จุลสาร สัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติประจ าปี ๒๕๖๖ “วิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต สิ่งแวดล้อมและสังคม BCG และ เรียน-เล่น-งาน-อาชีพ ด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม
จุลสารสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติประจ าปี 2566 ผู้แต่ง รศ.ดร.สิทธิศักดิ์ ปิ่นมงคลกุล ดร.สืบกุล กาญจนสุกร์ ดร.ศัสยมน สุขแสงรักษ์เจริญ ผู้เรียบเรียง ผศ.ดร.อาทิตย์ นันทขว้าง ปีที่พิมพ์ 2566 พิมพ์ครั้งที่ 1 สิงหาคม 2566 จัดท าโดย คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา พิมพ์ที่ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา 19 หมู่ 2 ต.แม่กา อ.เมืองพะเยา จ.พะเยา ISBN (e-book) 978-616-8315-32-3 ลิขสิทธิ์ของ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา
วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติแห่งชาติ วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2566 ถูกก าหนดเป็น “วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ” เพื่อเป็นการ เทิดพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย” ซึ่งเป็นวันที่ พระองค์ได้ทอดพระเนตรสุริยุปราคาเต็มดวงที่หมู่บ้านหัววาฬ ต าบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 ตรงกับที่ทรงค านวณพยากรณ์ไว้ล่วงหน้า 2 ปี กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้สนับสนุนให้ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา จัดงานสัปดาห์ วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ในวันที่ 17-19 สิงหาคม พ.ศ. 2566 ได้จัดพิธีถวายพานพุ่มสักการะพระบิดาแห่ง วิทยาศาสตร์ไทย และพิธีและได้จัดงานวันสัปดาห์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ เพื่อให้ความรู้ทางด้าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแก่ ประชาชน นักเรียน นิสิต นักศึกษา และจัดให้มีการแข่งขันในกิจกรรม ทางด้านวิทยาศาสตร์ รัชการที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ประกาศยกย่องว่าทรงเป็น “พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย”เป็นที่ยอมรับ แก่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกในฐานะที่ทรงเป็นนักวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง ทรง พระปรีชาสามารถในการค านวณสถานที่และเวลาที่เกิดสุริยุปราคาที่ต าบล หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2411 ได้อย่าง ถูกต้องและแม่นย า รัชการที่ 9 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ด้วยพระอัจฉริยภาพทางด้านการประดิษฐ์คิดค้นของในหลวงรัชการที่ 9 ก่อเกิดเป็น สิ่งประดิษฐ์อันทรงคุณค่ามากมาย เพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ปวงชนชาวไทยให้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังทรงเป็นพระมหากษัตริย์พระองค์แรกที่จดสิทธิบัตรทรัพย์สินทางปัญญา ได้รับ การยกย่องเป็น “พระบิดาแห่งการประดิษฐ์ไทยและพระบิดาแห่งการประดิษฐ์โลก” รัชการที่ 10 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทราธิบดีศรีสินมหาวชิราลงกรณพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ที่เปี่ยมด้วยพระอัจฉริยภาพและความสามารถทางด้านการศึกษา การทหาร กีฬา ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ พระองค์ทรงอุทิศพระวรกายในการ ประกอบพระราชกรณียกิจต่างๆมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ทรงพระราชทานความ ช่วยเหลือ ทั้งการพัฒนาอาชีพ พัฒนาแหล่งน้ า และชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรผู้ ยากไร้ในถิ่นทุรกันดาร
สารบัญ หน้า บทบาทของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ใน เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว สู่ความยั่งยืนของประเทศ 1 เชิญชวนมาเรียนวิทยาการค านวณ (Computing Coding) กันเถอะ 11 รู้เท่าทันข้อมูลทางสถิติ 14
บทบาทของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ในเศรษฐกิจ ชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว สู่ความยั่งยืนของประเทศ รศ.ดร.สิทธิศักดิ์ ปิ่นมงคลกุล สาขาวิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา 1 การเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจากการเปลี่ยนแปลง สภาพแวดล้อม สภาพภูมิอากาศ สภาพเศรษฐกิจ ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้อัตรา การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยมีค่าเฉลี่ยเพียงร้อยละ 3 ต่อปี ด้วยอัตราการ เติบโตดังกล่าวไม่เพียงพอในการน าพาประเทศไทยให้ก้าวข้าม “กับดักประเทศรายได้ปาน กลาง” และลดความเหลื่อมล า ประเทศไทยจึงจ าเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการพัฒนา เศรษฐกิจและสังคม โดยอาศัยฐานความเข้มแข็งของประเทศอันประกอบด้วยความ หลากหลายทางชีวภาพและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ส่งเสริมและพัฒนาให้ ประเทศไทยเป็นเจ้าของสินค้าและบริการมูลค่าสูง ที่ยกระดับมูลค่าในห่วงโซ่การผลิต สินค้าและบริการ น าเทคโนโลยีนวัตกรรมดิจิทัลสมัยใหม่ที่ช่วยทลายข้อจ ากัด ให้เกิดการ ก้าวกระโดดของการพัฒนาต่อยอด และสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน กระจายรายได้ โอกาส และความมั่งคั่งแบบทั่วถึง (Inclusive Growth) ด้วยการใช้ โมเดลเศรษฐกิจใหม่ที่เรียกว่า “BCG Model” ซึ่งเป็นการพัฒนา 3 เศรษฐกิจ คือ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และ เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) ไปพร้อมๆ กัน เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนประเทศ ไทยอย่างเป็นรูปธรรม ทั งนี BCG Model มีความสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ ยั่งยืน (SDGs) และสอดรับกับหลักการของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (SEP) ซึ่งเป็น หลักส าคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทย เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) เป็นเศรษฐกิจที่ใช้ชีวมวลเป็นวัตถุดิบหลัก ในการผลิตสินค้าและบริการ ชีวมวลคือวัสดุที่มาจากสิ่งมีชีวิต เช่น พืช สัตว์ เชื อรา และ แบคทีเรีย เศรษฐกิจชีวภาพมีศักยภาพในการลดการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่ หมุนเวียน เช่น น ามันและก๊าซธรรมชาติ และยังสามารถช่วยในการลดมลพิษและรักษา สิ่งแวดล้อม
2 เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เป็นเศรษฐกิจที่ออกแบบเพื่อ ลดของเสียและการใช้ทรัพยากรใหม่ เศรษฐกิจหมุนเวียนมุ่งเน้นไปที่การใช้ทรัพยากร อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยน าวัสดุกลับมาใช้ใหม่หรือรีไซเคิลให้มากที่สุด เศรษฐกิจหมุนเวียนมีศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและบรรเทา ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เป็นเศรษฐกิจที่ค านึงถึงสิ่งแวดล้อม และสังคมเป็นหลัก เศรษฐกิจสีเขียวมุ่งเน้นไปที่การใช้พลังงานและทรัพยากรอย่างมี ประสิทธิภาพ การผลิตสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการสร้างงาน และรายได้ที่ยั่งยืน เศรษฐกิจสีเขียวมีศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก บรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสร้างสังคมที่ยั่งยืน ภาพ 1 หลักคิดของ BCG Model โมเดลเศรษฐกิจ BCG ท าหน้าที่บูรณาการการพัฒนาตั งแต่ต้นน าถึงปลายน า ใช้องค์ ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) จากฐานความหลากหลายของทรัพยากรชีวภาพและวัฒนธรรมด้วยกลไกจตุภาคี (Quadruple Helix) ทั งนี กิจกรรมหลักภายใต โมเดลเศรษฐกิจ BCG ประกอบด้วย (1) อนุรักษ์ ฟื้นฟู พัฒนา เพิ่มพูนทรัพยากร ความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรม (2) บริหารจัดการ การใช้ประโยชน์และบริโภคอย่างยั่งยืน (3) ลดและใช้ประโยชน ของทิ งจาก กระบวนการผลิตสินค้าและบริการ (4) เพิ่ม Value Creation ตลอดห่วงโซ่มูลค่า ตั งแต่ ภาคเกษตรที่เป็นต้นน าจนถึงภาคการ ผลิตและบริการ และ (5) สร้างภูมิคุ้มกัน พึ่งพา ตนเอง และเพิ่มสมรรถนะในการฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว
3 การประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (STI) วิทยาศาสตร์ (Science) เทคโนโลยี (Technology) และนวัตกรรม (Innovation) (STI) มีบทบาทส าคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสี เขียว STI สามารถช่วยพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อผลิตสินค้าและบริการที่เป็นมิตรกับ สิ่งแวดล้อม สามารถใช้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและลดการปล่อยมลพิษ และยัง สามารถช่วยสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจได้ ตัวอย่างเช่น STI สามารถใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการแปรรูปชีวมวลให้เป็น เชื อเพลิงชีวภาพ พลาสติกชีวภาพ และวัสดุก่อสร้างชีวภาพ สามารถใช้เพื่อปรับปรุง ประสิทธิภาพการผลิตอาหารและพลังงาน และยังสามารถช่วยพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ใน ภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น การแพทย์ การท่องเที่ยว และบริการ STI มีศักยภาพใน การพลิกโฉมเศรษฐกิจโลกและสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับมนุษยชาติ แนวทางการพัฒนา เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว ล้วนอาศัย STI เป็นตัว ขับเคลื่อนหลัก แนวทางเหล่านี มุ่งเน้นไปที่การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการ ปล่อยก๊าซเรือนกระจก และบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แนวทางเหล่านี มีศักยภาพในการสร้างงานและรายได้ที่ยั่งยืนให้กับประชาชน ปกป้อง สิ่งแวดล้อม และสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับมนุษยชาติ ต่อไปนี เป็นตัวอย่างเฉพาะของวิธีที่ STI สามารถน ามาใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจ ชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว: • การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการแปรรูปชีวมวลให้เป็นเชื อเพลิงชีวภาพ พลาสติก ชีวภาพ และวัสดุก่อสร้างชีวภาพ • ปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตอาหารและพลังงาน • พัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น การแพทย์ การท่องเที่ยว และบริการ • พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการก าจัดของเสียและมลพิษ • พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการอนุรักษ์พลังงาน • พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม STI เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังที่สามารถใช้ในการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจ หมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจเหล่านี มีศักยภาพในการพลิก โฉมเศรษฐกิจโลกและสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับคนในประเทศและมนุษยชาติ
4 เทคโนโลยีดิจิทัลสมัยใหม่เป็นสิ่งส าคัญในการสร้างความเข้มแข็งและความสามารถในการ แข่งขัน เมื่อประเทศมีผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่ต้องการของตลาด เช่น กลุ่มอาหารฟังก์ชั่น ท าให้สามารถ สร้างมูลค่าใหม่ (Value Creation) ตลอดห่วงโซ่ของผลิตภัณฑ์ โดยยึดหลักเศรษฐกิจแบ่งปัน (Sharing Economy) และเศรษฐกิจหมุนเวียนได้ ตัวอย่างเช่น วิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytic) ผู้บริโภคในกลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพที่มีส่วนแบ่งตลาดมากที่สุดของโลก ใช้ข้อมูลจากโซเชียล (Social Feed; RSS) ท าให้สามารถคาดการณ์ผลิตภัณฑ์อาหารฟังก์ชั่นได้ตรงตามความต้องการ เกิดเป็นความต้องการวัตถุดิบต้นทางจากการเกษตรทั งแบบดั งเดิม (สมุนไพร) และสมัยใหม่ (โปรตีนจากแมลง) ที่มีการควบคุมคุณภาพตามมาตรฐานสากล การใช้เทคโนโลยีIoT ในการจัดท า สมาร์ทฟาร์ม (Smart Farm) สร้าง Blockchain เพื่อระบุตัวตนเกษตรกรและที่มาของผลผลิต จากการท าเกษตรแม่นย าสูง (Precision Agriculture) ลดต้นทุนการเพาะปลูกโดยการให้ สารอาหารและน าเท่าที่พืชต้องการ ติดตามและควบคุมผลผลิตทางการเกษตรได้แบบเรียลไทม์ ใช้ บรรจุภัณฑ์ฉลาด (Smart Packaging) ร่วมกับระบบการขนส่งคุณภาพสูง (Smart Logistic) ท า ให้สามารถติดตามความสดใหม่ของสินค้าได้ตลอดเส้นทางการขนส่ง มีการเชื่อมต่อข้อมูลน า สภาพอากาศ พื นที่ป่าไม้ ผู้บริโภค กระแสสื่อโซเชียล ผ่านเครือข่ายยุคหน้า 5G และดิจิทัล แพลตฟอร์ม เพื่อน ามาประมวลผลและวิเคราะห์ด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence, AI) เพื่อคาดการณ์โรคระบาดหรือภัยธรรมชาติได้ล่วงหน้า จึงสามารถป้องกันหรือ ลดความสูญเสียให้แก่เกษตรกร การใช้ระบบดิจิทัลในการตรวจสอบที่มาที่ไปของผลผลิตทาง การเกษตรและการบริหารจัดการแรงงานที่ถูกต้อง จะช่วยให้ประเทศหลุดพ้นจากปัญหาการกีดกัน ทางการค้าระหว่างประเทศได้ นอกจากนี เทคโนโลยีดิจิทัลสมัยใหม่ เช่น ระบบปัญญาประดิษฐ์ การสร้างคอมพิวเตอร์สมรรถนะความเร็วสูงยุคใหม่ (Super Computer) จะช่วยลดระยะเวลาของ การวิจัยและพัฒนางานทางด้าน Omics สุขภาพและการแพทย์ หรือการค้นหาค าตอบใหม่ทาง ชีวภาพได้อย่างไร้ขีดจ ากัด สุดท้ายเทคโนโลยีดิจิทัลยังช่วยเสริมสร้างฐานเศรษฐกิจเดิมทางด้าน การท่องเที่ยวให้กับประเทศ เช่น อุปกรณ์สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวโบราณสถานโดย ท าให้ โบราณสถานกลับมามีชีวิตย้อนประวัติศาสตร์เสมือนจริง (Virtual Reality) อีกครั ง การเชื่อม ระบบสารสนเทศการท่องเที่ยวแบบเรียลไทม์ช่วยสร้างแผนการท่องเที่ยวพร้อมการส ารองที่พัก และตั๋วเดินทางด้วยระบบปัญญาประดิษฐ์ให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยวแต่ละคน ท าให้เกิด การท่องเที่ยวเมืองรอง และส่งเสริมให้เกิดจ านวนของนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพมากขึ น รวมถึงการ หาโมเดลธุรกิจท่องเที่ยวส าหรับผู้สูงอายุ ท้ายที่สุดเมื่อเกิดการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสมัยใหม่ใน สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมจะก่อให้เกิดเศรษฐกิจดิจิทัลและธุรกิจดิจิทัลส าหรับเทคโนโลยีชีวภาพ ใหม่
5 BCG Model มุ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจเชิงคุณภาพ กระจายอย่างทั่วถึงและการพัฒนาที่ ยั่งยืน ภาพ 2 โมเดลเศรษฐกิจ BCG ภายใต้ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทย BCG มีความส าคัญต่อประเทศสูงทั งในมิติด้านสังคมเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการจ้างงานมากถึงครึ่งหนึ่งของจ านวนการจ้างงานรวม มี มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจรวมกัน 3.4 ล้านล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 21 ของผลิตภัณฑ์มวล รวมในประเทศ (GDP) ซึ่งครอบคลุม 4 สาขา คือ เกษตรและอาหาร สุขภาพและ การแพทย์ พลังงาน วัสดุและเคมีชีวภาพ และการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งมีศักยภาพในการเพิ่มมูลค่าเป็น 4.4 ล้านล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ 24 ของ GDP ในอีก 5 ปีข้างหน้า โดยทั ง 4 สาขายุทธศาสตร์ดังกล่าวสามารถพัฒนาอย่างอิสระ แต่ การเชื่อมโยงและพัฒนาไปพร้อมกันทั ง People-Planet-Profit จะก่อให้เกิดประโยชน์ สูงสุด โดยมีแนวทางในการด าเนินการที่ส าคัญในแต่ละสาขา ดังนี
6 1. การเกษตรและอาหาร ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมา มูลค่า GDP ของสาขาเกษตรเติบโตในอัตราติดลบ การปรับ โครงสร้างการผลิตสินค้าเกษตรทั งระบบจะท าให้มีศักยภาพในการเพิ่ม GDP ของภาคเกษตรได้ สูงขึ นเป็น 1.7 ล้านล้านบาท ด้วยการเพิ่มความหลากหลายของผลผลิตทางการเกษตร มีระบบ สนับสนุนการตัดสินใจจากเทคโนโลยีการวิเคราะห์ความต้องการของผู้บริโภค (Customer Behavior Analytics) ก่อให้เกิดการผลิตแม่นย าสอดคล้องกับความต้องการของตลาด ลดของ เหลือทิ ง (Optimized Wasted Production) ตรวจสอบและติดตามผลผลิตได้แบบเรียลไทม์ ลด การบุกรุกผืนป่า (Forest Management) เนื่องจากมีการบริหารจัดการพื นที่เพาะปลูกตามความ เหมาะสมของพื นที่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การใช้เทคโนโลยีระบบการผลิตและเครื่องจักรกลที่ เหมาะสมโดยค านึงถึงความยั่งยืน การยกระดับสินค้าเกษตรสู่สินค้าปลอดภัย การสร้างความ หลากหลายของผลิตภัณฑ์ (Product Diversification) การสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ (Product Differentiation) การมีระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และการพัฒนา มาตรฐานสินค้าเกษตรให้ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล ในส่วนของผลิตภัณฑ์อาหารมีศักยภาพในการเพิ่มมูลค่า GDP จาก 0.6 ล้านล้านบาท เป็น 0.9 ล้านล้านบาท ด้วยการพัฒนาต่อยอดจากพื นฐานความพร้อมของผู้ประกอบการไทยในการ ยกระดับคุณภาพ สร้างมาตรฐานและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารส าหรับแต่ละช่วงวัย หรือการพัฒนาเป็นสารประกอบ มูลค่าสูง (Functional Ingredient) ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตลาดเติบโตอย่างมาก 2. สุขภาพและการแพทย์ ในปัจจุบัน ประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพและการแพทย์โดยเฉพาะใน กลุ่มผลิตภัณฑ์ยาและเวชภัณฑ์มีมูลค่าประมาณ 40,000 ล้านบาทเท่านั นเนื่องจากการขาดการ พัฒนาอุตสาหกรรมรวมถึงการสร้างบุคลากรด้านนี อย่างจริงจังและต่อเนื่อง ความเข้มแข็งของ บุคลากรวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการแพทย์ของประเทศไทยส่วนใหญ่อยู่ในต้นน า ของห่วงโช่อุตสาหกรรมการแพทย์ ประเทศไทยจึงขาดศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการ พัฒนานวัตกรรมเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ยาและเวชภัณฑ์ที่มีคุณภาพและมาตรฐานสากล ประเทศไทย จึงต้องเร่งรัดการพัฒนาขีดความสามารถด้านการสร้างนวัตกรรม ยา วัคซีน ยาชีววัตถุ อุปกรณ์ ทางการแพทย์ รวมถึงการวิจัยทางคลีนิคและการบริหารจัดการข้อมูลวิทยาศาสตร์การแพทย์ รองรับการขึ นทะเบียนผลิตภัณฑ์ เพื่อลดการน าเข้า ให้ความส าคัญกับนโยบายป้องกันการเกิด ปัญหาสุขภาพด้านการแพทย์(Preventive Medicine) มากกว่านโยบายด้านการรักษา การขยาย บริการด้านสุขภาพไปสู่การให้บริการทางการแพทย์เฉพาะบุคคล (Precision Medicine) ด้วยการ ใช้ประโยชน์จากข้อมูลพันธุกรรม รวมถึงการสร้างแพล็ตฟอร์มการวิจัยทางคลินิกของประเทศ ประกอบการสอดประสานการท างานกับฝ่ายก ากับดูแลของรัฐ (Regulatory Body) ด้วยแนวทาง ดังกล่าว รัฐจะสามารถเพิ่มมูลค่า GDP ในหมวดนี เป็น 90,000 ล้านบาท
7 3. พลังงาน วัสดุและเคมีชีวภาพ มูลค่า GDP ของสาขาพลังงาน วัสดุและเคมีชีวภาพ มีมูลค่ารวมกันประมาณ 9.5 หมื่นล้าน บาท ในกลุ่มนี จัดเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงจากนโยบายภาครัฐ ที่ต้องการเพิ่มสัดส่วนการ ใช้พลังงานทดแทนเพิ่มเป็นร้อยละ 30 ในปี พ.ศ. 2579 ในส่วนของพลังงาน มีศักยภาพในการสร้าง มูลค่าเพิ่มด้วยการพัฒนานวัตกรรมการผลิตพลังงานที่มีประสิทธิภาพสูงสามารถรองรับของเสียที่ หลากหลายทั งชนิดและคุณสมบัติ เช่น ขยะจากอุตสาหกรรม ครัวเรือน รวมถึงของเหลือทิ งทาง การเกษตร ของเสียเหล่านี เป็นทรัพยากรที่สามารถน ากลับมาใช้ใหม่ในรูปของแหล่งพลังงาน หมุนเวียนหรือพลังงานทดแทน (Renewable Energy) ได้แก่ การผลิตเชื อเพลิงจากขยะ (Refuse Derived Fuel, RDF) ก๊าซชีวภาพ ที่น าไปสู่การสร้าง Site Reference ของโรงไฟฟ้าชุมชน (Community-based Biomass Power Plant) ที่มีแหล่งพลังงานทดแทนในพื นที่ (Distributed Energy Resources, DERs) เช่น พลังงานจาก แสงอาทิตย์ ชีวมวล (รวมขยะ) และก๊าซชีวภาพ ที่ เพียงพอ โรงไฟฟ้าชุมชนสามารถสร้างรายได้จากการขายไฟฟ้าผ่านการเชื่อมต่อระบบด้วย Smart Microgrid และใช้เทคโนโลยี Blockchain เป็นแพลตฟอร์มในการบริหารจัดการ ทั งนี จ าเป็นต้องมี การพัฒนาเทคโนโลยีและระบบการจัดเก็บพลังงาน (Energy Storage System) เนื่องจากมี ความส าคัญต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานทดแทน ในส่วนของวัสดุและเคมีชีวภาพ มีศักยภาพในการพัฒนาต่อยอดผลผลิตทางการเกษตรและของเสียไปเป็นสารประกอบ หรือ ผลิตภัณฑ์เคมีและวัสดุชีวภาพที่มีมูลค่าสูง อาทิ พลาสติกชีวภาพ ไฟเบอร์ เภสัชภัณฑ์ด้วยแนวทาง ทั งหมดดังกล่าวข้างต้นมีศักยภาพในการเพิ่มมูลค่า GDP มากกว่า 2.6 แสนล้านบาท 4. การท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) การท่องเที่ยวเป็นแหล่งสร้างรายได้หลักของประเทศด้วยมูลค่า GDP ประมาณ 1 ล้านล้าน บาท และมีศักยภาพในสร้างมูลค่าเพิ่มเติมด้วยการกระจายแหล่งท่องเที่ยวสู่เมืองรอง โดยการ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคม ระบบดิจิตัล สินค้าและบริการซึ่งด าเนินการด้วยชุมชน ท้องถิ่น เน้นตลาดคุณภาพ สร้างมาตรฐาน ความสะดวก สะอาด ปลอดภัย ร่วมกับการชูอัตลักษณ์ ของแต่ละพื นที่ โดยการน าเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้บริหารจัดการและดูแลระบบนิเวศอย่างเป็น ระบบ รวมถึงการพัฒนาสู่แบบแผนการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนด้วยการจัดท าระบบมาตรฐานการท่องเที่ยว ที่ยั่งยืน การจัดท า National Guideline ด้านขีดความสามารถในการรองรับของแหล่งท่องเที่ยว จัดท าระบบบัญชีต้นทุนทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมในเขตพัฒนาการท่องเที่ยวที่ส าคัญ รวมถึงการปรับ พฤติกรรมของนักท่องเที่ยว และการฟื้นฟูและพัฒนาแหล่งเสื่อมโทรมทางธรรมชาติเป็นแหล่ง ท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ รวมทั งการเตรียมความพร้อมของผู้ประกอบการเพื่อลดผลกระทบจากการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ที่มีต่อการด าเนินธุรกิจ
8 การพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์อยู่บนพื นฐานของการสร้าง การใช้องค์ความรู้ และความคิด สร้างสรรค์ เชื่อมโยงกับทุนทางปัญญา ทุนทางวัฒนธรรม และความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อ รังสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์หรือบริการรูปแบบใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง สามารถตอบสนองความต้องการของ กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย การพัฒนาใน 3 สาขายุทธศาสตร์ข้างต้น สามารถเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยว ผ่านระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้ อาทิ การให้ประสบการณ์กับนักท่องเที่ยวผ่านการท่องเที่ยวเชิง อาหารไทย การท่องเที่ยวเชิงกีฬา การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่เชื่อมโยงกับการแพทย์แผนไทย การ ท่องเที่ยวเชิงศิลปะและวัฒนธรรม การท่องเที่ยวเชิงเกษตร เป็นต้น รวมถึงการพัฒนาเพื่อส่งออก สินค้าและบริการเหล่านี ผ่านของขวัญ ของฝากที่สร้างสรรค์อย่างมีอัตลักษณ์ การจัดการด้าน ระบบและมาตรฐานที่ก ากับธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั่วโลก เช่นเดียวกับการมีสมาพันธ์ทางด้านกีฬา การจัด มหกรรมระดับโลก เป็นต้น ส่งเสริมและร่วมมือกับภาคธุรกิจการท่องเที่ยว ได้แก่ โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการ ในการสร้างนวัตกรรมดิจิทัลรองรับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุที่จะส่งผล กระทบโดยตรงกับการท่องเที่ยวในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ผลของการด าเนินการดังกล่าวมีศักยภาพใน การเพิ่ม GDP เป็น 1.4 ล้านล้านบาท การยกระดับความสามารถของก าลังคน BCG (BCG Capacity Building) การยกระดับความสามารถของก าลังคนเพื่อรองรับเศรษฐกิจ BCG จ าเป็นต้องด าเนินการใน หลายระดับเพื่อเสริมความรู้และสร้างทักษะ BCG อาทิ การพัฒนาบุคลากรวิชาชีพเฉพาะ เช่น นัก อนุกรมวิธาน และนักนิเวศวิทยา เพื่อส ารวจและค้นหาสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่และเข้าใจธรรมชาติเพื่อดูแล อนุรักษ์ ปรับปรุงหรือเพิ่มหลักสูตรที่เกี่ยวข้องรองรับความต้องการของทั งนิสิตนักศึกษา บุคคล ทั่วไป หรือแม้กระทั่งบุคลากรที่ปฏิบัติงานอยู่ในปัจจุบัน ที่ต้องการเพิ่มพูนความรู้และทักษะเฉพาะ ด้านเพื่อให้ก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก อาทิSystem Biology, Bioinfomatics, Life sciences, ทางด้านการเกษตร และอณูชีววิทยา เป็นต้น รวมถึงการเสริมความรู้และสร้างทักษะ เพื่อสร้างเส้นทางอาชีพในระบบเศรษฐกิจ BCG อาทิ สตาร์ทอัพ (Startups) ผู้ประกอบการเชิง นวัตกรรม (Innovation-Driven Enterprise, IDEs) สมาร์ทฟาร์มเมอร์(Smart Farmers) ผู้ ให้บริการมูลค่าสูง (High Value Service Providers) ผู้สร้างเทคโนโลยีดิจิทัลขั นสูง (Digital Deep Technology Developers) ผู้ประกอบการเชิงสร้างสรรค์(Creative Entrepreneurs) ทั งนี การเสริมความรู้และสร้างทักษะดังกล่าวสามารถด าเนินการได้ทั งในระบบการศึกษาและนอกระบบ การศึกษา
9 การเตรียมพร้อมก าลังคนเพื่อรองรับเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสี เขียวจ าเป็นต้องด าเนินการในหลายระดับ ตั งแต่ระดับการศึกษา การฝึกอบรม ไปจนถึงการสร้าง โอกาสในการจ้างงาน ในระดับการศึกษา จ าเป็นต้องมีหลักสูตรและสาขาวิชาที่มุ่งเน้นไปที่การพัฒนาทักษะที่ จ าเป็นส าหรับเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว ตัวอย่างเช่น หลักสูตร ด้านเทคโนโลยีชีวภาพ การจัดการของเสีย การออกแบบหมุนเวียน และการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียว หลักสูตรเหล่านี จะช่วยให้ผู้เรียนมีความรู้และทักษะที่จ าเป็นในการท างานในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว ในระดับการฝึกอบรม จ าเป็นต้องมีโครงการฝึกอบรมระยะสั นและระยะยาวที่มุ่งเน้นการ พัฒนาทักษะเฉพาะส าหรับเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว ตัวอย่างเช่น โครงการฝึกอบรมด้านการผลิตเชื อเพลิงชีวภาพ การจัดการวัสดุรีไซเคิล และการออกแบบ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โครงการฝึกอบรมเหล่านี จะช่วยให้ผู้เรียนพัฒนาทักษะที่จ าเป็น ในการท างานในภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และ เศรษฐกิจสีเขียว ในระดับการสร้างโอกาสในการจ้างงาน จ าเป็นต้องมีนโยบายและมาตรการที่เอื อต่อการ พัฒนาธุรกิจและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสี เขียว ตัวอย่างเช่น รัฐบาลอาจให้เงินอุดหนุนแก่ธุรกิจที่ลงทุนในเทคโนโลยีชีวภาพ หรือมาตรการ ภาษีที่เอื อต่อการลงทุนในธุรกิจสีเขียว มาตรการเหล่านี จะช่วยให้ธุรกิจและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง กับเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว สามารถเติบโตและสร้างงานได้มาก ขึ น การเตรียมพร้อมก าลังคนเพื่อรองรับเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสี เขียว มีความส าคัญอย่างยิ่ง แนวทางเหล่านี มีศักยภาพในการพลิกโฉมเศรษฐกิจปของประเทศและ สร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับมนุษยชาติ การเตรียมพร้อมก าลังคนจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถก้าว ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกและสามารถสร้างเศรษฐกิจที่ยั่งยืนให้กับประชาชนได้ในอนาคต อันใกล้นี
เอกสารอ้างอิง กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม. (2564). เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว: แนวทางสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน. กรุงเทพฯ: กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม. กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก. (2019). เศรษฐกิจหมุนเวียน: แนวทางสู่ความยั่งยืน. เจนีวา: กองทุน สิ่งแวดล้อมโลก. ธนาคารโลก. (2019). เศรษฐกิจชีวภาพ: อนาคตของเศรษฐกิจโลก. วอชิงตัน ดี.ซี.: ธนาคารโลก. ส านักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.). (2564). ยุทธศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และ เศรษฐกิจสีเขียว. กรุงเทพฯ: ส านักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สกสว.). องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน). (2564). คู่มือการเตรียมความพร้อม ก าลังคนเพื่อรองรับเศรษฐกิจหมุนเวียน. กรุงเทพฯ: องค์การบริหารจัดการก๊าซ เรือนกระจก (องค์การมหาชน). องค์การสหประชาชาติ. (2019). รายงานการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก 2019: การเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศและเมือง. นครนิวยอร์ก: ส านักพิมพ์องค์การสหประชาชาติ. 10
เชิญชวนมาเรียนวิทยาการค านวณ (Computing Coding) กันเถอะ ดร.สืบกุล กาญจนสุกร์ สาขาวิชาคณิตศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา 11 เมื่อเทคโนโลยีและนวัตกรรมก้าว ล าไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว การ เรียนรู้การค านวณและโค้ด กลายเป็นสิ่งจ าเป็นส าหรับผู้ที่ ต้องการเข้าใจและมีส่วนร่วมใน โลกดิจิตอลที่ก าลังเติบโตอย่าง ต่อเนื่อง หากเรายังไม่เคยมี โอกาสเรียนรู้เกี่ยวกับวิทยาการ ค านวณ ขอเชิญชวนทุกท่านมา เปิดใจและเข้ามาเรียนรู้เส้นทางที่ น่าสนใจและน่าตื่นเต้นกับ วิทยาการค านวณไปด้วยกัน ความส าคัญของวิทยาการค านวณ วิทยาการค านวณมีบทบาทส าคัญในด้านต่างๆ ของ ชีวิตประจ าวัน ไม่ว่าจะเป็นการใช้โทรศัพท์มือถือ, การใช้ แอปพลิเคชัน, การเรียนรู้ออนไลน์, หรือแม้กระทั่งการ ควบคุมและการท างานของเครื่องจักรอัตโนมัติ การเข้าใจ วิทยาการค านวณและการเขียนอัลกอริทึมของโปรแกรมมี ประโยชน์ในด้านทั งการงานและการศึกษา นอกจากนี ยัง เสริมสร้างทักษะที่คู่ควรของนักเรียนและนักศึกษาด้าน ดิจิทัลและเทคโนโลยี โดยเปิดโอกาสให้สร้างสรรค์ นวัตกรรม และแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ นในชีวิตประจ าวันได้ อย่างคล่องแคล่ว
12 เริ่มต้นเรียนรู้ในวิทยาการค านวณ ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่ในวิทยาการค านวณหรือคือนักเรียนที่ก าลังตัดสินใจว่าจะเลือกเรียน คอมพิวเตอร์หรือไม่ ความเข้าใจพื นฐานเป็นสิ่งที่ส าคัญที่สุด เริ่มต้นด้วยเรียนรู้เกี่ยวกับตัวแปรและ การด าเนินการทางคณิตศาสตร์ โครงสร้างควบคุม และหลักการท างานของภาษาโปรแกรมต่างๆ ซึ่งสามารถท าได้ทั งในแบบออฟไลน์และออนไลน์ คุณสามารถเริ่มต้นเรียนรู้ภาษาโปรแกรมพื นฐาน เช่น Python, JavaScript, หรือ Ruby และมีโอกาสทดลองเขียนโปรแกรมเพื่อเรียนรู้และเริ่มต้น สร้างโปรเจกต์เป็นของเราเอง การสร้างโปรเจกต์เพื่อแก้ปัญหาจากการใช้ ความคิดสร้างสรรค์ของเราเองคือวิธีที่ดีในการฝึกฝนทักษะ ในการแก้ไขปัญหาและการก าหนดรูปแบบของการ แก้ปัญหา รวมถึงการก าหนดล าดับในการแก้ปัญหา จากนั้นเราจึงน าไปสร้างโมเดล หรือรูปแบบ ผ่านแอป พลิเคชัน, เกม, หรือเว็บไซต์ ซึ่งโปรเจกต์เหล่านี้ท าให้ เราเรียนรู้ทักษะในการออกแบบและพัฒนาซอฟต์แวร์ ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงขั้นสู่การพัฒนาและทดสอบระบบ สร้างโปรเจคและเรียนรู้ผ่านการมีปฏิสัมพันธ์ (Discovering the project and Learning the interactivity) นอกจากนี การแลกเปลี่ยนความรู้และการเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่นก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ คุณสามารถเข้าร่วมชุมชนออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับวิทยาการค านวณ เช่นการเข้าร่วมคอร์สออน ไลน์, อ่านบทความ, หรือเข้าร่วมสัมมนาและงานประชุมเพื่อค้นพบกับผู้คนที่มีความคิดเห็น ใกล้เคียงและมีความสนใจเชิงเดียวกัน ตัวอย่างของเวปไซต์ที่สนับสนุนวิทยาการค านวณใน ประเทศไทย อาทิเช่น https://codingthailand.app/, https://codingthailand.org/, https://www.codetheirdreams.com/online-coding-games/ ซึ่งช่วยพัฒนาทักษะการโค้ด ดิ งให้กับเราได้เป็นอย่างดี อีกทั งเรายังสามารถเข้าใช้บริการฝึกทักษะการโค้ดดิ งด้วยเวปไซต์ ต่างประเทศ อาทิเช่น https://makecode.microbit.org/
13 เสริมสร้างการท างานร่วมกับทีม ( Constructing Teamwork) การเขียนโปรแกรมด้วยตัวเราเองคนเดียวจะท าให้โปรเจกต์เสร็จสมบูรณ์ได้นั น จะใช้ระยะ เวลานานมาก แต่ถ้าเรารวมทีมเพื่อท างานกับผู้อื่น จะท าให้เกิดงานที่มีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ น น่าสนใจและน่าติดตามมากขึ น การท างานร่วมกับทีมเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นและสอนให้เรา เรียนรู้ทักษะในการแก้ไขข้อขัดข้อง, การสื่อสารและการท างานเป็นกลุ่ม มีโอกาสท างานกับนักพัฒนา โปรแกรมที่มีประสบการณ์หลากหลายท าให้คุณได้เรียนรู้จากผู้มีความเชี่ยวชาญและเพิ่มพูนความรู้ใน ด้านการออกแบบและพัฒนาซอฟต์แวร์ในมุมมองที่แตกต่างกัน เป็นเรื่องที่ต้องเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และไม่สิ้นสุด (Continuous and Life-long Learning) ถึงแม้จะเป็นการเรียนรู้วิทยาการค านวณเพื่อเป็นงานอดิเรกก็ตาม การเรียนรู้ในวิทยาการค านวณและ โค้ดเป็นใช้เวลาที่ดีทั งต่อตนเองและในอนาคต อีกทั งวิทยาการค านวณเป็นศาสตร์ที่ก้าวหน้าไป ข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ท าให้คุณต้องอัพเดทและเรียนรู้ตลอดเวลา สรุป วิทยาการค านวณและการโค้ดเป็นทักษะที่มีความส าคัญและต้องการการเรียนรู้ตลอดเวลา คุณจะได้เรียนรู้ทักษะที่เป็นประโยชน์และเปิดโอกาสให้คุณเข้าใจและมีส่วนร่วมในโลกดิจิตอลที่ก้าว ไปข้างหน้า ถ้าคุณต้องการเข้าร่วมที่น่าสนใจนี อย่ารอช้าเลย มาเริ่มต้นเรียนรู้เกี่ยวกับวิทยาการ ค านวณและการโค้ดกันเถอะ!
รู้เท่าทันข้อมูลทางสถิติ ดร.ศัสยมน สุขแสงรักษ์เจริญ สาขาวิชาสาขาสถิติประยุกต์และการจัดการข้อมูล คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา 14 ปัจจุบันข้อมูลข่าวสารเป็นเรื่องส าคัญต่อความก้าวหน้า เทคโนโลยีที่เป็นประตูสู่ยุค ใหม่ต้องมีการปรับปรุงตัวโดยใช้ข้อมูลขนาดใหญ่หรือเรียกว่า Big Data เพื่อเป็น ประโยชน์ซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่มักถูกแปลงให้เป็นตัวเลขสามารถเก็บข้อมูลได้เพิ่มมากขึ นใน โลกดิจิตอลรวมทั งน ามาประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ได้มากขึ น กล่าวได้ว่าข้อมูลขนาด ใหญ่นั นเป็นเรื่องเดียวกันกับสถิติท าให้มีแนวโน้มเปลี่ยนนิยามของวิชาสถิติให้กว้าง กว่าเดิม ข้อมูลขนาดใหญ่ถูกน ามาใช้เป็นอาวุธโดยคนบางกลุ่ม เลือกใช้กับกลุ่มคนที่ เปราะบางตรงจุดที่อ่อนไหว ดังนั นควรคิดพิจารณาข้อมูลที่น าตัวเลขทางสถิติมาน าเสนอ ได้โดยปราศจากข้อจ ากัด และอคติที่น ามาใช้อย่างไม่เข้าใจไร้การตรวจสอบ โดย พิจารณาหลักการได้จากหนังสือที่ชื่อว่า “How to lie with statistics”เขียนโดย Darrell Huff หนังสือเล่มนี ได้มีฉบับแปลเป็นภาษาไทยชื่อว่า “วิธีปั่นหัวคนด้วยสถิติ” เนื อหา สามารถสรุปได้ 7 หัวข้อในการพิจารณาดังนี
15 กลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นกลาง นิตยสารไทม์กล่าวว่าผู้ส าเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัย เยล ในปี 1924 มีรายได้เฉลี่ย 25,111 ดอลลาร์ต่อปี ซึ่งเป็นเงินเดือนที่สูงในยุคนั น ประเด็น อยู่ที่การเลือกตัวอย่าง เพราะไม่ได้สอบถามจากทุกคน มีกี่คนที่ตอบ อาจจะไม่ตอบความจริง เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี สรุปคือ กลุ่มตัวอย่างนั นส าคัญต้องมาจากกลุ่มตัวอย่างที่ดี มีความ น่าเชื่อถือ ค่าเฉลี่ย คนที่อาศัยในหมู่บ้านจัดสรรมีรายได้เฉลี่ย 15,000 ดอลลาร์ต่อปี และเมื่อ ส ารวจข้อมูลผู้เสียภาษี พบว่ามีรายได้เฉลี่ย 3,500 ดอลลาร์ต่อปี โดยกล่าวว่าข้อมูลเป็น ความจริงทั งหมด เหตุผลเพราะการน าเสนอด้วยค่าเฉลี่ยซึ่งมี 3 แบบ คือ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต (Mean) ค่ามัธยฐาน (Median) และ ค่าฐานนิยม (Mode) เมื่อพิจารณาโดย 15,000 ดอลลาร์ต่อปี คือค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วน 3,500 ดอลลาร์ต่อปีคือ ค่ามัธยฐาน (ครึ่งหนึ่ง มากกว่า 3,500 และอีกครึ่งหนึ่งต่ ากว่า 3,500) และฐานนิยมคือ ตัวเลขของคนส่วนใหญ่ ตัวเลขที่หายไป ในการโฆษณายาสีฟันยี่ห้อหนึ่งเมื่อใช้แล้วลดหินปูนได้ถึง 23% ใน กรณีตัวเลขที่หายไปคือ จ านวนกลุ่มตัวอย่าง โดยระบุเป็นตัวหนังสือขนาดเล็กไว้ว่าผู้เข้าร่วม ทดลองเพียง 12 คนเท่านั น ตื่นเต้นกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง ผลการทดสอบ IQ เด็ก 2 คน คนแรก IQ 98 และอีกคน IQ 101 ส่วน IQ มาตรฐานคือ 100 นั นไม่ได้หมายความว่าคนที่ได้ IQ 101 เก่งกว่าคนที่มี IQ 98 เพราะทางสถิติมีค่าความคลาดเคลื่อน ในเรื่องของ IQ มีค่าความคลาดเคลื่อน 3% นั น คือ อยู่ในช่วง 103 หรือ 97 แผนภูมิวิเศษ การน าเสนอแผนภูมิแบบแสดงข้อมูลไม่ครบถ้วน วิธีการขยายสเกล (Scale) แกน X และแกน Y ท าให้ความชันเปลี่ยนแปลงไปท าให้การน าเสนอน่าสนใจมากขึ น
16 ภาพ 1 มิติใช้วิธีการเขียนภาพ และขนาดภาพแทนจ านวน เช่น ระดับความพึงพอใจ หากมี ขนาดไม่แตกต่างกันมากจะได้ภาพที่ไม่ชัดเจน เหตุผลแบบแพะชนแกะ บางครั งตัวแปรสัมพันธ์กันแต่ไม่สามารถอธิบายได้ว่าตัว แปรใดเป็นเหตุ ตัวแปรใดเป็นผล เช่น คนที่มีหุ้นมากมักมีรายได้มาก และคนที่มีรายได้ มากอาจจะซื อหุ้นมากไม่สามารถระบุได้ว่าอะไรส่งผลต่อกันอย่างแน่นอน อีกกรณีคือไม่ เกี่ยวข้องกันเลยแต่อธิบายว่าเกี่ยวข้องกัน เช่น ครูสอนศาสนามีรายได้สูงตามยอดขาย เหล้ารัม การกล่าวอ้างตัวเลขทางสถิติควรพิจารณาก่อน อย่าเพิ่งปรักใจเชื่อทันที ดังนั น หากต้องรับมือกับข้อมูลในปัจจุบันนี ควรตั งข้อสงสัยอย่างง่ายโดยพิจารณาจาก ใครเป็น คนบอก เขารู้ได้อย่างไร ขาดอะไรไปหรือไม่ หลงประเด็นหรือไม่ และดูสมเหตุสมผล หรือไม่