The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสืออีบุ๊ค

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Rinyapat Sopatheeratanathorn, 2023-03-22 01:46:21

O&M Final project

หนังสืออีบุ๊ค

e Book จัดจัทำ โดย นางสาว ปาลิดา สว่างทวีว วี งศ์ รหัสหั 651210366 นางสาว ริญ ริ ญาภัทภัร์ โสภาธีร ธี ธนธรณ์ รหัสหั 651210665 นางสาว ลภัสภัรดา โพล้งอยู่ รหัสหั 651210666 Sect 1203


คำ นำ รายงานเล่มนี้จัดทำ ขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของวิชวิาองค์การ และการจัดการ โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ผู้จัดทำ ได้ฝึกการ ศึกษาค้นคว้าว้ความรู้ในวิชวิาองค์การและการจัดการ และได้ ศึกษาอย่างเข้าใจเพื่อเป็นประโยชน์กับการเรียรีน ผู้จัดทำ คาดหวังวัเป็นอย่างยิ่งว่าว่การจัดทำ รายงานเล่ม นี้จะเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน หรือรืนักเรียรีน นักศึกษา ที่ กำ ลังหาข้อมูลเรื่อรื่งนี้อยู่


สารบัญ เรื่อง ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับองค์การ การเปลี่ยนแปลงองค์การ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับการจัดการ การจัดการองค์การ การจัดการงานบุคคล การอำ นวยการ การควบคุมงาน ภาวะผู้นำ การทำ งานเป็นทีม การบริหารความขัดแย้ง หน้า 1 4 8 11 19 26 32 36 39 43


ความรู้ทั่ รู้ ทั่ ว ทั่ ไปเกี่ยวกับ องค์การ ความหมายขององค์การ แมกซ์เซ์วเบอร์ องคก์ารคือหน่วน่ยงานซึ่งซึ่มีกมีลุ่มลุ่บุคคลกลุ่มลุ่หนึ่งนึ่ร่วร่มกัน ดำ เนินนิกิจกรรมต่างๆ เพื่อพื่บรรลุเลุป้าป้หมายอย่าย่งใดอย่าย่งหนึ่งนึ่ เชสเตอร์บร์าร์นร์าร์ดร์องค์การที่เป็นป็แบบแผนจะต้องมีคมีวามร่วร่มมือมื ระหว่าว่งบุคคลหลาย คนซึ่งซึ่มีคมีวามตั้งตั้ ใจจริงริที่จะร่วร่มกันด าเนินนิกิจกรรมให้บห้รรลุวัลุตวัถุปถุระ สงค องค์การมีอมีงค์ประกอบ 1.มีกมีลุ่มลุ่บุคคลรวมตัวกันอย่าย่งถาวร 2.ร่วร่มกันทำ กิจกรรม 3.เพื่อพื่ ให้บห้รรลุวัลุตวัถุปถุระสงค์ร่วร่มกัน 1.องค์การเป็น ป็ โครงสร้าร้งของความสัมสัพันพัธ์ แนวคิดนี้ม นี้ ององค์การในลักษณะหน่วน่ยงานย่อย่ยต่างๆที่มีคมีวาม สัมสัพันพัธ์กัธ์ กัน มีกมีารกำ หนดขอบเขตความรับรัผิดผิชอบ 1.1 กำ หนดให้ชัห้ดชัเจน มีแมีบ่งบ่งานกันทำ 1.2 มีสมีายบังบัคับบัญบัชาเป็นป็ชั้นชั้ๆ ลดหลั่นลั่กันลงมา 1.3 วัตวัถุปถุระสงค์ องค์การต้องมีวัมีตวัถุปถุระสงค์ที่แน่นน่อน 2.องค์การเป็น ป็ กลุ่มลุ่ของบุคคล แนวคิดนี้ม นี้ ององค์การเป็นป็กลุ่มลุ่คนที่เป้าป้หมายเดียดีวกัน ลักษณะขององค์การ


3.องค์การเป็น ป็ ส่วส่นหนึ่งนึ่ของการจัดจัการ แนวคิดนี้ม นี้ ององค์การเป็นป็หน้าที่สำ คัญอย่าย่งหนึ่งนึ่ของผู้บผู้ ริหริารที่จะ ต้องทำ การจัดจัการเพื่อพื่นำ ปัจจัยจัต่างๆขององค์การมาใช้ คือคน เงิน วัสวัดุ และอุปกรณ์ต่ณ์ ต่างๆ 4.องค์การเป็น ป็ กระบวนการ แนวคิดนี้ม นี้ ององค์การเป็นป็กระบวนการ มีแมีบ่งบ่งานตาถนัดนัและร่วร่มกัน ทำ งาน 5.องค์การเป็น ป็ ระบบอย่าย่งหนึ่งนึ่ แนวคิดนี้ม นี้ ององค์การเป็นป็ระบบเปิดปิ ประกอบด้วด้ยระบบย่อย่ยๆโดยมี ปัจจัยจั ลักษณะขององค์การ 1.องค์การเป็นป็ โครงสร้าร้งของความสัมสัพันพัธ์ แนวคิดนี้ม นี้ ององค์การในลักษณะหน่วน่ยงานย่อย่ยต่างๆที่มีคมีวาม สัมสัพันพัธ์กัธ์ กัน มีกมีารกำ หนดขอบเขตความรับรัผิดผิชอบ 1.1.กำ หนดให้ชัห้ดชัเจน มีแมีบ่งบ่งานกันทำ 1.2มีสมีายบังบัคับบัญบัชาเป็นป็ชั้นชั้ๆ ลดหลั่นลั่กันลงมา 1.3วัตวัถุปถุระสงค์ องค์การต้องมีวัมีตวัถุปถุระสงค์ที่แน่นน่อน 2.องค์การเป็นป็กลุ่มลุ่ของบุคคล แนวคิดนี้ม นี้ ององค์การเป็นป็กลุ่มลุ่คนที่เป้าป้หมายเดียดีวกัน 3.องค์การเป็นป็ส่วส่นหนึ่งนึ่ของการจัดจัการ แนวคิดนี้ม นี้ ององค์การเป็นป็หน้าน้ที่สำ คัญอย่าย่งหนึ่งนึ่ของผู้บผู้ ริหริารที่จะ ต้องทำ จัดจัการเพื่อพื่นำ ปัจจัยจัต่างๆขององค์การมาใช้ คือคน เงิน วัสวัดุ และอุปกรณ์ต่ณ์ ต่างๆ 4.องค์การเป็นป็กระบวนการ แนวคิดนี้ม นี้ ององค์การเป็นป็กระบวนการ มีแมีบ่งบ่งานตาถนัดนัและร่วร่มกัน ทำ งาน


การจำ แนกประเภทขององค์การ การจำ แนกประเภทขององค์การมีกมีารแบ่งบ่ ได้ 3 แบบ ดังดันี้ 1. แบ่งบ่ตามวัตวัถุปถุระสงค์ 2. แบ่งบ่ตามโครงสร้าร้ง 3. แบ่งบ่ตามการกำ เนิดนิ การแบ่ง บ่ ประเภทองค์การโดยยึดยึการกำ เนิดนิ 1. องค์การแบบปฐม (ปฐมภูมิภู )มิองค์การที่เกิดขึ้นขึ้เองตามธรรมชาติ สมาชิกชิทุกทุคนต้องเกี่ยวข้อข้งกันมาตั้งตั้แต่กำ เนิดนิมีกิมี กิจกรรมเฉพาะกลุ่มลุ่ มีกมีารติดต่อสัมสัพันพัธ์กัธ์ กัน เป็นป็การส่วส่นตัวด้วด้ยความสมัคมัรใจ ยึดยึถือผล ประโยชน์เน์ดียดีวกันมากกว่าว่ตั้งตั้กฎข้อข้บังบัคับ องค์การแบบปฐม เช่นช่ ครอบครัวรัศาสนา หรือรืหมู่บ้มู่าบ้น เป็นป็ต้น 2. องค์การแบบมัธมัยม (ทุติทุติยภูมิภู )มิองค์การที่มนุษนุย์จัย์ดจัตั้งตั้ขึ้นขึ้ โดย สมาชิกชิมีคมีวามสัมสัพันพัธ์กัธ์ กันด้วด้ยเหตุผตุลอย่าย่งเป็นป็ทางการ มีกมีฎเกณฑ์ข้อข้ บังบัคับ ความสันสัพันพัธ์ขธ์องสมาชิกชิ ในองค์การไม่เม่ ป็นป็แบบส่วส่นตัว วัตวัถุปถุระสงค์ในการสร้าร้งองค์การแบบนี้เ นี้ พื่อพื่ผลประโยชน์ขน์องสมาชิกชิ ทั้งทั้ ในและนอกองค์การ เช่นช่หน่วน่ยงานของภาครัฐรัและเอกชน ห้าห้งร้าร้น บริษัริ ษัท สมาคม โรงเรียรีน เป็นป็ต้น 5.องค์การเป็นป็ระบบอย่าย่งหนึ่งนึ่แนวคิดนี้ม นี้ ององค์การเป็นป็ระบบเปิดปิ การแบ่ง บ่ ประเภทองค์การโดยยึดยึ โครงสร้า ร้ ง 1. องค์การแบบเป็นป็ทางการ เป็นองค์การที่มีโมีครงสร้าร้งองค์การเป็นป็ ระบบ มีแมีบบแผนแน่นน่อน มีกมีฎหมายรองรับรัเช่นช่ โรงเรียรีน โรงพยาบาล บริษัริ ษัท ห้าห้งร้าร้นต่างๆ 2. องค์การแบบไม่เม่ ป็นป็ทางการ เป็นองค์การที่จัดจัตั้งตั้ขึ้นขึ้เพื่อพื่ความพึงพึ พอใจ หรือรืความสัมสัพันพัธ์กัธ์ กันเป็นป็ส่วส่นตัว ไม่มีม่รูมีปรูแบบโครงสร้าร้งชัดชัเจน ไม่มีม่รมีะเบียบีบแบบแผน มีกมีารรวมตัวกันแบบง่ายๆ และล่มเลิกได้ง่ด้ ง่าย เช่นช่ชมรม หรือรืกลุ่มลุ่ต่างๆ


การเปลี่ยนแปลงของ องค์การ วัฒวันธรรมองค์การ วัฒวันธรรมองค์การ คือ ความคิด ความเชื่อชื่แบบแผนปฏิบัติบั ติงาน และ การดำ รงชีวิชีตวิของคนในองค์การซึ่งซึ่คนส่วส่นใหญ่ใญ่นองค์การยอมรับรั และปฏิบัติบั ติสาเหตุขตุองการเปลี่ยนแปลงองค์การสามารถแบ่งบ่ ได้เด้ป็นป็ 2 ประเภทใหญ่ๆญ่คือ ปัจจัยจัภายใน และ ปัจจัยจัภายนอก ปัจจัยจัภายนอกที่มีผมีลต่อการเปลี่ยนแปลงองค์การ 1. สภาพเศรษฐกิจ เมื่อมื่เศรษฐกิจดี องค์การย่อย่มเปลี่ยนแปลงไปใน ทางที่ดีขึ้ดีขึ้นขึ้ ในทางกลับกัน หากเศรษฐกิจแย่ องค์การย่อย่มเปลี่ยนแปลง ไปในทาง ที่แย่ลย่ง 2. การเมือมืง การเปลี่ยนแปลงรัฐรับาลบ่อบ่ย ส่งส่ผลต่อความมั่นมั่คงของ ประเทศ นักนัลงทุนทุต่างชาติอาจไม่เม่ข้าข้มาลงทุนทุ 3. สภาพสังสัคม ประเพณี วัฒวันธรรม ค่านิยนิม และความเชื่อชื่ของ ประชาชนย่อย่มส่งส่ผล กระทบต่อองค์การ มีอิมี อิทธิพธิลทำ ให้อห้งค์การ เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้ดีขึ้นขึ้หรือรืแย่ลย่ง 4. กฎหมาย กฎหมายที่เปลี่ยนไป หรือรืถูกถูประกาศขึ้นขึ้มาใช้ใช้หม่ อาจจะ ส่งส่ผล โดยตรงกับองค์การ บางองค์การถึงขั้นขั้ต้องปิดปิตัว 5. เทคโนโลยี การผลิตและเครื่อรื่งมือมืที่ทันสมัยมัย่อย่มทำ ให้อห้งค์การ เปลี่ยนแปลงไป อย่าย่งชัดชัเจน 6. คู่แคู่ข่งข่ขันขั โดยเฉพาะในด้าด้นธุรกิจ มีกมีารแข่งข่ขันขัสูงสูมาก ต้องปรับรั องค์การให้สู้ห้กัสู้ กับ คู่แคู่ข่งข่หรือรืเหนือนืกว่าว่คู่แคู่ข่งข่ขันขั


ปัจจัยจัภายในที่มีผมีลต่อการเปลี่ยนแปลงองค์การ 1. องค์การเปลี่ยนแปลงวัตวัถุปถุระสงค์หรือรืเป้าป้หมาย เป็นป็เหตุใตุห้ต้ห้ ต้อง ยกเลิกบางตำ แหน่งน่ที่ทำ อยู่เยู่ดิมดิหรือรืเพิ่มพิ่ตำ แหน่งน่ ใหม่ 2.ความสัมสัพันพัธ์ภธ์ายในองค์การของหน่วน่ยงานย่อย่ยต่างๆ ก่อให้เห้กิด ปัญหาไม่คม่ล่องตัวหรือรืซ้ำ ซ้อซ้น ทำ ให้ต้ห้ ต้องมีกมีารปรับรั ปรุงรุความสัมสัพันพัธ์ ใหม่ 3.หน้าน้ที่การทำ งานบางอย่าย่งล้าหลัง ไม่มีม่คมีวามจำ เป็นป็อีกต่อไป จึงจึ จำ เป็นป็ต้องยกเลิก หรือรืเปลี่ยนแปลงไป 4.การนำ เทคโนโลยีแยีละเครื่อรื่งจักจัรใหม่ๆม่เข้าข้มาทดแทนแรงงานคน ทำ ให้กห้าร ดำ เนินนิงานถูกถูต้องและรวดเร็วร็มากขึ้นขึ้ 5.การเปลี่ยนแปลงผู้บผู้ ริหริารระดับสูงสูการเปลี่ยนแปลงผู้ถืผู้ ถือหุ้นหุ้หรือรื การเปลี่ยนแปลง ผู้บผู้ ริหริารระดับดัสูงสูทำ ให้เห้กิดการเปลี่ยนแปลงองค์การ ตามนโยบายที่เปลี่ยนไป 6.บุคคลในองค์การเปลี่ยนแปลง เช่นช่การลาออก การแต่งงาน การ ย้าย้ยหรือรืเลื่อนขั้นขั้เลื่อนตำ แหน่งน่


รูปแบบการเปลี่ยนแปลงองค์การ 1. การเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลในองค์การ องค์การอาจมี เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้ดีขึ้นขึ้หรือรืแย่ลย่ง ดังดันั้นนั้องค์การต้องมีกมีารปรับรั เปลี่ยนตัวบุคคลในองค์การ เช่นช่ผู้บผู้ ริหริาร หรือรืผู้ปผู้ ฏิบัติบั ติงาน ให้ สอดคล้องกับสถานการณ์ที่ณ์ ที่ เป็นป็อยู่ใยู่นขณะนั้นนั้ๆ 2. การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าร้งองค์การ การปรับรัเปลี่ยนโครงสร้าร้ง องค์การถือเป็นป็การเปลี่ยนแปลงที่สำ คัญขององค์การภาคธุรกิจ ซึ่งซึ่ มักมัจะทำ เมื่อมื่องค์การเปลี่ยนแปลง วัตวัถุปถุระสงค์ หรือรืเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยี หรือรืมีกมีารเปลี่ยนแปลงทางด้าด้นการเงิน 3. การเปลี่ยนแปลงกระบวนการการทำ งานหรือรืเทคโนโลยี เช่นช่การ ใช้เช้ครื่อรื่งจักจัรที่ ทันสมัยมัการนำ คอมพิวพิเตอร์มร์าใช้ใช้นองค์การ จึงจึเป็นป็ เหตุใตุห้มีห้กมีารปรับรั ปรุงรุองค์การเพื่อพื่รับรักับเทคโนโลยีใยีหม่นั้ม่นนั้ตัวอย่าย่ง เช่นช่การจ้าจ้งบริษัริ ษัทรับรัทำ ความสะอาดเป็นป็รายปี แทนที่จะจ้าจ้งคนงาน ประจำ ทำ ความสะอาด เป็นป็ต้น หลักการพัฒพันาองค์การ การพัฒพันาทางด้าด้นโครงสร้าร้ง เกี่ยวข้อข้งกับการเปลี่ยนแปลง โครงสร้าร้ง เช่นช่การตัดสินสิ ใจยุบแผนก จากเดิมดิ 8 แผนก ลดเหลือ 5 แผนก หรือรืการเปลี่ยนแปลงเวลาทำ งานจาก วันวัละ 8 ชั่วชั่โมง 5 วันวัต่อ สัปสัดาห์ เพิ่มพิ่เป็นป็วันวัละ 10 ชั่วชั่โมง แต่ทำ งานเพียพีง 4 วันวัต่อสัปสัดาห์


การรื้อรื้ปรับรัระบบ (REENGINEERING) การปรับรัรื้อรื้ระบบใหม่ทั้ม่ ทั้งทั้หมด ส่วส่นใหญ่เญ่กิดจากการที่องค์การประสบ ความ ล้มเหลวในดำ เนินนิกิจการอย่าย่งหนักนัตัวอย่าย่งเช่นช่ขาดทุนทุติดต่อ กันเป็นป็เวลาหลายๆปี ยอดขายลดลงอย่าย่งต่อเนื่อนื่ง ต้นทุนทุการผลิตสูงสู ขึ้นขึ้ส่งส่ผลให้ไห้ม่สม่ามารถแข่งข่ขันขักับคู่แคู่ข่งข่ ได้ ดังดันั้นนั้องค์การจึงจึจำ เป็นป็ ต้องรื้อรื้ปรับรัระบบ 1. รื้อรื้ปรับรัระบบด้านโครงสร้าร้งองค์การ อาจรื้อรื้โครงสร้าร้งแล้วจัดจั ใหม่ ทั้งทั้หมด ยุบหรือรืเพิ่มพิ่หน่วน่ยงานย่อย่ย แล้วจัดจัระบบสายบังบัคับบัญบัชาใหม่ 2. รื้อรื้ปรับรัระบบด้านกระบวนการ เปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตใหม่ ทั้งทั้หมด เช่นช่เดิมดิ ใช้คช้นก็เปลี่ยนมาใช้เช้ครื่อรื่งจักจัรทั้งทั้หมด การขยาย องค์การซึ่งซึ่จากเดิมดิเคยใช้รช้ะบบตัวแทนขายก็เปลี่ยนมาเป็นป็ระบบสร้าร้ง สาขาแทน 3. รื้อรื้ปรับรัระบบด้านบุคลากรขององค์การ มีกมีารปรับรัเปลี่ยนตำ แหน่งน่ โดยเฉพาะระดับดัผู้จัผู้ ดจัการฝ่ายขึ้นขึ้ ไป แสวงหาบุคคลที่มีคมีวามสามารถ มี ประสบการณ์ เข้าข้มาทำ งานแม้จม้ะต้องจ่าจ่ยแพงขึ้นขึ้ก็ตาม หรือรืมีกมีาร พัฒพันาพนักนังานให้มีห้ทัมี ทักษะ และความรู้ใรู้ห้มห้ากขึ้นขึ้


ความรู้เ รู้ บื้อ บื้ งต้นเกี่ยวกับ การจัด จั การ ความหมายของการจัดจัการ 1. การจัดจัการเป็นป็ศิลปะในการใช้คช้นทำ งาน 2. การจัดจัการต้องการปัจจัยจัพื้นพื้ฐาน คือ คน เงิน และวัสวัดุอุดุ อุปกรณ์ 3. การจัดจัการเป็นป็การดำ เนินนิงานของกลุ่มลุ่คน ทรัพรัยากรในการบริหริาร การจัดจัการหรือรืการบริหริารกิจการต่างๆ จำ เป็นต้องใช้ทช้รัพรัยากรขั้นขั้ พื้นพื้ฐาน 4 ประการ (4 M) คือ 1. คน (Man) เป็นป็ผู้ปผู้ ฏิบัติบั ติกิจกรรมขององค์การนั้นนั้ๆ 2. เงิน (Money) เป็นป็ค่าจ้าจ้งและค่าใช้จ่ช้าจ่ยต่างๆในการดำ เนินนิกิจกรรม 3. วัสวัดุสิ่ดุงสิ่ของ (Material) หมายถึง อุปกรณ์เณ์ครื่อรื่งใช้ เครื่อรื่งมือมื ต่างๆ รวมถึงอาคาร สถานที่ด้วด้ย 4. ความรู้ทรู้างด้านการจัดจัการ (Management) หมายถึงความรู้ทรู้าง ด้าด้นการจัดจัการ


ธุรกิจเอกชนหรือรืการจัดจัการธุรกิจยุคใหม่ มีกมีารกล่าวถึงทรัพรัยากร ในการบริหริาร 8 ประการ หรือรื 8 M โดยเพิ่มพิ่ ปัจจัยจัอีก 4 ประการจาก ของเดิมดิคือ 1. ตลาด (Market) เป็นป็ที่การจัดจัจำ หน่ายสินสิค้าและบริกริาร 2. เครื่อรื่งจักจัร (Machine) ใช้สำช้สำหรับรัผลิตสินสิค้าและบริกริาร 3. วิธีวิกธีารทำ งาน (Method) หมายถึงวิธีวิหธีรือรืขั้นขั้ตอนในการทำ งาน 4. เวลา (Minute) เวลาในการดำ เนินงาน ปัจปัจุบันบัทรัพรัยากรในการบริหริาร ได้แก่ 1. ทรัพรัยากรด้า ด้ นคน 2. ทรัพรัยากรด้า ด้ นทุน ทุ 3. ทรัพรัยากรด้า ด้ นวิทวิยาการ 4. ทรัพรัยากรด้า ด้ นลูก ลู ค้า 5. ทรัพรัยากรด้า ด้ นเวลา


บทบาทหน้า น้ ที่ของผู้ที่ผู้ ที่ ทำ หน้า น้ ที่จัดจัการ บทบาทสำ คัญ ๆ ของ ผู้จัผู้ ดจัการหรือรืผู้บผู้ ริหริารมี 3 ประการดังนี้ 1. บทบาทด้านความสัมสัพันพัธ์รธ์ะหว่าว่งบุคคล 1.1 บทบาทในฐานะผู้นำผู้ นำ 1.2 บทบาทในฐานผู้บัผู้ งบัคับบัญบัชา 1.3 บทบาทในฐานะเพื่อพื่นร่วร่มงาน 2. บทบาทด้านการสื่อสื่สาร 2.1 บทบาทในฐานะผู้กำผู้ กำกับดูแดูล 2.2 บทบาทในฐานะผู้ถ่ผู้ ถ่ายทอดข้อข้มูล 2.3 บทบาทในฐานะโฆษก 3. บทบาทในการตัดสินสิ ใจ 3.1 การตัดสินสิ ใจในฐานะของผู้ปผู้ ระกอบการ 3.2 การตัดสินสิ ใจในฐานของผู้แผู้ ก้ไขปัญหา 3.3 การจัดจัสรรทรัพรัยากรในองค์กร 3.4 บทบาทในฐานะนักนัเจรจาต่อรอง


การจัด จั การองค์การ ความสำ คัญของการจัดจัองค์การ องค์การเป็นป็การรวมตัวของคนและงาน เพื่อพื่ ให้พห้นักนังานปฏิบัติบั ติหน้าน้ที่ อย่าย่งเต็มที่ตามการแบ่งบ่หน้าน้ที่งานกันทำ แต่ถ้าเป็นป็องค์กรใหญ่มีญ่กมีาร แบ่งบ่งานกันทำ จะเรียรีกว่าว่ ฝ่ายหรือรืแผนก ประโยชน์ต่น์ ต่ อองค์การ 1. บริหริารงานง่าย 2. ทำ งานไม่ซัม่บซัซ้อซ้น 3. องค์การสามารถปรับรัตัวเข้าข้กับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปได้อด้ย่าย่ง ง่าย ประโยชน์ต่น์ ต่ อผู้บผู้ ริหริาร 1. การบริหริารงานง่าย สะดวก รู้ว่รู้าว่ ใครรับรัผิดผิชอบอะไร มีหมีน้าน้ที่อะไร 2. แก้ปัญหาการทำ งานซ้ำ ซ้อซ้นได้ง่ด้ ง่าย 3. ทำ ให้งห้านไม่ค้ม่ ค้าง สามารถติดตามแก้ไขได้ง่ด้ ง่าย 4. การมอบอำ นาจทำ ได้ง่ด้ ง่าย ประโยชน์ต่น์ ต่ อผู้ปผู้ ฏิบัติบั ติงาน 1. ทำ ให้รู้ห้อำรู้อำนาจหน้าน้ที่และขอบข่าข่ยการทำ งานของตน 2. ช่วช่ยให้พห้นักนังานมีคมีวามพอใจ ไม่เม่กิดความรู้สึรู้กสึว่าว่งงานมากไปหรือรื น้อน้ยไป 3. เมื่อมื่พนักนังานรู้อำรู้อำนาจและหน้าน้ที่ของตน ย่อย่มก่อให้เห้กิดความคิดริเริริ่มริ่ ในการทำ งาน 4. พนักนังานเข้าข้ใจความสัมสัพันพัธ์ขธ์องตนต่อฝ่ายอื่นๆ


หลักการจัดจัองค์การ 1. การกำ หนดหน้าน้ที่การงาน (Function) ขึ้นขึ้อยู่กัยู่ กับวัตวัถุปถุระสงค์ของ องค์การ หน้าน้ที่ และภารกิจหน้าน้ที่การงานจะมีอมีะไรบ้าบ้ง และมีกี่มี กี่ กลุ่มลุ่ขึ้นขึ้ อยู่กัยู่ กับเป้าป้หมายขององค์การ ลักษณะองค์การ และขนาดขององค์การ 2. การแบ่งบ่งาน (Division of work) หมายถึงการแยกงานหรือรืรวม หน้าน้ที่การงานที่มีลัมี ลักษณะเดียดีวกันหรือรืใกล้เคียงกันไว้ด้ว้วด้ยกัน หรือรืแบ่งบ่ งานตามลักษณะเฉพาะของงาน 3. หน่วน่ยงานสำ คัญขององค์การ แบ่งบ่ออกเป็น ป็ 3 ประเภท หน่วน่ยงานหลัก (Line) หน่วน่ยงานที่ทำ หน้าน้ที่โดยตรงกับวัตวัถุปถุระสงค์ ขององค์การ หน่วน่ยงานที่ปรึกรึษา (Staff) หน่วน่ยงานที่ช่วช่ยเหลือหน่วน่ยงานหลัก ปฏิบัติบั ติหน้าน้ที่ได้ดีด้ขึ้ดีขึ้นขึ้ หน่วน่ยงานอนุกนุร (Auxiliary) ไม่มีม่หมีน้าน้ที่บริกริารลูกลูค้าโดยตรง หรือรืไม่ ได้ปด้ฏิบัติบั ติหน้าน้ที่หลักขององค์การ แต่จำ เป็นป็ต้องมีทุมีกทุองค์กร


4.สายการบังบัคับบัญบัชา (Chain of command) ความสัมสัพันพัธ์ตธ์ามลำ ดับดัชั้นชั้ระหว่าว่งผู้บัผู้ งบัคับบัญบัชากับผู้ใผู้ต้บังบัคับบัญบัชา เพื่อพื่การสื่อสื่สาร การควบคุมคุ สายบังบัคับบัญบัชาที่ดีควรมีลัมี ลักษณะดังนี้ 1. จำ นวนระดับดัชั้นชั้แต่ละสายไม่คม่วรเยอะจนเกินไป 2. ใครเป็นป็ผู้อำผู้ อำนาจสั่งสั่การ หรือรืสั่งสั่การที่ใคร หรือรืจะรายงานที่ใคร 3. สายบังบัคับบัญบัชาไม่คม่วรก้าวก่ายซ้ำ ซ้อซ้น งานหนึ่งนึ่อย่าย่งต้องมีผู้มีรัผู้ บรั ผิดผิชอบเพียพีงคนเดียดีว 5. อำ นาจการบังบัคับบัญบัชา 1. การรวมอำ นาจ (Centralization) ระบบบริหริารที่รวมศูนย์อำย์ อำนาจ อยู่ที่ยู่ ที่ ผู้บัผู้ งบัคับบัญบัชาหรือรืหน่วน่ยงานระดับดัสูงสูเพียพีงจุดเดียดีว 2. การกระจายอำ นาจ (Decentralization) ระบบบริหริารที่กระจาย อำ นาจไปสู่ผู้สู่ บผู้ ริกริารระดับดัล่างหรือรืหน่วน่ยงานท้องถิ่นเป็นป็ผู้ตัผู้ ตัดสินสิ ใจได้ เลย รูปรูภาพจาก ไทยรัฐรัออนไลน์


6. ช่วช่งการควบคุมคุ (Span of control) ผู้บัผู้ งบัคับบัญบัชาคนหนึ่งมีขมีอบเขต ความรับรัผิดผิชอบเพียพีงใด มีผู้มี ใผู้ต้บังบัคับบัญบัชากี่คน หรือรืมีหมีน่วยงานที่ยู่ภยู่าย ใต้ความควบคุมคุรับรัผิดผิชอบกี่หน่วยงาน ขนาดการควบคุมคุมี 2 ระดับ ระดับบริหาริร ควรมีขมีนาดระหว่าว่ง 3 – 9 คน ระดับปฏิบัติบั ติงาน ผู้ใผู้ต้บังบัคับบัญบัชาต้องมีไมีม่เม่กิน 3คน ช่วช่งการบังบัคับ บัญบัชาที่เหมาะสมที่สุดสุสำ หรับรัผู้บผู้ ริหริาร ควรมีไมีม่เม่กิน 4 คน 7. เอกภาพในการบังบัคับบัญบัชา(Unity of command ) อำ นาจการ ควบคุมคุบังบัคับบัญบัชาโดยอำ นาจสิทสิธิ์ขธิ์าดอยู่ที่ยู่ ที่ ผู้ใผู้ดผู้หผู้ นึ่งหรือรืคณะใดคณะ หนึ่งโดยเด็ดขาด หน่วยงานต่างๆจะต้องระบุลงไปให้ชัห้ดชัเจน 8. แผนภูมิภูอมิงค์การ (Organization chart) แผนภูมิภูโมิครงสร้าร้งหลัก (Skeleton chart) เป็นแผนภูมิภูที่มิ ที่ แสดงการจัดจั โครงสร้าร้งทั้งทั้หมดขององค์การ แผนภูมิภูแมิสดงหน้าที่การงาน (Function chart) เป็นแผนภูมิภูแมิสดง ตำ แหน่งและหน่วยงานย่อย่ย คล้ายโครงสร้าร้งหลัก แต่บอกหน้าที่ย่อย่ๆของ แต่ละหน่วยงานไว้ด้ว้ ด้วย องค์การว่าว่ ประกอบด้วยหน่วยงานย่อย่ยอะไรบ้าบ้ง แผนภูมิภูแมิสดงตัวบุคคล (Personnel chart) เป็นแผนภูมิภูแมิสดงตำ แหน่ง และหน่วยงานย่อย่ย คล้ายแผนภูมิภูโมิครงสร้าร้งหลัก แต่ระบุชื่อชื่บุคคลผู้ดำผู้ ดำรง ตำ แหน่งไว้ด้ว้ ด้วย


ขั้นขั้ตอนการจัดจัองค์การ การจัดจัการองค์การให้มีห้ ปมีระสิทสิธิภธิาพมี 3 ขั้นขั้ตอนคือ 1. การกำ หนดรายละเอียดของงาน การกำ หนดรายละเอียดของงาน เพื่อพื่ ให้อห้งค์การบรรลุเลุป้าป้หมาย องค์การจำ เป็นต้องแจกแจงราย ละเอียดของงานว่าว่มีอมีะไรบ้าบ้งเป็นป็สิ่งสิ่จำ เป็นเบื้อบื้งต้น 2. การแบ่งบ่งาน การแบ่งบ่งานให้แห้ต่ละคนในองค์การรับรัผิดผิชอบตาม ความเหมาะสมและตามความสามารถ การแบ่งบ่งานต้องแบ่งบ่ ให้ทุห้กทุคน ทำ ตาม 3. การประสานงาน การประสานงาน เมื่อมื่แบ่งบ่งานตามความสามารถ และแบ่งบ่ตามแผนกแล้ว จากนั้นนั้จึงจึจำ เป็นป็ต้องมีกมีารประสานงานเพื่อพื่ ให้ ทุกทุหน่วน่ยงานทำ งานสอดคล้องกัน การจัดจัการองค์การธุรกิจ ประเภทธุรกิจแบ่งบ่ออกเป็นป็ 3 ประเภท คือ 1.ธุรกิจอุตสาหกรรม ได้แด้ก่ การประกอบธุรกิจที่มุ่งมุ่การผลิต แปรรูปรู และหล่อหลอมวัตวัถุดิถุบดิ ให้เห้ป็นป็สินสิค้าหรือรืผลิตภัณฑ์ต่างๆ 2.ธุรกิจการค้า ได้แด้ก่ การประกอบธุรกิจที่มุ่งมุ่ซื้อซื้มาขายไป คือนำ สินสิค้า จากผู้ผผู้ ลิตหรือรืโรงงานออกมาจำ หน่าน่ยแก่ผู้บผู้ ริโริภค 3.ธุรกิจการบริกริาร ได้แด้ก่ การประกอบธุรกิจซึ่งซึ่มุ่งมุ่เสนอขายบริกริารใน รูปรูแบบต่างๆ เพื่อพื่ความสะดวกสบาย ความบันบัเทิง หรือรืความปลอดภัย แก่ผู้บผู้ ริโริภคโดย


รูปแบบขององค์การธุรกิจ 1. การประกอบการโดยเจ้าจ้ของเดียว (Sole proprietorship) เจ้าจ้ของได้กำด้ กำ ไรแต่เพียพีงผู้เผู้ดียดีว ส่วส่นใหญ่เญ่จ้าจ้ของกับผู้จัผู้ ดจัการเป็นป็คนๆ เดียดีวกัน 2. ห้างหุ้นหุ้ส่วส่น (Partnership) ห้าห้งหุ้นหุ้ส่วส่นเป็นป็การประกอบธุรกิจที่มีคมีนตั้งตั้แต่ 2 คนขึ้นขึ้ ไป ทำ สัญสัญา ร่วร่มกันลงทุนทุเพื่อพื่แสวงหาผลกำ ไร 3. บริษัริ ษัทจำ กัด (Corporation) บริษัริ ษัทจำ กัดเป็นป็การประกอบธุรกิจที่มีกมีารลงทุนทุโดยแบ่งบ่ทุนทุออกเป็นป็ หุ้นหุ้ที่มีมูมีมูลค่าเท่ากัน อย่าย่งน้อน้ยหุ้นหุ้ละ 5 บาทขึ้นขึ้ ไปผู้ใผู้ดจะลงทุนทุกี่หุ้นหุ้ ก็ได้1ด้หุ้นหุ้มีสิมีทสิธิ์อธิ์อกเสียสีงในที่ประชุม 1 เสียสีง ผู้ถืผู้ ถือหุ้นหุ้จะเข้าข้มาดำ เนินนิกิ ตการของบริษัริ ษัทไม่ไม่ด้ 1. บริษัริ ษัทเอกชนจำ กัด บริษัริ ษัทเอกชนจำ กัดออกหุ้นหุ้กู้ไกู้ม่ไม่ด้ 2. บริษัริ ษัทมหาชนจำ กัด ต้องมีกมีารเสนอขายหุ้นหุ้ให้แห้ก่ประชาชนไม่น้ม่อน้ย กว่าว่ 50% บริษัริ ษัทมหาชนจ ากัดสามารถออกหุ้นหุ้กู้ไกู้ด้ 4. กิจการร่วร่มค้า (Joint venture) เป็นป็การลงทุนทุประกอบธุรกิจระหว่าว่งบริษัริ ษัทกับบริษัริ ษัท หรือรืบริษัริ ษัทกับห้าห้ง หุ้นหุ้ส่วส่นมีลัมี ลักษณะเป็นป็การประกอบธุรกิจในระยะสั้นสั้เมื่อมื่ดำ เนินนิกิจการ ตามวัตวัถุปถุระสงค์แล้วกิจการก็จสลายไป 5. กองทุนทุธุรกิจ (business trust) บุคคลตั้งตั้แต่ 2 คนขึ้นขึ้ ไป นำ ทรัพรัย์สิย์นสิมามอบให้บุห้บุคคลหนึ่งนึ่เรียรีกว่าว่ผู้ บริหริาร ดำ เนินนิการประกอบธุรกิจภายใต้เงื่อนไขและเวลาที่กำ หนด


6. โฮลดิงคอมพานี(Holding company) บริษัริ ษัทที่ถือหุ้นหุ้บริษัริ ษัทอื่นมากๆ เรียรีกว่าว่บริษัริ ษัทแม่ บริษัริ ษัทที่ขายหุ้นหุ้ให้บห้ริษัริ ษัทแม่เม่รียรีกว่าว่บริษัริ ษัทในเครือรืบริษัริ ษัทแม่หม่วังวัผล กำ ไรโดยวิธีวิคธีวบคุมคุนโยบายและการบริหริาร ในขณะบริษัริ ษัททั่วทั่ ไปหวังวั กำ ไรจากการขายสินสิค้าและบริกริาร รูปแบบโครงสร้า ร้ งขององค์การ 1. โครงสร้าร้งแบบงานหลัก (Line organization) การควบคุมคุบังบัคับ บัญบัชาแยกออกเป็นป็สายงาน โดยตรง ลักษณะไม่ซัม่บซัซ้อซ้นมากนักนั ไม่มีม่หมีน่วน่ยงานที่ปรึกรึษาหรือรืคณะ กรรมการ 2. โครงสร้าร้งแบบงานหลักและงานที่ปรึกรึษา (Line and staff) หน่วน่ยงานที่ปรึกรึษามักมัเป็นป็ผู้เผู้ชี่ย ชี่ วชาญเฉพาะงาน 3. โครงสร้าร้งแบบหน้าน้ที่การงานเฉพาะ (Functionalized organization) เป็นป็การจัดจัแบบแยกงานเฉพาะออกไปตามประเภท ของงาน แต่ละหน่วน่ยงานมีอำมี อำนาจหน้าน้ที่เด็ดด็ขาด มีหมีน่วน่ยงานที่ปรึกรึษา ของตนเอง หน่วน่ยงานมีผู้มีเผู้ชี่ย ชี่ วชาญเฉพาะ และมีอำมี อำนาจสั่งสั่การในหน่วน่ย งานเองได้ 4. โครงสร้าร้งแบบเมทริกริซ์หซ์รือรืแบบผสม (Matrix organization) การผสมผสานโครงสร้าร้งรูปรูแบบต่างๆเข้าข้ด้วด้ยกันในองค์การเดียดีวกัน จัดจัตั้งตั้เป็นป็ โครงการเฉพาะขึ้นขึ้เหมาะสำ หรับรัองค์การที่การงานมีลัมี ลักษณะ ซับซัซ้อซ้นยุ่งยุ่ยาก


การจัดจัแผนกงานและกลุ่มลุ่งาน 1. การจัดจัแผนกงานตามหน้าที่การงาน แบ่งบ่แผนกตามหน้าน้ที่การทำ งาน ส่วส่นใหญ่ปญ่ระกอบด้วด้ย ฝ่ายผลิต การ ตลาด การเงิน และการจัดจัการบุคคล 2. การจัดจัแผนกงานตามผลิตภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์จะจำ แนกให้ปห้ฏิบัติบั ติเฉพาะด้าด้นนั้นนั้ 3. การจัดจัแผนกงานตามพื้นพื้ที่ จัดจัแผนกงานจึงจึแบ่งบ่เขตความรับรัผิดผิชอบออกตามพื้นพื้ที่ 4. การจัดจัแผนกงานตามประเภทลูกลูค้า เป็นป็การแบ่งบ่แผนกงานตามประเภทลูกลูค้าที่มาติดต่อทางธุรกิจกับ องค์การ 5. การจัดจัแผนกงานตามกระบวนการทำ งาน เป็นป็การจัดจัแผนกงานตามขั้นขั้ตอนของการทำ งานจะแบ่งบ่แผนก ออกเป็นป็แผนกหีบหีห่อห่แผนกกรอง แผนกต้ม แผนกปั่น แผนกบรรจุ และแผนกเก็บ


การจัด จั การงานบุคคล กระบวนการจัดจัการตามแนวความคิดปัจจุบันบั (PODC) รูปภาพจาก essays.io วัตวัถุปถุระสงค์ของการจัดจัการงานบุคคล เพื่อพื่ ให้ไห้ด้คด้นที่มีคมีวามรู้ครู้วามสามารถมาปฏิบัติบั ติงาน และ ควบคุมคุดูแดูลให้ ปฏิบัติบั ติงานบรรลุผลุลสําสํเร็จร็ตามเป้าป้หมายขององค์การ หากการจัดจัการ งานบุคคลไม่ดีม่ ดีองค์การจะได้คด้นไม่ดีม่ ดีขาดความรู้ครู้วามสามารถ ในการ ทํางาน และสร้าร้งปัญหาให้แห้ก่ผู้บผู้ ริหริารและสร้าร้งปัญหาให้แห้ก่องค์การ เป็นป็อันมาก รูปภาพจาก humanmanagement59/


ระบบการจัดจัการงานบุคคล 1. ระบบคุณคุธรรม (merit system) ระบบคุณคุธรรม เป็นป็วิธีวิกธีารคัด เลือกบุคคลเข้าข้ทํางาน โดยใช้กช้ารสอบรูปรูแบบต่างๆ เพื่อพื่ประเมินมิความรู้ ความสามารถของบุคคลที่มีคุมีณคุสมบัติบั ติครบตามต้องการ โดยไม่คํม่ คํานึงนึ ถึงเหตุผตุลทางการเมือมืงหรือรืความสัมสัพันพัธ์ส่ธ์วส่นตัวเป็นสําสํคัญการ บริหริารทรัพรัยากรมนุษนุย์ตย์ามระบบคุณคุธรรมยึดยึหลักการ 4 ประการ ได้แด้ก่ 1.1 ความเสมอภาคในโอกาส (Equality of opportunity) หมาย ถึง การเปิดปิ โอกาสที่เท่าเทียมกันในการสมัคมัรงานสำ หรับรัผู้สผู้ มัคมัรที่มี คุณคุสมบัติบั ติประสบการณ์ และพื้นพื้ความรู้ตรู้ามที่ระบุไว้ โดยไม่มีม่ข้มีอข้กีดกัน 1.2 หลักความสามารถ (Competence) หมายถึง การยึดยึถือ ความรู้ครู้วามสามารถเป็นป็เกณฑ์ในการคัดเลือกบุคคลเข้าข้ทำ งาน โดย เลือกผู้ที่ผู้ ที่ มีคมีวามรู้ครู้วามสามารถให้เห้หมาะสมกับตำ แหน่งน่มากที่สุดสุโดยจะ บรรจุแต่งตั้งตั้ผู้ที่ผู้ ที่ มีคมีวามเหมาะสมตามเกณฑ์มากกว่าว่เพื่อพื่ ให้ไห้ด้คด้นที่ เหมาะกับงานจริงริๆ (Put the right man to the right job) 1.3 หลักความมั่นมั่คงในอาชีพชีการงาน (Security on tenure) หมายถึง หลักประกันการปฏิบัติบั ติงานที่องค์การให้แห้ก่บุคลากรว่าว่จะได้รัด้บรั การคุ้มคุ้ครอง จะไม่ถูม่กถูกลั่นลั่แกล้งหรือรืถูกถูให้อห้อกจากงานโดยปราศจาก ความผิดผิ ไม่ว่ม่าว่จะโดยเหตุผตุลส่วส่นตัวหรือรืทางการเมือมืง ช่วช่ยให้ผู้ห้ ปผู้ ฏิบัติบั ติ งานรู้สึรู้กสึมั่นมั่คงในหน้าน้ที่ 1.4 หลักความเป็น ป็ กลางทางการเมือมืง (Political neutrality) หมายถึง การไม่เม่ ปิดปิ โอกาสให้มีห้กมีารใช้อิช้ อิทธิพธิลทางการเมือมืงเข้าข้ แทรกแซงในกิจการงาน หรือรือยู่ภยู่ายใต้อิทธิพธิลของนักนัการเมือมืงหรือรื พรรคการเมือมืงใดๆ


2. ระบบอุปถัมภ์ (Patronage system) ระบบอุปถัมภ์เป็นป็ระบบการ คัดเลือกบุคคลเข้าข้ทำ งานโดยใช้เช้หตุผตุลทางการเมือมืงหรือรืความ สัมสัพันพัธ์เธ์ป็นป็หลักสำ คัญ โดยไม่คำม่ คำนึงนึถึงความรู้ ความสามารถ และ ความเหมาะสมเป็นป็ ประการหลักลักษณะทั่วทั่ๆ ไป ของระบบอุปถัมภ์จึงจึมี ลักษณะตรงกันข้าข้มกับระบบคุณคุธรรม ระบบนี้มี นี้ ชื่มีชื่อชื่เรียรีกอีกหลายชื่อชื่ เช่นช่ ระบบชุบเลี้ยง (Spoiled system) ระบบพรรคพวกหรือรืระบบเล่นพวก (Nepotism) หรือรืระบบคนพิเพิศษ (Favoritism) หลักการสำ คัญของระบบอุปถัมภ์ สรุปรุได้ดัด้งดันี้ 2.1 ระบบสืบสืสายโลหิต เป็นป็ระบบที่บุตรชายคนโตจะได้สืด้บสืทอดตำ แหน่งน่ของบิดบิา 2.2 ระบบชอบพอเป็น ป็ พิเพิศษ เป็นป็ระบบที่แต่งตั้งตั้ผู้ที่ผู้ ที่ อยู่ใยู่กล้ชิดชิหรือรืคนที่โปรดปรานเป็นป็พิเพิศษให้ ดำ รงตำ แหน่งน่ 2.3 ระบบแลกเปลี่ยน เป็นป็ระบบที่ใช้สิ่ช้งสิ่ของหรือรืทรัพรัย์สิย์นสิมีค่มี ค่ามาแลกเปลี่ยนกับตำ แหน่งน่การ ยึดยึระบบอุปถัมภ์เป็นป็แนวปฏิบัติบั ติ


การเปรียรีบเทียบหลักปฏิบัติบั ติระหว่า ว่ งระบบคุณคุธรรมกับ ระบบอุปถัมภ์ ระบบคุณคุธรรม 1. ยึดยึหลักความสามารถ 2. เปิดปิ โอกาสให้ทุห้กทุคนเท่าเทียมกัน 3. มีคมีวามมั่นมั่คงในการทำ งาน 4. ไม่มีม่อิมี อิทธิพธิลทางการเมือมืงเข้าข้แทรก ระบบอุปถัมภ์ 1. ยึดยึความพึงพึพอใจ 2. ให้โห้อกาสแก่พรรคพวกหรือรืญาติพี่น้ พี่ อน้ง 3. ขาดความมั่นมั่คงในการทำ งาน 1.กระบวนการของการจัดจัการบุคคล การวางแผนงานบุคคล คือ การที่ผู้บผู้ ริหริารจะได้พด้นักนังานในจำ นวนที่ เหมาะสมในเวลาและสถานที่ที่เหมาะสม มีคมีวามสามารถในการทำ งานที่ จะได้รัด้บรัมอบหมาย การวางแผนกำ ลังคนประกอบด้วด้ย 1.การวิเวิคราะห์งาน การพรรณนาลักษณะงาน วิเวิคราะห์ว่ห์าว่มีงมีานอะไร บ้าบ้ง แต่ละงานต้องใช้คุช้ณคุลักษณะอะไรในการปฏิบัติบั ติงาน ลักษณะงาน เป็นป็อย่าย่งไร ต้องการคนมากน้อน้ยเท่าใดเพื่อพื่ ให้งห้านนั้นนั้ๆประสบความ สำ เร็จร็การวิเวิคราะห์งห์านจะช่วช่ยในการวางแผนบุคลากรให้ เหมาะสมต่อไป


2. การกำ หนดคุณคุสมบัติบั ติผู้ปผู้ ฏิบัติบั ติงาน การเขียขีน Job Description (JD) หรือรืคำ บรรยายลักษณะงาน นี้ เปรียรีบเสมือมืนหางเสือสืเรือรืที่จะนำ พาเรือรืไปถูกถูทิศไม่หม่ลงทาง หาก องค์กรใดใส่ใส่จ การเขียขีน Job Description เป็นป็อย่าย่งดี ปัญหาต่างๆ ใน ระบบการทำ งานก็มักมัจะไม่เม่กิดขึ้นขึ้เพราะ การเขียขีน Job Description ที่ ดีนั้ดีนนั้จะสามารถบ่งบ่บอกบทบาทและหน้าน้ที่ของแต่ละคนในองค์กรได้ อย่าย่งชัดชัเจน ไม่ทำม่ ทำงานทับซ้อซ้น ล้ำ เส้นส้ คุณคุสมบัติบั ติเฉพาะตำ แหน่งน่ (Job Specification) เป็นป็เอกสารที่ให้ ข้อข้มูลเกี่ยวกับการศึกษา ประสบการณ์ ทักษะ ความรู้ ที่จำ เป็นป็สำ หรับรั การปฏิบัติบั ติงานในแต่ละตำ แหน่งน่จัดจัเป็นเอกสารที่สำ คัญสำ หรับรั HR มือมื อาชีพชีที่จะใช้ใช้นการสื่อสื่ ให้ผู้ห้สผู้ นใจในตำ แหน่งน่นั้นนั้ๆ ทราบและตัดสินสิ ใจว่าว่ เขาเหมาะกับตำ แหน่งน่นั้นนั้ๆ หรือรืไม่ 2.การสรรหาทรัพรัยากรบุคคล คือ การกระจายข้อข้มูลตำ แหน่งน่งานว่าว่งไปสู่สสู่ าธารณชนรวมถึงกระตุ้นตุ้ และชักชัจูงให้บุห้บุคคลมาสมัคมัรงานกับองค์การให้มห้ากที่สุดสุ การสรรหามี 3 วิธีวิคืธี คือ การสรรหาทรัพรัยากรบุคคลจากภายในองค์การ เป็นป็การสรรหาโดย การเปิดปิรับรัสมัคมัรพนักนังานในองค์การ การสรรหาบุคคลจากภายนอกองค์การ เป็นป็การสรรหา โดยมุ่งมุ่รับรั สมัคมัรบุคคลภายนอกที่มีคุมีณคุสมบัติบั ติรงตามที่หน่วน่ยงานในองค์การ ต้องการ การสรรหาบุคคลจากระบบอุปถัมภ์ เป็นป็การสรรหาที่ได้จด้ากระบบ การ ชักชัชวนบุคคลที่รู้จัรู้กจั ใกล้ชิดชิบุคคลที่สนับนัสนุนนุองค์การ ญาติสนิทนิกลุ่มลุ่ เพื่อพื่นเก่า และกลุ่มลุ่ผลประโยชน์ เป็นป็ต้น


3.การฝึกฝึอบรม และการพัฒพันาบุคคล การฝึกอบรมและพัฒพันาบุคคล เมื่อมื่องค์การได้สด้รรหาพนักนังานใหม่ เข้าข้มา และผ่าผ่นขั้นขั้ตอนการคัดเลือกแล้ว จำ เป็นป็ต้องมีกมีารฝึกอบรม เพื่อพื่เพิ่มพิ่พูนความรู้ ความสามารถและความชำ นาญ ทักษะในการปฏิบัติบั ติ งาน สำ หรับรัพนักนังานเก่า ที่ทำ งานอยู่แยู่ล้ว การฝึกอบรมจะช่วช่ยเพิ่มพิ่พูน ความรู้พัรู้ฒพันาทักษะ และกระตุ้นตุ้ให้เห้กิดการตื่นตัวในบรรยากาศใหม่ ๆ ช่วช่ยสร้าร้งความอบอุ่นและมีทัมี ทัศนคติที่ดีต่ดี ต่อฝ่ายบริหริารและองค์การ 4.การธำ รงรักรัษาบุคลากร มีหมีลัก 5 ประการในการธำ รงรักรัษาบุคลากร ดังดันี้ 1. สิ่งสิ่จูงใจที่เป็น ป็ วัตวัถุ เช่นช่เงิน สิ่งสิ่ของ ที่ใช้โช้ดยทั่วทั่ ไป คือ การเพิ่มพิ่เงิน เดือดืน โบนัสนัเบี้ย บี้ ขยันยัเงิน ส่วส่นแบ่งบ่กำ ไร เป็นต้น (Direct financial compensation) 2. สิ่งสิ่จูงใจที่เป็น ป็ โอกาส เช่นช่ ให้โห้อกาสมีชื่มีชื่อชื่เสียสีง ได้ตำด้ ตำแหน่งน่ที่สูงสูขึ้นขึ้มี โอกาสก้าวหน้าน้มีโมีอกาส 3. สิ่งสิ่จูงใจที่เป็น ป็ สภาพของการทำ งานซึ่งซึ่อาศัยวัตวัถุเถุป็น ป็ หลัก เช่นช่มี ห้อห้งทำ งานส่วส่นตัว มีโมีต๊ะ 4. สิ่งสิ่จูงใจที่เป็น ป็ สภาพของการทำ งานซึ่งซึ่ไม่เม่กี่ยวกับวัตวัถุ เช่นช่ บรรยากาศในการทำ งาน ความสามัคมัคี ไม่แม่บ่งบ่แยกกลุ่มลุ่หมู่ หรือรืเหล่า (Non-financial compensation) 5. การบำ รุงขวัญวัหรือรืสร้าร้งกำ ลังใจในการทำ งาน ให้พห้นักนังานทุกทุคน เกิดความรู้สึรู้กสึรักรัองค์การ


5.การประเมินมิผลการปฎิบัติบั ติงาน เมื่อมื่พนักนังานปฏิบัติบั ติงานผ่าผ่นช่วช่งระยะเวลาหนึ่งนึ่องค์การจะต้องมีกมีาร ประเมินมิการปฏิบัติบั ติงานพร้อร้มกันทั้งทั้องค์การเพื่อพื่วินิวิจนิฉัยหรือรืตรวจสอบ ว่าว่พนักนังานแต่ละคนปฏิบัติบั ติงานโดยมีผมีลการทำ งานอยู่ใยู่นระดับดั ใด มีจุมีจุด ไหนที่ควรแก้ไขปรับรั ปรุงรุส่วส่นใหญ่อญ่งค์การประเมินมิ ไม่เม่กิน 2 ครั้งรั้คือทุกทุ ๆ ครึ่งรึ่ปี 6.การให้พ้น พ้ จากตำ แหน่ง น่ งาน ในองค์การหากพบว่าว่พนักนังานปฏิบัติบั ติงานได้อด้ย่าย่งมีปมีระสิทสิธิภธิาพ องค์การย่อย่มรักรัษาพนักนังานนั้นนั้ ไว้ต่ว้ ต่อไป ตรงกันข้าข้มหากพนักนังานนั้นนั้ เป็นป็คนไร้ปร้ระสิทสิธิภธิาพ ย่อย่มไม่เม่ ป็นป็ที่ต้องการอาจจำ เป็นป็ต้องให้บุห้บุคคล ผู้นั้ผู้ นนั้ต้องพ้นพ้จากงาน ทั้งทั้นี้อ นี้ าจพ้นพ้จากงานชั่วชั่คราวหรือรืถาวร ขึ้นขึ้อยู่ กับเหตุกตุารณ์ และ การกระทำ ของพนักนังานผู้นั้ผู้ นนั้ รูปรูภาพจาก อนิวันิชวัแก้วจำ นงค์ (2552 : 184)


การอำ นวยการ ความหมายของการอำ นวยการ หมายถึง ภาระหน้าที่ของผู้บผู้ ริหริารที่ ต้องใช้คช้วามสามารถชักชัจูงพนักนังานให้ทำห้ ทำงานอย่าย่งดีที่ดี ที่ สุดสุจนกระทั่งทั่ ทำ ให้อห้งค์การบรรลุวัลุตวัถุปถุระสงค์ โดยผู้บผู้ ริหริารใช้คช้วามเป็นผู้นำผู้ นำ การ จูงใจ การตัดสินสิ ใจ การมอบหมายงานและการติดต่อสื่อสื่สารที่เหมาะ สมในองค์การ ความสำ คัญของการอำ นวยการ ผู้จัผู้ ดจัการนำ การอำ นวยการไปใช้ใช้นองค์การเพราะมีคมีวามสำ คัญ ดังดันี้ 1.ส่งส่เสริมริและกระตุ้นตุ้โน้มน้น้าน้วจิตจิ ใจผู้ร่ผู้ วร่มงานให้สห้ามารถปฏิบัติบั ติงาน อย่าย่งดี 2.สร้าร้งขวัญวัและกำ ลังใจในการทำ งานของผู้ร่ผู้ วร่มงาน ในการ ปฏิบัติบั ติงานอาจมีงมีานบางอย่าย่งที่ผู้ปผู้ ฏิบัติบั ติงานยังยัไม่เม่คยปฏิบัติบั ติจึงจึทำ ให้ เกิดความกลัวที่จะลงมือมืปฏิบัติบั ติ 3.สร้าร้งความเข้าข้ใจอันดีระหว่าว่งผู้บริหริารกับผู้ร่ผู้ วร่มงาน การอำ นวย การเป็นป็การประสานงาน ของผู้บผู้ ริหริารที่เชื่อชื่มโยงให้บุห้บุคลากรและฝ่าย ต่าง ๆ ในองค์การ ทำ งานสัมสัพันพัธ์กัธ์ กันทั้งทั้องค์การ จากหน้าน้ที่การ บริหริารงานบุคคล ผู้บผู้ ริหริารเป็นป็ผู้ที่ผู้ ที่ มีข้มีอข้มูลเกี่ยวกับผู้ร่ผู้ วร่มงาน 4.ลดความขัดขัแย้งย้ ในองค์การ ในบทบาทของการเป็นป็ผู้บผู้ ริหริารที่นำ กระบวนการอำ นวยการมาใช้ โดยมีหมีน้าน้ที่เป็นป็ผู้ใผู้ห้คห้วามช่วช่ยเหลือ และ แก้ไขปัญหาข้อข้ขัดขัแย้งย้ ในการทำ งานด้วด้ยความสามารถ การอำ นวยการ


การตัดสินสิ ใจ หมายถึง การตัดสินสิ ใจเลือกทางปฏิบัติบั ติซึ่งซึ่มีหมีลายทางเพื่อพื่ ไปสู่เสู่ ป้าป้หมาย ที่วางไว้ ดังดันั้นนั้การตัดสินสิ ใจคือการเลือก วิธีวิที่ธี ที่ ดีที่ดี ที่ สุดสุเพื่อพื่บรรลุเลุป้าป้หมาย ที่ตั้งตั้ ไว้ กระบวนการตัดสินสิ ใจ 1. การหาข้อข้มูลและวิเวิคราะห์ข้ห์อข้มูลคือกระบนการรวบรวมข่าข่วสาร ข้อข้มูลต่างๆจากสภาพแวดล้อม หรือรืสิ่งสิ่ที่เกี่ยวข้อข้งกับปัญหานำ มา วิเวิคราะห์เห์พื่อพื่เป็นป็ข้อข้มูลในการตัดสินสิ ใจ 2. คาดคะเนผลที่จะเกิดขึ้นขึ้ ในอนาคต 3. การพิจพิารณาแนวทางปฏิบัติบั ติ 4. เลือกทางปฏิบัติบั ติทางใดทางหนึ่งนึ่เลือกทางที่ดีที่ดี ที่ สุดสุ 5. ตัดสินสิ ใจสั่งสั่การให้ปห้ฏิบัติบั ติ 6. วัดวัผลการปฏิบัติบั ติโดยนำ ไปเปรียรีบเทียบกับผลที่คาดคะเนไว้ตั้ว้ ตั้งตั้แต่ ต้น รูปรูภาพจาก Popsicles.com ปัจปัจัยจัที่มีผมีลต่อการตัดสินสิ ใจ 1. ความมีอิมี อิสระของผู้บผู้ ริหริาร ยิ่งยิ่ตำ แหน่งน่สูงสูยิ่งยิ่มีอำมี อำนาจในการตัดสินสิ ใจ 2. ประเพณีนิณียนิมขององค์การ 3. โครงส้ร้ส้าร้งของกลุ่มลุ่ที่เป็นป็ทางการและไม่เม่ ป็นทางการในองค์การ 4. ประสบการณ์ ค่านิยนิม ภูมิภูหมิลัง รวมถึงวัฒวันธรรมองค์การ มีผมีลต่อ การตัดสินสิ ใจ


การสั่งสั่การหรือรืมอบหมายงาน หมายถึงการที่ผู้บัผู้ งบัคับบัญบัชาหรือรืหัวหัหน้าน้มอบหมายให้ผู้ห้ ใผู้ต้บังบัคับ บัญบัชาปฏิบัติบั ติงานอย่าย่งใดอย่าย่งหนึ่งนึ่ ลักษณะการสั่งสั่การที่ดี 1. เป็นป็เรื่อรื่งที่ผู้รัผู้ บรัคำ สั่งสั่สนใจ เช่นช่งานที่เกี่ยวข้อข้งกับหน้าน้ที่โดยตรง 2. คำ สั่งสั่ต้องเกี่ยวข้อข้งกับหน่วน่ยงาน ไม่ใม่ช่เช่ ป็นเรื่อรื่งส่วส่นตัว 3. คำ สั่งสั่ต้องเหมาะสม ชัดชัเจน เข้าข้ใจง่าย สามารถปฏิบัติบั ติได้จด้ริงริ 4. คำ สั่งสั่ต้องแน่นน่อน ควรเป็นป็ลายลักษณ์อัณ์ อักษร การจูงใจ หมายถึง การกระตุ้นตุ้ให้พห้นักนังานตั้งตั้ ใจทำ งานหรือรืขยันยัทำ งานและ พนักนังานเพียพีงบางคน หรือรืบางส่วส่นได้รัด้บรัผลประโยชน์ หากทุกทุคนได้ รับรัเหมือมืนกันหมดจะกลายเป็นป็สวัสวัดิกดิาร การสร้าร้งขวัญวั ในการทำ งาน ขวัญวัหมายถึง ความพึงพึพอใจและความตั้งตั้ ใจในการทำ งานของบุคคลที่ จะอุทิศทุกทุสิ่งสิ่ทุกทุอย่าย่ง เพื่อพื่ตอบสนองความต้องการและวัตวัถุปถุระสงค์ ขององค์การ สิ่งสิ่ที่ต้องพิจพิารณาในการสร้าร้งขวัญวักำ ลังใจแก่พนักนังาน 1 . รายได้ ต้องมีรมีายได้เด้พียพีงพอต่อการครองชีพชี 2. สวัสวัดิกดิาร ถ้าสวัสวัดิกดิารดี ก็จะสามารถสร้าร้งขวัญวักำ ลังใจแก่ พนักนังานได้ 3. ความภาคภูมิภูใมิจในองค์การ


วิธีวิกธีารสร้าร้งขวัญวักำ ลังใจในที่ทำ งาน 1. สัมสัพันพัธภาพระหว่าว่งผู้จัผู้ ดจัการกับพนักนังาน มีคมีวามสัมสัพันพัธ์กัธ์ กันดี เห็นห็อกเห็นห็ ใจนับนัถือซึ่งซึ่กันและกัน 2. งานมีคุมีณคุค่า ถ้ารู้ว่รู้าว่งานที่ตนทำ เป็นป็ ประโยชน์มีน์คุมีณคุค่า ผู้ปผู้ ฏิบัติบั ติย่อย่ม มีกำมี กำลังใจและตั้งตั้ ใจทำ 3. สถานที่ทำ งาน ถ้าสถานที่ทำ งานดี สิ่งสิ่แวดล้อมดี มีอุมีอุปกรณ์อำณ์ อำนวย ความสะดวกครบ 4. ความมั่นมั่คงในตำ แหน่งน่หน้าน้ที่การงาน ตำ แหน่งน่หน้าน้ที่ที่ดำ รงอยู่ นั้นนั้มีคมีวามมั่นมั่คง ไม่ใม่ช่จช่ะล้มเลิกหรือรื เลิกจ้าจ้งง่ายๆ 5. โอกาสก้าวหน้าน้ผู้บผู้ ริหริารที่ดีจะต้องพยายามสนับนัสนุนนุให้บุห้บุคลากร ของตนก้าวหน้าน้ 6. รายได้และสวัสวัดิการดี รายได้ต้ด้ ต้องเหมาะสมกับงานและค่าครองชีพชี การประสานงาน หมายถึง การจัดจัระเบียบีบการทำ งานและการติดต่อกันเพื่อพื่ ให้งห้านและเจ้าจ้ หน้าน้ที่ฝ่ายต่างๆ ร่วร่มมือมืปฏิบัติบั ติการ เป็นป็น้ำ หนึ่งนึ่ใจเดียดีวกัน ไม่ทำม่ ทำงานซับซั ซ้อซ้น ขัดขัแย้งย้กัน การสื่อสื่สาร การติดต่อสื่อสื่สาร หมายถึง การส่งส่สารจากบุคคลหนึ่งนึ่ไปยังยับุคคลหนึ่งนึ่ โดยการออกคำ สั่งสั่หรือรืแลกเปลี่ยนความคิดเห็นห็กันเองในองค์การ


จุดมุ่งมุ่หมายของการติดต่อสื่อสื่สาร 1. เพื่อพื่รับรัส่งส่ข่าข่วสาร 2. เพื่อพื่ประเมินมิสิ่งสิ่นำ เข้าข้ของตนและสิ่งสิ่นำ ออกของผู้อื่ผู้ อื่น 3. เพื่อพื่อำ นวยการให้แห้ก่ผู้อื่ผู้ อื่น 4. เพื่อพื่ ให้เห้กิดอิทธิพธิลและรับรัอิทธิพธิลจากผู้อื่ผู้ อื่น 5. เพื่อพื่ผลทางตรงและทางอ้อมที่เป็นไปตามวัตวัถุปถุระสงค์ ลักษณะของการติดต่อสื่อสื่สาร 1. ติดต่อจากเบื้อบื้งบนสู่เสู่ บื้อบื้งล่าง ติดต่อตามสายบังบัคับบัญบัชา 2. ติดต่อจากเบื้อบื้งล่างสูเสูบื้อบื้งบน เป็นป็การรายงานการปฏิบัติบั ติงานหรือรื ปัญหาให้กัห้ กับหัวหัหน้าน้รับรัทราบ 3. การติดต่อแนวนอน เกิดขึ้นขึ้ระหว่าว่งผู้ปผู้ ฏิบัติบั ติงาน องค์ประกอบของการติดต่อสื่อสื่สาร 1. ผู้ส่ผู้ งส่หมายถึง ผู้เผู้ริ่มริ่ติดต่อ 2. ข่าข่วสาร หมายถึง สิ่งสิ่ที่ผู้ส่ผู้ งส่ต้องการให้ผู้ห้รัผู้ บรัเข้าข้ใจ 3. ช่อช่งทางการสื่อสื่สาร หมายถึง วิธีวิกธีารที่จะนำ ข่าข่วสารไปสู่ผู้สู่ รัผู้ บรั 4. ผู้รัผู้ บรัหมายถึง บุคคลหรือรืกลุ่มลุ่บุคคลที่เป็นป็เป้าป้หมายการสื่อสื่สาร


ช่วช่งการติดต่อสื่อสื่สาร 1. แบบวงล้อ มีบุมีบุคคลหนึ่งนึ่อยู่ตยู่รงกลางติดต่อได้กัด้ กับทุกทุคน 2. แบบลูกลูใช่ ทุกทุคนติดต่อกันได้กับคนข้าข้งเคียงตามลำ ดับดัยกเว้นว้หัวหั และท้าย เหมือมืนการประสานงานตามสายงาน 3. แบบวงกลม ทุกทุคนติดต่อกันได้กัด้ กับคนข้าข้งเคียง เหมาะสำ หรับรังานที่ ง่ายๆต้องการความรวดเร็วร็ 4. แบบตาข่าข่ย ทุกทุคนมีโมีอกาสติดต่อกันได้ได้ม่ว่ม่าว่จะอยู่ ณ จุดใด เหมาะ สำ หรับรังานที่ยุ่งยุ่ยาก วิธีวิกธีารต่างๆในการติดต่อสื่อสื่สาร 1. การติดต่อสื่อสื่สารแบบไม่เม่ ป็นป็ทางการ 2. การติดต่อสื่อสื่สารแบบเป็นป็ทางการ ประโยชน์ขน์องการติดต่อสื่อสื่สาร 1. ช่วช่ยให้กห้ารตัดสินสิ ใจสั่งสั่การได้รด้วดเร็วร็ 2. ช่วช่ยให้เห้กิดการประสานงานให้ดีห้ ดี 3. ช่วช่ยให้กห้ารควบคุมคุงานได้ดีด้ยิ่ดีงยิ่ขึ้นขึ้ 4. ช่วช่ยให้เห้กิดความสามัคมัคีในหมู่คมู่ณะและองค์การ 5. สามารถเก็บรวบรวมข้อข้มูลไว้เว้ป็นหลักฐาน อุปสรรคในการติดต่อสื่อสื่สาร 1. ข่าข่วสารบิดบิเบือบืน เพราะถูกถูส่งส่มาหลายทอด 2. ผู้รัผู้ บรับิดบิเบือบืน เพราะขาดทักษะในการแปรสาร มีทัมี ทัศนคติที่ไม่ถูม่กถูต้อง 3. ช่อช่งทางหรือรืสื่อสื่ ในการติดต่อไม่ดีม่ ดี 4. ความรู้ขรู้องผู้ส่ผู้ งส่และผู้รัผู้ บรัมีน้มีอน้ย ทำ ให้เห้กิดปัญหาต่างๆ


การควบคุมคุ หมายถึง การกำ กับดูแดูลติดตามตรวจสอบ ประเมินมิผลการดำ เนินนิงาน ในส่วส่นต่าง ๆ ขององค์การเป็นป็ ไปตามมาตรฐาน แผน วัตวัถุปถุระสงค์ เป้าป้หมายที่กำ หนดไว้หว้รือรืไม่ หากไม่เม่ ป็นไปตามที่กำ หนดไว้ ต้องมีกมีาร ปรับรั ปรุงรุแก้ไข และพัฒพันาให้มีห้ ปมีระสิทสิธิภธิาพ และบรรลุวัลุตวัถุปถุระสงค์ของ องค์การ ความสำ คัญของการควบคุมคุ 1.ผู้บผู้ ริหริารใช้เช้ป็น ป็ เครื่อรื่งมือมื ในการวินิวิจนิฉัยฉัสั่งสั่การ และตรวจสอบการ ปฏิบัติบั ติงานของส่วส่นต่างๆ ขององค์การว่าว่เป็นป็ ไปตามแผนที่กำ หนด หรือรืไม่ 2.ผู้บผู้ ริหริารสามารถติดตามความผิดผิ ปกติที่อาจเกิดขึ้นขึ้ ในการ ทำ งาน และสามารถแก้ไขได้ทันเวลา ระบบการควบคุมคุทำ หน้าที่ใน การเป็นป็เครื่อรื่งมือมืช่วช่ยชี้บ ชี้ อกปัญหา ทำ ให้สห้ามารถทราบถึงปัญหาที่จะ เกิดขึ้นขึ้ ได้ล่ด้ ล่วงหน้าน้ 3.การควบคุมคุช่วช่ยให้องค์การสามารถปรับรัตัวรับรักับความไม่ แน่นน่อนหรือรืการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นขึ้ระบบการควบคุมคุที่มี ประสิทสิธิภธิาพ ช่วช่ยให้อห้งค์การสามารถปรับรัตัวรับรักับปัญหาความไม่ แน่นน่อนที่องค์การต้องเผชิญชิอยู่ไยู่ด้ การควบคุม คุ งาน


4.ผู้บผู้ ริหริารสามารถกระจายภาระงาน หรือรือำ นาจหน้าน้ที่ไปสู่ผู้สู่ ใผู้ต้ บังบัคับบัญบัชาได้ การควบคุมคุที่เป็นป็ระบบและมีคมีวามต่อเนื่อนื่ง ทำ ให้ผู้ห้ ผู้ บริหริารใช้กช้ารควบคุมคุเป็นป็เครื่อรื่งมือมืบริหริารจัดจัการ และกระตุ้นตุ้เตือนหรือรื จูงใจบุคลากรในองค์การ ให้ปห้ฏิบัติบั ติงาน 5.องค์การสามารถจำ กัดค่าใช้จ่ช้าจ่ย และเพิ่มพิ่ ประสิทสิธิภธิาพการดำ เนิน งาน การควบคุมคุเป็นป็การบังบัคับให้ผห้ลงานมีมมีาตรฐาน เพื่อพื่เพิ่มพิ่ ประสิทสิธิภธิาพในการปฏิบัติบั ติงานให้สูห้งสูขึ้นขึ้และต้องการลดต้นทุนทุในการ ดำ เนินนิงานลง สิ่งสิ่สำ คัญของการจัดจัการที่ต้องควบคุมคุ 1. ปริมริาณงาน (Quantity) การควบคุมคุจำ นวนงานที่พนักนังานจะต้อง ทำ ให้ไห้ด้ตด้ามมาตรฐานเวลาที่กำ หนดไว้ 2. คุณคุภาพของงาน (Quality) การควบคุมคุผลผลิตหรือรืผลงานว่าว่มี คุณคุภาพเพียพีงใดเป็นป็ ไปตามมาตรฐานที่กำ หนดไว้หว้รือรืไม่ 3. เวลา (Time) การควบคุมคุเวลาที่ใช้ไช้ปในการปฏิบัติบั ติงาน โดยต้องใช้ เวลาที่น้อน้ยที่สุดสุหรือรืเป็นป็ ไปตามมาตรฐานที่กำ หนดไว้ 4. ค่าใช้จ่ช้าจ่ย (Cost) การควบคุมคุค่าใช้จ่ช้าจ่ยในการปฏิบัติบั ติงานให้ปห้ระหยัดยั และเกิดประโยชน์สูน์งสูสุดสุตลอดจนเป็นป็ ไปตามระเบียบีบแบบแผนของ องค์การที่กำ หนดไว้ การควบคุมคุค่าใช้จ่ช้าจ่ยเป็นป็หัวหัใจสำ คัญในการดำ เนินนิ ธุรกิจ


ประโยชน์ที่น์ ที่ได้จากการควบคุมคุ ประโยชน์ด้น์ ด้านตัวบุคคล 1. รู้ว่รู้าว่ผู้ใผู้ต้บังบัคับบัญบัชาทำ งานได้ดีด้เดีพียพีงใด มีคมีวามสามารถมากน้อน้ย 2. เป็นป็แนวทางในการประเมินมิผลงาน 3. ลดอุบัติบั ติเหตุใตุนการปฏิบัติบั ติงานให้น้ห้อน้ยลง 4. เป็นป็เครื่อรื่งกระตุ้นตุ้การทำ งานของพนักนังาน ประโยชน์ด้น์ ด้านงาน 1. ทำ ให้รู้ห้ว่รู้าว่เป็นป็ ไปตามแผนที่วางไว้หว้รือรืไม่ 2. ทำ ให้รู้ห้ว่รู้าว่ต้องแก้ไขอุปสรรค หรือรืข้อข้ขัดขัข้อข้งอย่าย่งไร 3. ทำ ให้รู้ห้ว่รู้าว่มีกมีารใช้ทช้รัพรัยากรอย่าย่งมีปมีระสิทสิธิภธิาพหรือรืไม่ 4. เป็นป็การประหยัดยัเวลา เงิน และแรงงาน ผลเสียสีที่อาจเกิดจากการควบคุมคุ การควบคุมคุการปฏิบัติบั ติงานอาจจะเกิดผลเสียสีขึ้นขึ้ ได้สำด้สำหรับรับุคคลบางคน ผลเสียสีที่อาจเกิดขึ้นขึ้ ได้แด้ก่ 1. ขวัญวัของคนงานไม่ดีม่ ดี 2. บิดบิเบือบืนรายงาน 3. บุคคลจะทำ งานตามคำ สั่งสั่เท่านั้นนั้


หลักในการควบคุมคุที่ดี 10 ประการ 1. การควบคุมคุต้องคำ นึงนึถึงลักษณะและความต้องการ ของงาน 2. การควบคุมคุต้องรายงานความคาดเคลื่อนได้ทัด้ ทันที 3. การควบคุมคุควรเป็นป็การคาดการณ์ล่ณ์ ล่วงหน้าน้ 4.การควบคมจะต้องระบุว่าว่ข้อข้ผิดผิพลาดใดบ้าบ้งที่ควร ยกเว้นว้ 5. วิธีวิกธีารควบคุมคุมีกมีารกำ หนดเป้าป้หมาย 6. การควบคุมคุควรมีลัมี ลักษณะยืดยืหยุ่นยุ่ 7. การควบคุมคุต้องเป็นป็ที่เข้าข้ใจของผู้เผู้กี่ยวข้อข้งทุกทุฝ่าย 8. การควบคุมคุต้องประหยัดยัต้องคุ้มคุ้กับค่าใช้จ่ช้าจ่ยที่เสียสี ไป 9. การควบคุมคุเฉพาะจุดสำ คัญ ๆของระบบ 10. การควบคุมคุควรเน้นน้ที่การแก้ไข


ทฤษฎีภาวะผู้นำผู้ นำ 1. ทฤษฎีคุณคุลักษณะของผู้นำผู้ นำภาวะผู้นำผู้ นำที่ดีขึ้ดีขึ้นขึ้อยู่กัยู่ กับคุณคุลักษณะทาง ด้าด้นกายภาพ สังสัคม บุคลิกภาพ รูปรูร่าร่ง สติปัญญา อุปนิสันิยสั ใจคอสุขุสุ ขุม 2. ทฤษฎีผลกระทบระหว่าว่งบุคคลและสถานการณ์คุณ์ณคุลักษณะของ ผู้นำผู้ นำจะต้องมีคมีวามสัมสัพันพัธ์กัธ์ กับสถานการณ์ 3. ทฤษฎีปฏิสัมสัพันพัธ์แธ์ละควาวมคาดหวังวัเน้นน้กลุ่มลุ่บุคคลเป็น ป็ สำ คัญ พฤติกรรมของกลุ่มลุ่และความคาดหวังวัของกลุ่มลุ่ที่เชื่อชื่ว่าว่บุคคลใดจะนำ กลุ่มลุ่ให้บห้รรลุเลุป้าป้หมายได้ดีด้ที่ดี ที่ สุดสุ 4. ทฤษฎี 3 ปัจจัยจั 1.สถานการณ์ 2.ความคาดหวังวัของผู้ตผู้ าม 3.แรงจูงใจ ภาวะผู้นำ ผู้นำผู้ นำ VS. หัวหน้าน้ ผู้นำผู้ นำ หมายถึง สมาชิกชิของกลุ่มลุ่ที่มีอิมี อิทธิพธิลมากที่สุดสุต่อคนอื่นๆในกลุ่มลุ่ สมาชิกชิยอมรับรัโดยสมัคมัรใจว่าว่ผู้นั้ผู้ นนั้เป็นป็ผู้นำผู้ นำ ผู้นำผู้ นำอาจมาจากการเลือกตั้งตั้ แต่งตั้งตั้หรือรืยกตัวเองเป็นป็ผู้นำผู้ นำก็ได้แต่สมาชิกชิ ในกลุ่มลุ่ยอมรับรั ด้วยความ จริงริใจ หัวหน้าน้หมายถึง บุคคลหนึ่งนึ่ของกลุ่มลุ่ที่ได้รับรัอำ นาจจากภายนอกกลุ่มลุ่ ให้มห้าเป็นป็ผู้นำผู้ นำ อาจจะไม่ยม่อมรับรัเป็นป็ผู้นำผู้ นำที่สมาชิกชิยอมรับรั ด้วยความจำ ใจ เพราะแต่งตั้งตั้มาโดยอำ นาจหรือรืคำ สั่งสั่จากเบื้อบื้งบน


แบบของผู้นำผู้ นำ แบบของผู้นำผู้ นำตามแนวคิดดั้งดั้เดิม 1 พิจพิารณาจากสถานภาพของผู้นำผู้ นำคือยึดยึว่าว่อะไรเป็นป็เครื่อรื่งค้ำ จุ้นจุ้ ให้ผู้นำผู้ นำ ดำ รงอยู่ใยู่นสถานภาพนั้นนั้ๆได้ 1.1 ผู้นำผู้ นำแบบใช้พช้ระเดช 1.2 ผู้นำผู้ นำแบบใช้พช้ระคุณคุ 1.3 ผู้นำผู้ นำแบบสัญสัลักษณ์ 2. พิจพิารณาลักษณะวิธีวิกธีารทำ งาน 2.1 ผู้นำผู้ นำแบบเจ้าจ้ระเบียบีบ 2.2 ผู้นำผู้ นำแบบบงการ 2.3 ผู้นำผู้ นำแบบจูงใจให้ผู้ห้ ใผู้ต้บังบัคับบัญบัชาได้มีด้ โมีอกาสแสดงความคิดเห็นห็ 2.4 ผู้นำผู้ นำแบบร่วร่มใจ ประณีปณีระนอมและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นห็ 3. พิจพิารณาลักษณะการใช้อำช้ อำนาจควบคุมคุแบ่งบ่ออกเป็นป็ 3 แบบ 3.1 ผู้นำผู้ นำแบบใช้อำช้ อำนาจบังบัคับ 3.2 ผู้นำผู้ นำแบบใช้อำช้ อำนาจอรรถประโยชน์บัน์งบัคับ ใช้สิช้นสิจ้าจ้งรางวัลวัเข้าข้ล่อ 3.3 ผู้นำผู้ นำแบบใช้อำช้ อำนาจธรรมเนียนีมประเพณีบัณีงบัคับ อ้สงเอาธรรมเนียนีม ประเพณีใณีนการปกครองมาบังบัคับ 4. พิจพิารณาลักษณะและวิธีวิกธีารใช้อำช้ อำนาจ 4.1 ผู้นำผู้ นำแบบเผด็จด็การ ผู้นำผู้ นำจะเป็นป็คนตัดสินสิ ใจอำ นาจแต่เพียพีงผู้เผู้ดียดีวจะถือ เรื่อรื่งคำ สั่งสั่เป็นป็สิ่งสิ่สำ คัญมาก 4.2 ผู้นำผู้ นำแบบประชาธิปธิ ไตร เปิดปิ โอกาสให้กห้ลุ่มลุ่หรือรืผู้ใผู้ต้บังบัคับบัญบัชามีส่มีวส่น ร่วร่มในการบริหริาร 4.3 ผู้นำผู้ นำแบบเสรีนิรียนิม ผู้นำผู้ นำแบบเสรีนิรียนิม ปล่อยปละละเลย 4.4 ผู้นำผู้ นำแบบราชการ ผู้นำผู้ นำแบบราชการจะยึดยึคำ สั่งสั่เป็นป็หลัก


แบบของผู้นำผู้ นำตามแนวคิดสมัยมั ใหม่ 1. ผู้นำผู้ นำแบบสถาบันบัมิติมิ ติ-บุคคลมิติมิ ติผู้นำผู้ นำแบบยึดยึติดสถาบันบั ใช้อำช้ อำนาจและ ระเบียบีบข้อข้บังบัคับของสถาบันบัเป็นป็เครื่อรื่งมือมื ในการดำ เนินนิงาน ผู้ใผู้ต้บังบัคัล บัญบัชามักมั ไม่ชม่อบใจไม่ไม่ว้ใว้จ 2. ผู้นำผู้ นำแบบมุ่งมุ่งาน คือผู้ที่ผู้ ที่ ต้องการอย่าย่งแรงกล้าที่จะให้กห้ลุ่มลุ่ของตนทำ งาน อย่าย่งทลมีปมีระสิทสิธิภธิาพ เพื่อพื่ ให้งห้านของกลุ่มลุ่สำ เร็จร็ลุล่ลุล่วงไปอย่าย่งรวดเร็วร็และ มีปมีระสิทสิธิภธิาพ 3. ผู้นำผู้ นำแบบมุ่งมุ่คน เป็นป็บุคคลที่มีคมีวามเห็นห็ ใจและเกรงใจผู้ใผู้ต้บังบัคับบัญบัชา ของตัวเอง


ทีมงานที่มีปมีระสิทสิธิภธิาพ 1. จำ นวนสมาชิกชิ ในทีมไม่มม่ากนักนัส่วส่นใหญ่ไญ่ม่เม่กิน 10-12 คน 2. เป้าป้หมายของทีมงานชัดชัเจนเป้าป้หมายของทีมงานต้องเป็นป็เรื่อรื่งที่เฉพาะ เจาะจง 3. สมาชิกชิทุกทุคนมีสิมีทสิธิแธิสดงความคิดเห็นห็อย่าย่งเต็มที่ ทุกทุคนมีสิมีทสิธิแธิสดงออก ความคิดเห็นห็ต่องานอย่าย่งเต็มที่ เสรี 4. มีผู้มีนำผู้ นำและหัวหัหน้าน้ทีมที่ดีแดีละมีภมีาวะผู้นำผู้ นำ เป็นป็สิ่งสิ่สำ คัญสุดสุของลักษณะของทีม งานที่มีปมีระสิทสิธิภธิาพ 5. ผลประโยชน์ขน์องสมาชิกชิชัดชัเจน บอกได้ว่ด้าว่หากสมาชิกชิท าสำ เร็จร็ตามเป้าป้หมาย แล้วสมาชิกชิจะได้อด้ะไร 6. สมาชิกชิมีคมีวามไว้วว้างใจซึ่งซึ่กันและกัน ยอมรับรัความสามารถของเพื่อพื่นสมาชิกชิ เปิดปิ โอกาสให้สห้มาชิกชิแสดงความสามารถในการท างาน ไม่แม่ก่งแย่งย่ชิงชิดีกัดี กัน ยินยิดี ให้คห้วามร่วร่มมือมื 7. พัฒพันาทีมงาน ทีมงานที่มีปมีระสิทสิธิภธิาพจะมีกมีารพัฒพันาความรู้อรู้ยู่ตยู่ลอดเวลา การทำ งานเป็น ป็ ทีม ทีม (Team) กลุ่มลุ่คนที่ทำ งานร่วร่มกัน มุ่งมุ่มั่นมั่ ในความสำ เร็จร็ของงานร่วร่มกัน ดังดันั้นนั้ทีมงานจึงจึเป็นป็กลุ่มลุ่คนเล็กๆที่รวมตัวกันอย่าย่งจริงริจังจัเพื่อพื่ทำ งานด้าด้นใด ด้าด้นหนึ่งนึ่โดยเฉพาะ กลุ่มลุ่ (Group) คนหลายๆมารวมกันเพราะเหตุอตุย่าย่งใดอย่าย่งหนึ่งนึ่โดยไม่สม่นใจ ต่องานและความสำ เร็จร็มากนักนัสรุปรุได้ว่ด้าว่คนในกลุ่มลุ่ไม่ไม่ด้สด้นใจหรือรืพึ่งพึ่พากัน มากนักนั


วัตวัถุปถุระสงค์ในการสร้า ร้ งทีมงาน 1. ตั้งตั้ทีมงานเพื่อพื่ทำ งานปกติขององค์การ มุ่งมุ่หวังวัความสำ เร็จร็ของ งานตามเป้าป้หมายที่ตั้งตั้ ไว้ เช่นช่ทีมบริหริารคุณคุภาพ ทีมงานขาย ทีมที่ ปรึกรึษา 2. ตั้งตั้ทีมงานเพื่อพื่พัฒพันางานให้ดีห้ขึ้ดีขึ้นขึ้ทีมงานพัฒพันาระบบการทำ งาน 3. ตั้งตั้ทีมงานเพื่อพื่แก้ปัญหาใดปัญหาหนึ่งนึ่โดยเฉพาะทีมแก้ปัญหาคน ล้นงาน ทีมแก้ปัญหางานล้าช้าช้สิ่งสิ่ที่สำ คัญที่สุดสุในการสร้าร้งทีมงานที่ดี คือ สมาชิกชิ ในทีมต้องได้รัด้บรัการสอบถามว่าว่เต็มใจหรือรืไม่ วิธีวิกธีารบริหริารทีมงาน มี 4 ขั้นขั้ตอน คือ พีดีพีซีดีเซีอ (PDCA) การวางแผน Plan 1. กำ หนดวัตวัถุปถุระสงค์ของทีมให้ชัห้ดชัเจน (Objective) 2. กำ หนดเป้าป้หมายของทีมให้ชัห้ดชัเจน (Goal) 3. กำ หนดภารกิจของทีมว่าว่อะไรบ้าบ้ง (Mission) 4. กำ หนดขั้นขั้ตอนการทำ งานว่าว่ทำ อย่าย่งไร (Method) 5. แจ้งจ้ ให้สห้มาชิกชิทุกทุคนในทีมงานทราบ วางแผนต่างๆ ก่อนลงมือมืปฏิบัติบั ติ


ปฏิบัติบั ติDo 1. ศึกษาเป้าป้หมาย วิธีวิทำธี ทำงานตามแผนที่กำ หนดไว้ 2. การมอบหมายงานให้ยึห้ดยึหลักความสามารถและใช้คช้นให้ตห้รงกับงาน 3. ลงมือมืทำ ตามขั้นขั้ตอนที่ก าหนดไว้ใว้นแผน 4. เก็บข้อข้มูลในการทำ งาน หาวิธีวิแธีละลงมือมืปฏิบัติบั ติามแผนที่ตั้งตั้ ไว้ ตรวจสอบ Check การตรวจสอบการทำ งานและผลของการทำ งานเพื่อพื่หาข้อข้บกพร่อร่ง และปัญหาต่างๆเช่ตช่รวจสอบด้าด้นปริมริาณ ด้าด้นคุณคุภาพ ตรวจสอบวิธีวิ ธี การทำ งาน แก้ไขแล้วปฏิบัติบั ติAct เมื่อมื่ตรวจสอบพบข้อข้บงพร่อร่งแล้วให้แห้ก้ไขแล้วนำ กลับไปปฏิบัติบั ติ การประเมินมิผลทีมงาน 1. ประเมินมิเพื่อพื่เลื่อนขั้นขั้เลื่อนเงินเดือดืน เลื่อนตำ แหน่งน่ 2. ประเมินมิเพื่อพื่การพัฒพันา ทั้งทั้พัฒพันาทีมและพัฒพันาสมาชิกชิ ใน ทีม 3. ประเมินมิเพื่อพื่ ให้อห้อก หรือรืปลดออก หรือรืโยกย้าย้ยงาน การประเมินมิสมาชิกชิ ในทีมงานควรประเมินมิ 2 ด้าด้น ผลงานและ พฤติกรรมของสมาชิกชิ


วิธีวิกธีารประเมินมิ 1.วิธีวิจธีดบันบัทึกปริมริาณงาน (record) โดยบันบัทึก ชิ้นชิ้งานที่ทำ ไปว่าว่ ได้มด้ากน้อน้ยเพียพีงใดต่อวันวั ต่อสัปสัดาห์ หรือรืต่อเดือดืน เมื่อมื่ถึงเวลาประเมินมิก็นำ ไปเปรียรีบเทียบกับมาตรฐานที่กำ หนดไว้ 2.วิธีวิพิธีจพิารณาแบบให้คห้ะแนน (Pointing) โดยกำ หนดคุณคุลักษณะของการปฏิบัติบั ติงานไว้ 3. วิธีวิปธีระมาณค่า (Rating scale) วิธีวินี้ธี นี้ ต้องสร้าร้ง แบบประเมินมิค่าขึ้นขึ้มาโดย ให้มีห้รมีะดับดัความคิดเห็นห็เป็นป็ 5 ระดับดั 4. วิธีวิเธีปรียรีบเทียบบุคคลใช้ปช้ระเมินมิทีละกลุ่มลุ่กลุ่มลุ่ ละไม่เม่กิน 5 คน พิจพิารณาแต่ละรายการประเมินมิ ใครทำ ดีที่ดี ที่ สุดสุได้ 5 และเรียรีงไปตามลำ ดับดั


แนวคิดสมัยมัดั้งดั้เดิม ความขัดขัแย้งย้เป็นป็สิ่งสิ่ไม่ดีม่ ดีเป็นป็ที่มาของการทะเลาะวิววิาท ความแตกแยก ส่งส่ ผลร้าร้ยต่อองค์การ แนวคิดเชิงชิพฤติกรรม ความขัดขัแย้งย้เป็นป็เรื่อรื่งธรรมดาที่เกิดขึ้นขึ้กับทุกทุองค์การ แนวคิดเชิงชิปฏิสัมสัพันพัธ์ ความขัดขัแย้งย้เป็นป็สิ่งสิ่ที่มีปมีระโยชน์ต่น์ ต่อองค์การเพราะเป็นป็ตัวกระตุ้นตุ้ความคิด ริเริริ่มริ่สร้าร้งสรรค์ความขัดขัแย้งย้เลย จะทำ ให้อห้งค์การเฉื่อยชาหรือรืพัฒพันาช้าช้แต่ ความขัดขัแย้งย้ต้องอยู่ใยู่นระดับดัที่เหมาะสม การบริห ริ ารความขัด ขั แย้ง


สภาพความขัดขัแย้งย้ 1. ความขัดขัแย้งย้ที่ปรากฏ ชัดชัเจน 2. ความขัดขัแย้งย้ที่ไม่ ปรากฏให้เห้ห็นห็แต่รู้สึรู้กสึ ได้ สาเหตุขตุองความขัดขัแย้งย้ 1. ข้อข้มูล การได้รัด้บรัข้อข้มูลไม่เม่หมือมืนกันหรือรืมาจากแหล่ง ข้อข้มูลต่างกัน 2. ค่านิยนิมและความเชื่อชื่การมีค่มี ค่านิยนิมและความเชื่อชื่แตก ต่างกันเพราะถูกถูหล่อหลอมมาต่างกัน 3. เป้าป้หมายของบุคคลหรือรืของหน่วน่ยงาน บุคคลหรือรื หน่วน่ยงานมีเมีป้าป้หมายแตกต่างกัน 4. โครงสร้าร้งขององค์การ รู้สึรู้กสึว่าว่งานของตนสำ คัญกว่าว่ งานของคนอื่น ก่อให้เห้กิดปัญหา 5. การสื่อสื่สาร ทำ ให้เห้กิดความเข้าข้ใจผิดผิความขัดขัแย้งย้ก็เกิด ขึ้นขึ้ 6. พฤติกรรมส่วส่นบุคคล บุคคลย่อย่มมีบุมีบุคลิกลักษณะและ การแสดงออกแตกต่างกันไปอาจจะแสดงความไม่พม่อใจ กับผู้เผู้กี่ยวข้อข้งโดยไม่ตั้ม่ ตั้งตั้ ใจได้ 7. การเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าร้งองค์การ เปลี่ยนแปลงตำ แหน่ง มักมัจะเกิดการต่อต้านและเกิด ความขัดขัแย้งย้ขึ้นขึ้ ได้ง่าย


วิธีวิบธีริหริารความขัดขัแย้ง ย้ 1. การแก้ไขความขัดขัแย้งย้ ให้หห้มดไป วิธีวิแธีก้ปัญหามีดัมีงดันี้ 1) วิธีวิกธีารบังบัคับและกดดันดั (ชนะ-แพ้)พ้ วิธีวินี้ธี นี้ใช้อช้ ไนาจ หรือรืระเบียบีบข้อข้บังบัคับ หรือรืการข่มข่ขู่ใขู่ห้ อีกฝ่ายหนึ่งนึ่เกิดความกลัวแล้วความขัดขัแย้งย้จะลงลง หรือรืหายไปวิธีวินี้ธี นี้ ทำ ให้มีห้ผู้มีแผู้ พ้แพ้ละผู้ชผู้ นะ แต่จะสร้าร้งความ ไม่พม่อใจและทำ ให้บห้รรยากาศองค์การแย่ลย่ง และทำ ให้ไห้ม่ เกิดความคิดสร้าร้งสรรค์ 2) วิธีวิกธีารประนีปนีระนอม (แพ้-พ้แพ้)พ้ วิธีวินี้ธี นี้ใช้วิช้ธีวิกธีารต่อรองโดยคำ นึงนึถึงผลประโยชน์ขน์องทั้งทั้ 2 ฝ่าย เรียรีกว่าว่คนละครึ่งรึ่ทาง ต่างฝ่ายต่างได้ปด้ระโยชน 3) การแก้ไขปัญหาร่วร่มกัน (ชนะ-ชนะ) วิธีวินี้ธี นี้ใช้วิช้ธีวิกธีารให้ทุห้กทุคนมาหาทางแก้ปัญหาร่วร่มกัน ช่วช่ยกันวิเวิคราะห์สห์าเหตุขตุองความขัดขัแย้งย้และทั้งทั้ 2 ฝ่าย พยายามเข้าข้ใจความรู้สึรู้กสึและปัญหาของฝ่ายตรงข้าข้ม


Click to View FlipBook Version