การปรบั พฤติกรรมการขาดสมาธิในการเรยี นของนักเรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3
ดว้ ยวธิ กี ารเสริมแรงดว้ ยเบ้ยี อากร ร่วมกับการปรบั สนิ ไหม โรงเรยี นธดิ าแมพ่ ระ
อำเภอเมือง จังหวดั สรุ าษฎร์ธานี
ผู้วจิ ยั
อังสนา หนหู ีต
โรงเรยี นธดิ าแม่พระ
อำเภอเมอื ง จงั หวดั สุราษฎรธ์ านี
ก
คำนำ
รายงานการวิจัยฉบับนี้เป็นการวิจัยในชั้นเรียน เพื่อปรับพฤติกรรมการขาดสมาธิในการ
เรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยวิธีการเสริมแรงด้วยเบี้ยอากร ร่วมกับการปรับสินไหม
โรงเรียนธิดาแม่พระ อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ซึ่งผู้วิจัยได้
จดั ทำขนึ้ เพ่ือปรบั พฤตกิ รรม
ด้วยวิธีการเสริมแรงด้วยเบี้ยอากร ร่วมกับการปรับสินไหม ผู้วิจัยหวังว่าการวิจัยครั้งนี้ มี
ประโยชนส์ ำหรับผอู้ ่านทุกท่าน หากมขี อ้ ผดิ พลาด ผวู้ ิจยั ยนิ ดีรับฟงั ข้อเสนอแนะ เพ่อื พฒั นา ปรับปรุง
การวิจยั ในโอกาสต่อไป
องั สนา หนหู ตี
สารบญั ข
เรื่อง หนา้
คำนำ ก
สารบญั ข
สารบัญรปู ภาพ ค
สารบัญตาราง ง
บทที่ 1 บทนำ
1
ความเปน็ มาและความสำคญั ของปัญหา 3
วตั ถุประสงค์ของการวิจยั 3
สมมตุ ฐิ านของการวิจัย 3
ความสำคญั ของการวจิ ยั 4
ขอบเขตการวจิ ัย 4
คำจำกดั ความทีใ่ ช้ในการวิจัย
บทที่ 2 แนวคดิ ทฤษฎี และงานวจิ ยั ที่เกี่ยวขอ้ ง 5
เอกสารท่ีเก่ยี วข้องกับการปรับพฤติกรรม 17
เอกสารทเ่ี ก่ียวข้องกับการเสริมแรงดว้ ยเบีย้ อรรถกร 19
เอกสารทเ่ี กีย่ วข้องกบั การปรับสินไหม 21
งานวจิ ยั ทเ่ี กีย่ วข้องกบั การปรับพฤติกรรม 22
งานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกบั การเสริมแรงด้วยเบี้ยอรรถกร 23
งานวิจัยท่เี ก่ยี วข้องกับการปรับสินไหม
บทที่ 3 วิธีดำเนนิ การวจิ ยั 25
ประชากรและกลมุ่ ตวั อยา่ ง 25
การสรา้ งและการหาคุณภาพของเครอ่ื งมือ 25
เครอื่ งมอื ที่ใช้ในการวจิ ยั 26
การเกบ็ รวบรวมข้อมูล 26
การวิเคราะห์ข้อมลู 26
แผนการดำเนนิ การ
สารบัญ(ต่อ) ข
เร่ือง หน้า
บทที่ 4 ผลการวิเคราะหข์ ้อมลู 27
29
การวเิ คราะห์ขอ้ มูล 31
ผลการวิเคราะห์ข้อมลู 33
บทที่ 5 สรปุ อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ 33
สรุปผลการวจิ ัย 34
อภิปรายผล
ขอ้ เสนอแนะ
บรรณานุกรม
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก ตารางคะแนน
ภาคผนวก ข แบบประเมิน
ภาคผนวก ค ภาพกจิ กรรม
สารบญั ภาพ คข
ภาพประกอบที่ หน้า
1 พฤตกิ รรมของอนิ ทรีย์ 6
2 กระบวนการเสริมแรงทางบวก 9
งข
สารบญั ตาราง
ตารางที่ หน้า
1 แผนการดำเนนิ การการปรับพฤตกิ รรมการขาดสมาธใิ นการเรยี นของนักเรียน 26
ชัน้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 3 ด้วยวิธีการเสรมิ แรงด้วยเบย้ี อากร ร่วมกบั การปรับ
สนิ ไหม
2 แสดงพฤติกรรมความสนใจในการเรียน (ครัง้ ที่ 1 ก่อนใชว้ ธิ ีการเสริมแรงด้วย 27
เบี้ยอากร รว่ มกับการปรบั สนิ ไหม)
3 แสดงพฤติกรรมความสนใจในการเรียน (ครงั้ ที่ 2 หลังใช้วธิ กี ารเสริมแรงด้วย 29
เบ้ยี อากร ร่วมกับการปรับสนิ ไหม)
4 เปรียบเทยี บพฤตกิ รรมความสนใจในการเรยี น (กอ่ นและหลังใช้วธิ ีการเสรมิ แรง 30
ด้วยเบย้ี อากร ร่วมกบั การปรับสนิ ไหม)
5 เปรียบเทยี บพฤตกิ รรมความสนใจในการเรยี น (ก่อนและหลังใชว้ ิธีการเสรมิ แรง 32
ด้วยเบ้ยี อากร รว่ มกบั การปรบั สนิ ไหม)
1
บทท่ี 1
บทนำ
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา
ในสภาพปัจจุบนั สื่อเทคโนโลยีเขา้ มามีบทบาทมากไม่ว่าจะเป็นเครื่องมอื ส่ือสารตา่ งๆ หรอื ส่ิง
เร้าที่อยู่รอบตัวนักเรียน เช่น เพื่อน หรือแม้แต่ตัวครูผู้สอน รวมไปถึงสภาพแวดล้อมต่างๆ ทำให้
นักเรียนขาดสมาธิในการเรียน การรับฟังไปบางช่วง ส่วนมากจากการสังเกต นักเรียนจะรับฟังข้อมูล
จากครูได้ไม่เกิน30นาทีหลังจากน้ันนักเรียนจะขาดสมาธิในการทำงาน หรือรับฟังส่ิงต่างๆ ทำให้เกิด
อุปสรรคในการเรยี นร้แู ละรบั รู้ของนกั เรียน
สมาธิ จุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ สมาธิ คือ การจดจ่อกับส่ิงท่ีจะทำอย่างแน่วแน่ เพ่ือพร้อมที่
จะเรียนรสู้ ่ิงใหม่ ๆ” เด็กบางคน เก่ง ฉลาด พูดจาฉะฉาน ความจำดี ดนู ิ่ง และมีความตั้งใจทำอะไรได้
นาน แต่เด็กบางคนมีพฤติกรรมต่างกันสิ้นเชิง น่ันเพราะว่าขาดสมาธิ ซ่ึงสมาธิเป็นปัจจัยสำคัญในการ
เรียนรู้ และจดจำของเด็ก ผลงานวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่า สมาธิความสัมพันธ์กับสมอง เพราะเวลาเด็ก
นิ่ง (Focus) เป็นเวลานานระยะหนึ่ง (Sustain) สมองส่วนซีรีบรัม (Cerebrum) จะเกิดการทำงาน
ของคล่ืนสมองแอลฟ่า (Alpha) ได้ดี ทำให้เด็กเกิดการจำ การเรียนรู้ และการเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ได้ง่าย
จากการสอนในวิชาคณิตศาสตร์ผู้วิจัยได้พบปัญหาในหลายๆด้านของนักเรีย นท่ีมีผลต่อการเรียนรู้
และส่ิงสำคัญท่ีผู้วิจัยได้สังเกตเห็นน่ันคือ การขาดความใส่ใจในงานที่ได้รับมอบหมาย อันเน่ืองมาจาก
การขาดสมาธิที่ต่อเน่ืองต่อการเรียนรู้ส่ิงต่างๆ ส่งผลให้ นักเรียนทำงานอย่างขาดระเบียบวินัย ไม่
เรยี บร้อยและสกปรก ซึ่งพฤติกรรมเช่นน้ีของนกั เรยี นมผี ลกระทบต่อการเก็บคะแนนในด้านตา่ งๆของ
นักเรียน เกิดเปน็ ปัญหาสะสมทท่ี ำให้นักเรียนไมส่ ามารถเข้าใจบทเรยี นนัน้ ๆ
เนื่องจากสาเหตุของปัญหาน้ีมีปัจจัยอยู่หลายด้าน การแก้ไขปัญหาควรที่จะค่อยๆแก้ไปทีละ
อย่างเช่น ครูผู้สอนจะต้องปรับ และหาวิธีการสอนท่ีเหมาะสมกับตัวนักเรียน นักเรียนก็อาจจะมี
กิจกรรมกอ่ นเรม่ิ การเรียนการสอน เช่น การน่ังสมาธิเพ่ือให้นักเรียนหยดุ การกระทำต่างๆ และมีความ
สนใจในส่ิงท่ีครกู ำลังจะสอน ในการจดั การเรียนการสอนควรให้มีการแสดงผลงาน หรอื มีการนำเสนอ
ผลงาน เพ่ือเป็นการกระตุ้นให้นักเรียนทีส่วนร่วมในการเรียนการสอนดีกว่าให้นักเรียนน่ังฟังหรือจด
อย่างเดียว ในบางกรณีอาจมีการแบ่งกลุ่ม หรือเข้ากลุ่ม เพ่ือให้นักเรียนช่วยกันทำงาน ด้วยวิธีการ
เหล่าน้อี าจจะสามารถช่วยแก้ปัญหาเร่ืองของสมาธใิ นการเรียนของนักเรยี นได้
2
การปรบั พฤตกิ รรม (Behavior Modification) เป็นวธิ ีหนง่ึ ทน่ี ำมาใชเ้ พอื่ ปรับลดพฤตกิ รรม
ทีเ่ ปน็ ปัญหา เป็นกระบวนการทีใ่ ชห้ ลกั การทฤษฎกี ารเรยี นรู้ ผนวกกับระเบยี บวิธีการทางจิตวิทยาการ
ทดลองมาผสมผสานกัน ซึ่งเป็นวิธีการที่เป็นระบบ สามารถนำมาใช้ในการเสริมสร้างพฤติกรรมได้
อย่างมีประสิทธิภาพ เพ่ือใช้ในการศึกษาพฤติกรรมและปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งวิธีการปรับ
พฤติกรรมส่วนใหญ่ มีแนวคิดมาจากทฤษฎีการเรียนรู้ การวางเง่ือนไขแบบการกระทำ(Operant
Conditioning) ของสกินเนอร์ (Skinner. 1968) และได้มีผู้นำแนวคิดการปรับพฤติกรรมไปใช้
ดำเนินการจัดโปรแกรมเสริมสร้างพฤติกรรมทางการเรียน โดยเฉพาะในช่วงค.ศ. 1965-1970 (O’
Leary; & and O’ Leary. 1976 : 473 - 475) โดยโปรแกรมการปรับพฤติกรรมน้ัน มุ่งเน้นถึง
การปฺฏิบัติในสภาพการณ์จริง (Mikulus. 1978 : 7) ซ่ึงสามารถนำไปประยุกต์ใช้ทุกสภาพการณ์ โดย
มีจุดมุ่งหมาย คือ เปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ไปในทางท่ีมีผลดีขึ้นวิธีการดำเนินการน้ี ใช้ไดท้ ั้งในการ
เปล่ียนพฤติกรรมให้เป็นไปตามต้องการและยังส่งเสริมพฤติกรรมท่ีดีอยู่แล้ว ให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยัง
เป็นวิธีการซึ่งสามารถขจัดหรือลดพฤติกรรมท่ีไม่พึงปรารถนาลงและเสริมสร้างพฤติกรรมท่ีพึง
ปรารถนาให้เขม้ แข็งข้นึ
เทคนคิ การปรบั พฤตกิ รรมสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การใช้อาหาร และส่ิงเสพไดก้ ารใช้การ
เสริมแรงทางสังคม การใช้กิจกรรมที่ชอบ การใช้เบี้ยอรรถกร การควบคุมตนเอง เป็นต้นเทคนิคการ
ปรับพฤติกรรม สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ การเรียนรู้พฤติกรรมอื่นๆการลด
พฤติกรรมท่ีไม่พึงประสงค์ หรือลักษณะบางอย่าง ตลอดจนการเพ่ิมแรงจูงใจ สำหรับการเรียน เป็น
พฤติกรรมท่ีพึงประสงค์ (Mikulus. 1978 : 2) มีพื้นฐานมาจากแนวคิดตามทฤษฎีการเรียนรู้ และ
หลักการของพฤติกรรมในเร่ือง ความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงเร้ากับการตอบสนองสิ่งเรา้ หรือส่ิงกระตุ้นท่ีมี
อิทธิพลต่อการตอบสนอง และผลที่ตามมาภายหลังการตอบสนอง ทำให้พฤติกรรมการตอบสนองเพิ่ม
พลังข้ึน เรียกว่า “การเสริมแรง” เน่ืองจากการเสริมแรงนั้นมีผลต่อพฤติกรรมของคน ฉะน้ันเมื่อ
ต้องการสอนให้เด็กเรียนรู้ ที่จะมีพฤติกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็จะต้องให้การเสริมแรงกับพฤติกรรม
น้ัน การเสริมแรงจึงเป็นส่ิงที่มีผลหรือมีอำนาจต่อพฤติกรรมที่มีส่ิงเสริมแรงน้ัน โดย จะไปทำให้บุคคล
ผู้น้นั อยากทำพฤตกิ รรมนัน้ ต่อไป
จากหลักการดังกล่าวได้ไปใช้ในสถานศึกษา เป็นส่วนใหญ่ โดยมีการนำวิธีนี้ไปใช้ในการปรับ
พฤติกรรมผ้เู รียน เทคนิคท่ีใชใ้ นการปรบั เปลี่ยนพฤตกิ รรมในทนี่ ้ีคือ โดยวธิ ีการเสริมแรงด้วยเบี้ยอากร
ร่วมกับการปรับสินไหม เพ่ือให้มีประสิทธิผลในการลดพฤติกรรมที่ดีขึ้น เน่ืองจาก การปรับสินไหม
(Response Cost) เป็นวิธีการลดพฤติกรรม โดยการถอดถอนแรงเสริมจำนวนหน่ึงเช่น การถอนคืน
เบ้ียอากรจำนวนหน่ึงหรือหักคะแนน หักค่าจ้าง เม่ือบุคคลมีพฤติกรรมท่ีไม่พึงปรารถนา การปรับ
สินไหมน้ีมักจะใช้ร่วมกับเบ้ียอากร คือ บุคคลท่ีได้รับเบ้ียอากรเม่ือมีพฤติกรรมท่ีพึงปรารถนาหรือ
เหมาะสมแล้ว แตถ่ ้ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสมเกิดขึ้น ก็จะถูกลดหรือถอดถอนเบี้ยอากรคืนจำนวนหนึ่ง
3
โดยกำหนดเง่ือนไขใหแ้ นน่ อนและเหมาะสม เช่น กำหนดจำนวนเบย้ี อากร ที่จะเรยี กคนื สูงหรอื ตำ่ ตาม
ความรุนแรงมากน้อย ของพฤติกรรมท่ีไม่เหมาะสมการปรับสินไหมก็เหมือนกับวิธีการลดพฤติกรรม
อื่นๆ คือ ไม่ใช้เดี่ยวๆ แต่ต้องใช้ร่วมกับการเสริมแรง และเบี้ยอากร โดยใช้ลดพฤติกรรมได้เร็วและ
ได้ผลดี กับพฤติกรรมท่ีรุนแรงก้าวร้าว ซ่ึงพฤติกรรมที่เป็นเป้าหมายจะไม่เกิดข้ึนอีก ถึงแม้จะเลิกการ
ใช้การปรับสินไหมแล้วก็ตาม สำหรับงานวิจัยเพื่อปรับพฤติกรรมการขาดสมาธิในการเรียนของ
นกั เรียนชนั้ มธั ยมศึกษาปีท่ี 3 น้ี หลังจากเด็กนั่งอยูก่ ับท่ีและไดร้ ับการเสรมิ แรงด้วยเบย้ี อากรแล้ว หาก
เด็กมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่น ลุกออกจากท่ีน่ังในช้ันเรียน หรือพูดคุยขณะเรียน ก็ทำการปรับ
สินไหมโดยการถอดถอนเบี้ยอากร หรือลดจำนวนไปตามพฤติกรรมที่มากน้อยของการลุกออกจากที่
ทำให้เด็กเกดิ การเรยี นรกู้ ารวางเง่อื นไขแบบการกระทำว่า หากลุกออกจากที่หลงั จากได้เบี้ยอากรแล้ว
จะถกู ถอดถอนหรือลดเบ้ียอากรกลับคนื นัน่ หมายถึงรางวลั ทไ่ี ดก้ จ็ ะชา้ หรือ ไมไ่ ดเ้ ลย
วตั ถปุ ระสงคข์ องการวิจัย
1. เพ่ือศึกษาพฤติกรรมขณะเรียนของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนธิดาแม่พระ
อำเภอเมอื ง จงั หวัดสรุ าษฎร์ธานี
2. เพื่อปรับพฤติกรรมขณะเรียนให้มีวินัยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนธิดาแม่
พระ อำเภอเมือง จังหวดั สรุ าษฎร์ธานี โดยการเสรมิ แรงด้วยเบย้ี อากร รว่ มกับการปรับสินไหม
สมมุติฐานของการวิจยั
พฤติกรรมการขาดสมาธิในการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 มีสมาธิมากข้ึน
หลังจากไดร้ บั การเสรมิ แรงด้วยเบ้ียอากร ร่วมกับการปรับสินไหม
ความสำคัญของการวจิ ยั
ผลของการวิจัยครั้งนี้สามารถใช้เป็นข้อมูลพ้ืนฐานเก่ียวกับพฤติกรรมการขาดสมาธิในการ
เรียนของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ที่ควรปรับเปล่ียน รวมถึงวิธีการท่ีครูใช้ในการปรับพฤติกรรม
การขาดสมาธใิ นการเรียนของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วย ครู พ่อแม่ ผู้ปกครอง ผู้ที่เก่ียวข้อง
กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 สามารถนำวิธีการปรับพฤติกรรมการขาดสมาธิในการเรียนของ
นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ไปใช้เป็นแนวทางปฏิบัติในการปรับเปล่ียนพฤติกรรมให้สอดคล้อง
เหมาะสมกับธรรมชาติของเด็กแต่ละคนท่ีมีพฤติกรรมที่ควรปรับเปลี่ยนแตกต่างกันไป ได้อย่างมี
ประสิทธิภาพยิง่ ขึ้น
4
ขอบเขตการวิจยั
1. ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง
1.1 ประชากร คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 298 คน โรงเรียนธิดาแม่พระ
อำเภอเมือง จังหวัดสรุ าษฎรธ์ านี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศกึ ษา 2564
1.2 กลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/6
โรงเรียนธิดาแม่พระ อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 55
คน ได้มาโดยการเลอื กแบบเจาะจง (Purposive Sampling)
2. ตัวแปรทีใ่ ช้ในการศกึ ษา
2.1 ตัวแปรตน้ คือ วิธกี ารเสริมแรงด้วยเบย้ี อากร รว่ มกบั การปรับสินไหม
2.2 ตัวแปรตาม คอื พฤติกรรมการขาดสมาธใิ นการเรยี น
3. เน้ือหาท่ใี ช้ในการศกึ ษา
เนื้อหาท่ีนำมาใช้ประกอบในการทำวิจัยในช้ันเรียนครั้งน้ีเป็นเนื้อหาในหน่วยการ
เรียนรู้ที่ 2 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง วิถีการดำเนินชีวิตของพุทธศาสนิกชน ภาคเรียนท่ี 2 ปี
การศกึ ษา 2564
4. ระยะเวลาทใ่ี ช้ในการศึกษา
การศกึ ษาในครั้งนด้ี ำเนินการในเดือนสิงหาคม ในชว่ งจดั กิจกรรมใชเ้ วลา 1 เดอื น
คำจำกัดความท่ีใชใ้ นการวจิ ัย
1. ขาดสมาธิ หมายถึง เดก็ ท่ีมลี ักษณะวอกแวกงา่ ย ไม่ฟังเวลาพูดด้วย ขาดความตั้งใจในการ
ทางานโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานท่ีต้องใช้ความคิด เหม่อลอยบ่อย ฝันกลางวัน ทางานไม่เสร็จ ผลงาน
มกั จะไม่เรยี บร้อย เดก็ มักข้ีลืม ทาของใชส้ ่วนตัวหายเปน็ ประจา เป็นตน้
2. วิธีการเสริมแรงด้วยเบ้ียอรรถกร หมายถึง การให้รางวัลด้วยคะแนนเม่ือเด็กมีพฤติกรรม
น่ังอยู่กบั ท่ีในชนั้ เรียน ในเวลาท่ีกำหนดให้ ซึ่งผู้รับการปรับพฤติกรรม สามารถนำคะแนนทร่ี วบรวมไว้
ไปแลกเป็นส่ิงของท่ีตนเองต้องการ ตามท่ีผู้วิจัยได้กำหนดไว้ หลังจากจบกิจกรรมในช้ันเรียน
3. การปรับสินไหม หมายถึง วธิ ีการลดพฤตกิ รรมการขาดสมาธิในการเรียนของผูร้ ับการปรับ
พฤติกรรมโดยการถอดถอนคะแนนคนื ตามจำนวนท่ีผ้วู จิ ัยกำหนด เม่อื เดก็ หรือผูร้ ับการปรับพฤติกรรม
มีพฤติกรรมขาดสมาธใิ นการเรียนในชว่ งเวลาท่ผี ูว้ จิ ัยไดก้ ำหนดไว้
5
บทที่ 2
แนวคิด ทฤษฎี และงานวจิ ัยท่เี กยี่ วข้อง
การปรับพฤติกรรมการขาดสมาธิในการเรียนของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยวิธีการ
เสริมแรงด้วยเบ้ียอากร ร่วมกับการปรับสินไหม ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสาร บทความและงานวิจัยที่
เกยี่ วข้องเพ่ือนำหลกั การ ทฤษฎี และแนวคิดทีส่ ำคัญมาใชใ้ นการดำเนนิ งาน ดังน้ี
2.1. เอกสารที่เกยี่ วข้องกบั การปรับพฤตกิ รรม
1 ความหมายของพฤติกรรม
2 ความหมายของการปรบั พฤตกิ รรม
3 ลักษณะของการปรบั พฤติกรรม
4 ทฤษฎกี ารปรับพฤตกิ รรม
2.2. เอกสารทเ่ี กย่ี วขอ้ งกบั การเสริมแรงดว้ ยเบีย้ อรรถกร
1 ความหมายของเบ้ยี อรรถกร
2 หลกั การใชก้ ารเสริมแรงด้วยเบยี้ อรรถกรอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
3 ข้อดแี ละข้อจำกดั ของการใช้เบ้ียอรรถกร
2.3. เอกสารทเ่ี กี่ยวข้องกับการปรบั สินไหม
1 ความหมายของการปรับสินไหม
2 หลักการใชก้ ารปรบั สนิ ไหมอยา่ งมีประสิทธภิ าพ
3 ข้อควรพจิ ารณาการใช้วธิ ีการปรบั สินไหม
4 ขอ้ ดีและขอ้ จำกัดของการใชก้ ารปรบั สนิ ไหม
2.4. งานวิจัยท่ีเกยี่ วขอ้ งกบั การปรบั พฤติกรรม
2.5. งานวิจัยที่เก่ียวข้องกับการเสริมแรงดว้ ยเบี้ยอรรถกร
2.6. งานวิจัยที่เกีย่ วข้องกับการปรับสินไหม
2.1 เอกสารท่ีเกีย่ วข้องกับการปรบั พฤตกิ รรม
1 ความหมายของพฤตกิ รรม
พฤติกรรม หมายถึง การกระทำ การแสดงออกของบุคคลที่สามารถสังเกตได้จากการ
แสดงออกหรือพฤติกรรมต่างๆ นั้นมีทั้งสิ่งที่เราต้องการให้เกิดขึ้นและไม่ต้องการให้เกิดขึ้นพฤติกรรม
ส่วนใหญ่เกิดจากการเรียนรู้มาต้ังแต่วัยทารก โดยการลองผิดลองถูกจากการเลียนแบบ เมื่อเขา
ประพฤติสิ่งหน่ึงส่ิงใดครง้ั แรก ถา้ มีผลตามมาเป็นรางวัล ประสบการณ์น้ันจะทำให้เขาทำส่ิงน้ันอีก แต่
ถ้าได้รับประสบการณ์ที่เขาไม่ชอบหรือทำให้เขาเจ็บปวด ก็จะไม่ประพฤติซ้ำอีก (พัชรีวัลย์ กำเนิด
เพ็ชร์. 2535. เอกสารประกอบคำบรรยาย) หรือส่ิงท่ีบุคคลกระทำแสดงออกตอบสนองหรือโต้ตอบส่ิง
หน่ึงส่ิงใดในสถานการณ์หนึ่ง ท่ีสามารถสังเกตได้ ได้ยิน นับได้ อีกท้ังวัดได้ตรงกันด้วยเครื่องมือที่เป็น
6
วัตถุนิสัย ไม่ว่าการเเสดงออกหรือการตอบสนองนั้นเป็นภายในหรือ ภายนอกก็ตาม (สมโภชน์ เอ่ียม
สุภาษติ . 2536: 2)
พฤติกรรมของอินทรีย์ หมายถึง การกระทำของอินทรีย์ ซึ่งมีตัวแปรสองตัวมาเกี่ยวข้อง คือ
เหตุการณ์ท่ีเกิดก่อนพฤติกรรม (Antecdent) และผลท่ีตามมาหรือผลกรรม (Consequence) ดัง
แผนภาพ
เหตกุ ารณท์ ีเ่ กิดกอ่ น พฤติกรรม ผลท่ตี ามมาหรอื ผลกรรม
(Antecedents) (Behavior) (Consequences)
ภาพประกอบ 1 พฤติกรรมของอนิ ทรีย์
จากแผนภาพ หากมีการควบคุมเหตุการณ์ท่ีเกิดก่อนหรือควบคุมผลที่ตามมาหรือควบคุมไว้
ท้งั สองตวั แปร จะมผี ลต่อการปรบั หรอื เปลี่ยนพฤตกิ รรมของอนิ ทรยี ์ได้ (ผ่องพรรณเกิดพิทักษ.์ 2530:
24)
ดังนน้ั พฤติกรรม หมายถึง การกระทำของบคุ คลที่แสดงออกมาภายนอกที่บุคคล
อนื่ สามารถสงั เกตและเหน็ ได้ และส่ิงอยภู่ ายในทีค่ นภายนอกไมส่ ามารถสงั เกตได้ นอกจากน้ี
ยังเกี่ยวข้องกับตวั แปรสองตวั คอื เหตุการณท์ ี่เกิดกอ่ นพฤติกรรมและผลทต่ี ามมาหลงั การเกิด
พฤตกิ รรม
2 ความหมายของการปรบั พฤติกรรม
ความหมายของการปรับพฤติกรรม มดี งั น้ี
1. การประยุกต์ความรู้ทางวิทยาศาสตรโ์ ดยเฉพาะความรู้ทางจิตวิทยาเชงิ วิทยาศาสตร์ มาใช้
ในการสรา้ งสรรค์ให้เกิดพฤตกิ รรมท่พี งึ ประสงค์
2. กลวธิ ีในการใช้วธิ ีการใช้วิธีพฤตกิ รรมนิยมในการศึกษามนุษยค์ วามหมายของพฤติกรรมใน
ท่ีน้ีจะครอบคลุมการกระทำ การแสดงออกต่าง ๆ การคิด การจำ การรับรู้ การสัมผัส ความรู้สึก
อารมณ์โดยจะครอบคลุมพฤติกรรมภายนอก และพฤติกรรมภายใน สำหรับวิธีพฤติกรรมนิยมนั้น มุ่ง
ศึกษาพฤติกรรมภายนอกซ่ึงเป็นพฤติกรรมที่สามารถสังเกตได้ โดยการสันนิษฐานจากพฤติกรรม
ภายนอก
3. กลวธิ ีในการนำความรู้และหลักการพฤตกิ รรมศาสตร์ และทางจิตวิทยา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ทางการเรียนรู้ และการจูงใจมาประยุกต์อย่างมีระบบ และจริงจังในการสร้างสรรค์ และการ
เสรมิ สรา้ งให้เกดิ พฤติกรรมทพี่ ึงประสงค์
4. กลวธิ เี กี่ยวกบั การเปลย่ี นแปลงในสง่ิ ที่สามารถวดั หรือวิจัยได้
5. การประยุกต์หลกั พฤตกิ รรมเพ่อื ปรับพฤติกรรมของมนุษย์ในสภาพการณ์ตา่ ง ๆ
(ผ่องพรรณ เกดิ พทิ กั ษ์ . 2530: 1)
ความหมายการปรับพฤติกรรมในอีกแง่หน่ึง เป็นการใช้ผลท่ีได้จากการทดลองหลักการของ
การเรียนรู้ เพ่ือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลท่ีไม่เหมาะสมให้เหมาะสมขึ้น(สมโภชน์ เอี่ยม
สุภาษิต. 2536: 2; อ้างอิงจาก Wolpe. 1973) และการนำเอาหลักการแห่งพฤติกรรม (Behavior
7
Principles) มาประยุกต์ใช้เพื่อเปล่ียนแปลงพฤติกรรมอย่างระบบ(สมโภชน์ เอ่ียมสุภาษิต 2536: 3;
อ้างอิงจาก Kalish. 1981)
ดังนั้น การปรับพฤติกรรม หมายถึง การประยุกต์หลักพฤติกรรมโดยใช้เทคนิคหรือวิธีการ
ปรับพฤติกรรมอย่างเป็นระบบ เพ่ือเปล่ียนแปลงพฤติกรรมของบุคคลที่ไม่เหมาะสมให้เหมาะสมและ
สงั คมยอมรบั
3 ลักษณะของการปรับพฤติกรรม
1. ม่งุ ทพ่ี ฤติกรรมโดยตรงโดยทพี่ ฤตกิ รรมนนั้ จะต้องสงั เกตเห็นไดแ้ ละวัดได้ตรงกนั
2. ไม่ใช้คำท่ีเป็นการตีตรา เช่น ก้าวร้าว ฉลาด โง่ ข้ีเกียจ เพราะคำเหล่านี้มักจะเป็นคำท่ีมี
ความหมายกว้างๆ ท่ีรวมพฤติกรรมหลายๆ ลักษณะด้วยกัน จึงทำให้ไม่ชัดเจนยากแก่การสังเกตให้
ตรงกัน นอกจากนี้บุคคลท่ีถูกตีตราอาจพยายามทำตนให้มีลักษณะเหมือนกับท่ีถูกตีตราด้วย หรือทำ
ให้ผู้ทีเ่ กีย่ วขอ้ งเกดิ ความอับอายได้
3. พฤติกรรมไมว่ ่าจะเป็นพฤติกรรมปกติหรือปกตกิ ็ตาม ย่อมเกิดจากการเรียนรใู้ นอดีตท้ังส้ิน
ดังนั้นพฤตกิ รรมเหล่าน้สี ามารถเปล่ียนแปลงได้โดยใช้กระบวนการเรียนรู้
4. การปรับพฤติกรรมจะเน้นท่ีสภาพและเวลาในปัจจุบันเท่านั้นแม้วา่ การเรียนรจู้ ะเกิดข้ึนใน
อดีตก็ตาม แต่เงอื่ นไข ส่ิงเร้าและผลกรรมในสภาพปจั จบุ ันเป็นตวั กำหนดว่าพฤติกรรมท่ีเรียนรู้ในอดีต
น้นั จะมีแนวโน้มทีจ่ ะเกดิ ขึ้นบ่อยหรอื ลดลงดังน้ันถา้ สามารถวิเคราะหส์ ิ่งเร้าและผลกรรมได้ก็สามารถ
ปรบั สิง่ เร้า และผลกรรมได้ ก็สามารถปรับสิ่งเร้าให้เหมาะสมเพอ่ื จะทำให้พฤตกิ รรมดังกล่าวเปลย่ี นไป
ตามเปา้ หมายทีต่ ้องการ
5. การปรับพฤติกรรมน้ันจะเน้นท่ีวิธีการทางบวกมากว่าจะใช้วิธีการลงโทษ ในการ
เปล่ียนแปลงพฤติกรรมของบุคคล เน่ืองจากเป้าหมายของการปรับพฤติกรรมจะสนับสนุนให้บุคคล
แสดงพฤติกรรมทพี่ งึ ประสงค์มากข้นึ
6. วิธกี ารปรับพฤติกรรมน้นั สามารถใช้ได้อย่างเหมาะสมตามลกั ษณะปญั หาของแต่ละบุคคล
เน่ืองจากเช่ือว่าบุคคลแต่ละคนนั้น มีความแตกต่างกันตัวเสริมแรงตัวหนึ่งอาจมีประสิทธิภาพสูงมาก
เมื่อใช้กับคนบางคน แตอ่ าจจะไม่มีประสิทธิภาพเลยถ้าใช้กับคนอีกกลุ่ม ดังน้ันในการดำเนินการปรับ
พฤตกิ รรมต้องคำนงึ ถงึ ความแตกต่างระหวา่ งบุคคลด้วย
7. วิธีการปรบั พฤติกรรม เปน็ วธิ กี ารที่ไดร้ บั การพิสจู นม์ าแล้ววา่ มปี ระสทิ ธิภาพและได้ผล โดย
วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (สมโภชน์ เอี่ยมสุภาษิต. 2543: 9 – 10)สำหรับลักษณะของการปรับ
พฤติกรรมท่ีกล่าวมาท้ังหมด จะเห็นได้ว่าการปรับจะมุ่งเน้นที่พฤติกรรมโดยตรง โดยที่พฤติกรรมน้ัน
จะต้องสังเกตเห็นได้ และวัดได้ตรงกันและพฤติกรรมนั้นไม่วา่ จะเป็นพฤติกรรมปกตหิ รือไม่ปกติก็ตาม
ย่อมเกิดจากการเรียนรู้ในอดีตท้ังสิ้นดังน้ันพฤติกรรมต่างๆ ท่ีเกิดข้ึน สามารถเปล่ียนแปลงได้โดยการ
ใช้กระบวนการเรียนรู้ และเน้นท่ีสภาพและเวลาในปัจจุบันเท่านั้น และจะเน้นวิธีการในทางบวก
มากกว่า การลงโทษ ในการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมของบุคคลตามความเหมาะสมตามลักษณะของ
ปญั หาของแตล่ ะบุคคลเนือ่ งจากบคุ คลย่อมมีความแตกตา่ งกัน
8
4 ทฤษฎีการปรับพฤติกรรม
วิธีการปรับพฤติกรรมเป็นกลวิธีที่นำหลักการแห่งพฤติกรรม มาประยุกต์ใช้อย่างเป็นระบบ
โดยการใช้หลักการเรียนรู้ต่างทฤษฎีต่างๆ เช่นทฤษฎีการวางเง่ือนไขแบบคลาสสิค (Classical
Conditioning Theory) ทฤษฎีการวางเง่ือนไขแบบการกระทำ (Operant Conditioning Theory)
เปน็ ต้น
สำหรับการวจิ ยั ครัง้ น้ี จะเลือกใช้ทฤษฎีการเรียนรู้การวางเง่ือนไขแบบการกระทำมาใช้ในการ
ปรับพฤติกรรม ซ่ึงทฤษฎีการวางเง่ือนไข แบบการกระทำนี้ พัฒนาโดยนักจิตวิทยาชาวอเมริกันช่ือ
สกินเนอร์ (Skinner. 1968) ทฤษฎีน้ีมีความเช่ือว่า พฤติกรรมของบุคคลเป็นผลพวงเนื่องมาจาก
การปฎสิ ัมพันธก์ ับสภาพแวดล้อม พฤติกรรมทเี่ กิดขนึ้ ของบคุ คลจะแปรเปล่ยี นไปเนือ่ งมาจากผลกรรม
ที่เกิดข้ึนในสภาพแวดล้อมนั้น สกินเนอร์ให้ความสนใจกับผลกรรมสองประเภท ได้แก่ ผลกรรมท่ีเป็น
ตัวเสริมแรง ที่ทำให้พฤติกรรมท่ีบุคคลกระทำอยู่น้ันมีอัตราเพิ่มมากข้ึน และผลกรรมที่เป็นตัวลงโทษ
(Punisher) ทำใหพ้ ฤติกรรมท่บี คุ คลกระทำนนั้ ยุตลิ ง
การเสริมแรง (Reinforcement)
การเสริมแรง คือ การทำให้ความถ่ีของพฤติกรรมเพ่ิมข้ึน อันเป็นเนื่องมาจากผลกรรมท่ี
ตามหลังพฤติกรรมนั้น ผลกรรมที่ทำให้พฤติกรรมมีความถี่เพิ่มขึ้น เรียกว่า ตัวเสรมิ แรง (Reinforcer)
ตวั เสริมแรงทีใ่ ชก้ ันอยู่น้ันแบง่ เปน็ 2 ชนิดด้วยกัน คือ
1. ตัวเสริมแรงปฐมภูมิ (Primary Reinforcer) เป็นตัวเสริมแรงท่ีมีคุณสมบัติด้วยตัวมันเอง
เนอื่ งจากสามารถตอบสนองความต้องการทางชวี ภาพของอินทรียไ์ ด้ หรือมีผลต่ออินทรีย์โดยตรง เช่น
อาหาร น้ำ อากาศ
2. ตวั เสริมแรงทุติยภูมิ (Secondary Reinforcer) เป็นตัวเสริมแรงทีต่ ้องผ่านบวนการพัฒนา
คุณสมบัติของการเป็นตัวเสริมแรง โดยการนำไปสัมพันธ์กับตัวเสริมแรงปฐมภูมิ เช่น คำชมเชย เงิน
หรอื ตำแหน่งหนา้ ท่ี
ตัวเสริมแรงทุติยภูมิบางตัวน้ัน ถ้านำไปใช้แล้วสามารถคู่กับตัวเสริมแรงอื่น ๆ ได้ (ทั้งตัว
เสริมแรงปฐมภูมิและทุติยภูมิ) ได้มากกว่าหน่ึงตัวแล้ว ตัวเสริมแรงดังกล่าวจะมีคุณสมบัติเป็นตัว
เสริมแรงแผ่ขยายทันที (Generalised Reinforcer) ตวั อยา่ งของตวั เสรมิ แผ่ขยาย ได้แก่ เงนิ คูปอง
การเสรมิ แรง สามารถดำเนินการได้ 2 ลักษณะ คือ
1. การเสรมิ แรงทางบวก (Positive Reinforcement) คอื การเสรมิ แรงท่มี ผี ลให้
พฤตกิ รรมที่ได้รบั การเสรมิ แรงน้ันมีความถี่เพมิ่ ขึน้ นอกจากนย้ี ังพบว่า การใชค้ ำพดู ตำหนิ หรือ
การตีบุคคลใดบคุ คลหน่งึ ก็อาจเป็นการเสรมิ แรงทางบวกได้ (สมโภชน์ เอ่ยี มสภุ าษิต. 2543:
33–34; อ้างอิงจาก Favell, et al. 1978; Madsen, et al. 1970) ถ้าการกระทำนั้นมีความถม่ี าก
ขึน้ ดงั ภาพ
9
A B C+
ภาพประกอบ 2 กระบวนการเสรมิ แรงทางบวก
แสดงถงึ กระบวนการเสริมแรงทางบวก
A = เงื่อนไขนำ (Antecedent)
B = พฤติกรรม (Behavior)
C = ผลกรรม (Consequences)
C + = ผลกรรมท่เี ปน็ ตวั เสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcement)
ประเภทของตวั เสริมแรงทางบวก
ตวั เสรมิ แรงทางบวกแบ่งเป็น 5 ประเภท (Kazdin. 1980: 131–148)
1. อาหารและสิ่งเสพได้ (Food and other Consumables) เป็นตัวเสริมแรงที่ไม่ต้องวาง
เง่อื นไขและมีอทิ ธิพลตอ่ บุคคลมาก ตวั เสรมิ แรงชนิดน้ี เช่น อาหารสำหรบั คนที่หิว ขนมเครือ่ งดื่ม เป็น
ตน้ ในการนำตัวเสริมแรงประเภทน้ีไปใช้ จะต้องพิจารณาถงึ ความต้องการของบุคคล ชนิดของอาหาร
จำนวนคร้ัง และปริมาณในการให้แรงเสริมให้เหมาะกับบุคคล และสภาพการณ์ นอกจากนี้จะต้อง
คำนึงถงึ ข้อจำกัดของตัวเสริมแรงชนิดน้ี ซึ่งมีข้อจำกัดว่า ในบางสถานการณ์ไม่สามารถให้ตัวเสริมแรง
แกบ่ ุคคลได้ทันที และการให้ตวั เสริมแรงชนดิ น้ีอาจรบกวนพฤตกิ รรมท่บี ุคคลกำลังกระทำอยู่
2. ตัวเสริมแรงทางสังคม (Social Reinforcer) เป็นตัวเสริมท่ีต้องวางเง่ือนไขแบ่งเป็น 2
ประเภท คอื
2.1 การเสริมแรงโดยใช้วาจา ได้แก่คำพูดต่างๆ ที่เป็นคำชมเชย ยกย่องแสดงความพอใจใน
การใช้ตัวเสริมแรงด้วยวาจา ควรทำให้บุคคลที่ได้รับการเสริมแรงทราบว่า เขาได้รับการเสริมแรงใน
พฤตกิ รรมใด เช่น ครูบอกว่า “ดีมาก ท่ีเธอแบ่งขนมให้เพ่อื น”
2.2 การเสรมิ แรงโดยใช้ท่าทาง เช่น การยิ้มให้ การสัมผัส ตัวเสริมทางสังคมเป็นตัวเสริมแรง
ท่ีมีประสิทธิภาพมาก เพราะจัดเป็นตัวเสรมิ แรงแผ่ขยายและสามารถนำไปใช้คู่กับตัวเสริมแรงอ่ืน ทำ
ให้บุคคลไม่เบื่อหน่าย ไม่รบกวนพฤติกรรมท่ีบุคคลกระทำอยู่และใช้สะดวกรวดเร็ว แต่มีข้อจำกัดว่า
อาจจะไมเ่ ปน็ ตวั เสรมิ แรงสำหรับบางบุคคล
3. การใช้หลักของพรีแม็ค (Premack’s Principle) เป็นการจัดกิจกรรมท่ีบุคคลชอบหรือมี
โอกาสที่จะกระทำพฤติกรรมนั้นสูง มาใช้เป็นตัวเสริมแรงเพ่ือให้บุคคลแสดงพฤติกรรมเป้าหมาย โดย
ท่ีบุคคลน้ันจะต้องแสดงพฤติกรรมเป้าหมายก่อน แล้วจึงให้เลือกทำกิจกรรมที่บุคคลนั้นชอบ ในการ
นำหลักของพรีแม็คไปใช้ควรมีกิจกรรมหลาย ๆ อย่างให้บุคคลเลือกกระทำและจะต้องเป็นกิจกรรมท่ี
มีสภาพความพร้อมสำหรับการกระทำของบุคคล เช่น ถ้าบุคคลเลือกเล่นฟุตบอล จะต้องมีอุปกรณ์
10
สำหรับการเล่นฟุตบอลครบทุกอย่าง ถ้าขาดอุปกรณ์ส่ิงหน่ึงสิ่งใดไป การใช้หลักของพรีแม็คก็จะไม่
ได้ผล
4. การใหข้ ้อมลู ยอ้ นกลับ (Information Feedback) เปน็ การให้ข้อมูลเกีย่ วกับผลการ
กระทำของบุคคล การให้ข้อมูลย้อนกลับเพียงอย่างเดียว อาจไม่ก่อให้เกิดการเปล่ียนแปลงพฤติกรรม
จึงควรนำไปสัมพนั ธ์กับตัวเสรมิ แรงอืน่ ๆ เพราะจะให้เกดิ ประสทิ ธภิ าพสูงขนึ้
5. เบ้ียอรรถกร (Token Economy) เป็นสัญลักษณ์ที่ใช้เป็นตัวเสริมแรงหรือแลกเปล่ียนตัว
เสริมแรงอ่ืน ๆ ท่ีบุคคลต้องการ เช่น เหรียญ ดาว คูปอง เป็นต้น ส่ิงสำคัญสำหรับการใช้ตัวเสริมแรง
ชนิดน้ี คือ ตอ้ งกำหนดอตั ราแลกเปลี่ยน (Rate of Exchange)ระหว่างเบ้ียอรรถกรกับตวั เสริมแรงอ่ืน
อย่างชัดเจน เพ่ือให้บุคคลได้รับรู้ว่าจะต้องใช้เบี้ยอรรถกรจำนวนเท่าใด เพื่อแลกกับตัวเสริมแรงท่ี
ตอ้ งการได้ เบี้ยอรรถกรเป็นตวั เสรมิ แรงท่ีประสทิ ธิภาพสูง สามารถทำให้ระดับพฤติกรรมของบุคคลคง
อยู่ หรือเพิ่มข้ึนมากว่าและนานกว่าตัวเสริมแรงอื่น นอกจากนี้ยังสามารถนำไปใช้กับบุคคลส่วนมาก
และนับเป็นตัวเสริมแรงที่หมดสภาพของการเสริมแรงช้ากว่าตัวเสริมแรงอื่น เพราะสามารถนำไป
แลกเปล่ยี นตวั เสรมิ แรงอน่ื ได้ (สมโภชน์ เอ่ยี มสภุ าษิต. 2536: 23)
นอกจากตัวเสริมแรงทั้ง 5 ประเภทแล้ว ยังมีตัวเสริมแรงชนิดหน่ึงที่น่าให้ความสนใจคือตัว
เสริมแรงภายใน (Covert Reinforcer) นั่นคือ ความคิด จินตนาการ และการประเมินตนเองของ
บุคคลสามารถใช้ควบคุมการกระทำของบุคคลได้ ดังนั้น จึงได้นำตัวเสริมแรงภายในไปใช้เป็น
องค์ประกอบหนึ่งในการบำบัดผู้มารับคำปรึกษาร่วมกับวิธีการต่าง ๆ เช่น การเสนอตัวแบบภายใน
(Covert Modeling) การเส ริม แรงท างบ วก (Positive Reinforcer) การห ยุดย้ังพ ฤติ กรรม
(Extinction) เป็นต้น นอกจากน้ีนักปรับพฤติกรรมยังมีความเชื่อ การเสริมแรงท่ีเหมาะสมและมี
ประสิทธิภาพได้แก่ การเสริมแรงภายใน (Intrinsic reinforcement) ซึ่งบุคคลเป็นผู้ใช้ตัวเสริมแรง
ภายใน ในการเสริมแรงตนเอง โดยมักจะใช้กับการประเมินพฤติกรรมของตนเอง เพื่อให้บรรลุถึง
มาตราฐานและความมุ่งหมายของตนเอง (Cautela. 1970: 33 – 35; Rimm’S Master. 1979: 174)
2. การเสริมแรงทางลบ (Negative Reinforcement) คือ การทำให้ความถ่ีของพฤติกรรม
เพิ่มขึ้น อันเป็นผลมาจากการท่ีแสดงพฤติกรรมดังกล่าวนั้น สามารถจะถอดถอนจากส่ิงเร้าท่ีไม่พึง
พอใจ (Aversive Stimuli) ออกไปได้ สิ่งเร้าที่ไม่พึงพอใจ จะเป็นตัวเสริมแรงทางลบได้ต่อเมื่อ
พฤติกรรมที่แสดงออกมาแล้ว ถอดถอนสิ่งเร้าที่ไม่พึงพอใจมากขึ้น ดังนั้นสิ่งที่ไม่พึงพอใจและไม่พึง
ปรารถนาหรือส่ิงที่รบกวนบุคคลต่าง ๆ ไม่จำเป็นท่ีจะต้องเป็นตัวเสริมแรงทางลบเสมอไป นอกเสีย
จากว่า จะทำให้พฤติกรรมที่แสดงออกแล้ว สามารถถอดถอนสิ่งเร้าที่ไม่พึงพอใจน้ันมีความถ่ีเพิ่มขึ้น
การเสริมแรงทางลบจะเก่ียวข้องกับพฤติกรรมใน 2 ลักษณะ คือ พฤติกรรมการหลีกหนี
(Escape Behavior) นั่น คือ เม่ือบุคคลต้องเผชิญกับสภาพการณ์ท่ีไม่พึงพอใจ (AversiveEvent) ก็
สามารถแสดงพฤติกรรมอื่น เพื่อท่ีจะถอดถอนสภาพการณ์ท่ีไม่พึงพอใจน้ัน พฤติกรรมอ่ืนที่แสดง
ออกมานั้นเรียกว่าพฤติกรรมหลีกหนี ถ้าพฤติกรรมอ่ืนท่ีแสดงออกมาน้ันเกิดบ่อยครั้งขึ้น เม่ือต้อง
เผชิญกับสภาพการณ์ที่ไม่พึงพอใจ สภาพการณ์ท่ีไม่พึงพอใจนั้น จะทำหน้าท่ีเป็นตัวเสริมแรงทางลบ
ทันที
11
นอกจากพฤติกรรมหลีกหนีแล้วอีกพฤติกรรมหน่ึงได้แก่ พฤติกรรมการหลีกเล่ียง (Aversive
Behavior) เป็นพฤติกรรมที่เกิดจากการได้รับสัญญาณว่าเหตุการณ์ท่ีไม่พึงพอใจจะเกิดขึ้นซึ่งบุคคล
สามารถจะหลีกเล่ียงจากส่ิงเร้าท่ีไม่พึงพอใจนั้นได้ โดยการแสดงพฤติกรรมในลักษณะอื่นแทน เช่น
การที่ใกล้สอบแล้วยังไม่ได้ดูหนังสือ แต่มักจะใช้เวลาส่วนใหญ่ดูโทรทัศน์บุคคลน้ีอาจพบว่าสิ่งเร้าที่ไม่
พึงพอใจ เช่น การสอบไม่ผ่าน บุคคลก็จะแสดงพฤติกรรมหลีกเล่ียงโดยใช้เวลาในการอ่านหนังสือ
แทนที่จะดูโทรทัศน์ ถ้าพฤติกรรมการหลีกเลี่ยงเกิดมีความถี่ท่ีเพ่ิมข้ึน สิ่งเร้าที่ไม่พึงพอใจนั้นก็จะ
กลายเปน็ ตัวเสริมแรงทางลบ (สมโภชน์ เอีย่ มสุภาษติ . 2536: 27 - 53)
เทคนิคการเสริมแรงเพือ่ ลดการตอบสนองท่ีไม่ต้องการ
การเสริมแรงถูกนำมาใชเ้ พอ่ื ให้เกดิ พฤติกรรมขึ้นในหลายสถานการณ์ ที่มีการใช้ในการปรับพฤติกรรม
เป้าหมายหลักของโปรแกรม คือการลดพฤติกรรมท่ีไม่พึงประสงค์ เนื่องจากการเสริมแรงเคยถูกกล่าว
กันว่าเป็นเทคนิคที่เพ่ิมพฤติกรรม คนจึงมักเช่ือว่ามันไม่เหมาะสมท่ีจะนำมาใช้ในการลดพฤติกรรม
โดยตรง อย่างไรก็ตามการตอบสนองเป้าหมายท่ีไม่พึงประสงค์สามารถลดหรือถูกขจัดออกไปได้โดย
การใช้การเสริมแรง ซึ่งมเี ทคนิคหลายอยา่ งแตกตา่ งกนั เพื่อนำมาใช้ในการระงบั พฤติกรรม
1. การเสริมแรงแบบดีอาร์โอ (Differential Reinforcement of other Behavior)
เป็นวิธีการอย่างหนึ่งในการลดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ เป็นการเสริมแรงกับบุคคลท่ีกระทำ
พฤตกิ รรมอ่ืนที่ไม่ใช่พฤตกิ รรมเปา้ หมายในชว่ งระยะเวลาท่ีกำหนด แต่ถ้ายังไม่หมดช่วงเวลาทกี่ ำหนด
แล้วมีพฤติกรรมเป้าหมายเกิดขึ้น จะต้องไม่ให้การเสริมแรง และจะต้องเร่ิมต้นช่วงเวลาที่จะไม่ให้
พฤติกรรมเกิดขึ้นอีกคร้ัง ประสิทธิภาพ คือ การลดพฤติกรรมเป้าหมาย ดีอารโ์ อ ประกอบด้วยการให้
การเสริมแรงการตอบสนองท่ีเกิดตามมา ยกเว้นพฤติกรรมเป้าหมายดีอาร์โอข้างต้น เรียกว่า ดีอาร์โอ
ท้ังหมด แต่ปัจจุบันน้ี มีการวิจัยใช้ดีอาร์โอ ในลักษณะที่พฤติกรรมไม่จำเป็นต้องแสดงออกตลอด
ชว่ งเวลาท่ีกำหนด หากแต่ต้องไม่แสดงออกเม่ือสิ้นสุดช่วงเวลาท่ีกำหนด ซึ่งเรียกดอี าร์โอ แบบนี้ว่า ดี
อารโ์ อเฉพาะเวลา (Momentary DRO)
ก า ร เส ริ ม แ ร งแ บ บ ดี อ า ร์ โอ ให้ มี ป ร ะ สิ ท ธิ ภ า พ ค ว ร ด ำ เนิ น ก า ร ดั งต่ อ ไป นี้
1.1 การกำหนดช่วงเวลาของดีอาร์โอ ในครั้งแรกควรกำหนดช่วงเวลาของดีอาร์โอให้ส้ันกว่า
ช่วงเวลาของการเกดิ พฤตกิ รรมเปา้ หมายท่ีไดจ้ ากการรวบรวมข้อมูลจากเส้นฐานเลก็ น้อย
1.2 เมื่อพฤติกรรมเป้าหมายไม่เกิดข้ึนในช่วงเวลาท่ีกำหนดแล้วจึงค่อย ๆ เพ่ิมความยาวของ
ช่วงเวลาออกไป
1.3 ใชก้ ารเสรมิ แรงดีอาร์โอท้ังหมดดีกวา่ ดอี าร์โอเฉพาะเวลา
1.4 ถา้ พฤตกิ รรมเป้าหมายเกิดขน้ึ ในชว่ งเวลาของดีอารโ์ อ จะตอ้ งไม่ใหก้ ารเสริมแรง
1.5 ถ้าส้ินสุดช่วงเวลาของดีอาร์โอแล้วเกิดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์อื่น ๆ ขึ้นจงอย่าให้การ
เสรมิ แรง แตร่ อจนพฤติกรรมทเี่ หมาะสมเกิดขึน้ แลว้ จึงค่อยใหก้ ารเสริมแรง
ยกตัวอย่าง มีการศึกษาการลดความถี่ของการดูดนิ้วมือของเด็กหญิงวัย 8 ปี การแก้ไขถูก
นำมาใช้เนื่องจากการดูดน้ิวก่อให้เกิดปัญหาของฟนั ดีอาร์โอถกู นำมาใช้ คือ เมื่อใดก็ตามท่ีไม่มีการดูด
นิ้วเกิดขึ้น ภายในช่วงเวลา 1 นาที เด็กจะได้รับเงิน 1 เพนนี ภายในช่วงเวลาของการทดลอง 5 ช่วง
12
เท่าน้ันการดูดนิ้วมือก็หายไป โปรแกรมนี้ประสบความสำเร็จเม่ือนำไปใช้ต่อท่ีบ้านโดยการใช้ระบบ
การใช้เบ้ียอรรถกร เมื่อไม่มีการดูดนิ้วมือ พฤติกรรมนี้ถูกขจัดออกไปและโปรแกรมน้ียังคง
ประสิทธิภาพเม่ือมีการติดตามผลต่อมาอีก 1 ปี (สมโภชน์ เอี่ยมสุภาษิต.2536: 244; อ้างอิงจาก
Repp; & Deitez. 1983.)
2. การเสริมแรงแบบดีอาร์ไอ (Differential Reinforcement of Incompetible Behavior)
เป็นวิธีการหนึ่งที่แทนที่จะให้การเสริมแรงเมื่อไม่เกิดพฤติกรรมแล้ว จะเป็นการให้การเสริมแรงกับ
พฤติกรรมท่ีขัดกันโดยตรง โดยการเน้นพฤติกรรมท่ีขัดกับพฤติกรรมเป้าหมายหรือพฤติกรรมที่ไม่พึง
ประสงค์ ซ่ึงทำให้พฤติกรรมนี้ลดลงไปเอง โดยทั่วไปเป็นการง่ายที่จะเลือกพฤติกรรมที่ขัดกับ
พฤติกรรมเป้าหมายเพื่อที่จะเสริมแรง ยกตัวอย่าง เช่น ถ้าเด็กทะเลาะกับพี่น้องท่ีบ้าน การเสริมแรง
ควรจะใช้กับพฤติกรรม เช่น การอ่านหนังสือเงียบ ๆ การเล่นเกมร่วมกัน หรือการดูโทรทัศน์โดยไม่มี
การถกเถียงกัน และสำหรับผู้ปว่ ยทีอ่ ยู่ในสถาบัน มีการทำร้ายหรอื มีพฤติกรรมลงมือลงเท้า การพูดคุย
กับเพื่อนๆ โดยอาการสงบ ซึ่งเป็นพฤติกรรมท่ีขัดกับพฤติกรรมท่ีไม่พึงประสงค์ ประสิทธิภาพของดี
อาร์ไอ ต่อการตอบสนองท่ีไม่พึงประสงค์ ได้ถูกศึกษาโดยเด็กหญิงท่ีมีความบกพรอ่ งทางสตปิ ัญญา ซ่ึง
มีพฤติกรรมทำร้ายตัวเองในอตั ราทส่ี งู โดยการตบหนา้ ตัวเองโดยใชก้ ำหมัดเคาะทหี่ ูตัวเองและฟาดแขน
ตัวเองกับโต๊ะ การแก้ไขเพื่อลดพฤติกรรมการทำร้ายตัวเอง คือ การให้การเสริมแรงเมื่อเด็กคนนี้
ทำงานต่อภาพปริศนา แทนการทำร้ายตัวเอง ตัวเสริมแรงเป็นการให้คำชมเชย และการนวดหลังเมื่อ
กระทำพฤติกรรมที่พึงประสงค์ แต่เม่ือมีพฤติกรรมทำร้ายตวั เองเกิดข้ึนจะหยุดการเสรมิ แรงทนั ที การ
เสริมแรงแบบดอี าร์ไอสามารถลดพฤตกิ รรมทำรา้ ยตวั เองลงได้
การเสริมแรงแบบดีอาร์ไอ สามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพในหลายโปรแกรม เช่น
พฤติกรรมอยู่ไม่สุขของเด็กในห้องเรียนหรือที่บ้าน โดยใช้เทคนิคการเสริมแรงพฤติกรรมอยู่ไม่สุข
รวมถึง พฤติกรรมรบกวนผู้อ่ืน พูดคำด่า ลุกออกจากท่ีทำลายข้าวของ ว่ิงไปรอบ ๆ ห้อง ไม่ทำตาม
คำส่ังของครูหรือพ่อแม่ โดยท่ัวไปมีพฤติกรรมท่ีไม่พึงประสงค์ในระดับสูง แทนท่ีจะใช้วิธีการลงโทษ
สำหรับพฤติกรรมเหล่าน้ี มีหลายโปรแกรมท่ีได้เลือกใช้การเสริมแรงแบบดีอาร์ไอ หลายโปรแกรมใช้
คำชม เบี้ยอรรถกรและรางวัลทก่ี ินได้ สำหรับการตอบสนองต่อไปนี้ เช่น การทำการบ้าน นั่งอยกู่ ับที่ที่
โตะ๊ เรียน ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งได้รับมอบหมาย โปรแกรมเหล่านไี้ ด้แสดงถึงการลดพฤติกรรมทีอ่ ยู่
ไมส่ ุข และเพมิ่ พฤตกิ รรมทางการเรียนทพี่ ึงประสงค์มากขึ้น ดงั นน้ั แม้วา่ จุดประสงค์หลักเป็นการระงับ
พฤติกรรม การใชเ้ ทคนิคการเสรมิ แรงก็สามารถทำไดอ้ ยา่ งมีประสิทธภิ าพ
3. การให้การเสริมแรงแบบดีอาร์แอล (Differential Reinforcement of Low Rate)การให้
การเสรมิ แรงต่อพฤติกรรมอ่นื มากกว่าพฤติกรรมที่ต้องระงับ ไม่ใช่เทคนิคการเสริมแรงวธิ ีเดยี วท่ีจะลด
พฤติกรรมท่ีไม่พึงประสงค์ลงได้อีกเทคนิค ก็คือ การเสริมแรงกับส่ิงท่ีตามมาที่มีการลดพฤติกรรมท่ีไม่
พึงประสงค์หรือเพ่ิมเวลาของการไม่เกิดพฤติกรรม กำหนดการน้ีเป็นการเสริมแรงต่อพฤติกรรมหรือ
การตอบสนองในอัตราต่ำ (ดีอาร์แอล) และสามารถใช้ได้ผลดีในการระงับพฤติกรรม ในการใช้การ
เสริมแรงแบบดีอาร์แอลน้ัน บุคคลท่ีกระทำพฤติกรรมจะได้รับการเสริมแรง ถ้าแสดงให้เห็นว่ามีการ
ลดความถ่ีของการเกดิ พฤติกรรมเปา้ หมาย ยกตวั อย่าง ได้มกี ารศกึ ษาลดการพูดมากของวัยร่นุ ชายที่มี
ความบกพร่องทางสติปัญญาคนหน่ึง ที่เรียนอยใู่ นชั้นเรียนพิเศษ หลังจากการสังเกตเสน้ ฐานของ การ
พูดมาก ครูก็ได้บอกกับเด็กว่าถ้าเขาพูดออกมาเพียง 3 ครั้ง หรือน้อยกว่าในช่วงเวลา 55 นาที ครูจะ
13
ใช้เวลาเพ่ิมมากข้ึนในการทำงานกับเขา ดังนั้น บุคคลจะได้รับการเสริมแรงก็ต่อเมื่อได้แสดงพฤตกิ รรม
รบกวนในอัตราที่ต่ำ เง่ือนไขการใช้การเสริมแรงแบบดีอาร์แอลนี้ถูกประเมินในรูปแบบ ABAB ผล
พบว่าการพูดมากได้ลดลงอย่างน่าพอใจ (สมโภชน์ เอ่ียมสุภาษิต. 2536: 244 – 248; Repp; &
Deitz. 1979: 221 – 226)
การควบคุมด้วยสงิ่ ท่ีไมพ่ อใจ (Aversive Control)
เทคนิคการควบคุมด้วยส่ิงไม่พึงพอใจน้ัน ส่วนหน่ึงก็อยู่ในการจัดวางเง่ือนไขผลกรรมท่ีใช้ลด
พฤติกรรมท่ีรู้จักในชื่อการลงโทษ(Punishment) และอีกส่วนหนึ่งก็อยู่ในเง่ือนไขการจัดการ สิ่งเร้าที่
ไมพ่ ึงพอใจ (Aversive Stmuli) ซึ่งจะทำหนา้ ทีใ่ นการเพิ่มความถข่ี องพฤตกิ รรมการหลีกเล่ียงหรือการ
หลีกหนที ร่ี ู้จักในช่ือของการเสรมิ แรงทางลบ (Negative Reinforcement)
การควบคุมด้วยส่ิงที่ไม่พึงพอใจไม่ว่าจะเป็นการใช้การลงโทษ หรือการเสริมแรงทางลบก็ดี
ล้วนแต่พัฒนาแนวคิดมาจากการเรียนรู้แบบการกระทำของ Skinner ทั้งส้ินโดยท่ีการลงโทษน้ันเป็น
การลดโอกาสของการเกิดการตอบสนองอันเป็นผลมาจากเหตุการณ์ หรือผลกรรมที่ตามมาภายหลัง
การตอบสนองนนั้ อยา่ งทนั ทีทันใด
ปจั จัยท่ีมีอิทธิพลตอ่ ประสทิ ธภิ าพของการลงโทษ
ในการทจี่ ะทำใหก้ ารลงโทษมีประสิทธิภาพน้นั ควรตอ้ งพจิ ารณาปัจจัยหลกั 2 ประการ
ดงั ตอ่ ไปนี้
1. วธิ ีการที่ใหก้ ารลงโทษ ซึ่งประกอบด้วยเงือ่ นไข ดังต่อไปน้ี
1.1 ความหนักแนน่ ของการลงโทษ ย่ิงหนักแน่นเท่าใดก็สามารถทำให้ระงบั พฤตกิ รรมได้มาก
เท่าน้ัน ซึ่งความหนักแน่นในระดับที่สามารถระงับพฤติกรรมได้ เช่น ถ้าพบว่าการบอกว่า “ไม่”
สามารถทำให้บุคคลระงับพฤติกรรมได้แล้ว คำว่า “ไม่” ก็ถือว่าหนักแน่นพอแล้วไม่จำเป็นต้องเพิ่ม
ความหนักแนน่ เข้าไปอีก แตต่ อ้ งระวังวา่ ไม่ควรใชก้ ารลงโทษแบบคอ่ ย ๆ เพ่ิมความหนักแน่นเพราะจะ
ทำให้ไม่ไดผ้ ล เนอ่ื งจากบคุ คลสามารถปรบั ตวั ได้
1.2 การหลีกหนีการลงโทษ การลงโทษจะไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเลย ถ้า
บุคคลท่ีถูกลงโทษน้ัน สามารถหลีกหนีการลงโทษได้โดยการพูดโกหก หรือการขอโทษอย่างมากมาย
ดังน้ัน การที่จะทำให้การลงโทษมีประสิทธิภาพนั้น จะต้องทำให้บุคคลที่แสดงพฤติกรรมท่ีจะถูก
ลงโทษได้
1.3 เวลาที่เสนอการลงโทษ การลงโทษจะมีประสิทธิภาพสูงสุดได้จะต้องมีการให้การลงโทษ
ทนั ทที ีพ่ ฤตกิ รรมทไี่ มพ่ งึ ประสงคเ์ กดิ ขนึ้
1.4 ความสม่ำเสมอของการลงโทษ นั่นคือ การลงโทษจะมีประสิทธิภาพอย่างมากถ้าทำการ
ลงโทษทุกครัง้ ทีพ่ ฤติกรรมที่ไม่พึงประสงคเ์ กดิ ข้นึ
2. การเสรมิ แรงที่จะส่งผลต่อการลงโทษ เป็นที่รู้กันว่าพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ที่เกิดข้ึนน้ัน
มักจะคงอยู่ด้วยการเสริมแรง ดังน้ันผู้ท่ีจะใช้การลงโทษจะต้องตระหนักถึงเงื่อนไขดังกล่าว ซึ่งอาจ
ส่งผลถงึ ประสิทธภิ าพของการลงโทษ
14
2.1 มีการให้การเสริมแรงต่อพฤติกรรมที่ไม่ได้รับการลงโทษ การลงโทษในระดับที่มีความ
หนักแน่นต่ำ อาจเป็นการลงโทษที่มีประสิทธิภาพได้ ถ้ามีพฤติกรรมท่ีไม่ได้รับการลงโทษบาง
พฤตกิ รรมไดร้ ับการเสริมแรง
2.2 มีการควบคุมการเสริมแรงพฤติกรรมทถี่ ูกลงโทษ น่ันคอื การลงโทษจะมีประสิทธิภาพถ้า
พฤตกิ รรมที่ถูกลงโทษนั้นจะไม่มโี อกาสไดร้ ับการเสรมิ แรงอีกเลย
2.3 การลงโทษน้ันควรใหก้ ่อนท่ีจะมีการเสริมแรงซ่ึงจะทำใหก้ ารลงโทษไดผ้ ล
ดกี วา่ มากเชน่ เดก็ ทถ่ี ูกตำหนกิ อ่ นท่ีเขาจะเร่ิมเลน่ ของเล่นใหผ้ ลดีกว่าท่ตี ำหนเิ ด็กในขณะทเ่ี ล่น
ของเลน่ อยู่
การดำเนนิ การลงโทษ
1. การลงโทษโดยการทำใหเ้ กิดความเจบ็ ปวดทางร่างกาย (Physical Pain)
การลงโทษโดยทำให้เกดิ ความเจบ็ ปวดทางรา่ งกายนี้ครอบคลุมลักษณะการลงโทษไว้ 2 แบบ
คือ การเฆี่ยนตี และการใช้ไฟฟ้าช็อค ซ่ึงวิธีการดำเนินการทำได้ไม่ยากนักโดยเฉพาะการเฆ่ียนตีดู
เหมือนจะเป็นลักษณะชีวิตประจำวันของแทบทุกครอบครัวท่ีใช้การลงโทษ โดยการเฆี่ยนตีเมื่อ
ลูกหลานของตนมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม การเฆี่ยนตีอาจทำได้โดยการใช้ไม้เรียวหรือมือก็ได้โดย
อาจจะตีที่มือขา หรือที่ก้นของเด็กท่ีมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ส่วนการลงโทษโดยการใช้ไฟฟ้าช็อคน้ัน
มักทำกันในสถาบัน เช่น โรงพยาบาล ผู้ดำเนินการต้องได้รับการฝึกฝนมาอย่างดี เนื่องจากอาจเป็น
อนั ตราย ต่อชีวิตได้
2. การตำหนิ (Reprimands)
การตำหนิ เป็นการใช้คำหรือประโยคกับบุคคลเพ่ือให้เขาหยุดกระทำพฤติกรรมบางอย่าง
เช่น “อย่า” “อย่าทำสิ่งน้ัน” “ฉันต้องการให้หยุดควบคุม” ซึ่งการตำหนิเป็นวิธีการที่นิยมใช้กันมาก
ในสังคมท่ัวไป ท้ังนี้อาจเป็นเพราะการตำหนิทำได้ง่ายและมักได้ผล การตำหนิควรกระทำเป็นการ
สว่ นตวั และตำหนิดว้ ยน้ำเสียงปกติ ซึง่ จะได้ผลดกี ว่าการตำหนติ อ่ หนา้ ผู้คน
มากมายและตำหนิด้วยเสียงอันดัง เพราะการตำหนิด้วยเสียงอันดังจะทำให้บุคคลที่ถูกตำหนิได้รับ
ความสนใจจากบุคคลรอบด้าน ทำให้การตำหนินน้ั เป็นตวั เสริมแรงไป การตำหนิสามารถใช้ได้แทบทุก
พฤติกรรม ยกเวน้ พฤติกรรมนัน้ จะต้องไม่กระทำเพ่ือทจี่ ะได้รับความสนใจจากผใู้ ห้การตำหนิเทา่ นนั้
3. การใชเ้ วลานอก (Time Out)
การใช้เวลานอกเป็นการลงโทษอีกวิธีหน่ึงท่ีได้รับความนิยมใช้กันอย่างมาก การใช้เวลานอก
หมายถึง การถอดถอน โอกาสที่บุคคลจะได้รับการเสริมแรงทางบวกหรือการสูญเสียการเสริมแรงที่
บุคคลน้ันกำลังได้อยู่ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เม่ือบุคคลกระทำพฤติกรรมบางอย่างอันจะทำให้การ
กระทำนั้นลดลงในอนาคต การใช้เวลานอกไม่จำเป็นต้องเอาบุคคลออกไปอยู่ในสภาพการณ์ที่จัดขึ้น
หากแตจ่ ะต้องทำใหบ้ ุคคลนั้นสญู เสยี โอกาสท่ีจะได้รับการเสรมิ แรงในชว่ งระยะเวลาหนง่ึ ซึ่งเปน็ ผลทำ
ให้พฤตกิ รรมทกี่ ระทำแลว้ สญู เสยี โอกาสทจี่ ะได้รับการเสริมแรงและพฤติกรรมลดลง
4. การปรับสินไหม (Response Cost)
การปรับสินไหมเป็นวิธีการลงโทษท่ีถอดถอนตัวเสริมแรงทางบวกออกไปหลังจากที่บุคคล
กระทำพฤติกรรมบางอย่าง ทำให้พฤตกิ รรมน้ันลดโอกาสที่จะเกิดข้ึนต่อไปในอนาคตตัวเสริมแรงท่ีถูก
15
ถอดออกไปมักเป็นตัวเสริมแรงประเภทเบี้ยอรรถกร ซ่ึงได้แก่ เบี้ย แต้ม ดาวหรือเงิน นอกจากนี้
รวมทั้งการสูญเสยี สิทธิพิเศษบางอย่าง ตลอดจนสถานภาพทางสังคมอกี ดว้ ยซ่งึ การเสริมแรง อาจจะมี
อยู่ท่ีตัวบุคคลน้ันแล้ว หรืออาจเป็นสิ่งที่บุคคลน้ันจะได้รับในเวลาต่อมา เช่น การไม่ให้ไปเท่ียวในวัน
เสาร์และอาทติ ย์ เนอ่ื งจากสัปดาห์ที่แล้วกลบั บ้านผิดเวลาหรอื การขบั รถเร็วแลว้ ถกู ปรับเงิน เปน็ ต้น
ในการปรับสินไหมน้ันจะต้องทำทันทีที่บุคคลกระทำพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม โดย ไม่ต้อง
บอกบคุ คลท่ีถูกปรับสินไหมว่ารู้สึกเช่นใด และเม่อื บุคคลนนั้ สูญเสียการเสริมแรงไปแลว้ ก็ควรจะมีการ
บอกด้วยว่าเขามีโอกาสที่จะได้รับตัวเสริมแรงคืนมาอย่างไร เพราะการทำเช่นนั้นจะทำให้ผู้ที่ถูกปรับ
สนิ ไหมร้วู า่ เขาควรทจ่ี ะแสดงพฤติกรรมท่เี หมาะสมเช่นใดนน่ั เอง
5. การแกไ้ ขให้ถูกตอ้ งเกินกว่าท่ที ำผดิ (Overcorrection)
การแก้ไขให้ถูกต้องเกินกว่าท่ีทำผิดเป็นกระบวนการลดพฤติกรรมท่ีไม่เหมาะสมโดยอาจต้อง
มี 1 หรือ 2 องค์ประกอบที่สำคัญได้แก่ การแก้ไขให้ถูกต้องเกินกว่าที่ทำผิดในส่ิงที่ทำผิด
(Restitutional Overcorrection) และหรือการแก้ไขให้ถูกต้องเกินกว่าที่ทำผิดในการฝึกปฏิบัติส่ิงท่ี
ถูกต้อง (Positive Practice Overcorrection)
การแก้ไขให้ถูกต้องเกินกว่าที่ทำ ผิดในส่ิงที่ผิด เป็นการให้ผู้ท่ีทำ ผิดแก้ไขพฤติกรรมที่เขาทำ
ผิด โดยการแกไ้ ขหรือปรับปรุงสภาพการณ์ท่ีเขาทำผิดให้มากกว่าท่ีเคยเป็นอยู่ก่อนท่ีเขาจะทำผิด เช่น
ถ้าเด็กเค้ียวหมากฝรั่งแล้วเอากากหมากฝร่ังไปติดใต้โต๊ะ ก็จะต้องให้เขาทำความสะอาดโต๊ะของเขา
และของคนอนื่ ๆ ในหอ้ งนนั้ ดว้ ย
การแก้ไขให้ถูกต้องเกินกว่าที่ทำผิดในการฝึกปฏิบัติในส่ิงท่ีถูกต้อง เป็นรูปแบบการลงโทษใน
ลักษณะของการให้การศึกษา ให้โอกาสกับบุคคลท่ีกระทำพฤติกรรมท่ีไม่เหมาะสมได้แสดงพฤติกรรม
ที่เหมาะสม เช่น กรณีตัวอย่างของเด็กเค้ียวหมากฝร่ังแล้วนำเอากากหมากฝร่ังน้ันไปทิ้งที่ถังขยะซ้ำ
แล้วซำ้ อีก
ข้อควรพจิ ารณาในการใช้การลงโทษ
การลงโทษนน้ั ควรใช้หรือไม่ มักเป็นการโต้แย้งกนั เสมอๆ ยากทีจ่ ะหาข้อสรุปได้ ทงั้ นี้
ยอ่ มขน้ึ อยูก่ บั ปัจจัยทางสังคม การเรยี นรู้ และความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล
ข้อดีของการลงโทษ
1. ได้ผลอยา่ งรวดเร็ว การลงโทษสามารถทจ่ี ะระงบั พฤตกิ รรมท่บี ุคคลกระทำอยู่ได้
อย่างเฉียบพลัน จัดว่าเป็นประโยชน์อย่างมากในการที่จะระงับพฤติกรรมท่ีอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อ
ตนเองและผ้อู ่ืน เชน่ การเลน่ บนท้องถนนของเด็ก การที่เด็กเลน่ สายไฟ การทำร้ายตนเองหรอื การทำ
ร้ายผอู้ ื่น เป็นต้น
2. ไม่จำเป็นที่จะต้องจำกัดแหล่งของการเสริมแรงการลงโทษเป็นเทคนิคท่ีใช้ลดพฤติกรรมท่ี
ดีกว่าการใช้การหยุดยั้ง (Extinction) เนื่องจากไม่จำเป็นที่จะต้องไปกำจัดแหล่งของการเสริมแรงต่อ
พฤติกรรมท่ีเป็นปัญหา ข้อดีอันนี้นับเป็นประโยชน์ในการนำไปใช้อย่างมากเนื่องจากสภาพการณ์ท่ี
เป็นจริงนั้น บางครง้ั เราพบว่าเป็นการยากมากที่รูว้ ่าอะไรคือตัวเสรมิ แรงท่แี ท้จรงิ และเมื่อรแู้ ล้ว ก็อาจ
มปี ญั หาในการควบคมุ แหล่งของการเสรมิ แรงน้ัน
16
3. สามารถระงับพฤติกรรมได้อย่างสมบูรณ์ สามารถทำให้พฤติกรรมไม่เกิดขึ้นอีกตราบใดที่
ยังมีการลงโทษอยู่ หลายคนอาจคิดว่าควรใช้การเสริมแรงทางบวกในการพัฒนาพฤติกรรมที่ขัดกับ
พฤติกรรมท่ีเป็นปัญหาซ่ึงจะเหมาะสมกว่า แต่ในความจริงอาจทำได้ยากกว่าท่ีดีควรใช้ทั้ง 2 วิธี
พร้อมๆ กันนั่นคอื ลงโทษต่อพฤติกรรมที่เป็นปญั หาและเสริมแรงต่อพฤติกรรมท่ขี ัดกันกับพฤติกรรมท่ี
ขดั กนั กบั พฤตกิ รรมท่ีเป็นปญั หาซ่ึงนา่ จะมปี ระสทิ ธิภาพมากกว่าในการปรบั พฤติกรรม
4. มีโอกาสท่ีเป็นไปได้ในการที่จะเพิ่มพฤติกรรมที่พึงปรารถนา แม้ว่าจะมีการวิจัยบอกว่า
การลงโทษนำไปสู่ผลข้างเคียงที่ไม่พึงปรารถนา แต่มีงานวิจัยอยู่หลายช้ินท่ีรายงานว่ามีผลข้างเคียงที่
พึงปรารถนาเกิดขึ้นเหมือนกัน เช่น การใช้ไฟฟ้าช็อคเด็กพิการที่มีพฤติกรรมการทำร้ายตัวเอง พบว่า
การช็อคด้วยไฟฟ้านั้นสามารถระงับพฤติกรรมทำร้ายตัวเองของเด็กได้ นอกจากน้ียังพบอีกว่า เด็กมี
พฤติกรรมทพ่ี ึงปรารถนาเพิ่มข้ึน เช่น การใหค้ วามสนใจตอ่ ผูบ้ ำบดั มกี ารจับหรือกอดผบู้ ำบัด อีกทั้งย้ิม
ให้ผ้บู ำบดั เพ่ิมข้ึน พฤติกรรมร้องไหโ้ ยเยลดลง
ข้อจำกัดของการลงโทษ
1. ก่อให้เกิดปัญหาทางอารมณ์ ผู้ท่ีถูกลงโทษอาจมีการตอบสนองทางอารมณ์ เช่น อาจจะ
โกรธ รอ้ งไห้ แต่กพ็ บวา่ อารมณ์เหลา่ น้นั มกั จะอยู่ไมน่ าน
2. กระตุ้นให้เกิดความก้าวร้าวแก่ผู้ที่ลงโทษ โดยอาจจะแสดงความก้าวร้าวท้ังในแง่ของทาง
ภาษาหรือทางร่างกายก็ได้ เช่น การด่า การใช้คำพูดท่ีไม่สุภาพ การข่มขู่ การกระทืบเท้า หรือ
แมก้ ระทั่งการทำร้ายร่างกายของผู้อืน่
3. อาจก่อให้เกิดการลอกเลียนแบบวิธีการลงโทษได้ นั่นคือ เมื่อบุคคลแสดงพฤติกรรมท่ีเป็น
ปัญหาของผู้อื่น ก็อาจจะนึกถึงวิธกี ารลงโทษทต่ี นเองเคยถูกลงโทษมาแลว้ นำไปใช้แก้ไขปญั หาดงั กลา่ ว
4. ผลของการลงโทษน้ันมักจะไม่เกิดการแผ่ขยาย น่ันคือ เม่ือบุคคลแสดงพฤติกรรมท่ีไม่พึง
ประสงค์แล้วถูกลงโทษ เม่ือเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ท่ีไม่มีผู้ลงโทษอยู่ด้วยพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์
นนั้ อาจกลบั คนื มาอีก
5. ก่อให้เกิดการระงับความสัมพันธ์ทางสังคม เน่ืองจาก การลงโทษจะทำให้เกิดพฤติกรรม
การหลีกหนีจากสภาพแวดล้อมที่ลงโทษน้ัน อาจทำให้ผู้ท่ีถูกลงโทษแยกตัวเองออกไปจาก
สภาพแวดล้อมที่เขาอยู่ซึ่งนับว่าเป็นผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์มากท่ีสุด เพราะมนุษย์ควรจะอยู่และ
ปรับตัวในสังคมที่เขาอยู่มากกว่าท่ีจะหนีออกจากสังคมผลข้างเคียงทางลบน้ีนับเป็นปัญหาอย่างมาก
(สมโภชน์ เอย่ี มสุภาษิต. 2536: 211 - 234)
ดังนั้น การเลือกใช้การลงโทษอย่างใดอย่างหน่ึงนั้น ควรจะได้มีการพิจารณาอย่างรอบคอบ
เสียกอ่ น เพอื่ ผลทอ่ี อกมาจะได้ไมเ่ ป็นปัญหาท่ีจะตอ้ งนำไปแก้ไขต่อไป
สำหรับทฤษฎีการปรับพฤติกรรมท่ีได้กล่าวมาท้ังหมดจะเห็นได้ว่าวิธีการปรับพฤติกรรมเป็น
กลวิธีที่นำหลักการแห่งพฤติกรรมมาประยุกต์ใช้อย่างเป็นระบบโดยการใช้หลักการเรียนรู้ต่างๆ เช่น
ทฤษฏกี ารวางเงอ่ื นไขแบบคลาสสิค ทฤษฏีการวางเง่ือนไขแบบการกระทำ และในการปรบั พฤติกรรม
น้ีจำเป็นอย่างย่ิงท่ีจะต้องมีเทคนิควิธีการในการปรับพฤติกรรมและตัวเสริมแรงแบบต่าง ๆ การ
เสริมแรงทางบวก เช่น การให้อาหารและสิ่งเสพได้ การให้การเสริมแรงทางสังคม การใช้หลักของ
พรแี ม็ค การใหข้ ้อมูลย้อนกลับ การใชเ้ บ้ียอรรถกร การเสริมแรงทางลบ เช่น ถ้าไมท่ ำการบ้านใหเ้ สร็จ
17
ก็จะไม่พาไปเท่ียว ตลอดจนเทคนิคการเสริมแรงเพื่อลดการตอบสนองที่ไมต่ ้องการ เช่น การเสริมแรง
แบบดีอาร์โอ เป็นวิธีการอย่างหน่ึงในการลดพฤติกรรมท่ีไม่พึงประสงค์โดยการให้การเสริมแรงกับ
บุคคลท่ีกระทำพฤติกรรมอื่นท่ีไม่ใช่พฤติกรรมเป้าหมาย ในช่วงระยะเวลาท่ีกำหนด การควบคุมด้วย
สิง่ ทไี่ มพ่ อใจ เชน่ การลงโทษ เปน็ ต้น
2.2 เอกสารทเ่ี กี่ยวขอ้ งกบั การเสรมิ แรงด้วยเบยี้ อรรถกร
1 ความหมายของเบี้ยอรรถกร
สมโภชน์ เอ่ยี มสุภาษิต (2543: 199) ใหค้ วามหมายว่า เบ้ียอรรถกร คือ การใช้เบ้ียดาว แต้ม
หรือ คะแนนเป็นตัวเสริมแรง โดยที่เบ้ีย ดาว แต้มหรือคะแนนน้ันสามารถนำไปแลกเป็นตัวเสริมแรง
อ่ืน ๆ ได้มากกว่า 1 ตัวข้ันไป ทำให้เบ้ียอรรถกรมีคุณสมบัติเป็นตัวเสริมแรงแผ่ขยาย (Generalized
Reinforcer) มีประสิทธิภาพสูงในการเป็นตัวเสริมแรงและมีโอกาสท่ีจะหมดสภาพการเป็นตัว
เสริมแรงได้นอ้ ยมาก ตวั อยา่ งของเบีย้ อรรถกรที่ใชก้ นั ในปจั จบุ ันได้แก่ เงนิ คปู องแลกของ เป็นต้น
สมโภชน์ เอี่ยมสุภาษิต (2543:173) ให้ความหมายเพ่ิมเติมอีกว่า เบ้ียอรรถกรนั้นเป็นตัว
เสริมแรงท่ีจะมคี ุณคา่ ของการเป็นตัวเสรมิ แรงได้ ต่อเม่ือสามารถนำไปแลกเป็นตัวเสริมแรงอ่ืนๆ ได้ตัว
เสริมแรงท่ีนำไปแลกได้น้ัน เรียกว่า ตัวเสริมแรงสนับสนุน (Back up Reinforcer) เบี้ยอรรถกรจะมี
ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ถ้านำไปแลกตัวเสริมแรงอื่นๆ ได้มากกว่า 1 ตัวข้ึนไป เบี้ยอรรถกรนั้นมักจะ
อยู่ในรูปของ เงิน เบี้ย แต้ม ดาว แสตมป์ หรือ คูปอง เป็นต้น ในปัจจุบันน้ีจะเห็นได้ว่าเบี้ยอรรถกร
จัดได้วา่ เปน็ ตัวเสริมแรงทมี่ ีประสทิ ธิภาพมากทส่ี ุดในการปรบั พฤติกรรมของบุคคล
จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่า เบี้ยอรรถกรนั้นเป็นตัวเสริมแรงท่ีใช้อย่างแพร่หลายในปัจจุบัน
เน่ืองจากเป็นตวั เสริมแรงที่เม่ือไดน้ ำมาใช้ และแลกเปลี่ยนแล้วจะเกิดเป็นตัวเสริมแรงแผ่ขยาย ทำให้
มีประสทิ ธิภาพสูงในการเปน็ ตัวเสริมแรง ในการปรบั พฤตกิ รรม เพ่ือใหไ้ ดป้ ระโยชนส์ ูงสดุ
2 หลกั การใช้การเสรมิ แรงด้วยเบี้ยอรรถกรอย่างมีประสทิ ธิภาพ
นภาพร ปรีชามารถ (2545: 74) กล่าวถงึ หลักการใชเ้ บ้ยี อรรถกรใหม้ ปี ระสิทธภิ าพ
ควรดำเนนิ การดังนี้
1. กำหนดพฤตกิ รรมที่พึงประสงคใ์ หช้ ัดเจน
2. เลอื กสิง่ ทจี่ ะใช้เปน็ เบยี้ อรรถกรใหต้ รงกับความตอ้ งการ ส่งิ แวดลอ้ ม ปญั หา และ
คนทจ่ี ะปรบั พฤติกรรมโดยยึดหลกั ว่า จะต้องมลี ักษณะท่ปี ลอมแปลงได้ยาก สะดวกในการใช้
พกตดิ ตวั ไดง้ า่ ย และมีลกั ษณะเฉพาะบคุ คล
3. เลือกตัวเสริมแรงท่ีใช้เป็นสิ่งแลกเปลี่ยน ซ่ึงอาจทำได้โดยการใช้การสังเกต ใช้
แบบสอบถาม โดยพิจารณาความเหมาะสมและความเป็นไปได้ ต้องกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนให้
แน่นอน เปิดโอกาสให้ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะได้รับการเสริมแรงและต้องเป็นตัวเสริมแรงท่ีมีค่าสูงเพียง
พอท่ีจะจงู ใจให้เกดิ พฤติกรรมท่ีพึงประสงค์เพิ่มขน้ึ
4. วางเงื่อนไขการเสริมแรงพฤติกรรมทพ่ี ึงประสงค์ให้ชัดเจน โดยอธิบายให้นักเรียนเข้าใจว่า
นักเรียนแสดงพฤติกรรมอะไร จะได้รับการเสริมแรง หรือได้รับการเสริมแรง หรอื การลงโทษอย่างไร
18
ซ่ึงอาจใช้วิธีบอกด้วยวาจา ติดประกาศ หรือใช้วิธีการอื่น ๆ ข้ึนอยู่กับอายุความสามารถ และ
สติปัญญาของนกั เรยี น
หลักการใช้การเสริมแรงด้วยเบี้ยอรรถกรให้มีประสิทธิภาพน้ันข้ึนอยู่กับสภาพแวดล้อมใน
ขณะนั้นด้วย เนื่องจากต้องสิ่งที่จะใช้ให้ตรงกับความต้องการ สิ่งแวดล้อม ปัญหา และคนท่ีจะปรับ
พฤติกรรมด้วยเช่นกันโดยยึดหลักง่ายๆว่าจะต้องมีลักษณะที่ปลอมแปลงได้ยาก สะดวกในการใช้ พก
ติดตัวได้ง่ายและมีลักษณะเฉพาะเป็นบุคคลไป ตลอดจนการกำหนดเงื่อนไขและอัตราแลกเปล่ียนที่
แน่นอนและเหมาะสม เพื่อให้เกิดประโยชนส์ ูงสุดในการปรับพฤตกิ รรมต่อไป
3 ข้อดแี ละขอ้ จำกดั ของการใชเ้ บย้ี อรรถกร
ข้อดีของการใชเ้ บย้ี อรรถกร
นภาพร ปรชี ามารถ (2545: 74 – 75) ไดก้ ลา่ วถงึ ขอ้ ดีของการใช้เบยี้ อรรถกร ดังนี้
1. เปน็ ตวั เสริมแรงที่ใชไ้ ดง้ า่ ยสามารถนำไปใชไ้ ด้ทนั ทีโดยไมร่ บกวนพฤตกิ รรมเป้าหมาย
2. สามารถใช้ไดก้ ับนกั เรยี นทุกคนโดยไมต่ ้องคำนึงถงึ ความแตกตา่ งระหว่างบุคคล
3. เป็นตัวเสริมแรงท่ีมีอำนาจในการแผ่ขยาย ทำให้พฤติกรรมเป้าหมายคงที่ได้สูงกว่าตัว
เสรมิ แรงอน่ื ๆ เชน่ คำชมเชย การยอมรบั เปน็ ต้น
4. สามารถใช้ได้ง่าย ไม่ก่อให้เกิดสภาวะการหมดสภาพการเป็นตัวเสริมแรงเหมือนกับตัว
เสรมิ แรงอ่นื ๆ เนอ่ื งจากเบยี้ อรรถกรสามารถนำไปแลกตวั เสรมิ แรงไดม้ ากกวา่ 1 ตวั
5. ช่วยใหก้ ารเสรมิ แรงของครูเป็นไปอยา่ งมีระเบียบ เน่ืองจากมคี วามชัดเจนในกฎเกณฑ์ของ
การให้การเสริมแรงละช่วยให้นักเรียนมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างผลการกระทำกับพฤติกรรมที่พึง
ประสงค์ได้ชัดเจน
6. การใช้เบ้ยี อรรถกรชว่ ยให้นักเรยี นไดข้ ้อมูลปอ้ นกลับอยา่ งตอ่ เนื่อง และการให้เบี้ยอรรถกร
ทำใหน้ กั เรยี นประเมินความก้าวหน้าของตนเองได้
7. ลักษณะทางกายภาพของเบีย้ อรรถกร สามารถทำเป็นมาตรฐานไดง้ ่าย
8. เบี้ยอรรถกรที่ทำข้ึนมาใหม่สามารถจะทำลายได้ง่ายๆ ในช่วงเวลาที่จะไปแลกเปล่ียนตัว
เสริมแรงอื่น ๆ
9. ระบบของการเสริมแรงด้วยเบี้ยอรรถกร ทำให้นักเรียนรู้จักท่ีจะรอคอยโอกาสที่จะสนอง
ความต้องการของตนเอง
10. การใช้ระบบการเสริมด้วยเบ้ียอรรถกรก่อให้เกิดความคล่องตัวมากกว่าระบบการ
เสริมแรงอน่ื ๆ เพราะสามารถเลือกตัวเสรมิ แรงท่ีสนับสนนุ พฤติกรรมเป้าหมายได้ต่าง ๆ นานา
ข้อจำกัดของการใช้เบย้ี อรรถกร
นภาพร ปรีชามารถ (2545: 76) กลา่ วถงึ ขอ้ จำกัดของการใชเ้ บีย้ อรรถกร ดังน้ี
1. เมื่อถอดโปรแกรมการใช้เบ้ียอรรถกรออกทันที จะทำให้พฤติกรรมท่ีเปล่ียนแปลงไปแล้ว
กลับสู่สภาพเดิมทันที
2. เนอ่ื งจาก เบี้ยอรรถกร เปน็ ตัวเสริมแรงที่มีคุณภาพสามารถนำไปแลกสิ่งของตา่ งๆได้ทำให้
นักเรียนบางคนอยากได้ จงึ อาจใช้วธิ ีการทไี่ ม่ถูกต้อง เช่น ขโมย หรอื ปลอมแปลงขึน้ มา
3. ทำให้สิ้นเปลืองค่าใชจ่ า่ ยในการจดั ทำเบยี้ อรรถกร และสิง่ ของที่ให้นกั เรียนแลกเปลีย่ น
19
4. ครูจะต้องสำรวจสิ่งที่นักเรียนต้องการ หรือส่ิงที่นักเรียนชอบตลอดเวลาเพราะความ
ตอ้ งการของนกั เรียนจะเปลยี่ นแปลงอยเู่ สมอ
ในการนำการเสริมแรงด้วยเบี้ยอรรถกร นำมาใช้ในการปรับพฤติกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ
เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดน้ัน จำเป็นอย่างย่ิงที่จะต้องรู้และศึกษาถึงข้อดีตลอดจนข้อจำกัดของการ
เสริมแรงชนิดนี้ เน่ืองจากการปรับพฤติกรรมบางอย่างใช้ได้ผลดี แต่อีกพฤติกรรมหนึ่งอาจมีข้อจำกัด
ในการใช้ ทำให้การปรับพฤติกรรมไม่ได้ผล ดังน้ันในการปรับพฤติกรรมที่เป็นปัญหาต่าง ๆ นั้น ต้อง
คำนงึ ถงึ สภาพปัญหาของพฤติกรรมนนั้ ๆ รวมไปถึงขอ้ จำกัดของวธิ กี ารปรบั พฤตกิ รรมน้ันด้วย
3.3 เอกสารทเี่ กยี่ วข้องกับการปรบั สนิ ไหม
1 ความหมายของการปรบั สนิ ไหม (Respone Cost)
สมโภชน์ เอี่ยมสุภาษิต (2543: 227) ได้ให้ความหมายว่า การปรบั สินไหม เป็นวิธกี ารลงโทษ
ที่ถอดถอนตัวเสริมแรงทางบวกออกไป หลังจากท่ีบุคคลกระทำพฤติกรรมบางอย่าง ทำให้พฤติกรรม
น้ันลดโอกาสท่ีจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต ตัวเสริมแรงที่ถูกถอดถอนออกไปมักจะเป็นตัวเสริมแรง
ประเภทเบี้ยอรรถกร ซึ่งได้แก่ แต้ม เบ้ีย ดาว หรือเงินนอกจากน้ียังรวมทั้งการสูญเสียสิทธิพิเศษ
บางอย่าง ตลอดจนสถานภาพทางสังคมอีกด้วย ซึ่งตัวเสริมแรงน้ีอาจจะมีอยู่ท่ีตัวบุคคลน้ันแล้ว หรือ
อาจเป็นส่งิ ที่บุคคลนนั้ จะได้รับในเวลาต่อมา(Pazulinec; & et al. 1983) เชน่ การไม่ให้ไปเที่ยวในวัน
เสาร์และอาทิตย์ เนื่องจาก เม่ือสัปดาห์ที่แล้วกลับบ้านผิดเวลา หรือ ขับรถเร็ว แล้วถูกปรับเงิน เป็น
ตน้
ในการปรับสินไหมนั้นจะต้องทำทันทีท่ีบุคคลแสดงพฤติกรรมท่ีไม่เหมาะสมโดยไม่ต้องบอก
บุคคลท่ีถูกปรับสินไหมว่าคุณรู้สึกเช่นไร และเม่ือบุคคลนั้นสูญเสียตัวเสริมแรงไปแล้ว ก็ควรจะมีการ
บอกด้วยว่า เขามีโอกาสท่ีจะได้ตัวเสริมแรงน้ันคืนมาอย่างไร เพราะการทำเช่นนั้นจะทำให้ผู้ที่ถกู ปรับ
สนิ ไหมไดร้ ้วู ่า เขาควรจะแสดงพฤติกรรมทเี่ หมาะสมเชน่ ใดนั่นเอง
2 หลักการใช้การปรับสินไหมอย่างมีประสิทธิภาพ
สมโภชน์ เอ่ียมสุภาษิต (2543: 227) ได้กล่าวถึงหลักการใช้การปรับสินไหมอย่างมี
ประสทิ ธภิ าพดังนี้
1. จะต้องจัดสภาพการณ์ต่าง ๆ เพ่ือให้บุคคลได้มีโอกาสสะสมตัวเสริมแรงไว้ได้ เช่น การจัด
โปรแกรมเบี้ยอรรถกรให้ เปน็ ต้น
2. พิจารณาถึงกฎเกณฑ์ตลอดจนจำนวนที่จะปรับสินไหมในแต่ละพฤติกรรม โดยพิจารณาท่ี
ความรนุ แรงและโอกาสทแี่ ตล่ ะพฤติกรรมน้นั จะเกิด
3. บอกใหบ้ ุคคลรู้ถงึ กฎเกณฑน์ น้ั ๆ เสยี ก่อนท่จี ะดำเนินการ
4. จะต้องใชท้ ุกคร้ังทบ่ี คุ คลแสดงพฤตกิ รรมท่ีไม่พึงประสงคต์ ามข้อตกลงท่วี างไว้
5. ควรจะตอ้ งมีการใชค้ ่กู บั การเสรมิ แรง
ในการใช้การปรับสินไหมให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดนั้น ต้องคำนึงถึงหลักการ
ใช้ เป็นสำคัญ เน่ืองจากในการใช้การปรับสินไหมน้ัน ต้องมีการจัดสภาพการณ์ต่าง ๆ เพื่อให้บุคคลมี
โอกาสสะสมตัวเสรมิ แรง เชน่ การจัดโปรแกรมเบี้ยอรรถกรก่อน จึงจะทำการปรบั สนิ ไหมได้ รวมไปถึง
20
พิจารณาถึงกฎเกณฑ์ตลอดจนจำนวนท่ีจะปรับสินไหมในแต่ละคร้ังเนื่องจากจะต้องพิจารณาถึงความ
รุนแรง โอกาสและความเหมาะสมในการใชเ้ ปน็ สำคญั
3 ข้อควรพิจารณาในการใชว้ ิธกี ารปรบั สนิ ไหม
นภาพร ปรีชามารถ (2545: 95) กล่าวถงึ ขอ้ ควรพิจารณาในการใช้วิธกี ารปรบั สนิ ไหม ดงั น้ี
การนำเอาวิธปี รบั สินไหมไปใช้เพื่อลดพฤตกิ รรมท่ไี ม่พึงประสงค์ของนกั เรียน ครคู วรพิจารณา
ประเด็นต่อไปนี้
1. ครูมีความสามารถที่จะถอดถอนตัวเสริมแรงที่เกิดขึ้น นอกจากน้ีครูต้องพิจารณาจำนวน
ของเบยี้ อรรถกร หรอื คะแนนที่ริบคืนให้เหมาะสมกับลกั ษณะพฤติกรรมทไ่ี ม่เหมาะสมท่เี กิดขน้ึ
2. ก่อนที่จะใช้วิธีน้ี นักเรียนต้องเข้าใจว่า ต้องแสดงพฤติกรรมอะไร และถ้าละเมิดจะได้รับ
การลงโทษอยา่ งไร
3. ส่ิงท่ีจะปรับนน้ั ควรมีคา่ มาก หรือเป็นสิ่งนักเรียนชอบมากเปน็ พเิ ศษ การปรับสินไหมถึงจะ
ไดผ้ ล
การนำเอาวิธีปรับสินไหมไปใช้เพื่อลดพฤติกรรมต่างๆ ท่ีไม่พึงประสงค์นั้น ผู้ท่ีเกี่ยวข้องกับ
การสอนและการปรับพฤติกรรมน้ัน ต้องพิจารณาจำนวนของเบ้ียอรรถกร หรือ คะแนนที่ริบคืนให้
เหมาะสมกับลักษณะพฤติกรรมท่ีไม่พึงประสงค์ที่เกิดข้ึนเป็นสำคัญ และจะต้องพิจารณาในการใช้ให้
เข้าใจ ตลอดทั้งสามารถนำไปใชใ้ นการปรับพฤตกิ รรมต่าง ๆ ให้ไดผ้ ล
4 ข้อดี และขอ้ จำกดั ของการใช้วิธปี รับสนิ ไหม
ขอ้ ดีของการใชว้ ธิ ปี รับสินไหม
นภาพร ปรีชามารถ (2545: 95) ได้กล่าวถึงข้อดขี องการใช้วธิ ีปรับสินไหม ดังน้ี
1. มผี ลตอ่ พฤติกรรมเร็วมาก
2. ผลของการใชก้ ารปรบั สนิ ไหมจะคงอยู่นานมากกวา่ การลงโทษวิธอี ื่น
3. ใชไ้ ด้สะดวก
ขอ้ จำกดั ของการใชว้ ิธปี รบั สินไหม
นภาพร ปรชี ามารถ (2545: 95) ได้กล่าวถึงข้อจำกัดของการใชว้ ิธปี รับสินไหม ดงั น้ี
1. พฤตกิ รรมทไี่ มพ่ ึงประสงคอ์ าจเกดิ ขึน้ อีก
2. นกั เรียนไม่เกิดการเรยี นรูว้ ่า พฤตกิ รรมท่ีพึงประสงค์ คือ พฤตกิ รรมใด
3. ถา้ ใชไ้ มเ่ หมาะสม อาจก่อให้เกดิ ผลข้างเคียงทไี่ ม่พึงประสงค์ได้
4. ถ้านักเรียนไมม่ ีสิ่งทจี่ ะให้ปรับ การปรบั สินไหมกจ็ ะไมม่ ผี ล
สำหรับในการลดพฤติกรรมท่ีไม่พึงประสงค์ด้วยการใช้การปรับสินไหมน้ี เพื่อให้มีการปรับ
พฤติกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดนั้น จำเป็นอย่างย่ิงที่จะต้องรู้และศึกษาถึง
ข้อดี ตลอดจนข้อจำกัดของการลดพฤติกรรมชนิดน้ีเนื่องจากการปรับพฤติกรรมบางอย่างใช้ได้ผลดี
แต่อีกพฤติกรรมหนึ่งอาจมีข้อจำกัดในการใช้ ทำให้การปรับพฤติกรรม ไม่ได้ผล ดังน้ันในการปรับ
พฤติกรรมท่ีเป็นปัญหาต่างๆ นั้น ต้องคำนึงถึงความรุนแรงของสภาพปัญหาของพฤติกรรมนั้น ๆ รวม
ไปถึงขอ้ จำกดั ของวธิ ีการปรบั พฤติกรรมนนั้ เพือ่ จะไดป้ รับพฤติกรรมนั้นได้อย่างเหมาะสมตอ่ ไป
21
2.4 งานวิจยั ทเ่ี ก่ยี วข้องกับการปรับพฤติกรรม
มีงานวิจัยทีเ่ กีย่ วข้องกบั การปรับพฤตกิ รรม ท้งั ต่างประเทศและในประเทศ ดงั น้ี
เบ็คเกอร์ และคณะ (Backer, et. al. 1971: 163 - 164) ได้ทดลองใช้แรงเสริมทางสังคมเพื่อ
สร้างพฤติกรรมการฟังครูสอนทำงานตามที่ครูมอบหมายและไม่แกล้งเพ่ือนในช้ันเรียนในระยะเส้น
ฐานเดิม เด็กมีพฤตกิ รรมท่ีไม่พึงประสงค์ โดยเฉล่ียถึง 60% จากการทดลองปรากฏว่า พฤติกรรมทีไ่ ม่
พึงประสงคล์ ดลงเหลือเพียง 29 % เท่าน้ัน
เฟอร์ราริ และฮาริส (Ferrari; & Harris. 1981: 339 - 343) ทำการศึกษาผลการใช้การ
เสรมิ แรงทางสงั คม เพ่ือลดพฤติกรรมไม่สนใจใคร ไมส่ นองตอบทางอารมณ์แก่ผใู้ ด ชอบเล่นอยู่แต่วัตถุ
ทเ่ี ป็นของหมุน ผลการทดลองปรากฏว่า ผู้รับการทดลองที่มีลักษณะแยกตัวสามารถลดพฤติกรรมท่ีมี
ปัญหาไดด้ ที สี่ ุด ตอ่ เมือ่ มอี าหารเปน็ ตวั เสริมแรงดว้ ย
พรทิพย์ ทรัพย์สิน (2532: 72-76) ศกึ ษาผลการฝึกพฤติกรรมกล้าแสดงออกที่เหมาะสม เพ่ือ
ลดพฤติกรรมก้าวร้าว โดยศึกษากลุ่มตัวอย่างจากนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนมัธยมด้าน
สำโรง จังหวัดสมุทรปราการ ท่ีมีพฤติกรรมก้าวร้าว จำนวน 8 คน ผลการวิจัยพบว่าการฝึกพฤตกิ รรม
กล้าแสดงออกท่ีเหมาะสม ทำให้พฤติกรรมก้าวร้าวของนักเรียน ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่
ระดับ 0.1
กลุ ยา ก่อสุวรรณ (2540) ได้ทดลองใช้การเสริมแรงแบบดีอาร์โอ ร่วมกับการทำให้อยู่น่งิ เพ่ือ
ลดพฤติกรรมแปลกซ้ำๆ แปลกๆ ของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาในโรงพยาบาลราชานุกูล
จำนวน 3 คน โดยเป็นการทดลองแบบหลายเส้นฐานข้ามพฤติกรรม ผลการทดลองพบว่า พฤติกรรม
ซ้ำ ๆ แปลก ๆ ของเด็กคนที่ 1 และ 2 ลดลง โดยค่าความถ่ีร้อยละ 1.7 ในระยะติดตามผล และ
พฤติกรรมท่ีซ้ำ ๆ แปลก ๆ ของเด็กคนท่ี 3 ในพฤติกรรมท่ี 1 ลดลงในระดับศูนย์ หลังจากได้รับการ
เสริมแรงแล้ว พฤติกรรมท่ี 2 มีความถี่สูงข้ึน จากระยะเสน้ ฐาน คือ ความถี่ร้อยละ 75 และพฤติกรรม
ที่ 3 มคี วามใกลเ้ คียงกับพฤติกรรมในระยะเส้นฐาน
ศรีตลา ตุลเตมีย์ (2540) ได้ศึกษาและเปรียบเทียบพฤติกรรมก่อกวนในช้ันเรียนของนักเรียน
ทีม่ ีความบกพร่องทางสตปิ ัญญา ระดับเรียนไดก้ ่อนและหลังได้รบั การเสรมิ แรงพฤติกรรมแบบดอี าร์โอ
ในการทำแบบฝึกหัดวิชาคณิตศาสตร์ จำนวน 3 คน ที่กำลังเรียนอยู่ประถมศึกษาปีท่ี 5 ที่มีอายุ 12 -
14 ปี ที่มีระดับเชาว์ปัญญา (IQ) จากศูนย์สุขวิทยาจิต แล้วลงความเห็นว่ามีความสามารถทาง
สติปัญญาต่ำกว่านักเรียนปกติ และจากเกณฑ์การเข้าไปสังเกตและบันทึกพฤติกรรมกก่อกวนในชั้น
เรียน ซึ่งสงู กว่าร้อยละ 50 ของจำนวนครั้งของช่วงเวลาการสังเกตแต่ละครั้ง ในช่วงทำแบบฝกึ หดั วิชา
คณิตศาสตร์ และมคี ะแนนความถูกต้องของการทำ แบบฝกึ หัดวชิ าคณิตศาสตร์ต่ำกว่าร้อยละ 50 ของ
คะแนน การทำแบบฝึกหัดวิชาคณิตศาสตร์ ในแต่ละครั้ง ก่อนระยะการทดลอง รวมทั้งมีเวลามาเรียน
ไม่ตำ่ กว่าร้อยละ 80 ของเวลาทีม่ าเรยี นก่อนระยะการทดลอง
จากงานวิจัยทเี่ ก่ียวข้องกับการปรบั พฤติกรรม จะเห็นได้ว่า การปรับพฤตกิ รรมโดยการใช้การ
เสริมแรงด้วยวิธีต่าง ๆ จะช่วยปรับพฤติกรรมท่ีไม่เหมาะสมให้ลดลง หรือช่วยให้การดำเนินการเรียน
การสอนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพอันเป็นประโยชน์ต่อครูและผู้ท่ีเกี่ยวข้องและยังมีประโยชน์ต่อ
นักเรียนในการมีกำลังใจ เน่ืองจากได้รับการเสริมแรง เพ่ือการแสดงออกที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่องจน
เป็นนสิ ยั และสามารถปรับตัวอยูใ่ นสงั คมไดอ้ ยา่ งมคี วามสุข
22
2.5 งานวิจยั ที่เก่ียวข้องกบั การเสรมิ แรงดว้ ยเบีย้ อรรถกร
มีการนำเอาเบ้ียอรรถกรไปใช้เพ่ือปรับพฤติกรรมที่มีปัญหาของบุคคลในหลายสถานการณ์
เช่น ในห้องเรียน วงการธุรกิจ โรงพยาบาลโรคจิต ฯลฯ ปัจจุบันเบี้ยอรรถกรถูกนำมาใช้ในห้องเรียน
สำหรับเดก็ ปกติและห้องเรียนสำหรบั เด็กพิเศษ ตลอดจนใช้ในครอบครัวเพ่ือฝึกทกั ษะเฉพาะอย่างจาก
การศึกษาพบว่า เบ้ียอรรถกรสามารถนำมาใช้เพ่ือปรับพฤติกรรมทางการเรียนและพฤติกรรมทาง
สังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในต่างประเทศ เช่น งานวิจัยของ ไอลอน; และโรเบิร์ต (Ayllon; &
Robert. 1974) ได้ทดลองใช้การเสริมแรงด้วย เบ้ียอรรถกรเพื่อเพ่ิมการอ่าน และลดพฤติกรรมการ
ก่อกวนชั้นเรียนกับนักเรียนเกรด 5 จำนวน 5 คนแบบการวิจัยเป็นวิธีการทดลองแบบสลับกลับ 4
ระยะ คือ การให้เง่อื นไขควบคุมสลบั กบั เง่ือนไขทดลองกับกลุ่มตัวอย่างเดียว ผลการทดลองพบว่าการ
เสริมแรงด้วยเบี้ยอรรถกรสามารถลดพฤติกรรมก่อกวนชั้นเรียนได้และในปีเดียวกัน เลฮีย์ และดร๊า
บแมน (Lahey and Drabman. 1974) ได้ทำการทดลองใช้การเสริมแรงด้วยเบี้ยอรรถกร เพ่ือฝึก
ทักษะการอ่านคำศัพท์กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 2 จำนวน 16 คน โดยแบ่งกลุ่มตัวอย่าง
ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลมุ่ ควบคมุ และกลุ่มทดลอง ท้งั 2 กลุ่ม ได้รบั การฝึกการอ่านคำศพั ท์วิธเี ดยี วกัน
แต่กลุ่มทดลองเม่ืออ่านคำศัพท์ได้ถูกตอ้ งจะได้รับการเสริมแรงด้วยเบ้ียอรรถกร ส่วนกลุ่มควบคมุ ไม่ได้
รบั การเสรมิ แรงใด ๆ ผลการทดลองพบว่า กลุม่ ทดลองสามารถอ่านคำศัพทไ์ ด้ถกู ต้องกวา่ กล่มุ ควบคุม
ต่อมา สเปลซ์ และคณะ (Speltzl, et al. 1982) ได้ทดลองใช้การเสริมแรงด้วยเบี้ยอรรถกร
เพื่อเพิ่มผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์กับนักเรียนเกรด 1 จำนวน 12 คนผู้ทดลองได้แบ่ง
นักเรียนออกเป็น 4 กลุ่ม ๆ ละ 3 คน และกำหนดการวางเง่ือนไขการเสริมแรงด้วยเบ้ียอรรถกร 4
แบบ คือ 1) การเสริมแรงตามผลงานของตนเอง 2) การเสริมแรงตามผลเฉลี่ยของผลงานของกลุ่ม 3)
การเสริมแรงตามผลงานของคนทไ่ี ด้รับคะแนนต่ำสดุ และ 4) การเสริมแรงตามผลงานของบุคคลท่ีถูก
สุ่มขึ้นมาจากกลุ่มเง่ือนไขการเสริมแรงทั้ง 4 แบบนี้จะใช้หมุนเวียนสลับกันจนครบในทุกกลุ่มผลการ
ทดลองพบว่า เง่ือนไขการเสริมแรงทั้ง 4 แบบน้ีสามารถเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์
ของนักเรียนท้ัง 4 กลุ่มไม่แตกต่างกันนอกจากนี้ยังพบว่า การวางเง่ือนไขเป็นกลุ่มทำให้เกิดปฏิกิริยา
ทางบวกไดม้ ากกว่า สำหรบั ในประเทศไทย มผี ้วู จิ ัยไวห้ ลายท่าน ดงั น้ี
กิ่งสร เกาะประเสริฐ (2540) ได้ศึกษาและเปรยี บเทียบความสามารถในการอ่านคำภาษาไทย
ของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ระดับปานกลาง อายุ 7 – 14 ปี ระหว่างวิธีการสอนอ่านคำ
โดยการเสริมแรงด้วยเบ้ียอรรถกร และการอ่านคำตามหลักสูตรสำหรับเด็กพิเศษ การวิจัยปรากฏผล
ดังนี้ 1) เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาระดับปานกลาง มีความสามารถในการอ่านสูงขึ้น
หลังจากสอนอ่านคำโดยวธิ ีการเสริมแรงดว้ ยเบย้ี อรรถกรอยา่ งมนี ัยสำคัญที่ระดับ .01 2) เดก็ ที่มีความ
บกพร่องทางสติปัญญาระดับปานกลาง ที่สอนอ่านคำโดยวิธีการเสริมแรงด้วยเบี้ยอรรถกรมี
ความสามารถในการอ่านคำสูงกว่าเด็กที่สอนอ่านคำตามหลักสูตรสำหรบั เด็กพิเศษอย่างมีนัยสำคัญท่ี
ระดบั .05
เย็น ธีระพิพัฒน์ชัย (2541) ได้ศึกษาและเปรียบเทียบพฤติกรรมก้าวร้าวในเด็กออทิสติก โดย
วิธีการเสริมแรงด้วยเบ้ียอรรถกร ในการทำแบบฝึกหัดวชิ าคณิตศาสตร์ โดยตั้งสมมติฐานว่าพฤติกรรม
ก้าวร้าวในช้ันเรียนของเด็กออทิสติก หลังการเสริมแรงด้วยเบี้ยอรรถกร ในการทำแบบฝึกหัด วิชา
คณิตศาสตร์จะลดลง กลมุ่ ตัวอย่างเป็นเด็กออทิสติกในชั้นการศึกษาพิเศษท่ีมีพฤติกรรมก้าวร้าวในชั้น
23
เรียนมากท่ีสุด จำนวน 3 คน ในโรงพยาบาลยุวประสาท ไวทโยปถัมภ์ ผลการวิจัยคร้ังน้ีปรากฏว่า
สนับสนุนสมมติฐานท่ีว่า นักเรียนที่ได้รับการเสริมแรงทางสังคมท่ีเหมาะสม จะแสดงพฤติกรรมที่
เหมาะสมเพ่ิมขึ้น และเม่ือได้รับการเพิกเฉยต่อพฤติกรรมก้าวร้าวจะแสดงพฤติกรรมท่ีก้าวร้าวลดลง
นอกจากนี้ กรรณิการ์ อุทิศไทย (2543) ได้ศึกษาเปรียบเทียบการเสริมแรงด้วยเบ้ียอรรถกร
กับการเสริมแรงทางสังคมท่ีมีต่อผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนคณิตศาสตร์เร่ือง การบวก และการลบกับ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 โดยแบ่งนักเรียนเป็นกลมุ่ ทดลอง 2 กลุ่ม และกลุ่มควบคุม 1 กลุ่ม ให้
กลุ่มทดลองท่ี 1 ได้รับการเสริมแรงด้วยเบี้ยอรรถกร กลุ่มทดลองที่ 2 ได้รับการเสริมแรงทางสังคม
ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการสอนปกติ ผลการทดลองพบว่า นักเรียนกลุ่มทดลองท่ี 1 และ 2 มี
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนคณิตศาสตร์แตกต่างจากกลุ่มควบคุม และหลังการทดลองนักเรียนในกลุ่ม
ทดลอง มีผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นคณิตศาสตรเ์ พม่ิ ขึน้ อย่างมนี ัยสำคัญทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั .05
ผลการวิจัยท้ังในประเทศและต่างประเทศท่ีกล่าวมา สรุปได้ว่า ผลการใช้การเสริมแรงด้วย
เบี้ยอรรถกรร่วมกับการเสริมแรงอ่ืนๆ สามารถลดพฤติกรรมที่เป็นปัญหาได้ เช่น พฤติกรรมก่อกวน
พฤติกรรมการเรียนท่ีไม่เหมาะสมและสามารถเพิ่มพฤติกรรมท่ีพึงปรารถนาได้ เช่นพฤติกรรมการ
ตั้งใจเรียน การเพ่ิมผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียนวิชาต่าง ๆ ซ่ึงการเสริมแรงด้วยเบ้ียอรรถกรน้ี เป็นการ
เสริมแรงที่มีประสิทธิภาพมาก สามารถใช้ลดพฤติกรรมที่เป็นปัญหาได้ดีผู้วิจัยจึงมีความสนใจท่ีจะ
ทำการศึกษาค้นคว้า เพื่อต้องการทราบผลการใช้การเสริมแรงด้วยเบ้ียอรรถกร ร่วมกับการปรับ
สินไหม วา่ สามารถใชล้ ดพฤตกิ รรมการลกุ ออกจากท่ใี นชน้ั เรยี นไดห้ รือไม่ เพยี งใด
2.6 งานวจิ ยั เก่ียวกบั การใชว้ ธิ ีปรับสินไหม
วธิ ีการปรับสินไหมสามารถนำไปใช้ในห้องเรียนได้โดยมีผลข้างเคียงเหมือนการลงโทษวิธีการ
นี้สามารถนำมาใช้ปรับพฤติกรรมทางสังคม เช่น พฤติกรรมก้าวร้าว และพฤติกรรมก่อกวนชั้นเรียน
(Reynold; & Kazdin. 2001: 215) และพฤติกรรมก้าวร้าว (Dougherty, Fowlerland Paine; อ้าง
ถึงใน kazdin.1989: 268) ตลอดจนสามารถนำมาใช้เพ่ือพัฒนาผลงานทางวิชาการและวิธีการปรับ
สินไหม สามารถนำมาใช้กับนักเรียนท้ังเป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่มนอกจากน้ีการนำเอาวิธีการปรับ
สินไหมไปใช้กับเด็กพิเศษ เช่น เซเลนด์; และแลมป์ (Salend;& Lamb. 1986) ได้ใช้วิธีการปรับ
สนิ ไหมเพ่ือลดพฤตกิ รรมการพูดจาไม่เหมาะสมของนกั เรียนท่ีมีความบกพร่องทางการเรียนรู้ ผู้วิจัยได้
แบ่งนักเรียนเป็น 2 กลุ่ม ในชั่วโมงที่เรียนการอ่าน ต้นชั่วโมงผู้วิจัยได้ให้เบี้ยอรรถกรแก่นักเรียนในแต่
ละกลุ่ม ในแต่ละครั้งท่ีสมาชิกในกลุ่มพูดจาไม่เหมาะสมจะถูกริบเบี้ยอรรถกร 1 อันแบบการวิจัยเป็น
การทดลองด้วยวิธีการสลับกลับ ผลการศึกษาพบว่า หลังการทดลองนักเรียนมีพฤติกรรมพูดจาที่ไม่
เหมาะสมลดลง แสดงว่าการปรบั สนิ ไหมสามารถลดพฤตกิ รรมการพดู จาไม่เหมาะสมของนักเรยี นได้
ต่อมา แร็พพอร์ท, เมอร์ฟ่ี; และบิลล่ี (Rapport; Murphy, & Bailey. 1982: 205-216) ได้ใช้วิธีการ
ปรับสินไหมเพ่ือลดพฤติกรรมการขาดสมาธิในการเรียนของนักเรียน ช้ันประถมศึกษาปีที่ 5 ผู้วิจัย
กำหนดเงอ่ื นไขไวว้ า่ นักเรียนจะไดร้ บั การเสรมิ แรงโดยใชเ้ วลาวา่ ง 20 นาที ท้ายชว่ั โมงเพ่ือทำกจิ กรรม
ทน่ี กั เรยี นต้องการ แตห่ ากนักเรียนมีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ คือ ซนอยไู่ มส่ ุขไม่ต้ังใจเรียน ก่อกวนชั้น
เรียน และไม่ทำงานตามที่ครูมอบหมายนักเรียนจะถูกริบเวลาครั้งละ 1นาที ผลการศึกษาพบว่า การ
ปรบั สนิ ไหมสามารถลดพฤตกิ รรมไมต่ ง้ั ใจเรยี นและลดพฤติกรรมก่อกวนในช้ันเรียนของนักเรยี นได้
24
สัมฤทธ์ิ แก้วพลูศรี (2534) ศึกษาผลการใช้การเสริมแรงทางบวกกับการปรับสินไหมท่ีมีต่อ
พฤติกรรมก้าวร้าวของนักเรียนกลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 4
โรงเรียนวดั ทับกฤชกลาง จังหวัด นครสวรรค์ ท่ีมีพฤติกรรมก้าวร้าวจำนวน 14 คน ผลการวิจัย พบว่า
การเสริมแรงทางบวกและการปรับสินไหมสามารถลดพฤติกรรมก้าวร้าวของนักเรียนลงได้อย่างมี
นัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 และในปี 2535 สุพล ชัดเช้ือ (2535) ศึกษาผลของการควบคุมตนเอง
และการปรับสินไหม ที่มีต่อพฤติกรรมก้าวร้าวของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 6 โรงเรียนวัดเสมียน
นารี กรุงเทพมหานคร โดยมีกลุ่มตัวอย่างจำนวน 16 คน แบ่งเป็นกลุ่มที่ใช้การควบคุมตนเอง 8 คน
และกลุ่มที่ใช้การปรับสินไหม 8 คน ผลการวจิ ัยพบว่า นักเรยี นที่ใช้การควบคุมตนเอง จะมพี ฤติกรรม
กา้ วรา้ วลดลงมากกวา่ กลุ่มที่ใชก้ ารปรับสินไหม
ในประเทศไทยการศึกษาวิจัยเกี่ยวกบั การปรบั สนิ ไหมนัน้ มนี อ้ ย เพราะต้องใช้ให้เหมาะสมกับ
การเสรมิ แรงอื่นๆ เพ่ือเพมิ่ ประสิทธิภาพในการใช้เป็นตัวเสรมิ แรง ให้ได้ผลในการปรับพฤติกรรม ดว้ ย
เหตุนี้ผวู้ จิ ัยจึงมีความสนใจที่จะศกึ ษาและปรับพฤติกรรมท่เี ป็นปัญหาของเดก็ ออทสิ ติก โดยการใช้การ
เสริมแรงด้วยเบย้ี อรรถกร ร่วมกับการปรบั สินไหม เพ่อื เพ่ิมประสทิ ธผิ ลในการวจิ ัยในครงั้ นี้
25
บทท่ี 3
วิธีการดำเนินการวจิ ยั
การศึกษาวิจัยเร่ือง การปรบั พฤติกรรมการขาดสมาธใิ นการเรียนของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่
3 ด้วยวิธีการเสริมแรงด้วยเบ้ียอากร ร่วมกับการปรับสินไหม เป็นการวจิ ัยเชิงปริมาณ มรี ายละเอียดวิธี
การศกึ ษาดงั น้ี
3.1 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
3.1.1 ประชากร
3.1.2 กลมุ่ ตัวอย่าง
3.2 การสร้างและการหาคณุ ภาพของเครอ่ื งมือ
3.3 เครอื่ งมอื ท่ใี ช้ดำเนนิ การวจิ ัย
3.4 การเกบ็ รวมรวมข้อมูล
3.5 การวเิ คราะห์ข้อมูล
3.6 แผนการดำเนินการ
3.1 ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง
3.1.1 ประชากร
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งน้ี ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 จำนวน 298 คน
โรงเรยี นธดิ าแมพ่ ระ อำเภอเมือง จังหวดั สรุ าษฎร์ธานี ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2564
3.1.2 กลุ่มตวั อย่าง
กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัยครั้งน้ีเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3/6 โรงเรียนธิดาแม่พระ
อำเภอเมือง จังหวัดสรุ าษฎร์ธานี ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จำนวน 55 คน ได้มาโดยการเลือก
แบบเจาะจง (Purposive Sampling)
3.2 การสรา้ งและการหาคุณภาพของเครือ่ งมอื
โดยผวู้ ิจัยศึกษาจากหลักการ ทฤษฎี แนวคิด วตั ถุประสงค์ เพอื่ จำแนกว่า ควรสร้างเครื่องมือ
วัดด้านใดบ้างให้เหมาะสมกับสภาพของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนธิดาแม่พระ อำเภอ
เมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
3.3 เครอ่ื งมอื ที่ใชด้ ำเนนิ การวิจัย
ในการทำวิจยั ครงั้ น้ี เครอ่ื งมอื ทใี่ ชเ้ ป็นแบบสงั เกต ที่ผ้วู ิจัยสร้างขึน้ เอง
26
3.4 การเกบ็ รวมรวมข้อมูล
ผู้วจิ ัยได้ดำเนินการเก็บข้อมูลดว้ ยตัวเองโดยการสังเกต ในการแสดงพฤตกิ รรมขณะเรยี น
3.5 การวิเคราะห์ข้อมูล
ผู้วิจัยใชค้ า่ ร้อยละในการวิเคราะหข์ ้อมลู
3.6 แผนการดำเนินการ
ตาราง 1 แผนการดำเนินการการปรับพฤติกรรมการขาดสมาธิในการเรียนของนักเรียนชั้น
มัธยมศกึ ษาปีที่ 3 ดว้ ยวธิ ีการเสรมิ แรงด้วยเบยี้ อากร รว่ มกบั การปรับสินไหม
กิจกรรม เดือน
ม.ิ ย ก.ค. ส.ค. ก.ย.
ศึกษาขอ้ มลู เบอ้ื งตน้
ทบทวนวรรณกรรม
สรา้ งเครือ่ งมือในการรวบรวมข้อมลู
ทดสอบเครื่องมือในการรวบรวมขอ้ มลู
เกบ็ รวบรวมข้อมลู
วิเคราะหข์ อ้ มูลและแปรผล
เขียนรายงานการวิจยั
27
บทที่ 4
ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู
การศึกษาวิจัยการปรับพฤติกรรมการขาดสมาธิในการเรียนของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3
ด้วยวิธีการเสริมแรงด้วยเบี้ยอากร ร่วมกับการปรับสินไหมปรากฏว่าได้รบั ความร่วมมือจากนักเรียนเป็น
อย่างดี จึงทำให้ นักเรียนมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทำให้นักเรียนมีพฤติกรรมการเรียนที่ดีขึ้น มี
วินัยในตนเองและมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายและการเรียนดีขึ้น ผู้วิจัยได้
ดำเนินการเสนอผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูลตามลำดบั ขน้ั ตอนดังน้ี
4.1 การวิเคราะห์ข้อมูล
4.2 ผลการวิเคราะหข์ ้อมูล
4.1 การวเิ คราะห์ข้อมลู
ในการศึกษาวิจยั คร้ังนี้ ผู้วิจยั ได้การดำเนิน ติดตามข้อมลู ด้วยตวั เองโดยการสงั เกต และมกี าร
ตดิ ตามดูแลพฤติกรรมและการเรยี นของนักเรียนอยา่ งใกล้ชดิ ดงั น้ี
ผวู้ ิจัยได้ดำเนินการศึกษาและสังเกตพฤติกรรมนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 3 โรงเรียนธิดาแม่
พระ อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยการสังเกตพฤติกรรมและการเรียนของนักเรียนในช่ัวโมง
เรียนรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ ขณะที่ทำการสอน ซึ่งพบว่ามี
นักเรียนท่ีมีปัญหาด้านพฤติกรรมการเรียน ขาดวินัยและความรับผิดชอบ เช่น เข้าเรียนสาย ไม่สนใจ
เรียน ไม่ส่งงานตามกำหนดเวลา บางคร้ังไม่มาเรียน มีการจดบันทึกและติดตามนักเรียนเป็นรายกรณี
สรปุ ไดด้ งั น้ี
ตาราง 2 แสดงพฤติกรรมความสนใจในการเรียน (คร้ังที่ 1 กอ่ นใช้วิธีการเสริมแรงด้วยเบ้ียอากร
รว่ มกบั การปรบั สินไหม)
พฤติกรรม เกณฑ์การประเมนิ
ทำเปน็ ประจำ ทำเปน็ บางครง้ั ไมเ่ คยทำ
1.นักเรียนไม่ตอบ ไมม่ ปี ฏิสัมพนั ธก์ ับครู 20 80 -
60 40 -
2.นักเรียนไมน่ ่งั อยู่หน้าจอ ในขณะท่ีครสู อน 10 30 60
3.นกั เรยี นไม่เข้าเรียน เขา้ เรยี นสายขณะทีถ่ งึ ช่ัวโมง
เรยี น 30 60 10
30 40 30
4.นักเรยี นไม่ทำการบ้านและลอกการบ้านเพื่อน
5.นักเรยี นส่งงานและการบา้ นไม่ตรงตามเวลาทีค่ รู
กำหนด
28
จากแบบสงั เกตพฤตกิ รรมความสนใจในการเรียน (คร้งั ที่ 1 ก่อนใชว้ ธิ กี ารเสรมิ แรงดว้ ยเบีย้
อากร รว่ มกบั การปรับสนิ ไหม)
- นักเรียนนกั เรยี นไม่ตอบ ไม่มปี ฏสิ ัมพันธ์กบั ครู ทำเปน็ บางครั้งมากท่ีสุด คิดเป็นร้อยละ 80
- นักเรยี นนักเรียนไม่นั่งอย่หู น้าจอ ในขณะท่ีครูสอน ทำเป็นประจำมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ
60
- นกั เรยี นนกั เรยี นไม่เข้าเรียน เขา้ เรียนสายขณะท่ีถงึ ชั่วโมงเรยี น ไมเ่ คยทำมากทส่ี ุด คิดเปน็
ร้อยละ 60
- นกั เรียนไม่ทำการบ้านและลอกการบ้านเพ่ือน ทำเป็นบางครัง้ มากท่ีสดุ คดิ เปน็ ร้อยละ 60
- นกั เรยี นสง่ งานและการบา้ นไมต่ รงตามเวลาทค่ี รูกำหนด ทำเปน็ บางครั้งมากทส่ี ดุ คิดเป็น
ร้อยละ 40
หลังจากทผี่ วู้ จิ ัยไดท้ ำการจากแบบสังเกตพฤตกิ รรมความสนใจในการเรียน โดยใชแ้ บบสงั เกต
พฤติกรรมนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนธิดาแม่พระ อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
จำนวน 55 คน ด้วยความจรงิ แลว้ นำมาสรปุ โดยใช้ค่ารอ้ ยละ ทำให้ผวู้ ิจัยไดท้ ำการสังเกตเห็นนักเรยี น
ท่ีมีพฤติกรรมในลักษณะดังกล่าวและมีผลการเรียนค่อนข้างต่ำ ซึ่งผู้วิจัยจะทำการวิจัยการปรับ
พฤติกรรมการขาดสมาธิในการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ด้วยวิธีการเสริมแรงด้วยเบ้ีย
อากร ร่วมกับการปรับสนิ ไหม
ผู้วิจัยพบว่าพฤติกรรมของนักเรียนจะเข้าเรียนสาย เน่ืองจากเรียนออนไลน์ อาจจะตื่นสาย
บ้าง น่ังเรียนก็ไม่สนใจเรียน ทำให้เมื่อผู้สอนสอนเนื้อหาสาระในรายวิชาผู้เรียนจะไม่เข้าใจ ผู้วิจัยจึง
วิธีการเสริมแรงด้วยเบี้ยอากร ร่วมกับการปรับสินไหมเพ่ือใช้ในการปรับพฤติกรรมผู้เรียนให้สนใจใน
การเรียนมากข้ึน โดยผู้วิจัยกำหนดเงื่อนไขคือ หากใครสนใจเรียน ให้ความร่วมมือกับครูขณะสอน
ทำงานส่งตรงเวลา ไม่ลอกการบ้าน ไม่หลับขณะเรียน ก็จะได้เบ้ียอากรไปติดที่แผ่นคะแนน เพ่ือเป็น
การเสริมแรงให้กบั ผู้เรียนหากผู้เรียนคนใดมีเบีย้ อากรเยอะกจ็ ะได้แรงเสรมิ จากการชมเชย แตถ่ ้าคนใด
ท่ีไม่ตั้งใจเรียนหรือพูดคุยขณะครูสอน ก็จะโดนปรับสินไหม โดยการริบเบ้ียอากรคืน จะสังเกตได้ว่า
พฤติกรรมของผู้เรียนน้นั เปลี่ยนไปสนใจในการเรยี นและมรี ะเบยี บวินัยมากข้ึน ใสใ่ จการเรียนมากข้นึ
และหลังจากผู้วิจัยเห็นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้นักเรียนเป็นผู้มีวินัย มีความรับผิดชอบ
ต่อการเรียนและมีบรรยากาศภายในห้องเรียนดีขึ้น ครูก็มีการพูดคุยและร่วมกันประเมินผลการ
เปล่ียนแปลงพฤติกรรมของแต่ละคน โดยการสังเกตพฤติกรรมแบบเดิม แล้วนำมาสรุปเปรียบเทียบ
กับการตอบแบบสอบถามคร้ังแรก พบว่า มีระเบียบวินัยมากข้ึน ตั้งใจเรียนและทำงานท่ีได้รับ
มอบหมาย มีผลการเรียนดขี ้นึ ทำให้เกิดความภาคภมู ใิ จในตนเอง
จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสังเกต ข้อมูลด้านการเรียนของรายแต่ละวิชา เสริมแรง
ด้วยเบี้ยอากร ร่วมกับการปรับสินไหม รวมทั้งดูแลด้านการเรียนให้มีความรับผิดชอบ สนใจเรียน
ปรากฏว่า นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนธิดาแม่พระ อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี มี
ความเอาใจใส่ต่อการเรียน รับผิดชอบและสนใจเรียนมากขึ้น โดยสังเกตจากบรรยากาศการเรียน
ภายในห้องเรียนที่เอ้ือต่อการเรียนรู้ ทำให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นต่อการมาเรียน มีความตั้งใจ
เรียน มีความรับผิดชอบต่อหน้าท่ี ไม่เข้าห้องเรียนสาย ยังส่งผลทำให้ผลการเรียนมีวินัย โดยสรุปจาก
ผลการเปรียบเทียบจากการตอบแบบสอบถาม ดงั น้ี
29
ตาราง 3 แสดงพฤติกรรมความสนใจในการเรียน (คร้ังท่ี 2 หลังใช้วิธีการเสริมแรงดว้ ยเบ้ยี อากร
รว่ มกับการปรับสนิ ไหม)
พฤติกรรม เกณฑก์ ารประเมิน
ทำเปน็ ประจำ ทำเป็นบางคร้งั ไม่เคยทำ
1.นกั เรยี นไม่ตอบ ไม่มีปฏิสมั พันธก์ ับครู 10 20 70
2.นกั เรียนไม่นัง่ อยู่หน้าจอ ในขณะทีค่ รูสอน 10 90 -
- 20 80
3.นักเรียนไม่เข้าเรียน เข้าเรียนสายขณะทถ่ี ึงชว่ั โมง
เรียน 10 30 60
- 50 50
4.นักเรยี นไม่ทำการบา้ นและลอกการบ้านเพื่อน
5.นกั เรยี นส่งงานและการบา้ นไม่ตรงตามเวลาที่ครู
กำหนด
จากแบบสังเกตพฤติกรรมความสนใจในการเรียน (คร้ังท่ี 2 หลังใช้วิธีการเสริมแรงด้วยเบี้ย
อากร รว่ มกับการปรบั สนิ ไหม)
- นกั เรียนไม่ตอบ ไม่มปี ฏสิ ัมพันธ์กบั ครู ไม่เคยมากท่สี ดุ คิดเป็นร้อยละ 70
- นักเรียนนกั เรียนไมน่ ่ังอยู่หน้าจอ ในขณะที่ครูสอน ทำเปน็ บางครั้งมากท่สี ดุ คิดเปน็ รอ้ ยละ
90
- นักเรียนนักเรียนไม่เขา้ เรียน เขา้ เรยี นสายขณะท่ีถงึ ชว่ั โมงเรยี น ไม่เคยทำมากทส่ี ดุ คิดเปน็
รอ้ ยละ 80
- นกั เรียนไม่ทำการบา้ นและลอกการบา้ นเพื่อน ไม่เคยทำมากที่สดุ คิดเปน็ ร้อยละ 60
- นกั เรยี นสง่ งานและการบา้ นไมต่ รงตามเวลาที่ครูกำหนด ทำเปน็ บางคร้ังและไม่เคยทำมาก
ที่สุด คดิ เปน็ ร้อยละ 50
4.2 ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูล
จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากการสังเกตพฤติกรรม ข้อมูลด้านการเรียนของแต่ละวิชา การ
ใช้แรงจูงใจเสริมแรงโดยให้คำชมเชยแก่นักเรียน รวมทั้งดูแลด้านการเรียนใหม้ ีความรับผิดชอบ สนใจ
เรียน นักเรียนให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ทำให้นักเรียนมีความกระตือรือร้นต่อการมาเรียนและการ
เรียนมากข้ึน ในการทำวิจัยคร้ังน้ีปรากฏว่า นักเรียน มีความเอาใจใส่ต่อการเรียน รับผิดชอบและ
สนใจเรียนมากขึ้น โดยสังเกตจากบรรยากาศการเรียนภายในห้องเรียนท่ี เอื้อต่อการเรียนรู้ มีความ
ตัง้ ใจเรียนมากข้ึน มีความรับผิดชอบตอ่ หน้าท่ี ไม่ขาดเรยี นหรือมาสาย โดยดจู ากการสังเกตพฤติกรรม
ผลการเรียน สรุปผลการเปรียบเทียบจากแบบสังเกตพฤติกรรมเกี่ยวกับความมีวินัย ความรับผิดชอบ
และความสนใจการเรยี นของนกั เรยี น ดังน้ี
30
ตาราง 4 เปรยี บเทยี บพฤตกิ รรมความสนใจในการเรยี น (ก่อนและหลังใช้วธิ กี ารเสรมิ แรงด้วยเบีย้
อากร รว่ มกับการปรบั สนิ ไหม)
พฤติกรรม ก่อนใช้(คร้ังท่ี 1) ครง้ั ใช(้ คร้ังท่ี 2)
ทำเป็น ทำเปน็ ไม่เคยทำ ทำเป็น ทำเปน็ ไม่เคยทำ
ประจำ บางครัง้ ประจำ บางคร้งั
1.นกั เรียนไมต่ อบ ไม่มปี ฏสิ ัมพันธ์กบั ครู 20 80 - 10 20 70
2.นักเรยี นไม่น่งั อยหู่ นา้ จอ ในขณะทีค่ รูสอน 60 40 - 10 90 -
3.นกั เรียนไม่เขา้ เรียน เข้าเรียนสายขณะท่ถี งึ 10 30 60 - 20 80
ช่ัวโมงเรียน
4.นักเรียนไม่ทำการบ้านและลอกการบ้านเพื่อน 30 60 10 10 30 60
5.นกั เรียนส่งงานและการบ้านไม่ตรงตามเวลาท่ี 30 40 30 - 50 50
ครูกำหนด
จากแบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียนเกี่ยวกับความมีวินัยและรับผิดชอบในห้องเรียน เมื่อนำ
ผลสรุปของการสังเกตพฤติกรรมก่อน-หลัง ครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 พบว่านักเรียนมีความกระตือรือร้น
เอาใจใส่ต่อการเรยี น และมีวินัยและความรบั ผิดชอบมากขึ้น จากตารางพบว่า ในการสงั เกตพฤตกิ รรม
คร้งั ท่ี 2 นกั เรยี นมพี ฤติกรรมดังกล่าวนอ้ ยกวา่ ครง้ั ท่ี 1 หากพิจารณาในภาพรวมจะเหน็ ได้วา่ ดขี ึ้นอย่าง
เห็นได้ชัด ทำให้นักเรียนสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการเรียนให้เป็นผู้มีวินัยและความรับผิดชอบ
ตอ่ หนา้ ทีแ่ ละการเรียน สง่ ผลใหก้ ารเรียนดีข้ึน และเปน็ ผู้ท่ีมีความสำเรจ็ ในชวี ติ ตามจุดหมายท่ตี งั้ ไว้
31
บทที่ 5
สรปุ อภปิ รายผล และขอ้ เสนอแนะ
การศกึ ษาวิจัยเรื่อง การปรับพฤติกรรมการขาดสมาธใิ นการเรยี นของนักเรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 3
ดว้ ยวิธีการเสริมแรงด้วยเบี้ยอากร ร่วมกับการปรับสินไหม มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาพฤติกรรมขณะเรียน
ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรยี นธิดาแม่พระ อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี และเพื่อปรับ
พฤติกรรมขณะเรียนให้มีวินัยของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนธิดาแม่พระ อำเภอเมือง
จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยการเสริมแรงด้วยเบ้ียอากร ร่วมกับการปรับสินไหม กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ได้แก่
นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนธิดาแม่พระ อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 1 ห้องเรียน
รวมท้ังสิ้น 55 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสังเกตพฤติกรรมรายบุคคลก่อนและหลังการ
เสริมแรงด้วยเบี้ยอากร ร่วมกับการปรับสินไหม เพ่ือปรับพฤติกรรมขณะเรียนให้มีระเบียบวินัย ของ
นักเรียนชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ (%) ผลการวิจยั สรุปผล อภิปรายผล
และขอ้ เสนอแนะ ตามลำดบั ดังน้ี
5.1 สรุปผลการวจิ ัย
5.2 อภิปรายผล
5.3 ข้อเสนอแนะ
5.1 สรปุ ผลการวจิ ัย
จากผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ด้านการเรยี นของรายวิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมและผล
การเรียนรายวิชาอ่ืนๆรวมทั้งแบบสังเกตพฤติกรรมรายบุคคลก่อนและหลังการเสริมแรงด้วยเบ้ียอากร
ร่วมกับการปรับสินไหม เพ่ือปรับพฤติกรรมขณะเรยี นให้มีระเบียบวินัย ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่
ในการทำวิจัยคร้ังน้ีปรากฏว่านักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนธิดาแม่พระ อำเภอเมือง จังหวัดสุ
ราษฎร์ธานี มีพฤติกรรมการมีระเบียบวินัยมากขึ้น มีความสนใจในเนื้อหาที่ครูสอนมากขึ้น นำงานอ่ืน
มาทำขณะท่ีครูสอนน้อยลง พูดคุยขณะครูสอนน้อยลงทำงานที่ได้รับมอบหมายและส่งตรงเวลา ผลการ
สรุปเปรียบเทียบจากการสังเกตพฤติกรรมรายบุคคลก่อนและหลังการเสริมแรงด้วยเบี้ยอากร ร่วมกับ
การปรับสินไหม เพอ่ื ปรับพฤติกรรมขณะเรยี นให้มีระเบยี บวินยั ของนกั เรียนชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 3 ดังนี้
32
ตาราง 5 เปรียบเทียบพฤตกิ รรมความสนใจในการเรยี น (ก่อนและหลงั ใช้วิธีการเสรมิ แรงด้วยเบยี้ อากร
รว่ มกับการปรับสนิ ไหม)
พฤตกิ รรม กอ่ นใช(้ ครัง้ ท่ี 1) ครง้ั ใช้(ครงั้ ที่ 2)
ทำเป็น ทำเป็น ไม่เคย ทำเป็น ทำเปน็ ไม่เคย
ประจำ บางครงั้ ทำ ประจำ บางคร้งั ทำ
1.นกั เรียนไม่ตอบ ไม่มปี ฏิสัมพันธก์ ับครู 20 80 - 10 20 70
2.นกั เรียนไม่นง่ั อยหู่ นา้ จอ ในขณะทคี่ รสู อน 60 40 - 10 90 -
3.นกั เรยี นไม่เขา้ เรียน เขา้ เรยี นสายขณะท่ถี ึงชว่ั โมงเรียน 10 30 60 - 20 80
4.นกั เรียนไม่ทำการบ้านและลอกการบ้านเพื่อน 30 60 10 10 30 60
5.นกั เรยี นสง่ งานและการบา้ นไม่ตรงตามเวลาทค่ี รูกำหนด 30 40 30 - 50 50
จากแบบสังเกตพฤติกรรมรายบคุ คลก่อนและหลังการเสรมิ แรงด้วยเบย้ี อากร ร่วมกบั การปรับสินไหม
เพื่อปรับพฤติกรรมขณะเรียนให้มีระเบียบวินัย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เม่ือนำผลสรุปของ
แบบสังเกตพฤติกรรมครั้งท่ี 1 และ 2 พบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนธิดาแม่พระ อำเภอ
เมอื ง จังหวัดสรุ าษฎร์ธานี มคี วามกระตือรือร้น เอาใจใส่ต่อการเรยี นและมีวนิ ัยความรับผิดชอบมากขึ้น
จากตารางพบว่า ในการสังเกตพฤติกรรมครง้ั ท่ี 2 นักเรียนมีการลดพฤติกรรมท่ีไม่ดีมากขึ้นกว่าครั้งที่ 1
หากพิจารณาในภาพรวมจะเห็นได้ว่าดีข้ึนอย่างชัดเจน คือ ไม่นำงานวิชาอื่นมาทำขณะท่ีกำลังเรียนอีก
วิชาหน่ึง ไม่คุยเล่นกับเพ่ือนขณะท่ีครูสอน ไม่นอนในห้องเรียนขณะช่ัวโมงเรียน นักเรียนทำการบ้าน
และไม่ลอกการบ้านเพื่อน นักเรียนส่งงานและการบ้านตรงตามเวลาท่ีครูกำหนด ส่งผลให้การรู้เรียนดี
ข้นึ เขา้ ใจในเน้ือหาทเ่ี รยี นมากขน้ึ บรรลุตามวตั ถุประสงค์การเรียนรู้
33
5.2 อภิปรายผล
การศกึ ษาพฤติกรรมขณะเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนธดิ าแมพ่ ระ อำเภอเมือง
จังหวัดสุราษฎร์ธานี และการเสรมิ แรงด้วยเบีย้ อากร ร่วมกับการปรบั สินไหม เพอ่ื ปรบั พฤตกิ รรมขณะเรียนให้
มีระเบียบวินัย ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนธิดาแม่พระ อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี
อภิปรายผลดังนี้
1.นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยมีพฤติกรรมนักเรียนไม่ตอบ ไม่มปี ฏิสัมพันธ์กับครู ทำเป็น
บางครั้ง คิดเป็นร้อยละ 80 นักเรียนไม่นั่งอยู่หน้าจอ ในขณะท่ีครูสอน เป็นประจำ คิดเป็นร้อยละ 60
นักเรียนไม่เข้าเรียน เข้าเรียนสายขณะที่ถึงชั่วโมงเรียน ไม่เคยทำคิดเป็นร้อยละ 60 นักเรียนไม่ทำ
การบ้านและลอกการบ้านเพือ่ นเปน็ บางครั้ง คิดเปน็ ร้อยละ 60 นักเรยี นสง่ งานและการบ้านไม่ตรงตาม
เวลาท่คี รกู ำหนดเป็นบางคร้ัง คิดเป็นร้อยละ 40 ของนักเรียนทงั้ หมด จะเห็นได้นกั เรียนชั้นมัธยมศึกษา
ปีท่ี 3 คอ่ นข้างขาดความมีระเบียบวนิ ยั
2.การเสริมแรงด้วยเบี้ยอากร ร่วมกับการปรับสินไหม เพ่ือปรับพฤติกรรมขณะเรียนให้มีระเบียบ
วินัย ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากแบบสังเกตพฤติกรรมจะเห็นได้ว่านักเรียนมีพฤติกรรมที่
เปล่ียนไป ทำให้นักเรียนมีระเบียบวินัยมากขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับพฤติกรรมความมีระเบียบวินัยก่อน
การเสริมแรงดว้ ยเบี้ยอากร รว่ มกับการปรับสินไหม โดยมีพฤติกรรมนักเรียนไม่ตอบ ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับ
ครู ไม่เคยทำคิดเป็นร้อยละ 70 นักเรียนไม่นั่งอยู่หน้าจอ ในขณะที่ครูสอน ทำเป็นบางครั้ง คิดเป็นร้อย
ละ 90 นักเรียนไม่เข้าเรียน เข้าเรียนสายขณะที่ถึงชั่วโมงเรียน คิดเป็นร้อยละ 80 นักเรียนทำการบ้าน
และไม่ลอกการบ้านเพื่อนคิดเป็นร้อยละ 60 นักเรียนส่งงานและการบ้านตรงตามเวลาท่ีครูกำหนด คิด
เป็นร้อยละ 50 ของนักเรยี นท้ังหมด จะเหน็ ว่าพฤติกรรมการมีระเบียบวนิ ยั มคี ่ารอ้ ยละที่สงู
จากการศึกษาค้นพบว่า การปรับพฤติกรรมการขาดสมาธิในการเรียนของนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยวิธีการเสริมแรงด้วยเบี้ยอากร ร่วมกับการปรับสินไหม ท่ีผู้วิจัยสร้างขึ้นมา
สามารถปรับพฤติกรรมของผู้เรียนให้มีระเบียบวินัยมากข้ึน ส่งผลให้การเรียนของแต่ละรายวิชาดีข้ึน
รวมถึงผู้เรียนเข้าใจในเนื้อหามากข้ึน ทำให้ทั้งครูผู้สอนและผู้เรียนมีความสุขกับการจัดกิจกรรมการ
เรียนการสอนในหอ้ งเรียนมากขน้ึ
5.3 ข้อเสนอแนะ
1. ควรมกี ารตดิ ตามอยา่ งใกล้ชิดและตอ่ เนอ่ื ง ควรมีการตดิ ตามอยา่ งต่อเน่ือง
2. ครู ผู้ปกครอง นักเรียนและผู้ที่เก่ียวข้อง ควรร่วมมือกันแก้ไขและสะท้อนปัญหา ต่าง ๆ
ของนักเรียน ทำให้นกั เรยี นมกี ารปรับเปล่ียนพฤตกิ รรมและการเรียน
3. ควรมีการขอความร่วมมือกับผู้ปกครองเพื่อร่วมสังเกตและเฝ้าติดตามนักเรียนร่วมกับ
ครผู ูส้ อน
บรรณานกุ รม
บรรณานุกรม
กรรณิการ์ อุทิศไทย. (2543). การเปรียบเทียบการเสริมแรงด้วยเบ้ียอรรถกรกับการเสริมแรงทางสังคมที่มี
ต่อผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นคณิตศาสตรเ์ ร่ืองการบวกและการลบของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปที ี่ 1.
วทิ ยานพิ นธ์ ศศ.ม. (การปฐมวยั ). กรงุ เทพฯ:บัณฑิตวิทยาลยั มหาวิทยาลยั เกษตรศาสตร.์ ถ่ายเอกสาร.
ชลธิชา เกอ้ื สกลุ . (2546). การเปรียบเทียบผลของการใชเ้ บ้ยี อรรถกรกับการใช้หลักพรแี ม็คทม่ี ีตอ่ พฤติกรรม
ตง้ั ใจเรยี นวิชาคณิตศาสตรข์ องนกั เรยี นในช้ันประถมศึกษาปีท่ี 3.ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. (การศึกษา
พเิ ศษ). กรงุ เทพฯ: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลยั ศรีนครนิ ทรวิโรฒ. ถา่ ยเอกสาร.
ผดุง อารยะวิญญู. (2546). การวิจัยแบบกลุ่มตัวอย่างเด่ียว. กรุงเทพฯ: ภาควิชาการศึกษาพิเศษ คณะ
ศึกษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยศรีนครนิ ทรวโิ รฒ. ถา่ ยเอกสาร.
เย็น ธีรพิพัฒน์ชัย. (2541). การปรับพฤติกรรมก้าวร้าวในชั้นเรียนของเด็กออทิสติก โดยวิธีการเสริมแรง
ด้วยเบี้ยอรรถกรในการทำแบบฝึกหัดวิชาคณิตศาสตร์. ปริญญานิพนธ์กศ.ม. (การศึกษาพิเศษ).
กรุงเทพฯ: บัณฑติ วทิ ยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครนิ ทรวิโรฒ.ถ่ายเอกสาร.
สัมฤทธิ์ แก้วผลศรี. (2534). การเปรียบเทียบการใช้การเสริมแรงทางบวกกับการปรับสินไหมที่มีต่อ
พฤติกรรมก้าวร้าวของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4. ปริญญานิพนธ์ กศ.ม.(การศึกษาพิเศษ).
กรุงเทพฯ : บัณฑิตวิทยาลยั มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครนิ ทรวโิ รฒ.ถ่ายเอกสาร.
ภาคผนวก ก
ตารางคะแนน
ตารางคะแนน
เบยี้ อากร
ภาคผนวก ข
แบบประเมนิ
แบบสังเกตพฤตกิ รรมรายบคุ คล กอ่ นและหลัง ใช้วธิ ีการเสรมิ แรงดว้ ยเบยี้ อากร
รว่ มกับการปรบั สินไหมของนกั เรียนช้นั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3
ชื่อ-สกุลผเู้ รียน.....................................................................................ช้นั ................เลขท.่ี ...........
คำชแ้ี จง แบบประเมินน้สี ำหรบั ครผู สู้ อนเพื่อการศกึ ษาพฤตกิ รรมของผูเ้ รียน และศกึ ษาก่อน-หลังจาก
การเสริมแรงดว้ ยเบ้ียอากร ร่วมกับการปรบั สนิ ไหมของช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 3
พฤตกิ รรม ก่อนใช้ หลังใช้
ทำเป็น ทำเป็น ไมเ่ คยทำ ทำเปน็ ทำเปน็ ไมเ่ คยทำ
ประจำ บางคร้ัง ประจำ บางคร้ัง
1.นักเรียนนำงานวชิ าอ่นื มาทำ ขณะกำลงั เรียน
2.นักเรยี นพดู คุยเลน่ กับเพอ่ื น ในขณะทค่ี รูสอน
3.นกั เรยี นนอนหลบั ในห้องเรียนขณะชวั่ โมงเรียน
4.นักเรยี นไม่ทำการบ้านและลอกการบ้านเพ่ือน
5.นักเรยี นส่งงานและการบา้ นไมต่ รงตามเวลาที่
ครูกำหนด
ภาคผนวก ค
ภาพกิจกรรม