The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ภาษาพูดภาษาเขียน (1)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by s61131109048, 2022-09-06 11:54:16

ภาษาพูดภาษาเขียน (1)

ภาษาพูดภาษาเขียน (1)

ภาษาพูด และ ภาษาเขยี น

ภาษาเป็นเครื่องมือในการสอ่ื สาร ถ่ายทอดความรู้ ความคดิ จากบุคคลหน่งึ
ไปยังอีกบคุ คลหนง่ึ โดยมีระเบยี บของเสียงและคาเป็นตัวกาหนด
ภาษาทใ่ี ช้ในการตดิ ต่อสือ่ สารมี ๒ ลักษณะ คือ

วัจนภาษา และ อวัจนภาษา

๑. วจั นภาษา คือ ภาษาท่ีใช้คาพดู ในการติดต่อส่ือความเขา้ ใจกนั ใช้ตวั หนังสือหรือ
ตัวอักษรแทนคาพดู และมีระเบยี บการใช้เป็นไปตามหลักเกณฑ์
ทางภาษา

๒. อวัจนภาษา คอื ภาษาท่นี อกเหนอื จากคาพดู และตวั หนังสือ ได้แก่ ภาษาท่าทาง เช่น
การพยกั หน้า การยมิ้ การโค้งคานบั การใช้มือ แขน ประกอบท่าทาง
รวมไปถงึ สัญลกั ษณต์ า่ ง ๆ ท่ใี ช้ส่อื ความเข้าใจ เชน่ ไฟจราจร
สญั ญาณธง ภาษามือ เป็นต้น

การใชภ้ าษาในการสอ่ื สาร

ภาษาที่ใช้ในการสื่อสารของบุคคลในสังคม นอกจากจะสื่อความรู้ ความคิด
ความรู้สึก และทัศนคติแล้ว ยังเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคลด้วย ดังนั้น
ในการสื่อสารจึงจาเป็นต้องเลือกใช้ทั้งภาษาพูด ภาษาเขียน ให้เหมาะสมกับโอกาส กาลเทศะ
และระดับของบุคคล เพือ่ จะทาให้การสื่อสารมปี ระสิทธภิ าพยงิ่ ขึน้

ระดับของภาษา

การใชภ้ าษาใหเ้ หมาะสมกบั กาลเทศะและบคุ คลน้นั เก่ยี วกับระดับของภาษา
ซ่งึ ระดับของภาษาแบ่งออกไดเ้ ป็น ๓ ระดบั คอื

๑. ระดบั ทางการ
๒. ระดบั กงึ่ ทางการ
๓. ระดบั ไมเ่ ป็นทางการ

๑. ระดับทางการ

ภาษาระดับทางการ คือ ภาษาที่ใช้ในพิธีการหรืองานที่เป็นทางการ ยอมรับกันว่า
เป็นภาษาที่ถูกต้องดีงาม เช่น การกล่าวถวายพระพร กล่าวรายงาน การบวงสรวงสดุดี
บรรพบุรุษ การกล่าวต้อนรับบุคคลสาคัญ ประกาศแต่งตั้งตาแหน่งหรือยศแก่บุคคล
สาคัญ หรือใช้กล่าวในที่ประชุมที่เป็นทางการ เช่น การอภิปราย บรรยายในที่ประชุม
จดหมายธุรกิจ การกล่าวสุนทรพจน์ การกล่าวอวยพร ประกาศ หนังสือประเภทวิชาการ
หนังสอื อา้ งองิ รายงานทางราชการ หนงั สือราชการ แถลงการณ์ เป็นต้น

๑. ระดับทางการ

เช่น เจ้าหน้าทีต่ ารวจประกาศจะใชม้ าตรการเดด็ ขาดในการปราบปรามยาเสพติด
การด่มื สรุ ามีโทษตอ่ รา่ งกาย
การเสพของมนึ เมาจะเปน็ อันตรายตอ่ รา่ งกาย

๒. ระดบั กง่ึ ทางการ

ภาษาระดับกึ่งทางการ คือ ภาษาที่ใช้สนทนาระหว่างบุคคลทั่วไปที่รู้จักกัน
แต่ไม่คุ้นเคยหรือสนิทสนมกันมากนัก อาจมีฐานะ ตาแหน่ง หรืออายุต่างกัน ที่ต้อง
รักษามารยาทในการสนทนา เช่น การประชุมกลุ่มย่อย การอภิปราย การบรรยาย
ในห้องเรียน การแนะนาบุคคล การปราศรัย ปาฐกถา ประกาศ โฆษณาขององค์กร
บริษทั หา้ งรา้ น สมาคม การเขียนข่าวหรือบทความตา่ ง ๆ

๒. ระดบั กง่ึ ทางการ

เช่น ตารวจจับฆาตกรวางระเบดิ รถยนต์เพื่อฆ่าแฟนสาว
หลงั เลิกงานคนงานกลุ่มนจ้ี ะน่ังดม่ื เหล้าเปน็ ประจา

๓. ระดบั ไมเ่ ป็นทางการ

ภาษาระดับไม่เป็นทางการ หรือภาษาปาก คือ ภาษาพูดที่ใช้พูดกันในชีวิตประจาวัน
ระหวา่ งผู้ทีค่ นุ้ เคยหรือใกล้ชดิ เป็นการสว่ นตวั ไม่ต้องระมัดระวังความสุภาพหรือความเป็น
แบบแผนมากนัก ภาษาปากจะใช้ในการพูดมากกว่าเขียน นอกจากนี้ยังใช้ในการเขียน
นวนิยาย เรื่องสั้น ละคร นิทาน ภาษาโฆษณา ภาษาหนังสือพิมพ์ บันเทงคดี
จดหมายส่วนตัว บนั ทึกส่วนตวั เปน็ ตน้

๓. ระดับไม่เปน็ ทางการ

เชน่ ในยุคท่ีขา้ วของแพง คนส่วนใหญช่ ักหนา้ ไม่ถงึ หลงั ต้องปากกดั ตนี ถีบ
หาเงนิ เล้ยี งครอบครวั จับกังพวกนจี้ ะจับกลุ่มนง่ั กนิ เหล้ากันทุกวัน

ตวั อยา่ งการใช้ภาษาระดับต่าง ๆ

ภาษาทางการ ภาษาก่ึงทางการ ภาษาไมเ่ ป็นทางการ

- บิดา / มารดา - คุณพ่อ / คุณแม่ - พ่อ / แม่
- ดมื่ สรุ า - ดม่ื เหลา้ - กนิ เหลา้
- ศีรษะ - หวั - หัว / กระบาล
- พูดเทจ็ - พูดปด - โกหก
- ถึงแก่กรรม - ตาย/เสยี ชีวิต/สิน้ ใจ - ตาย

ตวั อยา่ งการใช้ภาษาระดบั ต่าง ๆ

ภาษาทางการ ภาษากึ่งทางการ ภาษาไมเ่ ปน็ ทางการ

- เรอื นจา - ตะราง - คกุ / ซังเต
- เชิญ / เรียนเชญิ - เชญิ - เรยี ก / ชวน
- รับประทาน - กนิ / ทาน - กิน / หมา่
- สถานตี ารวจ - โรงพกั - โรงพกั
- อุจจาระ - อุจจาระ - ขี้

ตวั อยา่ งการใช้ภาษาระดับต่าง ๆ

ภาษาทางการ ภาษาก่งึ ทางการ ภาษาไม่เปน็ ทางการ
- เยยี่ ว
- ปัสสาวะ - ปัสสาวะ - หมา
- สุนขั - สุนขั - ส.ส.
- สมาชกิ สภา - ผูแ้ ทนราษฎร /
- หมอ
ผูแ้ ทนราษฎร สมาชกิ สภาผู้แทน
- แพทย/์ นายแพทย์ - คณุ หมอ

ความแตกตา่ งของ
ภาษาพดู และ ภาษาเขียน

ภาษาพูด

การพูดเปน็ การสื่อสารโดยใช้ถอ้ ยคา นา้ เสยี ง รวมท้ังกริ ิยาอาการ ถา่ ยทอด
ความรู้ ความคดิ ความรสู้ ึก จินตนาการ และความต้องการของผพู้ ดู ให้ผู้ฟงั รับรูแ้ ละ
ตอบสนอง ดังน้ัน การพูดจงึ มคี วามสาคญั มาก เพราะคาพดู เปน็ ส่อื ทาใหก้ ารสื่อสาร
สมั ฤทธผิ ล

ภาษาพูด หมายถงึ ภาษาที่ใชพ้ ูดในชวี ิตประจาวันผูพ้ ดู ไมเ่ ครง่ ครัดในระเบียบ
ของภาษา มงุ่ เนน้ ให้สามารถสอื่ สารเขา้ ใจได้ตรงกนั และบรรลุผลตามทีต่ อ้ งการเท่าน้นั
โดยมีลักษณะทีค่ วรสังเกต ดงั นี้

๑. ภาษาพดู

๑.๑ ลักษณะของภาษาพูด

๑. ระดบั ภาษาท่ใี ช้สว่ นมากเป็นภาษาระดับกงึ่ ทางการ ไมเ่ ป็นทางการ หรอื ภาษาปาก
มกั ใชภ้ าษาระดบั กันเองสาหรบั คนสนิท คุน้ เคย เชน่ ใช้สรรพนามว่า ฉัน เรา เธอ เปน็ ต้น
และสามารถใช้กบั คนท่ไี ม่คนุ้ เคย แตกต่างกนั ดว้ ย คุณวฒุ ิต่าง ๆ เพือ่ แสดงความสุภาพ
เช่น ใช้สรรพนามว่า ผม กระผม ดิฉัน คุณ ท่าน

๑. ภาษาพดู

๑.๑ ลกั ษณะของภาษาพดู

๒. ประโยคทใ่ี ชส้ ว่ นมากเป็นประโยคความเดยี วและประโยคความรวม ส่วนประโยค
ความซอ้ นมีไมม่ ากนกั

๓. มักมีการตดั คา ยอ่ คา รวบคา เพ่อื ความรวดเร็ว เช่น
ใหญเ่ ป่อื ยไม่งอกสอง หมายถงึ กว๋ ยเตย๋ี วเส้นใหญ่ เนื้อเป่ือย ไม่ใส่
ถ่ัวงอก สองชาม
ผอ. สบายดีหรือ หมายถึง ท่านผู้อานวยการสบายดหี รือ

๑. ภาษาพูด

๑.๑ ลกั ษณะของภาษาพดู

๔. มคี าลงท้ายเรียกขานหรือคาขานรับ เพื่อแสดงความสภุ าพหรอื ยกย่อง เช่น
แมจ่ า คุณหนขู า คณุ คงเขา้ ใจนะคะ เป็นต้น

๕. มกี ารใชภ้ าษาท้องถ่ินปะปน เชน่ ปลาแดก บักหงุ่ ตาม่ัว บักหนาน บักเสีย่ ว
เป็นต้น

๖. มกี ารพูดโดยใช้ถอ้ ยคา สานวนโวหาร สภุ าษิต คาพงั เพย คาช้า คาซ้อน
คาคลอ้ งจองประกอบการพูด หรอื ใช้คาพูดท่ีมีความหมายโดยนยั ตอ้ งตีความ
เชน่ จบั ปลาสองมือ ย้อมแมวขาย วัวหายลอ้ มคอก เป็นตน้

๑. ภาษาพูด

๑.๑ ลกั ษณะของภาษาพดู

๗. มกี ารใชป้ ระโยคท่ไี ม่สมบูรณ์ เช่น การละประธาน กรยิ า กรรม หรอื คาบุพบทไว้ใน
ฐานที่เขา้ ใจ ซง่ึ สามารถส่ือสารกนั ได้เพราะเปน็ การพูดเฉพาะตัวบคุ คล ผ้พู ูดอยใู่ นสถานการณ์
น้นั อยู่แล้ว หากถ่ายทอดเปน็ ภาษาเขียนต้องดูข้อความที่แวดล้อม (บรบิ ท) จึงจะเขา้ ใจ เช่น

กรกนก : “(พ่ี) ซื้ออะไรมาบ้างคะ พี่ซ้อื (ของ) ได้ครบหรือยงั
ละสรรพนามและกรรม

วนิดา : “(พ่ี) ก็ไม่ได้ซ้ืออะไรมากหรอก (พ่ซี อื้ ของ) ได้ครบแล้วล่ะ"
ละสรรพนามและประโยค

๑. ภาษาพูด

๑.๒ ระดับภาษาท่ีใช้ในการพูดสอ่ื สาร

การพูดในชวี ติ ประจาวนั มลี กั ษณะการใชภ้ าษาแต่ละระดบั แตกต่างกัน ดังนี้

๑. ภาษาพธิ กี าร มีลักษณะเป็นแบบแผน ใชถ้ ้อยคาประณีตบรรจง มุ่งใหผ้ ู้รับสารฟงั ด้วย
ความสารวม มักพบในการพูดสดุดี คากลา่ วบวงสรวง คากลา่ วในพธิ ตี า่ ง ๆ

๒. ภาษาทางการ มีลกั ษณะเป็นแบบแผน แตใ่ ช้ถอ้ ยคากะทัดรดั กว่าระดับพิธีการ ถ้อยคา
มีความสละสลวย แต่ชัดเจน เคร่งครดั ไวยากรณ์ ใช้สอ่ื สารอย่างเปน็ ทางการไปสู่
สาธารณชน มกั พบในการแสดงปาฐกถา

๑. ภาษาพดู

๑.๒ ระดบั ภาษาทใ่ี ชใ้ นการพดู ส่ือสาร

๓. ภาษาก่ึงทางการ มลี กั ษณะการใช้ถอ้ ยคาคล้ายคลงึ กบั ภาษาทางการ แต่ลดระดับความ
เปน็ ทางการ ลดความเคร่งครดั ในไวยากรณ์ ผู้สง่ สารและผรู้ ับสารมปี ฏิสมั พันธ์ระหว่างกนั
มีสว่ นร่วมในการสื่อสาร มกั พบในการอภปิ ราย การประชมุ การบรรยายในช้ันเรยี น

๔. ภาษาสนทนา มกี ารใช้ถอ้ ยคาทีเ่ ปน็ กนั เองมากข้นึ ระยะห่างระหวา่ งผสู้ ่งสารและ
ผรู้ บั สารมีน้อยลง เปน็ ภาษาท่ใี ช้เพอ่ื การสนทนาอยา่ งมมี ิตรไมตรที ี่ดีตอ่ กัน ใช้ในการ
พดู คยุ สนทนากบั บุคคลทั่วไปทีร่ จู้ กั กันในวงสนทนา หรอื คุ้นเคยกนั ในระดับหน่งึ

๑. ภาษาพดู

๑.๒ ระดับภาษาท่ีใชใ้ นการพดู ส่ือสาร

๕. ภาษากันเอง มกี ารใช้ถ้อยคาทีเ่ ป็นกนั เองมากขึน้ ไม่ใหค้ วามสาคัญกบั ความถูกตอ้ ง
ทางไวยากรณ์ ผู้สง่ สารและผ้รู บั สารมคี วามสนิทสนมกัน ใช้ถอ้ ยคาที่เขา้ ใจกนั
เปน็ การสว่ นตัว เปน็ คาเฉพาะกล่มุ

๒. ภาษาเขียน

ภาษาเขียน หมายถึง การถ่ายทอดความรู้ ความร้สู กึ นึกคดิ ความคิด
ความเข้าใจของมนษุ ยโ์ ดยใช้อักษรหรอื ใช้สัญลกั ษณอ์ ่นื ๆ แทนคาพดู เช่น แผนภาพ
แผนภมู ิ แผนที่ เพ่ือให้ผู้อื่นได้รับรู้เข้าใจ และตอบสนองตามท่ีผ้เู ขยี นตอ้ งการ

การเขียนเปน็ การส่ือสารที่เป็นลายลกั ษณ์อกั ษร และเปน็ หลกั ฐานท่ใี ช้อ้างองิ ได้
ผู้เขียนสามารถตรวจทาน ทบทวน แกไ้ ขให้ถูกต้องเหมาะสมได้ ซ่งึ แตกตา่ งจากภาษาพูด
เพราะการพดู เปน็ การสือ่ สารเฉพาะหน้าทมี่ โี อกาสแก้ไขคาพูดของตนน้อยมาก ภาษาพูดจงึ
อาจผิดพลาดไมเ่ หมาะสมได้เทา่ กับภาษาเขยี น

๒. ภาษาเขียน

๒.๑ ความสาคัญของภาษาเขยี น

ในสมยั โบราณการเขียนมีความสาคญั ในฐานะทีเ่ ป็นหลักฐานในการบันทกึ ความรู้
ความคิด ความเช่อื สภาพสังคมในสมยั นัน้ ถ่ายทอดให้คนรุน่ หลงั ไดเ้ รียนรแู้ ละเขา้ ใจวถิ ชี ีวิต
ของบรรพชน เป็นการเขยี นเพอื่ ระบายอารมณ์ ความรู้สึก หรอื เพื่อแสดงภมู ปิ ญั ญาของ
ผเู้ ขียน แต่ปจั จุบันการเขียน มคี วามสาคญั มากข้นึ นอกจากเป็นการสือ่ สารความรู้ความ
เขา้ ใจจากคนหน่งึ ไปยังอกี คนหนงึ่ แลว้ การเขยี นยงั ทาใหเ้ กิดอาชีพ เชน่ อาชีพนักเขียน
สารคดี นักประพันธ์ นักหนังสือพมิ พ์ นักโฆษณา เปน็ ต้น

๒. ภาษาเขยี น

๒.๑ ความสาคัญของภาษาเขียน

การเขยี นบันทกึ เหตกุ ารณท์ เี่ กิดขน้ึ ทาใหท้ ราบสภาพวิถีชีวติ ความคิด ความเช่อื
ความต้องการของคนในสังคม การเขียนกฎหมาย เป็นกฎระเบยี บแนวทางท่ีผคู้ นจะตอ้ ง
ปฏิบตั เิ พ่ือใหส้ ังคมสงบสขุ การเขียนข่าว เป็นการแจ้งขา่ วคราว เหตกุ ารณ์บา้ นเมืองให้คน
ในสังคมทราบ ดังนัน้ ภาษาเขยี นจงึ เป็นเครื่องมอื แสดงความคิด ความรู้ อารมณ์
ความรู้สกึ และแสดงภมู ปิ ญั ญาของมนุษย์

๒. ภาษาเขียน

๒.๒ ลักษณะของภาษาเขียน

การเขยี นเปน็ การบนั ทกึ ความรู้ ความคดิ ความเขา้ ใจตา่ ง ๆ เป็นลายลกั ษณ์อักษร
ซง่ึ แตกตา่ งจากภาษาพดู ผเู้ ขยี นสามารถขัดเกลาภาษาใหส้ ละสลวย ทาให้ภาษาเขยี น
มลี ักษณะสภุ าพ ถกู ตอ้ งตามระดบั ภาษา ตรงความหมาย และสะกดถูกตอ้ ง ภาษาเขยี น
โดยทวั่ ไปมี ๒ ลกั ษณะ คือ

๒. ภาษาเขยี น

๒.๒ ลกั ษณะของภาษาเขียน

๑. เขยี นตามภาษาพูดทพ่ี ูดในชวี ติ ประจาวัน เหมาะสมกับลักษณะวิถีชวี ติ ความเป็นอยู่
ของบุคคล เชน่ การเขยี นบันทกึ สว่ นตวั บันทกึ ความรู้จากการอ่าน การเขียนเร่ืองส้ัน
นวนยิ าย นทิ านอัตชีวประวัติ เป็นต้น

๒. เขยี นโดยใชภ้ าษาที่กล่ันกรองถอ้ ยคาอย่างละเมียดละไม มคี วามประณตี ในการใช้ภาษา
ใชภ้ าษาท่ถี กู ต้องตามพจนานุกรม ตามรูปแบบ ตามระเบียบ และตามขนบธรรมเนียมของ
ภาษา เช่น การเขยี นเรยี งความ ย่อความ บทความ สารคดี รายงาน โครงงาน
และร้อยกรอง เป็นต้น

๒. ภาษาเขยี น

๒.๓ การใช้ภาษาเขยี น

การสื่อสารด้วยภาษาเขียนนั้น ผู้ส่งสารต้องมีความรู้ความเข้าใจเรื่องหลักภาษาและ
สามารถใช้ภาษาเขียนถ่ายทอดอารมณ์ ความรู้ ความคิด จินตนาการ และประสบการณ์
เป็นตัวอกั ษรสอ่ื สารให้ผรู้ ับสารเขา้ ใจได้ อยา่ งไรกต็ าม การใช้ภาษาเขยี นขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมาย
ของผู้สง่ สารและรูปแบบการเขียน ซง่ึ สามารถแบ่งได้ ๒ ลักษณะ ดังน้ี

๒. ภาษาเขียน

๒.๓ การใชภ้ าษาเขียน

๑. การเขียนอย่างไมเ่ ป็นทางการ เปน็ การเขียนถา่ ยทอดเหตกุ ารณ์ อารมณ์
ความรู้สึกของผเู้ ขยี น เช่น การเขียนบนั ทึกประจาวนั การเขยี นจดหมาย การเขยี นเล่าเรือ่ ง
การแต่งเพลง การเขยี นเรอื่ งสั้น นวนยิ าย เป็นต้น ใหผ้ อู้ ื่นได้รับรู้ หรือเกบ็ ไว้อ่านเอง
ภาษาเขียนอยา่ งไม่เปน็ ทางการ เปน็ การถา่ ยทอดอารมณ์ของผู้ส่ือสารเหมือนเสยี งพดู
ของมนุษยท์ ี่ใช้สือ่ สารในชีวิตประจาวนั

๒. ภาษาเขียน

๒.๓ การใช้ภาษาเขียน

๒. การเขยี นอย่างเป็นทางการ เป็นการเขียนอยา่ งมีแบบแผน มหี ลักในการเขยี น เชน่
การเขียนเรียงความ ย่อความ การแตง่ คาประพันธ์ การเขียนรายงานการศึกษาค้นควา้
การเขยี นรายงาน โครงงาน รายงานการวิจยั การเขยี นบนั ทึกข้อความ จดหมายราชการ
เปน็ ตน้

การใชภ้ าษาเขียนตอ้ งมีการขัดเกลาภาษาให้ละเมยี ดละไม ไพเราะสละสลวย เหมาะสม
กบั ระดับภาษา สถานภาพบุคคล โอกาส และสถานการณ์ ถูกต้องตามข้อบังคับ
องค์ประกอบ และรปู แบบทีก่ าหนด

๓. เปรียบเทียบภาษาพูดและภาษาเขียน

ภาษาพูด ภาษาเขยี น

๑. มุ่งสือ่ สารอยา่ งรวดเร็วทาให้ใช้คา ๑. ม่งุ ส่อื สารใหเ้ ข้าใจ รู้จกั คิดและตีความ
ในประโยคไม่สมบรู ณ์ กากวม อาจทาให้ ผู้เขียนมีเวลาในการกลนั่ กรองถอ้ ยคาและ
ผรู้ บั สารเขา้ ใจผดิ เช่น ขอหอมหนอ่ ย ผ้อู า่ นมีเวลาในการพิจารณาสาร
อาจหมายถึง ขอตน้ หอม หรือ ขอหอม
(แกม้ ) ก็ได้

๓. เปรยี บเทียบภาษาพดู และภาษาเขยี น

ภาษาพูด ภาษาเขยี น

๒. ใช้ภาษาไม่ประณีต มกั ใช้ ๒. มีการใชภ้ าษาประณตี กวา่ ภาษาพูด
ภาษาระดับกันเอง และภาษาปากหรือ เพราะผู้เขียนมเี วลาในการขดั เกลาภาษา
กึง่ ทางการ ให้สละสลวยตรงกบั ระดบั ภาษา

๓. มักพดู คาไทยปนกับภาษาต่างประเทศ ๓. มกี ารใช้ภาษาตา่ งประเทศในงานเขียน
และเลียนเสียงภาษาตา่ งประเทศ ทาให้ ทเี่ ป็นวิชาการ หากเขียนเล่าเรอ่ื งจะอธิบาย
เสยี งในภาษาเปลย่ี นไป ความหมายของคาภาษาต่างประเทศด้วย

๓. เปรียบเทียบภาษาพูดและภาษาเขยี น

ภาษาพดู ภาษาเขียน

๔. การพดู ไมส่ ามารถใช้เป็นหลักฐาน ๔. การเขียนเป็นลายลักษณอ์ กั ษร
อ้างองิ นอกจากบนั ทกึ เสยี งหรอื สามารถใช้เป็นหลักฐานอา้ งองิ ได้
บนั ทกึ ภาพไว้เท่านน้ั
๕. การเขียนผ้เู ขยี นมีเวลาคดิ หาคาตอบ
๕. การพูดเป็นการส่ือสารเฉพาะหน้า หาขอ้ มลู หลกั ฐานอา้ งองิ ทาให้การเขยี น
ผู้พดู มเี วลาคดิ ตอบคาถามนอ้ ย อาจพดู มคี วามน่าเชือ่ ถือ
ผดิ พลาดได้ และไมส่ ามารถเรียกคาพดู
กลบั มาแก้ไขได้

๓. เปรียบเทียบภาษาพดู และภาษาเขียน

ภาษาพูด ภาษาเขียน

๖. การพูดเป็นการสอื่ สารประจนั หน้า ๖. การเขยี นตอบโต้โดยไมไ่ ด้ประจนั หน้า
อาจมคี าพดู ทีม่ ที ้งั ถกู ใจและไมถ่ ูกใจผ้ฟู ัง กันแมค้ วามคิดเห็นจะไม่ตรงกัน แต่ก็
จนเกดิ การตอบโตก้ นั ทงั้ ทางวาจาและ สามารถลดระดับความขัดแย้งได้
ทางกาย
๗. การใชภ้ าษาในงานเขียน ผเู้ ขียนมี
๗. การพดู ปจั จบุ นั มกั ออกเสยี งผิดเพยี้ น อทิ ธิพลต่อการใช้ภาษา มักสรา้ งคาใหม่
ทาให้ภาษาเปล่ยี นแปลงไดม้ าก หากพูดผดิ สานวนใหม่ มกี ารต้ังสมญานาม ซง่ึ เป็น
กท็ าใหเ้ ขียนผดิ ด้วย แบบอยา่ งของการใช้ภาษาทัง้ ดแี ละไม่ดี

๔. ขอ้ สังเกตในการใช้ภาษาพูดและภาษาเขยี น

๑. ภาษาพดู ไมไ่ ดต้ กแตง่ เรยี บเรยี งขนึ้ เปน็ พเิ ศษซึง่ ตา่ งจากภาษาเขียน เช่น
ภาษาพดู : หลอ่ นหันขวับมาทางเขาทนั ทแี ละสง่ เสยี งดงั ใสเ่ ขา
ภาษาเขยี น : หลอ่ นหนั มาทางเขาทันทีและสง่ เสียงดังใส่เขา

๒. สานวนท่ใี ช้ในภาษาพูดบางสานวนอาจตัดทง้ิ ไดเ้ ม่ือเรยี บเรียงเป็นภาษาเขยี น เชน่
ภาษาพดู : ห้ามหยบิ อะไรตอ่ มิอะไรออกไปจากหอ้ งนี้
ภาษาเขียน : หา้ มหยิบอะไรออกไปจากห้องนี้

๔. ข้อสังเกตในการใช้ภาษาพูดและภาษาเขยี น

๓. คาหรือสานวนในภาษาพดู มักลงทา้ ยดว้ ยคาวา่ นะ นะ่ สิ ละ ซง่ึ จะไมป่ รากฏในภาษาเขยี น เชน่
เดนิ เขา้ มาหน่อยสิ
ไปเปน็ เพอ่ื นหน่อยนะ
พรงุ่ นี้อย่าลมื ละ่

๔. ข้อสงั เกตในการใช้ภาษาพดู และภาษาเขยี น

๔. คาในภาษาพูดจะออกเสยี งไมต่ รงกับรปู ท่เี ขยี น เช่น
คาทีม่ คี วามหมายเป็นคาถาม เชน่ อย่างไร ออกเสียงเปน็ ยงั ไง ไง
เท่าไร ออกเสยี งเปน็ เท่าไหร่ ไหม ออกเสยี งเปน็ มั้ย มะ
คาสรรพนามบางคาออกเสยี งไมต่ รงกับรูป เช่น ผม ออกเสยี งเปน็ พม้
ฉัน ออกเสยี งเปน็ ชัน้ เขา ออกเสยี งเป็น เค้า
คาบางคาท่ีออกเสยี งไมต่ รงกับรูป เช่น อย่างนัน้ ออกเสยี งเป็น ยงั งนั้
สัก ออกเสยี งเป็น ซัก หนง่ึ ออกเสียงเปน็ นงึ

คำเหลำ่ นี้ในกำรเขยี นตอ้ งเขยี นให้ถูกตอ้ งตำมหลักกรเขยี นซง่ึ กำหนดไว้ในพจนำนุกรมฉบับรำชบัณฑติ ยสถำน

๔. ข้อสงั เกตในการใชภ้ าษาพดู และภาษาเขียน

๕. คาในภาษาพดู มกั ใช้สรรพนามตามหลงั คานามและใชร้ ว่ มกัน และทาหนา้ ท่อี ยา่ งเดียวกนั
ในประโยค เช่น

คุณครเู ขาชอบรบั ประทานขนมไทย
(เขำ คือ คณุ ครู ใชร้ ว่ มกบั คุณครูทำหนำ้ ทเ่ี ปน็ ประธำนของประโยค)
นอ้ งกาลังเดินทางไปรบั คณุ ยายท่าน
(ทำ่ น คอื คณุ ยำย ใช้รว่ มกับ ยำยทำหน้ำทีเ่ ปน็ กรรมของประโยค)
ซื้อปลาทมู าฝากเจา้ เหมยี วมนั
(มนั คือ เจำ้ เหมียว ใช้ร่วมกบั เจำ้ เหมียวทำหนำ้ ท่เี ป็นกรรมของประโยค)

ตัวอยา่ งการใชภ้ าษาพูดและภาษาเขียน

อาจารยค์ ะ หนูรู้สกึ ไมส่ บายและปวดหัวตัวรอ้ นเปน็ ไข้

ภาษาพดู สงสยั จะเปน็ ไขห้ วดั ใหญ่หนูขออนญุ าตหยุดเรียน ๒ วัน นะคะ

ภาษาเขยี น กราบเรียนอาจารย์ทเี่ คารพ ดิฉันรสู้ ึกไม่สบาย มอี าการปวดศีรษะ
ตวั ร้อน มีไข้ แพทย์แจง้ วา่ เปน็ ไขห้ วดั ใหญ่ จึงขออนุญาตลาป่วย
เป็นเวลา ๒ วัน

ตัวอย่างการใช้ภาษาพดู และภาษาเขียน

ภาษาพดู เพอื่ นผมหยิบหนงั สอื มากองให้ดู แล้วพูดวา่ "เอ็งลองดซู ิ ถา้ เขยี นแบบนไ้ี ด้
เอามาใหก้ ู แลว้ เอาไปเลม่ ละส่ีพัน" แคด่ ชู ่ือก็รู้วา่ เน่าสนิททัง้ นนั้ เช่น รักสดุ หัวใจ
คุณนายตณั หา วาสนาคนยาก มันคาบลูกคาบดอกไปทางโป๊ ท้ังนนั้ ผมทาไม่ได้

ภาษาเขียน เพื่อนของผมหยิบหนงั สือมากองใหด้ ู แลว้ บอกว่า ถ้าผมเขียนตามแนวทตี่ ลาด
ตอ้ งการ คอื เป็นเร่อื งเกีย่ วกบั ตัณหา กามารมณ์ ค่อนไปทางลามก จะให้ราคา
เล่มละสีพ่ ัน แตผ่ มไมส่ ามารถทาเช่นนน้ั ได้

สวัสดี


Click to View FlipBook Version