูลระดับ เรียงอันดับ ข้อมูลระดับ อันครภาค ข้อมูลระดับ อัตราส่วน ข้อเท็จจริงหรือรายอะเลียดต่าง ๆ ที่เก็บรวบรวมด้วน แบบทดสอบ แบบสอบถาม การสังเกต ฯลฯ 14


สรุปเนื้อหา แบ่งตามลักษณะของข้อมูล แบ่งได้ 2 ประเภท คือ ตัวแปรเชิงปริมาณ (Quantitative variable) คือตัวแปรที่มีการแปรค่าต่าง ๆ เป็นตัวเลข โดยที่ตัวเลขเหล่านั้น สามารถนํามาบวก ลบ คูณ หาร กันได้เช่น น้ําหนัก ส่วนสูง อายุ ความเร็ว คะแนนสอบ ตัวแปรเชิงคุณภาพ (Qualitative variable) คือตัวแปรที่มีการแปรค่าต่าง ๆ ได้แต่ค่าเหล่านั้น ไม่ได้อยู่ในรูปตัวเลข เช่น เพศ เชื้อชาติภูมิลําเนา อาชีพ ศาสนาที่นับถือ สถานภาพทางสังคม หรือเป็นตัวเลขแต่ตัวเลขเหล่านั้นไม่สามารถนํามาบวก ลบ คูณ หาร กันได้เช่น เบอร์เสื้อของ นักฟุตบอลในทีม เบอร์รองเท้า เป็นต้น แบ่งตามความเป็นเหตุเป็นผลต่อกัน นิยมแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ตัวแปรอิสระ (Independent variable) หรือ “ตัวแปรต้น” หรือ “ตัวแปรเหตุ” เป็นตัวแปร ที่เกิดขึ้นก่อน และถือว่าเป็นเหตุหรือมีอิทธิพลต่อตัวแปรตาม ตัวแปรตาม (Dependent variable) เป็นตัวแปรที่เกิดจากผล อันเนื่องมาจากได้รับอิทธิพล จากตัวแปรอิสระ แบ่งตามประเภทของการวิจัย เช่น การวิจัยเชิงทดลอง (Experimental research) แบ่งตัวแปรออกเป็น 5 ประเภท ได้แก่ ตัวแปรจัดกระทํา (Treatment variable) เป็นตัวแปรอิสระอย่างหนึ่งที่ผู้วิจัยได้นํามา จัดกระทํากับกลุ่มทดลองเพื่อดูผลที่เกิดขึ้นตามมา ตัวแปรตาม (Dependent variable) เป็นตัวแปรซึ่งเป็นผล อันเนื่องมาจากการกระทํา ของตัวแปรจัดกระทํา ตัวแปรแทรกซ้อน (Extraneous variable) เป็นตัวแปรอิสระอย่างหนึ่งที่ผู้วิจัย (ผู้ทดลอง) คาดว่าจะมีผลต่อตัวแปรตาม จึงได้ทําการควบคุม (Control) ไว้ไม่ให้ ส่งผลต่อตัวแปรตาม โดยใช้วิธีการต่าง ๆ ที่เหมาะสม ตัวแปรสอดแทรก (Intervening variable) เป็นตัวแปรอิสระอย่างหนึ่งที่มีผลต่อ ตัวแปรตาม แต่ผู้วิจัยไม่ได้ควบคุมไว้ซึ่งตัวแปรประเภทนี้ผู้วิจัยอาจไม่รู้มาก่อนล่วง หน้าจึงไม่ได้มีการวางแผนควบคุม หรืออาจรู้ล่วงหน้าแต่ไม่สามารถที่จะควบคุมได้ หรือสุดวิสัยที่จะควบคุม ตัวแปรกลาง (Moderator variable) เป็นตัวแปรอิสระอย่างหนึ่งที่ผู้วิจัย (ผู้ทดลอง) ไม่ได้จัดกระทําเหมือนตัวแปรจัดกระทํา และไม่ได้ควบคุมไว้เหมือนตัวแทรกซ้อน แต่สนใจที่จะดึงเข้ามาศึกษาร่วมกับ “ตัวแปรจัดกระทํา” การวิจัยเชิงทํานาย (Predictive research) แบ่งตัวแปรออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ตัวแปรเกณฑ์ (Criteria variable) เป็นตัวแปรที่ผู้วิจัยสนใจศึกษาว่ามีค่าเพิ่มขึ้น หรือลดลง (ผันแปร) ขึ้นอยู่กับตัวแปรหรือปัจจัย (ตัวแปรพยากรณ์) ใดบ้าง ตัวแปรทํานายหรือตัวแปรพยากรณ์ (Predictive variable) เป็นตัวแปรที่ผู้วิจัย สนใจนํามาพยากรณ์ความผันแปร (ค่าเพิ่มขึ้นหรือลดลง) ของตัวแปรเกณฑ์ ข้อมูลและตัวแปรในการวิจัย ตัวแปรและประเภทของตัวแปร ตัวแปร คือ คุณลักษณะของสิ่งต่าง ๆ ที่สามารถเปลี่ยนแปลงค่าได้ตั้งแต่ 2 ค่าขึ้นไป ประเภทของตัวแปร สามารถแบ่งได้หลายแบบ ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ใน การแบ่ง ดังนี้ 1. 2. 3. 15


16 สรุปเนื้อหา(ต่อ) แบ่งตามลักษณะข้อมูล แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative data) เป็นข้อมูลที่วัดค่าออกมาเป็นตัวเลขได้ว่ามีค่ามากหรือ น้อยเพียงใด ข้อมูลเชิงคุณภาพ (Qualitative data) เป็นข้อมูลที่ไม่สามารถระบุได้ว่ามากหรือน้อย มักจะอยู่ ในรูปข้อความ แบ่งตามแหล่งที่มาของข้อมูลหรือวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary data) เป็นข้อมูลที่ได้มาโดยผู้วิจัยเก็บรวบรวมด้วยตนเองจากต้นตอ หรือแหล่งกำเนิดของข้อมูลโดยตรง ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary data) เป็นข้อมูลที่ผู้วิจัยไม่ได้เก็บรวบรวมจากแหล่งกำเนิด โดยตรง แต่ได้มาโดยอ้างอิงหรือคัดลอกจากผู้อื่นที่ได้เก็บรวบรวมไว้ แบ่งตามระดับของการวัด แบ่งเป็น 4 ประเภท คือ ข้อมูลระดับนามบญญัติ (Nominal scale) ข้อมูลระดับเรียงอันดับ (Ordinal scale) ข้อมูลระดับอันตรภาค (Interval scale) ข้อมูลระดับอัตราส่วน (Ratio scale) ข้อมูลและตัวแปรในการวิจัย (ต่อ) ข้อมูลและประเภทของข้อมูล ข้อมูล คือ ข้อเท็จจริงหรือรายละเอียดของสิ่งต่าง ๆ ที่เก็บรวบรวมมาจากการนับ การวัด การสังเกต ฯลฯ ซึ่งอาจเป็นตัวเลขหรือไม่ใช่ตัวเลข ที่สามารถนํามาวิเคราะห์เพื่อหาคำตอบในสิ่งที่ผู้วิจัยต้องการศึกษา ประเภทของข้อมูล สามารถแบ่งได้ 3 ประเภท ดังนี้


สัปดาห์ที่ 5 4 กรกฎาคม 2566 ประชากร กลุ่มตัวอย่าง การกำ หนดขนาดและเลือกตัวอย่าง ขอบข่ายเนื้อหา 1. 2. 3.


กลุ่มตัวอย่าง การกำ หนดขนาดและเลือกตัวอย่าง ส่วนหนึ่งของประชากร ต้องเป็น ตัวแทนที่ดีของประชากร ใช้การจับฉลาก ใช้คอมพิวเตอร์ ใช้ตารางสุ่ม การเลือกตัวอย่างโดยการสุ่มอย่างง่าย การเลือกตัวอย่างโดยการสุ่มเป็นระบบ การเลือกตัวอย่างโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น การเลือกตัวอย่างโดยการสุ่มแบบกลุ่ม การเลือกตัวอย่างโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน 1. 2. 3. 4. 5. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ทั้งหมดของทุกหน่วยของสิ่งที่สนใจศึกษา ประชากรจำนวนจำกัด ประชากรจำนวนไม่จำกัด เหตุผลของการเลือกตัวอย่าง กำหนดตัวอย่าง เทคนิคการเลือกกลุ่มตัวอย่าง ประหยัดค่าใช้จ่าย ประหยัดเวลาและแรงงาน สะดวกในการปฏิบัติ มีความถูกต้องแม่นยำ สามารถศึกษาจ้อมูลได้กว้างขวาง การเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็น วิธีการเลือกโดยไม่ใช้หลักความน่าจะเป็น การเลือกตัวอย่างแบบตามสะสะดวก การเลือกตัวอย่างแบบโควตา การเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง การเลือกตัวอย่างแบบลูกโซ่ 1. 2. 3. 4. 18 ขนาดหรือขอบเขตของประชากร การกําหนดระดับความเชื่อมั่นและความคลาดเคลื่อน คุณลักษณะบางประการของประชากรที่ต้องการศึกษา วิธีการทางสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ปัจจัยอื่น ๆ


สรุปเนื้อหา ประหยัดค่าใช้จ่าย ประหยัดเวลาและแรงงาน สะดวกในการปฏิบัติ มีความถูกต้องแม่นยำและเชื่อถือได้ สามารถศึกษาข้อมูลได้กว้างขวางและลึกซึ้ง ขนาดหรือขอบเขตของประชากร การกําหนดระดับความเชื่อมั่นและความคลาดเคลื่อน คุณลักษณะบางประการของประชากรที่ต้องการศึกษา วิธีการทางสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ปัจจัยอื่น ๆ แบบใช้สูตรคำนวณ แบบใช้ตารางสำเร็จรูป การเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็น การเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยไม่ใช้หลักความน่าจะเป็นซึ่งทั้ง 2 กลุ่มนั้นมีเทคนิคต่าง ๆ ที่น่าสนใจ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร คือ กลุ่มของสิ่งต่างๆทั้งหมดที่ผู้วิจัยสนใจศึกษา มี 2 ประเภท คือ ประชากรที่มีจำนวน จำกัด และประชากรที่มีจำนวนไม่จำกัด กลุ่มตัวอย่าง คือ ส่วนหนึ่งของประชากรที่ถูกเลือกขึ้นมาด้วยเทคนิคการเลือกกลุ่มตัวอย่างที่เหมาะสม เพื่อใช้ในการศึกษาแทนประชากร แล้วนำผลสรุปที่ได้บรรยายหรือสรุปอ้างอิงถึงลักษณะประชากรที่ ต้องการศึกษา ดังนั้น กลุ่มตัวอย่าง “ต้องเป็นตัวแทนที่ดีของประชากร” จึงจะช่วยให้การสรุปอ้างอิงถึง ประชากรมีความถูกต้องและเชื่อถือได้ การกําหนดขนาดและเลือกตัวอย่าง 1. เหตุผลของการเลือกตัวอย่าง มีดังนี้ 2. การกําหนดขนาดตัวอย่าง การกําหนดขนาดตัวอย่าง (Sample size) เป็นการประมาณว่าเรื่องที่ ต้องการศึกษาควรใช้กลุ่มตัวอย่างขนาดเท่าใด จึงจะสามารถเป็นตัวแทนของประชากรกลุ่มใหญ่ได้เหมาะสม การกําหนดขนาดตัวอย่างในงานวิจัย ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญคือ “ประเภทของการวิจัย” นอกจากนั้น ขนาด ตัวอย่างยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น ๆ เช่น การประมาณขนาดตัวอย่างที่ใช้ในงานวิจัย (เน้นการวิจัยเชิงบรรยาย) สามารถประมาณได้ 2 แบบ คือ เป็นแบบที่ได้รบความนิยมมากกว่าแบบใช้สูตรคำนวณ เพราะทำได้ง่าย สะดวก และรวดเร็ว อาทิตาราง ประมาณขนาดตัวอย่างของ Yamane หรือของ Krejcie และ Morgan 3. เทคนิคการเลือกกลุ่มตัวอย่าง เป็นวิธีการที่จะทำให้ได้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นตัวแทนของประชากร ซึ่งการเลือกกลุ่มตัวอย่างถือเป็นกิจกรรมหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างมากในการวิจัย ผู้วิจัยต้องสามารถเลือก กลุ่มตัวอย่างให้เหมาะสมกับปัญหาการวิจัยเรื่องนั้น ๆ โดยทั่วไปจำแนะเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ 1. 2. 19


สัปดาห์ที่ 6 11 กรกฎาคม 2566 การสังเกต การสัมภาษณ์ แบบสอบถาม แบบทดสอบ การประเมินจากการปฏิบัติ ขอบข่ายเนื้อหา 1. 2. 3. 4. 5.


เครื่องมือวิจัย แบบสอบถาม แบบทดสอบ การประเมินจากการปฏิบัติ การสัมภาษณ์ ลักษะของการสังเกต ลักษณะของข้อมูลที่เหมาะสมกับการสังเกต ประเภทของการสังเกต หลักการสังเกต ลักษณะผู้สังเกตที่ดี 1. 2. 3. 4. 5. สังเกตโดยตรง แบบมีส่วนร่วม การสังเกต สังเกตโดยอ้อม แบบไม่มีส่วนร่วม จุดมุ่งหมายชัดเจน นิยามชัดเจน กำ หนด วัน เวลา สถานที่ พินิจพิเคราะห์ บันทึกทันทีหลังการสังเกต ตรวจสอบข้อมูลว่าถูกต้อง 1. 2. 3. 4. 5. 6. ใจไม่ลำ เียง มีความตั้งใจ ระบบประสาททางการเห็นและได้ยินปกติ ไวต่อการรับรู้ 1. 2. 3. 4. ลักษะของการสัมภาษณ์ ลักษณะของข้อมูลที่เหมาะสมกับการใช้สัมภาษณ์ ประเภทของการสัมภาษณ์ หลักการสังเกต 1. 2. 3. 4. สัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ปลายปิด สัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง ปลายเปิด เจาะจง เชิงลึก ไม่มีการชี้นำ จุดมุ่งหมายชัดเจน ต้องมั่นใจว่าได้รับความร่วมมือจากผู้ถูกสัมภาษณ์ การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างต้องเตรียมคำ ถามไว้ล่วงหน้า ผู้สัมภาษณ์ควรมีความรู้ในเรื่องที่จะสัมภาษณ์พอสมควร ควรฝึกสัมภาษณ์ก่อนสัมภาษณ์จริง สร้างบรรยากาศให้เป็นกันเอง พยายามยั่วยุให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ตอบคำ ถาม บันทึกข้อมูลอย่างรอบคอบ ผู้สัมภาษณ์ควรแต่งกายให้สะอาดเรียบร้อย ร่าเริง แจ่มใส 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. แบบสอบถามชนิดปลายเปิด แบบสอบถามชนิดปลายปิด แบบตรวจสอบรายการ แบบจัดอันดับ แบบมาตรประมาณค่า เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งใน 2 คำ ตอบ เลือกคำ ตอบเดียวจากหลายคำ ตอบ เลือกได้มากกว่า 1 คำ ตอบ ลักษะของแบบทดสอบ ประเภทของแบบทดสอบ 1. 2. จำ แนกตามการอ้างอิงหรือการแปรผล จำ แนกตามลักษณะการสร้างของคำ ถามและการเขียนตอบ แบบทดสอบอิงกลุ่ม แบบทดสอบอิงเกณฑ์ แบบทดสอบความเรียง แบบทดสอบถูกผิด แบบทดสอบจับคู่ แบบทดสอบชนิดเติมคำ และชนิดตอบสั้น แบบทดสอบชนิดเลือกตอบ ลักษะของแบบสอบถาม ลักษณะของข้อมูลที่เหมาะสมกับการใช้แบบสอบถาม รูปแบบของแบบสอบถาม 1. 2. 3. ลักษะของการประเมินการปฏิบัติ กระบวนการประเมินการปฏิบัติ เครื่องมือการให้คะแนนปฏิบัติ 1. 2. 3. ต้องมีภาระงาน ประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ได้ ผู้ประเมินต้องเฝ้าสังเกตผู้เรียน ประเมินจากกระบวนการปฏิบัติ สอดคล้องกับการการประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียน มักมีความเป็นอัตนัย ขั้นที่ 1 กำ หนดจุดมุ่งหมาย ขั้้นที่ 2 กำ หนดรายการทักษะ ความสามารถ ความรู้และการประยุกต์ใช้ ขั้นที่ 3 ออกแบบงานหรือภาระงาน ขั้นที่ 4 พัฒนาเกณฑ์การประเมินการปฏิบัติ ขั้นที่ 5 เลือกวิธีการและเครื่องมือที่ใช้ ขั้นที่ 6 จัดทำ ใบงานเพื่อชี้แจงการปฏิบัติงาน ขั้นที่ 7 วางแผนและดำ เนินการ ความหมาย องค์ประกอบ ประเภท Rubrics เป็นรายการประเมินที่ออกแบบอย่างสอดคล้องกับเป้าหมาย สำ หรับใช้เป็นเครื่องมือในการให้คะแนนการปฏิบัติของผู้เรียน เกณฑ์หรือประเด็นที่จะประเมิน ระดับความสามารถหรือระดับคุณภาพ การบรรยายคุณภาพของแต่ละระดับ 1. 2. 3. Holistic rubrics & Analytic rubrics General rubrics & Task specific rubrics 21


สรุปเนื้อหา มีจุดมุ่งหมายของการสังเกตที่แน่นอนชดเจน นิยามสิ่งที่ต้องการสังเกตให้ชัดเจน กำหนดวัน เวลา สถานที่ ตลอดจนระยะเวลาของการสังเกตไว้ล่วงหน้า ต้องสังเกตอย่างพินิจพิเคราะห์ละเอียดถี่ถ้วน บันทึกสิ่งที่สังเกตได้ทันทีที่เสร็จสิ้นการสังเกตอย่างตรงไปตรงมา ข้อมูลที่สังเกตได้ต้องตรวจสอบจนมั่นใจว่าถูกต้อง มีใจไม่ลำเอียง มีความตั้งใจ มีระบบประสาทสัมผัสทางการได้เห็นและได้ยินอยู่ในสภาพปกติ มีความไวต่อการรับรู้ การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง มีการกําหนดคําถามและคําตอบไว้ล่วงหน้า การสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง ไม่มีการกําหนดคําถามไว้ล่วงหน้า มีจุดมุ่งหมายที่แน่นอนชัดเจน มั่นใจว่าจะได้รับความร่วมมือจากผู้ถูกสัมภาษณ์ ผู้สัมภาษณ์มีพื้นความรู้ในเรื่องที่จะสัมภาษณ์ มีการซ้อมสัมภาษณ์ก่อน สร้างบรรยากาศให้เป็นกันเอง พยายามยั่วยุให้ผู้ถูกสัมภาษณ์ให้คําตอบ บันทึกข้อมูลการสัมภาษณ์อย่างรอบคอบ ต้องใช้เวลา แรงงาน และเงินจํานวนมาก ความถูกต้อง เชื่อถือได้ของข้อมูลขึ้นอยู่กับผู้สัมภาษณ์ ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของผู้ถูกสัมภาษณ์ เครื่องมือวิจัย การสังเกต เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยใช้ประสาทสัมผัสทางการได้เห็น และได้ยินเป็นหลัก ในการติดตามเฝ้าดูการแสดงพฤติกรรมของบุคคล กลุ่มคน ปรากฏการณ์ต่าง ๆ แล้วบันทึกสิ่งที่สังเกตได้ตามความเป็นจริงลงในแบบบันทึกการสังเกต การสังเกตที่ดีควรมีลักษณะดงนี้ ผู้สังเกตที่ดีควรมีลักษณะดังนี้ การสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ โดยใช้การสนทนา อย่างมีจุดมุ่งหมายระหว่างผู้สัมภาษณ์กับผู้ถูกสัมภาษณ์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์มักเกี่ยวกับความรู้สึก ความคิดเห็น และทัศนคติซึ่งสามารถเก็บรวบรวมได้ทั้งจากบุคคลทุกประเภท ทุกระดับการศึกษา การสัมภาษณ์แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ หลักของการสัมภาษณ์ที่ดีได้แก่ ข้อจํากัดของการสัมภาษณ์ได้แก่ 22


23 สรุปเนื้อหา(ต่อ) ความคิดเห็น ความรู้สึก ความเชื่อ ความต้องการ ความสนใจ ความพึงพอใจต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องราวต่าง ๆ ที่ต้องการทราบ ข้อมูลส่วนตัวต่าง ๆ ของผู้ตอบ แบบสอบถามชนิดปลายเปิด (Opened form) ผู้ตอบสามารถเขียนคําตอบได้อย่างอิสระตาม เป็นจริง ตามความคิดเห็น หรือตามความรูสึกของตนเอง แบบสอบถามชนิดปลายปิด (Closed form) ผู้ตอบสามารถเลือกตอบได้ตามต้องการ แบบสอบถามชนิดนี้สร้างยาก ใช้เวลาในการสร้างมากกว่าชนิดปลายเปิด แต่ผู้ตอบสามารถ ตอบได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว จำแนกตามการอ้างอิงหรือการแปลผล แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ แบบทดสอบอิงกลุ่ม (Norm-referenced test) แบบทดสอบอิงเกณฑ์ (Criterion-referenced test) จำแนกตามลักษณะการสร้างของข้อคำถามและการเขียนตอบ แบ่งเป็น 5 ประเภท ดังต่อไปนี้ แบบทดสอบความเรียง (Essay test) หรือแบบทดสอบอัตนัย (Subjective test) แบบทดสอบถูกผิด (True or false test) แบบทดสอบจับคู่ (Matching test) แบบทดสอบชนิดเติมคำ และชนิดตอบแบบสั้น (Completion test & Short answer test) แบบทดสอบชนิดเลือกตอบ (Multiple choice test เครื่องมือวิจัย (ต่อ) แบบสอบถาม คือ ชุดของคำ ถามที่สร้างขึ้นในรูปของเอกสารทั้งในลักษณะที่กําหนดและไม่ได้กําหนดคําตอบ เพื่อ พื่ ให้ผู้ตอบได้อ่านแล้วตัดสินใจเลือกหรือเขียนคําตอบตามคําชี้แจงที่ระบุไว้ซึ่งในการวิจัวิยโดยทั่วไป มักจะเป็นการสอบถามบุคคลที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อวัดหรือสอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องราว ต่าง ๆ ที่ต้องการทราบ ความคิดเห็น ความรู้สึก ความเชื่อ ความต้องการ ความพึงพอใจต่อต่ สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ความสนใจ หรือรืข้อมูลส่วส่ นตัวต่าง ๆ ของผู้ตอบ เช่น เพศ อายุระดับการศึกษา ลักษณะข้อมูลที่เหมาะกับการใชแบบสอบถาม เป็นข้อมูลเกี่ยวกับ รูปแบบของแบบสอบถาม แบบสอบถามที่นิยมใช้ทั่วไปมี 2 รูปแบบ ดังนี้ แบบทดสอบ คือ เครื่องมือวัดผลชนิดหนึ่งซึ่งประกอบด้วย ชุดของข้อคำถามที่สร้างอย่างเป็นระบบ เพื่อวัดกลุ่มตัวอย่าง พฤติกรรมเกี่ยวกับความสามารถทางสมอง หรือ ความรู้สึกนึกคิดทางจิตใจ หรือทักษะ การดำเนินงาน ของบุคคล หรือกลุ่มบุคคลภายใต้สถานการณ์ที่เป็นมาตรฐาน แบบทดสอบมีหลายประเภท ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ที่ใช้ในการจำแนก ซึ่งโดยทั่วไปใน การวิจัยทางการศึกษา โดยเฉพาะทางหลักสูตรและการสอน นิยมแบ่งประเภทของแบบทดสอบ วัดพฤติกรรมด้านสติปัญญา ดังนี้


24 สรุปเนื้อหา(ต่อ) ต้องมีภาระงาน (Task) ให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติจริง สามารถประเมินพฤติกรรมการเรียนรู้ได้ทั้งทักษะพิสัย ทักษะทางสมอง และคุณลักษณะนิสัยในการทำงาน สามารถประเมินได้จากกระบวนการปฏิบัติ(Process) และ/หรือผลงานหรือชิ้นงาน (Product) ที่เกิดจากการปฏิบัติ สามารถใช้ได้สอดคล้องทั้งที่เป็นการประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียน และการประเมินเพื่อสรุปผลหรือ ตัดสินผลการเรียน มักมีความเป็น ป็อัตนัย (Subjective) ในการประเมิน ขั้นที่ 1 กำหนดจุดมุ่งหมายของการประเมินการปฏิบัติ ขั้นที่2 กำหนดรายการทักษะ ความสามารถ ความรู้และการประยุกต์ใช้ ขั้นที่3 ออกแบบงานหรือภาระงานให้ผู้เรียนปฏิบัติ ขั้นที่ 4 พัฒนาเกณฑ์การประเมินการปฏิบัติ ขั้นที่5 เลือกวิธีการและเครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ขั้นที่6 จัดทำใบงาน ขั้นที่7 วางแผนและดำเนินการลดความคลาดเคลื่อนในการให้คะแนน ลักษณะที่ 1 แบ่งตามเกณฑ์การให้คะแนน Holistic rubrics ประเมินภาพรวมของงาน Analytic rubrics ประเมินแยกแยะตามประเด็น ลักษณะที่2 แบ่งตามขอบเขตของงาน General rubrics ใช้ประเมินงานหลายงาน Task specific rubrics ใช้ประเมินงานใดงานหนึ่ง เครื่องมือวิจัย (ต่อ) การประเมินการปฏิบัติเป็นกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียน ผ่านการลงมือ ปฏิบัติจติริงตามภาระงานที่ได้ออกแบบไว้แล้วนำ ข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ให้ได้สารสนเทศสำหรับรัพัฒนาผู้เรียน หรือตัดสิน คุณภาพการเรียนรู้ การประเมินการปฏิบัติมีลักษณะที่สำคัญ ดังนี้ กระบวนการประเมินการปฏิบัติดังนี้ Rubrics คือคื ชุดของเกณฑ์หรือรายการประเมินที่ออกแบบอย่างสอดคล้อง กับเป้าหมายการเรียนรู้หรือจุดมุ่ง หมายของการประเมิน Rubrics มี3 องค์ประกอบ คือ เกณฑ์การประเมิน (Criteria) หรือรืประเด็น ด็ที่จะประเมินระดับความสามารถ หรือรืระดับคุณคุ ภาพ (Performance level) และการบรรยายคุณภาพของแต่ละระดับ (Quality description) ประเภทของ Rubrics มี2 ลักษณะ ดังนี้


สัปดาห์ที่ 7 18 กรกฎาคม 2566


ความเชื่อมั่น ความเที่ยงตรง คำถามชัดเจนอ่านแล้วเข้าใจตรงกันว่าเกี่ยวกับอะไร และตอบอย่างไร การตรวจให้คะแนนคงที่ การแปลความหมายคะแนนชัดเจนตรงกัน 1. 2. 3. ความเป็นปรนัย ตามเนื้อหา ตามโครงสร้าง เกณฑ์สัมพัทธ์ 1. 2. 3. วิธีใช้สูตรสัดส่วนของความแตกต่าระหว่าง กลุ่มสูงกับกลุ่มต่ำ วิธีของ Lovett วิธีตรวจสอบเครื่องมือวิจัยและสถิติที่ใช้ นิยมให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาและการวัดผลช่วยตัดสิน ตั้งแต่ 3-5 คน รายการที่ต้องการวัดได้ถูกต้อง สอดคล้อง ครอบคลุมตามนิยาม หรือโครงสร้างเชิงทฤษฎีของตัวแปรที่ต้องการวัด หรือไม่ กรณีให้คะแนนเป็น 0 กับ 1 กรณีให้คะแนนไม่เป็น 0 กับ 1 1. 2. กรณีให้คะแนนเป็น 0 กับ 1 กรณีให้คะแนนไม่เป็น 0 กับ 1 1. 2. อำ นาจจำ แนก ความยาก วิธีของ Brennan นิยมใช้กับเครื่องมือประเภทอบบสอบถาม แบบทดสอบ วิธีของ Kuder-Richardson วิธีสัมประสิทธิ์แอลฟาของCronbach สถิติที่ใช้ คือ ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ตามสภาพ ตามพยากรณ์ วิธีของ D.R Whitney & D.L Sabers วิธีของ Item-total correlation 26


สรุปเนื้อหา 1. ความเที่ยงตรงตามเนื้อหา (ContentValidity) เป็นคุณภาพของเครื่องมือที่บ่งบอกว่าตัวอย่างของข้อสอบ หรือข้อคำถามต่าง ๆ ของเครื่องมือฉบับนั้น วัดได้ถูกต้อง สอดคล้อง และครบถ้วนตามขอบเขตเนื้อหาที่ต้องการวัด หรือไม่ เพียงใด วิธีใช้สูตรสัดสัส่วนของความแตกต่างระหว่างกลุ่มสูงกับกลุ่มต่ำ วิธีของ Brennan วิธีของD.R Whitney และD.L Sabers วิธีItem-total correlation วิธีตรวจสอบคุณภาพเครื่อมือวิจัยและสถิติที่ใช้ ความเป็นปรนัย (Objectivity) เป็นคุณสมบัติของเครื่องมือวัดผลที่ดีหมายถึง ความชัดเจน ความถูกต้อง ความเข้าใจตรงกัน โดยยึดถือความถูกต้องทางวิชาการเป็นเกณฑ์การสร้างแบบทดสอบใด ๆ จำเป็นต้องมีความ ชัดเจนเข้าใจตรงกันระหว่างผู้ออกข้อสอบและผู้ทำข้อสอบ ความเป็นปรนัยพิจารณาได้3 ประการ คือ 1. ความชัดแจ้งในความหมายของคำถาม ข้อสอบที่เป็นปรนัย ทุกคนที่อ่านข้อสอบไม่ว่าจะเป็นผู้สอบหรือผู้ ตรวจข้อสอบย่อมจะเข้าใจตรงกันไม่ตีความไปคนละแง่ 2.การตรวจให้คะแนนตรงกัน ไม่ว่าใครจะเป็นผู้ออกข้อสอบก็ตาม สามารถตรวจให้คะแนนได้ตรงกัน 3. แปลความหมายของคะแนนได้ตรงกัน การตรวจสอบคุณภาพด้านความเป็นปรนัยของเครื่องมือวัดผลนี้ผู้วิจัยส่วนใหญ่นิยมใช้วิธีให้ผู้เชี่ยวชาญ ทางภาษาเป็นผู้ตรวจสอบ ให้ข้อเสนอแนะ แล้วนำมาปรับปรุงแก้ไข ความเที่ยงตรง (Validity) หมายถึง ระดับคุณภาพของเครื่องมือวิจัยที่บ่งบอกว่า ข้อมูลหรือผลการวัดตัวแปร คุณลักษณะ หรือสิ่งที่ต้องการวัดด้วยเครื่องมือนั้น ๆ มีความถูกต้องหรือไม่ เพียงใด ความเที่ยงตรงของเครื่องมือวิจัย แบ่งเป็น 3 ประเภท ดังนี้ 2. ความเที่ยงตรงตามโครงสร้าง (ConstructValidity) เป็นคุณภาพของเครื่องมือที่บ่งบอกว่า รายการข้อ คำถามทั้งหมดในเครื่องมือนั้นสามารถวัดตัวแปรที่ต้องการวัดได้ถูกต้อง สอดคล้อง และครอบคลุมตามนิยามหรือ โครงสร้างเชิงชิทฤษฎีของตัวแปรที่ต้องการวัดนั้น หรือไม่ เพียงใด 3. ความเที่ยงตรงเกณฑ์สัมพันธ์(Criterion-relatedValidity) เป็นความเที่ยงตรงของเครื่อ รื่ งมือวิจัยที่เกิด จากการเอาผลหรือคะแนนที่ได้จากการวัดด้วยเครื่องมือที่สร้างขึ้น ไปสัมพันธ์กับเกณฑ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับ สิ่งที่ต้องการศึกษา อำนาจจำแนก(Discrimination power) คือ คุณภาพของข้อสอบหรือข้อคำถามแต่ละข้อของแบบทดสอบหรือ แบบสอบถามฉบับหนึ่ง ๆ ที่บ่งบอกว่า สามารถแยกคนเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มที่มีคุณลักษณะที่ต้องการวัดสูงกับกลุ่มที่ มีลักษณะนั้นต่ำ ได้มากน้อยเพียงใด เช่น กรณีแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ถ้าถ้ข้อสอบข้อหนึ่งมีอำนาจ จำแนกสูง คนเก่งก็น่าจะตอบถูกหรือตอบได้คะแนนมาก ส่วนคนอ่อนก็น่าจะตอบผิดหรือตอบได้คะแนนน้อย ค่าอำนาจจำแนกของแบบทดสอบหรือแบบสอบถามเป็นรายข้อ มีค่าตั้งแต่–1ถึง 1 แต่ค่าที่เหมาะสมจะต้อง มีค่าตั้งแต่ 0.20 ขึ้นไป ถ้าข้อสอบหรือข้อคำถามใดมีค่าอำนาจจำแนกต่ำกว่าเกณฑ์ที่กําหนดจะถือว่าไม่ดีต้องตัดทิ้ง หรือปรับแก้ใก้หม่ การหาอำนาจจำแนกรายข้อมีหลายวิธีผู้วิจัยจะเลือกวิธีใดนั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะของการให้คะแนนของ เครื่องมือนั้น นั้ ๆ แต่ที่นิยมใช้มีดังนี้ 1.กรณีให้คะแนนเป็น 0 กับ 1 2.กรณีให้คะแนนไม่เป็น 0 กับ 1 27


ความยากง่ายของข้อสอบ หมายถึง สัดส่วนของผู้ตอบข้อสอบข้อนั้นถูกต้องต่อผู้สอบทั้งหมด นิยมใช้สัญลักษณ์ แทนด้วยตัวอักษร “p” โดยที่ “p” มีค่าอยู่ระหว่าง 0 ถึง 1 ข้อสอบที่ดีไม่ควรยากหรือง่ายจนเกินไป ซึ่งเกณฑ์ที่ยอมรับได้ว่าเป็นข้อสอบที่มีความเหมาะสมใช้ได้จะต้องมีค่าดัชดันี ความยากตั้ง ตั้ แต่ 0.20 ถึง 0.80 (0.20 ≤ p ≤0.80) วิธีหาดัชนีความยาก มี2 วิธีหลักๆ คือ กรณีที่การให้คะแนนเป็น 0 กับ 1 สูตรแบบไม่แม่ บ่งกลุ่ม p = R/N สูตรแบบแบ่งกลุ่ม p = (RH + RL)/(NH + NL) กรณีที่การให้คะแนนไม่เป็น 0 กับ 1 สูตรของ Whitney และ Sabers p = (SH - SL)/(Xmax - Xmin) * (NT/2) วิธีของ Kuder-Richardson วิธีสัมประสิทสิ ธิ์แอลฟาของCronbach วิธีของ Lovett วิธีตรวจสอบคุณภาพเครื่อมือวิจัยและสถิติที่ใช้(ต่อ) 0 หมายถึง ข้อสอบยากมาก 1 หมายถึง ข้อข้สอบง่ายมาก 0.5 หมายถึง ข้อสอบยากง่ายพอดี 1. 2. ความเชื่อมั่น (Reliability) คือ ความคงที่ ความมั่นคง หรือความสม่ําเสมอของผลการวัด หมายถึงถ้าวัดสิ่ง เดียวกันหลายครั้ง จะได้ผลใกล้เคียงกัน ค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือวัดผล หรือเครื่องมือวิจัยอยู่ในช่วงตั้งแต่-1ถึง +1 โดยจะพิจารณาเฉพาะค่า บวกโดยที่ค่ ที่ าความเชื่อมั่นยิ่งเข้าใกล้+1 แสดงว่ายิ่งมีความเชื่อมั่นสูง การหาความเชื่อมั่นของเครื่องมือวัดผล หรือเครื่องมือวิจัย สามารถทําได้หลายวิธีดังนี้ โดยวิธีที่นิยมใช้มช้ากที่สุด คือวิธีสัมประสิทธิ์แอลฟาของCronbach ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้ทั้งกรณีที่ข้อสอบ แต่ละข้อให้คห้ะแนนเป็น 0 กับ 1 และไม่เป็น 0 กับ 1 28 สรุปเนื้อหา(ต่อ)


สัปดาห์ที่ 8 8 สิงหาคม 2566


เค้าโครงวิจัย (บทที่ 1) กำหนด สมมติฐานการวิจัย กำหนด ความสำคัญการวิจัย กำหนด ความมุ่งหมายการวิจัย กำ หนด คำ ถามการวิจัย การตั้งชื่อเรื่อง วิจัย 30 สรุปเนื้อหา เค้าค้โครงวิจัยจับทที่1 การจัดทำโครงร่างวิจัยเพื่อพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอน การตั้งชื่อเรื่องต้องประกอบด้วย ชื่อนวัตกรรม และกลุ่มเป้าป้หมาย เช่น การวิจัยเรื่อง การพัฒนาชุดการเรียนการสอนรายวิชาฟิสิกสิส์เรื่อง แรงและกฎการ เคลื่อนที่ตามรูปแบบการเรียนการสอนโมเดลซิปปาร่วมกับเกมกระดาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และมีการกำหนดคำถามของการวิจัยไว้4 ข้อ (ตัวอย่างของคำถามของการวิจัย) คือ 1. ชุดการเรียนการสอนรายวิชา ฟิสิกสิส์เรื่อง แรงและกฎการเคลื่อนที่ ตามรูปรู แบบการเรียนการสอนโมเดลซิปปาร่วมกับเกมกระดาน สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์75/75 หรือไม่อย่างไร ความมุ่งหมายของการวิจัวิยกำหนด ไว้4 ข้อ (ตัวตัอย่างของความมุ่งหมายของการวิจัย) 1. เพื่อพัฒนาชุดการเรียนการสอนรายวิชาฟิสิฟิกส์เรื่อง แรงและกฎ การเคลื่อนที่ ตามรูปแบบการเรียนการสอนโมเดลซิปปาร่วมกับเกมกระดาน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ให้มีห้ปมีระสิทธิภาพตามเกณฑ์75/75 กำหนดความสำคัญของการวิจัยมีอยู่2 ข้อ คือคื 1. ได้ชุดการเรียนการสอน รายวิชาฟิสิกส์เรื่อง แรงและกฎการเคลื่อนที่ ตามรูปแบบการสอนโมเดลซิปปาร่วมกับเกมกระดาน ที่มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล สามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน 2. เป็นแนวทางสำหรับครูผู้สอน หรือนักวิจัยที่สนใจในการพัฒนาชุดการเรียนการสอน ตามรูปแบบการเรียน การสอนโมเดลซิปปาร่วร่ มกับเกมกระดาน ในเนื้อหารายวิชาฟิสิกส์เรื่องอื่น ระดับชั้นเรียนอื่น รวมถึงรายวิชาอื่น ๆ ต่อไป และกำหนดสมมติฐานการวิจัวิยไว้ทั้งหมด 4 ข้อ (ตัวอย่างสมมติฐานการวิจัย) คือ 1. ชุดการเรียนการสอน รายวิชาฟิสิกส์เรื่อง แรงและกฎการเคลื่อนที่ ตามรูปแบบการเรียนการสอนโมเดลซิปปาร่วมกับเกมกระดาน สำหรับ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์75/75


สัปดาห์ที่ 9 15 สิงหาคม 2566


ประโยชน์ของการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง หลักการนำ เสนอเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง หนังสือ/ตำรา รายงานการวิจัย/วิทยานิพนธ์หรือปริญญานิพนธ์ บทคัดย่องานวิจัย/วิทยานิพนธ์ บทความทางวิชาการ/บทความวิจัยจากวารสารต่าง ๆ สารานุกรม/พจนานุกรม/อื่น ๆ รายงานประจำปีของหน่วยงานต่าง ๆ คู่มือ การสืบค้นจากฐานข้อมูล/อินเทอร์เน็ต อื่น ๆ 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. ประเภทของเอกสารที่เกี่ยวข้อง การทบทวนเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ทราบข้อเท็จจริง สามารถนิยามปัญหาที่จะทำได้ สามารถเลือกใช้ตัวแปรที่เหมาะสม หาทางควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนได้อย่างรัดกุม ตั้งสมมติฐานได้เหมาะสม กำหนดกลุ่มตัวอย่างได้เหมาะสม ใช้เครื่องมือได้เหมาะสม เลือกวิธีเก็บข้อมูลได้ถูกต้อง เลือกใช้สถิติได้ถูกต้อง แปลความหมายและสรุปผลได้ถูกต้อง รู้หลักการในการทำวิจัย 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10. 11. นำเสนอให้สอดคล้องกับชื่อเรื่องวิจัย จัดลำดับหัวข้อให้ถูกต้อง เขียนเชื่อมโยงเนื้อหาให้เหมาะสม สรุปประเด็นที่สำำคัญ ลำดับชื่อเรื่องตามเวลา ใช้ภาษาถูกต้อง ทบทวนสิ่งที่เขียนหลาย ๆ ครั้ง 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 32


สรุปเนื้อหา หนังสือหรือตำรา รายงานการวิจัย/วิทยานิพรธ์หรือปริญญานิพนธ์ บทคัดย่องานวิจัย/วิทยานิพนธ์ บทความทางวิชาการ/บทความวิจัย วารสารต่าง ๆ สารานุกรม/พจนานุกรม คู่มื่อ การสืบค้นจากอินเทอร์เน็ต อื่น ๆ ทราบข้อเท็จ ท็ จริง สามารถนิยามปัญหาที่จะทำได้ สามารถเลือกใช้ตัวแปรที่เหมาะสม หาทางควบคุมตัวแปรแทรกซ้อนได้อย่างรัดกุม ตั้งสมมติฐานได้เหมาะสม กำหนดกลุ่มตัวอย่างได้เหมาะสม ใช้เครื่องมือได้เหมาะสม เลือกวิธีเก็บข้อมูลได้ถูกต้อง เลือกใช้สถิติได้ถูกต้อง แปลความหมายและสรุปผลได้ถูกต้อง รู้หลักการในการทำวิจัย นำเสนอให้สอดคล้องกับชื่อเรื่องวิจัย จัดลำดับหัวข้อให้ถูกต้อง เขียนเชื่อมโยงเนื้อหาให้เหมาะสม สรุปประเด็น ด็ที่สำำคัญ ลำดับชื่อเรื่องตามเวลา ใช้ภาษาถูกต้อง ทบทวนสิ่งที่เ ที่ขียนหลาย ๆ ครั้ง การทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เป็นการศึกษาเอกสารทางวิชาการและงานวิจัยของนักวิจัยคนอื่น ๆ ที่จัดทำขึ้น ทั้งในอดีตและปัจจุบันที่มีเนื้อหา เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับชื่อเรื่อง ตัวแปร ที่สนใจศึกษา แนวคิด/ทฤษฎีต่าง ๆ ที่นำมาใช้ในงานวิจัยที่ได้ศึกษาค้นคว้า ดังกล่าว จะเป็นแนวทางในการกำหนดแผนของการวิจัย ที่ผู้วิจัยจะทำต่อไป ประเภทของการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. ประโยชน์ของการศึกษาเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10. 11. หลักการนำเสนอเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 33


สัปดาห์ที่ 10 22 สิงหาคม 2566


วิธีดำ เนินการวิจัย การกำ หนดประชากร และกลุ่มตัวอย่าง การเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ ในการวิเคราะห์ข้อมูล การสร้างและหาคุณ๓าพ เครื่องมือวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูล 34 สรุปเนื้อหา วิธีดำธี เนินการวิจัย เป็นการเขียนวิธีการดำเนินการวิจัยตั้งแต่การเลือกกลุ่มตัวอย่างว่าได้มาด้วยวิธีการใด วิธีกธีารสร้างเครื่องมือที่ ใช้ในการวิจัยจั ว่ามีเครื่องมือใดบ้างและมีวิธีการสร้างอย่างไร มีวิธีการในการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างไร ใช้เวลาเท่าใด ในการเก็บรวบรวมข้อมูลมู และใช้สถิติอะไรบ้างในการวิเคราะห์ข้อมูล สถิติแต่ละชนิดใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลชนิดใด


สัปดาห์ที่ 11-14 22 สิงหาคม-19กันยายน 2566


การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ SPSS การประเมินความเหมาะสมของชุดการเรียนการสอนรายวิชาฟิสิกส์ เรื่อง แรงและกฎการเคลื่อนที่ โดยผู้เชี่ยวชาญ การวิเคราะห์ประสิทธิภาพของชุดการเรียนการสอนรายวิชาฟิสิกส์ เรื่อง แรงและกฎการเคลื่อนที่ การวิเคราะห์ประสิทธิผลของชุดการเรียนการสอนรายวิชาฟิสิกส์ เรื่อง แรงและกฎการเคลื่อนที่ การวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดการเรียนการสอนรายวิชา ฟิสิกส์ เรื่อง แรงและกฎการเคลื่อนที่ สัปดาห์ที่ 11 31 สิงหาคม 2566 สัปดาห์ที่ 12 5 กันยายน 2566 สัปดาห์ที่ 13 12 กันยายน 2566 สัปดาห์ที่ 14 12 กันยายน 2566 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ 36


สรุปเนื้อหา การประเมินความเหมาะสมของชุดการเรียนการสอนรายวิชาฟิสิกส์เรื่อง แรงและกฎการเคลื่อนที่ โดยผู้เชี่ยวชาญ การวิเคราะห์ปห์ ระสิทธิภาพของชุดการเรียนการสอนรายวิชาฟิสิกส์เรื่อง แรงและกฎการเคลื่อ ลื่ นที่ การวิเคราะห์ปห์ ระสิทธิผลของชุดการเรียนการสอนรายวิชาฟิสิกส์เรื่อง แรงและกฎการเคลื่อนที่ การวิเคราะห์เ ห์ปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดการเรียน การสอนรายวิชาฟิสิกส์เรื่อง แรงและกฎการเคลื่อนที่ การสร้างแฟ้มข้อมูล เป็นขั้นตอนในการสร้างแฟ้มข้อมูลที่จะใช้ในการวิเคราะห์โดยแฟ้มข้อมูลจะต้องประกอบ ด้วยข้อมูลทั้ง ทั้ หมดที่ต้องการนำมาวิเคราะห์ การเตรียมข้อมูล เป็นขั้นตอนในการปรับปรุงแก้ไขข้อมูลให้พร้อมสำหรับการวิเคราะห์โดยอาจรวมถึงการ แก้ไขข้อผิดพลาด การแปลงข้อมูลให้อยู่ในรูปแบบที่เหมาะสม และการตรวจสอบความสมบูรณ์ของข้อมูล การวิเคราะห์ข้ห์ อมูล เป็นขั้นตอนในการเลือกเทคนิคทางสถิติที่เหมาะสมเพื่อใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล โดย เทคนิคทางสถิติที่ใช้จะขึ้นอยู่กับลักษณะของข้อมูลและคำถามที่ต้องการตอบ การนำเสนอผลการวิเคราะห์เป็นขั้นตอนในการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลในรูปแบบที่เ ที่ข้าใจง่ายและ สามารถสื่อสารกับผู้อ่านได้ เป็นการทดสอบสมมติฐานทางสถิติที่ใช้เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของสองกลุ่มตัวอย่าง โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลักลัๆ ดังนี้ One-sample t-test ใช้เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างหนึ่งกับค่าคงที่ค่าหนึ่ง เช่น ค่าเฉลี่ยของ ประชากร หรือเกณฑ์ที่ตั้งขึ้น Two-sample independent t-test ใช้เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของสองกลุ่มตัวอย่างที่เป็นอิสระต่อกัน เช่น กลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการรักษาด้วยยา A กับกลุ่มตัวอย่างที่ได้รับการรักษาด้วยยา B Two-sample paired t-test ใช้เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของสองกลุ่มตัวอย่างที่เป็นคู่กัน เช่น กลุ่มตัวอย่างก่อน และหลังการทดลอง ในการทดสอบค่าทีจะใช้สูตรคำนวณค่า t-value เพื่อเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของสองกลุ่มตัวอย่างกับค่าเฉลี่ย ของประชากรหรือค่าคงที่ที่ตั้งขึ้น โดยหากค่า t-value มีค่ามากกว่าค่าวิกฤต (critical value) ที่ระดับความเชื่อ มั่นที่กำหนดไว้จะถือว่าปฏิเสธสมมติฐานหลัก(H0) ซึ่งหมายความว่าค่าเฉลี่ยของทั้งสองกลุ่มลุ่ ตัวอย่างนั้นแตก ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ในสัปดาห์ที่ 11-14 อาจารย์สอนใช้โปรแกรม SPSS ในการวิเคราะห์ผลข้อมูลในการวิจัย ข้อข้มูลที่นำมา วิเคราะห์ผล คือ 1. 2. 3. 4. วิธีการใช้โปรแกรม SPSS ในการวิเคราะห์ข้อมูล สถิติทดสอบค่าที(t - test) หลังจากการวิเคราะห์ผลแล้วอาจารยร์สอนวิธีการสรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูล คือให้สรุปเป็นด้านว่าด้านใดมีผล การวิเคราะห์ข้ห์ อมูลอยู่ในลำดับที่ 1 23เรียงลงมาตามลำดับ และสรุปว่าข้อมูลที่วิเคราะห์นั้น นั้ อยู่ผลอยู่ที่ระดับใด 37


บทที่ 5 สรุปรุ ผล อภิปราย และข้อเสนอแนะ สัปดาห์ที่ 14 อาจารย์สอนวิธีการเขียนสรุปผลการวิจัย การอภิปรายผล และข้อเสนอแนะการวิจัย โดยการเขียนสรุปผลการวิจัยให้เขียน ความมุ่งหมายขอการวิจัย ขอบเขตของการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย (ไม่ต้อง เขียนวิธีการสร้าง)การเก็บรวบรวมข้อมูลการวิเคราะห์ข้อมูล โดยให้สรุปผลว่าจากการวิเคราะห์ข้อมูลในบทที่ 4 แล้ว ได้ผลเป็นไปตามที่ตั้งไว้หรือไม่ในส่วนของการอภิปรายผลการวิจัย ให้นำข้อมูลที่สรุปผลมาเขียนอภิปรายผลว่าเป็น อย่างไร โดยใช้คำว่า ทั้งนี้อาจเป็น ป็ เพราะ และเขียนให้สอดคล้องกับเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในบทที่2 และนิยาม ต่าง ๆ การเขียนข้อเสนอแนะ เขียนในลักษณะการแนะนำวิธีการใช้นวัตกรรมที่สร้างขึ้นในการวิจัย และถ้าหากจะนำไป พัฒนาต่อควรทำอย่างไร 38 สรุปเนื้อหา(ต่อ)


สัปดาห์ที่ 15 26 กันยายน 2566


ผู้เชี่ยวชาญคนที่ 1 วิจัยปฎิบัติการในชั้นเรียน: CAR ผู้เชี่ยวชาญคนที่ 2 ผู้เชี่ยวชาญคนที่ 3 ความหมาย เป้าหมายของการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน ความสำคัญของการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน เป็นการวิจัยปฏิบัติการอย่างหนึ่งที่ผู้วิจัยคือครูผู้สอนในห้องเรียนที่รับผิดชอบ ได้ดำ เนินการแก้ปัญหาหรือพัฒนาผู็เรียน หรือพัฒนาการเรียนการสอนของตนให้ดีขึ้น แก้ปัญหาหรือพัฒนา ผู็เรียนในชั้นเรียนที่ครูนักวิจัยรับผิดชอบ ผลดีต่อผู้เรียน ผลดีต่อครูผู้ทำ วิจัย ผลดีต่อสภาพการเรียนการสอน ผลดีต่อวงการวิชาการและวงการวิชาชีพครู 1. 2. 3. 4. ลักษณะของการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน ครูเป็นนักวิจัยทั้งในแง่ผู้ผลิตและบริโภค ปัญหาการวิจัยต้องเกี่ยวข้องกับหน้าที่ครู เป้าหมายสำ คัญของการวิจัยคือมุ่งแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนที่มีปัญหา กลุ่มเป้าหมายอาจเป็นรายบุคคล รายกลุ่มทั้งห้อง หรือหลาย้องเรียน สามารถดำ เนินการวิจัยควบคู่ไปกับการปฏิบัติหน้าที่งานได้ ทั้งในและนอกเวลาเรียน ลักษณะของการวิจัยนิยมใช้วงจรวิจัยปฏิบัติการ PAOR ไม่เคร่งครัดกับการควบคุมตัวแปรแทรกซ้อน เก็บข้อมูลทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณ การเขียนรายงานวิจัยไม่เคร่งครัด เพราะไม่มีเป้าหมายในการตีพิมพ์เผยแพร่ ครูสามารถใช้ผลการวิจัยพัฒนาตนและงานในหน้าที่ได่ สามารถทำ วิจัยได้ทุกวัน ทุกสัปดาห์ ไม่จำ เป็นต้องใช้งบประมาณจำ นวนมาก ไม่ได้มุ่งเน้นให้ครูทำ เพื่อขอผลงาน 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10. 11. 12. กระบวนการทำวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน 1. สำ รวจปัญหา 2. ระบุปัญหา วิเคราะห์ และค้นหาสาเหตุ 3. ระบุแนวทางแก้ปัญหาหรือพัฒนา 4. วางแผนแก้ปัญหาหรือพัฒนา 5. สร้างหรือเลือกเครื่องมือในการวิจัย 6. ดำ เนินการแก้ปัญหาหรือพัฒนา 7. เก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล 8. สรุปผลการวิจัยและสะท้อนความคิดเห็น 9. จัดทำ รายงานวิจัย ผู้เชี่ยวชาญคนที่ 4 ปัญหา และการคัดเลือกปัญหา เพื่อทำวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน การเลือกปัญหามาทำวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน ปัญหาเร่งด่วนที่จำ เป็นต้องแก้ไขหรือพัฒนาให้ดีขึ้น เป็นปัญหาของคนส่วนใหญ่หรือทั้งชั้น ปัญหาด้านพฤติกรรมการเรียนที่จำ เป็นต้องปรับเปลี่ยนหรือยับยั้ง พฤติกรรมที่เป็นปัญหาต้องเป็นปัญหาจริง ๆ ปัญหาบางอย่างสุดวิสัยหรือยากเกินกว่าจะแก้ได้ ไม่ควรนำ มาทำ วิจัย ปัญหาบางอย่างไม่ใช่ปัญหาแท้จริง ไม่ควรเลือกมาทำ วิจัย ปัญหาที่ใช้เวลานานเกินไป ไม่ควรเลือกมาทำ วิจัย 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. ผู้เชี่ยวชาญคนที่ 5 การวิเคราะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลต้องวิเคราะห์เป็นรายบุคคล ปัญหาเชิงแก้ไขปรับปรุง ปัญหาเชิงป้องกัน ปัญหาเชิงพัฒนา 1. 2. 3. ผู้เชี่ยวชาญคนที่ 6 แบบไม่เป็นทางการ แบบเป็นทางการ แบบกึ่งทางการ 1. 2. 3. เป็นการจัดระบบ จัดระเบียบจัดกระทำ ข้อมูลให้อยู่ในลักษณะที่จะแปลความ หมายของข้อมูลนั้น ๆ ได้ ก็เพื่อตรวจสอบการบรรลุตามวัตถุประสงค์ของการ วิจัย หรทิตามสมติฐานของการวิจัยที่กำ หนดไว้ 40


สรุปเนื้อหา การวิจัยปฏิบั ฏิติการในชั้นเรียน เป็นการวิจัยที่ครูผู้สอนเป็นผู้ดำเนินการวิจัยด้วยตนเอง เพื่อแก้ปัญหาหรือ พัฒนาผู้เรียนหรือพัฒนาการเรียนการสอนของตนให้ดีขึ้น เป้าหมายของการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน คือ แก้ปัญหาหรือพัฒนาผู้เรียนในชั้นเรียนที่ครูนักวิจัยรับผิดชอบ ประโยชน์ของการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน มี4 ประการ ได้แก่ ผลดีต่อผู้เรียรีน ผลดีต่อตัวครูผู้วิจัย ผลดีต่อสภาพการเรียนการสอน ผลดีต่อวงการวิชาการและวงการวิชาชีพครู ครูเป็นนักวิจัวิย ทั้งในแง่ผู้ผลิต (ผู้ทำวิจัย) และผู้บริโภค (ผู้ใช้ผลการวิจัย) ปัญหาการวิจัวิยต้องเกี่ยวข้องกับงานในหน้าที่ครู เป้าหมายสำคัญของการวิจัย ไม่ได้มุ่งสร้างองค์ความรู้ใหม่ แต่มุ่งแก้ไขปัญหา หรือพัฒนาการเรียนรู้ของ ผู้เรียน กลุ่มเป้าหมายอาจเป็นรายบุคคล รายกลุ่ม ทั้งห้องเรียน หรือหลายห้องเรียน สามารถดำเนินการวิจัยควบคู่ไปกับการปฏิบัติงานตามปกติได้ ลักษณะของการวิจัยนิยมใช้วงจรการวิจัยปฏิบัติการ PAOR การวิจัยไม่ได้เน้นการสร้างกรอบความคิดตามโครงสร้างเชิงทฤษฎีไม่เคร่งครัดกับการควบคุมตัวแปร แทรกซ้อน มีการเก็บข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ แต่เน้นข้อมูลเชิงคุณภาพมากกว่า การเขียนรายงานการวิจัยไม่เคร่งครัดในรูปแบบเหมือนการวิจัยเชิงวิชาการทั่วไป ครูสามารถใช้ผลการวิจัยพัฒนาตนและพัฒนางานในหน้าที่ได้ สามารถดำเนินการวิจัยได้ทุกวัน ทุกสัปดาห์ ไม่ได้มุ่งให้ครูทำเพื่อขอผลงาน วิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน: CAR ลักษณะสำคัญของการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน มี12 ประการ ได้แก่ 41


การแก้ไขปัญปั หาเร่งด่วน วิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน: CAR (ต่อ) กระบวนการทำวิจัยปฏิบัติในชั้นเรียน มีขั้นตอนทั้งหมด 9 ขั้นตอน 1. สารวจปัญหา: ครูหรือนักวิจัยต้องสำรวจปัญปั หาที่เกิดขึ้นในการเรียนการสอน และต้องคัดเลือกปัญหาที่จะ วิเคราะห์ในขั้นตอนถัดไป โดยครูต้องสำรวจทั้งผู้เรียน, ครู, และสภาพการจัดการเรียนการสอน. 2. ระบุปัญหา วิเคราะห์และค้นหาสาเหตุ: ครูหรือนักวิจัยต้องสอบถามผู้ใกล้ชิดกับเด็ก, สัมภาษณ์เด็กหรือผู้ใกล้ ชิดกับเด็ก, สังเกตพฤติกรรมของเด็ก, ตรวจสุขภาพของเด็ก, และศึกษาจากเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเด็ก. 3. ระบุแนวทางแก้ปัญหาหรือพัฒนา: ครูหรือนักวิจัยต้องระบุวิธีการแก้ไขหรือพัฒนาที่เหมาะสมสำหรับปัญหา ที่ระบุไว้ในขั้นตอนที่2. 4. วางแผนแก้ปัญหาหรือพัฒนา: ครูหรือนักวิจัยต้องกำหนดแผนการดำเนินการ, เป็นการวางแผนเมื่อไหร่จะ ทำ, วิธีการดำเนินการ, เครื่องมือที่ใช้, และวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล. 5. เลือกเครื่อ รื่ งมือในการวิจัย: ในขั้นตอนนี้, ครูหรือนักวิจัยต้องเลือกหรือสร้างเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย, ซึ่ง อาจเป็นเครื่องมือที่ช่วยในการแก้ปัญหาหรือเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล 6. ดำเนินการแก้ปัญหา: ครูหรือนักวิจัยต้องดำเนินการตามแผนที่วางไว้ในขั้นตอนที่ 4. 7. เก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล: ครูหรือนักวิจัยต้องเก็บรวบรวมข้อมูลที่ได้จากการดำเนินการและวิจัย, และทำการวิเวิคราะห์ข้อมูลเพื่อทำสรุปผล 8. สรุปผลการวิจัยและสะท้อนความคิดเห็น: ครูหรือนักวิจัยต้องสรุปผลการวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูล, และให้ ความคิดเห็น ห็ เกี่ยวกับผลการดำเนินงาน 9.จัดทำรายงานการวิจัย: ครูหรือนักวิจัยต้องจัดทำรายงานการวิจัยเพื่อสรุปและแสดงข้อมูลและความคิดเห็น ที่ได้ในกระบวนการวิจัย ปัญหาที่เกิดขึ้นในการเรียนการสอน แบ่งเป็น 3 ประเภทตามลักษณะของปัญหา ได้แก่ ปัญหาเชิงแก้ไขปรับปรุง ปัญหาเชิงป้อป้งกัน และปัญหาเชิงพัฒนา เกณฑ์ในการเลือกปัญหาที่จะทำวิจัยในชั้นเรียน เพื่อ พื่ ให้ได้ประโยชน์ที่ดีที่สุด จากการวิจัยที่ทำ 1. - ปัญหา: นักเรียนที่ขาดเรียนบ่อยมาก - ทิศทาง:การแก้ไขปัญหานี้เป็นเรื่องเร่งด่วน เนื่องจากมีผลต่อการเรียนการสอนโดยตรงและอาจส่งผลกระทบต่อ การจัดการเรียนการสอนทั้งห้องเรียน 42 สรุปเนื้อหา(ต่อ)


เก็บรวบรวมข้อมูลของอาสาสมัครแต่ละราย ตรวจสอบข้อข้มูลของอาสาสมัครแต่ละรายว่าครบถ้วนหรือไม่ วิเคราะห์ข้อมูลของอาสาสมัครแต่ละรายตามวัตถุประสงค์หรือสมมติฐานของการวิจัย สรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลของอาสาสมัครแต่ละราย วิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน: CAR (ต่อ) 2. ปัญหาของคนส่วนใหญ่หรือทั้งชั้น - ปัญหา: นักเรียนไม่ทำงานเป็นทีมตามที่ควร - ทิศทาง:การศึกษาเกี่ยวกับวิธีการสอนเพื่อฝึกทักษะการทำงานเป็นทีม เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในการทำงานและ การเรียนการสอนในห้องเรียน 3. ปัญหาด้าด้นพฤติกรรมการเรียน - ปัญหา: พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในชั้นเรียน - ทิศทาง:การวิจัยเกี่ยวกับวิธีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนที่ไม่เหมาะสม อาจเป็นการทดลองการแก้ไขปัญหา ผ่านการให้คำแนะนำหรือการสร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมพฤติกรรมที่ดีขึ้น 4.การแก้ไขปัญหาพิเศษ - ปัญหา: ความยากลำบากในการอ่านสะกดคำ - ทิศทาง:การวิจัยเกี่ยวกับวิธีการแก้ไขปัญหาการอ่านสะกดคำไม่ถูกต้องอาจทำการแยกย่อยปัญหาเพื่อหาทางแก้ไข ที่เหมาะสม เช่น การแก้ไขปัญหาในการอ่านสะกดคำที่ไม่ถูกต้อง 5. ปัญหาที่ไที่ ม่ควรทำวิจัย - ปัญหา: ปัญหาที่เด็กพูดไม่ชัดเจน - ทิศทาง: ไม่ควรทำการวิจัยในปัญหาที่ไม่เป็นปัญหาจริง หรือปัญหาที่เกินความสามารถในการแก้ไขของครู 6. ปัญหาที่ไที่ ม่ใช่ปัญหาแท้จริง - ปัญหา: ปัญหาที่ไม่มีผลต่อการเรียนการสอน - ทิศทาง: ไม่ควรทำการวิจัยในปัญหาที่ไม่มีผลต่อการเรียนการสอนหรือไม่มีผลกระทบใด ๆ 7. ปัญหาที่ใที่ ช้เวลานาน - ปัญหา: นักเรียนที่มีความยากลำบากในการอ่าน - ทิศทาง: หากปัญหามีความซับซ้อนและต้องใช้เวลานานในการแก้ไข ครูสามารถแบ่งปัญหาออกเป็นปัญหาย่อย ๆ แล้วทดลองหาทางแก้ไขที่มีประสิทธิภาพ การวิเคราะห์ข้ห์ อมูลเป็นรายบุคคล มีขั้นตอนดังดันี้ 1. 2. 3. 4. 43 สรุปเนื้อหา(ต่อ)


แบบไม่เป็นทางการ เป็นการเขียนรายงานโดยสรุปสั้น ๆ โดยเน้นการนำเสนอปัญหาที่ต้องการแก้ไขหรือ พัฒนา วิธีการแก้ไขหรือพัฒนา ผลการแก้ไขหรือผลการวิจัย แบบเป็นทางการ เหมือนกับรูปแบบการเขียนรายงานการวิจัยทางวิชาการทั่วไป แบ่งเนื้อหาออกเป็น 5 บท ได้แก่ บทท 1 บทนำ บทที่2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง บทที่3วิธีดำเนินการวิจัย บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล และบทที่5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ แบบกึ่งทางการ เป็นการเขียนรายงานที่เน้นการนำเสนอสาระสำคัญตามหัวข้อต่าง ๆ คล้ายกับรูปแบบ เป็นทางการ แต่ไม่ได้แบ่งเนื้อหาออกเป็นบท ๆ ไม่เน้นส่วนนำและส่วนอ้างอิง ไม่เน้นเนื้อหาสาระเกี่ยว กับเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ชื่อเรื่องที่ทำการวิจัย ผู้วิจัย ที่มาและความสำคัญของปัญหา วัตถุประสงค์ของการวิจัย ประโยชน์ที่ค ที่ าดว่าจะได้รับ ตัวแปรที่ศึกษา กลุ่มเป้าหมาย วิธีการ แนวคิด หลักการ หรือนวัตกรรมต่าง ๆ ที่นำมาแก้ปัญหาหรือพัฒนา นิยามศัพท์เฉพาะ วิธีดำเนินการวิจัย ผลการวิเคราะห์ข้อมูล สรุปผลการวิจัย และสะท้อนความคิดเห็น วิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน: CAR (ต่อ) รูปแบบการเขียนรายงานการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียน แบ่งออกเป็น 3ลักษณะ ได้แก่ สำหรับรูปแบบการเขียนรายงานการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนแบบกึ่งทางการ ประกอบด้วยหัวข้อสำคัญ ดังนี้ 1. 2. 3. 4. 5. 6. 7. 8. 9. 10. 11. 12. 44 สรุปเนื้อหา(ต่อ)


สัปดาห์ที่ 16 3 ตุลาคม 2566


สรุปเนื้อหา ปัจฉิมนิเทศ สัปดาห์สุดท้าท้ยของการเรียนรายวิชาวิจัยและพัฒนานวัตกรรมเพื่อพัฒนาผู้เรียน สัปดาห์นี้อาจารย์ทบทวนความรู้ เกี่ยวกับการวิจัยปฏิบัติการในชั้นเรียนให้อีกครั้ง เป็นการพูดสรุปและยกตัวอย่างการทำวิจัยจัปฏิบัติการวิจัยในชั้นเรียน เพื่อเป็นแนวทางในการนำไปใช้ตอนไปฝึกสอน หลังจากอาจารย์สอนเสร็จอาจารย์ก็แนะนำแนวข้อสอบ นัดวันส่งงาน วิธีการในการส่งงาน นัดวันสอบ สุดท้ายอาจารย์ก็ฝากข้อคิดไว้สำหรับการใช้ชีวิตและการเรียรีนในอนาคคต ตลอดระยะเวลา 1 ภาคเรียนที่ได้มีโอกาสเรียนกับอาจารย์สำราญ ช่วงอาทิตย์แรกๆก็ยังปรับตัวไม่ค่อยได้ ด้วยความที่อ ที่ าจารย์เป็นอาจารย์ผู้ใหญ่ ดูภายนอกบุคคลิคของอาจารย์บางทีอาจจะทำให้รู้สึกเกร็ง ๆ บ้าง แต่พอปรับ ตัวได้อาจารย์เป็นอาจารย์ที่น่ารักเวลาไม่เข้าใจในสิ่งที่อาจารย์สอน เมื่อยกมือถามอาจารย์ก็พร้อมที่จะอธิบายในส่วน ที่ไม่เข้าใจนั้นให้ฟังอีกรอบ หรือบางทีอาจารย์ก็จะอธิบายจนเราเข้าใจ บางทีอาจารย์ก็พูดแซวในระหว่างที่เรียน ทำให้ บรรยากาศในห้องเรียนดูผ่อนคลาย มีความเป็นกันเองมากขึ้นระหว่างอาจารย์กับนักศึกษา ส่วนตัวแล้ว สำหรับหนูคิดว่าการได้มีโอกาสเรียนกับอาจารย์นับว่าเป็นการได้ประสบการณ์ในการเรียนที่ดีอีก ประสบการณ์นึงเลย เพราะอาจารย์สามารถอํบายเรื่องที่คิดว่ายากให้ดูเหมือนเป็นเรื่องง่าย ๆ มีการให้เทคนิคในการทำ วิจัยที่สามารถเอาไปต่อยอดได้จริง ๆ ในอนาคต ได้ความรู้ประสบการณ์การเรียนรู้รวมถึงความทรงจำที่ดีๆ ใน ระหว่าง 1 ภาคเรียนที่มีโอกาสได้เรียนกับอาจารย์นอกเหนือจากความรู้ในใบความรู้ต่าง ๆ ที่อาจารย์มอบให้แล้วอีก หนึ่งสิ่งที่สำคัญที่อาจารย์มอบให้คือข้อคิดดีๆ ที่อาจารย์ฝากไว้ในครั้งสุดท้ายที่ได้เรียนด้วยกัน สุดท้ายนี้ขอขอบพระคุณอาจารย์เป็นอย่างสูงที่ได้ให้ความรู้เทคนิควิธีการต่าง ๆ เกี่ยวกับการทำวิจัย และข้อคิดใน การเรียนและการใช้ชีวิต ตลอดระยะเวลา 1 ภาคเรียนที่ผ่านมา ขอขอบคุณค่ะ 46


Click to View FlipBook Version