ชั้น ชั้ มัธ มั ยมศึก ศึ ษาปีที่ ปี ที่ 5
ความหมายของชื่อ ชื่ เรื่อ รื่ งลิลิ ลิ ต ลิ ตะเลงพ่า พ่ ย ตะเลง แปลว่า ว่ มอญ พ่า พ่ ย แปลว่า ว่ แพ้ รวมความหมายว่า ว่ มอญแพ้ แต่ในที่นี้ หมายถึง รวมพม่าด้วย เพราะเมื่อพม่าได้ครอบ ครองดินแดนและยึดเมืองหลวงของมอญ คือ กรุงหงสาวดี เป็นเมืองหลวงของตน พระเจ้าแผ่นดินจึงเป็นพระเจ้าแผ่น ดินมอญด้วย และทหารที่เกณฑ์มารบก็มีทหารมอญปะปนมา ด้วยมากมาย เราจึงเรีย รี กพม่าและมอญรวม ๆ ไปว่า ตะเลง
ที่ม ที่ าและความสำ คัญ คั ลิลิตตะเลงพ่ายแต่งขึ้นเพื่อ “ยอพระเกียรติยศ” ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช โดยเล่าเรื่อ รื่ งราวตั้งแต่ สมเด็จพระมหาธรรมราชา (พระราชบิดาในสมเด็จ พระนเรศวรมหาราช) สวรรคตจนถึงเสร็จ ร็ สิ้นสงคราม ยุทธหัตถี สันนิษฐานว่านำ ข้อมูลพื้นฐานมาจากบันทึก พระราชพงศาวดาร ฉบับพันจันธุมาศ (เจิม) โดยผู้แต่ง เพิ่มจินตนาการของตนเองเข้าไปด้วยเพื่อทำ ให้เนื้อหา น่าติดตาม โดยเฉพาะบทอาลัยของพระมหาอุปราชา การแต่งลิลิตตะเลงพ่ายนั้นใช้ข ช้ นบการ แต่งแบบโบราณเช่น ช่ เดียวกับลิลิตยวนพ่าย ซึ่งซึ่สันนิษฐานว่าถูกแต่งขึ้นในรัช รั สมัย สมเด็จพระรามาธิบ ธิ ดีที่ 2
ผู้แผู้ ต่ง ต่ ลิลิ ลิ ต ลิ ตะเลงพ่าย เป็นพระนิพนธ์ข ธ์ องสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิ นุ ต ชิ ชิโชิ นรส พระองค์เป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัช รั กาลที่ 1) กับเจ้าจอมมารดาจุ้ย โดยนิพนธ์เ ธ์ รื่อ รื่ ง ลิลิตตะเลง พ่ายในขณะดำ รงพระอิสริย ริ ยศเป็นพระเจ้าบรมวงศ์ เธอกรมหมื่นนุชิ นุ ต ชิ ชิโชิ นรสฯ ทรงเป็นผู้เชี่ยชี่วชาญ ในหลายด้าน ทั้งคดีโลก คดีธรรม และอักษรศาสตร์ พระองค์ทรงอยู่ในสมณเพศยาวนานถึง 52 พรรษา โดยสิ้นพระชมน์ในแผ่นดินรัช รั กาลที่ 4 สิริร ริ วมพระชนมายุได้ 64 พรรษา
ลัก ลั ษณะคำ ประพัน พั ธ์ ลิลิ ลิ ต ลิ ตะเลงพ่ายเป็นวรรณคดีแ ดี นวประวัติ วั ศติ าสตร์ และเป็นวรรณกรรมเฉลิม ลิ พระเกีย กี รติ นับเป็น วรรณคดีที่ ดี มุ่ที่ง มุ่ สดุดี ดุ วี ดี ร วี กรรมด้า ด้ นการรบของวีร วี บุรุ บุ รุ ษ ของชาติ คือ สมเด็จ ด็ พระนเรศวรมหาราช แต่ง ต่ เป็น ลิลิ ลิ ต ลิ สุภ สุ าพ ประกอบด้ว ด้ ยร่า ร่ ยสุภ สุ าพและ โคลงสุภ สุ าพ ได้แ ด้ ก่ โคลงสองสุภ สุ าพ โคลงสามสุภ สุ าพ และโคลงสี่สุภ สุ าพสลับ ลั กัน กั ตามความเหมาะสมของ เนื้อหาจำ นวน 439 บทโดยเริ่มริ่ต้น ต้ ด้ว ด้ ยร่า ร่ ยสุภ สุ าพซึ่งซึ่ เป็นบทยอพระเกีย กี รติแ ติ ละสดุดี ดุ ค ดี วามเจริญ ริ รุ่ง รุ่ เรือ รื ง ของบ้า บ้ นเมือ มื ง โดยแต่ง ต่ ให้คำ สุด สุ ท้า ท้ ยของบท ประพันธ์บ ธ์ ทต้น ต้ ส่งสัมผัสผั มายัง ยั คำ ที่ 1 หรือ รื คำ ที่ 2 หรือ รื คำ ที่ 3 ของบทต่อ ต่ ไป เชื่อ ชื่ มกัน กั อย่า ย่ งนี้ ตลอด ทั้ง ทั้ เรื่อ รื่ ง เรีย รี กว่า ว่ เข้า ข้ ลิลิ ลิ ต ลิ
โดยได้แบบอย่างการแต่งมาจากลิลิต ยวนพ่าย ที่แต่งขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น ลิลิตเปรียบได้กับงานเขียนมหากาพย์ จัดเป็นวรรณคดีประเภทเฉลิมพระเกียรติ พระมหากษัตริย์ ลัก ลั ษณะคำ ประพัน พั ธ์
ลัก ลั ษณะบัง บั คับ คั ร่า ร่ ยสุภุ สุ า ภุ พ ร่าร่ยสุภาพบทหนึ่งมีตั้งแต่ 5 วรรคขึ้นไป และตอนท้ายต้องจบ ด้วยโคลงสองสุภาพ ร่าร่ยสุภาพแต่ละวรรคกำ หนดให้มี 5 คำ สำ หรับรั สัมผัสบังคับของร่าร่ยสุภาพ กำ หนดให้คำ สุดท้ายของวรรค หน้าส่งสัมผัสไปยังคำ ที่ 1 หรือ รื ที่ 2 หรือ รื ที่ 3 เพียงคำ ใดคำ หนึ่งใน วรรคถัดไป การส่งสัมผัสเป็นไปเช่นช่นี้จนกระทั่งจบด้วยโคลงสอง สุภาพ ส่วนสัมผัสในซึ่ง ซึ่ เป็นสัมผัสที่ไม่บังคับในร่าร่ยสุภาพใช้ไช้ด้ทั้ง สัมผัสพยัญชนะและสัมผัสสระ แต่นิยมสัมผัสพยัญชนะมากกว่า จะได้แผนภูมิ ดังนี้ ลัก ลั ษณะคำ ประพัน พั ธ์
ลัก ลั ษณะคำ ประพัน พั ธ์ ลัก ลั ษณะบัง บั คับ คัโคลงสองสุภุ สุ า ภุ พ โคลงสองสุภาพบทหนึ่งมี 3 วรรค ๆ หนึ่งมี 5 คำ ยกเว้นวรรคสุดท้ายมีเพียง 4 คำ ในตอนท้าย มีคำ สร้อยได้ 2 คำ สัมผัสของโคลงสองสุภาพมีเพียง แห่งเดียว คือ คำ สุดท้ายของวรรค แรกส่งสัมผัสไป ยังคำ สุดท้ายของวรรคที่ 2 จะได้แผนภูมิ ดังนี้
ลัก ลั ษณะคำ ประพัน พั ธ์ ลัก ลั ษณะบัง บั คับ คั โคลงสามสุภุ สุ า ภุ พ โคลงสามสุภาพบทหนึ่งมี 4 วรรค ๆ ละ 5 คำ ยกเว้น วรรคสุดท้ายซึ่ง ซึ่ มี 4 คำ และมีคำ สร้อ ร้ ย ตอนท้ายอีก 2 คำ สัมผัสโคลงสามสุภาพกำ หนดให้ คำ สุดท้ายของวรรคแรกส่งสัมผัสไปยังคำ ที่ 3 ของ วรรคที่ 2 และคำ สุดท้ายของวรรคที่ 2 ส่งสัมผัสไป ยังคำ สุดท้ายของวรรคที่ 3 จะได้แผนภูมิ ดังนี้
ลัก ลั ษณะคำ ประพัน พั ธ์ ลัก ลั ษณะบัง บั คับ คั โคลงสี่สุภ สุ าพ โคลงสี่สุภ สุ าพบทหนึ่งมี 4 บาท แต่ลต่ะบาทประกอบด้วด้ย 2 วรรค คือ วรรคหน้า 5 คำ วรรคหลังลั2 คา ยกเว้นว้บาทที่ 4 ที่มีที่ว มี รรคหลังลั4 คำ นอกจากนี้ในบาทที่ 1 และ บาทที่ 3 อาจมีสมี ร้อร้ยคำ ได้อีด้ก อี บาทละ 2 คำ โคลงสี่สุภ สุ าพบัังคับคำ เอก 7 คำ คำ โท 4 คำ โดยถือ ถื รูปวรรณยุก ยุ ต์เ ต์ป็นเกณฑ์ และคำ เอกอาจใช้คำช้ คำตายแทนได้ สัมผัสผั โคลงสี่สุภ สุ าพ ได้แด้ก่ คำ สุด สุ ท้าท้ยของบาทที่ 1 (ไม่นัม่ นับคำ สร้อร้ย) ส่งสัมผัสผั ไปยังยัคำ ที่ 5 ของบาทที่ 2 และ บาทที่ 3 คำ สุด สุ ท้าท้ยของบาทที่ 2 ส่งสัมผัสผั ไปยังยัคำ ที่ 5 ของบาทที่ 4 ส่วนสัมผัสผั ในของโคลงสี่สุภ สุ าพนิยมสัมผัสผัอักอัษร จะได้แด้ผนภูมิ ภูมิดังดันี้
ตัว ตั ละครสำคัญ ลิลิ ลิ ต ลิ ตะเลงพ่าย
ตัว ตั ละคร (ฝ่า ฝ่ ยไทย) สมเด็จพระนเรศวรมหาราช หรือ พระองค์ดำ พระมหาธรรมราชาเป็นพระบรมชนกนาถ มีพระนามว่า สมเด็จพระนเรศวร หรือสมเด็จพระสรรเพชญ์ที่ 2 กษัตริย์องค์ที่ 18 แห่งกรุุงศรีอยุธยา ทรงเป็น พระมหากษัตริย์ที่เก่งกล้าสามารถ
ตัว ตั ละคร (ฝ่า ฝ่ ยพม่า ม่ ) พระมหาอุปราชา โอรสของนันทบุเรง ดำ รงตำ แหน่ง อุปราชาในสมัยของนันทบุเรง เป็นเพื่อนเล่นกันกับพระ นเรศวรในสมัยที่พระองค์ประทับอยู่ที่กรุงหงสาวดีทรง ทำ งานสนองพระราชบิดาหลายครั้ง โดยเฉพาะราชการ สงคราม และได้ถวายงานครั้งสุดท้ายในการยกทัพ 2 แสน 5 หมื่น มาตีไทย และสิ้นพระชนม์ในการทำ ยุทธหัตถีกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
เนื้อ นื้ เรื่อ รื่ ง ลิลิ ลิ ต ลิ ตะเลงพ่า พ่ ย
เนื้อ นื้ เรื่อ รื่ ง แบ่ง บ่ เป็น ป็ 12 ตอน ตอนที่ 1 เริ่มบทกวี ตอนที่ 2 เหตุการณ์ทางกรุงหงสาวดี ตอนที่ 3 พระมหาอุปราชายกทัพเข้าเมืองกาญจนบุรี ตอนที่ 4 สมเด็จพระนเรศวรทรงปรารภเรื่องตีเมืองเขมร ตอนที่ 5 สมเด็จพระนเรศวรทรงเตรียมการสู้ศึกมอญ ตอนที่ 6 พระนเรศวรทรงตรวจเตรียมทัพ ตอนที่ 7 พระมหาอุปราชาทรงปรึกษาการศึกแล้วยกทัพเข้าปะทะทัพหน้าของไทย ตอนที่ 8 สมเด็จพระนเรศวรทรงปรึกษายุทธวิธีเอาชนะข้าศึก ตอนที่ 9 ทัพหลวงเคลื่อนพล ช้างทรงสมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถฝ่า ข้าศึกเข้าไปในกองทัพข้าศึก ตอนที่ 10 ยุทธหัตถี และชัยชนะของไทย ตอนที่ 11 สมเด้จพระนเรศวรทรงสร้างสถูปและปูนบำ เหน็จทหาร ตอนที่ 12 ขอพระราชทานอภัยโทษ
เริ่มประพันธ์ด้วยการกล่าวชมบารมีและ พระบรมเดชานุภาพของสมเด็จพระนเรศวร มหาราชแล้วจึงเข้าสู่เนื้อความที่ถอดความได้ดังนี้ สมเด็จพระมหาธรรมราชาได้ทรงสวรรคต จึงมีการผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน ซึ่งผู้ที่ได้สืบครอง ราชย์ต่อคือสมเด็จพระนเรศวร ซึ่งอาจมีการรบ เพื่อแย่งราชบัลลังก์ระหว่างสมเด็จพระนเรศวรกับ สมเด็จพระเอกาทศรถ
พระเจ้า จ้ หงสาวดีนั ดี นั นทบุเ บุ รงจึง จึได้ส่ด้ ส่ งกองทัพ ทั มา เพื่อเป็นการเตือ ตื นว่า ว่ หากบ้า บ้ นเมือ มื งกรุงศรีอ รี ยุธ ยุ ยา ไม่สม่ งบ พม่า ม่ พร้อ ร้ มที่จ ที่ ะโจมตีทั ตี น ทั ที ซึ่งพระดำ รินี้ ริ นี้ ได้รั ด้ บ รั ความเห็นชอบจากเหล่า ล่ ขุนนางทั้ง ทั้ หลายก็มี ก็ ค มี วามเห็น ตามนี้ พระองค์จึง จึได้มี ด้ รั มี บ รั สั่งให้พระมหาอุป อุ ราชา ผู้ซึ่ ผู้ ซึ่ งเป็นโอรสและพระมหาราชเจ้า จ้ นครเชียงใหม่ ไปเตรีย รี มกองทัพ ทั ร่ว ร่ มกัน กั
โหรได้ทำ ด้ ทำนายว่า ว่ พระมหาอุป อุ ราชานั้นจะมีด มี วง ถึงฆาต แต่ด้ ต่ ว ด้ ยความเกรงในพระบิด บิ าพระองค์จึง จึ ไม่ท ม่ รงขัดพระทัย ทั ในระหว่า ว่ งช่วงนั้นสมเด็จ ด็ พระนเรศวรได้เ ด้ ตรีย รี ม กองทัพ ทั ในการไปทำ ศึกกับ กั กัม กั พูช พู าที่ไที่ ด้นำ ด้ นำ ทัพ ทั มารบ ในขณะที่ไที่ ทยกำ ลัง ลั รบอยู่กั ยู่ บ กั พม่า ม่
แต่เ ต่ มื่อ มื่ ทรงทราบว่า ว่ พม่า ม่ ได้ย ด้ กทัพ ทั มาพระองค์จึง จึ นำ กำ ลัง ลั ส่วนนี้ไปตั้ง ตั้ ทัพ ทั รอ รับ รั ศึกพม่า ม่ แทน โดยทรงบัญ บั ชาให้ทัพ ทั หน้าไปประจำ ที่ตำ ที่ ตำบลหนอง สาหร่า ร่ ย ส่วนทัพ ทั พม่า ม่ นั้นได้นำ ด้ นำ ทัพ ทั จำ นวน 2 แสน 5 หมื่น มื่ ชีวิต วิ ผ่า ผ่ นด่า ด่ นเจดีย์ ดีย์ สามองค์ ไทรโยค ลำ กระเพิน แล้ว ล้ จึง จึ เข้ามายึด ยึ เมือ มื งกาญจนบุรี บุ รี
จากนั้นได้นำ ทัพผ่านเข้ามาทางพนมทวน ณ ที่แห่งนี้ได้เกิดลมเวรัมภาที่พัดจนฉัตรพระมหา อุุปราชาหักลง ทรงพักค่ายที่ตำ บลตระพังตรุ ทางฝั่งสมเด็จพระนเรศวรและสมเด็จพระเอกาทศรถ เคลื่อนทัพทางน้ำ โดยขึ้นบกที่อำ เภอป่าโมก ซึ่งที่นี่ ได้เกิดศุภนิมิตขึ้น
จากนั้นได้นำ ด้ นำ พลไปพักค่ายที่อำ ที่ อำเภอหนองสาหร่า ร่ ย ซึ่งได้ท ด้ รงทราบว่า ว่ ทหาร พม่า ม่ มาลาดตระเวณอยู่ใยู่ นบริเ ริ วณนี้จึง จึ มีพ มี ระบัญ บั ชาให้กองทัพ ทั หน้าเข้าโจมตีทั ตี น ทั ที แล้ว ล้ ทำ ทีเ ทีป็นถอยร่น ร่ เข้ามาเพื่อให้ข้าศึกเกิด กิ ความประมาท ซึ่งทัพ ทั หลวงจะออกมา ช่วยหลัง ลั จากนั้น แต่บั ต่ ง บั เอิญ อิ ว่า ว่ ช้างทรงทั้ง ทั้ ของสมเด็จ ด็ พระนเรศวรและสมเด็จ ด็ พระเอกาทศรถนั้นตกมัน มั จึง จึ หลงเข้าไปอยู่ต ยู่ รงใจกลางของทัพ ทั ข้าศึกทำ ให้ แม่ทั ม่ พ ทั ต่า ต่ ง ๆ เสด็จ ด็ ตามไม่ทั ม่ น ทั
สมเด็จ ด็ พระนเรศวรจึง จึได้ก ด้ ล่า ล่ วท้า ท้ให้พระมหาอุป อุ ราชออกมาทำ ยุท ยุ ธหัตถีกัน กั ท้า ท้ ยที่สุุที่ ด สุุ สมเด็จ ด็ พระนเศวรทรงมีชั มี ชั ยเหนือพระมหาอุุป อุุ ราชา เช่นเดีย ดี วกับ กั ที่ สมเด็จ ด็ พระเอกาทศรถมีชั มี ชั ยเหนือมางจาชโร หลัง ลั จากที่ก ที่ องทัพ ทั พม่า ม่ แตกพ่ายไป สมเด็จ ด็ พระนเรศวรได้มี ด้ พ มี ระบัญ บั ชาให้สร้า ร้ งสถูปเจดีย์ ดี ขึ้ ย์ ขึ้ นที่นี่ ที่ นี่ แล้ว ล้ ยกทัพ ทั กลับ ลั กรุงศรีอ รี ยุธ ยุ ยา ในเรื่อ รื่ งนี้กวีไวี ด้จ ด้ บเรื่อ รื่ งด้ว ด้ ยการประพันธ์โธ์ คลงสดุดี ดุ แ ดี ละได้ ประพันธ์ถึ ธ์ ถึ งทศพิธราชธรรม จัก จั รพรรดิวั ดิ ต วั รและปิดเรื่อ รื่ งด้ว ด้ ยชื่อผู้ป ผู้ ระพันธ์แ ธ์ ละ จุด จุ ประสงค์ในการประพันธ์
เพิ่ม พิ่ เติม ติ เสริม ริ ความรู้ เนื้อ นื้ เรื่อ รื่ ง ลิลิ ลิ ต ลิ ตะเลงพ่า พ่ ย
1) เริ่มริ่จากร่า ร่ ยที่กที่ล่า ล่ วถึง ถึ พระบรมเดชานุภ นุ าพของพระมหากษัตริย์ ริ ต ย์ ามขนบของ การแต่ง ต่ ลิลิ ลิ ต ลิ 2) แผ่นดินไทยเปลี่ยนกษัตริย์จากพระมหาธรรมราชามาเป็นสมเด็จพระ นเรศวรมหาราช ในปีพ.ศ. 2133 ฝ่ายพม่าขณะนั้นพระเจ้าหงสาวดี (นันทบุเรง) จึงรับสั่งให้พระมหาอุปราชา (มังกะยอชวา) ออกไปดูลาดเลาถ้าเห็น ว่าไทยแย่งราชสมบัติกันระหว่างสมเด็จพระนเรศวรกับสมเด็จพระเอกาทศรถ ก็ให้ถือโอกาสรบเลย
3) พระมหาอุปราชาไม่รับ รั ปากในทันทีเพราะโหรทำ นายว่าพระเคราะห์ ถึงฆาตพระเจ้าหงสาวดีจึงตรัสรั ให้พระมหาอุปราชามีขัตติยมานะขึ้น โดยตรัสรั ว่า ให้ไปสวมเสื้อสตรีจ รี ะได้สร่า ร่ งเคราะห์ พระมหาอุปราชาจึงออกรบทั้ง ทั้ เพราะกลัว พระราชอาญา อับอายหมู่อมาตย์และเกิดขัตติมานะ ทรงออกเดินทางพร้อ ร้ มกับ กองทัพจำ นวน 250,000 คน ก่อนออกเดินทางได้ร่ำ ลานางสนม 4) พระมหาอุปราชาทรงเดิน ดิ ทางผ่า ผ่ นแม่น้ำ ม่ น้ำ แม่ก ม่ ษัตริย์ ริ เ ย์ มื่อ มื่ มาถึง ถึ ที่ ลำ กระเพินมีรั มี บ รั สั่งให้สร้า ร้ งสะพานขึ้น ขึ้ มาเพื่อใช้ข้ ช้ า ข้ มฟากมาไทย
5) เมื่อ มื่ เดิน ดิ ทางถึง ถึ ตำ บลพนมทวนได้เ ด้ กิด กิ ลางร้า ร้ ยขึ้น ขึ้ แก่อ ก่ งค์พ ค์ ระมหา อุป อุ ราชา คือ คื ลมเวรัม รั ภาพัตฉัตร 5 ชั้น ชั้ ของพระองค์หั ค์ หั ก ทรงเสียขวัญ วั รับ รั สั่งให้โหร ทำ นายเกี่ยกี่วกับ กั เหตุที่ ตุ เที่กิด กิ ขึ้น ขึ้ โหรจำ ต้อ ต้ งกราบบัง บั คมทูล ทู ว่า ว่ เหตุก ตุ ารณ์แบบนี้เกิด กิ ตอนเย็น ย็ จะดีพ ดี ระมหาอุป อุ ราชาก็ไก็ ม่ค่ ม่ อ ค่ ยทรงเชื่อ ชื่ในคำ ทำ นายนั้น ทรงรำ ลึก ลึ ถึง ถึ พระ ราชบิด บิ าและประเทศพม่า ม่ 6) เมือ มื งกาญจนบุรี บุ ท รี ราบว่า ว่ กองทัพ ทั พม่า ม่ ยกมาจึง จึให้ขุน ขุ แผนนำ ข่า ข่ วมาบอก แก่สก่ มเด็จ ด็ พระนเรศวร แล้ว ล้ ชาวเมือ มื งกาญจนบุรี บุ ก็ รี พ ก็ ากัน กั หลบหนีเข้า ข้ ไปในป่า
7) สมเด็จ ด็ พระนเรศวรทรงตระเตรีย รี มจะยกทัพ ทั ไปตีเ ตี ขมรเพราะเขมร ชอบต้อ ต้ นคนไปเป็นเชลยเมื่อ มื่ เห็นว่า ว่ ไทยกำ ลัง ลั ทำ สงครามกับ กั ต่า ต่ งชาติอ ติ ยู่ ทรงเป็น ห่วงว่า ว่ จะไม่มี ม่ ใมี ครดูแ ดู ลพระนคร ทัน ทั ใดนั้นทูต ทู เมือ มื งกาญจนบุรี บุ ก็ รี ม ก็ าบอกข่า ข่ วแก่ พระองค์ว่ ค์ า ว่ พม่า ม่ ยกทัพ ทั มาแล้ว ล้ สมเด็จ ด็ พระนเรศวรรู้สึรู้ สึ กดีพ ดี ระทัย ทั มากทรงถามหมู่ อมาตย์ว่ ย์ า ว่ ควรยกทัพ ทั ไปสู้น สู้ อกเมือ มื งหรือ รื ไม่ ทั้ง ทั้ ทหารและพระองค์ต่ ค์ า ต่ งก็เ ก็ ห็นพ้อง ต้อ ต้ งกัน กั ว่า ว่ ควรยกทัพ ทั ไปสู้น สู้ อกเมือ มื ง ** สมเด็จ ด็ พระนเรศวรทรงส่งทัพ ทั หน้าเดิน ดิ ทางไปก่อ ก่ นโดย 1. ให้ชาวเมือ มื งราชบุรี บุ ทำ รี ทำลายสะพานที่ลำที่ลำ กระเพินเพราะหมายจะทรงเผด็จ ด็ ศึก ภายในประเทศ 2. กองทัพ ทั หน้าตั้ง ตั้ ที่หที่นองสาหร่า ร่ ยชัย ชั ภูมิ ภู พ มิ ยุห ยุ ไกรสร (สีหนาม) จัด จั ทัพ ทั แบบตรี เสนาเก้า ก้ กอง -กองทัพ ทั ของไทยมีทั้ มี ง ทั้ สิ้นห้าหมื่น มื่ คน
8) กองทัพ ทั หน้าของไทยปะทะกับ กั พม่า ม่ ที่ตำที่ตำ บลโคกเผาข้า ข้ ว 9) สมเด็จ ด็ พระนเรศวรทรงให้โหรหามหุติฤ ติ กษ์เพื่อยกทัพ ทั หลวงตามไป ได้ฤ ด้ กษ์รวิว วิ ารมหันต์ 11 ค่ำ ย่ำ รุ่ง รุ่ 2 นาฬิกา เศษสังขยา 5 บาท เดือ ดื นบุษ บุ ยมาส ต่อ ต่ มาทรงยกพลขึ้น ขึ้ บกที่ตำที่ตำ บลป่าโมก คืน คื นั้นสมเด็จ ด็ พระนเรศวรทรงพระสุบิ สุ น บิ ว่า ว่ ได้สู้ด้ สู้ กั สู้ บ กั จระเข้ซึ่งซึ่มาพร้อ ร้ มกับ กั สายน้ำ จากทิศทิ ตะวัน วั ตกพระองค์สค์ ามารถฆ่า ฆ่ จระเข้ ตายได้เ ด้ มื่อ มื่ ทรงตื่น ตื่ บรรทมให้ให้โหรทำ นาย โหรทำ นายว่า ว่ ความฝัน ฝั ครั้ง รั้ นี้เป็นเพราะ เทพสังหรณ์หมายความว่า ว่ จะทรงชนะศึกและฆ่า ฆ่ พระมหาอุป อุ ราชาได้
10) เช้า ช้ วัน วั รุ่ง รุ่ ขึ้น ขึ้ ระหว่า ว่ งรอฤกษ์เดิน ดิ ทัพ ทั สมเด็จ ด็ พระนเรศวรและ เหล่า ล่ พลได้เ ด้ ห็นนิมิต มิ คือ คื พระบรมสารีริ รี ก ริ ธาตุล ตุ อยมาจากทิศทิ ใต้เ ต้ วีย วี นขวา 3 ครั้ง รั้ แล้ว ล้ หายไปทางทิศทิ เหนือ 11) ขณะที่กที่องทัพ ทั ไทยกำ ลัง ลั ทำ พิธีโธี ขลนทวาร ก็ไก็ ด้ยิ ด้ น ยิ เสียงปืนดัง ดั ขึ้น ขึ้ สมเด็จ ด็ พระนเรศวรให้คนไปสืบลาดเลาได้ตั ด้ ว ตั ทหารมานายหนึ่ง สืบถามได้ค ด้ วามว่า ว่ กองทัพ ทั หน้าของไทยแตก หมู่อ มู่ มาตย์แ ย์ นะนำ ว่า ว่ ควรยกทัพ ทั ไปหนุน นุ ช่ว ช่ ยกองทัพ ทั หน้า แต่สต่ มเด็จ ด็ พระนเรศวรไม่ท ม่ รงเห็นด้ว ด้ ย ทรงเห็นว่า ว่ ควรใช้อุ ช้ บ อุ ายลวงพม่า ม่ โดยให้ กองทัพ ทั หน้าหนีมาเรื่อ รื่ ย ๆ จนกองทัพ ทั พม่า ม่ เกิด กิ ความชะล่า ล่ ใจ แล้ว ล้ กองทัพ ทั หลวง คอยยกทัพ ทั หน่วงเข้า ข้ มา
12) เมื่อ มื่ ช้า ช้ งทรงของสมเด็จ ด็ พระนเรศวรมหาราชและช้างทรงของ สมเด็จ ด็ พระเอกาทศรถได้ยิ ด้ น ยิ เสียงปืนเกิด กิ ตกมัน มั วิ่ง วิ่ฝ่า ฝ่ เข้าไปในกองทัพ ทั พม่า ม่ ทัน ทั ใดนั้นก็เ ก็ กิด กิ ฝุ่น ฝุ่ เต็ม ต็ สนามรบ ทหารพม่า ม่ แม้น ม้ จะยิง ยิ อาวุธ วุ เท่า ท่ ไร ก็ไก็ ม่สม่ ามารถ มาถูก ถู ต้อ ต้ งพระวรกายของสองพระองค์ไค์ ด้ สมเด็จ ด็ พระนเรศวรทรงอธิษ ธิ ฐาน ขอเทพให้ฝุ่น ฝุ่ เหล่า ล่ นี้หมดไปเมื่อ มื่ อธิษ ธิ ฐานเสร็จ ร็ ฝุ่น ฝุ่ ก็จ ก็ างหายไป 13) พระมหาอุป อุ ราชาให้คนแต่ง ต่ ตัว ตั แบบพระองค์ถึง 16 คน แต่พ ต่ ระนเรศวรสังเกตจากเครื่อ รื่ งยศและทหารแวดล้อ ล้ มจึง จึ ทรงทราบว่า ว่ พระมหาอุป อุ ราชาคือคนไหน
14) สมเด็จ ด็ พระนเรศวรทรงท้า ท้ และเชิญชวนสมเด็จ ด็ พระมหาอุป อุ ราชา มาชนช้า ช้ งในพระราชดำ รัสรั ครั้ง รั้ นั้น แสดงให้เห็นว่า ว่ ทรงเป็นกษัตริย์ ริ ที่ ย์ มีที่จิ มี ต จิ วิท วิ ยา และวาทศิลป์ในการพูด พู รวมทั้ง ทั้ ทรงชื่น ชื่ ชมการชนช้า ช้ งมาก พระมหาอุป อุ ราชาทรง เกิด กิ ขัต ขั ติย ติ มานะออกรบ สมเด็จ ด็ พระนเรศวรชนช้า ช้ งกับ กั พระมหาอุป อุ ราชา ทรงใช้ พระแสงดาบพลพ่ายฟันสมเด็จ ด็ พระมหาอุป อุ ราชาขาดคอ ช้า ช้ งฝ่า ฝ่ ยสมเด็จ ด็ พระ เอกาทศรถก็ท ก็ รงสู้กั สู้ บ กั มางจาชโรและทรงฆ่า ฆ่ มางจาชโรตาย
15) สมเด็จ ด็ พระนเรศวรทรงสร้า ร้ งสถูป ถู ประกาศวีร วี กรรมให้อนุช นุ น ได้ท ด้ ราบที่ตำที่ตำบลตระพังตรุ ทรงให้เจ้า จ้ เมือ มื งมล่ว ล่ นกลับ ลั ไปทูล ทู ข่า ข่ วสารการสิ้นพระชนม์ข ม์ องพระมหาอุป อุ ราชา แก่พ ก่ ระเจ้า จ้ กรุงหงสาวดี ทรงปูน ปู บำ เหน็จรางวัล วั เกีย กี รติย ติศแก่เ ก่ จ้า จ้ รามราฆพและขุนศรีค รี ชคง และให้ บำ เหน็จรางวัล วั แก่ค ก่ รอบครัว รั ของหมื่น มื่ ภัก ภั ดีค ดี วรและนายมหานุภ นุ าพ
16) สมเด็จ ด็ พระนเรศวรจะทรงคาดโทษผู้ไ ผู้ ม่ต ม่ ามเสด็จ ด็ เข้า ข้ ไปในกองทัพ ทั พม่า ม่ ตามกฎอัย อั การศึก แต่สต่ มเด็จ ด็ พระวัน วั รัต รั วัด วั ป่าแก้ว ก้ และพระราชาคณะ เดิน ดิ ทางมาขอพระ ราชทานอภััยโทษแก่ม ก่ วลทหารโดยกล่า ล่ วว่า ว่ 1. พระองค์สค์ ามารถรบชนะด้ว ด้ ยตนเอง (เหมือ มื นกฤษฎาภินิ ภิ นิ หารของพระพุท พุ ธเจ้า จ้ ที่ สามารถชนะพญาวสวตีม ตี ารด้ว ด้ ยตัว ตั พระองค์เ ค์ อง) ย่อ ย่ มเป็นการประกาศพระเกีย กี รติคุ ติ คุ ณ อย่า ย่ งแท้จ ท้ ริง ริ 2. ควรให้โอกาสทหารเหล่า ล่ นี้แก้ตั ก้ ว ตั เพราะทหารเหล่า ล่ นี้ล้ว ล้ นรับ รั ราชการมาตั้ง ตั้ แต่สต่ มัย มั พระเจ้า จ้ ตา (สมเด็จ ด็ พระมหาจัก จั รพรรดิ)ดิ และสมเด็จ ด็ พระราชบิด บิ า (สมเด็จ ด็ พระมหาธรรมราชา) แล้ว ล้ สมเด็จ ด็ พระนเรศวรทรงยกโทษให้หมู่ท มู่ หาร แต่มี ต่ ข้ มี อ ข้ แม้ว่ ม้ า ว่ ทหารเหล่า ล่ นี้ต้อ ต้ งไปตี มะริด ริ ทวายตะนาวศรีเ รีป็นการแก้ตั ก้ ว ตั
17) ทรงเรีย รี กคนที่อที่พยพเข้า ข้ป่ากลับ ลั เข้า ข้ บ้า บ้ นเมือ มื ง 18) เจ้า จ้ เมือ มื งเชีย ชี งใหม่ข ม่ อนำ แคว้น ว้ ลานนาเข้า ข้ ร่ว ร่ มในราชอาณาจัก จั ร 19) ท้า ท้ ยสุด สุ กรมพระปรมานุชิ นุ ต ชิ ชิโชิ นรสทรงอธิษ ธิ ฐานว่า ว่ ขอให้บรรลุ โลกุต กุ ตรธรรม (นิพพาน) แต่ถ้ ต่ า ถ้ ยัง ยั เวีย วี นว่า ว่ ยตายเกิด กิ ขอให้เป็นกวีทุ วี ก ทุ ชาติไติป
คุณ คุ ค่า ค่ ที่ไที่ ด้รั ด้ บ รั ลิลิ ลิ ต ลิ ตะเลงพ่า พ่ ย
คุณ คุ ค่า ค่ ทางด้า ด้ นสังคม ในด้านประวัติศาสตร์ ลิลิตตะเลงพ่าย ได้บอกเล่า เหตุการณ์สำ คัญในประวัติศาสตร์ชาติไทยที่มีบันทึกไว้ ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับจันทนุม นุ าศ (เจิม) ผู้เขียนพยายามรักษาข้อเท็จจริงไว้ไม่ให้คลาด เคลื่อนจากเนื้อหาภายในพงศาวดาร เช่น ช่ เส้นทางการ เดินทัพ ชื่อ ชื่ แม่ทัพหรือชื่อ ชื่ นายกอง เป็นต้น เนื้อหาภายใน พระราชพงศาวดารเล่าถึง การกระทำ ของพระเจ้าหงสาวดี นันทบุเรงที่มีคำ สั่งให้พระมหาอุปราชายกทัพมาตีกรุง ศรีอยุธยาหลังจากที่ทรงทราบข่าวการสวรรคตของพระ มหาธรรมราชา แต่ในขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระนเรศวร ได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ครองเมืองแล้วจึงได้จัดทัพเตรียมรับศึก พระนเรศวรมหาราชทรงใช้สช้ ติปัญญาและไหวพริบของ ตนเอง จนสามารถเอาชนะพระมหาอุปราชได้ คุณ คุ ค่า ค่ ที่ไที่ ด้รั ด้ บ รั
คุณ คุ ค่า ค่ ทางด้า ด้ นเนื้อหา ลิลิตตะเลงพ่ายเป็นวรรณคดีที่ปลุกกระแสรักชาติ ให้กับคนในสังคมไทย เมื่ออ่านแล้วจึงเกิดความรู้สึก ภาคภูมิใจในชาติ และซาบซึ้งถึงการเสียสละของ บรรพบุรุษไทยที่เสียเลือดเนื้อเพื่อปกป้องชาติ วรรณคดี เรื่องนี้จึงเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนในปัจจุบันให้เกิด ความหวงแหนในแผ่นดิน และภูมิใจที่ได้เกิดมาเป็นคน ไทย ลิลิตตะเลงพ่ายแสดงให้เห็นถึงความเชื่อ ชื่ ของคนไทย ในสมัยก่อน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโหราศาสตร์ หรือลางบอก เหตุต่าง ๆ เช่น ช่ ตอนที่พระนเรศวรทรงพระสุบินว่า ทรงลุยน้ำ ไปพบจระเข้ตัวใหญ่ที่หมายจะเข้ามาทำ ร้าย พระองค์ และพระองค์ได้ประหารจระเข้ตัวนั้นตาย จึงนำ ความฝันนี้ไปให้โหรทำ นาย โหรทำ นายว่าจะพระนเรศวร จะชนะศึกหงสาวดี คุณ คุ ค่า ค่ ที่ไที่ ด้รั ด้ บ รั
ทัน ทั ใดดิล ดิ กเจ้า จ้ จอมถวัล วั ย์ สร่า ร่ งผทมถวิล วิ ฝัน ฝั ห่อนรู้ พระหาพระโหรพลัน ลั พลางบอก ฝัน ฝั นา เร็ว ร็ เร่ง ร่ ทายโดยกระทู้ ที่ถ้ที่อ ถ้ ยตูแ ตู ถลง และอีกตอนที่เห็นได้ชัด ชั คือตอนที่ลมเวรัม รั ภาพัดฉัตรของ พระมหาอุปราชาหักลงขณะเดินทัพ คุณ คุ ค่า ค่ ที่ไที่ ด้รั ด้ บ รั พระพลัน ลั เห็นเหตุไ ตุ ซร้ เสียวดวง แดเอย ถนัดดั่ง ดั่ ภูผ ภู าหลวง ตกต้อ ต้ ง กระหม่า ม่ กระเหม่น ม่ ทรวง สั่นซีด ซี พักตร์น ร์ า หนักหฤทัย ทั ท่า ท่ นร้อ ร้ ง เรีย รี กให้โหรทาย
คุณ คุ ค่า ค่ ทางด้า ด้ นวรรณศิลป์ ลิลิตตะเลงพ่ายถือว่าเป็นแบบอย่างที่ดีในการแต่ง เพราะมีสำ นวนโวหารที่ไพเราะควบคู่ไปกับการเลือกสรร ถ้อยคำ อย่างประณีตทำ ให้สื่อความได้ชัด ชั เจนและไพเราะ ไม่ว่าจะเป็นตอนทำ ศึกสงคราม หรือตอนที่เศร้าโศกผู้แต่ง ก็สามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างดีเยี่ยม สื่อออกมาผ่าน การเล่นเสียง การซ้ำ คำ การเล่นคำ พ้อง การสร้าง จินตภาพ และการใช้ภ ช้ าพพจน์ต่าง ๆ เช่น ช่ อุปมา อุปลักษณ์ สัทพจน์ หรืออติพจน์ เหล่านี้ล้วนมีอยู่ในวรรณคดีเรื่องนี้ คุณ คุ ค่า ค่ ที่ไที่ ด้รั ด้ บ รั
คุณ คุ ค่า ค่ ทางด้า ด้ นวรรณศิลป์ ในลิลิตตะเลงพ่ายมีการเล่นเสียงอยู่ในแทบทุกบท รูปแบบของการเล่นเสียงที่นำ มาใช้ม ช้ ากที่สุดคือการเล่น เสียงพยัญชนะ รองลงมาคือสระ และวรรณยุกต์ แสดงถึง ความเก่งกาจของผู้เขียนที่สามารถเลือกใช้คำ ช้ คำที่มีเสียง พยัญชนะ สระ หรือ รื วรรณยุกต์ที่เหมือนกันมาเรีย รี งต่อกัน โดยที่มีความหมายชัด ชั เจน เสียงที่เหมือนกันทำ ให้เกิด ความไพเราะเมื่ออ่านออกเสียงเป็นทำ นองเสนาะ คุณ คุ ค่า ค่ ที่ไที่ ด้รั ด้ บ รั
ตัว ตั อย่า ย่ งการเล่น ล่ เสียงพยัญ ยั ชนะ คุณ คุ ค่า ค่ ที่ไที่ ด้รั ด้ บ รั ดำ เนินพจนพากย์พ ย์ ร้อ ร้ ง พรรณนา องค์อั ค์ ค อั รอุป อุ ราชา ท่า ท่ นแจ้ง จ้ กอบเกิด กิ ขัต ขั ติย ติ มา นะนึก หาญเฮย ขับ ขั คชเข้า ข้ ยุท ยุ ธ์แ ธ์ ย้ง ย้ ด่ว ด่ นด้ว ด้ ยโดยถวิล วิ ในบทนี้มีก มี ารเล่น ล่ เสียงพยัญ ยั ชนะ พ, อ และ ด
คุณ คุ ค่า ค่ ที่ไที่ ด้รั ด้ บ รั ตัว ตั อย่า ย่ งการเล่น ล่ เสียงสระ บัด บั มงคลพ่าห์ไท้ ทวารัติ รั ติ แว้ง ว้ เหวี่ยวี่งเบี่ยบี่งเศียรสะบัด บั ตกใต้ อุก อุ คลุก ลุ พลุก ลุ เงยงัด งั คอคช เศิกแฮ เบนบ่า บ่ ยหงายแหงนให้ ท่ว ท่ งท้อ ท้ ทีถ ที อย ในบทนี้มีก มี ารเล่น ล่ สระ เอีย อี และ สระ อุ
การซ้ำ คำ เป็นการซ้ำ เพื่อเน้นย้ำ ความหมายของคำ ๆ หรือ รื เป็นการเน้นย้ำ ให้ทำ ปรากฏอยู่ในลิลิตตะเลงพ่าย ตอนที่พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง (พ่อของพระมหาอุปราช) อวยพรและสั่งสอนพระมหาอุปราชก่อนออกไปทำ ศึก สงครามดังต่อไปนี้ คุณ คุ ค่า ค่ ที่ไที่ ด้รั ด้ บ รั จงจำ คำ พ่อไซร้ สั่งสอน จงประสิทธิ์ส ธิ์ มพร พ่อให้ จงเรือ รื งพระฤทธิ์ร ธิ์ อน อริร ริ าช จงพ่อลุล ลุ าศได้ เผด็จ ด็ ด้า ด้ วแดนสยาม (มีก มี ารซ้ำ คำ ว่า ว่ จง )
คุณ คุ ค่า ค่ ที่ไที่ ด้รั ด้ บ รั การเล่นคำ พ้อง ในลิลิตตะเลงพ่ายมีเล่นทั้งคำ พ้องรูป และคำ พ้องเสียง สลัด ลั ไดใดสลัด ลั แหนงนอน ไพรฤา เพราะเพื่อมาราญรอน เศิกไสร้ สละสละสมร เสมอชื่อ ชื่ ไม้น ม้ า นึกระกำ นามไม้ แม่น ม่ แม้น ม้ ทรวงเรีย รี ม มีการเล่นคำ พ้องเสียงคือคำ ว่า ได กับ ใด ส่วนคำ พ้อง รูปคือคำ ว่า สละ กับ สละ นอกจากจะมีคำ พ้องเสียงแล้ว ยังมีการเล่นพยัญชนะ พ,ส และ ม เข้ามาเสริม ริ อีกด้วย
คุณ คุ ค่า ค่ ที่ไที่ ด้รั ด้ บ รั การใช้ภ ช้ าพพจน์ในลิลิตตะเลงพ่าย มีการใช้ภ ช้ าพพจน์ แบบอุปมาหรือ รื ก็คือการเปรีย รี บเหมือน อุปลักษณ์ การ เปรีย รี บเป็นสัทพจน์การเลียนเสียงธรรมชาติ และสุดท้าย อติพจน์คือการกล่าวเกินจริง ริ ต่อไปนี้คือตัวอย่างของ ภาพพจน์ที่อยู่ในลิลิตตะเลงพ่าย ดังนี้ ตัว ตั อย่า ย่ งการใช้อุุ ช้ อุุ ป อุุ มา มีคำ มี คำเชื่อ ชื่ มคือ คื ดั่ง ดั่ พระพลัน ลั เห็นเหตุไ ตุ ซร้ เสียวดวง แดเอย ถนัดดั่ง ดั่ ภูผ ภู าหลวง ตกต้อ ต้ ง กระหม่า ม่ กระเหม่น ม่ ทรวง สั่นซีด ซี พักตร์น ร์ า หนักหฤทัย ทั ท่า ท่ นร้อ ร้ ง เรีย รี กให้โหรทาย
คุณ คุ ค่า ค่ ที่ไที่ ด้รั ด้ บ รั ตัว ตั อย่า ย่ งการใช้อุ ช้ ป อุ ลัก ลั ษณ์มีคำ มี คำเชื่อ ชื่ มคือ คื เป็น หรือ รื คือ คื โคลงข้างต้นนี้เป็นลักษณะการใช้ภ ช้ าพพจน์ แบบอุปลักษณ์ โดยมี คือ เป็นคำ เชื่อ ชื่ มโดยเปรีย รี บน่านน้ำ เป็นกองทัพพม่า นุส นุ นธิ์ซึ่ ธิ์ งซึ่น่านน้า นองพนาสณฑ์เ ฑ์ อย หนปัจฉิมทิศทิ า ท่ว ท่ มไซร้ คือ คื ทัพ ทั อริร ริ า- มัญ มั หมู่นี้ มู่ นี้ นา สมดั่ง ดั่ ลัก ลั ษณ์ฝัน ฝั ไท้ ธเนศนั้นอย่า ย่ แหง
คุณ คุ ค่า ค่ ที่ไที่ ด้รั ด้ บ รั ตัว ตั อย่า ย่ งการใช้สัทพจน์ เร่ง ร่ คำ รนเรีย รี กมัน มั ชัน ชั หูชูห ชู างแล่น ล่ แปร้น ร้ แปร๋แ ร๋ ลคะไขว่ ใช้คำ ช้ คำ ว่า ว่ แปร้น ร้ แปร๋แ ร๋ ทนเสียงของช้า ช้ ง ขอยกตัวอย่างบทรำ พึงของพระมหาอุปราชต่อพระราช บิดา (นันทบุเรง) ว่าด้วยการเทียบพระคุณของบิดาว่า มีมากกว่าแผ่นดิน ยิ่งใหญ่กว่าสวรรค์ชั้น ชั้ ฟ้า หรือ บาดาล พระคุณ คุ ตวงเพียบพื้น ภูว ภู ดล เต็ม ต็ ตรลอดแหล่ง ล่ บน บ่อ บ่ นใต้ พระเกิด กิ พระก่อ ก่ ชนม์ ชุม ชุ ชีพ ชี มานา เกรงบ่ทั บ่ น ทั ลูก ลู ได้ กลับ ลั เต้า ต้ ตอบสนอง ตัว ตั อย่า ย่ งการใช้อติพ ติ จน์ การกล่า ล่ วอะไรเกิน กิ จริง ริ
ลิลิ ลิ ต ลิ ตะเลงพ่า พ่ ย ลิลิตตะเลงพ่าย เป็นวรรณคดีชั้น ชั้ สูงและมีคุณค่ามากดังที่ กล่าวไปข้างต้น จึงทา ให้วรรณคดีเรื่อ รื่ งนี้เป็นที่นิยมอ่านของ คนไทยกันมาจนถึงปัจจุบัน ผู้อ่านจะได้ซาบซึ้ง ซึ้ในความไพเราะ ด้านวรรณศิลป์ แล้วยังได้รับ รั ความรู้ท รู้ างสังคม ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมต่าง ๆ ของคนไทยในสมัยก่อน ควรค่าแก่การ ศึกษาอย่างยิ่ง