The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

นางสาวธนัญญา เขียวไชย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by thanunya.keawchai, 2021-11-21 00:22:16

Bench marking

นางสาวธนัญญา เขียวไชย

BENCH
MARKING

เครื่ องมือบริหารจัดการ
สถานศึ กษาสมัยใหม่

905-502 หลักการและทฤษฎีการบริหารการศึกษา
PRINCOPLE AND THEORY OF EDUCATION
ADMINISTRATION

เสนอ
อาจารย์ ดร.เชาวนี แก้วมโน

นางสาวธนัญญา เขียวไชย

รหัส 6419050030

คณะศึกษาศาสตร์และศิลปศาสตร์
สาขาบริหารการศึกษา
มหาวิทยาลัยหาดใหญ่

คำนำ

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) เรื่อง เครื่องมือการจัดการศึกษา
สมัยใหม่ ฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชา 905 -502 หลักการและทฤษฎี
ทางการบริหาร จัดทำโดยมีจุดประสงค์เพื่อการศึกษาความรู้ที่เกี่ยวกับเรื่อง
ทฤษฎีทางการบริหารและเครื่องมือการบริหารจัดการสถานศึกษาสมัยใหม่
ผ่านแหล่งความรู้ต่างๆ เช่น ตำรา หนังสือ บทความวารสาร และเว็บไซต์
ต่างๆ ทั้งนี้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) ภายในจะประกอบไปด้วยเนื้อหา
เกี่ยวกับเครื่องมือทางการบริหารสมัยใหม่ที่มีชื่อว่า “Benchmarking” โดย
จะกล่าวถึงความหมาย ลักษณะ รูปแบบของ Benchmarking ตลอดจน
การนำไปใช้เพื่อบริหารสถานศึกษา

ผู้จัดทำหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (e-book) ฉบับนี้
จะให้ความรู้และเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจศึกษา ตลอดจนการนำไปประยุกต์
ใช้ในการเรียนการสอนต่อไป หากมีข้อเสนอแนะประการใด ผู้จัดทำขอรับไว้
ด้วยความขอบพระคุณยิ่ง

ธนัญญา เขียวไชย

สารบัญ

เรื่อง หน้า

ทฤษฎีการบริหารการศึกษา 1
เครื่องมือบริหารจัดการสถานศึกษาสมัยใหม่ 5
Benchmarking 6
รูปแบบของการทำ Benchmarking ในสถานศึกษา 8
กระบวนการทำ Bench marking 10
หน้าที่ของผู้บริหารในการบริหารสถานศึก 13
ประโยชน์ของการทำ Benchmarking 17
ข้อจำกัดของการทำ Benchmarking 18
ข้อสังเกตที่พบบ่อยในการทำ Benchmarking 20
ที่ทำให้ไม่ประสบผลสำเร็จ

ท ฤ ษ ฎี บ ริ ห า ร ก า ร ศึ ก ษ า

บริหาร มาจากการรวมคำว่า “บริ” กับ
"บริ" “หาร” เข้าด้วยกัน หมายถึง การแบ่ง
งานกันทำโดยทั่วถึงกัน มีผู้บริหารคอย
"หาร" ติดตามดูแลให้สำเร็จลุล่วง

การบริหารเป็นการร่วมมือกันทำงานของบุคคลตั้งแต่สองคน
ขึ้นไปโดยที่ต้องอาศัยความสามารถในการใช้ศาสตร์และศิลปะนำเอา
ทรัพยากรการบริหารมาประกอบตามกระบวนการบริหาร (Process of
administrative) ให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้อย่างมีประสิทธิภาพ
โดยศาสตร์หมายถึง องค์ความรู้ที่เกิดจากวิธีการทางวิทยาศาสตร์ และ
ศิลป์หมายถึงพัฒนาทักษะ ประยุกต์ ยืดหยุ่น เพื่อจุดหมาย

ทฤษฎี

หมายถึง แนวความคิดหรือความเชื่อที่เกิดขึ้นอย่างมีหลัก
เกณฑ์มีการทดสอบและการสังเกต จนเป็นที่แน่ใจ ทฤษฎีเป็น
เซท(Set) ของมโนทัศน์ที่เชื่อมโยงซึ่งกันและกัน เป็นข้อสรุป
อย่างกว้างที่พรรณนาและอธิบายพฤติกรรมการบริหารองค์กร
การทาง ศึกษา อย่างเป็นระบบ ถ้าทฤษฎีได้รับการพิสูจน์
บ่อยๆ ก็จะกลายเป็นกฎเกณฑ์ ทฤษฎีเป็นแนวความคิดที่มี
เหตุผลและสามารถนำไปประยุกต์ และปฏิบัติได้ ทฤษฎีมี
บทบาทในการให้คำอธิบายเกี่ยวกับปรากฏทั่วไปและชี้แนะ
การวิจัย

การบริหารงานใดๆ ก็ตาม จำเป็นจะต้องมีทฤษฎีเป็นพื้นฐาน การ
บริหารการศึกษาก็เช่นเดียวกัน หากนักบริหารการศึกษาบริหารงานไป
โดยมิได้ใช้ทฤษฎีเข้ามาช่วยในการคิดและตัดสินใจ ก็หมายความว่า เขา
ดำเนินการไปโดยอาศัยประสบการณ์ดั้งเดิม อาศัยสามัญสำนึก ที่เรียกว่า
Common sense หากถูกต้องก็ดีไป หากผิด ก็ถือว่า ผิดเป็นครู แล้วลอง
ทำใหม่ โดยไม่ยอมทำผิดซ้ำในลักษณะเดิมอีก เป็นต้น นี่เป็นการลองผิด
ลองถูก (Trial and Error) การกระทำเช่นนี้เป็นการบริหารอย่างไม่มีหลัก
การ เป็นการมองในแง่มุมแคบ ๆ หรือผูกติดอยู่กับแนวทางใดแนวทาง
หนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว อาจจะทำให้ตัดสินใจผิดพลาดได้โดยง่าย

ในทางตรงกันข้าม หากผู้บริหารการศึกษาบริหารงานโดยอาศัย
หลักการและทฤษฎีการบริหาร (การบริหารการศึกษา) เป็นหลักหรือเป็น
พื้นฐานในการคิด พิจารณาและตัดสินใจแล้ว ก็จะทำให้สามารถบริหาร
งานได้อย่างมีทิศทางที่ตรงแน่วไปในทางใดทางหนึ่งที่พึงประสงค์ เมื่อจะ
ตัดสินใจ ก็มีหลักการ และทฤษฎีเข้ามาสนับสนุน ว่าสิ่งที่จะตัดสินใจ
กระทำลงไปนั้น ได้เคยมีผู้ปฏิบัติและกระทำซ้ำๆ ในลักษณะเดียวกันนั้น
มาแล้วมากมาย และเขาก็ทำได้ถูกต้องและเป็นผลดีด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้น
เมื่อเราปฏิบัติ หรือตัดสินใจในลักษณะอย่างเดียวกันนั้นบ้าง ก็น่าจะได้รับ
ผลดีหรือทำได้ถูกต้องเช่นเดียวกัน

ทฤษฎีการบริหารมีมากมายหลาย ยุคการจัดการแบบ
ทฤษฎีและมีวิวัฒนาการมายาวนาน โดย วิทยาศาสตร์
นพพงษ์ บุญจิตราดุล ได้แบ่งวิวัฒนาการ
การบริหารเป็น 3 ยุค ดังนี้ ยุคการบริหารแบบ
มนุษยสัมพันธ์
การบริหารแต่ละยุคจะมีวิธีการ
ดำเนินงานและจุดเน้นที่แตกต่างกัน แต่ ยุคทฤษฎีการบริหาร
สิ่งที่เหมือนกันของทุกทฤษฎีบริหาร คือ
การนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จ บรรลุเป้า
ที่วางไว้

หลักและทฤษฎีการบริหารที่เรานำมาจากชาติตะวันตกนั้นมีมากมาย
หลายวิธีการตามยุคสมัย เนื่องจากมีนักการศึกษาไทยได้ไปเรียนรู้แล้วนำ
มาประยุกต์ใช้กับประเทศไทยซึ่งสำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง การนำทฤษฎีใด
ที่ไม่เข้ากับคนไทยก็สูญหายไปตามกาลเวลา สิ่งใดปรับเข้ากับวิถีไทยได้ก็
อยู่ต่อไป อย่างไรก็ดีหากเราไม่เปลี่ยนแปลง เราก็ไม่สามารถแข่งขันหรือ
พัฒนาได้เท่ากับประเทศอื่น

เครื่องมือบริหารจัดการ
สถานศึกษาสมัยใหม่

ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาได้มีเครื่องมือทางการจัดการสถานศึกษา
(Management Tools) ใหม่ๆ ออกมาให้ผู้บริหารได้ใช้อยู่ตลอดเวลา
ไม่ว่าจะเป็น TQM, Balance scorecard, Benchmarking ฯลฯ เครื่อง
มือทางการจัดการเหล่านี้ครอบคลุมหลักการและแนวคิดต่างๆ
ทางการจัดการตั้งแต่ในเรื่องของการวางแผน การเพิ่มประสิทธิภาพ
การทำงาน การบริหารงานบุคคล การบริหารต้นทุน ฯลฯ เครื่องมือ
ต่างๆ เหล่านี้ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากต่อแนวคิดและวิธี
การในการดำเนินธุรกิจขององค์กรต่างๆ ผู้บริหารในปัจจุบันต่างหันมา
ใช้เครื่องมือทาการจัดการเหล่านี้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่
สภาวะการแข่งขันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างตลอดเวลา

"Benchmarking"

Benchmarking คือ กระบวนการแลกเปลี่ยนความรู้ แลกเปลี่ยน
ประสบการณ์และแลกเปลี่ยนวิธีปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices) กับ
องค์กรอื่นภายใต้กฎกติกาสากล โดยมีแนวคิดว่าองค์กรใดองค์กรหนึ่ง
นั้นไม่ได้เก่งไปทุกเรื่อง มีองค์กรที่เก่งกว่าในบางเรื่อง ดังนั้นการศึกษา
จากประสบการณ์ตรงขององค์กรอื่นแล้วนำมาประยุกต์ให้เหมาะสม
จะช่วยประหยัดเวลาและลดการดำเนินงานแบบลองผิดลองถูกทำให้
ทราบถึงศักยภาพหรือขีดความสามารถที่แท้จริงขององค์กรของตนเอง
ทำให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และเพิ่มศักยภาพในการ
แข่งขัน

Benchmarking จึงเป็นเส้นทางลัดสู่ความเป็นเลิศอย่างก้าว
กระโดด ผลที่ได้รับจากการทำ Benchmarking คือทำให้รู้ว่าใครหรือ
องค์กรใดเป็นผู้ปฏิบัติได้ดีที่สุดและมีวิธีปฏิบัติอย่างไร เพื่อองค์กรอื่น
จะนำมาปรับปรุงผลการดำเนินงานของตนโดยเลือกสรรและนำวิธี
ปฏิบัติที่เป็นเลิศเหล่านั้นไปประยุกต์ใช้ในกระบวนการทำงานของ
ตนเองซึ่งไม่ใช่การลอกเลียนแบบแต่เป็นการสร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆ
อันเกิดจากการเรียนรู้

"Benchmarking"

สำหรับสถานศึ กษา

สำหรับกรณีของการบริหารจัดการสถานศึกษาแล้ว การนำ
แนวคิด Benchmarkingมาใช้ในการบริหารสถานศึกษา จะช่วย
ให้เกิดการพัฒนา (Development) และการเปลี่ยนแปลง
(Change) ไปสู่สิ่งที่ดีกว่า ทั้งสภาพแวดล้อมทางกายภาพของ
สถานศึกษา รวมทั้งบุคลากรทั้งในระดับบริหารและระดับปฏิบัติ
การในสถานศึกษานั้นๆ ซึ่งจำเป็นต้องเริ่มต้นจากกระบวนการ
เปรียบเทียบ (Benchmark) กับผู้ที่ดีกว่าหรือดีที่สุดเป็นอันดับ
แรก สถานศึกษาเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการจัดการศึกษา
และเพื่ อให้การพัฒนางานการศึกษาเข้าสู่มาตรฐานทั้ง 3 ด้าน
คือ มาตรฐานด้านการบริหารโรงเรียน มาตรฐานด้านการเรียน
การสอน และมาตรฐานด้านคุณภาพนักเรียนได้อย่างมีคุณภาพ
ผู้บริหารโรงเรียน ครู คณะกรรมการสถานศึกษา และผู้
เกี่ยวข้อง จึงควรแสวงหาเทคนิคและวิธีการมาประยุกต์ใช้ให้
เหมาะสม กับสถานการณ์และสภาพแวดล้อมของแต่ละท้องถิ่น
และBenchmark คือ วิธีการหนึ่งที่จะนำมาประยุกต์ใช้ในการ
บริหารสถานศึกษาเพื่ อเข้าสู่มาตรฐานที่กำหนดได้

รู ปแบบการทำ

"Benchmarking"

ในสถานศึ กษา

การเปรียบเทียบกับคู่แข่งขัน
(Competitive Benchmarking)

เป็นการทำ Benchmarking ที่ทำการศึกษากระบวนการ
ทำงานหน้าที่ และกิจกรรมต่างๆ ระหว่างสถานศึกษาของตน
กับสถานศึกษาอื่ นที่มีศักยภาพโดยตรงเพื่ อที่ผู้บริหารจะได้เห็น
จุดอ่อนของตน และสามารถพัฒนาสถานศึกษาของตนเองให้
เท่าเทียมหรือเหนือกว่าสถาบันการศึกษาต้นแบบที่ดีที่สุดได้

การเปรียบเทียบภายในองค์กร
(Internal Benchmarking)

เป็นการทำ Benchmark เปรียบเทียบกันระหว่าง
ห น่ ว ย ง า น ห รื อ ก ร ะ บ ว น ก า ร ต่ า ง ๆ ภ า ย ใ น ส ถ า บั น ก า ร ศึ ก ษ า
เพื่ อทำการศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาเพื่ อให้เป็นต้นแบบ
(Prototype) ในการพัฒนาการ และเพื่ อการเปรียบเทียบ
ในรู ปแบบอื่ นต่อไป

รู ปแบบการทำ

"Benchmarking"

ในสถานศึ กษา

การเปรียบเทียบตามหน้ าที่
(Functional Benchmarking)

เป็นการเปรียบเทียบการดำเนินงาน ในแต่ละหน้าที่ที่เรา
สนใจ เนื่ องจากการ Benchmark ตามหน้าที่จะช่วยลดความยุ่ง
ยากในการหาคู่เปรียบเทียบ (Benchmarking Partner) ซึ่งเรา
สามารถคัดเลือกคู่เปรียบเทียบได้จากองค์กร หรือหน่วยงานที่
มิใช่เพียงสถาบันการศึกษาเท่านั้นโดยการเลือกองค์กรที่มีการ
ปฏิบัติงานดีที่สุด (Best Practice) มาเป็นแม่แบบในแต่ละ
หน้าที่ ก่อนกระจายหรือขยายผลไปยังส่วนอื่ นขององค์กร

การเปรียบเทียบทั่วไป
(Generic Benchmarking)

เ ป็ น ก า ร ดำ เ นิ น ง า น ที่ ใ ห้ ค ว า ม สำ คั ญ กั บ ก ร ะ บ ว น ก า ร
เฉพาะ (Specific Benchmarking) เป็นการดำเนินงานที่
ให้ความสำคัญกับกระบวนการเฉพาะ (Specific Process)
ที่ ใ ช้ กั น อ ย่ า ง ทั่ ว ไ ป ใ น ก า ร จั ด ก า ร ศึ ก ษ า แ ล ะ ส ถ า บั น ก า ร
ศึ ก ษ า

กระบวนการทำ

"Benchmarking"

การทำ Bench marking เป็นการพัฒนาตนเอง
อย่างเป็นระบบต่อเนื่ องและเป็นรู ปธรรม ที่สามารถวัด
และตรวจสอบได้ มีขั้นตอนในการทำ 4 ขั้นตอน ดังนี้

เราอยู่ที่ไหน
(Performance Index)

กำหนดเป้าหมายในการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาของ
องค์กร ระบุถึงตัวชี้วัด (KPIs) และวิธีการเทียบประเมิน
ในมติต่างๆ

ใครเก่งที่สุด
(ฺBenchmark)

ดำเนินการวัดตนเองตามตัวชี้วัดที่กำหนด และเปรียบ
เทียบผลกับองค์กรชั้นนำในกลุ่มโดยข้อมูลต้องมีความ
น่าเชื่อถือ

กระบวนการทำ

"Benchmarking"

การทำ Bench marking เป็นการพัฒนาตนเอง
อย่างเป็นระบบต่อเนื่ องและเป็นรู ปธรรม ที่สามารถวัด
และตรวจสอบได้ มีขั้นตอนในการทำ 4 ขั้นตอน ดังนี้

เขาทำอย่างไร
(Best Practice)

วิเคราะห์ช่วงห่าง (Gap) ของสมรรถนะต่างๆ หาสาเหตุ
ที่เกิดขึ้น และศึกษาวิธีการปฏิบัติที่ดี (Best Practice)
ขององค์กรชั้นนำ เพื่อปรับปรุงการปฏิบัติงานให้ดีขึ้น

เราจะทำอย่างไรให้ดีกว่า
(How)

จากผลการศึกษาวิเคราะห์นำมาประยุกต์ใช้กับองค์กร
เพื่อสร้างคุณภาพ ประสิทธิภาพ และประสิทธิผล รวม
ทั้งยกระดับความสามารถในการแข่งขันขององค์กรให้
ยั่งยืนต่อไป

กระบวนการทำ

"Benchmarking"

หน้ าที่ของผู้บริหารในการ
บริหารสถานศึ กษาสไตล์

"Benchmarking"

หน้าที่ด้านการวางแผน (Planning)

หน้าที่ด้านการวางแผนเป็นหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องกับการ
กำหนดเป้าหมาย (Goals) วัตถุประสงค์ (Objective)
กลยุทธ์ (Strategies) และแผนงาน (Plan) เพื่อประสาน
กิจกรรมต่างๆที่จะทำในอนาคต

หน้าที่ด้านการจัดองค์กร (Organizing)

เป็นการพิจารณาถึงงานที่จะต้องกระทำ ใครเป็นผู้ทำงาน
นั้นต้องมีการจัดกลุ่มงานอย่างไร ใครต้องรายงานใคร และ
ใครเป็นผู้ตัดสินใจ นั่นคือการมอบหมายหน้าที่ความรับผิด
ชอบ และกำหนดสายการบังคับบัญชา

หน้ าที่ของผู้บริหารในการ
บริหารสถานศึ กษาสไตล์

"Benchmarking"

หน้าที่ในการชักนำ (Leading)

เป็นการนำและจูงใจผู้ใต้บังคับบัญชา การสั่งการ การเลือกช่อง
ทางการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด และการขจัดความขัด
แย้ง หรือเป็นการกระตุ้นให้พนักงานใช้ความพยายามอย่างเต็ม
ที่ ที่จะทำให้เกิดความสำเร็จ รวมทั้งแก้ไขปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น

หน้าที่ในการควบคุม (Controlling)

เป็นการตรวจสอบกิจกรรมต่างๆที่ได้กระทำไว้ เพื่อให้แน่ใจ
ว่าการดำเนินงานได้เป็นไปตามมาตรฐานหรือแผนที่วางไว้
รวมทั้งแก้ไขข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นให้ถูกต้องการควบคุมจะนำ
มาซึ่งความมีมาตรฐาน และความสำเร็จของการปฏิบัติงาน

หน้ าที่ของผู้บริหารในการ
บริหารสถานศึ กษาสไตล์

"Benchmarking"

ดังนั้ นในการทำหน้ าที่ของผู้บริหารในการบริหาร
สถานศึกษาสไตล์ “Benchmarking” ไม่ใช่เรื่อง
แปลกใหม่ แต่เป็นแนวปฏิบัติที่ผู้บริหารมีหน้ าที่ที่
ต้องกระทำ แต่ต้องเทียบเคียงตามหลักการของ

Benchmarking

หน้ าที่ของผู้บริหารในการ
บริหารสถานศึ กษาสไตล์

"Benchmarking"

โดยสรุป ผู้บริหารเป็นบุคคลที่มีความสำคัญต่อการดำรงอยู่และ
พัฒนาการของสถานศึกษา สถานศึกษาจะเข้าสู่มาตรฐานทั้ง ๓ ด้าน
(มาตรฐานด้านการบริหารโรงเรียน มาตรฐานด้านการเรียนการสอน และ
มาตรฐานด้านคุณภาพนักเรียน) หรือล้มเหลวขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถ
และการตัดสินใจของผู้บริหารสถานศึกษาโดยตรง ซึ่งในการบริหารสถาน
ศึกษาสไตล์ “Benchmarking” นั้น นอกจากหน้าที่ทางการบริหารที่ผู้บริหาร
ต้องปฏิบัติแล้ว ผู้บริหารควรมีบทบาทสำคัญ คือ การเป็นผู้ริเริ่ม ผู้บริหาร
สถานศึกษาจะต้องเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงและสร้างนวัตกรรมใหม่ของ
สถานศึกษา และมีส่วนร่วมทั้งทางตรงและทางอ้อม ในการสร้างองค์การ
เรียนรู้โดยเฉพาะการเป็นส่วนสำคัญในการวางแผนและดำเนินการของ
สถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาต้องส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินการ
ของโครงการพัฒนาสถานศึกษาอย่างเต็มความสามารถทั้งทางตรงและทาง
อ้อม โดยการสนับสนุนทั้งในด้านงบประมาณ ทรัพยากร การให้ความสำคัญ
และกำลังใจแก่บุคลากรในสถานศึกษา และที่ขาดไม่ได้คือ การเป็นต้นแบบ
หรือตัวแบบเพื่อการเทียบเคียง (Benchmarking) ที่ดีให้แก่บุคลากรในสถาน
ศึกษา เพื่อให้บุคลากรในสถานศึกษามองเห็นภาพที่เป็นรูปธรรม และกล้าที่
จะปฏิบัติตาม อันจะนำไปสู่ความสำเร็จของการบริหารสถานศึกษาสไตล์
“Benchmarking” ต่อไป

ประโยชน์ ของการทำ

"Benchmarking"

ทำให้รู้จักตนเอง เมื่อ เป็นแนวทางในการ
เทียบกับองค์กรที่ทำได้ พัฒนาองค์กรอย่างเป็น
ดีกว่า ทำให้ได้แนวคิด ระบบต่อเนื่อง มีความ
และการทำงานที่ดีกว่า เป็นรู ปธรรมที่วัดได้
จริง
เดิม

ทำให้มีความรู้ ประสบการณ์ ช่วยสร้างคุณภาพ
ทักษะที่เกิดจากกระบวนการ ประสิทธิภาพ และผลิต
เก็บข้อมูลในการทำ BM เป็น
ฐานในการพัฒนาองค์กรใน ภาพให้กับองค์กร

อนาคต เป็นเครื่องมือในการเพิ่ม
ศั กยภาพและความ

สามารถในการแข่งขัน
ให้กับองค์กรได้

ข้อจำกัดของการทำ
Benchmarking

ผู้บริหารสถานศึกษาไม่รู้ปัญหาที่แท้จริง
ของตนเอง ทำให้ไม่สามารถกำหนดออกมาได้ว่าจะ
เปรียบเทียบกับอะไร หรือแก้ปัญหาด้านใด ดังนั้นผู้
บริหารและบุคลากรภายในสถานศึกษาที่จะทำการ
Benchmarkingต้องรู้รายละเอียดเกี่ยวกับสถาบัน
การศึกษาของตนเป็นอย่างดี เพื่อจะได้ทราบว่าตนมี
จุดเด่นหรือจุดด้อยอย่างไร

สถาบันการศึกษาที่จะเลือกเป็นแม่แบบในการทำ
Benchmarking นั้นควรเป็นสถาบันการศึกษาที่ได้รับการ
ยอมรับว่าประสบความสำเร็จอยู่ในระดับหนึ่ง เพื่อจะได้
นำจุดเด่นดังกล่าวมาปรับปรุง

ข้อจำกัดของการทำ
Benchmarking

ข้อมูลที่ต้องการจะทราบจากสถาบันการศึกษาที่
เราต้องการศึกษาอาจหามาได้หลายวิธีการ แต่วิธีที่ดีที่สุด
ก็คือ ข้อมูลที่ได้จากภายในสถาบันการศึกษาแม่แบบนั้น
ซึ่งตามปกติสถาบันการศึกษาแม่แบบ มักเป็นสถาบันที่ได้
รับรางวัลและมีความต้องการเผยแผ่ข้อมูลของตนอยู่
แล้ว

ไม่เข้าใจการทำ Benchmarking อย่างแท้จริง ผู้
บริหารบางคนคิดว่าเป็นการลอกกระบวนการ วิธีการของแม่
แบบมาใช้ โดยขาดการวิเคราะห์ให้เหมาะสมกับสถาบันการ
ศึกษาของตน (ซึ่ง Benchmarking เป็นเครื่องมือบริหาร
สำหรับองค์กรที่ต้องการพัฒนาและปรับปรุงการทำงานให้มี
ประสิทธิภาพมากขึ้น ดังนั้นความสำคัญของ Benchmarking
อยู่ตรงที่ทำให้องค์กรมีแนวทางที่จะเดินไปถึงเป้าหมายอย่าง
ชัดเจน เพราะใช้องค์กรของต้นแบบเป็นตัวเปรียบเทียบ จาก
นั้นนำมาวิเคราะห์และปรับปรุงให้เหมาะสมกับองค์กรก่อน
นำไปใช้)

ข้อสั งเกตที่พบบ่อยในการทำ
Benchmarking

ที่ทำให้ไม่ประสบผลสำเร็จ

Spying ผู้บริหารบางคนยังคิดว่าการทำ Benchmarking
เป็นการขโมยข้อมูลจากผู้อื่น ถือเป็นการผิดศีล
ธรรมและจริยธรรม ซึ่งความจริงแล้วเป็นการเก็บ
ข้อมูลจากส่วนที่สามารถเปิดเผยได้

ผู้บริหารบางคนไม่ยอมรับสิ่งต่างๆที่ไม่ได้เกิดขึ้น Not
ในองค์กรของตัวเอง และมีความกลัวว่าสิ่งที่ผู้อื่น Invented
ทำสำเร็จอาจจะใช้ไม่ได้กับองค์กรของตน
Here

Coppycatting คิดว่าเป็นการลอกเลียนแบบความคิด
ของผู้อื่น ซึ่งความจริง Benchmarking
เป็นวิธีการช่วยให้ผู้บริหารสามารถ
เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ แล้วนำมาประยุกต์ใช้
กับองค์กร

เอกสารอ้างอิง


Click to View FlipBook Version