หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 1 หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 2 หน่วยการเรียนร้ทู ่ี 3 ชีววิทยา
ชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 5
กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 4
1หน่วยการเรยี นรู้ที่
โครงสรา้ งและหน้าท่ีของพชื ดอก
ผลการเรียนรู้
• อธิบายเกย่ี วกับชนดิ และลกั ษณะของเนอื้ เยอื่ พืช และเขียนแผนผังเพอื่ สรปุ ชนิดของเนอ้ื เยอ่ื พืช
• สังเกต อธิบาย และเปรียบเทียบโครงสร้างภายในของรากพชื ใบเล้ียงเดยี่ วและรากพืชใบเลี้ยงคูจ่ ากการตัดตามขวาง
• สงั เกต อธบิ าย และเปรียบเทยี บโครงสรา้ งภายในของลาตน้ พชื ใบเลี้ยงเด่ียวและลาต้นพืชใบเลย้ี งคู่จากการตัดตามขวาง
• สงั เกต และอธิบายโครงสร้างภายในของใบพืชจากการตัดตามขวาง
• สืบค้นข้อมูล สงั เกต และอธบิ ายการแลกเปลย่ี นแก๊สและการคายน้าของพืช
• สบื ค้นข้อมูล และอธิบายกลไกการลาเลยี งนา้ และธาตุอาหารของพืช
• สืบค้นขอ้ มลู อธบิ ายความสาคญั ของธาตอุ าหาร และยกตัวอย่างธาตอุ าหารท่ีสาคัญที่มผี ลต่อการเจรญิ เตบิ โตของพชื
• อธิบายกลไกการลาเลยี งอาหารในพชื
เนอ้ื เย่อื พืช เนือ้ เย่ือเจรญิ (meristematic tissue)
เนอื้ เยอ่ื เจรญิ ประกอบดว้ ยเซลลเ์ จรญิ ท่ีมีนิวเคลยี สขนาดใหญ่
สามารถคงคณุ สมบัตกิ ารแบ่งเซลล์แบบไมโทซสิ ได้ตลอดชีวติ แบง่ ออกได้เปน็ 3 ชนิด ดังนี้
เน้ือเยือ่ เจรญิ ส่วนปลาย เนือ้ เยอ่ื เจริญเหนอื ข้อ เนอ้ื เยือ่ เจรญิ ด้านขา้ ง
(apical meristem) (intercalary meristem) (lateral meristem)
เนื้อเย่อื พืช เนื้อเย่ือเจริญส่วนปลาย (apical meristem)
การเจรญิ ของเน้ือเยอื่ เจริญสว่ นปลาย เปน็ การเจรญิ แบบปฐมภูมิ ทาให้ส่วนต่างๆ ของพืชยาวเพม่ิ ขึ้น
เน้ือเยื่อเจริญปลายยอด เนอื้ เยื่อเจรญิ ปลายราก
ถา้ พบบริเวณยอดพชื เรยี กว่า เนอื้ เย่อื เจรญิ ปลายอด ถ้าพบบรเิ วณปลายราก เรียกวา่ เนอื้ เยอื่ เจรญิ ปลายราก
เน้อื เยื่อพชื เนื้อเยื่อเจริญเหนอื ข้อ (intercalary meristem)
เน้อื เย่ือเจรญิ เหนอื ข้อ เป็นการเจรญิ แบบปฐมภูมิ ทาให้บริเวณข้อของพืชยืดยาวเพ่ิมขน้ึ
เนอ้ื เย่ือเจรญิ เหนือขอ้ พบอยู่ระหว่างข้อตรงบริเวณเหนือข้อล่าง
ข้อหรือปลอ้ งบริเวณนจี้ ะแบง่ เซลลไ์ ดย้ าวนานกวา่ บริเวณอื่น
ส่วนใหญ่มกั พบในพชื ใบเลี้ยงเด่ยี ว เชน่ หญา้ ข้าว ขา้ วโพด ไผ่
เน้อื เยอื่ พืช เนอื้ เยือ่ เจริญดา้ นขา้ ง (lateral meristem)
เนื้อเยอื่ เจรญิ ดา้ นขา้ งเปน็ เนื้อเย่ือท่ีอยู่ในแนวขนานกบั เสน้ รอบวง เรยี กว่า แคมเบยี ม
ซ่ึงเป็นเนอ้ื เยอื่ ที่มีการเจรญิ แบบทุติยภมู ิ ทาให้ลาตน้ หรือรากพืชมขี นาดเส้นผา่ นศูนยก์ ลางเพิ่มขนึ้
คอร์กแคมเบียม
พบในชั้นเอพเิ ดอร์มิส
เน้ือเยอ่ื เจรญิ ด้านขา้ ง วาสคิวลารแ์ คมเบยี ม
อยรู่ ะหวา่ งเน้อื เยื่อทอ่ ลาเลยี งน้าและทอ่ ลาเลยี งอาหาร
เน้ือเยอ่ื พชื เนื้อเย่อื ถาวร (permanent tissue)
เน้อื เยือ่ ถาวรมหี ลายชนดิ แตล่ ะชนดิ พัฒนาและเปลีย่ นสภาพมาจากเนอ้ื เย่ือเจรญิ โดยเนอื้ เยือ่ ถาวรแบ่งไดเ้ ปน็ 3 ระบบ ดงั น้ี
ระบบเน้อื เยือ่ ผวิ ระรบะบบบเเนนอ้ือื้ เเยยอ่ื อื่ ผพวิ ้นื ระบบเน้ือเย่อื ท่อลาเลยี ง
เนอ้ื เยอ่ื พืช ระบบเนื้อเย่อื ผิว
เอพิเดอรม์ สิ เอพเิ ดอรม์ ิส เปน็ เนือ้ เยอื่ ท่อี ยู่รอบนอกสดุ ของสว่ นตา่ ง ๆ ของพืช
สว่ นใหญ่เปน็ เซลลผ์ วิ ทีเ่ รียงตวั กนั เพยี งช้นั เดียว
เซลลค์ ุม
ชน้ั เอพเิ ดอร์มสิ บริเวณผวิ ใบจะพบเซลล์คุม ทมี่ รี ปู รา่ งคลา้ ยไตหรอื เมลด็ ถั่วแดง
รปู ากใบ
ชัน้ เอพเิ ดอรม์ ิสในรากพชื ประกอบดว้ ยเซลล์ผิวและเซลลข์ นราก
แตไ่ ม่พบเซลล์คุม
เน้อื เยอื่ พืช ระบบเนื้อเยอื่ ผิว
เพริเดริ ม์
เกดิ จากการแบง่ ตัวของเนือ้ เยอ่ื บริเวณเส้นรอบวงของรากและลาต้น
เพริเดริ ม์ ประกอบดว้ ยกล่มุ เซลลช์ นั้ นอกสุด คือ คอร์ก หรือเฟลเลม
ชั้นถดั มา คือ คอร์กแคมเบยี มหรอื เฟลโลเจน และชั้นในสุด คือ เฟลโลเดิรม์
พบในพืชท่มี ีอายุมาก
เนื้อเย่อื พืช ระบบเน้อื เยอ่ื พนื้
พาเรงคมิ า
ประกอบดว้ ยเซลล์พาเรงคิมา
เปน็ เซลล์ทีม่ ชี ีวิต สว่ นใหญ่มีรูปรา่ งค่อนข้างกลม ภายในมีแวคิวโอลขนาดใหญ่
มีผนังเซลลป์ ฐมภูมทิ ีม่ ีความหนาบางสม่าเสมอกนั ทง้ั เซลล์
พบในบริเวณที่แตกตา่ งกนั อาจมีสว่ นประกอบแตกต่างกัน จึงมีหนา้ ท่ีท่ี
หลากหลาย เช่น สังเคราะห์ดว้ ยแสง สะสมอาหารหรอื สารต่าง ๆ ท่ีจาเป็น
ต่อการดารงชีวิตของพชื
เนื้อเย่อื พชื ระบบเน้ือเยื่อพน้ื
คอลเลงคมิ า
เปน็ เนอ้ื เยอ่ื ท่ใี หค้ วามแขง็ แรงแก่โครงสรา้ งพชื
พบมากบรเิ วณใต้ชั้นเอพเิ ดอรม์ สิ ของลาตน้ ก้านใบ และแผน่ ใบ
ประกอบดว้ ยเซลล์ท่เี รียกวา่ เซลล์คอลเลงคิมา ซงึ่ เป็นเซลลท์ ี่มีชีวติ
มลี กั ษณะคลา้ ยกับเซลล์พาเรงคิมา แต่มผี นังเซลลป์ ฐมภูมิคอ่ นข้างหนา
และมคี วามหนาบางไมส่ มา่ เสมอกัน
เนื้อเยอ่ื พืช ระบบเน้ือเยือ่ พื้น
สเกลอเรงคมิ า
ทาหน้าท่ีช่วยพยงุ และใหค้ วามแขง็ แรงแก่สว่ นตา่ ง ๆ ของพืช
ประกอบดว้ ยเซลลท์ ่ีเรยี กว่า เซลลส์ เกลอเรงคมิ า ซงึ่ เป็นเซลลท์ ่ไี ม่มชี วี ิต
มที ้ังผนงั เซลลป์ ฐมภูมิและผนงั เซลลท์ ุตยิ ภูมทิ คี่ ่อนข้างหนา
จาแนกออกได้เป็น 2 ชนิด ตามลักษณะรูปร่างของเซลล์
ได้แก่ เซลล์เส้นใยหรือไฟเบอร์ และสเกลอรีด
เน้อื เยอื่ พชื ระบบเน้ือเยื่อทอ่ ลำเลยี ง
ไซเล็ม
ประกอบด้วยเซลล์ท่ีท้าหน้าทลี่ ้าเลยี งน้า ได้แก่ เวสเซล และเทรคดี
และเซลลอ์ น่ื ๆ ได้แก่ พาเรงคมิ า ไฟเบอร์
เปน็ เซลล์ทีม่ รี ูปรา่ งยาว ส่วนปลายคอ่ นขา้ งแหลม
ท้าหน้าทล่ี ้าเลียงนา้ และธาตุอาหารจากรากไปยังสว่ นต่างๆ
เนื้อเยือ่ พชื ระบบเนื้อเยอ่ื ท่อลาเลยี ง
โฟลเอม็ ประกอบดว้ ยเซลล์ท่ที าหน้าทล่ี าเลียงอาหาร ได้แก่ ซีฟทิวบ์ ซ่งึ มเี ซลล์
คอมพาเนียนท่ีภายในมีนวิ เคลียสควบคมุ การทางาน และมเี ซลลอ์ นื่ ๆ ไดแ้ ก่
พาเรงคมิ า ไฟเบอร์
เป็นเซลลท์ ม่ี ชี วี ิต มรี ปู ร่างของเซลล์เปน็ ทรงกระบอก
ทาหน้าท่ลี าเลียงอาหารทไ่ี ด้จากกระบวนการสงั เคราะห์ดว้ ยแสง
โครงสร้ำงและหน้ำท่อี วยั วะของพชื ใบ
ทำหน้ำที่ผลติ อำหำรโดยกระบวนกำร
สงั เครำะหด์ ว้ ยแสงและคำยนำ้
ลำต้น
ทำหนำ้ ทล่ี ำเลยี งน้ำ ธำตุอำหำร และอำหำร
ไปส่สู ่วนต่ำงๆ และช่วยพยุงลำต้น
รำก
ทำหน้ำทีด่ ูดน้ำและธำตุอำหำรทอี่ ย่ภู ำยในดิน
โครงสร้างและหน้าท่อี วัยวะของพืช โครงสรา้ งภายในของรากพืช พืชใบเล้ียงคู่
พชื ใบเล้ียงเดีย่ ว ไซเลม็
โฟลเอ็ม
2
3
1
1 เอพเิ ดอร์มสิ เป็นเนือ้ เยอ่ื ทีอ่ ยู่นอกสดุ เซลลจ์ ะเรยี งตวั เป็นแถวเดียว บางเซลลเ์ ปล่ยี นเปน็ ขนราก ทาหนา้ ที่ดดู น้าและธาตอุ าหาร
2 คอรเ์ ทกซ์ เป็นบริเวณทอ่ี ยู่ถัดจากเอพิเดอรม์ ิส ส่วนใหญ่เป็นเน้ือเยอื่ พาเรงคมิ า และมีชั้นเอนโดเดอรม์ สิ ทมี่ แี ถบแคสพาเรยี น
3 สตีล เป็นบริเวณที่อย่ถู ดั จากคอร์เทกซ์ ประกอบดว้ ย เพริไซเคิล มดั ทอ่ ลาเลียง พิธ
โครงสรำ้ งและหนำ้ ทอี่ วยั วะของพืช โครงสรำ้ งภำยในของลำต้น
พืชใบเลยี้ งเดย่ี ว ไซเลม็ พชื ใบเลย้ี งคู่
โฟลเอม็ โฟลเอ็ม
ไซเลม็
ข้อแตกต่ำงระหวำ่ งลำตน้ พืชใบเลยี้ งเดย่ี วและลำต้นพชื ใบเลีย้ งคู่
1 กลุ่มท่อลา้ เลยี งจะกระจายทว่ั ไปในเนือเย่ือพืน 1 กลมุ่ ทอ่ ล้าเลยี งจะเรยี งเปน็ ระเบียบในแนวรศั มี
2 สว่ นใหญ่ไม่พบเนอื เยอื่ เจรญิ วาสควิ ลารแ์ คมเบยี ม 2 มีเนือเย่อื เจรญิ วาสคิวลาร์แคมเบยี มระหว่างโฟลเอม็
3 เนอื เยื่อพธิ จะพบกลมุ่ ท่อล้าเลยี งกระจายอย่เู ตม็ 3 เหน็ ขอบเขตของเนอื เยือ่ พธิ อย่างชดั เจน
4 ส่วนใหญไ่ ม่มกี ารเจริญเติบโตทตุ ิยภูมิ 4 พธิ จะถูกแทนทด่ี ว้ ยไซเลม็ เมอื่ มกี ารเจริญเติบโตทตุ ยิ ภมู ิ
การแลกเปลีย่ นแก๊สและการคายน้าของพชื กลไกการเปิด-ปดิ ของปากใบ
H2O H2O ปากใบปดิ
ปากใบเปดิ H2O H2O
1
1 H2O H2O
2 2
H2O
3 H2O
H2O 3
H2O
1 โพแทสเซยี มไอออนแพร่ออกจากเซลลค์ ุม
1 โพแทสเซียมไอออนแพรเ่ ข้าสเู่ ซลล์คุม 2 ความเขม้ ข้นของสารละลายภายในเซลลค์ มุ ต่า
2 ความเข้มขน้ ของสารละลายภายในเซลล์คุมสูง 3 นา้ จงึ ออสโมซิสออกจากเซลลค์ ุม
3 นา้ จึงออสโมซิสเข้าส่เู ซลลค์ ุม
การลาเลียงนา้ และธาตุอาหารของพืช
แบบอโพพลาสต์ น้าในดินจะเข้าสู่รากผ่านช้ันคอร์เทกซ์ของรากไป แบบซิมพลาสต์ น้าจะเคล่ือนผ่านเซลล์หน่ึงผ่านไปอีกเซลล์หน่ึง
จ น ถึ ง ช้ั น เ อ น โ ด เ ด อ ร์ มิ ส โ ด ย น้ า จ ะ ผ่ า น จ า ก เ ซ ล ล์ ห นึ่ ง ไ ป ยั ง ทางไซโทพลาซึมท่อลาเลียง พลาสโมเดสมาตา และเย่ือหุ้มเซลล์
อกี เซลลห์ นงึ่ ทางผนงั เซลล์ หรอื ผา่ นทางช่องว่างระหวา่ งเซลล์ ผ่านชนั้ เอนโดเดอรม์ ิสกอ่ นเขา้ สู่ท่อลาเลียงไซเล็มตอ่ ไป
การลาเลียงอาหารของพชื 1 แหลง่ สรา้ ง หรอื ใบสงั เคราะห์ดว้ ยแสง สร้างอาหารประเภทน้าตาล
ซฟี ทวิ บ์ตน้ ทาง 2 นา้ ตาลท่พี ืชสรา้ งขน้ึ จะถูกลาเลยี งเข้าสู่ซีฟทิวบ์ ในรูปของน้าตาล
ซโู ครส ดว้ ยกระบวนการแพรแ่ บบแอกทฟี ทรานสปอรต์ ทาให้ความ
ไซเลม็ โฟลเอ็ม 2 1 เข้มขน้ ของสารละลายซูโครสบริเวณซฟี ทิวบ์ตน้ ทางสูงขึ้น
เซลลค์ อม- แหลง่ สร้าง 3 น้าที่อยภู่ ายในท่อไซเลม็ จึงออสโมซิสเขา้ สซู่ ฟี ทิวบต์ ้นทางช่วยลาเลียง
นา้ พาเนียน สารละลายซูโครสไปยงั แหลง่ ใช้
3 4 น้าตาลซูโครสจะแพรแ่ บบแอกทฟี ทรานสปอรต์ เข้าสู่เนอ้ื เย่ือพืช หรอื
บริเวณแหล่งใช้ ทาให้ความเข้มขน้ ของสารละลายซโู ครสบริเวณ
โมเลกลุ น้าตาลซโู ครส ซีฟทวิ บป์ ลายทางตา่ ลง
4 5 นา้ ทอี่ ยภู่ ายในซฟี ทิวบป์ ลายทางจึงออสโมซิสออก เข้าสู่ท่อไซเลม็
5
น้า
เซลลค์ อม- แหล่งใช้
พาเนียน
ซีฟทวิ บ์ลายทาง