The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

คู่มือการปฏิบัติงานด้านบริหารจัดการน้ำ เล่มที่ 9/16 คู่มือการจัดทำโค้งปฏิบัติการอ่างเก็บน้ำ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

คู่มือการปฏิบัติงานด้านบริหารจัดการน้ำ เล่มที่ 9/16

คู่มือการปฏิบัติงานด้านบริหารจัดการน้ำ เล่มที่ 9/16 คู่มือการจัดทำโค้งปฏิบัติการอ่างเก็บน้ำ

Keywords: บริหารจัดการน้ำ,ชลประทาน

คมู่ อื การปฏบิ ตั งิ าน
ดา้ นบริหารจัดการนา้ํ

เลม่ ท่ี 9/16

คมู่ อื การจดั ทาํ โคง้ ปฏบิ ัตกิ ารอา่ งเกบ็ นํา้



คูมอื ปฏิบตั งิ าน ดานบริหารจัดการนาํ้

9-1

คูม่ อื การจัดทําโค้งปฏิบตั กิ ารอา่ งเกบ็ นาํ้
(Reservoir Operation Rule Curves)

1. วัตถปุ ระสงค์ เล่มท่ี 9
1.1 เพื่อจัดทําคู่มือปฏิบัติงานที่ชัดเจน เป็นลายลักษณ์อักษร แสดงถึงรายละเอียดขั้นตอนการ

ปฏิบัติงานของกิจกรรม/กระบวนการต่าง ๆ ของส่วนบริหารจัดการน้ํา และสร้างมาตรฐานการปฏิบัติงานที่มุ่ง
ไปสู่การบริหารคณุ ภาพทวั่ ทัง้ องคก์ รอย่างมีประสทิ ธิภาพ เกิดผลของงานที่ไดม้ าตรฐานเป็นไปตามเป้าหมาย ได้
ผลผลิตหรือการบริการท่ีมีคุณภาพ และบรรลุข้อกําหนดท่ีสําคัญของกระบวนการจัดทําโค้งปฏิบัติการ
อ่างเกบ็ นํ้า (Reservoir Operation Rule Curves)

1.2 เพ่อื เปน็ หลักฐานแสดงวิธกี ารทาํ งานการจัดทําโค้งปฏิบัติการอ่างเก็บนํ้า (Reservoir Operation
Rule Curves) ที่สามารถถ่ายทอดให้ผู้เข้ามาปฏิบัติงานใหม่ พัฒนาให้การทํางานเป็นมืออาชีพ และใช้
ประกอบการประเมินผลการปฏิบัติงานของบุคลากรด้านบริหารจัดการนํ้า รวมท้ังแสดงหรือเผยแพร่ให้กับบุคล
ภายนอก หรือผู้ใช้บริการ ให้สามารถเข้าใจและใช้ประโยชน์จากกระบวนการท่ีมีอยู่เพื่อการรับบริการท่ีตรงกับ
ความต้องการ

1.3 เพื่อให้บุคลากรภายใน บุคลากรภายนอก หรือผู้ใช้บริการ ตระหนักถึงความสําคัญของการจัดทํา
โค้งปฏิบัติการอ่างเก็บนํ้า (Reservoir Operation Rule Curves) สามารถพิจารณาลําดับความสําคัญ และ
ความจําเป็นที่จะนําเกณฑ์เก็บกักนํ้าสูงสุด (Upper Rule Curve, URC) และเกณฑ์เก็บกักนํ้าตํ่าสุด (Lower
Rule Curve, LRC) ท่ไี ด้ไปใชเ้ ปน็ แนวทางในการรกั ษาระดับนํ้าในอา่ งฯให้เหมาะสมในแต่ละช่วงฤดูกาล

2. ขอบเขต
คู่มือการปฏิบัตินี้ ครอบคลุมขั้นตอนการหาความต้องการใช้นํ้าของกิจกรรมต่าง ๆ เช่น เพ่ือการ

ชลประทาน เพอื่ การอุปโภคบรโิ ภค เพ่ือการอุตสาหกรรม เพื่อการรักษาระบบนิเวศ และอ่ืน ๆ ปริมาณนํ้าไหล
เข้าอ่างเก็บนํ้า และข้อกําหนดในการระบายนํ้าของระบบชลประทาน กําหนดเป็นเงื่อนไขในการจัดทํา
โค้งปฏิบัติการอ่างเก็บนํ้า (Reservoir Operation Rule Curves) สําหรับโครงการชลประทานที่มีอ่างเก็บนํ้า
ขนาดใหญ่หรืออ่างเก็บน้ําขนาดกลางทั้งประเทศ เพ่ือใช้เป็นแนวทางการบริหารจัดการอ่างเก็บนํ้าให้เป็นไป
อย่างเหมาะสม และมีประสิทธิภาพ สามารถบรรเทาผลกระทบน้ําท่วม และกักเก็บนํ้าไว้ใช้ประโยชน์ด้านต่างๆ
ในชว่ งฤดแู ลง้ ไดอ้ ย่างเตม็ ศักยภาพ

3. คําจาํ กัดความ
3.1 มาตรฐาน คือ สิ่งท่ีเอาเป็นเกณฑ์สําหรับเทียบกําหนด ทั้งในด้านปริมาณ และคุณภาพ

(พจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542)
3.2 มาตรฐานการปฏิบัติงาน (Performance Standard) เป็นผลการปฏิบัติงานในระดับใด

ระดับหน่ึง ซ่ึงถือว่าเป็นเกณฑ์ท่ีน่าพอใจหรืออยู่ในระดับที่ผู้ปฏิบัติงานส่วนใหญ่ทําได้ โดยจะมีกรอบใน
การพิจารณากําหนดมาตรฐานหลาย ๆ ด้าน อาทิ ด้านปริมาณ คุณภาพ ระยะเวลา ค่าใช้จ่าย หรือพฤติกรรม
ของผ้ปู ฏิบตั ิงาน

3.3 อ่างเก็บน้ําหมายถึงกลไกท่ีมนุษย์สร้างข้ึนมาเพ่ือทําหน้าที่ควบคุมปริมาณนํ้าที่ไหลมาตาม
ธรรมชาติเพื่อวัตถุประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง (Single Purpose Reservoir) หรือหลายอย่าง (Multipurpose
Reservoir) เช่น การเกษตร การอปุ โภค-บริโภค การอุตสาหกรรม การคมนาคม เป็นตน้ (วราวุธ, 2539)

กรมชลประทาน งานเพอื่ แผนดินไทย

เล่มท่ี 9 Work Manual
9-2

3.4 การปฏิบัติการอ่างเก็บนํ้า หมายถึงการเก็บกักน้ําในอ่างเก็บน้ํา และการส่งน้ําจากอ่างเก็บน้ําเพ่ือ
วัตถุประสงค์ต่างๆโดยมีการวางแผนล่วงหน้าว่าควรจะเก็บกักและส่งนํ้าจากอ่างเก็บนํ้าในแต่ละช่วงเวลาเป็น
ปริมาณเท่าใดและมีการปฏิบัติการตามแผนท่ีวางไว้ตราบเท่าที่สภาพในอนาคตเป็นไปตามที่คาดคะเนไว้ถ้า
สภาพในอนาคตตา่ งจากทคี่ าดคะเนไวใ้ นตอนวางแผนการปฏิบัตกิ ารอาจต่างจากแผนทว่ี างไว้เพ่ือลดสภาวะการ
ขาดแคลนนาํ้ หรอื นํ้าลน้ อา่ งเกบ็ น้ํา (วราวุธ, 2538)

3.5 ระดบั เกบ็ กักต่าํ สดุ (Minimum Pool Level) คือระดบั ต่ําสุดซ่งึ สามารถนํานํา้ ออกจากอ่างไป
ใชไ้ ด้ ระดับนจี้ ะเป็นตวั กาํ หนดปากของอาคารทางออก (Outlet) ตวั ทอี่ ย่ตู ํ่าที่สดุ ปรมิ าตรนํา้ ทีอ่ ยู่ต่าํ กว่าระดับ
เก็บกักต่ําสดุ น้ี เรยี กวา่ “ปรมิ าตรสูญเปล่า (Dead Storage)”

3.6 ระดับเก็บกักปกติ (Normal Pool Level) คือระดับเก็บกักสูงสุดของอ่างในการปฏิบัติงาน
ตามปกติ (Normal Operation) บางครั้งเรียกว่า “ระดับน้ําสูงสุดปกติ (Normal High Water Level)” ระดับ
น้ีจะเป็นตัวกําหนดระดับสันทางระบายน้ําล้นแบบไม่มีประตูควบคุม ปริมาตรเก็บกักที่อยู่ระหว่างระดับนํ้าเก็บ
กักต่าํ สดุ และระดบั เก็บกกั ปกติ เรยี กว่า “ปริมาตรใชก้ าร (Active Storage)”

3.7 ระดับเก็บกักสูงสุด (Maximum Water Surface) คือระดับน้ําสูงสุดท่ียอมให้เกิดขึ้นใน
อ่างเก็บน้ําในช่วงเวลาที่มีน้ําท่วมขนาดใหญ่เคล่ือนตัวเข้าสู่อ่างเก็บนํ้า ปริมาตรอ่างที่อยู่ระหว่างระดับนํ้าสูงสุด
และระดับเก็บกักปกติ เรียกว่า “ปริมาตรเก็บกักนํ้าส่วนเกิน (Surcharge Storage)” เป็นปริมาตรที่ทําหน้าที่
หน่วงคลื่นนํ้าท่วมไม่ให้เคล่ือนที่ไปทางด้านท้ายน้ําเร็วและมีอัตรามากเกินไปจนก่อให้เกิดนํ้าท่วมทางด้าน
ท้ายน้าํ

3.8 ระดับควบคุมตอนบน (Upper Rule Curve, URC) คือ ระดับนํ้าตอนบนท่ีกําหนดไว้เป็น
มาตรฐานของอา่ งเก็บนํ้าในแตล่ ะเดอื น จาํ เป็นต้องรักษาระดับนํ้าในอ่างเก็บน้ําไม่ให้มีระดับน้ําสูงเกินกว่าระดับ
ควบคุมตอนบน ท้ังนี้เพ่ือสํารองปริมาตรนํ้าท่ีอยู่ระหว่างระดับน้ําควบคุมตอนบนกับระดับน้ําเก็บกักสูงสุดไว้
สาํ หรบั ป้องกนั น้ําท่วม

3.9 ระดับควบคุมตอนล่าง (Lower Rule Curve, LRC) คือ ระดับน้ําที่ควบคุมต่ําสุดในอ่างเก็บน้ํา
ของแต่ละเดือนท่ีกําหนดไว้เป็นมาตรฐานไม่ให้มีระดับน้ําตํ่ากว่าระดับควบคุมตอนล่าง ท้ังน้ีเพื่อสํารองปริมาตร
นํ้าที่อยู่ระหว่างระดับนํ้าควบคุมตอนล่างกับระดับน้ําเก็บกักตํ่าสุดไว้สําหรับการเพาะปลูกในช่วง
ฤดแู ลง้ ท่ีมกี ารขาดแคลนนํ้า

4. หน้าท่ีความรบั ผิดชอบ
4.1 ผอู้ ํานวยการสํานักบริหารจัดการนํ้าและอุทกวิทยา (ผส.บอ.) รับทราบ ควบคุมและติดตามเกณฑ์

เก็บกักน้ําที่ได้จากการจัดทําโค้งปฏิบัติการอ่างเก็บนํ้า (Reservoir Operation Rule Curves) ของสํานัก
ชลประทานที่ 1-17 ตลอดจนตัดสินใจสั่งการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อให้การบริหารอ่างเก็บน้ําเป็นไปอย่างมี
ประสิทธิภาพ
4.2 ผู้อํานวยการส่วนบริหารจัดการน้ํา (ผจน.) รับทราบ ตรวจสอบ และติดตามเกณฑ์เก็บกักนํ้าท่ีได้จากการ
จัดทําโค้งปฏิบัติการอ่างเก็บนํ้า (Reservoir Operation Rule Curves) ของสํานักชลประทานท่ี 1-17 พร้อม
ทงั้ เสนอแนะทางเลือกเพ่ือการตัดสนิ ใจ เพอื่ ใหก้ ารบรหิ ารอ่างเก็บน้าํ เป็นไปอย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ

4.3 ผู้อํานวยการสํานักชลประทานท่ี 1-17 (ผส.ชป.1-17) รับทราบ ควบคุมและติดตามเกณฑ์
เก็บกักนํ้าที่ได้จากการจัดทําโค้งปฏิบัติการอ่างเก็บน้ํา (Reservoir Operation Rule Curves) ของโครงการใน
สังกดั ตลอดจนตัดสินใจสง่ั การอย่างใดอย่างหนึ่ง เพอื่ ให้การบริหารอา่ งเก็บนํ้าเปน็ ไปอย่างมีประสทิ ธภิ าพ

4.4 ผู้อํานวยการส่วนจัดสรรน้ําและบํารุงรักษา สํานักชลประทานท่ี 1-17 (ผบร.ชป.1-17) วางแผน
ควบคุมและติดตามเกณฑ์เก็บกักนํ้าที่ได้จากการจัดทําโค้งปฏิบัติการอ่างเก็บน้ํา (Reservoir Operation Rule

กรมชลประทาน งานเพื่อแผน ดินไทย

คมู ือปฏิบตั งิ าน ดา นบริหารจัดการน้าํ เล่มท่ี 9
9-3

Curves) ของโครงการในสังกัดตลอดจนตัดสินใจสั่งการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพ่ือให้การบริหารอ่างเก็บน้ําเป็นไป
อย่างมีประสิทธภิ าพ

4.5 ผู้อํานวยการโครงการชลประทาน (ผอ.คป.) วางแผน ควบคุม และติดตามเกณฑ์เก็บกักนํ้าท่ีได้
จากการจัดทําโค้งปฏิบัติการอ่างเก็บนํ้า (Reservoir Operation Rule Curves) ของโครงการที่ตนรับผิดชอบ
ตลอดจนตดั สินใจสงั่ การอย่างใดอย่างหน่งึ เพอ่ื ใหก้ ารบรหิ ารอ่างเก็บน้าํ เปน็ ไปอย่างมปี ระสิทธภิ าพ

4.6 ผู้อํานวยการโครงการส่งนํ้าและบํารุงรักษา (ผอ.คบ.) วางแผน ควบคุมและติดตามเกณฑ์
เก็บกักนํ้าที่ได้จากการจัดทําโค้งปฏิบัติการอ่างเก็บนํ้า (Reservoir Operation Rule Curves) ของโครงการที่
ตนรับผิดชอบตลอดจนตัดสินใจส่ังการอย่างใดอย่างหนึ่ง เพ่ือให้การบริหารอ่างเก็บน้ําเป็นไปอย่างมี
ประสิทธภิ าพ

4.7 หัวหน้าฝ่ายจัดสรรน้ําและปรับปรุงระบบชลประทาน (ฝจน.คป./ฝจน.คบ.) นําเสนอ จัดทํา
วางแผน ควบคุม ติดตาม วิเคราะห์ ประเมิน และรายงานให้เป็นไปตามเกณฑ์เก็บกักนํ้าท่ีได้จากการจัดทํา
โค้งปฏบิ ตั ิการอ่างเกบ็ น้าํ (Reservoir Operation Rule Curves) ของโครงการชลประทาน/โครงการส่งน้ําและ
บาํ รุงรักษา

4.8 หัวหน้าฝ่ายส่งนํ้าและบํารุงรักษา (ฝสบ.คป/ฝสบ.คบ.) เก็บรวบรวมข้อมูล ประสานงาน ควบคุม
ติดตาม รายงาน และร่วมจัดทําเกณฑ์เก็บกักน้ําท่ีได้จากการจัดทําโค้งปฏิบัติการอ่างเก็บนํ้า
(Reservoir Operation Rule Curves) ของโครงการชลประทาน/โครงการส่งน้ําและบาํ รงุ รกั ษา

กรมชลประทาน งานเพ่อื แผน ดนิ ไทย

Work Manual
9-4

5.ผงั กระบวนการ
ในการดําเนินการจัดทําโค้งปฏิบัติการอ่างเก็บนํ้า (Reservoir Operation Rule Curves) นั้น มี

กระบวนการที่สําคญั ดังน้ี

เล่มท่ี 9 ลําดบั ผงั กระบวนการ ระยะเวลา รายละเอยี ดงาน ผรู้ บั ผดิ ชอบ

1. ขอ้ มลู ของอา่ งเกบ็ นา้ํ (1/16) - ฝสบ.คบ./

1 รวบรวมขอ้ มูล 7 วนั 2. ขอ้ มูลอตุ -ุ อทุ กวิทยา(1/16) ฝสบ.คป.
พนื้ ฐาน 3. ขอ้ มลู ความตอ้ งการใชน้ า้ํ (1/16) - ฝจน.คบ./

4. ขอ้ มูลอ่ืนๆ ทเี่ กี่ยวขอ้ ง(1/16) ฝจน.คป.

2 1. ตรวจสอบความถกู ตอ้ งและ

คํานวณและการจดั ทาํ 3 วัน วิเคราะหข์ อ้ มลู พ้นื ฐาน - ฝจน.คบ./
Reservoir Operation 2. คาํ นวณปริมาณความตอ้ งการใช้นํ้า ฝจน.คป.
(7/16,8/16)
Rule Curves
3. คาํ นวณปริมาณฝนใชก้ าร(6/16)

4. จาํ ลองการปฏบิ ตั กิ ารอา่ งเก็บน้าํ

ไม่ใช่ 1. กําหนดเกณฑ์การตรวจสอบและ
3
ตรวจสอบ 2 วัน ปรับปรงุ การปฏบิ ัตกิ ารอ่างเก็บน้าํ - ฝจน.คบ./
ปรับปรุงและ 2. ตรวจสอบผลลัพธท์ ีไ่ ด้กบั เกณฑ์ที่ ฝจน.คป.
กาํ หนด - ผจน.
แกไ้ ข 3. ปรับปรุงแก้ไขให้เป็นไปตามเกณฑ์

ทก่ี ําหนด

ใช่ 1. ประชมุ นาํ เสนอ ช้แี จง เพ่ือ

วางแผนแนวทางการจดั การและขอ - ผอ.คบ./

สรุปผลการ ความเหน็ ชอบ ผอ.คป.
4
7 วัน 2. นาํ ไปใชว้ างแผนการจดั สรรนาํ้ ใน - ผจน.
อา่ งเก็บนา้ํ - ผส.ชป.

3. กาํ หนดรูปแบบและวิธกี ารสง่ นา้ํ ใน - ผส.บอ.

เขตโครงการ และเสนอ สชป.และ

กรมฯ

กรมชลประทาน งานเพื่อแผน ดินไทย

คมู อื ปฏิบตั งิ าน ดา นบริหารจัดการน้าํ เล่มท่ี 9
9-5

6. ขั้นตอนการปฏิบัตงิ าน
6.1. การรวบรวมขอ้ มูลพ้นื ฐาน ประกอบด้วย
6.1.1 ขอ้ มลู อ่างเกบ็ น้ํา ประกอบดว้ ยข้อมลู ท่สี ําคญั ดงั นี้
- ระดับความจุของอ่างเก็บน้ํา ประกอบด้วย ระดับความจุตํ่าสุด ระดับความจุเก็บกัก
และระดับความจุสูงสุด
- โคง้ ความสัมพนั ธ์ระดบั เกบ็ กกั -ความจุ-พ้นื ที่ผวิ นํ้า
6.1.2 ข้อมลู อตุ ุ-อุทกวทิ ยา ประกอบด้วยข้อมูลทีส่ าํ คญั ดังน้ี
- ข้อมูลรายเดอื นของปริมาณฝน
- ข้อมูลปรมิ าณนํ้าไหลลงอ่างเกบ็ นํา้
- ขอ้ มูลปริมาณการระเหย
- ข้อมลู ปรมิ าณการร่วั ซมึ จากอา่ งเกบ็ น้าํ
- ข้อมลู ปริมาณตะกอน
6.1.3 ขอ้ มลู ความต้องการใช้น้าํ ประกอบด้วยขอ้ มูลที่สําคัญดงั น้ี
- ความต้องการใชน้ ํ้าเพือ่ การชลประทาน
- ความตอ้ งการใชน้ ํา้ เพอ่ื การอปุ โภคบริโภค/การประปา
- ความต้องการใช้นํา้ เพื่อการคมนาคม/รกั ษาระบบนเิ วศ
- ความตอ้ งการใช้น้าํ เพ่ือการอตุ สาหกรรม และอน่ื ๆ
6.1.4 ข้อมูลอน่ื ๆ ท่ีเก่ยี วข้อง ประกอบดว้ ยขอ้ มูลท่ีสําคญั ยกตัวอยา่ งเช่น
- ข้อมูลประสทิ ธิภาพการชลประทาน
- ข้อมลู ปฏทิ ินการเพาะปลูกพืช
- ขอ้ มูลอตั ราการไหลซมึ ของนํ้าผ่านผิวดิน เป็นต้น

6.2 การคํานวณและการจัดทํา Rule Curve ในคู่มือนี้ได้นําเสนอการคํานวณและจัดทํา
โค้งปฏิบัติการอ่างเก็บนํ้า (Reservoir Operation Rule Curves) ด้วยเทคนิคของการทําสมดุลน้ําและใช้
โปรแกรม HEC 3 เป็นเครื่องมือ ประกอบด้วย การใช้โปรแกรม Excelสําหรับการป้อนข้อมูลพ้ืนฐานเพ่ือ
ส่งผ่านให้ โปรแกรม HEC 3 ใช้ในการคํานวณ และท่ีสําคัญในการคํานวณความต้องการใช้น้ําชลประทาน
ปริมาณฝนใช้การ ได้ใช้โปรแกรมย่อยจากโปรแกรม WUSMO และได้ใช้ข้อมูลป้อนเข้าอย่างน้อย 20 ปี
ย้อนหลงั นับจากปจั จบุ ันโดยมีข้นั ตอนดังน้ี

กรมชลประทาน งานเพอื่ แผนดนิ ไทย

Work Manual
9-6

ขั้นตอนท่ี 1 ป้อนข้อมูลน้ําไหลลงอ่างรายเดือน เป็นข้อมูลปริมาณน้ําไหลลงอ่างเก็บนํ้ารายเดือน
หน่วย ล้าน ลบ.ม. โดยทําการป้อนข้อมูลต้ังแต่เดือนมกราคม ถึง เดือนธันวาคม (ใส่ในช่องท่ีระบาย
สเี ขียว)

เล่มท่ี 9

กรมชลประทาน งานเพือ่ แผน ดินไทย

คมู อื ปฏิบตั ิงาน ดา นบริหารจดั การน้ํา
9-7

ข้นั ตอนท่ี 2 ป้อนข้อมลู ความต้องการใช้นํา้ จากอา่ ง เป็นข้อมูลรายเดือน หน่วย ล้าน ลบ.ม. เป็นข้อมูล
ท่ีได้จากการคํานวณ ป้อนข้อมูลต้ังแต่เดือนมกราคม ถึง เดือนธันวาคม (ใส่ในช่องที่ระบายสีฟ้า ความต้องการ
ใช้นํ้าจากอ่างเกบ็ นาํ้ เป็นการรวมความตอ้ งการทกุ กจิ กรรมการใช้น้าํ ทง้ั ฤดูฝนและฤดแู ล้ง)

เล่มท่ี 9

กรมชลประทาน งานเพอ่ื แผนดินไทย

เล่มท่ี 9 Work Manual
9-8

ข้ันตอนท่ี 3 ทําการป้อนค่าเกณฑ์การควบคุม ซึ่งเกณฑ์ในการควบคุมระดับนํ้าในอ่างเก็บน้ํา เพื่อ
พิจารณาความเหมาะสมในการจัดทํา Upper Rule Curve คือ จํานวนปีที่น้ําล้นอ่างไม่เกิน 10% ของ
ระยะเวลาในการจําลอง และ Lower Rule Curve คือ จํานวนปีขาดนํ้าไม่เกิน 20% ของระยะเวลาในการ
จาํ ลองสถานการณ์ โดยมีขน้ั ตอนดงั น้ี

- ทําการปอ้ นความจนุ าํ้ ที่ระดบั เกบ็ กัก ลงในช่องสเี หลอื ง
- ป้อนความจุอ่างเก็บน้ําที่ระดับความจุเก็บกักปกติท่ีช่อง Upper Rule Curve ให้ เท่ากัน 12 เดือน
(ชอ่ งสเี ขยี ว)
- ป้อนความจุอ่างเก็บน้ําท่ีระดับความจุเก็บกักตํ่าสุดท่ีช่อง Lower Rule Curve ให้ เท่ากัน 12 เดือน
(ช่องสนี ้ําตาล)
- รวมความต้องการใช้นํ้าในฤดูแล้ง ประกอบด้วย เพื่อการอุปโภคบริโภค เพื่อรักษาระบบนิเวศ เพื่อ
ใช้เป็นปริมาณนํ้าต้นทุนต่ําสุดของอ่างฯ ในช่วงฤดูแล้ง โดยทําการรวมกับความจุอ่างเก็บน้ําที่ระดับความจุเก็บ
กกั ตํา่ สุดซง่ึ จะเปน็ เกณฑ์ในการกําหนดเส้น Lower Rule Curve
-พิจารณากราฟท่ีได้จากการป้อนข้อมูลในข้อ 2 และข้อ 3 แล้วกําหนดเส้นแนวโน้มของเส้น Upper
Rule Curve และ Lower Rule Curve จดบันทึกค่าของแต่ละเดือนไว้ และนําไปป้อนแทน ค่า Upper Rule
Curve และ Lower Rule Curve เดิม

กรมชลประทาน งานเพ่อื แผนดนิ ไทย

คูมือปฏิบตั งิ าน ดานบริหารจัดการนาํ้ เล่มท่ี 9
9-9

6.3 ตรวจสอบ ปรับปรุงและแก้ไขกําหนดเกณฑ์การตรวจสอบและปรับปรุงการปฏิบัติการ
อ่างเก็บนํ้า จากน้ันตรวจสอบผลลัพธ์ท่ีได้และปรับปรุงแก้ไขให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กําหนดโดยมีข้อสําคัญท่ีควร
พจิ ารณาประกอบด้วย

6.3.1 ข้อมูลปริมาณน้ําไหลลงอ่างและความต้องการใช้นํ้าจากอ่าง จะต้องเป็นข้อมูลท่ีมีปี
เร่มิ ตน้ และสน้ิ สุดปีเดียวกัน

6.3.2 จาํ นวนปีทอ่ี ยู่ในตารางสามารถเปล่ียนแปลงไดโ้ ดยยึดปแี รกเป็นปีใดก็ได้
6.3.3 กราฟควรจะมีความต่อเน่ืองไม่ควรขึ้นหรือลงแบบหยักไปมาเพ่ือจะสามารถนําไปใช้
ปฏบิ ตั งิ านไดซ้ ึ่งมขี ้ันตอนการตรวจสอบ ปรบั ปรงุ และแก้ไขต่อไปนี้

ขั้นตอนท่ี 1 ตรวจสอบสภาพน้ําท่ีระบายเมื่อเกินระดับเก็บกักปกติ พิจารณาช่วงเดือนซึ่งมีน้ําล้นอ่างฯ ให้ทํา
การปรบั เกณฑ์ในช่วงเดือนนน้ั ให้ต่ําลง

- หากจาํ นวนปนี ํ้าล้นอา่ งเกินข้อกาํ หนด ให้ทําการปรับกราฟให้ต่ําลง และให้มีน้ําเตม็ อ่างเมือ่ สิ้นปี
- หากจํานวนปีซึ่งขาดนํ้าเกินข้อกําหนด ให้ทําการปรับกราฟให้ตํ่าลง (แต่จะต้องไม่ตํ่ากว่าความ
ต้องการนํ้าในช่วงฤดแู ล้ง) จะทําให้จํานวนปซี งึ่ ขาดน้ําลดลง

กรมชลประทาน งานเพอ่ื แผนดนิ ไทย

Work Manual
9 - 10

ข้ันตอนท่ี 2 ตรวจสอบสภาพการขาดแคลนนาํ้ พิจารณาช่วงเดอื นซงึ่ มีน้ําขาด ให้ทําการปรับเกณฑใ์ นช่วงเดือน
น้นั ใหต้ ่ําลง

เล่มท่ี 9

กรมชลประทาน งานเพ่อื แผน ดนิ ไทย

คมู ือปฏิบตั ิงาน ดานบริหารจดั การน้ํา
9 - 11

ขนั้ ตอนที่ 3 การพิจารณาเปรียบเทียบ เม่ือได้ผลการคํานวณโค้งปฏิบัติการอ่างเก็บนํ้า (Reservoir Operation
Rule Curves) เสร็จเรียบร้อยแลว้ ควรพจิ ารณาเปรยี บเทียบกับโค้งปฏิบัติการอ่างเก็บนํ้า (Rule Curve) เดิมท่ี
เคยจัดทําไวด้ าํ เนนิ การปรบั แก้เกณฑ์ต่างๆใหถ้ กู ตอ้ งเหมาะสมสําหรับนาํ ไปใช้งาน

เล่มท่ี 9

รปู โคง้ ปฏบิ ตั กิ ารอา่ งเกบ็ นาํ้ (Reservoir Operation Rule Curves) ทไ่ี ดจ้ ากการใชโ้ ปรแกรม Excel

6.4 สรุปผลการดําเนินงาน ดําเนินการประชุมหารือสรุปผลการจัดทําโค้งปฏิบัติการอ่างเก็บนํ้า
(Reservoir Operation Rule Curves) ภายในโครงการฯ ขอรับความเห็นชอบจากผู้อํานวยการโครงการ ก่อน
สรปุ การวางแผนบริหารจัดการน้าํ อา่ งเก็บนาํ้ แล้วนาํ เสนอตอ่ สํานักชลประทาน และกรมชลประทานตอ่ ไป

7. มาตรฐานงาน
เม่ือจัดทําโค้งปฏิบัติการอ่างเก็บน้ํา (Reservoir Operation Rule Curves) เสร็จแล้ว เจ้าหน้าท่ีท่ี

เกี่ยวข้องสามารถนําเสนอ ขออนุมัติความเห็นชอบกับโครงการชลประทาน/โครงการส่งนํ้าและบํารุงรักษา
สํานักชลประทานและกรมชลประทาน เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการบริหารจัดการน้ําในอ่างเก็บน้ําน้ันๆ ได้อย่างมี
ประสทิ ธิภาพ

8. ระบบตดิ ตามและประมวลผล
ติดตามการบริหารจัดการน้ําอ่างเก็บน้ําเป็นรายสัปดาห์และหรือรายเดือนโดยสํานักชลประทานที่ 1-

17 เป็นผู้รายงานผลความก้าวหน้าการบริหารจัดการน้ํา สภาพปัญหาและอุปสรรค เพ่ือเป็นแนวทางปรับปรุง
การวางแผน และแนวทางการปฏิบตั ิในการบริหารจดั การน้ําในอ่างเก็บน้าํ ต่อไป

กรมชลประทาน งานเพ่อื แผน ดินไทย

เล่มท่ี 9 Work Manual
9 - 12

9. เอกสารอา้ งองิ
ทองเปลว กองจันทร์. 2547. เทคนิคและวิธีการจัดการอ่างเก็บน้ํา. สถาบันพัฒนาการชลประทาน กรม

ชลประทาน, นนทบรุ ี.
วราวุธ วุฒิวณิชย์. 2543. เกณฑ์การจําลองหา Probability Based Rule Curves ของอ่างเก็บน้ํา.

เอกสารประกอบการสอนวิชา 207591 (เทคนิคการวิจัยทางวิศวกรรมชลประทาน) ภาควิชา
วิศวกรรมชลประทานคณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิทยาเขตกําแพงแสน,
นครปฐม.

10. แบบฟอรม์ ทีใ่ ช้
เลือกใช้จากแบบฟอร์มท่ีเกี่ยวข้องในการจัดทําโค้งปฏิบัติการอ่างเก็บนํ้า (Reservoir Operation

Rule Curves) ได้จากคู่มือการปฏิบัติงาน เล่มที่ 1/16 คู่มือการเก็บรวบรวมข้อมูลพ้ืนฐานด้านการจัดสรรน้ํา
ของโครงการชลประทาน

กรมชลประทาน งานเพอื่ แผนดินไทย

คมู ือปฏิบตั ิงาน ดานบรหิ ารจดั การนํ้า

9 - 13

เล่มท่ี 9

ภาคผนวก ก.
วธิ ีการและทฤษฎที เี่ กย่ี วขอ้ ง

กรมชลประทาน งานเพ่อื แผน ดนิ ไทย

Work Manual
9 - 14

วิธีการและทฤษฎีท่ีเกย่ี วข้อง
1. การศกึ ษาวเิ คราะห์ครั้งน้จี ะใชห้ ลักสมดุลของน้าํ ในอ่างฯ แบบจาํ ลองท่ีใช้ในการวิเคราะห์สมดุลของ

น้ําในอา่ งฯ โดยอาศัยใชแ้ บบจําลองการใชน้ ํา้ จากอา่ งฯ บนพน้ื ฐานขอ้ มลู รายเดือน ตามหลกั สมการ ดังนี้

เล่มท่ี 9 St+1 = St + It+1– Ot

โดยท่ี St+1 = ปรมิ าณน้าํ ในอา่ งฯ เม่อื สน้ิ เดอื นที่ t+1
St = ปรมิ าณนาํ้ ในอา่ งฯ เมอ่ื สิ้นเดือนท่ี t
It = ปรมิ าณนํา้ ไหลลงอา่ งฯเมอ่ื สนิ้ เดือนท่ี t+1
Ot = ปรมิ าณน้ําที่ระบายออกจากอ่าง เมื่อสนิ เดอื นท่ี t

2. การหาความต้องการใช้นา้ํ เพ่อื การชลประทานสามารถคาํ นวณได้เมื่อทราบข้อมูลที่ได้จากการศึกษา

ทางด้านการเกษตร เช่น ระบบการปลูกพืช แผนการเพาะปลูกพืชและข้อมูลจากสนาม สําหรับการศึกษาใน

การศึกษานี้จะใช้แบบจําลอง WUSMO ที่พัฒนาโดย ภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ํา

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในการวิเคราะห์ความต้องการใช้น้ําเพ่ือการชลประทาน โดยท่ีแบบจําลอง

WUSMO น้ีประกอบด้วย 2 แบบจําลองย่อย คือ แบบจําลองฝนใช้การ และแบบจําลองความต้องการใช้นํ้า

เพอ่ื การชลประทาน รายละเอียดของแบบจาํ ลองรวมท้งั ขอ้ มูลทีใ่ ชใ้ นการวเิ คราะหม์ ีดงั ตอ่ ไปน้ี

IN F L O W

OUTFLOW

ค วามจุ สู งสุ ด (ST M A X ) ค วามจุ ป าน ก ลาง (ST O ) ค วามจุ ตา่ํ สุ ด (ST M IN )

รปู ท่ี 1 แสดงระดบั นา้ํ บนแปลงเพาะปลกู สําหรบั การคาํ นวณฝนใชก้ ารของขา้ ว

ก. แบบจําลองฝนใช้การ (Effective Rainfall Model) : ปริมาณฝนใช้การหรือปริมาณฝนที่
สามารถนํามาใช้แทนน้ําชลประทานได้ ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบท่ีสําคัญๆ คือ ปริมาณฝนที่ตกในแต่ละช่วงเวลา
ปริมาณการใช้น้ําของพืช ความเคยชินของชาวนาต่อการเก็บกักนํ้าชลประทานไว้ในแปลงนา และความสูงของ
คันนา เช่น ชาวนานิยมเก็บนํ้าชลประทานไว้ในแปลงนาท่ีระดับตํ่า เม่ือฝนตกลงมาก็มีความสามารถที่จะเก็บ
นํ้าฝนไว้ในแปลงนาได้มากเป็นต้น นอกจากน้ีจะเห็นได้ว่าในสัปดาห์ท่ีมีฝนตกน้อย เปอร์เซ็นต์ของฝนใช้การจะ
สงู กว่าสัปดาห์ที่มฝี นตกมากและยังข้ึนอยู่กับปริมาณฝนที่ตกในสัปดาห์ก่อนๆ เป็นสําคัญด้วย แบบจําลองฝนใช้
การแบง่ ออกเป็น 2 กรณี คอื

กรมชลประทาน งานเพอื่ แผนดินไทย

คมู ือปฏบิ ตั ิงาน ดานบรหิ ารจัดการนํ้า

9 - 15

- แบบจําลองฝนใช้การ สําหรับการเพาะปลูกข้าว: Acres ได้พัฒนาวิธีการหา Effective Rainfall โดย

การพิจารณาถงึ ระดบั นํ้าในแปลงเพาะปลูก ดงั แสดงในรูปที่ 1 ซึ่งมรี ายละเอียดดังน้ี

Rn = ฝนตกในวนั ที่ n เปน็ มิลลเิ มตร

Stn-1 = ระดบั นํา้ ในแปลงเพาะปลกู ท่สี ิ้นสุดของวันที่ n-1 เล่มท่ี 9

Stn = ระดับน้าํ ในแปลงเพาะปลกู ที่สน้ิ สดุ ของวันที่ n

Am = ปริมาณน้ําที่พืชตอ้ งการเปน็ มลิ ลเิ มตรต่อวันของเดือนท่ีมวี นั ที่ n

= (Kc x ETp + OR) / N

ซึ่ง Kc = สัมประสิทธพิ์ ชื ในเดอื นที่ m

ETp = Potential Evapotranspiration ในเดอื นที่ m

OR = ความตอ้ งการนํา้ อื่น ๆ ของพืช ในเดือนที่ m

(โดยทั่วไปเปน็ ปรมิ าณน้ําใช้ในการเตรียมแปลง) เป็น มิลลเิ มตร

N = จาํ นวนวันในเดือนทีค่ ํานวณ

Stn = Stn-1 + Rn – Am

ถ้า Stn > STMAX , ฝนใชก้ ารสําหรับวัน (RE) หาจาก

RE = STMAX + am - Stn-1 ,และปรับค่า Stnใหเ้ ท่ากับ STMAX

ถา้ Stn < STMAX , RE = Rn , และ Stnยอมรับ

ถ้า Stn < STMIN , RE = Rn , และปรับค่า Stnใหเ้ ทา่ กบั STO

(นัน่ คอื มกี ารสง่ นา้ํ ชลประทานให้กับแปลงเพาะปลกู )

แบบจําลองฝนใช้การสําหรับการเพาะปลูกข้าว พัฒนาข้ึนมาจากแบบจําลองพฤติกรรม การดําเนิน
กิจกรรมการเพาะปลูกของพืชท่ีเกี่ยวข้อง โดยอาศัยหลักการสมดุลของนํ้า (Water Balance) โดยใช้ Daily
Consumptive Use, Daily Weighted Rainfall, พฤติกรรมการเพาะปลูกพืชของเกษตรกร, ลักษณะทาง
กายภาพของแปลงเพาะปลูกเพ่ือ Simulate หา Daily Effective Rainfall แล้วรวบรวมเป็น Weekly
Effective Rainfall จากข้อมลู ทัง้ หมดทใ่ี ช้

- แบบจําลองฝนใช้การ สําหรับการเพาะปลูกพืชอ่ืน: สําหรับการหาฝนใช้การของพืชอื่น จะแตกต่าง
จากการหาฝนใช้การของข้าว กล่าวคือ ในการเพาะปลูกพืชอื่นส่วนใหญ่ไม่ต้องการน้ําขังบนแปลงเพาะปลูก
ระดับ STO จะเป็นระดับเดียวกันกับ STMAX ดังนั้นระดับนํ้าในแปลงเพาะปลูกจึงมีเพียง 2 ระดับ กล่าวคือ
ระดับนํ้าในแปลงเพาะปลูกก่อนการส่งนํ้า (STMIN) และหลังการส่งน้ํา (STMAX) ระดับนํ้าในแปลงเพาะปลูก
ก่อนการส่งน้ํา คํานวณหาจากความลึกของรากพืชในดินกับความชื้นในดินก่อนถึง Wilting Point (จุดที่พืชไม่
สามารถนําความช้นื ในดินไปใชก้ ารได้) แล้วแปลงความช้ืนในดินดังกล่าวในชว่ งความลกึ ของรากพชื มาเป็นความ
ลึกของน้ําและระดับนํ้าในแปลงเพาะปลูกหลังการส่งนํ้า คือ ปริมาณนํ้าในดินบริเวณช่วงความลึกรากพืชหรือ
ปรมิ าณนํ้าท่ีพืชสามารถนาํ ไปใช้ได้ โดยปกติความชื้นในดินท่ี Field Capacity เป็นความชื้นที่ดินสามารถอุ้มน้ํา
ไว้ได้หลังการให้น้ําชลประทาน 2 วัน ฉะนั้นความลึกของนํ้าหลังการส่งนํ้าจึงเท่ากับความชื้นในดินบริเวณช่วง
ความลกึ ของรากพืชที่ Field Capacity จนก่อนถึง Wilting Point โดยแปลงเปน็ ความลึกของนํา้ รวมกบั การใช้
น้ําของพืชอีก 2 วัน จะได้ความลึกของน้ําท่ีพืชสามารถนําไปใช้ได้ เม่ือฝนตกลงมามากกว่าความลึกดังกล่าว ณ
เวลาใดๆ

กรมชลประทาน งานเพ่อื แผน ดินไทย

เล่มท่ี 9 Work Manual
9 - 16

Schwab G.O. and Frevert R.K. 1985.“Elementary Soil and Water Engineering”
เสนอแนะว่าการให้น้ําชลประทานสําหรับพืชท่ีไม่ต้องการน้ําขังบนผิวดินในแต่ละคร้ัง ความชื้น ในดินไม่ควร
ลดลงมากกว่าร้อยละ 40 ถึง 60 ของน้ําที่ดินสามารถอุ้มไว้และพืชนําไปใช้ได้ ส่วนวิธีการคํานวณดําเนินการ
เช่นเดยี วกบั การหาฝนใชก้ ารสําหรบั การเพาะปลูกขา้ ว

ข. แบบจําลองความต้องการน้ําชลประทาน (Irrigation Demand Model) : แบบจําลองความ
ต้องการนํ้าชลประทาน เป็นแบบจําลองท่ีใช้คํานวณหาความต้องการนํ้าชลประทานและ Return Flow เป็น
รายสัปดาห์ แล้วรวบรวมเป็นรายเดอื นโดยแบง่ พนื้ ท่ีชลประทานของลุ่มนํา้ ออกเปน็ บลอ็ ก (Block)

สมการทีใ่ ช้คาํ นวณความต้องการนํ้าชลประทาน ประกอบด้วย
1) Crop Evapotranspiration (CRETP)

CRETP = WCRCF x PETP

โดยท่ี WCRCF = Weekly Weighted Crop Coefficient หรือ ปริมาณการใช้นํ้า
ของพืชตามนาํ้ หนักของพน้ื ท่ีรายสปั ดาห์
PETP
CRETP = Weekly Potential Evapotranspiration, มม./สัปดาห์
= Weekly Crop Evapotranspiration, มม./สปั ดาห์

2) Land Preparation Water (LPW)
กําหนดให้การใช้น้ําในการเตรียมแปลงผันแปร 2 ช่วง คือ ในฤดูฝนและในฤดูแล้ง และกําหนดให้มีน้ํา
ในแปลงนาเพอ่ื ใช้ในการปกั ดาํ หลงั จากเตรียมแปลงดว้ ย ดังน้นั ปริมาณความต้องการนาํ้ คอื

LPW = LP +ST ในฤดฝู น
และ LPD = LP +ST ในฤดูแล้ง
เมื่อ TCRETP = CRETP + LPW
และ TCRETP = CRETP + LPD
= Wet Season Land Preparation Water, มม./สัปดาห์
LPW = Dry Season Land Preparation Water, มม./สัปดาห์
LPD = Total Weekly Crop Water Requirement, มม./สัปดาห์
TCRETP = ความลึกของน้าํ เพ่ือใช้ปกั ดาํ (หลังเตรยี มแปลงเสรจ็ )
ST

3) Effective Rainfall (ERFL)

Effective Rainfall หรอื ฝนใชก้ ารของแตล่ ะสปั ดาห์ คาํ นวณจาก

ERFL = FUNC x WRFL

เม่อื ERFL = Effective Rainfall, มม./สปั ดาห์

FUNC = Effective Rainfall Function ไดจ้ าก Effective Rainfall Model

WRFL = Weighted Rainfall, มม./สัปดาห์

กรมชลประทาน งานเพือ่ แผนดินไทย

คูม ือปฏบิ ตั งิ าน ดา นบรหิ ารจัดการนํา้ เล่มท่ี 9
9 - 17

4) Farm Water Requirement (FWR)
ปริมาณนํา้ ที่ส่งไปให้ที่แปลงเพาะปลูกหรือ Farm Water Requirement เป็นปริมาณน้ําท่ีพืชต้องการ
ในแปลงเพาะปลกู ทล่ี บจากปรมิ าณของฝนใชก้ าร (Effective Rainfall) แล้วหารดว้ ยประสทิ ธิภาพ ในการส่งนํ้า
ทงั้ หมด

FWR = ๆ TCRETP - ERFL ๖๘๗๗๗
็็็ FEFF

โดยที่ FWR = Farm Water Requirement, มม./ สปั ดาห์
FEFF = Farm Efficiency, %

5) Crop Water Requirement (CWR)
ความต้องการใช้นํ้าของพืชหรอื Crop Water Requirement คาํ นวณได้จากการเปล่ยี นแปลงความลึก
ของนํา้ ทีต่ ้องการคูณดว้ ยพ้ืนทีเ่ พาะปลูกพืช

CWR = ๆ FWR × AREAC ×1, 600 ๖๗๗๘๗
็็็ 1, 000 ×1, 000, 000

โดยที่ CWR = Crop Water Requirement, MCM/สปั ดาห์
AREAC = Area of any crop, ไร่

6) Final Diversion Demand (DWR)
ความต้องการน้ําที่ปากคลองส่งน้ําสายใหญ่ คํานวณได้จากการคิดประสิทธิภาพของคลองส่งนํ้าที่
จะต้องสง่ ไปใหแ้ ก่พืช

DWR = ๆ CWR ๖๗๗๘๗
็็็ CEFF

โดยท่ี DWR = ความต้องการนาํ้ ทป่ี ากคลองสง่ นาํ้ สายใหญ,่ MCM/สัปดาห์
CEFF = Canal Efficiency, %

7)Return Flow (RF)
Return Flow หรือปริมาณนํ้าท่ีเหลือใช้จากโครงการชลประทานที่ใช้ในการศึกษาคร้ังนี้ได้ ยึด
หลกั เกณฑ์ ดังน้ี
Return Flow ในแปลงเพาะปลูกของพืชแต่ละชนิด คํานวณไดจ้ ากผลต่างระหวา่ งปริมาณนํ้าท่ีส่งไปยัง
แปลงเพาะปลกู และปริมาณฝนท่ีตกกับปรมิ าณน้ําทพี่ ชื ใช้ ดงั สมการ

กรมชลประทาน งานเพื่อแผนดินไทย

Work Manual

9 - 18 = {๛๚ (FWR / CEFF)+ TCRETP๙×1,600}×REFLOF

RFLOC 1, 000 ×1, 000, 000

เล่มท่ี 9 โดยท่ี RFLOC = Return Flow ของพืน้ ท่เี พาะปลูก, MCM/สัปดาห์
REFLOF = Return Flow Factor, %
WRFL = Weighted Rainfall, มม./สปั ดาห์

Return Flow ของพื้นทท่ี ่ไี มไ่ ด้เพาะปลูก

RFLONC = { ๛๚(WRFL - PETP)×(AREA - AREAC)๙×1,600} × REFLOC

1, 000 ×1, 000, 000

โดยที่ RFLONC = Return Flow ของพ้นื ท่ที ไี่ มไ่ ด้เพาะปลูก, MCM/สัปดาห์
AREA = Total Project Area, ไร่
AREAC = Area of any crop, ไร่

ดงั น้ัน Return Flow ทัง้ หมดจะเท่ากับผลรวมของ Return Flow ของท้งั สองสว่ น

หรอื TRFLO = RFLOC + RFLONC
เม่อื TRFLO = ปรมิ าณ Return Flow ของทั้งหมด, MCM/สปั ดาห์

ดงั น้ัน เม่อื ไดป้ ริมาณ Return Flow เปน็ รายสปั ดาห์แล้วก็รวมเขา้ เป็น Return Flow รายเดือน

8)ประสิทธิภาพชลประทาน (IE) คํานิยามของประสิทธิภาพท่ีใช้ คือประสิทธิภาพชลประทานสําหรับ
การเพาะปลกู ข้าวฤดฝู น ขน้ึ อยู่กบั ข้อสมมติและลักษณะทีส่ ําคัญดงั ตอ่ ไปน้ี

8.1) ปรมิ าณนาํ้ ใชใ้ นการเตรยี มแปลง
8.2) การรวั่ ซมึ บนแปลงเพาะปลูก
8.3) วิธีการคาํ นวณหาฝนใช้การ
8.4) ลักษณะพน้ื ท่ีเพาะปลูก

- คอ่ นขา้ งราบเรียบ
- สงู ๆ ตํ่าๆ
- คล้ายสเ่ี หลี่ยมผนื ผ้า
- หรือคลา้ ยสี่เหลีย่ มจัตรุ สั
8.5) ระบบสง่ น้ํา
-ระบบส่งน้ําสมบูรณ์ ซึ่งประกอบด้วย คลองส่งนํ้าดาดคอนกรีต งานคันคูน้ํา และ
การจดั การบริหารการใชน้ ํา้ ทด่ี ี จะมปี ระสิทธภิ าพสูง
- ไม่ค่อยสมบูรณ์ เป็นระบบท่ีอาจจะไม่มีครบทุกลักษณะตามแบบแรก ดังนั้น
ประสิทธิภาพท่ไี ดจ้ ะตาํ่ กวา่ ประสิทธิภาพชลประทาน จะทําการการคํานวณหาจากปริมาณน้ําท่ีพืชต้องการตาม
ทฤษฎี เปรยี บเทยี บกบั ปรมิ าณนํ้าทส่ี ง่ ในพนื้ ท่ีโครงการ

กรมชลประทาน งานเพ่ือแผน ดินไทย

คมู อื ปฏิบตั งิ าน ดา นบรหิ ารจัดการนา้ํ เล่มท่ี 9
9 - 19

3. แบบจําลอง HEC-3 ต้องกําหนดระดับในอ่างเกบ็ นํา้ อย่างนอ้ ย 4 ระดับ คือ
3.1 ระดับเกบ็ กักสงู สดุ (Normal High Water Level, NHWL) เปน็ ระดับเก็บกักสูงสดุ ท่ีจะรับนา้ํ ใน
อ่างเกบ็ น้าํ ไวไ้ ด้
3.2 Upper Rule Curve (URC) เป็นเส้นควบคุมระดับน้าสูงสุดในการปล่อยน้ําจากอ่างโดยพยายาม
ให้อยทู่ ่ี URC ให้มากทีส่ ุด การพยายามรักษาระดับนํ้าไม่ใหส้ งู เกนิ URC มปี ระโยชนท์ ส่ี ําคัญ 2 ประการ คอื ทาํ ให้
อ่างมีความจุสํารองเหลือ เพื่อรองรับสภาพน้ําหลากเหนืออ่างเก็บน้ํา และเป็นการทําให้ไม่ต้องปล่อยนํ้าผ่าน
Spillway โดยเปล่าประโยชน์
3.3 Lower Rule Curve (LRC) หมายถึงการกาํ หนดระดับนํ้าเพอ่ื รักษาปรมิ าณฯให้คงเหลอื ใน
อ่างเกบ็ น้าํ เพ่ือไม่ให้เกดิ ปญั หาการขาดแคลนในช่วงวิกฤตทอี่ าจเกิดความแหง้ แล้งติดต่อกนั หลายปี
3.4 ระดับนํ้าตํ่าสดุ (Minimum Water Level, MWL) เปน็ ระดบั น้าํ ต่ําท่ีสุด ถ้ามกี ารปลอ่ ยน้ําจน
ตํา่ กว่าระดบั น้ีจะทําให้ขาดเสถยี รภาพในการบริหารอา่ งเก็บนา้ํ ได้

หลกั เกณฑ์ในการบรหิ ารจดั การอา่ งเกบ็ นา้ํ ดว้ ย Reservoir Operation Rule Curves

เง่อื นไข สภาพอา่ งเกบ็ นํ้า เกณฑก์ ารปฏบิ ตั กิ ารอ่างเกบ็ นา้ํ

1 ระดับนาํ้ เกินระดับเกบ็ กกั ปกติ Normal - ปล่อยนํ้าผา่ นทางระบายน้ําลน้ (Spillway)

High Water Level (NHWL)

2 ระดบั นํา้ สงู กว่า URC ในสภาวะปกติ - ปลอ่ ยนํา้ ใหก้ บั ความตอ้ งการนาํ้ ดา้ นตา่ ง ๆ

ใหเ้ ต็มท่ี

3 ระดับนาํ้ สงู กว่า URC และมแี นวโน้ม - ปลอ่ ยนํา้ เพม่ิ ทางทอ่ ระบายน้ํา (Outlet Work)

จะเกดิ สภาวะน้ําหลาก ให้เตม็ ท่ี เพื่อเตรียมรบั ปรมิ าณนาํ้ หลาก

4 ระดบั นาํ้ อย่รู ะหวา่ ง URC และ LRC - ปลอ่ ยนํา้ ให้กบั ความต้องการใช้นํา้ ดา้ นต่าง ๆ

เป็นผลพลอยได้

5 ระดับนา้ํ ตํ่ากว่าระดบั LRC - ปล่อยน้ําให้กบั ความต้องการนํา้ เท่าท่ีจาํ เปน็

ตามลําดบั ความสาํ คัญ

6 ระดับน้าํ ต่าํ ลงถึงระดับเก็บกักตํา่ สดุ - ไมม่ กี ารปล่อยนาํ้ จากอา่ งเก็บนา้ํ

Minimum Water Level (MinWL)

กรมชลประทาน งานเพ่อื แผนดินไทย

เล่มท่ี 9 Work Manual
9 - 20

ขอ้ เสนอแนะ
1. ในภาวะปกติเมื่อระดบั นาํ้ อย่รู ะหว่างเกณฑ์การเก็บน้ําสูงสดุ และระดบั นาํ้ ตํา่ สดุ การปล่อยนํ้าจะ

ปล่อยเพยี งพอกับปรมิ าณน้ําเพ่ือการชลประทานทางด้านท้ายน้าํ และปรมิ าณนาํ้ ขั้นตํา่ สดุ ที่ตอ้ งการ
2. เมื่อระดับน้ําสูงกว่า URC แต่ตํ่ากว่าระดับเก็บกักปกติ พยายามปล่อยน้ําให้ระดับลดลงอยู่ที่
URC

ให้มากที่สุด แต่ไมเ่ กินปรมิ าณนํ้าสูงสดุ ทก่ี ่อใหเ้ กดิ อุทกภัยทางดา้ นท้ายนา้ํ
3. เมื่อระดบั นํ้าสูงกว่าระดบั เกบ็ กักปกติ จะระบายนาํ้ เพ่ือรักษาระดับนาํ้ ให้อยู่ทีร่ ะดับเก็บกกั ปกติ

และเกิดความปลอดภัยกับตัวเข่ือน (Overtop prevention)
4. เกณฑ์การบริหารจัดการนํ้าตามผลการศึกษา เป็นเพียงแนวทางช่วยตัดสินใจในการควบคุมน้ํา

ในอ่างเก็บน้ําโดยเปน็ เกณฑท์ ล่ี ดความเสีย่ งในการเกิดนํ้าแล้งและน้ําล้นอ่างฯอย่างไรก็ดีในการบริหารจัดการนํ้า
ระหวา่ งฤดูกาลจาํ เป็นทโ่ี ครงการฯจะต้องมีการตดิ ตามสถานการณแ์ ละแนวโนม้ ต่าง ๆ ควบคไู่ ปด้วย เพื่อให้การ
บริหารจัดการนาํ้ ของอา่ งฯ เป็นไปอยา่ งเหมาะสมและสอดคลอ้ งกบั สถานการณ์อยตู่ ลอดเวลา

5. ในการคาดการณ์สถานการณ์ล่วงหน้าสําหรับเป็นข้อมูลในการบริหารน้ําในอ่างฯ นั้น ขอให้
โครงการฯพิจารณาใชก้ ราฟการคาดการณป์ รมิ าณนํา้ ไหลลงอ่างเปน็ แนวทางในการคาดการณ์ปริมาณน้ําไหลลง
อา่ งฯประกอบในการบริหารจัดการนํ้า

6. เกณฑก์ ารบรหิ ารจดั การนํ้าในอา่ งฯ ทไ่ี ด้จดั ทาํ ไว้ ควรมกี ารปรบั ปรงุ เป็นระยะๆ เพอ่ื ให้มีความ
ทันสมัยสอดคล้องกับสภาพนํ้าต้นทุน สภาพน้ําฝน-นํ้าท่า สภาพการใช้น้ํา และการเปล่ียนแปลงความจุอ่างฯ
รวมถึงผลกระทบของพื้นท่นี ้าํ ท่วมทา้ ยอ่างฯ

7. โครงการฯ ควรติดตามสภาพภูมิอากาศ และประเมินปริมาณนํ้าท่ีไหลลงสู่อ่างฯ และในกรณีที่
เกิดสภาวะฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน ในพ้ืนที่ลุ่มน้ําตอนบนให้พิจารณาวางแผนระบายนํ้าจากอ่างล่วงหน้า
ตามศกั ยภาพเพือ่ ลดผลกระทบทีจ่ ะเกิดกับพน้ื ท่ที ้ายอ่างฯ

กรมชลประทาน งานเพือ่ แผน ดนิ ไทย



คมู่ อื การปฏิบตั ิงาน
ด้านบริหารจดั การน้า

เลม่ ที่ 1/16

คู่มือการเก็บรวบรวมข้อมลู พนื ฐาน
ดา้ นการจัดสรรนา้ ของโครงการชลประทาน


Click to View FlipBook Version