รายงานการอบรมการจัดการความรู้
เรื่อง
การจัดทาผลงานสง่ สมคั รขอรับรางวลั เลศิ รัฐ
Preparing to Submit Applications for
Public Sector Excellence Awards
โดย
กลมุ่ พัฒนาระบบบริหาร
กรมสนบั สนุนบริการสุขภาพ
2565
๑
คานา
การอบรมการจดั การความรู้ เรอื่ ง “การจัดทาผลงานสง่ สมัครขอรับรางวัลเลิศรัฐ (Preparing to Submit
Applications for Public Sector Excellence Awards : PSEA” ถือเป็นกระบวนการหน่ึงของการพัฒนา
ความรู้ความสามารถของทรัพยากรบุคคล ให้มีทักษะ ความสามารถ และเป็นรูปแบบขององค์ความรู้ชัดแจ้งของ
กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร พร้อมท้ังคุณลักษณ์อ่ืน ๆ อันเป็นแผนการดาเนินงานที่ได้วิเคราะห์จากความต้องการ
พัฒนา เพื่อสร้างบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถเพิ่มข้ึนรวมท้ังรายงานนี้ยังสามารถใช้เป็นแหล่งข้อมูลที่เป็น
ประโยชน์ต่อหน่วยงานและผู้ที่สนใจใช้ศึกษาเป็นแนวทางดาเนินการจัดทาผลงานส่งสมัครขอรับรางวัลเลิศรัฐ
เพ่ือให้การผลิตผลงานเป็นไปตามเป้าหมายของกลุ่มพัฒนาระบบบริหารหรือสูงกว่าท่ีคาดหวังได้ พร้อมท้ังให้
บุคลากรของกลมุ่ พฒั นาระบบบริหาร เพ่ิมความสามารถในการทางานเป็นทีม และมีความพร้อมในการปฏิบัติงาน
ในอนาคต ตามแผนการพัฒนาบุคลากรของกลุ่มพัฒนาระบบบริหาร ท่ีได้กาหนดไว้ในแผนการพัฒนาบุคลากร
ในปี 2565 โดยรวบรวมผลการดาเนินการอบรมเชิงปฏิบัติการพบว่า การถอดบทเรียนความสาเร็จของหน่วยงาน
(After Action Review : AAR) รวมทั้งองค์ความรู้ท่ีอยู่ในผู้บริหารของกลุ่มพัฒนาระบบบริหาร (tacit knowledge)
ทส่ี ่งผลตอ่ ความสาเรจ็ ในการปฏิบตั ิงานไดอ้ ย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถปฏิบัติงานให้ประสบความสาเร็จได้ใน
ภาวะกดดัน มีการตัดสินใจและชักจูงให้องค์กรขับเคลื่อนไปในทิศทางที่ดี ไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะไหนก็ตาม
และรับฟังความคิดเห็นของผู้ใต้บังคับบัญชาและเพื่อร่วมงาน จากลักษณะของผู้บริหารของกลุ่มพัฒนาระบบ
บริหาร ส่งเสริมให้กลุ่มพัฒนาระบบบริหารเปิดรับความคิดเห็นใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง สร้างความม่ันใจในการ
ปฏิบัติงานเป็นทีมร่วมกัน ส่งผลทาให้เพิ่มประสิทธิภาพของการทางานมากข้ึน ท้ังยังสามารถพัฒนาทักษะการ
สื่อสารโดยรวม สามารถสร้างระบบการแบ่งบันความรู้ทักษะต่าง ๆ มากขึ้น ทาให้ผู้เข้ารับการอบรม
เห็นค่าของความแตกต่างทางทักษะและประสบการณ์ สามารถใช้ทักษะช่วยเหลือกันและกันได้อย่างเต็มท่ี
มีความคิดสร้างสรรค์และส่งเสริมนวัตกรรม เกิดผลสัมฤทธ์ิต่อกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และนโยบายของ
ภาครัฐทีม่ ุ่งเน้นผรู้ ับบรกิ ารและประชาชนเปน็ หลัก ซ่ึงเป็นส่วนหนง่ึ ของระบบราชการ 4.0
กลุ่มพัฒนาระบบบริหารได้ดาเนินการอบรมครั้งน้ี นอกจากจะเป็นการจัดการความรู้ถึงผลสาเร็จของ
หนว่ ยงานที่ไดร้ บั รางวัลเลิศรฐั แล้ว ในกระบวนการถอดความรู้ยังเสริมสร้างความรู้ด้านต่างๆอีกมากท่ีส่งผลต่อการ
ปรับเปล่ียนเรียนรู้ท่ีเพ่ิมทักษะของบุคลากรที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของการทางานให้สูงข้ึน ด้านเทคนิคการสร้าง
สัมพันธภาพที่ดี (Good Relationships Techniques) การทางานอย่างเป็นระบบ(Systematic Work) และการ
คิดอย่างมีวิจารณญาณ(Critical Thinking) ซึ่งได้จากการถอดบทเรียนจากความสาเร็จและปัญหาการปฏิบัติงาน
ท่ีผ่านมา เพ่ือเป็นการพัฒนา ให้สามารถตอบสนองการปฏิบัติงานของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพให้สัมฤทธ์ิผล
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และหวังอย่างย่ิงว่าการอบรมเชิงปฏิบัติการครั้งน้ี จะสามารถให้ความรู้และประโยชน์
แกบ่ คุ คลากรและผ้อู ่าน ใหบ้ รรลเุ ป้าหมายได้อยา่ งสมั ฤทธ์ผิ ล ประสบความก้าวหนา้ และมคี วามสขุ ตอ่ ไป
กลุ่มพฒั นาระบบบรหิ าร
กรมสนับสนนุ บริการสขุ ภาพ กระทรวงสาธารณสุข
สารบัญ ๒
1. หลักการและเหตุผล หน้า
2. วตั ถุประสงคข์ องการจดั ทาค่มู ือมาตรฐานการปฏิบตั งิ าน 1
3. ระยะเวลาในการฝึกอบรม 2
4. ผรู้ ับผดิ ชอบโครงการ 2
5. จานวนผูเ้ ข้ารับการอบรมเชงิ ปฏิบตั ิการ 2
6. เนือ้ หาการจดั อบรม 2
7. วิธีดาเนนิ การ 2
8. ผลการดาเนินงาน 2
9. ประโยชนข์ องคมู่ ือมาตรฐานการปฏบิ ัติงาน 3
18
ภาคผนวก 19
๑
1. หลกั การและเหตุผล
พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 (หมวด 3 มาตรา 11)
“ ส่วนราชการมีหน้าท่ีพัฒนาความรู้ในส่วนราชการ เพื่อให้มีลักษณะเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้อย่างสม่าเสมอ
โดยต้องรบั รขู้ อ้ มูลขา่ วสารและสามารถ ประมวลผลความรูใ้ นดา้ นต่างๆ เพือ่ นามาประยุกตใ์ ช้ในการปฏิบัติราชการ
ได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และเหมาะสมต่อสถานการณ์ รวมทั้งต้องส่งเสริมและพัฒนาความรู้ ความสามารถ...”
การพัฒนาและปฏิรูปการบริหารจัดการภาครัฐเป็นหนึ่งในประเด็นการดาเนินการปฏิรูปประเทศ ท่ีสาคัญตาม
กรอบยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๑ - ๒๕๘๐) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ พ.ศ.
๒๕๖๐ - ๒๕๖๔ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. ๒๕๖๑ – ๒๕๘๐) และแผนการปฏิรูปประเทศ
(พ.ศ. ๒๕๖๑ - ๒๕๖๕) กาหนดให้ต้องมีการปรับปรุงและพัฒนาการบริหารงานบุคคลภาครัฐเพื่อจูงใจ
ให้ผู้มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงเข้ามาทางานในหน่วยงานของรัฐ รวมทั้งพัฒนาบุคลากรภาครัฐให้มี
ประสิทธิภาพ สง่ เสรมิ การเรยี นรู้อย่างตอ่ เน่อื ง ม่งุ เนน้ ให้กาลงั คนภาครัฐมีสมรรถนะสงู มีความสามารถ ปฏิบัติงาน
อย่างมีคุณภาพ ส่งผลให้ต้องมีการทบทวนหลักการ แนวทาง รูปแบบการพัฒนาบุคลากรภาครัฐ โดยเฉพาะ
อย่างย่ิงการเปล่ียนกระบวนทัศน์ของการพัฒนาท่ีต้องเน้นให้บุคลากรภาครัฐเรียนรู้และพัฒนาตนเอง มีการสร้าง
ระบบนิเวศท่ีส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้และพัฒนาที่ยืดหยุ่นอย่างต่อเน่ือง พร้อมปรับให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง
เพ่ือเร่งการเสริมสร้างศักยภาพและประสิทธิภาพ การทางานของบุคลากรภาครัฐ สานักงาน ก.พ. ได้กาหนด
แนวทางการพัฒนาบุคลากร ให้ บุคลากรและหน่วยงานภาครัฐได้ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาบุคลากรให้มี
ความสามารถในการปฏิบัติงาน ที่เหมาะสมทันต่อเหตุการณ์ นาการเปล่ียนแปลงด้วยการสร้างนวัตกรรมและ
การตอบสนองประชาชนและสว่ นรวม ไดอ้ ย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของประเทศไทยท่ีมีความมั่ง
ค่ัง มั่นคง และย่ังยืน และพัฒนาประเทศไทย 4.0 รวมท้ังนโยบายของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพที่มุ่งเน้น
การทางานเป็นทีม มีความสามัคคีในหมู่คณะ การปรับปรุงระบบการทางาน การส่ือสารและความสุขในการ
ปฏิบัติงาน สิ่งเหล่าน้ีจะสามารถเกิดขึ้นได้ บุคลากรต้องมีการทบทวนการทางานท้ังการเพิ่มเติมความรู้ การแก้ไข
ปัญหาท่ีเกิดขึ้นในทุกข้ันตอนการปฏิบัติงาน รวมทั้งวิเคราะห์ศึกษาหาแนวทางการพัฒนาปรับปรุงกระบวนการ
ทางาน ซึ่งการจัดการความรู้ต่างๆท่ีใช้ สามารถพบได้ท้ังความรู้ท่ีชัดแจ้งที่ได้บันทึกไว้และองค์ความรู้ที่สาคัญมาก
คือความรู้ที่มีอยู่ภายในตัวบุคคลากรที่มีประสบการณ์ ให้การดาเนินงานของระบบราชการเป็นไป
อยา่ งมีประสิทธิภาพอยา่ งต่อเน่ือง ตรงตามภารกิจหน้าท่ีของกลมุ่ พัฒนาระบบบริหาร และตรงตามนโยบายเกิดผล
สมั ฤทธิ์ตามนโยบายของกรมสนับสนุนบริการสขุ ภาพและนโยบายภาครฐั
กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ได้ดาเนินการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ตามเกณฑ์
PMQA ๔.๐ ส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาระบบบริหารจัดการ ให้ได้มาตรฐานสากล สอดคล้องต่อการเปลี่ยนแปลง
ตรงตามนโยบายภาครัฐ โดยดาเนินการตามแผนงานท่ีวางไว้อย่างต่อเนื่อง จากผลการศึกษาวิเคราะห์ความ
ตอ้ งการเสริมสร้างความรู้ทักษะเพิ่มขึ้นของบุคลากรให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น จึงได้จัดอบรมการจัดการความรู้
เร่ือง “การจัดทาผลงานส่งสมัครขอรับรางวัลเลิศรัฐ(Preparing to Submit Applications for Public Sector
Excellence Awards : PSEA” ซึ่งเป็นการถอดบทเรียน(AAR) จากผลสาเร็จของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ
เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาบุคลากรเป็นผู้ปฏิบัติสู่ความสาเร็จ ท้ังในหน้าที่และความร่วมมือนอกเหนือหน้าท่ี
เปน็ ผูท้ ีม่ ีความสามารถ มกี ารปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในกลุ่ม มีความรับผิดชอบในหน้าท่ี ร่วมแรงร่วมใจทางาน
มีความพากเพยี ร อดทน กลา้ ตดั สินใจ สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขสิ่งบกพร่องต่าง ๆ อยู่เสมอ เพ่ือนาไปสู่
การเพ่ิมประสิทธิภาพของบุคลากรในการปฏิบัติงาน อันจะนามาซึ่งผลสัมฤทธ์ิและเกิดประโยชน์สูงสุดของทาง
ราชการ
๒
2. วตั ถปุ ระสงค์ของการอบรมเชงิ ปฏบิ ตั ิการ
1. เพื่อสะทอ้ นปัญหา อุปสรรคทผ่ี า่ นมา จนได้ดาเนนิ การสูค่ วามสาเร็จ
2. เพื่อเป็นแนวทางการปรบั ปรุงการปฏบิ ตั ิงานใหม้ ีประสิทธิภาพมากขนึ้ ลดขอ้ ผิดพลาดจากการปฏิบตั ิงาน
3. เพื่อให้บุคลากรมีความเขา้ ใจถึงความรทู้ เ่ี ปน็ แนวทางการพฒั นาสู่ความสาเรจ็
4. เพือ่ จดั ทามาตรฐานข้ันตอนการส่งสมัครขอรบั รางวลั เลิศรฐั
5. เพื่อดึงประสบการณ์และความรู้ท่ีฝังอยู่ในผู้อานวยการกลุ่มพัฒนาระบบบริหารออกมาจัดทาเป็น
ความรทู้ ่ีชัดแจ้ง
6. เพอื่ เสรมิ สร้างการทางานเปน็ ทีมของบคุ ลากร
3. ระยะเวลาในการฝกึ อบรม
วนั ท่ี 4 - 5 สิงหาคม 2565 รวมระยะเวลา 2 วัน
4. ผ้รู ับผดิ ชอบโครงการ
กลุ่มพัฒนาระบบบรหิ าร กรมสนับสนนุ บริการสุขภาพ
5. จานวนผเู้ ข้ารับการอบรมเชิงปฏบิ ตั ิการ
ผู้เขา้ รบั การอบรมเป็นบคุ ลากรของกลุม่ พฒั นาระบบบริหาร กรมสนับสนนุ บรกิ ารสุขภาพ จานวนท้ังสน้ิ 11 คน
6. เน้ือหาการจดั อบรม
เน้ือหาในการจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการประกอบด้วย การจัดการความรู้ด้วยการถอดบทเรียนจากการ
ปฏบิ ัติงานเพื่อม่งุ ผลสมั ฤทธิ์ อันประกอบด้วยความรูด้ ้าน
การจดั การความรู้ (Knowledge Management : KM)
การถอดบทเรียน (After Action Review: AAR)
การปฏิบตั ิงาน (Operations)
การบรหิ ารแบบมุง่ ผลสมั ฤทธ์ิ (Result Based Management : RBM)
7. วธิ ีดาเนนิ การ
7.1 ประชุมวางแผน ศึกษาข้อมลู แผนงานโครงการที่เคยไดก้ าหนดไว้ มอบหมายผรู้ ับผิดชอบ
7.2 ตดิ ต่อประสานงานกับวิทยากรเพ่ือเชญิ เข้าร่วมดาเนินการ
7.3 จัดเตรยี มเรือ่ งงบประมาณดาเนนิ งาน
7.4 จดั เตรียมสถานท่ีและอปุ กรณ์
7.5 ดาเนินการอบรมการจัดการความรู้ เร่ือง การจัดทาผลงานส่งสมัครขอรับรางวัลเลิศรัฐ (Preparing
to Submit Applications for Public Sector Excellence Awards : PSEA)
7.6 สรปุ ผลการอบรม
7.7 จดั ทารายงานผลการจัดอบรมการจดั การความรู้
7.8 เสนอผบู้ ังคับบัญชาและเผยแพร่
๓
8. ผลดาเนินการ
ผลการอบรมเชิงปฏิบัติงาน เรื่อง การจัดทาผลงานส่งสมัครขอรับรางวัลเลิศรัฐ(Preparing to Submit
Applications for Public Sector Excellence Awards : PSEA) ไดด้ าเนินการตามเน้ือหาหัวขอ้ ดงั น้ี
8.1 การจัดการความรู้(Knowledge Management : KM)
การจัดการความรู้(Knowledge Management : KM) คือ การรวบรวมองค์ความรู้ท่ีมีอยู่ในองค์กร
ซงึ่ กระจัดกระจายอยใู่ นตวั บคุ คลหรือเอกสาร มาพัฒนาให้เป็นระบบ เพื่อให้ทุกคนในองค์กรสามารถเข้าถึงความรู้
และพัฒนาตนเองให้เป็นผู้รู้ รวมท้ังปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะส่งผลให้องค์กรมีความสามารถในเชิง
แขง่ ขนั สงู สุด โดยที่ความรมู้ ี 2 ประเภท คอื
1) ความร้ทู ่ีฝงั อย่ใู นคน (Tacit Knowledge) เปน็ ความรู้ที่ได้จากประสบการณ์ พรสวรรค์หรือสัญชาติ
ญาณของแตล่ ะบุคคลในการทาความเขา้ ใจในสิง่ ตา่ ง ๆ เปน็ ความรู้ทไี่ ม่สามารถถ่ายทอดออกมาเป็นคาพูดหรือลาย
ลักษณ์อกั ษรไดโ้ ดยง่าย เชน่ ทักษะในการทางาน งานฝีมือ หรอื การคิดเชิงวิเคราะห์ บางครั้ง จึงเรียกว่าเป็นความรู้
แบบนามธรรม
2) ความรูท้ ชี่ ดั แจง้ (Explicit Knowledge) เป็นความรทู้ สี่ ามารถรวบรวม ถ่ายทอดได้ โดยผา่ นวิธีต่าง ๆ
เชน่ การบันทึกเป็นลายลกั ษณ์อักษร ทฤษฎี คู่มือต่าง ๆ และบางครงั้ เรยี กวา่ เป็นความรู้แบบรูปธรรม
การจัดการความรู้สามารถใช้เป็นเคร่ืองมือเพื่อการบรรลุเป้าหมายอย่างน้อย 4 ประการ ได้แก่ 1) บรรลุ
เป้าหมายของงาน 2) บรรลุเป้าหมายการพัฒนาคน 3) บรรลุเป้าหมายการพัฒนาองค์กรไปเป็นองค์กรเรียนรู้
4) บรรลุความเป็นชมุ ชน เปน็ หมคู่ ณะ ความเอ้ืออาทรระหวา่ งกันในทท่ี างาน
การจัดการความรู้เปน็ การดาเนินการอย่างนอ้ ย 6 ประการตอ่ ความรู้ ไดแ้ ก่
1) การกาหนดความรูห้ ลกั ทจ่ี าเป็นหรอื สาคญั ตอ่ งานหรือกิจกรรมของกลมุ่ หรือองค์กร
2) การเสาะหาความรทู้ ี่ต้องการ
3) การปรบั ปรุง ดัดแปลง หรือสรา้ งความรูบ้ างส่วน ให้เหมาะตอ่ การใชง้ านของตน
4) การประยุกตใ์ ชค้ วามรใู้ นกจิ การงานของตน
5) การนาประสบการณ์จากการทางาน และการประยุกต์ใช้ความรู้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และสกัด
“ขมุ ความรู้” ออกมาบันทึกไว้
6) การจดบันทึก “ขุมความรู้” และ “แก่นความรู้” สาหรับไว้ใช้งาน และปรับปรุงเป็นชุดความรู้ที่
ครบถว้ น ลมุ่ ลึกและเชอ่ื มโยงมากข้ึน เหมาะต่อการใชง้ านมากย่ิงข้นึ
การจัดการความรู้เป็นกิจกรรมท่ีคนจานวนหน่ึงทาร่วมกันไม่ใช่กิจกรรมที่ทาโดยคนคนเดียว เน่ืองจากเช่ือว่า
“จดั การความรู้” จึงมคี นเขา้ ใจผดิ เร่มิ ดาเนินการโดยตรงเขา้ ไปทค่ี วามรู้ คอื เร่มิ ทคี่ วามรู้ น่คี ือความผิดพลาดที่พบ
บ่อยมาก การจัดการความรู้ท่ีถูกต้องจะต้องเร่ิมท่ีงานหรือเป้าหมายของงาน เป้าหมายของงานท่ีสาคัญ คือ
การบรรลุผลสัมฤทธ์ิในการดาเนินการตามท่ีกาหนดไว้ ที่เรียกว่า Operation Effectiveness และนิยามผลสัมฤทธ์ิ
ออกเป็น 4 ส่วน คอื
1) การสนองตอบ(Responsiveness) ซึ่งรวมทั้งการสนองตอบความต้องการของลูกค้า ตอบความ
ต้องการขององค์กร สนองตอบความตอ้ งการของพนักงาน และสนองตอบความตอ้ งการของสงั คมส่วนรวม
2) การมนี วัตกรรม(Innovation) ทัง้ นวัตกรรมในการทางาน และนวัตกรรมด้านผลติ ภณั ฑ์/บริการ
3) ขีดความสามารถ(Competency) ขององค์กร และของบุคลากรที่พัฒนาข้ึน ซึ่งสะท้อนสภาพการ
เรียนรู้ขององคก์ ร
4) ประสิทธิภาพ (Efficiency) ซ่ึงหมายถึงสัดส่วนระหว่างผลลัพธ์ กับต้นทุนท่ีลงไป การทางาน
ทปี่ ระสิทธภิ าพสูง หมายถงึ การทางานที่ลงทนุ ลงแรงนอ้ ย แต่ได้ผลมากหรือคณุ ภาพสงู
๔
เป้าหมายสุดทา้ ยของการจดั การความรู้ คอื การท่กี ล่มุ คนทด่ี าเนินการจัดการความรู้ร่วมกัน มีชุดความรู้
ของตนเอง ที่ร่วมกันสร้างเอง สาหรับใช้งานของตน คนเหล่านี้จะสร้างความรู้ขึ้นใช้เองอยู่ตลอดเวลา โดยท่ีการ
สร้างน้ันเป็นการสร้างเพียงบางส่วน เป็นการสร้างผ่านการทดลองเอาความรู้จากภายนอกมาปรับปรุงให้เหมาะ
ต่อสภาพของตน และทดลองใช้งาน จัดการความรู้ไม่ใช่กิจกรรมที่ดาเนินการเฉพาะหรือเกี่ยวกับเรื่องความรู้
แต่เป็นกิจกรรมที่แทรก/แฝง หรือในภาษาวิชาการเรียกว่า บูรณาการอยู่กับทุกกิจกรรมของการทางาน และ
ท่ีสาคัญตัวการจัดการความรู้เองก็ต้องการการจัดการด้วย ต้ังเป้าหมายการจัดการความรู้เพ่ือพัฒนา 3 ประเด็น
ได้แก่ พฒั นางาน พัฒนาคน และพฒั นาองคก์ รให้เปน็ องคก์ รการเรียนรู้
จัดการความรู้ (Knowledge Management) เป็นกระบวนการที่จะช่วยให้เกิดพัฒนาการของความรู้
หรอื การจดั การความรทู้ จ่ี ะเกิดขนึ้ ภายในองค์กร มที งั้ หมด 7 ขน้ั ตอน
1) การบ่งชี้ความรู้ (Knowledge Identification) เป็นการพิจารณาว่าองค์กรมีวิสัยทัศน์ พันธะกิจ
ยุทธศาสตร์ เปา้ หมายคอื อะไร เพ่ือให้บรรลเุ ป้าหมาย ต้องใช้อะไร ปัจจุบันมีความรู้อะไรบ้าง อยู่ในรูปแบบใด และ
อยทู่ ่ใี คร
2) การสร้างและแสวงหาความรู้ (Knowledge Creation and Acquisition) เป็นการสร้าง
แสวงหา รวบรวมความรู้ท้งั ภายใน/ภายนอก รักษาความรู้เดิม แยกความรู้ทีใ่ ชไ้ ม่ไดแ้ ลว้ ออกไป
3) การจัดความรู้ให้เป็นระบบ (Knowledge Organization) เป็นการกาหนดโครงสร้างความรู้
แบ่งชนดิ ประเภท เพือ่ ให้สืบคน้ เรียกคืน และใชง้ านไดง้ ่าย
4) การประมวลและกลั่นกรองความรู้ (Knowledge Codification and Refinement) เป็นการ
ปรบั ปรุงรูปแบบเอกสารให้เป็นมาตรฐาน ใชภ้ าษาเดียวกัน ปรบั ปรุงเน้ือหาใหค้ รบถว้ นสมบรู ณ์
5) การเขา้ ถงึ ความรู้ (Knowledge Access) เปน็ การทาให้ผ้ใู ช้ความรู้เข้าถึงความรู้ท่ีต้องการได้ง่าย
และสะดวก เชน่ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) Web board บอรด์ ประชาสัมพนั ธ์ เปน็ ต้น
6) การแบ่งปันแลกเปลี่ยนความรู้ (Knowledge Sharing) เป็นการแบ่งปัน ทาได้หลายวิธีการ
โดยกรณีท่ีเป็นความรู้ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) อาจจัดทาเป็นเอกสาร ฐานความรู้ เทคโนโลยีสารสนเทศ
หรือกรณีท่ีเป็นความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge) จัดทาเป็นระบบทีมข้ามสายงาน กิจกรรมกลุ่มคุณภาพและ
นวตั กรรม ชุมชนแห่งการเรียนรู้ ระบบพเ่ี ล้ยี ง การสับเปลยี่ นงาน การยมื ตวั เวทีแลกเปลีย่ นความรู้ เป็นต้น
7) การเรียนรู้ (Learning) เป็นการนาความรู้มาใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจ แก้ปัญหา และทาให้
เป็นส่วนหน่ึงของงาน เช่น เกิดระบบการเรียนรู้จากสร้างองค์ความรู้ การนาความรู้ในไปใช้ เกิดการเรียนรู้ และ
ประสบการณใ์ หม่ และหมุนเวียนต่อไปอยา่ งต่อเนือ่ ง
8.2 การถอดบทเรียน (After Action Review: AAR)
การถอดบทเรียน (After Action Review: AAR) หมายถึงการทบทวนหรือเป็นกระบวนการวิเคราะห์
หาสาเหตุความสาเร็จ/ความล้มเหลวของผลงาน จากความรู้ประสบการณ์ของผู้เก่ียวข้อง และแก้ไขอย่างไรให้ดี
กวา่ เดิมได้ เพือ่ นามาพฒั นาปรบั ปรุงการทางาน รวมทัง้ ตดิ ตามผลการถอดบทเรียนไปใช้
หัวใจหลักของการถอดบทเรียน คือ ต้องมีการแบ่งปันความรู้ (Knowledge Sharing) โดยมีผลประโยชน์
รว่ มกนั (Mutual Benefit) มีความไวว้ างใจทัง้ ตอ่ ตนเองและผู้อน่ื (Trust) และมีการเรียนรู้ (Learning)
การถอดบทเรยี น เครอ่ื งมอื ท่นี ามาใช้ในกระบวนการทางาน เพ่ือทบทวนวธิ ีการทางานท้ังด้านความสาเร็จ
และปัญหาท่ีเกิดข้ึน ทั้งนี้ไม่ใช่การค้นหาคนท่ีทาผิดพลาดไม่ใช่การกล่าวโทษ แต่เป็นการทบทวนเพ่ือร่วมกัน
สะท้อน และทบทวนกระบวนการต่าง ๆ นาบทเรียนที่ได้จากความสาเร็จและปัญหาท่ีเกิดขึ้น มาจัดทาและพัฒนา
๕
กระบวนการทางานให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากข้ึน โดยมีการแลกเปล่ียนประสบการณ์การทางา น
แบง่ วิธกี ารเปน็ 2 ลกั ษณะ คอื การทา AAR สาหรบั ผูร้ ว่ มกจิ กรรม และการทา AAR สาหรับผจู้ ัดกจิ กรรม
การทา AAR สาหรับผรู้ ว่ มกิจกรรม เพ่ือสะท้อนความสาเร็จ ปัญหา อุปสรรค และส่ิงที่ผู้ร่วมกิจกรรมได้
เรียนรู้ โดยใช้ 5 คาถาม หลังจากน้ันผู้จัดกิจกรรมจะรวบรวมข้อมูลท่ีได้จากผู้ร่วมกิจกรรมไปพัฒนาปรับปรุง
กระบวนการจัดกิจกรรมใหม้ ีประสิทธิภาพย่ิงข้ึน
การทา AAR สาหรับผู้จัดกิจกรรม เพ่ือสะท้อนการจัดกิจกรรมแต่ละคร้ัง ให้เห็นทุกกระบวนการ ต้ังแต่
ก่อน ระหว่าง และหลังจัดกิจกรรม ทาให้ทีมงานเกิดการเรียนรู้ร่วมกันว่า อะไรคือส่ิงที่พัฒนาได้ดี อะไรคือปัญหา
อุปสรรค และสรุปแนวทางแก้ปัญหาร่วมกัน เพื่อจัดทาเป็นแนวทาง/ขั้นตอน ของการทากิจกรรมคร้ังต่อไป หรือ
เรยี นรตู้ ่อยอดไปทก่ี จิ กรรมอ่ืน ๆ
การถอดบทเรียนเพอื่ การมุง่ ผลสาเร็จที่ยอดเยยี่ ม เริม่ ตน้ มองจาก 2 มุมมอง ไดแ้ ก่
1) มุมมองบทเรียนจากความล้มเหลว “ทาอย่างไรท่ีจะไม่ให้ทาผิดพลาด ซ้าแบบเดิม” โดยสาเหตุของ
ความผิดพลาดในเร่ือง เดมิ ๆ น่าจะเกิดจากสาเหตุดังต่อไปนี้ (1) เพราะเราไม่ใส่ใจในสิ่งที่เราทาผิดพลาดลงไป (2)
เพราะวา่ เรา “ไม่ร”ู้ (3) “รู้” แต่ยอมให้เกดิ ความผดิ พลาด
2) มุมมองบทเรียนจากความสาเร็จ เมื่อการทางานนั้นๆเกิดความสาเร็จ ไม่ว่าจะด้วยปัจจัยใดๆก็ตาม
ย่อมมี “บทเรียน” ซ่อน อยู่เบื้องหลังความสาเร็จนั้น นักถอดบทเรียนจะต้องค้นหาให้ได้ว่า ความสาเร็จน้ีมาจาก
ปัจจัยเงื่อนไข อะไร? ความสาเร็จนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานอะไร? และต้ังคาถามต่อว่า “จะทาให้ดีข้ึนกว่าเดิม ทาได้
อย่างไร” การถอดบทเรียนจึงเป็นการเรียนรู้จากผลลัพธ์ของงาน ไม่ว่าจะสาเร็จ หรือ ล้มเหลว ล้วนแล้วแต่เป็น
“บทเรียนที่มีคุณภาพสูง”(high-quality lesson learned) ท่ีนาสู่การตัดสินขับเคล่ือนการพัฒนาต่อ เพ่ือการ
บรรลเุ ปา้ หมาย (Achieving Goals) ทม่ี ีประสิทธิภาพสงู
ขอ้ คดิ ในการวิเคราะห์ AAR ด้วยการต้งั คาถาม ประกอบด้วย 5 คาถาม ไดแ้ ก่
1. อะไร คือส่ิงท่คี าดหวังวา่ จะเกดิ ข้นึ
2. ส่งิ ทเี่ กดิ ข้นึ จริง เป็นอย่างไร
3. อะไร ที่แตกตา่ งจากที่คาดหวังไว้
4. อะไร คอื สาเหตทุ ี่คาดหวังไว้
5. ต้องแกไ้ ขปรบั ปรงุ อยา่ งไร
ทกั ษะท่ีผู้ถอดบทเรยี นควรมี ประกอบดว้ ย
1. การคิดเชิงระบบ เป็นการคิดในภาพรวมท่ีเป็นระบบ และมีส่วนประกอบท่ีสัมพันธ์เชื่อมโยงจาก
ส่วนย่อยไปหาส่วนใหญ่ เป็นการคิดอย่างมีเหตุมีผล เน้นการแก้ปัญหาอย่างชาญฉลาดเพื่อให้เกิดความถูกต้อง
แม่นยา รวดเร็วในองค์รวม ช่วยให้เข้าใจและวิเคราะห์ความเก่ียวกันของเหตุและผล อย่างมีประสิทธิผล
จากแนวคิดท่ีซับซ้อนที่ต้องการแก้ปัญหาในระยะยาว ต้องเปลี่ยนจากการคิดแบบเชิงเส้นไปสู่การคิดเชิงระบบ
และคน้ หาวิธลี งมอื ปฏบิ ัติอย่างมีประสิทธผิ ลซง่ึ จะทาใหเ้ กดิ ผลลัพธ์ตามที่ตอ้ งการ
2. การจดั กระบวนการเรยี นรู้ เป็นการจัดข้ันตอนการนาสู่ความรู้ โดยดาเนินการ ดังนี้ 1) ต้องกาหนด
คาถามท่ีชัดเจนข้ึนเพื่อนาสู่เป้าหมาย ขอบเขตความต้องการที่แท้จริงด้านความรู้นั้นๆ 2) แสวงหาความรู้จาก
ข้อมูลต่างๆทั้งเป็นข้อมูลความรู้ชัดแจ้ง (Explicit Knowledge) และข้อมูลความรู้ฝังลึก (Tacit Knowledge)
เพื่อจัดทาหมวดหมู่ ระดับความสาคัญและความเก่ียวข้องของข้อมูล 3) สร้างองค์ความรู้ เป็นข้ันตอนจากการคิด
วเิ คราะหข์ ้อมลู เชิงปรมิ าณและเชงิ คณุ ภาพ การสื่อความหมายขอ้ มูลด้วยแบบต่างๆ หรือด้วยผังกราฟิก การแปรผล
๖
จนถึงการสรุปผล หรือการสร้างคาอธิบาย เป็นการสร้างองค์ความรู้ ซ่ึงเป็นแก่นความรู้ประเภท ข้อเท็จจริง
คานยิ าม มโนทัศน์ หลักการ กฎระเบยี บขอ้ บังคับ หรือทฤษฏี 4) สรุปบันทกึ ความร้ทู ไี่ ดร้ บั 5) เผยแพร่ส่ือสาร
3. การตั้งคาถามที่ครอบคลุมตรงประเด็น หลักการต้ังคาถาที่เป็นมาตรฐานสากลได้แก่ 5W1H
มีสว่ นประกอบ ดงั น้ี
Who ใคร คอื ผู้รับผดิ ชอบ ใครเกย่ี วข้อง ใครไดร้ บั ผลกระทบ ในเร่อื งน้ันมีใครบา้ ง
What ทาอะไร คือ จะทาอะไร แตล่ ะคน แตล่ ะหนว่ ยงานต้องทาอะไรบา้ ง มีวตั ถปุ ระสงค์อะไร
Where ทไ่ี หน คือ สถานที่ดาเนนิ การ อยูท่ ี่ไหน เหตกุ ารณ์หรือสง่ิ ท่ที าน้ันอยูท่ ไ่ี หน
When เมอื่ ไหร่ คือ ระยะเวลาทีจ่ ะทาจนถึงสิ้นสุด เหตกุ ารณ์หรอื สิง่ ท่ีทาน้นั ทาเมอื่ วัน เดอื น ปี ใด
Why ทาไม คอื หลักการและเหตุผลใด เหตุใดจึงไดท้ าสง่ิ น้นั หรือเกดิ เหตกุ ารณ์ นนั้ ๆ
How อยา่ งไร คอื กระบวนการหรอื ขน้ั ตอนที่จะทาใหบ้ รรลุผล เหตกุ ารณท์ ่ีเกดิ ขึน้ เป็นอย่างไรบา้ ง
4. การฟงั ทด่ี ี ต้องเปน็ การเปดิ ใจฟัง ถือวา่ เป็นเรอื่ งสาคญั เรื่องหน่ึงทีห่ ลายๆคนอาจจะยังเข้าใจผิดอยู่ว่า
การเปิดใจฟังเป็นเพียงแค่การยินยอมจะอยู่ในบทสนทนาได้ทุกประเภท แต่การเปิดใจฟังมีความหมายลึกซ้ึง
มากกว่านั้น การเปดิ ใจฟงั คือการตั้งใจรบั ข้อความทผี่ ู้พูดกาลังส่อื ออกมาโดยท่ีไม่จับผิด หรือไม่ได้ฟังเพ่ือหาจุดบอด
การเปิดใจฟังคือการฟังท่ีเคารพความเห็นที่อาจจะแตกต่าง แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้ฟังจาเป็นจะต้องมีความเห็น
ตรงกนั กบั ผู้พูด หรือว่าต้องเปลี่ยนความเห็นตนไปเหมือนกันผู้พูดถึงจะเรียกว่าเป็นการเปิดใจฟัง แต่เป็นเพียงการ
รบั ฟังความคิดเหน็ ของผู้พูดในหวั ข้อสนทนาน้ันๆ และเขา้ ใจว่านคี่ อื มุมมองท่ผี ู้พดู คิดและรับรู้ ซึ่งผู้ฟังสามารถเลือก
จัดการกับข้อมูลที่ได้รับจากผู้พูดได้ตามวิจารณญาณเอง และหากคุณไม่เห็นด้วย เม่ือถึงเวลาและจังหวะ
ที่เหมาะสม ก็สามารถแสดงความคิดเห็นให้อีกฝ่ายรับฟังได้เช่นกัน และถ้าอีกฝ่ายเป็นผู้ฟังท่ีดีและเปิดใจฟังท้ังคู่
กจ็ ะไดร้ บั ขอ้ มลู และมุมมองใหม่ๆท่ีอาจจะมีประโยชน์ มีสมาธิกับผู้พูดตรงหน้าอย่างผ่อนคลาย ฟังแบบไม่ขัดและ
อย่าด่วนสรุปโดยฟังยงั ไมจ่ บ พร้อมทงั้ ต้องโต้ตอบเร่ืองท่ีพูดด้วยความเช่ือมโยงกนั
5. การจดั การความขัดแย้ง เป็นสภาพการณ์ที่ทาใหค้ นตกอยู่ในภาวะที่ไมส่ ามารถตัดสินใจหรือตกลงข้อยุติ
อันเป็นท่ีพอใจของทั้งสองฝ่ายได้ หรือเป็นสภาพการณ์หรือสถานการณ์ที่เป็นความแตกต่างท่ีบุคคลแสดง
พฤติกรรมเปิดเผยออกมาอย่างแตกต่างกัน การบริหารความขัดแย้ง คือกระบวนการแก้ไขข้อพิพาทที่ยังหาข้อยุติ
ไม่ได้ เพื่อลดผลลพั ธ์เชิงลบท่อี าจเกดิ ขน้ึ และสรา้ งโอกาสสาหรบั ผลลัพธเ์ ชิงบวกมาแทนท่ี
รูปแบบการจัดการความขัดแย้งมี 5 รูปแบบ ได้แก่ 1) การหลีกหนี (Avoiding/Withdrawing)
เป็นรูปแบบการจัดการท่ีไม่ตอบสนองต่อเป้าหมายของใครเลย หลีกหนีต่อปัญหาและละท้ิงความต้องการ
อาจเป็นไปโดยชั่วคราวจนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้นหรือถอนตัวอย่างถาวร [คิดถึงตนเองและคิดถึงผู้อื่นน้อย]
2) การยอมตาม (Obliging/Accommodating) เป็นการยินดีตอบสนองความพึงพอใจของอีกฝ่ายโดยยอมเสียสละ
ความต้องการของตนเอง [คิดถึงตนเองน้อย และคิดถึงผู้อื่นมาก] 3) การใช้อานาจ (Dominating/Competing)
เน้นตอบสนองต่อเป้าหมายของตนเองเป็นสาคัญ ใช้อานาจทุกอย่างท่ีเห็นว่าเหมาะสมเพ่ือให้ได้มาซ่ึงส่ิงที่ตนเอง
ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการโต้เถียงหรือตาแหน่งที่สูงกว่า [คิดถึงตนเองมาก และคิดถึงผู้อ่ืนน้อย]
4) การประนปี ระนอม (Compromising) เป็นการหาทางออกทที่ ั้งสองฝ่ายยอมรับได้ ยอมให้มากกว่าผู้แข่งขัน แต่
ไมถ่ ึงกบั เปน็ ผ้ยู อมตาม และเผชญิ ปัญหามากกว่าผู้หลีกเลี่ยง แต่ไม่ลงลึกในรายละเอียดเท่าผู้ร่วมมือ [คิดถึงตนเอง
และคิดถึงผู้อื่นปานกลาง 5) การบูรณาการ (Integrating/Collaborating) เป็นการพยายามหาทางออกร่วมกับ
คู่กรณีโดยมุ่งตอบสนองต่อเป้าหมายของท้ังสองฝ่าย ลงลึกในประเด็นปัญหาเพื่อได้ทางออกท่ีสร้างสรรค์ซึ่งสร้าง
ความพงึ พอใจแกท่ ง้ั คู่ [คดิ ถงึ ตนเองและคดิ ถงึ ผ้อู น่ื มาก]
๗
6. การสะท้อนความรู้ เป็นการแสดงออกถึงความคิด ความรู้สึก ต่อสิ่งท่ีกระทบต่อความคิดจิตใจ
เพ่อื พฒั นาการเรียนรูอ้ ย่างเป็นระบบ และทาให้เกดิ การเรียนรใู้ หม่ เปน็ กระบวนการทางปัญญาและความรู้สึกนึกคิด
(Intellectual and Affective Dimensions) โดยหัวใจของการสะท้อนความคิดอยู่ที่ประสบการณ์ของบุคคลท่ีมี
ส่ิงเร้าให้เกิดความรู้สึกนึกคิดต่อ ประสบการณ์นั้น ซึ่งอาจเป็นความรู้สึกทั้งทางบวกและทางลบ ซึ่งกระบวนการ
สะทอ้ นการเรยี นรจู้ ะเกิดขึ้นเมอื่ บุคคลเชื่อมโยงความรสู้ ึกไปสู่ประสบการณ์ และอธิบายถึงสิ่งท่ีจะเกิดข้ึนทั้งเนื้อหา
และการท่ีจะนาความคิดนั้นไปใช้ดาเนินการ โดยเปรียบเทียบ หาเหตุผล ไตร่ตรอง พร้อมท้ังประเมินการกระทา
ดงั น้นั การสะท้อนการเรียนรจู้ ึง เป็นเทคนคิ และเคร่ืองมือในการเรยี นรูจ้ ากประสบการณ์หน่ึง
7. การสรุปประเด็น เป็นลักษณะหน่ึงของการฟังและการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ประกอบด้วย
ใจความหลักและใจความรอง ใจความหลัก คือข้อความท่ีเป็นแก่นของเน้ือหาทั้งหมดของแต่ละเรื่องนั้น ๆ ทั้งที่
ปรากฏในเนื้อหาและท่ีไม่ปรากฏในเนื้อหาแต่เป็นลักษณะท่ีเป็นการส่ือความหมายในรูปแบบภาษากายหรือเป็น
การสื่อด้วยการเปรียบเทียบ ใจความรอง คือ ข้อความที่เป็นส่วนขยายหรือสนับสนุนใจความหลักให้ชัดเจนข้ึน
ผู้สรปุ ประเดน็ ต้องมีการฟงั ท่ีดี ทาให้นักถอดบทเรียนสามารถบันทกึ ขอ้ มูลบทเรยี นไดอ้ ย่างครบถ้วน และการฟังที่ดี
มีผลตอ่ การตัง้ คาถามเพ่อื การสะท้อนบทเรยี นทีด่ ีด้วย
ประโยชน์ของการถอดบทเรียน
ระยะส้ัน สามารถนาไปปรับปรุงเทคนิคการทางาน การขับเคล่ือนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน สามารถ
ปรับเปล่ียนได้ ตามสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสังคม และทาให้ผลการดาเนินงานโครงการดีขึ้น ระยะกลาง
และระยะยาว ทาให้เกิดความเช่ือมั่นในการทางานและการเผชิญปัญหามากข้ึน เกิด ความภาคภูมิใจเม่ือได้เห็น
พฒั นาการของโครงการทด่ี ขี นึ้ หลงั จากการนาบทเรยี นไปปรบั ใช้ สรปุ ประโยชน์ไดด้ ังน้ี
1) มีการปรับเปลี่ยนวิธีคิดพฤติกรรม
2) เกดิ ความรู้ความเข้าใจในการทางานอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ
3) สามารถใช้เป็นรูปแบบทีด่ ีในการทางาน
4) สร้างบรรยากาศและปฏิสัมพนั ธก์ ารทางานทีด่ รี ว่ มกนั
5) สรา้ งปฏิสมั พันธท์ ่ดี ีของผู้ร่วมงาน
6) เกดิ ระบบความคิดอย่างมเี หตผุ ล
8.3 การปฏิบตั งิ าน (Operations)
ประกอบด้วย วิเคราะห์ข้อส่ังการ (Order Analyze) ศึกษาข้อมูลที่ต้องใช้ (Information Requirement)
การดาเนินการ(Operations Management) และบรหิ ารความเสยี่ ง(Risk Management)
ระบบการปฏบิ ัตงิ านท่ีดี(Operating system) ประกอบดว้ ย
1) มขี ้นั ตอนชดั เจน เปน็ มาตรฐาน วา่ มกี ีข่ น้ั ตอนหลัก ต้องทากจิ กรรมอะไรกอ่ นหลงั
2) วธิ กี ารทางานแต่ละขั้นตอนเป็นอยา่ งไร อะไรเปน็ input – process – output
3) สามารถทาซา้ ได้ งานลักษณะเดยี วกันต้องใช้วธิ กี ารทางานท่เี ปน็ มาตรฐานเดียวกัน
4) ทบทวนตรวจสอบได้ สบื คน้ ย้อนหลังได้ เพื่อปรับปรุงแก้ไขในจุดบกพร่องได้
5) ช้วี ัดและประเมนิ ผลได้ มเี กณฑ์การวดั ผลประเมนิ ผลวา่ ดไี ม่ดี ระดบั ไหน
6) สือ่ สารไดเ้ ขา้ ใจง่าย สามารถเรียนรู้ เขา้ ใจกับระบบไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ งชัดเจน
7) ตอ้ งทันสมัย มกี ารปรบั ปรงุ และพัฒนาระบบใหด้ ีขนึ้ อย่างต่อเนื่อง
๘
ส่วนประกอบของระบบในการทางาน(System components)
1) การกาหนดเปา้ หมาย (Define) เป้าหมายในการทางานท่ชี ัดเจนตามนโยบาย
2) การวิเคราะห์ขอบเขตความรับผิดชอบ(Responsibility) ไม่ซ้าซอ้ น
3) การวิเคราะห์ขอ้ มลู ที่เกี่ยวข้อง(Data) ปัญหา ลาดบั ความสาคญั และสงั เคราะห์
4) การออกแบบระบบการปฏิบัติงาน(Design) รปู แบบ/แผน/ระยะเวลา/ผู้รับผดิ ชอบ
5) การจัดการกระบวนการ(Management) Input Process Output
6) การดาเนินการ(Operation) ควบคมุ กระบวนการ
7) การตดิ ตามประเมินผล(Evaluation) คณุ ภาพ คุ้มค่า ครบถว้ น ระยะเวลา ผลกระทบ
8) การปรบั ปรงุ และพฒั นา(Improvement) มาตรฐาน รวดเรว็ พงึ พอใจ ลดขัน้ ตอน
ข้อมูลที่ต้องใช้ (Information Requirement) การจัดการข้อมูล (Information Management : IM)
คือการรวบรวมและการจัดการข้อมูลจากแหล่งหน่ึงหรือหลายแหล่ง และการกระจายข้อมูลนั้นไปยังผู้ ชมต้ังแต่
หนึ่งรายขึ้นไป บางครั้งสิ่งนี้เกี่ยวข้องกับผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียหรือมีสิทธิในข้อมูลน้ัน สิ่งท่ีต้องพิจารณาข้อมูลได้แก่
แหล่งข้อมูล (Resources) ความถูกต้องของข้อมูล (Accuracy) ความน่าเช่ือถือของข้อมูล (Credibility)
ความครอบคลุมของข้อมูล (Coverage) ความครบถ้วน (Completeness)
8.4 การบริหารแบบมุง่ ผลสัมฤทธิ์ (Result Based Management : RBM)
เปน็ การปฏบิ ตั งิ านท่ีเข้าใจเป้าหมายชัดเจน มุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ โดยดาเนินงานเป็นระบบอย่างมีประสิทธิภาพ
เกดิ ประสิทธผิ ล มคี วามโปร่งใส สามารถวดั ผล ตรวจสอบไดท้ กุ ขัน้ ตอน ท้ังในระดับ การผลติ ผลผลติ และผลลพั ธ์
การบริหาร เป็นกระบวนการของการวางแผน การจัดองค์การ จัดคนเข้ากับงาน การส่ังการ การประสานงาน
และการควบคมุ เพ่ือกาหนด และทาให้บรรลุวัตถุประสงคใ์ นสภาพแวดล้อมที่ผนั แปรตลอดเวลา
๙
โดยท่ัวไปมีปัจจัยพื้นฐาน 4 ประการ (4 M’s) คือ คน (Man) เงิน (Money) วัสดุสิ่งของ (Material)
การจัดการทดี่ ี (Management) นอกจากนย้ี งั พจิ ารณาถึง ขวัญกาลังใจ (Morale) และ วิธีการทางาน (Method)
เกณฑท์ ใ่ี ช้วัดการบรหิ ารงานที่ดี กล่าวคือประกอบดว้ ย
1. ประสทิ ธิภาพ (Efficiency) เป็นการพิจารณาเรื่องการใช้ทรัพยากรทางด้านการบริหาร ได้แก่ คน เงิน วัสดุ
อุปกรณ์ การจัดการ ตลาด เครื่องจักร ขวัญกาลังใจ และเวลา เพ่ือให้การใช้ ทรัพยากรต่าง ๆ บรรลุวัตถุประสงค์
และเปน็ ไปตาม เปา้ หมายของโครงการ และเกิดประโยชน์สงู สดุ
2. ประสิทธผิ ล (Effectiveness) เปน็ การพิจารณาวา่ การดาเนนิ โครงการบรรลุ เปา้ หมายหรือไม่
3. ประหยดั (Economy)
หลกั ในการปฏิบัติงานเพื่อมุงผลสัมฤทธิ์ ประกอบด้วย หลักนิติธรรม (Rule of Law) หลักคุณธรรม (Ethics)
หลักความโปร่งใส(Transparency) หลักการมีส่วนร่วม (Participation) หลักความรับผิดชอบ (Accountability)
และหลักความคมุ้ ค่า (Utility)
ปัจจัยหลักแห่งความสาเร็จ (Critical Success Factor : CSF ) คือ ปัจจัยที่ทีความสาคัญต่อการบรรลุ
วิสัยทศั น์องคก์ รมปี จั จัยหลกั แหง่ ความสาเร็จเปน็ แนวทางในการปฏิบตั งิ าน ในทกุ ระดับให้มุ่ง ไปในทิศทางเดียวกัน
ทาใหเ้ จา้ หน้าท่ีและผู้บริหารขององค์กรรู้ว่าต้องทาส่ิงใดบ้างเพ่ือให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ขององค์กรและบรรลุ วิสัยทัศน์
ปัจจัยหลักแห่งความสาเร็จ กาหนดจากวิสัยทัศน์และพันธกิจขององค์การไม่จาเป็นต้องวัดผลได้แต่จะทาหน้าท่ี
ชี้นาหรอื เป็นหลักเกณฑ์ การกาหนดสาคญั ตอ่ การบรรลุวิสยั ทัศนป์ ระกอบดว้ ย
1) มงุ่ ความสาคญั ไปทผี่ ลผลติ และผลลพั ธ์
2) มีความเช่ือมโยงกับวิสยั ทัศน์พันธกจิ และวตั ถุประสงคข์ ององคก์ ร
3) มคี วามหมายทLี เฉพาะเจาะจงและสามารถเข้าใจง่าย
4) ผ้บู รหิ ารใหก้ ารยอมรับ
5) องคก์ รสามารถควบคุมใหเ้ กดิ ข้ึนได้ในทางปฏบิ ัติ
การทางานอยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ(Working efficiently)
หมายถงึ ความสามารถ ในการผลิตสินค้าหรือบริการในปริมาณและคุณภาพที่เหมาะสมและต้นทุนน้อย
ที่สุดโดยคานึงถึง องค์ประกอบ 5 ประการ คือ ต้นทุน (Cost) คุณภาพ (Quality) ปริมาณ (Quantity)
เวลา (Time) วิธีการ (Method) โดยมีประสิทธิภาพสูงสุดให้ดูจากความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยนาเข้า (Input) กับ
ผลิตผล (Output) ที่ได้รับออกมาการทางาน (out put) ได้มากท่ีสุด ในขณะที่มีทรัพยากรที่ใช้(in put) น้อยท่ีสุด
เป็นการทางานฉลาดข้นึ ไม่ใช่หนักข้นึ
การวดั ประสิทธภิ าพการทางาน(%) = out put ÷ in put x 100
ถ้าเป็นหน่วยงานราชการของรัฐจะบวกความพึงพอใจของผู้รับบริการเข้าไปด้วย เขียนเป็นสูตรได้ดังน้ี
การวัดประสิทธิภาพการทางานของหน่วยงานรัฐ = ผลผลิตหรือผลงานท่ีได้รับออกมา(out put) – ปัจจัยนาเข้า
หรือทรัพยากรทางการบริหารท่ใี ช้ไป(in put ) + ความพงึ พอใจ(Satisfaction)
ประสิทธิภาพ ดูที่อะไรบา้ ง
1. ต้นทนุ (Cost) หมายถงึ มูลคา่ ของทรัพยากรประกอบด้วยวัสดุอุปกรณ์เคร่ืองมือ คน เงิน หรือสิ่งของ
ทไี่ ดใ้ ช้ไป เพอื่ ใหไ้ ดม้ าซงึ่ สนิ คา้ หรอื บริการ ซึ่งจะให้ ประโยชนแ์ กก่ ิจการในอนาคต และมูลค่าของทรัพยากรที่ใช้ไป
๑๐
นั้นสามารถวัดได้เป็นหน่วยเงินตรา โดย ต้นทุนที่ยังไม่หมดประโยชน์หรือส่วนท่ียังไม่ได้ใช้ประโยชน์ (Unexpired
Cost) จะถือว่าเป็นสินทรัพย์ (Asset) แต่ต้นทุนใดได้ให้ประโยชน์แก่กิจการหรือกิจการได้ใช้ประโยชน์ท้ังหมดไปแล้ว
(Expired Cost) ในงวดบญั ชีน้ันๆ จะถูกตัดเป็นต้นทุนสาหรับงวด (Period Cost) ซ่ึงถือเป็นค่าใช้จ่าย (Expense)
ของกจิ การ
2. คุณภาพ (Quality) หมายถึง การดาเนินงานที่มีประสิทธิภาพเป็นไปตามข้อกาหนด มีขั้นตอนการ
ดาเนินงาน 5 ขั้นตอน คือ การกาหนดมาตรฐานคุณภาพ การเตรียมระบบการดาเนินงาน ข้ันการดาเนินการ
การปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่อง และการประเมินผลที่ต้องการ โดยสินค้าหรือบริการนั้นต้องสร้างความพอใจให้กับ
ลูกค้า และมีต้นทุนการดาเนินงานที่เหมาะสมสามารถพิจารณาคุณสมบัติสาคัญ 8 ด้าน คือ สมรรถนะ
ลักษณะเฉพาะ ความเช่ือถือได้ ความสอดคล้องตามมาตรฐานท่ีกาหนด ความทนทาน ความสามารถในการ
ให้บริการ ความสวยงาม และการรับรู้คุณภาพหรือชื่อเสียง คุณภาพของการให้บริการประกอบด้วยคุณสมบัติ
สาคัญ 10 ด้าน คือ ความเชื่อถือได้ การตอบสนองความต้องการ ความสามารถ การเข้าถึงได้ ความสุภาพ
การตดิ ตอ่ สื่อสาร ความน่าเช่อื ถอื ความปลอดภัย ความเข้าใจลกู ค้า และสามารถรสู้ กึ ได้ในบรกิ าร
3. ปริมาณ (Quantity) หมายถึง การกาหนดความมากน้อยของจานวนผลผลิตจานวนการให้บริการ
ปริมาณจะต้องมีความสอดคล้องกับคุณภาพและครบถ้วนตรงตามมาตรฐานและต้องอยู่ภายใต้เวลาที่กาหนดจาก
แผนงานโครงการทอ่ี ยใู่ นภารกจิ นน้ั ๆ
4. เวลา (Time) หมายถึง ระยะเวลาที่ต้องเสร็จสิ้นตามท่ีกาหนดไว้ในการปฏิบัติงานในแต่ละข้ันตอน
และหรือระยะเวลาท่ีต้องส่งผลผลิตให้แก่ผู้รับบริการ เวลาจะมีความสาคัญที่เก่ียวข้องกับการดาเนินการแก้ไขที่
ต้องใช้เพื่อใหท้ นั ตอ่ เหตุการณใ์ นการแกไ้ ขปญั หาทม่ี อี ยู่ หรือเวลาจะเป็นส่ิงท่ีมีความสอดคล้องกับการประสานการ
ทางานบูรณาการกับหน่วยงานหรือกิจกรรมอ่ืนๆ ที่ต้องรับช่วงดาเนินการต่อ ได้อย่างมีแระสิทธิภาพ ดังนั้นต้อง
รู้จักการบริหารเวลาในการปฏิบัติงาน คือ การรู้จักวางแผนและจัดสรรเวลาในการทางานอย่างถูกต้อง เหมาะสม
เป็นการกาหนดและการควบคุมการปฏิบัติงาน ให้บรรลุผลตามเวลาและวัตถุประสงค์ท่ีกาหนด เพ่ือก่อให้เกิด
ประสิทธิภาพในงานหน้าที่ท่ีรับผิดชอบ จึงต้องรู้จักที่จะแบ่งเวลา โดยจัดสรรเวลาของตนเองให้ถูกต้องและ
เหมาะสมตามวนั เวลาทกี่ าหนด
5. วิธีการ (Method) หมายถึง กระบวนการทางานท่ีมีขั้นตอนการทางานอย่างมีมาตรฐานและมี
รูปแบบที่พัฒนาการทางานอย่างต่อเนื่องเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ โดยต้องมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และ
ดาเนินการอย่างเป็นระบบคือ มีการวิเคราะห์ การวางแผนการทางาน การเฝ้าติดตามสังเกตระหว่างการทางาน
ว่าตรงตามแผนท่ีวางไว้หรือไม่ มีปัญหาอะไรที่ต้องแก้ไขให้งานดาเนินไปตามแผนอย่างมีประสิทธิภาพ และเม่ือ
ผลงานเสรจ็ สนิ มกี ารประเมนิ ผลว่าผลสัมฤทธิ์ที่ได้เป็นอย่างไรตรงตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กาหนดไว้อย่าง
มีคณุ ภาพหรือไม่อย่างไรเพ่ือถอดบทเรียนในการปรับปรงุ พัฒนาการดาเนนิ การต่อไป
องคป์ ระกอบสาหรบั ประสิทธภิ าพการทางานขององค์กร ประกอบดว้ ย
1. ความเข้าใจและแนวความคิดการทางาน(Concept of work) เป็นความเข้าใจถึงภารกิจหน้าที่รับ
ผิดชองของตน และหน่วยงานต้องเข้าใจนโยบายและนานโยบายสู่การปฏิบัติ ด้วยการทางานเชิงระบบท่ีมีความ
โปร่งใสเน้นการให้ความสาคัญกับผู้รับบริการด้วยความพึงพอใจ มีความเสียสละและมุ่งมั่นปฏิบัติงานให้ได้ผล
สมั ฤทธ์ิอย่างมปี ระสิทธิภาพตรงตามมาตรฐานสากล
2. การกาหนดเป้าหมายท่ีสมเหตุสมผล(Reasonable goals) โดยต้องระบุเป้าหมายการทางานให้
ชัดเจน (Specific) สามารถวัดผลได้ (Measurable) สามารถวางแผนปฏิบัติไปให้ถึงเป้าหมายได้ (Achievable)
เป้าหมายตอ้ งสามารถเป็นจริงได้ (Realistic) และต้องมกี าหนดเวลาชดั เจน (Time based)
๑๑
3. การบรหิ ารเวลาในการทางาน(Time management) เป็นการรู้จักวางแผนและจัดสรรเวลาในการ
ทางานอย่างถูกต้อง เหมาะสม ซ่ึงไม่จาเป็นว่าจะต้องเป็นนักบริหาร เท่านั้นที่จะสามารถบริหารเวลา ทุกคน
กส็ ามารถทาได้เพียงแต่ต้องรู้จัก ท่ีจะแบ่งเวลา โดยจัดสรรเวลาของตนเองให้ถูกต้องและเหมาะสมตาม วันเวลาท่ี
กาหนด หรอื หมายถึง “การกาหนดและการควบคมุ การ ปฏิบตั งิ านให้บรรลผุ ลตามเวลาและวัตถุประสงค์ที่กาหนด
เพื่อก่อให้ เกิดประสิทธิภาพในงานหน้าท่ีที่รับผิดชอบ” เทคนิคการบริหารเวลา ประกอบด้วย การไปถึงที่ทางาน
ก่อนเวลาทางาน เขียนสิ่งที่ต้องทาในบันทึก พร้อมจัดสรรเวลาและจัด ลาดับความสาคัญของกิจกรรมไปได้ด้วย
พร้อมกับระบุวันเวลาลงใน บันทึก เพ่ือจัดการงานแต่ละช้ินออกไป จัดโต๊ะทางานให้เป็นระเบียบ ลดจานวนคร้ัง
และเวลาในการประชุม แบ่งงานออกเป็นส่วนๆ โดยแปรรูปงานหรือโครงการท่ี สาคัญให้เป็นกิจกรรมย่อย
ท่ีสามารถจัดการได้สะดวก และใช้เวลาไม่ นานนักในแต่ละกิจกรรม จะทางานให้สาเร็จไปได้ในแต่ละช่วง ทางาน
ดว้ ยความสบายใจ ความสุขและความสนุกสนาน เป็นการเสริมสรา้ งพลังจติ ใจใหท้ างานอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
4. ความครบถ้วนและวิเคราะห์ข้อมลู อย่างถูกต้อง(Data analyze) การดาเนินงานต้องมีคามครบถ้วน
ทุกกิจกรรมที่ได้กาหนดไว้ตามงบประมาณที่ได้รับและก่อนดาเนินงานต้องมีการศึกษาถึงข้อมูลที่ต้องใช้ต้อง
วิเคราะหว์ า่ ขอ้ มลู ใดมีความสาคัญและขอ้ มลู ใดตอ้ งใช้ก่อนหลงั พร้อมทงั้ รายละเอยี ดของข้อมูลท่ีต้องมีความชดั เจน
5. การกาหนดแผนดาเนินงาน(Action plan) หมายถึง การนาความคิดหรือวิธีการที่ได้ผ่านการคิด
และวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ อย่างละเอียดมาแล้ว สาหรับช้ีนาการดาเนินการตามกลยุทธ์ ท่ีจะนาไปสู่การบรรลุ
วิสัยทัศน์ขององค์กร เพราะเป็นตัวกาหนดแผนการดาเนินงานทั้งหมด แผนปฏิบัติที่ดีควรจะประกอบด้วยส่วน
ต่างๆ โดย มีช่ือแผนปฏิบัติ ให้ชัดเจน ในแผนปฏิบัติควรจะกาหนดขั้นตอน/กระบวนการหลักๆไว้ให้ชัดเจนโดย
เริ่ม จากกระบวนการแรกจนถึงกระบวนการสุดท้ายก่อน เมื่อได้ข้ันตอนหรือกระบวนการหลักแล้วให้กาหนด
กิจกรรมย่อยๆของแต่ละขั้นตอนว่า มีอะไรบ้าง กาหนดวันเวลาสถานที่ ให้ระบุว่ากิจกรรมแต่ละข้อน้ันจะทา
เม่ือไหร่ ถ้าระบุวันเวลาและสถานท่ีได้จะดีมาก วิเคราะห์ความเสี่ยงของข้ันตอนหรือกิจกรรม เพ่ือให้แผนปฏิบัติ
เป็นแผนที่คานึงถึงการปฏิบัติจริงๆจึงควรมีส่วนท่ีเราเรียกว่า การวิเคราะห์ความเส่ียงหรือปัญหาอุปสรรคของ
ขั้นตอนหรือกิจกรรมน้ันๆด้วยว่า มีอะไรบ้าง ให้นาเอาความเส่ียงหรือปัญหาอุปสรรคท่ีอาจจะเกิดข้ึนมาวิเคราะห์
หาทางปอ้ งกัน แกไ้ ข ผอ่ นหนักให้เป็นเบา เพ่ือป้องกันหรือลดผลที่จะเข้ามากระทบต่อแผนปฏิบัติโดยรวม ควรจะ
มีการวิเคราะห์และกาหนดงบประมาณจากทุกกิจกรรม ควรจะมีการกาหนดตาแหน่งหรือชื่อบุคคลผู้ที่รับผิดชอบ
แผนปฏิบัติหลัก (Action Plan Leader/Owner)ไว้หนึ่งคน และในแต่ละกิจกรรมควรจะกาหนดผู้รับผิดชอบให้
ชัดเจน
6. การรักษาระเบียบวินัยในการทางาน(Discipline maintaining) เป็นการปฏิบัติงานตามกฎหมาย
เยีย่ งวิชาชีพ โดยให้บุคลากรตระหนักถึงความสาคัญต่อการปฏิบัติหน้าที่การตรวจสอบอย่างเท่ียงธรรม เพ่ือบรรลุ
วัตถุประสงค์ของมหาวิทยาลัยและนโยบายจากภาครัฐ โดยวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมคุณภาพและประสิทธิภาพ
ของข้าราชการและรักษาประโยชน์ รวมท้ังมีจุดมุ่งหมายเพื่อธารงไวซึ่งศักด์ิศรีความเป็นมนุษย์ การรักษาระเบียบ
วินัยในการทางาน( Discipline ) เช่น ความรู้และความสามรถและคุณสมบัติส่วนบุคคล ปริมาณงานและคุณภาพ
ของการดาเนนิ งาน ความคิดสรา้ งสรรค์ ทกั ษะในการปฏิบตั ิงาน บคุ ลกิ ภาพ เจตคติและค่านิยมในการทางาน เปน็ ตน้
7. ปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาล(Good governance) เป็นการบริหารจัดการทางานด้วยการ
ตัดสนิ ใจและกระบวนการที่มกี ารนาผลของการตัดสินใจไปปฏิบัติ ขณะที่ good governance เป็นการรวมคาของ
ธรรม และ อภิบาล เป็น ธรรมาภิบาล เป็นวิธีการที่ดีในการปฏิบัติงาน เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรขององค์กร
ดว้ ยหลักธรรมาภิบาลโดยมเี ปา้ หมายของการใช้หลักธรรมาภิบาลคือเพื่อการมีความเป็นธรรม ความสุจริต ความมี
ประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ซ่ึงวิธีการท่ีจะสร้างให้เกิดมีธรรมาภิบาลขึ้นมาได้ก็คือ การมีความโปร่งใส มีความ
รับผิดชอบ ถูกตรวจสอบได้ และการมีส่วนร่วมเป็นสาคัญ ธรรมาภิบาล ประกอบไปด้วยหลักการสาคัญหลาย
๑๒
ประการ แล้วแต่วัตถุประสงค์ขององค์กรท่ีนามาใช้ หลักการท่ีมีผู้นาไปใช้เสมอคือ การมีส่วนร่วมของประชาชน
การมุ่งฉันทามติ การมีสานึกรับผิดชอบ ความโปร่งใส การตอบสนอง ประสิทธิผลและประสิทธิภาพ
ความเท่าเทียมกันและการคานึงถึงคนทุกกลุ่มหรือพหุภาคีและการปฏิบัติตามหลักนิติธรรม แต่ระเบียบสานัก
นายกรฐั มนตรีวา่ ดว้ ยการบรหิ ารกจิ การบา้ นเมืองและสังคมท่ีดีน้ันได้ระบุไว้ 6 ด้าน คือ 1) หลักนิติธรรม(Rule of
Laws) คอื การแบ่งแยกอานาจ การคมุ้ ครองสทิ ธแิ ละเสรีภาพ ความชอบด้วยกฎหมาย 2) หลักคุณธรรม(Ethics)
คือหน่วยงานปลอดการทุจริต หน่วยงานปลอดจากการทาผิดวินัย และหน่วยงานปลอดจากการทาผิดมาตรฐาน
วชิ าชีพนิยมและจรรยาบรรณ องค์ประกอบของคุณธรรมหรือพฤติกรรมที่พึงประสงค์ท่ีปลอดจากคอรัปชั่น หรือมี
คอรัปช่ันน้อยลง คอรัปชั่น การฉ้อราษฎร์บังหลวง 3) ด้านความโปร่งใส(Transparency) คือ หน่วยงานมีความ
โปร่งใสด้านโครงสร้าง หน่วยงานมีความโปร่งใสด้านการให้คุณ หน่วยงานมีความโปร่งใสด้านการให้โทษ
หน่วยงานมีความโปร่งใสด้านการเปิดเผยข้อมูล 4) หลักการมีส่วนร่วม(Participation) คือการมีส่วนร่วมของ
ประชาชนเป็นกระบวนการซึ่งประชาชน หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้มีโอกาสแสดงทัศนะ และเข้าร่วมในกิจกรรม
ต่างๆ ที่มีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน รวมท้ังมีการนาความคิดเห็นดังกล่าวไปประกอบการพิจารณา
กาหนดนโยบาย และการตัดสินใจของรัฐ การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นกระบวนการส่ือสารในระบบเปิด
5) หลักสานึกรับผิดชอบ(Accountability) รวมถึงความรับผิดชอบในผลงาน หรือปฏิบัติหน้าที่ให้บรรลุผลตาม
เป้าหมายท่ีกาหนดไว้ รวมท้ังการตอบสนองต่อความคาดหวังของสาธารณะ เป็นเรื่องของความพร้อมท่ีจะ
รับผดิ ชอบ ความพร้อมทจี่ ะถูกตรวจสอบได้ โดยในแง่มุมของการปฏิบัติถือว่า สานึกรับผิดชอบเป็นคุณสมบัติหรือ
ทักษะที่บุคคลพึงแสดงออกเพ่ือเป็นเคร่ืองชี้ว่าได้ยอมรับในภารกิจท่ีได้รับมอบหมายและนาไปปฏิบัติด้วยความ
รับผิดชอบ 6) หลักความคุ้มค่า(Value for Money) หลักการนี้คานึงถึงประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวมในการบริหาร
การจดั การและการใช้ทรพั ยากรท่มี อี ยอู่ ยา่ งจากดั สิง่ เหลา่ น้ีเปน็ ผลในการปฏิบัติอนั เกิดจากการใช้หลักธรรมาภิบาล
นน่ั เอง
8. ความเชื่อถือได้(Reliability) ความน่าเช่ือถือ คือ สถานภาพที่เราสร้างข้ึนมาจากพฤติกรรมของเรา
ท่ที างานรว่ มกับคนอนื่ ๆ เปน็ พฤติกรรมที่ดี ที่เราสะสมไว้ทุก ๆ วัน เป็นเวลายาวนาน จากอดีตถึงปัจจุบัน การจะ
มีความน่าเชื่อถือน้ัน คือ การมีพฤติกรรมในการทางานหลายอย่างรวมๆ กัน ซึ่งสรุปได้ คือ เม่ือมีใครถามปัญหา
เรามักจะตอบไดอ้ ย่างถูกต้อง อย่างมหี ลักวชิ าการสนับสนุนดว้ ย รวมท้งั วิธปี ฏิบัตทิ ี่ยกตัวอย่างได้ วางตัวเหมาะสม
ทกุ สถานการณ์ และมพี ฤติกรรมสว่ นตัวท่ีดีอย่เู สมอ เปน็ คนเปดิ เผย จรงิ ใจ จนผคู้ นเขาวางใจได้ ต้องเข้ากับผู้คนได้
ดี รู้จักเปิดใจให้กับผู้อื่นอย่างจริงใจ และเรียนรู้ที่จะรับฟังปัญหาอย่างลึกซ้ึงตั้งแต่ต้นจนจบ มีจิตใจเป็นกลาง
ไมล่ าเอยี ง มีความซอื่ สัตยต์ อ่ อาชพี ปฏบิ ัติตอ่ พนักงานทุกคนตามกฎเกณฑ์แบบเดียวกัน ไม่ละเว้นกฎเกณฑ์ให้ใคร
เป็นพิเศษ มจี ิตใจช่วยเหลือผู้อ่ืน รักหมู่คณะ ไม่แบ่งเขา แบ่งเรา ไม่มีการแบ่งกั้นระหว่างพนักงาน เคารพในความ
คิดเห็นของผู้อ่ืน ไม่พึงคิดว่าคนอื่นฉลาดไม่เท่าตน ต้องเป็นนักฟังมากกว่าเป็นนักพูด ไม่ควรด่วนสรุปว่าความเห็น
คนอ่ืนไม่ดี พฤติกรรมข้อนี้สัมพันธ์กับความเชื่อมั่นในตัวเอง คนท่ีเชื่อมั่นในตัวเองสูงมักจะไม่ฟังเหตุผลของคนอ่ืน
การมีความเช่ือม่ันในตัวเองเป็นสิ่งที่ดีท่ีจะพึงมี แต่อย่าให้เกิดสภาพ over self confidence จะเป็นอันตราย
ยอมรบั ความจริงเสมอ และมีความเปน็ ผูใ้ หญ่ (Maturity)
9. ผลงานมีคุณภาพและได้มาตรฐาน(Quality) คุณภาพ หมายถึงการดาเนินงานให้เป็นไปตาม
มาตรฐานหรือข้อกาหนดท่ีต้องการโดยสร้างความพอใจให้กับลูกค้า และมีต้นทุนการดาเนินงานท่ีต่าท่ีสุด
โดยสามารถอธิบายพัฒนาการของแนวคิดด้านคุณภาพของนักคิดด้านการจัดการคุณภาพดังน้ีโดยสรุปพัฒนาการ
ของแนวคิดด้านคุณภาพสามารถ แบ่งได้ 4 ระดับ ได้แก่ เหมาะสมกับมาตรฐาน เหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอย
เหมาะสมกบั ต้นทุน และเหมาะสมกับความต้องการท่ีแฝงเร้น
๑๓
10. งานสาเร็จทันเวลา(Done in time ) ต้องรู้จักการบริหารเวลาให้สัมฤทธิ์ผลตามเวลาที่ได้รับ
มอบหมายได้อยา่ งดี
ข้ันตอน การทางานอยา่ งมปี ระสิทธิภาพ ตามมาตรฐานสากล
1. ทาความเข้าใจนโยบาย เป้าหมาย วัตถุประสงค์ของงานท่ีได้รับ(Goals) เม่ือได้รับมอบหมายให้
ทางาน ก่อนอื่นต้องทาความเข้าใจให้ชัดเจนก่อนว่างานนั้นๆต้องการให้ความสาคัญในเร่ืองงใดเป็นสาคัญและมี
นโยบายอย่างไร เช่น เน้น ให้ความสาคัญของผู้รับบริการและเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล หรือเน้นการแก้ไข
ปัญหาเฉพาะหนา้ ที่มิใหป้ ัญหาทเี่ กดิ ขนึ้ บานปลายรกุ รามจนเป็นปัญหาใหญ่ตามมา ปัญหานั้นๆเป็นปัญหาระดับใด
ใครเกยี่ วข้องบ้างและควรมมี าตรการระดับใดในการบรหิ ารจัดการดาเนินงาน
2. รวบรวมข้อมูลในส่วนท่ีเก่ียวข้อง(Data) เม่ือมีความชัดเจนในภารกิจท่ีต้องปฏิบัติแล้วให้รวบรวม
ข้อมลู ทกุ ประเภททเ่ี กย่ี วขอ้ งเพ่ือใช้ประกอบการดาเนนิ งาน
3. วิเคราะห์และจัดหมวดหมู่ข้อมูล(Information) นาข้อมูลที่รวบรวมได้ทั้งข้อมูลปฐมภูมิ (primary
data) และข้อมูลทุติยภูมิ (secondary data) ข้อมูลเชิงแผนท่ีและเอกสาร ข้อความต่างๆมาจัดหมวดหมู่และ
จัดลาดับความสาคัญของข้อมูล หากพบว่ายังขาดข้อมูลที่สาคัญก็ต้องศึกษาค้นหาหรือดาเนินการตรวจสอบ
เพ่ือจะทาให้ทราบถึงปญั หาแนวทางการปฏบิ ัตงิ านและทราบผ้เู ก่ียวข้องด้านใดบ้าง เป็นต้น
4. นาความรู้จากข้อมูลมากาหนดเพื่อจัดทาแผน(knowledge) จากผลการวิเคราะห์ข้อมูลข้างต้นจะ
ทาให้เราทราบถงึ ปัญหาทแ่ี ทจ้ ริงที่จะต้องดาเนนิ การแกไ้ ข ตลอดจนระดับของปัญหาท่ีพบในแต่ละด้าน ผลกระทบ
ความรุนแรงที่จะเกิดความเสียหายในแต่ละขั้นตอนการดาเนินงาน เอเตรียมการวางแผนดาเนินการให้การ
ปฏิบัตงิ านเปน็ ไปตามมาตรฐานสากลและเกิดผลสมั ฤทธิไ์ ดอ้ ยา่ งประหยัดตรงเวลามีคณุ ภาพ
5. บริหารจัดการงาน(Management) เมื่อทราบรายละเอียดและได้ความรู้ความเข้าใจในการ
ดาเนินงานที่จะแก้ไขปัญหาหรือดาเนินการจัดทาแผนจากข้ันตอนที่ผ่านมาสามารถนาความรู้เหล่านี้เพื่อใช้
ประกอบการบริหารจดั การงานท่ีได้กาหนดไว้
6. การมีส่วนร่วม(Involve) จากข้อมูลต่างๆความต้องการท่ีชัดเจนในการแก้ไขปัญหา หรือความ
ต้องการพัฒนาที่มีทิศทางเป้าหมายชัดเจนเรียบร้อยแล้วต้องนารายละเอียดท้ังหมดปรึกษาหารือกับทุกภาคส่วน
ที่เกย่ี วข้องเพ่อื ให้เกดิ ความเขา้ ใจรว่ มกนั มีทิศทางการดาเนินงานไปในทางเดยี วกันอที ้งั ยังเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วน
ได้แสดงความคิดเห็นร่วมกันในการบริหารจัดการให้เป็นรูปแบบของการบูรณาการแบบมีส่วนร่วมตั้งแต่เร่ิมต้น
จนจบกระบวนการ
7. จัดทาแผนดาเนินงาน(Plan) เพื่อให้ทราบและเข้าใจรายละเอียดข้ันตอนของกระบวนการจัดทา
แผนยุทธศาสตรแ์ ละ แผนปฏิบัติราชการให้แก่เจา้ หนา้ ทท่ี ่รี ับผดิ ชอบด้านการวิเคราะหน์ โยบายและแผน การจัดทา
แผน รวมทั้ง บุคลากรอ่ืนๆท่ีมีความสนใจ ให้มีความม่ันใจว่าได้มีการปฏิบัติตามข้อกาหนด มาตรฐานการ
ปฏิบัติงานเก่ียวกับการ จัดทาแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติราชการ ให้การจัดทาแผนยุทธศาสตร์และ
แผนปฏบิ ตั ิราชการสอดคลอ้ งกับนโยบายและ วตั ถุประสงค์ขององค์กร
8. ดาเนินการตามแผน(Do) การดาเนินตามแผนเป็นข้ันตอนที่ต้องมีการทบทวนผลการปฏิบัติงาน
(After Action Review : AAR) ในแต่ละขั้นตอนหลังการปฏิบัติการ ซ่ึงเป็นเครื่องมือที่นามาใช้ในกระบวนการ
ทางาน เพ่ือทบทวนวิธีการทางานท้ังด้านความสาเร็จและปัญหาที่เกิดข้ึน ทั้งน้ีไม่ใช่การค้นหาคนที่ทาผิดพลาด
ไม่ใช่การกล่าวโทษ แต่เป็นการทบทวนเพื่อร่วมกันสะท้อน และทบทวนกระบวนการต่าง ๆ นาบทเรียนท่ีได้จาก
ความสาเร็จและปัญหาที่เกดิ ข้ึน มาจดั ทาและพฒั นากระบวนการทางานให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากข้ึน
๑๔
โดยมกี ารแลกเปลีย่ นประสบการณ์การทางาน แบ่งวิธีการเป็น 2 ลักษณะ คือ การทา สาหรับผู้ร่วมกิจกรรม และ
การทา AAR สาหรับผู้จดั กิจกรรม
9. ติดตามตรวจสอบ การดาเนินงาน(Check) เป็นการคอยติดตามตรวจสอบความก้าวหน้าปัญหา
อุปสรรค ตลอดจนความสาเร็จและล้มเหลวของโครงการกิจกรรมต่างๆซ่ึงวิธีการในการติดตามประเมินผลนั้นคือ
การคอยติดตามข่าวสารข้อมูลโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับตัวชี้วัดความสาเร็จต่างๆที่ได้กาหนดไว้และคอยแก้ไข ปัญหา
อุปสรรคต่างๆ ท่อี าจเกิดขึ้นตลอดจนถึงการคอยติดตามให้การสนับสนุนแก่ผู้ปฏิบัติงานในส่วนงาน ต่างๆ ในทุกๆ
ด้านให้สามารถปฏบิ ัติงานตามกลยทุ ธใ์ หไ้ ด้ผลอย่างมปี ระสทิ ธิภาพ
10. พัฒนาปรับปรุง(Improve) เป็นกิจกรรมการเปลี่ยนแปลงเพื่อนาไปสู่ส่ิงท่ีดีกว่า (Changes for
the better) ด้วยวิธีการปรับปรุงอย่างต่อเน่ือง (Continuous Improvement) หรือการเปล่ียนแปลงด้วย
นวัตกรรม (Innovation) ท่ีก้าวล้าทันสมัยและไม่เคยมีมาก่อน การปรับปรุงอย่างต่อเน่ือง หรือภาษาญ่ีปุ่น
เรียกว่า Kaizen เป็นกระบวนการปรับปรุงที่ให้ความสาคัญกับการดาเนินการอย่างต่อเนื่องเป็นระบบ โดยเชื่อว่า
การปรับปรุงท่ีดีนั้นต้องปรับเปลี่ยนทีละเล็กทีละน้อยค่อยเป็นค่อยไปและการปรับปรุงไม่มีที่สิ้นสุ ดเพ่ือให้เกิดการ
พัฒนาอย่างม่ันคงและสร้างความแข็งแรงให้กับองค์กร เป็นการดาเนินการท่ีก่อให้เกิดผลลัพธ์ด้านบวกต่อองค์กร
ในการเพ่ิมประสิทธิภาพการทางานของคน เครื่องจักรวัตถุดิบ และเงินลงทุน การปรับปรุงข้ันตอนการจัดซื้อ
จัดหา การปรับลดปริมาณงานภายในกระบวนการ การปรับลดจานวนเอกสาร การปรับลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน
เป็นต้น โดยไม่จาเป็นต้องคาดหวังหรือเล็งผลเลิศของความสาเร็จ แต่ควรพิจารณาและให้ความสาคัญกับผลลัพธ์
ของการเปลีย่ นแปลงท่นี ามาซง่ึ สงิ่ ทด่ี ีกวา่ กิจกรรมการปรับปรุงงานที่ดาเนินการแล้วจะสร้างสรรค์ประโยชน์ให้กับ
องค์กรควรดาเนินการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขโดยทันที และปรับปรุงอย่างต่อเนื่องเพื่อก้าวให้ทันต่อการ
เปล่ียนแปลงด้วยความคิดที่เชื่อว่าไม่มีกระบวนการหรือระบบงานใดที่ดีที่สุด ดังนั้นการปรับปรุงจะเป็นกลไก
สาหรับการเปล่ียนแปลงไปส่สู งิ่ ท่ีดีกว่าเสมอ
11. สรุปรายงานผล(Report) นอกจากจะเป็นการสรุปผลการดาเนินงานแล้วยังประเมินความสาเร็จของ
การดาเนินงานโครงการหรือประเมินประสิทธิผลของโครงการ สรุปผลการศึกษาปัญหาอุปสรรคและแนวทางการ
แก้ไขปัญหาเพ่ือใช้ในการดาเนินงานในโครงการต่อไป โดยรายงานควรประกอบด้วย โครงการท่ีได้รับอนุมัติ
กาหนดการ / คากล่าวเปิด-ปิดงาน (ถ้ามี) คาส่ังคณะกรรมการดาเนินงานโครงการ (ถ้ามี) เอกสารท่ีเกี่ยวข้องกับ
โครงการ เช่น หนังสือติดต่อ/หนังสือขอความร่วมมือ เอกสารประกอบการฝึกอบรม สัมมนา เอกสารที่แจกใน
โครงการ รายชือ่ ผู้เข้าร่วมโครงการ/ใบลงทะเบียน ตวั อย่างแบบประเมนิ ความพึงพอใจ และภาพประกอบโครงการ
ก่อนดาเนนิ การ / ระหว่างดาเนินการ / หลงั ดาเนินโครงการ ประมาณ 5 รูป
ตวั ชี้วดั ผลการดาเนินงานหลัก(Key Performance Indicators : KPI ) ตัวชี้วัดผลการดาเนินการหลักวัด
ความก้าวหน้าของการบรรลุปัจจัยหลักแห่งความสาเร็จขององค์กร เป็นการวัดผลการปฏิบัติงานท่ีเกิดข้ึนจริง
เทียบกับมาตรฐานหรือเป้าหมายที่ตกลงกันไว้ องค์กรสามารถใช้ผลของการวัดผลเพ่ือการปรับปรุงประสิทธิภาพ
การปฏบิ ัติงานขององค์กร ตัวช้ีวดั ผลการดาเนนิ งานหลกั ที่ดีต้องมีความถูกต้อง เหมาะสม สามารถท่ีจะโน้มน้าวให้
ทุกคนในองค์กรและมีส่วนได้เสียประโยชน์ ตลอด จนสาธารณชนเช้ือถือผลงานท่ีวัดจากตัวช้ีวัด ตัวช้ีวัดผลการ
ดาเนนิ การหลกั จะตอ้ งเช่ือมโยงกับปจั จัยหลักแหง่ ความสาเร็จมากทส่ี ุดเท่าทจี่ ะทาได้ องค์กรกาหนดตัวชี้วัดผลการ
ปฏบิ ัติ เพอื่ วดั ความก้าวหน้าของปจั จัยแหง่ ความสาเรจ็
๑๕
8.5 ถอดบทเรียนงานสง่ สมคั รขอรับรางวัลเลิศรัฐ
เป็นรางวัลแห่งเกียรติยศท่ีมอบให้หน่วยงานท่ีได้มุ่งม่ันปฏิบัติราชการจนประสบความสาเร็จ มีความเป็นเลิศ
แห่งหนว่ ยงานรฐั ท้ังปวง ประกอบดว้ ย 3 สาขา
1. สาขาบริการภาครัฐ เป็นรางวัลท่ีมอบให้กับหน่วยงานของรัฐที่มีผลการพัฒนาคุณภาพการให้บริการ
เพ่อื ประชาชน ไดร้ ับบริการทสี่ ะดวก รวดเร็ว โปร่งใส เปน็ ธรรม และเปน็ ทพี่ งึ พอใจ
2. สาขาคุณภาพการบรหิ ารจัดการภาครัฐ เป็นรางวลั ทม่ี อบให้กบั หนว่ ยงานของรัฐท่ีมีการพัฒนาคุณภาพ
การบริหารจัดการได้ทัดเทียม มาตรฐานสากล ซึ่งได้มาด้วยความเพียรพยายาม ความอดทน หลอมรวมกับความ
ตัง้ ใจจรงิ ของทุกคน ในองคก์ าร เพอื่ นาพาองคก์ ารให้ก้าวสู่ความเป็นเลศิ
3. สาขาการบริหารราชการแบบมสี ว่ นร่วม เป็นรางวัลที่มอบให้กบั หนว่ ยงานของรฐั ทม่ี คี วามมงุ่ ม่นั ตั้งใจ
ในการพัฒนาประสิทธิภาพการ บริหารราชการบนพ้ืนฐานความรับผิดชอบและการมีส่วนร่วมของประชาชน
เพ่อื ตอบสนองความต้องการ ของประชาชนไดอ้ ย่างแท้จริง
กระบวนการตรวจประเมนิ และมอบรางวลั
การพิจารณาตรวจประเมินรางวัลเลิศรัฐสาขาบรกิ ารภาครฐั ประกอบดว้ ย 7 ขน้ั ตอน
ขัน้ ตอนที่ 1 : การตรวจสอบเอกสารเบ้ืองต้น เปน็ การตรวจสอบความถูกต้อง สมบูรณ์ของการจัดทา
เอกสารรายงานผลการดาเนินการของหน่วยงาน ท่ีเสนอไปเพื่อขอรับการประเมิน โดยหน่วยงานต้องจัดทา
เอกสารรายงานให้ถูกต้องและครบถ้วนตามแบบฟอร์มและ เง่ือนไขที่กาหนด หากส่วนราชการจัดทารายงาน
ไม่ถูกต้องหรอื ไม่ครบถ้วน จะไมร่ บั พจิ ารณาตรวจประเมนิ ในขน้ั ตอนต่อไป
ขั้นตอนที่ 2 : การตรวจประเมินจากเอกสารรายงาน (Independent Review) เป็นการ
ประเมินผลจากเอกสารรายงานผลการดาเนินการที่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องและ สมบูรณ์ ในขั้นตอนท่ี 1
โดยทีมผู้ตรวจประเมินฯ ท้ังนี้ ในแต่ละประเภทรางวัลจะมีคะแนนเต็ม 100 คะแนน ผลงานใด ได้คะแนนต้ังแต่
80 คะแนนขน้ึ ไป จะไดร้ บั การตรวจประเมนิ ในขั้นตอนต่อไป
ขัน้ ตอนท่ี 3 : การกลั่นกรองผลการตรวจประเมิน (Consensus Review) เป็นการพิจารณาผลการ
ตรวจประเมินที่ผ่านการพิจารณาจากข้ันตอนท่ี 2 โดยคณะทางาน ตรวจประเมินรางวัลฯ ซ่ึงเป็นทีมผู้ทรงคุณวุฒิ
จากสานักงาน ก.พ.ร. ดังนี้ • ผลงานท่ีได้รับการยืนยันผลคะแนนต้ังแต่ 80 คะแนน แต่ไม่ถึง 90 คะแนน
จะพจิ ารณาให้อยู่ใน เกณฑ์ทจ่ี ะได้รบั รางวลั ในระดบั ดี • ผลงานท่ีไดร้ ับการยนื ยันผลคะแนนรวมตั้งแต่ 90 คะแนน
ขึ้นไป จะพิจารณาให้อยู่ในเกณฑ์ ท่ีจะได้รับรางวัลระดับดีเด่น จะได้รับการตรวจประเมินการปฏิบัติงานจริงใน
พื้นที่ตอ่ ไป และ/หรือ สมั ภาษณผ์ ่าน วีดทิ ัศน์ทางไกล (VDO Conference)
ขั้นตอนท่ี 4 : ยืนยันผลการพิจารณาตรวจประเมิน (Site Visit Review) เป็นการยืนยันผลการ
กล่ันกรองของผลงาน ท่ีผ่านการพิจารณาจากขั้นตอนท่ี 3 โดยคณะทางาน ตรวจประเมินรางวัลฯ ซ่ึงจาแนก
ออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ (1) ผลงานท่ีได้รับการพิจารณาให้อยู่ในเกณฑ์ท่ีจะได้รับรางวัลในระดับดี พิจารณาจาก
ข้อมูลท่ีส่ง มาเพ่ิมเติม หากข้อมูลสนับสนุนให้ผลงานได้รับการพิจารณาเพิ่มคะแนน โดยมีคะแนนรวมต้ังแต่ 90
คะแนนขึ้นไป ผลงานจะได้รับการตรวจประเมิน ณ พ้ืนที่ปฏิบัติงาน (Site Visit) แต่หากข้อมูลไม่เพียงพอให้เพิ่ม
คะแนนได้ จะได้รับการพิจารณาใหอ้ ยใู่ นเกณฑไ์ ด้รบั รางวลั ในระดบั ดีเชน่ เดมิ (2) ผลงานที่ได้รับการพิจารณาให้อยู่
ในเกณฑ์ท่ีจะได้รับรางวัลในระดับดีเด่น จะได้รับการตรวจ ประเมินในพ้ืนที่ปฏิบัติงานจริงของส่วนราชการ และ/
หรือ สัมภาษณ์ผ่านวีดีโอทางไกล (VDO Conference) โดยผู้ตรวจประเมินฯ เพ่ือยืนยันผลการพิจารณาตรวจ
ประเมิน อันนาไปสู่การมอบรางวัลระดับดีเด่น ทั้งน้ีในกรณี ประเภทขยายผลมาตรฐานการบริการ จะเป็นการ
ตรวจโดยไม่แจ้งใหท้ ราบลว่ งหน้า
๑๖
ขั้นตอนที่ 5 : เสนอ อ.ก.พ.ร. เก่ียวกับการส่งเสริมการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีและยกระดับ
คุณภาพและ ประสิทธิภาพภาครัฐ อนุมัติรางวัล นาเสนอผลการพิจารณารางวัลเลิศรัฐ สาขาบริการภาครัฐ
ตอ่ อ.ก.พ.ร. เกีย่ วกับ การยกระดบั คุณภาพและประสทิ ธิภาพการใหบ้ ริการของภาครฐั เพอ่ื อนุมตั ริ างวัล
ขั้นตอนท่ี 6 : ประกาศรางวัล ประกาศผลการพิจารณารางวัลเลิศรัฐ สาขาบริการภาครัฐ
ผ่าน www.opdc.go.th ของสานกั งาน ก.พ.ร.
ขัน้ ตอนที่ 7 : มอบรางวัล
ขอ้ คดิ ในการวิเคราะห์ ดา้ นมาตรฐานการถอดบทเรียน เร่ือง การส่งสมัครขอรับรางวลั เลศิ รัฐ
1. Define จะถอดบทเรียนดา้ นไหน (ความเข้าใจในการดาเนินงาน การส่ือสาร ความร่วมมือ ข้ันตอน
วธิ ีการ ประสิทธภิ าพคุณภาพ ความสาเรจ็ )
2. Data ข้อมูลท่ีเกี่ยวข้อง (หลักเกณฑ์ เจ้าของเรื่อง เน้ือหา วิธีการ ผลสัมฤทธ์ิ การประชุม
การประสานงาน)
3. Information ข้อมูลต่างๆมาจากหน่วยงานไหนบ้าง ใครเป็นหน่วยงานหลัก และทาอะไรบ้าง
(บริหารจดั การขอ้ มลู เพ่อื ใช้ประกอบการวางแผนทางาน กลุ่มหลกั ทีร่ บั ผดิ ชอบ)
4. Knowledge (ได้รับความรู้เร่ืองการจัดส่งสมัคร ขั้นตอนการทางาน ปัญหาในการทางานแต่ละ
ขัน้ ตอน วธิ ีการแกไ้ ขปัญหา)
การถอดบทเรียน เรื่อง การส่งสมคั รขอรบั รางวลั เลิศรฐั
1. หน้าที่ภารกจิ ท่ีรับผิดชอบ มอี ะไรบ้าง(ดาเนินการภายในกรอบ หรอื มากกวา่ กรอบ)
2. ผ้รู ับผดิ ชอบมีกค่ี น ใครทาอะไร(ตัง้ แต่ผูบ้ ังคับบัญชาระดับสงู ถงึ เจา้ หนา้ ท่ีประกอบดว้ ยใครบ้าง)
3. หนว่ ยงานทเ่ี ก่ยี วข้อง มีหน่วยงานไดบา้ ง และทาอะไรบา้ ง
4. ข้อมลู ทต่ี ้องใช้ มีอะไรบา้ ง(เอกสาร คาสัง่ ผลงานหลกั ฐาน)
5. ทรัพยากรและเครื่องมือท่ีใช้ มอี ะไรบา้ ง(ห้องประชุม อุปกรณ์ เครื่องมอื )
6. แผนงานในการดาเนินการ เป็นอย่างไร(นโยบาย กรอบแนวทางดาเนินงาน แผนงาน การบริหาร
ความเสยี่ ง การตดิ ตาม)
7. ขั้นตอนการทางาน มีอะไรบ้าง (รับนโยบาย ประชุม ต้ังกรรมการ จัดทากรอบแนวทาง ทาแผน
ติดตาม ประสานงาน)
8. มีการบริหารความเส่ียง ในแตล่ ะขน้ั ตอนอย่างไร
9. ใครเป็นผูจ้ ัดการบรหิ ารความเสีย่ ง ในแต่ละขน้ั ตอนอย่างไร
10. มวี ิธีการตดิ ตามและประเมนิ ผล อย่างไร
11. ปัญหาเกดิ ขึน้ ในแตล่ ะขน้ั ตอน มอี ะไรบ้าง
12. ผลลพั ธท์ ี่เกิดขนึ้ เปน็ อยา่ งไร (ความสาเรจ็ /ปัญหา/อุปสรรค)
13. สาเหตุของปัญหาท่พี บ (ขาดความรู้ ไม่เขา้ ใจ ไมส่ นใจ ไม่รว่ มมอื ลา่ ชา้ ไม่สมบรู ณ)์
14. ตอ้ งแกไ้ ขปรบั ปรงุ อย่างไร
8.6 การถอดบทเรียนจากการปฏบิ ัติงานเพ่อื ม่งุ ผลสัมฤทธิ์
ถอดความสาเร็จขององค์กร ท่ีเกิดจากการบริหารจัดการของผู้บริหาร โดยถอดบทเรียนจากการบริหาร
คน (Man) การจดั การทดี่ ี (Management) เงิน (Money) วสั ดุส่ิงของ (Material)
๑๗
๑๘
9. ประโยชนข์ องคูม่ อื มาตรฐานการปฏบิ ัติงาน
1. สามารถสะท้อนปญั หา อุปสรรค ของการปฏิบตั งิ านท่ีผา่ นมาจนไดด้ าเนนิ การสู่ความสาเรจ็
2. สามารถนาความรู้ท่ีได้รับใช้เป็นแนวทางการปรับปรุงการปฏิบัติงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
ลดขอ้ ผิดพลาดจากการปฏบิ ัตงิ าน
3. ทาให้บคุ ลากรมีความเขา้ ใจถงึ ความรู้จากประสบการทางานของผู้ที่มีความสาเร็จสามารถใช้ที่เป็นแนว
ทางการพัฒนาสูค่ วามสาเร็จของตน
4. สามารถผลติ มาตรฐานขน้ั ตอนการสง่ สมคั รขอรับรางวัลเลิศรฐั สาหรับหน่วยงานและผสู้ นใจ
5. เป็นการบริหารจัดการความรู้โดยการดึงประสบการณ์และความรู้ท่ีฝังอยู่ในผู้อานวยการกลุ่มพัฒนา
ระบบบริหารออกมาจดั ทาเปน็ ความรทู้ ชี่ ดั แจ้ง
6. สามารถเสริมสร้างการทางานเป็นทมี ของบคุ ลากรภายในหนว่ ยงาน
๑๙
ภาคผนวก
1. เอกสารแสดงการขอจัดการประชุมเชิงปฏบิ ัตกิ าร
๒๐
2. เอกสารแสดงงบประมาณจากโครงการทไี่ ด้รับการอนมุ ตั ิ
๒๑
๒๒
3. เอกสารกาหนดการประชุมเชิงปฏิบตั ิการ
๒๓
4. หนงั สอื เชิญวิทยากร
๒๔
5. เอกสารรายชอื่ กลมุ่ เป้าหมายในการประชุมเชิงปฏิบตั ิการ
๒๕
6. เอกสารการลงทะเบียน วนั ท่ี 28 ธันวาคม 2564
๒๖
7. เอกสารการลงทะเบียน วันท่ี 29 ธันวาคม 2564
๒๗
8. รปู ถา่ ยการประชุม
วันท่ี 4 สิงหาคม 2565 บรรยายเรื่อง การจัดการความรู้ด้วยการถอดบทเรียนจากการปฏิบัติงาน
เพ่ือมุ่งผลสัมฤทธิ์ ถอดบทเรียนการจัดทาผลงานส่งสมัครขอรับรางวัลเลิศรัฐและนาเสนอการถอด
บทเรยี น
๒๘
๒๙
วนั ที่ 5 สิงหาคม 2565 บรรยายเรื่อง การจดั การความรู้ด้วยการถอดบทเรยี นจากการบรหิ ารงานของ
หัวหนา้ งาน ถอดบทเรยี นจากการบรหิ ารงานของหัวหน้างาน
๓๐
๓๑
9. เอกสารประกอบการบรรยาย
๓๒
๓๓
๓๔
๓๕
๓๖
๓๗
๓๘
๓๙
๔๐
๔๑
๔๒
๔๓
๔๔
๔๕
๔๖
๔๗