The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ทอผ้าขาวม้าบ้านคูณ
ตำบลบ้านเป้า
อำเภอพุทไธสง
จังหวัดบุรีรัมย์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by puttaisong, 2022-07-24 11:33:37

ทอผ้าขาวม้าบ้านคูณ

ทอผ้าขาวม้าบ้านคูณ
ตำบลบ้านเป้า
อำเภอพุทไธสง
จังหวัดบุรีรัมย์

แบบทดสอบออนไลน์ วดี ทิ ศั น์
“แหลง่ เรยี นร”ู้ “แหล่งเรยี นร”ู้

แหลง่ เรยี นรใู้ นทอ้ งถน่ิ ตำบลบำ้ นเปำ้ อำเภอพทุ ไธสง จงั หวดั บรุ รี มั ย์ “กลมุ่ ทอผำ้ ขำวมำ้ ”

แหลง่ เรยี นในทอ้ งถนิ่ “กลมุ่ การทอผา้ ขาวมา้ บา้ นคณู ”

ตาบลบา้ นเปา้ อาเภอพทุ ไธสง จงั หวดั บรุ ีรมั ย์

จุดประสงค์
1. เพอ่ื สืบสานภมู ปิ ญั ญาทอ้ งถิน่ การทอผ้าขาวม้า
2. เพ่อื เพ่มิ มูลคา่ ต่อยอด สรา้ งอาชพี และรายไดแ้ กค่ รอบครัวและชุมชน
3. เพอ่ื นาวตั ถดุ ิบและทรัพยากรในท้องถน่ิ มาพฒั นาเป็นสนิ คา้ เพื่อสรา้ งอัตลักษณ์ความแตกตา่ ง

สาระสาคญั
เพ่อื พัฒนาและสง่ เสรมิ ภมู ิปัญญาทอ้ งถนิ่ ในการทอผ้า ซงึ่ เป็นงานหัตถกรรมที่สาคัญของชาวบ้านบา้ นคูณ ท่ี

มคี วามผกู พนั กับคติความเชอ่ื มาชา้ นาน และเปน็ การนาผ้าขาวม้ามาเพม่ิ มูลค่า สร้างอาชพี เสริม รายได้หลงั ฤดทู านา
หรอื ช่วงเวลาว่าง เปน็ การสรา้ งฐานการเรยี นรแู้ ละเช่อื มโยงองคค์ วามรู้ทเ่ี กิดจาก ประสบการณ์ตรงของคนในชุมชน
ตาบลบา้ นเปา้ อาเภอพทุ ไธสง จังหวัดบุรีรัมย์

จดุ มงุ่ หมาย
1.เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความเขา้ ใจในการทอผ้าขาวมา้ ด้ายโดยใช้ผ้าขาวม้าใช้ด้ายเปน็ วตั ถุดบิ
2.เพื่อใหผ้ ู้เรยี นมีความคิดสร้างสรรคแ์ ละเกิดทักษะในการออกลวดลาย
3.เพ่ือให้ผเู้ รยี นสามารถนาความรู้ไปประกอบอาชีพได้

เจา้ ของแหลง่ เรยี นร/ู้ วทิ ยากร

นางศรวี ลกั ษณ์ แพงชาติ นางเอมอร นมสั ศลิ า

119 หมู่ 7 บา้ นคูณ ต.บา้ นเปา้ อ.พทุ ไธสง จ.บรุ รี มั ย์ 96 หมู่ 7 บา้ นคณู ต.บา้ นเปา้ อ.พทุ ไธสง จ.บรุ รี มั ย์

จดั ทำโดย กศน.ตำบลบำ้ นเปำ้ ๑ | ห น้ ำ

แหลง่ เรยี นรใู้ นทอ้ งถน่ิ ตำบลบำ้ นเปำ้ อำเภอพทุ ไธสง จงั หวดั บรุ รี มั ย์ “กลมุ่ ทอผำ้ ขำวมำ้ ”

ประวตั กิ ารทอผ้าขาวม้าบา้ นคณู

ความเป็นมาของแหล่งเรียนรู้ การจัดการศึกษาอาชีพในปัจจุบันมีความสาคัญมากเพราะจะเป็นการพฒั นา
ประชากรของประเทศให้ มคี วามร้คู วามสามารถและทักษะในการประกอบอาชพี เปน็ การแก้ปญั หาการวา่ งงานและ
ส่งเสริมความเข้มแขง็ ให้แก่เศรษฐกจิ ชุมชน ให้ประชาชนได้มอี าชีพที่สามารถสร้างรายได้ทมี่ น่ั คงโดยเนน้ การบูรณา
การใหส้ อดคลอ้ งกับ ศกั ยภาพดา้ นต่างๆ มุ่งพฒั นาชาวบ้านคูณให้ได้รับการศกึ ษาเพือ่ พฒั นาอาชีพและการมงี านทา
อยา่ งมีคณุ ภาพทั่วถงึ และเท่าเทยี มกัน ชาวบ้านมีรายได้มัน่ คงมง่ั ค่ังและมีงานทาอย่างย่งั ยนื มีความสามารถเชิงการ
แข่งขันทั้งใน ระดับภูมิภาค อาเซียนและระดับสากลซ่ึงจะเป็นการจัดการศึกษาตลอดชีวิตในรูปแบบใหม่ท่ีสร้าง
ความมน่ั คง ให้แกป่ ระชาชน และประเทศชาติ สภาพสงั คมปัจจุบันระบบสาธารณูปโภคมีความจาเป็นและสาคัญใน
การดารงชวี ิตและความเป็นอยู่ เพ่ือพัฒนาและส่งเสรมิ ภมู ิปญั ญาท้องถนิ่ ในการทอผา้ ซง่ึ เป็นงานหัตถกรรมที่ สาคญั
ของคนบ้านคณู ทีม่ ีความผูกพนั กับคติความเชื่อของชาวอสี านมาชา้ นาน และเปน็ การนาผา้ ขาวม้ามาเพมิ่ มลู ค่า สร้าง
อาชีพเสริมรายได้หลังฤดูทานาหรือช่วงเวลาว่าง เป็นการสร้างฐานการเรียนรู้และเชื่อมโยงองค์ความรู้ที่เกิดจาก
ประสบการณต์ รงของคนในชมุ ชน

เริ่มจากชื่อของ ผ้าขาวม้า จริงๆ แล้วไม่ใช่ภาษาไทย แต่มาจากเปอร์เซียคาว่า ‘กามาร์บันด์’ (Kamar
Band) ซึง่ ‘กามาร์’ นนั้ หมายถึง เอว หรือ ทอ่ นล่างของรา่ งกาย ‘บนั ด์’ หมายถึง การพนั รดั หรอื คาด เมอ่ื นาทงั้
สองคามารวมกันจึงหมายถึง เข็มขัด ผ้าพัน หรือ คาดสะเอว มีงานวิจัยเสนอว่า ‘ผ้าขาวม้า’ เป็นคาท่ี เพี้ยนมา
จากคาาว่า ‘กามา’ (Kamar) ซึ่งเป็นภาษาอิหร่านท่ีใช้กันอยู่ในประเทศสเปน เพราะในประวัติศาสตร์ ประเทศท้ัง
สองมีการติดต่อกนั มาชา้ นาน ต่อมาประเทศไทยไดร้ ับอทิ ธพิ ลทางภาษามาด้วย แลว้ คนไทยรูจ้ ักใชผ้ ้าขาวม้ามาต้ังแต่
เม่ือไหร่ มีข้อมูลว่าต้ังแต่สมัยพุทธศตวรรษท่ี 16 ราวยุคสมัยเชียงแสน โดยได้รับอิทธิพลจากชาวไทยใหญ่ที่ใช้
ผ้าขาวม้า โพกศีรษะ ต่อมาผู้ชายไทยใช้ผ้าเคียนเอว (ผูกเอว) และ ยังประยุกต์ใช้ประโยชนห์ ลากหลาย เช่น ใช้ห่อ
เก็บสัมภาระเดินทาง ห่ออาวุธ นุ่งเวลาอาบน้า เช็ดตัว ปูนอน ในยุคแรกคนไทยจะเรียกผ้าสารพัดประโยชนผ์ ืนนีว้ ่า
‘ผ้าเคียนเอว’ ก่อนจะเปลี่ยนเป็น ‘ผ้าขาวม้า’ ในภายหลัง นานวันก็เกิดการแพร่หลายไปท่ัวประเทศ พัฒนาจน
กลายเป็นอาภรณ์ผูกพนั ในวถิ ีชวี ิตแบบไทยๆ โดย แตล่ ะภาคจะมลี ายทอ สีสันเสน้ ใยแตกต่างกัน สว่ นใหญ่จะทอจาก
ฝ้าย ไหม ด้ายดิบ หรือป่าน ในบางพื้นท่ี ขนาดความกว้างประมาณ 3 คืบ ยาวประมาณ 5 คืบ คุณสมบัติท่ีสาคัญ
ของผ้าขาวม้าคือ เป็นผ้าทอลาย ทางตรงและขวางตัดกันมีขนาดสี่เหล่ียมผืนผ้าพอเหมาะ ใช้งานได้หลากหลาย
สารพดั นึกยง่ิ ใช้นานยงิ่ นุ่ม ซับนา้ ได้ดี แห้งเร็ว ทนทานนานนบั ปี บางประเภทเป็นผ้าทอจากเส้นไหมราคาสงู มักใช้
เป็นผ้าพาดไหล่ จนกระท่ังมีการนาผ้าขาวม้ามาเป็นชุดไทยพระราชทานชุดคาดเอว ถือเป็นจุดสาคัญท่ีผ้าขาวม้าได้
กลายเปน็ หน่งึ ใน เอกลักษณไ์ ทย

ความสาคัญในการประกอบอาชีพการทาทอผ้าขาวม้า นับจากอดีตเร่ือยมาจนถึงปัจจบุ ัน ผา้ ขาวมา้ เป็นผ้าที่
ใช้กันอย่างแพร่หลายในท่วั ทุกภาคของประเทศ ควบคู่กับวฒั นธรรมการทอผ้าซึง่ เปน็ ภมู ิปญั ญาด้งั เดมิ ของคนไทย มี
การทอผ้าขาวม้าใช้เองในครัวเรือน แลกเปล่ียนกันในหมู่บ้าน มอบให้แก่ผู้ใหญ่ และใช้ในงานพิธีกรรมต่างๆ
ผ้าขาวม้าเป็นผ้าที่เข้าถึงง่ายด้วย ประโยชน์ใช้สอยมากมายจนครองตาแหน่ง“ผ้าสารพัดประโยชน์” ที่ไม่มีผ้า
ประเภทใดเทียบได้ ผา้ ขาวม้าจงึ อยู่ ค่กู ับคนไทยมาทกุ ยุคทกุ สมัยและแนบแน่นอยู่ในวิถีชีวิตของคนไทย โดยเฉพาะ
ในสังคมชนบทและสังคม เกษตรกรรมเรามักนึกถึงภาพผู้ชายใช้ผ้าขาวม้าในการพาดบ่า เคียนเอว เช็ดเหง่ือ ส่วน
แมบ่ า้ นใชผ้ ้าขาวม้าใน การผกู เป็นเปลนอนให้เด็กทารก เป็นผ้าบังเมอื่ ให้นมลกู เปน็ ผา้ มา่ นกันแดด เปน็ ต้น ในวันน้ี
เราอยากให้คนไทยหันกลับมามองผ้าขาวม้าดว้ ยมุมมองใหม่ที่ต่างไปจากเดิมไม่วา่ จะเป็นความลึกซึ้งด้านวฒั นธรรม

จดั ทำโดย กศน.ตำบลบำ้ นเปำ้ ๒ | ห น้ ำ

แหลง่ เรยี นรใู้ นทอ้ งถนิ่ ตำบลบำ้ นเปำ้ อำเภอพทุ ไธสง จงั หวดั บรุ รี มั ย์ “กลมุ่ ทอผำ้ ขำวมำ้ ”

พนื้ ถนิ่ ทสี่ ่งผลใหผ้ ้าขาวม้าในแต่ละพ้นื ทมี่ โี ครงสรา้ ง ลวดลายและสสี นั ทเ่ี ปน็ เอกลกั ษณ์ ของตนเอง หรอื กระบวนการ
ทอผ้าด้วยมอื ที่ต้องใช้ความพิถีพิถนั ความเช่ยี วชาญ และสมาธติ ลอดจนการใช้ วัตถุดิบจากธรรมชาติ ซง่ึ สง่ ผลดีต่อ
สุขภาพของผู้ผลิตและผู้ใช้ รวมถึงมีความเป็นมิตรต่อส่ิงแวดล้อม และยัง ช่วยสืบสานภูมิปัญญาท้องถ่ินไทย
สนบั สนุนรายได้ให้เข้าสู่ชมุ ชน

นางพวง เมฆวัน ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 7 ได้ให้ข้อมูลว่าแต่เดิมนั้นชาวบ้านคูณได้ทอผ้าขาวม้าไว้ใช้ในครวั เรอื น
ต่อมาปี พ.ศ. 2557 ก็มีหน่วยงานตา่ งๆมาส่งเสริมเรอ่ื ยๆ ชาวบ้านคูณผลิตสินค้าออกมาเป็นจานวนมากจึงยงั ไมม่ ี
ตลาด ชาวบ้านคิดริเริ่มเอาผ้ามาวางขายผ้าหน้าบ้านจึงทาให้คนผ่านไปผ่านมาเกิดความสนใจจอดรถดูพอใจก็ซ้ือ
กลับบ้านเป็นของฝากทาให้มีรายได้ให้กับชาวบ้านคูณมากข้ึน จึงทาให้คนในชุมชนเกิดความคิดขึ้นว่าเรามาสร้าง
ร้านค้ารินทางตามชนบทกันเถอะ ชาวบ้านพากันสร้างร้านค้าตามรินทางบ้านคูณเติมไปหมด จึงทาให้ชาวบ้านมี
รายได้เสรมิ จากการทาการเกษตร และคนที่ขบั รถผ่านไปผ่านมาก็เกิดความสนใจแวะซื้อเปน็ ของฝาก เป็นเสน่ห์ของ
รา้ นคา้ รินทางตามชนบท

ความเปน็ มาของผ้าขาวมา้

พระบรมฉายาลักษณ์สมเดจ็ พระนางเจา้ ฯ พระบรมราชินนี าถใน
รชั กาลท่ี 9 ทรงฉลองพระองคผ์ า้ ขา้ วม้าลายส่เี หล่ียมสีดาขาว
ขณะเสด็จฯไปทรงเยอื นประเทศสหรัฐอเมรกิ า เมื่อปี พ.ศ.
2503 เปน็ ภาพทแ่ี พรห่ ลายไปในสือ่ หลายแขนงในสหรฐั ฯ
และหนงั สอื พิมพใ์ นนิวยอรก์ ได้ถวายคาสรรเสรญิ ว่า

“ทรงงดงามประดุจเจา้ หญงิ ในเทพนยิ าย ทรงร่าเรงิ
แจม่ ใสและทรงมพี ระมหากรุณาธคิ ุณโดยทรงเป็น

กันเองกับผู้ได้เขา้ เฝา้ ฯทรงแต่งพระองคแ์ บบ
ตะวันตกด้วยผ้าไหมไทยไดง้ ดงามท่สี ุดและทรงเป็น
พระราชินจี ากแดนไกลท่สี ามารถตรัสภาษาองั กฤษและ

ฝรงั่ เศสได้คล่องแคลว่ ”

(ข้อมูลจากหนงั สือสริ ินวมินทร์บรมราชนิ ีนาถ)

จัดทำโดย กศน.ตำบลบำ้ นเปำ้ ๓ | ห น้ ำ

แหลง่ เรยี นรใู้ นทอ้ งถนิ่ ตำบลบำ้ นเปำ้ อำเภอพทุ ไธสง จงั หวดั บรุ รี มั ย์ “กลมุ่ ทอผำ้ ขำวมำ้ ”

การท่ีสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลท่ี 9 ไดท้ รงฉลองพระองค์ชุดผา้ ไทยในการเสด็จฯ
ไปทรงเยือนต่างประเทศในครั้งน้ัน ได้สร้างความภาคภูมิใจแก่คนไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวบ้านผู้ทอผ้าพื้นเมอื ง
ทั้งหลาย ได้กลับมาเล็งเห็นถึงคุณค่าของศิลปหัตถกรรมที่สืบทอดมาตั้งแต่ครั้งปู่ย่าตายาย ก่อนที่ส่ิงเหล่านี้จะสูญ

หายไปโดยไม่มผี ใู้ ดสบื ทอด

“...ข้าพเจ้าจึงสังเกตดูว่าเมื่อไปท่ีไหนทุกแห่งที่ตามเสด็จ จะเห็นว่าชาวอีสานน้ีนุ่งซ่ินไหมมัดหมี่ ข้าพเจ้าก็
บอกวา่ ขอให้ฉนั สักตวั ไดไ้ หม เขาบอกวา่ เอาไปทาไม ของบา้ นนอกคอกนาคนรวยๆเขาไม่ใส่กนั หรอก“กบ็ อกกับเขา
วา่ สวยจรงิ ๆไม่ไดแ้ กลง้ ยกยอ เพราะเปน็ ของสวยงามมาก เขาก็เลยยินดี เขาบอกว่าถา้ จะใสจ่ รงิ ฉันจงึ จะทาให้ บอก
ว่าทาเถอะ แล้วจะใส่ เขาก็ช่วยกันทามา ข้าพเจ้าก็ให้เงินก้นถุงกอ่ นเพราะว่าชาวบ้านจน แต่ความโลภโมโทสนั ไมม่ ี
เลย เขาบอกว่าฉันจะให้นะฉันไม่ได้ต้องการเงินก็บอกกับเขาว่าเงินอันน้ีเป็นเงินก้นถุงจะได้เจริญต่อไปเขาถึงได้
ยอมรับ...”

จนถงึ ปจั จุบนั นี้ความงามของผ้าทอพนื้ เมืองทุกประเภทในท่ัวทุกภาคของประเทศไทยได้สบื ทอดต่อมาให้คน
รุ่นหลังได้เห็น ได้ช่ืนชม และใช้ประโยชน์จากผ้าไทยเหล่านี้ ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอย่างแท้จริงหากจะกล่าวถึง
ผ้าขาวม้า นับว่าเป็นหนึ่งในผ้าทอพื้นเมืองที่มีเอกลักษณ์และอยู่คู่กับสังคมไทยมายาวนานในฐานะ “ผ้าสารพัด

จดั ทำโดย กศน.ตำบลบำ้ นเปำ้ ๔ | ห น้ ำ

แหลง่ เรยี นรใู้ นทอ้ งถน่ิ ตำบลบำ้ นเปำ้ อำเภอพทุ ไธสง จงั หวดั บรุ รี มั ย์ “กลมุ่ ทอผำ้ ขำวมำ้ ”

ประโยชน์”ในวิถีชีวิตของคนไทยแต่คร้ังโบราณ และหากนาผ้าขาวม้าหนึ่งผืนไปวางปะปนกับผ้าทอประเภทอื่นๆ
เชือ่ ว่าลวดลายตารางของผ้าขาวมา้ จะโดดเด่นในความรบั รขู้ องผทู้ ีม่ องเห็น และแยกแยะได้ทันทวี า่ “นีค่ อื ผา้ ขาวมา้ ”
แม้บางคนไม่เคยใช้ ไม่เคยสมั ผัส แตต่ อ้ งรู้จักผ้าลายตารางนี้ ผา้ ขาวม้าอยู่ในวิถชี วี ติ ของคนในสังคมมายาวนานเท่าไร
และอย่างไร เหตุใดลวดลายนี้จึงเป็นเอกลักษณ์และภาพจาของคนในสังคมไทย คาถามเหล่าน้ีจะนาไปสู่การค้นหา
เรื่องราวของผ้าขาวม้าใหลากหลายแง่มุม ด้วยความเชื่อท่ีว่า ในผ้าขาวม้าทุกผืนมี “รหัสวัฒนธรรม” บางประการ
ซอ่ นอยู่

ทีม่ าของผ้าขาวมา้ : จากอิหรา่ นสปู่ ระเทศไทย
ผ้าขาวม้ามีความผูกพันและอยู่ร่วมกับวิถีชีวิตของคนไทยมาช้านาน จนทาให้หลายคนเช่ือว่าผ้าขาวม้าน้ัน

เป็นของคนไทยมาแตโ่ ดยกาเนิด แตห่ ากสบื ค้นข้อมูลทางประวตั ิศาสตร์ที่เกี่ยวกับผ้าที่มนษุ ย์เราใช้สอยมาแตโ่ บราณ
แลว้ จะพบวา่ ผา้ ขาวม้ามีสมมติฐานทม่ี าหลากหลายแตกตา่ งกัน ดังน้ี

สมมติฐานแรก คือ ผ้าขาวม้ามาจากอิหร่าน โดยคาว่า “ขาวม้า” เพ้ียนมาจากคาว่า คามาร์ บันด์ (Kamar
Band) ซ่ึงแปลว่าผ้าคาดเอว โดยในผลงานวจิ ยั เร่อื ง “ผ้าขาวม้า : เอกลกั ษณ์ไทย” ของ รศ. ดร.อาภรณ์พนั ธ์ จนั ทร์
สว่าง จากคณะสังคมสงเคราะห์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์ อธิบายว่า ผา้ ขาวม้าเปน็ คาทีเ่ พี้ยนมาจากภาษาอิหร่านท่ี
ใช้ในสเปน เนื่องจากในอดตี อหิ ร่านและสเปนมกี ารติดต่อกนั ทาให้เกิดการถา่ ยเททางวัฒนธรรมและภาษาซงึ่ กนั และ
กนั โดยในสเปนใชผ้ ้าคามาร์ทว่ี ่านีใ้ นการคลมุ บา่ หรือคาดเอว

สมมติฐานที่สอง ใกล้บ้านเราเข้ามาอกี นิด คือ ผ้าขาวม้ามาจากญ่ีปุ่น โดยอาจารย์สมภพ จันทรประภา ได้
เคยอธิบายถึงท่ีมาของผ้าขาวม้าในหนังสือ “อยธุ ยาอาภรณ์” วา่ มาจากผา้ น่งุ ชั้นในของชาวญ่ีปุ่นท่ีเรียกว่า “หักขะ
ม้า” ซึ่งใกล้เคียงกับข้อมูลของอาจารย์จิราภรณ์ อรัณยะนาค อดีตผู้เช่ียวชาญด้านการอนุรักษ์โบราณวัตถุของกรม
ศิลปากร ท่ีกล่าวว่าได้มีการพบผ้าขาวม้าท่ีเก่าแก่ที่สุดในประเทศญี่ปุ่น ผ้าผืนนี้สันนิษฐานว่าทอขึ้นในสมัยกรุงศรี
อยธุ ยามลี วดลายเป็นตารางหมากรุก ชาวญีป่ นุ่ เรยี กผ้าผนื นัน้ ว่า “ผา้ กา่ มา่ ”

สมมติฐานท่ีสาม ผ้าขาวม้ามาจากกัมพูชา จากข้อมูลในหนังสือ “ผ้าทออีสาน ฉบับเชิดชูเกียรติแม่ครูช่าง
แถบอีสานใต้” และได้รับการอ้างอิงในบทความ “เขม้นมอง ‘ผ้าขาวม้า’ ไทยหรือเทศ?” ตีพิมพ์ในคอลัมน์ปริศนา
โบราณคดี นติ ยสารมตชิ นสดุ สปั ดาห์ เขียนโดย ดร.เพ็ญสุภา สุขคตะ วา่ ในกัมพูชาเรยี กผ้าขาวมา้ วา่ “ผ้ากรรมา” ซง่ึ
เป็นผา้ ทม่ี อบให้ผ้ใู หญเ่ พอ่ื ขอล้างกรรม เปน็ ไปได้หรือไมว่ า่ ไทยเรารับเอาผ้าขาวม้ามาจาก “ผ้ากรรมา” ของกัมพูชา
และตอ่ มาจึงกลายเสียงเป็นผ้ากามา้ ผา้ ขะมา้ และผา้ ขาวม้า

สมมติฐานที่สี่ ผ้าขาวม้าเป็นของไทยแท้ ผ้าขาวม้ามาจากคาว่า “ผ้าขอขมา” ซึ่งในเทศกาลสงกรานต์เป็น
ประเพณที ค่ี นไทยจะต้องนาผ้าไปไหว้ กราบขอขมาลาโทษและรดน้าดาหัวผู้อาวโุ ส เนอ่ื งจากคาวา่ “ขมา” นม้ี ีความ
ใกล้เคียงกับคาว่า “ขะม้า” แต่สมมติฐานน้ีไม่น่าเป็นไปได้ เพราะภาษาถิ่นแต่ละภาคที่ใช้เรียกผ้าขาวม้ามีความ
แตกตา่ งกนั ไป และบางภาคไม่ใกล้เคยี งกบั คาว่าผ้าขาวม้าแตอ่ ย่างใด

เม่ือพิจารณาจากทั้งส่ีสมมติฐานนแ้ี ล้ว ข้อที่ผู้รู้เช่ือว่าน่าจะเป็นไปได้มากท่ีสุดคือ ข้อแรก ผ้าขาวม้ามาจาก
อิหรา่ น ทัง้ รากศัพท์ของภาษา ระยะเวลา และหลักฐานท่ีค้นคว้าได้เชื่อว่าผ้าคามาร์จากอิหร่านแพรห่ ลายไปสู่สเปน
หลังจากนนั้ ไดเ้ ผยแพร่ไปยังที่อื่น ๆ ในอดีตจักรวรรดิสเปนเป็นมหาอานาจของโลกท่ีมอี าณานิคมมากมาย จนไดร้ ับ
การขนานนามว่า“จักรวรรดิท่ีพระอาทิตย์ไม่เคยตกดิน” เช่ือว่าผ้าคามาร์น้ีได้แพร่หลายเข้าไปสู่ดินแดนต่าง ๆ
ท่ีสเปนตดิ ตอ่ ด้วยจนกระทัง่ เข้ามาสูป่ ระเทศไทยในท่สี ุด

จดั ทำโดย กศน.ตำบลบำ้ นเปำ้ ๕ | ห น้ ำ

แหลง่ เรยี นรใู้ นทอ้ งถน่ิ ตำบลบำ้ นเปำ้ อำเภอพทุ ไธสง จงั หวดั บรุ รี มั ย์ “กลมุ่ ทอผำ้ ขำวมำ้ ”

ผ้าขาวมา้ เข้าสูป่ ระเทศไทยเมื่อไร
หลักฐานทเี่ ก่าแก่ทสี่ ุดทีบ่ ง่ ชีว้ ่าคนไทยเร่ิมใชผ้ า้ ขาวม้าพบในอาณาจักรโยนกนาคนคร หรอื โยนกเชยี งแสน
ซงึ่ นักประวตั ิศาสตร์เชอื่ วา่ เปน็ อาณาจักรแรกของชาวไทยในดนิ แดนสวุ รรณภูมิ สร้างขึ้นระหว่างพทุ ธศตวรรษท่ี 11-
12 ตอ่ มาศิลปวิทยาการของอาณาจักรเชียงแสนเจรญิ รุ่งเรืองมากรวมทัง้ ในด้านการแต่งกายซงึ่ เริม่ มลี วดลายประดับ
ประดาบนเสอ้ื ผ้าจากหนงั สือ“ประวัติเครอ่ื งแตง่ กาย” โดย พวงผกา คโุ รวาท กล่าวถึงการแต่งกายของชาวเชยี งแสน
ว่ารับวฒั นธรรมการใชผ้ ้าขาวม้ามาจากชาวไทใหญ่ แต่ได้นามาปรับเปลีย่ นวิธีการใช้

“...ผู้ชายเร่ิมใช้ผ้าเคียนเอว หรือผ้าขาวม้า ซึ่งได้มาจากชาวไทใหญ่ แต่ไทใหญ่ใช้พันศีรษะ ส่วนไทยเรายงั
มุ่นผมอยู่ และประดับประดากันบ้าง ครั้นพอเห็นประโยชน์ของผ้าจึงนามาใช้บา้ ง แต่เปล่ียนเป็นเคียนเอว เม่ือเดิน
ทางไกลจงึ นามาใชแ้ ละอานวยความสะดวกมีประโยชนม์ าก เชน่ เกบ็ อาวธุ และสมั ภาระ ใชป้ ูนอน อาบนา้ เช็ดตวั ไท
ใหญเ่ หน็ ประโยชน์จึงมาเคียนเอวบา้ ง เลยทาให้ไทใหญ่บางพวกมีท้งั ผ้าเคียนเอวและผ้าโพกพันศรี ษะ...”

หลักฐานที่แสดงว่าคนไทยเร่มิ ใช้ผ้าขาวม้าในสมัยเชียงแสน คือ ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่วัดภูมินทร์ จังหวัด
น่าน เป็นภาพการแต่งกายของชายชาวบ้าน โดยผู้ชายใช้ผ้าขาวม้าพาดบ่าหรือเคียนเอว นอกจากน้ี จากหลักฐาน
การเปรียบเทียบลักษณะของการแตง่ กายจากภาพประตมิ ากรรมนูนตา่ ลายปนู ป้ันประดบั โบราณสถาน เช่นท่เี จดีย์
วดั ป่าสกั อาเภอเชียงแสน จังหวัดเชยี งราย หรือประติมากรรมรูปเทวดาประนมมอื ท่เี จดยี ์วัดก่เู ต้า อาเภอเชยี งแสน
จังหวัดเชียงราย พบว่าผู้ชายในชนช้ันสูงของเชียงแสนจะนุ่งผ้าสองชาย ยาวกรอมเท้า ทิ้งชายพกขนาดใหญ่ไว้
ด้านซา้ ยของลาตัว คล้ายลกั ษณะการนงุ่ ผา้ ของชาวขอม คาดทบั ดว้ ยผา้ หรอื เขม็ ขัด ทงิ้ ชายไวใ้ หย้ าว

*******************************

จัดทำโดย กศน.ตำบลบำ้ นเปำ้ ๖ | ห น้ ำ

แหลง่ เรยี นรใู้ นทอ้ งถนิ่ ตำบลบำ้ นเปำ้ อำเภอพทุ ไธสง จงั หวดั บรุ รี มั ย์ “กลมุ่ ทอผำ้ ขำวมำ้ ”

การจดั เตรียม วสั ด/ุ อุปกรณใ์ นการทาทอผ้าขาวม้า วสั ดุ/อุปกรณใ์ นการทาทอผ้าขาวมา้
1. กง ใช้พนั เสน้ ดา้ ย เพ่อื เตรยี มไจด้ายสาหรับฟอกและย้อม
2. อกั ใช้พันเสน้ ด้าย เพือ่ จัดระเบียบ
3. กระบอกไม่ไผ่ ใชส้ าหรับพันเสน้ ด้าย ใช้แทนหลอดด้าย
4. แกนกระสวย ใช้สาหรับพนั ด้ายพงุ่ เปน็ หลอดเล็กๆ
5. ไน เป็นเคร่ืองมือสาหรับกรอด้ายเข้าหลอดด้าย ก่อนที่จะนาไปใส่กระสวย ต้องนาไปใช้ร่วมกับระวิง มี

ลกั ษณะด้านหนึ่งเปน็ กงลอ้ ขนาดใหญ่มเี พลาหมนุ ดา้ ย มีสายพานต่อไปยังทอ่ เลก็ ๆ ท่ปี ลายอกี ขา้ งหนึ่ง
6. หลกั เปยี (หลกั เผยี ) โครงไมส้ าหรบั เตรียมด้ายยนื สามารถเตรยี มด้ายยืนยาว 20 – 30 เมตร (ปจั จุบัน

มีหลักเปยี ขนาดใหญ่ เตรยี มด้ายยืนได้ยาวกวา่ 100 เมตร)
7. แปรงหวีด้ายยนื

ส่วนประกอบของกี่ทอผา้
1. ฟืมหรือฟันหวี(reed) เป็นกรอบไม้แบ่งเป็นช่องถ่ีๆด้วยลวดซ่ีเล็กๆ สาหรับจัดระเบียบเส้นด้ายยืน ตี
กระทบเส้นด้ายพุง่ เพื่อให้ผ้ามเี นอ้ื แน่นเป็นผืนผา้
2. ตะกอหรือเขาหูก (harness) ส่วนใหญ่เป็นตะกอเชือก จัดกลุ่มเส้นด้ายยืนเปิดช่องด้ายยืน สาหรับ ใส่
ด้ายพุง่
3. แกนมว้ นผ้าหรอื ไม้กาพัน่ ใช้ม้วนผา้ ท่ที อแลว้ ใช้ลาต้นไม้ทม่ี ขี นาดสมา่ เสมอ และเหยยี ดตรง
4. แกนม้วนดา้ ยยนื ใช้ม้วนดา้ ยยนื ขณะทอ
5. เทา้ เหยียบ ใช้ควบคุมการยกตะกอ
6. ท่ีนัง่ สาหรบั นั่งขณะทอผา้
7. กระสวย ใชส้ อดใสด่ า้ ยพงุ่ จะมีลักษณะคล้ายเรือ มรี อ่ งใส่แกนกระสวยมีท้งั แบบแกนเดย่ี วและแกน คู่
8. ผัง

– ไม้เลก็ เรียว ยาวกว่าหน้าผ้าเล็กน้อย ปลาย 2 ขา้ งเปน็ เหล็กแหลม
– ใช้สาหรบั ขึงหน้าผา้ ให้ตึง และมีขนาดคงเดมิ ขณะทอ

จัดทำโดย กศน.ตำบลบำ้ นเปำ้ ๗ | ห น้ ำ

แหลง่ เรยี นรใู้ นทอ้ งถน่ิ ตำบลบำ้ นเปำ้ อำเภอพทุ ไธสง จงั หวดั บรุ รี มั ย์ “กลมุ่ ทอผำ้ ขำวมำ้ ”

อุปกรณ์
กระสวย (ตวั ว่งิ ดา้ ย) ทาดว้ ยไม้ เจาะเป็นโผง่ คลา้ ยๆเรือไวส้ าหรบั ใสห่ ลอดด้ายมนี า้ หนักเบาและขนาด

เหมาะมือ ใช้ท้อผ้าระหว่างการยกเส้นด้ายข้ึนลง มีลักษณะเรียว ยาว ปลายงอน คล้ายเรือ ขนาดความยาวของ
กระสวย 30 ซม. ใชท้ อ้ ผ้า

ไม้ขิด
ไม้ขิด (หลอดทาจากไม)้ ลักษณะไมข้ ิดเป็นวงกลม คล้ายกับหลอด ทาจาก ต้น“ไส้ตัน” มีลาต้นเป็นเถาไม้
เล้ือย พันต้นไม้อ่ืน ไม่มีมือเกาะลาต้นมีความสูงต้นประมาณ 4-10 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางลาต้น 7.4 -11.8
มิลลเิ มตร เปลอื กต้น เรยี บมสี ีนา้ ตาลแดงและนา้ ตาลเขม้ มตี มุ่ สีขาวตามลาต้น มนี า้ ยางสขี าวข้น ใบ เปน็ ใบเดย่ี วเรียง
ตรงกนั ข้าม มี 8 -13 คู่ รปู ใบรยี าว ปลายใบเรยี วแหลม โคนใบมนเว้าเล็กน้อย
อกั
อัก คือเคร่ืองมือท่ีใช้เก็บด้ายโดยม้วนด้ายใส่อัก ทาจากไม้ทาด้วยไม้เน้ือแข็ง มี 6 ขา ตั้งตรงเป็นวงกลม
เจาะรู ตรงกลาง มีไม้ประกบสาหรบั สวมรเู พอ่ื ให้อกั หนุน ขนาดความสูงของอัก 40 – 50 เซนติเมตร
หลา
หลา (ไม้ปั่นด้าย) เครื่องมือท่ีใช้หมุนหลอดให้ม้วนเส้นด้าย ทาด้วยล้อจักยานที่เป็นโครงเหล็ก ประกอบไป
ด้วย ไมเ้ นอ้ื แขง็ มีไม้ยนื 3 สามตัว ใช้ไม้1 ตวั เปน็ ฐานตัง้ ข้างล่าง ไมอ้ กี 2 ทาเป็นไมย้ นื ตรง ล้อจกั ยานให้ล้อจักยาน
มว่ นได้
เฝือ(ม้าเดนิ ดา้ ย)
เฝือ (ม้าเดินด้าย) สาหรับนาไปโยงเส้นด้าย เฝือทาจากไม้เนื้อแข็งลักษณะเป็นส่ีเหล่ียม คล้ายค้านไม้
ส่ีเหลี่ยม ขนาดค้านแนวต้ังยาว 2 เมตร 30 เซต ขนาดค้านแนวตั้งยาว 1 เมตร 80 เซน ค้านแนวตั้ง เจาะรูเป็น
วงกลมเพ่ือนาขาของหลักเฝือ ใส่มาประกอบเข้าหลักเฝือ ขาหลักเฝือ คล้ายฟันหวี มีลักษณะวงกลมเป็นถอนยาว
15-20 เซนติเมตร โดยความยาวของเฝือแต่ละช่วงทอผ้าได้ 1 ผืน เฝือ 1 อัน สามารถโยงเส้นด้ายได้ความยาว
ประมาณ 45 เซนตเิ มตร
ฟมื
ฟืม คือเคร่ืองมือสาหรับทอผ้ามีลักษณะเป็นแผงยาว มีฟันเป็นซี่ๆคล้ายกับหวี เรียกว่าฟันหวี ซึ่งแต่ละซใี่ ช้
เป็น ชอ่ งสาหรับสอดด้าย โครงของฟืมทาจากไม้เน้ือแข็ง ฟนั หวีทาจากไมไ้ ผ่ขนาดของฟืมจะเรยี กตามจ จานวนชอ่ ง
ระหวา่ ง ซ่ีของฟมื โดยมีหน่วยนบั เปน็ “หลบ” ซึ่ง 1 หลบ เท่ากับ 40 ชอ่ งฟนั เปน็ เครือ่ งมือทที่ าหน้าทีก่ ระทบด้าย
เส้นพงุ่ ท่ี ทอใหเ้ รียงกนั เปน็ ระเบียบ ทาใหเ้ น้ือผ้าแนน่ เปน็ ผนื ผ้า

เขา
เขา คืออุปกรณ์ที่ใช้ประกอบกับฟืมไว้สาหรับใส่เส้นด้ายเข้าไปในฟืมต้องใช้ เขา 2 ชิ้นเพ่ือต่อเขากับฟืม
เขาหลักฟมื ทาจากไมเ้ นื้อแข็งเป็นวงกลม 2 ถอน แต่ละถอนยาว 65 – 75 เซนตเิ มตร มเี ชือกเอน็ ใช้ผกู ไม้ 2 ถอน
โดยแบง่ ระยะ หากของการผูกเชือกเอน็ ประมาณ 15 เซนติเมตร ผูกเป็นเส้นๆเหมือนชอ่ งหวี ใชด้ ึกเรยี งเสน้ ด้ายให้
สมา่ เสมอ

จดั ทำโดย กศน.ตำบลบำ้ นเปำ้ ๘ | ห น้ ำ

แหลง่ เรยี นรใู้ นทอ้ งถนิ่ ตำบลบำ้ นเปำ้ อำเภอพทุ ไธสง จงั หวดั บรุ รี มั ย์ “กลมุ่ ทอผำ้ ขำวมำ้ ”

ขนั้ ตอนการออกแบบลายผ้าขาวม้า

ขนั้ ตอนการทอผา้ ขาวมา้

1. สบื เส้นด้ายยืนเข้ากับแกนม้วนด้ายยืน และร้อยปลายดา้ ยแต่ละเส้นเขา้ ในตะ กอแต่ละชดุ และฟนั หวี ดงึ

ปลายเสน้ ด้ายยืนท้งั หมดมว้ นเข้ากับแกนม้วนผ้าอีกดา้ นหนงึ่ ปรบั ความตึงหย่อนให้พอเหมาะ กรอดา้ ย เขา้ กระสวย

เพื่อใช้เปน็ ดา้ ยพุ่ง

2. เริ่มการทอโดยกดเคร่ืองแยกหมู่ตะกอ เส้นด้ายยืนชุดท่ี 1 จะถูกแยก ออกและเกิดช่องว่าง สอด

กระสวยด้ายพุ่งผา่ น สลับตะกอชดุ ที่ 1 ยกตะกอชดุ ที่ 2 สอดกระสวยดา้ ยพุ่งกลบั ทาสลบั กนั ไปเรื่อย ๆ

3. การกระทบฟันหวี (ฟืม) เม่ือสอดกระสวยด้ายพุ่งกลบั ก็จะกระทบ ฟนั หวี เพื่อใหด้ ้ายพ่งุ แนน่ หนา ติดกัน

ได้เนอื้ ผา้ ทีแ่ น่นหนา

4. การเกบ็ หรอื มว้ นผา้ เม่ือทอผา้ ได้พอประมาณแล้วกจ็ ะม้วนเก็บใน แกนม้วนผ้า โดยผอ่ นแกนด้าย ยนื ให้

คลายออกและปรบั ความตงึ หยอ่ นใหม่ ใหพ้ อเหมาะ

จากรากฐานของข้อมูล แสดงใหเ้ ห็นวา่ ผ้าขาวม้าเปน็ ผ้าโบราณ ที่ใช้ประโยชน์กนั มานานแล้ว คนไทยรู้จักใช้
ผ้าขาวม้ามาต้ังแต่ สมัยพุทธศตวรรษที่ 16 ถ้านับเวลาย้อนไป จะตรงกับยุคสมัยเชียงแสน ในสมัยเชียงแสนผหู้ ญิง
มักนุ่งผ้าถุง ส่วนผู้ชายเริ่มใช้ผ้าเคียนเอว (ผ้าขาวม้า) ซ่ึงได้วัฒนธรรมมาจากไทยใหญ่ (ไทยใหญ่ใช้โพกศีรษะ) ส่วน
ไทยเรายังมุ่นมวยผมอยู่ เมื่อเห็นประโยชน์ของผ้าจึงนามาใช้บ้าง แต่เปลี่ยนมาเป็นผ้าเคียนเอว เม่ือเดินทางไกลจงึ
นามาใช้เพอ่ื อานวยความสะดวก ซ่งึ ใหป้ ระโยชนม์ าก เชน่ ใชห้ อ่ อาวธุ และเก็บสมั ภาระในการเดินทาง ปทู ีน่ อน นงุ่
อาบน้า ใช้เช็ดร่างกาย เม่ือไทยใหญ่เห็นประโยชน์ของการใช้ผ้า จึงนามาเคียนเอวตามอย่างบ้าง
"เคียน" เปน็ คาไทย มีความหมายตามพจนานกุ รม คือ พัน ผูก พาด โพก คาด คลุม เม่ือนามารวมกับคาว่า "ผา้ " และ
สว่ นใดสว่ นหน่งึ ของร่างกาย เชน่ เอว จึงมีความหมายว่า เป็นผา้ สาหรับคาดเอว ซึ่งคนไทยโบราณจะรจู้ ัก "ผา้ เคียน
เอว" มากกว่า "ผ้าขาวม้า" เนื่องจากใช้เรียกกันมาแต่โบราณ ส่วนคาว่า "ผ้าขาวม้า" มานิยมใช้เรียกกันในภายหลัง

หลกั ฐานทแ่ี สดงวา่ คนไทยเริ่มใช้ผ้าขาวม้าในสมัยเชียงแสน มปี รากฎให้เหน็ จากภาพจิตรกรรมฝาผนังท่ี วดั
ภูมนิ ทร์ จ. นา่ น และเมือ่ ดูการแต่งกายของ หญงิ - ชาย ไทยในสมัยอยุธยา จากภาพเขียนในสมุดภาพ "ไตรภูมสิ มัย
อยุธยา" ราวต้นศตวรรษ ท่ี 22 จะเห็นได้วา่ ชาวอโยธยานยิ มใช้ผ้าขาวม้าพาดบ่า คาดพงุ หรือน่งุ โจงกระเบนแล้วใช้
ผา้ ขาวมา้ คล้องคอตลบห้อยชายทั้งสองข้างไว้ด้านหลงั สมัยรตั นโกสนิ ทร์ชาวไทยทัง้ ชาย - หญงิ นิยมใชผ้ า้ ขาวม้ามา
ทาประโยชน์กันมากย่งิ ขึ้น โดยไม่จากัดแต่เพยี งเพศชายอยา่ งเดียวเหมือนในอดีต และไม่จากดั เฉพาะทาเป็นเครื่อง
ตกแตง่ ร่างกายอยา่ งเดยี ว

"ผ้าขาวม้า" เป็นอาภรณ์อเนกประสงค์ มีลักษณะเป็นรูปทรงสี่เหล่ียมผืนผ้า ส่วนใหญ่ทอมาจากฝ้าย แต่
บางครั้งอาจทอจากเสน้ ไหม ในบางทอ้ งถิน่ นิยมทอจากเส้นด้ายดิบและเสน้ ป่าน นยิ มทอสลับสีกนั เปน็ ลายตาหมาก
รุกหรือเป็นลายทาง โดยมากผลติ ในแถบภาคเหนือหรือภาคอสี าน มีขนาดความกวา้ ง - ยาวแตกต่างกันออกไป สว่ น
ใหญ่จะกว้างประมาณ 3 คืบ ยาว 5 คืบ อายุของการใช้งานจะประมาณ 1 - 3 ปี สาหรับราคาก็จะแตกต่างกัน
ออกไปตามวัสดทุ ใี่ ช้ (ถ้าเปน็ ผ้าไหมเน้ือดีจะมรี าคาแพง ซ่ึงนยิ มใช้แตะพาดบา่ หรือพาดไหล่)

"ผา้ ขาวมา้ " เป็นอาภรณ์ท่ีอยู่คกู่ ับคนไทยมาทุกยุคทกุ สมัย โดยนยิ มใช้กันท่ัวๆไปโดยเฉพาะตามชนบท โดย
ประวัติผา้ ขาวมา้ อาจจะไม่ใช่ผ้าของคนไทย แตร่ ะยะเวลาท่ยี าวนานกวา่ 900 ปี ทผี่ ่านไป ผา้ ขาวม้านบั ได้วา่ เป็นผ้า
สารพัดประโยขนอ์ ย่างแท้จริง เพราะอย่างน้อยด้วยรปู ลักษณ์และลวดลายท่ีมกี ารพัฒนาอยา่ งต่อเนอื่ ง ซ่ึงได้รวมไว้
ทงั้ ศาสตร์แห่งสสี นั และศิลป์แหง่ ลายผ้าไทยนามาผสมผสานกนั อยา่ งกลมกลนื

ผ้าขาวม้าเป็นผ้าที่อานวยความสะดวกให้กับคนไทยมาหลายศตวรรษ โดยไม่มีทีท่าว่าจะสูญหายไป
ง่ายๆ เนื่องด้วยประโยชน์ของผ้ามีมากมายนานัปการ ท้ังน้ีเพราะผ้าขาวม้ามีความเกี่ยวข้องกับวิถีทางแห่งการ
ดารงชีวิตมากมายหลายอย่างด้วยกัน จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า "ผ้าขาวม้า" คือส่ิงมหัศจรรย์แห่งสายใยท่ีถักทอไว้

จัดทำโดย กศน.ตำบลบำ้ นเปำ้ ๙ | ห น้ ำ

แหลง่ เรยี นรใู้ นทอ้ งถนิ่ ตำบลบำ้ นเปำ้ อำเภอพทุ ไธสง จงั หวดั บรุ รี มั ย์ “กลมุ่ ทอผำ้ ขำวมำ้ ”

อย่างประณตี จากตานานกาลเวลา และคุณคา่ อนั น่ายกยอ่ ง สรุปความได้ว่าประโยชน์ของผ้าขาวม้าใชก้ ันต้งั แต่เกิด
จนกระทงั่ ตาย

ผา้ ขาวม้า : อาภรณ์สารพดั ประโยชน์

1. ใช้นงุ่ อาบนา้ 2. ทาความสะอาดร่างกาย

3. บงั แดด - ฝน - ลม 4. ใช้ซับเหงอื่

5. ปูรองนงั่ 6. นอนโพกศรี ษะกนั แดด

7.โพกศีรษะกันแดด 8. ผกู ทาเปล

9. ใช้นุ่งอยบู่ ้านแทนกางเกง 10. คาดเอว

11. หม่ - คลมุ ร่างกาย 12. ใชห้ อ่ ของแทนย่าม

13. นุ่งกระโจมอกแทนผา้ ถุง 14. ปดั ฝุ่น - แมลง - ยงุ

15.ใช้มัดแทนเชอื ก 16. ใชผ้ ลัดเปลย่ี นเส้อื ผา้

17. ม้วนหนุนแทนหมอน 18. ผกู คอตาย ( ยามสิน้ คดิ )

19. ทาความสะอาดสงิ่ ของ - เครอื่ งใช้ 20. ใชเ้ ช็ดตัวแทนผ้าเช็ดตัว

21. ทาผ้าขรี้ ้ิว - พรมเช็ดเท้า ( เมอ่ื ชารดุ แลว้ ) 22. ใช้โบกแทนพดั

23. ใช้แทนผ้าพันแผล 24.ทาผ้ากนั เปอ้ื น

25. คลมุ โต๊ะ 26.ผ้าอนามยั สาหรับคุณผหู้ ญงิ

27. ทาผ้าอ้อมสาหรบั เดก็ 28. อุปกรณ์การเล่นของเดก็

จัดทำโดย กศน.ตำบลบำ้ นเปำ้ ๑๐ | ห น้ ำ

แหลง่ เรยี นรใู้ นทอ้ งถน่ิ ตำบลบำ้ นเปำ้ อำเภอพทุ ไธสง จงั หวดั บรุ รี มั ย์ “กลมุ่ ทอผำ้ ขำวมำ้ ”

การบรหิ ารจดั การและการตลาด
การวิเคราะห์และวางแผนการตลาด

การวางแผนการตลาด กระบวนการวางแผนการตลาด (Marketing Planning Process) "ประกอบด้วย
ข้ันตอน คือ วิเคราะห์สถานการณ์ การพิจารณาวัตถุประสงค์ทางการตลาด การเลือกตลาดเป้าหมายและวัดขนาด
ความ ต้องการซ้ือของตลาด การออกแบบส่วนประสมทางการตลาด และ การจัดเตรียมแผนการตลาดสาหรับปี"
การวเิ คราะห์สถานการณ์ (Situation Analysis) หมายถงึ การสารวจโปรแกรมการตลาดในปัจจุบนั ของบริษัทเพ่ือ
พิจารณาว่าโปรแกรมการตลาดในอนาคตควรจะเปน็ อย่างไร รวมท้ังต้องวิเคราะหส์ ่ิงแวดล้อม ภายใน (ส่วนประสม
ทางการตลาด หรือปัจจัยทางการตลาด และส่ิงแวดล้อมภายในอ่ืนนอกเหนือจากปัจจัย ทางการตลาด) และ
ส่ิงแวดล้อมภายนอก (ส่ิงแวดล้อมจลุ ภาคและสิง่ แวดล้อมมหภาค) ทีม่ อี ทิ ธพิ ลต่อโปรแกรม การตลาด การพิจารณา
วัตถปุ ระสงค์ทางการตลาด ( Determine the Marketing Objective ) เปน็ การกาหนด เปา้ หมายทางการตลาดซึ่ง
ต้องเป็นจริง มีลักษณะเฉพาะเจาะจงและวัดได้ ตัวอย่างวัตถุประสงค์ทางการตลาด แล้วเลือกตลาดท่ี ธุรกิจมี
ความสามารถทีจ่ ะตอบสนองความพอใจในตลาดน้ันได้ การออกแบบสว่ นประสมทางการตลาดและยุทธวิธีการตลาด
(Marketing Mix Strategies and Tactics Design) เป็นงานท่ีเก่ียวข้องกับส่วนประสมการตลาด (4'Ps) เพ่ือให้
บรรลุวัตถุประสงค์ท่ีกาหนดไว้ กล่าวคือ สามารถสนองความต้องการของตลาดเป้าหมายให้พึงพอใจและสามารถ
บรรลุจุดมุ่งหมายของตลาด โดยมีจุดเร่ิมต้นท่ีการกาหนดและวิเคราะห์ตลาดเป้าหมาย ( Target Market ) แล้วจึง
พัฒนาโปรแกรมทาง การตลาดและส่วนประสมการตลาดเพื่อสนองความต้องการของตลาดเป้าหมายนั้น โดยมี
วตั ถปุ ระสงค์ทาง การตลาดคอื ความพงึ พอใจของลูกคา้ การวางแผนการตลาดสาหรับปี ( Annual Marketing Plan
) เป็นแผนรวมกิจกรรมการตลาดของทั้ง ปีสาหรบั ธุรกิจ หรอื ผลิตภัณฑ์หนง่ึ อย่าง ในแผนประกอบด้วย การกาหนด
วัตถุประสงค์ การกาหนดตลาด เป้าหมาย กลยุทธ์และยุทธวิธีการตลาด ข้อมูลเก่ียวกับงบประมาณท่ีใช้สาหรับ
กิจกรรมการตลาด การปฏิบัติการทางการตลาด การปฏิบัติการทางการตลาด ( Marketing Implementation )
เป็นข้ันตอนที่สองในการบริหาร การตลาดมีกิจกรรมท่ีสาคัญ 3 ประการคือ การจัดองค์กรทางการตลาด การจัด
บคุ คลเข้าทางานในองคก์ รนั้น และ การปฏิบัตกิ ารทางการตลาด โดยมีรายละเอียดดงั นี้ การจดั องคก์ รทางการตลาด
การจัดองคก์ รทางการตลาด ( Marketing Organization ) หมายถึง การกาหนดภาระหน้าท่ีและ โครงสรา้ งทางการ
ตลาดขององค์กร โดยถือเกณฑ์การตลาด เป็นวธิ ีการการจัดองคก์ รตลาดทใ่ี ช้กันแพรห่ ลายมาก ตาแหน่งที่สงู สดุ ด้าน
การตลาด คือรองประธานด้านการตลาด และกาหนดหน้าท่ีให้กับผู้จัดการฝ่ายต่างๆ ตามหน้าที่ ประกอบด้วย
ผู้จัดการฝ่ายโฆษณา ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมการขาย ผู้จัดการฝ่ายวิจัยการตลาด ผู้จัดการฝ่ายการขาย ผู้จัดการฝ่าย
กระจายตัวสินค้า ผู้จัดการฝ่ายกิจกรรมการตลาดอ่ืนๆ ผู้จัดการแต่ละฝ่ายจะ ควบคุมงานแต่ละฝ่าย เช่น ผู้จัดการ
ฝ่ายการขายจะควบคุมแต่ละหน่วยงานการขายภาคสนาม เป็นต้น การจัดองค์กรตลาดตามภูมิศาสตร์ (
Geographical Organization ) เปน็ การกาหนดภาระหน้าท่ี และโครงสรา้ งขององคก์ รการตลาดตามอาณาเขตทาง
ภูมิศาสตร์ ตาแหนง่ สูงสุดคือ ผบู้ รหิ ารการตลาดระดับสูง จะควบคุมผู้จดั การฝา่ ยตา่ งๆ ซึง่ มีการแบง่ องค์กรการตลาด
ตามหน้าท่ีก่อน ในส่วนที่เป็นฝ่ายการขายทั่วไป กาหนดภาระหน้าที่และโครงสร้างขององค์กรการตลาด โดยแยก
ประเภทตามลักษณะผลิตภัณฑ์หรอื ตรายี่ห้อ ถือว่ามีการจัดโครงสร้างองค์กรตามผลิตภณั ฑ์ กล่าวคือ ผู้จัดการฝ่าย
ผลิตภัณฑ์ ก ข ค อยู่ภายใต้ผู้จัดการฝ่าย ขายท่ัวไป หรือแยกเป็นผู้จัดการฝ่ายผลิตภัณฑ์ข้ึนตรงต่อผู้บริหาร
การตลาด ในทางที่ผู้จูงใจของพนักงานให้เป็นไปในทิศทางขององค์กร การติดต่อสื่อสาร (Communication)
หมายถงึ "การถา่ ยทอดขา่ วสารจากผู้ส่งไปยังผรู้ ับ โดยทผี่ ู้ส่ง ข่าวสารและผู้รบั ขา่ วสารตา่ งก็มีความเขา้ ใจในข่าวสาร
นั้น" การติดต่อสื่อสารเป็นส่ิงสาคัญมากสาหรับการ ปฏิบัติการทางการตลาด เพราะทาให้เกิดความเข้าใจตรงกัน

จดั ทำโดย กศน.ตำบลบำ้ นเปำ้ ๑๑ | ห น้ ำ

แหลง่ เรยี นรใู้ นทอ้ งถน่ิ ตำบลบำ้ นเปำ้ อำเภอพทุ ไธสง จงั หวดั บรุ รี มั ย์ “กลมุ่ ทอผำ้ ขำวมำ้ ”

การประเมินผลการทางานทางการตลาด การประเมินผลการทางานทางการตลาด (Performance Evaluation)
หมายถึง การตรวจสอบหรือวัดผลการ ปฏบิ ัติงานทางการตลาดและแก้ไขปัญหาขอ้ ผิดพลาดเกยี่ วกบั การปฏิบัติงาน
ที่ผ่านมา เพื่อให้งานเป็นไปตาม แผนการตลาดที่วางไว้ การประเมินผลเป็นงานขั้นสุดท้าย ในการบริหารการตลาด
กระบวนการประเมินผลการทางานทางการตลาดมีดังน้ี การเปรยี บเทียบผลการทางานกับแผนการตลาด เพ่ือดู ว่า
ผลการทางานเป็นอย่างไร ( What happened?) เสร็จแล้วก็นาผลการทางานนั้นไปเปรียบเทียบกับเป้าหมาย กล
ยทุ ธ์หรือยุทธวธิ หี รอื โปรแกรม การตลาดที่กาหนดไว้

การจัดทาบัญชรี ายรับ-รายจ่าย
บัญชีรายรับ รายจ่าย เป็นงานเบสิกที่เจ้าของธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ที่มีช่องทางขายทางออนไลน์ จาเป็นต้อง

จัดทาอยา่ งสม่าเสมอ โดยข้อดขี องการทาธรุ กิจออนไลน์ท่ีเจ้าของธรุ กจิ หลายคนชนื่ ชอบคอื มี ช่องทางการสอ่ื สารท่ี
รวดเร็ว ไม่ต้องลงทนุ มากในการสรา้ งหน้าร้าน และมีช่องทางในการตดิ ต่อสื่อสารกับลกู ค้า ไดง้ ่ายๆ ซึ่งเจา้ ของธรุ กิจ
ทีย่ ังไม่ได้จดทะเบียนบริษัท ก็จะทาธรุ กจิ ในรูปแบบของบุคคลธรรมดา

**********************************

จดั ทำโดย กศน.ตำบลบำ้ นเปำ้ ๑๒ | ห น้ ำ

แหลง่ เรยี นรใู้ นทอ้ งถนิ่ ตำบลบำ้ นเปำ้ อำเภอพทุ ไธสง จงั หวดั บรุ รี มั ย์ “กลมุ่ ทอผำ้ ขำวมำ้ ”

ภาพรา้ นคา้ กลมุ่ ทอผา้ ขาวมา้ บา้ นคณู

จดั ทำโดย กศน.ตำบลบำ้ นเปำ้ ๑๓ | ห น้ ำ

แหลง่ เรยี นรใู้ นทอ้ งถนิ่ ตำบลบำ้ นเปำ้ อำเภอพทุ ไธสง จงั หวดั บรุ รี มั ย์ “กลมุ่ ทอผำ้ ขำวมำ้ ”

ภาพการทอผา้ ขาวมา้ บา้ นคนู

จดั ทำโดย กศน.ตำบลบำ้ นเปำ้ ๑๔ | ห น้ ำ

แหลง่ เรยี นรใู้ นทอ้ งถนิ่ ตำบลบำ้ นเปำ้ อำเภอพทุ ไธสง จงั หวดั บรุ รี มั ย์ “กลมุ่ ทอผำ้ ขำวมำ้ ”

ภาพรา้ นคา้ กลมุ่ ทอผา้ ขาวมา้ บา้ นคณู

จดั ทำโดย กศน.ตำบลบำ้ นเปำ้ ๑๕ | ห น้ ำ

แหลง่ เรยี นรใู้ นทอ้ งถนิ่ ตำบลบำ้ นเปำ้ อำเภอพทุ ไธสง จงั หวดั บรุ รี มั ย์ “กลมุ่ ทอผำ้ ขำวมำ้ ”

ภาพรา้ นคา้ กลมุ่ ทอผา้ ขาวมา้ บา้ นคณู

จดั ทำโดย กศน.ตำบลบำ้ นเปำ้ ๑๖ | ห น้ ำ

แหลง่ เรยี นรใู้ นทอ้ งถนิ่ ตำบลบำ้ นเปำ้ อำเภอพทุ ไธสง จงั หวดั บรุ รี มั ย์ “กลมุ่ ทอผำ้ ขำวมำ้ ”

แบบทดสอบกอ่ น-หลังการจัดกจิ กรรม
เรอื่ ง แหลง่ เรยี นรู้ กลมุ่ ทอผา้ ขาวมา้ บา้ นคณู ตาบลบา้ นเปา้ อาเภอพทุ ไธสง จงั หวดั บรุ รี มั ย์

1. กลุ่มการทอผ้าขาวมา้ บ้านคูณ ตรงอยตู่ าบลใด ข. บา้ นแวง
ก. พทุ ไธสง ง. บ้านยาง
ค. บ้านเป้า

2. วิทยากรในการทอผ้าขาวมา้ คือใคร ข. นางศรีวลกั ษณ์ แพงชาติ
ง. นางบุนยนุช สอนไธสง
ก. นางวาสนา นาลาด
ค. นางณัฐพร กองไธสง

3. คาว่า กะมัส แปลว่าอะไร ข. ขา
ก. แขน ง. แขน
ค. เอว

๔. คาวา่ บันด์ แปลวา่ อะไร ข. ร้อย
ก. สบิ ง. บนั ได
ค. พนั รัด คาด

๕. Kamar band แปลวา่ อะไร ข. ผ้าพนั คอ
ก. ผา้ พันเอว ง. ผา้ ถงุ

ค. ผา้ คลมุ ไหล่

๖. คาว่าผ้าขาวม้า เป็นภาษาทางภมู ภิ าคใดในประเทศไทย ข. ภาคเหนอื
ก. ภาคใต้ ง. ภาคกลาง
ค. ภาคตะวนั เฉียงเหนอื

๗. ฟมื เรยี กอีกอยา่ งหนงึ่ ว่าอะไร ข. ตะกอ
ก. ฟนั หวี ง. ไมก้ าพน่ั
ค. แกนมว้ นผ้า

๘. ตะกอเรยี กอกี อย่างหนึ่งว่าอะไร ข. เขาหูก
ก. ฟันหวี ง. ไมก้ าพัน่
ค. แกนม้วนผ้า

จัดทำโดย กศน.ตำบลบำ้ นเปำ้ ๑๗ | ห น้ ำ

แหลง่ เรยี นรใู้ นทอ้ งถนิ่ ตำบลบำ้ นเปำ้ อำเภอพทุ ไธสง จงั หวดั บรุ รี มั ย์ “กลมุ่ ทอผำ้ ขำวมำ้ ”

๙. แกนมว้ นผา้ เรยี กอีกอย่างหนงึ่ ว่าอะไร ข. เขาหูก
ก. ฟนั หวี ง. ไม้กาพั่น
ค. แกนม้วนผ้า

๑๐. ผ้าขาวมา้ มาจากภาษาอะไร ข. องั กฤษ
ก. เปอรเ์ ชยี ง. ลาว
ค. กัมพชู า

๑๑. พระบรมฉายาลักษณส์ มเดจ็ พระนางเจา้ ฯ พระบรมราชนิ นี าถในรัชกาลท่ี 9
ทรงฉลองพระองคผ์ า้ ขาวม้าลายส่ีเหล่ียมสีดาขาวขณะเสด็จฯไปทรงเยอื นประเทศ
สหรัฐอเมริกา ปพี ุทธศกั ราช

ก. เมื่อปีพ.ศ.2503 ข. เมือ่ ปพี .ศ.2504
ค. เม่ือปีพ.ศ.2505 ง. เมื่อปพี .ศ.2506

๑๒. ในรูปภาพคืออะไร

ก. กระสวย ข. ไม้ขดิ
ค. อัก ง. หลา

๑๓. ในรูปภาพคอื อะไร

ก. กระสวย ข. ไม้ขดิ
ค. อกั ง. หลา

๑4. ในรูปภาพคืออะไร

ก. กระสวย ข. ไมข้ ิด
ค. อัก ง. หลา

15. ในรปู ภาพคอื อะไร

ก. กระสวย ข. ไม้ขิด
ค. อกั ง. หลา

จดั ทำโดย กศน.ตำบลบำ้ นเปำ้ ๑๘ | ห น้ ำ

แหลง่ เรยี นรใู้ นทอ้ งถนิ่ ตำบลบำ้ นเปำ้ อำเภอพทุ ไธสง จงั หวดั บรุ รี มั ย์ “กลมุ่ ทอผำ้ ขำวมำ้ ”

16. ในรูปภาพคอื อะไร

ก. เฝือ ข. ไม้ขิด
ค. อัก ง. หลา

17. ในรูปภาพคืออะไร

ก. เฝือ ข. ฟืม
ค. อัก ง. หลา

18. ในรปู ภาพคอื อะไร

ก. เฝือ ข. ฟมื
ค. เขา ง. หลา

19. ขอ้ ใดกล่าวถกู ต้องประโยชนข์ องผ้าขาวมา้ ข. ผูกทาเปล
ก. ใชน้ ่งุ อาบนา้ ง. ถูกทกุ ขอ้
ค. คาดเอว
ข. LINE
20. การทาธุรกจิ ออนไลน์ มชี ่องทางใดบา้ ง ง. ถูกทกุ ข้อ
ก. facebook
ค. โทรศพั ท์

จดั ทำโดย กศน.ตำบลบำ้ นเปำ้ ๑๙ | ห น้ ำ

แหลง่ เรยี นรใู้ นทอ้ งถน่ิ ตำบลบำ้ นเปำ้ อำเภอพทุ ไธสง จงั หวดั บรุ รี มั ย์ “กลมุ่ ทอผำ้ ขำวมำ้ ”

เฉลยแบบฝกึ หดั แหลง่ เรยี นรู้ วดั สวุ รรณาราม

ขอ้ คาตอบ
1ค
2ข
3ค
4ค
5ก
6ง
7ก
8ข
9ง
10 ก
11 ก
12 ก
13 ข
14 ค
15 ง
16 ก
17 ข
18 ค
19 ง
20 ง

จดั ทำโดย กศน.ตำบลบำ้ นเปำ้ ๒๐ | ห น้ ำ

แบบทดสอบออนไลน์ วดี ทิ ศั น์
“แหลง่ เรยี นร”ู้ “แหล่งเรยี นร”ู้


Click to View FlipBook Version