หน่วยที่ 4
การจดั หมวดหมู่และขอ้ คน้ พบ
ผลการเรียนร้ ู
1.วิเคราะห์ข้ อค้ นพบด้ วยวิธีการท่ีเหมาะสม
2.สงั เคราะห์สรุปองค์ความร้ดู ้วย
กระบวนการกลมุ่ ได้
ความสาคญั ความสาคญั ข่วยทาใหท้ ราบวา่ จะ
และข้นั ตอนของ นาขอ้ มูล
การจดั หมวดหมขู่ อง
ไปใชป้ ระโยชนไ์ ดอ้ ยา่ งไร
ขอ้ มลู
ขนั้ ตอน - กำรจดั หมวดหมู่
1.รวบรวมขอ้ มลู 2.กำหนดเป้ำหมำย 3.เลอื กรปู แบบ
ข้นั ตอนการจดั หมวดหมขู่ อ้ มลู
6.นาเสนอ 5.สรปุ ผล 4. จดั หมวดหมู่
รูปแบบการจดั หมวดหมู่
ท่ีนิยมมี 2 รูปแบบ
1 .การจดั หมูเ่ ชงิ พรรณนา เป็นกำรจดั หมวดหม่ขู องขอ้ มลู อยำ่ งเป็นระบบโดยใช้
วธิ กี ำรทำงวทิ ยำศำสตรม์ ำชว่ ยในกำรจดั หมวดหมู่
1.รวบรวมขอ้ มลู 2.ตงั้ คำถำมหรอื ปัญหำ 3.แยกแยะคาถาม 4.คดิ คาดคะเน
จดั เป็นกลมุ่
ทศ่ี กึ ษำมำทงั้ หมด ทตี่ อ้ งกำรคำตอบ หรอื คำดเดำคำตอบ
7.สรุปคาตอบ โดยอธิบายพรรณนาพร้อมอา้ งองิ 6. เลอื กคาตอบ 5.แยกแยะ
เหตุผลและหลักฐานประกอบ ทตี่ รงกบั ปัญหำ คำตอบ
การจัดหมเู่ชงิ พรรณาอาจนาเสนอด้วยแผนภาพความคิดได้ ดังตัวอยา่ ง
ตวั อยา่ งบทความโรคไขเ้ ลือดออก
ขอ้ มลู การศกึ ษา การจดั หมวดหมขู่ องข้อมูล
โรคไข้เลือดออกคือ โรคติดเชอื้ ซ่ึงมีสาเหต 1.ลักษณะของโรคไขเ้ ลือดออก
มาจากเชอื้ ไวรัสเดงก่ี ท่ีมีชวี ติ รอดและเพม่ิ จำนวนภำยใน เป็นโรคตดิ ต่อทเ่ี กดิ จำกเชอ้ื ไวรสั เดงก่ี
ตวั ของยุงลำย ยงุ ลำยจงึ เป็นพำหะของโรคอำกำรของโรคน้มี ี สำเหตุมำจำกกำรถูกยุงลำยทมี่ เี ช้อื มำ
ควำมคลำ้ ยคลงึ กบั โรคไขห้ วดั ในชว่ งแรกๆ จงึ ทำใหเ้ ขำ้ ใจ กดั
คลำดเคลอื่ นไดว้ ำ่ เป็นเพยี งโรคไขห้ วดั ทำใหไ้ มไ่ ดรบั กำร 2.อำกำรของโรค
รกั ษำทถี่ ูกตอ้ งโรคไขเ้ ลอื ดออกมอี ำกำรรนุ แรงของโรคหลำย -คลำ้ ยโรคไขห้ วดั
ระดบั ตงั้ แตไ่ ม่มอี ำกำรหรอื มอี ำกำรนอ้ ยไปจนเกดิ ภำวะชอ็ ก -ไม่แสดงอำกำร
จงึ เป็นสำเหตุทที่ ำใหผ้ ปู้ ่วยเสยี ชวี ติ
-แสดงอำกำรน้อยไปจนถงึ ภำวะชอ็ ก
จดั หมวดหมู่โดยนาเสนอเป็ นแผนผงั ความคิด
ลักษณะของโรค สาเหตุ
โรคตดิ เช้อื มำจำกไวรสั เดงก่ี ถูกยุงลำยทมี่ เี ช้อื ไวรสั เดงกกี่ ดั
ไข้เลือดออก อาการของโรค
-คล้ำยไขห้ วดั
-ไมแ่ สดงอำกำร
-แสดงอำกำรจำกน้อยไป
จนถงึ ภำวะชอ็ ก
2.การจดั ขอ้ มูลเชงิ สถิติ ขอ้ มลู เชิงสถติ ิเป็นตวั เลข ดง้ น้นั จึงตอ้ งอาศยั
คา่ ทางสถติ ิมาจดั การขอ้ มูลเพอ่ื นาเสนอข้อสรุปให้เข้าใจงา่ ย
ค่าสถิติท่ีนิยมมาจดั หมวดหมู่
1. รอ้ ยละ (Percentage)
สถานภาพทวั่ ไป จานวน รอ้ ยละ
เพศ 4 25.0
- ชาย 12 75.0
16 100.00
หญิง
รวม
ขอ้ ท่ี รายการ รอ้ ยละ แปลผล
4.10 82.00 มาก
1 ความสะอาดของหอ้ งเรียน 3.93 78.67 มาก
2 ความวินยั ในการเรยี น 3.77 75.33 มาก
3 ความวินยั ของการทางานที่ไดร้ บั มอบหมาย 3.93 78.67 มาก
4 ความเหมาะสมของระยะเวลาในการจดั การเรยี นการสอน 4.17 83.33 มาก
5 ความสะดวกในหอ้ งเรยี น 3.83 76.67 มาก
6 ความร่วมมอื ของนกั เรยี นท่มี ีตอ่ หอ้ งเรียน 4.13 82.67 มาก
7 ความปลอดภยั ในการใชห้ อ้ งเรยี น 3.93 78.67 มาก
8 ความพรอ้ มในหอ้ งเรยี น 4.47 89.33 มาก
9 ความรแู้ ละประโยชนท์ ี่ไดร้ บั จากการเรยี น 4.67 93.33 มากทส่ี ดุ
10 ความประทบั ใจในการเรยี นการสอน มาก
4.09 81.87
รวม
3. กำรสรปุ ผลกำรจดั หมวดหมู่
เม่อื ไดค้ ำตอบของปัญหำท่เี รำสนใจแลว้ จงึ นำ-ขอ้ มลู เหลำ่ นัน้ มำสรุป
ทำได้ 2 วธิ ี ดงั น้ี
1) กำรสรุปขอ้ มลู รปู แบบกำรบรรยำย
มขี อ้ ดี คอื ทำใหเ้ รำสำมำรถอธบิ ำยเนอ้ื หำ
ของขอ้ มลู ไดอ้ กี ครงั้ มลี กั ษณะป็นกำรเนนั ย้ำถงึ ใจควำมสำคญั
ซึ่งจะชว่ ยใหเ้ ชำ้ ใจถงึ ทม่ี ำและจดุ ประสงคข์ องกำรคนั ควำ้ ทำใหเ้ กดิ ควำมเขำ้ ใจและ
สำมำรถน1ำ.ขออธ้ มบิ ลูำยไปผใลชกป้ ำรระศโกึยษชนำทไ์ ดลี งะ้ ่ำหยวั มขหีอ้ ลกั กำรดงั นี้
2.ใชก้ ำรบรรยำยประกอบผลกำรศกึ ษทเี่ ป็นตวั เลขหรอื ตวั แปรอน่ื ๆ
3. ใชภ้ ำษำทสี่ นั้ กะทดั รดั ไดใ้ จควำม
4. อธบิ ำยใหเ้ ช่อื มโยงกบั วตั ถปุ ระสง์ คข์ องกำรคนั ควำ้ และตอบคำถำมวำ่ ผลกำรคนั ควำ้
สำมำรถแกป้ ัญหำไดห้ รอื ไม่อย่ำงไร
2) กำรสรุปขอ้ มลู รปู แบบตำรำงและแผนภูมิ
• มขี อ้ ดคี อื สำมำรถเปรยี บเทยี บค่ำของขอ้ มลู ทม่ี ลี กั ษณะเป็นตวั เลขได้
1อ. ยควำ่ รงสชรดั ุปเปจนระแเดลน็ะขง่ำอยงกตาอ่รกคนัำรคทวา้ำใคหว้ไำดมก้ อ่เขนำ้นใาจมมาแหี สลดกังผกลำดรว้ดยงั ตนา้รี าง แผนภูมิ
2. เรียงลาดบั หวั ขอ้ ท่ีทาการศึกษาในตาราง หรือจดั แผนภูมิ หรือจดั หมวดหมตู่ ามผลลพั ธ์ท่ี
ได้ โดยแสดงให้เห็น ความสอดคลอ้ งกนั ของขอ้ มลู
3. ใสช่ือตาราง และรายละเอยี ดของทีม่ าดา้ นบนของตาราง โดยใชภ้ าษาท่สี ้ัน
กะทดั รัด เขา้ ใจง่าย
4. ใชส้ ีท่สี อดคลอ้ งกนั ในแผนภูมิ เช่น ถา้ เป็นตวั แปรชนิดเดียวกนั ให้ใชแ้ ผนภูมสิ ี
เดยี วกนั แตถ่ า้ ตวั แปรตง่ ชนิดกนั ให้ใชส้ ีตา่ งกนั
สรปุ แบบบรรยำย
จำกแบบสอบถำมควำมพงึ พอใจของนกั ทอ่ งเทย่ี วทมี่ ตี ่อ
กำรใหบ้ รกิ ำรของอทุ ยำนแหง่ ชำตแิ หง่ หน่งึ ของ
นกั ท่องเทยี่ วจำนวน 25 คน มคี ะแนนเฉลีย่ ควำมพงึ พอใจ
ดงั นี้
• อนั ดบั 1 ควำมสะดวกสบำยของสถำนทพ่ี กั 4.48
คะแนน
• อนั ดบั 2 ควำมพงึ พอใจดำ้ นกำรดแู ลรกั ษำควำม
ปลอดภยั ของทพ่ี กั 4.36 คะแนน
• อนั ดบั 3 กำรใหบ้ รกิ ำรดว้ ยควำมสภุ ำพเป็นมติ ร
4.24 คะแนน
และอนั ดบั 4 กำรใหบ้ รกิ ำรขอ้ มลู ของ
สรปุ แบบตำรำง
สรุปแบบแผนภมู ิ
แผนภมู ทิ ี่ 1
แสดงระดบั ควำม
พงึ พอใจของ
นกั ทอ่ งเทยี่ วทมี่ ี
กำรใหบ้ รกิ ำรของ
อุทยำนแหง่ ชำติ
หรือแผนภูมิ 1
ตอ้ งไดจ้ านวน
ขอ้ มลู ของผตู้ อบ
แบบสอบถามมา
กอ่ น
หรือตาราง หาคา่ รอ้ ยละและ
คา่ เฉลยี่ ตามลาดบั
เสนอรูปแบบ แบบฟอรม์ ตวั อยา่ ง
บรรยาย
การเขียนแบบ
แนวทดลอง
เกบ็ คะแนน (5 คะแนน)
• กจิ กรรมการจดั กระทาและสอื่ ความหมายของขอ้ มูล ใสก่ ระดำษเอ 4
การสรุปข้อค้นพบ
•1. วิธีการสรปุ ขอ้ คน้ พบ
• 1.1 การวิเคราะหผ์ ลการศึกษา หมายถึงการช้ีแจง การ
ยกตวั อย่าง การจดั ประเภท การอธิบายขอ้ มลู หรือรวมเหตุการณ์
ท่ีมีความพนั ธก์ นั เชื่อมโยงเขา้ ดว้ ยกนั และแจกแจงขอ้ เท็จจริง
แลว้ ผสมผสานจดั ระเบียบใหก้ ลายเป็ นเรื่องท่ีสามารถตอบ
ประเด็นปัญหาได้
1.2 การอภปิ รายผลการศึกษา
•คือ การแสดงความคิดเห็นท่เี รามตี ่อปญั หาและผลการศกึ ษาวา่ มคี วาม
สอดคลอ้ งเช่อื มโยงกบั แนวคิดท่เี รามแี ต่เดมิ หรอื ไม่ และส่งิ ทไ่ี ดล้ งมอื ศึกษา
นน้ั ไดแ้ สดงใหเ้ห็นถงึ อะไรทส่ี ามารถตอบคาถามหรือแกป้ ญั หาทต่ี ง้ั ตน้ ไวไ้ ด้
1.3 การสรปุ ผลการศึกษา
•หมายถงึ การเรยี บเรยี งขอ้ มลู ตง้ั แตป่ ระเดน็ ปญั หา วธิ ี
การศกึ ษา การดาเนินการศึกษา และผลการศึกษา ออกมาใน
รูปแบย่อๆ ใหเ้ ป็นท่เี ขา้ ใจตง้ั แตต่ น้ จนจบว่า ไดด้ าเนินการ
อะไรบา้ ง และคน้ พบส่งิ ใดบา้ งดงั น้ี
•1.1 ปญั หาและอปุ สรรค หมายถงึ การช้ีแจงปญั หาและอปุ สรรคท่ี
เกดิ ข้ึนในระหว่าง หรอื ภายหลงั การดาเนินงานคน้ ควา้
1.2 ประโยชนท์ ่ไี ดร้ บั หมายถงึ การบอกประโยชนท์ ่ไี ดร้ บั จากการ
คน้ ควา้ นอกเหนือจากความรูท้ ไ่ี ดต้ ามวตั ถปุ ระสงค์
2.ลกั ษณะของขอ้ คน้ พบท่ีดี มีดงั น้ี
•2.1 ตอ้ งใชค้ วามสามารถในการหลอมรวม และสรา้ งรปู แบบ แนวคดิ วิธกี าร
กระบวนการ ขน้ั ตอน และแนวคิดใหมๆ่ เพอ่ื ตอบสนองวตั ประสงคท์ กี่ าหนดไว้
2.2 ตอ้ งระบแุ หลง่ ที่มาอย่างชดั เจน เช่น ลกั ษณะของกลมุ่ ประชากร ช่วงเวลา
ท่ีทาการเก็บขอ้ มลู จานวนตวั อยา่ ง รายละเอยี ดอปุ กรณ์ทใี่ ช้ ผใู้ หส้ มั ภาษณ์
หรือผเู้ กบ็ ขอ้ มูล
•2.3 ตอ้ งช่วยเพ่มิ ความกระจา่ งใหเ้ ก็บขอ้ มลู ทาใหเ้ กิดความเขา้ ใจเร่อื งราว
ต่างๆ มากข้ึน ทง้ั น้ี ขอ้ คน้ พบบางขอ้ อาจมีเหตุผลท่ีสนบั สนุนหรือขดั แยง้ กนั ก็
ได้ และอาจมีขอ้ คน้ พบใหม่ๆมาแทนท่ีขอ้ คน้ พบเดิมๆไดเ้ ช่นกนั
3. การเรียบเรยี งขอ้ คน้ พบ หมายถึง
• การเรยี บเรียงเน้ือหาของขอ้ คน้ พบเพอื่ เขียนเป็ นรายงานการศึกษาคน้ ควา้ มีขอ้ ความดงั น้ี
3.1 ชื่อเรื่อง สน้ั กระชบั และใชภ้ าษาเขา้ ใจงา่ ยสื่อความหมายไดช้ ดั เจน ควร
เป็ นความเรยี ง หรือประโยคทไ่ี ดใ้ จความสมบูรณ์ใชค้ านาม “การ” หรอื
“ความ” ไวข้ า้ งหนา้ ประโยค
3.2 ท่มี าและความสาคัญ เขียนเน้นยา้ ให้เหน็ ถงึ ความจาเป็ น ควรอ้าง
หลกั การเหตุผล หรือผลการศึกท่เี คยมีมาก่อนหน้านีเ้ พ่อื สนับสนุนแนวคดิ
ให้น่าเช่ือถอื มากขนึ้
3.3 เนือ้ เร่ือง มีความสอดคล้องกบั ปัญหาท่กี าหนดขนึ้ มีความเช่ือมโยง
สมั พนั ธ์กนั มีหลักฐานอ้างอิงจากแหล่งข้อมูลท่นี ่าเช่ือถอื ได้
3.4 การสรุปผล เขียนให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์
ในรูปแบบการบรรยาย
4.การตรวจสอบขอ้ คน้ พบ
ทาได้ 2 วิธี
4.1 การตรวจสอบขอ้ คน้ พบกบั หลกั ฐาน ซ่งึ จะปรากฎ
ในบรรณานุกรมของรายงานการศึกษาขอ้ คน้ พบ
4.2 การตรวจสอบขอ้ คน้ พบกบั สมมติฐาน เรียกวา่ การทดสอบ
สมมติฐาน ซ่งึ เป็ นรูปแบบท่ีมกั ใชก้ นั ในการคน้ ควา้ ทาง
วทิ ยาศาสตร์
5.การจดั การขอ้ คน้ พบ
5.1 การจัดการข้อค้นพบโดยนาไปใช้ตามวัตถปุ ระสงค์
5.2 การจดั การข้อค้นพบโดยนาไปใช้ในกจิ การอ่ืนเพ่ือประโยชน์
ของสังคม