The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

พุทธศาสนากับศาสตร์สมัยใหม่

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by peapun123, 2021-08-05 23:00:53

พุทธศาสนากับศาสตร์สมัยใหม่

พุทธศาสนากับศาสตร์สมัยใหม่

วารสารปญั ญา ปีท่ี 25 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม – มถิ ุนายน 2561)

พทุ ธศาสนากบั ศาสตร์สมัยใหม่

Buddhism and Modern Science

พระมหามฆวนิ ทร์ ปุรสิ ตุ ตฺ โม*
Phramaha Maghavin Purisuttamo
E-mail : [email protected]

มนัสวี ศรนี นท์*
Manatsawee Srinont

บทคัดย่อ

บทความนีม้ ีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) เพอื่ ศกึ ษาพุทธศาสนากบั ศาสตรส์ มยั ใหม่ 2) เพือ่ วเิ คราะหพ์ ทุ ธ
ศาสนากับศาสตร์สมัยใหม่ 3) เพ่ือบูรณาการพุทธศาสนากับศาสตร์สมัยใหม่ ผลการศึกษา พบว่า พุทธ
ศาสนากับศาสตร์สมัยใหม่มีความสอดคล้องกัน เพราะท้ังสองศาสตร์มุ่งสร้างความสุขให้กับมนุษย์ โดย
ศาสตร์สมยั ใหม่มุ่งสร้างความสขุ ทางกายเปน็ หลกั สว่ นพุทธศาสนาม่งุ สรา้ งความสขุ ทางใจเป็นหลัก แตท่ ้ัง
สองศาสตรส์ ามารถบรู ณาการใชร้ ่วมกันได้อย่างเหมาะสม โดยการบรู ณาการดว้ ยใช้ปัญหาทต่ี ้องการแก้ไข
เป็นตัวตง้ั แลว้ นาพทุ ธศาสนาและศาสตร์สมยั ใหมม่ าเปน็ เครอ่ื งมือในการจัดการกับปัญหา

คาสาคญั : ศาสตรส์ มยั ใหม่, บรู ณาการ

ABSTRACT

The purposes of this article were: 1) to study the Buddhism and Modern Science,
2) to analyze the Buddhism and Modern Science, 3) to integrate the Buddhism and Modern
Science. The results of the study showed that Buddhism and Modern Science are
consistent because both are aimed at human happiness. Modern Science aims to create
physical happiness. Buddhism focuses on spiritual happiness. But both Buddhism and
Modern Science can be integrating in appropriate tool for sloving human problems.

Keywords: Modern Science, integrate

บทนา ศาสตร์ท่ีสูญหายไปตามกาลเวลาหรือเป็น
สาหรับเรื่องพุทธศาสนากับศาสตร์ ศาสตร์ท่ีมนุษย์ไม่ได้ใช้ประโยชน์และมองไม่

สมัยใหม่น้ี นับว่าเป็นเร่ืองที่น่าสนใจศึกษา เห็นคุณค่า แม้กระทั่ง ศาสตร์บางศาสตร์ท่ี
ค้นคว้าเพ่ือหาคาตอบเป็นอย่างยิ่ง เพราะใน มนุษย์ยังแสวงหาคาตอบไม่ได้ในอดีตจวบ
ปัจจุบันศาสตร์ต่างๆ ที่มนุษย์ได้ประดิษฐ์ จนถึงปัจจุบันก็ยังเป็นศาสตร์ท่ีมนุษย์ต้อง

คิดค้นนั้นได้มีการปรับเปลี่ยนไปอย่างมาก เพยี รพยายามหาคาตอบอยู่ต่อไป ดังนัน้ เมือ่
กล่าวคือบางศาสตร์ท่ีมนุษย์ประยุกต์ใช้กับ กล่าวถงึ ศาสตรส์ มัยใหม่จึงนับวา่ เป็นคากล่าว
ชีวิตก็ได้ยังคงอยู่มาจนถึงปจั จุบัน แต่ก็มีบาง ทกี่ วา้ งมาก และเปน็ คากล่าวทีใ่ ครๆ ก็มกั นกึ

* บณั ฑติ วิทยาลัย มหาวทิ ยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย Graduate School, Mahamakut Buddhist University

2 วารสารปัญญา ปที ่ี 25 ฉบับที่ 1 (มกราคม – มถิ นุ ายน 2561)

ถึงวิทยาศาสตร์หรือศาสตร์ท่ีเก่ียวกับสิ่งที่ ชัยชนะของพระพุทธศาสนาเป็นชัยชนะทาง
สัมผัสแตะต้องได้เท่าน้ันเป็นหลัก ส่วนที่เป็น จิตใจ” อัลเบิร์ต ไอนสไตน์ (ค.ศ. 1879-

นามธรรมหรือเป็นเรือ่ งภายจติ ใจก็เปน็ อีกเรื่อง 1955) กล่าวว่า “ศาสนาในอนาคตจะต้อง
หน่ึงทีเ่ ขา้ ใจกันเป็นส่วนใหญ่โดยเฉพาะคนยุคนี้ เป็นศาสนาสากล ศาสนาน้ันควรอยู่เหนือ
ว่าไม่เก่ียวข้องกับศาสตร์สมัยใหม่หรื อ พระเจ้าท่มี ีตวั ตนและควรจะเว้นคาสอนแบบ

วิทยาศาสตร์เลย แล้วในท้ายที่สุด การกล่าว สิทธันต์ (คือเป็นแบบสาเร็จรูปที่ให้เช่ือตาม
เช่นน้ีจะเป็นความจริงได้มากเพียงใดสาหรับ เพยี งอย่างเดยี ว) และแบบเทววทิ ยา (คอื อา้ ง
พัฒนาการของมนุษย์ในยุคนี้ ซ่งึ เปน็ ยุคทสี่ รรพ เทวดาเป็นหลักใหญ่) ศาสนานั้นเม่ือ

สิ่งต้องยอมเดินตามวิทยาศาสตร์ เรียกกันว่า ครอบคลุมท้ังธรรมชาติและจิตใจ จึงควรมี
หากอะไรๆ ในสรรพสิ่งขัดแยง้ หรือไมส่ อดคล้อง ร า ก ฐ า น อ ยู่ บ น ค ว า ม ส า นึ ก ท า ง ศ า ส น า ท่ี
กับวิทยาศาสตร์แล้ว การได้รับการยอมรับจาก เกิดข้ึนจากประสบการณ์ต่อส่ิงทั้งปวงคือทั้ง

ผู้คนในยุคนี้ย่อมเป็นไปได้ยากหรือแทบเป็นไป ธรรมชาติและจิตใจอย่างเป็นหน่วยรวมท่ีมี
ไม่ไดเ้ ลย ดว้ ยเหตผุ ลดังกลา่ วมา พุทธศาสนาซึ่ง ความหมาย พระพุทธศาสนาตอบข้อกาหนด
เป็นศาสนาหนงึ่ ในบรรดาหลายๆ ศาสนาในโลก น้ีได้ ถ้าจะมีศาสนาใดที่รับมือได้กับความ

นี้ท่ีมนษุ ย์ยอมรบั นบั ถอื จะมีความเปน็ ไปได้ที่ไม่ ต้ อ ง ก า ร ท า ง วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ ส มั ย ปั จ จุ บั น
ขั ด แย้ ง แล ะ มี คว า ม ส อ ด คล้ อ ง กั บ ศ า ส ต ร์ ศาสนาน้ันก็ควรเป็นพระพุทธศาสนา” และ
สมัยใหม่อย่างเช่น วิทยาศาสตร์หรือเทคโนโลยี เจ.โรเบิร์ต ออพเพนไฮเมอร์ (ค.ศ. 1904-

สมัยใหม่ได้มากเพียงใด จึงจัดว่าเป็นโจทย์ที่ 1976) กล่าวว่า “ขอยกตัวอย่าง เช่นเราถาม
นา่ สนใจหาคาตอบเปน็ ทส่ี ดุ ว่าฐานะของอิเล็กตรอนเป็นอันเดียวกันใช่
หรือไม่? เราจะต้องตอบว่าไม่ ถ้าเราถามว่า
กล่าวสาหรับพุทธศาสนาแล้ว มีนัก
ฐานะของอิเล็กตรอนเปลี่ยนไปพร้อมกับ
ปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์นามกระเด่ือง กาลเวลาใช่หรอื ไม่? เราจะต้องตอบว่าไม่ ถ้า
โลกกลา่ วถึงไวด้ ังน้ี เบอรท์ รันด์ รัสเซล (ค.ศ. ถามว่าอิเล็กตรอนหยุดพักใช่หรือไม่? เรา
1872-1970) กลา่ ววา่ “พระพุทธศาสนาเป็น
จะต้องตอบวา่ ไม่ ถา้ เราถามวา่ มนั เคลื่อนไหว
การรวมกันของปรัชญาแบบพินิจความจริง ใชห่ รือไม่? เราจะตอ้ งตอบวา่ ไม่ พระพทุ ธเจ้า
กับวิทยาศาสตร์ ศาสนาน้ันสนับสนุนวิธีการ ก็ได้ประทานคาตอบเช่นเดียวกัน เมื่อทรง
ทางวิทยาศาสตร์และติดตามวธิ ีการน้นั จนถึง
ได้รับคาถามเก่ียวกับสถานการณ์ของตัวตน
ท่ีสุด ซ่ึงอาจเรยี กไดว้ า่ เป็นศาสนาแหง่ เหตผุ ล ของมนุษย์ภายหลังความตาย แต่คาตอบ
ในพระพุทธศาสนาเราจะได้พบคาตอบท่ี เหล่าน้ันมิใช่คาตอบที่คุ้นกับจารีตประเพณี
นา่ สนใจ เช่น จิตใจกับวัตถุคืออะไร? ระหว่าง
ของวิทยาศาสตร์ สมัยศตวรรษที่ 17และ
จติ ใจกบั วตั ถนุ ัน้ อย่างไหนสาคัญมากกวา่ กัน? 18” (วดั เจ็ดเสมียน, 2561)
เ อ ก ภ พ เ ค ล่ื อ น ไ ป ห า จุ ด ห ม า ย ป ล า ย ท า ง
หรือไม่? พระพุทธศาสนาพูดถึงเร่ืองที่ ตามท่ีกล่าวมาข้างต้น ก็พอจะเห็นได้

วิทยาศาสตร์ยังหานาทางไปได้ไม่ เพราะ ว่าวิธีการแสวงหาคาตอบของมนุษย์ในยุคนี้
ความจากัดแห่งเคร่ืองมือของวิทยาศาสตร์ ลว้ นใช้วิทยาศาสตร์หรอื ศาสตร์สมยั ใหม่ท่ีอยู่

วารสารปัญญา ปที ี่ 25 ฉบับที่ 1 (มกราคม – มิถนุ ายน 2561) 3

ในรูปแบบสัมผัสได้เท่านั้นเป็นเคร่ืองมือ ซ่ึง ความสุขย่อมไปตามเขา เพราะเหตุน้ัน
เมื่อใช้มาตรฐานน้ีในตอบคาถามเกีย่ วกับชีวิต เหมือนเงาไปตามตัวฉะน้ัน) (ขุ.ธ. เล่มท่ี 25,
และสังคมแล้ว จึงทาให้เกิดความคิดว่าทุก
อยา่ งที่เหน็ และเปน็ อยู่ในขณะน้ี หากไมต่ อบ ข้อท่ี 11, น.5) ส่วนศาสตร์สมัยใหม่หรือ
โจทย์หรือไม่สอดคล้องกับหลักการของ วิทยาศาสตร์น้ันหาให้ความสาคัญกับภายใน
ศ า ส ต ร์ ส มั ย ใ ห ม่ แ ล้ ว ย่ อ ม จ ะ ไ ด้ รั บ ค ว า ม หรือจิตใจของบุคคลไม่ เพราะพ้ืนฐานของ
น่ า เ ชื่ อ ถื อ น้ อ ย ล ง แ ล ะ สู ญ ห า ย ไ ป จา ก ชี วิต
มนษุ ยแ์ ละสังคมในทส่ี ุด สว่ นเนอ้ื หาของพุทธ ศาสตร์สมัยใหม่เน้นให้ความสาคัญกับการ
ศาสนาน้ันให้คุณค่าต่อปัจจัยภายในหรือ ปรับปรุงพัฒนาภายนอกหรือวัตถุท่ีสัมผัสได้
จิตใจของมนุษย์มากกว่าวัตถุภายนอกเป็น เปน็ หลัก ดังนั้น แนวทางของศาสตร์สมยั ใหม่จึง
หลักน้ันจะยังคงมีความมัน่ คงต่อลกั ษณาการ
ของมนุษย์และสังคมแบบสมัยใหม่ได้มาก ไมส่ นใจพฒั นาจิตใจ เน้นเพียงการได้มีความสุข
น้อยเพียงใด จึงจัดว่าเป็นโจทย์ใหญ่สาหรับ กับการมีจานวนวัตถุสิ่งของมากๆ ความทุกข์
พทุ ธศาสนาเปน็ อย่างยิ่ง ดังนน้ั การวเิ คราะห์ และความสุขที่แต่ละบุคคลมีเป็นเพียงการ
ถึงพุทธศาสนากับศาสตร์สมัยใหม่นี้ คาดว่า
จะเปน็ ประเด็นที่จะกอ่ ให้เกดิ ประโยชน์และมี เกิดขึ้นต่อเน่ืองจากการที่การมีวัตถุน้อยหรือ
คุณค่าต่อวงการศึกษาและสงั คมเปน็ อยา่ งดี มากเทา่ นั้น ศาสตรส์ มัยใหมจ่ ะไมส่ นใจมองว่าที่
บุคคลมคี วามสขุ หรือมีความทกุ ขน์ ั้นเป็นเพราะ
พทุ ธศาสนากับศาสตร์สมยั ใหม่
จากท่ีกล่าวไว้แล้วในบทนาว่าพุทธ ภายในหรือจิตใจยังไม่ได้รับการพัฒนาอย่าง
เหมาะสม แต่ในที่สุด ศาสตร์สมัยใหม่ก็ต้อง
ศาสนาน้ันเป็นศาสนาท่ีเน้นในการพัฒนา เผชิญกับความเป็นจริงที่ว่าเม่ือมนุษย์ไดร้ ับการ
ภายในหรือจิตใจของบุคคลเป็นหลัก โดยให้
ความสาคัญกับภายนอกหรือวัตถุน้อยมาก พัฒนาให้มีสง่ิ ของจานวนมากมาย แต่มนษุ ยซ์ ง่ึ
สืบเน่อื งจากทพ่ี ุทธศาสนาเองมองวา่ วัตถภุ าย ได้รับการพัฒนามาตามแบบศาสตร์สมัยใหม่ก็
นอกนั้นจะเป็นอย่างไรก็ตามก็หามีอิทธิพล ยังมีความลาบากหรือทุกข์อยู่เหมือนเดิม โดย
มากเท่าการที่จิตใจอยู่ในสภาพแบบใดไม่
กล่าวคือหากจิตใจดีหรือได้รับการพัฒนา ถึงแม้ศาสตร์สมัยใหม่ อย่างเช่น วิทยาศาสตร์
อย่างเหมาะสมแล้ว ส่ิงอื่นๆ ย่อมจะได้รับ กายภาพ ฟิสิกส์ ชีวภาพ จิตวิทยา เทคโนโลยี
อานสิ งสพ์ รอ้ มไปดว้ ย (มโนปพุ ฺพงฺคมา ธมมฺ า เป็นต้น เหล่าน้ีได้สนองตอบต่อความต้องการ
มโนเสฏฺฐา มโนมยา มนสา เจ ปสนฺเนน ภา
สติ วา กโรติ วา ตโต น สุขมนฺเวติ ฉายา ว ของมนุษย์อย่างมากแล้วก็ตาม จนในปัจจุบัน
อนุปายินี. แปลว่า ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็น นักวิทยาศาสตร์ นักวิชาการ นักศึกษาใน
หัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สาเร็จแล้วด้วยใจ ถ้า ตะวันตกเริ่มสนใจพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะ
บุคคลมีใจผ่องใสแล้ว พูดอยู่ก็ดี ทาอยู่ก็ดี
การปฏบิ ัติสมาธิ (สมถะและวปิ สั สนากรรมฐาน)
เพราะการปฏิบัติเช่นนี้เป็นวิธีเดียวท่ีเข้าใจการ
ทางานของจิตได้ดีท่ีสุด นักจิตวิทยา (DR.BRIAN

WEISS) ท่ีมีช่ือเสียงในการสะกดจิตเพื่อบาบัด
โรค ได้รกั ษาผูป้ ่วยหลายร้อยราย ท่านไดส้ รุปวา่
จิตวิญญาณของมนุษย์ไม่ได้สูญหายไป มันคง

อยูช่ ัว่ นริ ันดร์ ท่านได้คน้ พบเร่อื งเหตกุ ารณ์ชาติ
ต่างๆ ของผู้ป่วยมากมายและยังได้พิสูจน์เป็น

4 วารสารปญั ญา ปที ่ี 25 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม – มิถุนายน 2561)

รูปธรรมอีกด้วย แต่เสียดายท่ีท่านไม่ได้ศึกษา จุดหมายปลายทางของพระพุทธศาสนาคือ
พุทธศาสนาจะได้รู้ว่าจิตวิญญาณจะไม่อยู่ สอนใหค้ นเปน็ คนดขี ึน้ พัฒนาขนึ้ สมบูรณ์ขึน้

ตลอดไปถ้าเข้าถึงพระนิพพาน ระยะเวลาผ่าน 2. ต้องการเรียนรู้กฎธรรมชาติ
ไป นักวิทยาศาสตรร์ นุ่ ใหมเ่ รมิ่ ค้นพบสงิ่ ต่างๆ ที่ หลักการทางวิทยาศาสตร์ต้องการเรียนรกู้ ฎ
เก่ียวพันกับหลักคาสอนของพระพุทธศาสนา ธรรมชาติและหาทางควบคุมธรรมชาติหรือ

มากขนึ้ ทกุ ที เป็นการยืนยันถึงคุณคา่ และความ เอาชนะธรรมชาติ พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ
จริงของการตรัสรู้ของพระองค์ท่ีท่านได้ค้นพบ วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ เ น้ น ก า ร ค ว บ คุ ม ธ ร ร ม ช า ติ
ด้วยการวิจัยอยู่ 6 ปี ก่อนการตรัสรู้ เช่น ภายนอกมุ่งแก้ปัญหาภายนอกวิทยาศาสตร์

ปรมาณู การวิวัฒนาการของเด็กในครรภม์ ารดา ถือว่าการพสิ จู นท์ ดลองทางวิทยาศาสตรเ์ ป็น
อวัยวะ 32 วิถีจิต กฎแห่งกรรม อธิบายจิต ส่ิงท่ีนามาแสดงให้สาธารณชนประจักษ์ชัด
เจตสิก และรูปในร่างกายมนุษย์ การแพทย์ เป็นหลักฐาน ยืนยันในสิ่งท่ีค้นพบนั้นได้ จึง

ปัจจุบันยอมรับว่าถ้ามีสุขภาพจิตดีจะมีผลต่อ จะเป็นการยอมรับในวงการวิทยาศาสตร์
ร่ า ย ก า ย ( PSYCHOSOMATIE ORDER AND หลักการพระพุทธศาสนาเป็นการทดสอบ
DISORDER) น่ีเป็นวิจัยทีย่ อมรบั จิตวิญญาณ เคย ความรู้สึกทุกข์หรือไม่เป็นทุกข์ ซ่ึงเป็นสิ่งที่

มีผู้วัดคลืน่ สมองขณะน่ังสมาธิ และพบวา่ ถ้าจิต ประจักษ์ชัดในจิตใจเฉพาะตน ไม่สามารถตี
สงบจะปรากฏคล่ืนอัลฟ่า ซึ่งดีมากต่อระบบ แผ่ให้สาธารณชนประจักษ์ด้วยสายตา แต่
สมองและรา่ งกายตา่ งๆ พิสูจน์ทดลองได้ด้วยความรู้สกึ ในจติ ใจ และ

สิ่งท่ีนักวิทยาศาสตร์ค้นพบเป็นการ หลักการพระพทุ ธศาสนาไม่ได้เน้นในเร่ืองให้
ยื น ยั น แ ล ะ เ ส ริ ม ค ว า ม เ ช่ื อ ศ รั ท ธ า ข อ ง สาธารณชนยอมรับหรือไม่ยอมรับ มุ่งให้
พุทธศาสนิกชนและนักบวชได้เป็นอย่างดีว่า ศึกษาเข้าไปในจิตใจตนเอง แต่มุ่งแสวงหา

พระพุทธศาสนาคือศาสตร์แห่งเหตุและผล ค ว า ม จ ริ ง จ า ก ทั้ ง ภ า ย น อ ก แ ล ะ ภ า ย ใ น ตั ว
ใครทาได้เป็นวิทยาศาสตร์ แต่วิทยาศาสตร์ มนุษย์อนั เปน็ เหตุท่ีทาให้เกดิ ปัญหา ทางดา้ น
ไม่ใช่พุทธศาสนาทั้งหมด (วัชระ งามจิตร จิตวิญญาณอันเป็นผลกระทบต่อก า ร

เจริญ, 2561) กล่าวคือ ดารงชีวิตและต่อคุณภาพชีวิต สอนให้คน
1. มุ่งเขา้ ใจปรากฎการณ์ทางธรรมชาติ ควบคุมภายในจิ ต ใจตั วเอง ลาพังแต่
ความสามารถทีค่ วบคมุ ธรรมชาตไิ ด้ไมอ่ าจทา
ห ลั ก ก า ร ท า ง วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ มุ่ ง เ ข้ า ใ จ
ให้ความสงบสุขเกิดขึ้นในโลกมนุษย์ มนุษย์
ปรากฏการณต์ ่างๆ ที่เกดิ ข้ึน ต้องการรู้ว่าอะไร ต้องรู้จักควบคุมตนเอง ให้มีจิตใจดีงามด้วย
เปน็ สาเหตุ อะไรเป็นผลทตี่ ามมา เช่น เม่อื เกดิ สันติสุขท่ีแท้จริงจึงจะเกิดขึ้นได้ และสอน
ฟ้าผ่า ต้องรู้อะไรคือสาเหตุของฟ้าผ่า และผล
มนุษย์ดารงชีวิตให้สอดคล้องกลมกลืนกับ
ท่ีตามมาหลังจากฟ้าผ่าแล้วจะเป็นอย่างไร ธรรมชาตสิ ่ิงแวดลอ้ ม
ห ลั ก ก า ร พ ร ะ พุ ท ธศา ส น า ก็ มุ่ ง เข้ าใจ
ปรากฏการณ์ต่างๆ เช่นเดียวกัน แต่ต่างตรงที่ 3. ยอมรับโลกแห่งสสาร (Matter)

พระพทุ ธศาสนาเนน้ เปน็ พิเศษเกี่ยวกับวิถีชีวิต สสาร หมายถึง ธรรมชาติและสรรพสิ่ง
ของมนุษย์มากกว่ากฎเกี่ยวกับส่ิงท่ีไร้ชีวิต ท้งั หลายท่มี อี ยู่จรงิ รวมท้งั ปรากฏการณแ์ ละ

วารสารปัญญา ปที ่ี 25 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม – มถิ ุนายน 2561) 5

ความเป็นจริงตามภาววิสัย (Objective ได้และไม่สามารถแสดงให้ประจักษ์เป็น
Reality) ดว้ ย ซ่งึ สรรพส่งิ เหล่าน้ีมอี ยู่ตา่ งหาก สาธารณะได้ แต่แสดงโดยการประจักษ์ใน

จากตวั เรา เป็นอสิ ระจากตัวเรา และเป็นสิ่งที่ ตนเองได้ (หมายถึงมีท้ังที่สามารถรับรู้ด้วย
สะท้อนข้ึนในจิตสานึกของคนเราเม่ือได้ ประสาทสัมผัสและรับรู้ด้วยใจ) ความจริง
สัมผัสมนั อันทาให้ไดร้ บั รู้ถงึ ความมีอยขู่ องสงิ่ ระดับต้นๆ และระดับกลางๆ ใครๆ ก็อาจ

น้ันๆ กล่าวโดยท่วั ไปแล้วสสารมคี ุณลักษณะ เข้าใจและเห็นจริงได้ เช่น คนโลภมากๆ
3 ประการคือ 1) เคล่ือนไหว (Moving) อยู่ อิจฉามากๆ ไม่มีความสงบสุขแห่งจิตใจ
เสมอ 2) เปลี่ยนแปลง (Changing) อยู่เสมอ อย่างไรบ้าง คนที่มีเมตตา ไม่ปรารถนาร้าย

3) การเคล่ือนไหวและการเปล่ียนแปลง ต่อใครๆ มีความสุข ไม่มีเวร ไม่มีภัย อย่างไร
ดั ง ก ล่ า วน้ั น มิ ใ ช่ เ ป็ น ก าร เคล่ือนไหว บ้าง ความจริงเหล่าน้ี ล้วนสามารถแสดงให้
เปล่ียนแปลงอย่างส่งเดช แต่หากเป็นการ ประจักษ์ได้ ชี้ให้ดูตัวอย่างได้ แต่ปรมัตถ

เคล่ือนไหวเปลี่ยนแปลงอย่างมีกฎเกณฑ์ที่ ธรรม อันสูงสุดนั้นผู้ท่ีได้พบแล้วยากจะ
เรียกกันว่า กฎแห่งธรรมชาติ (Laws of อธบิ ายให้คนอ่ืนเข้าใจได้ เปน็ สภาวะท่ีผรู้ ูเ้ อง
Natures) เหน็ เอง จะพงึ ประจกั ษ์เฉพาะตัว

วิทยาศาสตร์ยอมรับโลกแห่งสสารซ่ึง 4. มุ่งความจริงมาตีแผ่ วิทยาศาสตร์
เทียบได้กับ “รูปธรรม” ในความหมายของ น้ันแสวงหาความรู้จากธรรมชาติและจากกฎ
พระพุทธศาสนา อันหมายถึงสิ่งท่ีมีอยู่จริง ธรรมชาติท่ีมีอยู่ภายนอกตัวมนุษย์ (มุ่งเน้น

ทางภาววสิ ยั ทอี่ วยั วะสมั ผัสของมนุษย์สัมผัส ทางวัตถุหรือสสาร) ไม่ได้สนใจเรอ่ื งศีลธรรม
ได้ วิทยาศาสตร์มุ่งศึกษาด้านสสารและ เร่ืองความดีความช่ัว สนใจเพียงค้นคว้าเอา
พลังงาน ยอมรับโลกแห่งสสาร ท่ีรับรู้ด้วย ความจริงมาตีแผ่ให้ประจักษ์เพียงด้านเดียว

ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ว่ามีจริง โลกที่อยู่พ้น เชน่ วทิ ยาศาสตรพ์ บเรอ่ื งการระเบดิ แตค่ วร
จากน้ัน วิทยาศาสตร์ไมย่ อมรับ ส่วนแนวคิด ระเบิดอะไร ไม่ควรระเบิดอะไร ไม่อยู่ใน
ทางพระพุทธศาสนานี้ชี้ว่าสัจธรรมสูงสุด ขอบข่ายของวิทยาศาสตร์ การค้นพบทาง

(นพิ พาน) ซง่ึ เป็นสภาวะทปี่ ระสาทสัมผสั ของ วิทยาศาสตร์จึงมีท้ังคุณอนันต์และมีโทษ
มนุษย์ปุถุชนท่ีเต็มไปด้วยกิเลส ตัณหา ไม่ มหันต์ กระบวนการผลิตทางวิทยาศาสตร์
สามารถรับรู้ได้ พระพุทธศาสนาแบ่งสิ่งที่มี ก่อให้เกิดผลกระทบต่อส่ิงแวดล้อม คาสอน

อยู่จริงของสองพวกใหญ่ ๆ คือ “สงั ขตธรรม” ทางพระพุทธศาสนาน้ัน เน้นเร่ืองศีลธรรม
(ส่ิงที่ปัจจัยปรุงแต่ง) ได้แก่ สสาร และ ความดีความชั่ว มุ่งให้มนุษย์มีความสุข เป็น
“อสังขตธรรม” (สิ่งทป่ี ัจจยั มิได้ปรงุ แต่ง) คอื ลาดับขึ้นไปเร่ือยๆ จนถึงความสงบสุขอัน

นิพพาน วิทยาศาสตรย์ อมรบั ว่าสงั ขตธรรมมี สูงสุดคือนพิ พาน ฉะน้ัน กระบวนการปฏิบัติ
จริง แต่อสังขตธรรมอยู่เหนือการรับรู้ของ ธรรมในพุทธศาสนาจึงส่งเสริมให้มนุษย์
วทิ ยาศาสตร์ อนุรักษ์ธรรมชาติ อนุรักษ์สิง่ แวดล้อม (พิมพิ

สัจธรรมในพระพุทธศาสนานั้นมีทั้งท่ี ลยั หงษาคา, 2561)
สามารถแสดงให้เหน็ ประจกั ษ์เป็นสาธารณะ

6 วารสารปญั ญา ปีที่ 25 ฉบับท่ี 1 (มกราคม – มิถนุ ายน 2561)

ตามทีก่ ล่าวมาทั้งหมด สามารถสรปุ ได้ วิทยาศาสตร์ในยุคเริ่มแรกไม่สนใจและมอง
ว่ า พุ ท ธ ศ า ส น า กั บ ศ า ส ต ร์ ส มั ย ใ ห ม่ นั้ น มี ว่าเป็นเร่ืองงมงายหรือไร้เหตุผล ด้วยไม่
สามารถยืนยันด้วยประสาทสัมผัสท้ัง 5 ได้
แนวทางท่ีสอดคล้องกันในหลายๆ เรื่อง แต่ในที่สุด วิทยาศาสตร์ในยุคนี้ก็ได้ให้ความ
กล่าวคอื มุ่งให้มนุษย์พบกบั ความสุข ห่างไกล สนใจเร่ืองจิตใจมากข้ึน ดังจะเห็นได้จากที่
ความทุกข์ยากลาบาก แต่เม่อื สืบสาวราวเรอื่ ง นักวิทยาศาสตร์ท่ีมีช่ือเสียงระดับโลกได้หัน
มาให้ความสนใจหลักคาสอนในพุทธศาสนา
ต้ังแต่ต้นทางจนสุดทางแล้ว ก็พบว่าศาสตร์ ซึง่ เป็นศาสนาทใี่ ห้ความสาคญั กบั ศาสตรแ์ ห่ง
สมัยใหม่ อย่างเช่น เทคโนโลยีก็ให้ความสุข จิตใจเป็นหลัก เรียกว่าพุทธศาสนาไม่ได้ปฎิ
สะดวกสบายกับมนุษย์เพียงเป็นเคร่ืองมือ เสธความจริงแบบศาสตร์สมัยใหม่อย่างเช่น
วิทยาศาสตร์ แต่พุทธศาสนากลับต้ังคาถาม
นาพามนุษย์ไปสู่ความต้องการท่ีอยากจะได้ กั บ ศา ส ต ร์ ส มั ย ใ ห ม่ ว่ า ควา ม จ ริ ง ท่ี ศา ส ต ร์
อยากจะมีเท่านั้น มิหนาซ้า เทคโนโลยีที่ สมัยใหม่มีให้กับมนุษย์นั้นเพียงพอแล้วหรือ
มนุษย์ใช้ไม่เป็นหรือใช้อย่างไม่เข้าใจได้ ยัง หากยังไม่เพียงพอก็ควรได้ให้ความสาคญั
กั บ ควา ม จ ริ ง ขอ ง ชี วิ ต อี ก แ บ บ ห นึ่ ง ท่ี
กลับมาเป็นอุปกรณ์ทาลายมนุษย์ให้ได้รับ สมเหตสุ มผล อย่างเช่นเรอื่ งกฎแห่งกรรม จึง
ความทุกข์เพิ่มขึ้นอีก วิทยาศาสตร์กายภาพ ถือว่าในสถานการณ์แบบนี้เป็นผลบวกต่อ
ฟิสิกส์ และชีวภาพก็ไม่แตกต่างกันมากนัก พุทธศาสนาได้เลย

เพราะศาสตร์สมัยใหมเ่ หล่านี้ก็เป็นเครือ่ งมอื วเิ คราะห์พุทธศาสนากับศาสตรส์ มัยใหม่
ช่วยให้มนุษย์ได้ในวัตถุสิ่งของท่ีต้องการ จากที่ได้แสดงเน้ือหาเก่ียวกับความ
เท่าน้ัน แต่วัตถุสิ่งของท่ีมนุษย์ได้มาก็ไม่ได้
สอดคลอ้ งและไม่สอดคลอ้ งของพทุ ธศาสนาท่ี
สรา้ งความเจรญิ ก้าวหนา้ ใหก้ บั มนุษยไ์ ด้อย่าง มีต่อศาสตรส์ มยั ใหม่ โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์
ยั่งยืน กล่าวคือมนุษย์เม่ือได้สิ่งที่ปรารถนา ซ่ึงนับว่าเป็นศาสตร์เดียวท่ีเป็นจุดศูนย์กลาง
จากการสรรสร้างของศาสตร์สมัยใหม่แล้ว ของการอธิบายความสมเหตุสมผลของสรรพ
ส่ิงในโลกน้ี กล่าวคืออะไรๆ ก็แล้วแต่ในยคุ น้ี
ม นุ ษ ย์ ก็ ยั ง จ บ ป ลั ก อ ยู่ กั บ ค ว า ม ทุ ก ข์ ย า ก ก็มักอธิบายเช่ือมโยงกับวิทยาศาสตร์เป็น
ความเครียด ความลาบากอยู่เร่ือยมา ด้วย หลักจึงจะได้รบั การยอมรบั จากคนในยุคน้ี มิ
สภาพการณ์เช่นนี้เอง พุทธศาสนาที่นับว่า เวน้ แมแ้ ตก่ ารอธิบายหลักคาสอนในศาสนาก็
ต้ อ ง อ ธิ บ า ย ใ ห้ เ ข้ า กั น ไ ด้ กั บ วิ ธี ก า ร ท า ง
เป็นศาสตร์แห่งความจริงได้เข้ามาอธิบาย วิทยาศาสตร์เท่าน้ันจึงจะได้รับการยอมรับ
หรอื เตมิ เตม็ ใหค้ วามเปน็ มนษุ ยส์ มบูรณ์ยง่ิ ขนึ้ นับถือจากศาสนิกชน ดังนั้น คนในยุคน้ีจึง
เพราะหลักการของพุทธศาสนาน้ันได้อธบิ าย เป็นยุคที่ยอมรบั อะไรๆ ได้ง่ายมาก หากเป็น
ส่ิงที่สอดคล้องกับหลกั การทางวิทยาศาสตร์
ไปถึงแก่นแท้ของชีวิตมนุษย์ หมายความว่า
พทุ ธศาสนายอมรบั การมีความปรารถนาวัตถุ
ส่งิ ของภายนอกของมนษุ ย์ได้ แต่พุทธศาสนา

ได้บอกต่อไปอีกว่าแค่มนุษย์ได้วัตถุส่ิงของ
ตามความต้องการนน้ั ยังไมใ่ ช่คาตอบสดุ ท้าย
ของชีวิต เพราะคาตอบทคี่ วรใหค้ วามสาคญั

มากกว่าคือการใหค้ วามสาคัญกับการพฒั นา
จิตใจหรือภายในของมนุษย์ ซึ่งเร่ืองน้ีเองท่ี

วารสารปัญญา ปที ่ี 25 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม – มิถนุ ายน 2561) 7

ตรงกันข้าม คนในยุคน้ีก็เช่ืออะไรๆ ได้ยาก คิดค้นและออกแบบเครื่องมือเคร่ืองมือโดย
เหมือนกนั หากไม่มีความเหตุสมผลตามหลัก ก า ร บู ร ณ า ก า ร แ ล ะ ส ร้ า ง ชุ ด ค ว า ม รู้ ห รื อ

วิทยาศาสตร์ท่พี วกเขาคุ้นชิน ยิ่งเรื่องศาสนา เครื่องมือแบบสหวิทยาการ เพ่ือนาจุดเด่น
ด้ วย แ ล้ ว ย่ิ ง เ ป็ น เรื่องย าก ท่ีคนในยุค ของวิทยาการต่างๆ มาเป็นฐานรองรับ โดย
วิ ท ย า ศ า ส ต ร์ จ ะ ย อ ม รั บ ไ ด้ ง่ า ย เ ห มื อ น ยุ ค การสร้างแบบจาลอง อธิบาย และตีความให้

ก่อนๆ เพราะศาสนาโดยสว่ นใหญ่จะพดู เร่ือง สอดรับกับประเด็นปัญหาและวิกฤติการณ์
โลกหลงั ความตายหรือพูดเรอ่ื งนามธรรมเป็น ต่างๆ บนสถานการณ์ท่ีเป็นจริงและเอื้อต่อ
หลัก ซึ่งเป็นเร่ืองที่วิทยาศาสตร์ไม่ยอมรับ สถานการณ์มากย่งิ ขน้ึ

ต้ังแต่เบื้องต้นแล้ว แต่ในที่สุด วิทยาศาสตร์ นอกจากน้ี พระพุ ทธศาสนากั บ
หรือศาสตร์สมัยใหม่ต่างๆ ก็ได้เดินมาถึงทาง วทิ ยาการสมยั ใหม่สามารถร่วมมือกันเพอ่ื สรา้ ง
ดันคือศาสตร์สมัยใหม่ตอบโจทย์ได้แค่เพียง ความรู้ที่การนาสิ่งท่ีแยกกันมารวมเข้าเป็นอัน

แกป้ ญั หาภายนอกตัวมนุษยเ์ ทา่ นัน้ และที่ยง่ิ เดยี วกนั จนเกิดองคร์ วม (The whole) โดยการ
เลวร้ายไปกว่าน้ันคือศาสตร์สมัยใหม่กลับ นาแนวคิดและเนื้อหาจากสาขาวิชามาบูรณา
สร้างปัญหาใหม่ขึ้นมา อย่างเช่นปัญหา การโดยไม่เน้นการเรียงลาดับเน้ือหา แต่เน้น

ส่ิงแวดล้อม ปัญหาสังคม ปัญหาการก่อการ การเชอื่ มโยงเนอ้ื หา จุดเด่นในประเดน็ น้ีคอื การ
ร้าย ปัญหามลพิษ ดังนั้น ช่องว่างท่ีศาสตร์ ท า ง า น ร่ ว ม กั บ ใ น เ ชิ ง บู ร ณ า ก า ร แ บ บ ส ห
สมัยใหม่ไปไมถ่ ึงก็คือเร่อื งภายในหรือจติ ใจท่ี วิทยาการอยูท่ กี่ ารเชือ่ มโยงสาขาวิชาตา่ งๆ เขา้

ทางฝั่งศาสนาโดยเฉพาะศาสนาพุทธเชอ่ื ว่ามี ด้วยกันอนั เปน็ การทางานรว่ มกนั แบบสว่ นรวม
ผลเปน็ อยา่ งมากตอ่ ความเป็นไปของสรรพสง่ิ (Holistic Approach) ซึ่งเราสามารถประเมิน
ด้วยการที่ศาสตร์สมัยใหม่สร้างปัญหาขึ้นมา ไดจ้ ากการเปดิ พน้ื ที่ของการค้นพบในวิทยาการ

เช่นนี้เอง จึงนับว่าเป็นโอกาสท่ีพุทธศาสนา และศาสตร์การเรียนรู้ใหม่ๆ เช่น พุทธ
จะได้นาหลักการมาเติมเต็มให้กับศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์แนวพทุ ธ สังคมวทิ ยา
สมัยใหม่จนกลายเป็นเคร่ืองมือสร้างสุขและ เชงิ พุทธศาสนา และพุทธสนั ติวิธี

ปัญญาให้กับมนุษย์มากข้ึน โดยทั้งพุทธ 2. การเป็นสะพานเชอื่ มสมานระหว่าง
ศ า ส น า แ ล ะ ศ า ส ต ร์ ส มั ย ใ ห ม่ ต้ อ ง มี ก า ร กันและกัน หากเป้าหมายของศาสนาอยู่ท่ี
เชื่อมโยงระหว่างกันและกนั ดงั น้ี การปลดปล่อยมนุษย์ออกจากพันธนาการ

1. ร่วมมือขยายขอบฟ้าแห่งความรู้ แ ห่ ง ตั ณ ห า อุ ป า ท า น ( Bondage of
ในขณะทีม่ นุษยแ์ ละสังคมเผชิญหน้าประเด็น Egocentric cravings) มนุษย์มักจะมีความ
ปัญหาทางวิชาการ หรือวิกฤติการณ์ต่างๆ ยึดมั่นในตัวเอง (อัตตวาทุปาทาน) และ

วิทยาการหรือศาสตร์ต่างๆ มิสามารถท่ีจะ ความคิดของตัวเอง (ทิฏฐุปาทาน) ว่าตัวเอง
ผลกั ให้ใหเ้ ป็นภาระของศาสตรใ์ ดศาสตร์หนึ่ง หรือความคิดของตัวเองสาคัญท่ีสดุ จึงทาให้
รับมือหรือตอบโจทย์แต่เพยี งลาพัง ด้วยเหตุ ไมส่ ามารถเรยี นรแู้ ละเข้าใจผู้อื่นในสังคม แต่

น้ี พระพุทธศาสนากับวิทยาการสมัยใหม่ ในความเป็นจริงมนุษย์เปรียบประดุจเศษ
สาขาต่างๆ จาเป็นอย่างย่ิงท่ีจะต้องร่วม เสี้ยวธุลีดิ้นในจักรวาล ไอนสไตน์มองว่าฐาน

8 วารสารปญั ญา ปที ่ี 25 ฉบบั ที่ 1 (มกราคม – มถิ นุ ายน 2561)

สาคัญประการหนึ่งในการที่จะทาให้มุษยค์ ้น “ ม นุ ษ ย์ เ ป็ น ค ว า ม ป ร า ร ถ น า ท่ี ไ ร้ ค ว า ม
หลุดรอดจากพันธนาการคือการคิดแบบมี สาราญ” (Man is a useful passion) เหตทุ ี่

เหตุผล ซึ่งเขาได้พิสจู นท์ ราบจากวิถีชีวติ การ เป็นเช่นน้ีเพราะ “มนุษย์คือความขาดหาย
ทางานของตัวเอง ด้วยเหตุน้ี เขาจึงมองเหน็ ความบกพร่อง หรือช่องว่าง” ซ่ึงสอดรับกับ
แนวทางในการท่ีจะใช้เหตุผลเป็นตัวแปรใน ห ลั ก ก า ร ท า ง พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า ที่ เ น้ น ว่ า

การเช่ือมสมานมนุษย์ไปสู่การพัฒนาคุณค่า “แมน่ ้าเสมอดว้ ยตัณหายอ่ มไมม่ ี” การเข้าใจ
ภายในตามหลักของศาสนา โดยเขาชว้ี า่ “ถา้ ธรรมชาตขิ องจติ ใจในลักษณะเชน่ น้ี จะทาให้
เปา้ หมายหนึง่ ของศาสนาอยทู่ ก่ี ารปลดปลอ่ ย มนุษย์แสวงหาหาวัตถุและส่ิงเสพในฐานะ

มนุษยชาติให้เป็นอิสระมากที่สุดเท่าท่ีจะ เป็นสิ่งจาเป็น ( Necessity) มากยิ่งข้ึน
เป็นไปได้จากตัณหาและภยาคติที่มีรากฐาน ม า ก ก ว่ า ก า ร ใ ช้ ก า ย ข อ ง ตั ว เ อ ง ไ ป มุ่ ง เ น้ น
อยู่บนอัตตา การคิดแบบมีเหตุผลทาง แสวงหาคุณค่าเทียมจากส่ิงเสพต่างๆ ท่ีเข้า

วิทยาศาสตร์ สามารถช่วยศาสนาให้บรรลุ มาย่ัวยวนและหลอกล่อจติ ใจของมนุษย์
เป้าหมายนั้นได้อีกทางหนึ่ง” คุณค่าของคิด 4. การเช่ือมประสานพลังแห่งศรัทธา
แบบมีเหตุผลของวิทยาศาสตร์ถือว่าเป็น
กรุณา และปัญญา ในขณะที่จุดเด่นของ
สะพานเชอ่ื มโยงไปสหู่ ลักการทปี่ รากฏในเกส
ปุตติสูตรที่มุ่งเน้นการใช้ปัญญาคิดวิเคราะห์ วิทยาการหรือศาสตร์สมัยใหม่มุง่ เน้นไปที่การ
เหตุผลอย่างรอบด้านแล้วจึงตัดสินใจเช่ือ แสวงหาปัญญาอันเกิดจากการพัฒนาความรู้
และแสวงหาความจริง แต่สิ่งท่ีขาดหายไปคือ
และนาไปสู่การปฏิบัติเพ่ือปลดปล่อยตัวเอง
ให้เปน็ อสิ ระจากตัณหา มานะ และทิฐิ วัฒนธรรมแห่งความเช่ือมั่นในการกระทาอัน
เกิดจากฐานของศีลธรรม จึงทาให้ปัญญาขาด
3. วิทยาการสมัยใหม่เสริมสร้างความ มิติแห่งศรัทธาที่เชื่อม่นั อยู่ในคุณธรรมความดี

ฉลาด พระพุทธศาสนาหยิบยื่นความสงบ จากตัวแปรดังกล่าวจึงทาให้พระพุทธศาสนา
วิทยาการสมัยใหม่พัฒนาศักยภาพของมนษุ ย์ ได้เข้าไปปิดจุดอ่อนดังกล่าว จึงได้นา
ให้มีความฉลาดในการแสวงหาความอยู่รอด “ศรัทธา” ไปเติมเต็มให้แก่ “ปัญญา” เพ่ือให้

ทางร่างกาย แต่ไม่สามารถทาให้มนุษย์เกิด พลังอันเกิดจากการคิดหาเหตุผลมีความ
ความสุขสงบทางจิตใจ กล่าวคือมุ่งเน้น นุ่มนวล (Soft Power) ปญั ญาทข่ี าดศรทั ธาจะ
พั ฒ น า ทั ก ษ ะ ใ ห้ เ กิ ด ค ว า ม ช า น า ญ แ ล ะ ทาให้เป็นปัญญาท่ีขาดความสุขุม ลุ่มลึก

เ ชี่ ย วชา ญ ใ น กา รแสวงหาสิ่งเสพเพ่ือ บุ่มบ่าม และขาดความเฉลียวใจและย้ังคิด
สนองตอบต่อความอยากรู้อยากเห็นและ อยา่ งรอบดา้ น ในขณะเดยี วกนั ปญั ญาอันเกิด
อยากมีอยากเป็นของตัวมนุษย์เอง แต่ จากการศึกษาเรียนรู้และคิดหาเหตุผลตาม

พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า จ ะ ท า ใ ห้ ม นุ ษ ย์ เ ข้ า ใ จ กรอบของวิทยาการสมัยใหม่ ไม่ว่าจะเป็น
ความรู้สึกและความต้องการของตัวเองว่าไม่ วิทยาศาสตร์ หรือมิติแห่งการรัฐศาสตร์และ
สามารถแสวงหาหาสงิ่ ต่างๆ มาปรนเปรอเพอื่ นิติศาสตร์ หากขาดมิติแห่งความกรุณาย่อม

สนองตอบต่อความอยากของตัวเองได้ดังท่ี ทาให้มนุษย์เอารัดเอาเปรียบ แก่งแย่ง และ
ซาร์ต นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสได้อธิบายว่า แข็งขันซ่ึงกนั และกัน มุ่งหวังความอยรู่ อดของ

วารสารปญั ญา ปที ่ี 25 ฉบบั ท่ี 1 (มกราคม – มถิ ุนายน 2561) 9

ตัวเองโดยไม่ได้ใส่ใจต่อความสุขหรือความ พิสูจน์ความจริง ในขณะท่ีพระพุทธศาสนา
ทกุ ขข์ องเพอื่ นรว่ มโลก เป็นศาสตร์ท่ีมุ่งเน้นในการแสวงหาความดี

5. วิทยาการสมัยใหม่เน้นศึกษาโลก ความงาม และความสุขให้แก่มนุษย์ในเชิง
ภายนอก พระพุทธศาสนาม่งุ ศึกษาโลกภายใน ปัจเจกและสังคมโดยรวม ในขณะเดียวกัน
พระพุทธเจ้าทรงศึกษาวิทยาการหรือศาสตร์ หากมอง “ความจรงิ ” ในมิติของวิทยาศาสตร์

ต่างๆ ท้ัง 18 ศาสตร์ แต่พบความจริงว่า และพระพุทธศาสนาน้ันมีจุดร่วมท่ีสาคัญ
ศาสตร์เหล่านั้นเป็นการเรียนรู้เพื่อให้เข้าใจ ประการหนึ่งคือ “ความจริงตามกฎเกณฑ์
โลกภายนอกได้ชัดเจนมากย่ิงขึ้น อีกท้ัง ของธรรมชาติ” พระพุทธศาสนามีจุดยืนท่ี

พ ร ะ อ ง ค์ ไ ด้ ท ร ง ใ ช้ ศ า ส ต ร์ เ ห ล่ า นั้ น เ ป็ น ชั ด เ จ น ว่ า ไ ม่ ว่ า พ ร ะ พุ ท ธเ จ้ า จ ะ ถื อ ก า เ นิ ด
เครื่องมือในการดาเนินชีวิตท่ีสัมพันธ์กับโลก หรือไมก่ ็ตาม ความจรงิ ตามธรรมชาตนิ ั้นเป็น
ภายนอก ถึงกระน้ัน การเรียนรู้ศาสตร์ สงิ่ ท่ีปรากฏและมีอย่แู ลว้ พระองค์เปน็ เพียงผู้

ภายนอกเป็นประดุจคาถามปลายเปิดท่ีไม่ เข้าถึงกฎเกณฑ์ธรรมชาติและนากฎเกณฑ์
สามารถแสวงหาจุดบรรจบและสนองตอบต่อ ดงั กล่าวมานาเสนอแกม่ นุษยชาติ
ความอยู่รอดและความสว่างไสวทางจติ ใจและ
ในขณะที่วิทยาศาสตร์พย า ย า ม
ปญั ญา จงึ ทาให้พระองค์ตระหนักรูว้ ่าการทจี่ ะ
ทาให้ชีวิตค้นพบจุดจบอย่างแท้จริงน้ันคือ แสวงหาเครื่องมือเพ่ือเข้าถึงความจริงและ
การศึกษาเพ่อื ใหเ้ ขา้ ใจโลกภายใน ซง่ึ เครอ่ื งมือ เปิดเผยความจริงตามกระบวนการและ
ขั้นตอนของวทิ ยาศาสตร์ อยา่ งไรกต็ าม จุดท่ี
ท่ีพระองค์ทรงคุณพบคื อ “ไตรสิกขา”
กล่าวคือศลี สมาธิ และปญั ญา การศึกษา หรอื เป็นข้อกังวลซึ่งวิทยาศาสตรไ์ ม่สามารถตอบ
“สิกขา” ตามกรอบพระพุทธศาสนาเป็นการ โจทย์ได้คือวิทยาศาสตร์สนใจเฉพาะการ
ค้นหาและเปิดเผยความจริง แต่ไม่ได้มุ่ง
ตระหนกั รแู้ ละเห็นความทุกข์ สาเหตแุ หง่ ทกุ ข์
การดับทุกข์ และหนทางแหง่ การดับทุกข์ด้วย แสวงหาความดี พระพุทธศาสนาจึงมีความ
จิตใจของตัวเอง ฉะน้ัน ปริญญาที่พระองค์ จาเป็นที่จะเข้ามาช่วยเติมเตม็ ใหศ้ าสตร์หรอื
วิทยาการทั้งหลายสมบูรณ์ทั้งมิติภายนอก
ได้รับมิใชป่ ริญญาตามทชี่ าวโลกยึดถอื หากแต่
เป็นการปรญิ ญาคือความรู้รอบตามกรอบของ และมิติภายใน แสวงหาคุณค่าภายนอกและ
อริยสัจ 4 และมีโยนิโสมนสิการเป็นอาภรณ์ ภายใน พัฒนาทั้งจิตภาพสมบูรณ์คู่กับการ
พัฒนาด้านกายภาพ ไอน์สไตน์เข้าใจถึงข้อ
ประดับสติปัญญาของผู้เรียน
6. วิทยาการสมัยใหม่มุ่งความจริง กังวลในลักษณะเช่นน้ีอย่างแจ่มชัด เขาจึง
พยายามจะออกไปนาเสนอแนวทางเพื่อปิด
พระพทุ ธศาสนามงุ่ ศีลธรรม สัจธรรมท่มี นุษย์ ช่องโหว่ดังกล่าวว่า “วิทยาศาสตร์ควรมุ่ง

แสวงหามี 3 อย่าง คือ ความจริง (Truth) แสวงหาและพสิ จู น์ความจรงิ สว่ นศาสนาควร
ความดี (Goodness) ความงาม (Beauty) มุ่งแสวงหาความดีและศึกษาเรื่องศีลธรรม
แ ล ะ ควา มสุข ( Happiness) วิ ท ย า การ การนาเสนอเช่นน้ีดูประหน่ึงจะมุ่งหวังท่ีจะ

สมัยใหม่ในประเด็นท่ีเก่ียวข้องวิทยาศาสตร์ เสนอว่าพระพุทธศาสนาและวิทยาศาสตร์
นนั้ เปน็ ศาสตร์มงุ่ แสวงหาความความจรงิ และ หรือวิทยาการต่างๆ ควรนาเสนอจุดเด่นท่ีมี

10 วารสารปญั ญา ปที ่ี 25 ฉบบั ท่ี 1 (มกราคม – มิถุนายน 2561)

คุณค่าของตัวเองแก่มนุษย์และสังคม โดยไม่ พระพุทธศาสนา ประโยชน์นั่นแหละจะรักษา
เขา้ ข้ามพรมแดนไปผกู ขาดความจริง หรือปดิ พระพุทธศาสนาใหอ้ ยคู่ ู่กับสงั คมไทยตลอดไป

ช่องทางมิให้ศาสตร์อ่ืนๆ ได้ทาหน้าที่ของ และประโยชน์ น่ั นแหละจะรั กษาวิ ชา
ตัวเองอยา่ งเตม็ ศกั ยภาพ พระพุทธศาสนาให้อยู่คู่หลักสูตรการศึกษา
ของประเทศไทยตลอดกาล” (พระมหาหรรษา
จากแนวทางดังกล่าว นับว่าเป็นการ
ธมฺมหาโส, 2561)
มอบหมายภาระหน้าที่ทางดา้ นศลี ธรรมใหแ้ ก่ เหตุดังน้ัน พุทธศาสนากับศาสตร์
ศาสนาหรอื พระพทุ ธศาสนา เพอ่ื ใหศ้ าสนาได้
เข้ามาช่วยวางกรอบและกากับมิให้ศาสตร์ สมัยใหม่จึงเป็นเร่ืองที่น่าสนใจศึกษาเป็น

ตา่ งๆ ไดด้ าเนินการพัฒนามนษุ ย์ไปในทิศทาง อย่างย่ิง เพราะทิศทางหรือแนวโน้มของทั้ง
ของตัวเอง โดยมิได้สนใจทจ่ี ะนาศาสตร์อื่นๆ สองศาสตร์ดูเหมือนจะไปด้วยกันไม่ได้ แต่
มาร่วมบูรณาการแบบสหวิทยาการ เพื่อให้ เม่ือพิจารณาถึงเป้าหมายแล้ว พุทธศาสนา

องค์ความรู้หรือชุดความรู้ และกิจกรรมมี และศาสตร์สมัยใหม่ก็เป็นอุปกรณ์ให้มนุษย์
ความหลากหลาย และเอื้อต่อการพัฒนา ได้เข้าถึงความเป็นจรงิ เพื่อการเป็นอยูอ่ ย่างมี
มนุษย์ และสังคมใหส้ ามารถเข้าถึงความจรงิ ความสุขเหมือนกัน แต่จุดที่ทาให้ศาสตร์

ความดี ความงามและความสุขได้อย่างมี สมัยใหมต่ ้องหนั หลังกลบั มาดกู ็คอื เมอ่ื ศาสตร์
ภมู คิ ุม้ กนั และยั่งยืนตอ่ ไป สมัยใหม่ได้เป็นหลักการและวิธีการให้กับ
มนุษย์แล้ว มนุษย์และสังคมโลกก็ยังเต็มไป
7 . ค ว า ม อ ยู่ ร อ ด ร ะ ห ว่ า ง
ด้วยปัญหา ท้ังปัญหาในระดับบุคคล สังคม
พระพุทธศาสนากับวิทยาการสมัยใหม่ การท่ี และโลก ดังน้ัน พุทธศาสนาท่ีนับว่าเป็น
พ ร ะ พุ ท ธ ศ า ส น า ซึ่ ง ม า จ า ก อ ง ค์ ป ร ะ ก อ บ ศาสตร์หน่ึงท่ียืนอยู่อีกฟากหน่ึงของศาสตร์
ต่อไปน้ี คือ พระศาสดา ศาสนธรรม ศาสน
สมัยใหม่จึงได้โอกาสเข้ามาเติมเต็มให้มนุษย์
บุคคล ศาสนพิธี และศาสนสถาน จะสามารถ และสังคมมีความสมบูรณ์มากยิ่งข้ึน เพราะ
ดารงสถานะในฐานะเป็นท่ีพ่ึงตามกรอบของ ตามหลักการเบ้ืองตน้ แล้ว ทั้งสองศาสตรล์ ้วน
รัตนตรัย คือ “พระพุทธ พระธรรม และ
เปน็ ศาสตร์ท่มี เี หตุผลท่ตี ั้งอยู่บนกฎธรรมชาติ
พระสงฆ์” ได้น้ัน จาเป็นอย่างยิ่ง จะต้อง น่ันเอง จึงทาให้พุทธศาสนาถึงแม้จะเป็น
พัฒนาประยุกต์ธรรมให้ร่วมสมัยและสอดรับ ศาสตร์แห่งจิตใจหรือนามธรรมก็ยังมีความ
กับความต้องการมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการ
เป็นไปได้เสมอกับศาสตร์สมัยใหม่ และท่ี
พัฒนาและตีความหลักธรรมให้เอื้อต่อการ น่าสนใจย่ิงกว่าคือศาสตร์สมัยใหม่ที่ว่ากเ็ ปน็
ต อ บ ค า ถ า ม ท า ง วิ ช า ก า ร ที่ ไ ป สั ม พั น ธ์ กั บ ศาสตร์ท่ีพัฒนาต่อยอดมาจากศาสตร์ยุค
วิทยาการหรือศาสตร์ต่างๆ เข้ามาท้าทายต่อ
ก่อนๆ และก็เป็นไปได้อีกว่าศาสตรส์ มัยใหม่
พระพุทธศาสนา ดังท่ีพระธรรมโกศาจารย์ได้ ท่ีว่าดีที่สุดในยุคนี้ก็จะถูกลบเหล่ียมโดย
เสนอว่า “ธรรมะเก่ยี วข้องกบั ทกุ กิจกรรมของ ศาสตร์สมัยใหม่ยุคต่อๆ ไปอีก ตรงกันข้าม
ชีวิต ธรรมจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวแต่อย่างใด ผู้ท่ี
กับหลักพุทธศาสนาที่ดูเหมอื นจะมีท่ียืนยาก
น าธร ร มไปปร ะยุ ก ต์ ใ ช้ ใ นชี วิ ตปร ะ จ า วั น ขึ้นเรื่อยๆ ในยุควิทยาศาสตร์ คล้ายกับ
ส ม่ า เ ส ม อ ย่ อ ม จ ะ เ ห็ น คุ ณ ค่ า ข อ ง

วารสารปัญญา ปีท่ี 25 ฉบับท่ี 1 (มกราคม – มถิ ุนายน 2561) 11

หลายๆ ศาสนาในปจั จุบนั แต่กลับกลายเป็น การถกเถียงหรือแสวงหาทางออกที่ควรจะ
ว่าย่ิงศาสตร์สมัยใหม่ก้าวหน้าไปมากเท่าใด เป็นต่อประเด็นต่างๆ ท่ีมนุษย์ ชุมชน หรือ
เนอ้ื หาของศาสตรส์ มัยใหมด่ ังกล่าวยิ่งเข้าใกล้
เน้อื หาของพทุ ธศาสนามากยง่ิ ข้ึนตามไปดว้ ย สั ง ค ม ส น ใ จ ห ลั ง จ า ก นั้ น จึ ง น า
พระพุทธศาสนามาเป็นฐานในการอธิบาย
บรู ณาการพุทธศาสนากบั ศาสตร์สมัยใหม่ ขัน้ ตอนตอ่ ไปจงึ เข้าสกู่ ระบวนการของการนา
เมื่อศาสตร์สมัยใหม่และพุทธศาสนา
วิทยาการหรือศาสตรส์ มัยใหมม่ าอธิบายเสรมิ
สามารถเช่ือมโยงระหว่างกันและกันได้ จึง โดยมีเจตนารมณ์เพ่ืออธิบายสนับสนุนให้
นับว่าเป็นเรื่องบวกสาหรับพุทธศาสนาท่ีจะ พระพุทธศาสนาทันสมัย มีเหตุผล และสอด
ทาให้คนในยุคนี้ โดยเฉพาะเยาวชนได้หัน
กลับมาสนใจพุทธศาสนามากข้ึน เพราะคน รับกับวิถีความเป็นไปของชีวิตและสงั คมมาก
ในยุคนี้ อะไรๆ ก็ต้องอธิบายเทียบเคียงกับ ยิ่งขึ้น ซึ่งวิธีการเช่นน้ี มิได้เจตนาที่จะ
วิทยาศาสตร์หรือศาสตร์สมัยใหม่เป็นหลัก ก่ อ ใ ห้ เ กิ ด สั ท ธร ร ม ป ฏิ รู ป ห รื อ ท า ใ ห้
เท่านั้นจึงจะยอมรับคือหากศาสตร์อะไร
ขั ด แ ย้ ง ห รื อ ไ ป ด้ ว ย กั น ไ ม่ ไ ด้ กั บ ห ลั ก พระพทุ ธศาสนาสญู เสยี จุดยนื ของตัวเอง
วิทยาศาสตร์แล้ว เป็นไปได้ยากท่ีคนในยุคนี้ 2. วิธีการบูรณาการแบบธรรมวิทยา
จะยอมรับนับถอื ดังนั้น เม่อื พทุ ธศาสนาและ
ศาสตร์สมัยใหม่ไปด้วยกันได้อย่างเหมาะสม ( Dhammology) วิ ธี ก า ร นี้ มี จุ ด เ ริ่ ม ต้ น
ลงตวั แล้ว จงึ ทาให้เกิดความน่าสนใจว่าจะนา
หลักพุทธศาสนาไปประยกุ ต์ใช้หรือบรู ณการ เช่นเดียวกันกับวิธีการของ (1) การบูรณาการ
ร่วมกับศาสตรส์ มยั ใหม่อยา่ งไรเพอื่ ก่อให้เกดิ จะเร่มิ ตน้ จากการกาหนดหรือแสวงหาประเดน็
ประโยชน์สูงสุดกับมนุษย์ เพราะการบูรณา (Issues) และปญั หา (Problems) ทางวิชาการ
การน้ันเป็นเร่ืองยากอยู่มิใช่น้อยหากทัง้ สอง
ศาสตร์ท่ีจะมาบูรณาการร่วมกันมีจุดยืนท่ี หรืองานวิจัยท่ีมีการถกเถียง หรือแสวงหา
แตกตา่ งกัน แตด่ ว้ ยความท่ีพุทธศาสนามีหลกั ทางออกที่ควรจะเป็นต่อประเด็นต่างๆ ท่ี
คาสอนท่ีพัฒนามาจากหลักการพ้ืนฐาน มนุษย์ ชุมชน หรือสังคมสนใจ ข้ันตอนต่อไป
เก่ียวกับกฎธรรมชาติจึงทาให้พุทธศาสนาไป
ด้วยกันได้กับศาสตร์สมัยใหม่ง่ายข้ึน โดย คือการนาวิทยาการหรือศาสตร์สมัยใหม่มา
วิธีการการบูรณาการพุทธศาสนากับศาสตร์ เป็นตัวต้ัง แต่จุดเด่นในวิธีการท่ี 2 คือ การนา
สมัยใหม่นัน้ สามารถทาได้ 2 วธิ ี ดงั น้ี หลกั ธรรมะในพระพทุ ธศาสนาตามทป่ี รากฏใน

1. วิธีการบูรณาการแบบพุทธวิทยา พระวินัย พระสูตร และพระอภิธรรมมาเป็น
(Buddhology) ซึ่งเร่ิมต้นจากการกาหนด ฐานในการประยุกต์ใช้ ตีความ อธิบาย
หรือแสวงหาประเด็น (Issues) และปัญหา วิเคราะห์ บูรณาการ และสังเคราะห์ออกเปน็
(Problems) ทางวิชาการ หรืองานวิจัยที่มี
ชุดอธิบาย ชุดความคิด หรือชุดความรู้ต่างๆ
(พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส, 2561)

จากวิธีการบูรณาการท้ังสองวิธีข้างต้น

ทาให้เห็นได้ว่าความสอดคล้องระหว่างพุทธ
ศาสนากับศาสตร์สมัยใหม่น้นั เป็นไปได้ทงั้ เชิง
นาหลักการทางพุทธศาสนาเป็นหลักแล้วตาม

ด้วยศาสตร์สมัยใหม่หรือนาศาสตร์สมัยใหม่
เป็นหลักแล้วตามด้วยพุทธศาสนา ซึ่งทั้งสอง

12 วารสารปญั ญา ปีที่ 25 ฉบับท่ี 1 (มกราคม – มถิ นุ ายน 2561)

วธิ นี ้ขี ึน้ อยกู่ บั ความเหมาะสมหรอื สภาพการณ์ ความก้าวหน้าไปมากเท่าใด ย่ิงเป็นผลดีกับ
ของปัญหาเป็นหลัก หมายความว่าการใช้ พุทธศาสนาโดยรวม เพราะการปรับปรุง
หลักการทางพุทธศาสนาหรือศาสตร์สมัยใหม่
เป็นตัวตั้งต้นน้ันไม่สาคัญเท่ากับบริบทของ เปล่ียนแปลงของศาสตร์สมัยใหม่น้ันเป็นการ
ปญั หาทีต่ ้องการนาศาสตร์ท้ังสองไปบรู ณาการ นาเสนอแนวคิดและทฤษฎเี พ่อื เขา้ ถึงความจริง
ใช้น่ันเอง เพราะบางปัญหาอาจเหมาะสมทจ่ี ะ ของธรรมชาติให้มากยิ่งขึ้นกว่าท่ีผ่านมา ซ่ึง
เร่ิมตั้งต้นด้วยศาสตร์สมัยใหม่ นัยตรงข้าม
บางปัญหาอาจไม่เหมาะสม ดังนั้น การบูรณา ลักษณาการแบบน้ี นับว่าเป็นแนวทางที่พุทธ
การจึงเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จงึ ไมใ่ ช่เปน็ เรื่อง ศาสนาให้ความสาคัญมาตั้งแต่เร่ิมต้นแล้ว
ที่กล่าวกันเพียงแค่ในวงวิชาการเท่านั้น แต่ ก ล่ า ว คื อ พ ร ะ พุ ท ธ เ จ้ า ท ร ง เ น้ น ใ ห้
ควรเปน็ เร่ืองท่สี ามารถนาไปประยุกต์ใชไ้ ด้จริง
สรุปแล้ว การเปลี่ยนแปลงท่ีมีอยู่สังคมโลก พุทธศาสนิกชนอยู่ใกล้กับธรรมชาติ อะไรก็
ล้วนเป็นผลมาจากความเปลี่ยนแปลงที่เกิด ตามท่ีตัดต่อตัดแต่งผิดไปจากธรรมชาติมาก
ข้ึนมาจากศาสตร์สมัยใหม่ท่มี ีการปรับเปลยี่ น ส่งิ นน้ั ย่อมจะอย่หู า่ งไกลจากความเป็นจริงมาก
มาตามยุคสมัย แต่การเปล่ียนแปลงเหล่านี้
ทัง้ หมดลว้ นทาให้เกิดความชดั เจนในหลักพุทธ ขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น ในเม่ือพุทธศาสนา
ศาสนาต่อประชาคมโลกมากข้ึน จึงนับว่าเปน็ มุ่งเน้นหาความเปน็ จริงจากธรรมชาติ ศาสตร์
เรื่องที่ดีสาหรับบรรยากาศโดยรวมของพุทธ สมัยใหม่โดยเฉพาะวิทยาศาสตร์ก็หาคาตอบ
ศ า ส น า ที่ จ ะ เ ป็ น ท า ง เ ลื อ ก ใ ห้ กั บ ผู้ ค น ใ น
ศตวรรษท่ี 21 นี้ ให้กับมนุษย์ด้วยการแสวงหาความจริงจาก
ธรรมชาติเช่นกัน จึงเป็นการลงตัวหรือ
บทสรปุ สอดคล้องกันอย่างยิ่ง และท่ีสาคัญที่สุด ท้ัง
ตามที่กล่าวมาท้ังหมดในเรื่องพุทธ
ศาสตร์สมัยใหม่ทั้งพุทธศาสนาล้วนมุ่งขจัด
ศาสนากับศาสตร์สมัยใหม่ ผู้เขียนมองว่าย่ิง ความงมงายหรือไรเ้ หตุผลในหมู่มนุษย์ โดยมุ่ง
วิ ท ย า ศา ส ต ร์ ห รื อ ศ า ส ต ร์ ส มั ย ใ ห ม่ มี ให้มนุษย์อยู่อย่างชาญฉลาดและมีความสุข

กายสบายใจ มีความทุกข์ยากลาบากให้น้อย
ที่สุด ซึ่งถ้าเป็นไปได้ก็ให้เข้าถึงความสุขอย่าง
สูงสุดคือนิพพานตามนัยแห่งพุทธศาสนาก็จะ

เป็นการดียิ่ง โดยต้องไม่หยุดอยู่เพียงแค่
ความสขุ สบายตามทศ่ี าสตร์สมัยใหมส่ ร้างให้

แหล่งอ้างองิ

กีรติ บุญเจือ. วิธีการศึกษาท่ัวไปแบบบูรณาการ: มนุษย์รู้อย่างไร. กรุงเทพฯ. ไทยวัฒนา
พานชิ , 2525.

ปรชี า วงศ์ชูศริ ิ. ปรัชญาวทิ ยาศาสตร์. กรงุ เทพฯ. มหาวทิ ยาลยั รามคาแหง, 2532.

พระมหาหรรษา ธมฺมหาโส. พระพุทธศาสนากับวิทยาการสมัยใหม่ : ตัวแบบวิธีวิทยาว่าด้วย
พุทธบูรณาการและพุทธสหวิทยาการ. จากhttp://www.mcu.ac.th/site/
articlecontent_desc. php?article_id= 1733& articlegroup_ id= 278. เ ข้ า ถึ ง

ขอ้ มลู เม่อื วนั ที่ 3 กุมภาพนั ธ์ 2561.

วารสารปญั ญา ปีที่ 25 ฉบับที่ 1 (มกราคม – มิถุนายน 2561) 13

พิมพิลัย หงษาคา. หลักการพระพุทธศาสนากับหลักการวิทยาศาสตร์ (ออนไลน์). จาก
https://sites.google.com/site/fon5481136057/hnwy-thi-1/1-2. เข้าถึงข้อมูลเม่ือวันที่ 3

กมุ ภาพันธ์ 2561.
มหาวิทยาลยั มหามกฏุ ราชวิทยาลยั . (2525). พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ชุด 91 เลม่ .

กรุงเทพฯ : โรงพิมพม์ หามกฎุ ราชวิทยาลัย.

วัชระ งามจติ รเจรญิ . พระพทุ ธศาสนากับวิทยาศาสตร์ (ออนไลน์), http://kengkkoo.blogspot.com/
2013/03/blog-post.html. เข้าถงึ ขอ้ มลู เมอ่ื วนั ท่ี 3 กมุ ภาพนั ธ์ 2561.

วัดเจ็ดเสมียน. พระพุทธเจ้าในสายตานักปราชญ์โลก (ออนไลน์). https://plus.google.com.

เขา้ ถึงข้อมลู เมอ่ื วันที่ 3 กุมภาพนั ธ์ 2561.
สมภาร พรมทา. พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร.์ กรุงเทพฯ: โรงพมิ พ์มหาจฬุ าฯ, 2534.
เออื้ น เล่งเจรญิ . โลกทรรศน์ในพระพทุ ธศาสนา. กรงุ เทพฯ. โอเอส พร้นิ ตง้ิ เฮา้ ส์, 2537.

Kirthisinghe, Buddhadasa P. Buddhism and Science. Delhi: Motilal Banarsidass
Publishers, 1993.

P. A. Payutto. Buddhist Solutions for the Twenty- First Century. Bangkok:

Buddhadhamma Foundation. 1994.
______. Toward Sustainable Science: A Buddhist Look at Trends in Scientific
Development. Buddhadhamma Foundation. 1993.


Click to View FlipBook Version