เล่มสมั มนา
เรือ่ ง การปลกู พริกขี้หนู
เสนอ อาจารยร์ ตั นพ์ ภี รณ์ ทองประพนั ธ์ุ
นางสาวอับรอต มะมงิ
รหัสนักศึกษา 63305010049
สาขา วิชา เกษตรศาสตร์
วิทยาลยั เทคโนโลยกี ารเกษตรและประมงปตั ตานี
ก
คำนำ
รายงานเลม่ นี้จดั ทำขน้ึ เพอื่ เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาสัมมนา ทางด้านเกษตร เพื่อใหไ้ ดศ้ ึกษาหาความรู้
ในเรื่องการปลูกพริกขี้หนู โดยมีจุดประสงค์ไดศ้ กึ ษาจากเรื่อง การปลูกพรกิ ขี้หนู อย่างเข้าใจเพือ่ เป็นประโยชน์
กับการเรียน
ผู้จัดทำหวงั วา่ รายงานเล่มน้ีจะให้ความรูแ้ ละเป็นประโยชน์กบั ผู้อา่ น หรอื นกั เรยี น นักศึกษา ท่กี ำลัง
หาข้อมลู เรือ่ งน้ีอยู่ หากมขี ้อแนะนำหรือขอ้ ผิดพลาดประการใด ผจู้ ดั ทำขอน้อมรับไวแ้ ละขออภยั ณ ท่ีนี้ดว้ ย
อบั รอต มะมงิ
ผู้จัดทำ
ข หน้า
1
สารบญั 1-4
เร่ือง 4-6
พริกขหี้ นู 6-8
8-10
-พนั ธพ์ุ รกิ ขห้ี นู 11-12
-วธิ กี ารปลกู ตน้ พรกิ 12-14
-โรคแมลงและการป้องกนั 14-16
-ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ 16-18
-ประโยชน์พริกข้ีหนู 18-19
-สรรพคุณพรกิ ขีห้ นู 19-20
-ขอ้ มลู ทางเภสัชวิทยาของพริกขี้หนู 21-37
-การแปรรปู พริกข้ีหนู
-คุณค่าทางโภชนาการพรกิ ขีห้ นู
-องคป์ ระกอบทางเคมีพริกขีห้ นู
-มาตรฐานสนิ ค้าเกษตร
1
พริกขีห้ นู
ชอื่ ไทย พริกขี้หนู
ชอื่ วทิ ยาศาสตร์ Capsicum frutescens Linn.
ชื่อสามัญ Bird chilli
วงศ์ SOLANACEAE
พริกขี้หนูเป็นพืชผักที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจพืชหนึ่งของประเทศไทย เพราะในชีวิตของ คนไทย
ทุกคนจะตอ้ งใชพ้ ริกในการประกอบอาหารใหม้ รี สเผ็ด ซึ่งคนไทยจะขาดเสียมิได้ คนไทยร้จู กั ปลกู พริก และมีวธิ ี
บริโภคพริกหลายรูปแบบทั้งในลักษณะสดแห้ง ดอง เผา และแกง ถึงแม้ว่าเราจะคุ้นเคยกับพริกดีเสยี จนทำให้
คิดไปว่าพริกเป็นพืชพื้นเมือง แต่นักพฤกษศาสตร์ได้พบว่าถ่ินกำเนิดของพริกคือ ทวีปอเมริกากลาง และพริก
ขี้หนูช่วยบำรุงธาตุ ช่วยเจริญอาหาร ช่วยขับพยาธิ ช่วยลดน้ำตาลในเลือด ช่วยให้ไหลเวียนเลือดดี ช่วย
รักษาการอดุ ตันเสน้ เลือด ชว่ ยลดนำ้ มกู แก้ผดผืน่ แกป้ วดเม่ือย ชว่ ยสลายลิ่มเลือด ชว่ ยบรรเทาอาการปวด แก้
ปวดศีรษะ แก้หวัด ช่วยขับเสมหะ ช่วยบำรุงกระดูก ช่วยบำรุงประสาท ช่วยขับลม แก้อาหารไม่ย่อย รักษา
กระเพาะย่อยอาหาร แก้กระษัย แก้บิด แก้คันแก้ท้องอืด แก้ฟกช้ำดำเขียว แก้กลากเกลื้อน แก้ไอ แพ้อากาศ
ชว่ ยขบั ปสั สาวะ ชว่ ยรักษาโรคเก๊าท์ มอี นุมลู อสิ ระ เป็นตน้
พนั ธพุ์ รกิ ข้หี นู
พริกเป็นพืชที่ผสมเกสรด้วยตัวเองได้ และมีโอกาสผสมข้ามต้นหรือสายพันธุ์ได้ 9 – 32 % จึงทำให้
ลักษณะพันธุ์มีความปรวนแปรมาก พันธุ์พื้นเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ พริกจินดา พริกมัน พริกเหลือง เป็น
ตน้ ส่วนพนั ธุ์ท่ีกรมวิชาการเกษตรส่งเสรมิ ใหป้ ลูก คอื พนั ธหุ์ ว้ ยสีทน เป็นพริกทไี่ ด้รับการปรบั ปรงุ พันธ์ุ และคัด
พันธุ์ จากพริกพันธุ์จินดา มีลักษณะเด่น คือ ผลชี้ขึ้น ผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่มีสีแดงจัด ความยาวประมาณ 4
เซนติเมตร เมื่อทำเป็นพริกแห้งจะใหส้ ีแดงเข้มผิวเป็นมัน เหยียดตรง ผิวเม็ดเรียบ ก้านผลยาว และมีรสเผ็ดจัด
ทรงตน้ มีการแตกกง่ิ ไดด้ ี ประมาณ 3 – 5 ก่ิง ความสูงประมาณ 1-1.50 เซนติเมตร เป็นพรกิ ปลกู ไดต้ ลอดปี แต่
การปลูกเพื่อทำพริกแห้งต้องกะระยะเก็บผลผลิตในฤดูแล้ง เพื่อสะดวกในการตาก การปลูกในช่วงเดือน
พฤศจิกายน – ธันวาคม และเก็บเกี่ยวช่วงต้นฤดูฝน ซึ่งจะได้ราคาดี แต่มีขีดจำกัด คือ ต้องปลูกในพื้นที่ที่มี
แหล่งน้ำเพียงพอ หรือในเขตชลประทาน
2
พรกิ ขีห้ นูพนั ธ์ซุ ูเปอรฮ์ อต
ลักษณะพนั ธตุ์ น้ สูงใหญ่แตกแขนงดขี ้อถี่ และตอ่ ยอดดมี าก ขนาดผลยาว 5-7 เซนตเิ มตร
ติตผลดกทนทานต่อโรค ผลดิบสีเขียวเข็ม ผลสุกสีแดง-แดงเข็ม อายุการเก็บเกี่ยว 60-65 วันหลังย้าย
ต้นกลา้ ผลผลติ สดเก็บไวไ้ ด้นานโดยขัว้ ผลไม่เน่า
พรกิ ขหี้ นพู ันธุ์ไชยปราการ
ลักษณะพนั ธต์ุ ้นสงู ใหญ่ ทนโรค ติดผลเร็ว ขนาดผลใหญ่ยาว 7-12 ซม. ใหผ้ ลผลิตสูง
ทนทานโรค ผลดิบสีเขียวเข็ม เหมาะเก็บผลเขียวขายกลุ่มตลาดผลสด หรือเก็บผลสุก สีแดงขาย อายุ
การเก็บเกยี่ ว 60-65 วนั หลังยา้ ยกลา้ สามารถเกบ็ เกยี่ วผลผลิตได้เรว็ ผลใหญ่
3
พรกิ ข้ีหนพู นั ธเุ์ พชรดำ
ลกั ษณะพันธต์ุ น้ สูงใหญ่ เป็นต้นแข็งแรงทนทานตอ่ โรค และสภาพอากาศแล้งไดด้ กี วา่ พันธอุ์ ื่น
ขนาดผลใหญ่ยาว 5-7 เซนติเมตร ให้ผลผลิตสูง ทนทานต่อโรค ผลดิบสีเขียวเข้ม-ดำ ผลสุกสีแดงสด
สามารถเกบ็ ไว้ได้นานโดยขั้ว ผลไม่เนา่
พริกขี้หนูพนั ธส์ุ วน
ลักษณะเป็นไม้พุ่มตรง สูงประมาณ 1-4 ฟุต ใบเป็นใบเดีย่ วออกจากลําต้นแบบสลบั รูปร่างใบ
เป็นรูปไข่ ส่วนกว้างสุดอยู่ทางฐานใบ และเรียวไปหาปลาย เป็นดอกเดี่ยว มีกลีบเลี้ยงสีเขียว 5 กลีบ
ดอกสีขาว 5 กลีบ มีจํานวนเกสรตัวผู้ 5 อัน ผลเป็นผลชนิดเบอร์รี่ แต่มีลักษณะยาวคล้ายผัก รูปร่าง
และขนาดของผลเปลี่ยนแปลงไปตามพันธุ์ ส่วนมากผลมีขนาดเล็กแต่มีรสเผ็ดมาก สภาพอากาศและ
อุณหภมู ใิ นแต่ละท้องถิน่ มผี ลตอ่ การเปล่ียนแปลงความเผ็ดร้อนของพริกได้ ปัจจุบันนอกจาก สายพนั ธุ์
พืน้ เมอื งแล้ว ยังมกี ารพัฒนาพนั ธลุ์ ูกผสมต่างๆ ออกมาอย่างมากมาย
4
พรกิ ขห้ี นพู นั ธ์ยุ อดสน
ลักษณะมีความเด่นในด้านการปลูกง่าย ทนแล้ง เนื้อพริกบาง เมล็ดพริกมาก เมื่อแห้งแล้ว
พริกมสี แี ดงวาว เม่ือนําไปทาํ พริกปน่ จะมกี ลนิ่ หอม รสชาติเผ็ดปานกลางสามารถนาํ ไปทําเป็นพรกิ แหง้
ไดอ้ กี ด้วย
ลกั ษณะเดน่ ประจำพันธ์ุ
ใหผ้ ลผลติ ดก รสชาตเผด็ เมล็ดสีเขียวและเปล่ียนเปน็ สแี ดงเมอ่ื เมลด็ แก่
วธิ กี ารปลูกต้นพรกิ
เริ่มแรกก็นำพันธุ์พริกที่ต้องการจะปลูก ไปแช่ในน้ำไว้ประมาณ 1 วันและนำออกมาผึ่งแดด
อีกครึ่งวัน ก่อนแกะเมล็ดพริกออกมาปลูก หรือหากแกะเมล็ดแล้วก็แช่น้ำครึ่งวันก็สามารถนำมาเพาะ
ได้ การเพาะในถาดหลุมมีวัสดุเพาะเมล็ดเป็นส่วนผสมสำเร็จรูปที่อุ้มน้ำได้พอเหมาะ แต่ละถาดมี 104
หลุม วัสดุเพาะ 1 ถุงใส่ถาดเพาะได้ 14ถึง16 ถาด เทคนิคการเพาะที่ถูกให้ต้นกล้าแข็งแรงสมบรูณ์
ก่อนย้ายปลูกจะต้องเพาะเมล็ดให้งอกก่อนในวัสดุเพาะอย่างอื่น เช่น ทรายผสมแกลบดำและขุย
มะพร้าวเมล็ดจะงอกใช้เวลาประมาณ 10ถึง12 วัน หลังจากนั้นจึงย้ายไปปลูกในวัสดุเพาะสำเร็จรูปท่ี
อยูใ่ นถาดเพาะให้เวลาอีก 14ถึง18 วันจึงนำต้นกลา้ ยา้ ยปลูกได้
วธิ ดี แู ลรักษาพรกิ ขี้หนู
พริกขี้หนูเป็นพืชที่ชอบน้ำ ชอบแสงแดด ต้องระบายน้ำดี น้ำไม่ขัง ต้องหมั่นรดน้ำให้ชุ่ม โดย
รดนำ้ เชา้ เยน็ ให้โดนแดดตลอดวนั จะทำใหโ้ ตไดเ้ รว็ ตอ้ งดูแลรดน้ำเสมอ
วธิ เี ก็บรกั ษาพริกขี้หนู
นำพริกขี้หนู แล้วนำมาล้างน้ำให้สะอาด เราจะมีวิธีเก็บรักษาให้สดนานๆ คือให้ล้างน้ำให้
สะอาดดี แล้วให้สะเด็ดน้ำออกให้หมด แล้วนำมาห่อด้วยกระดาษหรือผ้าขาวบาง แล้วใส่ถุงหรือกล่อง
พลาสติก แลว้ นำไปแช่ต้เู ยน็ จะเกบ็ ไว้ได้นาน
5
การดูแลตน้ พรกิ
การใหน้ ้ำ
รดน้ำให้ชุ่มวันละ 2 ครั้ง ทั้งเช้าและเย็น สังเกตการระบายน้ำในดินให้ดี อย่าให้มีน้ำขัง แล้ว
วางถงุ ดำให้โดนแดด พรวนดนิ บา้ งเพอื่ กำจัดวัชพชื ออกไป
การใช้ปุ๋ย
ปุ๋ยที่ใช้ควรเป็นปุ๋ยที่มีธาตุอาหารตรง เช่น ปุ๋ยสูตร 15-15-15 เพื่อเป็นการช่วยเสริมการ
เจริญเติบโตนอกจากนี้ ควรให้น้ำทางใบโดยทำการฉีดพ่นทุกครั้งหลังการเก็บเกี่ยว การใส่ปุ๋ยควรแบง่
ใส่ 2 ครั้ง ใส่ครั้งแรกปริมาณครึ่งหนึ่งก่อนปลูกเป็นปุ๋ยรองพื้นพรวนกลบลงในดินโรยปุ๋ยไนโตรเจนใส่
ข้างต้นพริกห่างจากโคนพริกประมาณ 2 นิ้ว เมื่ออายุ 1ถึง14 วัน หลังจากย้ายต้นกล้า ใส่ครั้งที่สอง
ปรมิ าณอกี ครงึ่ หน่ึงทเ่ี หลือใสโ่ รยขา้ งแลว้ แต่งหนา้ ด้วยปุย๋ ไนโตรเจนพรวนกลบลงในดนิ
พ้นื ท่ีปลูก
พริกเป็นพืชเขตร้อนหรือกึ่งเขตร้อน สามารถทนต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี ไม่ชอบดินชื้นแฉะ มี
น้ำขัง พื้นที่ปลูกพริกควรเป็นที่โล่งแจ้ง ได้รับแสงทั้งวัน ไม่ควรเป็นที่ลุ่มหรือดอน ๆ เพราะที่ลุ่ มมัก
ประสบปัญหาน้ำท่วมขัง การระบายน้ำยาก ทำให้เสี่ยงเปน็ โรคเหีย่ วเฉาได้ง่าย ส่วนพื้นที่สูงหรอื เป็นท่ี
ดอนมักจะมีปัญหาในเรื่องดินแห้ง และขาดน้ำได้ง่าย ต้องให้น้ำบ่อย การใช้น้ำสิ้นเปลืองไม่มี
ประสทิ ธิภาพ ทำใหต้ น้ พริกแคระแกรน็ ดอกรว่ งไมต่ ดิ ผล
การปลูกพริกไม่ควรปลูกติดต่อกันมาหลายปี เพราะอาจทำให้มีการสะสมของโรค และแมลง
ได้ ควรสลับการปลูกพืชอื่นในแปลงเดียวกัน ประมาณ 2-3 ปี แต่หากจำเป็นต้องปลูกซ้ำ ควรเตรียม
ดินดว้ ยการไถพรวน และตากดินทกุ ครั้ง ประมาณ 7-14 วนั
พริกขี้หนูสามารถเติบโตได้ดีในดินทุกชนิด ทั้งดินเค็ม และดินเปรี้ยว แต่เติบโตได้ดีในดินร่วน
ปนทราย มีอินทรยี วตั ถสุ งู การระบายน้ำดี คา่ ความเปน็ กรด-เบส (pH) ประมาณ 6.0 – 6.8
การเตรยี มดิน
แปลงปลูกพริกขี้หนูควรเตรียมดินด้วยการไถพรวนด้วยผาน 7 ลึกประมาณ 30 เซนติเมตร
พรอ้ มกำจดั วัชพืช และตากดินนาน 7-14 วนั หลังจากนั้น ไถดว้ ยผาน 3 เพือ่ ให้ดนิ แตกมีความร่วนซุย
หากเปน็ พ้นื ทท่ี เี่ ปน็ กรดใหว้ ่านด้วยปูนขาวปรบั สภาพดินก่อนไถทกุ คร้งั หลังการไถใหต้ ากดินประมาณ
3-5 วัน ก่อนปลูก ทั้งนี้ ก่อนการไถด้วยผาน 3 อาจหว่านโรยด้วยปุ๋ยคอกก่อนหรือใช้ปุ๋ยเคมีรองพ้ืน
อัตราปุ๋ยคอกที่ 50 ตัน/ไร่ ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ที่ 30 ตัน/ไร่ แต่วิธีนี้ทำให้สิ้นเปลืองปุ๋ย ซึ่งอาจใส่
ป๋ยุ ในขั้นตอนปลกู สำหรับรองก้นหลุมก่อนปลูกกไ็ ด้
6
การเตรยี มกลา้
การปลูกพริกจำเป็นต้องเตรียมกล้าพริกก่อนทุกครั้ง ด้วยการเพาะเมล็ดในกะบะเพาะเมล็ด
หรือถุงเพาะชำ ที่ 1 ต้น/หลุมหรือถุง สำหรับวัสดุเพาะให้เตรียมด้วยการการผสมดินร่วนกับปุ๋ยคอก
หรือวัสดุหรือใช้ทางการเกษตร เช่น แกลบ ขี้เถ้า ขี้เลื่อย ขุยมะพร้าว เป็นต้น ในอัตราส่วนดินต่อวัสดุ
ผสม 2:1 หรือ 1:1 ทำการรดน้ำให้ชุ่มหลังการหยอดเมล็ด และรดน้ำทุกวัน วันละ 1-2 ครั้ง ช่วงเช้า
หรือเย็น จนพริกแตกใบแท้ประมาณ 3-5 ใบ หรือต้นสูงประมาณ 15-20 เซนติเมตร จึงนำมาปลูกใน
แปลง
การเกบ็ เก่ียว
พริกขี้หนูเป็นพืชที่มีอายุเก็บเกี่ยวได้หลัง ย้ายกล้าลงปลูก60 - 90 วัน การเก็บเกี่ยวควรเก็บทุกๆ 5 -
7 วันโดยใช้วิธีเด็ดทีละผล อย่าเก็บทั้งชอ่ เพราะผลแต่ละช่อแกไ่ ม่พร้อมกัน พริกขี้หนสู ามารถเก็บได้ยาวนาน
ถึง 6 เดือน
การขยายพันธ์ุพริกข้ีหนู
โดยการเพาะเมล็ด
โรคแมลงและการป้องกนั
1.โรคแอนแทรคโนส (Anthracnose)
แอนแทรคโนสเป็นโรคที่ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดและทำความเสียหายที่ผลพริก ซึ่งชาวบ้านทั่วๆ
ไปรู้จักกันในชื่อของโรคกงุ้ แห้ง เน่ืองจากลกั ษณะอาการแห้ง หงกิ งอ และสีของผลพริกเปลี่ยนไปโรคนี้
พบระบาดทำความเสียหายให้แก่พริกชนิดต่างๆ เช่น พริกมันแดง พริกบางช้าง พริกเหลือง ฯลฯ ใน
แหล่งทมี่ กี ารปลกู
ลกั ษณะอาการ
ผลพรกิ เริม่ เป็นแผล หรอื จดุ ช้ำเป็นแอ่งยุบลง ลกั ษณะอาจกลมหรือไมแ่ น่นอน ขนาดก็ตง้ั แต่
จุดเล็กๆ ไปจนเต็มความกว้างของผลพริก อาจมีเพียงแผลเดียวหรือหลายแผลก็ได้ แผลเหล่านี้ต่อมา
7
จะแห้งเป็นสีนํ้าตาล หรือดำพร้อมกับการสร้าง fruiting body ซ่ึงเป็นที่เกิดของสปอร์หรือโคนิเดีย
เป็นจุดสีเหลืองส้มหรือน้ำตาลดำเป็นวงๆ เรียงซ้อนกันอยู่ที่แผลดังกล่าวเชื้อจะเข้าทำลายผลพริกได้
ทุกระยะการเจริญตั้งแต่เริ่มเป็นผลเล็กๆ จนโตเต็มที่และสุกแดงแล้ว อย่างไรก็ดีหากเป็นระยะที่ยัง
อ่อนเซลลบ์ ริเวณแผล ซ่ึงถกู ทำลาย จะหยุดการเจรญิ เตบิ โตขณะเดยี วกันส่วนรอบๆ จะเจริญไปเรือ่ ยๆ
ทำให้เกิดอาการคดโค้งงอ หรือบิดเบี้ยวขึ้นโดยมีแผล หรือเซลล์ที่ตายอยู่ด้านใน ลักษณะคล้ายกุ้งแห้ง
ทำให้มีชือ่ เรียกดังกลา่ ว พริกที่เป็นโรคตามธรรมชาติมักแสดงอาการให้เห็นชดั เจนบนผลพริกที่แก่จดั
หรือผลสุก ส่วนอาการบนใบ ยอดอ่อน และกิ่งจะเกิดโรคต่อ เมื่อสิ่งแวดล้อมเหมาะสม โรคนี้ถ้าเกิด
กับตน้ กล้าจะทำให้ตน้ กล้าแห้งตาย (seedling blight)
การปอ้ งกันกำจัด โรคแอนแทรคโนส
1. เมล็ดพันธุ์ควรเก็บจากแปลงที่ไม่เป็นโรคมาก่อน ถ้าจำเป็นต้องเก็บจากแปลงที่เป็นโรค ก่อนปลูก
ควรทำ seed treatment เช่น hot water treatment ใช้อุณหภูมิ 50-52 องศาเซลเซียส นาน 30
นาที พบว่าได้ผลดีมาก คลุกเมล็ดในอัตรา 0.8% ของน้าํ หนกั เมลด็ กไ็ ด้ผลดเี ชน่ กัน
2. ปลกู พชื หมนุ เวียนสลับกบั พืชทไ่ี ม่อยใู่ นวงศ์ Solanaceae และหมัน่ ทำลายวัชพชื จัดการระบายน้ํา
ให้ดี ตลอดจนเกบ็ เศษซากพืชทเ่ี ปน็ โรคนี้ทำลายเสยี
3. หลังจากเก็บพรกิ จากต้นแล้ว และอยู่ในระหว่างการขนส่ง ควรเก็บไวใ้ นท่ีเย็น ภายใต้อณุ หภูมคิ งที่
พรกิ จะไมค่ อ่ ยเกิดโรค
2. แมลงเพล้ยี ไฟพริก
แมลงเพลี้ยไฟพริกเป็นแมลงที่มีปากดูดขนาดเล็ก มีลำตัวยาวประมาณ 1.5 ถึง 2.0 มิลลิเมตร สี
น้ำตาลอมเหลือง หรือสีน้ำตาลเข้ม ตัวเต็มวัยมีปีกบินได้ ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของเพลี้ยไฟพริกนี้มี
ประสิทธิภาพทำลายต้นพริกได้เท่าๆ กัน ด้วยการดูดกินน้ำเลี้ยงที่เนื้อเยื่อบริเวณ ยอดอ่อน ใบ ตาดอก ดอก
และผลอ่อน ใบพริกจะหงิก งอ บิด ม้วน เหลือง แห้ง กรอบ และร่วงหล่น ส่วนผล จะงอเปลี่ยนรูป พบระบาด
ในสภาวะอุณหภูมิสูง ความชื้นต่ำ อากาศแห้ง แดดจัด และลมแรง พืชอาหารของเพลี้ยไฟพริก ได้แก่ พริก ถ่ัว
ลิสง เงาะ มังคุด ทุเรียน มะม่วง มะขาม มะละกอ และส้มศัตรธู รรมชาติของเพลี้ยไฟพริก ได้แก่ ด้วงเต่าห้ำ ไร
ตวั หำ้ แมงมมุ ใยกลม และแมงมมุ ตาหกเหลย่ี ม
8
การป้องกนั และกำจัด แมลงเพลย้ี ไฟพริก
หลีกเลี่ยงการปลูกพริกในช่วงที่มีเพลี้ยไฟพริกระบาด ควรดูแลต้นพริกให้มีความสมบูรณ์แข็งแรงอยู่
ตลอดช่วงอากาศแลง้ ต้องให้น้ำอย่างสมำ่ เสมอ อย่าให้ต้นพริกขาดน้ำเมื่อพบเห็นอาการผิดปกตติ ามลักษณะท่ี
กล่าวไว้ ให้รีบสำรวจ หากพบตัวอ่อน หรือตัวเต็มวัยของเพลี้ยไฟพริก ให้ฉีดพ่นด้วยน้ำหมักสมุนไพร (ติดตาม
สูตรน้ำหมักสมุนไพรกำจัดเพลี้ยไฟพริกได้ในบทความ เพิ่มรายได้ ด้วย พริกปลอดสาร) หรือ สารคาร์บาริล
หรอื สารโพรไทโอฟอส โคลพรดิ หรอื สารพโิ ปรนิล ใหท้ วั่ ตน้ พรกิ กำจดั วชั พืช และเศษซากพืชบริเวณแปลงปลูก
ทง้ั หมด เพอ่ื กำจัดแหลง่ อาศยั ของเพล้ยี ไฟพริก
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ตน้ พรกิ ข้หี นู
มีถิ่นกำเนิดในแถบอเมริกาเขตร้อน โดยจัดเป็นไม้ล้มลุกหรือไม้พุ่มขนาดเล็ก ที่มีความสูงของต้น
ประมาณ 30-90 เซนติเมตร มีอายุประมาณ 1-3 ปี แตกกิ่งก้านสาขามาก กิ่งอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อแก่แล้วจะ
เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนปนเหนียว ดินร่วนระบายน้ำดี
ในที่ร่มรำไรหรือกลางแจ้ง ไม่ทนต่อสภาพน้ำขัง มักขึ้นร่วมกับวัชพืชชนิดอื่น ในประเทศไทยพบได้ทุกภาคใบ
พริกขห้ี นู
ใบพรกิ ข้ีหนู
9
ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรยี งสลับตรงขา้ มกนั ลกั ษณะของใบเปน็ รปู ไข่ รปู กลมรี หรือรปู วงรี ปลายใบ
แหลม โคนใบเฉยี งหรือสอบ ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกวา้ งประมาณ 2-4 เซนติเมตร และยาวประมาณ 3-8
เซนตเิ มตร แผน่ ใบเรียบเปน็ สเี ขยี วมันวาว ก้านใบยาวประมาณ 4-7 เซนตเิ มตร
รากพรกิ ขี้หนู
รากพริกขี้หนู ประกอบด้วยรากแก้ว และรากฝอยจำนวนมาก มีลักษณะการแผ่ออกด้านข้างเป็นรัศมี
ไดม้ ากกว่า 1 เมตร และหย่ังลึกไดม้ ากกว่า 1.2 เมตร บริเวณรอบๆ โคนตน้ จะมีรากฝอยสานกนั หนาแน่น
ดอกพริกขีห้ นู
พริกขี้หนูเป็นดอกชนิดเดียว ขนาดเล็ก แตกออกบริเวณข้อตรงที่มุมด้านบนของก้านใบ หรือกิ่งอาจมี
ดอกเดียว หรือหลายดอกในจุดเดียวกัน ก้านดอกตรงหรือโค้ง ดอกมีกลีบรอง มีลักษณะเป็น สีขาว หรือสีม่วง
ประมาณ 5 กลีบ เกสรตัวผู้มีประมาณ 1-10 อัน แตกออก จากโคนที่กลีบดอกกับเกสรตัวผู้มักมีสีน้ำเงิน เป็น
กระเปาะขนาดเล็ก ส่วนเกสรตัวเมียมี 1-2 รังไข่ มีลักษณะชูขึ้นเหนือเกสรตัวผู้ รูปร่างเหมือนกระเปาะหัวขน
รงั ไขม่ ี 3-4 พู มกั จะออกดอก และติดผลในช่วงวันสนั้
10
ผลพริกขี้หนู
ผลพริก มีฐานที่ขั้นผลผลิตสั้นและหนาผลอ่อนมากชี้ขึ้น แต่เมื่อแก่ผลจะโน้มลง ผลมีลักษณะแบน
กลมยาว จนถึง พองอ้วนสั้นผลมีขนาดเล็กหรือขนาดใหญ่ ผนังผล (pericarp) อาจบางหรือหนามีความเผ็ด
แตกต่างกันตามพันธุ์ ผลเมื่ออ่อนสีเขยี วเข้ม บางพันธุ์อาจมีสีขาวออกเหลืองเขียว เมื่อผลแก่จะเปลี่ยนเปน็ แดง
หรอื เหลอื ง ขนาดผลทวั่ ไปจะยาวประมาณ 1-1.5 น้วิ
เมล็ดพริกขีห้ นู
เมล็ดพริกขี้หนู จะเกิดรวมกันทีร่ ก (placerita) ตลอดแนวยาวจากโคนถึงปลายผลเมลด็ มีรูปรา่ งคล้าย
เมล็ดมะเขือเทศ คือ มีรูปวงกลม แบน สีเหลืองจนถงึ สนี ำ้ ตาล ผิวเมลด็ ไม่ค่อยมีขนเหมือนผลในมะเขือเทศ แต่
มีขนาดใหญ่กวา่
การเก็บเมลด็ พนั ธ์เุ พือ่ ทำพนั ธ์ตุ อ่ ไป
เมื่อพริกอายุ 160 วัน ก็เริ่มทยอยเก็บผลสุกได้ โดยเก็บเฉพาะเมล็ดที่เป็นสีแดงและเมล็ดที่ออกสีส้ม
จัด เก็บมาไว้ค้างคืนสัก สองคืนก็สามารถดูว่าพริกสุกทุกเมล็ดไหม จากนั้นให้สวมถุงมือแล้วใช้มือบี้พริกกับน้ำ
เพื่อเอาเมล็ดออกมา เมล็ดที่จมคือเมล็ดที่ดี เมื่อล้างเมล็ดเสร็จแล้วให้ผึ่งลมให้หมาดก่อนนำไปตากแดด 2-3
แดด หรอื ใชว้ ิธีตากใหแ้ ห้งแลว้ ค่อยมาขย้ีเอาเมลด็ ออกแลว้ ใช้กระด้งผดั ทำความสะอาด และร่อนดว้ ยตะแกรง
เปน็ ขนั้ ตอนสุดทา้ ย แลว้ คอ่ ยเก็บใส่ถงุ กระดาษและเขยี นชอ่ื และวนั เดอื นปีที่เก็บแลว้ พับใส่ในถุงพลาสติกเก็บไว้
11
ในตเู้ ยน็ เพ่อื รกั ษาอัตราการงอกและลดการหายใจของเมล็ดพนั ธใ์ุ หน้ ้อยทส่ี ุด จะสามารถเกบ็ เมล็ดพันธ์ไุ ว้ใช้ได้
นานเกนิ 2 ปีขึ้นไป
ประโยชนพ์ ริกขห้ี นู
ทางด้านอาหาร
– ยอดอ่อนของพริกใช้ทำเป็นผักลวกจิ้ม กินกับน้ำพริกหรือรับประทานเป็นผักลวก หรือนำไป
ประกอบอาหารประเภทแกงจดื แกงเลยี ง แกงออ่ ม เป็นตน้ ซึง่ จะใหร้ สหวาน และเผด็ เลก็ น้อย กรอบ นมุ่
– ผล มักใช้เป็นผัก หรือเครื่องเทศสำหรับปรุงรสในการประกอบอาหารได้หลากหลายชนิด รวมทั้งใช้
เป็นส่วนผสมของเครื่องแกงหรือพริกแกง อาหารที่ใช้พริกเป็นส่วนประกอบหรือปรุงรส ได้แก่ อาหารประเภท
แกง อาหารประเภททอด อาหารประเภทต้ม อาหารประเภทยำ รวมถึงอาหารประเภทปิ้งย่างที่ต้องการรสเผด็
ดังนั้น พริกจึงเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และมีประโยชน์ต่อร่างกาย เพราะสามารถให้พลังงาน
และแร่ธาตุ เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน เหล็ก แคลเซียม วิตามินเอ วิตามินซี และวิตามินอี โดยเฉพาะ
วติ ามินซี ที่พบมากกวา่ ผกั ชนิดอนื่ ๆ
• พริกเป็นพืชผักสวนครัวที่คนไทยจะขาดกันเสียมิได้ เพราะนิยมนำมาใช้ในการปรุงรสชาติอาหาร
โดยผลแรกผลิสามารถนำใช้ผสมกับผักแกงเลียงช่วยชูรส ส่วนผลกลางแก่นำมาใช้ใส่แกงคั่วส้ม ก็
จะได้อาหารที่มีรสเปรี้ยวอ่อน ๆ (เนื่องจากมีวิตามินซี) มีรสเผ็ดและมีกลิ่นฉุนเผ็ดร้อน หรือ
นำมาใช้เป็นเครื่องปรุงอาหารที่ช่วยชูรส ใช้ใส่ในน้ำพริก ยำ ทำเป็นน้ำปลาดอง และใช้เป็น
ส่วนผสมในอาหารอกี เมนู
• ยอดและใบอ่อน มีคุณค่าทางอาหารสูงมาก เนื่องจากมีแคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินเอ และ
วิตามินบีอยู่มาก จึงช่วยในการบำรุงประสาทและบำรุงกระดูก อีกทั้งยังสามารถนำมาประกอบ
อาหารได้อีกหลายเมนู เชน่ แกงเลียง แกงออ่ ม ทอดกับไข่ สว่ นเมล็ดอ่อนหรือแกน่ ำไปปรุงรสเผ็ด
ในอาหาร เช่น ต้ม ลาบ นำ้ พริก เปน็ ต้น
• นอกจากเราจะใช้พริกขี้หนูในการประกอบอาหารต่าง ๆ แล้ว ยังประกอบไปด้วยวิตามินและแร่
ธาตตุ ่าง ๆ หลายชนิดทมี่ ปี ระโยชนต์ อ่ ร่างกายของเรา โดยคุณค่าทางโภชนาการของพรกิ ขี้หนู ตอ่
100 กรมั จะประกอบไปดว้ ย พลังงาน 76 กิโลแคลอรี, น้ำ 82 กรมั , โปรตีน 3.4 กรมั , ไขมนั 1.4
กรัม, คาร์โบไฮเดรต 12.4 กรัม, ใยอาหาร 5.2 กรัม, วิตามินเอ 2,417 หน่วยสากล, วิตามินบี1
0.29 มิลลิกรัม, วิตามินบี2 0.11 มิลลิกรัม, วิตามินบี3 1.5 มิลลิกรัม, วิตามินซี 44 มิลลิกรัม,
แคลเซียม 4 มิลลกิ รมั , ธาตเุ หล็ก 1.2 มลิ ลิกรมั , ฟอสฟอรสั 14 มิลลิกรมั
• การรบั ประทานพริกเปน็ ประจำ จะชว่ ยป้องกนั การเกดิ โรคหวั ใจและโรคหลอดลมอกั เสบได้
• การรบั ประทานพรกิ เปน็ ประจำยังช่วยจะชว่ ยลดความเสี่ยงของการเกดิ โรคมะเร็ง และต้านอนุมูล
อิสระในร่างกายได้ เนื่องจากเป็นพืชที่มีวิตามินซีสูง การได้รับวิตามินซีมาก ๆ จะช่วยป้องกันการ
เกิดโรคมะเร็งได้ เนื่องจากวิตามินซีจะไปช่วยยับยั้งการสร้างสารไนโตรซามีนซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง
ในระบบทางเดินอาหาร ช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนซึ่งเป็นโปรตีนที่สามารถหยุดการแพร่กระจาย
ของเซลล์ร้ายได้ นอกจากนี้ วิตามินซยี ังเปน็ สารต้านอนมุ ูลอิสระที่จะก่อให้เกดิ การกลายพนั ธุข์ อง
12
เซลล์ และสารเบต้าแคโรทีนในพริกขี้หนูยังช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งปอดและ
มะเรง็ ในช่องปาก ชว่ ยลดอัตราการกลายพนั ธุ์ของเซลล์ และชว่ ยทำลายเซลล์มะเรง็
• มนุษย์มีการใช้พริกเพื่อบรรเทาอาการปวดมานานแล้ว ในปัจจุบันจึงได้มีการนำพริกขี้หนูมาใช้
เป็นส่วนผสมในยาขี้ผึ้งทาถูนวด เพื่อใช้แก้อาการปวดเมื่อยบวม บรรเทาอาการปวดอัน
เนื่องมาจากผดผื่นคัน ผื่นแดง อาการปวดที่เกิดจากเส้น ปวดประสาทหลังเป็นงูสวัด โรคเกาต์
และช่วยลดอาการอักเสบ โดยสารที่ออกฤทธิ์คือสาร "แคปไซซิน" (Capsaicin) และยังนำมาใช้
เปน็ ส่วนผสมในยาธาตุ ยาแกป้ วดทอ้ ง เพราะสารสกดั จากพรกิ จะช่วยกระตุน้ การหลง่ั เอนไซมบ์ าง
ชนิดที่ทำให้กระเพาะอาหารเกิดการบีบตัวและคลายตัว ช่วยในการย่อย แก้กระเพาะเย็น ทำให้
อบอุ่น
• พริกกับการป้องกัน เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว มีสเปรย์ป้องกันตัวยี่ห้อหนึ่ง ซึ่งมีพริกเป็น
ส่วนประกอบสำคัญ เม่ือฉีดเข้าตาโดยตรงอาจจะทำใหม้ องไม่เหน็ ประมาณ 2-3 นาที
สรรพคุณของพริกขห้ี นู
1. ผลมีสรรพคุณช่วยกระตุ้นทำให้เจริญอาหาร และช่วยบำรุงธาตุในร่างกาย ส่วนยอดพริกและใบอ่อน
พริกมรี สเผด็ ชว่ ยเจริญอาหาร เพิม่ น้ำลาย และชว่ ยขับลม
2. ต้นนำมาสุมให้เป็นถา่ นใชช้ งกบั นำ้ เป็นยาแกก้ ระษัย
3. ผลใช้เป็นยาแก้ตานซางซึ่งเป็นโรคที่มักพบได้ในเด็ก โดยมีอาการซูบซีด พุงโร ก้นปอด สันนิษฐานว่า
เกดิ จากโรคพยาธิในลำไส้
4. ผลสุกนำมาปรงุ เปน็ อาหาร จะช่วยลดระดบั น้ำตาลในเลอื ด เนอื่ งจากมสี าร capsaicin
5. ช่วยเร่งการสันดาปและเร่งเมตาบอลิซึม ช่วยใช้แคลอรีให้หมดไป จึงทำให้น้ำหนักลด และช่วยลด
ระดับไตรกลีเซอไรด์และไขมันเลว (LDL) ในสัตว์ทดลองได้ เนื่องจากสาร Capsaicin จะช่วยป้องกัน
ไมใ่ ห้ตบั สร้างไขมันเลว (LDL) ในขณะเดียวกันก็สง่ เสรมิ ใหม้ กี ารสร้างไขมนั ดี (HDL) ทำให้ปรมิ าณของ
ไตรกลีเซอไรด์ในกระแสเลอื ดตำ่ ลง ซ่งึ เป็นผลดีตอ่ สขุ ภาพ
6. พริกสามารถช่วยลดความโลหิตได้ เพราะทำให้หลอดเลือดอ่อนตัวและช่วยทำให้ระบบการไหลเวียน
ของเลอื ดเปน็ ไปไดด้ ้วยดี
7. รากพรกิ ขีห้ นูมสี รรพคณุ เป็นยาฟอกโลหิต
8. พรกิ มีสรรพคณุ ชว่ ยเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ช่วยสลายล่ิมเลือด
9. การรับประทานพริกเป็นประจำจะช่วยลดการอุดตันของหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิด
โรคหัวใจล้มเหลวหรือจากการเสียชีวิตจากหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองอุดตัน เพราะช่วยทำให้การ
ไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ลดความดัน เนื่องจากสารจำพวกเบต้าแคโรทีนและวิตามินซีจะช่วย
เสริมสร้างผนังหลอดเลือดให้แข็งแรง เพิ่มการยืดหดตัวของผนังหลอดเลือด ทำให้ปรับเข้ากับแรงดัน
ในระดับต่าง ๆ ไดด้ ียิง่ ขึ้น
10. ช่วยทำให้อารมณ์แจ่มใส โดยสาร Capsaicin ที่มีอยู่ในพริกขี้หนูจะช่วยส่งสัญญาณให้ต่อมใต้สมอง
สรา้ งสาร Endorphin ซึ่งออกฤทธคิ์ ลา้ ยกบั มอร์ฟีน คือ ชว่ ยบรรเทาอาการเจ็บปวด และทำให้อารมณ์
แจม่ ใส
13
11. ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ ปวดศีรษะเนื่องมาจากไข้หวัดหรือตัวร้อน ด้วยการใช้ใบพริกขี้หนูสด ๆ
นำมาตำผสมกับดินสอพอง แล้วนำมาใชป้ ดิ บริเวณขมบั
12. ตำรายาไทยจะใช้ผลซึ่งมีรสเผ็ดร้อนเป็นยาแก้ไข้หวัด ลดน้ำมูก บรรเทาอาการไอ ช่วยขับเสมหะ ทำ
ใหก้ ารหายใจสะดวกสบายยง่ิ ข้นึ สว่ นใบมีสรรพคณุ ชว่ ยแก้หวัด
13. ช่วยสลายเมือกในปอด ทำให้ทางเดินหายใจโล่ง ช่วยป้องกันหลอดลมอักเสบและถุงลมโป่งพอง สาร
Capsaicin ที่มีอยู่ในพริกขี้หนูจะช่วยลดน้ำมูกหรือสิ่งกีดขวางต่อระบบการหายใจอันเนื่องมาจากเป็น
ไข้หวัด ภมู ิแพ้ หรอื ไซนัส
14. ชว่ ยรักษาอาการอาเจียน
15. ใช้แก้อาการเจ็บคอ เสียงแหบ ด้วยการใช้น้ำต้มหรือยาชงพริกขี้หนู ที่เตรียมโดยการใช้พริกขี้หนปู น่ 1
หยิบมอื เตมิ น้ำเดือดลง 1 แกว้ ท้งิ ไว้ใหพ้ ออนุ่ แล้วนำมาใช้กล้วั คอ
16. รากใช้ฝนกบั มะนาวแทรกเกลอื ใช้เปน็ ยากวาดคอ
17. ชว่ ยขบั ลม แก้อาการท้องอดื ท้องเฟ้อ อาหารไม่ยอ่ ยและช่วยทำใหร้ ะบบการย่อยอาหารทำงานไดด้ ขี ้นึ
18. ชว่ ยรักษาโรคบิด
19. ต้นนำมาสมุ ให้เป็นถา่ นใช้แชก่ ับนำ้ เปน็ ยาขับปสั สาวะ
20. ใช้ขับน้ำคาวปลาของสตรี ด้วยการใช้ผงพริกขี้หนู 1 ช้อนโต๊ะ นำมาผสมกับน้ำส้มสายชู 1 ถ้วยชา ใช้
กนิ ครง้ั ละ 1/2-1 ถว้ ยชา โดยให้กนิ คร้ังเดียว สว่ นครง้ั ต่อไปใหใ้ ชเ้ หล้าแทนน้ำส้มสายชู ใช้กนิ วันละ 2-
3 ครั้ง จะช่วยขับน้ำคาวปลาให้ตกได้ แต่ถ้าน้ำคาวปลาไม่ตกในสตรีคลอดบุตร จะทำให้มีอาการหน้า
มืด จุกแน่นในท้องในอก รู้สึกอึดอัด กัดกรามแน่น ใจคอหงุดหงิด หนาวสั่น หูดับ เป็นลมหลับไป หาก
แก้ไม่ทันอาจเสียชีวิตได้ สำหรับผงถ่านนั้นได้จากการนำพริกขี้หนูแห้ง 1 กำมือ ใส่ลงในกระทะตั้งไฟ
จนควันขึ้น จุดไม้ขีดแหย่ลงไป แล้วพริกขี้หนูจะติดไฟ ทิ้งไว้สักพักพริกขี้หนูจะไหม้ดำเป็นถ่านหมด
แล้วจึงตักออกมาจากกระทะใส่จาน หากะลาหรือถ้วยมาครอบพริกเผาเอาไว้จนไฟดับหมด เสร็จแล้ว
ให้นำมาบดให้ละเอียด ก็จะได้ผงถ่านพริกขี้หนูตามต้องการ (ห้ามกินยานี้ก่อนการคลอดบุตร เพราะ
ทำใหค้ ลอดลกู ไม่ออก และอาจทำใหถ้ งึ ตายได)้
21. ใบมสี รรพคุณชว่ ยแก้อาการคนั
22. ช่วยปอ้ งกนั การเปน็ ผน่ื แดงเน่อื งจากแพอ้ ากาศเยน็
23. ใช้รักษาแผลสดและแผลเปื่อย ด้วยการใช้ใบพริกขี้หนู นำมาตำพอกรักษาแผลสดและแผลเปื่อย แต่
อย่าใชป้ ิดแผลมากจนเกนิ ไป เพราะทำให้รอ้ น
24. ผลมสี รรพคณุ ชว่ ยรกั ษาโรคหิด กลากเกลอื้ น
25. พริกขห้ี นมู ีสารต้านแบคทีเรยี และอนมุ ูลอิสระ
26. หากมดคนั ไฟกดั ให้ใชใ้ บหรือดอกพรกิ ข้หี นู นำมาถูบริเวณทถี่ ูกกัด
27. ใช้เป็นยาแก้พิษตะขาบและแมงป่องกัด ด้วยการใช้ผลพริกขี้หนูแห้ง นำมาตำให้เป็นผงละลายกับน้ำ
มะนาว ใช้ทาบริเวณทก่ี ดั อาการเจ็บปวดจะหายไป
28. ใช้รักษาอาการบวม ฟกช้ำดำเขียว ปวดตามข้อ เคล็ดขัดยอก ช่วยทำให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น
ดว้ ยการใช้พรกิ ข้หี นูแก่สีแดงตากแห้ง แลว้ นำมาบดใหเ้ ปน็ ผงละเอยี ด เทลงในวาสลีนที่เค่ียวจนเหนียว
กวนให้เข้ากัน แล้วนำไปเคี่ยวอีกจนได้กลิ่นพริก ใช้เป็นยาทาถูเพื่อรักษาอาการเคล็ด ฟกช้ำดำเขียว
14
และอาการปวดตามข้อ โดยให้ทาบริเวณที่เป็นวันละ 1-2 ครั้ง ส่วนการนำมาใช้เป็นยาแก้บวมอีกวิธี
จากขอ้ มูลระบุใหใ้ ชใ้ บพริกขห้ี นนู ำมาบดผสมกับนำ้ มะนาว ใชเ้ ป็นยาพอกบรเิ วณทม่ี อี าการบวม
29. ใช้รกั ษาอาการปวดตามเอวและนอ่ ง ด้วยการใช้ผงพรกิ ขีห้ นูและวาสลีน หรือผงพรกิ วาสลีน และแปง้
หมี่ เติมเหล้าเหลืองพอประมาณ แล้วคนให้เข้ากันจนเป็นครีม ก่อนนำมาใช้ให้ทาลงบนกระดาษแก้ว
ปิดบริเวณที่ปวด แล้วใช้ปลาสเตอร์ปิดโดยรอบ หลังจากนั้นจะมีอาการทำให้เหงื่อออก ทำให้การ
เคลื่อนไหวคล่องแคล่วขึ้น และจะรู้สึกหายปวด เนื่องจากบริเวณที่พอกยาจะมีความรู้สึกร้อน การ
ไหลเวียนของโลหิตเพมิ่ ขนึ้
30. ใช้แก้อาการปวดเมื่อยตามตัว ขับลมชื้นตามร่างกาย ด้วยนำผลพริกขี้หนูแห้งมาแช่ในแอลกอฮอล์
90% ในปรมิ าณ 1,000 ซซี ี นาน 2 สัปดาห์ แล้วใชส้ ำลชี ุบนำ้ ยาทาบรเิ วณทีเ่ ป็น
31. ใช้เป็นยาช่วยลดอาการปวดบวมอันเนื่องจากลมชื้นหรือจากความเย็นจัด ด้วยการใช้ผงพริกขี้หนูแห้ง
นำมาทำเป็นขผี้ ้งึ หรอื สารละลายแอลกอฮอล์ แล้วนำมาใช้ทาบรเิ วณท่มี ีอาการปวด
32. ผลมีสรรพคุณเป็นยารักษาโรคเกาต์ ใช้ภายนอกเป็นยาทาถูนวดเพื่อช่วยลดอาการไขข้ออักเสบ ลด
อาการปวดบวม
33. ส่วนต้นหรือรากพริกขี้หนูมีสรรพคุณเป็นยาแก้เส้นเอ็นพิการ แก้ปวดเมื่อยตามตัว แก้ปวดบวม (ต้น ,
ราก)
34. สารสกัดจากพริกใช้เป็นยาทาถูนวดรักษาอาการตะคริวได้ เพราะพริกจะช่วยทำให้บริเวณผิวที่ทามี
เลอื ดมาเล้ียงมากข้ึน และกระตุ้นทำใหบ้ รเิ วณทีท่ าร้สู กึ รอ้ น
35. ใช้แก้เท้าแตก ด้วยการใช้พริกขี้หนูทั้งต้นและปูนขาว อย่างละพอสมควร เอาไปต้ม แล้วเอาน้ำที่ได้มา
แชเ่ ท้าทแ่ี ตก ถ้าไมห่ ายก็ใหเ้ อาตน้ สลดั ไดและรากหนอนตายหยากใสล่ งไปดว้ ย
36. แก้ปลาดุกยัก ด้วยการใช้พรกิ ขี้หนสู ด ขย้ีตรงที่ปลาดุกแทงจะหายปวด เมือ่ ขย้ีแลว้ จะรู้สกึ เย็น ไม่บวม
และไมฟ่ กชำ้ ด้วย
37. ชว่ ยกระตุน้ ใหผ้ มงอก
ขอ้ มูลทางเภสัชวทิ ยาของพรกิ ข้ีหนู
• สารสำคัญที่พบในพริกขี้หนู ได้แก่ acetic acid; alanine,phenyl; ascorbic acid; butyric acid;
butyric acid,iso: ; caffeic acid; caproic acid; capsaicin; chlorogenic acid; ferulic acid;
hexanoic acid; lauric acid; protein; novivamide; valeric acid; vanillyl amine; zucapsaicin
• พริกขี้หนู มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ลดระดับน้ำตาลในเลือด ยับยั้งการดูดซึมน้ำตาลในระบบทางเดินอาหาร
ชว่ ยทำใหเ้ จรญิ อาหาร และตา้ นเชื้อราและไวรสั
• เมอ่ื ปี ค.ศ.1982 ท่ปี ระเทศอนิ เดีย ได้ทำการทดลองใช้สารสกัดจากพริกขี้หนู โดยผลการทดลองพบว่า
สารสกัดดงั กล่าวสามารถช่วยลดระดับนำ้ ตาลในเลอื ดของสตั วท์ ดลองได้
• เมอื่ ปี ค.ศ.2001 และปี ค.ศ.2004 ทป่ี ระเทศจาเมกา ได้ทำการทดลองในสนุ ขั โดยพบวา่ สารสกัดจาก
พริกขี้หนูสามารถยับยั้งการดูดซึมน้ำตาลจากทางเดินอาหารและเพิ่มการหลั่งของอินซูลิน จึงสามารถ
ชว่ ยลดระดับน้ำตาลในเลือดลงได้
15
• จากการศึกษาผลการลดระดับน้ำตาลในเลือดกับหญิงวัยหมดประจำเดือนจำนวน 10 ราย ซึ่งทำการ
ทดลองโดยการเปรียบเทียบระดบั น้ำตาลในเลอื ด โดยวันแรกให้ดื่มน้ำตาลกลูโคส 75 กรัม เพียงอย่าง
เดียว แล้วเจาะเลือด ณ เวลาก่อนกินและหลังกินที่เวลา 15, 30 และ 60 นาที หลังจากนั้นอีกวันให้
ดืม่ น้ำตาลกลโู คสเชน่ เดยี วกบั วันแรก แตก่ ินรว่ มกับพริกและทำการเจาะเลือด ณ เวลาเช่นเดมิ แลว้ นำ
ผลที่ได้มาเปรียบเทียบกัน จากการทดลองพบว่า ระดับน้ำตาลในเลือดหลังการดื่มน้ำตาลพร้อมพริก
30 นาที จะตำ่ กว่านำ้ ตาลในเลอื ดในวันแรกทีไ่ ม่ได้กินพรกิ ประมาณร้อยละ 20 จึงนา่ จะสรุปได้ว่าพริก
อาจมีผลตอ่ การลดระดับน้ำตาลในเลือดไดภ้ ายใน 30 นาที
• สาร Capsaicin สามารถยับยั้งการดูดซึมไขมันและลดระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ในหนูทดลองได้ จาก
การศึกษาโดยให้หนูทดลองกินอาหารที่มีไขมันสูง เพื่อทำให้ระดับไขมันในเลือดสูงขึ้น และเมื่อให้หนู
กนิ พริกและ Capsaicin เขา้ ไป พบว่าระดับไขมนั ในเลอื ดลดลง ส่วนอีกการศึกษาท่ีทำการศกึ ษาในคน
ที่มีไขมันในเลือดสูง โดยทำการแบ่งกลุ่มให้กินพริกขี้หนู 5 กรัม ร่วมกับอาหารปกติ เป็นระยะเวลา 4
สัปดาห์ หลังการทดลองพบว่ากลุ่มที่ไม่กินพริกมีระดับไขมันคอเลสเตอรอลทั้งหมด ไขมันเลว และ
ไขมันดีสูงขึ้น แต่ในกลุ่มที่กินพริกมีระดับไขมันทั้งหมดและไขมันเลวไม่เปลี่ยนแปลง แต่ไขมันดีสูงข้ึน
นอกจากน้ยี ังมีการศึกษาท่รี ะบวุ ่า สาร Capsaicin สามารถลดการสร้างไขมนั ในร่างกายไดอ้ ีกด้วย
• จากการศึกษาในประเทศญี่ปุ่น พบว่าการกินพริก 10 กรัม ทำให้เพิ่มอัตราการเผาผลาญของร่างกาย
โดยจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายใน 30 นาที นั่นอาจเป็นสิ่งที่อธิบายได้ว่าทำไมเราจึงรู้สึกเผ็ดร้อนหลัง
การกินพรกิ เขา้ ไป
• สาร Capsaicin สามารถลดการจับกลุ่มของเกล็ดเลือดได้ ถ้าหากเกล็ดเลือดจับกลุ่มกันง่ายหรือมี
มากกว่าปกติ จะทำให้เพิม่ ความเส่ียงของการเกดิ โรคหัวใจไดม้ ากข้ึน เพราะเลอื ดจะจบั ตวั กันเป็นก้อน
แล้วไปอุดตันหลอดเลือดหัวใจ ทำให้เกิดภาวะหัวใจขาดเลือด ซึ่งจากการศึกษาในคนได้พบว่าเมื่อกิน
พริกขี้หนูสด 5 กรัมที่สับละเอียดพร้อมกับน้ำ 1 แก้ว แล้ววัดค่าการจับกลุ่มของเกล็ดเลือดหลังกิน
ทันทีจนถึงหนึ่งชั่วโมง พบว่าจะมีการยืดระยะเวลาของการจับกลุ่มของเกล็ดเลือดออกไปภายใน 30
นาทีหลงั กินพริก และจากการศกึ ษาในระยะเวลา 4 สัปดาห์ ก็พบว่า การจับกลุ่มของเกล็ดเลือดมีการ
ยดื ระยะเวลาออกไปเชน่ กนั
• สาร Capsaicin มีผลตอ่ การละลายลิม่ เลือด (หากลิ่มเลอื ดไปอดุ กั้นในหลอดหัวใจ จะมีความเสี่ยงเป็น
โรคหัวใจมากขึ้น และหากไปอุดกั้นหลอดเลือดที่สมอง ก็อาจเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้) จากการ
ทดลองโดยให้นักศึกษาแพทย์กินพริกขี้หนูวันละ 2 ช้อนโต๊ะพร้อมกับก๋วยเตี๋ยว พบว่าจะทำให้มีการ
ละลายลิ่มเลือดเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลทันทีหลังกิน นอกจากนี้ยังพบว่า ไฟบริโนเจน (เป็นตัวสำคัญ
ในกระบวนการหยุดเลือด หากมีมากเกินไป จะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ) ในเลือดของคน
ไทยยังมีปริมาณต่ำกว่าชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย และปริมาณของเอนไซม์ตัวหนึ่งใน
กระบวนการละลายลิ่มเลือดที่มีชื่อว่า tissue plasminogen activator หรือ TPA (ผู้ป่วยโรคหัวใจ
และหลอดเลือดจะมีจำนวน TPA มากกว่าคนปกติ) เมื่อทำการศึกษาโดยให้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 12
ราย กินพริกขี้หนูสด 5 กรัม แล้วทำการเจาะเลือดเพื่อวัดเอนไซม์ TPA ผลการทำลองพบว่าปริมาณ
TPA ในเลือดลดลงอย่างมีนัยสำคัญภายใน 30 นาทีหลังกิน จึงสรุปได้ว่า พริกขี้หนูน่าจะมีผลต่อการ
ละลายลิม่ เลอื ดได้
16
• เมื่อนำสารสกัดจากพริกขี้หนูมาฉีดเข้าทางช่องท้องของหนูถีบจักรทดลอง จะมีฤทธิ์กดประสาท ทำให้
หนูทดลองเดินเซเล็กน้อยและชักตายได้ แต่เมื่อฉีดเข้าทางหลอดเลือดจะมีฤทธิ์กระตุ้นปลายประสาท
รบั ความร้สู กึ ทวั่ ไป และมีฤทธ์กิ ระตุ้นมดลกู ของหนขู าวทดลอง
• สาร Capsaicin ที่สกัดได้จากพริกขี้หนู สามารถกระตุ้นหัวใจห้องบนของหนูตะเภาได้ แต่เมื่อทดลอง
ฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำของสุนัขและแมว กลับพบว่าทำให้ความดันโลหิตและหัวใจเต้นช้าลง หายใจ
ติดขัด โดยอาการพวกนี้จะหายไปเมื่อตัดเส้นประสาทเวกัสออก ส่วนสาร Capsaicin จะเพิ่มความดนั
โลหิตของแมวที่ถูกตัดหัวออก ถ้าฉีดเข้าในหลอดเลือดดำของแมวทดลองที่ถูกวางยาสลบ ความดัน
โลหิตในปอดจะสูงขึ้น แต่เมื่อฉีดเข้าหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจโดยตรง จะทำให้หลอดเลือดนั้นหดตัว
และฤทธิ์ของสาร Capsaicin ต่อหัวใจห้องบนของหนูตะเภานั้นจะเพิ่มทั้งความแรงและความเร็วใน
การเตน้
• หลังการรับประทานอาหารที่ปรุงด้วยพริกขี้หนูแก่สีแดงเป็นเวลา 3 สัปดาห์ ก็พบว่าสารในกลุ่มคอร์ติ
โซนในพลาสมาจะเพม่ิ ข้ึน และปรมิ าณที่ขบั ออกมาทางปสั สาวะก็เพิม่ ขึ้นดว้ ย
• สาร Capsaicin มีฤทธิ์ต่อระบบทางเดินอาหาร โดยช่วยทำให้เจริญอาหาร ทำให้รับประทานอาหาร
ได้มากขึ้น และพริกขี้หนูยังสามารถช่วยกระตุ้นทำให้การเคลื่อนไหวของกระเพาะอาหารสุนัขเพิ่มข้ึน
และน้ำที่สกัดได้จากพริกขี้หนูยังมีฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้เล็กส่วนปลาย ilieum ของหนูตะเภาท่ี
เกิดจากอะเซทิลโมลีนและฮีสตามีนได้ ส่วน Capsaicin จะเพิ่มการบีบตัวของลำไส้เล็กส่วนปลาย
ileum ของหนูตะเภา แตถ่ ้าใช้สารชนดิ น้ซี ำ้ อีกคร้ังในขนาดเท่ากัน จะมีผลน้อยมากหรือไมม่ ผี ล
• สารสกดั จากพรกิ เมอื่ นำมาใชท้ าลงบนผิวหนังจะทำใหห้ ลอดเลือดบริเวณน้ันเกดิ การขยายตัว และการ
ไหลเวียนของเลือดเพิ่มขึ้น หากใช้มากเกินไปจะทำให้ระคายเคืองต่อผิว ผิวหนังเป็นแผลพุพองและ
แสบร้อนได้
• สาร Capsaicin ที่สกัดได้จากพริกขี้หนู มีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อ Bacillis cereus และสามารถฆ่าเช้ือ
Bacillus subtilis ได้ แต่จะไม่มผี ลตอ่ เชอื้ Bacillus aureus และ Bacillus coli
• สารสกดั จากพรกิ ข้หี นู โดยวิธกี ารตม้ ดว้ ยน้ำ มฤี ทธใ์ิ นการฆา่ แมลง
• จากการทดสอบความเป็นพิษ เมื่อทำการฉีดสาร Capsaicin ในปริมาณสูงเข้าทางใต้ผิวหนัง จะทำให้
เกิดการสะสม และเป็นพิษถึงตายได้ โดยปริมาณที่ทำให้หนูทดลองตายครึ่งหนึ่ง เมื่อฉีดเข้าหน้าท้อง
ของหนูขาวที่เพิ่งหย่านมหรือในหนูขาวตัวโตเต็มวัยและหนูถีบจักรอยู่ในช่วง 6.5-13.2 มิลลิกรัม ต่อ
น้ำหนักตัว แต่ถ้าให้กินพบว่าพิษจะลดลงกว่าการฉีดถึง 25 เท่า ซึ่งอาจเป็นเพราะการกินน้ันร่างกาย
สามารถดูดซึมได้นอ้ ยกว่าการฉีด
การแปรรูปพริกขี้หนู
1. พรกิ ตากแห้ง
พริกที่ใช้ทำพริกตากแห้ง จะใช้พริกแก่ ซึ่งควรเก็บผลในระยะแก่จัดที่มีผลสีแดงจัดทั่วทั้งผล และควร
เลือกผลที่ไม่ถูกโรคหรือแมลงทำลาย เพราะหากใช้พริกที่มีมีคุณภาพจะทำให้พริกแห้งมีสีไม่สวย และคุณภาพ
ด้อยลง เม่อื เก็บผลพรกิ แลว้ ควรนำมาตากหรอื ทำให้แหง้ โดยเร็วทีส่ ุด โดยวิธี ดังนี้
17
• การใหค้ วามรอ้ นร่วมกับตากแดด โดยทำเปน็ ขั้นตอน ดังน้ี
• ใหบ้ ม่ ในกรณีทเ่ี ก็บพริกยังไมแ่ ก่หรอื มสี ีแดงไม่ตลอดทั่วผล เพือ่ ผลพริกสกุ เป็นสแี ดงสม่ำเสมอ
กัน โดยเก็บรวมกันในเข่งที่ระบายอากาศได้ ประมาณ 2 คืน นอกจากนั้น ยังให้ความรอ้ นแก่
พริกที่แก่สม่ำเสมอแล้วเพื่อให้มีสีสวย เช่น การนำไปลวกน้ำร้อนอุณหภูมิประมาณ 70-80
องศาเซลเซียส โดยน้ำร้อนที่ใช้ไม่ควรเป็นน้ำเดือด ประมาณ 5-10 นาที แล้วจึงนำมาตาก
แดดให้แห้งตามขั้นตอนข้างต้น การลวกน้ำร้อนจะทำให้สีพริกสม่ำเสมอ ไม่ขาวด่าง และอี
กวีธี คือการนำมาย่างไฟอ่อนๆ จนกระทั่งสุกเพื่อให้แห้งเร็วก่อนนำออกตากแดด นำมาตาก
แดด ภายหลังย่างแล้ว เพื่อให้พริกแห้งสนิท โดยตากแดดประมาณ 5 แดด แล้วสามารถเก็บ
บรรจุถงุ ใส่พลาสตกิ พร้อมผูกปากถุงให้แน่นสำหรบั กันความชน้ื
2. การตากแดด
• นำพริกสดหลังจากการบ่มให้มีสีแดงสม่ำเสมอแล้วหรือพริกแก่ที่เก็บจากไร่ที่สุกมีสีแดง
สม่ำเสมอมาตากแดด ประมาณ 10-15 แดด หรือมากกว่านั้น ตามขนาดของผลพริก ขณะ
ตากแดด ให้พริกกลับพรกิ วนั ละครั้ง เพอื่ ใหพ้ ริกแหง้ สม่ำเสมอ
• พื้นหรือวัสดุรองตาก ควรทำจากไม้หรือพลาสติก ไม่ควรเป็นโลหะ เพราะหากใช้โลหะจะทำ
ให้พริกเกดิ การลวกไหม้ มสี เี หลอื งหรือดำได้
3. การอบ
• นำไปอบด้วยไอร้อนในเตาอบหรือนำไปอบด้วยเตาอบแสงอาทิตย์ ซึ่งจะร่นระยะเวลาในการ
ทำให้แห้งได้เร็วขึ้น เหมาะสำหรับเกษตรกรที่ปลูกพริกเป็นจำนวนมาก และเหมาะกับการทำ
พริกแห้งในช่วงฤดูฝน วิธีทำให้แหง้ ในข้อท่ี1 ข้อ 2 และ 3 นี้มีข้อดีตามมา คือ การฆ่าเชื้อโรค
รวมถึงการทำลายไข่แมลงที่ติดมากับผลพริกตายความชื้นของพริกแห้งก่อนเก็บใส่ถุงจะต้อง
ไมเ่ กิน 14% ตามข้อกำหนดของสำนกั งานมาตรฐานอุตสาหกรรม (มอก.)
2. การผลิตพริกข้ีหนูป่น (โรงงาน)
18
• พรกิ ขีห้ นทู ใ่ี ช้ตอ้ งผา่ นการตรวจสอบจากฝ่ายควบคุมคุณภาพก่อนทกุ ครั้ง เพอื่ คัดแยกผลพริก
ทไ่ี มม่ คี ุณภาพออก
• พรกิ ข้ีหนทู ่ีผ่านการคัดแยกแลว้ จะลงสเู่ ครื่องลา้ งพริกขี้หนู และถูกลำเลียงข้นึ จากอ่างล้าง
• นึง่ พริกขหี้ นู ท่ี 90 องศาเซลเซียส เปน็ เวลา 12 นาที
• พรกิ ข้หี นูทผ่ี า่ นการนงึ่ จะเข้าเครอ่ื งอบแหง้ ความชื้น โดยให้มีความชืน้ สดุ ทา้ ยไมเ่ กนิ 14%
เป็นเวลา 30 นาที
• พริกขห้ี นูทผ่ี า่ นการอบแหง้ จะเขา้ สู่การค่ัวพริก เพือ่ ใหก้ รอบ และมกี ลนิ่ หอม โดยใหไ้ ด้
ความชน้ื ของพริกข้ีหนใู นกระบวนการนี้ ไมเ่ กิน 6 %
• นำพริกขีห้ นทู ผี่ า่ นการคัว่ แล้วเขา้ เครอื่ งโม่พรกิ เพือ่ บดให้พรกิ กลายเปน็ พรกิ ขห้ี นปู ่นขนาดต่ำ
กวา่ 2 มลิ ลเิ มตร ความชน้ื ไม่เกิน 5% ซ่ึงจะได้นำ้ หนักพริกขหี้ นปู ่นท่ี 95%ของน้ำหนักพริก
ข้หี นูตากแห้งท่ใี ชใ้ นการผลิต
• บรรจใุ นบรรจภุ ณั ฑ์ และชัง่ น้ำหนกั พร้อมนำเกบ็ ในสถานทปี่ อ้ งกันความชื้นไดด้ ี
ขอ้ ควรระวงั ในการรับประทานพรกิ ขห้ี นู
ผ้ทู ีม่ ีอาการกระเพาะหรือลำไส้อกั เสบ เปน็ แผลในกระเพาะอาหาร และผทู้ เ่ี ป็นวัณโรคหรอื รดิ สีดวง
ทวาร ไมค่ วรรบั ประทานพรกิ ขห้ี นู
หากเผลอรับประทานพริกหรือเด็กรับประทานพริกที่เผ็ดมากอย่างพริกขี้หนูเข้าไป ก็ให้ดื่มนมตาม เพราะใน
น้ำนมจะมสี าร Casein ทช่ี ่วยทำลายความเผ็ดลงได้
การรับประทานพรกิ มากเกินไปอาจทำใหเ้ กิดอาการแสบท้อง ทำใหห้ นา้ เปน็ สิวได้ และถ้าถกู พริกหรือจับพริกก็
จะทำให้ผิวหนงั เกดิ อาการแสบรอ้ นได้
สำหรับผทู้ ี่ไม่รับประทานเผ็ดเลย แล้วมารบั ประทาน อาจทำใหช้ ักตาตั้งได้
คุณคา่ ทางโภชนาการ (100 กรมั ท่บี รโิ ภคได)้
• พลงั งาน 347 กิโลแคลอรี่
• โปรตีน 15.8 กรมั
• ไขมนั 9.1 กรมั
• คารโ์ บไฮเดรต 50.5 กรมั
• เส้นใย 22.7 กรมั
• แคลเซียม 32 มลิ ลิกรัม
• ฟอสฟอรัส 360 มิลลกิ รมั
• เหลก็ 15.8 มลิ ลกิ รัม
• วิตามนิ เอ 4287 ไมโครกรัม
19
• ไทอามนี 0.16 มิลลกิ รมั )
• ไรโบฟลาวิน 0.74 มลิ ลิกรัม
• ไนอาซนิ 11.2 มลิ ลกิ รมั
• วิตามนิ ซี 0 มิลลกิ รมั
• เถ้า 3.8 กรมั
ความเผ็ดของพรกิ
ความเผด็ ของพรกิ มแี ตกตา่ งกนั ตั้งแต่ เผด็ นอ้ ย ปานกลาง มาก และมากท่สี ุดมี
นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันไดค้ ิดค้นวธิ ีการวดั ความเผด็ ของพริก สามารถแยกกลมุ่ เรียงตามความ เผด็ ได้ดังน้ี
1.ฮาบาเนโรแดงซาวีนา (Red Savina Habanero) มคี วามเผด็ 580,000 หนว่ ย ติดอันดบั เผด็ ที่สุดในโลก
2.ฮาบาเนโร (Habanero) เผ็ดระดบั 200,000-500,000 หนว่ ย
3.พริกขี้หนู (Thai Bired Pepper) เผด็ ระดบั 100,000-350,000 หนว่ ย
4.พรกิ ชีฟ้ า้ (Cayenne) เผด็ ปานกลาง ระดบั 30,000-50,000 หน่วย
5.พริกหยวก หรือ พรกิ หวาน (Bell Pepper หรอื Italian Sweet) ไมเ่ ผด็ เลย จงึ มคี วามเผด็ เปน็ 0 หนว่ ย
องคป์ ระกอบทางเคมที พี่ บ
สารประกอบสำคญั ของพรกิ มี 2 กลุ่ม คือ
1. กลุ่มสารที่ให้กลิ่น และรสเผ็ดร้อน (capsaicinoids) สารเหล่านี้ ได้แก่ แคปไซซินอยด์ (capsaicinoids) ซึ่ง
ประกอบด้วยสารต่างๆ คือ แคปไซซิน (capsaicin) ไดไฮโดรแคปไซซิน (dihydrocapsaicin), โฮโมแคปไซซิน
(homocapsaicin), โฮโมไดไฮโดรแคปไซซิน (homodihydro-capsaicin), นอร์ไดไฮโดรแคปไซซิน
(nordihydrocapsaicin) ในผลพรกิ มีปรมิ าณสารให้ความเผ็ดแตกต่างกันไป คือ
1. capsaicin 46 – 47
2. dihydrocapsaicin 21 – 40
3. nordihydrocapsaicin 2 – 11
4. homocapsaicin 0.6 – 2
5. homodihydrocapsaicin 1 – 2
แคปไซซิน (Capsaicin) มีสูตรโมเลกุล C18H27NO3 มีชื่อทางการค้าว่า 8- methyl-N-vanillyl-6-
nonenamide สารน้พี บมากทผ่ี นังชั้นใน (inner wall) ของผล บรเิ วณผนังกนั้ ระหว่างเซลล์ และพริกของพริก
โดยบรเิ วณรกจะแคปไซซนิ ปรมิ าณร้อยละ 4.72 – 32 ต่อหน่วยนำ้ หนกั พรกิ
20
พรกิ แหง้ ในทอ้ งตลาดจะมแี คปไซซินต้งั แต่ 0-360 มิลลกิ รัม/กิโลกรัม และถ้าพริกแหง้ ทมี่ ีแคปไซซินสูง
กว่า 50 มิลลิกรัม/กิโลกรัม จะให้รสเผ็ดร้อนมาก ทั้งนี้ แคปไซซินมีคุณสมบัติทนทานต่อการปรุง และการแปร
รูปอาหารที่ผ่านความร้อนได้ดี สารแคปไซซินที่ละลายในน้ำเพียง 1 ส่วนใน 10 ล้านส่วน ก็ยังคงความเผ็ดอยู่
รสเผ็ดของแคปไซซินจะไม่ถูกทำลายด้วยด่าง แต่สามารถถูกทำลายได้โดย Oxidising agent เช่น Potassium
dichromate หรือ Potassium permanganate
มาตรฐานการวัดความเผ็ดของพริก ทำโดยใช้ผงพรกิ แห้ง 1 กรัม แช่ในแอลกอฮอล์ 50 มิลลลิ ิตร นาน
24 ชั่วโมง จากนั้น นำส่วนของชั้นแอลกอฮอล์ประมาณ 0.1 มิลลิลิตร สำหรับทำให้เจือจางด้วยน้ำกลั่นที่มี
sucrose 10% ให้ได้จำนวน 140 มิลลิลิตร จากนั้น ทดสอบกับอาสาสมัคร โดยให้ทดลองดื่ม 5 มิลลิลิตร/คน
หากพบว่า 2 ใน 3 ของอาสาสมัครรู้สึกเผ็ด สารละลายทีใ่ ช้นี้นี้จะเทียบได้กับพรกิ 1 ส่วน ใน 70,000 ส่วนของ
นำ้ หวาน (sucrose) โดยพบวา่ พริกจากญีป่ นุ่ จะเผด็ ใน 1:50,000 สว่ นพริกจากอนิ เดยี จะเผด็ 1:40,000 ส่วน
สารแคปไซซินบริสทุ ธิ์จะมลี กั ษณะเป็นผงผลึก ไมม่ ีสี น้ำหนกั โมเลกุล 305.4 g mol-1 มจี ดุ เดอื ดท่ี 210 – 220
องศาเซลเซียส ไมล่ ะลายในน้ำเยน็ แตล่ ะลายได้ดใี นเอทานอล อเี ทอร์ และอะซีโตน
สารให้ความเผ็ดจะกระจายตัวในส่วนต่างๆของผลพริกที่ปริมาณต่างกัน โดยจะพบมากในส่วนของ
เน้อื เยอื่ ช้ันในทต่ี ิดกบั ไส้ (disseppiment) โดยพบปริมาณแคปไซซนิ สงู ถึงร้อยละ 89 ในปรมิ าณทง้ั หมดของผล
พริก ส่วนในเมล็ดพบเพียงร้อยละ 10.8 เท่านั้น ปริมาณสารแคปไซซินยังแตกต่างกันตามชนิดพันธุ์พริก อายุ
พริก ลักษณะดิน และสภาพภมู อิ ากาศ
2. กลุ่มสารให้สารสีสาร จะเป็นสารที่จัดอยู่ในกลุ่มรงควัตถุ พวกแคโรทีนอยด์ (carotenoid) สารสีที่สำคัญ
ได้แก่ แคปแซนทิน (capxanthin) ซึ่งเป็นสารคีโตแคโรทีนอยด์ (ketocarotenoid, C40H58NO3), แคปโซรู
บนิ (capsorubin), นีโอแซนทิน (neoxanthin), ไวโอลาแซนทิน (violaxanthin), เซยี แซนทิน (zeazanthin),
ลูเทอิน (lutein) และบีตาแคโรทีน (B-carotene)
สารประกอบแคปแซนทินบริสุทธิ์จะเป็นผลึกรูปเข็มสีแดงเข้ม ละลายได้ในแอลกอฮอล์ มีจุด
หลอมเหลวที่ 175 – 176 องศาเซลเซียส สารละลายแคปแซนทินที่สกัดด้วยปิโตรเลียมอีเทอร์ ดูดกลืนแสงที่
ความยาวคลื่น 475 – 500 nm โดยผลพริกอ่อนจะไมพ่ บรงควัตถุพวกคีโตแคโรทีนอยด์ แต่จะพบรงควตั ถทุ ี่ให้
สีเขียว และเหลืองส้ม ได้แก่ ลูเทอีน, ไวโอลาแซนทิน, แคปโซรูบิน, บีตาแคโรทีน และคริปโตแซนทินรงควัตถุ
ในผลพริกจะกระจายในส่วนต่างๆแตกต่างกัน โดยพบมากที่เนื้อผลสูงกว่าเมล็ด เช่น เนื้อพริก Capsicum
annuum var. acuminatum พบบีตาแคโรทีนสูงร้อยละ 94.6 ของปริมาณทั้งหมด ส่วนในเมล็ดพบเพียงร้อย
ละ 4.9
บรรณานกุ รม
ความสำคัญและความเปน็ มาของพรกิ ขหี้ นู
สทุ ศั น์ ยกส้าน MGR ONLINE โลกวทิ ยาการ https://mgronline.com (29 กันยายน 2564)
ลกั ษณะทางพฤกษศาสตร์ของพริกข้หี นู
จอมยุทธ Capsicum spp. บา้ นจอมยทุ ธ https://puechkaset.com (29 กนั ยายน 2564)
พันธพุ์ รกิ ขห้ี นู
สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวตั กรรมเกษตร– NSTDA https://www.nstda.or.th
(29 กันยายน 2564)
วิธกี ารปลูกตน้ พรกิ
เกษตรอนิ เทรนด์ เสน้ ทางเศรษฐอี อนไลน์ https://home.kapook.com
(29 กนั ยายน 2564)
สรรพคณุ และประโยชน์ของพริกขห้ี นู
กรมส่งเสริมการเกษตร Medthai https://medthai.com (29 กันยายน 2564)
โรคแมลงและการปอ้ งกนั
งานเกษตรพชื Google Sites https://sites.google.com (29 กันยายน 2564)
มาตรฐานสนิ คา้ เกษตร
มาตรฐานสินคา้ เกษตร
มกษ. 1502-2560
THAI AGRICULTURAL STANDARD
TAS 1502-2017
พริก
CHILLI PEPPER
สานักงานมาตรฐานสนิ คา้ เกษตรและอาหารแหง่ ชาติ
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ICS 67.080.20 ISBN 978-974-403-658-2
มาตรฐานสนิ ค้าเกษตร
มกษ. 1502-2560
THAI AGRICULTURAL STANDARD
TAS 1502-2017
พริก
CHILLI PEPPER
สานกั งานมาตรฐานสนิ ค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
50 ถนนพหลโยธนิ เขตจตุจกั ร กรุงเทพฯ 10900
โทรศพั ท์ 0 2561 2277 โทรสาร 0 2561 3357
www.acfs.go.th
ประกาศในราชกิจจานเุ บกษา ฉบบั ประกาศและงานท่ัวไป เล่ม 134 ตอนพิเศษ 99 ง
วันที่ 7 เมษายน พทุ ธศักราช 2560
(2)
คณะกรรมการวชิ าการพจิ ารณามาตรฐานสนิ คา้ เกษตร
เร่อื ง พริก
1. อธบิ ดีกรมวิชาการเกษตร หรอื ผู้ท่อี ธบิ ดมี อบหมาย ประธานกรรมการ
นายดิเรก ตนพยอม รองอธิบดี
2. ผู้แทนกรมส่งเสริมการเกษตร กรรมการ
นางอรสา ดสิ ถาพร
นางสาวจริ าภา จอมไธสง
3. ผแู้ ทนสานกั งานมาตรฐานสินคา้ เกษตรและอาหารแห่งชาติ กรรมการ
นางสาวนลนิ ทพิ ย์ เพณี
นางศศวิ ิมล ทบั แย้ม
4. ผู้แทนกองวจิ ัยและพัฒนาวิทยาการหลงั การเก็บเก่ียวและแปรรปู ผลติ ผลเกษตร กรรมการ
กรมวชิ าการเกษตร
นางสาวบญุ ญวดี จริ ะวฒุ ิ
นางสาวเนตรา สมบรู ณแ์ ก้ว
5. ผู้แทนสถาบนั วจิ ยั พชื สวน กรมวิชาการเกษตร กรรมการ
นายกฤษณ์ ลินวัฒนา
นางสาววิลาวณั ย์ ใคร่ครวญ
6. ผู้แทนคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรรมการ
นางสาวปริยานุช จลุ กะ
นางสาวพิจติ รา แกว้ สอน
7. ผูแ้ ทนคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลยั ขอนแกน่ กรรมการ
รองศาสตราจารยส์ ุชลี า เตชะวงศเ์ สถียร
รองศาสตราจารย์เพชรรตั น์ ธรรมเบญจพล
รองศาสตราจารยน์ ชุ รยี ์ ศริ ิ
8. ผู้แทนสภาเกษตรกรแหง่ ชาติ กรรมการ
นายประทีป กลบี แกว้
นายมนตรี ถาวร
9. ผู้แทนสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กรรมการ
นางจุฑารัตน์ พัฒนาทร
10. ผแู้ ทนสมาคมผู้ประกอบการพชื ผักผลไมไ้ ทย กรรมการ
(3) กรรมการ
กรรมการ
11. ผทู้ รงคณุ วุฒิด้านพัฒนาสายพนั ธุ์ กรรมการ
นายเนตร เพ็ชระ กรรมการ
กรรมการและเลขานุการ
12. ผทู้ รงคุณวุฒดิ า้ นเทคโนโลยีการผลติ
นายยศวัฒน์ ศริ ิอธิพนั ธ์ุ
13. ผทู้ รงคณุ วุฒดิ า้ นการผลิต
นายสุรชาติ ประสงค์สนั ต์
14. ผู้ทรงคณุ วุฒิด้านการผลิต
นายถาวร เจตนา
15. ผ้แู ทนสานักกาหนดมาตรฐาน
สานักงานมาตรฐานสนิ ค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ
นางชุติวรรณ จัตตุพรพงษ์
นางสาวกลุ พิพิทย์ จันทรบ์ วย
(4)
ตามท่ีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ประกาศมาตรฐานสินค้าเกษตรท่ี มกษ. 1502-2547 เร่ือง พริก
เม่ือวันที่ 26 เมษายน 2547 ในราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศท่ัวไป เมื่อวันท่ี 7 มิถุนายน 2547 เพื่อให้
มาตรฐานมคี วามเหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ประกอบกับมีการกาหนดมาตรฐานพริกระหว่างประเทศ
และภูมิภาค คณะกรรมการมาตรฐานสินค้าเกษตรจึงเห็นสมควรให้ปรับปรุงแก้ไขมาตรฐานฉบับเดิม
เพอ่ื ใหพ้ รกิ ของไทยเป็นทย่ี อมรับทง้ั ดา้ นคณุ ภาพและความปลอดภยั
มาตรฐานสินคา้ เกษตรน้ี กาหนดข้ึนโดยใชเ้ อกสารต่อไปนเี้ ป็นแนวทาง
Association of Southeast Asian Nations. 2011. ASEAN Standard for Chilli Peppers. ASEAN STAN
21:2011.
Joint FAO/WHO Food Standard Programme. 2011. Codex Standard for Chilli Peppers. CODEX
STAN 307-2011.
The United Nations Economic Commission for Europe. 2013. UNECE Standard FFV-61 concerning
the marketing and commercial quality and control of Chilli Peppers. UNECE STANDARD FFV-61.
1 มกษ. 1502-2560
มาตรฐานสนิ ค้าเกษตร
พรกิ
1. ขอบขา่ ย
1.1 มาตรฐานสินค้าเกษตรน้ี ใช้กับพริกท่ีมีความเผ็ด (chilli pepper/hot pepper) ซ่ึงได้มาจากพืช
ที่มชี ่อื วทิ ยาศาสตร์ว่า Capsicum spp. วงศ์ Solanaceae พันธ์ุที่ผลิตเป็นการค้า ได้แก่ กลุ่มพริก
ผลใหญ่1/ และกลุ่มพริกผลเล็ก2/ ซ่ึงผ่านการจัดเตรียมและบรรจุหีบห่อ เพื่อจาหน่ายใน
รปู ผลติ ผลสดแกผ่ ้บู รโิ ภค
1.2 มาตรฐานสนิ คา้ เกษตรน้ี ไมร่ วมพริกหวาน (sweet pepper) และพรกิ ท่ีใช้แปรรปู ในอุตสาหกรรม
2. คุณภาพ
2.1 ขอ้ ก่าหนดข้ันตา่
2.1.1 พริกทุกช้ันคณุ ภาพต้องเป็นไปตามข้อกาหนดดงั ต่อไปน้ี เว้นแต่จะมีข้อกาหนดเฉพาะของแต่ละ
ชน้ั คณุ ภาพและเกณฑค์ วามคลาดเคล่อื นท่ียอมใหม้ ีไดต้ ามท่ีระบไุ ว้
ก) เปน็ พริกท้ังผลทม่ี ีสภาพสมบรู ณ์ อาจมหี รือไม่มีก้านและข้ัวผลก็ได้ กรณีไม่มีก้านหรือข้ัวผล
บริเวณขั้วผลทถี่ ูกปลิดออกต้องสะอาดและไมฉ่ ีกขาด
ข) สด
ค) สภาพดี ไม่มรี อยช้าหรอื ไมเ่ น่าเสียทีท่ าให้ไม่เหมาะต่อการบริโภค
ง) สะอาด ปราศจากสิ่งแปลกปลอมที่มองเห็นได้
จ) ไม่มศี ัตรพู ชื ท่ีมผี ลกระทบต่อรูปลกั ษณท์ วั่ ไป
ฉ) ไมม่ คี วามเสยี หายจากศตั รพู ชื ท่ีมีผลกระทบตอ่ คุณภาพของเนื้อพริก
ช) ไม่มีความช้ืนท่ีผิดปกติจากภายนอก ท้ังน้ีไม่รวมถึงหยดน้าท่ีเกิดหลังจากนาพริกออกจาก
ห้องเย็น
1/ กลุม่ พรกิ ผลใหญ่ เป็นพริกท่ีมีเส้นผ่าศูนย์กลางผลประมาณ 1.0 เซนติเมตร (cm) – 4.0 cm เช่น พริกมัน พริกหนุ่ม
พรกิ เหลอื ง พริกหยวก ซง่ึ มลี ักษณะแตกต่างกนั ในดา้ นรปู ร่าง ขนาด ปลายผล สี ผิวผล รสชาติ ทง้ั นขี้ นึ้ อยกู่ บั พนั ธ์ุ
2/ กลุ่มพริกผลเล็ก เป็นพริกที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางผลประมาณ 0.3 cm – 1.5 cm ได้แก่ (1) พริกข้ีหนูผลใหญ่ เช่น
พริกจนิ ดา พริกหัวเรือ พรกิ หว้ ยสีทน พรกิ ยอดสน และ (2) พริกขี้หนูผลเล็ก เชน่ พริกข้ีหนูสวน พริกตุ้ม พริกข้ีนก ซ่ึงมี
ลกั ษณะแตกต่างกนั ในด้านรปู ร่าง ขนาด ปลายผล สี ผิวผล รสชาติ ทงั้ นข้ี นึ้ อยู่กบั พันธุ์
มกษ. 1502-2560 2
ซ) ไม่มคี วามเสียหายเนอื่ งจากอณุ หภมู ิต่า และ/หรืออณุ หภูมิสงู
ฌ) ไมม่ กี ลิ่น และ/หรอื รสชาติท่ผี ิดปกติ
2.1.2 พริกต้องมีอายุการเก็บเกี่ยวท่ีเหมาะสม เพ่ือให้อยู่ในสภาพที่ยอมรับได้เม่ือถึงปลายทาง ท้ังน้ี
ขน้ึ อยู่กบั พนั ธุ์ ฤดกู าล แหลง่ ที่ปลกู หรือความต้องการของตลาด
2.2 การแบง่ ชนั้ คณุ ภาพ
พริกตามมาตรฐานสนิ คา้ เกษตรน้ี แบง่ เปน็ 3 ช้นั คุณภาพ ดังนี้
2.2.1 ช้ันพเิ ศษ (Extra class)
พริกในช้ันน้ีต้องมีคุณภาพดีท่ีสุด ลักษณะตรงตามพันธุ์ ไม่มีความผิดปกติด้านรูปทรงหรือ
ตาหนิที่ผิว ในกรณีทีม่ คี วามผิดปกตหิ รือตาหนติ ้องมองเหน็ ได้ไม่ชัดเจน และไม่มีผลกระทบต่อ
รปู ลักษณ์ทวั่ ไป คุณภาพของเนอ้ื พรกิ คณุ ภาพระหว่างการเกบ็ รกั ษา และการจัดบรรจุในหีบหอ่
2.2.2 ช้นั หนึง (Class I)
พริกในชั้นนี้ต้องมีคุณภาพดี ลักษณะตรงตามพันธุ์ อาจมีความผิดปกติหรือตาหนิได้เล็กน้อย
ดงั ต่อไปน้ี
ก) ความผดิ ปกตเิ ลก็ น้อยดา้ นรปู ทรง
ข) ตาหนิเล็กน้อยที่ผิว เช่น ร่องรอยการทาลายของแมลงศัตรูพืช รอยขีดข่วน โดยขนาดของ
ตาหนิทีผ่ ิวโดยรวมต้องไม่เกิน 5% ของพื้นท่ีผวิ ของพริก
ทัง้ น้คี วามผิดปกติหรือตาหนดิ งั กล่าวต้องไม่มีผลกระทบต่อรูปลักษณ์ท่ัวไป คุณภาพของเน้ือพริก
คณุ ภาพระหวา่ งการเกบ็ รกั ษา และการจดั บรรจใุ นหบี ห่อ
2.2.3 ช้ันสอง (Class II)
พริกในชน้ั น้รี วมพริกทีม่ คี ุณภาพไม่เข้าชั้นที่สูงกว่า แต่มีคุณภาพตามข้อกาหนดข้ันต่าที่กาหนด
ในขอ้ 2.1 พรกิ ในชนั้ น้ีมคี วามผดิ ปกตหิ รือตาหนไิ ด้ ดังต่อไปน้ี
ก) ความผดิ ปกติด้านรูปทรง
ข) ตาหนทิ ี่ผิว เช่น รอ่ งรอยการทาลายของแมลงศัตรูพืช รอยขีดข่วน โดยขนาดของตาหนิที่ผิว
โดยรวมต้องไม่เกนิ 10% ของพื้นที่ผวิ ของพรกิ
ท้ังน้ีความผิดปกติหรือตาหนิต้องไม่มีผลกระทบต่อคุณภาพของเน้ือพริก คุณภาพระหว่าง
การเก็บรักษา และการจดั บรรจใุ นหบี หอ่
3 มกษ. 1502-2560
3. การจัดขนาด
การจัดขนาดของพรกิ พจิ ารณาจากความยาวของผลไม่รวมก้านและขวั้ ผล ดังน้ี
รหสั ขนาด ความยาวของผล
(cm)
1 >16
2 >12-16
3 >8-12
4 >4-8
5 0.5-4
หมายเหตุ
การแบ่งช้ันคุณภาพ (ข้อ 2.2) และการจัดขนาด (ข้อ 3) ในมาตรฐานน้ี ใช้ในการพิจารณาทาง
การค้าโดยนาข้อกาหนดการแบ่งช้ันคุณภาพไปใช้ร่วมกับข้อกาหนดการจัดขนาด เพื่อกาหนด
เปน็ ช้ันทางการคา้ ซงึ่ คคู่ า้ อาจมกี ารเรียกช่ือช้ันทางการค้าที่แตกต่างกัน ขึ้นกับความต้องการของ
ค่คู า้ หรอื ตามขอ้ จากดั ท่ีมเี น่ืองมาจากฤดกู าล
4. เกณฑค์ วามคลาดเคลือน
เกณฑ์ความคลาดเคล่ือนเรื่องคุณภาพและขนาดที่ยอมให้มีได้ในแต่ละหีบห่อ สาหรับพริกท่ีไม่
เปน็ ไปตามคณุ ภาพและขนาดท่รี ะบไุ ว้ มดี ังนี้
4.1 เกณฑค์ วามคลาดเคลือนเรอื งคุณภาพ
4.1.1 ชนั้ พิเศษ (Extra class)
ความคลาดเคล่ือนไม่เกิน 5% โดยจานวนหรือน้าหนักของพริกที่มีคุณภาพไม่เป็นไปตาม
ข้อกาหนดของชั้นพิเศษ (ข้อ 2.2.1) แต่เป็นไปตามคุณภาพของชั้นหน่ึง (ข้อ 2.2.2) หรือ
คณุ ภาพยงั อยใู่ นเกณฑค์ วามคลาดเคลอ่ื นของคุณภาพช้ันหนง่ึ (ขอ้ 4.1.2)
4.1.2 ชั้นหนงึ (Class I)
ความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 10% โดยจานวนหรือน้าหนักของพริกท่ีมีคุณภาพไม่เป็นไปตาม
ข้อกาหนดของชั้นหน่ึง (ข้อ 2.2.2) แต่เป็นไปตามคุณภาพของชั้นสอง (ข้อ 2.2.3) หรือ
คณุ ภาพยงั อย่ใู นเกณฑ์ความคลาดเคล่ือนของคณุ ภาพชน้ั สอง (ขอ้ 4.1.3)
มกษ. 1502-2560 4
4.1.3 ช้ันสอง (Class II)
ความคลาดเคล่ือนไม่เกิน 10% โดยจานวนหรือน้าหนักของพริกที่มีคุณภาพไม่เป็นไปตาม
ข้อกาหนดของชั้นสอง (ข้อ 2.2.3) หรือไม่ได้ข้อกาหนดขั้นต่า (ข้อ 2.1) แต่ต้องไม่มีรอยช้า
ผลเนา่ เสีย หรือมลี กั ษณะอ่นื ที่ไม่เหมาะสาหรบั การบรโิ ภค
4.2 เกณฑค์ วามคลาดเคลอื นเรอื งขนาด
พริกทุกรหัสขนาดมีพริกที่ขนาดใหญ่หรือเล็กกว่าถัดไปหนึ่งรหัสขนาดปนมาได้ไม่เกิน 10%
โดยจานวนหรอื นา้ หนกั ของพรกิ
5. การบรรจุหีบหอ่
5.1 ความสม่าเสมอ
พริกท่ีบรรจุในแต่ละหีบห่อ ต้องมีความสม่าเสมอท้ังในเรื่องพันธ์ุ คุณภาพ ขนาด ระดับความ
แก่ออ่ น และสี กรณีที่บรรจุพรกิ คละพันธุ์ และ/หรือคละสี ต้องมีความสม่าเสมอในช้ันคุณภาพ
และขนาดของแต่ละพนั ธุ์ และแหล่งกาเนดิ
กรณีที่มองเห็นพริกจากภายนอกหีบห่อ พริกส่วนท่ีมองเห็นต้องเป็นตัวแทนของผลิตผล
ท้ังหมด
5.2 ภาชนะบรรจุ
ภาชนะบรรจุต้องสะอาด มีคุณสมบัติที่สามารถป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายต่อคุณภาพของ
พริก ทนทานต่อการขนส่ง และไม่ทาให้เกิดการปนเปื้อน วัสดุที่ใช้ภายในภาชนะบรรจุ
ต้องสะอาดและไม่มีสิ่งแปลกปลอม หากมีการใช้กระดาษหรือตราประทับที่มีข้อมูลทางการค้า
ตอ้ งใช้หมกึ พิมพห์ รือกาวท่ไี ม่เป็นพิษ
6. การแสดงฉลากและเครอื งหมาย
6.1 ผลิตผลทีจา่ หนา่ ยโดยตรงตอ่ ผบู้ รโิ ภค
ต้องมีข้อความแสดงรายละเอียดที่หีบห่อ ส่ิงห่อหุ้ม หรือป้ายสินค้า โดยต้องมองเห็นได้ง่าย
ชดั เจน ไมห่ ลุดลอก ไม่เป็นเท็จหรือหลอกลวงหรือท่ีอาจจะทาให้เข้าใจผิดเกี่ยวกับลักษณะของ
สินคา้ อยา่ งนอ้ ยดงั ตอ่ ไปน้ี
ก) ช่อื ผลติ ผล
ใหร้ ะบขุ อ้ ความว่า “พรกิ ” หากไมส่ ามารถมองเหน็ จากภายนอก
ข) นา้ หนักสุทธิเป็นระบบเมตรกิ
ค) ชัน้ คณุ ภาพ (ถ้าม)ี
5 มกษ. 1502-2560
ง) รหัสขนาด และ/หรือขนาด (ถา้ ม)ี
จ) ระดับความเผ็ด (ถ้ามี) โดยสามารถใช้ข้อมูลอ้างอิงการจัดระดับความเผ็ดของพริกตาม
ภาคผนวก ข
ฉ) วนั เดือน ปีทบี่ รรจุ (ถ้าม)ี
ช) ข้อมูลผู้ผลิต ผู้บรรจุ ผจู้ ัดจาหนา่ ย ผนู้ าเขา้ หรือผ้สู ง่ ออก
ให้ระบุช่ือและทอี่ ยู่ของผผู้ ลติ ผ้บู รรจุ ผู้จดั จาหนา่ ย ผ้นู าเข้า หรอื ผูส้ ง่ ออก
ซ) ประเทศที่เปน็ แหล่งกาเนิด
ให้ระบุชอ่ื ประเทศผปู้ ลูก ยกเวน้ กรณที ่ีปลกู เพอ่ื จาหนา่ ยในประเทศ
ฌ) ภาษา
กรณีที่ผลิตเพื่อจาหน่ายในประเทศต้องใช้ข้อความเป็นภาษาไทยแต่จะมีภาษาต่างประเทศ
ดว้ ยกไ็ ด้ กรณีทผ่ี ลติ เพือ่ การส่งออกให้แสดงข้อความเป็นภาษาต่างประเทศได้
6.2 ผลิตผลทไี ม่ได้จา่ หน่ายโดยตรงต่อผ้บู ริโภค
ต้องมีข้อความที่ระบุในเอกสารกากับสินค้า ฉลาก หรือแสดงไว้ที่หีบห่อ โดยข้อความต้อง
มองเห็นได้ง่าย ชัดเจน ไม่หลุดลอก ไม่เป็นเท็จหรือหลอกลวงหรือที่อาจจะทาให้เข้าใจผิด
เกยี่ วกบั ลกั ษณะของสินคา้ อยา่ งน้อยดังตอ่ ไปน้ี
ก) ชือ่ ผลิตผล
ใหร้ ะบุข้อความวา่ “พรกิ ”
ข) นา้ หนกั สุทธเิ ปน็ ระบบเมตรกิ
ค) ชนั้ คุณภาพ (ถา้ ม)ี
ง) รหสั ขนาด และ/หรอื ขนาด (ถา้ ม)ี
จ) ระดับความเผ็ด (ถ้ามี) โดยสามารถใช้ข้อมูลอ้างอิงการจัดระดับความเผ็ดของพริกตาม
ภาคผนวก ข
ฉ) วัน เดือน ปที ่บี รรจุ (ถา้ ม)ี
ช) ขอ้ มลู ผผู้ ลิต ผบู้ รรจุ ผู้จัดจาหน่าย ผนู้ าเขา้ หรอื ผสู้ ่งออก
ให้ระบุชอ่ื และทอ่ี ย่ขู องผผู้ ลิต ผบู้ รรจุ ผจู้ ดั จาหนา่ ย ผู้นาเขา้ หรอื ผสู้ ง่ ออก
ซ) ประเทศทีเ่ ป็นแหล่งกาเนิด
ให้ระบุช่ือประเทศผูป้ ลกู ยกเว้นกรณีที่ปลูกเพื่อจาหน่ายในประเทศ
ฌ) ภาษา
กรณีที่ผลิตเพื่อจาหน่ายในประเทศต้องใช้ข้อความเป็นภาษาไทยแต่จะมีภาษาต่างประเทศ
ดว้ ยกไ็ ด้ กรณีทผี่ ลติ เพ่อื การส่งออกให้แสดงข้อความเป็นภาษาต่างประเทศได้
มกษ. 1502-2560 6
6.3 เครืองหมายรับรองมาตรฐานสนิ คา้ เกษตร
การแสดงเคร่ืองหมายรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตร ให้เป็นไปตามกฎกระทรวง เร่ือง กาหนด
ลักษณะของเคร่ืองหมาย การใช้เครื่องหมาย และการแสดงเคร่ืองหมายรับรองมาตรฐานสินค้า
เกษตร พ.ศ.2553 และประกาศสานักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติท่ี
เก่ยี วข้อง
7. สารปนเป้อื น
ปริมาณสารปนเปื้อนในพริกให้เปน็ ไปตามกฎหมายหรือข้อกาหนดของมาตรฐานสินค้าเกษตรท่ี
เก่ียวขอ้ ง
8. สารพษิ ตกค้าง
ปริมาณสารพิษตกค้างในพริกให้เป็นไปตามกฎหมายท่ีเก่ียวข้อง และ มกษ. 9002 มาตรฐาน
สินค้าเกษตร เร่ือง สารพิษตกค้าง: ปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด และ มกษ. 9003 มาตรฐาน
สินค้าเกษตร เรื่อง สารพิษตกค้าง: ปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุดท่ีปนเป้ือนจากสาเหตุที่ไม่อาจ
หลีกเล่ียงได้
9. สขุ ลกั ษณะ
9.1 การผลิตและการปฏบิ ัตติ ่อพรกิ ในขัน้ ตอนต่างๆ รวมถึงการเก็บรักษา การบรรจุ และการขนส่ง
ต้องปฏิบัติอย่างถูกสุขลักษณะ เพ่ือป้องกันการปนเปื้อนที่จะก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภค
หรือได้รับการรับรองตาม มกษ. 2502 มาตรฐานสินค้าเกษตร เรื่อง การปฏิบัติทางการเกษตร
ที่ดี (Good Agricultural Practices: GAP) สาหรับพริก หรือ มกษ. 9001 มาตรฐานสินค้า
เกษตร เร่ือง การปฏิบตั ิทางการเกษตรทด่ี ีสาหรับพืชอาหาร หรอื มาตรฐาน GAP ทเ่ี ทยี บเท่า
9.2 กรณีพริกท่ีมีการบรรจุในโรงคัดบรรจุ ต้องได้รับการรับรองตาม มกษ. 9035 มาตรฐานสินค้า
เกษตร เร่ือง การปฏิบัติที่ดีสาหรับโรงคัดบรรจุผักและผลไม้สด หรือมาตรฐานการปฏิบัติที่ดี
สาหรับการผลิต (Good Manufacturing Practices: GMP) ทีเ่ ทยี บเท่า
10. วธิ วี ิเคราะห์และชักตวั อยา่ ง
ใหเ้ ป็นไปตามกฎหมายหรือขอ้ กาหนดของมาตรฐานสินคา้ เกษตรทีเ่ กยี่ วข้อง
7 มกษ. 1502-2560
ภาคผนวก ก
ภาพแสดงตัวอยา่ งพรกิ
ก.1.1 พริกมนั แดง ก.1.2 พริกมันเขยี ว
ก.1.3 พรกิ หน่มุ ขาว ก.1.4 พรกิ หน่มุ เขยี ว
ก.1.5 พริกเหลอื ง ก.1.6 พรกิ หยวก
ภาพที ก.1 ตวั อยา่ งพรกิ พันธุ์ที่ผลิตเป็นการค้า – กลุ่มพรกิ ผลใหญ่
มกษ. 1502-2560 8
ก.2.1.1 พริกจนิ ดา ก.2.1.2 พริกหวั เรอื
ก.2.1 พรกิ ขหี้ นผู ลใหญ่
ก.2.2.1 พริกข้หี นสู วน ก.2.2.2 พริกตุ้ม
ก.2.2.3 พริกขน้ี ก
ก.2.2 พริกขี้หนูผลเล็ก
ภาพที ก.2 ตัวอยา่ งพรกิ พันธุ์ท่ผี ลิตเปน็ การค้า – กลมุ่ พริกผลเล็ก
9 มกษ. 1502-2560
ก้าน (stalk)
ข้ัวผล (calyx)
ผลพรกิ
ภาพที ก.3 สว่ นของผลพรกิ ขั้วผล และกา้ น (ขอ้ 2.1.1 (ก))
ก.4.1 รอยแตก ก.4.2 รอยช้า
ก.4.3 ความเสียหายจากศตั รูพชื (แมลงทาลาย) ก.4.4 ความเสียหายจากศตั รพู ชื
(โรคแอนแทรคโนส หรือโรคกุ้งแห้ง)
ภาพที ก.4 ตวั อยา่ งพรกิ ที่ไม่ผ่านเกณฑข์ ้อกาหนดขน้ั ตา่ (ขอ้ 2.1.1)
มกษ. 1502-2560 10
ก.5.1 พรกิ ท่ไี มม่ ีความผิดปกติดา้ นรูปทรง ก.5.2 พรกิ ทมี่ ีความผิดปกติดา้ นรูปทรง
(ชั้นพเิ ศษ) เลก็ นอ้ ย (ชัน้ หนงึ่ )
ก.5.3 พรกิ ทม่ี ีความผิดปกติด้านรูปทรง (ชนั้ สอง)
ภาพที ก.5 ตวั อยา่ งพริกที่มีความผดิ ปกตดิ า้ นรูปทรงทผ่ี ่านขอ้ กาหนด
(ขอ้ 2.2.1, 2.2.2 และ 2.2.3)
11 มกษ. 1502-2560
ภาคผนวก ข
ระดบั ความเผด็ ของพริก
การจัดระดบั ความเผด็ ของพริก มดี ังน้ี
ระดับความเผด็ ความเผด็ ในหนว่ ย ปรมิ าณแคปไซซนิ อยด์
Scoville heat units (SHU) (Total capsaicinoids)
เผ็ดน้อยมาก (very mild) (µg/g dry weight)
เผด็ น้อย (mild) 100-899
เผด็ ปานกลาง (medium) 900 – 1,999 7 - 59
เผ็ดมาก (hot) 2,000 - 19,999 60 - 133
เผด็ สูง (very hot) 20,000 – 49,999 134 - 1,333
เผด็ สูงมาก (extra hot) 50,000-100,000 1,334 – 3,333
> 100,000 3,334 - 6,600
> 6,600
หมายเหตุ
1. หนว่ ย 15 Scoville heat units เท่ากับ 1 µg/g dry weight
2. ทม่ี าของขอ้ มูล ดัดแปลงมาจาก
ดร.อุทัย วิชัย และคณะ. 2555. รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการศึกษาปริมาณสาร Capsaicinoids,
Capsiate, Capsanthin, Beta-carotene, Fatty acid และ VOC ในพริกที่ปลูกในประเทศไทยเพ่ือเป็นข้อมูล
โภชนาการและการนาไปใช้ประโยชน์. 235 หน้า.
สานักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กาแพงแสน. 2557. รายงานฉบับสมบูรณ์ โครงการศึกษาความเผ็ดของพริก
เพื่อการคา้ . 73 หนา้ .