การพจิ ารณาคณุ ค่าวรรณคดี
และวรรณกรรม
วรรณกรรม คือ
งานเขียนทุกประเภทที่ถ่ายทอดออกมาโดยใช้ศิลปะในการใช้ภาษา
เช่น นวนยิ าย เรื่องสัน้ บทกลอน บทความ ที่มีเนอ้ื หาที่ส่ือความให้
ผู้อ่านเข้าใจได้ ไม่เน้นเร่ืองศลิ ปะในการแต่งเหมอื นวรรณคดี
วรรณคดี คือ
งานเขียนที่ได้รับยกย่องว่าแต่งดี โดยใช้กาลเวลาเป็นเครื่องพสิ ูจน์
ว่าผลงานเป็นอมตะและถ่ายทอดอย่างมีศิลปะ มีความงดงาม
ในการแต่ง ด้านวรรณศลิ ป์ สร้างภาพ จินตนาการ
จินตภาพ แสดงความรู้เห็น ความคดิ เปน็ ภาพสัญลักษณ์แทนสังคม
ไม่ทาลายศีลธรรมประเพณีอันดีงามของไทย
การพจิ ารณาคุณค่าของวรรณคดีและวรรณกรรม
เป็นการพจิ ารณาเพ่ือให้เหน็ ความสาคัญและ
เกิดความซาบซึง้ ในวรรณคดีและวรรณกรรม
วรรณคดี คอื วรรณกรรม หรืองานเขยี นทท่ี รงคุณค่า เพราะสะทอ้ นให้
เหน็ ถงึ ภมู ปิ ัญญาทล่ี ึกซงึ้ ของผู้เขยี น ทงั้ ทางดา้ นเนอื้ หา และวธิ ีการ
ประพันธ์ การอ่านวรรณกรรมแตล่ ะเร่ือง จงึ ทาใหผ้ ู้อา่ นไดซ้ มึ ซับส่ิง
เหล่านีไ้ ปดว้ ย ซงึ่ แบง่ ไดเ้ ป็ น ๔ ประเภท ดงั นี้
คุณค่าดา้ นวรรณศลิ ป์
บทเสภา ๑๒ คุณคา่ ทางเนือ้ หา
สามคั คีเสวก
๓ คุณคา่ ดา้ นสังคม
๔ คุณค่าจากการนาไปปรับใช้ชวี ิตประจาวัน
พจิ ารณาคุณค่าด้านเนอ้ื หา
สาระสาคัญของเรื่องคืออะไร
ความรูท้ ี่ผู้อา่ นไดร้ ับ
พจิ ารณาคุณค่าดา้ นแนวคิด
แนวคดิ ที่ผู้เขียนตอ้ งการส่อื ถงึ ผูอ้ า่ น
ขอ้ คิดที่ได้
พจิ ารณาคุณค่าดา้ นสังคม
สะทอ้ นประเพณี สะทอ้ นความเชือ่
สะท้อนค่านิยม อาชีพ/ความเป็นอยู่
พจิ ารณาคุณค่าด้านวรรณศลิ ป์
ศิลปะในการประพันธต์ ัง้ แต่ โวหาร อุปมา
การเลือกชนิดของคา ภาพพจน์ อุปลักษณ์
ประพันธ์ใหเ้ หมาะกับงาน
เขยี น บุคลาธษิ ฐานหรือบุคคลวัต
การใช้ถ้อยคาให้ไพเราะสละสลวย อตพิ จน์
และท่ าให้ผูอ้ า่ นเกิดภาพในใจ สัทพจน์
อุปมา
การใชถ้ อ้ ยคาเปรียบเทียบวา่ ส่ิงหน่งึ เหมือนอกี ส่งิ หนง่ึ
ใหส้ ังเกตคาว่า ดัง่ ราว เหมือน เสมือน ดุจ ประหน่ึง เพี้ยง เช่น
จนผมโกร๋นโล้นเกลี้ยงถงึ เพียงหู ดูเงาในน้าแลว้ ไห้
ฮึดฮงึ ขัดแค้นแนน่ ใจ ตาแดงดัง่ แสงไฟฟ้า
อุปลักษณ์
การใชถ้ ้อยคาเปรียบเทยี บสงิ่ หนงึ่ เป็นอีกส่ิงหนึง่
ใหส้ ังเกตคาวา่ คือ เปน็ เช่น
ลูกคือดวงใจของแม่ กีฬาเปน็ ยาวิเศษ
อูฐเป็นเรือของทะเลทราย ทหารเป็นรัว้ ของชาติ
บุคลาธิษฐานหรือบุคคลวัต
การสมมุติให้สิ่งมีชีวิต เชน่ พืช สัตว์ และสงิ่ ไมม่ ีชีวิต เช่น แสงแดด
สายลม สิ่งของ ทากริ ยิ าหรือมีความรู้สานกึ คดิ อย่างมนุษย์ เช่น
อฐิ หนิ ปูนรา่ ไห้ พระจันทร์ยมิ้ ทะเลไมเ่ คยหลับใหล
น้ากระซิบสาด พระอาทติ ยห์ ัวเราะ
อตพิ จน์
การกลา่ วเกนิ จรงิ เพือ่ สรา้ งอารมณแ์ ละความรู้สกึ ที่รุนแรง
เกนิ จริง เชน่
คดิ ถงึ ใจจะขาด คอแห้งเปน็ ผง หนาวกระดูกจะหลุด
มีขอ้ ผิดพลาดเปน็ ล้าน
การบนิ ไทยรัก คดิ ถึงเธอทุกลม
คุณเทา่ ฟา้ หายใจเขา้ ออก
สัทพจน์
คาเลียนเสียงธรรมชาติ ฝน ฟ้า ลม เสยี งสัตว์ร้อง เสียงใบไม้
เสียงระฆัง แลว้ นาคาเหล่านัน้ มาทาใหเ้ กดิ ภาพพจน์ เชน่
วังเอย๋ วังเวง หงา่ งเหงง่ ! ย่าค่าระฆังขาน
ฝูงวัวควายผ้ายลาทิวากาล ค่อยคอ่ ยผ่านทอ้ งทุ่งมุ่งถ่นิ ตน
ชาวนาเหนื่อยอ่อนตา่ งจรกลับ ตะวันลับอับแสงทุกแหง่ หน
ทิ้งทุ่งให้มืดมัวทั่วมณฑล และท้งิ ตนตูเปลีย่ วอยูเ่ ดียวเอย
(กลอนดอกสร้อยราพงึ ในปา่ ชา้ )
ตัวอยา่ ง สัทพจน์ ชะนีอุ่ยอ้ยุ รอ้ งหา
ฝูงลงิ ใหญ่นอ้ ยกระจุย้ คา่ งโจนไลไ่ ขว่ปลายยาง
ฝูงค่างหวา่ งพฤกษา พวาหนา
เปล่าข้าง
ฝูงลิงยวบยาบต้น มาสู่
ฝูงชะนีมีก่ ูห่ า
โลดเลี้ยวโจนปลวิ
ฝูงค่างหวา่ งพฤกษา
(กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง)
ครอกแครกไลไ่ ขวค่ วา้ ง
ตัวอยา่ ง สัทพจน์
ขุนมอญร่อนง้าวฟาด ฉาดฉะ
ขาดแลง่ ตราบอุระ
โอรสรีบกันพระ หรุบด้นิ
สูญชีพไปส่ ูญส้นิ ศพสู่ นครแฮ
พจน์ผูส้ รรเสรญิ
(โคลงภาพพระราชพงศาวดาร ตอน สมเด็จพระสุรโิ ยทัยขาดคอชา้ ง)
ตัวอย่าง สัทพจน์ งูสุดสหู้ นูสู้งู
รูปงูทู่หนูมูทู
ดูหนสู ูร่ ูงู
หนูงูสูด้ อู ยู่ พรูพรู
ดูงูขฝู่ ูดฝู้ สุดสู้
งูอยู่
หนูสู่รูงูงู รูปถู้มูทู
งูสูห้ นูหนูสู้
หนูรูง้ ูงูรู้ (กาพย์หอ่ โคลงประพาสธารทองแดง)
การเล่นคา
การซา้ คา เปน็ กลวธิ ีทีใ่ ชค้ าคาเดียวกันซา้ ๆ กัน ในคาประพันธ์
ในบทเพือ่ เพม่ิ น้าหนักเนน้ ความสาคัญของคานัน้ ซงึ่ จะมคี วามหมาย
เหมือนกันทุกคา
การซา้ คา
ห้ามเพลงิ ไว้อยา่ ให้ มีควัน
หา้ มสุริยะแสงจันทร์ สอ่ งไซร้
หา้ มอายใุ ห้หัน คืนเลา่
หา้ มดั่งนไ้ี ว้ได้ จึงหา้ มนนิ ทา
(โคลงโลกนติ )ิ
การซา้ คา
สุดสายนัยนาทีแ่ ม่จะตามไปเลง็ แล สุดโสตแล้วทีแ่ ม่
จะซับทราบฟังสาเนียง สุดสุรเสยี งที่แม่จะรา่ เรยี กพิไร
ร้อง สุดฝเี ทา้ ทีแ่ มจ่ ะเยื้องยอ่ งยกย่างลงเหยยี บดนิ
กส็ ุดส้นิ สุดปัญญาสุดหาสุดค้นเห็นสุดคิด
(มหาเวสสันดรชาดก กัณฑม์ ัทรี)
คาหลากความหมาย
การใชค้ าเหมือนกัน แต่สื่อความหมายไม่เหมือนกัน เช่น
ทั้งจา๑กทีจ่ ๒ากคลองเป็นสองข้อ ยังจ๓ากกอนัน้ กข็ ึ้นในคลองขวาง
โอ้ว่าจ๔ากชา่ งมารวบประจวบทาง ทัง้ จ๕ากบางจ๖ากไปใจระบม
“จาก” คาที่ ๑, ๒, ๕, ๖ หมายถงึ ออกพ้นไป
“จาก” คาที่ ๓, ๔, หมายถึง ชื่อปาลม์ ชนิดหนึ่ง ขนึ้ เปน็ กออยู่ตามปา่ เลน
หรือริมฝั่งน้ากร่อยต้นื ๆ
การเลน่ เสียง
การเล่นเสียงสัมผัสพยัญชนะ สัมผัสสระ และเสียงวรรณยกุ ต์
มาเลน่ เพือ่ ใหเ้ กิดความไพเราะ และแสดงความสามารถของกวี เชน่
แจ้วแจ้วจักจัน่ จ้า จับใจ
หร่งิ หร่ิงเรือ่ ยเรไร ร่ารอ้ ง
แซงแซวส่งเสียงใส ทราบโสต
แหนงน่ิงนกึ นุชน้อง น่มิ เนือ้ นวลนาง
(นริ าศสุพรรณ)
การเล่นเสียง
การเลน่ เสียงสัมผัสพยัญชนะ เชน่
แนวโน้นกแ็ ก้วเกดพิกุลแกมกับกาหลง
(ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์มัทรี)
เล่นเสียงสัมผัสสระ คือ การใช้สัมผัสสระหลายพยางค์ตดิ กัน
เชน่
เจ้าเคยเคียงเรียงหมอนนอนแนบขา้ งทุกราตรี
(ร่ายยาวมหาเวสสันดรชาดก กัณฑม์ ัทรี)
คอกควายวัวรัวเกราะเปาะเปาะ! เพียง
รู้ว่าเสียงเกราะแว่วแผว่ แผ่วเอย
(กลอนดอกสร้อยราพึงในปา่ ชา้ )
เลน่ เสียงวรรณยุกต์ คือ การใชค้ าที่มีเสียงวรรณยุกต์ตา่ งกัน
เพือ่ ให้เกดิ ความไพเราะหรือเน้นความ เชน่
กลองทองตีครุม่ ครม้ึ เดินเรียง
ทา้ ตะเติงเตงิ เสียง ครุม่ ครื้น
เสียงป่รี ีเ่ รื่อยเพยี ง การเวก
แตร้นแตร่นแตรฝรัง่ ขึน้ หวูห่ วูเ้ สียงสังข์
(กาพย์หอ่ โคลงประพาสธารทองแดง)
วรรณคดี คอื วรรณกรรม หรือข้อเขยี นทที่ รงคุณคา่ เพราะสะทอ้ นให้
เหน็ ถงึ ภมู ิปัญญาทลี่ ึกซงึ้ ของผู้เขยี น ทงั้ ทางดา้ นเนอื้ หา และวิธีการ
ประพนั ธ์ การอา่ นวรรณกรรมแตล่ ะเรื่อง จงึ ทาใหผ้ ู้อา่ นไดซ้ มึ ซาบสิ่ง
เหล่านีไ้ ปดว้ ย ซง่ึ แบง่ ไดเ้ ป็ น ๔ ประเภท ดงั นี้
คุณค่าดา้ นวรรณศลิ ป์
บทเสภา ๒๑ คุณค่าทางเนือ้ หา
สามคั คีเสวก
๓ คุณคา่ ดา้ นสังคม
๔ คุณคา่ จากการนาไปปรับใช้ชีวติ ประจาวัน
วเิ คราะห์คุณค่า ๑. คุณค่าด้านเนื้อหา
ความสาคญั ของศิลปะ มีเน้ือหาท่ีแสดงใหเ้ ห็นถึงความสาคญั ของศิลปะท่ีมี
ประโยชน์ท้งั ต่อตนเอง และประเทศชาติ ดงั ตวั อยา่ ง
๏ ศิลปกรรมนาใจใหส้ ร่างโศก ช่วยบรรเทาทุกขใ์ นโลกใหเ้ หือดหาย
จาเริญตาพาใจใหส้ บาย อีกร่างกายกจ็ ะพลอยสุขสราญ ฯ
๏ เพราะการช่างน้ีสาคญั อนั วเิ ศษ ทุกประเทศนานาท้งั นอ้ ยใหญ่
ศรีวไิ ลวลิ าศดีเป็นศรีเมืองฯ
จึงยกยอ่ งศิลปกรรมน์ ้นั ทว่ั ไป
จากตวั อย่างนีจ้ ะเห็นคุณค่าของศิลปะว่า ช่วยบรรเทาความทุกข์โศก
ศิลปะช่วยให้สบายตาสบายใจ มีความสุขใจ และยงั เป็ นศรีแก่ชาตบิ ้านเมือง
วเิ คราะห์คุณค่า๑. คุณค่าด้านเนื้อหา
ความสาคญั ของศิลปะ มีเน้ือหาที่แสดงใหเ้ ห็นถึงความสาคญั ของศิลปะที่มี
ประโยชนท์ ้งั ต่อตนเอง และประเทศชาติ ดงั ตวั อยา่ ง
๏ แต่กรุงไทยศรีวไิ ลทนั เพอื่ นบา้ น จ่ึงมีช่างชานาญวเิ ลขา
ท้งั ช่างป้ัน ช่างเขียนเพียรวชิ า อีกช่างสถาปนาถกู ทานอง
ช่างประดิษฐร์ ัชดาสง่าผอ่ ง
๏ ท้งั ช่างรูปพรรณสุวรรณกิจ อีกช่าชองเชิงรัตนประกร ฯ
อีกช่างถมลายลกั ษณะจาลอง
จากตัวอย่างนีจ้ ะเห็นคุณค่าของศิลปะว่า ศิลปะและงานช่างเป็ นส่ิงทแี่ สดงให้เห็นถึงความ
เจริญรุ่งเรืองของชาตบิ ้านเมืองและมีช่างมากฝี มือ เช่น ช่างป้ัน ช่างเขยี น ช่างก่อสร้าง ช่างทอง ช่างเงนิ
ช่างถม และช่างอญั มณี
วเิ คราะห์คุณค่า๑. คุณค่าด้านเนื้อหา
ความสาคญั ของศิลปะ บทเสภาจบดว้ ยการเชิญชวนใหค้ นไทยช่วยกนั
ส่งเสริมงานช่างเพอื่ ใหบ้ า้ นเมืองเจริญรุ่งเรืองทดั เทียมอารยประเทศ ดงั
ตวั อยา่ ง
๏ แมพ้ วกเราชาวไทยต้งั ใจช่วย เอออานวยช่างไทยใหท้ าของ
ช่างคงใฝ่ ใจผกู ถูกทานอง และทาของงามงามข้ึนตามกาล
๏ เราช่วยช่างเหมือนอยา่ งช่วยบา้ นเมือง ไดป้ ระเทืองเทศไทยอนั ไพศาล
สมเป็ นเมืองใหญ่โตมโหฬาร พอไม่อายเพือ่ นบา้ นจ่ึงจะดี ฯ
วเิ คราะห์คุณค่า๒. คุณค่าด้านวรรณศิลป์
การใช้โวหารเปรียบเทยี บเชิงอปุ มา ดงั ตวั อยา่ ง
๏ อนั ชาติใดไร้ช่างชานาญศิลป์ เหมือนนารินไร้โฉมบรรโลมสง่า
๏ เหมือนคนป่ าคนไพรไม่รุ่งเรือง จะพดู ดว้ ยน้นั กเ็ ปลืองซ่ึง
วาจา
วเิ คราะห์คุณค่า ๒. คุณค่าด้านสังคม
สะท้อนวฒั นธรรมด้านศิลปกรรมของไทย
ซ่ึงเป็ นงานศิลปะท่ีควรค่าแก่การอนุรักษ์ โดย
ยกตวั อย่างงานช่างศิลป์ ไทย เช่น ช่างป้ัน ช่างเขียน ช่าง
ก่อสร้าง ช่างทอง ช่างเงิน ช่างถม และช่างอญั มณี สิ่งเหล่าน้ี
ลว้ นแต่เป็ นคุณค่าทางวฒั นธรรมที่ตกทอดมาจากบรรพ
บุรุษ ชนรุ่นหลงั ควรศึกษา และสืบสานต่อไป
วเิ คราะห์คุณค่า๑. คุณค่าด้านเนื้อหา
เสวก ตอน สามคั คเี สวก เน้ือหากล่าวถึงคุณลกั ษณะของขา้ ราชบริพารท่ีตอ้ งมี
ความขยนั หมนั่ เพยี ร เห็นแก่ประโยชนส์ ่วนรวม มีความรับผดิ ชอบในหนา้ ท่ี สามคั คี
มีวนิ ยั เชื่อฟังผบู้ งั คบั บญั ชา และจงรักภกั ดีต่อพระมหากษตั ริย์ เพราะพระองค์
เปรียบเสมือนบิดา ดงั คาประพนั ธ์กล่าววา่ บทเสภาสามคั คี
๏ ประการหน่ึงพงึ คิดในจิตมน่ั วา่ ทรงธรรมเ์ หมือนบิดาบงั เกิดหวั
จากน้นั เปรียบขา้ ราชบริพารเหมือนลูกเรือท่ีตอ้ งเชื่อฟังกปั ตนั เรือ ดงั คาประพนั ธ์วา่
๏แมล้ ูกเรือเชื่อถือผเู้ ป็นนาย ตอ้ งมุ่งหมายช่วยแรงโดยแขง็ ขนั
คอยต้งั ใจฟังบงั คบั กปั ปิ ตนั นาวาน้นั จ่ึงจะรอดตลอดทะเล
วเิ คราะห์คุณค่า๑. คุณค่าด้านเนื้อหา
ในตอนสุดทา้ ยกล่าวถึงหนา้ ท่ีของขา้ ราชบริพารวา่ ควรมีวนิ ยั รักษาหนา้ ที่
ไม่เลือกที่รักมกั ท่ีชงั และใหส้ ามคั คีปรองดองกนั ดงั คาประพนั ธ์วา่
๏ เหล่าเสวกตกที่กะลาสี ควรคิดถึงหนา้ ที่น้นั เป็นใหญ่
รักษาตนเคร่งคงตรงวนิ ยั สมานใจจงรักพระจกั รี
ไม่ควรเลือกท่ีรักมกั ที่ชงั สามคั คีเป็นกาลงั พลงั ศรี
ควรปรองดองในหมู่ราชเสวี ใหส้ มท่ีร่วมพระเจา้ เราองคเ์ ดียว
วเิ คราะห์คุณค่า๒. คุณค่าด้านแนวคดิ
มีคุณค่าดา้ นแนวคิด คือ ประเทศชาติจะสงบสุขไดก้ ต็ ่อเมื่อขา้ ราชการและขา้ ราช
บริพารมีความจงรักภกั ดีต่อพระมหากษตั ริยแ์ ละปฏิบตั ิตามหนา้ ที่ของตนเองอยา่ ง
เคร่งครัดดงั คาประพนั ธ์ที่วา่
๏ ถึงเสวที ี่เป็นขา้ ฝ่ าพระบาท ไม่ควรขาดความสมคั รสโมสร
เหมือนเรือแล่นสาครสมุทรไทย
ในพระราชสานกั พระภูธร
วเิ คราะห์คุณค่า๒. คุณค่าด้านวรรณศิลป์
๑. การใชค้ าง่าย ๆ ทาใหเ้ ขา้ ใจไดท้ นั ที เช่น
๏ แมต้ ่างคนต่างเถียงเกี่ยงแก่งแยง่ นายเรือจะเอาแรงมาแต่ไหน
๏ ควรปรองดองในหมู่ราชเสวี ใหส้ มท่ีร่วมพระเจา้ เราองคเ์ ดียว
๒. การใชอ้ ุปมาโวหารเปรียบเทียบ เช่น
๏ ประการหน่ึงพงึ คิดในจิตมน่ั วา่ ทรงธรรมเ์ หมือนบิดาบงั เกิดหวั
๏ เหมือนลูกเรืออยใู่ นกลางหวา่ งวารี จาตอ้ งมีมิตรจิตสนิทกนั
๏ ในพระราชสานกั พระภูธร เหมือนเรือแล่นกลางสาครสมุทร
ไทย
วเิ คราะห์คุณค่า๒. คุณค่าด้านสังคม
สะทอ้ นใหเ้ ห็นวฒั นธรรมและค่านิยมของสงั คมไทยดงั น้ี
๒. วฒั นธรรมการปกครองโดยมีพระมหากษตั ริยท์ รงเป็ นประมุข ในสมยั น้ันมี
การปกครอง
ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ อานาจสูงสุดในการปกครองประเทศเป็ นของ
พระมหากษตั ริย์
อีกท้งั สถาบนั พระมหากษตั ริยไ์ ดร้ ับการยอมรับเทิดทูนจากประชาชน สังคมเกิด
ความสงบและมน่ั คงได้ก็เพราะพระบารมีของพระมหากษตั ริยท์ ี่สืบต่อมาต้งั แต่
บรรพบุรุ ษ ซ่ึงปัจจุบันประเทศไทยเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็ นระบอบ
ประชาธิปไตยแลว้ แต่สถาบนั พระมหากษตั ริยก์ ็ยงั คงเป็ นสิ่งท่ีไดร้ ับการยกย่อง
วเิ คราะห์คุณค่า ๒. คุณค่าด้านสังคม
สะทอ้ นใหเ้ ห็นวฒั นธรรมและค่านิยมของสงั คมไทยดงั น้ี
๒. ค่านิยมของสงั คมไทยท่ียกยอ่ งขา้ ราการ ในสงั คมสมยั ก่อนใหค้ วามสาคญั กบั ขา้ ราชการ
วา่ เป็นบุคคลท่ีมีศกั ด์ิศรี มีเกียรติ บทบาทหนา้ ที่ดา้ นการปกครอง และบริหารบา้ นเมือง
จึงมีความสาคญั ต่อการรักษาความสงบสุขของประทศชาติ ดงั น้นั ขา้ ราชการจึงควรตระหนกั ใน
หนา้ ที่ของตนเองใหม้ าก ยดึ ถือวนิ ยั และความซ่ือสตั ย์ สุจริตในการทางาน