download
การปฏิบตั ทิ างการเกษตรดีที่เหมาะสมสาหรับยางพารา
Good Agricultural Practices (GAP)
for
Rubber Plantations
สถาบันวจิ ัยยาง การยางแห่งประเทศไทย
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
คานา
เกษตรดีที่เหมาะสม (Good Agricultural Practices : GAP) เป็ นระบบที่สร้างผลผลิตตรงตาม
มาตรฐานคุณภาพ หรือได้คุณภาพตามท่ีตลาดต้องการ โดยปฏิบัติตามคาแนะนาท่ีถูกต้อง ต้ังแต่การ
เพาะปลูก จนถึงการเก็บเกี่ยว การจดั การหลงั การเก็บเก่ียว การบรรจุหีบห่อ และการขนส่งเพ่ือจาหน่าย
โดยคานึงถึงสุขอนามยั และสิ่งแวดลอ้ ม
ปัจจยั ท่ีเก่ียวขอ้ งกบั การเจริญเติบโตและการใหผ้ ลผลิตของยางพารา ไดแ้ ก่ สภาพภูมิอากาศ ลกั ษณะ
ดิน ปริมาณน้า สภาพพ้ืนท่ี พนั ธุ์ยาง อายขุ องตน้ ยาง การใส่ป๋ ุย การจดั การวชั พืช โรคและศตั รูพืช และการ
กรีด หลกั ปฏิบตั ิท่ีดีในการจดั การสวนยางพาราหรือหลกั GAP เพ่ือเพ่ิมผลผลิตและคณุ ภาพของยาง จึงตอ้ ง
เร่ิมต้ังแต่การดูแลสวนยางท้ังก่อนเปิ ดกรีดและหลงั เปิ ดกรีดตามคาแนะนาอย่างเคร่งครัด ตลอดจนให้
ความสาคญั กบั การเก็บรวบรวมน้ายางสด ยางกอ้ นถว้ ย การขนส่งไปยงั โรงงานแปรรูป เพื่อใหไ้ ดย้ างดิบที่มี
คุณภาพ มีสมบตั ิคงที่ สม่าเสมอ ลดของเสียที่เกิดจากกระบวนการแปรรูป จึงเป็นวิธีการจดั การสวนยางพารา
ไดอ้ ยา่ งยง่ั ยนื และพฒั นาคุณภาพยางของไทยใหส้ ามารถแข่งขนั ทางการคา้ ในตลาดโลกได้
ผอู้ านวยการสถาบนั วิจยั ยาง
สารบญั หน้า
เร่ือง 1
1
1. พ้ืนท่ีปลูก 4
2. การปลูกยาง 5
3. การใชว้ ตั ถอุ นั ตรายทางการเกษตร 5
4. การจดั การก่อนการเกบ็ เกี่ยว (สวนยางก่อนเปิ ดกรีด) 5
6
4.1 การตดั แตง่ ก่ิงตน้ ยาง 6
4.2 การคลุมโคน 8
4.3 การป้องกนั รอยไหมจ้ ากแสงแดด 10
4.4 การควบคมุ และกาจดั วชั พืช 15
4.5 การใส่ป๋ ยุ ยางพารา 17
4.6 โรคยางพาราที่สาคญั และการป้องกนั กาจดั 25
4.7 อาการเปลือกแหง้ 32
5. การเก็บเก่ียวและการปฏิบตั ิหลงั การเกบ็ เก่ียว 33
6. การผลิตวตั ถดุ ิบคุณภาพดี 33
7. การขนส่ง 33
8. สุขลกั ษณะและความสะอาด 34
9. บุคลากร 35
10. การบนั ทึกขอ้ มูล 35
เอกสารอา้ งอิง 37
คณะผวู้ ิจยั 40
คณะทางานจดั ทาคู่มือการปฏิบตั ิทางการเกษตรที่ดีท่ีเหมาะสม 44
ภาคผนวก ก
ภาคผนวก ข
ภาคผนวก ค
เกษตรดที ่เี หมาะสมสาหรับยางพารา
Good Agricultural Practices (GAP) for Rubber Plantations
หลกั ปฏิบตั ิที่ดีในการจดั การสวนยางพารา เพื่อใหไ้ ดผ้ ลผลิตท่ีมีคณุ ภาพดีตรงตามมาตรฐานท่ีกาหนด
ไดผ้ ลผลิตสูงคุม้ คา่ การลงทนุ และกระบวนการผลิตปลอดภยั ต่อเกษตรกรและผูใ้ ชย้ าง มีการใชท้ รัพยากรท่ีเกิด
ประโยชน์สูงสุด เกิดความยงั่ ยืนทางการเกษตร และไม่ทาให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดลอ้ ม ตอ้ งเร่ิมต้งั แต่การเลือก
พ้ืนที่ปลูก การเลือกพนั ธุ์ยาง การบารุงดูแลรักษา ตลอดจนถึงกระบวนการกรีด และการเก็บเก่ียวผลผลิต
น้ายางสดหรือยางกอ้ นถว้ ยสู่โรงงานแปรรูปยางดิบ สาหรับเป็นวตั ถุดิบในการผลิตยางที่มีคุณภาพสูง มีหลกั
ปฏิบตั ิดงั น้ี
1. พืน้ ทป่ี ลกู
สภาพพ้ืนท่ีท่ีเหมาะสมเป็นพ้ืนที่ราบหรือมีความลาดชนั ต่ากว่า 35 องศา ถา้ ความลาดชนั เกิน 15 องศา
ตอ้ งทาข้นั บนั ไดเพ่ือป้องกนั การพงั ทลายของหนา้ ดิน และป้องกนั การชะลา้ งของป๋ ุยที่ใส่ใหก้ บั สวนยาง ความ
สูงจากระดบั น้าทะเลไม่ควรเกิน 600 เมตร หนา้ ดินควรมีความลึกไม่นอ้ ยกวา่ 1 เมตร ไมเ่ ป็นพ้ืนท่ีท่ีมีน้า ท่วม
ขงั หรือช้ันกรวดอดั แน่นในระดับต่ากว่าผิวดิน 1 เมตร ดินมีการระบายน้าดี ค่าความเป็ นกรด-ด่าง (pH)
ระหว่าง 4.5-5.5 ไม่เป็นดินเคม็ หรือดินเกลือ อุณหภูมิเฉล่ียอยู่ระหว่าง 26-30 องศาเซลเซียส ปริมาณน้าฝนไม่
ต่ากวา่ 1,250 มิลลิเมตรตอ่ ปี จานวนวนั ฝนตกเฉลี่ย 120-150 วนั และมีช่วงฤดูแลง้ ต่อเนื่องไมเ่ กิน 5 เดือน การ
เลือกพ้นื ท่ีปลูกใหเ้ หมาะสมและมีการจดั การท่ีถูกตอ้ ง เพื่อใหป้ ลกู สร้างสวนยางสาเร็จและยง่ั ยนื
2. การปลกู ยาง
การเลือกปัจจยั การผลิตท่ีถูกต้องจะช่วยเพ่ิมประสิทธิภาพการผลิตครอบคลุมการเลือกพนั ธุ์ยางที่
เหมาะสมกับพ้ืนท่ีและให้ผลผลิตท่ีคุม้ ค่า มีความสามารถปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมได้ดี และทนทานต่อ
ศตั รูพชื
2.1 พนั ธ์ุยาง
สวนยางปลูกใหม่ พนั ธุ์ยางท่ีปลูกตอ้ งเป็ นพนั ธุ์ยางท่ีอยูใ่ นคาแนะนาของสถาบนั วิจยั ยางต้งั แต่ปี
2554 สาหรับสวนยางเก่า พนั ธุ์ยางที่ปลูกตอ้ งเป็ นพนั ธุ์ยางที่อยู่ในคาแนะนาต้งั แต่ปี 2536 (รายละเอียดตาม
ภาคผนวก ก)
2.2 วสั ดุปลกู และการปลกู
วัสดุปลูก วสั ดุปลูกท่ีแนะนาในปัจจุบนั มี 2 ชนิด ไดแ้ ก่ ตน้ ยางชาถุง และตน้ ติดตาในแปลง วสั ดุปลูก
แต่ละชนิดมีความเหมาะสมกบั สภาพพ้ืนที่และสภาพภูมิอากาศที่แตกต่างกนั ดงั น้นั การเลือกวสั ดุปลูกท่ีเหมาะสม
และมีคณุ ภาพ จึงส่งผลตอ่ ความสาเร็จในการปลกู สร้างสวนยาง
ต้นยางชาถุง หมายถึง วสั ดุปลูกที่ไดจ้ ากการนาอาตน้ ตอตาเขียวปลูกในถุงเพาะชา หรือผลิต
โดยวิธีติดตาในถุง โดยการเพาะเมล็ดในถุงจนได้ขนาดติดตา ขนาดของถุงที่ใช้ชาไม่น้อยกว่า 11x35
2
เซนติเมตร เจาะรูรอบถุงเพื่อระบายน้า ดินที่ใชบ้ รรจุถงุ จะตอ้ งมีลกั ษณะค่อนขา้ งเหนียว ตน้ ยางท่ีปลกู ตอ้ งเป็น
ตน้ ยางชาถงุ ท่ีติดตาสมบูรณ์ ปราศจากโรค มีขนาด 1-2 ฉตั ร และมีฉตั รยอดท่ีแก่เตม็ ท่ี
ต้นตดิ ตาในแปลง หมายถึง การปลกู ดว้ ยเมลด็ สดหรือเมลด็ งอก แลว้ ติดตาดว้ ยยางพนั ธุ์ดี
การปลูกยาง ก่อนปลูกยางจะตอ้ งจดั การพ้ืนท่ีใหเ้ รียบร้อย ดว้ ยการโค่นและทาลายเศษซากพชื เดิม
ที่เหลือในแปลงให้สะอาด เพ่ือป้องกนั ไม่ให้เศษซากพืชเป็ นแหล่งท่ีอยู่อาศยั ของเช้ือโรคราก จากน้นั ทาการ
เตรียมพ้นื ท่ี ดงั น้ี พ้นื ที่ราบหรือพ้ืนท่ีที่มีความลาดชนั ไม่เกิน 15 องศา หลงั จากจดั การพ้ืนท่ีเรียบร้อยแลว้ ใหไ้ ถ
บุกเบิก 1 คร้ัง ตามดว้ ยไถพรวนอยา่ งนอ้ ย 2 คร้ัง แลว้ วางแนวปลูกตามระยะท่ีตอ้ งการ พ้ืนท่ีที่มีความลาดชนั
15-35 องศา ควรทาข้นั บนั ได โดยขนาดความกวา้ งข้นั บนั ไดแต่ละข้นั ไม่เกิน 2 เมตร และดา้ นในสุดของ
ข้นั บนั ไดควรต่ากวา่ ดา้ นนอกสุดอยา่ งนอ้ ย 30 เซนติเมตร
ถา้ สวนยางอยูใ่ นท่ีราบให้วางแนวปลูกแถวหลกั ตามแนวทิศตะวนั ออก-ตะวนั ตก (เพื่อให้การรับ
แสงมีประสิทธิภาพ) หากพ้ืนที่ลาดเทเล็กนอ้ ย ควรวางแนวให้ขวางทางน้าไหลเพ่ือลดการกดั เซาะ พดั พาป๋ ุย
และหนา้ ดิน และไมป่ ลูกยางขวางทิศทางลม หรืออาจปลกู ไมบ้ งั ลมเพ่ือช่วยลดความแรงของลม
ระยะปลูก ใชร้ ะยะระหวา่ งแถวและระหวา่ งตน้ ท่ีแนะนาใหป้ ลกู มีดงั น้ี
ระยะปลูก 7 x 3 เมตร จะได้จานวนต้นยาง 76 ต้นต่อไร่ เหมาะสาหรับเกษตรกรท่ัวไป
สามารถใชพ้ ้ืนท่ีระหวา่ งแถวในการปลกู พชื แซมได้
ระยะปลูก 7 x 2.5 เมตร จะไดจ้ านวนตน้ ยาง 91 ตน้ ต่อไร่ เหมาะสาหรับเกษตรกรท่ีมีพ้ืนท่ี
นอ้ ยและตอ้ งการปลูกพชื แซม เพือ่ ใหไ้ ดจ้ านวนตน้ มากพอสาหรับแรงงานกรีดที่มี
ระยะปลูก 6 x 3 เมตร จะไดจ้ านวนตน้ 89 ตน้ เหมาะสาหรับเกษตรกรท่ีมีพ้ืนที่น้อยและไม่
ตอ้ งการปลูกพืชแซม
ระยะอื่น ๆ หากมีการปลูกแบบผสมผสานร่วมกบั พืชอ่ืน ควรมีตน้ ยางไม่นอ้ ยกวา่ 40 ตน้ ต่อ
ไร่
การขุดหลุมปลูกยาง หลุมปลูกยางควรมีขนาดความกว้าง ยาว ลึก ประมาณ 50x50x50
เซนติเมตร โดยแยกดินช้นั บนและช้นั ลา่ งไวค้ นละดา้ นของหลมุ ตากดินทิง้ ไว้ 10-15 วนั ยอ่ ยดินช้นั บนให้ร่วน
ใส่ลงไปในหลุมแลว้ คลุกเคลา้ ดว้ ยป๋ ยุ หินฟอสเฟตอตั รา 170 กรัมต่อหลุม สาหรับรองกน้ หลุม ส่วนดินช้นั ลา่ ง
ให้ผสมกบั ป๋ ุยอินทรียอ์ ตั รา 3-5 กิโลกรัมต่อหลุม สาหรับการขุดหลุมปลูกในพ้ืนท่ีลาดชัน เม่ือปักไมช้ ะมบ
เรียบร้อยแลว้ ควรขดุ หลมุ เย้อื งไปดา้ นในของพ้ืนท่ีลาดชนั พอประมาณ
3
ภาพท่ี 1 การวางแนวปลูกและการขดุ หลมุ ดว้ ยสวา่ นติดทา้ ยรถแทรกเตอร์
การปลูกยางด้วยต้นยางชาถุง ให้ใช้มีดคม ๆ ตดั กน้ ถุงออกประมาณ 2-3 เซนติเมตร กรณีที่มี
รากคดงอและมว้ นอยูบ่ ริเวณกน้ ถุง ให้ตดั ออกดว้ ย จากน้นั นาถุงวางลงในหลุม แลว้ ใชม้ ีดกรีดดา้ นขา้ งจากกน้
ถุงจนถึงปากถุงใหข้ าดออกจากกนั แต่ยงั ไม่ดึงถุงออก กลบดินท่ีผสมป๋ ุยอินทรียไ์ วแ้ ลว้ ลงไปในหลุมจนเกือบ
เตม็ ดึงถุงพลาสติกออกอยา่ งระมดั ระวงั ไม่ให้ดินในถุงพลาสติกแตก แลว้ อดั ดินใหแ้ น่น ถมดินบริเวณโคนตน้
ยางใหส้ ูงกวา่ เลก็ นอ้ ยเพื่อป้องกนั ไม่ใหน้ ้าขงั ในหลุมปลูก ควรระมดั ระวงั เมื่อทาการขนยา้ ย เพราะหากดินใน
ถงุ แตก จะมีผลใหต้ น้ ยางตายได้ ตน้ ยางที่ตายควรปลูกซ่อมก่อนหมดฤดูฝนอยา่ งนอ้ ย 2 เดือน และไม่ควรปลูก
ซ่อมเม่ือตน้ ยางอายุ 2 ปี ข้ึนไป
ภาพท่ี 2 การปลกู ยางดว้ ยตน้ ยางชาถุง
การปลูกด้วยการติดตาในแปลง การปลูกดว้ ยวิธีน้ีจะไดต้ น้ ยางที่มีระบบรากแข็งแรง นาเมล็ดมา
ปลกู ลงในหลมุ ท่ีเตรียมไวห้ ลมุ ละ 3 เมลด็ มีระยะห่างระหวา่ งเมลด็ 25 เซนติเมตร การวางเมลด็ ควรวางให้ดา้ น
แบนของเมล็ดคว่าลง หรือหากปลูกด้วยเมล็ดงอกก็ให้ด้านรากของเมล็ดคว่าลง ลึกลงไปจากผิวดิน 3
4
เซนติเมตร ทาการติดตาเม่ือกล้ายางมีอายุได้ 7-8 เดือน หรือมีขนาดเส้นผ่านศูนยก์ ลางของลาตน้ 1.0-1.5
เซนติเมตร ทาการติดตาบริเวณตาแหน่งในระดบั สูงจากพ้ืนดิน 10 เซนติเมตร หลงั จากน้นั 21 วนั หากการติด
ตาสาเร็จ (แผ่นตามีสีเขียว) มากกว่า 1 ตน้ ให้เลือกตดั ยอดเฉพาะตน้ ที่สมบูรณ์ที่สุดที่มีความสูงระดบั 10-15
เซนติเมตร เอียง 45 องศา ทางดา้ นตรงขา้ มกบั แผ่นตา จากน้ันอีก 1 เดือน ถา้ หากตาของตน้ ท่ีตดั ยงั ไม่แตกก็
พิจารณาตดั ตน้ อ่ืนตอ่ ไป
3. การใช้วตั ถุอนั ตรายทางการเกษตร
วตั ถอุ นั ตรายทางการเกษตรท่ีใช้ ตอ้ งข้ึนทะเบียนถูกตอ้ งตามกฎหมาย มีเลขทะเบียนวตั ถุอนั ตราย และ
มีคาแนะนาบนฉลาก ไม่ใชว้ ตั ถุอนั ตรายทางการเกษตรท่ีห้ามผลิต นาเขา้ ส่งออก หรือการมีไวใ้ นครอบครอง
ตามพระราชบญั ญตั ิวตั ถุอนั ตราย พ.ศ.2562 และท่ีระบุในรายการวตั ถุอนั ตรายทางการเกษตรท่ีประเทศคู่คา้
ห้ามใช้ หรือตามขอ้ กาหนดของประเทศคู่คา้ ท้งั น้ีตอ้ งไม่เป็นสารห้ามใชใ้ นประเทศ และหยดุ ใชว้ ตั ถุอนั ตราย
ทางการเกษตรก่อนการเก็บเกี่ยวตามช่วงเวลาท่ีระบุไวใ้ นฉลากกากบั การใชว้ ตั ถุอนั ตรายทางการเกษตรแต่ละ
ชนิด หรือใหเ้ ป็นไปตามคาแนะนาของทางราชการ วตั ถุอนั ตรายทางการเกษตรที่เกี่ยวขอ้ งกบั การผลิตยางพารา
ได้แก่ สารเคมีกาจัดวชั พืช สารเคมีป้องกันกาจัดโรคและแมลง และน้ากรดสาหรับการจับตัวของน้ายาง
เป็ นตน้
การใช้สารป้องกนั กาจดั ศัตรูพืชอย่างเหมาะสม
การปฏิบัติงานในระบบ GAP ต้องคานึงถึงสุขภาพและความปลอดภัยของผูป้ ฏิบัติงาน รวมถึง
สิ่งแวดลอ้ ม ดงั น้นั ผปู้ ฏิบตั ิงานตอ้ งมีความรู้ในการใชว้ ตั ถุอนั ตรายทางการเกษตรท่ีถูกตอ้ ง เหมาะสมกบั วชั พืช
และศัตรูพืช ชนิดและอัตราการใช้ เคร่ืองพ่นวตั ถุอันตรายทางการเกษตร และอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง การ
ปฏิบตั ิงานหมน่ั ตรวจอุปกรณ์เครื่องพ่นอย่าให้มีรอยร่ัว เพราะจะทาให้สารพิษเปี ยกเป้ื อนเส้ือผา้ และร่างกาย
ของผูป้ ฏิบตั ิงานได้ ตอ้ งสวมเส้ือผา้ และรองเทา้ ใหม้ ิดชิด รวมท้งั การใชห้ นา้ กากหรือผา้ ปิ ดจมูกและศีรษะ เพ่ือ
ป้องกนั อนั ตรายจากสารพิษ ควรอ่านฉลากคาแนะนาคุณสมบตั ิและการใชก้ ่อนทกุ คร้ัง การพน่ สารเคมีควรพ่น
ในช่วงเชา้ หรือเยน็ ขณะลมสงบ หลีกเลี่ยงการพ่นในเวลาแดดจดั หรือลมแรง และผู้ปฏิบตั ิงานตอ้ งอยู่เหนือลม
ตลอดเวลา การเตรียมสารเคมีที่ผสมแลว้ ควรใชใ้ หห้ มดในคราวเดียว ภาชนะบรรจุสารเคมีควรปิ ดใหส้ นิทเมื่อ
เสร็จงานและเก็บไวใ้ นที่มิดชิดห่างจากสถานท่ีปรุงอาหารและแหลง่ น้า
ภายหลงั การพน่ สารเคมีทกุ คร้ัง ผปู้ ฏิบตั ิงานตอ้ งอาบน้า สระผม และเปล่ียนเส้ือผา้ ทนั ที เส้ือผา้ ที่เป้ื อน
สารเคมีตอ้ งซักให้สะอาดทุกคร้ัง และทาลายภาชนะบรรจุสารเคมีที่ใช้หมดแลว้ อย่าทิ้งตามร่องสวน แม่น้า
ลาคลอง
การใช้กรดสาหรับจับตัวยาง
การทายางกอ้ นถว้ ยให้ใชน้ ้ากรดฟอร์มิค (formic acid) ความเขม้ ขน้ 94% ที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน
ผลิตภณั ฑ์อุตสาหกรรม ทาให้เจือจาง 3-5% โดยปริมาตร เน่ืองจากไม่มีผลกระทบต่อหน้ายางและคุณภาพ
ของยาง ไม่ควรใชก้ รดกามะถนั หรือกรดซลั ฟิ วริกเพราะเป็นอนั ตรายต่อตน้ ยางและส่งผลต่อสมบตั ิของยาง
5
4. การจดั การก่อนการเกบ็ เกยี่ ว (สวนยางก่อนเปิ ดกรีด)
มีแผนการปลูกที่เอ้ือต่อการบริหารจดั การ การรักษาความอุดมสมบูรณ์ของดิน และลดความเสียหาย
จากการเขา้ ทาลายของศตั รูพืชที่อาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของตน้ ยางพารา ควรมีแผนการดาเนินงาน
ดงั น้ี
- จดั ทารหัสแปลงปลูกและข้อมูลประจาแปลงปลูก โดยระบุชื่อเจ้าของพ้ืนท่ีปลูก สถานที่ติดต่อ
ช่ือผดู้ ูแลแปลง (ถา้ มี) ท่ีต้งั แปลงปลกู แผนผงั แปลงปลูก พนั ธุ์ท่ีปลูก ปี ท่ีปลกู และปี ท่ีเปิ ดกรีด
- มีแผนการจดั การในแปลงปลูก ไดแ้ ก่ ปี ท่ีปลูก ฤดูกาลปลูก การทาข้นั บนั ได (กรณีพ้ืนที่ลาดชนั )
การใส่ป๋ ุย การกาจดั วชั พืช การป้องกนั กาจดั ศตั รูพืช แผนการเก็บเก่ียว และปี ที่เปิ ดกรีด รวมท้งั การจดั การ
ตามแผนที่กาหนดไว้
- การอนุรักษ์ดิน เช่น การปลูกพืชคลุมดิน ปลูกพืชแซมยาง ไม่ไถพรวนในแปลงยางท่ีมีอายุ 4 ปี
ข้ึนไป
- การบารุงดิน ไดแ้ ก่ ใส่ป๋ ยุ ตามค่าวเิ คราะห์ดิน หรือใชป้ ๋ ยุ ตามคาแนะนาของหน่วยราชการท่ีเกี่ยวขอ้ ง
- มีมาตรการการควบคุมและกาจดั วชั พืชให้อยู่ในระดับที่ไม่เสียหายต่อการเจริญเติบโตของต้น
ยางพารา
- สารวจการเขา้ ทาลายของศตั รูพืชในแปลงปลูกยางอย่างสม่าเสมอ หากพบในปริมาณที่เกิดความ
เสียหายในระดบั เศรษฐกิจใหใ้ ชว้ ิธีการท่ีเหมาะสมในการป้องกนั กาจดั รวมท้งั ใชร้ ะบบการจดั การศตั รูพืชแบบ
ผสมผสานท่ีเหมาะสม เพอ่ื ลดการใชว้ สั ดุอนั ตรายทางการเกษตร
4.1 การตดั แต่งกงิ่ ต้นยาง
การตดั แต่งก่ิงที่ถูกวิธีช่วยให้ตน้ ยางมีลาตน้ กลม ตรง เปลือกบริเวณที่กรีดไม่มีป่ ุมปม ง่ายต่อการ
กรีด ยางเจริญเติบโตไดด้ ีข้ึน ทรงพุ่มสมดุล โปร่ง และป้องกนั โรคจากเช้ือรา การตดั แต่งกิ่งเริ่มต้งั แตย่ างอายุ 6
เดือน ให้ทยอยตดั แต่งกิ่งที่ต่ากว่า 1 เมตร เพื่อเพิ่มพ้ืนท่ีใบให้แก่ตน้ ยางในการสร้างอาหารนาไปใช้ในการ
เสริมสร้างการเจริญเติบโตของลาตน้ ต่อไป และเม่ือยางอายุ 1 ปี ข้ึนไป ตดั แต่งก่ิงในระดบั ต่ากวา่ 2 เมตร ออก
ควรตดั แต่งกิ่งยางในช่วงตน้ ฤดูฝน และปลายฤดูฝน ยกเวน้ ยางบางพนั ธุ์ เช่น พนั ธุ์สถาบนั วิจยั ยาง 251 ที่แตก
กิ่งกา้ นเป็ นจานวนมาก หากทิ้งไวจ้ นถึงตน้ ฤดูฝน กิ่งจะมีขนาดใหญ่และเล้ือย ให้ตดั แต่งก่ิงออกไดบ้ างส่วน
เพ่ือไม่ใหก้ ระทบต่อการเจริญเติบโตของตน้ ยาง และไม่ควรตดั แต่งกิ่งจนตน้ สูงชะลูดจนมีทรงพุ่มอยู่ท่ีระดบั
ความสูง 3-4 เมตรข้ึนไป เพราะทาใหต้ น้ ยางเจริญเติบโตเพิม่ ขนาดของลาตน้ ชา้ ทาใหต้ น้ ยางเปิ ดกรีดชา้ เช่นกนั
การตดั แต่งกิ่งใชก้ รรไกรตดั ใหช้ ิดกบั ลาตน้ ไม่ควรใชม้ ีดตดั หรือสับ และโนม้ ตน้ ลงมา ควรทาสารเคมีป้องกนั
โรคและแมลงดว้ ยปนู ขาว ปูนแดง หรือสี บริเวณรอยแผลที่ตดั แต่งก่ิงทกุ คร้ัง
6
4.2 การคลุมโคน
ปลายฤดูฝนควรคลุมบริเวณตน้ ยาง เพื่อรักษาความช้ืนในดินในช่วงฤดูแลง้ โดยใชฟ้ างขา้ ว หรือ
เศษซากพชื เหลือใชจ้ ากการเกษตรคลุมบริเวณโคนตน้ ยางเป็นวงกลมห่างจากโคนตน้ ยาง 5-10 เซนติเมตร ใหม้ ี
รัศมีคลมุ พ้ืนท่ีโคนตน้ ยางประมาณ 1 เมตร คลมุ หนาประมาณ 10 เซนติเมตร
4.3 การป้องกนั รอยไหม้จากแสงแดด
ในฤดูแลง้ มกั ปรากฏรอยแหง้ จากแสงแดด ซ่ึงเกิดจากเน้ือเยอ่ื ส่วนน้นั ไดร้ ับแสงแดดเป็นเวลานาน
ติดตอ่ กนั จนเซลลเ์ น้ือเยอ่ื เสียหาย ไมส่ ามารถเจริญเติบโตต่อไปได้ ก่อนเขา้ ช่วงแลง้ ควรใชป้ ูนขาว 1 ส่วนผสม
กบั น้า 2 ส่วน หมกั แช่ทิง้ คา้ งคืน ทาต้งั แตบ่ ริเวณโคนตน้ ส่วนที่เป็นสีน้าตาลสูงข้นึ มาจนถึงส่วนท่ีเป็นสีน้าตาล
ปนเขียวเพ่อื ป้องกนั ความรุนแรงของแสงแดด
4.4 การควบคุมและกาจดั วัชพืช
วชั พืชเป็ นปัจจยั หลกั ที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของตน้ ยางในช่วงยางก่อนเปิ ดกรีด การควบคุม
กาจดั วชั พืชมีหลายวธิ ี ดงั น้ี
1) การควบคุมและกาจัดวัชพืชแบบไม่ใช้สารเคมี
การปลูกพืชแซมยาง สามารถปลูกพืชแซมไดต้ ้ังแต่เริ่มปลูกยางพาราจนกระทัง่
ยางพาราเจริญเติบโตจนมีร่มเงาในระหว่างแถวยาง นอกจากน้ีป๋ ุยที่ใส่ให้พืชแซมยางยงั เป็ นประโยชน์ต่อ
ยางพาราไดอ้ ีกดว้ ย พืชแซมท่ีนามาปลูกควรเป็ นพืชไร่หรือพืชสวนอายุส้ัน และพืชผกั ตอ้ งเป็ นพืชท่ีเขา้ กับ
สภาพของดินและภูมิอากาศในบริเวณน้ัน และเป็ นที่ตอ้ งการของตลาดดว้ ย การปลูกให้ปลูกห่างจากแถว
ยางอย่างน้อย 1.0-1.5 เมตร ไม่แนะนาให้ปลูกออ้ ยโรงงาน และละหุ่ง หากจาเป็ นตอ้ งปลูกมนั สาปะหลงั ใน
ระหว่างแถวยาง ควรปลูกห่างจากแถวยางไม่น้อยกว่า 2 เมตร และไม่ควรปลูกพนั ธุ์ที่มีลาตน้ สูง ในกรณีท่ี
แปลงยางเคยเป็นโรคราก ไม่แนะนาใหป้ ลกู มนั สาปะหลงั เป็นพชื แซม
การปลูกพืชคลุมดินตระกูลถัว่ ระหว่างแถวยาง ช่วยควบคุมวชั พืช ให้อินทรียว์ ตั ถุและ
ธาตุอาหาร และป้องกนั การชะลา้ งของหนา้ ดิน พืชคลุมดินตระกูลถัว่ ที่แนะนาไดแ้ ก่ คาโลโปโกเนียม
เพอราเรีย เซนโตรซิมา ซีรูเลียม และมูคูนา การปลูกควรปลูกห่างจากแถวตน้ ยางประมาณขา้ งละ 2 เมตร
ส่วนมูคูนาควรปลูกบริเวณก่ึงกลางระหว่างแถวยางห่างกนั ตน้ ละ 5-8 เมตร ตอ้ งระวงั พืชคลุมเล้ือยข้ึนพนั
ตน้ ยาง และในช่วงฤดูแลง้ ใหร้ ะวงั เศษซากพืชคลุมที่แห้ง อาจก่อใหเ้ กิดปัญหาไฟไหมส้ วนยางได้ ไม่ควรปลกู
พชื คลมุ ก่อนปลูกยาง
7
ภาพท่ี 3 การปลูกพืชคลุมดินระหวา่ งแถวยาง
ใชแ้ รงงานคน เช่น การขุด ถาก ตดั สามารถทาไดท้ ้งั ในระหว่างแถวตน้ ยางและในแถว
ตน้ ยาง และควรกาจดั ก่อนวชั พืชออกดอก
การใชร้ ถแทรกเตอร์ เหมาะกบั สวนยางที่ไม่ปลูกพืชแซมหรือพืชคลุม โดยการตดั หรือไถ
พรวนระหว่างแถวตน้ ยางปี ละ 2 คร้ัง ช่วงตน้ ฤดูฝนและปลายฤดูฝน สาหรับสวนยางพาราที่มีอายุต้งั แต่ 4
ปี ข้ึนไป ไม่ควรใช้รถแทรกเตอร์ไถอีกต่อไป เน่ืองจากทาใหส้ ูญเสียรากฝอย รวมท้งั เสียเวลาในการสร้างราก
ใหม่ทดแทน นอกจากน้ีการตัดรากทาให้เกิดบาดแผล เช้ือโรคเขา้ ทาลายได้ง่ายข้ึน และทาให้ดินอัดแน่น
โครงสร้างดินเสียหาย สวนยางท่ีเปิ ดกรีดแลว้ ทาใหผ้ ลผลิตลดลงเป็นระยะเวลา 3-6 เดือน
2) การควบคุมและกาจัดวัชพืชแบบใช้สารเคมี
การใช้สารเคมีกาจดั วชั พืชเป็ นวิธีที่สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูง ผูป้ ฏิบตั ิควร
เขา้ ใจเกี่ยวกบั ชนิด ขนาด อายุของวชั พืช อายุของตน้ ยาง สภาพแวดลอ้ ม ชนิดและอตั ราของสารเคมี
ที่ใช้ ตลอดจนวิธีใช้ที่ปลอดภยั ผลตกคา้ งในดินและน้า ปัจจุบนั สารเคมีกาจดั วชั พืชที่แนะนาให้ใช้ใน
สวนยาง รวมถึงอตั ราการใช้ แสดงดงั ตารางที่ 1
ตารางท่ี 1 สารเคมีป้องกนั กาจดั วชั พชื ในสวนยางพารา
ประเภทวชั พืช สารกาจดั วชั พชื อตั ราการใช/้ ไร่
หญา้ คา ไกลโฟเสท (glyphosate 48% SL) 750-1,000 มิลลิลิตรตอ่ น้า 100 ลิตร
วชั พืชอื่น ๆ ไกลโฟเสท (glyphosate 48% SL)
200 มิลลิลิตรตอ่ น้า 50 ลิตร
การใช้สารเคมีกาจัดวชั พืชไกลโฟเสท เกษตรกรผูใ้ ช้ ผูร้ ับจ้างพ่นสารเคมีต้องแสดง
หลกั ฐานวา่ ไดผ้ า่ นการอบรม ชนิดพืชที่ปลกู พร้อมจานวนพ้ืนท่ีปลูกเพ่ือกาหนดปริมาณสารเคมีท่ีจะซ้ือไปให้
มีความเหมาะสมกบั ความตอ้ งการใช้ เพ่อื นาไปแสดงเป็นหลกั ฐานในการซ้ือสารเคมี ส่วนผรู้ ับจา้ งพน่ ตอ้ งผา่ น
การอบรมเช่นเดียวกนั โดยตอ้ งมีใบอนุญาตรับจา้ งพน่ เท่าน้นั
8
การใชส้ ารเคมีกาจดั วชั พืชตามอตั ราที่แนะนาและปฏิบตั ิการพ่นท่ีถูกตอ้ งตามหลกั วิชาการ
ไม่มีผลกระทบกบั ตน้ ยาง การใชส้ ารกาจดั วชั พืชประเภทดูดซึม เช่น ไกลโฟเสท ไม่มีผลต่อการแสดงอาการ
เปลือกแหง้ ของตน้ ยาง ในขณะที่การใชร้ ะบบกรีดถี่ ทาใหต้ น้ ยางแสดงอาการเปลือกแหง้ มากกวา่
ภาพท่ี 4 การกาจดั วชั พชื ในสวนยาง
4.5 การใส่ป๋ ยุ ยางพารา
สูตรป๋ ุย และอัตราป๋ ุยท่ีแนะนาสาหรับยางพารา เป็ นสูตรป๋ ุยท่ัวไปเหมาะสาหรับดินท่ีเป็ น
ตวั แทนส่วนใหญ่ของประเทศ เพ่ือให้เกษตรกรสามารถนาไปปฏิบตั ิไดง้ ่าย ท้งั น้ีให้ใช้ป๋ ุยที่ข้ึนทะเบียนกับ
กรมวชิ าการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ยางพาราก่อนเปิ ดกรีด ป๋ ุยบารุง ป๋ ุยเคมีท่ีแนะนาใหใ้ ชใ้ นสวนยางก่อนเปิ ดกรีดมี 3 สูตร ตาม
เขตปลูกยาง คือ
สูตร 20-8-20 สาหรับดินร่วนเหนียวและดินร่วนทรายในเขตปลกู ยางเดิม
สูตร 20-10-12 สาหรับดินร่วนเหนียวในเขตปลูกยางใหม่
สูตร 20-10-17 สาหรับดินร่วนทรายในเขตปลูกยางใหม่
หมายเหตุ - เขตปลูกยางเดิม คือ เขตพ้ืนที่ปลูกยางภาคใตแ้ ละภาคตะวนั ออก 3 จงั หวดั คือ
ระยอง จนั ทบุรี และตราด
- เขตปลกู ยางใหม่ ไดแ้ ก่ พ้นื ท่ีปลกู ยางในเขตภาคเหนือ ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ
ภาคตะวนั ออก (นอกเหนือจาก 3 จงั หวดั ) และภาคกลาง
อตั ราป๋ ุยท่ีแนะนาใหใ้ ส่แตกต่างกนั ตามชนิดของเน้ือดิน และอายุของตน้ ยาง (ตารางที่ 2) ควรใส่
ป๋ ุยอินทรียร์ ่วมดว้ ยในพ้ืนที่ที่มีปริมาณอินทรียวตั ถุต่าอตั ราอย่างนอ้ ย 2 กิโลกรัมต่อตน้ ต่อปี โดยคลุกเคลา้ กบั
ดินก่อนใส่ป๋ ยุ เคมี 15-20 วนั
9
วิธีการใส่ป๋ ุยยางเล็ก ใส่เป็นวงกลมรอบ ๆ ลาตน้ ตามบริเวณทรงพุ่ม เมื่อตน้ ยางมีอายุ 2 ปี ข้ึนไป
ให้ใส่ป๋ ุยโดยโรยเป็ นแถบ 2 ขา้ งแถวยางตามบริเวณทรงพุ่มของตน้ แลว้ เกลี่ยดินกลบให้ป๋ ุยอยู่ใตผ้ ิวดิน ใน
พ้ืนท่ีลาดชนั และพ้ืนที่ที่มีฝนตกชุกติดต่อกนั เป็ นเวลานาน ควรใส่โดยขุดหลุมลึกประมาณ 5-10 เซนติเมตร
จานวน 2 หลุมต่อตน้ เพื่อลดการชะลา้ งป๋ ุย การใส่ป๋ ุยบริเวณรอบทรงพุ่ม เน่ืองจากบริเวณปลายรากจะอยู่
บริเวณทรงพุ่ม เป็นรากใหม่ ๆ และรากฝอยซ่ึงเป็นรากท่ีสาคญั ในการดูดน้า และสารอาหารจากดินจะมีอยมู่ าก
ในบริเวณน้นั
ตารางที่ 2 สูตรและอตั ราป๋ ุยที่แนะนาใหใ้ ชก้ บั ตน้ ยางก่อนเปิ ดกรีด
อายตุ ้นยาง เขตปลูกยางเดิม (กรัม/ต้น) เขตปลูกยางใหม่ (กรัม/ต้น)
(เดือน)
ปี ท่ี ดินร่วนเหนยี ว ดินร่วนทราย ดนิ ร่วนเหนยี ว ดินร่วนทราย
20-8-20 20-8-20 20-10-12 20-10-17
1 2 70 100 60 70
5 100 140 80 110
11 130 170 100 120
2 14 150 200 110 130
16 150 210 120 130
23 150 210 180 140
3 28 230 320 180 210
36 230 320 180 210
4 42 240 330 180 210
48 240 330 200 280
5 52 260 360 200 280
60 260 360 200 280
6 64 270 370 200 330
72 270 370 200 330
7 76 - - 200 330
84
200 330
ยางพาราหลังเปิ ดกรีด ใส่ป๋ ุยเคมีสูตร 30-5-18 ในกรณีผสมป๋ ุยใชเ้ อง หรือป๋ ุยเคมีสูตรสาเร็จ
29-5-18 โดยแบ่งใส่ปี ละ 2 คร้ัง คร้ังแรกใส่ตน้ ฤดูฝนช่วงใบเพสลาด และคร้ังท่ีสองใส่ปลายฤดูฝน อตั รา 500
กรัมต่อตน้ ต่อคร้ัง ในช่วงที่ดินมีความช้ืนหรือฝนตกติดต่อกนั โดยหวา่ นระหวา่ งแถวหรือโรยบริเวณก่ึงกลาง
แถว ควรเกล่ียใบยางให้เป็ นแนวก่อนใส่ป๋ ุยแลว้ คราดกลบ ในกรณีท่ีระหวา่ งแถวยางเป็ นร่องระบายน้าให้ใส่
ป๋ ุยห่างจากโคนตน้ ยางประมาณ 2-3 เมตร ถา้ พ้นื ท่ีลาดเอียง หรือสูง ๆ ต่า ๆ เป็นลอนลาด ควรขดุ หลุมแลว้ ฝัง
กลบเพื่อป้องกนั ป๋ ุยถูกชะลา้ ง ไม่ควรใส่ป๋ ุยบริเวณโคนตน้ ยางหรือห่างจากตน้ ยาง 1.0-1.5 เมตร เน่ืองจากราก
ฝอยบริเวณใกล้ ๆ ลาตน้ ส่วนใหญ่เป็นรากแก่มีศกั ยภาพในการดูดธาตอุ าหารต่ามาก
10
การผสมป๋ ุยสูตร 30-5-18 มีสัดส่วนการผสมอย่างง่าย ดังน้ี 6:1:3 หมายถึง ป๋ ุยยูเรีย (46-0-0)
จานวน 6 กระสอบ ป๋ ุยไดแอมโมเนียมฟอสเฟต (18-46-0) จานวน 1 กระสอบ และป๋ ุยโพแทสเซียม (0-0-60)
จานวน 3 กระสอบ สูตรน้ีผสมไดค้ ร้ังละ 500 กิโลกรัม หรือ 10 กระสอบ ใส่ตน้ ยางได้ 1,000 ตน้ อตั ราตน้ ละ
500 กรัม หรือคานวณง่าย ๆ อตั ราการใส่ป๋ ุย 1 กระสอบต่อไร่
ในกรณีที่ไม่ตอ้ งการผสมป๋ ุยใชเ้ อง และไม่สามารถหาป๋ ุยสูตร 29-5-18 จากร้านคา้ ได้ เกษตรกร
อาจเลือกใชป้ ๋ ุยสูตร 15-7-18 แทนโดยใส่คร้ังละ 500 กรัมต่อตน้ ร่วมกบั ป๋ ุยสูตร 46-0-0 ถา้ ใส่แบบหว่านใช้
อตั ราคร้ังละ 300-350 กรัมต่อตน้ ถา้ ใส่แบบขดุ หลุมแลว้ ฝังกลบใชอ้ ตั ราคร้ังละ 150-175 กรัมตอ่ ตน้ โดยใส่ ปี
ละ 2 คร้ัง
สาหรับการใส่ป๋ ุยคอกหรือป๋ ุยอินทรีย์ ควรใส่โดยผสมคลุกเคลา้ กบั ดิน หรืออาจใช้วิธีโรยเป็ น
จุด ๆ ห่างจากแถวยาง 2-3 เมตร หรือใส่ก่ึงกลางระหว่างแถวยาง ไม่ควรวางป๋ ุยท้งั กระสอบ ถึงแมว้ ่าจะกรีด
กระสอบใหข้ าดกต็ าม เพราะไม่มีผลในการปรับสภาพดิน
ภาพท่ี 5 การใส่ป๋ ยุ ในสวนยาง
11
4.6 โรคยางพาราท่ีสาคัญและการป้องกนั กาจดั
โรคราก
โรครากของยางพาราท่ีสาคญั ในประเทศไทยมี 3 ชนิดคือ โรครากขาว โรครากน้าตาล และ
โรครากแดง สาเหตุเกิดจากเช้ือเห็ดราช้นั สูง เช้ือราเขา้ ทาลายระบบราก ทาให้ตน้ ยางที่เป็นโรคยนื ตน้ ตาย โรค
จะลุกลามไปสู่ตน้ ยางรอบรัศมีของตน้ ที่เป็นโรคท้งั ในแถวและระหว่างแถว หากปล่อยไวโ้ รคจะขยายลุกลาม
ทาใหต้ น้ ยางตายเพิ่มข้นึ และรายไดล้ ดลงตลอดอายกุ ารใหผ้ ลผลิตของสวนยาง
การป้องกนั กาจดั โรครากให้ประสบผลสาเร็จตอ้ งใชว้ ิธีการจดั การแบบผสมผสาน ท้งั การ
ปฏิบตั ิทางเขตกรรม การทาความสะอาดแปลงปลูก การใชส้ ารเคมี และการเพ่ิมประสิทธิภาพของจุลินทรียท์ ี่
เป็นประโยชน์ในดิน โดยเร่ิมต้งั แต่การเตรียมแปลงปลูกจนถึงระยะเก็บเก่ียวและโค่น ไดแ้ ก่ เตรียมพ้ืนที่ปลูก
ในช่วงแลง้ โดยกาจดั ตอไมห้ รือรากไมเ้ ดิมออกจากแปลง ใหไ้ ถพลิกดินตากแดดอย่างนอ้ ย 2 คร้ัง แต่ละคร้ัง
ห่างกนั 10-20 วนั ในแปลงยางปลูกแทนที่มีประวตั ิเป็นโรคราก ไม่ควรปลูกยางในช่วง 1-2 ปี แรก แต่ให้ปลูก
พืชลม้ ลุกอายุส้ันทดแทนก่อน เช่น พืชไร่ตระกูลถวั่ พืชคลุม พืชตระกูลแตง ขา้ วโพดหรือขา้ วไร่ เพ่ือตดั วงจร
ชีวติ เช้ือราโรครากที่มีชีวิตอยใู่ นเศษรากไมใ้ นดิน
ป้องกนั ตน้ ยางปลูกใหม่ติดเช้ือราโรครากขาวในแปลงยางท่ีมีประวตั ิการเป็นโรคมาก่อน ใส่
กามะถนั ผง หรือป๋ ยุ ยเู รีย (46-0-0) อตั รา 100-200 กรัม ผสมกบั ดินในหลุมทิง้ ไว้ 15 วนั ก่อนปลูกยาง หรือใชป้ ๋ ุย
แอมโมเนียมซัลเฟต 200-300 กรัม ผสมกบั ดินและกลบปลูกตน้ ยางไดโ้ ดยไม่ตอ้ งทิ้งช่วง จากน้ันใส่ซ้าอตั รา
เดิมทุก 4 เดือนในช่วงที่ดินมีความช้ืน โดยโรยและกลบตามแนวรอบทรงพุ่มในช่วงแรกปลูกถึง 2 ปี ไม่ควร
โรยใหช้ ิดตน้ เนื่องจากทาใหเ้ กิดอนั ตรายกบั ตน้ ยาง และยเู รียไมค่ วรใส่ในช่วงท่ียางใบออ่ น
การควบคุมโรคหลงั ปลูก ตรวจสอบการเป็ นโรคโดยการสังเกตลกั ษณะใบ ลกั ษณะโคนตน้
และราก หากพบตน้ ยางเป็ นโรครุนแรง ให้ขุดออก ตน้ ยางที่เร่ิมแสดงอาการทางใบ ให้ใช้สารเคมีรักษาและ
ป้องกนั ตน้ ขา้ งเคียง โดยขดุ ดินออกจากโคนตน้ ใหเ้ ป็นร่องรอบโคนกวา้ ง 30-45 เซนติเมตร และราดสารเคมีท่ี
ผสมน้าลงไปรอบโคนตน้ ปริมาณ 1-4 ลิตรข้ึนกบั ขนาดของตน้ ยาง โดยไม่ตอ้ งกลบดิน และใชส้ ารเคมีซ้าทุก
4-6 เดือนอย่างนอ้ ย 2 คร้ัง และให้ตรวจสอบตน้ ยางสม่าเสมอ หากพบตน้ ยางเป็นโรคในช่วง 3 ปี แรก แสดงวา่
บริเวณหลุมปลูกหรือบริเวณใกลเ้ คียงมีแหล่งเช้ืออยู่ ให้ขุดทาลาย ร่วมกบั การขุดร่องเพ่ือป้องกนั การลุกลาม
ของโรค กวา้ ง 30 เซนติเมตร ลึก 60 เซนติเมตร ระหว่างตน้ ถดั จากตน้ ยางแสดงอาการทางใบในแถวเดียวกนั
ขา้ งละ 2 ตน้ และก่ึงกลางระหวา่ งแถวขา้ งเคยี งของแถวยางท่ีพบโรคกบั แถวถดั ไปท้งั สองขา้ ง
12
ก. ข.
ค. ง.
ภาพท่ี 6 สภาพสวนยางที่เป็นโรคราก (ก) ดอกเห็ดเช้ือราโรครากขาว (ข) ดอกเห็ดเช้ือราโรครากน้าตาล (ค)
และดอกเห็ดเช้ือราโรครากแดง (ง)
โรคราสีชมพู
โรคราสีชมพูระบาดในช่วงฤดูฝนเป็ นโรคที่ทาความเสียหายกบั ตน้ ยางอายุ 3-7 ปี ทาให้ก่ิง
แหง้ ตน้ ทรุดโทรม แคระแกร็น ไม่สามารถเปิ ดกรีดไดต้ ามกาหนด หากเป็นโรครุนแรงทาใหต้ น้ ยางยนื ตน้ ตาย
ได้ ส่วนตน้ ยางที่มีอายมุ ากแลว้ ไดร้ ับความเสียหายเพราะโรคน้ีนอ้ ย
การป้องกนั และการกาจดั โรค ช่วงฤดูฝนหมน่ั ตรวจสอบตน้ ยางอย่างสม่าเสมอ หากพบโรค
ในระยะเร่ิมแรก สามารถควบคุมได้ โดยใช้มีดเฉือนหรือขูดเปลือกบริเวณที่เป็ นโรคและใช้สารเคมีทาทบั
รอยแผล (ภาคผนวก ข) ตน้ ยางอายุ 3-4 ปี หากมีกิ่งหรือลาตน้ ตายลงมาท้งั ทรงพุ่ม ให้ตดั ส่วนที่เป็ นโรคออก
ต่ากวา่ บริเวณท่ีเป็นโรค 3 นิ้ว ทาสารเคมีเคลือบรอยตดั ปลอ่ ยใหก้ ิ่งแขนงท่ีงอกออกมาใหมท่ ดแทน
13
ภาพที่ 7 ตน้ ยางที่เป็นโรคราสีชมพู
โรคใบร่วงไฟทอปธอรา
ทาความเสียหายแก่ตน้ ยางท้งั ยางเล็กและยางใหญ่ โดยเขา้ ทาลายไดท้ ้งั แผ่นใบ กา้ นใบ ก่ิง
กา้ นท่ีเป็นสีเขียว ฝักยางและหนา้ กรีด ผลผลิตยางจะลดลงเม่ือใบยางร่วงมากกวา่ ร้อยละ 20 และจะลดลงมาก
ข้นึ ตามความรุนแรงของโรคหากร่วงมากกวา่ ร้อยละ 75 จะทาใหผ้ ลผลิตลดลงร้อยละ 30-50
การป้องกันและกาจัดโรคโดยการบารุงรักษาสวนยางให้สมบูรณ์ ด้วยการใส่ป๋ ุยตาม
คาแนะนา เพ่ือสร้างความทนทานต่อภาวะวิกฤติการระบาดของโรค จดั การสวนยางใหโ้ ล่งมีอากาศถ่ายเทได้
สะดวกเพือ่ ลดความเสี่ยงเช้ือราทาใหเ้ กิดโรคบริเวณหนา้ กรีด หากมีใบยางร่วงมากกวา่ ร้อยละ 50 ควรหยดุ กรีด
หรือลดความถี่ในการกรีดลงเน่ืองจากผลผลิตลดลงมากและเพื่อป้องกนั อาการเปลือกแห้ง ช่วงปลายฤดูฝน
ควรเร่งใส่ป๋ ุยบารุง หากสวนยางมีภาวะน้าท่วมขงั เป็นเวลานาน ควรงดการใส่ป๋ ุยทุกชนิดจนกว่าตน้ ยางฟ้ื นตวั
ตน้ ยางเลก็ ท่ีเริ่มแสดงอาการตายจากยอด ใหต้ ดั ยอดต่ากวา่ รอยแผลประมาณ 5 เซนติเมตร
14
ก. ข.
ค. ง.
ภาพท่ี 8 สภาพสวนยางท่ีเป็นโรคใบร่วงไฟทอปธอรา (ก) อาการใบร่วงไฟทอปธอรา (ข และ ค)
อาการฝักเน่าจากโรคใบร่วงไฟทอปธอรา (ง)
โรคราแป้ง
โรคราแป้งของยางพาราระบาดภายหลงั จากการผลดั ใบประจาปี ทาใหใ้ บยางและดอกยางร่วง
มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโต ผลผลิตลดลง และขาดแคลนเมล็ดยาง ความรุนแรงของโรคข้ึนกับอายุใบ
สภาพอากาศช่วงท่ีตน้ ยางแตกใบใหม่ และความตา้ นทานโรคของพนั ธุย์ าง
การป้องกันและกาจดั โรค บารุงรักษาสวนยางให้สมบูรณ์ ด้วยการใส่ป๋ ุยตามคาแนะนา
เพื่อสร้างความทนทานต่อภาวะวิกฤติการระบาดของโรค ช่วงปลายฤดูฝนควรใส่ป๋ ุยท่ีมีธาตุไนโตรเจนสูง
เพือ่ ใหต้ น้ สมบรู ณ์ ใบท่ีผลิใหม่สมบูรณ์และแก่เร็วข้นึ หลงั ฤดูการระบาดของโรคใหใ้ ส่ป๋ ุยช่วงตน้ ฝนเพ่ือฟ้ื นฟู
ตน้ ยาง เร่งการต่อยอดและบารุงตน้ ยางใหส้ มบรู ณ์อยเู่ สมอ ลดอาการเปลือกแหง้ และเพ่มิ ผลผลิตน้ายาง
ภาพที่ 9 ตน้ ยางที่แสดงอาการโรคราแป้ง
15
โรคใบจุดก้างปลา
โรคใบจุดกา้ งปลาระบาดทว่ั ไปในแปลงตน้ กลา้ ยาง ยางชาถุงแปลงกิ่งตาและแปลงยางใหญ่
สามารถพบไดต้ ้งั แต่เดือนเมษายนจนถึงใบยางก่อนผลดั ใบประจาปี ทาให้ใบยางท่ีเป็นโรคร่วงไดท้ ุกระยะท้งั
ใบยางแก่และใบยางอ่อน สามารถทาให้เกิดอาการตายจากยอด ตน้ ยางชะงกั การเจริญเติบโต ในยางพนั ธุ์ท่ี
ออ่ นแอมากสามารถทาใหต้ น้ ยางยนื ตน้ ตายได้
การป้องกนั และกาจดั โรค ควรหลีกเล่ียงปลูกยางพนั ธุ์ที่ค่อนขา้ งอ่อนแอซ่ึงมีความเสี่ ยงต่อ
การระบาดของโรคเมื่อเกิดสภาวะอากาศที่เหมาะสม เช่น RRIM 600 BPM 24 ฉะเชิงเทรา 50 ในแปลงปลูก
หากพบใบร่วงจากโรคมากกวา่ ร้อยละ 30 ใหฉ้ ีดพน่ ทรงพุ่มดว้ ยสารเคมี
ภาพที่ 10 ตน้ ยางที่แสดงอาการโรคใบจุดกา้ งปลา
โรคเส้นดา
โรคเส้นดาเป็นโรคที่เกิดบนหนา้ กรีด ทาใหห้ นา้ กรีดเสียหาย ระบาดในพ้ืนที่ที่มีความช้ืนสูง
ฝนตกชุก และเป็นพ้นื ท่ีท่ีมีโรคใบร่วงไฟทอปธอราระบาดเป็นประจา
การป้องกันและกาจดั โรค แหล่งปลูกยางท่ีมีการระบาดของโรคใบร่วงไฟทอปธอราเป็ น
ประจาไมค่ วรปลูกยางพนั ธุท์ ่ีอ่อนแอต่อโรค เช่น RRIM 600 กาจดั วชั พืชและจดั การสวนยางใหม้ ีอากาศถ่ายเท
ไดส้ ะดวกเพือ่ ลดความช้ืนในสวนยางในฤดูฝน ช่วงฤดูฝนป้องกนั โรคดว้ ยการใชส้ ารเคมี
ภาพที่ 11 ตน้ ยางที่แสดงอาการโรคเสน้ ดา
16
โรคเปลือกเน่า
เป็ นโรคท่ีทาลายหน้ากรีดในสวนยางที่มีความช้ืนสูง หรือสวนที่มีลกั ษณะทึบ ปลูกถี่ หรือ
สวนท่ีปลูกพืชร่วมอากาศถ่ายเทไม่สะดวก ระบาดในช่วงฤดูฝน ทาให้เปลือกยางที่งอกมาใหม่เน่าเสียหาย
เปลือกไม่งอกใหม่ทาใหส้ ูญเสียหนา้ กรีด
การป้องกันและกาจดั โรค กาจดั วชั พืชและจดั การสวนยางให้โล่งเตียน มีอากาศถ่ายเทได้
สะดวกเพ่อื ลดความช้ืนในสวนยาง เมื่อพบตน้ ยางเป็นโรค ใหใ้ ชส้ ารเคมีป้องกนั กาจดั เช้ือราและรักษาหนา้ กรีด
โดยทาหรือฉีดพน่ ดว้ ยสารเคมีชนิดใดชนิดหน่ึงทุก 7 วนั อยา่ งนอ้ ย 4 คร้ังหรือจนกวา่ หนา้ กรีดจะแหง้ ปกติ
ภาพท่ี 12 ตน้ ยางท่ีแสดงอาการโรคเปลือกเน่า
4.7 อาการเปลือกแห้ง
อาการเปลือกแห้งของตน้ ยาง เป็นอาการผิดปกติทางสรีระวิทยาของตน้ ยางที่มีผลต่อการไหลของ
น้ายาง ทาให้ผลผลิตน้ายางลดลงจนถึงไม่มีผลผลิต มีลกั ษณะการเกิด 2 แบบ คือ 1) อาการแบบชว่ั คราว เกิด
จากการกรีดถ่ีเกินไป การใชส้ ารเคมีเร่งน้ายางไม่เหมาะสม หรือการกรีดในสภาพแวดลอ้ มแห้งแลง้ เกินไป
ขาดการบารุง เม่ือพกั กรีดระยะหน่ึงและมีฝนตกตามฤดูกาลร่วมกบั การใส่ป๋ ุยบารุงตน้ ยาง อาการผิดปกติก็จะ
หายไป ตน้ ยางกลบั มาใหผ้ ลผลิตเหมือนเดิม แต่ถา้ ไม่หยดุ กรีดอาจพฒั นาอาการเป็นแบบถาวร 2) อาการแบบ
ถาวร เป็นอาการเปลือกแหง้ ท่ีไม่สามารถรักษาใหห้ ายไดด้ ว้ ยการพกั กรีด อาการผดิ ปกติแบบน้ีแบง่ เป็น 2 ชนิด
คอื อาการผดิ ปกติที่มกั เกิดข้นึ บริเวณใตร้ อยกรีดลกุ ลามลงไปถึงบริเวณเทา้ ชา้ ง และอาการผดิ ปกติท่ีเริ่มเกิดข้ึน
จากบริเวณเทา้ ชา้ งลุกลามข้ึนดา้ นบน พบมากในเขตแห้งแลง้ และดินท่ีมีปัญหา โดยปัจจยั เสี่ยงท่ีชกั นาให้เกิด
อาการเปลือกแหง้ ไดแ้ ก่
สภาพแวดลอ้ ม ท่ีเป็นพ้ืนท่ีปลกู ยางพาราท่ีมีช่วงแลง้ มากกวา่ 4 เดือน มีสภาพอากาศหนาวเยน็
เฉลี่ยรายปี ช่วง 18-22 หรือสูงกวา่ 29 องศาเซลเซียส มีหนา้ ดินลึกนอ้ ยกวา่ 1 เมตร มีช้นั กรวดอดั แน่น ช้นั หิน
แขง็ หรือช้นั ดินดาน ดินท่ีมีโครงสร้างแบบแท่งปริซึม ซ่ึงเป็นโครงสร้างของดินท่ีพบในดินเหนียว เน้ือดินท่ี
เป็นทรายจดั รวมถึงการใส่ป๋ ุยบารุงนอ้ ยหรือไม่เพยี งพอต่อความตอ้ งการของตน้ ยาง
พนั ธุ์ยาง บางพนั ธุ์ เช่น BPM 24 PB 235 PB 255 PB 260 และพนั ธุ์ยางที่ให้ผลผลิตสูงมาก
มีแนวโน้มเกิดอาการเปลือกแห้งได้ง่ายกว่าพนั ธุ์ให้ผลผลิตต่า เน่ืองจากปริมาณน้ายางท่ีกรีดออกจากตน้
17
มีมากกวา่ ปริมาณน้ายางที่ถูกสร้างข้ึนมาทดแทน ซ่ึงเก่ียวขอ้ งกบั ระบบกรีด การกรีดถี่ในตน้ ยางท่ีใหผ้ ลผลิตสูง
หลงั จากกรีดตน้ ยางจะสังเคราะห์น้ายางข้ึนใหม่ภายในเซลลท์ ่อน้ายาง 48-72 ชวั่ โมง เม่ือมีการกรีดใหม่ในวนั
ถดั ไป ทาใหก้ ารสังเคราะหน์ ้ายางไม่ครบวงจร หากกรีดระบบถ่ีต่อเน่ืองกจ็ ะเกิดอาการเปลือกแหง้
การใชส้ ารเคมีเร่งน้ายาง เป็นการยืดระยะเวลาหยุดไหลของน้ายาง ทาใหน้ ้ายางไหลนานข้ึน
ความเขม้ ขน้ น้ายางลดลง ความถี่ในการใชแ้ ละความเขม้ ขน้ ของสารเคมีเร่งน้ายางมากเกินไปส่งผลทาให้เกิด
อาการเปลือกแหง้ เร็วและรุนแรงข้นึ
อายุตน้ ยาง อาการเปลือกแห้งมกั เป็ นกบั ตน้ ยางที่เปิ ดกรีดแลว้ และเป็ นมากข้ึนเม่ืออายุการ
กรีดมากข้ึนเป็นปกติ แต่จะทวคี วามรุนแรงเมื่อมีปัจจยั อ่ืนที่ไม่เหมาะสม
สาเหตุที่ไม่แน่ชัด ตน้ ยางท่ียงั ไม่เปิ ดกรีด ตน้ ยางท่ีสมบูรณ์และปลูกในสภาพแวดลอ้ มท่ี
เหมาะสม หรือตน้ ยางที่กรีดดว้ ยระบบกรีดปกติ อาจพบว่ามีตน้ ท่ีแสดงอาการเปลือกแหง้ ไดเ้ ช่นเดียวกนั โดย
ไมส่ ามารถอธิบายถึงสาเหตไุ ด้
ลกั ษณะอาการและการเกดิ อาการเปลือกแห้ง มีการเจริญเติบโตผิดปกติของเซลลใ์ นท่อน้ายางของ
เปลือกยางคลา้ ยเซลลม์ ะเร็งที่เรียกว่า ไทโลส (Tylose) ซ่ึงทาใหเ้ กิดการอุดตนั ในท่อน้ายางและอนุภาคยางท่ีมี
อยใู่ นท่อน้ายาง จึงทาใหน้ ้ายางหยดุ ไหล ไทโลสท่ีอยใู่ นทอ่ น้ายางจะมีสารแทนนิน (Tannin) สะสมท่ีผนงั เซลล์
ทาให้ผนงั เซลลห์ นามากข้ึน มองเห็นเป็ นสีน้าตาลบนรอยกรีดหรือบริเวณเปลือกท่ีแสดงอาการเปลือกแห้ง
นอกจากน้ีการเกิดข้ึนและขยายตวั อย่างรวดเร็วของไทโลสในท่อน้ายาง ทาให้รูปแบบการเจริญเติบโตของ
เปลือกยางผิดปกติ ทาให้เห็นส่วนเปลือกดา้ นนอกแตก ล่อน เป็นป่ ุมปม ตน้ ยางที่เร่ิมแสดงอาการเปลือกแห้ง
สังเกตไดจ้ ากผลผลิตที่เปล่ียนแปลงไปจากเดิม ในระยะแรกมีผลผลิตต่อตน้ เพ่ิมสูงข้ึนมากอย่างเห็นไดช้ ดั น้า
ยางหยดุ ไหลชา้ ความเขม้ ขน้ น้ายางลดลงมากจากปกติ หลงั จากน้นั ผลผลิตจะลดลงอยา่ งรวดเร็ว หรือมีน้ายางท่ี
รอยกรีดแห้งเป็นช่วง ๆ และหยุดไหลในท่ีสุด ตน้ ยางท่ีแสดงอาการเปลือกแห้งจะมีขนาดของลาตน้ ใหญ่กว่า
ตน้ ปกติมาก
การป้องกันและรักษาตน้ ยางท่ีแสดงอาการเปลือกแห้ง ในกรณีอาการเปลือกแห้งแบบถาวรจะ
ไดผ้ ลเพียงระยะส้ัน ๆ เท่าน้นั จึงควรป้องกนั เพื่อลดความรุนแรงของการเกิดอาการเปลือกแหง้ ของยางพารา
ตามปัจจยั เส่ียงดงั น้ี
1. เม่ือพบความผดิ ปกติในการให้น้ายางของตน้ ยาง ควรหยดุ กรีด 3-6 เดือน หรือจนกระทง่ั น้า
ยางไหลเป็ นปกติเมื่อทาการทดสอบกรี ด
2. ดินท่ีมีลกั ษณะทางโครงสร้างไมด่ ี ขาดความอดุ มสมบูรณ์ ควรใชป้ ๋ ุยอินทรียร์ ่วมกบั ป๋ ุยเคมี
การใส่ป๋ ุยอินทรีย์ในรูปป๋ ุยหมกั ป๋ ุยมูลสัตว์ ป๋ ุยพืชสด และการปลูกพืชตระกูลถ่ัวคลุมดิน จะช่วยในการ
ปรับปรุงโครงสร้างของดินใหด้ ีข้นึ
3. การกรีดยาง ไม่ควรเปิ ดกรีดตน้ ยางขนาดเล็ก ควรหยุดกรีดในระยะท่ีตน้ ยางมีการผลิใบ
ใหม่ และไมใ่ ชร้ ะบบกรีดถี่
4. การใชส้ ารเคมีเร่งน้ายาง ไม่ควรใชก้ บั ตน้ ยางที่เพ่ิงเปิ ดกรีด สวนยางท่ีใชส้ ารเคมีเร่งน้ายาง
ควรมีตน้ ยางท่ีเจริญเติบโตดีอยใู่ นสภาพสมบูรณ์ หากใชส้ ารเคมีเร่งน้ายางควรใชก้ บั ระบบกรีดที่มีวนั หยุดนาน
18
ไม่ควรใชก้ บั พนั ธุ์ยางกลุม่ ท่ีมีการตอบสนองต่อสารเคมีเร่งน้ายางนอ้ ย ไดแ้ ก่ BPM 24 PB 235 และ RRIT 251
ไม่ควรใชก้ บั พนั ธุ์ยางที่อ่อนแอต่อการเกิดอาการเปลือกแห้งไดง้ ่าย ไม่ควรใชส้ ารเคมีเร่งน้ายางในขณะตน้ ยาง
เริ่มผลดั ใบและผลิใบใหม่ หรือในช่วงอากาศหนาว ความถี่และอตั ราการใชต้ อ้ งเหมาะสม เช่น ใชส้ ารเคมีเร่ง
น้ายาง 2.5% ไมเ่ กิน 6 คร้ังต่อปี
ภาพท่ี 13 สภาพสวนยางและตน้ ยางท่ีแสดงอาการเปลือกแหง้
5. การเกบ็ เกย่ี วและการปฏบิ ตั หิ ลงั การเกบ็ เกย่ี ว
มีระบบและวิธีการกรีดยางท่ีเหมาะสม เพ่ือไม่ให้เกิดผลเสียต่อตน้ ยางพาราและปริมาณผลผลิตน้ายาง
รวมถึงวิธีการเก็บเกี่ยว และกรองน้ายางที่สามารถรักษาคุณภาพและความสด สะอาดของน้ายางได้ หากผลิต
ยางก้อนถว้ ยจะพิจารณาการใช้สารเคมีช่วยให้น้ายางจบั ตวั เป็ นกอ้ นอย่างถูกวิธี และมีวิธีป้องกนั สิ่งแปลก
ปลอมเพ่ือใหไ้ ดย้ างกอ้ นถว้ ยท่ีสะอาด
การกรีดยาง
การกรีดยาง หมายถึงการนาผลผลิตน้ายางออกมาจากตน้ ยาง โดยคานึงถึงประสิทธิภาพสูงสุด และไม่
ก่อให้เกิดความเสียหายต่อต้นยาง โดยต้องระมัดระวงั รักษาเปลือก ให้กรีดซ้าได้นานไม่น้อยกว่า 30 ปี
ผลกระทบของการกรีดยางไม่ถกู วิธีมี ดงั น้ี ทาใหเ้ ปลือกงอกใหม่เป็นป่ ุมปม กรีดซ้าหนา้ เดิมไม่ได้ และตน้ ยาง
ทรุดโทรม ใหผ้ ลผลิตนอ้ ยลง หรืออาจไมใ่ หเ้ ลย
การกรีดให้ถูกตอ้ งและเหมาะสมกบั พนั ธุ์ยางท่ีปลูก หากกรีดไม่ถูกตอ้ งจะไม่สามารถได้ผลผลิตที่
คุม้ ค่า ถึงแม้ว่าจะมีการดูแลรักษาสวนยางท่ีดีต้งั แต่ตน้ ก็ตาม ดังน้ัน เพ่ือให้ได้ผลผลิตน้ายางที่สูงและได้
คณุ ภาพตามมาตรฐาน มีหลกั ที่ควรปฏิบตั ิ ดงั น้ี
การเปิ ดกรีด สารวจจานวนตน้ ยางพาราท่ีจะเริ่มกรีดยางได้ เพ่อื ใชว้ างแผนการกรีดยาง ตน้ ยาง
ท่ีเปิ ดกรีดได้ตอ้ งมีขนาดของเส้นรอบลาตน้ ไม่ต่ากว่า 50 เซนติเมตร ที่ความสูง 150 เซนติเมตรจากพ้ืนดิน
จานวนไม่น้อยกว่าคร่ึงหน่ึงของจานวนต้นยางท้งั หมด ไม่ควรเปิ ดกรีดโดยใช้อายุของต้นยางเป็ นเกณฑ์ใน
การเปิ ดกรีด เนื่องจากการเจริญเติบโตของต้นยางมีความแตกต่างกันข้ึนกับพนั ธุ์ยาง การจัดการสวนยาง และ
สภาพแวดลอ้ ม
19
ความสม่าเสมอของขนาดต้นยาง ในสวนที่เปิ ดกรีดแล้วควรมีจานวนต้นเจริญเติบโตดี
มีขนาดเส้นรอบลาต้นมากกว่า 50 เซนติเมตร ท่ีความสูง 150 เซนติเมตรจากพ้ืนดิน และตน้ ยางมีขนาด
สม่าเสมอไมน่ อ้ ยกวา่ ร้อยละ 70 ของจานวนตน้ ท้งั หมดในแปลงปลูก
ขอ้ ควรระวงั การกรีดตน้ ยางที่ขนาดลาต้นต่ากว่า 50 เซนติเมตร เช่น ที่ขนาด 45 และ 40
เซนติเมตร ผลผลิตจะลดลงร้อยละ 24 และ 35 ตามลาดบั เม่ือเปรียบเทียบกบั ตน้ ยางท่ีไดข้ นาด นอกจากน้ียงั
ส่งผลใหป้ ริมาณเน้ือยางแหง้ ลดลง และตน้ ยางเกิดอาการเปลือกแหง้ ไดง้ ่าย
ภาพท่ี 14 การวดั ขนาดตน้ ยางท่ีเปิ ดกรีด
ความสูงของรอยเปิ ดกรีด สาหรับหน้ากรีดแรก แนะนาให้เปิ ดกรีดท่ีระดับความสูง 150
เซนติเมตรจากพ้ืนดิน แต่อนุโลมให้เปิ ดกรีดไดท้ ่ีระดบั ความสูง 120-150 เซนติเมตร ข้ึนอยู่กบั ความชานาญ
ของคนกรีดยาง แต่เม่ือเปิ ดกรีดหนา้ กรีดต่อไป ควรเปิ ดกรีดท่ีระดบั ความสูง 150 เซนติเมตรจากพ้ืนดิน เพราะ
การเปิ ดกรีดหนา้ กรีดที่ 2 หรือ 3 หากเปิ ดกรีดที่ระดบั ความสูงมากกว่า 150 เซนติเมตร เช่น เปิ ดกรีดท่ีความสูง
170-200 เซนติเมตร เม่ือกรีดลงมาถึงที่ระดับใกลเ้ คียง 150 เซนติเมตรของหน้ากรีดแรก ผลผลิตจะลดลง
เน่ืองจากเปลือกท่ีอยู่รอบ ๆ รอยกรีดถูกตดั ไปแลว้ เป็ นการตดั ท่อน้ายาง ส่งผลให้ผลผลิตบริเวณน้นั ลดลง
ร้อยละ 20-30
ระบบกรีดยาง สถาบนั วิจยั ยางแนะนาระบบการกรีดยางไว้ 5 ระบบ แต่ระบบกรีดยางท่ีเป็ น
ขอ้ ปฏิบตั ิทางการเกษตรดีที่เหมาะสมเพ่อื การผลิตยางท่ีมีคุณภาพ มี 4 ระบบ ดงั น้ี
1. กรีดคร่ึงลาตน้ กรีด 1 วนั หยดุ 2 วนั (S/2 d3) เหมาะสมกบั พนั ธุ์ยางทวั่ ไป โดยเฉพาะ
พนั ธุ์ที่อ่อนแอต่ออาการเปลือกแหง้ เช่น พนั ธุ์ยางท่ีใหผ้ ลผลิตน้ายางสูง
2. กรีดคร่ึงลาตน้ กรีด 1 วนั หยดุ 1 วนั (S/2 d2) ใชไ้ ดก้ บั พนั ธุ์ยางทวั่ ไป
3. กรีดคร่ึงลาตน้ กรีดติดต่อกนั 2 วนั หยุด 1 วนั (S/2 d1 2d3) ไม่ควรกรีดเกิน 160 วนั
ตอ่ ปี และไม่ควรใชก้ บั พนั ธุ์ยางท่ีออ่ นแอต่ออาการเปลือกแหง้
20
4. กรีด 1 ใน 3 ของลาตน้ กรีดติดต่อกนั 2 วนั หยุด 1 วนั (S/3 d1 2d3) ไม่ควรกรีดเกิน
160 วนั ตอ่ ปี และไมค่ วรใชก้ บั พนั ธุ์ยางที่ออ่ นแอตอ่ อาการเปลือกแหง้
โดยเฉพาะพนั ธุ์ RRIT 251 RRIT 408 PB 235 BPM 24 หรือพนั ธุ์ท่ีให้ผลผลิตสูง ควรใช้
ระบบกรีดที่ 1 หรือ 2 เทา่ น้นั
ความถ่ีในการกรีดยางมีความสมั พนั ธก์ บั การสังเคราะห์น้ายาง ตน้ ยางที่ถูกกรีดจะมีการสร้าง
น้ายางข้ึนมาเพื่อชดเชยปริมาณน้ายางท่ีออกไป ซ่ึงระยะเวลาในการสร้างทดแทนที่เหมาะสมกบั การกรีด ตอ้ ง
ใชเ้ วลาประมาณ 48-72 ชวั่ โมง หรือ 2-3 วนั หลงั จากกรีดจึงจะไดน้ ้ายางมากที่สุด ท้งั น้ีข้ึนอยู่กบั พนั ธุย์ าง และ
ความสมบูรณ์ของตน้ ยาง
การใชร้ ะบบกรีดถี่ทาใหอ้ ายุกรีดของตน้ ยางส้ันลง ตน้ ยางสามารถกรีดไดน้ าน 25-30 ปี หาก
กรีดถ่ีจะทาการกรีดไดเ้ พียง 11-16 ปี ทาใหเ้ กษตรกรสูญเสียรายได้ ถา้ รวมท้งั ประเทศแลว้ นบั เป็นการสูญเสีย
รายไดเ้ ป็นจานวนมาก
การแบ่งหน้ากรีด แนะนาใหแ้ บง่ หนา้ กรีด 2-3 หนา้ กรีด โดยปกติจานวนทอ่ น้ายางจะกระจายไป
ทวั่ ลาตน้ ดงั น้นั ความยาวของรอยกรีดมีความสัมพนั ธ์กบั ผลผลิต รอยกรีดท่ียาวจะใหผ้ ลผลิตมากกวา่ รอยกรีดท่ี
ส้ัน เนื่องจากตดั ท่อน้ายางมากกวา่
ภาพท่ี 15 การเปิ ดกรีดยาง
มุมของรอยกรีด รอยกรีดควรทามมุ 30-35 องศากบั แนวระนาบ เน่ืองจากทอ่ น้ายางจะเรียงตวั
กนั เป็นวงรอบลาตน้ ตามแนวดิ่งเป็นช้นั ๆ ในลกั ษณะเอียงไปทางขวาประมาณ2-7 องศา การกรีดจึงควรกรีดจากซา้ ย
บนลงมาขวาล่าง เพื่อให้ตดั จานวนวงท่อน้ายางมากที่สุด และน้ายางไหลไดส้ ะดวกไม่ออกนอกรอยกรีด ทาให้
ไดผ้ ลผลิตเต็มที่ และควรรักษาระดบั ความลาดชนั ตามที่กาหนดไว้ การกรีดทามุมท่ี 45 องศา จะทาให้ความยาวรอย
กรีดเพิ่มข้ึนร้อยละ 22 เกิดการสิ้นเปลืองเปลือก และใชเ้ วลาในการกรีดมากข้นึ ในขณะท่ีผลผลิตเพิม่ ข้นึ เพียง ร้อย
21
ละ 2-3 และมุมของรอยกรีดที่ชนั จะทาใหอ้ ตั ราการไหลของน้ายางเร็วเกินไป ส่งผลให้ท่อน้ายางอุดตนั เร็วข้นึ
ส่วนการกรีดท่ีมมุ กรีดนอ้ ยกว่า 30 องศา จะทาใหน้ ้ายางไหลออกนอกรอยกรีด และสูญเสียผลผลิต
สาหรับอุปกรณ์ง่าย ๆ ท่ีใชต้ รวจวดั มุมกรีดใหไ้ ดข้ นาด ทาไดโ้ ดยการพบั มมุ ของแผน่ กระดาษ
ใหเ้ ป็น 3 ส่วน ก็จะไดม้ ุม 30 องศา ดงั น้ี
ภาพที่ 16 การพบั แผน่ กระดาษออกเป็น 3 ส่วน (ภาพ ก) เพอ่ื ทามมุ 30 องศา (ภาพ ข)
ภาพท่ี 17 การวดั มุมกรีดยาง 30 องศา
การทาเส้นแบ่งแนวหน้าหลัง เป็นการตีกรอบของรอยกรีด ควรทารอยแบง่ กรีดเส้นหนา้ -หลงั ให้
ชดั เจนในแต่ละปี กรีด ยาวประมาณ 30 เซนติเมตร เพื่อกาหนดความสิ้นเปลืองเปลือกในแต่ละปี และป้องกนั ไม่ให้
กรีดล้าเขา้ ไปในหนา้ เปลือกอ่ืนท่ียงั ไม่ไดก้ รีด
ภาพที่ 18 การทาเส้นแบ่งแนวหนา้ -หลงั เพื่อทากรอบควบคุมความยาวของรอยกรีดและความสิ้นเปลืองเปลือก
22
ความลึกของการกรีด ความต้ืนลึกของการกรีดเกี่ยวขอ้ งโดยตรงกบั การเพิ่มผลผลิตน้ายาง
เน่ืองจากความหนาแน่นของจานวนท่อน้ายางมีมากบริเวณเปลือกช้นั ใน และมีมากท่ีสุดบริเวณใกลเ้ ยื่อเจริญ
การกรีดจึงควรกรีดให้ลึกใกล้เน้ือเย่ือเจริญมากที่สุด การกรีดยางโดยเหลือส่วนของเปลือกช้ันในสุด 1.3
มิลลิเมตร จะเหลือวงท่อน้ายางที่ไม่ไดก้ รีดถึงร้อยละ 50 และเป็ นท่อน้ายางที่สมบูรณ์ท่ีสุด ถา้ กรีดเหลือ 0.5
มิลลิเมตร จะตดั วงท่อน้ายางไดถ้ ึงร้อยละ 80 ดงั น้นั การกรีดใหไ้ ดน้ ้ายางมากจึงควรกรีดให้ใกลเ้ ยื่อเจริญมาก
ท่ีสุด หากกรีดทาลายเย่ือเจริญหรือกรีดลึกเกินไปหน้ายางจะเป็ นแผล เปลือกงอกใหม่ไม่สามารถกรีดต่อไป
ได้ ในขณะที่การกรีดต้ืนเกินไป ทาใหไ้ ดผ้ ลผลิตนอ้ ย
การวางมีดกรีดยาง การกรีดยางให้ไดผ้ ลผลิตมากและไม่ทาลายหนา้ ยาง ให้วางมีดกรีดยาง
โดยใชเ้ ดือยมีดวางตรงเส้นแบ่งดา้ นหลงั และจิกเปลือก 1-2 คร้ัง ใหเ้ ดือยมีดลงลึกถึงเยอื่ เจริญ แลว้ กรีดจนหมด
ความยาวรอยกรีด ควรใชว้ ิธีกรีดยางแบบกระตุกขอ้ มือ ในขณะเดียวกนั ก็ย่อตวั และสลบั เทา้ ไปตามรอยกรีด
ของตน้ ยาง ไม่ควรกรีดโดยใช้ท่อนแขนลากหรือกรีดโดยกระชากมีด จะทาให้มีโอกาสกรีดบาดถึงเน้ือไม้
ไดง้ ่าย
ภาพที่ 19 โครงสร้างของเปลือกและเซลลท์ อ่ น้ายาง
มดี กรีดยาง เลือกมีดกรีดยางให้เหมาะสมกบั ความหนาของเปลือกตน้ ยางพารา เช่น ถา้ ตน้ ยาง
เปิ ดกรีดใหม่ควรใชม้ ีดคลองเล็กหรือร่องแคบ แต่หากเป็ นตน้ ยางท่ีอายุมาก ควรใชม้ ีดคลองใหญ่ หรือร่อง
กวา้ ง การลบั มีดและแต่งมีดท่ีถูกตอ้ งมีผลต่อฝีมือการกรีดยาง ไมท่ าใหก้ รีดบาดหนา้ ยาง และควรลบั มีดให้คม
และผูป้ ฏิบตั ิงานควรมีมีดสารองไว้ 2-3 เล่ม มีดกรีดยางควรคมอยู่เสมอ เพราะจะทาให้ตดั ท่อน้ายางได้ดี และ
สิ้นเปลืองเปลือกนอ้ ยกวา่
การเอยี งมุมมีดในการกรีด ในการกรีดยางจะตอ้ งกรีดเปลือกใหเ้ ป็นร่องเพ่อื ให้น้ายางไหลไป
ลงที่ถว้ ยรองรับไดส้ ะดวก ดงั น้นั การวางมุมมีดก็มีความสาคญั ถา้ ร่องกรีดเป็นมุมป้านมากจะทาให้น้ายางไหล
ไม่สะดวกและจะไหลบา่ จากหนา้ กรีดไม่ลงถว้ ยรองรับ
23
ภาพที่ 20 มีดกรีดยางท่ีลบั ใหค้ มและการเอียงมุมของมีดกรีดยาง
ความสิ้นเปลืองเปลือก ในการกรีดแต่ละคร้ัง ให้กรีดเปลือกหนาไม่เกิน 2 มิลลิเมตร การกรีด
เปลือกหนาหรือบางไม่มีผลกระทบต่อผลผลิตหรือทาให้ผลผลิตสูงข้ึน อย่างไรก็ตามความถี่ของการกรีดทาให้
สิ้นเปลืองเปลือกแตกตา่ งกนั โดยการกรีดถ่ีทาใหส้ ิ้นเปลืองเปลือกมากกวา่ การกรีดปกติ ดงั ตารางท่ี 3
ตารางท่ี 3 การใชค้ วามถ่ีในการกรีดยางมีผลตอ่ ความสิ้นเปลืองเปลือกแตกตา่ งกนั
ความถ่ใี นการกรีดยาง จานวนวันกรีด(วัน/ปี ) ความสิ้นเปลืองเปลือก(เซนตเิ มตรต่อปี )
การกรีด1วนั หยดุ 1วนั (d2) 120 25-30
การกรีด 1 วนั หยดุ 2 วนั (d3) 90 15-20
การกรีด 1 วนั หยดุ 3 วนั (d4) 65 12-15
การกรีด 2 วนั หยดุ 1 วนั (2d3) 150 40-45
การกรีด 3 วนั หยดุ 1 วนั (3d4) 170 50-55
การกรีดทุกวนั (d1) 180 60-65
24
ภาพท่ี 21 การกรีดหนามากกวา่ 2 มิลลิเมตร/คร้ังกรีด ทาใหส้ ิ้นเปลืองเปลือกและไมท่ าใหผ้ ลผลิตเพ่ิมข้ึน
การเวียนหน้ากรีดยาง ในกรณีที่แบ่งรอยกรีด 3 หนา้ ไม่ว่าจะกรีดหนา้ ล่างหรือกรีดยางหนา้
สูง ให้เวียนหน้ากรีดตามเข็มนาฬิกา เม่ือกรีดยางจนหมดหน้ากรีดแลว้ ให้เปล่ียนไปกรีดยางหน้าใหม่ทาง
ซา้ ยมือของรอยกรีดเดิม เพ่ือหลีกเล่ียงการตดั ท่อน้ายางของหนา้ กรีดเดิม เนื่องจากทอ่ น้ายางมีลกั ษณะเวียนจาก
ขวาบนมาซา้ ยลา่ ง ดงั น้นั การเวยี นกรีดดา้ นซา้ ยมือในยางบางพนั ธุ์ให้ผลผลิตสูงกวา่ ร้อยละ 20 เมื่อเปรียบเทียบ
กบั การเวียนกรีดดา้ นขวามือของหนา้ กรีดเดิม
21 3
ภาพท่ี 22 การเวยี นหนา้ กรีดกรณีแบ่งรอยกรีด 3 หนา้ ให้เวียนหนา้ กรีดยางตามเขม็ นาฬิกา หรือ
กรีดดา้ นซา้ ยมือของหนา้ กรีดเดิม
การวางลิน้ รองรับน้ายาง ถ้วยน้ายาง ลวดรองรับถ้วยน้ายาง ตาแหน่งการวางลิ้นรองรับน้า
ยางสัมพนั ธก์ บั ความสิ้นเปลืองเปลือก และการทาเส้นแบง่ แนวหนา้ -หลงั ของรอยกรีด ให้วางลิ้นรองรับน้ายาง
ห่างจากรอยกรีด 30 เซนติเมตร เพ่ือเป็ นการกาหนดความสิ้นเปลืองเปลือกในแต่ละปี และไม่ตอ้ งขยบั ลิ้น
รองรับน้ายางบ่อย ๆ เมื่อรอยกรีดต่าลงมา ท้งั น้ีในเขตท่ีมีลมแรงอาจจะติดลิ้นใกลร้ อยกรีดยางได้ ส่วนการติด
ลวดรองรับถว้ ยน้ายางจะติดต่ากวา่ ลิน้ รองรับน้ายางประมาณ 10 เซนติเมตร
25
ระยะห่างรอยกรีด3ก0บั ล้ิน 30 ซม.
ติดลวดวางถว้ ยต1่า0กว่าลนิ้ 10 ซม.
ภาพที่ 23 การติดอปุ กรณ์รองรับน้ายาง
เวลาที่เหมาะสมสาหรับกรีดยาง สาหรับการผลิตยางแผ่นดิบ ช่วงเวลาต้งั แต่กรีด เก็บน้ายาง
และส่งโรง ทายางหรือจุดรับซ้ือไม่เกิน 8 ชวั่ โมง ดงั น้นั เวลาที่เหมาะสมสาหรับการกรีด คือ เวลาหลงั เที่ยงคนื
ถึงเวลา 6.00 นาฬิกา เพ่ือรักษาสภาพของน้ายางสดไมใ่ หบ้ ูดและน้ายางไม่จบั ตวั
การกรีดยางหน้าสูง เหมาะสาหรับยางอายุมาก หรือยางที่มีหนา้ กรีดล่างเสียหาย การกรีดยาง
บริเวณน้ีจะให้ผลผลิตสูง เนื่องจากมีแป้งและน้าตาลสะสมบริเวณเหนือรอยกรีดเดิม หน้าล่างและเปลือกมี
ความหนามากกวา่ 8 มิลลิเมตร มีทอ่ น้ายางจานวนมากกวา่ เปลือกบาง สามารถยดื อายกุ ารกรีดไดถ้ ึง 10 ปี ก่อน
โค่นปลกู ใหม่
การกรีดยางหนา้ สูง แนะนาให้แบ่งหนา้ กรีดเป็น 3 หนา้ กรีดเหนือรอยกรีดเดิม 3 เซนติเมตร
โดยกรีดข้นึ ระบบกรีดที่ใช้ มีดงั น้ี
1) กรีดหน่ึงในสามของลาตน้ กรีดข้ึน กรีด 1 วนั หยุด 1 วนั ร่วมกบั การใช้สารเคมีเร่ง
น้ายางความเขม้ ขน้ 2.5% จานวน 4 คร้ัง/ปี กรีดเวยี นหนา้ กรีดทกุ ปี
2) กรีดหน่ึงในสามของลาตน้ กรีดข้ึน กรีด 1 วนั หยุด 2 วนั ร่วมกบั การใชส้ ารเคมีเร่ง
น้ายางความเขม้ ขน้ 2.5% จานวน 6 คร้ัง/ปี กรีดเวยี นหนา้ กรีดทุกปี
การแบ่งรอยกรีดเป็น 3 หนา้ กรีด กรีดเหนือรอยกรีดเดิม 3 เซนติเมตร เมื่อกรีดหมดปี ท่ี 1 ให้
เปล่ียนไปกรีดหนา้ กรีดท่ี 2-3 โดยเวียนหน้ากรีดตามเข็มนาฬิกา คือ ไปทางซ้ายของหน้ากรีดเดิม กรีดรอบ
ลาตน้ 3 ปี เปลี่ยนข้ึนไปกรีดรอบท่ี 2 เหนือรอยกรีดเดิมหนา้ แรก ทิศทางการกรีดยาง กรีดข้นึ สามารถใชไ้ ดท้ ้งั
มีดเกา๊ ซห์ รือมีดเจะ๊ บง (ภาพท่ี 24)
26
ภาพที่ 24 การกรีดยางหนา้ สูง
สารวจจานวนตน้ ท่ีแสดงอาการเปลือกแหง้ จานวนตน้ ตาย จานวนตน้ ที่ไม่ไดข้ นาด เพ่ือใช้
ประเมินประสิทธิผลของการผลิต และตอ้ งบนั ทึกขอ้ มูลปริมาณผลผลิตตอ่ วนั
6. การผลติ วัตถุดิบคุณภาพดี
การผลติ น้ายางสดคณุ ภาพดี
การเก็บรวบรวมและการควบคุมคุณภาพน้ายางสดในสวนยาง ควรคานึงถึงความสะอาดต้งั แต่น้ายาง
ไหลตามรอยกรีด ภาชนะและอุปกรณ์ทุกอย่างให้สะอาด เพ่ือป้องกนั ส่ิงแปลกปลอมปนเป้ื อนสู่ผลผลิตและ
ตรวจสอบใหม้ ีสภาพพร้อมใชง้ าน ภาชนะและอุปกรณ์ ไดแ้ ก่ ลิ้นและถว้ ยรองรับน้ายาง ควรลอกข้ียางออกให้
สะอาดอยเู่ สมอ
การเก็บรวบรวมน้ายางสดในสวนยาง ให้กรองน้ายางสดโดยเร็วก่อนการขนส่ง เพื่อแยกส่ิง
แปลกปลอม เช่น เปลือกไม้ เศษยาง หิน ดิน ทราย โดยใชต้ ะแกรงกรองหรือแร่ง ที่มีขนาดไม่นอ้ ยกวา่ 40 เมช
คือจานวนรูไม่นอ้ ยกว่า 40 ช่องต่อหน่ึงตารางนิ้ว ภาชนะบรรจุน้ายางสดที่ผา่ นการกรองแลว้ ตอ้ งสะอาด และ
ป้องกนั ไม่ให้น้ายางสดปนเป้ื อนจากส่ิงแปลกปลอม และการกรองยงั ช่วยขจดั ปริมาณเจลที่เกิดข้ึนในขณะท่ี
กรีดน้ายางออกมาไดด้ ้วยเช่นกนั โดยในน้ายางสดนอกจากจะมีส่วนของคาร์บอนกบั ไฮโดรเจนแลว้ ยงั พบ
กลุ่มอลั ดีไฮดท์ ี่ทาปฏิกิริยาเช่ือมโยงโมเลกุลทนั ท่ีท่ีกรีดน้ายางออกมา ทาให้สายโซ่โมเลกลุ ยางยาวข้ึนและเม่ือ
เกิดปฏิกิริยาต่อเน่ืองส่งผลให้น้ายางจบั ตวั เป็นกอ้ นเกิดลกั ษณะเป็นไมโครเจลท่ีมีขนาดโมเลกุลเล็กกว่าน้ายาง
เฉลี่ย 10 เท่า หากน้ายางไดผ้ า่ นการกรองละเอียด ไมโครเจลก็สามารถถูกขจดั ออกไปได้ ส่งผลให้สมบตั ิของ
ยางคงที่ สม่าเสมอตลอดท้งั ชุดการผลิต หากใชส้ ารรักษาสภาพใหใ้ ชต้ ามเกณฑท์ ี่ผรู้ ับซ้ือกาหนด
การกรองน้ายางสดเป็นวิธีการขจดั ส่ิงปนเป้ื อน และป้องกนั การจบั ตวั ของน้ายางในขณะขนส่ง หากไม่
ขจดั ส่ิงปนเป้ื อนออกไปจะทาให้ติดไปกบั แผน่ ยาง ยางแท่ง หรือน้ายางขน้ ได้ ส่งผลกระทบต่อสมบตั ิ ของ
27
ยางในการนาไปแปรรูปเป็ นผลิตภณั ฑ์ อีกปัจจยั ท่ีจาเป็ น คือ การกาหนดช่วงเวลาการปฏิบตั ิงานต้งั แต่ เริ่ม
กรีด เก็บน้ายาง และขนส่งไปโรงงานผลิตยางแผ่น ภายในเวลา 8 ช่ัวโมง ช่วยป้องกันน้ายางจบั ตวั และ
เส่ือมสภาพได้
ดูแลรักษาอุปกรณ์และภาชนะบรรจุที่ใช้ในการเก็บเก่ียวให้สะอาด เพื่อป้องกันส่ิงแปลกปลอม
ปนเป้ื อนสู่ผลผลิต และตรวจสอบใหม้ ีสภาพพร้อมใชง้ านเสมอ รวมท้งั ทาความสะอาดตะแกรงกรองหรือแร่ง
(เคร่ืองร่อนละเอียด; sieve) และภาชนะบรรจุน้ายางสดทุกคร้ังหลงั ใชง้ าน
ภาพท่ี 25 การเกบ็ น้ายางจากถว้ ย การกรองน้ายาง 1 คร้ังในสวนยางและการขนส่ง
การผลติ ยางแผ่นดิบคณุ ภาพดี
ยางแผ่นดิบคุณภาพดีข้ึนอยู่กับวิธีการผลิต สามารถจาหน่ายได้ราคาสูงกว่ายางแผ่นดิบคุณภาพต่า
ยางแผน่ ดิบคุณภาพดีตอ้ งมีความยดื หยนุ่ ดี แผน่ ยางสะอาด สีของแผน่ สม่าเสมอ และไดข้ นาดตามมาตรฐาน
วสั ดุอปุ กรณ์ในการผลิต
1. เคร่ืองกรองน้ายาง ขนาด 40 และ 60 เมช
2. ตะกง
3. ถงั สาหรับใส่น้าและน้ายาง
4. โตะ๊ นวดยาง
5. เคร่ืองรีดชนิดเรียบและชนิดดอก
6. โรงเรือน
7. กระป๋ องตวงน้ายาง
8. ใบพายกวนน้ายาง
9. ภาชนะผสมน้ายาง
10.กรดฟอร์มิคความเขม้ ขน้ 3% สาหรับตะกงถาดและยางกอ้ นถว้ ย เตรียมโดยใชก้ รด
ฟอร์มิคเขม้ ขน้ 94% ผสมน้าสะอาด อตั ราส่วน 1 : 30 โดยปริมาตร
28
สาหรับตะกงตบั ใชก้ รดฟอร์มิคความเขม้ ขน้ 4% มีการผสมดงั น้ี กรดฟอร์มิค 94%
จานวน 160 และ 213 มิลลิลิตร ผสมน้า 5 ลิตร จะไดส้ ารละลายกรดฟอร์มิคเจือจาง
3% และ 4% ตามลาดบั
วิธีการเตรียมน้ายาง หลงั จากไดน้ ้ายางที่ผ่านการกรองจากสวนแลว้ ตอ้ งนามากรองอีกคร้ัง
ดว้ ยเครื่องกรองน้ายาง ขนาด 40 หรือ 60 เมช
การทายางแผ่นในตะกงถาด
น้ายางสดที่ผ่านการกรองแลว้ นามารวบรวมในภาชนะเดียวกนั เพื่อท่ีจะไดค้ วามเขม้ ขน้ ของเน้ือยาง
เท่ากนั ตะกงถาดจะมีความจุโดยเฉล่ีย 6 ลิตร ดงั น้นั ส่วนผสมของน้ายางสดและน้าควรมีระดบั ไม่เกิน 5 ลิตร
โดยทว่ั ไปน้ายางจะมีเน้ือยางแหง้ ร้อยละ 32-35 จะใชอ้ ตั ราส่วนน้ายาง 3 ลิตร ผสมกบั น้าสะอาด 2 ลิตร กวนให้
เขา้ กนั จากน้นั เติมกรดฟอร์มิคที่เจือจางแลว้ 300 มิลลิลิตรต่อ 1 ตะกงถาด กวนเบา ๆ ใหเ้ ขา้ กนั แลว้ ปาดฟอง
ออกให้หมด ทิ้งไวป้ ระมาณ 45 นาที หรือเมื่อยางจบั ตวั แลว้ ก่อนนาไปนวดควรรินน้าสะอาดหล่อไวท้ ุกตะกง
เพ่ือสะดวกในการนายางออกจากตะกง การนวดยางควรนวดบนโต๊ะท่ีสะอาด ซ่ึงปูดว้ ยอะลูมิเนียมหรือแผ่น
สงั กะสี นวดดว้ ยมือหรือวสั ดุท่อนกลมที่สะอาดใหห้ นาประมาณ 1 เซนติเมตร จากน้นั นาไปรีดดว้ ยจกั รรีดยาง
ที่มีน้าหล่อผ่านเหนือลูกกลิ้ง ผ่านจกั รรีดเรียบประมาณ 3 คร้ัง แลว้ ผ่านจกั รดอกอีก 1-2 คร้ัง นาไปลา้ งน้าให้
สะอาดเพ่ือชะลา้ งกรดออก นาไปผ่งึ ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทไดส้ ะดวก ไมค่ วรผ่งึ แดด ส่วนของฟองน้ายาง นาไป
ผสมกบั กรดให้จบั ตวั แลว้ รีดเป็ นแผ่น ช่วยเพิ่มมูลค่า โดยขายในราคายางบล็อกแทนท่ีขายในรูปของข้ียาง
ราคาส่วนตา่ งไม่นอ้ ยกวา่ 10 บาทตอ่ กิโลกรัม
การทายางแผ่นในตะกงตับ
การทายางแผน่ ดิบคุณภาพดี ในตะกงขนาดใหญใ่ ชน้ ้ายางปริมาณมาก จาเป็นจะตอ้ งกาหนดปริมาณน้า
ยาง น้า และปริมาณกรดใหไ้ ดส้ ดั ส่วน ดงั น้ี
เมื่อนาน้ายางมาถึงโรงงานทายางแผ่น ควรกรองน้ายางสดดว้ ยเครื่องกรองน้ายางขนาด 60, 80 หรือ
100 เมช เพ่ือแยกส่ิงสกปรก หรือน้ายางท่ีจบั ตวั เป็นกอ้ นออก แลว้ จึงกวนน้ายางในบ่อรวมใหเ้ ขา้ กนั
จากน้นั หาปริมาณเน้ือยางแหง้ (DRC) เพื่อคานวณหาอตั ราส่วนน้ายาง น้า และกรดที่ใชใ้ นการจบั ตวั
ที่เหมาะสม โดยสุ่มน้ายางสด 50 มิลลิลิตร หาค่า DRC ตามมาตรฐานในห้องปฏิบตั ิการ หรือหา DRC รวม ใช้
วิธีง่าย ๆ โดยแบ่งใส่ในถว้ ยเคลือบที่สะอาดและแห้งจานวน 3 ถว้ ย ๆ ละ 4.5 กรัม อบในเคร่ืองไมโครเวฟท่ี
กาลงั ไฟสูงสุด (800 วตั ต)์ นาน 3นาที จากน้นั นาออกจากเคร่ืองไมโครเวฟ ต้งั ทิง้ ไวใ้ หเ้ ยน็ และชงั่ น้าหนกั นา
ค่าเฉลี่ยที่ไดค้ ูณดว้ ย 20 จะเป็ นค่าปริมาณเน้ือยางแห้ง เช่น น้าหนักหลงั อบเฉลี่ย 1.8 กรัม ดงั น้นั DRC (%) =
1.8 x 20 = 36 นาคา่ ท่ีไดไ้ ปคานวณหาอตั ราส่วนผสมตามตารางที่ 4
ตวั อยา่ งการใชต้ ะกงตบั ขนาด 50 แผน่ การผสมน้ายางในตะกง ขนาดกวา้ ง ยาว สูง เท่ากบั 55x120x39
เซนติเมตร ตอ้ งการน้าหนกั ยางแผ่น 0.90 กิโลกรัม วดั ความสูงและแบ่งได้ 36 ช่อง (1 ช่องมีปริมาตรประมาณ
6.6 ลิตร) มีการผสมน้ายาง ดงั น้ี ใชป้ ริมาณน้ายาง 125 ลิตร หรือ 19 ช่อง เติมน้าใหไ้ ด้ 35 ช่อง กวนใหเ้ ขา้ กนั
กวาดฟองออกให้หมด ค่อย ๆ เทกรดฟอร์มิคท่ีเจือจางแลว้ 4% ปริมาตร 7 ลิตร จนทวั่ ตะกง กวนสารละลาย
29
กรดฟอร์มิคเจือจางกบั น้ายางใหเ้ ขา้ กนั ชา้ ๆ ไปมา 15 คร้ัง กวาดฟองออกใหห้ มด ดว้ ยการไล่ฟองอากาศไปขา้ ง
ใดขา้ งหน่ึงของตะกง ทาการเสียบแผ่นเริ่มจากกกั ส่วนบริเวณที่ยงั คงมีฟองอากาศหลงเหลืออยู่ เสียบแผน่ ตรง
กลางของตะกง และทยอยเสียบโดยกะใหม้ ีระยะห่างของการเสียบเทา่ ๆ กนั จนหมดแผน่ เสียบ โดยในระหวา่ ง
การเสียบแผน่ จะตอ้ งกวาดฟองอากาศใหห้ มด ปล่อยทิ้งไวเ้ ป็นระยะเวลา 45 นาที ใชน้ ิ้วแตะผิวหนา้ ยาง หาก
น้ายางไม่ติดนิ้ว ให้ทาการหล่อน้าทนั ทีเพื่อป้องกนั ผิวหน้ายางมีสีคล้า ปล่อยทิ้งไวอ้ ีกประมาณ 2-3 ช่วั โมง
เพื่อใหย้ างจบั ตวั สมบูรณ์ เติมน้าในตะกงจนท่วม ดึงแผ่นเสียบออกและยกแผ่นยางออกจากตะกงไวใ้ นบ่อท่ีมี
น้าหล่อเต็มเพ่ือเตรียมการรีดแผ่น ใหเ้ รียงแผ่นยางเพอื่ สะดวกในการหยบิ แผน่ ยางเข้าเคร่ืองรีด ทาการรีดยางที
ละแผ่นผ่านเคร่ืองจกั รรีดยางท่ีมีน้าหล่อผ่าน ลงในบ่อลา้ งยางหลงั รีดที่มีน้าไหลผ่านตลอดระยะเวลาการรีด
พาดยางบนไมร้ าวท่ีสะอาด เรียงบนรถตากยางให้มีระยะห่างเท่า ๆ กนั ผ่ึงจนยางสะเด็ดน้านาไปตากในที่ท่ีมี
อากาศถา่ ยเทไดส้ ะดวก
ตารางที่ 4 ปริมาตรการผสมน้ายางและน้า ตามปริมาณเน้ือยางแหง้ (DRC, %) ในน้ายางสด
รายการ DRC น้ายางสด (%) 36
125
ปริมาตรน้ายาง (ลิตร) 32 34 19
ขีดน้ายาง 141 132 35
ขีดน้า เติมน้าในน้ายาง 21 20 288
ปริมาตรกรด (มิลลิลิตร) 35 35 7
ปริมาตรน้าที่เติมในกรด 288 288
เจือจาง 4% (ลิตร) 77
การผลติ ยางก้อนถ้วยคณุ ภาพดี
ยางกอ้ นถว้ ยคณุ ภาพดี (cup lump หรือ cup coagulum) คือ น้ายางสดท่ีจบั ตวั ในถว้ ยรองรับน้ายาง โดย
ใชส้ ารจบั ตวั เช่น กรดฟอร์มิค มีรูปทรงเหมือนถว้ ยรองรับน้ายาง กอ้ นยางท่ีผลิตไดจ้ ะมีสีขาว เม่ือทิง้ ไวห้ ลาย
วนั สีจะคล้าข้นึ และความช้ืนจะลดลง ยางกอ้ นถว้ ยคุณภาพดีมีหลกั ปฏิบตั ิ ดงั น้ี
ตารางที่ 5 สดั ส่วนการผสมกรดฟอร์มิคใหม้ ีความเขม้ ขน้ 3, 4 และ 5%
ความเขม้ ขน้ ของสารท่ีตอ้ งการ (%) ปริมาตรกรดฟอร์มิค 94% (มิลลิลิตร) ปริมาตรน้า (ลิตร)
3 160 5
4 213 5
5 266 5
การผสมสารควรทาในภาชนะท่ีสะอาดและใชแ้ ท่งคนท่ีสะอาดคนให้เขา้ กนั โดยเทสารละลายกรดลง
ในน้า และไมค่ วรเตรียมสารละลายกรดฟอร์มิกทิง้ ไวค้ า้ งคืน
30
การใชเ้ ติมกรดฟอร์มิค 3-5% ลงในน้ายางสด คร้ังละ 15-20 มิลลิลิตร ใชแ้ ท่งคนท่ีสะอาดคนให้เขา้ กนั
และวางทิ้งไวใ้ หย้ างจบั ตวั เป็นกอ้ น ปล่อยทิง้ ไวน้ านประมาณ 45 นาที จนไดเ้ ซรั่มสีเหลืองอ่อนใส แสดงวา่ ยาง
จบั ตวั สมบูรณ์ มีมาตรการป้องกนั ไม่ให้ยางกอ้ นถว้ ยปนเป้ื อนส่ิงแปลกปลอม เช่น เปลือกไม้ เศษยาง หิน ดิน
ทราย หรือวสั ดุปลอมปนใด ๆ และกาจดั สิ่งที่หลงเหลือในถว้ ยรองารับน้ายางออกหลงั เกบ็ ยางกอ้ นถว้ ยแลว้
ก่อนกรีดคร้ังต่อไปให้ตะแคงกอ้ นยาง และใส่กรดที่เจือจางแลว้ นอ้ ยกวา่ วนั แรก การผลิตยางกอ้ นถว้ ย
ควรกรีดไม่เกิน 6 คร้ังกรีด เพื่อให้ไดเ้ น้ือยางที่มีคุณภาพสม่าเสมอ จากน้นั เก็บยางกอ้ นเพื่อรวบรวมไปผ่ึงในที่
ที่มีอากาศถ่ายเทไดส้ ะดวก ส่วนของเหลวท่ีตกคา้ งให้เททิ้ง พร้อมคว่าถว้ ยเตรียมไวส้ าหรับการกรีดในวนั
ถดั ไป โดยปริมาณเน้ือยางแหง้ ของยางกอ้ นถว้ ยข้ึนอยกู่ บั ระยะเวลาการผ่งึ ดว้ ยระบบมีดกรีดต่าง ๆ (ตารางที่ 6)
เกบ็ และบรรจุยางกอ้ นถว้ ยในภาชนะหรือวสั ดุรองรับที่สะอาด ป้องกนั การปนเป้ื อนสิ่งแปลกปลอมได้
รวมท้งั ดูแลรักษาอุปกรณ์และภาชนะบรรจุท่ีใชใ้ นการเก็บเก่ียวใหส้ ะอาด เพ่ือป้องกนั การปนเป้ื อนสู่ผลผลิต
และตรวจสอบใหม้ ีสภาพพร้อมใชง้ าน
ตารางท่ี 6 ปริมาณเน้ือยางแหง้ ของยางกอ้ นถว้ ยตามระยะเวลาการผ่ึงดว้ ยระบบมีดกรีดต่าง ๆ
ระยะเวลา 1 คร้ังกรีด ปริมาณเนื้อยางแห้ง (DRC, %) 8 คร้ังกรีด
38.9 65.6
ผง่ึ (วัน) 45.7 2 คร้ังกรีด 4 คร้ังกรีด 6 คร้ังกรีด 72.3
1 53.5 46.1 51.1 59.2 78.8
2 67.7 53.4 60.2 67.9 83.5
3 72.4 62.3 67.8 75.8 86.8
4 76.4 70.3 77.0 79.6 88.9
5 84.0 74.5 85.0 85.7 90.1
6 85.6 78.9 86.6 87.1 91.4
7 85.6 85.1 86.6 87.8 91.4
8 86.2 87.0 89.2
9 86.2 87.0 89.2
31
ภาพท่ี 26 การผลิตยางกอ้ นถว้ ย
การเกบ็ รักษายางก้อนถ้วยก่อนจาหน่าย
ควรเกบ็ ยางกอ้ นแลว้ ใส่ในภาชนะท่ีสะอาด เช่น เขง่ หรือตะกร้าพลาสติก เป็นตน้ เพอ่ื ใหน้ ้าเซรั่มไหล
ออกจากกอ้ นยางไดส้ ะดวก หากจาหน่ายเป็นยางกอ้ นหมาดใหว้ างบนแคร่ ลานซีเมนตท์ ี่สะอาด ผา้ ปูพลาสติก
เป็นตน้ อย่างนอ้ ย 2 คืน ไม่ควรใหก้ องยางสัมผสั แดดเป็นระยะเวลานานเกินไป ควรสร้างคูระบายน้าสาหรับ
ใหน้ ้าเซร่ัมไหลออกไปรวมในบอ่ เก็บไดส้ ะดวก
ข้อควรระวงั ไม่ควรใส่ยางก้อนถ้วยในกระสอบพลาสติกหรือกระสอบป๋ ุย รวมท้ังการใช้เชือก
พลาสติกมัดปากถุง เน่ืองจากอาจมีเศษวัสดุหลุดและติดมากับก้อนยาง ซ่ึงถือว่าเป็ นวสั ดุร้ายแรงใน
กระบวนการผลิตยางแท่ง
ภาพท่ี 26 ใชผ้ า้ ใบปูบริเวณพ้ืนรถเพอ่ื ป้องกนั น้าเซรั่มไหลเป้ื อน ภาพที่ 27 ยางกอ้ นถว้ ย ณ จุดรวบรวมยาง
32
การประเมินหาปริมาณเนื้อยางแห้ง (DRC, %)
ในระดบั โรงงานยางแท่ง นาตวั อยา่ งยางกอ้ นถว้ ยรีดผา่ นเคร่ืองรีดเครพ แลว้ นาไปผา่ นเคร่ืองตดั ฝอย
(Shredder) วิธีน้ีเป็นวธิ ีการหา DRC ท่ีมีความแม่นยามากที่สุด โดยมีวิธีการปฏิบตั ิดงั น้ี
1. สุ่มตวั อยา่ งยางกอ้ นถว้ ยจานวน 20 กิโลกรัม
2. นาไปรีดผ่านเครพหยาบ โดยจานวนคร้ังที่รีดข้ึนอยู่กับความสะอาดของยางก้อนถ้วย
ยางกอ้ นถว้ ยท่ีสะอาดจะผ่านเครื่องรีดเครพประมาณไม่เกิน 10 รอบ แต่ยางที่สกปรกมาก
ข้ึนจะผา่ นการรีดไม่นอ้ ยกวา่ 30 คร้ัง เพ่ือชะลา้ งสิ่งสกปรกออกใหม้ ากที่สุด ยางที่ผา่ น เค
รพคร้ังสุดทา้ ยจะติดกนั เป็นผืนยาว
3. นายางเครพไปผา่ นเคร่ืองตดั ฝอย
4. นาเมด็ ยาง (crumb) เขา้ เตาอบ (Dryer) ยางแท่ง ท่ีอุณหภมู ิ 110-120 องศาเซลเซียส นาน 4
ชวั่ โมง
5. นายางท่ีแหง้ แลว้ มาชงั่ น้าหนกั
6. หา % DRC
%DRC = น้าหนกั ยางท่ีแหง้ แลว้ x 100
น้าหนกั กอ้ นยางสด
ในทางปฏิบตั ิการหา DRC ดว้ ยวิธีน้ีเป็ นวิธีการที่ยุ่งยากแต่สามารถหา DRC ไดอ้ ย่างแม่นยา ซ่ึงเป็ น
วิธีการท่ีโรงงานยางแท่งมกั ใช้ในการเก็บขอ้ มูลของสมาชิก ดงั น้ันวิธีการประเมิน DRC อีกวิธีหน่ึงคือชั่ง
ตวั อยา่ งยางกอ้ นถว้ ย 20 กิโลกรัม ทามาผ่านเครื่องรีดเครพจนยางสะอาดเป็ นผืนยาว ผ่ึงให้สะเด็ดน้า นามาชงั่
น้าหนกั จดบนั ทึกน้าหนกั ไว้ จากน้นั ตดั ตวั อย่างขนาด 5 x 5 นิ้ว นาเขา้ ตูอ้ บในห้องปฏิบตั ิการที่อุณหภูมิ 100
องศาเซลเซียส นาน 4 ชวั่ โมง นามาชง่ั น้าหนกั แลว้ คานวณกลบั ไปยงั น้าหนกั ของยางท้งั ผืน โดยตอ้ งทดสอบ
ทาคู่ขนานกนั ระหวา่ งอบตวั อยา่ งเมด็ ยาง (crumb) ในเตาอบ (Dryer) กบั การอบตวั อยา่ งยางเครพในตูอ้ บระดบั
ห้องปฏิบตั ิการ แลว้ คานวณน้าหนักท่ีได้เทียบกบั น้าหนักของยางเครพที่เขา้ ท้งั ผืน ค่าความแตกต่างจะเป็ น
คา่ คงที่ท่ีใชใ้ นการคานวณหา DRC ของยางกอ้ นถว้ ยในคราวต่อไป
ผทู้ ่ีปฏิบตั ิงานดา้ นน้ีจะเกิดทกั ษะและความชานาญ โดยการสงั เกตจากลกั ษณะกอ้ นยาง จานวนมีดกรีด
อายยุ างกอ้ นถว้ ย อาศยั ประสบการณ์จากการคานวณหาปริมาณ DRC เทียบกบั สายตา
ตวั อยา่ งการหา DRC โดยวธิ ีอบในเตาอบ
โรงงานยางแท่งยางกอ้ นถว้ ยของเกษตรกรรายหน่ึง จานวน 20 กิโลกรัม นามารีดผ่านเคร่ืองรีดเครพ
จนยางสะอาด และรีดจนเป็นผืนยาว นามาผ่ึงใหส้ ะเด็ดน้า จากน้นั นาเขา้ เตาอบหรือ Dryer สาหรับอบยางแท่ง
ท่ีอณุ หภูมิ 110-120 องศาเซลเซียส นานประมาณ 4 ชวั่ โมง ทาใหเ้ ยน็ แลว้ ชงั่ น้าหนกั ได้ 12.5 กิโลกรัม
% DRC = 12.5 x 100 = 62.5%
20.0
33
หรือยางกอ้ นถว้ ยชุดน้ีมี เปอร์เซ็นตค์ วามช้ืน เทา่ กบั
ความช้ืน (%) = 100 - %DRC = 100-62.5%
= 37.5%
ตวั อยา่ งการหา DRC โดยวิธีอบในตูอ้ บระดบั หอ้ งปฏิบตั ิการ
นายางกอ้ นถว้ ยของเกษตรกรเจา้ เดียวกนั จานวน 20 กิโลกรัม นามารีดผ่านเคร่ืองรีดเครพในจานวน
รอบท่ีเท่ากนั จนยางสะอาดและรีดเป็นผืนยาว ผ่ึงใหส้ ะเด็ดน้า ตดั ชิ้นตวั อยา่ งขนาด 5x5 นิ้ว บนั ทึกน้าหนกั ไว้
นาเขา้ ตอู้ บในหอ้ งปฏิบตั ิการที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส นาน 4 ชวั่ โมง นามาชง่ั น้าหนกั หลงั อบ
ตดั ชิ้นตวั อยา่ งขนาด 5 x 5 นิ้ว มีน้าหนกั ก่อนอบ = 1.45 กิโลกรัม
นาชิ้นตวั อยา่ งไปอบ มีน้าหนกั หลงั อบ = 1.23 กิโลกรัม
% DRC = 1.23 x 100 = 84.83 %
1.45
ดงั น้นั เปอร์เซ็นตค์ วามแตกต่างจากการอบในเตาอบกบั การอบในตูอ้ บ = 84.83 - 62.50 %
= 22.33 %
นน่ั หมายความวา่ ทกุ คร้ังท่ีมีการหาค่า DRC จะมีการนาค่าโดยประมาณ 23% มาหกั ลบกบั DRC ท่ีหา
ไดจ้ ากการนายางไปอบในตูอ้ บในหอ้ งปฏิบตั ิการเสมอ การหา DRC ดว้ ยการอบในตูอ้ บระดบั หอ้ งปฏิบตั ิการ
จึงเป็นอีกวิธีหน่ึงที่รวดเร็ว แต่การหา DRC ดว้ ยวิธีน้ีจาเป็นตอ้ งเปรียบเทียบกบั การอบใน dryer จนกวา่ ยางจะ
แห้งสนิท ซ่ึงจาเป็นตอ้ งเก็บตวั อย่างยางจานวนมากจนแน่ใจแลว้ ว่า หากมีตวั อยา่ งตามที่ไดศ้ ึกษามาจะไดผ้ ล
การคานวณหา DRC ใกลเ้ คียงกบั ความจริงมากท่ีสุด
7. การขนส่ง
การขนส่งผลผลิตยางในกระบวนการผลิตยางของเกษตรกร เช่น น้ายางสด ยางแผน่ ดิบ และยางกอ้ น
ถว้ ย ตอ้ งคานึงถึงความสะอาดของวตั ถุดิบ ยานพาหนะที่ขนส่งตอ้ งสะอาด อยู่ในสภาพพร้อมใชง้ าน สามารถ
ขนส่งผลผลิตไดโ้ ดยไมเ่ กิดความเสียหาย
กรณีน้ายางสด จะตอ้ งขนส่งไปยงั จุดรวบรวมหรือจุดรับซ้ือโดยเร็ว อยา่ งชา้ ไมเ่ กิน 8 ชวั่ โมง หลงั จาก
เก็บรวบรวมน้ายางสดแลว้ ใส่ในภาชนะสะอาดผ่านการลา้ งหรือขจดั เศษยางออกจากภาชนะบรรจุเป็นอยา่ งดี
เพื่อป้องกนั น้ายางบูดเน่าในขณะขนส่ง และไม่ให้น้ายางโดนกระแทกแรง ๆ ไม่ให้สัมผสั กบั ความร้อนหรือ
แสงแดดโดยตรง เพ่ือไม่ให้น้ายางจบั ตวั เป็ นกอ้ นหรือเสียสภาพ จากน้นั รีบนาส่งจุดรวบรวมน้ายางสดหรือ
โรงงานแปรรูปยางดิบต่อไป
34
- กรณียางแผน่ ดิบ ตอ้ งมีผา้ ใบคลุมเพ่อื ป้องกนั ส่ิงสกปรก
- กรณียางกอ้ นถว้ ย ตอ้ งมีวสั ดุรองพ้ืนเพื่อป้องกนั ไมใ่ ห้น้าเซรั่มไหลเป้ื อนพ้ืนถนน ซ่ึงจะเป็น
อนั ตรายตอ่ ผใู้ ชถ้ นนและมีผลเสียต่อสภาพแวดลอ้ ม
8. สุขลกั ษณะและความสะอาด
สุ ข ลัก ษ ณ ะ ข อ ง ก า ร ป ฏิ บัติ ง า น ใ น ส ว น ย า ง ค ว ร ค า นึ ง ถึ ง ส ภ า พ แ ว ด ล้อ ม แ ล ะ คุ ณ ภ า พ ชี วิ ต ข อง
ผูป้ ฏิบตั ิงานในสวนยาง เช่น การกาจดั วชั พืชเพ่ือไม่ให้เป็ นแหล่งอาศยั ของโรค แมลง หรือสัตว์มีพิษอ่ืน ๆ
สาหรับก่ิงกา้ นขนาดใหญ่ท่ีร่วงหลน่ ควรเก็บวางไวก้ ่ึงกลางระหว่างแถวยาง เพื่อไม่ให้เกะกะในการปฏิบตั ิงาน
เศษวสั ดุ ภาชนะบรรจุภณั ฑต์ ่าง ๆ ที่ใชง้ านแลว้ ควรกาจดั หรือทาลายให้ถูกวิธี อุปกรณ์เครื่องใชต้ อ้ งทาความ
สะอาด และเก็บให้เรียบร้อยหลงั การใช้งาน หากชารุดควรซ่อมแซมใหอ้ ยใู่ นสภาพดีอยเู่ สมอ รวมท้งั โรงเรือน
หรือโรงงานที่ใชใ้ นการผลิต แปรรูปยาง ตอ้ งมีบอ่ รองรับน้าทิง้ จากกระบวนการผลิต
9. บุคลากร
ผปู้ ฏิบตั ิงานตอ้ งมีความรู้ความเขา้ ใจในอาชีพการทาสวนยาง มีอุปกรณ์และเครื่องมือป้องกนั อนั ตราย
จากการปฏิบตั ิงานอย่างเพียงพอ จะช่วยให้การผลิตมีประสิทธิภาพและส่งผลต่อสุขภาพและความปลอดภยั
ของผูป้ ฏิบตั ิงาน และไดร้ ับการฝึ กอบรมท่ีเก่ียวขอ้ งกบั การปฏิบตั ิทางการเกษตรที่ดี นอกจากน้ีผูป้ ฏิบตั ิงาน
ตอ้ งแต่งกายให้เหมาะสมต่อการปฏิบตั ิงานและมีการป้องกนั อนั ตรายที่อาจเกิดข้ึนจากการทางาน เช่น สวม
รองเทา้ บู๊ท สวมเส้ือผา้ มิดชิด มีไฟส่องสวา่ ง และบคุ ลากรหา้ มด่ืมสุราหรือของมึนเมาระหวา่ งการปฏิบตั ิงาน
10. การบนั ทึกข้อมูล
การบนั ทึกขอ้ มูลสามารถช่วยเสริมประสิทธิภาพของการวางแผนการผลิตและพฒั นาปรับปรุงคุณภาพ
และผลผลิต รวมท้งั เป็นหลกั ฐานท่ีใชใ้ นการติดตามและตรวจสอบได้
มีการบนั ทึกขอ้ มูล เพื่อให้สามารถตรวจประเมินและตามตรวจสอบสินคา้ ในระดบั แปลงปลูก ดงั น้ี
หากใชว้ ตั ถุอนั ตรายทางการเกษตร ใหร้ ะบุชนิด ปริมาณและวนั ที่ใช้ ตน้ พนั ธุ์ ควรระบุพนั ธุ์และแหล่งที่มา ป๋ ยุ
ใหร้ ะบุชนิด สูตร อตั ราการใช้ และวนั ท่ีใช้ แผนการจดั การในแปลงปลูก และแผนการเก็บเกี่ยว การอนุรักษ์
ดิน การบารุงดิน การควบคมุ กาจดั วชั พืช ผลการสารวจและวิธีป้องกนั กาจดั วชั พืชท่ีใช้ รวมท้งั ประวตั ิการเกิด
โรคและศตั รูพืช จานวนตน้ ท่ีกรีดยางได้ ปริมาณผลผลิตต่อวนั หรือต่อรอบการจาหน่าย การใชส้ ารรักษา
สภาพและภยั ธรรมชาติท่ีอาจเกิดข้นึ (ถา้ มี) เป็นตน้ และเก็บรักษาบนั ทึกขอ้ มูลไมน่ อ้ ยกวา่ อายขุ องใบรับรอง
35
เอกสารอ้างองิ
ปัทมา ชนะสงคราม, พเยาว์ ร่มร่ืนสุขารมย.์ 2549. อาการเปลือกแหง้ ของตน้ ยาง. เอกสารประกอบการ
ฝึ กอบรม หลกั สูตร ความรู้ดา้ นยางพาราแก่นกั ศึกษาผชู้ ่วยนกั วชิ าการทาหนา้ ที่มคั คุเทศก์ ภายใต้
โครงการ “พืชสวนใตร้ ่มยาง เสริมสร้างส่ิงแวดลอ้ ม พร้อมพ่งึ พาตนเอง”. งานมหกรรมพชื สวนโลก
เฉลิมพระเกียรติฯ “ราชพฤกษ์ 2549”. 17-20 ตุลาคม 2549 โรงแรมเชียงใหมอ่ อคิด. เชียงใหม่.
หนา้ 101-109.
ปรีด์ิเปรม ทศั นกลุ . 2556. เอกสารคาแนะนาสาหรับชาวสวนยาง : คมู่ ือการผลิตยางกอ้ นถว้ ยคณุ ภาพดี.
ศนู ยว์ จิ ยั ยางสงขลา สถาบนั วจิ ยั ยาง กรมวชิ าการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.
พิศมยั จนั ทมุ า. 2561. หลกั ปฏิบตั ิที่ดีในการจดั การสวนยางพาราและการเกบ็ รวบรวมน้ายางสดในสวน.
เอกสารวชิ าการ สถาบนั วิจยั ยาง การยางแห่งประเทศไทย.
พิศมยั จนั ทุมา. 2562. การกรีดและระบบกรีดเพอื่ เพิม่ ผลผลิตและความยง่ั ยนื . วารสารยางพารา ปี ท่ี 40
ฉบบั ท่ี 1 มกราคม-มีนาคม 2562. หนา้ 33-39.
พศิ มยั จนั ทุมา. 2563. การเพ่มิ ผลผลิตและรายไดข้ องเกษตรกรจงั หวดั ตรังจากการทาสวนยางมาตรฐาน GAP.
วารสารยางพารา ปี ท่ี 41 ฉบบั ท่ี 2 เมษายน-มิถุนายน 2563. หนา้ 33-39.
สถาบนั วิจยั ยาง. 2555. โรค แมลงศตั รู และอาการเปลือกแหง้ ของยางพารา. ขอ้ มูลวิชาการยางพารา 2555.
หนา้ 55-62.
สถาบนั วิจยั ยาง. 2556. คู่มือคาแนะนาการจดั การสวนยางอยา่ งยง่ั ยนื ของสถาบนั วจิ ยั ยาง กรมวชิ าการเกษตร
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.
สถาบนั วิจยั ยาง. 2561. ขอ้ มลู วชิ าการยางพารา ปี 2561. การยางแห่งประเทศไทย กระทรวงเกษตร
และสหกรณ์.
สานกั งานเศรษฐกิจการเกษตร. 2559. เขา้ ถึงไดจ้ าก : www.oae.go.th/ (วนั ที่สืบคน้ ขอ้ มูล 16 มิถุนายน 2561).
36
คณะผู้วิจัยด้าน GAP
1. นางพิศมยั จนั ทมุ า
2. นางธมลวรรณ โทนุสิน
คณะทางานจัดทาคู่มือการปฏิบัติทางการเกษตรดีที่เหมาะสม (Good Agricultural Practices) สาหรับ
ยางพารา
1. นายกฤษดา สงั ขส์ ิงห์ ผอู้ านวยการสถาบนั วิจยั ยาง
2. นายวทิ ยา พรหมมี หวั หนา้ กองวจิ ยั และพฒั นาการผลิตยาง สถาบนั วิจยั ยาง
3. นางฐิตาภรณ์ ภูมิไชย์ หวั หนา้ กองบริหารงานวิจยั สถาบนั วจิ ยั ยาง
4. นายเกษตร แนบสนิท ผอู้ านวยการศนู ยว์ ิจยั ยางหนองคาย
5. นางนริสา จนั ทร์เรือง อดีตผอู้ านวยการศูนยว์ ิจยั ยางสงขลา
6. นายนิโรจน์ รอดสม ผอู้ านวยการศนู ยว์ ิจยั ยางบุรีรัมย์
7. นายพิเชษฐ ไชยพานิชย์ ผอู้ านวยการศนู ยว์ ิจยั ยางฉะเชิงเทรา
8. นางภรภทั ร สุชาติกูล ผอู้ านวยการศนู ยว์ จิ ยั ยางสงขลา
9. นางอารมณ์ โรจนส์ ุจิตร ผอู้ านวยการศนู ยว์ ิจยั ยางสุราษฎร์ธานี
10. นางพศิ มยั จนั ทุมา นกั วชิ าการเกษตร 8(ว) ศูนยว์ ิจยั ยางฉะเชิงเทรา
11. นางกลั ยานิราพาธพงศพ์ ร นกั วิชาการเกษตร 7(ว) ศนู ยว์ ิจยั ยางฉะเชิงเทรา
12. นางศจีรัตน์ แรมลี นกั วิชาการเกษตร 7(ว) ศูนยว์ จิ ยั ยางหนองคาย
13. นางธมลวรรณ โทนุสิน นกั วิชาการเกษตร 6(ว) ศูนยว์ ิจยั ยางบุรีรัมย์
14. นายวิชา สิงหล์ อ นกั วชิ าการเกษตร 5 กองวจิ ยั และพฒั นาการผลิตยาง สถาบนั วิจยั ยาง
37
38
ภาคผนวก ก
คาแนะนาพนั ธ์ุยางปี 2536
พนั ธ์ุยางท่ีแนะนาให้ปลูกในแหล่งปลกู ยางเดิมในภาคใต้และภาคตะวันออก
พนั ธุ์ยางช้นั 1 BPM 24 สงขลา 36 RRIM 600 GT 1 PR 255 PR 261
พนั ธุย์ างช้นั 2 PB 217 RRIC 110 RRIC 100 PB 260 PB 255 PB 235
พนั ธุย์ างช้นั 3 RRIT 251 PR 305 PR 302 RRIC 101 BPM 1 RRIM 712 RRIT 250 RRIT 226
RRIT 225 PB 311 RRIC 121
พนั ธ์ุยางที่แนะนาให้ปลกู ในแหล่งปลูกยางใหม่ในภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
พนั ธุ์ยางช้นั 1 RRIM 600 GT 1 สงขลา 36 BPM 24 PR 255
พนั ธุ์ยางช้นั 2 PB 235 PB 260
หมายเหตุ : RRIT ตามคาแนะนาเดิมคือ KRS
คาแนะนาพนั ธ์ุยางปี 2542
พนั ธุย์ างช้นั 1 RRIT 251 สงขลา 36 BPM 24 PB 255 PB 260 PR 255 RRIC 110 RRIM 600
พนั ธุ์ยางช้นั 2 RRIT 226 RRIT 250 BPM 1 PB 235 RRIC 100 RRIC 101
พนั ธุย์ างช้นั 3 RRIT 163 RRIT 209 RRIT 214 RRIT 218 RRIT 225 Haiken-2 PR 302 PK 305
RRIC 121
หมายเหตุ : RRIT ตามคาแนะนาเดิมคือ สถาบนั วิจยั ยาง
คาแนะนาพนั ธ์ุยางปี 2546
กลุม่ 1 พนั ธุย์ างผลผลิตน้ายางน้ายางสูง
พนั ธุ์ยางช้นั 1 RRIT 251 RRIT 226 BPM 24 RRIM 600
พนั ธุย์ างช้นั 2 RRIT 209 RRIT 214 RRIT 218 RRIT 225 RRIT 250 RRIT 319 RRIT 405
RRIT 406 RRIC 100 RRIC 101 PR 302 PR 305 Haiken 2
กลุ่ม 2 พนั ธุย์ างผลผลิตน้ายางและเน้ือไมส้ ูง
พนั ธุย์ างช้นั 1 PB 235 PB 255 PB 260 RRIC 110
พนั ธุ์ยางช้นั 2 RRIT 312 RRIT 325 RRIT 404 RRIT 407 RRIT 409 RRIC121
39
กลุ่ม 3 พนั ธุย์ างผลผลิตเน้ือไมส้ ูง
พนั ธุ์ยางช้นั 1 ฉะเชิงเทรา 50 AVROS 2037 BPM 1
พนั ธุย์ างช้นั 2 RRIT 401 RRIT 403 RRII118 RRII 203
หมายเหตุ : RRIT ตามคาแนะนาเดิมคอื สถาบนั วิจยั ยาง
คาแนะนาพนั ธ์ุยางปี 2550
พนั ธ์ุยางท่ีแนะนาในพื้นท่ปี ลูกยางเดิม
กล่มุ 1 พนั ธุย์ างผลผลิตน้ายาง
พนั ธุ์ยางช้นั 1 RRIT 251 RRIT 226 BPM 24 RRIM 600
พนั ธุ์ยางช้นั 2 RRIT 209 RRIT 214 RRIT 218 RRIT 225 RRIT 250 RRIT 319 RRIT 405
RRIT 406 RRIT 410 RRIT 416 Haiken 2 PR 302 PR 305 RRIC 100 RRIC 101
กลุ่ม 2 พนั ธุ์ยางผลผลิตน้ายางและเน้ือไม้
พนั ธุย์ างช้นั 1 PB 235 PB 255 PB 260 RRIC 110
พนั ธุย์ างช้นั 2 RRIT 312 RRIT 325 RRIT 403 RRIT 404 RRIT 407 RRIT 408 RRIT 409
RRIT 412 RRIT 413 RRIC 121
กล่มุ 3 พนั ธุย์ างผลผลิตเน้ือไม้
พนั ธุย์ างช้นั 1 ฉะเชิงเทรา 50 AVROS 2037 BPM 1
พนั ธุ์ยางช้นั 2 RRIT 401 RRIT 414 RRIT 415 RRII 118 RRII 203
พนั ธ์ุยางที่แนะนาในพื้นทีป่ ลูกยางใหม่
กลุ่ม 1 พนั ธุย์ างเพ่ือผลผลิตน้ายาง
พนั ธุ์ยางช้นั 1 RRIT 251 RRIT 226 BPM 24 RRIM 600
พนั ธุ์ยางช้นั 2 RRIT 209 RRIT 225 RRIT 250 RRIT 319 RRIT 405 RRIT 406 RRIT 410
RRIT 411 RRIT 416 Haiken 2 PR 305 RRIC 101
กลุ่ม 2 พนั ธุย์ างเพื่อผลผลิตน้ายางและเน้ือไม้
พนั ธุ์ยางช้นั 1 PB 235 RRIC 110
พนั ธุ์ยางช้นั 2 RRIT 312 RRIT 325 RRIT 403 RRIT 404 RRIT 407 RRIT 408 RRIT 409
RRIT 412 RRIT 413 RRIC 121
40
กลมุ่ 3 พนั ธุย์ างเพ่อื ผลผลิตเน้ือไม้
พนั ธุย์ างช้นั 1 ฉะเชิงเทรา 50 AVROS 2037 BPM 1
พนั ธุย์ างช้นั 2 RRIT 401 RRIT 414 RRIT 415 RRII 118 RRII 203
หมายเหตุ : RRIT ตามคาแนะนาเดิมคอื สถาบนั วิจยั ยาง
คาแนะนาพนั ธ์ุยางปี 2554
พนั ธ์ุยางช้ัน 1
กลุ่ม 1 พนั ธุย์ างเพอ่ื ผลผลิตน้ายาง
RRIT 251 RRIT 226 BPM 24 RRIM 600
กลมุ่ 2 พนั ธุ์ยางเพ่ือผลผลิตน้ายางและเน้ือไม้
PB 235 PB 255 PB 260
กลมุ่ 3 พนั ธุเ์ พอ่ื ผลผลิตยางผลผลิตเน้ือไม้
ฉะเชิงเทรา 50 AVROS 2037 BPM 1
พนั ธ์ุยางช้ัน 2
กลุ่ม 1 พนั ธุ์ยางเพื่อผลผลิตน้ายาง
RRIT 218 RRIT 250 RRIT 319 RRIT 405 RRIT 406 RRIT 408 RRIT 410 RRIT 411
RRIT 416 RRIT 3610 RRIT 3601 RRIT 3602 RRIT 3603 RRIT 3605 RRIT 3606 Haiken 2
PR 302 PR 305 RRIC 100 RRIC 101
กลมุ่ 2 พนั ธุย์ างเพื่อผลผลิตน้ายางและเน้ือไม้
RRIT 312 RRIT 325 RRIT 403 RRIT 404 RRIT 407 RRIT 409 RRIT 412 RRIT 413
RRIT 3604 RRIT 3607 RRIC 121 RRIC 203
กลุม่ 3 พนั ธุ์ยางเพอ่ื ผลผลิตเน้ือไม้
RRIT 401 RRIT 414 RRIT 415
พนั ธ์ุยางช้ัน 3
RRIT 3701 RRIT 3702 RRIT 3901 RRIT 3902 RRIT 3903 RRIT 3904 RRIT 3905 RRIT 3906
RRIT 3907
หมายเหตุ : 1) แปลงยางพาราที่มีอายไุ ม่เกิน 7 ปี ตอ้ งเป็นพนั ธุย์ างที่อยใู่ นคาแนะนาพนั ธุ์ยางของ
สถาบนั วิจยั ยางต้งั แตป่ ี 2554
2) รวมถึงพนั ธุ์ยางที่จะแนะนาในอนาคต
41
ภาคผนวก ข
ตารางแสดงการใช้สารป้องกนั กาจดั โรคยางพารา
โรค สารป้องกนั กาจดั อตั ราการใช้ วธิ กี ารใช้ หมายเหตุ
โรคราก ช่วงปลกู : ใส่ กามะถนั ผง และ
กามะถนั ผง 100-200 กรัม ผสมดินปลกู ตอ่ หลุม ยเู รียผสมกบั ดิน
ปลกู ขนาด 50x50x50 แลว้ ทิ้งไวอ้ ยา่ ง
ป๋ ยุ ยเู รีย 100-200 กรัม ซม. โดยผสมกบั ดินท่ี นอ้ ย 15 วนั ก่อน
ขดุ จากหลุมและกลบ กลบปลกู ตน้ ยาง
ป๋ ุยแอมโมเนียมซลั เฟต 200-300 กรัม ปลูกตน้ ยาง
หลงั ปลกู -สองปี คร่ึง :
ใส่ซ้ารอบโคนตน้ ใน
แนวรัศมีพุ่มใบอตั รา
เดิมทุก 4 เดือนในช่วง
ท่ีดินมีความช้ืน
ไซโปรโคนาโซล 5-10 มิลลิลิตรต่อ รักษาและป้องกัน:
(cyproconazole, 10% น้า 2 ลิตร ขดุ ดินออกจากโคนตน้
SL) ใหเ้ ป็นร่องรอบโคน
10-20 มิลลิลิตร กวา้ ง 30-45 เซนติเมตร
เฮกซาโคนาโซล ต่อน้า 2 ลิตร และราดสารเคมีที่ผสม
(hexaconazole, 5% EC) 4-8 มิลลิลิตรต่อ น้าลงไปรอบโคนตน้
น้า 2 ลิตร ปริมาณ 1-4 ลิตรข้นึ กบั
มายโคลบิวทานิล ขนาดของตน้ ยาง โดย
(myclobutanil, 12.5% 4-8 มิลลิลิตรตอ่ ไม่ตอ้ งกลบดิน และใช้
EC) น้า 2 ลิตร สารเคมีซ้าทุก 4-6
เดือนอยา่ งนอ้ ย 2 คร้ัง
โปรปิ โคนาโซล
(propiconazole, 25%
EC)
ไตรอะดิมิฟอน 5-10 มิลลิลิตรต่อ
(triadimefon, 20% EC) น้า 2 ลิตร
42
โรค สารป้องกนั กาจดั อตั ราการใช้ วธิ ีการใช้ หมายเหตุ
ไดฟิ โนโคนาโซล 10 มิลลิลิตรตอ่ น้า
(difenoconazole, 25% 1 ลิตร
EC)
เฟนิโคลนิล (feniclonil, 1.5-3 กรัมต่อน้า 1
40% FS) ลิตร
ไตรดีมอร์ฟ (tridemorph, 5-10 มิลลิลิตรต่อ
75% EC) น้า 1 ลิตร
โรคราสีชมพู เบโนมิล 5-10 กรัมต่อน้า 1 ใชม้ ีดเฉือนหรือขดู
(benomyl 50% WP)
ลิตร เปลือกบริเวณท่ีเป็นโรค
ไตรเดอร์มอร์ฟ
(tridemorph 75% EC) 6-12 มิลลิลิตรต่อ และใชส้ ารเคมีทาทบั
น้า 1 ลิตร รอยแผล
บอร์โดมิกซ์เจอร์ จุนสี:ปูนขาว -หากเป็นปนู เผา
(bordeaux mixture) อตั รา 120:240 ตอ่ ใหม่ใช้ 150 กรัม
น้า 10 ลิตร
-ไม่ใชก้ บั ตน้ ยางที่
เปิ ดกรีด
โรคใบร่วง เมทาแลกซิล (metalaxyl 40 กรัมตอ่ น้า 20 *ใชก้ บั ตน้ ยางท่ีมีอายุ -ใบยางร่วงมากกวา่
ไฟทอปธอรา 25% WP)หรือ metalaxyl ลิตร
นอ้ ยกวา่ 2 ปี หรือแปลง 50% ควรหยดุ กรีด
35% SD)
ขยายพนั ธุ์ ฉีดพ่นพมุ่ ใบ หรือใหล้ ดความถ่ี
ฟอสเอทธิล อลมู ิเนียม
(fosetyl-Al 80% WP) ยางเมื่อเร่ิมพบการ ในการกรีด
ระบาดทกุ 5-7 วนั -ปลายฤดูฝน เร่งใส่
ป๋ ยุ บารุง
-หากมีสภาวะน้า
ทว่ มขงั ร่วมเป็น
เวลานานใหง้ ดใส่
ป๋ ุยทุกชนิดจนกวา่
ตน้ ยางฟ้ื นตวั
43
โรค สารป้องกนั กาจดั อตั ราการใช้ วิธีการใช้ หมายเหตุ
โรคราแป้ง เบโนมิล 20 กรัมตอ่ น้า 20 -ใชใ้ นตน้ ยางชาถุง -หลงั ฤดูการระบาด
(benomyl 50% WP), ลิตร แปลงกิ่งตา หรือตน้ ยาง ของโรค เร่งใส่ป๋ ยุ
คาร์เบนดาซิม ท่ีมีอายนุ อ้ ยกวา่ 2 ปี ช่วงตน้ ฝน
(carbendazim 50% WP) -ฉีดพ่นบนพุ่มใบยางที่
กามะถนั (sulfur 80% เริ่มผลิใหม่และใบยาง -ช่วงปลายฤดูฝน
WP) อ่อนทกุ 4-7 วนั เม่ือพบ ควรใส่ป๋ ยุ ที่มีธาตุ
การระบาดของโรค ไนโตรเจนสูง
ไตรดีมอร์ฟ (tridemorph 10 มิลลิลิตรต่อ
75% EC) น้า 20 ลิตร
โรคเสน้ ดา เมตาแลกซิล (metalaxyl 14 กรัมตอ่ น้า 1 ทาหรือฉีดพน่ สารเคมี
บริเวณหนา้ กรีดภายใน
25% WP) ลิตร 12 ชวั่ โมงหลงั การกรีด
ทุก 7-14 วนั
ฟอสเอทธิล อลูมิเนียม 14 กรัมต่อน้า 1
(fosetyl-aluminium 80% ลิตร
WP)
โรคเปลือก เบโนมิล (benomyl 50% อตั รา 20 กรัมต่อ โดยทาหรือฉีดพ่นดว้ ย
เน่า WP) - น้า 1 ลิตร สารเคมีชนิดใดชนิด
หน่ึงทกุ 5-7 วนั อยา่ ง
เมตาแลกซิล (metalaxyl 14 กรัมตอ่ น้า 1 นอ้ ย 4 คร้ังหรือจนกวา่
หนา้ กรีดจะแหง้ ปกติ
25% WP) ลิตร
ไธอะเบนดาโซล 20 กรัมต่อน้า 1
(thiabendazole 40% ลิตร
WP)
ออกซาไดซิล+แมนโค 20 กรัมต่อน้า 1
เซบ ลิตร
(oxadixyl+mancozeb
10+56% WP)
44
โรค สารป้องกนั กาจัด อตั ราการใช้ วธิ ีการใช้ หมายเหตุ
โรคใบจุด เบโนมิล (benomyl 40 กรัมต่อน้า 20 ในสภาพแปลงปลูก ใบ
กา้ งปลา 50% WP) ลิตร ร่วงมากกวา่ ร้อยละ 30
50 กรัมต่อน้า 20 ควรใชส้ ารเคมีเพอ่ื
แมนโคเซบ (mancozeb ลิตร ป้องกนั กาจดั เช้ือราฉีด
80% WP) พ่นในช่วงยางต่อยอด
คลอโรธาโลนิล 20 กรัมต่อน้า 20 ออ่ นตน้ ฤดูฝน และหลงั
(chlorothalonil 75% ลิตร ฤดูฝนเน่ืองจากมีสภาวะ
WP) อากาศที่ค่อนขา้ งร้อน
และช้ืน
คาร์เบนดาซิม
(carbendazim 50% WP)
45
ภาคผนวก ค
มาตรฐานยางแผ่นดบิ
ยางแผ่นดบิ คณุ ภาพ 1
1. แผน่ ยางสะอาดปราศจากฟองอากาศตลอดแผน่ มีลายดอกเด่นชดั ตลอดแผ่น
2. ความช้ืนในแผน่ ยางไม่เกิน 1.5%
3. เน้ือยางแหง้ ใสหรือสีเหลืองอ่อน สม่าเสมอตลอดแผน่
4. แผน่ ยางบางมีความหนาไม่เกิน 3-4 มิลลิเมตร
5. เน้ือยางแหง้ ใส สีสวยสม่าเสมอตลอดแผน่
6. มีน้าหนกั เฉลี่ยต่อแผน่ 800-1,200 กรัม
7. แผน่ ยางเป็นรูปสี่เหล่ียมผืนผา้ ขนาดกวา้ ง 38-46 เซนติเมตร ยาว 80-90 เซนติเมตร
ยางแผ่นดบิ คณุ ภาพ 2
1. แผน่ ยางสะอาดหรือมีส่ิงสกปรกและฟองอากาศในแผน่ ยางไดบ้ า้ งเลก็ นอ้ ย
2. ความช้ืนในแผ่นยางไม่เกิน 2%
3. เน้ือยางแหง้ มีสีสม่าเสมอตลอดแผ่น มีสีคอ่ นขา้ งคล้าหรือรอยด่างดาไดบ้ า้ งเลก็ นอ้ ย
4. แผน่ ยางบางมีความหนาไม่เกิน 4 มิลลิเมตร
5. เน้ือยางแหง้ สีสวยสม่าเสมอตลอดแผน่ มีลายดอกเด่นชดั
6. มีน้าหนกั เฉลี่ยต่อแผน่ 1,000-1,200 กรัม
7. แผน่ ยางเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผา้ ขนาดกวา้ ง 38-46 เซนติเมตร ยาว 80-90 เซนติเมตร
ยางแผ่นดิบคุณภาพ 3
1. แผน่ ยางสะอาดหรืออาจมีส่ิงสกปรกและฟองอากาศอยใู่ นแผน่ ยางไดบ้ า้ งเลก็ นอ้ ย
2. ความช้ืนในแผน่ ยางไมเ่ กิน 3%
3. เน้ือยางแหง้ มีสีคล้าค่อนขา้ งทึบ
4. แผน่ ยางบางมีความหนาไม่เกิน 4 มิลลิเมตร
5. มีน้าหนกั เฉลี่ยต่อแผน่ ไม่เกิน 1,500 กรัม
6. แผน่ ยางเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผา้ ขนาดกวา้ ง 38-46 เซนติเมตร ยาว 80-90 เซนติเมตร
ยางแผ่นดบิ คณุ ภาพคละ
1. แผน่ ยางมีความสะอาดหรืออาจมีส่ิงสกปรกและฟองอากาศ
2. ความช้ืนในแผน่ ยางมากกวา่ 4-5%
3. เน้ือยางแหง้ มีสีคล้าทึบ ไมโ่ ปร่งใส
4. แผน่ ยางบางมีความหนาไมเ่ กิน 4 มิลลิเมตร
5. มีน้าหนกั เฉล่ียต่อแผน่ ไม่เกิน 1,500 กรัม
6. แผน่ ยางเป็นรูปส่ีเหล่ียมผืนผา้ ขนาดกวา้ ง 38-46 เซนติเมตร ยาว 80-90 เซนติเมตร
46
มาตรฐานยางก้อนถ้วยคณุ ภาพดี
1. เป็นยางกอ้ นที่เกิดจากการจบั ตวั น้ายางสดในถว้ ยรับน้ายาง มีรูปทรงสัณฐานใกลเ้ คยี งกบั ถว้ ยรับน้ายาง
2. เป็นยางกอ้ นถว้ ยเกิดจากการจบั ตวั ดว้ ยกรดฟอร์มิค ในถว้ ยรับน้ายาง
3. เป็นยางกอ้ นถว้ ยที่ท้งั ภายในและภายนอกกอ้ นปราศจากสิ่งเจือปนหรือสิ่งปลอมปน เช่น เศษเปลือกไม้
เศษยาง หิน ดิน ทราย หรือวสั ดุปลอมปนใด ๆ
4. เป็นยางกอ้ นถว้ ยที่เกิดจากการกรีดยางระบบ 2 วนั เวน้ 1 วนั ไม่เกิน 4 มีดกรีด ผ่ึงไวอ้ ย่างนอ้ ย 2 วนั ก่อน
จาหน่าย
5. ยางกอ้ นถว้ ยคณุ ภาพดี ควรมีน้าหนกั ต้งั แต่ 100-500 กรัม
6. ยางกอ้ นถว้ ยคณุ ภาพดี ควรมีสีขาวจนถึงสีน้าตาล
7. ยางกอ้ นถว้ ยคณุ ภาพดี จะตอ้ งมีปริมาณเน้ือยางแหง้ ระหวา่ ง 50-65%