Herbalist หมอพื้ นบ้าน...
ภู มิ ปั ญ ญ า โ บ ร า ณ
ที่ ( ไ ม่ ) จ า ง ห า ย
นำ เ ส น อ โ ด ย
ฐาปนี, เนตรนภา, กฤตพรต, กอบเกียรติ และ ปิโยรส
0125312 PRINCIPLES OF SOCIOLOGY
คำ นำ
รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่ งของรายวิชา 0125312 หลักสังคมวิทยา
ซึ่งคณะผู้จัดทำมีความสนใจศึกษาเกี่ยวกับกลุ่มหมอพื้ นบ้าน ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่
มีบทบาทในสังคมมาตั้งแต่ในสมัยประวัติศาสตร์ แต่ปัจจุ บันกลับหมอพื้ นบ้าน
กลับถูกลดบทบาทลงเป็นอย่างมาก คณะผู้จัดทำจึงได้ทำการศึกษาข้อมูลของ
หมอพื้ นบ้านตั้งแต่ประวัติการกำเนิดหมอพื้ นบ้าน ประเภทของหมอพื้ นบ้าน
ข้อกฎหมายที่ทำให้หมอพื้ นบ้านถูกลดบทบาทและกลับมามีตัวตนอีกครั้ง และ
มีการลงพื้ นที่สัมภาษณ์ตัวแทนหมอพื้ นบ้านเพื่ อถ่ายทอดและร่วมแลกเปลี่ยน
ประสบการณ์ความคิดเห็นต่าง ๆ
ทางคณะผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า รายงานฉบับนี้จะมีประโยชน์แก่ผู้
สนใจศึกษาเกี่ยวกับหมอพื้ นบ้านไม่มากก็น้อย หากมีข้อผิดพลาดประการใด
ทางคณะผู้จัดทำต้องขออภัยมา ณ ที่นี้
ค ณ ะ ผู้ จั ด ทำ
ส า ร บั ญ
01 การกำเนิดหมอพื้ นบ้าน
ประวัติการก่อตัวของหมอพื้ นบ้าน หน้า 1
รวมศาสตร์หมอพื้ นบ้าน 02
ลักษณะ ประเภท และกรรมวิธี หน้า 3
ข อ ง ภู มิ ปั ญ ญ า ก า ร แ พ ท ย์ แ ผ น ไ ท ย
ในหมอพื้ นบ้าน หน้า 4
หมอพื้ นบ้านกับไสยศาสตร์ หน้า 5
หมอพื้ นบ้านกับการรักษาที่ไม่เชิง หน้า 6
วิ ท ย า ศ า ส ต ร์
ความแตกต่างระหว่างหมอพื้ นบ้าน
กั บ แ พ ท ย์ แ ผ น ไ ท ย
03 การเข้ามาของแพทย์แผนปัจจุบัน
การแพทย์แผนปัจจุ บัน หน้า 8
ใ น ส มั ย รัต น โ ก สิ น ท ร์ หน้า 9
หมอพื้ นบ้านถูกลดบทบาทลงมาก
ในสมัยรัชกาลที่ 6
การกลับมาของหมอพื้ นบ้าน 04
กฎหมายที่ทำให้หมอพื้ นบ้าน หน้า 10
ก ลั บ ม า มี ตั ว ต น อี ก ค รั้ง หน้า 12
การรวมตัวกันของหมอพื้ นบ้าน
05 บทบาทของหมอพื้ นบ้าน หน้า 13
หน้า 13
บทบาทหน้าที่ของหมอพื้ นบ้าน
ที่ ไ ด้ รับ ก า ร รับ ร อ ง
สิทธิประโยชน์ของหมอพื้ นบ้าน
ที่ ไ ด้ รับ ก า ร รับ ร อ ง
กรณีตัวอย่าง 06
การรักษาด้วยหมอพื้ นบ้าน
หน้า 14
07 บทสัมภาษณ์จากหมอพื้ นบ้าน
หน้า 17
01 การกำเนิดหมอพื้ นบ้าน
หมอพื้นบ้าน หมอชีวกโกมารภัจจ์
คือ บุคคลซึ่งมีความรู้ความสามารถในการส่งเสริมและดูแล
สุขภาพของประชาชน ในท้องถิ่นด้วยภูมิปัญญาการแพทย์
แผนไทย ตามวัฒนธรรมของชุมชนที่มีการสืบทอดกันมา
นานไม่น้อยกว่า 10 ปี
หมอพื้นบ้าน หมอชีวกโกมารภัจจน์ ถือได้ว่าเป็นบิดาของการแพทย์แผน
โบราณ และยังเป็นที่เคารพนับถือต่อหมอพื้นบ้านหลายท่าน
ที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย มีความหมาย ดังนี้
ตามพระราชบัญญัติวิชาชีพแพทย์แผนไทย พ.ศ.2556 ได้ให้ ในสมัยพุทธกาลหมอชีวก เป็นฤาษีที่ศึกษาเล่าเรียนกับ
คำนิยามว่า “การแพทย์พื้นบ้านไทย” หมายความว่า การ อาจารย์เกี่ยวกับวิชาการแพทย์ ขณะชีวกศึกษาอยู่ ๗ ปี จึงไป
ตรวจ การวินิจฉัย การบําบัด การรักษา การป้องกันโรค การ กราบลาอาจารย์กลับบ้าน อาจารย์ได้ทดสอบความรู้ โดยให้
ส่งเสริมและการฟื้ นฟูสุขภาพ โดยใช้องค์ความรู้ซึ่งสืบทอด ถือเสียมไปยังป่า เพื่อสำรวจดูต้นไม้ว่า ต้นใดใช้ทำยาไม่ได้ ให้
กันมาในชุมชนท้องถิ่นทั้งนี้ ด้วยกรรมวิธีการแพทย์แผนไทย นำตัวอย่างของไม้ต้นนั้นกลับมาให้อาจารย์ดู ผลของการ
ในขณะที่กองคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผน สำรวจปรากฏว่า เขาเดินกลับมามือเปล่า เพราะต้นไม้ทุกต้นใช้
ไทยและแพทย์พื้นบ้านไทย กรมการแพทย์แผนไทยและการ ทำยาได้ อาจารย์บอกเขาว่า เขาได้เรียนจบแล้ว จึงอนุญาตให้
แพทย์ทางเลือก ให้คำนิยามหมอพื้นบ้านไว้ว่า หมายถึง เขากลับ
บุคคลซึ่งมีความรู้ความสามารถในการส่งเสริมและดูแล
สุขภาพของประชาชนในท้องถิ่น ด้วยภูมิปัญญาการแพทย์ และเวลาต่อมาได้เป็นแพทย์ประจำพระองค์ของพระเจ้า
แผนไทยหรือการแพทย์พื้นบ้าน ตามวัฒนธรรมของชุมชน พิมพิสาร และพระเจ้าพิมพิสารได้ถวายให้เป็นแพทย์ประจำ
สืบทอดกันมานานเป็นที่นิยมยกย่องจากชุมชน พระองค์ของพระพุทธเจ้า จนได้เป็นแพทย์ประจำสงฆ์
ในราวพุทธศตวรรษที่ ๓ มีหลักฐานว่าหมอพระและพุทธ
อารามมีการขยายการดูแลทางการแพทย์ออกไปสู่ภายนอก
ไม่เพียงแต่การดูแลรักษาเฉพาะหมู่สงฆ์เท่านั้น
หมอพื้ นบ้าน...ภูมิปัญญาโบราณที่(ไม่)จางหาย หน้า | 1
ประวัติการพัฒนาการ
การแพทย์พื้นบ้านในประเทศไทย
ได้มีการค้นพบศิลาจารึกของอาณาจักรขอมประมาณ
ปี พ.ศ. 1725-1729 ในสมัยระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรง
บำเพ็ญพระราชกุศลโดยการสร้างสถาน พยาบาล เรียกว่า
อโธคยาศาลา โดยมีผู้ทำหน้าที่รักษาพยาบาล รวม 92 คน
มีพิธีกรรมบวงสรวงพระไภสัชยคุรุไวฑูรย์ ด้วยยาและ
อาหารก่อนแจกจ่ายไปยังผู้ป่วย
ยุคสุโขทัย อีกทั้งภาษาที่เขียนก็มีความคล้ายคลึงกัน จึงเชื่อว่าแม้ไทย
จะถูกทำลายโดยพม่าถึง 2 ครั้ง ก็มิได้ทำให้คัมภีร์ตำราด้าน
ในยุคสุโขทัยในราวปี ค.ศ. 1370 ได้มีการรวบรวม การแพทย์แผนไทยสูญหายไปหมดสิ้น ดังนั้นเมื่อมีการกอบ
อาณาจักรต่าง ๆ เข้าเป็นอาณาจักรขับไล่อิทธิพลของขอม กู้เอกราชขึ้นมา จึงสามารถรวบรวมตำราคัมภีร์ต่าง ๆ ได้
บูรณาการประเทศสยาม (ประเทศไทย) จนมีอาณาเขตกว้าง โดยง่าย
ขวางจากเหนือจดใต้ แต่ไม่มีการบันทึกเกี่ยวกับการแพทย์
เอาไว้ชัดเจนอาจพอจะสันนิษฐานได้ว่าน่าจะมีหมอพื้นบ้าน ยุครัตนโกสินทร์
ทั่วประเทศ ทำหน้าที่ดูแลสุขภาพประชาชน โดยหมอพื้น
บ้านส่วนใหญ่เป็นผู้ที่เคยบวชเรียนเป็นพระมาก่อน จึงมี
ความรู้พื้นฐานตามแนวพุทธร่วมกับประสบการณ์การรักษา ในสมัยรัตนโกสินทร์เกิดความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาใน
โรคผสมผสานกับความรู้ในการใช้ยาสมุนไพรในท้องถิ่นและ แต่รัชกาล เริ่มมีการศึกษาและรวบรวมตำหรับยาให้กลายเป็น
เชื่อว่าหมอยาแถบอีสานคงจะมีความรู้ความเชี่ยวชาญดี "แพทย์แผนไทย"โดยแยกออกมาจากหมอพื้นบ้าน ซึ่งจะขอ
มาก เพราะสืบทอดความรู้ที่เป็นระบบจากหมอพื้นบ้านทีมา อธิบายพอสังเขป ดังนี้
จากอโรคยาศาลาที่สลายตัวไป และกระจัดกระจายออกไป -ในสมัยรัชกาลที่ 1-3 ซึ่งเป็นยุคทองของการแพทย์แผนไทย
เป็นหมอพื้นบ้านตามชนบท อีกครั้งหนึ่ง มีการรวบรวมองค์ความรู้จากทุกเมืองมา
เลือกสรรเอาแต่สิ่งที่ดีที่สุด จารึกไว้ในศิลาจารึกซึ่งมีแทบทุก
ยุคอยุธยา สาขาวิชาจารีกไว้ตามศาลารายวัดโพธิ์ นับได้ว่าวัดโพธิ์เป็น
มหาวิทยาลัยแห่งแรกของเมืองไทย อีกทั้งอาจกล่าวได้ว่าการ
การแพทย์แผนไทยสมัยอยุธยารุ่งเรืองมาก ซึ่งตรงกับยุค สาธารณสุขมูลฐานเกิดขึ้นแล้วในสมัยนั้นเพราะมีการเผยแพร่
มืดของการแพทย์อายุรเวทที่อินเดีย ไทยมีการบูรณาการ ความรู้แก่สาธารณะให้ประชาชนมาเรียนรู้ได้ด้วยตนเองทาง
องค์ความรู้ มีการแบ่งสาขาการให้บริการถึงขั้นตั้งเป็นกรม -ในสมัยรัชกาลที่ 4-5 มีการเข้ามาของแพทย์ตะวันตก จึง
หมอนวด หมอยา หมอกุมาร มีป่ายา มีหมอหลวงที่มีย่าม ทำให้ศาสตร์หมอพื้นบ้านและแพทย์แผนไทยถูกลดลำดับ
แดงและตะบองแดง มีกฎหมายคุ้มครองป่า ซี่งหมอยา ความสำคัญลงเป็นอย่างมาก (อ่านต่อในหน้า... )
สามารถใช้ตะบองแดงนี้ชี้เก็บยาได้ทั่วแผ่นดิน และการนวด
ไทยน่าจะมีวิวัฒนาการมาจากการนวดพื้นบ้านจนพัฒนา
เป็นการนวดแบบราชสำนัก มีการจัดทำคัมภีร์และตำรา
มากมาย แต่ในที่สุดได้ถูกทำลายลงจากการเสียกรุงให้พม่า
เป็นที่น่าสังเกตว่าการสู้รบกับพม่านั้นไม่เกี่ยวข้องกับศาสนา
เพราะไทยและพม่าต่างก็นับถือศาสนาพุทธ จึงเชื่อว่า พม่าได้
นำเอาคัมภีร์ และตำราต่าง ๆ กลับไปด้วย โดยมิได้เผาทำลาย
ไปหมดดังที่เข้าใจกัน เพราะมีบันทึกที่กล่าวไว้ว่าได้มีมิชชัน
นารีแก้ผ้าแล้วเอาคัมภีร์เทินศีรษะไว้ขณะถูกกวาดต้อนไปยัง
พม่า ซึ่งเชื่อว่าหมอยาไทยก็คงจะถูกกระทำแบบเดียวกัน
หน้า | 2 หมอพื้ นบ้าน...ภูมิปัญญาโบราณที่(ไม่)จางหาย
02 รวมศาสตร์หมอพื้ นบ้าน
ลักษณะการเป็นหมอพื้ นบ้าน 5. หมอรักษาสัตว์พิษกัด คือ ผู้ที่มีความ
ชำ น า ญ ใ น ก า ร ดู แ ล รัก ษ า อ า ก า ร เ จ็ บ ป่ ว ย ที่ เ กิ ด จ า ก
ลักษณะการเป็นหมอพื้ นบ้าน แบ่งออกเป็น สัตว์ เช่น งู ต่อ แตน ผึ้ ง ตะขาบ แมงป่อง
2 ลักษณะ ดังนี้ แมงมุม เป็นต้น
ลักษณะที่ 1 หมอพื้ นบ้านที่มีประสบการณ์ 6. หมอพิธีกรรม คือ ผู้ที่มีประสบการณ์
รัก ษ า โ ร ค จ า ก เ ห ตุ ก า ร ณ์ ห รือ ป ร ะ ส บ ก า ร ณ์ เ ฉ พ า ะ ที่ รัก ษ า โ ร ค จ า ก เ ห ตุ ก า ร ณ์ ห รีอ ป ร ะ ส บ ก า ร ณ์ เ ฉ พ า ะ
เป็นไปตามความเชื่ อและศรัทธาของมนุษย์ ซึ่งอาจ เป็นไปตาม ความเชื่ อและศรัทธาของมนุษย์ ซึ่ง
เกี่ยวข้องกับอำนาจเหนือธรรมชาติ (ผีและอำนาจ อาจเกี่ยวข้องกับอำนาจเหนือธรรมชาติ เช่น ผี
ศักดิ์สิทธิ์) และพิธีกรรมในการรักษาโรค เช่น สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และพลังจิต เป็นต้น เพื่ อบำบัดดูแล
คนทรง หมอรำผีฟ้าและเฒ่าจ้ำของชาวอีสาน หมอ ส ภ า พ ร่า ง ก า ย แ ล ะ จิ ต ใ จ
ขวัญในหลายชาติพันธุ์ หมอเหยาของชาวผู้ไท
หมอมะม็วดของชาวเขมร เป็นต้น ในชุมชนหมอ อย่างไรก็ตาม การจำแนกดังกล่าวยังไม่อาจ
บางคนมีความสามารถทั้งสองลักษณะ ช่วยรักษา ครอบคลุมสภาวะจริงของหมอพื้ นบ้านได้ทั้งหมด
โ ร ค ท า ง ก า ย แ ล ะ ท า ง ใ จ ใ ห้ กั บ ช า ว บ้ า น เนื่ องจากพบว่าประชาชนมักเรียกชื่ อหมอพื้ นบ้าน
ตามวิธีการรักษาโรค เช่น หมอนวด หมอสมุนไพร
ลักษณะที่ 2 เป็นหมอพื้ นบ้านที่เรียนรู้และ หมอยาฮากไม้ หมอทรง หมอดู เป็นต้น หรืออาจ
ฝึกฝนความชำนาญจากการปฏิบัติ มีการเรียนวิชา เรียกตามชื่ อโรค เช่น หมอกระดูก หมองู โต๊ะบิ
จากครู หมอพื้ นบ้านคนเดียวหรือหลายคน และ ดัน/โต๊ะบิแด เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการเรียกชื่ อ
อาจมีการศึกษาเพิ่มเติมจากตำราพื้ นบ้านหรือ แบบรวม เช่น ในภาคเหนือเรียกหมอพื้ นบ้านว่า
คัมภีร์ใบลาน เช่น หมอยาสมุนไพร หมอนวด หมอ หมอเมือง และเรียกพระสงฆ์ที่รักษาโรคแบบพื้ น
ตำแย หมอกระดูก หมองู เป็นต้น บ้านว่า หมอพระ จึงอาจกล่าวได้ว่าการเรียกชื่ อ
หมอพื้ นบ้านสะท้อนถึงความเชื่ อและภาษาท้องถิ่น
ประเภทของหมอพื้ นบ้าน ข อ ง วั ฒ น ธ ร ร ม ก ลุ่ ม ช า ติ พั น ธุ์
การจำแนกประเภทหมอพื้ นบ้านของคณะ ก ร ร ม วิ ธี ภู มิ ปั ญ ญ า ก า ร แ พ ท ย์ แ ผ น ไ ท ย
กรรมการหมอพื้ นบ้าน มี 6 ประเภท ได้แก่ ในหมอพื้ นบ้าน
1. หมอยาสมุนไพร คือ ผู้ที่มีความรู้ความ ก า ร ส่ ง เ ส ริม ดู แ ล สุ ข ภ า พ ป ร ะ ช า ช น ข อ ง ห ม อ
ส า ม า ร ถ ใ น ก า ร ใ ช้ ส มุ น ไ พ ร รัก ษ า โ ร ค ห รือ ส่ ง เ ส ริม พื้ นบ้านจะมีลักษณะที่แตกต่างกันและมีความ
และดูแล สุขภาพ โดยใช้กรรมวิธีตามภูมิปัญญา หลากหลาย ขึ้ นอยู่กับการได้รับสืบทอดมาจาก
พื้ นบ้านที่ได้รับสืบทอดมา ทั้งนี้อาจมีการพัฒนา บรรพบุรุษ ครู หมอพระ หรือตามวิถีวัฒนธรรม
คุณภาพการบริการ เพื่ อความสะอาดและปลอดภัย ข อ ง ชุ ม ช น
โดย สมุนไพร หมายถึง พืช สัตว์ จุ ลชีพ และธาตุ
วั ต ถุ โ ด ย ส่ ว น ใ ห ญ่ แ ล้ ว ก า ร ดู แ ล รัก ษ า ผู้ ป่ ว ย ข อ ง
หมอพื้ นบ้านจะมีการใช้กรรมวิธีตามภูมิปัญญาการ
2. หมอตำแย คือ ผู้ที่มีความชำนาญในการ แพทย์แผนไทยมากกว่า 3 กรรมวิธี ซึ่งบูรณาการ
ดูแลสุขภาพในกลุ่มหญิงตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ ระยะ ร่วมกับกรรมวิธีของหมอพื้ นบ้าน หรือวินิจฉัย
ตั้งครรภ์ ระยะคลอด และการดูแลช่วงหลังคลอด อ า ก า ร เ จ็ บ ป่ ว ย ที่ ส อ ด ค ล้ อ ง กั บ วิ ถี วั ฒ น ธ ร ร ม ข อ ง
ร ว ม ถึ ง ก า ร ดู แ ล สุ ข ภ า พ ใ น ก ลุ่ ม เ ด็ ก ท า ร ก ชุ ม ช น
3. หมอนวดพื้ นบ้าน คือ ผู้ที่มีความรู้ความ คณะกรรมการหมอพื้ นบ้านได้แบ่งกรรมวิธี
ส า ม า ร ถ ใ น ก า ร ใ ช้ แ ร ง สั ม ผั ส ต่ อ ร่า ง ก า ย ด้ ว ย ก า ร ใ ช้ ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยในหมอพื้ นบ้านออก
อวัยวะ เครื่องมือ หรือสมุนไพร เพื่ อบรรเทาความ เป็น 6 ด้าน 122 กรรมวิธี ดังนี้
เจ็บปวด เมื่ อยล้าทางร่างกาย หรือปัญหาที่เกิด
จ า ก โ ค ร ง ส ร้า ง ร่า ง ก า ย 1. ด้านการนวด ประกอบด้วย 30 กรรมวิธี
เช่น นวด ตอกเส้น จับเส้น ดึงเส้น รีดเส้น สับเส้น
4. หมอกระดูก คือ ผู้ที่มีความชำนาญดูแล เอาเอ็น นวดกดจุ ด เหยียบไฟ นาบเหล็ก เป็นต้น
รักษาอาการเจ็บป่วย การบาดเจ็บที่เกี่ยวเนื่ องกับ
กระดูก แตก หัก หรือเคลื่ อน
หมอพื้ นบ้าน...ภูมิปัญญาโบราณที่(ไม่)จางหาย หน้า |3
2. ด้านสมุนไพร ประกอบด้วย 43 กรรมวิธี ตามสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคอีสาน เล่ม 9
เช่น ต้ม อบ ประคบ รม นัตถุ์ สูด อาบ สะตุ อยู่ไฟ ได้กล่าวถึงหมอพื้ นบ้านไสยศาสตร์นี้ไว้ว่า
สกัดน้ำมัน เป็นต้น
" ค น ที่ ทำ ห น้ า ที่ รัก ษ า ค ว า ม เ จ็ บ ไ ข้ ข อ ง ค น ใ น สั ง ค ม ใ น
3. ด้านพิธีกรรม ประกอบด้วย 27 กรรมวิธี ชุมชน มีความรู้และวิธีการรักษาที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิต
เช่น เหยา รำผีฟ้า เป่าคาถา สู่ขวัญ สะเดาะเคราะห์ สภาพแวดล้อม สังคม และวัฒนธรรมของชุมชน ไม่
สืบชะตา เลียกไข่ ทรง ส่อง ดูยาม เป็นต้น ว่าจะเป็นการวินิจฉัยโรคจากสมุฏฐานของธาตุทั้ง 4
คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ หรือการรักษาโรคด้วยการใช้วิธี
4. ด้านการรักษากระดูก ประกอบด้วย 6 การทางไสยศาสตร์ เช่น การเป่า การเข้าทรง ฯลฯ
กรรมวิธี ได้แก่ จอดกระดูก จัดกระดูก เข้าเฝือก ผสมผสานกันเพื่ อให้เกิดความเชื่ อมั่นในการรักษา"
ด้วยไม้ไผ่ ต่อกระดูกโดยการนั่งบนกระดานแล้วทำ การรักษาโรคประกอบวิชาไสยศาสตร์นั้น พวกนัก
พิธีเคาะไม้อีกฝั่ ง ต่อกระดูกโดยการท่องคาถาเคาะ จิตวิทยาเรียกว่า THERAPUETIC OCCULTISM
ไม้ และต่อกระดูกโดยการปั้ นหุ่นเทียนขี้ผึ้ งทำพิธี หมายถึง การรักษาโรคประกอบอำนาจลึกลับต่าง ๆ
ซึ่งพวกโยคีเชิงภูเขาหิมาลัย นิยมใช้วิธีการดังกล่าว
5. ด้านการวินิจฉัย ประกอบด้วย 7 กรรมวิธี มาตั้งแต่โบราณกาลถึงในยุคปัจจุ บัน การใช้วิชา
ได้แก่ นั่งเทียน เสี่ยงเทียน ส่องเทียน เพ่งกสิณ ไสยศาสตร์ของหมอพื้ นบ้านโบราณนั้นสามารถจะ
แมะ จับชีพจร และดูเมื่ อดูยาม แ บ่ ง เ ป็ น ห ลั ก สำ คั ญ ไ ด้ ดั ง ต่ อ ไ ป นี้ คื อ
6. ด้านอื่ น ๆ ประกอบด้วย 9 กรรมวิธี ได้แก่ 1.ลงเลขลงยันต์ในชิ้นส่วนต่างๆ ของสมุนไพร
เช็ด แหก จอบเลือด จู บเลือด กรอกเลือด บ่งต้อ เช่นลงเลขยันต์พระเจ้าห้าพระองค์ คือ นะโมพุ ทธายะ
ตัดต้อ สัก และฝังดิน/ฝังทราย หรือ มะอะอุ ให้แว่นไพร แว่นขิง หรือ ข่าเพื่ อทำให้เกิด
ความศักดิ์สิทธิ์ยิ่งขึ้ นก่อนที่จะนำปรุงยารักษาโรค
ทั้งนี้ กรรมวิธีบางกรณีอาจพบได้ยากหรือไม่มี
ก า ร ใ ช้ ก ร ร ม วิ ธี เ ห ล่ า นั้ น ใ น ก า ร ดู แ ล รัก ษ า ป ร ะ ช า ช น ใ น 2.ลงเลขลงยันต์ก้นหม้อยาเพื่ อทำให้ยาศักดิ์สิทธิ์
ปัจจุ บันแล้ว ยิ่งขึ้ น
หมอพื้ นบ้านกับไสยศาสตร์ 3.ลงเลขลงยนต์บนผ้าขาวผ้าแดงเพื่ อให้ปิดปาก
หม้อที่จะใช้ต้มให้คนไข้รับประทาน เพื่ อทำให้ยา
หมอพื้ นบ้านในชุมชนชนบทอยู่มากมาย ศักดิ์สิทธิ์ในการรักษายายิ่งขึ้ น
คุณสมบัติของหมอพื้ นบ้านส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุ
ทั้งผู้ชายและผู้หญิง หรือเป็นพระภิกษุ ที่มีความ 4.ลงเลขลงยันต์บนเฉลวปักปากหม้อยา เช่น
ชำนาญในการรักษาอาการเจ็บป่วยต่างๆ ชาวบ้าน เฉลว 3 แฉก
ในชุมชนให้การเคารพนับถือ ได้ผ่านการสั่งสม
ความรู้ภูมิปัญญา และร่ำเรียนเวทมนต์พุ ทธเวทย์ วิธีการรักษาโรคของหมอพื้ นบ้านชาวไทย ซึ่งนำ
แ ล ะ ไ ส ย เ ว ท ย์ ม า ย า ว น า น เ อ า ห ลั ก วิ ช า ไ ส ย ศ า ส ต ร์ม า ใ ช้ ป ร ะ ก อ บ ใ น ก า ร รัก ษ า โ ร ค
กับคนไข้นั้น หากเราจะนำเรื่องราวเหล่านี้มาวิจัยตาม
การที่จะได้เป็นหมอพื้ นบ้านนั้นไม่ใช่ว่าจะเป็นได้ หลักวิชา “จิตเวชศาสตร์” (PSYCHIRTRY) แล้ว จะ
ง่าย และไม่ใช่จะเป็นกันได้ทุกคน เพราะผู้ที่จะเป็น เห็นได้ว่า การที่หมอพื้ นบ้านนำวิชาไสยศาสตร์ มาใช้
นั้ น ต้ อ ง มี ค ว า ม เ ชี่ ย ว ช า ญ ใ น เ รื่ อ ง รัก ษ า โ ร ค นั้ น ๆ ประกอบกับยารักษาโรคเพื่ อรักษาโรคให้แก่คนไข้ให้
ต้องเป็นผู้มีคุณธรรมจริยธรรม รักษาศีล มีเมตตา หายเจ็บป่วยอย่างรวดเร็วนั้น ก็คือ “วิธีการใช้วิธีการ
ฯลฯ ได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้เรื่องการรักษา จิตบำบัด” (PSYCHO-THERAPY) ของแพทย์แผน
จากบรรพบุรุษในวงศ์ตระกูล เช่น จากปู่ พ่อ หรือ ปัจจุ บันนั่นเอง หากหาเหตุจู งใจคนไข้เหล่านี้ให้เกิด
ตา เป็นต้น หรืออาจจะเป็นการสืบทอดจากคนรู้จัก ความเชื่ อมั่นอย่างหนึ่ งอย่างใด ว่ามีสิ่งหนึ่ งสิ่งใด
ในชุมชนก็ได้ และสิ่งที่สำคัญของผู้ที่เป็นหมอพื้ น ค อ ย ช่ ว ย เ ห ลื อ คุ้ ม ค ร อ ง ใ ห้ โ ร ค ภั ย ไ ข้ เ จ็ บ ห า ย โ ด ย
บ้านต้องถือ (ข้อห้าม) ให้ได้ เช่น ไม่ผิดลูกเมียคน รวดเร็ว คนไข้เหล่านี้ก็จะเกิดกำลังใจและเกิดความ
อื่ น ไม่รับประทานอาหารในงานศพ ไม่รับประทาน เชื้ อมั่นในสิ่งเหล่านั้น โรคภัยไข้เจ็บก็จะหายรวดเร็ว
รกของโคกระบือ ไม่รับประทานอาหารที่เหลือจากผู้ ยิ่งขึ้ นหากใช้ยาเคมีประกอบด้วย ดีกว่าจะใช้ยาเคมี
อื่ น เป็นต้น รัก ษ า เ พี ย ง อ ย่ า ง เ ดี ย ว
4| หน้า หมอพื้ นบ้าน...ภูมิปัญญาโบราณที่(ไม่)จางหาย
ดังนั้น จะสังเกตได้ว่าหมอพื้ นบ้านกับความเชื่ อ การแพทย์พื้ นบ้านมีระบบความเชื่ อเกี่ยวกับสาเหตุ
ท า ง ไ ส ย ศ า ส ต ร์นั้ น เ ป็ น สิ่ ง ที่ อ ยู่ คู่ กั บ ก า ร รัก ษ า ค น ของโรค 5 ด้าน คือ โรคและความผิดปกติของสุขภาพ
ป่วยคนไข้มาตั้งแต่ในอดีตจวบจนยุคปัจจุ บันก็ยัง มีสาเหตุจากความสมดุลของธาตุ จากการกระทำของผี
หลงเหลือยู่บ้างเป็นประปราย มีการรักษาที่ใช้หลัก หรือวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ จากอำนาจของไสยศาสตร์จาก
กฎแห่งกรรม และจากชะตาชีวิตของผู้ป่วย หมอพื้ น
การความเชื่ อทางไสยศาสตร์ที่ใช้ให้การรักษาทาง บ้านมีบทบาทในการรักษาโรคทางกาย โรคทางจิตใจ
ตรง อาทิเช่น การเป่าคาถาไล่บริเวณที่เจ็บที่ปวด
การปลุกเสกสมุนไพรที่ไม่มีในวิชาการแพทย์แผน และโรคทางจิตสังคม ชนิดของโรคที่รักษาโดยหมอพื้ น
ไทยหรือที่เรียกกันว่ายาผีบอก และการรักษาที่ใช้ บ้านมีโรคเด็ก (ตาล ซางหละ อีสุกอีใส ไข้) กลุ่มอาการ
หลักการความเชื่ อทางไสยศาสตร์ที่ใช้ให้การรักษา กระดูกหักและข้อ ปวดกล้ามเนื้ อและปวดเคล็ดเฉพาะที่
ทางอ้อมนั้น จะเป็นการรักษาในเชิงจิตวิทยาหรือ (กษัยเส้น เส้นตึง เส้นจม) กลุ่มอาการอัมพฤกษ์
เพื่ อสร้างขวัญกำลังใจแก้ผู้ป่วย เพื่ อให้มีพลังที่ อัมพาต โรคงู สวัด ไฟลามทุ่ง แมลงสัตว์กัดต่อย งู กัด
ต่อสู้ในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บ อาจจะมาให้รูปแบบ แมงมุมกัด โรคประดง ผื่ นคัน โรคสตรี (ไข้ทับระดู
การสักเลข สักยันต์ เป็นต้น อาการผิดสำแดง การดูแลหญิงตั้งครรภ์และหลังค
ลอด เลือดลมผิดปกติ) โรคเบาหวาน โรคริดสีดวง
กลุ่มอาการทางจิตใจและจิตสังคม อาการถูกคุณไสย
ผีเข้า ชะตาไม่ดีประสบเคราะห์กรรม ป่วย และยังมีโรค
ท้องถิ่น (CULTURE-BOUND SYNDROME) เช่น
โรคไข้หมากไม้ โรคประดง โรคลมผิดเลือน โรคกษัย
โรคกำเริดโรคบะเฮ็ง ขวัญหาย เป็นต้น และวิธีการ
รักษาโรคผสมผสานหลายวิธีประกอบกัน คือ การใช้ยา
สมุนไพร การเป่า การนวด การใช้พิธีกรรมและคาถา
อาคม หมอพื้ นบ้านส่วนใหญ่จะรักษาโรคที่บ้านตนเอง
บ้านผู้ป่วย วัด และสถานพยาบาล และส่วนใหญ่จะไม่มี
ใบประกอบโรคศิลปะแบบทางการ จากข้อมูลสรุปได้
หมอพื้ นบ้านกับ ว่าการรักษาโรคแบบพื้ นบ้านจะเป็นความรู้ที่สะสมจาก
ก า ร รัก ษ า ที่ ไ ม่ ใ ช่ เ ชิ ง วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ การปฏิบัติ เป็นความรู้ที่มีลักษณะเฉพาะและสอดคล้อง
กับระบบคิดและระบบนิเวศน์ของท้องถิ่น และวิธีการ
หมอพื้ นบ้านเป็นบุคคลที่ชาวบ้านยอมรับ รักษาโรคแบบพื้ นบ้านจะใช้หลายวิธีการผสมผสานกัน
นับถือและพึ่ งพายามเจ็บป่วย หมอพื้ นบ้านส่วน
ใหญ่เป็นชาย มีอาชีพเกษตรกรรม ค้าขาย ผู้ป่วยส่วนใหญ่มาจากเพื่ อนบ้านในชุมชน
รับจ้าง และมีรายได้เสริมจากการนวด หมอพื้ น เดียวกันหรือใกล้เคียง หากหมอพื้ นบ้านมีชื่ อเสียงผู้
บ้ า น เ กื อ บ ทั้ ง ห ม ด ไ ม่ มี ใ บ ป ร ะ ก อ บ โ ร ค ศิ ล ป ะ ที่ ป่วยจะมาจากจังหวัดอื่ น ผู้ป่วยส่วนใหญ่จบการ
เป็นทางการ หมอพื้ นบ้านมีแรงจู งใจและเข้าสู่
บทบาทการเป็นหมอพื้ นบ้านเพราะบรรพบุรุษ ศึกษาขั้นพื้ นฐาน หลายช่วงอายุ หลายอาชีพ ฐานะ
เป็นหมอพื้ นบ้าน ตนเองมีประสบการณ์รักษา ยากจนและปานกลาง จำนวนผู้ป่วยที่มารับบริการ
ต น เ อ ง ห รือ ญ า ติ ใ ก ล้ ชิ ด ใ น ค ร อ บ ค รัว มี ค ว า ม จากหมอพื้ นบ้านค่อนข้างน้อย ค่าใช้จ่ายในการ
รักษามี 2 ส่วน คือ ค่ายกครู และค่าตอบแทนหรือ
สนใจและอยากเรียนวิชาการแพทย์พื้ นบ้าน ค่าสมนาคุณมีจำนวนไม่แน่นอนขึ้ นกับหมอพื้ นบ้าน
แ ล ะ เ กิ ด จ า ก พ ลั ง อำ น า จ เ ห นื อ ธ ร ร ม ช า ติ แ ล ะ สิ่ ง แ ล ะ ค ว า ม ส มั ค ร ใ จ ข อ ง ผู้ ป่ ว ย ปั จ จั ย ที่ ทำ ใ ห้ ผู้ ป่ ว ย ยั ง
ศักดิ์สิทธิ์การศึกษาและฝึกฝนของหมอพื้ นบ้าน คงมารักษากับหมอพื้ นบ้านมี 5 ด้านคือ
มาจากหลายแหล่ง คือ ศึกษาจากตำรา ศึกษา 1.ความเชื่ อเกี่ยวกับสาเหตุของโรค
จากบรรพบุรุษที่เป็นผู้ฝึกสอนจากครู ผู้รู้ และ
จากโรงเรียนหรือสถาบัน พร้อมกับฝึกทดลอง 2.ความเชื่ อมั่น ความศรัทธา และชื่ อเสียงของ
หมอพื้ นบ้าน
ร่ว ม กั บ อ า จ า ร ย์ แ ล ะ ฝึ ก ฝ น ป ร ะ ส บ ก า ร ณ์ ก า ร 3 . คำ แ น ะ นำ จ า ก ญ า ติ ห รือ ผู้ ใ ก ล้ ชิ ด ที่ เ ค ย มี
รักษาโรคด้วยตนเอง ช่วงระยะเวลาศึกษามี
ตั้งแต่ 1 ปีถึงหลายสิบปี (10-40 ปีขึ้ นไป) และ ประสบการณ์การรักษาโรคแบบพื้ นบ้าน
เนื่ องจากการแพทย์พื้ นบ้านเป็นระบบเปิด หมอ 4.การรักษาโรคแบบพื้ นบ้านสะดวก เข้าถึงง่าย
พื้ นบ้านยังมีการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ พร้อม ค่าใช้จ่ายน้อย และอยู่ในวัฒนธรรมเดียวกับผู้ป่วย
ทั้งนำความคิดและเทคนิคของการแพทย์แบบ การรักษาโรคของการแพทย์แผนใหม่ที่ไม่หายและ
อื่ นมาปรับประยุกต์ใช้ในการรักษาของตนเอง ไม่อาจตอบสนองความพึงพอใจของผู้ป่วย
หมอพื้ นบ้าน...ภูมิปัญญาโบราณที่(ไม่)จางหาย หน้า |5
อย่างไรก็ตาม หมอพื้ นบ้านมีประสบการณ์และ ความแตกต่างระหว่างหมอพื้ นบ้านกับ
ความสามารถแตกต่างกัน หมอพื้ นบ้านที่มีชื่ อ แ พ ท ย์ แ ผ น ไ ท ย
เสียง มีความสามารถและคุณธรรม ชุมชนจะมี
ก า ร ย อ ม รับ แ ล ะ ดู แ ล รัก ษ า โ ร ค ใ ห้ ผู้ ป่ ว ย อ ย่ า ง ต่ อ VS
เนื่ อง เช่น พระครูปลัด นรินทร์ หมอกระดูกและ
หมอนวดที่วัดยุคลราษฎร์สามัคคี จังหวัดชลบุรี
ในปี พ.ศ. 2551 มีผู้ป่วยเฉลี่ย 213 ราย/เดือน
หมอสง่า พันธุ์สายศรี หมอนวด จังหวัด
พระนครศรีอยุธยา มีผู้ป่วยเฉลี่ย 10-15 ราย/วัน
หมอสมนึก จันทรประสูตร หมอจังหวัด
นครศรีธรรมราช มีผู้ป่วยเฉลี่ย 219 คน/ปี
เ ป็ น ต้ น
หมอพื้ นบ้านกับแพทย์แผนไทยมีการใช้หลักวิธีการ
รักษาโรคตามภูมิปัญญาแผนไทยที่เหมือนกั แต่แพทย์
แผนไทยได้ถูกแยกออกมาจากหมอพื้ นบ้าน เมื่ อมีการ
เกิดขึ้ นของหลักสูตรการเรียนการสอนแพทย์แผนไทย
โดยสามารถแบ่งแพทย์แผนไทยออกเป็น 2 ประเภท
คือ ภาค ก และ ภาค ข แพทย์แผนไทยภาค ก เป็น
หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ ส่วนภาค ข คือ
หลักสูตรการแพทย์แผนไทยบัณฑิต ในระดับปริญญา
หมอพื้ นบ้าน ในอนาคตหมอพื้ นบ้านควรมีการ ตรี มหาวิทยาลัยที่เปิดสอน เช่น คณะแพทยศาสตร์
วิจัยร่วมกับสังคมวิทยาการแพทย์ใหม่บ้าง ใน สาขาการแพทย์ คณะการแพทย์แผนไทย
ลักษณะของศาสตร์ที่สามามารถพึ่ งกระทำได้ และ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ,คณะวิทยาการสุขภาพ
ระบบสนับสนุนงานวิจัยที่ชัดเจน และมีหลายมิติ และการกีฬา มหาวิทยาลัยทักษิณ เป็นต้น
วิจัย ระบบคิด และแบบแผนการรักษาโรคแบบพื้ น
บ้านที่มีเอกลักษณ์ และศักยภาพสูงเฉพาะด้าน
ตัวอย่างเช่น การรักษากระดูกหักแบบพื้ นบ้าน ป ร ะ เ ภ ท ข อ ง แ พ ท ย์ แ ผ น ไ ท ย จ ะ มี ที่ แ ต ก ต่ า ง จ า ก
หมอพื้ นบ้าน ซึ่งแพทย์แผนไทยจะแบ่งออกได้ 4
การรักษาโรคท้องถิ่นด้วยยาสมุนไพรพื้ นบ้าน สาขา ได้แก่
การนวดพื้ นบ้าน การดูแลสุขภาพหญิงหลังคลอด 1.สาขาเวชกรรมไทย (เป็นสาขาที่สามารถทำ
เป็นต้น เพื่ อให้มีคำตอบด้านประสิทธิผลแบบองค์ หน้าที่ได้ทั้งเวชกรรมไทย เภสัชกรรมไทย ผดุงครรภ์
ร ว ม แ ล ะ ค ว า ม ป ล อ ด ภั ย ที่ จ ะ นำ ม า ป ร ะ ยุ ก ต์ ใ ช้ ใ น ไทย และนวดไทย) แพทย์แผนไทยทุกคนต้องมี
สั ง ค ม ไ ด้
ค ว า ม รู้ด้ า น เ ว ช ก ร ร ม ไ ท ย จึ ง จ ะ ป ร ะ ก อ บ วิ ช า ชี พ รัก ษ า
ผู้ ป่ ว ย ไ ด้ โ ด ย ต้ อ ง มี ค ว า ม รู้ค ว า ม เ ข้ า ใ จ อ ย่ า ง ลึ ก ซึ้ ง ใ น
หลักความรู้ 4 ประการ ได้แก่ รู้สาเหตุของโรค รู้ชื่ อ
โรค รู้ยาสำหรับแก้โรค และรู้ว่ายาใดสำหรับแก้โรคใด
2.สาขาเภสัชกรรมไทย เภสัชกรรมไทยเป็น
ศาสตร์อีกแขนงหนึ่ งในหลักวิชาการแพทย์แผนไทย
แ พ ท ย์ แ ผ น ไ ท ย ทุ ก ค น ต้ อ ง มี ค ว า ม รู้ใ น ด้ า น นี้ จึ ง
สามารถประกอบวิชาชีพรักษาผู้ป่วยได้ ตามหลัก
วิ ช า ก า ร แ พ ท ย์ แ ผ น ไ ท ย ผู้ เ ป็ น แ พ ท ย์ จำ เ ป็ น ต้ อ ง มี
ความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในหลักความรู้ ๔
ประการ อันได้แก่ เภสัชวัตถุ สรรพคุณเภสัช คณา
เภสัช และเภสัชกรรม
6 | หน้า หมอพื้ นบ้าน...ภูมิปัญญาโบราณที่(ไม่)จางหาย
3.สาขาผดุงครรภ์ไทย เป็นศาสตร์การดูแลหญิง ตัวอย่างใบประกอบโรคศิลปะ ของแพทย์แผนไทยสาขาภสัชกรรม
ตั้งครรภ์ การทำคลอด การดูแลหญิงหลังคลอด
ร ว ม ทั้ ง ก า ร ดู แ ล ท า ร ก แ ร ก เ กิ ด ตั้ ง แ ต่ ร ะ ย ะ เ ริ่ม ตั้ ง
ครรภ์จนกระทั่งคลอด ดังนั้นแพทย์ผดุงครรภ์แผน
โบราณ (หมอตำแย) มีหน้าที่ให้คำแนะนำ ดูแล บำบัด
และป้องกันอาการต่าง ๆ ของผู้หญิงตั้งแต่เริ่มตั้ง
ค ร ร ภ์ จ น ค ร บ กำ ห น ด ค ล อ ด
4.สาขานวดไทย หรือที่เรียกว่าหัตถเวชกรรม
แผนไทย เป็นหมวดวิชาการแพทย์แผนไทยที่เกี่ยว
กับการตรวจ วินิจฉัย บำบัด และป้องกันโรค รวมถึง
การส่งเสริมและการฟื้ นฟู สุขภาพด้วยวิธีการกด การ
คลึง การบีบ การดัด การดึง การประคบ และการ
อบ ทั้งนี้ตามหลักวิชาการแพทย์แผนไทยนั้นร่างกาย
คนเราประกอบด้วย "เส้น" หรือ "เอ็น" หรือ "เส้น
เอ็น" แพทย์แผนไทยก็จะบำบัดความเจ็บป่วยหรือ
อาการต่าง ๆ ด้วยการใช้ยาหรือด้วยการนวดตาม
จุ ดและเส้นที่เกี่ยวข้องเพื่ อกระตุ้นให้เลือดและลม
ไ ห ล เ วี ย น เ ป็ น ป ก ติ
โ ด ย ผู้ ที่ จ ะ ส า ม า ร ถ ป ร ะ ก อ บ โ ร ค ศิ ล ป ะ ใ น แ ต่ ล ะ
สาขาได้นั้น จะต้องสอบผ่านและได้รับใบประกอบโรค
ศิลปะในสาขานั้น ๆ บุคคลทั่วไปที่ไม่มีใบประกอบโรค
ศิลปะ ไม่สามารถประกอบอาชีพเหล่านั้นได้ ในขณะที่
หมอพื้ นบ้านจะเน้นการถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ
และมีหลักความเชื่ อทางไสยศาสตร์มากกว่า และ
หมอพื้ นบ้านไม่จำเป็นต้องสอบใบประกอบโรคศิลปะ
แ ต่ ส า ม า ร ถ ข อ ใ บ รับ ร อ ง ห ม อ จ า ก ก ร ะ ท ร ว ง
ส า ธ า ร ณ สุ ข ไ ด้
หมอพื้ นบ้าน...ภูมิปัญญาโบราณที่(ไม่)จางหาย ตัวอย่างใบรับรองหมอ ของหมอพื้นบ้าน
หน้า | 7
03 การเข้ามาของแพทย์แผนปัจจุบัน
การแพทย์แผนปัจจุบันในสมัยรัตนโกสินทร์
หลังจากที่ประเทศไทยในแผ่นดินสมเด็จพระเพท ต่อจากบุคคลทั้งสองแล้ว ก็มีนักสอนศาสนาเป็นแพทย์ และนัก
ราชา (พ.ศ. 2234-2246) ได้ขับไล่ชาวฝรั่งเศสออกไป วิทยาศาสตร์ติดตามเข้ามาอีกหลายคน แต่ผู้ที่นำการแพทย์แผน
จากประเทศไทยแล้ว การแพทย์แผนปัจจุบันที่นำมาโดย ปัจจุบัน และวิทยาศาสตร์ เข้ามาเผยแผ่จนเป็นที่รู้จักกันดีมี 2 ท่าน
ชาวฝรั่งเศสก็พลอยสูญไปด้วย กลับไปใช้การแพทย์แผน คนแรกเป็นแพทย์คือ ดร.บรัดเลย์ (Dan Beach Bradley) เข้า
โบราณตามเดิม การแพทย์แผนปัจจุบัน ได้กลับมาอีก มาใน พ.ศ. 2377 อีกผู้หนึ่งคือ ดร.เฮาส์ (Reynolds Samuel
พร้อมกับการเข้ามาของนักสอนศาสนาคริสต์ นิกายโปรเต House) เป็นทั้งแพทย์ และเป็นนักวิทยาศาสตร์ในสาขาเคมี ฟิสิกส์
สแตนท์ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว และสนใจทางชีววิทยาด้วย
(พ.ศ.2367-2394) พ.ศ.2371 มีนักสอนคริสต์ศาสนา
นิกายโปรเตสแตนท์ 2 คน เข้ามาในประเทศไทย เป็น
แพทย์ชาวเยอรมนีคนหนึ่งชื่อ กุตซ์ลัฟฟ์
และหมอสอนศาสนาชาวอังกฤษคนหนึ่งชื่อ ทอมลิน
(Jacob Tomlin) นอกจาก การสอนศาสนา แจกหนังสือ
ภาษาจีน และแจกยาแล้ว ก็ไม่ได้ทำการทางการแพทย์แผน
ปัจจุบันไว้ให้เป็นหลักฐานประการใด
ดร.บรัดเลย์
(Dan Beach Bradley)
กุตซ์ลัฟฟ์
(Rev. Carl Augustus Gutzlaff)
ทอมลิน ดร.เฮาส์
(Reynolds Samuel House)
(Rev. Jacob Tomlin)
หมอพื้ นบ้าน...ภูมิปัญญาโบราณที่(ไม่)จางหาย
8 | หน้า
ดร.บรัดเลย์ได้มาปฏิบัติงานทางแพทย์ เมื่อการแพทย์ตะวันตกเข้ามา รวมถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่
ที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในทางการแพทย์ เช่น การนำวิธีการผ่าตัด และการฉีดวัคซีน จนเป็นที่น่าเชื่อถือของ
คนในสังคม และมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วไป ทั้งในหมู่ข้าราชการ ประชาชน ตลอดจนบุคคลชั้นสูงสุด
ของประเทศ หลังจากที่การแพทย์แผนปัจจุบันได้มีการเจริญเติบโตในประเทศไทยจนทำให้ไทยเกิดการ
เปลี่ยนแปลงกิจการสำคัญ ๆ หลายอย่าง รวมถึงได้เปลี่ยนแปลงบทบาทของหมอพื้นบ้านอีกด้วย
หมอพื้นบ้านถูกลดบทบาทลงมากในสมัยรัชกาลที่ 6
ในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้มีการออกกฎหมายควบคุม
การประกอบโรคศิลปะขึ้น เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิด
กับประชาชน อันเนื่องมาจากการประกอบโรคศิลปะของ
ผู้ที่ไม่มีความรู้และไม่ได้ฝึกหัด ด้วยความไม่พร้อมในด้าน
การเรียนการสอน การสอบ และการประชาสัมพันธ์ ทำให้
หมอพื้นบ้านจำนวนมากกลัวถูกจับกุมจึงเลิกประกอบ
อาชีพนี้ บ้างก็เผาตำราทิ้ง แล้วหันไปประกอบอาชีพอื่น
เนื่องด้วยข้อกฎหมายต่าง ๆ ป็นเหมือนการบีบรัดหมอพื้นบ้านไม่ให้มีบทบาทในสังคมได้
ในขณะเดียวกันการแพทย์ตะวันตกก็เติบโตขึ้นในสังคมไทยเรื่อย ๆ จนเป็นที่ยอมรับของทุกคน
หมอพื้นบ้านหรือการรักษาโดยภูมิปัญญาโบราณถูกตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือมากขึ้น
จนกระทั่งได้รับการฟื้ นฟูขึ้นมาใหม่อย่างเป็นทางการ ในพระราชบัญญัติพระราชบัญญัติ
คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ปีพ.ศ. 2542 และ ได้มีการประกาศรับรอง
หมอพื้นบ้าน ในปี พ.ศ.2562
หมอพื้ นบ้าน...ภูมิปัญญาโบราณที่(ไม่)จางหาย หน้า | 9
04 การกลับมาของหมอพื้ นบ้าน
ถึงแม้ว่าคนส่วนใหญ่ในสังคมไทย ยังไม่รู้และ ซึ่ ง ส มุ น ไ พ ร ค ว บ คุ ม ตั ว นั้ น จ ะ มี ผ ล ใ ห้ ต่ อ ดำ เ นิ น ก า ร
ไม่เห็นคุณค่าของสมุนไพรไทย และภูมิปัญญาดั้ง ต่างๆ ต้องให้อยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับของข้อ
เดิมของบรรพบุรุษ แต่เนื่ องจาก "สังคมชนบท" กฎหมาย แต่ในขณะเดียวกันหากทางสถาบันการ
ยังไม่ล่มสลายไปจากสังคมไทย ผู้ที่ยังเห็นคุณค่า แ พ ท ย์ แ ผ น ไ ท ย ก็ จ ะ ดำ เ นิ น ก า ร ข ย า ย พั น ธุ์ ส มุ น ไ พ ร
และพยายามอย่างยิ่งเพื่ อที่จะรักษา สิ่งที่มีคุณค่า ค ว บ คุ ม ตั ว นั้ น ๆ ใ ห้ มี ป ริม า ณ ม า ก พ อ ใ น ต ล า ด ส มุ น
เหล่านี้ไว้จึงยังคงมีอยู่ เขาเหล่านั้นคือ เหล่าหมอ ไ พ ร แ ล้ ว ก็ ส า ม า ร ถ ป ร ะ ก า ศ ย ก เ ลิ ก ส มุ น ไ พ ร ที่ มี ก า ร
พื้ นบ้าน, พระสงฆ์, ผู้ปลูกสมุนไพร และผู้สนใจใน ควบคุมตัวนั้นๆ ได้
วิ ช า ก า ร แ พ ท ย์ แ ผ น ไ ท ย
การส่งเสริมพื้ นที่คุ้มครองสมุนไพรไทยตาม
ความพยายามที่จะสร้างรั้วล้อมบ้าน เพื่ อป้อง ในมาตรา57 ของพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่ง
กันขโมยในชุดสูท ได้เริ่มก่อรูปขึ้ นในเวลาหลายปีที่ เสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ในเรื่องของ
ผ่านมา ท่ามกลางกระแสสนับสนุน และคัดค้าน การจัดการพื้ นที่บริเวณที่เป็นแหล่งถิ่นกำเนิดของ
จากผู้ที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้อง หลายฝ่ายจึงมี สมุนไพร การกำหนดเงื่ อนไขที่จะการอนุญาตให้
ก า ร เ ริ่ม ร่า ง พ ร ะ ร า ช บั ญ ญั ติ คุ้ ม ค ร อ ง แ ล ะ ส่ ง เ ส ริม บุคคลใดเข้าไปในเขตอนุรักษ์ การสำรวจและการ
ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย แล้วก็ได้ผ่านการ ศึ ก ษ า วิ จั ย ส มุ น ไ พ ร แ ล ะ ถิ่ น ที่ กำ เ นิ ด ข อ ง ส มุ น ไ พ ร
พิจารณาจากรัฐสภา เมื่ อวันที่ 22 กันยายน พ.ศ. รวมถึงการตรวจสอบและติดตาม ประเมินผลใน
2542 และประกาศใช้บังคับในราชกิจจานุเบกษา การดำเนินงานตามแผนหากเมื่ อเกิดปัญหาการ
เมื่ อวันที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2542 จัดการหรือการทำลายสมุนไพรหรือพื้ นที่สมุนไพร
สามารถขออนุมัติต่อคณะรัฐมนตรี ให้กระทรวง
พ ร ะ ร า ช บั ญ ญั ติ คุ้ ม ค ร อ ง แ ล ะ ส่ ง เ ส ริม ส า ธ า ร ณ สุ ข เ ข้ า ดำ เ นิ น ก า ร ไ ด้ ทั น ที ร ว ม ทั้ ง ปั จ เ จ ก
ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ปีพ.ศ. 2542 บุคคลที่มีพื้ นที่ถิ่นกำเนิดสมุนไพรก็สามารถมาขอ
ขึ้ นทะเบียนเพื่ อขอรับความช่วยเหลือได้
พระราชบัญญัติฯ มีหลักการสำคัญดังนี้
ใ ห้ ค ว า ม คุ้ ม ค ร อ ง ทั้ ง ตำ รับ ย า แ ล ะ ตำ ร า ย า ซึ่ ง ส่ ว น พ ร ะ ร า ช บั ญ ญั ติ คุ้ ม ค ร อ ง แ ล ะ ส่ ง เ ส ริม ภู มิ ปั ญ ญ า
ใหญ่เป็นตำรับตำราที่เก่าแก่มีอายุหลายสิบปี รวม การแพทย์แผนไทย พ.ศ.2540 เป็นพระราชบัญ-
ทั้งส่งเสริมให้มีการคิดค้นตำรับยาใหม่ๆ เพื่ อมา ญัติฉบับแรก ที่มีบทบัญญัติคุ้มครองภูมิปัญญา
จดทะเบียนสิทธิขอรับความคุ้มครองได้ ซึ่งผู้ที่มี การแพทย์แผนไทยที่มีอยู่เดิม และภูมิปัญญาการ
ตำ รับ ตำ ร า ย า ไ ว้ ใ น ค ร อ บ ค ร อ ง อ า จ จ ะ ไ ม่ ต้ อ ง ก า ร แพทย์แผนไทยที่มีคิดค้นขึ้ นใหม่ รวมทั้งการคุ้ม
จ ด ท ะ เ บี ย น สิ ท ธิ ก็ ไ ด้ แ ต่ พ ร ะ ร า ช บั ญ ญั ติ ฯ จ ะ ทำ ก า ร ครองสมุนไพรในพื้ นที่เขตอนุรักษ์ หรือนอกพื้ นที่
คุ้ ม ค ร อ ง ไ ว้ เ ฉ พ า ะ ภู มิ ปั ญ ญ า ก า ร แ พ ท ย์ แ ผ น ไ ท ย ที่ เขตอนุรักษ์ ขอบข่ายการดำเนินงาน และพันธกิจ
มาขึ้ นทะเบียนไว้เท่านั้น ส่วนตำรับยา-ตำรายาที่มี ข อ ง ส ถ า บั น ก า ร แ พ ท ย์ แ ผ น ไ ท ย
ความสำคัญมาก จะได้รับการประกาศให้เป็นตำรับ
ย า แ ผ น ไ ท ย ข อ ง ช า ติ ห รือ ตำ ร า ก า ร แ พ ท ย์ แ ผ น ไ ท ย หมอพื้ นบ้าน...ภูมิปัญญาโบราณที่(ไม่)จางหาย
ของชาติ รวมทั้งตำรับยา-ตำรายาที่มีการใช้อย่าง
แ พ ร่ห ล า ย ม า แ ล้ ว นั้ น ก็ จ ะ ไ ด้ รับ ก า ร ป ร ะ ก า ศ ใ ห้ เ ป็ น
ตำรับยาทั่วไป หรือตำราการแพทย์แผนไทยทั่วไป
ซึ่งจะมีผลให้เกิดการอ้างอิงได้ หากชาวต่างชาติจะ
นำ สู ต ร ย า เ ห ล่ า นี้ ไ ป ข อ สิ ท ธิ บั ต ร
สมุนไพรควบคุม คือสมุนไพรที่มีจำนวนน้อย
แ ล ะ ใ ก ล้ สู ญ พั น ธุ์ ห รือ มี ค ว า ม สำ คั ญ ท า ง เ ศ ร ษ ฐ กิ จ
ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ฯ ที่ เ กี่ ย ว ข้ อ ง เ ป็ น ผู้ อ อ ก ป ร ะ ก า ศ ว่ า
ส มุ น ไ พ ร ช นิ ด ใ ด เ ป็ น ส มุ น ไ พ ร ค ว บ คุ ม
10 | หน้า
หลังจากการเกิดขึ้นของพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ปี พ.ศ. 2542
วงการแพทย์แผนไทยก็ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐมากขึ้น มีการจัดตั้งคลินิกแพทย์แผนไทยขึ้นตามสถานี
อนามัยและ โรงพยาบาล มีแพทย์แผนไทยปฏิบัติการคอยให้บริการด้านสุขภาพตามฉบับภูมิปัญญาการแพทย์
แผนไทย แต่อย่างไรก็ตามหมอพื้นบ้านผู้ซึ่งได้รับการถ่ายทอดวิชาจากบรรพบุรุษและดูแลรักษาผู้คนตามท้อง
ถิ่นก็ยังไม่มีสิ่งใดมารองรับในการดำเนินการใด ๆ มากนัก จนบางสิ่งบางอย่างหากกระทำก็กลายเป็นสิ่งที่ผิด
กฎหมาย กลายเป็นว่ารัฐมีการคุ้มครองแค่ผู้ปฏิบัติหน้าที่แพทย์แผนไทยแต่ไม่ได้มีการคุ้มครองหมอพื้นบ้าน
จนในเวลาต่อมา ปี พ.ศ. 2562 กระทรวงสาธารณสุขได้ออกกฎระเบียบการรับรองหมอพื้นบ้าน เพื่อให้หมอพื้น
บ้านสามารถรักษาโรคได้ตามหลักภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย
ใบอนุญาตหมอพื้นบ้าน
ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยการรับรองหมอพื้ นบ้านในปี
พ.ศ. 2562 เพื่ อรับรองให้หมอพื้ นบ้านมีใบอนุญาตในการรักษาผู้ป่วยด้วยภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย
พร้อมกำหนดคุณสมบัติ เพื่ อให้การรับรองในการรักษา
สำหรับการรับรองหมอพื้ นบ้าน ระบุไว้ในข้อ 5 ผู้ได้รับการเสนอชื่ อต้องมีคุณสมบัติและไม่มี
ลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
1. อายุไม่น้อยกว่า 35 ปีบริบูรณ์
2.มีภูมิลำเนาในพื้ นที่ที่ได้รับการเสนอรายชื่ อมาเป็นระยะ
เวลาไม่น้อยกว่า 10 ปี
3 . มี ค ว า ม รู้ค ว า ม ส า ม า ร ถ ใ น ก า ร ส่ ง เ ส ริม แ ล ะ ดู แ ล สุ ข ภ า พ
ของประชาชนในท้องถิ่น ด้วยภูมิปัญญาการแพทย์
แผนไทย ตามวัฒนธรรมของชุมชนที่สืบทอดกันมา
นานไม่ น้อยกว่า 10 ปี เป็นที่นิยมยกย่องจากชุมชน
4.ไม่เป็นคนวิกลจริต จิตฟั่ นเฟือนไม่สมประกอบ หรือ
เป็นโรคที่คณะกรรมการหมอพื้ นบ้านประกาศกำหนด
5 . ไ ม่ เ ค ย ต้ อ ง โ ท ษ จำ คุ ก โ ด ย คำ พิ พ า ก ษ า ถึ ง ที่ สุ ด ใ น ค ดี ที่
คณะกรรมการหมอพื้ นบ้านเห็นว่าจะนำมาซึ่งความ
เสื่ อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพการแพทย์แผนไทย
หรือการรับรองหมอพื้ นบ้านตามระเบียบนี้
6.ไม่เป็นผู้ประพฤติเสื่ อมเสียซึ่งคณะกรรมการหมอพื้ น
บ้านเห็นว่าจะนำมาซึ่งความเสื่ อมเสียเกียรติศักดิ์ของ
การเป็นหมอพื้ นบ้าน หรือเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพการ
แ พ ท ย์ แ ผ น ไ ท ย
หมอพื้ นบ้าน...ภูมิปัญญาโบราณที่(ไม่)จางหาย หน้า | 11
การรวมตัวกันของหมอพื้นบ้าน
เมื่ อมีข้อกฎหมายที่เอื้ อให้หมอพื้ นบ้านเริ่มกลับมามีตัวตนมากขึ้ น ทางหมอพื้ นบ้าน
จึงใช้โอกาสนี้เพื่ อสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มของตน โดยการรวมตัวกันสร้างเครือข่าย
หมอพื้ นบ้าน 4 ภาค
ความเป็นมาเครือข่ายหมอพื้ นบ้าน 4 ภาค
นับตั้งแต่ พ.ศ.2545 หน่วยงาน องค์กรต่างๆ ที่ดำเนินงานด้านการส่งเสริมสนับสนุน
การใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการดูแลสุขภาพ ได้รวมตัวขึ้ นเป็นเครือข่ายภูมิปัญญาท้องถิ่น
ด้านสุขภาพ โดยได้จัดกระบวนการจัดสมัชชาสุขภาพครั้งที่ 1 ขึ้ น และได้ร่วมกันกำหนด
ยุทธศาสตร์ และร่วมกันขับเคลื่ อนงานซึ่งมีหมอพื้ นบ้าน เจ้าหน้าที่สาธารณสุข นักวิชาการ
และหน่วยงานองค์กรพัฒนาเอกชน เป็นภาคีสุขภาพที่ช่วยกันดำเนินงานใน 4 ภูมิภาค
ได้แก่ เหนือ ใต้ อีสาน และกลาง
ต่อมา พ.ศ. 2550 ได้พัฒนาแผนยุทธศาสตร์และแผนงานพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่น
ด้านสุขภาพเพื่ อการพึ่ งตนเองของชุมชน ซึ่ ง ไ ด้ รับ ก า ร ส นั บ ส นุ น จ า ก สำ นั ก ง า น ก อ ง ทุ น
สนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ (สสส.) โดยดำเนินการร่วมกับเครือข่ายหมอพื้ นบ้าน
4 ภูมิภาค ใน 21 จังหวัด มีหมอพื้ นบ้านมากกว่า 1,000 คนที่เข้าร่วม
12 | หน้า หมอพื้ นบ้าน...ภูมิปัญญาโบราณที่(ไม่)จางหาย
05 บทบาทของหมอพื้ นบ้าน
บทบาทหน้าที่และสิทธิประโยชน์ของหมอพื้นบ้าน 4.พระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562
มีสิทธิในการปรุงยาแผนไทย การแบ่งบรรจุผลิตภัณฑ์ และ
บทบาทหน้าที่ของหมอพื้นบ้านที่ได้รับการรับรอง การขายผลิตภัณฑ์สมุนไพรหรือการขายผลิตภัณฑ์สมุนไพร
1.หมอพื้นบ้านต้องใช้ความรู้ ความสามารถในการส่งเสริม แบ่งบรรจุ เพื่อใช้สำหรับผู้ป่วยเฉพาะรายของตน
และดูแลสุขภาพของประชาชนที่เป็นไปตามลักษณะ ประเภท
หรือกรรมวิธีของภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยที่ได้รับการ การปรับบทบาทของหมอพื้นบ้าน
รับรองอย่างเต็มความสามารถ เฉพาะภายในเขตพื้นที่ที่ได้รับ
การรับรอง David Landy ( อ้างถึงใน รุ้งรังสี วิบูลชัย, 2538, หน้า 10 )
2.ต้องไม่ใช้ความรู้ ความสามารถ โดยมุ่งหมายเพื่อประโยชน์ ได้จำแนกการปรับบทบาทของหมอพื้นบ้านไว้ 3 ประการ ดังนี้
ทางพาณิชย์ หรือไม่เรียกร้องค่ารักษาหรือประโยชน์อย่างอื่น (1).การปรับบทบาทการรักษา ( Adaptive curing role )
3.ควรถ่ายทอดความรู้ต่อไปยังคนรุ่นหลัง เป็นการปรับตัวที่ยังคงบทบาทการรักษาของหมอพื้นบ้านใน
4.ให้ความร่วมมือ และสนับสนุนการดำเนินงาน การศึกษาวิจัย ชุมชนไว้ แต่มีการปรับรูปแบบและบทบาทการรักษา เนื่องจาก
และพัฒนาภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยตามวัฒนธรรมของ หมอพื้นบ้านต้องเผชิญกับการแพทย์แผนปัจจุบัน จึงมีการ
ชุมชนที่สืบต่อกันมา พัฒนาความรู้ในด้านนการแพทย์แผนปัจจุบันเพิ่มขึ้น หรือการ
5.ต้องจัดทำทะเบียนการรักษา ประวัติการรักษา และผลการ ยอมรับเครื่องมือ อุปกรณ์ ยาบางชนิดในการรักษา รวมทั้ง
รักษาผู้ป่วย หรือการใช้ความรู้ ความสามารถในการส่งเสริม เทคนิควิธีการรักษาด้วย เป็นต้น
ละดูแลสุขภาพของประชาชน (2).การลดบทบาททางด้านการรักษา ( Attenuated
6.ต้องอยู่ในจรรยาบรรณ ข้อจำกัด และเงื่อนไขความรู้ความ curing role ) เนื่องจากหมอพื้นบ้านยังคงยึดถือระบบ
สามารถ ความคิดและการรักษาแบบเดิม แต่เนื่องจากปัจจุบันสังคมมี
การเปลี่ยนแปลงด้วยอิทธิพลของการแพทย์แผนปัจจุบันและ
สิทธิประโยชน์ของหมอพื้นบ้านที่ได้รับการรับรอง ระบบเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้ชาวบ้านมีการปรับเปรีย
นระบบความเชื่อ จึงอาจปฏิเสธหรือไม่ยอมรับวิธีการรักษาโดย
1.พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์ หมอพื้นบ้าน ดังนั้นหมอพื้นบ้านก็อาจจะลดบทบาททางด้าน
แผนไทย พ.ศ. 2542 การรักษาของตนเองลงไปบ้าง
มีสิทธิได้รับการเสนอชื่อและเลือกให้เป็นกรรมการผู้ทรง (3).การปรับบทบาทใหม่ในการรักษา ( Emergent curing
คุณวุฒิในคณะกรรมการคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการ role ) เป็นรูปแบบการรักษาพื้นบ้านแบบใหม่ที่เกิดขึ้นใน
แพทย์แผนไทย ชุมชน เนื่องจากข้อจำกัดทางการแพทย์แผนปัจจุบัน ในการ
2.พระราชบัญญัติวิชาชีพการแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2556 รักษาโรคและช่องว่างระหว่างหมอแผนปัจจุบันและผู้ป่วย จึง
มีสิทธิได้รับการรับรองจากส่วนราชการเพื่อเสนอให้สภาการ ส่งผลให้เกิดบทบาทการรักษาแบบใหม่ในสังคม การรักษาแบบ
แพทย์แผนไทยประเมินหรือสอบความรู้ในวิชาชีพการแพทย์ ใหม่นี้เกิดความคาดหวังและความต้องการการแก้ไขปัญหาใน
แผนไทย ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของสภาการแพทย์แผน ชุมชน
ไทย เพื่อเป็นผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ด้านแพทย์
พื้นบ้านไทย
3.พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ( ฉบับที่ 7 ) พ.ศ. 2562
มีสิทธิใช้ตำรับยาปรุงเฉพาะรายที่มีกัญชาเป็นส่วนผสม โดย
ปรุงขึ้นจากองค์ความรู้และภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยที่
ชัดเจน และได้รับการรับรองจากกรมการแพทย์แผนไทยและ
การแพทย์ทางเลือก
หมอพื้ นบ้าน...ภูมิปัญญาโบราณที่(ไม่)จางหาย หน้า | 13
06 ก ร ณี ตั ว อ ย่ า ง ก า ร รั ก ษ า
ด้วยหมอพื้ นบ้าน
การแพทย์แผนปัจจุ บันมิได้เป็นวิถีทางเดียวในการแก้ปัญหาความเจ็บป่วยของประชาชน
อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพเพียงพอ คนไทยจำนวนไม่น้อยที่ยังเลือกใช้วิธีการรักษาพยาบาล
แบบพื้ นบ้าน ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่นที่ใช้ดูแลสุขภาพที่สำคัญอีกศาสตร์หนึ่ ง โดยมี
หมอพื้ นบ้านเป็นผู้ที่มีบทบาทในการบำบัดรักษาด้วยกรรมวิธีต่าง ๆ ทั้งยังสะดวก ประหยัด และ
ได้ผล จึงสามารถยกกรณีตัวอย่างการรักษาด้วยหมอพื้ นบ้าน ดังนี้
สาวป่วยหมอนรองกระดูกทับเส้น สำหรับอุ ปกรณ์ที่ใช้เป็นไม้ธรรมดา โดยผู้มารักษา
หมอพื้นบ้านรักษา 10 นาทีหาย จะเสียเงินค่ารักษา 1,200 บาทต่อครั้ง บางรายก็
รักษาหายในครั้งเดียว แต่บางรายก็ต้องรักษา
ห ล า ย ค รั้ง
โ ด ย เ รื่ อ ง นี้ ห ล า ย ค น ไ ด้ แ ส ด ง ค ว า ม คิ ด เ ห็ น ว่ า
การหายหรือไม่นั้นอาจขึ้ นอยู่กับอาการของแต่ละ
บุคคล และการรักษาในรูปแบบนี้ก็อาจเป็นทาง
เลือก นอกจากการรักษาแผนปัจจุ บัน
หมอกระดูก จ.ระยอง รักษาคนไข้
คิดแค่ 75 สตางค์ คนแห่มารักษา
ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ งโพสต์ข้อความระบุว่า นายพา แตงจุ๊ย หรือ “หมอพา” อายุ 82 ปี
ต น เ อ ง ป่ ว ย เ ป็ น ห ม อ น ร อ ง ก ร ะ ดู ก ทั บ เ ส้ น ป ร ะ ส า ท แพทย์ทางเลือกด้านกระดูก อาศัยอยู่หมู่ที่ 6
มีอาการปวดหลังลงสะโพก ชาลงขาข้างซ้าย ตำบลพลา อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง มีไม้เท้า
แพทย์ระบุว่า เป็นเพราะนั่งนาน นั่งผิดท่า จึงให้ ของคนป่วยวางเรียงรายไว้บริเวณบ้าน ภายหลัง
ยามากิน พร้อมนัดกายภาพบำบัดจากอาทิตย์ละ ค น ป่ ว ย แ ห่ กั น ม า รัก ษ า แ ล้ ว ห า ย จ า ก โ ร ค
ครั้ง เป็นวันเว้นวัน
ด้ ว ย วิ ธี ก า ร รัก ษ า ที่ สื บ ท อ ด ม า จ า ก บ ร ร พ บุ รุ ษ
ต่ อ ม า ป้ า ข อ ง ต น ไ ด้ แ น ะ นำ ใ ห้ ไ ป จั บ เ ส้ น กั บ โดยการใช้น้ำมันเลียงผา สมานอาการกระดูกหัก
หมอเสน่ห์ที่จังหวัดเลย เพราะไปรักษาแล้วหายมา กลายเป็นแพทย์ทางเลือกให้แก่ผู้ป่วย จนกลาย
ก่อน แต่ตนเองไม่มีเวลาจึงไม่ได้ไป ต่อมาพ่อของ เป็นเรื่องโด่งดังกว่า 70 ปี ซึ่งได้รับการถ่ายทอด
ต น ซึ่ ง เ ป็ น ห ม อ ร อ ง ก ร ะ ดู ก ทั บ เ ส้ น เ ห มื อ น กั น ไ ป มาจากสำนักวัดบางแขม จังหวัดนครปฐม ตั้งแต่
รักษาก็หายเป็นปกติ ตนเองจึงไปรักษา โดยหมอ
จะเรียกให้ไปสวดมนต์ จากนั้นจึงเริ่มรักษาทีละคน
ซึ่งหากก้มหลังจะเห็นว่ากระดูกของตนโค้ง แต่
หลังจากหมอเสน่ห์จับเส้นให้ไม่ถึง 10 นาที ก็รู้สึก
ว่ า ตั ว เ บ า โ ล่ ง ไ ป แ ล ะ ทุ ก วั น นี้ ไ ม่ ป ว ด เ ล ย
ภายหลังทราบว่าหมอพื้ นบ้านคนดังกล่าว
ชื่ อ นายเสน่ห์ ศรีประวัติ อยู่ที่บ้านห้วยสีเสียด
ตำบลห้วยสีเสียด อำเภอภูหลวง จังหวัดเลย ขณะ
นี้อยู่ระหว่างยื่ นขอจดทะเบียนเป็นหมอพื้ นบ้าน
14 | หน้า หมอพื้ นบ้าน...ภูมิปัญญาโบราณที่(ไม่)จางหาย
ตั้งแต่โบราณ ก่อนจะมาตั้งครอบครัวที่จังหวัด ยาแผนโบราณ โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย จนคนในพื้ นที่
ระยอง ซึ่งหน่วยแพทย์ทหารอเมริกาที่ใช้สนามบินอู่ ขนานนามว่า “หมอเทวดา”
ตะเภาในขณะนั้น เห็นความสามารถในการรักษาโรค
กระดูกให้กับทหาร โดยใช้แค่น้ำมันเลียงผา และไม่ หมอพงษ์เปิดเผยว่า ตนเองเรียนวิชาแพทย์
ยอมรับเงินค่ารักษา คิดเพียง 75 สตางค์ จึงจัดให้ แผนโบราณจากสำนักศีรษะอโศก จ.ศรีสะเกษ
มี ก า ร อ บ ร ม ก า ร รัก ษ า ก ร ะ ดู ก ค ว บ คู่ กั บ แ พ ท ย์ แ ผ น เพื่ อรักษาภรรยาที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน มือ เท้า
ปัจจุ บัน จนมีการมอบประกาศนียบัตรรับรองระดับ ขา เปื่ อย เน่า หมดหนทางรักษาจากแพทย์แผน
สากล ปัจจุ บันที่ไปรักษาทุกแห่ง เมื่ อภรรยาป่วยใกล้ตาย
หมดหนทาง จึงพยายามศึกษาแพทย์แผนโบราณ
ต่อมา มีคนไข้ขอให้รักษากระดูกมากขึ้ น ก็เกิด จากตำรา และอินเทอร์เน็ต อย่างจริงจัง จน
การบอกกันปากต่อปาก เดินทางมาจากทุกสารทิศ ภรรยารอดตาย โดยยาที่ใช้รักษาจะเป็นสมุนไพร
ไม่เว้นแม้แต่ต่างประเทศ ที่บินเข้ามาขอให้รักษา เช่น พื้ นบ้านที่หาง่าย และมีอยู่ในครัวเรือน และเปิด
สหรัฐอเมริกา อังกฤษก็มี บางคนอาการหนัก จน รัก ษ า ฟ รีม า จ น ถึ ง ทุ ก วั น นี้
ต้องพักรักษาที่บ้านพักของหมอพาจนหายดีแล้ว จึง
ก ลั บ บ้ า น ชาวบ้านที่มาให้หมอพงษ์รักษา ต่างพู ดเป็น
เสียงเดียวกันว่าเป็นหมอเทวดา ไม่ว่าลูกหลาน
ทั้งนี้ น้ำมันจากเลียงผา ที่ทราบดีว่าเป็นสัตว์ หรือพ่อแม่ของตนจะอาการเป็นอย่างไร เมื่ อนำมา
ป่าสงวน ซึ่งหมอพาได้หามาจากประเทศลาวอย่าง ให้หมอพงษ์รักษา รับรองอาการจะต้องหายเป็น
ถูกกฎหมาย จำนวนสองหัว และยังใช้เป็นส่วนผสม ปลิดทิ้ง คนไข้หลายคนไปหาหมอที่โรงพยาบาล
สำคัญจนถึงทุกวันนี้ ส่วนประกอบที่จะต้องมีพิธีต่าง แพทย์บอกหาสาเหตุไม่พบ แต่พอมาให้หมอพงษ์
ๆ หลายขั้นตอน ซึ่งหากใครมาขอซื้ อน้ำมันเลียงผา รักษาด้วยศาสตร์หมอพื้ นบ้าน โดยการใช้ยา
ก็ไม่ได้ตั้งราคาไว้ หากไม่มีเงินก็จะให้ฟรี โดยทุกวันนี้ สมุนไพรเท่านั้น อาการก็หายไป และหมอพงษ์ก็
ยังมีคนป่วยโรคกระดูกเดินทางมารักษาวันละ 2-3 เป็นคนใจดีมาก ๆ ไม่เคยเก็บค่ารักษาเลยแม้แต่
ราย ส่วนใหญ่จะเป็นคนที่เคยรักษาจากแพทย์แผน บ า ท เ ดี ย ว
ปัจจุ บันแล้วมารักษาต่อ สำหรับค่ารักษาก็จะให้วาง
เงินค่าครู พร้อมดอกไม้ธู ปเทียนเท่านั้น หรือหาก ห นุ่ ม เ มื อ ง น น ท์ ป่ ว ย โ ค วิ ด - 1 9
ไม่มีเงิน ก็จะรักษาให้ฟรี ส่วนคนที่สนใจอยากเรียน กินยาสมุนไพรหมอเณร 7 วัน หายป่วย
วิชา หมอพาก็ยินดีสอนให้
“หมอสมุนไพร” ชื่อดังเมืองสุรินทร์
เปิดรักษาโรคแบบโบราณให้ชาวบ้านฟรี
นายกิตติพงษ์ ชุมมี หรือ “หมอพงษ์” นายชัยรัตน์ นนทชัย หรือหมอเณร หมอยา
อายุ 44 ปี หมอสมุนไพรชื่ อดังของจังหวัดสุรินทร์ สมุนไพรชื่ อดัง อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 36 หมู่ 10
อาศัยอยู่บ้านกระทมพรก หมู่ที่12 ตำบลนาดี อำเภอ ตำบลสระลงเรือ อำเภอห้วยกระเจา จังหวัด
เมือง จังหวัดสุรินทร์ โดยเปิดบ้านของตัวเองเป็น กาญจนบุรี มีผู้ป่วยติดเชื้ อโควิด-19 ชาวจังหวัด
ศูนย์การเรียนรู้สมุนไพร และคลินิกรักษาชาวบ้าน นนทบุรี มาพบเพื่ อยืนยันว่าหายจากอาการป่วย
ตั้งแต่เด็กอ่อนไปจนถึงผู้ใหญ่ ด้วยยาสมุนไพรและ ด้วยการกินยาสมุนไพรของหมอเณร ดังนั้น จึง
เ ดิ น ท า ง ไ ป ส อ บ ถ า ม ข้ อ เ ท็ จ จ ริง จ า ก ห ม อ เ ณ ร แ ล ะ
หมอพื้ นบ้าน...ภูมิปัญญาโบราณที่(ไม่)จางหาย
หน้า | 15
ช า ย ค น ดั ง ก ล่ า ว ที่ รัก ษ า ห า ย ด้ ว ย ย า ส มุ น ไ พ ร มีอาการดีขึ้ นหรือไม่ และถึงแม้ตนจะออกจากการ
โดยหมอเณรเปิดเผยว่า จากข่าวมีผู้ป่วยติด กักตัวแล้ว ตนก็ยังกินยาสมุนไพรเพื่ อเพิ่มภูมิคุ้นกัน
เชื้ อโควิด-19 กินยาสมุนไพรแล้วหายป่วยนั้น ยืนยัน ตามคำแนะนำของหมอเณรอยู่เป็นประจำ
ว่าเป็นจริง โดยผู้ป่วยรายดังกล่าวกำลังเดินทางมา แ ต่ ทั้ ง นี้ ห ลั ง จ า ก ที่ ต น กั ก ตั ว อ ยู่ ที่ โ ร ง แ ร ม ค ร บ
พบตนที่สวนสมุนไพรเพื่ อยืนยันกับสื่ อมวลชนว่า 14 วัน ไม่ได้มีการตรวจหาเชื้ ออีกเลย โดยหมอได้
ป่ ว ย แ ล้ ว กิ น ส มุ น ไ พ ร ห า ย จ ริง แนะนำว่าประมาณ 7-8 วันซากเชื้ อโควิด-19 จะตาย
สำหรับยาสมุนไพร หมอเณรทำการรักษามา ไปเอง โดยให้มากักตัวอยู่ที่บ้านอีกเป็นเวลา 14 วัน
นานกว่า 30 ปี ซึ่งใช้รักษาอาการของโรคภูมิแพ้และ เมื่ อครบกำหนด ซึ่งตนจะต้องไปทำงานและพบกับ
ไข้หวัดต่าง ๆ ให้หายภายใน 7 วัน ซึ่งเชื้ อโควิด-19 ผู้คนและครอบครัว
เป็นเชื้ อตระกูลของไข้หวัด เมื่ อกินยาสมุนไพร เพื่ อความมั่นใจว่าตนไม่ติดเชื้ อโควิด-19 ตนจึง
อาการป่วยติดเชื้ อก็จะหายในเวลาใกล้เคียงกัน และ ตัดสินใจไปตรวจหาเชื้ อที่โรงพยาบาลอีกครั้งหนึ่ ง
มีอยู่หลายคนที่เป็นกลุ่มเสี่ยง แต่ไม่กล้าไปตรวจที่ เพื่ อตรวจภูมิคุ้มกันและหาเชื้ อในวันที่ 28 พ.ค.64
โรงพยาบาลเพราะกลัวว่าจะต้องกักตัว เช่น บางราย ซึ่งการตรวจหาเชื้ อออกในวันที่ 30 พ.ค.ผลออกมา
เริ่มมีอาการเป็นไข้ ลิ้นไม่รู้รส จมูกไม่ได้กลิ่น เมื่ อมา พบไม่ติดเชื้ อโควิด-19 ดังนั้น ตนจึงมั่นใจว่าการกิน
ใช้ยาสมุนไพรอาการป่วยก็หาย และยังมีอีกหลาย ยาสมุนไพรหมอเณรเป็นอีกทางเลือกหนึ่ งที่สามารถ
รายในหลายพื้ นที่ที่เริ่มมีอาการแล้วมารับยา ทำให้หายจากการติดเชื้ อโควิด-19 ได้ เพราะระหว่าง
ส มุ น ไ พ ร ไ ป กิ น ก็ ห า ย กั น ทุ ก ค น ที่ กั ก ตั ว อ ยู่ นั้ น ไ ม่ ไ ด้ รับ ย า อ ะ ไ ร เ ล ย
ต่อมา ผู้ป่วยรายดังกล่าวเดินทางมาถึง
ทราบชื่ อคือ นายสรรเพชร (ขอสงวนนามสกุล)
อายุ 34 ปี อาชีพรับราชการในพื้ นที่จังหวัดนนทบุรี
พร้อมกับให้สัมภาษณ์ข้อเท็จจริงว่า ก่อนที่ตนจะติด
เชื้ อโควิด-19 เนื่ องจากก่อนหน้านี้มีพนักงานของ
ร้านกาแฟที่ตนไปนั่งดื่ มเป็นประจำติดเชื้ อโควิด-19
เมื่ อตนทราบข่าวจึงคิดว่าตัวเราเองน่าจะลองไป
ตรวจหาเชื้ อดูเนื่ องจากขณะนั้นเริ่มมีอาการเป็นไข้
โดยตนไปตรวจหาเชื้ อโควิด-19 ที่โรงพยาบาลแห่ง
หนึ่ งเมื่ อวันที่ 28 เม.ย.64 ผลการตรวจออกวันที่
29 เม.ย.ว่าตนติดเชื้ อโควิด-19
ร ะ ห ว่ า ง กั ก ตั ว ท า ง ญ า ติ ไ ด้ โ ท ร . ม า แ จ้ ง ว่ า จ ะ ส่ ง
ยาสมุนไพรของหมอเณรมาให้ทดลองกินดู เพราะ
อาจจะทำให้อาการดีขึ้ น หลังจากที่นอนอยู่ฮอสพิเทล
ได้ 2 วันยาก็มาถึง โดยได้รับคำแนะนำจากหมอเณร
ให้กินยาชนิดผงวันละ 4 มื้ อ คือเช้า กลางวัน เย็น
และก่อนนอน ซึ่งตนทำตามที่หมอเณรแนะนำ และ
ห า ก มี อ า ก า ร เ จ็ บ ค อ ห รือ รู้สึ ก ไ ม่ ส บ า ย ตั ว ใ ห้ ส ลั บ ม า
กินยาต้ม ซึ่งตนกินยาผงได้ไม่นานมีอาการรู้สึกเจ็บ
คอ จึงเปลี่ยนมากินยาต้มแทน กินยาต้มได้ประมาณ
3 วันก็หายจากอาการเจ็บคอ
จากนั้นจึงกลับมากินยาผงใหม่อีกครั้ง สลับ
กันไปมาตามที่หมอเณรแนะนำทุกอย่าง ซึ่งตนกินยา
สมุนขณะอยู่ที่ห้องกักตัวได้ประมาณ 4-5 วัน จมูก
เริ่มได้กลิ่น กลิ่นแรกที่ได้รับคือ ยาผงที่มีกลิ่นฉุน
ทั้งที่ก่อนหน้านี้จมูกไม่รับกลิ่นเลย แต่เมื่ อได้รับกลิ่น
แล้วรู้สึกว่ายาสมุนไพรเริ่มกินยากขึ้ น
ซึ่งหมอเณรได้แนะนำว่า ยาผงไม่ต้องใส่น้ำมาก
ให้ใส่แค่เล็กน้อยจากนั้นผสมให้เข้ากันแล้วดื่ มทันที
แล้วดื่ มน้ำเปล่าตาม หลังจากทำตามคำแนะนำ ทำให้
อาการของตนดีขึ้ นซึ่งทำให้ตนมีความรู้สึกดีที่ได้กิน
ยาสมุนไพรของหมอเณร เพราะถ้าหากตนไม่ได้กิน
ยาสมุนไพรตัวนี้เข้าไป ไม่รู้เช่นกันว่าจนป่านนี้ตนจะ
16 | หน้า หมอพื้ นบ้าน...ภูมิปัญญาโบราณที่(ไม่)จางหาย
07 บทสัมภาษณ์จากหมอพื้ นบ้าน
ในการศึกษาประเด็นหมอพื้นบ้านทางคณะผู้จัดทำได้มีโอกาสสัมภาษณ์หมอพื้นบ้านที่ได้
อาศัยอยู่่ในชุมชนที่และได้รับความอนุเคราะห์จากหมอพื้นบ้าน จำนวน 4 ท่าน ซึ่งให้เกียรติมา
ร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเป็นหมอพื้นบ้านและข้อคิดเห็นต่าง ๆ
นายสมคิด ช่วยนุกูล l หมอพื้นบ้านผู้เชื่อมั่น
นายสมคิด ช่วยนุกูล อายุ 49 ปี ปัจจุบันเป็นประธานชมรมหมอพื้นบ้าน
และแพทย์แผนไทยประจำตำบลโคกทราย อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง
นายสมคิดได้รับการถ่ายทอดวิชาหมอพื้นบ้านจากบรรพบุรุษฝ่ายพ่อตั้งแต่
รุ่นทวด นายสมคิดเป็นหมอพื้นบ้านที่มีความรู้ในเรื่องสมุนไพรและมีความ
เชี่ยวชาญในการบีบนวดบรรเทาอาการปวดเมื่อย ปัจจุบันได้ถ่ายทอดวิชา
ความรู้ให้กับบุตรและลูกศิษย์
นายอุดม เกตุศรี l หมอพื้นบ้าน 3 in 1
นายอุดม เกตุศรี อายุ 47 ปี เป็นหมอพื้นบ้านที่เต็มไปด้วยหลากหลาย
ศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็น หมอนวด หมอสมุนไพร และหมอพิธีกรรม นายอุดมได้
รับการถ่ายทอดวิชาต่าง ๆ มาจากบรรพบุรุษฝ่ายพ่อ นายอุดมเป็นที่รู้จักและ
น่ายกย่องของชาวบ้านชุมชนพรุพ้อ ปัจจุบันทำงานเกี่ยวกับการแพทย์แผน
ไทย ณ สถานีอนามัยพรุพ้อ ตำบลโคกทราย อำเภอป่าบอน จังหวัดพัทลุง
หมอพื้ นบ้าน...ภูมิปัญญาโบราณที่(ไม่)จางหาย หน้า | 17
นายเพียร เทพทอง l หมอจับเส้นที่ชาวบ้านศรัทธา
นายเพียร เทพทอง อายุ 79 ปี หมอนวดจับเส้นผู้เป็นที่เคารพและ
ศรัทธาของชาวบ้าน นายเพียรเริ่มมาจากความชอบในสมัยเด็ก ๆ จน
ขอให้ป้าของตนถ่ายทอดวิชาความรู้ให้ นายเพียรมีความเชี่ยวชาญใน
การนวด การจับเส้น การจัดกระดูก การรักษาโรคของนายเพียรเป็น
การรักษาโดยใช้คาถาเวทมนตร์เข้ามาเสริมด้วย
นางช่วย ระมะโน l หมอตำแย ผู้ทำคลอดแบบโบราณ
นางช่วย ระมะโน อายุ 77 ปี เป็นหมอตำแย ดูแลเกี่ยวกับสุขภาพ
หญิงมีครรภ์ตั้งแต่ก่อนคลอดไปจนถึงหลังคลอด นางช่วยได้รับการ
ถ่ายทอดวิชาหมอตำแยมาจากผู้เป็นแม่ และถึงแม้ว่าในปัจจุบันการ
ทำคลอดด้วยหมอตำแยจะไม่มีให้เห็นแล้ว แต่นางช่วยก็ยังทำหน้าที่
อื่น ๆ ที่ยังคงดูแลหญิงตั้งครรภ์ เช่นการคัดมดลูกก่อนคลอด
การอยู่ไฟหลังคลอด การทำพิธีขึ้นเปลรับขวัญเด็กแรกเกิด เป็นต้น
จากการแนะนำหมอพื้นบ้านผู้ให้ความอนุเคราะห์ในการสัมภาษณ์แล้วนั้น จะเห็นได้ว่าหมอพื้นบ้านทั้ง 4 ท่าน
มีความแตกต่างและหลากหลายในเรื่องของศาสตร์ ประเภทหมอพื้นบ้าน มีทั้ง หมอสมุนไพร หมอนวด หมอตำแย
หมอพิธีกรรม ทำให้มีการตอบคำถามการสัมภาษณ์ที่หลากหลาย สามารถอ่านบทสัมภาษณ์ของหมอพื้นบ้าน
ทั้ง 4 ท่าน ได้ดังต่อไปนี้
Q : มีเหตุจูงใจอะไรให้ได้มาเป็นหมอพื้นบ้าน
นายสมคิด : เมื่อก่อนมี ทวดสังข์ ทวดฝ้ายเป็นพ่อของปู่เนียมและเป็นพ่อของพ่อ(พ่อของนายสมคิด)
ทวดได้ถ่ายทอดมาถึงรุ่นพ่อ ผมก็ได้ไปสืบทอดมาจากพ่ออีกที สืบทอดมาตั้งแต่เด็ก ๆ แต่พ่อไม่ได้เป็น
หมอพื้นบ้านที่ทำเหมือนกับผมในตอนนี้ ท่านก็รักษาคนในชุมชนได้ เช่น นวด ใครไม่สบายก็มาหาท่าน
นายอุดม : เหตุจูงใจที่ได้มาเป็นหมอพื้นบ้านก็เพราะว่าสมัยเด็ก ๆ เคยเป็นอัมพฤต แขนขาอ่อนแรงเดินไม่
ได้ ช่วงนั้นเป็นโอกาสดีรักษาโรงพยาบาล 15 วัน แต่อาการยังไม่ดีขึ้นเลยกลับบ้าน ระหว่างกลับบ้านคุณปู่
คุณลุงช่วยรักษาให้ และเป็นโอกาสดีที่ว่าทั้งพ่อทั้งลุงเป็นหมอพื้นบ้านถ่ายทอดมาให้ผม หลังจากการ
รักษาจากพ่อจากปู่อาการก็ดีขึ้นตามลำดับและหายเป็นปกติ
นายเพียร : ตานี่ชอบมากเมื่อก่อน การนวดการจับเส้น ตาเลยขอวิชามาจากป้าของตา พอได้ศึกษามาสัก
สองเดือนก็เริ่มรักษาให้คนอื่นดูจนรักษาเขาหายดีเลย หลังจากนั้นมาตาก็รักษามาเรื่อย ๆ จนถึงปัจจุบันนี้
นางช่วย : ยายได้รับการถ่ายทอดมาจากแม่ แม่สอนให้
18 | หน้า หมอพื้ นบ้าน...ภูมิปัญญาโบราณที่(ไม่)จางหาย
Q : ประสบการณ์การทำงาน เป็นหมอพื้นบ้านมาแล้วกี่ปี? ได้มีการถ่ายทอดวิชาให้ใครบ้าง?
นายสมคิด : ผมเป็นหมอพื้นบ้านมาแล้ว10กว่าปี ไม่ต่ำกว่า 12 ปีแล้ว ตอนนี้ก็ได้ถ่ายทอดวิชาให้ลูกศิษย์
ลูกหามากมาย มีสอนให้กับวิทยาลัยชุมชนสงขลา เขาเปิดสอนก็ได้ถ่ายทอดวิชาให้ประมาณ 17 คน และ
ก็ได้ถ่ายทอดวิชาให้ลูกชายแล้วก็หลาน
นายอุดม : เป็นหมอพื้นบ้านตั้งแต่อายุเมื่อประมาณ 15 ปี ได้เข้ามาทำงานในอนามัยพรุพ้อ เป็นเวลา16 ปี
ก็เป็นที่รู้จักกันทั่วของอำเภอป่าบอน ตอนนี้ได้ถ่ายทอดไปหลากหลายกลุ่มทั้งกลุ่มนักเรียน ผู้สูงอายุ และ
ผู้ที่สนใจ
นายเพียร : ตาเป็นมาตั้งแต่เด็ก ๆ ตอนนี้ก็ไม่รู้จะถ่ายทอดให้ใคร ลูกหลานก็ไม่มีใครรับ เขาไปทำงานอื่น
กันหมด ถ้าไม่มีตาก็คงหมดแล้ว
นางช่วย : เป็นมาตั้งแต่อายุ 35 ปี ถ่ายทอดให้หลานไว้คนนึง พวกวิชาการคัดมดลูก อยู่ไฟ
Q : โรคที่มีความชำนาญในการรักษา
นายสมคิด : ส่วนมากจะเป็นเกี่ยวกับโรคปวดเมื่ อย อัมพฤต อัมพาต กระดูกทับเส้น
นายอุ ดม : โรคที่มีความชำนาญในการรักษาคือการปวดเอว ปวดเมื่ อย อัมพฤต อัมพาต
นายเพียร : พวกปวดเมื่ อย จัดกระดูก
นางช่วย : ยายก็ทำคลอด ตอนนี้ก็ให้โรงพยาบาลเขาทำ ยายจะคัดกุนให้เขา ใครน้ำนมไม่ไหล
ย า ย ก็ ทำ ใ ห้
Q : ค่าตอบแทนในการรักษา
นายสมคิด : หมอพื้ นบ้านเราเขาไม่ให้เรียกราด(ค่าตอบแทน)นะ เขาไม่ให้เรียกค่าตอบแทน
เหมือนคลินิก หมอพื้ นบ้านเราจะทำแบบนี้ไม่ได้ เราจะต้องให้ใส่ราดครู ใส่ราดครู 12 บาท แต่
เ ห ลื อ จ า ก นั้ น แ ล้ ว แ ต่ ค น ไ ข้ เ ข า จ ะ ใ ห้
นายอุ ดม : ค่าตอบแทนส่วนมากผู้ป่วยเขาจะเอาหมากเอาพลูมายื่ นขันครู เพื่ อบูชาแด่ครู
อาจารย์ที่ได้ถ่ายทอดวิชามา ส่วนค่าตอบแทนส่วนใหญ่ก็ขึ้ นอยู่กับคนไข้เขาจะให้ คนไข้บางคน
ไม่ค่อยมีเงินก็ไม่เอา ถ้ามีเขาก็ให้คือตามศรัทธาของเขา
นางช่วย : เขาใส่ราด ถ้าเขาใส่ให้ร้อยนึงก็เอาห้าสิบ หมอตำแยเขาไม่ให้บอกราคา
Q : หมอพื้ นบ้านมีหลักการวินิจฉัยโรค/การรักษาโรคอย่างไร?
นายสมคิด : ก็ต้องมีการทำประวัตินะ มีใบกรอกประวัติ เหมือนเป็นใบยินยอมไปในตัวด้วย
เราก็ซักประวัติว่าคนไข้มีอาการอะไรมา มีโรคประจำตัวอะไรบ้าง ก็ทำถูกต้องหมดทุกสิ่งใน
กระบวนการซักประวัติ เราก็สามารถจะวินิจฉัยได้ว่าเขาเป็นโรคอะไรมา ก็รักษาตามอาการ
นายอุ ดม : การวินิจฉัยโรคมีหลากหลายเหมือนกัน เช่นถ้าคนไข้มาเราจะดู เช่นการคลำชีพจร
ดู ดูจุ ดที่ว่าเจ็บตรงไหน ปวดตรงไหน เราสามารถจะรู้ได้ว่าเช่นปวดเอวเราสามารถเอามือไป
สัมผัสได้ เราจะรู้ความตึงความหย่อนของระบบกล้ามเนื้ อตรงนี้อยู่
นายเพียร : สมมติว่าเขาเจ็บที่ตรงไหนก็สัมผัสดูก่อน แล้วค่อย ๆ ลูบทาน้ำมันนวดของตา
แล้วนวดให้ กระดูกก็เหมือนกันตาก็ต้องมีการท่องเวทมนตร์คาถา
นางช่วย : ถ้าเขาปวดท้องคลอดเขาก็มาหายาย ยายก็บดยาอะไรนี่แหละให้เขา
หมอพื้ นบ้าน...ภูมิปัญญาโบราณที่(ไม่)จางหาย หน้า | 19
Q : การดูแลตนเองและครอบครัวในสถานการณ์โควิด -19 แบบฉบับหมอพื้ นบ้าน
นายสมคิด : นี่ไม่ฉีดวัคซีนนะ ปฏิเสธการฉีดวัคซีน เพราะว่าเรามีองค์ความรู้ของบรรพบุรุษ
จากการศึกษาและวิเคราะห์โรคโควิดจากหลายๆงานเพื่ อนหมอหลากหลายกลุ่มหลายองค์กร
ในโครงการแพทย์แผนไทยช่วยชาติ ก็สามารถที่จะวิเคราะห์โรคโควิดได้ในระดับหนึ่ ง ว่าโรคโค
วิดเป็นโรคที่ติดต่อระบาดร้ายแรงจริง แต่ว่าสามารถที่จะรักษาหาย ก็เลยไม่วิตกกังวลกับโค
วิดสักเท่าไร เพราะถือว่ามันรักษาหาย โรคที่รักษาหายเขาว่าเป็นโรคที่ไม่น่ากลัว แต่ทางภาค
รัฐไม่ยอมรับหลักการของหมอพื้ นบ้านเราสักเท่าไรที่จะเอาสมุนไพรมาใช้ เพราะมันมีกฎหมาย
ควบคุมว่าเป็นโรคติดต่อร้ายแรง พวกเรา(หมอพื้ นบ้าน) จะเข้าไปยุ่งไม่ได้ ก็ใช้วิธีการดูแลตัว
เอง ผลตยากินเองภายในครอบครัวกับชุมชน ก็เช่น ฟ้าทะลายโจร ตำรับยาที่ได้รับมาจาก
บรรพบุรุษ ยาอีกตัวหนึ่ งคือยาห้ารากเป็นตำรับที่มีมาตั้งแต่โบราณ เป็นบัญชีตำรับยาแห่ง
ชาติ หมอพื้ นบ้านก็สามารถทำได้แต่ในกระบวนการผลิตของเรามันอาจจะผิดกฎหมายอยู่นิด
หน่อย แต่ ณ ปัจจุ บันถ้าเราจะทำให้คนกินจำนวนมากมันทำยาก
นายอุ ดม : ช่วงโควิดสมัยนี้อันตรายมาก หมอพื้ นบ้านจะใช้สมุนไพรในการดูแลอย่างดี เช่น
พวกน้ำขิง น้ำขิงเนี่ยเราเอามากินไว้ น้ำขิงมีสรรพคุณในการเป็นยาอายุวัฒนะ สามารถ
ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บได้ และเรามีสมุนไพรหลายๆตัว เช่น ขิง ตะไคร้ ใบมะกรูด เหล่านี้เอามา
ต้มกินได้ สามารถที่จะป้องกันและยับยั้งโรคเหล่านี้ได้
Q : หมอพื้ นบ้านมีความเชื่ อเรื่องไสยศาสตร์อย่างไรบ้าง
นายสมคิด : มันเป็นองค์รวมนะ แต่มันมาคู่กับหมอพื้ นบ้าน ศาสตร์ของหมอพื้ นบ้านเราก็
ต้องมีความเชื่ อเข้าช่วย ก็มีเรื่องของครูหมอเข้ามาช่วย เรื่องของพ่อแม่ตายาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์
ที่เรานับถือ หมอพื้ นบ้านเรามันต้องใช้ทั้งการปฏิบัติ การใช้ยา การใช้เวทย์ ไสยวุ ธ หลักความ
เชื่ อ ใช้คาถาอาคมเข้ามาร่วมด้วย เพราะว่าอย่างน้อย ๆ มันก็สร้างกำลังใจให้กับคนไข้ให้กับ
หมอด้วย ทำให้เราได้มีวิชาอาคมในการป้องกันตนเองและปัดเป่าโรคภัยให้กับคนไข้ มันก็
สร้างพลังเหมือนการให้กินยาหลอก มองไม่เห็นตัว แต่มีพลังทางด้านจิตใจ
นายอุ ดม : ไสยศาสตร์กับหมอพื้ นบ้านมีความผูกพันกันมาตั้งแต่สมัยพุ ทธกาล เมื่ อสมัยครั้ง
พระพุ ทธเจ้ายังไม่อุ บัติก็ขึ้ นศาสนาพราหมณ์ เมื่ อมีศาสนาพุ ทธ พราหมณ์ก็มานับถือพระพุ ทธ
ทั้งพราหมณ์ทั้งพุ ทธก็ปะปนกันไป แหล่งความเชื่ อเหล่านี้เมื่ อเราได้สัมผัสได้พบจนคนถูกของ
ถูกคุณไสย สามารถใช้น้ำมนต์หรือการบวงสรวงต่าง ๆ สามารถรู้ได้โดยอาการเขาจะดีขึ้ น
เรื่อย ๆ และบางรายหายภายในพริบตาเลย
นายเพียร : แล้วแต่คนมารักษา ถ้าเกิดคนไข้มารักษาแล้วไม่หายเขาก็ไม่เชื่ อ เขาจะหาว่าหมอ
คนนั้นไม่ศักดิ์สิทธิ์ไม่เป็นจริง ไม่มีใครนับถือ ถ้ารักษาหายเขาก็บอกต่อกันไปเรื่อย ๆ
Q : การเข้ามาของแพทย์แผนปัจจุบันทำให้ลดทอนบทบาทของหมอพื้ นบ้านไปอย่างไร?
นายสมคิด : ลดทอนมากนะ ในสมัยโบราณถ้าเราย้อนไปสมัยโบราณ พอมาถึงยุค
รัตนโกสินทร์สมัย ร.1 เขาก็ยังมีเป็นกรมเป็นกองในของหมอพื้ นบ้าน จนมาถึงยุคสมัย ร.5
เริ่มมีแพทย์แผนตะวันตก จนมาถึงสมัย ร.6 เป็นสมัยที่รุ่งเรืองของแพทย์แผนตะวันตก จน
ทำให้หมอพื้ นบ้านเราหอบหิ้วตำราหนีก็มี เพราะเขาไม่ให้ใช้ มายุคหลัง ๆ สมัยปัจจุ บันเขาเริ่ม
ให้ความสำคัญอีกครั้งหนึ่ งก็ให้กลับมาใช้ได้ ถือว่าหมอพื้ นบ้านและแทย์แผนไทยก็ได้ลืมตาอ้า
ปากขึ้ นมานิดนึง
นายอุ ดม : การเข้ามาของแพทย์แผนปัจจุ บันก็มีข้อดีคือเราได้มาช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และ
ได้มารักษาร่วมกัน แต่บางทีหมอแผนปัจจุ บันเขาอาจจะไม่ค่อยชิน ไม่ค่อยพบแหล่งความเชื่ อ
บางอย่าง เพราะฉะนั้นให้เขาเข้ามาพิสูจน์ได้ สามารถที่จะได้เขาใจตรงนี้ สามารถที่จะได้ช่วย
รัก ษ า ซึ่ ง กั น แ ล ะ กั น
นางช่วย : ทำคลอดยายก็ให้เขาไปโรงพยาบาล แต่ยายก็ทำอย่างอื่ น พวกขึ้ นเปล อยู่ไฟ
คัดกุน นวดเปิดท่อน้ำนม ดูแลหลังคลอด
20 | หน้า หมอพื้ นบ้าน...ภูมิปัญญาโบราณที่(ไม่)จางหาย
Q : คิดว่าสิ่งใดคือจุดแข็งของหมอพื้ นบ้านที่แพทย์แผนปัจจุบันไม่สามารถทำได้?
นายสมคิด : การรักษาโรค โรคบางโรควินิจฉัยตามหมอแผนปัจจุ บันใช้เครื่องไม้เครื่องมือ
ตรวจพบ แต่เขาไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แต่หมอพื้ นบ้านเราบางเคสเรารักษาได้ อย่าง
เคสที่เคยรักษา หมอแผนปัจจุ บันวินิจฉัยว่าเป็นเส้นเลือดสมองตีบ เป็นอัมพฤต แล้วหมอ
เขา(หมอแผนปัจจุ บัน)ไม่แนะนำให้มารักษากับหมอพื้ นบ้าน เขาให้ใช้กายภาพบำบัด ซึ่งการใช้
กายภาพบำบัดผมว่าก็สู้หมอพื้ นบ้านไม่ได้ ผมก็ได้ไปรักษาเคสนี้ ณ ปัจจุ บันก็สามารถเดินได้
ใช้ชีวิตได้ปกติ ประมาณ 99% ถ้าไม่ได้รับการรักษจากการนวดของหมอพื้ นบ้านผมว่าคงจะ
น อ น อ ยู่ กั บ ที่ อี ก ก็ ไ ด้
นายอุ ดม : หมอแผนปัจจุ บันและหมอพื้ นบ้านมีการรักษาโดยทั่วถึงกัน แต่หมอแผนปัจจุ บันที่
ไม่สามารถรักษาได้คือ แหล่งความเชื่ อ เช่น วิบากกรรมต่าง ๆ กรรมต่าง ๆ เหล่านี้แก้ยังไง
ก็เช่นทางสายแพทย์แผนไทยก็ให้สวดมนต์ไหว้พระ ถือศีล ถ้าเรามีศีลมันจะดีหมด ซึ่งหมอ
แผนปัจจุ บันคงจะมีน้อยมากที่เข้าใจเรื่องศีลศีลนี่แหละจะช่วยให้เขามีความสุขความเจริญได้
นายเพียร : เวทย์มนตร์คาถานี่แหละ อย่างอื่ นไม่มี ไม่ว่าจะรักษาอะไรก็ต้องร่ายอาคมที่คน
เ ฒ่ า ค น แ ก่ เ ข า ใ ห้ ม า
นางช่วย : ก็พวกคัดกุน(จัดมดลูก) นวดเปิดท่อน้ำนมนี่แหละที่หมอปัจจุ บันทำไม่ได้ แต่หมอ
ตำ แ ย ห ม อ แ ผ น ไ ท ย เ ข า ทำ ไ ด้
Q : คิดว่าหมอพื้ นบ้านจะมีโอกาสก้าวหน้าในอนาคตหรือทำให้เป็นที่ยอมรับในสังคมมากขึ้ น
ไ ด้ อ ย่ า ง ไ ร ?
นายสมคิด : ก็ทำอยู่นะ ทุกวันนี้ก็ยังทำอยู่ ทำทุกวิถีทางเพื่ อจะให้ได้รับการยอมรับจากภาครัฐ
และประชาชนให้มากขึ้ น ให้หมอแผนปัจจุ บันได้มองเห็นความสำคัญของพวกเรามากขึ้ น ก็เริ่ม
ทำตั้งแต่การรวมตัวหมอระดับท้องถิ่นก่อน จับกลุ่มรวมกลุ่มกันมาเกิดขึ้ นเป็นชมรม ชมรม
หมอพื้ นบ้านและแพทย์แผนไทยของอำเภอป่าบอน ยกระดับจากอำเภอเราก็มีชมรมหมอพื้ น
บ้านจังหวัดพัทลุง นั่นคือการรวมตัวเพื่ อที่เราจะได้เชิดชูและผลักดันหมอพื้ นบ้านให้เกิดความ
เจริญรุ่งเรืองขึ้ น เพื่ อที่สังคมจะได้เห็นความสำคัญของพวกเรา ถ้าเราทำอยู่คนเดียวมันไม่
ค่อยจะเห็นผลเสียเท่าไร ต้องทำงานกันเป็นทีม แลกเปลี่ยนวิชาความคิดเห็นกัน เพราะหมอ
แต่ละคนไม่มีใครที่ดีที่สุด ไม่มีใครที่เก่งที่สุด ทุกคนมีข้อดีข้อด้อยกันของแต่ละคน แต่ถ้าเรา
มารวมกลุ่มจับตัวกันเป็นก้อนขึ้ นมาทำให้กระบวนการขับเคลื่ อน กระบวนการทำงานของเรา
มันดีขึ้ น
นายอุ ดม : หมอพื้ นบ้านเราต้องช่วยกัน หนึ่ งเป็นตัวอย่างที่ดี สองช่วยกันขยาย ช่วยกันดูแล
ประชาสัมพันธ์ในการรักษาตามแพทย์แผนไทย อีกหนึ่ งสำคัญ ทางหากแพทย์แผนปัจจุ บัน
รักษาไม่ได้ หมดหนทาง ก็ลองให้ใช้วิธีการรักษาของหมอพื้ นบ้านดู
หมอพื้ นบ้าน...ภูมิปัญญาโบราณที่(ไม่)จางหาย หน้า | 21
08 ผลของการศึกษา /
สิ่ ง ที่ ไ ด้ จ า ก ก า ร ค้ น ค ว้ า
จากการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับหมอพื้ นบ้าน พร้อมทั้งได้มีโอกาสสัมภาษณ์หมอพื้ นบ้านเพื่ อแลกเปลี่ยน
ประสบการณ์โดยตรงนั้นทำให้กลุ่มผู้ศึกษาสามารถสังเคราะห์เรื่องราวของหมอพื้ นบ้านได้ดังนี้
1. หมอพื้นบ้านกับแพทย์แผนไทยมีความแตกต่างกัน
ข้อมูลเนื้ อหาเกี่ยวกับหมอพื้ นบ้านจากหัวข้อรายงานต่าง ๆ ในข้างต้นนั้น จะสังเกตได้ว่า
เมื่ อพู ดถึงหมอพื้ นบ้านจะมีการพู ดถึงแพทย์แผนไทยพ่วงเข้ามาด้วยเช่นกันแต่แท้จริงแล้วหมอพื้ น
บ้านและแพทย์แผนไทยมิใช่กลุ่มคนเดียวกัน และมีข้อแตกต่างที่สามารถอธิบายได้ดังนี้
- หมอพื้ นบ้านคือหมอที่รักษาผู้ป่วยโดยการนำเอาวิชาความรู้ที่ได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษ
- แพทย์แผนไทยคือหมอที่รักษาผู้ป่วยโดยตำรับตำราของแพทย์แผนไทยที่มีการบันทึกข้อมูลไว้ชัดเจน
- แพทย์แผนไทยมีตำราการรักษาโรคเพียงแค่ตำราเดียวที่ใช้ร่วมกัน ในขณะที่หมอพื้ นบ้านแต่ละคนจะมี
วิชาความรู้ในการรักษาผู้ป่วยที่ไม่เหมือนกัน ขึ้ นอยู่กับว่าได้รับการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษมาอย่างไร
แต่อย่างไรก็ตามหมอพื้ นบ้านและแพทย์แผนไทยนั้นก็ไม่สามารถที่จะแยกออกแบบขาดจากกัน
ไปได้เลย ทั้งหมอพื้ นบ้านและแพทย์แผนไทยยังคงดำเนินกันไปในแบบพึ่ งพาอาศัยและช่วยเหลือเกื้ อกูล
กัน ภายใต้การสร้างเครือข่ายต่าง ๆ ทั้งในระดับชุมชนไปจนถึงระดับประเทศ
2. หมอพื้นบ้านส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มคนที่มีอายุ
จ า ก ก า ร ศึ ก ษ า ทั้ ง ใ น ก ร ณี ตั ว อ ย่ า ง อ อ น ไ ล น์ ห รือ ตั ว อ ย่ า ง ใ น ชุ ม ช น ข อ ง ผู้ ศึ ก ษ า พ บ ว่ า ผู้ ป ร ะ ก อ บ
อาชีพเป็นหมอพื้ นบ้านส่วนใหญ่เป็นบุคคลที่มีอายุ 30-40 ปีขึ้ นไป ไม่ค่อยพบเจอหมอพื้ นบ้านที่เป็นคน
รุ่นใหม่อายุน้อย ซึ่งผู้ศึกษามองว่าการที่สังคมพัฒนาให้มีความเป็นเมืองทันสมัยมากขึ้ นเป็นหนึ่ งปัจจัย
ที่มีส่วนทำให้คนรุ่นใหม่ไม่ได้รับการถ่ายทอดวิชาหมอพื้ นบ้าน เพราะคนรุ่นใหม่เหล่านี้ล้วนเติบโตมาจาก
การแพทย์สมัยปัจจุ บันกันทั้งนั้น จึงทำให้คนรุ่นใหม่กับการรักษาโดยหมอพื้ นบ้านดูห่างไกลกันเรื่อย ๆ
เราจะเห็นการรักษาโดยหมอพื้ นบ้านได้จากในชุมชนท้องถิ่นเพียงเท่านั้น ในสังคมเมืองจะเต็มไปด้วย
โรงพยาบาลหรือคลินิกรักษาโรคแบบการแพทย์แผนปัจจุ บันเสียมากกว่า
22 | หน้า หมอพื้ นบ้าน...ภูมิปัญญาโบราณที่(ไม่)จางหาย
3. ความผูกพันระหว่างหมอพื้นบ้านกับชุมชน
หมอพื้นบ้านคือกลุ่มอาชีพที่สามารถพบได้ตามชุมชนท้องถิ่น หรืออาจเรียกได้ว่าเพราะยังมีความเป็นท้องถิ่น
อยู่จึงทำให้หมอพื้นบ้านยังคงอยู่ได้ ข้อแตกต่างระหว่างหมอพื้นบ้านกับแพทย์แผนปัจจุบันที่สามารถเห็นได้ชัดเจน
คือหมอพื้นบ้านมีความผูกพันกับคนในชุมชนมากกว่าแพทย์แผนปัจจุบัน จากการศึกษาหมอพื้นบ้านเราจะเห็นได้ว่า
ในด้านเศรษฐกิจหมอพื้นบ้านจะมีความสัมพันธ์และความผูกพันกับคนในชุมชนในบางครั้งหมอพื้นบ้านก็จะไม่เรียกค่า
บริการ เพียงแต่มีการเรียกค่าราด (ค่าครู) หรือคิดค่าบริการในจำนวนที่น้อย ขึ้นอยู่กับสภาพทางครัวเรือนของผู้ที่มา
ใช้บริการ ซึ่งจะแตกต่างกับแพทย์แผนไทยที่จะมีความสัมพันธ์กับคนในชุมชนน้อยกว่า และแพทย์แผนไทยในปัจจุบัน
จะปฏิบัติงานตามหน้าที่ของตนเอง และจะคิดค่าบริการตามที่ได้วางกรอบ กฏเกณฑ์เอาาไว้ อีกทั้งหมอพื้นบ้านยังมี
ความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ซึ่งหากเป็นแพทย์แผนปัจจุบันจะให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์มากกว่าดังนั้นหมอพื้นบ้าน
ความเชื่อ และชุมชนจึงมีความผูกพันกันทำให้คนในชุมชนรวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้
4. กฎหมายเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดบทบาทหมอพื้นบ้าน
การศึกษาถึงประวัติการพัฒนาการของหมอพื้ นบ้านเราจะพบว่าในสมัยรัชกาลที่ 6 มีการออก
กฎหมายใบประกอบโรคศิลปะซึ่งส่งผลกระทบให้กับหมอพื้ นบ้านในสมัยนั้นต้องหอบตำรับตำราหนี
หายเพราะถูกมองว่าการรักษาโดยภูมิปัญญาพื้ นบ้านเป็นสิ่งที่ผิดกฎหมายทำให้หมอพื้ นบ้านถูกลดค
วาสำคัญตั้งแต่นั้นมา และหลังจากการออกกฎหมายพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญา
การแพทย์แผนไทย พ.ศ. 2542 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ทำให้วงการหมอพื้ นบ้านและแพทย์แผนไทยได้กลับ
มามีชีวิตอีกครั้ง และในปีพ.ศ. 2562 มีการออกพระราชบัญญัติให้มีใบประกอบหมอพื้ นบ้านทำให้
หมอพื้ นบ้านได้กลับมามีตัวตนในสังคมอีกครั้งหนึ่ ง ดังนั้นเราจึงเห็นได้ว่าตัวกฎหมายมีอำนาจทำให้
หมอพื้ นบ้านในอดีตถูกลดบทบาทลงเนื่ องจากกลัวว่าตนจะกระทำผิดกฎหมาย และในขณะเดียวกัน
กฎหมายก็ยังมีส่วนช่วยให้หมอพื้ นบ้านกลับมามีชีวิตในสังคมอีกครั้ง นับได้ว่า กฎหมายเป็นได้ทั้งยา
ดีและยาพิษให้กับวงการหมอพื้ นบ้านเลยทีเดียว
หมอพื้ นบ้าน...ภูมิปัญญาโบราณที่(ไม่)จางหาย หน้า | 23
5. ความคิดขั้วตรงข้ามระหว่างหมอพื้นบ้านกับแพทย์แผนปัจจุบัน
หมอพื้ นบ้านเป็นการรักษาด้วยวิธีภูมิปัญญาโบราณซึ่งมีวิธีการรักษาบางอย่างที่ขัดแย้งกับการ
รักษาแบบแพทย์แผนปัจจุ บัน จากการได้สัมภาษณ์หมอพื้ นบ้านบางท่าน ทางผู้ศึกษาได้มองเห็นถึง
ความคิดขั้วตรงข้ามที่มีอยูในตัวหมอพื้ นบ้าน หรือ ทฤษฎี BINARY OPPOSITION คือวิธีการมอง
ความคิด ความเชื่ อที่แบ่งออกเป็นสองฝ่ายคู่ตรงข้ามกัน เช่น ขาว กับ ดำ, ผิด กับ ถูก, ทุนนิยม กับ
คอมมิวนิสต์ หรือจะเป็น แนวคิดประชาธิปไตย กับ แนวคิดเผด็จการ ซึ่งแนวความคิดหมอพื้ นบ้านกับ
แพทย์แผนปัจจุ บันก็เป็นอีกหนึ่ งความคิดขั้วตรงข้าม มีหมอพื้ นบ้านจำนวนไม่น้อยที่ปฏิเสธการรักษา
โรคต่าง ๆ ด้วยวิธีแบบการแพทย์แผนปัจจุ บัน และในขณะเดียวกันการแพทย์แผนปัจจุ บันอีกจำนวน
ไม่น้อยเช่นกันที่ไม่ยอมรับการรักษาแบบหมอพื้ นบ้าน โดยการที่หมอพื้ นบ้านมีการปฏิเสธไม่ยอมรับใน
การรักษาแบบแพทย์แผนตะวันตกนั้นคนรุ่นใหม่อาจมองว่าเป็นความคิดที่ไม่ทันสมัย ไม่ยอมรับความ
เจริญก้าวหน้าหรือไม่อยู่กับสังคมที่กำลังเปลี่ยนแปลง แต่ผู้ศึกษามองว่าการที่หมอพื้ นบ้านบางท่านที่
ไม่ยอมรับในแพทย์แผนตะวันตกย่อมมีเหตุและผลมาประกอบกับความเชื่ อของเขา ซึ่งหากเราศึกษาถึง
ประวัติของหมอพื้ นบ้านจะเห็นได้ว่าการเข้ามาของแพทย์ตะวันตกในอดีตนี่เองที่ทำให้หมอพื้ นบ้านต้อง
ลดบทบาทหน้าที่ลงและการกดทับบทบาทหน้าที่ของหมอพื้ นบ้านโดยแพทย์แผนตะวันตกอาจจะเป็น
สาเหตุหนึ่ งที่ทำให้หมอพื้ นบ้านบางท่านไม่ยอมรับในแพทย์แผนปัจจุ บันก็เป็นได้ แต่ประเด็นน่าสนใจที่ผู้
ศึกษาอยากชวนให้คิดตามคือ ในโลกที่แพทย์แผนปัจจุ บันมีความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ไปโดย
ไม่สิ้นสุด มีการนำเทคโนโลยีนวัตกรรมใหม่เข้ามาช่วยในการรักษาโรค ขณะเดียวกันทางหมอพื้ นบ้านก็
เริ่มมีกฎหมายที่ทำให้ภูมิปัญญาการรักษาโรคแบบโบราณได้เกิดใหม่แต่ขาดการเป็นที่ยอมรับ แล้วการ
แพทย์ทั้งสองทางที่เป็นความคิดขั้วตรงข้ามเสมือนเส้นทางคู่ขนานจะมาบรรจบกันได้อย่างไร เราจะมี
วิธีใดบ้างที่จะสามารถทำให้การแพทย์โบราณจะได้รับการยอมรับและจะยังสามารถดำเนินไปได้พร้อม ๆ
กับการแพทย์แผนปัจจุ บัน
ในการศึกษากลุ่มตัวอย่างหมอพื้ นบ้านผู้ศึกษาได้ค้นพบความรู้ใหม่ ๆ มากมายและได้รู้จักกลุ่ม
อาชีพหมอพื้ นบ้านมากขึ้ น แน่นอนว่าสำหรับคนรุ่นใหม่หมอพื้ นบ้านคงเป็นสิ่งที่เราไม่คุ้นเคยหรือไม่รู้จัก
ศาสตร์วิชาหมอพื้ นบ้านบางอย่างก็ไม่สอดคล้องกับค่านิยมในปัจจุ บันที่คนส่วนใหญ่เชื่ อในวิทยาศาสตร์
ทางด้านแพทย์แผนปัจจุ บันกันมากกว่า แต่อย่างไรก็ตามทางคณะผู้ศึกษาไม่ได้มีเจตนาจะกล่าวว่าร้าย
ในทางที่ไม่ดีต่อหมอพื้ นบ้านก็ดีหรือแพทย์แผนปัจจุ บันก็ดี ทางคณะผู้ศึกษาเพียงแค่นำเสนอในอีกมุม
มองของหมอพื้ นบ้านให้หลาย ๆ คนรับรู้ และอยากหยิบยกประเด็นของหมอพื้ นบ้านและแพทย์แผน
ปัจจุ บันซึ่งเป็นในหนึ่ งความคิดขั้วตรงข้ามเพื่ อเป็นการตอกย้ำให้ฉุกคิดว่า โลกในท่ามกลางความคิดขั้ว
ตรงข้ามต่าง ๆ มากมาย เราจะทำอย่างไรเพื่ อหาจุ ดกึ่ งกลางในการอยู่ร่วมกันได้
24 | หน้า หมอพื้ นบ้าน...ภูมิปัญญาโบราณที่(ไม่)จางหาย
ข อ ข อ บ คุ ณ
แ ห ล่ ง อ้ า ง อิ ง ข้ อ มู ล
ลักษณะ ประเภท กรรมวิธีภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยในหมอพื้ นบ้าน
สืบค้นจาก WWW.LAMPHUNHEALTH.GO.TH/WEB_SSJ/WEBMANAGER/UPLOADS/2020-
05-26102847KUMOE_MHO_2562.PDF
กรณีตัวอย่างการรักษาด้วยหมอพื้ นบ้าน
สืบค้นจาก HTTPS://WWW.THAICH8.COM/NEWS_DETAIL/61392
HTTPS://WWW.THAICH8.COM/NEWS_DETAIL/13116
HTTPS://WWW.THAICH8.COM/NEWS_DETAIL/53684
HTTPS://MGRONLINE.COM/LOCAL/DETAIL/9640000054126
บทบาทของหมอพื้ นบ้าน
สืบค้นจาก HTTP://164.115.41.179/TM/SITES/DEFAULT/FILES/บทบาทหน้าที่ของหมอพื้ น
บ้ า น . P D F
หมอพื้ นบ้านกับไสยศาสตร์
สืบค้นจาก HTTPS://WWW.HEALTHCARETHAI.COM/
HTTPS://WWW.SILPA-MAG.COM/CULTURE/ARTICLE_7396
หมอพื้ นบ้านกับการรักษาที่ไม่ใช่เชิงวิทยาศาสตร์
สืบค้นจาก HTTPS://WWW.HISO.OR.TH/HISO/PICTURE/REPORTHEALTH/PRO-
8_CHAPTER5_8PDF
ความแตกต่างระหว่างหมอพื้ นบ้านกับแพทย์แผนไทย
สืบค้นจาก HTTP://164.115.41.179/TM/SITES/DEFAULT/FILES/
HTTPS://MED.MAHIDOL.AC.TH/ALTERN_MED/TH/THAI_TRADITIONAL
บุคลานุกรม / ผู้ให้สัมภาษณ์ จั ด ทำ โ ด ย
นายสมคิด ช่วยนุกูล นางสาวฐาปนี เสวนากุล 621031480
นายอุ ดม เกตุศรี นางสาวเนตรนภา เลขานุกิจ 621031485
นายเพียร เทพทอง นายกฤตพรต พรหมล่อง 621031504
นางช่วย ระมะโน นายกอบเกียรติ จันทวาส 621031505
นายปิโยรส ศรีวิชิต 621031579
อ า จ า ร ย์ ที่ ป รึก ษ า
ผศ.ดร.ชลลดา แสงมณี ศิริสาธืตกิจ หน้า | 25
ผศ.ดร.พรไทย ศิริสาธิตกิจ
หมอพื้ นบ้าน...ภูมิปัญญาโบราณที่(ไม่)จางหาย