๔.๓ มีจิตสาธารณะ
๔.๔ มวี ินยั
๔.๕ อยอู่ ยา่ งพอเพียง
๕. สาระการเรียนรู้
๕.๑ สาระการเรียนรู้แกนกลาง
๏ งานเขยี นประเภทโนม้ นา้ ว
๏ บทโฆษณา
๕.๒ สาระการเรียนรู้ย่อย
๏ หลกั การโฆษณาเชิญชวน
๏ การพูดหรือเขียนโฆษณาเชิญชวน
๏ การออกแบบโฆษณา
๖. ชิน้ งาน / หลกั ฐานร่องรอยแสดงความรู้
๖.๑ การทาํ ใบงาน
๖.๒ แบบบนั ทึกผลการประเมนิ
๗. กิจกรรมการเรียนรู้
๗.๑ ทบทวนเน้ือหาท่ีเรียนในชวั่ โมงท่ีแลว้ ดว้ ยการให้นกั เรียนนาํ ใบงาน
ชุดที่ ๖ – ๗ มาร่วมกนั ตรวจสอบและเฉลยอกี คร้ัง
๗.๒ นกั เรียนแบ่งกลุ่มออกเป็นกลุม่ ละ ๔ – ๕ คน แตล่ ะกลมุ่ ประกอบไปดว้ ย
นกั เรียนทีม่ รี ะดบั ภมู ิปัญญาสูง กลาง และต่าํ ให้แตล่ ะกลมุ่ เลือกหวั หนา้ กลมุ่ รอง
หวั หนา้ กลุ่ม และเลขานุการกลมุ่
๗.๓ นกั เรียนศกึ ษาเน้ือหาเร่ือง การโฆษณา โดยศึกษาจากหนงั สือเรียนภาษาไทย
ชุดภาษาพาที ช้นั ป.๖ หนา้ ๑๙๐ – ๑๙๑ โดยการอา่ นในใจ สนทนาซกั ถามความเขา้ ใจ
๗.๔ นกั เรียนดูตวั อยา่ งโฆษณาท่ีครูเขยี นมาให้ดู แลว้ สนทนากนั ถึงการโฆษณาท่ี
นกั เรียนเคยรู้ เห็น ไดย้ นิ จากสื่อต่าง ๆ ครูใหค้ วามรู้เพ่มิ เตมิ จากน้นั นกั เรียนคดั เลือก
กนั เองออกมาอา่ นตวั อยา่ งโฆษณาทค่ี รูเตรียมมาใหเ้ พ่อื นฟังแลว้ ร่วมกนั แสดงความคดิ เห็น
เกี่ยวกบั โฆษณาว่ามีองคป์ ระกอบอะไรบา้ ง ส่วนสาํ คญั และสิ่งจาํ เป็นทตี่ อ้ งมีคืออะไร การ
โฆษณาเป็ นสิ่งน่าเชื่อถือไม่
๗.๕ นกั เรียนทาํ ใบงานที่ ๘ ( ทา้ ยแผน ) ชุด เขยี นแผนภาพความคดิ เกี่ยวกบั
หลกั การโฆษณา จากน้นั นาํ ส่งครูตรวจสอบความถกู ตอ้ ง
๗.๖ นกั เรียนทาํ ใบงานท่ี ๙ ( ทา้ ยแผน )ชุด ออกแบบโฆษณาสินคา้ จากน้นั นาํ ส่ง
ครูตรวจสอบความเหมาะสม ครูคดั เลือกผลงานที่ดีติดป้ายนิเทศหนา้ ช้นั เรียน
๘. สื่อ / แหล่งเรียนรู้ / บุคคล
ลําดับท่ี รายการส่ือ กจิ กรรมทีใ่ ช้ แหล่งท่ีได้มา
ครูใชป้ ระกอบคาํ อธิบาย ครูจดั เตรียม
๑ ใบความรู้เรื่อง หลกั การ
โฆษณา นกั เรียนพิจารณา ครูเตรียม
นกั เรียนทาํ ใบงาน ครูจดั ทาํ
๒ ตวั อยา่ งงานโฆษณาสินคา้ นกั เรียนอ่านเร่ือง ครูจดั ทาํ
๓ ใบงาน ชุดท่ี ๘ – ๙ สร้างกฎของการประเมนิ ครูจดั ทาํ
บนั ทึกการสงั เกตพฤติกรรม และ ครูจดั ทาํ
๔ หนงั สือเรียนรายวชิ าพ้ืนฐาน บนั ทึกผลงานรายบคุ คล
ภาษาไทย ชุดภาษาเพ่ือชีวติ
ภาษาพาที ช้นั ป.๖
๕ เกณฑก์ ารประเมิน ( Rubric )
๖ แบบประเมินการสังเกต
พฤตกิ รรม และแบบ
ประเมินผลงานรายบคุ คล
๙. วัดผลประเมนิ ผล
กจิ กรรมทปี่ ระเมนิ เคร่ืองมือทใ่ี ช้ใน วธิ ีการประเมิน เกณฑ์การประเมนิ
๑. สงั เกตพฤตกิ รรมดา้ น การประเมนิ
แบบประเมินการสงั เกต สังเกตรายบคุ คล ๘ - ๑๐ = ดีมาก
คณุ ลกั ษณะอนั พงึ พฤติกรรม และแบบ สงั เกตรายกลุ่ม ๖ – ๗ = ดี
ประสงค์ ประเมินผลงาน ๕ = พอใช้
ต่าํ กว่า ๕ = ปรบั ปรุง
๒. นกั เรียนร่วมกิจกรรม แบบประเมนิ การสังเกต
พฤตกิ รรม และแบบ ๘ - ๑๐ = ดีมาก
ประเมินผลงาน ๖ – ๗ = ดี
๕ = พอใช้
ต่าํ กว่า ๕ = ปรับปรุง
๓. นกั เรียนทาํ ใบงาน แบบประเมนิ การสังเกต ตรวจงานรายบคุ คล ๘ - ๑๐ = ดีมาก
ชุดที่ ๘ พฤตกิ รรม และแบบ ๖ – ๗ = ดี
ประเมินผลงาน ๕ = พอใช้
๓. นกั เรียนทาํ ใบงาน แบบประเมินการสงั เกต ต่าํ กว่า ๕ = ปรบั ปรุง
ชุดท่ี ๙ พฤตกิ รรม และแบบ
ประเมินผลงาน ตรวจงานรายบคุ คล ๘ - ๑๐ = ดีมาก
๖ – ๗ = ดี
๕ = พอใช้
ต่าํ กว่า ๕ = ปรบั ปรุง
การประเมิน ด้านทกั ษะ / กระบวนการ
ประเดน็ การประเมนิ เกณฑ์การให้ระดับคะแนน
ดี (๒) พอใช้ (๑) ปรับปรุง (๐)
สรุปเน้ือหาไดก้ ระชบั สรุปเน้ือหาไดก้ ระชบั สรุปเน้ือหาไดไ้ ม่
ทกั ษะการ สรุป ใจความครบถว้ น ใจความเกือบครบถว้ น กระชบั ใจความและไม่
เนือ้ หา สามารถสื่อใหผ้ อู้ ื่นเขา้ ใจ สามารถสื่อใหผ้ ูอ้ น่ื ครบถว้ น สามารถสื่อ
ไดง้ า่ ย เขา้ ใจได้ ใหผ้ ูอ้ ื่นเขา้ ใจไดน้ อ้ ย
สามารถพูดรายงานไดด้ ี สามารถพดู รายงานไดด้ ี สามารถพดู รายงานไดด้ ี
พูดเสียงดงั ฟังชดั ได้ พูดน้าํ เสียงชดั เจน พูดน้าํ เสียงไมช่ ดั เจน ไม่
การรายงานหน้าช้ัน สาระชดั เจน วางบคุ ลิก สอดคลอ้ งกบั เน้ือหาที่ คอ่ ยสอดคลอ้ งกบั
ในการพดู ไดด้ ีมาก พูด วางบคุ ลิกในการ เน้ือหาทพ่ี ูด วางบุคลกิ
พูดไดด้ ี ในการพดู ไม่คอ่ ยดี
การปฏบิ ัตงิ านตาม มที กั ษะการปฏบิ ตั ิงาน มกี ารปฏบิ ตั ิงานตาม ยงั ไม่สามารถ
ข้นั ตอน ตามข้นั ตอน ไดอ้ ยา่ ง ข้นั ตอนไดต้ ามลาํ ดบั ปฏิบตั งิ านตามข้นั ตอน
ถูกตอ้ งและเหมาะสม ได้
ความคดิ สร้างสรรค์ มคี วามคิดสร้างสรรคด์ ี พอมีความคิดท่ี ยงั ขาดความคิดท่ี
สร้างสรรคอ์ ยบู่ า้ ง สร้างสรรค์
ความเป็ นระเบียบ มีทกั ษะสามารถสร้างงาน สามารถสร้างงานที่สวน
เรียบร้อยของการทาํ ท่สี วยงาม และมคี วาม
ใบงาน ประณีตดี งามพอใชไ้ ด้ และมี ไมม่ ีความสวยงาม และ
ความประณีตใน ไมป่ ระณีต
บางส่วน
การประเมิน ด้านคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์
เกณฑ์การให้ระดับคะแนน
ประเด็นการประเมนิ ดี (๒) พอใช้ (๑) ปรับปรุง (๐)
ซื่อสัตย์สุจริต
มีวนิ ัย ทาํ งานอยา่ ง ทาํ งานอยา่ ง ทาํ งานอยา่ ง
ใฝ่ เรียนรู้ ตรงไปตรงมา ยอมรับ ตรงไปตรงมา ไม่ ตรงไปตรงมา ไม่
อย่อู ย่างพอเพยี ง ในขอ้ ผดิ พลาดและ ยอมรับในขอ้ ผิดพลาด ยอมรบั ในขอ้ ผดิ พลาด
มจี ิตสาธารณะ บกพร่องของตนเอง และบกพร่องของตนเอง และบกพร่องของตนเอง
พอใจในส่ิงท่ตี นมี พอใจในส่ิงที่ตนมี ไมค่ อ่ ยพอใจในส่ิงท่ีตน
มี
รู้จกั ควบคุมอารมณ์ รู้จกั ควบคมุ อารมณ์ บา้ ง ไมร่ ู้จกั ควบคมุ อารมณ์
ปฏบิ ตั ติ นอยใู่ นระเบยี บ ปฏบิ ตั ติ นอยใู่ นระเบียบ ปฏิบตั ิตนอยใู่ นระเบียบ
วินยั แต่งกายถูกตอ้ ง วินยั การแตง่ กายไม่ วนิ ยั นอ้ ย ไมค่ อ่ ยแต่ง
ตามระเบียบของ ค่อยถูกตอ้ งตามระเบยี บ กายถูกตอ้ งตามระเบียบ
โรงเรียนตลอดเวลา ของโรงเรียน ของโรงเรียน
มีความมานะมุ่งมนั่ ใน มีความมานะมุ่งมนั่ ใน ไม่มีความมานะมงุ่ มนั่
การทาํ งานทีไ่ ดร้ ับ การทาํ งานทีไ่ ดร้ ับ ในการทาํ งานท่ีไดร้ บั
มอบหมาย ศึกษา มอบหมาย ศกึ ษา มอบหมาย ไมค่ อ่ ย
คน้ ควา้ ดว้ ยตนเอง คน้ ควา้ ดว้ ยตนเองเป็น ศึกษาคน้ ควา้ ดว้ ยตนเอง
ทาํ งานเสร็จทนั เวลาและ บางคร้งั ทาํ งานเสร็จ ทาํ งานเสร็จไม่ทนั เวลา
ถกู ตอ้ ง ทนั เวลาเป็นบางคร้ัง
ใชว้ สั ดอุ ปุ กรณ์การเรียน ใชว้ สั ดุอปุ กรณก์ ารเรียน
ทีร่ าคาถูกและใชอ้ ยา่ ง ใชว้ สั ดอุ ปุ กรณก์ ารเรียน ที่ราคาค่อนขา้ งแพงและ
คุม้ ค่าใชจ้ นหมดแลว้ ท่รี าคาค่อนขา้ งแพงและ ใชอ้ ยา่ งคมุ้ คา่ ใชไ้ ม่
ค่อยซ้ือใหม่ ใชอ้ ยา่ งคมุ้ ค่าใชจ้ นหมด หมดแลว้ ซ้ือใหม่
มีความเสียสละเพื่อ มคี วามเสียสละเพื่อ ไม่คอ่ ยเสียสละเพื่อ
ส่วนรวม ไม่เอาเปรียบ ส่วนรวมเป็ นบางคร้ งั ส่วนรวม ชอบเอา
ไมเ่ ห็นแกต่ วั ช่วยเหลอื ไมเ่ อาเปรียบไม่เห็นแก่ เปรียบคนอนื่ คอ่ นขา้ ง
หม่คู ณะไดเ้ ป็นอยา่ งดี ตวั ไม่คอ่ ยช่วยเหลอื เห็นแกต่ วั ไม่คอ่ ย
หมคู่ ณะ ช่วยเหลือหมคู่ ณะ
๑๐. กิจกรรมเสนอแนะ
……………………………………………………………………………………………
…….………………………………………………………………………………………
………….…………………………………………………………………………………
๑๑. บนั ทกึ ผลหลังการสอน
๑๑.๑ ผลการจัดการเรียนการสอน
๑. นกั เรียนจาํ นวน.................... คน
ผ่านจดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้.....................คน คดิ เป็นร้อยละ...............
ไม่ผา่ นจุดประสงคก์ ารเรียนรู้.....................คน คดิ เป็นร้อยละ................
๒. นกั เรียนมีความรู้ความเข้าใจ
……………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
๓. นักเรียนมีความรู้เกดิ ทกั ษะ
……………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………...
๔. ปัญหา/อปุ สรรค/แนวทางแก้ไข
……………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
๕. เสนอแนะ
……………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
ลงชื่อ .....................................ครูผูส้ อน
(นางสุคนธา ณรงคเ์ ดชา)
วนั ……………เดือน…………………ปี ………………….
ความคิดเหน็ ของผู้บังคบั บัญชา
ความคดิ เห็นหวั หน้ากลุ่มสาระ
...............................................................................................................................................
...............................…………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………..……………
ลงชื่อ ....................................................
(นางกรรณิกา จาํ ปาเต้ยี )
หวั หนา้ กลุ่มสาระภาษาไทย
ความคดิ เหน็ หัวหน้าวชิ าการ
...............................................................................................................................................
...............................…………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………..……………
ลงช่ือ...................................................
(นางสาวสุพาพร สุพงษ)์
รองผอู้ าํ นวยการโรงเรียนกลมุ่ บริหารวิชาการ
ความคดิ เหน็ ผู้อํานวยโรงเรียน
...............................................................................................................................................
...............................…………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………..……………
ลงช่ือ....................................................
(ดร.พิมพน์ ารา เสาวนิตย)์
ผอู้ าํ นวยการโรงเรียนวดั ชุมพลนิกายาราม
ใบความรู้ เรื่อง ภาษาที่ใชใ้ นการโฆษณา
ภาษาโฆษณา คือ ภาษาทใ่ี ชโ้ นม้ นา้ วให้ผฟู้ ัง หรือผูอ้ ่านสนใจในสินคา้ หรือ
ผลติ ภณั ฑน์ ้นั ๆ มกั ใชถ้ อ้ ยคาํ และศิลปะการพดู ท่เี ร้าใจจนผูฟ้ ังเกิดความไวว้ างใจในตวั ผู้
พูด เกิดความเชื่อถอื และคิดใคร่ครวญถงึ ประโยชนห์ รือผลท่ีจะไดร้ บั การซ้ือสินถา้ หรือ
ผลติ ภณั ฑน์ ้นั ๆ จากนกั กต็ ดั สินใจซ้ือสินคา้ การโฆษณามกั จะเร่ิมตน้ บอกใหท้ ราบวา่
ในขณะท่ีมสี ินถา้ หรือผลิตภณั ฑน์ ้นั ข้นึ แลว้ มกี ารใหข้ า่ วสารขอ้ มูลเพิม่ เตมิ วา่ ผลิตภณั ฑท์ ่ี
กลา่ วถงึ มลี กั ษณะอยา่ งไรบา้ ง เป็นการสร้างความสนใจให้แก่ผฟู้ ัง พร้อมกล่าวถึงคุณภาพ
เพื่อให้ผูฟ้ ังคดิ ใคร่ครวญดวู ่า ผลิตภณั ฑน์ ้นั ดีหรือไม่ มีประโยชน์หรือไม่ ผูบ้ ริโภคหรือ
ผูฟ้ ังกจ็ ะตดิ ตามดว้ ยตนเองว่าจะซ้ือหรือทดลองใชผ้ ลิตภณั ฑน์ ้นั หรือไม่ เพราะฉะน้นั จะ
เห็นไดว้ ่า การพดู โฆษณาเป็นพดู จงู ใจไดห้ ลายระดบั ดว้ ยกนั นบั ต้งั แตก่ ารบอกเล่าให้
ทราบ การพูดให้เชื่อถือ การพดู จูงใจ เพอ่ื ให้เกิดความคลอ้ ยตาม และการพดู โนม้ นา้ วใจ
เพ่อื ใหก้ ระทาํ การอยา่ งใดอยา่ งหน่ึง คือ ลงมือซ้ือผลิตภณั ฑน์ ้ัน ๆ
โดยทว่ั ไปผูเ้ ขียนโฆษณามวี ตั ถุประสงคท์ ีจ่ ะบอกให้รู้ ดเู ป็นของดี มี
ประโยชน์
ลกั ษณะโดดเดน่ เนน้ สรรพคณุ กระตุน้ ใหซ้ ้ือ เชื่อถือทุกถอ้ ยคาํ เตือนความทรงจาํ ไดด้ ี
ทาํ ใหม้ คี วามสนใจ ให้ศรทั ธา อยากจะหามาใช้
การโฆษณาน้นั ใชข้ ้นั ตอนในการโฆษณา ๕ ข้นั คือ การสร้างความสนใจ
สร้างความตอ้ งการ สร้างความพอใจ สร้างมโนภาพ และการลงมือกระทาํ การ
นอกจากน้นั ยังใช้กระบวนการยอมรับ ซ่ึงมีองค์ประกอบดงั นคี้ ือ
๑. การใหร้ บั รู้วา่ มผี ลิตภณั ฑช์ นิดน้นั
๒. การสร้างความสนใจ คอื การมีผโู้ ฆษณาให้ขอ้ มลู เพ่มิ เตมิ วา่ ผลติ ภณั ฑม์ ี
ลกั ษณะอยา่ งไรบา้ ง มสี ่วนประสมและกรรมวธิ ีในการผลติ อยา่ งไรบา้ ง
๓. การประเมนิ คณุ ค่าของผลติ ภณั ฑน์ ้นั คอื ผูพ้ ูดหรือโฆษณาจะบอกให้ผฟู้ ัง
ทราบ
วา่ ผลติ ภณั ฑน์ ้นั ๆ มคี ณุ ภาพหรือประโยชนม์ ากนอ้ ยเพียงใด ผูฟ้ ังหรือผู้
ซ้ือผลติ ภณั ฑก์ ็จะพิจารณาใคร่ครวญถึงประโยชนแ์ ละผลไดผ้ ลเสียดว้ ยตนเอง
๔. การทดลอง คอื การเปิ ดโอกาสให้ลกู คา้ หรือผซู้ ้ือทดลองใชผ้ ลติ ภณั ฑด์ ว้ ย
ตนเอง
๕. การยอมรบั คือ การรับหรือการใชส้ ินถา้ หรือผลิตภณั ฑน์ ้นั ต่อไป
ลกั ษณะของการโฆษณา
๑. มพี ลงั ชกั นาํ ถอ้ ยคาํ ท่ใี ชใ้ นการโฆษณาจะตอ้ งมพี ลงั ทจ่ี ะจงู ใจผูฟ้ ังหรือผูอ้ า่ น
ให้สนใจในสินคา้ หรือผลิตภณั ฑน์ ้นั เช่น ขา้ วถงุ ตราถนดั ศรี ขา้ วดีกินอร่อย, ฮอลลใ์ หม่
ทาํ ไมใหญ่ข้ึน
๒. เกิดถอ้ ยคาํ สาํ นวนใหม่ ภาษาโฆษณาเป็นผลงานสร้างสรรคข์ องนกั โฆษณาที่
เลอื กคาํ มาร้อยเรียงกนั ใหม้ คี วามหมายเกิดความไพเราะ เช่น จิบเดียวจบั ใจ, จ๋ิวแตแ่ จ๋ว,
สดใสซาบซ่า, บริการทุกระดบั ประทบั ใจ
๓. ใชค้ วามคิดสร้างสรรค์ นกั โฆษณาทป่ี ระสบความสาํ เร็จจะเป็นท้งั ภาษาและ
นกั โฆษณาไปในขณะเดียวกนั ตอ้ งคดิ สร้างสรรค์ สร้างศรทั ธา ความสนใจ ความเชอื่ ถอื
แตใ่ นขณะเดียวกนั กไ็ มเ่ กินจริง ไม่หลอกลวง เช่น การบินไทยรกั คณุ เท่าฟ้า
๔. อา้ งสรรพคณุ ยง่ิ ใหญ่ การทีจ่ ะใหค้ วามสนใจสินถา้ หรือผลิตภณั ฑน์ ้นั ๆ
จะตอ้ งอา้ งวา่ สินคา้ น้นั ๆ มสี รรพคณุ สูงคา่ ราคา เช่น คุณภาพคบั แกว้ , คุณภาพลา้ น
เปอร์เซ็นต์
๕. เร้าใจผซู้ ้ือ ภาษาโฆษณาจะใชเ้ ป็นภาษาท่ีเร้าใจโนม้ นา้ วใจใหผ้ ฟู้ ัง หรือผูช้ ม
ประทบั ใจในสินคา้ หรือผลติ ภณั ฑน์ ้นั ๆ เช่น ...สาํ หรบั นกั ธุรกิจช้นั สูง, ทาํ เลทอง, นาที
ทอง, โอกาสทอง
๖. ส่ือสารใหค้ ดิ ภาษาโฆษณาทฉี่ ลาดจะตอ้ งเลอื กใชถ้ อ้ ยคาํ ภาษาทจี่ ะพยายาม
ส่ือสารให้ผูฟ้ ังไดค้ ดิ เช่น เราสามารถช่วยท่านได้ , เราห่วงใยดวงใจของคณุ , ส่ิงทดี่ ีใน
ชีวติ , กระดาษสารพดั เช็ด
๗. ประดิษฐถ์ อ้ ยคาํ กะทดั รัด ภาษาโฆษณาทีด่ ีพยายามใชถ้ อ้ ยคาํ ส้ัน กะทดั รัด
ทาํ ใหผ้ รู้ บั สารรบั รู้ไดร้ วดเร็ว เช่น ลูกมากจะยากจน, เพอื่ นคคู่ ิด มติ รคใู่ จ, เลก็ ดีรสโต
๘. สื่อสารสมั ผสั ใหเ้ ห็นจริง ใชภ้ าษาทส่ี ่ือประสาทสัมผสั เป็นการยว่ั ยปุ ระสาท
สัมผสั ในรูปแบบทไี่ มม่ ใี ครใชม้ าก่อน เช่น กล่นิ สะอาด, ใชค้ รีม...ผิวเน้ือเนียนนุ่ม
ละมุนละไม
๙. สาํ คญั ย่งิ ตอ้ งสร้างความเช่ือถือ นกั โฆษณาท่ีดีจะตอ้ งพยายามใชถ้ อ้ ยคาํ ทผ่ี ูก
ใจ สามารถสร้างความเชื่อถือให้แกผ่ ฟู้ ังหรือผชู้ มได้
๑๐. จดุ เด่น คือสะดุดตาสะดุดใจ คาํ หรือภาษาทีใ่ ชต้ อ้ งเลอื กสรรอยา่ งพิถพี ถิ นั
ใชค้ าํ แปลกใหม่ให้เกิดความสะดุดใจ เช่น มาเริงร่าสดใสใสโลกสวยดว้ ยสี...
๑๑. ใชถ้ อ้ ยคาํ คลอ้ งจอง โดยสร้างวลี หรือประโยคให้สัมผสั คลอ้ งจอง ถอ้ ยคาํ ท่ี
คลอ้ งจองกนั ทาํ ให้สะดดุ ตาสะดุดใจ จาํ ไดแ้ ม่นยาํ เช่น เครื่องด่ืมมคี ณุ ค่า ราคาน้าํ อดั ลม
การโฆษณา
การเขียนหรือการพูดโฆษณา คอื การจูงใจให้กระทาํ ตามความตอ้ งการของผู้
โฆษณา ดว้ ยวธิ ีการเลือกใชถ้ อ้ ยคาํ เร้าความสนใจ การใชภ้ าพ รูปแบบการนาํ เสนอ
แปลกใหม่ พยายามอา่ นใหผ้ ูอ้ า่ น ผูด้ ูหรือผูฟ้ ังเห็นประโยชน์ของส่ิงทีโ่ ฆษณาถา้ หาก
ปฏิบตั ิตาม การโฆษณาส่วนใหญใ่ ชใ้ นการขายสินคา้ พบไดจ้ ากสิ่งพมิ พ์ โทรทศั น์ วิทยุ
ซ่ึงมกั ใหข้ อ้ มลู ดา้ นคณุ ภาพของสินคา้ เกินความเป็นจริง เช่น
เปิดป๊ ุบติดปับ๊ รบั ฟงั เสียงใสไดท้ ุกทิศ ตอ้ งวิทยุด๊ีดีย่หี อ้ ซูซ่ า่ ซ่ึง
ไดใ้ นราคาประหยดั ทกุ รา้ นคา้ เคร่ืองเสียงทวั้ ประเทศ
ลกู อมรสดี เย็นซา่ อมแลว้ สดช่ืนตลอดวนั
ตอ้ งอม ลูกอม โอกา้
การพจิ ารณาขอ้ เท็จจริงจากโฆษณา
การฟัง ดู หรืออ่านโฆษณา ควรพิจารณาขอ้ เท็จจริง ความน่าเชื่อถือได้ของคาํ
โฆษณา และหากเป็ นไปไดค้ วรทดลองตรวจสอบสินคา้ ก่อนซ้ือทุกคร้ังเพื่อที่จะไดส้ ินคา้
ทม่ี ีคณุ ภาพ เช่น
คาํ โฆษณา พจิ ารณาข้อเทจ็ จริง
ลกู อมดี ดีจริงหรือ
เยน็ ซ่า เยน็ ซ่าจริงหรือไม่
อมแลว้ สดช่ืนตลอดวนั - เป็นไปไดย้ ากท่จี ะอมเมด็ เดียวแลว้ สดช่ืนตลอดวนั
- ถา้ อมเมด็ เดียวแลว้ สดช่ืนจะใหส้ ดช่ืนตลอดวนั ก็คงตอ้ ง
อมต่อ ๆ กนั ท้งั วนั
- การทจี่ ะใหส้ ดชื่นตลอดวนั มีวิธีอนื่ อีกไหม
๑. วตั ถุประสงค์การโฆษณาสินค้า
๑) แนะนาํ สินคา้ ใหม่ ให้ผูบ้ ริโภครู้จกั และเป็นทีต่ อ้ งการของประชาชน
๒) เพ่อื เชิญชวน ใหผ้ ูบ้ ริโภคใชบ้ ริการกิจกรรมหรือสินคา้ ทเ่ี สนอ
๒.หลกั การเขียนโฆษณา
๑) บอกเหตุผลของการใชส้ ินคา้ หรือบริการ
๒) บอกรายละเอียดสินคา้ ในดา้ นของคณุ ภาพ ราคา ความสะดวกสบาย
๓) เขยี นโนม้ นา้ วจิตใจผบู้ ริโภค ใหม้ ีความตอ้ งการใชส้ ินคา้ และบริการ
๔) มกี ารจงู ใจ เช่น ลดราคา มขี องแถม บริการท้งั เงินสดและผอ่ น เป็ นตน้
๓.การใช้ภาษาเพ่ือการเขียนโฆษณา
๑) ใชส้ าํ นวน ท่นี ่าสนใจจดจาํ ไดง้ ่าย
๒) ใชข้ อ้ ความทกี่ ะทดั รัด เพ่ือใหส้ ื่อเรื่องไดต้ รงตามวตั ถุประสงคแ์ ละเขา้ ใจง่าย
๓) เขียนอกั ษรใหอ้ า่ นง่าย เขียนสะกดการนั ตใ์ ห้ถูกตอ้ ง
๔) ใชภ้ าษาท่บี ่งบอก ใหร้ ู้วา่ สินคา้ ท่ีนาํ เสนอคืออะไร ใชป้ ระโยชน์อะไร
๕) ไม่เขยี นขอ้ ความ เกินความจริง และไมใ่ ส่ร้ายสินคา้ ชนิดอน่ื ๆ
การเขียนโฆษณาสินค้า
การเขยี นคาํ หรือขอ้ ความเพ่ือโฆษณาสินคา้ ผเู้ ขียนตอ้ งดึงจุดเด่นของสินคา้ น้ัน ๆ
มาแสดงใหก้ ลมุ่ บคุ คลที่เป็นเป้าหมายในการขายสินคา้ ไดร้ ู้ชดั แจง้ ส่วนใหญ่จะเป็น
ประโยชน์ที่ผซู้ ้ือจะไดร้ บั
ในการเขียนโฆษณาควรใชถ้ อ้ ยคาํ สาํ นวนทกี่ ระชบั อา่ นแลว้ รู้ไดท้ นั ทีวา่ เป็ นสินคา้
อะไร ใชป้ ระโยชน์อะไร ใชต้ วั อกั ษรท่อี า่ นงา่ ย ไม่โฆษณาเกินความเป็นจริง และไม่ให้
ร้ายสินคา้ อ่นื ๆ แมว้ า่ จะเป็นคู่แข่งกนั ก็ตาม
การเขียนโฆษณาสินคา้ ในปัจจบุ นั มรี ูปแบบแปลก ๆ เพ่อื ใหผ้ ูซ้ ้ือสนใจหรือไดข้ อ้
เตือนใจ แลว้ จึงเสนอชื่อสินคา้
ใบงาน ชดุ ที่ ๘
คําชีแ้ จง เขียนแผนผงั ความคดิ บอกหลกั การเขยี นโฆษณาทด่ี ี
๒. เขียนคาํ โฆษณาจากส่ือตา่ ง ๆ ๑ โฆษณา ลงในช่องวา่ ง แลว้ ตอบคาํ ถาม
๑) โฆษณาน้ีขายสินคา้ หรือบริการอะไร
………………………………………
๒) โฆษณาน้ีมจี ุดประสงคอ์ ยา่ งไร
………………………………………
๓) คาํ โฆษณาน้ีน่าเชื่อถือหรือไม่
……………………………………..
เพราะ………………………………
……………………………………..
ช่ือ.................................................................เลขท่ี ..................... ช้ัน...............
ใบงาน ชุดท่ี ๙
คาํ ชีแ้ จง ใหน้ กั เรียนออกแบบโฆษณาสินคา้ ๑ ชนิด พร้อมกบั วาดภาพประกอบ
ชื่อ.................................................................เลขที่ ..................... ช้ัน...............
แผนการจัดการเรียนรู้ ชุดภาษาพาที แผนท่ี ๖
กล่มุ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ช้ันประถมศึกษาปี ที่ ๖
บทที่ ๑๒ สี่ศิษย์พระดาบส เวลา ๘ ชั่วโมง
หัวข้อเร่ือง การพดู รายงาน เวลา ๑ ช่ัวโมง
วันท่ี ....................................... ผู้ใช้แผน ................................
สาระท่ี ๓ การฟัง การดู และการพดู
มาตรฐาน ท ๓.๑ สามารถเลอื กฟังและดูอยา่ งมวี ิจารณญาณ และพูดแสดงความรู้
ความคดิ และความรู้สึกในโอกาสตา่ งๆ อยา่ งมีวจิ ารณญาณและ
สร้างสรรค์
๑. สาระสําคัญ
๑.๑ ความคิดรวบยอด
การพดู รายงานน้นั ตอ้ งพูดต่อหนา้ คนจาํ นวนมาก เพราะฉะน้นั ผูพ้ ดู ตอ้ งมีความ
พร้อม ซ่ึงข้นึ อยกู่ บั การเตรียมตวั ที่ดีนนั่ เอง การเตรียมตวั ดีถอื วา่ ประสบความสาํ เร็จไป
คร่ึงหน่ึงแลว้ การกาํ หนดจดุ มงุ่ หมาย การกาํ หนดจดุ มงุ่ หมายไวก้ ่อน จะทาํ ให้การเตรียมตวั
พูดการเลอื กเน้ือหา และวิธีการพูดไดเ้ หมาะสม อนั จะนาํ ไปสู่ประสิทธิผล
๑.๒ สมรรถนะสําคัญของผู้เรียน
- ความสามารถในการสื่อสาร
- ความสามารถในการคดิ
- ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวติ
๒. ตัวชีว้ ดั
มาตรฐาน ท ๓.๑ ป.๖ / ๔ พดู รายงานเรื่องหรือประเดน็ ท่ีศึกษาคน้ ควา้ จาก
การฟัง การดู และการสนทนา
๓. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
๓.๑ นกั เรียนบอกหลกั การพูดรายงานไดถ้ กู ตอ้ ง
๓.๒ นกั เรียนปฏบิ ตั ิตนในการพดู รายงานไดเ้ หมาะสม
๔. คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค์
๔.๑ รักความเป็นไทย
๔.๒ ใฝ่ เรียนรู้
๔.๓ มจี ิตสาธารณะ
๔.๔ มีวนิ ยั
๔.๕ อยอู่ ยา่ งพอเพยี ง
๕. สาระการเรียนรู้
๕.๑ สาระการเรียนรู้แกนกลาง
๏ การรายงาน เช่น
การพูดลาํ ดบั ข้นั ตอนการปฏิบตั งิ าน
การพดู ลาํ ดบั เหตุการณ์
๕.๒ สาระการเรียนรู้ย่อย
๏ หลกั การพดู รายงาน
๏ การพูดรายงาน
๖. ชิ้นงาน / หลักฐานร่องรอยแสดงความรู้
๖.๑ การทาํ ใบงาน
๖.๒ แบบบนั ทึกผลการประเมนิ
๗. กจิ กรรมการเรียนรู้
๗.๑ ทบทวนเน้ือหาที่เรียนในชวั่ โมงทแี่ ลว้ ดว้ ยการให้นกั เรียนนาํ ใบงาน
ชุดที่ ๘ – ๙ มาร่วมกนั ตรวจสอบและเฉลยอกี คร้งั
๗.๒ ให้นกั เรียนศึกษาเร่ือง การพดู รายงาน จากหนงั สือเรียนภาษาพาที ช้นั ป.๖
หนา้ ๑๙๒ ครูอธิบายเพม่ิ เตมิ ให้นกั เรียนศกึ ษาใบความรู้ ( ทา้ ยแผน ) ประกอบ เปิ ด
โอกาสใหน้ กั เรียนซกั ถามปัญหาขอ้ สงสยั
๗.๓ ครูแบง่ นกั เรียนออกเป็ นกลุ่ม ๆ ละ ๔ – ๕ คน จากน้นั ครูอธิบายหลกั การ
วางแผนเตรียมการพูดรายงานเร่ืองใดเรื่องหน่ึงโดยใชแ้ ผนภาพความคดิ ทาํ เป็นโครงเร่ือง
ใหแ้ ต่ละกลมุ่ ช่วยกนั เติมละเอียดในแผนภาพความคิด ส่งตวั แทนนาํ เสนอที่หนา้ ช้นั เรียน
๗.๔ นกั เรียนดูวดี ิทศั น์การพดู รายงาน เร่ืองใดเร่ืองหน่ึง พร้อมท้งั การพดู โตว้ าที
เพือ่ เตรียมตวั เรียนรู้หลกั การพดู โตว้ าทใี นชวั่ โมงตอ่ ไป
๗.๕ นกั เรียนทาํ ใบงานท่ี ๑๐ ( ทา้ ยแผน ) ชุดเลอื กตอบถกู – ผดิ ครูเฉลยและ
นกั เรียนแลกเปล่ยี นกนั ตรวจสอบความถกู ตอ้ ง
๗.๖ นกั เรียนทาํ ใบงานที่ ๑๑ ( ทา้ ยแผน )ชุดเลือกคาํ ตอบที่ถูกตอ้ ง เสร็จแลว้ ครู
เฉลย นกั เรียนแลกเปลี่ยนกนั ตรวจสอบความถูกตอ้ ง จากน้นั ครูมอบหมายให้นกั เรียนแต่
ละกลุ่มไปศึกษาเรื่อง ศิลปวฒั นธรรมในทอ้ งถิ่นของตนเอง และเตรียมสมาชิกในกลมุ่ ๑
คนพูดรายงานทห่ี นา้ ช้นั เรียนในชว่ั โมงตอ่ ไป
๘. สื่อ / แหล่งเรียนรู้ / บุคคล
ลําดบั ท่ี รายการส่ือ กิจกรรมท่ใี ช้ แหล่งทไ่ี ด้มา
๑ ครูใชป้ ระกอบคาํ อธิบาย ครูจดั เตรียม
ใบความรู้ เร่ือง การพูด
๒ รายงาน นกั เรียนทาํ ใบงาน ครูจดั ทาํ
๓ ใบงาน ชุดท่ี ๑๐ – ๑๑ นกั เรียนศกึ ษาแบบอยา่ งการพูด ครูจดั ทาํ
วดี ิทศั น์ รายงาน
๔ นกั เรียนอ่านเร่ือง ครูจดั ทาํ
หนงั สือเรียนรายวชิ าพ้ืนฐาน
๕ ภาษาไทย ชุดภาษาเพ่ือชีวติ สร้างกฎของการประเมนิ ครูจดั ทาํ
๖ ภาษาพาที ช้นั ป.๖ บนั ทึกการสังเกตพฤตกิ รรม และ ครูจดั ทาํ
เกณฑก์ ารประเมนิ ( Rubric ) บนั ทกึ ผลงานรายบคุ คล
แบบประเมนิ การสังเกต
พฤติกรรม และแบบ
ประเมนิ ผลงานรายบุคคล
๙. วัดผลประเมนิ ผล เคร่ืองมือท่ีใช้ใน วธิ กี ารประเมิน เกณฑ์การประเมนิ
การประเมิน
กิจกรรมท่ปี ระเมิน แบบประเมนิ การสงั เกต สังเกตรายบุคคล ๘ - ๑๐ = ดีมาก
๑. สังเกตพฤติกรรมดา้ น พฤตกิ รรม และแบบ ๖ – ๗ = ดี
ประเมินผลงาน ๕ = พอใช้
คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ต่าํ กวา่ ๕ = ปรบั ปรุง
ประสงค์ แบบประเมินการสงั เกต
๒. นกั เรียนร่วมกิจกรรม พฤตกิ รรม และแบบ สังเกตรายกลมุ่ ๘ - ๑๐ = ดีมาก
ประเมินผลงาน ๖ – ๗ = ดี
๓. นกั เรียนทาํ ใบงาน ๕ = พอใช้
ชุดท่ี ๑๐ แบบประเมนิ การสงั เกต ต่าํ กวา่ ๕ = ปรับปรุง
พฤติกรรม และแบบ
๔. นกั เรียนทาํ ใบงาน ประเมินผลงาน ตรวจงานรายบคุ คล ๘ - ๑๐ = ดีมาก
ชุดท่ี ๑๑ ๖ – ๗ = ดี
แบบประเมนิ การสังเกต ๕ = พอใช้
พฤตกิ รรม และแบบ ต่าํ กว่า ๕ = ปรบั ปรุง
ประเมินผลงาน
ตรวจงานรายบคุ คล ๘ - ๑๐ = ดีมาก
๖ – ๗ = ดี
๕ = พอใช้
ต่าํ กวา่ ๕ = ปรับปรุง
การประเมนิ ด้านทกั ษะ / กระบวนการ
ประเดน็ การประเมนิ ดี (๒) เกณฑ์การให้ระดบั คะแนน
พอใช้ (๑) ปรับปรุง (๐)
สรุปเน้ือหาไดก้ ระชบั สรุปเน้ือหาไดก้ ระชบั สรุปเน้ือหาไดไ้ ม่
ทักษะการ สรุป ใจความครบถว้ น ใจความเกือบครบถว้ น กระชบั ใจความและไม่
เนือ้ หา สามารถสื่อใหผ้ ูอ้ ืน่ เขา้ ใจ สามารถส่ือใหผ้ อู้ นื่ ครบถว้ น สามารถส่ือ
ไดง้ า่ ย เขา้ ใจได้ ให้ผูอ้ ื่นเขา้ ใจไดน้ อ้ ย
สามารถพูดรายงานไดด้ ี สามารถพูดรายงานไดด้ ี สามารถพดู รายงานไดด้ ี
พูดเสียงดงั ฟังชดั ได้ พูดน้าํ เสียงชดั เจน พูดน้าํ เสียงไมช่ ดั เจน ไม่
การรายงานหน้าช้ัน สาระชดั เจน วางบคุ ลิก สอดคลอ้ งกบั เน้ือหาที่ ค่อยสอดคลอ้ งกบั
ในการพดู ไดด้ ีมาก พดู วางบคุ ลกิ ในการ เน้ือหาท่พี ดู วางบคุ ลิก
พดู ไดด้ ี ในการพดู ไมค่ อ่ ยดี
การปฏิบตั ิงานตาม มที กั ษะการปฏิบตั งิ าน มกี ารปฏิบตั ิงานตาม ยงั ไม่สามารถ
ข้นั ตอน ตามข้นั ตอน ไดอ้ ยา่ ง ข้นั ตอนไดต้ ามลาํ ดบั ปฏิบตั งิ านตามข้นั ตอน
ถกู ตอ้ งและเหมาะสม ได้
ความคดิ สร้างสรรค์ มคี วามคดิ สร้างสรรคด์ ี พอมีความคดิ ท่ี ยงั ขาดความคิดท่ี
สร้างสรรคอ์ ยบู่ า้ ง สร้างสรรค์
ความเป็ นระเบียบ มีทกั ษะสามารถสร้างงาน สามารถสร้างงานท่สี วน
เรียบร้อยของการทาํ ที่สวยงาม และมคี วาม งามพอใชไ้ ด้ และมี ไม่มีความสวยงาม และ
ใบงาน ประณีตดี ความประณีตใน ไม่ประณีต
บางส่วน
การประเมิน ด้านคุณลักษณะอันพงึ ประสงค์
เกณฑ์การให้ระดับคะแนน
ประเด็นการประเมนิ ดี (๒) พอใช้ (๑) ปรับปรุง (๐)
ซ่ือสัตย์สุจริต
มีวินยั ทาํ งานอยา่ ง ทาํ งานอยา่ ง ทาํ งานอยา่ ง
ใฝ่ เรียนรู้ ตรงไปตรงมา ยอมรับ ตรงไปตรงมา ไม่ ตรงไปตรงมา ไม่
อย่อู ย่างพอเพยี ง ในขอ้ ผิดพลาดและ ยอมรบั ในขอ้ ผิดพลาด ยอมรับในขอ้ ผดิ พลาด
มีจติ สาธารณะ บกพร่องของตนเอง และบกพร่องของตนเอง และบกพร่องของตนเอง
พอใจในส่ิงท่ตี นมี พอใจในส่ิงที่ตนมี ไม่คอ่ ยพอใจในส่ิงทต่ี น
มี
รู้จกั ควบคุมอารมณ์ รู้จกั ควบคมุ อารมณ์ บา้ ง ไม่รู้จกั ควบคุมอารมณ์
ปฏบิ ตั ิตนอยใู่ นระเบียบ ปฏบิ ตั ิตนอยใู่ นระเบยี บ ปฏบิ ตั ติ นอยใู่ นระเบยี บ
วินยั แต่งกายถูกตอ้ ง วนิ ยั การแตง่ กายไม่ วินยั นอ้ ย ไมค่ ่อยแต่ง
ตามระเบียบของ คอ่ ยถูกตอ้ งตามระเบียบ กายถูกตอ้ งตามระเบียบ
โรงเรียนตลอดเวลา ของโรงเรียน ของโรงเรียน
มคี วามมานะมงุ่ มนั่ ใน มคี วามมานะมงุ่ มนั่ ใน ไม่มีความมานะมงุ่ มนั่
การทาํ งานทีไ่ ดร้ ับ การทาํ งานทไ่ี ดร้ ับ ในการทาํ งานท่ีไดร้ บั
มอบหมาย ศึกษา มอบหมาย ศึกษา มอบหมาย ไมค่ อ่ ย
คน้ ควา้ ดว้ ยตนเอง คน้ ควา้ ดว้ ยตนเองเป็น ศกึ ษาคน้ ควา้ ดว้ ยตนเอง
ทาํ งานเสร็จทนั เวลาและ บางคร้งั ทาํ งานเสร็จ ทาํ งานเสร็จไมท่ นั เวลา
ถูกตอ้ ง ทนั เวลาเป็นบางคร้ัง
ใชว้ สั ดอุ ปุ กรณก์ ารเรียน ใชว้ สั ดอุ ปุ กรณก์ ารเรียน
ทร่ี าคาถูกและใชอ้ ยา่ ง ใชว้ สั ดอุ ุปกรณก์ ารเรียน ที่ราคาค่อนขา้ งแพงและ
คมุ้ ค่าใชจ้ นหมดแลว้ ท่ีราคาค่อนขา้ งแพงและ ใชอ้ ยา่ งคมุ้ คา่ ใชไ้ ม่
ค่อยซ้ือใหม่ ใชอ้ ยา่ งคมุ้ ค่าใชจ้ นหมด หมดแลว้ ซ้ือใหม่
มคี วามเสียสละเพอื่ มคี วามเสียสละเพ่อื ไมค่ อ่ ยเสียสละเพ่ือ
ส่วนรวม ไม่เอาเปรียบ ส่วนรวมเป็ นบางคร้ งั ส่วนรวม ชอบเอา
ไม่เห็นแกต่ วั ช่วยเหลอื ไมเ่ อาเปรียบไม่เห็นแก่ เปรียบคนอน่ื ค่อนขา้ ง
หม่คู ณะไดเ้ ป็นอยา่ งดี ตวั ไมค่ อ่ ยช่วยเหลอื เห็นแก่ตวั ไมค่ ่อย
หมคู่ ณะ ช่วยเหลือหม่คู ณะ
๑๐. กิจกรรมเสนอแนะ
……………………………………………………………………………………………
…….………………………………………………………………………………………
………….…………………………………………………………………………………
๑๑. บันทึกผลหลงั การสอน
๑๑.๑ ผลการจดั การเรียนการสอน
๑. นกั เรียนจาํ นวน.................... คน
ผ่านจดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้.....................คน คิดเป็นร้อยละ...............
ไม่ผ่านจดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้.....................คน คิดเป็นร้อยละ................
๒. นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจ
……………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
๓. นกั เรียนมีความรู้เกดิ ทกั ษะ
……………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………...
๔. ปัญหา/อปุ สรรค/แนวทางแก้ไข
……………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
๕. เสนอแนะ
……………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
ลงช่ือ .....................................ครูผูส้ อน
(นางสุคนธา ณรงคเ์ ดชา)
วนั ……………เดือน…………………ปี ………………….
ความคิดเห็นของผ้บู ังคบั บัญชา
ความคิดเห็นหัวหน้ากลุ่มสาระ
...............................................................................................................................................
...............................…………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………..……………
ลงชื่อ ....................................................
(นางกรรณิกา จาํ ปาเต้ยี )
หวั หนา้ กลมุ่ สาระภาษาไทย
ความคิดเห็นหัวหน้าวิชาการ
...............................................................................................................................................
...............................…………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………..……………
ลงชื่อ...................................................
(นางสาวสุพาพร สุพงษ)์
รองผอู้ าํ นวยการโรงเรียนกลุ่มบริหารวิชาการ
ความคดิ เหน็ ผู้อาํ นวยโรงเรียน
...............................................................................................................................................
...............................…………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………..……………
ลงช่ือ....................................................
(ดร.พิมพน์ ารา เสาวนิตย)์
ผูอ้ าํ นวยการโรงเรียนวดั ชุมพลนิกายาราม
ใบความรเู้ รื่อง หลกั การพดู รายงาน
หลกั การพดู รายงาน
๑. ตอ้ งมขี อ้ มลู ทเี่ ที่ยงตรงและมากพอ ขอ้ มลู ทีพ่ ูดตอ้ งมกี ารคน้ ควา้ ให้เขา้ ใจอยา่ ง
ถอ่ งแท้
๒. ตอ้ งวิเคราะห์ผูฟ้ ัง วา่ ผูท้ เ่ี ราจะพูดใหฟ้ ังน้นั ส่วนใหญ่มอี าชีพ อายุ สถานนะ
การศึกษาอยา่ งไรเพ่อื ท่จี ะไดเ้ ตรียมขอ้ มลู การใชค้ าํ ใหเ้ หมาะสมกบั กลุม่ ผูฟ้ ัง
๓. เมอื่ ไดข้ อ้ มลู ทจ่ี ะพูดแลว้ ตอ้ งมกี ารจดั เรียงลาํ ดบั ความคิด เร่ืองราวทีพ่ ูด ไวใ้ ห้
เป็นระเบยี บตามความสาํ คญั ก่อนหรือหลงั
๔. เตรียมตวั ให้พร้อมกอ่ นทจ่ี ะพดู
๕. ทาํ จิตใจใหส้ บาย พูดออกไปอยา่ งธรรมชาติ
๖. ไมเ่ คอะเขิน ประหม่า
๗. ไมพ่ ูดตดิ อ่าง ตะกุกตะกกั พดู ใหค้ ลอ่ งแคลว่ ฉะฉาน
๘. รู้จกั เวน้ จงั หวะในการพูด เนน้ เสียงหนกั เบา ไม่ดงั ค่อยเกินไป
๙. พดู ดว้ ยความสุภาพ ไม่หยิง่ อวดดี ใชห้ างเสียงในการพูด
๑๐.ใชท้ ่าทางประกอบให้เหมาะสม
๑๑.ใชส้ ายตากบั กล่มุ ผฟู้ ัง ไมก่ ม้ หนา้ หรือแหงนหนา้
๑๒. ไมพ่ ูดวกวน ซ้าํ ซาก
๑๓. รกั ษาเวลาในการพดู
การเตรียมตัวก่อนพดู รายงาน
การพูดรายงานน้นั ตอ้ งพูดตอ่ หนา้ คนจาํ นวนมาก เพราะฉะน้นั ผพู้ ูดตอ้ งมคี วาม
พร้อม ซ่ึงข้นึ อยกู่ บั การเตรียมตวั ทด่ี ีนนั่ เอง การเตรียมตวั ดีถือว่าประสบความสาํ เร็จไป
คร่ึงหน่ึงแลว้
การเตรียมตวั ของผู้พูดควรพดู ดังน้ี
๑. การกาํ หนดจุดมงุ่ หมาย การกาํ หนดจุดมงุ่ หมายไวก้ อ่ น จะทาํ ใหก้ ารเตรียมตวั
พูดการเลอื กเน้ือหา และวธิ ีการพดู ไดเ้ หมาะสม อนั จะนาํ ไปสู่ประสิทธิผลในการพดู
โดยทวั่ ไปแลว้ จุดมงุ่ หมายในการพดู มี ๓ ประการคอื
๑.๑ พูดเพอื่ ให้ความรู้ เช่น พูดเรื่องประวตั ศิ าสตร์ ขา่ วสารการเมอื ง
๑.๒ พูดเพื่อโนม้ นา้ วใจ เช่น พูดเพ่อื ใหค้ นทาํ ส่ิงใดส่ิงหน่ึง การโฆษณา
๑.๓ พูดเพ่อื จรรโลงใจ หรือเพอ่ื ความเพลิดเพลิน เช่น การเลา่ นิทาน การ
เทศนาธรรมของพระสงฆ์
การกาํ หนดจดุ ม่งุ หมายน้ี ผูพ้ ดู ควรกาํ หนดจดุ มงุ่ หมายใหช้ ดั เจน ท้งั จุดมุ่งหมาย
ทวั่ ไปและจุดม่งุ หมายเฉพาะเรื่อง เช่น เมือ่ ผูพ้ ดู ไดร้ บั เชิญให้ไปพูดเร่ืองประสบการณ์ใน
การเป็นครู จดุ มุง่ หมายทวั่ ไปคือ มงุ่ ให้สาระความรู้ส่วนจดุ มุ่งหมายเฉพาะ คือ
ประสบการณข์ องการเป็นครู ครูสอนศิษยอ์ ยา่ งไร เป็นตน้
๒. การวเิ คราะหผ์ ูฟ้ ัง การวิเคราะห์ผฟู้ ังกเ็ ป็นส่ิงสาํ คญั อกี ประการหน่ึงทผ่ี ูพ้ ดู จะ
ละเลยมิไดเ้ พราะการวิเคราะหผ์ ูฟ้ ัง จะช่วยให้ผพู้ ดู สามารถทราบถึงเง่ือนไขตา่ ง ๆ ของผฟู้ ัง
เช่น อายุ เพศ พ้นื ฐานการศกึ ษา ความสนใจ อาชีพ ทศั นคติ ขนาดจาํ นวนของผูฟ้ ัง
ถา้ ขนาดของผฟู้ ังจาํ นวนนอ้ ย ผพู้ ูดอาจพูดในลกั ษณะทเี่ ป็นกนั เอง และไมเ่ ป็นพิธี
การมากนกั ส่วนอายขุ องผฟู้ ังทาํ ใหผ้ พู้ ูดสามารถเลอื กเร่ืองที่จะนาํ มาพดู ได้ เช่น ผูใ้ หญ่
ชอบฟังเร่ืองที่เป็นแก่นสาร เป็นตน้
๓. การเลือกเรื่องที่จะพูดและการกาํ หนดขอบเขตของเร่ืองทจี่ ะพูด ความจริงแลว้
การเตรียมการพดู การเลือกเรื่องทจ่ี ะพูดน้ีถา้ หากผูพ้ ดู เป็นผูเ้ ลอื กเอง ยอ่ มสามารถเลือก
เร่ืองไดอ้ ยา่ งเสรี มากกว่าการท่ีมีผูร้ ะบุหรือกาํ หนดมาว่าให้พูดเรื่องน้นั เรื่องน้ี การเลือก
เร่ืองเอง ผูพ้ ูดตอ้ งคาํ นึงถึง โอกาส กาลเทศะ และจุดมุ่งหมายในการพูด และดวู ่าตวั ผูพ้ ดู มี
ความถนดั และมคี วามรู้เก่ียวกบั เรื่องน้นั ดีอยา่ งไร และเม่ือไดห้ วั ขอ้ เรื่องท่จี ะพูดแลว้ ผูพ้ ูด
ตอ้ งกาํ หนดขอบเขตของเรื่อง ซ่ึงตอ้ งข้ึนอย่กู บั เน้ือหาและเวลาทจี่ ะพดู โดยทว่ั ไปแลว้
ขอบเขตของเร่ืองประกอบดว้ ยส่วนต่าง ๆ ๓ ส่วน ดงั น้ีคือ การกลา่ วนาํ เน้ือเรื่อง และการ
สรุป แตล่ ะส่วนควรใหเ้ หมาะกบั เวลา ส่วนทเ่ี ป็ นเน้ือเร่ืองควรใหม้ ากกวา่ ส่วนอืน่ ๆ
๔. การคน้ ควา้ รวบรวมเน้ือหา ผูพ้ ดู จะตอ้ งเตรียมรวบรวมเน้ือหาให้พร้อมเพอ่ื ให้
ประโยชนก์ บั ผฟู้ ังมากที่สุด เน้ือหาทพ่ี ูด ไดแ้ ก่ ขอ้ มลู ขา่ วสาร ขอ้ เทจ็ จริง สถติ ติ า่ ง ๆ
แหล่งทส่ี ามารถคน้ ควา้ รวบรวมเน้ือหามีดงั น้ี
๔.๑ จากความรู้และประสบการณ์ของตวั ผพู้ ูดเอง มนุษยแ์ ต่ละคนจะมคี วามรู้
ประสบการณ์ทต่ี นองพบมาทกุ คน แลว้ แต่ว่าจะมากหรือนอ้ ย ประสบการณก์ ารเรียนรู้
เหลา่ น้ีสามารถนาํ มาประยกุ ตใ์ ชใ้ นการพูดได้
๔.๒ จากการสมั ภาษณแ์ ละการสนทนา การสมั ภาษณแ์ ละการสนทนากบั
ผเู้ ช่ียวชาญ ผรู้ ู้เฉพาะทาง จะทาํ ให้เราไดข้ อ้ มูล ขอ้ คิดเห็นตา่ ง ๆ เพ่มิ เตมิ มากข้ึน
๔.๓ คน้ ควา้ จากหอ้ งสมุด หอ้ งสมดุ เป็นแหลง่ ความรู้ เป็นทร่ี วบรวมเอกสาร
ตาํ ราความรู้สาขาดา้ นตา่ ง ๆ มากมาย และการรวบรวมความรู้จากห้องสมุดโรงเรียน
วิทยาลยั หรือมหาวิทยาลยั ส่วนประชาชนทว่ั ไป อาจคน้ ควา้ จากห้องสมดุ ประชาชน หรือ
หอสมุดแห่งชาติ
๔.๔ จากส่ือมวลชนตา่ ง ๆ ปัจจบุ นั ข่าวสารจากหนงั สือพิมพ์ วิทยุ โทรทศั น์
ไดเ้ ขา้ มามบี ทบาทในสงั คมมากข้ึน ส่วนมากแลว้ เป็นขา่ วสารประจาํ วนั เหตุการณ์โลก
ปัจจบุ นั ขา่ วอากาศ การเมอื ง เศรษฐกิจ สังคม และวฒั นธรรม
๕. การทาํ เคา้ โครงลาํ ดบั เร่ือง เพ่ือให้การพดู ดาํ เนินไปตามลาํ ดบั เน้ือเรื่องไมส่ บั สน
ควรจดั ประเดน็ สาํ คญั ให้ชดั เจน ใหเ้ ป็นหวั ขอ้ ใหญ่ และยอ่ ย โดยทว่ั ไปแลว้ อาจแบ่งเรื่องที่
จะพดู ออกเป็น ๓ ส่วนใหญ่ ดงั น้ีคอื
๕.๑ คาํ นาํ หรือการเริ่มตน้ เรื่อง คาํ นาํ ท่ีจะเป็นส่ิงทาํ ใหผ้ ฟู้ ังสนใจ และต้งั ใจ
ฟังเน้ือหาตอ่ ไปไม่ควรพูดยาวเกินไป ควรพูดให้กะทดั รดั และเร้าใจ การข้นึ ตน้ คาํ นาํ ใน
การพูดอาจเริ่มดว้ ยการยกสุภาษิต คาํ คม หรือบทกลอนที่ไพเราะและใหค้ วามหมาย
๕.๒ เน้ือเร่ือง เป็นส่วนสาํ คญั ของเร่ืองท่จี ะพดู เน้ือเรื่องควรมรใจความ
หลกั (ส่วนสาํ คญั มาก)และใจความสนบั สนุน และตอ้ งพิจารณาว่า เร่ืองใดควรพดู ก่อน
หรือหลงั อาจมกี ารยกตวั อยา่ งเพ่ือให้ผูฟ้ ังเขา้ ใจมากข้นึ ส่วนเน้ือเรื่องน้ีควรใชเ้ วลาการพูด
นานกวา่ ส่วนอนื่ ๆ
๕.๓ สรุป เป็นการปิ ดเรื่อง ควรให้ประทบั ใจผฟู้ ัง อาจสรุปโดยการยา้ํ
เน้ือหาบางส่วน ให้ขอ้ คดิ ส้นั ๆ อยา่ จบการพูดโดยไมม่ ีการสรุปเป็นอนั ขาด
๖. การซกั ซอ้ มการพดู ถา้ กอ่ นพูดจริงไดม้ กี ารซกั ซอ้ มก่อนจะทาํ ใหผ้ พู้ ดู มคี วาม
มนั่ ใจ และสามารถใชอ้ วจั นภาษา เช่น ภาษาทา่ ทาง สีหนา้ มอื ทา่ ยนื ไดเ้ หมาะสมกบั
เน้ือหาอกี ดว้ ย
ลกั ษณะการพูดทด่ี ี
๑. มีการจดั ระเบียบเร่ืองที่ดี ขา้ ใจงา่ ย ไม่สบั สน
๒. สื่อสารให้ผูฟ้ ังเขา้ ใจไดต้ รงกบั ความคดิ ของผพู้ ูด
๓. มีสุม้ เสียงทช่ี ดั เจน ออกเสียงไดช้ ดั เจน
๔. ใชก้ ิริยาท่าทาง การยืน การใชส้ ายตา ประกอบการพดู ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
๕. รู้จกั เวน้ จงั หวะ เนน้ คาํ พูดเมื่อถงึ ตอนสาํ คญั ไมใ่ ชน้ ้าํ เสียงระดบั เดียว
๖. ควบคุมอารมณ์ในขณะท่พี ดู ได้ ไมว่ ่าจะสถานการณ์แวดลอ้ มเช่นไร
๗. สามารถสรุปท้งิ ทา้ ยการพดู ไดน้ ่าประทบั ใจ
๘. สงั เกตจากผูฟ้ ังมคี วามสนใจ ตลอดการพูด
ใบงาน ชุดท่ี ๑๐
คาํ ชีแ้ จง ใหน้ กั เรียนเขยี นเคร่ืองหมาย หนา้ ขอ้ ความที่ถูกตอ้ ง และ
เครื่องหมาย หนา้ ขอ้ ความทีไ่ มถ่ กู ตอ้ งเกี่ยวกบั ขอ้ ปฏบิ ตั ใิ นการพูด
..............๑. การพดู รายงานคอื การพูดช้ีแจงหรือขยายความให้เป็น
เร่ืองราวต่อเน่ืองกนั ไดใ้ จความเป็นทีเ่ ขา้ ใจแจม่ แจง้
..............๒. จุดประสงคก์ ารพูดรายงานคอื ทาํ ให้ผูฟ้ ังเขา้ ใจเร่ืองราวที่
ผูต้ อ้ งการรายงาน
..............๓. คาํ ว่า “อธิบาย” มีตน้ ศพั ทม์ าจากภาษาบาลซี ่ึงมีความหมายเช่นเดียว
กบั คาํ ว่า“อภปิ ราย“
..............๔. การพดู เป็นความสามารถเฉพาะตวั ไม่ตอ้ งฝึกฝนกไ็ ด้
..............๕. ก่อนท่ีจะพดู ตอ้ งรู้เรื่องราวทีจ่ ะพดู ให้ดีเสียก่อน
..............๖. เร่ืองราวทสี่ มควรนาํ ไปพดู คอื เร่ืองทอ่ี ยใู่ นความสนใจของผพู้ ูด
เพอื่ จะไดพ้ ดู ไดอ้ ยา่ งคลอ่ งแคล่วและบรรลจุ ดุ ประสงค์
..............๗. การพดู ตวั ควบกล้าํ ไมช่ ดั เจน กไ็ มเ่ ป็นไรเพราะผูฟ้ ังสามารถเดาได้
..............๘. การพดู ให้เสียงสระพยญั ชนะและวรรณยกุ ตเ์ พ้ยี นไปบา้ งกด็ ึงดูด
ความสนใจใหผ้ ฟู้ ังสนใจ
..............๙. การใชน้ ้าํ เสียงใหม้ ีน้าํ หนกั และมที ว่ งทาํ นอง – จะช่วยให้การ
พดู น่าสนใจย่งิ ข้ึน
..............๑๐. ภาษาที่ใชใ้ นการอธิบายรายงานจะตอ้ งเป็นภาษาท่กี ระชบั ชดั เจน
สื่อความหมายไดต้ ามตอ้ งการ
ชื่อ.................................................................เลขท่ี ..................... ช้ัน...............
ใบงาน ชดุ ท่ี ๑๑
คําชีแ้ จง ใหน้ กั เรียนเลือกกากบาททบั ตวั อกั ษรทเ่ี ป็นคาํ ตอบทถี่ กู ตอ้ ง
๑. ในการอ่านรายงานทห่ี นา้ ช้นั เรียนไม่ควรทาํ สิ่งใด
ก. อา่ นเสียงดงั ฟังชดั
ข. หมน่ั เงยหนา้ สบตาผฟู้ ัง
ค. ถา้ พดู ผิดหรืออา่ นผิดตอ้ งขออภยั ผฟู้ ัง
ง. กม้ หนา้ อา่ นขอ้ ความทเ่ี ตรียมไวต้ ลอดเวลา
๒. ขอ้ ใดเป็นหลกั การในการพูดแสดงความคดิ เห็น
ก. พูดตรงไปตรงมา ข. พูดอยา่ งมีเหตุผล
ค. พูดดว้ ยน้าํ เสียงออ่ นหวาน ง. พดู ดว้ ยถอ้ ยคาํ สุภาพ นุ่มนวล
๓. การพดู ในขอ้ ใดตอ้ งระวงั คาํ พูดมากที่สุด
ก. พดู เลา่ นิทาน ข. พดู โตว้ าที
ค. พดู โฆษณาสินคา้ ง. พูดรายงานหนา้ ช้นั
๔. การออกไปพูดนาํ เสนองานทห่ี นา้ ช้นั เรียนตอ้ งทาํ ส่ิงใดก่อนเป็นอนั ดบั แรก
ก. กล่าวคาํ ทกั ทายคณุ ครูดว้ ยสาํ นวน “ สวสั ดีค่ะ / ครับคุณครูท่ีเคารพ”
ข. กลา่ วคาํ ทกั ทายคุณครูดว้ ยสาํ นวน “ กราบเรียนคณุ ครูท่เี คารพ”
ค. กลา่ วคาํ ทกั ทายคณุ ครูดว้ ยสาํ นวน “ กราบเรียนคณุ ครูท่รี กั ”
ง. กลา่ วคาํ ทกั ทายคณุ ครูดว้ ยสาํ นวน “ กราบสวสั ดีคุณครูทีร่ กั ”
๕. การยนื พูดหนา้ ช้นั เรียนควรวงมอื ท้งั สองขา้ งอยา่ งไร
ก. กอดอก ข. เทา้ สะเอว
ค. แนบขา้ งลาํ ตวั ง. แกวง่ ไปมาตามจงั หวะพดู
๖. ในขณะทีเ่ พอ่ื นพดู ทห่ี นา้ ช้นั ถา้ นกั เรียนสงสยั อยากถาม ควรทาํ อยา่ งไร
ก. ถามไดท้ กุ โอกาส ข. เขยี นใส่กระดาษชูข้นึ
ค. เก็บไวถ้ ามนอกห้อง ง. ยกมอื ข้นึ ถาม
๗. ในการพดู แสดงความคิดเห็นส่ิงใดท่ผี ูพ้ ดู ควรหลกี เลย่ี งมากเป็นพิเศษ
ก. พูดความจริง ข. พูดเท็จ
ค. พดู มาก ง. พดู ให้คนอืน่ เสียหาย
๘. หากผูพ้ ูด พูดจบนกั เรียนตอ้ งทาํ อยา่ งไร
ก. เป่ าปากแสดงความชอบใจ ข. ปรบมอื
ค. กลา่ วชมเชย ง. กล่าวคาํ สดดุ ี
๙. การฟังขา่ วประเภทใดทนี่ กั เรียนตอ้ งเชื่อและปฏิบตั ิตาม
ก. ข่าวเกษตรกร ข. ข่าวการปราบยาเสพติด
ค. ขา่ วเตือนให้ระวงั โรคระบาด ง. ข่าวการเมือง
๑๐. ถา้ เพอื่ นมานินทาเพื่อนอีกคนในทางไมด่ ีใหน้ กั เรียนฟัง นกั เรียน
ควรทาํ อยา่ งไร
ก. พูดผสมโรงไปดว้ ย ข. หา้ มเพอ่ื นพูดอีก
ค. นาํ ไปบอกคนท่ถี กู นินทา ง. หาวิธีการท่ีนุ่มนวลใหเ้ ลิกพูด
ช่ือ.................................................................เลขท่ี ..................... ช้ัน...............
แผนการจัดการเรียนรู้ ชุดภาษาพาที แผนท่ี ๗
กล่มุ สาระการเรียนรู้ภาษาไทย ช้ันประถมศึกษาปี ที่ ๖
บทที่ ๑๒ สี่ศิษย์พระดาบส เวลา ๘ ช่ัวโมง
หวั ข้อเร่ือง การพูดโต้วาที เวลา ๒ ช่ัวโมง
วันท่ี ....................................... ผู้ใช้แผน ................................
สาระท่ี ๓ การฟัง การดู และการพูด
มาตรฐาน ท ๓.๑ สามารถเลือกฟังและดูอยา่ งมวี จิ ารณญาณ และพดู แสดงความรู้
ความคิด และความรู้สึกในโอกาสตา่ งๆ อยา่ งมีวิจารณญาณและ
สร้างสรรค์
๑. สาระสําคัญ
๑.๑ ความคิดรวบยอด
การพูดโตว้ าทเี ป็นการใชศ้ ิลปะการพูดระหวา่ งบุคคล ๒ ฝ่าย คอื ฝ่ายเสนอและ
ฝ่ายคา้ น ต่างฝ่ ายต่างหาเหตผุ ลมาสนบั สนุนความคิด หรือขอ้ เสนอของฝ่ ายตนและคดั คา้ น
ความคิดหรือขอ้ เสนอของฝ่ ายตรงขา้ ม ฝ่ ายใดมีเหตุผลดีกวา่ จะเป็นฝ่ ายชนะ
๑.๒ สมรรถนะสําคญั ของผู้เรียน
- ความสามารถในการสื่อสาร
- ความสามารถในการคิดวเิ คราะห์
- ความสามารถในการใชท้ กั ษะชีวติ
๒. ตวั ชีว้ ัด
มาตรฐาน ท ๓.๑ ป.๖ / ๕ พูดโนม้ นา้ วอยา่ งมเี หตผุ ล และน่าเช่ือถอื
๓. จดุ ประสงค์การเรียนรู้
๓.๑ นกั เรียนบอกหลกั การในการพดู โตว้ าทีได้
๓.๒ เขยี นดาํ เนินการพดู โตว้ าทีได้
๔. คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์
๔.๑ รกั ความเป็นไทย
๔.๒ ใฝ่ เรียนรู้
๔.๓ มีจิตสาธารณะ
๔.๔ มวี นิ ยั
๔.๕ อยอู่ ยา่ งพอเพียง
๕. สาระการเรียนรู้
๕.๑ สาระการเรียนรู้แกนกลาง
๏ การพูดโนม้ นา้ วในสถานการณ์ตา่ งๆ เช่น การพูดโตว้ าที
๕.๒ สาระการเรียนรู้ย่อย
๏ การโตว้ าที
๖. ชิน้ งาน / หลกั ฐานร่องรอยแสดงความรู้
๖.๑ แบบประเมินคณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงคแ์ ละแบบประเมินผลงาน
๖.๒ การทาํ ใบงาน
๗. กิจกรรมการเรียนรู้
๗.๑ ทบทวนเน้ือหาท่ีเรียนในชวั่ โมงทีแ่ ลว้ ดว้ ยการให้นกั เรียนนาํ ใบงานชุดที่
๑๐ – ๑๑ มาร่วมกนั ตรวจสอบและเฉลยอีกคร้ัง จากน้นั ครูให้นกั เรียนดูวีดิทศั น์ หรือภาพ
การโตว้ าที จากน้นั ครูอธิบายความหมายของการโตว้ าที
๗.๒ ครูสนทนาเกี่ยวกบั องคป์ ระกอบของการโตว้ าที จากการดวู ีดิทศั นห์ รือ
ภาพถ่าย แลว้ ใหน้ กั เรียนช่วยกนั อภปิ รายแสดงความคิดเห็นเก่ียวกบั ขอ้ ควรปฏบิ ตั ิในการ
โตว้ าที โดยครูช่วยสรุปเป็นขอ้ ๆ
๗.๓ ครูและนกั เรียนช่วยกนั สรุปความรู้เรื่อง การโตว้ าที ดงั น้ี
๑) การโตว้ าที เป็นการแสดงศลิ ปะการพูดระหว่างบุคคลสองฝ่ าย ท่ี
พยายามใชเ้ หตุผลตา่ ง ๆ พูดโนม้ นาวจิตใจผฟู้ ัง ให้มคี วามคิด
สนบั สนุน หรือคลอ้ ยตามคาํ พูดของตน
๒) การโตว้ าทีมลี กั ษณะเป็นการแข่งขนั ซ่ึงตอ้ งมีการตดั สินการใชโ้ วหาร
และเหตผุ ลตามหลกั การทว่ี างไว้
๓) องคป์ ระกอบของการโตว้ าที
ญตั ติ คือ หวั ขอ้ ทนี่ าํ มาโตว้ าที
ประธานการโตว้ าที มหี นา้ ท่ดี าํ เนินการ และควบคมุ การโตว้ าที
ผูโ้ ตว้ าที ประกอบดว้ ย ๒ ฝ่ าย คือ ฝ่ ายเสนอ และฝ่ายคา้ น มกั จะ
มีฝ่ ายละเท่า ๆ กนั แตล่ ะฝ่ ายมีหวั หนา้ ๑ คน
กรรมการตดั สินมปี ระมาณ ๒ – ๓ คน
เวลาท่ใี ชใ้ นการโตว้ าที กาํ หนดตามความเหมาะสม
๔) ขอ้ ควรปฏิบตั ิในการโตว้ าที
มบี คุ ลิกภาพท่ดี ี และแต่งกายสุภาพเรียบร้อย
มีมารยาทในการฟัง และการพดู
ยิม้ แยม้ แจม่ ใส
ใชว้ าจาสุภาพอ่อนน้อม มเี หตุผล รวมท้งั รกั ษาเวลาในการพูด
แสดงความรู้สึก และแสดงท่าทางประกอบการพูดให้เหมาะสม
มนี ้าํ ใจเป็นนกั กีฬา
๗.๔ ครูใหน้ กั เรียนแบ่งออกเป็น ๒ ฝ่ ายเท่าๆกนั จดั โตว้ าทภี ายในช้นั เรียน โดย
เลอื กญตั ติ “ อยเู่ มอื งไทยดีกวา่ ไปเมอื งนอก” และร่วมกนั สรุปผลการโตว้ าที
๗.๕ นกั เรียนทาํ ใบงานที่ ๑๒ ( ทา้ ยแผน ) ชุด เขียนร่างคาํ พดู ของผูร้ ่วมโตว้ าที
เสร็จแลว้ ร่วมกนั เฉลยและตรวจสอบความถูกตอ้ งเหมาะสม
๗.๖ นกั เรียนทาํ ใบงานท่ี ๑๒ ( ทา้ ยแผน ) ชุด เลือกคาํ ตอบท่ถี ูกตอ้ ง เสร็จแลว้ ครู
เฉลย นกั เรียนแลกเปลยี่ นกนั ตรวจสอบความถูกตอ้ ง
๗.๖ นกั เรียนทาํ แบบทดสอบหลงั เรียน ( ทา้ ยแผน ) ประจาํ บทเรียนท่ี ๑๑ สี่ศษิ ย์
พระดาบส จาํ นวน ๒๐ ขอ้ เสร็จแลว้ ครูเฉลย นกั เรียนแลกเปล่ยี นกนั ตรวจสอบความ
ถูกตอ้ ง
๘. ส่ือ / แหล่งเรียนรู้ / บุคคล
ลาํ ดบั ที่ รายการส่ือ กิจกรรมทใี่ ช้ แหล่งทไี่ ด้มา
๑ วดี ทิ ศั น์ นกั เรียนดหู ลกั การพดู โตว้ าที ครูจดั เตรียม
นกั เรียนทาํ ใบงาน ครูจดั ทาํ
๒ ใบงาน ชุดท่ี ๑๒ – ๑๓ นกั เรียนศึกษาหลกั การเขียนคาํ คม ครูจดั ทาํ
๓ ใบความรู้เร่ืองการเขยี นตาม นกั เรียนทาํ แบบทดสอบหลงั เรียน ครูจดั ทาํ
จนิ ตนาการและสรา้ งสรรค์ ตรวจสอบความถูกตอ้ ง ครูจดั ทาํ
๔ แบบทดสอบหลงั เรียน ครูจดั ทาํ
๕ เฉลยแบบทดสอบหลงั เรียน สร้างกฎของการประเมิน ครูจดั ทาํ
๖ เกณฑก์ ารประเมนิ ( Rubric ) บนั ทกึ การสงั เกตพฤติกรรม และบนั ทึก
๗ แบบประเมินการสังเกต ผลงานรายบุคคล
พฤติกรรม และแบบประเมินผล
งานรายบคุ คล
๙. วัดผลประเมนิ ผล
กิจกรรมทปี่ ระเมิน เครื่องมือทใ่ี ช้ใน วิธกี ารประเมนิ เกณฑ์การประเมนิ
๑. สังเกตพฤติกรรมดา้ น การประเมนิ
แบบประเมนิ การสังเกต สังเกต ๘ - ๑๐ = ดีมาก
คณุ ลกั ษณะอนั พึง พฤตกิ รรม และแบบ รายบคุ คล ๖ – ๗ = ดี
ประสงค์ ประเมนิ ผลงาน สงั เกตรายกลุ่ม ๕ = พอใช้
ต่าํ กว่า ๕ = ปรับปรุง
๒. นกั เรียนโตว้ าที แบบประเมินการสังเกต ตรวจงาน
๓. นกั เรียนทาํ ใบงาน พฤติกรรม และแบบ รายบคุ คล ๘ - ๑๐ = ดีมาก
ประเมินผลงาน ตรวจงาน ๖ – ๗ = ดี
ชุดที่ ๑๒ แบบประเมนิ การสังเกต รายบุคคล ๕ = พอใช้
๓. นกั เรียนทาํ ใบงาน พฤติกรรม และแบบ ต่าํ กว่า ๕ = ปรับปรุง
ประเมินผลงาน ๘ - ๑๐ = ดีมาก
ชุดที่ ๑๒ แบบประเมนิ การสังเกต ๖ – ๗ = ดี
พฤติกรรม และแบบ ๕ = พอใช้
ประเมินผลงาน ต่าํ กว่า ๕ = ปรบั ปรุง
๘ - ๑๐ = ดีมาก
๖ – ๗ = ดี
๕ = พอใช้
ต่าํ กว่า ๕ = ปรับปรุง
การประเมนิ ด้านทกั ษะ / กระบวนการ
ประเดน็ การประเมนิ ดี (๒) เกณฑ์การให้ระดบั คะแนน
พอใช้ (๑) ปรับปรุง (๐)
สรุปเน้ือหาไดก้ ระชบั สรุปเน้ือหาไดก้ ระชบั สรุปเน้ือหาไดไ้ ม่
ทักษะการ สรุป ใจความครบถว้ น ใจความเกือบครบถว้ น กระชบั ใจความและไม่
เนือ้ หา สามารถสื่อใหผ้ ูอ้ ืน่ เขา้ ใจ สามารถส่ือให้ผอู้ นื่ ครบถว้ น สามารถส่ือ
ไดง้ ่าย เขา้ ใจได้ ให้ผูอ้ ื่นเขา้ ใจไดน้ อ้ ย
สามารถพูดรายงานไดด้ ี สามารถพูดรายงานไดด้ ี สามารถพดู รายงานไดด้ ี
พดู เสียงดงั ฟังชดั ได้ พูดน้าํ เสียงชดั เจน พูดน้าํ เสียงไมช่ ดั เจน ไม่
การรายงานหน้าช้ัน สาระชดั เจน วางบคุ ลิก สอดคลอ้ งกบั เน้ือหาที่ ค่อยสอดคลอ้ งกบั
ในการพดู ไดด้ ีมาก พดู วางบคุ ลกิ ในการ เน้ือหาท่พี ดู วางบคุ ลิก
พดู ไดด้ ี ในการพดู ไมค่ อ่ ยดี
การปฏิบตั ิงานตาม มที กั ษะการปฏิบตั งิ าน มกี ารปฏิบตั ิงานตาม ยงั ไม่สามารถ
ข้นั ตอน ตามข้นั ตอน ไดอ้ ยา่ ง ข้นั ตอนไดต้ ามลาํ ดบั ปฏิบตั งิ านตามข้นั ตอน
ถกู ตอ้ งและเหมาะสม ได้
ความคดิ สร้างสรรค์ มคี วามคดิ สร้างสรรคด์ ี พอมีความคดิ ท่ี ยงั ขาดความคิดท่ี
สร้างสรรคอ์ ยบู่ า้ ง สร้างสรรค์
ความเป็ นระเบียบ มีทกั ษะสามารถสร้างงาน สามารถสร้างงานท่สี วน
เรียบร้อยของการทาํ ที่สวยงาม และมคี วาม งามพอใชไ้ ด้ และมี ไม่มีความสวยงาม และ
ใบงาน ประณีตดี ความประณีตใน ไม่ประณีต
บางส่วน
การประเมิน ด้านคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์
เกณฑ์การให้ระดบั คะแนน
ประเด็นการประเมนิ ดี (๒) พอใช้ (๑) ปรับปรุง (๐)
ซ่ือสัตย์สุจริต
มวี ินยั ทาํ งานอยา่ ง ทาํ งานอยา่ ง ทาํ งานอยา่ ง
ใฝ่ เรียนรู้ ตรงไปตรงมา ยอมรบั ตรงไปตรงมา ไม่ ตรงไปตรงมา ไม่
อย่อู ย่างพอเพยี ง ในขอ้ ผดิ พลาดและ ยอมรับในขอ้ ผิดพลาด ยอมรับในขอ้ ผิดพลาด
มีจิตสาธารณะ บกพร่องของตนเอง และบกพร่องของตนเอง และบกพร่องของตนเอง
พอใจในส่ิงท่ตี นมี พอใจในส่ิงทต่ี นมี ไมค่ อ่ ยพอใจในส่ิงทต่ี น
มี
รู้จกั ควบคุมอารมณ์ รู้จกั ควบคุมอารมณ์ บา้ ง ไมร่ ู้จกั ควบคมุ อารมณ์
ปฏบิ ตั ติ นอยใู่ นระเบยี บ ปฏิบตั ติ นอยใู่ นระเบียบ ปฏบิ ตั ติ นอยใู่ นระเบยี บ
วินยั แตง่ กายถูกตอ้ ง วนิ ยั การแตง่ กายไม่ วนิ ยั นอ้ ย ไม่ค่อยแต่ง
ตามระเบยี บของ คอ่ ยถูกตอ้ งตามระเบียบ กายถกู ตอ้ งตามระเบียบ
โรงเรียนตลอดเวลา ของโรงเรียน ของโรงเรียน
มีความมานะมุง่ มนั่ ใน มีความมานะมงุ่ มนั่ ใน ไมม่ คี วามมานะมงุ่ มนั่
การทาํ งานทีไ่ ดร้ บั การทาํ งานที่ไดร้ บั ในการทาํ งานทไ่ี ดร้ บั
มอบหมาย ศกึ ษา มอบหมาย ศึกษา มอบหมาย ไมค่ อ่ ย
คน้ ควา้ ดว้ ยตนเอง คน้ ควา้ ดว้ ยตนเองเป็น ศกึ ษาคน้ ควา้ ดว้ ยตนเอง
ทาํ งานเสร็จทนั เวลาและ บางคร้งั ทาํ งานเสร็จ ทาํ งานเสร็จไมท่ นั เวลา
ถกู ตอ้ ง ทนั เวลาเป็นบางคร้ัง
ใชว้ สั ดอุ ุปกรณก์ ารเรียน ใชว้ สั ดุอปุ กรณก์ ารเรียน
ทรี่ าคาถูกและใชอ้ ยา่ ง ใชว้ สั ดุอุปกรณ์การเรียน ท่รี าคาคอ่ นขา้ งแพงและ
คุม้ ค่าใชจ้ นหมดแลว้ ท่รี าคาคอ่ นขา้ งแพงและ ใชอ้ ยา่ งคมุ้ ค่าใชไ้ ม่
ค่อยซ้ือใหม่ ใชอ้ ยา่ งคมุ้ คา่ ใชจ้ นหมด หมดแลว้ ซ้ือใหม่
มีความเสียสละเพือ่ มีความเสียสละเพอ่ื ไม่คอ่ ยเสียสละเพอื่
ส่วนรวม ไม่เอาเปรียบ ส่วนรวมเป็ นบางคร้ งั ส่วนรวม ชอบเอา
ไมเ่ ห็นแก่ตวั ช่วยเหลือ ไม่เอาเปรียบไมเ่ ห็นแก่ เปรียบคนอืน่ ค่อนขา้ ง
หม่คู ณะไดเ้ ป็นอยา่ งดี ตวั ไม่ค่อยช่วยเหลือ เห็นแกต่ วั ไมค่ ่อย
หมู่คณะ ช่วยเหลอื หมูค่ ณะ
๑๐. กจิ กรรมเสนอแนะ
……………………………………………………………………………………………
…….………………………………………………………………………………………
………….…………………………………………………………………………………
๑๑. บันทึกผลหลังการสอน
๑๑.๑ ผลการจัดการเรียนการสอน
๑. นกั เรียนจาํ นวน.................... คน
ผา่ นจุดประสงคก์ ารเรียนรู้.....................คน คดิ เป็นร้อยละ...............
ไม่ผา่ นจุดประสงคก์ ารเรียนรู้.....................คน คดิ เป็นร้อยละ................
๒. นกั เรียนมีความรู้ความเข้าใจ
……………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
๓. นักเรียนมีความรู้เกดิ ทกั ษะ
……………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………...
๔. ปัญหา/อุปสรรค/แนวทางแก้ไข
……………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
๕. เสนอแนะ
……………………………………………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………
ลงช่ือ .....................................ครูผสู้ อน
(นางสุคนธา ณรงคเ์ ดชา)
วนั ……………เดือน…………………ปี ………………….
ความคดิ เห็นของผู้บังคับบญั ชา
ความคดิ เหน็ หัวหน้ากล่มุ สาระ
...............................................................................................................................................
...............................…………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………..……………
ลงช่ือ ....................................................
(นางกรรณิกา จาํ ปาเต้ยี )
หวั หนา้ กล่มุ สาระภาษาไทย
ความคิดเหน็ หวั หน้าวชิ าการ
...............................................................................................................................................
...............................…………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………..……………
ลงช่ือ...................................................
(นางสาวสุพาพร สุพงษ)์
รองผูอ้ าํ นวยการโรงเรียนกลุม่ บริหารวชิ าการ
ความคิดเห็นผู้อาํ นวยโรงเรียน
...............................................................................................................................................
...............................…………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………..……………
ลงชื่อ....................................................
(ดร.พิมพน์ ารา เสาวนิตย)์
ผูอ้ าํ นวยการโรงเรียนวดั ชุมพลนิกายาราม
ใบความรเู้ รื่อง การพูดโตว้ าที
การพดู โต้วาที
การพดู โตว้ าทีเป็นการใชค้ าํ พูดโตต้ อบของบคุ คล ๒ ฝ่ าย ทต่ี อ้ งใชค้ ารมประกอบ
เหตผุ ล เพ่อื หกั ลา้ งเหตุผลของอีกฝ่ ายหน่ึง และพยายามใชค้ าํ พดู โนม้ นา้ วจิตใจของผูใ้ หม้ ี
ความคดิ คลอ้ ยตาม และสนบั สนุนเหตุผลของตน
การโตว้ าทีเป็นการแข่งขนั มกี ารตดั สินแพช้ นะ ตามหลกั เกณฑท์ กี่ าํ หนด
ส่วนประกอบที่สาํ คญั ของการโตว้ าทีมีดงั น้ี
๑. หวั ขอ้ ในการโตว้ าที เรียกวา่ ญตั ติ การต้งั ญตั ตติ อ้ งเลอื กใหเ้ หมาะสมเป็น
หวั ขอ้ ส้ัน ๆ ไม่เป็นสาเหตุของการทะเลาะวิวาท และควรเป็นเร่ืองสร้างเสริมสตปิ ัญญา
๒. คณะโตว้ าที ประกอบดว้ ย ประธานการโตว้ าที ๑ คน ฝ่ ายคา้ น และฝ่ าย
เสนอแตล่ ะฝ่ ายจะมีหวั หนา้ ๑ คน มผี ูส้ นบั สนุน ๓ – ๔ คน
๓. กรรมการ ประกอบดว้ ย กรรมการตดั สินประมาณ ๑ – ๒ คน และกรรมการ
จบั เวลาอกี ๒ คน
๔. การจดั ที่นง่ั ตอ้ งจดั ใหผ้ ฟู้ ังและผเู้ กี่ยวขอ้ งทกุ คนในการโตว้ าทีมองเห็นกนั อยา่ ง
ทวั่ ถึง
๕. การกาํ หนดเวลาในการโตว้ าที ควรมกี ารกาํ หนดเวลาพดู ของแตล่ ะคนตาม
ความเหมาะสม เช่น
ประธานการโตว้ าทกี ลา่ วเปิ ดการโตว้ าที ระบุญตั ติ และแนะนาํ ท้งั สองฝ่ายใชเ้ วลา
ประมาณ ๕ – ๑๐ นาที กล่าวสรุปผลการตดั สิน ประมาณ ๕ – ๑๐ นาที
หวั หนา้ แตล่ ะฝ่ ายพูดเสนอหรือคา้ น ฝ่ ายละ ๕ – ๑๐ นาที และกล่าวสรุปประมาณ
๓ – ๘ นาที
ผูส้ นบั สนุนแตล่ ะคนพดู ประมาณ ๓ – ๘ นาที
มารยาทในการโต้วาที
การโตว้ าทเี ป็นการใชศ้ ิลปะการพูดระหว่างบุคคลสองฝ่ าย ตา่ งฝ่ ายต่างหาเหตผุ ล
มาช้ีแจงเพ่ือใหผ้ ูฟ้ ังเกิดความเช่ือถอื
การโตว้ าทีของบุคคลท้งั สองฝ่ ายคอื ฝ่ ายเสนอและฝ่ ายคา้ นจะพดู สลบั กนั โดย
ฝ่ายเสนอพูดเสนอความคดิ เห็นของตน และฝ่ ายคา้ นจะช้ีแจงแสดงความคิดเห็นดว้ ย
เหตุผลในการไม่เห็นดว้ ยกบั ฝ่ ายเสนอ การพดู จะสลบั กนั และผฟู้ ังจะเป็นผูต้ ดั สินวา่ ฝ่ าย
ใดใหเ้ หตผุ ลน่าเช่ือถอื ว่ากนั ผูพ้ ูดท้งั ฝ่ ายเสนอและฝ่ ายคน้ จะตอ้ งมมี รรยาทในการพดู
ระหวา่ งโตว้ าที คือ
๑. ใชค้ าํ พดู ทีส่ ุภาพ มีเหตุผล ไมใ่ ช่คาํ พูดหยาบคาย ไม่พดู เยาะเยย้ ถากถาง หรือ
นาํ เรื่องส่วนตวั ของอกี ฝ่ ายหน่ึงมาพูด
๒. มีน้าํ ใจเป็นนกั กีฬา ไมม่ งุ่ แตจ่ ะเอาชนะกนั
๓. แสดงกิริยาทา่ ทางระหว่างการพดู ใหเ้ หมาะสม เช่น ไมช่ ้ีหนา้ ไมท่ ุบโต๊ะ
๔. พูดดว้ ยสีหนา้ ยิม้ แยง้ แจ่มใส ไมท่ า้ ทายหรือพดุ หาเรื่องฝ่ ายตรงขา้ ม
๕. รกั ษาเวลาในการพดู
ใบงาน ชุดท่ี ๑๒
คาํ ชีแ้ จง ถา้ นกั เรียนเป็นผสู้ นบั สนุนคนหน่ึงในฝ่ ายเสนอหรือฝ่ ายคา้ น ในการ
โตว้ าทเี ร่ือง “ อยเู่ มอื งไทยดีกว่าไปเมืองนอก” นกั เรียนจะพูดอยา่ งไร
ใหก้ าํ หนดหวั ขอ้ การโตว้ าที
หวั ข้อโต้วาทีเรื่อง ……………………………………………………………………..
ข้อความของผู้สนบั สนุนฝ่ ายเสนอ…………………………………………………………
……………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………..
ข้อความของผู้สนับสนุนฝ่ ายค้าน………………………………………………………….
……………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………..
……………………………………………………………………………………………..
ชื่อ.................................................................เลขที่ ..................... ช้ัน...............
ใบงาน ชุดท่ี ๑๓
คาํ ชีแ้ จง ใหน้ กั เรียนเลือกคาํ ตอบทีถ่ กู ตอ้ งทส่ี ุด
๑. ขอ้ ใดไมเ่ หมาะสมกบั การต้งั ญตั ตใิ นการโตว้ าที
ก. เรียนดีกว่าทาํ กิจกรรม ข. ชาวญ่ีป่ ุนดีกวา่ ชาวจีน
ค. มปี ัญญาดีกวา่ มีทรัพย์ ง. อยชู่ นบทดีกวา่ อยใู่ นเมือง
๒. การโตว้ าทมี ปี ระโยชน์อยา่ งไร
ก. ใหค้ นอื่นรู้จกั มากข้นึ
ข. ช่วยให้มผี ลการเรียนดีข้นึ
ค. เพอ่ื จะกลา่ วหาฝ่ ายตรงขา้ มไดเ้ ต็มที่
ง. ฝึกใหม้ องปัญหาไดล้ ะเอยี ดมเี หตผุ ลข้นึ
๓. ในการพูดโตว้ าที ผูโ้ ตว้ าทีทพ่ี ดู เป็นคนแรกคอื ใคร
ก. หวั หนา้ ฝ่ ายเสนอ ข. หวั หนา้ ฝ่ ายคา้ น
ค. ประธานจดั รายการ ง. ผสู้ นบั สนุนฝ่ ายคา้ นคนท่ี ๑
๔. ในการโตว้ าทีผใู้ ดพดู คนสุดทา้ ย
ก. หวั หนา้ ฝ่ายคา้ น ข. หวั หนา้ ฝ่ ายเสนอ
ค. ผูส้ นบั สนุนฝ่ายคา้ น ง. ผสู้ นบั สนุนฝ่ายเสนอ
๕. ผูโ้ ตว้ าทแี ต่ละฝ่ ายควรมจี าํ นวนเท่าใด ข. ๑ – ๓ คน
ก. ๑ – ๒ คน
ค. ๒ – ๔ คน ง. ไม่จาํ กดั จาํ นวน
๖. กรรมการจะกดกริ่งเตือนผโู้ ตว้ าทีแตล่ ะคนกอ่ นหมดเวลาก่ีนาที
ก. ๑ นาที ข. ๒ นาที
ค. ๓ นาที ง. ๔ นาที
๗. การตดั สินแพช้ นะของการโตว้ าที พจิ ารณาจากส่ิงใด
ก. การใชเ้ หตุผลประกอบคาํ พูด ข. การพดู เร็ว ชดั เจน ฉะฉาน
ค. การพูดตามหลกั ความจริง ง. การพดู ตอ้ นใหฝ้ ่ ายตรงขา้ มจนมมุ
๘. หวั ขอ้ ในการโตว้ าทีเรียกว่าอยา่ งไร
ก. เร่ือง ข. หวั เร่ือง
ค. ญตั ติ ง. หวั ขอ้
๙. ขอ้ ใดไมใ่ ช่มารยาทในการโตว้ าที
ก. การพดู ตามเวลา ข. การพดู ข่ฝู ่ ายตรงขา้ ม
ค. การพดู ไปยมิ้ ไป ง. การพูดตรงประเด็น
๑๐. เมอ่ื หวั หนา้ ฝ่ ายเสนอพูดจบใครจะพูดคนต่อไป
ก. ผูส้ นบั สนุนฝ่ ายเสนอคนท่ี ๑ ข. ผูส้ นบั สนุนฝ่ ายเสนอทกุ คน
ค. หวั หนา้ ฝ่ ายคา้ น ง. ผูส้ นบั สนุนฝ่ ายคา้ นคนที่ ๑
๑๑. ขอ้ ใดไม่ใช่หนา้ ทข่ี องประธานการโตว้ าที
ก. กลา่ วนาํ และช้ีแจงกตกิ าต่างๆ ข. เชิญผูโ้ ตว้ าทีแตล่ ะฝ่ ายพดู
ค. จบั เวลาในการโตว้ าที ง. ตดั สินแพช้ นะในการโตว้ าที
๑๒. หลกั ฐานการอา้ งอิงขอ้ มลู ในการโตว้ าทคี วรนาํ มาจากท่ีใด
ก. หนงั สือพมิ พ์ ข. หนงั สือเป็นเลม่
ค. สอบถามผูร้ ู้ ง. ถูกทุกขอ้
๑๓. ขอ้ ใดเป็นมารยาทในการพูดที่ดี
ก. นาํ เรื่องส่วนตวั มาพดู ข. ใชค้ าํ พดู โดยการยกอทุ าหรณ์
ค. พดู กระทบกระเทยี บ ง. พูดคาํ ผวน
๑๔. การหาเหตผุ ลมาขดั แยง้ ขอ้ ความที่อกี ฝ่ ายหน่ึงพูดไวแ้ ลว้ รยั กวา่ อยา่ งไร
ก. การพดู คดั คา้ น ข. การซกั คา้ น
ค. การหกั ลา้ ง ง. การแปรญตั ติ
๑๕. ส่ิงใดควรหลีกเล่ียงในการพดู โตว้ าที
ก. การช่ืนชมฝ่ ายตรงขา้ ม ข. การหาเหตุผลมาสนบั สนุน
ค. การเอ่ยช่ือจริงของผโู้ ตว้ าที ง. การพูดกรณีตวั อยา่ ง
ช่ือ.................................................................เลขที่ ..................... ช้ัน...............