วันที่ ๕ เมษายน ๒๕๔๘ วันนี้รู้สึกดีเป็นพิเศษ เพราะเเม่จะพาไปชลบุรีไปเยี่ยมยายที่ไม่ได้เจอกัน เป็นเวลานาน ที่บ้านของยายเป็นบ้านตากอากาศติดกับริมทะเล รอบบ้านมี ต้นมะพร้าว หวนให้นึกถึงบรรยากาศเก่า ๆ ในวัยเด็ก ทันใดนั้นเสียงพ่อก็ดังขึ้นมา “ทิวา มาขึ้นรถได้เเล้ว” “โอเคค่ะ” ฉันตอบด้วยความตื่นเต้นพลางปิดไดอารี่ของตนลง “ไว้เจอกันตอนถึงนะ” ณ บ้านพักตากอากาศของยาย ปี๊บ ๆ เสียงเเตรรถพ่อดังขึ้นหลังจอดลงที่หน้าบ้านยาย “มาถึงกันเเล้วเหรอ” เสียงยายที่ดังมาจากบนบ้าน ฉันโอบกอดยายด้วยความดีใจ เเต่ก็รู้สึกตื่นเต้นกับทะเลที่ไม่ได้มานานเเล้ว “หนูขอไปดูทะเลได้ไหมคะ” “ไปเก็บของ เสร็จเเล้วค่อยไปดีไหมจ๊ะ” “ได้ค่ะ” หลังจากคุยกับยายเสร็จ ฉันได้ขึ้นไปเก็บของบนบ้าน บรรยากาศในห้องนอนเหมือนตอนที่ฉันยังอาศัยอยู่ที่นี่ ฉันคิดว่ายายคงดูแล ทำ ความสะอาดอยู่ตลอดแม้ว่าฉันไม่ได้มาที่นี่มานานมากแล้ว
ฉันเดินออกมาจากบ้าน ระยะทางไม่ไกลมากก็ถึงทะเล ทะเลในตอน กลางคืนดูเงียบสงัด กลิ่นอายของทะเลยามค่ำ คืน เนื้อทรายเม็ดละเอียด ที่อยู่ใกล้กับผืนน้ำ รอคลื่นกระทบเข้าหาฝั่งอย่างเป็นระลอก บรรยากาศแสนอบอุ่นและเงียบสงบของทะเลยามค่ำ คืน เสียงเกลียวคลื่น และลมทะเลที่ซัดเข้าฝั่งส่งเสียงกระแทกกับสายลมไปพร้อมกับพัดพา เม็ดทรายเข้ามายังชายหาด เกลียวคลื่นและท้องฟ้าอันมืดมิดแต่กลับเห็น ความสว่างของธรรมชาติจากดวงดาวบนท้องฟ้า ยิ่งทำ ให้กลิ่นอายของน้ำ ทะเล ที่เต็มไปด้วยความเค็มแต่แฝงไปด้วยความดุดันในเวลาเดียวกัน สายลมที่พัด ผ่านมาทำ ให้รู้สึกเย็นสบาย เสมือนกำ ลังถูกธรรมชาติขับกล่อม แล้วฉันก็เห็นบางอย่างที่สะดุดตาของฉัน มันส่องเเสงประกายระยิบระยับใน ท้องทะเล สัญชาตญาณของฉันบอกว่าต้องไปเก็บมันขึ้นมา พลางก้าวขาเดินลง ไปริมทะเล แต่กลับรู้สึกว่าร่างกายของฉันไม่ได้ถูกควบคุมโดยตัวฉันเอง ลึกลงไป ลึกลงไป “ทำ ไมอยู่ไกลขึ้นเรื่อย ๆ นะ” ฉันบ่นพึมพำ กับตัวเอง ก่อนที่จะเดินต่อไป ทันใดนั้น ร่างกายของฉันรู้สึกถึงมีแรงดึงดูดให้จมลงไปใต้ทะเล ฉันพยายาม ว่ายขึ้นไปแต่ขาไม่สามารถควบคุมได้ เวลาผ่านไปเรื่อยๆฉันเริ่มหายใจไม่ออก “คุณพ่อ คุณยายช่่วยหนูด้วย”
ก่อนที่ฉันจะหมดสติลงฉันก็เห็นเงาบางอย่าง “ไม่ต้องกลัวนะ” เงานั้นพูด ฉันรู้สึกได้ว่าหัวใจเต้นแรง... ความตื่นตระหนกเริ่มเข้ามา น้ำ ล้อมรอบฉัน ทำ ให้ ฉันหายใจไม่ออก ฉันพยายามดิ้นรนที่จะลอยอยู่ได้ แต่มันกลับดึงฉัน ลงลึกลงเรื่อยๆ ภาษากายเปลี่ยนไป พยายามอย่างยิ่งที่จะหลุดพ้นจากการ จับตัวของน้ำ ฉันหายใจไม่ออก รสชาติของน้ำ มันเติมเต็มปอดของฉัน แทนที่ออกซิเจนที่ต้องการอย่างยิ่ง ….ร่างกายเธอเคลื่อนไหวช้าลง พลังงานก็หมดลง เธอจมอยู่ใต้ผิวน้ำ ร่างกายของเธอไร้น้ำ หนัก แต่หนักอึ้งด้วยความสิ้นหวัง “อืม…..” ฉันเริ่มลืมตาอันหนักอึ้ง “ความฝันงั้นเหรอ” ฉันกะพริบตาสองสามครั้งเพื่อปรับสายตาและมองไปรอบๆ “ที่นี่ที่ไหนกัน” ฉันมองภาพห้องที่ไม่คุ้นตาด้วยความงุนงง บรรยากาศในห้องให้ความรู้สึกผ่อน คลาย ห้องนอนที่มีแสงสลัว ประดับด้วยเฟอร์นิเจอร์ของตกแต่งสไตล์เรียบง่าย แต่แฝงไปด้วยความวินเทจ ไม่ต้องบอกก็คงรู้ว่าเป็นห้องของผู้ชาย
“เอ๊ะ แต่ฉันเป็นผู้หญิงนะ!” ฉันมัวแต่ชมบรรยากาศในห้องจนไม่ทันได้คิด ทันใดนั้น ประตูก็ถูกเปิด ร่างปริศนาของชายคนหนึ่งเดินเข้ามา ชายหนุ่ม ร่างสูงโปร่ง ผมสีดำ สนิทยาวระต้นคอ ผิวขาวซีดที่เห็นชัดแม้ในความมืด นัยน์ตาสีฟ้านั้นฉายแววเย็นชาและนิ่งสนิท มีแว่นตาอันหนาอยู่บนใบหน้า แต่ถึงอย่างนั้นเสน่ห์ของเขากลับไม่ลดลงเลย “ตื่นแล้วเหรอ” เขาพูดอย่างอบอุ่น พลางมองไปที่ร่างบางที่กำ ลังนอนขดอยู่บนเตียงนุ่ม ผิวสีน้ำ ผึ้งสะท้อนกับ แสงแดดสีทองที่ลอดผ่านหน้าต่างทำ ให้ดูเปล่งประกายงดงาม เส้นผมสีดำ ที่พลิ้วไหวไปตามสายลม หากใครได้มองก็ไม่อาจละสายตาได้ ราวกับต้องมนตร์ “ที่นี่คือที่ไหนเหรอ” ฉันเอ่ยถามด้วยความสงสัย “บ้านของฉันเอง เป็นหมู่บ้านใต้น้ำ น่ะ” เขาตอบ “หมู่บ้านใต้น้ำ !!!” “ใช่” “แล้วทำ ไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ” “ฉันเห็นเธอจมน้ำ ก็เลยพากลับมาน่ะ” “เงานั้นคือนายงั้นเหรอ”
เขาพยักหน้้าเเทนคำ ตอบ “แล้ว..นายชื่ออะไรเหรอ” “ฉันฉันที นะ” นทีเทีหรอดูอดูบอุ่นอุ่ จังจัฉันฉัคิดคิในใจ “อื้ม ยินดีที่ได้รู้จักนะ ฉันทิวา :) นายพาฉันไปดูหมู่บ้านได้ไหม” ฉันตื่นเต้นกับหมู่บ้านใต้น้ำ มากจนลืมนึกถึงเรื่องอื่นไปเลย “ได้สิ” ณ หมู่บ้านใต้น้ำ ชุมชนที่น่าหลงใหลซึ่งอยู่ใต้คลื่นทะเลที่ส่องประกายระยิบระยับ ลองจินตนาการถึงโลกอันเงียบสงบและไม่มีตัวตนที่สิ่งมีชีวิตทางทะเล ที่มีชีวิตชีวาเต้นรำ อยู่ท่ามกลางแนวปะการัง และสาหร่ายทะเลที่พลิ้วไหว อย่างนุ่มนวลสร้างบรรยากาศอันเงียบสงบ ตัวหมู่บ้านนั้นประกอบด้วย โครงสร้างที่ได้รับการออกแบบอย่างประณีต สร้างขึ้นเพื่อทนทานต่อแรงกดดัน ของท้องทะเลลึกบ้านที่ทำ จากวัสดุที่ยืดหยุ่นได้ เช่น แก้วและเหล็กเสริม ที่อยู่ อาศัยเหล่านี้นำ เสนอทิวทัศน์มุมกว้างอันน่าทึ่งของภูมิทัศน์ใต้น้ำ โดยมีหน้าต่างบานใหญ่ที่ช่วยให้แสงแดดส่องผ่านน้ำ ทะเลใสดุจคริสตัล สถาปัตยกรรมผสมผสานกับสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติได้อย่างลงตัว โดยผสมผสานองค์ประกอบของสภาพแวดล้อมในมหาสมุทรในการออกแบบ หมู่บ้านเชื่อมต่อกันด้วยเครือข่ายทางเดินที่คดเคี้ยว ชวนให้นึกถึงสวนใต้น้ำ ที่ประดับประดาด้วยปะการังหลากสีสันและพืชทะเลที่พลิ้วไหว
ผู้พักอาศัยสามารถเดินเล่นสบายๆ ไปตามทางเดินเหล่านี้ พบกับฝูงปลา ที่มีชีวิตชีวาและสัตว์ทะเลที่น่าสนใจอื่นๆ ได้ตลอดทาง หัวใจของหมู่บ้าน คือพื้นที่รวมตัวส่วนกลาง ที่คนในท้องถิ่นมารวมตัวกันเพื่อสังสรรค์ แบ่งปันเรื่องราว และเพลิดเพลินกับความงามของบ้านใต้น้ำ ของพวกเขา อีกทั้งยังมากไปด้วยร้านกาแฟบรรยากาศสบายๆ “ที่นี่เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ น่ะ คนอยู่ไม่เยอะเท่าไหร่ เเต่คนที่นี่ใจดีมากเลยนะ ทางซ้ายเป็นบ้านของคุณน้า ส่วนทางขวาเป็นบ้านของคุณยาย ถัดไปเป็นร้าน ขายของชำ ” ฉันเดินพลางฟังนทีพูดถึงหมู่บ้านของตนเอง นทีดูตื่นเต้นมาก “หมู่บ้านนี้สวยจัง” ทิวาพูด “เธออยากอยู่ที่นี่ไหม หรือไม่ก็มาเยี่ยมได้ตลอดเลยนะ” “ฉันมาได้อีกจริง ๆ เหรอ” “แน่นอน” นทีพาฉันเดินทั่วหมู่บ้าน พร้อมกับพาไปรู้จักกับครอบครัวของนที ทุก ๆ คนในครอบครัวต้อนรับฉันด้วยความอบอุ่น
“มาถูกวันพอดีเลย วันนี้เป็นวันเทศกาลของหมู่บ้านเราจ้ะ" คุณเเม่ของนทีเอ่ย "นทีพาเพื่อนไปดูด้วยนะ" "ครับเเม่" นทีอธิบายเพิ่มเติมว่างานนี้มีชื่อว่าเทศกาลดนตรีใต้น้ำ เป็นวันที่จะบรรเลงดนตรี ให้กับบรรพบุรุษ โดยเชื่อว่าจะทำ ให้บรรพบุรุษได้เกิดความสนุกสนานเเละผ่อน คลาย เเละยังช่วยให้คนในหมู่บ้านได้ทำ กิจกรรมร่วมกันในบริเวณพื้นที่รวมตัว ส่วนกลาง เราสองคนคุยกันพลางเดินมาถึงงาน “ฮี้ บุ๋ง บุ๋ง บุ๋ง” เสียงบางอย่างดังขึ้นใกล้ๆขาของฉัน เมื่อก้มหน้ามองลงไปเห็นลูกม้าน้ำ สีรุ้งตัวหนึ่งกำ ลังชนขาของฉันอยู่ “เอ๊ะ ลูกม้าน้ำ น่ารักจัง”ฉันพูดด้วยความแปลกใจ “มันชื่อตะวัน เป็นตัวแสบประจำ หมู่บ้านเลยล่ะ” ฉันยื่นมือไปใกล้ๆตะวัน มันจึงเอาตัวมาถูที่มือของฉัน “ดูเหมือนมันจะชอบเธอนะ…เหมือนฉันเลย” “หืม” ฉันฉุกคิดว่ามันมีอะไรน่าสงสัย “คือ..เอ่อ ฉันหมายถึงชอบเเบบเพื่อนน่ะ” นทีกล่าว
เมื่อนทีพูดจบฉันรู้สึกเศร้าแปลกๆแฮะ แต่ไม่สิ เราเป็นเพื่อนกันก็ดีอยู่แล้วไม่ใช่ เหรอ ? ตะวันว่ายน้ำ มานั่งตรงไหล่ของฉัน แล้วเราสองคนกับอีกหนึ่งตัวก็ไปเที่ยว งานเทศกาลด้วยกัน เราเดินอยู่ในงานเทศกาลใต้ทะเลที่มีร้านอาหารชายฝั่ง และกิจกรรมสนุก ๆ ตลอดทั้งชายหาดที่นี่ พวกเราเพลิดเพลินกับการเดินทาง และค้นพบความสนุกที่มีทั้งดนตรีสด การแสดง และการขายสินค้าที่ทำ ด้วย สิ่งของจากใต้ทะเลที่สวยงามอีกด้วย เสียงก้องของเครื่องดนตรีที่ดังขึ้น ทำ ให้รอยยิ้มบนใบหน้าของคนในงาน เทศกาลรับชมการแสดงของกลุ่มผู้ที่เล่นกีตาร์และร้องเพลงสดเต็มไปด้วยความ ตื่นเต้น งานเทศกาลนี้เป็นช่วงเวลาที่สนุกสนานและเต็มไปด้วยความรื่นเริงใต้ แสงแดดและทะเล บรรยากาศเป็นไปด้วยดี เมื่อถึงคราวที่ทั้งสองอยู่ลำ พัง นทีพยายามรวบรวมความกล้าที่จะสารภาพ ความรู้สึกของเขากับทิวา รอยยิ้มประหม่าเกิดขึ้นบนริมฝีปากของชายหนุ่ม เขาแสดงให้เห็นว่าเธอดึงดูดใจเขาได้อย่างไร การมีอยู่ของเธอได้นำ ความอบอุ่น และความสุขมาสู่ชีวิตของเขาอย่างไร ทิวาสัมผัสได้ถึงความจริงใจ ของเขา และสารภาพว่าเธอรู้สึกแบบเดียวกัน
เรื่องราวความรักของพวกเขาเบ่งบานราวกับหน้านิยายที่เขียนอย่างสละสลวย สวยงาม พวกเขาเดินเล่นในเมืองที่แสนโรแมนติก จับมือกัน แบ่งปันเสียงหัวเราะ และสร้างความทรงจำ เเต่ความสุขมักจะอยู่ได้ไม่นาน... “นทีเเม่มีเรื่องต้องคุยกับลูก” เเม่ของนทีพูดกับนทีด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “มีอะไรหรือเปล่าครับ” “คุณยายบอกว่าหากทิวายังอยู่ที่นี่ิ ทิวาจะตายนะ ลูกก็รู้ดีว่าทิวาไม่ใช่คนที่นี่ รีบส่งทิวากลับไปให้เร็วที่สุดเถอะ” “เเล้วทำ ไมผมต้องรู้เรื่องนี้เป็นคนสุดท้ายด้วย” ในตอนนั้นหลากหลายความ รู้สึกได้โหมกระหน่ำ มาที่ตัวผม ทั้งความสับสน โศกเศร้า ตกใจมากมายเต็มไป หมด แต่ถึงอย่างนั้นเพื่อช่วยคนที่ผมรัก ผมต้องพยายามทำ ทุกอย่างเพื่อให้ทิวา กลับไปให้เร็วที่สุด เเต่ผมดันไม่ได้นึกถึงความรู้สึกของเธอ..
“ฉันรักเธอต่อไปไม่ได้แล้ว เธอกลับไปที่ที่เธอจากมาซะเถอะ” นทีพูดด้วย น้ำ เสียงที่เย็นชา “นที เธอ... เธอทำ กับฉันแบบนี้ได้ยังไง เธอเห็นความรู้สึกของฉันเป็นแค่อะไร กันแน่ !!” ฉันตะคอกใส่เขาทั้งน้ำ ตา คำ พูดของเขาที่ออกมานั้นกรีดใจฉันจน กลายเป็นแผลลึก เขาโยนความเชื่อใจของฉันทิ้งอย่างไม่ไยดี แถมยังมาเหยียบ มันซ้ำ อย่างจงใจ มันยากที่จะยอมรับความจริง แต่สิ่งเดียวที่ยังรั้งตัวเธอไว้ก็คือ ความรู้สึกในใจของตัวเธอเอง.... ทิวารู้สึกอ่อนไหวจนอยากจะร้องไห้ออกมา แต่ว่าความเข้มแข็งที่อยู่ผิดที่ ผิดทางก็ตั้งกรอบเหมือนกำ แพงที่คอยขวางกั้นไม่ให้ด้านที่เป็นหญิงสาวธรรมดา ๆ คนหนึ่งสามารถแสดงความอ่อนแอออกมาให้ผู้อื่นเห็นได้
ฉันสะดุ้งตื่นขึ้นมา เเล้วพบว่าทุกอย่างมันเป็นความฝัน “มันก็เป็นเเค่ความฝันสินะ” ฉันนั่งคิดทบทวนเกี่ยวกับความฝันเมื่อตอน กลางคืน ในฝันมันเหมือนจริงมาก ๆ จนฉันเเทบไม่อยากตื่นขึ้นมาด้วยซ้ำ ไป วันที่ ๖ เมษายน ๒๕๔๘ วันนี้เพื่อนในวัยเด็กของฉันจะพาไปเยี่ยมโรงเรียนเก่า “ทิวา ไปกันเถอะ” เสียงที่คุ้นหูเรียกด้วยความเคยชิน “โอเค” พวกเราสองคนเดินลัดเลาะจากเกาะเข้าไปในตัวเกาะ สภาพเเวดล้อมรอบ ๆ โรงเรียนยังเหมือนเดิมเเต่ที่เปลี่ยนไปมีเเค่โรงเรียน ที่พัฒนาขึ้น “เออ ลืมบอกไปเลยวันนี้เพื่อนอีกคนก็จะมานะ จำ ได้ที่ปะแต่ก่อนเคยเล่น กับทิวาอะ” ฉันพยายามนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่าเคยเล่นกับใคร นอกเหนือจากเพื่อนสนิทฉันด้วยเหรอ “หวัดดี ทิวา” ผู้ชายอายุไล่เลี่ยกันกับทิวาเอ่ยปากทักทายเธอด้วยความ คุ้นเคย เธอรีบหันไปด้วยความตกใจ เพราะเธอเหมือนเคยได้ยินเสียงเรียกนี้ มาก่อน “อ๊ะ!” เเละใช่เเล้วเขาคือนที เด็กผู้ชายในฝันของเธอ พวกเราได้มีโอกาส พูดคุยกัน เเละได้รู้ว่าฉันเคยจมน้ำ ตอนที่เล่นกับนที ทำ ให้ความทรงจำ ในวัยเด็กบางส่วนขาดหายไป “เเล้วเอ่อ…นที รู้จักหมู่บ้านใต้น้ำ ไหม ?” ฉันกระซิบถามด้วยความเขินอาย ปนอยากรู้
“ความลับระหว่างเรานะ” นทีกระซิบตอบพร้อมยิ้มที่มุมปาก
คณะผู้จัดทำ ๑. นางสาวพิมพิษา พันระนา ม.๖/๔ เลขที่ ๑๙ ๒. นางสาวรติมา จำ ปางาม ม.๖/๔ เลขที่ ๒๐ ๓. นางสาวรัชฎาภรณ์ ผดาวงค์ ม.๖/๔ เลขที่ ๒๑ ๔. นายชลธิศ ศรีโยธี ม.๖/๔ เลขที่ ๒๔
เรื่องราวของหญิงสาวที่กลับไปเยี่ยมเยือนบ้านพักตากอากาศของคุณยาย เเต่กลับได้พบกับสิ่งมหัศจรรย์ที่คาดไม่ถึงหวนให้นึกถึงอดีต เมื่อเธอสังเกตเห็นบางอย่าง ที่ส่องแสงในท้องทะเล เธอจึงพยายามเก็บมันมา แต่แล้วเธอกลับรู้สึกถึงแรงดึงดูด ให้จมลงไปใต้ทะเล เธอถูกช่วยไว้โดยเด็กหนุ่มปริศนาแต่สิ่งที่น่าตกใจคือที่ ๆ เธออยู่นั้น ถูกเรียกว่า “หมู่บ้านใต้ทะเล”