The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

งานวิจัยการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำ ป.3 ปีการศึกษา 2566

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by jeabj917, 2024-04-06 11:47:09

งานวิจัยการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำ ป.3 ปีการศึกษา 2566

งานวิจัยการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำ ป.3 ปีการศึกษา 2566

Keywords: วิจัยการพัฒนาการอ่านสะกดคำและการเขียน

บันทึกข้อความ ส่วนราชการ โรงเรียนวัดวังตะกู (เสรีเริงฤทธิ์อุปถัมภ์) ที่ .............. วันที่ ๒๙ กันยายน พ.ศ.๒๕๖๗ เรื่อง รายงานวิจัยในชั้นเรียน เรียน ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดวังตะกู (เสรีเริงฤทธิ์อุปถัมภ์) ด้วยข้าพเจ้า นางสาวธัญญา ตันติชวลิต ตำแหน่งครูโรงเรียนวัดวังตะกู (เสรีเริงฤทธิ์อุปถัมภ์) ได้ จัดทำรายงานวิจัยในชั้นเรียน เรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ซึ่ง เป็นการแก้ไขปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ รายวิชาภาษาไทย รหัสวิชา ๑๓๑๐๑ ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๖ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย รายละเอียดตามเอกสารแนบ จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบและพิจารณา ลงชื่อ................................................... (นางสาวธัญญา ตันติชวลิต) ความคิดเห็นของหัวหน้างานวิชาการ .............................................................................................................................................................................. ลงชื่อ ................................................. (นางสาวมนัญญา ดียิ่ง) ตำแหน่งหัวหน้าวิชาการโรงเรียนวัดวังตะกู (เสรีเริงฤทธิ์อุปถัมภ์) ความคิดเห็นของรองผู้อำนวยการโรงเรียน .............................................................................................................................................................................. ลงชื่อ ................................................. (นายบุรพบท สุขเนียม) ตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนวัดวังตะกู (เสรีเริงฤทธิ์อุปถัมภ์)


ก คำนำ การจัดทำรายงานการวิจัยนในชั้นเรียนนี้ จัดทำขึ้นแก้ปัญหานักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา จะมีการเรียนรู้ได้ช้ากว่าเด็กปกติ ทำให้อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ดังนั้นจึงได้พัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านสะกด คำ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ เพื่อแก้ปัญหาการอ่านของนักเรียน การวิจัยดังกล่าวผู้รายงาน มีความคาดหวังว่าจะเป็นแนวทางสำหรับการนำไปใช้กับเรื่องอื่นๆ ต่อไป (นางสาวธัญญา ตันติชวลิต) ผู้วิจัย


ก สารบัญ หน้า คำนำ ก ความสำคัญและที่มา ๑ จุดประสงค์การวิจัย ๑ ตัวแปรที่ศึกษา ๑ ขอบเขตของการวิจัย ๑ ประโยชน์ที่ได้รับ ๒ ระยะเวลาในการดำเนินการ ๒ นิยามศัพท์เฉพาะ ๒ วิธีดำเนินการวิจัย ๒ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ๓ สรุปผลการดำเนินงานวิจัย ๕ ข้อเสนอแนะ ๖ บรรณานุกรม ๗ ภาคผนวก ๘ - ตัวอย่างแบบฝึกการอ่านสะกดคำและการเขียน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ๙ - แบบสอบถามความคิดเห็นแบบฝึกการอ่านสะกดคำและการเขียน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ๑๐ - ตารางที่ ๑ ผลการอ่านสะกดคำและการเขียน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓/๑ จำนวน ๓ คน ๑๒


๑ วิจัยในชั้นเรียน ชื่อเรื่อง การพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำและการเขียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ชื่อผู้วิจัย นางสาวธัญญา ตันติชวลิต ความสำคัญและที่มา เนื่องจากนักเรียนบางคนมีความบกพร่องทางสติปัญญาจะมีการเรียนรู้ในเรื่องการอ่าน และการเขียน ช้ากว่าเด็กปกติทั่วไป ครูผู้สอนจึงหาวิธีการแก้ไขปัญหาโดยใช้แบบฝึกการอ่านสะกดคำมาทำการวิจัยในชั้น เรียน เพื่อพัฒนาความสามารถการอ่านของนักเรียน จุดประสงค์การวิจัย ๑. ให้ผู้เรียนมีทักษะการอ่าน เห็นความสำคัญของการอ่านและสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ๒. เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านคำ สะกดคำและการเขียนก่อนและหลังเรียน โดยใช้แบบ ฝึกการอ่านสะกดคำและการเขียน ๓. เพื่อให้นักเรียนอ่านคำ สะกดคำ และเขียนได้ถูกต้องชัดเจน ตัวแปรที่ศึกษา ในการวิจัยในครั้งนี้ ตัวแปรที่ศึกษาประกอบด้วย ๑. ตัวแปรอิสระ คือ การเรียนโดยใช้แบบฝึกการอ่านสะกดคำและการเขียน ๒. ตัวแปรตาม คือ ทักษะการอ่านสะกดคำและการเขียน ขอบเขตของการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นการสร้างแบบฝึกการอ่านสะกดคำและการเขียน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓/๑ มีขอบเขตการวิจัย ดังนี้ ๑. ประชากร/กลุ่มตัวอย่าง ประชากร ที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ ๓/๑ โรงเรียนวัดวังตะกูฯ ปี การศึกษา ๒๕๖๖ ภาคเรียนที่ ๑ ซึ่งยังอ่านไม่ออกและเขียนไม่ถูกต้อง กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ ๓/๑ โรงเรียนวัดวังตะกูฯ ปีการศึกษา ๒๕๖๖ ภาคเรียนที่ ๑ ซึ่งยังอ่านไม่ออกและเขียนไม่ถูกต้อง จำนวน ๓ คน ๒. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย/นวัตกรรม ๒.๑ แบบฝึกทักษะการอ่านสะกดคำ ๒.๒ การเสริมแรงระหว่างปฏิบัติกิจกรรมคำยกย่องชมเชยการให้คะแนน ๒.๓ แบบทดสอบการอ่าน ๓. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย


๒ ประโยชน์ที่ได้รับ ๑. ได้แบบฝึกทักษะการอ่านสะกดคำและการเขียนที่มีประสิทธิภาพไว้ใช้ในการเรียน สำหรับนักเรียน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ๒. เป็นแนวทางสำหรับการพัฒนาแบบฝึกทักษะการเขียนในสาขาวิชาอื่นต่อไป ระยะเวลาในการดำเนินการ มิถุนายน ๒๕๖๖ - กันยายน ๒๕๖๖ นิยามศัพท์เฉพาะ ๑. แบบฝึกการอ่านสะกดคำ หมายถึง สื่อการเรียนการสอนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการฝึกอ่าน สะกดคำ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ จำนวน ๒๐ แบบฝึก แบบฝึกที่ ๑ สระอะประสมอักษรกลาง แบบฝึกที่ ๒ – ๔ สระอะประสมตัวสะกด แบบฝึกที่ ๕ สระอาประสมอักษรสูง แบบฝึกที่ ๖ - ๘ สระอาประสมตัวสะกด แบบฝึกที่ ๙ สระอิประสมอักษรต่ำ แบบฝึกที่ ๑๐ – ๑๒ สระอิประสมตัวสะกด แบบฝึกที่ ๑๓ - ๑๔ สระอีประสมอักษร ๓ หมู่ แบบฝึกที่ ๑๕ – ๑๖ สระอุประสมพยัญชนะรูปภาพและตัวสะกด แบบฝึกที่ ๑๗ - ๑๘ สระอูประสมพยัญชนะรูปภาพและตัวสะกด แบบฝึกที่ ๑๙ อ่านสะกดคำจากรูปภาพ แบบฝึกที่ ๒๐ อ่านสะกดคำ ๒. แบบทดสอบการอ่านสะกดคำ หมายถึง คะแนนที่นักเรียนทำได้จากการอ่านสะกดคำที่ผู้วิจัยสร้าง ขึ้น ๓. ความคิดเห็นของนักเรียน หมายถึง ความรู้สึกนึกคิดของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ที่มีต่อ การเรียนโดยการใช้แบบฝึกการอ่านสะกดคำ ในด้านเนื้อหา และกิจกรรมการเรียนรู้ซึ่งได้จากการตอบ แบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น วิธีดำเนินการวิจัย ผู้วิจัยดำเนินการตามขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้ ๑. ขั้นเตรียมการ ศึกษาสาระมาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด และสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่ม สาระ การเรียนรู้ภาษาไทย ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑


๓ ๒. ขั้นสร้างและหาประสิทธิภาพเครื่องมือ ศึกษาวิธีการสร้างแบบฝึกและแบบสอบถาม เพื่อนำไป สร้างเครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบทดสอบการอ่านสะกดคำและการเขียน แบบสอบถาม ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ นำไปหาประสิทธิภาพเครื่องมือ ๓. ขั้นทดลอง ผู้วิจัยได้ดำเนินการทดลอง ดังนี้ ๓.๑ ก่อนการทดลอง ผู้วิจัยทดสอบก่อนเรียน โดยใช้แบบทดสอบการอ่าน แล้วประเมินการอ่าน ให้คะแนน ๓.๒ ดำเนินการทดลอง โดยใช้แบบฝึกการอ่านสะกดคำ เริ่มทดลองในภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๖ ๓.๓ หลังทดลอง ให้นักเรียนทำแบบทดสอบการอ่าน ซึ่งเป็นข้อสอบชุดเดียวกับที่ใช้ทดสอบก่อน เรียน แล้วประเมินการอ่านให้คะแนน จากนั้นให้นักเรียนทำแบบสอบถามความคิดเห็นที่มีต่อการเรียนโดย การใช้แบบฝึกการอ่านสะกดคำและการเขียน ๔. ขั้นวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ด้วยวิธีการทางสถิติดังนี้ ๔.๑ หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ๔.๒ วิเคราะห์ผลการตอบแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียน โดยการใช้แบบ ฝึกการอ่านสะกดคำและเขียน ใช้การแปลค่าแบบสอบถามความคิดเห็น ๕ ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย เทียบกับเกณฑ์การให้ความหมายของค่าเฉลี่ย (บุญชม ศรีสะอาด, ๒๕๔๑ : ๑๖๑) คะแนนเฉลี่ย ๔.๕๐ - ๕.๐๐ หมายถึง เหมาะสมมากที่สุด คะแนนเฉลี่ย ๓.๕๐ - ๔.๔๙ หมายถึง เหมาะสมมาก คะแนนเฉลี่ย ๒.๕๐ - ๓.๔๙ หมายถึง เหมาะสมปานกลาง คะแนนเฉลี่ย ๑.๕๐ - ๒.๔๙ หมายถึง เหมาะสมน้อย คะแนนเฉลี่ย ๑.๐๐ - ๑.๔๙ หมายถึง เหมาะสมน้อยที่สุด ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ตอนที่ ๑ ผลการวิเคราะห์การใช้แบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ผู้วิจัยนำแบบฝึกการอ่านสะกดคำและการเขียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ไปใช้กับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓/๑ จำนวน ๓ คน ได้ผลดังตารางที่ ๒ ตารางที่ ๒ ตารางสรุปผลการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำและการเขียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓/๑ จำนวน ๓ คน ผลคะแนน จำนวน (นักเรียน) คะแนนเต็ม ได้ ร้อยละ แบบฝึกที่ ๑ - ๒๐ ๓ ๒๙๓ ๒๕๓.๓๓ ๘๖.๔๖ ทดสอบหลังเรียน ๓ ๑๐ ๙.๓๓ ๙๓.๓๓


๔ จากตารางที่ ๑ พบว่า ผลการพัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำและการเขียน ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ ๓ คิดเป็นร้อยละ ๘๖.๔๖ เมื่อทดสอบหลังเรียน คิดเป็นร้อยละ ๙๓.๓๓ แสดงว่า นักเรียน มีพัฒนาการอ่านสะกดคำและการเขียนดีขึ้น สามารถนำไปใช้ในกิจกรรมการเรียนการสอนได้ ตอนที่ ๒ ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอ่านสะกดคำและการเขียน ของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ ๓ ที่มีต่อการอ่านโดยการใช้แบบฝึกการอ่านสะกดคำและการเขียน ผู้วิจัยนำแบบทดสอบการอ่าน มาทดสอบการอ่านของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓/๑ ที่มีต่อการ เรียนโดยการใช้แบบฝึกการอ่านสะกดคำและการเขียนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ไปใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ จำนวน ๓ คน และนำผลมาหาค่าเฉลี่ย ( ) แล้วนำไปแปลผลตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ได้ผลดังตารางที่ ๓ ตารางที่ ๓ เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอ่านสะกดคำและการเขียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓/๑ ก่อนเรียนและหลังเรียน โดยการใช้แบบฝึกการอ่านสะกดคำและการเขียน แบบทดสอบ จำนวน คะแนนเต็ม ค่าเฉลี่ย ก่อนเรียน ๓ ๑๐ ๒.๐๐ หลังเรียน ๓ ๑๐ ๙.๓๓ จากตารางที่ ๓ พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน ค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ ๙.๓๓ สูงกว่าก่อน เรียน ซึ่งมีค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ ๒.๐๐ แสดงให้เห็นว่า เมื่อนักเรียนเรียนโดยการใช้แบบฝึกการอ่านสะกดคำ และการเขียน นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์การอ่านสะกดคำและการเขียนสูงขึ้น ตอนที่ ๓ ผลการวิเคราะห์การตอบแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ที่มี ต่อการเรียน โดยการใช้แบบฝึกการอ่านสะกดคำและการเขียน ผู้วิจัยนำแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ที่มีต่อการเรียนโดยการใช้ แบบฝึกการอ่านสะกดคำและการเขียนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ไปใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓/๑ จำนวน ๓ คน และนำผลมาหาค่าเฉลี่ย ( ) แล้วนำไปแปลผลตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ได้ผลดังตารางที่ ๔ ตารางที่ ๔ ผลการสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ที่มีต่อการเรียน โดยการใช้ แบบฝึกการอ่านสะกดคำและการเขียน รายการประเมิน ( ) ระดับ ความคิดเห็น ด้านเนื้อหา ๑.เนื้อหาในแบบฝึกมีความน่าสนใจ ๔.๖๗ มากที่สุด ๒.ได้รับความรู้เพิ่มขึ้นจากเนื้อหาที่นำมาประกอบการสอน ๔.๐๐ มาก


๕ รายการประเมิน ( ) ระดับ ความคิดเห็น ๓. ชอบทำแบบฝึก เพราะทำให้เข้าใจง่าย ๔.๖๗ มากที่สุด ๔. แบบฝึกและแบบทดสอบให้เข้าใจบทเรียนดีขึ้น ๔.๓๓ มาก ๕. แบบฝึกให้ความเพลิดเพลิน ๔.๖๗ มากที่สุด ค่าเฉลี่ยด้านเนื้อหา ๔.๔๗ มาก ด้านกิจกรรม ๑. รู้สึกสนุกสนานเวลาเรียนด้วยแบบฝึกการอ่านสะกดคำและการ เขียน ๔.๓๓ มาก ๒. พึงพอใจต่อการเรียนด้วยแบบฝึกการอ่านสะกดคำและการเขียน ๕.๐๐ มากที่สุด ๓. วิธีการเรียนด้วยแบบการอ่านสะกดคำและการเขียน ทำให้ นักเรียนมีความตั้งใจเรียนมากขึ้น ๔.๖๗ มากที่สุด ๔. การเรียนด้วยแบบฝึกการอ่านสะกดคำและการเขียน ทำให้ นักเรียนพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนได้ดี ๔.๓๓ มาก ค่าเฉลี่ยด้านกิจกรรม ๔.๕๘ มากที่สุด ระดับความคิดเห็นของนักเรียนโดยรวม ๔.๕๓ มากที่สุด จากตารางที่ ๔ วิเคราะห์ความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ที่มีต่อการเรียนโดยการใช้ แบบฝึกการอ่านสะกดคำและการเขียน พบว่า ในภาพรวมนักเรียนมีความคิดเห็นต่อการเรียนโดยการใช้แบบ ฝึกการอ่านสะกดคำและการเขียน อยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ ๔.๕๓ สรุปผลการดำเนินงานวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นการพัฒนาแบบฝึกการอ่านสะกดคำและการเขียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โดยสรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ ๑. ผลการใช้แบบฝึกการอ่านสะกดคำและการเขียนทำให้นักเรียนมีพัฒนาการอ่านและการเขียนสูงขึ้น ร้อยละ ๘๖.๔๖ ๒. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์การอ่านสะกดคำและการเขียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓/๑ พบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์การอ่านสะกดคำและการเขียน ด้วยแบบฝึกการอ่านสะกดคำและการเขียน สูงกว่าก่อนเรียน ๓. ผลการตอบแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ที่มีต่อการเรียนโดยใช้ แบบฝึกเสริมทักษะการเขียนเรื่องจากภาพ พบว่า นักเรียนมีความคิดเห็นต่อการเรียนโดยการใช้แบบฝึกเสริม ทักษะการเขียนเรื่องจากภาพอยู่ในระดับเห็นด้วยมาก มีค่าเฉลี่ย ( ) เท่ากับ ๔.๕๓


๖ ข้อเสนอแนะ จากผลการวิจัยเรื่อง การพัฒนาการอ่านสะกดคำและการเขียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โดยใช้แบบฝึกการอ่านสะกดคำและการเขียน ผู้วิจัยพบว่า นักเรียนที่ได้รับการฝึกมีพัฒนาการทักษะการ อ่านสะกดคำและการเขียนมากขึ้น จึงควรนำผลการวิจัยนี้ไปใช้กับนักเรียนที่มีปัญหาในการอ่านสะกดคำและ การเขียนต่อไป


๗ บรรณานุกรม กระทรวงศึกษาธิการ. (๒๕๕๑). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย. บุญชม ศรีสะอาด. (๒๕๖๐). การวิจัยเบื้องต้น (พิมพ์ครั้งที่ ๑๐). กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น. มิ่งขวัญ อินต๊ะพิงค์(๒๕๖๒). พัฒนาทักษะการอ่านสะกดคำของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓/๑. [ออนไลน์]. สืบค้น ๒ มิถุนายน ๒๕๖๖. จาก https://sspkt.thai.ac/clientupload/sspkt/ download/VMINGKWAN.pdf ล้วน สายยศและอังคณา สายยศ. (๒๕๓๓). เทคนิคการวิจัยทางการศึกษา (พิมพ์ครั้งที่ ๑๑). กรุงเทพฯ : สุวีริยาสาส์น. วนิดา กุลภัทร์แสงทอง. (๒๕๕๔). การพัฒนาแบบฝึกการเขียนเรื่องตามจินตนาการและ สร้างสรรค์โดยใช้ ข้อมูลท้องถิ่นสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖. วิทยานิพนธ์ กศ.ม. นครปฐม : มหาวิทยาลัย ศิลปากร. สาลินี จินดาวงศ์. (๒๕๖๕). การพัฒนาทักษะการเขียนสะกดคำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ โดยการ ใช้สื่อประสมร่วมกับแผนผังความคิด (Mind Mapping). [ออนไลน์]. สืบค้น ๒ มิถุนายน ๒๕๖๖. จาก http://ithesis-ir.su.ac.th/dspace/bitstream/123456789/4333/1/61263312.pdf


๘ ภาคผนวก


๙ https://anyflip.com/avybq/bvrf/ ตัวอย่าง แบบฝึกการอ่านสะกดคำและการเขียน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓


๑๐ แบบสอบถามความคิดเห็น แบบฝึกการอ่านสะกดคำและการเขียน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ ................................................... คำชี้แจง ๑. แบบสอบถามการอ่านสะกดคำและการเขียน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ มีจำนวน ๙ ข้อ ๒. แบบสอบถามนี้ต้องการสอบถามเกี่ยวกับความคิดเห็น ของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยการใช้ แบบฝึกการอ่านสะกดคำและการเขียน ให้นักเรียนอ่านข้อความที่ถามอย่างละเอียดแล้วจึงตัดสินใจเลือก คำตอบข้อที่ตรงกับความคิดเห็นของนักเรียนมากที่สุด ๓. แบบสอบถามความคิดเห็นฉบับนี้ไม่มีผลต่อคะแนนในการเรียนของนักเรียน วิธีตอบ ๑. ให้นักเรียนอ่านข้อความทางซ้ายมือ แล้วให้ทำเครื่องหมาย ในช่องแสดงคำตอบที่ตรงกับความ คิดเห็นของนักเรียน โดยแบ่งระดับความคิดเห็นออกเป็น ๕ ระดับ ดังนี้ ๕ หมายถึง มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด ๔ หมายถึง มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก ๓ หมายถึง มีความเหมาะสมอยู่ในระดับปานกลาง ๒ หมายถึง มีความเหมาะสมอยู่ในระดับน้อย ๑ หมายถึง มีความเหมาะสมอยู่ในระดับน้อยที่สุด ๒. ให้นักเรียนตอบคำถามทุกข้อ รายการประเมิน มาก ที่สุด มาก ปาน กลาง น้อย น้อย ที่สุด ๕ ๔ ๓ ๒ ๑ ด้านเนื้อหา ๑. เนื้อหาในแบบฝึกมีความน่าสนใจ ๒. ได้รับความรู้เพิ่มขึ้นจากเนื้อหาที่นำมาประกอบการสอน ๓. ชอบทำแบบฝึก เพราะทำให้เข้าใจง่าย ๔. แบบฝึกและแบบทดสอบให้เข้าใจบทเรียนดีขึ้น ๕. แบบฝึกให้ความเพลิดเพลิน ด้านกิจกรรม ๑. รู้สึกสนุกสนานเวลาเรียนด้วยแบบฝึกการอ่านสะกดคำและการ เขียน


๑๑ รายการประเมิน มาก ที่สุด มาก ปาน กลาง น้อย น้อย ที่สุด ๕ ๔ ๓ ๒ ๑ ๒. พึงพอใจต่อการเรียนด้วยแบบฝึกการอ่านสะกดคำและการ เขียน ๓. วิธีการเรียนด้วยแบบฝึกการสะกดคำและการเขียน ทำให้ นักเรียนมีความตั้งใจเรียนมากขึ้น ๔. การเรียนด้วยแบบฝึกการอ่านสะกดคำและการเขียนทำให้ นักเรียนพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียน ข้อเสนอแนะ............................................................................................................................. ............................ .............................................................................................................................................................................. .


ตารางที่ ๑ ผลการอ่านสะกดคำและการเขียน ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓/๑ จำนนักเรียน คนที่... ทดสอบ ก่อน เรียน แบบฝึกที๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ ๑๑ คะแนน เต็ม ๑๐ ๘ ๘ ๘ ๘ ๙ ๙ ๙ ๙ ๙ ๙ ๙ ๑ ๒ ๕ ๗ ๗ ๗ ๘ ๘ ๗ ๙ ๗ ๓ ๘ ๒ ๑ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๗ ๘ ๗ ๘ ๓ ๔ ๓ ๓ ๗ ๖ ๗ ๘ ๘ ๘ ๗ ๙ ๘ ๙ ๙ คะแนน รวม ๖ ๑๗ ๑๙ ๒๑ ๒๓ ๒๕ ๒๓ ๒๒ ๒๕ ๒๓ ๑๕ ๒๑คะแนน เฉลี่ย ๒.๐๐ ๕.๖๗ ๖.๓๓ ๗.๐๐ ๗.๖๗ ๘.๓๓ ๗.๖๗ ๗.๓๓ ๘.๓๓ ๗.๖๗ ๕.๐๐ ๗.๐๐เฉลี่ย ร้อยละ ๒๐.๐๐ ๗๐.๘๓ ๗๙.๑๗ ๘๗.๕๐ ๙๕.๘๓ ๙๒.๕๙ ๘๕.๑๙ ๘๑.๔๘ ๙๒.๕๙ ๘๕.๑๙ ๕๕.๕๖ ๗๗.๗๘E1/E2 = ๘๖.๔


๑ วน ๓ คน ที่... รวม คะแนน ทดสอบหลัง เรียน ๑๒ ๑๓ ๑๔ ๑๕ ๑๖ ๑๗ ๑๘ ๑๙ ๒๐ ๙ ๙ ๙ ๙ ๙ ๙ ๙ ๕ ๑๒๐ ๒๙๓ ๑๐ ๗ ๙ ๙ ๘ ๗ ๘ ๙ ๕ ๑๑๓ ๒๕๓ ๙ ๗ ๙ ๘ ๙ ๙ ๗ ๗ ๔ ๑๐๙ ๒๔๒ ๙ ๙ ๗ ๘ ๘ ๙ ๙ ๙ ๕ ๑๑๒ ๒๖๕ ๑๐ ๑ ๒๓ ๒๕ ๒๕ ๒๕ ๒๕ ๒๔ ๒๕ ๑๔ ๓๓๔ ๗๖๐ ๒๘ ๗.๐๐ ๗.๖๗ ๘.๓๓ ๘.๓๓ ๘.๓๓ ๘.๓๓ ๘.๐๐ ๘.๓๓ ๔.๖๗ ๑๑๑.๓๓ ๒๕๓.๓๓ ๙.๓๓ ๗๗.๗๘ ๘๕.๑๙ ๙๒.๕๙ ๙๒.๕๙ ๙๒.๕๙ ๙๒.๕๙ ๘๘.๘๙ ๙๒.๕๙ ๙๓.๓๓ ๙๒.๗๘ ๘๖.๔๖ ๙๓.๓๓ ๔๖ / ๙๓.๓๓ ๑๒



Click to View FlipBook Version