เด็ด็ ด็ กด็ กน้น้ น้ อ น้ อยผู้ผู้ผู้ซื่ผู้ซื่ ซื่ อซื่ อสัสั สั ตสั ตย์ย์ ย์ย์
คำคำ คำ คำ นำนำ นำ นำ รายงานเล่มนี้่่จัดทำ ขึ้นเพื่อเป็นส่วนหนึ่งของ วิชาหลักการเขียน ชั้น มัธยมปีที่6 เรียบเรียงขึ้นเพื่อปลูกฝังคุณธรรมที่ดีงามให้กับเด็ก ๆ เนื้อหามีความสนุกสนาน เข้าใจง่าย และแฝงไปด้วยข้อคิดสอนใจ นิทานและเรื่องสั้นเหล่านี้ เหมาะสำ หรับเด็กทุกวัยหวังว่านิทานและ เรื่องสั้นเหล่านี้ จะช่วยให้เด็ก ๆ เรียนรู้คุณธรรมที่ดีงาม และเติบโต เป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพต่อไป ผู้จัดทำ นางสาวพิมพิศา อุปถัมภ์
ณ หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง มีเด็กน้อยชื่อ "นาวิน" อาศัยอยู่ นาวิน เป็นเด็กที่ซื่อสัตย์และขยันช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอวันนหนึ่ง นาวิน เดินไปตลาดเพื่อซื้อของให้แม่ ระหว่างทาง นาวินเห็นกระเป๋าเงิน วางอยู่บนพื้นถนน นาวินเปิดกระเป๋าเงินดู พบเงินจำ นวนมากและ บัตรประชาชนของเจ้าของกระเป๋านาวินตัดสินใจนำ กระเป๋าเงินไป คืนเจ้าของ เขาเดินตามหาเจ้าของกระเป๋าเงินตามชื่อบนบัตร ประชาชน ในที่สุด นาวินก็เจอเจ้าของกระเป๋าเงิน "คุณครับ กระเป๋าเงินของคุณตกอยู่" นาวินพูด เจ้าของกระเป๋าเงินรู้สึกดีใจมาก เขาขอบคุณนาวินที่นำ กระเป๋าเงิน มาคืน "นี่ เป็นรางวัลให้เธอ" เจ้าของกระเป๋าเงินพูด "ไม่ครับ ผมไม่รับรางวัล ผมแค่อยากทำ สิ่งที่ถูกต้อง" นาวินตอบ เจ้าของกระเป๋าเงินรู้สึกประทับใจในความซื่อสัตย์ของนาวิน เขา มอบของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับนาวินแทน นาวินกลับบ้านด้วยความรู้สึกดีใจ เขารู้สึกภูมิใจที่ได้ทำ สิ่งที่ถูกต้อง "ลูกจ๋า ไปเก็บผักในป่าให้แม่หน่อยนะ ระวังตัวด้วยล่ะ" แม่กระต่าย "จ๊ะแม่ ไม่ต้องห่วง ลูกจะดูแลตัวเอง" กระต่ายน้อยตอบ กระต่ายน้อยออกเดินทางไปเก็บผักในป่า มันเดินไปเรื่อย ๆ จน กระทั่งเจอแปลงผักที่สวยงาม กระต่ายน้อยกำ ลังจะเก็บผักก็ได้ยิน เสียงร้อง
“เดียวก่อนเจ้ากระต่ายน้อย!" เสียงหนึ่งดังขึ้น กระต่ายน้อยหันไปมอง ก็เห็นเต่าตัวหนึ่งยืนอยู่ "มีอะไรหรือครับคุณเต่า?" กระต่ายน้อยถาม "อย่าเพิ่งเก็บผักของฉันนะ" เต่าพูด "ฉันปลูกผักเหล่านี้ด้วยความ ยากลำ บาก" "ขอโทษครับคุณเต่า" กระต่ายน้อยพูด "ผมไม่รู้ว่าผักนี้เป็นของคุณ" "ไม่เป็นไร" เต่าพูด "แต่ว่าฉันมีข้อเสนอ" "ข้อเสนออะไรครับ?" กระต่ายน้อยถาม "ฉันจะให้เธอเก็บผักของฉันได้ แต่เธอต้องสัญญาว่าจะแบ่งผักให้ฉัน ครึ่งหนึ่ง" เต่าพูด กระต่ายน้อยคิดอยู่นาน มันรู้ว่าแม่ของมันต้องการผักมาก แต่ก็ไม่ อยากเอาเปรียบเต่า "ตกลงครับ" กระต่ายน้อยพูด "ผมสัญญา" กระต่ายน้อยและเต่าเก็บผักด้วยกัน กระต่ายน้อยแบ่งผักให้เต่าครึ่ง หนึ่ง เต่ารู้สึกขอบคุณกระต่ายน้อยมาก "เธอเป็นเด็กที่ใจดี" เต่าพูด "ขอให้เธอโชคดี" กระต่ายน้อยเก็บผักและเดินทางกลับบ้าน มันรู้สึกดีใจที่ได้แบ่งผัก ให้เต่าเมื่อกระต่ายน้อยกลับถึงบ้าน แม่ของมันก็ดีใจมากที่เห็นผัก "ลูกเก่งมาก" แม่กระต่ายพูด "แม่ภูมิใจในตัวลูก" กระต่ายน้อยรู้สึกมีความสุขที่ได้ทำ ให้แม่ของมันมีความสุข มันรู้ ว่าการแบ่งปันผู้อื่นนั้นดี
ชายแก่คนหนึ่งมีลูกชาย 3 คน ลูกชายทั้งสามคนของเขาเป็นคนที่ ขยันขันแข็งมาก แต่พวกเขามักทะเลาะเบาะแวงกันอยู่เป็นประจำ ผู้เป็นพ่อพยายามตักเตือนให้พวกเขารักสามัคคีกัน แต่แล้วก็ต้องล้ม เหลวไปทุกครั้งวันหนึ่งเขาบอกให้ลูกๆ ไปหากิ่งไม้มาหลายๆ กิ่ง เมื่อลูกๆ นำ มาให้แล้ว เขาได้มัดกิ่งไม้รวมกันเป็นมัดใหญ่ แล้วบอก ให้ลูกชายแต่ละคนลองหักไม้ออกเป็น 2 ท่อน ทุกคนพยายามหักกิ่ง ไม้จนสุดแรงแต่ก็ไม่สำ เร็จ ต่อจากนั้น ผู้เป็นพ่อได้แก้มัดกิ่งไม้ออก แล้ววางกิ่งไม้ลงบนมือของลูกชายทุกคน คนละ 1 กิ่ง แล้วบอกให้ ลูกๆ ลองหักกิ่งไม้ดู ลูกๆ ทุกคนก็หักกิ่งไม้ออกเป็นสองท่อนได้อย่าง ง่ายดาย ผู้เป็นพ่อ จึงพูดว่า “นี่แหละลูก ถ้าพวกเจ้ารู้รักสามัคคีและช่วย เหลือกัน พวกเจ้าจะเป็นเหมือนกิ่งไม้มัดนี้ ที่ศัตรูไม่อาจทำ ร้ายได้ แต่ถ้าพวกเจ้าแบ่งแยกทะเลาะกันเอง ศัตรูจะสามารถเอาชนะพวก เจ้าได้อย่างง่ายดาย เหมือนกิ่งไม้ที่แยกออกจากกันเหล่านี้แล” หลังจากนั้นเป็นต้นมา ลูกชายทั้งสามคนก็เข้าใจถึงพลังของความ สามัคคี และให้สัญญากับพ่อไปว่า “ต่อจากนี้ไปไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น พวกเราก็จะรักและสามัคคีกันตลอดไปครับ”
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว…มีหญิงชราคนหนึ่งไม่มีลูกหลาน อาศัยอยู่ ในบ้านเพียงลำ พัง บ้านของเธอนั้นใหญ่โตกว้างขวางมาก จนหญิง ชราไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง กระทั่งพวกหนูมากัดทำ ลายข้าว ของ จนเสียหายทุกวันหญิงชราทนความรำ คาญไม่ไหวจึงไปขอร้อง แมวตัวหนึ่งให้มาอยู่ด้วย และสัญญากับแมวว่าถ้าแมวช่วยจับหนูให้ หมดบ้าน นางจะให้แมวอยู่ด้วยจนชั่วชีวิต แมวนั้นดีใจมาก มันจึงออกจับหนูทุกวันไม่ได้หยุด จนกระทั่งหนู ออกไปจากบ้านหญิงชราจนหมด วันหนึงขณะที่แมวกำ ลังนอนหลับ อย่างสบายอารมณ์อยู่นั้น มันก็ต้องสะดุ้งสุดตัวเพราะหญิงชราได้ หวดไม้เรียวลงมาบนตัวของมันอย่างแรง “เจ้าจับหนูหมดแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์กับข้าอีกต่อไป…ออกไปจาก บ้านของข้าได้แล้วเจ้าแมวขี้เกียจ”หญิงชราตวาดแมว แมวจำ ใจออกจากบ้านของหญิงชรา ด้วยความเจ็บแค้นเมื่อพวกหนู รู้ข่าวว่าบ้านของหญิงชราไม่มีแมวแล้วก็พากันอพยพกลับมาใหม่ หญิงชราจึงออกไปหาแมวและพูดอ้อนวอนให้แมวกลับมาอยู่อีก “พอที!!!…นางใจร้าย ข้าจะไม่ยอมช่วยเหลือ…คนที่ไม่มีสัจจะอย่าง เจ้าอีกแล้ว“ เจ้าแมวกล่าวในป่าใหญ่แห่งหนึ่งมีฝูงสัตว์น้อยใหญ่ อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข กระต่ายน้อยเป็นกระต่ายน้อยน่า รักอาศัยอยู่กับแม่ในโพรงไม้ใหญ่แห่งหนึ่ง ทุก ๆ เช้าแม่จะออกไป หาอาหาร
ฝูงสัตว์น้อยใหญ่อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข กระต่ายน้อยเป็น กระต่ายน้อยน่ารักอาศัยอยู่กับแม่ในโพรงไม้ใหญ่แห่งหนึ่ง ทุก ๆ เช้าแม่จะออกไปหาอาหาร (แม่กระต่าย) “กระต่ายน้อยๆอยู่ใหนลูก” (กระต่ายน้อย) “มาแล้วจ้า ๆ มีอะไรจ๊ะแม่” (แม่กระต่าย) “วันนี้แม่จะออกไปหาอาหาร อย่าวิ่งซุกซนไปใหนนะ ลูก เดี๋ยวจะได้รับอันตราย” (กระต่ายน้อย) “จ๊ะแม่” อยู่มาวันหนึ่งแม่กระต่ายเกิดไม่สบาย ไปหาอาหารมาให้ลูกไม่ได้ กระต่ายน้อยจึงต้องออกไปหาอาหารเพื่อมาเลี้ยงแม่ (กระต่ายน้อย) “แม่จ๋า ๆ ฉันได้ผักกาดหวานกรอบแม่ชอบใช่มั๊ยจ๊ะ มากินเร็วไวแม่จะได้แข็งแรงไงจ๊ะ” ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาเจ้ากระต่ายน้อยก็แอบไปขโมยผักกาดของ ชาวบ้านมาให้แม่กินทุก ๆ วัน จนกระทั่งเจ้าของสวนมาพบ และจับ กระต่ายน้อยไว้ได้ (เจ้าของสวน) “นี่แน่ะ ๆ จับได้แล้วเจ้าหัวขโมย วันนี้ข้าต้องเล่นงาน เจ้าแน่ ๆ เลย” (กระต่ายน้อย) “โอ๊ย ๆ ปล่อยฉันเถอะ อย่าจับฉันเลยสงสารฉัน เถอะ แม่ฉันกำ ลังป่วย และรออาหารจากฉันอยู่ ปล่อยฉันเถอะนะ ฉันจะไม่ทำ อย่างนี้อีกแล้ว”
(เจ้าของสวน) “ข้าซึ้งใจเจ้าจริง ๆ แต่ก่อนจะปล่อยเจ้าไป เจ้าจงจำ ไว้ ของ ๆ คนอื่นถ้าอยากได้ต้องขอเจ้าของเขาก่อน แต่นี้ต่อไปข้าไม่ หวงแหน แม่มีบุญคุณอันยิ่งใหญ่ควรได้ตอบแทน กินได้ทุกวัน” (กระต่ายน้อย) “ขอบคุณท่านมากจริง ๆ ฉันจะไม่ลืมพระคุณท่าน เลย” (กระต่าย) “แม่จ๋า ลูกได้พบผู้ใจดี ให้อาหารเรากินทุกวันเลย เขา ใจดีจริง ๆ นะจ๊ะแม่” (แม่กระต่าย) “กระต่ายน้อยเจ้าจงจำ ไว้นะลูกไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น เจ้าต้องเป็นกระต่ายซื่อสัตย์ กตัญญูรู้คุณท่านนะลูก” (กระต่ายน้อย) “จ๊ะแม่ ลูกจะจำ ไว้ลูกจะไม่ลืมพระคุณท่านเลย” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาเจ้ากระต่ายน้อยก็เชื่อฟังคำ สั่งสอนของแม่ และ ไม่เคยไปขโมยผักของชาวบ้านอีกเลย และกระต่ายน้อยก็เป็นที่รู้จัก ในหมู่สัตว์ป่า สัตว์อื่น ๆ ก็ให้การยอมรับยกย่องกระต่ายน้อยว่าเป็น ผู้มีความกตัญญูรู้คุณบิดา มารดาตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาเจ้ากระต่าย น้อยก็แอบไปขโมยผักกาดของชาวบ้านมาให้แม่กินทุก ๆ วัน จน กระทั่งเจ้าของสวนมาพบ และจับกระต่ายน้อยไว้ได้ตั้งแต่นั้นเป็นต้น มาเจ้ากระต่ายน้อยก็เชื่อฟังคำ สั่งสอนของแม่ และไม่เคยไปขโมยผัก ของชาวบ้านอีกเลย และกระต่ายน้อยก็เป็นที่รู้จักในหมู่สัตว์ป่า สัตว์ อื่น ๆ ก็ให้การยอมรับยกย่องกระต่ายน้อยว่าเป็นผู้มีความกตัญญู รู้คุณบิดา มารดา
สิงโตเฒ่ามีหน้าที่อบรมสิงโตหนุ่มสาวให้รู้จักการต่อสู้ หาอาหาร ป้องกันภัย และมีความกตัญญู วันหนึ่งมีการเลือกหัวหน้าใหม่ คู่ แข่งขันคือ สิงโตหนุ่มกับสิงโตเฒ่า ปรากฏว่าสิงโตหนุ่มเป็นผู้ชนะ เมื่อสิงโตหนุ่มได้เป็นหัวหน้าจึงขับไล่ให้พวกสิงโตเฒ่าออกไป ต่อมามีฝูงสุนัขจิ้งจอกมาล้อมทุ่งหญ้า และท้าให้พวกสิงโตหนุ่มปั่น เชือกด้วยขี้เถ้าให้ได้ภายในเจ็ดวัน ถ้าทำ ไม่ได้จะถูกยึดครองทุ่งหญ้า แห่งนั้น เมื่อสิงโตหนุ่มคิดไม่ออกว่าจะทำ อย่างไร สิงโตหนุ่มตัวหนึ่ง จึงไปถามสิงโตเฒ่า สิงโตเฒ่าได้สอนวิธีปั่นเชือกด้วยขี้เถ้าให้ เมื่อสนุขจิ้งจอกกลับมา พบว่าพวกสิงโตสามารถทำ ได้ จึงพากันกลับ ไป หัวหน้าสิงโตหนุ่มรู้สึกสำ นึกในบุญคุณ และรู้สึกเสียใจที่มองไม่ เห็นคุณค่าของสิงโตเฒ่า จึงเดินทางไปขอโทษ และเชิญให้กลับมา อยู่ด้วยกันให้แล้ว เขาได้มัดกิ่งไม้รวมกันเป็นมัดใหญ่ แล้วบอกให้ ลูกชายแต่ละคนลองหักไม้ออกเป็น 2 ท่อน ทุกคนพยายามหักกิ่งไม้ จนสุดแรงแต่ก็ไม่สำ เร็จ ต่อจากนั้น ผู้เป็นพ่อได้แก้มัดกิ่งไม้ออก แล้ววางกิ่งไม้ลงบนมือของลูกชายทุกคน คนละ 1 กิ่ง แล้วบอกให้ ลูกๆ ลองหักกิ่งไม้ดู ลูกๆ ทุกคนก็หักกิ่งไม้ออกเป็นสองท่อนได้อย่าง ง่ายดาย ผู้เป็นพ่อ จึงพูดว่า “นี่แหละลูก ถ้าพวกเจ้ารู้รักสามัคคีและช่วย เหลือกัน พวกเจ้าจะเป็นเหมือนกิ่งไม้มัดนี้ ที่ศัตรูไม่อาจทำ ร้ายได้ แต่ถ้าพวกเจ้าแบ่งแยกทะเลาะกันเอง ศัตรูจะสามารถเอาชนะพวก เจ้าได้อย่างง่ายดาย เหมือนกิ่งไม้ที่แยกออกจากกันเหล่านี้แล”
เด็กหนุ่มจากบ้านนอกเข้ามาทำ งานอยู่เมืองหลวง หลายปีดีดักไม่ได้ ติดต่อหรือแวะกลับบ้าน จนกระทั่งพาว่าที่ลูกสะใภ้ไปให้คุณแม่ดูตัว พบขาข้างซ้ายที่คอยหา เลี้ยง-ส่งเสริมเริ่มแสดงอาการเจ็บป่วยอย่างเห็นได้ชัด จึงตั้งใจเก็บเงินไว้เป็นค่ารักษา แต่สุดท้ายความตั้งใจก็ยังคงไม่ส่งผล เพราะมีเหตุให้ต้องเลื่อนความตั้งใจนี้ลงไป ** อย่าเหลียวกลับมาดูดายต่อเมื่อท่านจากไป - มันไม่มีความหมาย ให้เรียกกลับมา ** ถ้าผมเป็นพ่อเรื่องราวของลูกชายวัยรุ่นที่ถูกคุณพ่อเข้มงวดกวดขัน ว่าเป็นสิ่งไม่ดีและยังไม่ควรแก่เวลา แต่คุณย่าก็เล่าว่าตอนพ่ออายุเท่าผม - ท่านก็หนีไม่พ้นเรื่องราวเหล่า นี้หยิกแกมหยอกได้น่ารักดี โดนตรงที่เรื่องเดียวกันแต่ต่างวาระ ที่ท่านไม่อยากให้ทำ เพราะว่าท่านเคยทำ มาก่อนหรือจำ ตอนที่มี ความรู้สึกนั้นไม่ได้ เรื่องราวของช่างทาสีสองคน คนหนึ่งโสด ส่วน อีกคนมีคู่แล้วคนที่มีคู่ตั้งใจจะหาเงินไว้ดาวน์รถให้หวานใจ แต่ก็โดน หนุ่มโสดยุยงให้ปลดปล่อยความกำ หนัเดเีที่นายจ้างคอยเตือนสติ พออนิจจาเมื่อเหล้าเข้าปากสติก็ขาดความตั้งใจก็เลยหายคืนเหน็บ หนาว หนุ่มหล่อผู้เป็นที่หมายปอง กับครอบครัวที่หลายคนเมื่อดูจาก ภายนอกก็บอกว่าอิจฉาแต่สิ่งที่เห็นมันต่างจากสิ่งที่เป็น เมื่อหน้าตา ภายนอกไม่ได้การันตีว่าภายในจะดีเช่นที่เห็นสุดท้ายสิ่งที่ผู้คนอิจฉา
คืนเหน็บหนาวหนุ่มหล่อผู้เป็นที่หมายปอง กับครอบครัวที่หลายคน เมื่อดูจากภายนอกก็บอกว่าอิจฉา แต่สิ่งที่เห็นมันต่างจากสิ่งที่เป็น เมื่อหน้าตาภายนอกไม่ได้การันตีว่า ภายในจะดีเช่นที่เห็นสุดท้ายสิ่งที่ผู้คนอิจฉา แม้ว่าจะได้มาแต่ก็ไม เหลือไว้ให้ครอบครอง ดอกเลือดนักเขียนบทผู้รับหน้าที่พ่อ ที่ ต้องการบ่มเพาะให้ลูกเติบโตมาอย่างที่ต้องการเหมือนกับความรู้สึก ของพ่อแม่สมัยใหม่ที่อยากให้ลูกได้ดีแต่ก็ยังห่วงนั่นห่วงนี่ เลี้ยงลูกตามตำ รา เอาใจใส่ให้ความดูแลอย่างใกล้ชิด แต่สิ่งเหล่านั้น มันไม่ได้ซึมซับเข้าไปอย่างที่ใจคิด เพราะการเลี้ยงดูมันต้องไปควบคู่ กับการรับรู้ สักแต่ป้อนแต่ไม่เคยถาม เอาแต่ยัดเยียดไม่เคยรับรู้ว่า เขาต้องการหรือไม่สุดท้ายการเอาใจใส่ก็เหมือนกับศูนย์เปล่า ผู้ เข้าใจเมื่อเพื่อนเก่าสองคนต่างบังเอิญโคจรมาพบกัน คนหนึ่งตกงานไม่ต้องการพูดเรื่องราวของตัวเอง แต่อีกคนก็ยังซัก ไซร้ไล่เลียงเอาแต่ถามคนหนึ่งดูเหมือนจะเข้าใจไปซะทุกคน มอง ทะลุปรุโปร่งไปซะทุกอย่างแต่อีกคนกลับไม่ได้เข้าใจใคร นอกจาก เข้าใจตัวเองแต่สุดท้ายคนที่ไม่เคยเข้าใจใครกับย้อนถามว่าแล้วนาย เข้าใจตัวเองหรือเปล่า ??
ซึ่งเมื่อครั้งเป็นเด็กก็อาศัยอยู่บ้านนา เขามีแม่พ่อคอยดูแล พอถึง หน้านาก็ทำ นา พอนอกฤดูเก็บเกี่ยวก็ทำ งานอื่นมิมีหยุดหย่อน เพื่อ เลี้ยงดูทุกคนในครอบครัวให้เติบใหญ่ จนกระทั่งถึงวัฏจักรชีวิตของ คนวัยหนุ่มสาวแถบบ้านนอก เมื่อเติบใหญ่ก็ต้องเข้าเมืองหางานทำ เพื่อแบ่งเบาภาระในครอบครัว ต้องจากบ้านทุ่งมาอยู่เมืองกรุง ทำ งานเป็นพนักงานบัญชี และใช้จดหมายเป็นสื่อในการรับรู้ความ เป็นอยู่ของคนที่ห่างไกลอย่างพ่อแม่และพี่น้องของตน แม่เขียน จดหมายถึงเขาไม่บ่อยนักส่วนใหญ่จะเป็นพ่อกับพี่สาว และ จดหมายฉบับล่าสุดนี้เป็นจดหมายของแม่ที่มีรอยยับย่น ไม่มีชื่อที่อยู่ ผู้ส่ง แต่รู้ได้จากตราประทับบนแสตมป์ว่าเป็นจดหมายจากบ้าน เมื่อเปิดอ่านก็ชวนให้เขานึกถึงภาพของแม่อย่างเด่นชัด ทั้งลักษณะ ท่าทาง รูปร่าง และเหตุการณ์ครั้งเมื่อพาแฟนสาวไปบ้านแม่มีความ สุข ยิ้มแย้มแจ่มใส เขามองเห็นขาข้างซ้ายของแม่ที่ดูแปลกแตกต่าง จากที่เคยเห็น แต่แม่ก็ไม่แสดงอาการอะไรทั้งยังกระตือรือร้นที่จะ ต้อนรับขับสู้ แม่ของเขาพยายามจะหาของมาต้อนรับ จนนึกถึงส้ม โอที่ยังหลงเหลือบนต้น เขาทัดทานจะไปเก็บส้มเองแต่แม่ไม่ยอมแม่ พยายามพยุงตัวเพื่อจะไปเก็บส้มโอมาให้ ด้วยการเคลื่อนไหวที่ ลำ บากเหลือทน เขามองแล้วก็อดคิดไม่ได้ที่จะพยายามรักษาแม่ หลังจากกลับมาจากบ้านเขาคิดเสมอว่าจะต้องเก็บเงินรักษาขาของ แม่ให้ได้ แต่ด้วยมีเหตุผลหลายอย่างทั้งการที่ต้องดูแลแฟน การ สร้างรากฐาน
ครอบครัว ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ทำ ให้เขาไม่ได้คิดถึงเรื่องขาของแม่เลย ถึงแม้เขาจะได้ไปเยี่ยมพี่สาวที่มีครอบครัวอยู่ใกล้เคียงแต่ทั้งสองก็ มิได้เอ่ยถึงเรื่องขาของแม่เลยสักนิด จนได้รับจดหมายฉบับนี้แม่ได้ บอกถึงอาการขาของแม่ว่า “พักนี้ปวดขาบ่อย แต่ไม่เป็นไรมากไม่ ต้องเป็นห่วง” เขาอ่านจดหมายอีกรอบก่อนจะเขียนตอบกลับไป เขารู้สึกเศร้าใจมากจนไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง “กราบเท้าคุณแม่ที่ เคารพ” เมื่อจบข้อความนี้ก็ไม่รู้จะเขียนอะไรต่อไปดี และเขาคิดต่อ ไปว่า “กราบเท้าคุณแม่...ใช่สิ กราบเท้าคุณแม่แต่เป็นข้างซ้ายนะ โปรดเถิดอย่าเป็นอะไรให้มากกว่านี้ ถ้าโชคช่วยจะรีบมารักษา ผม ให้สัญญา”บทนี้ขออภัยอ่านเท่าไหร่ก็ไม่สามารถรู้ได้ถึงสิ่งที่ผู้เขียน ต้องการสื่อนอกจากเด็กชายผู้ไม่มีความเฉลียวฉลาด ขาดความ สามารถทำ งานในโรงพิมพ์กบเจ้าของและชายผู้หนึ่งที่วิจารณ์ผู้อื่น ได้อย่างไม่ไว้หน้าเป็นหนังสือรางวัลสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่ง อาเซียน (ซีไรต์) ของประเทศไทย ประจำ ปี 2536ลีลาการเขียน การถ่ายทอดคมคาย ภาษาสละสลวย เล่นกับตัวอักษรได้อย่างถึง อารมณ์ แต่ละบทละครแฝงข้อคิดและปรัชญาผ่านบทบาทของครอบครัวใน สังคมเมืองกรุงที่อยู่ในระดับและฐานะปานกลางมีบางบทที่ชื่นชอบ และบางตอนที่ยอมรับว่าอ่านแล้วก็ไม่เข้าใจ พยายามอ่านซ้ำ อ่าน ทวนก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีชอบตอนขาซ้ายของแม่และครอบครัวกลาง ถนนถ่ายทอดได้ถึงอารมณ์และสร้างภาพจากตัวอักษรได้แจ่มชัด
และเหตุการณ์ครั้งเมื่อพาแฟนสาวไปบ้านแม่มีความสุข ยิ้มแย้ม แจ่มใส เขามองเห็นขาข้างซ้ายของแม่ที่ดูแปลกแตกต่างจากที่เคย เห็น แต่แม่ก็ไม่แสดงอาการอะไรทั้งยังกระตือรือร้นที่จะต้อนรับขับ สู้ แม่ของเขาพยายามจะหาของมาต้อนรับ จนนึกถึงส้มโอที่ยังหลง เหลือบนต้น เขาทัดทานจะไปเก็บส้มเองแต่แม่ไม่ยอมแม่พยายาม พยุงตัวเพื่อจะไปเก็บส้มโอมาให้ ด้วยการเคลื่อนไหวที่ลำ บากเหลือ ทน เขามองแล้วก็อดคิดไม่ได้ที่จะพยายามรักษาแม่ หลังจากกลับมา จากบ้านเขาคิดเสมอว่าจะต้องเก็บเงินรักษาขาของแม่ให้ได้ แต่ด้วย มีเหตุผลหลายอย่างทั้งการที่ต้องดูแลแฟน การสร้างรากฐาน ครอบครัว ผ่อนรถ ผ่อนบ้าน ทำ ให้เขาไม่ได้คิดถึงเรื่องขาของแม่เลย ถึงแม้เขาจะได้ไปเยี่ยมพี่สาวที่มีครอบครัวอยู่ใกล้เคียงแต่ทั้งสองก็ มิได้เอ่ยถึงเรื่องขาของแม่เลยสักนิด จนได้รับจดหมายฉบับนี้แม่ได้ บอกถึงอาการขาของแม่ว่า “พักนี้ปวดขาบ่อย แต่ไม่เป็นไรมากไม่ ต้องเป็นห่วง” เขาอ่านจดหมายอีกรอบก่อนจะเขียนตอบกลับไป เขารู้สึกเศร้าใจมากจนไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง “กราบเท้าคุณแม่ที่ เคารพ” เมื่อจบข้อความนี้ก็ไม่รู้จะเขียนอะไรต่อไปดี และเขาคิดต่อ ไปว่า “กราบเท้าคุณแม่...ใช่สิ กราบเท้าคุณแม่แต่เป็นข้างซ้ายนะ โปรดเถิดอย่าเป็นอะไรให้มากกว่านี้ ถ้าโชคช่วยจะรีบมารักษา ผม ให้สัญญา”
ไม่ค่อยลงลอยกับพ่อของเขามากนัก เพราะพ่อชอบว่าเขาเป็นคน เหลวไหล แต่ในอดีตป้าเคยเล่าเรื่องพ่อให้ผมฟังว่า พ่อชอบหนีเรียน ไปช้อนปลากัดจนย่าหวดด้วยก้านมะยม บางทีก็หนีย่าไปชกมวย ต่างอำ เภอ เมื่อชายคนนั้นเข้ามาเรียนกรุงเทพ พ่อกลับไม่พอใจใน การตัดสินใจของเขาเพราะกลัวเขาทำ ตัวไม่ดี เขาเข้ามาเรียนใน กรุงเทพสักพักก็พบผู้หญิงคนหนึ่งที่สวยมาก ทำ ให้เขาถึงกลับหลง รักเธอ เขาคิดว่าพ่อคงเคยตกอยู่ในห้วงความรักแบบนี้เหมือนกัน เพราะป้าเคยบอกว่าตอนพ่อมาเรียนที่กรุงเทพ พ่อได้รับจดหมาย จากสาวๆทุกวัน ถ้าตอนนั้นย่าอยู่กับพ่อด้วยอยากรู้เหมือนกันว่าย่า จะทำ อย่างไร เขาถึงอยากให้พ่อลองเป็นเขา และเขาลองเป็นพ่อ บ้างจะได้รู้ว่าจะทำ เหมือนกันกับที่พ่อทำ อยู่ตอนนี้หรือเปล่า แต่เป็น ไปไม่ได้เขาจึงหยุดคิดเรื่องนี้และปิดไฟเข้านอนตามปกติข้อคิดที่ได้ จาก ตอนถ้าผมเป็นพ่อ คือ พ่อแม่ย่อมรักลูกและอยากให้ลูกได้ดี เราควรมองในทางกลับกันที่ท่านคอยว่ากล่าวตักเตือนเราก็เพราะ ท่านอยากให้เราได้ดี พ่อแม่อาบน้ำ ร้อนมาก่อนท่านย่อมรู้ว่าอะไร ควรอะไรไม่ควร เราก็ต้องเชื่อฟังท่านบ้าง เพราะไม่มีใครที่หวังดีกับ เราเท่ากับท่านอีกแล้วเขาเข้ามาเรียนในกรุงเทพสักพักก็พบผู้หญิง คนหนึ่งที่สวยมาก ทำ ให้เขาถึงกลับหลงรักเธอ เขาคิดว่าพ่อคงเคย ตกอยู่ในห้วงความรักแบบนี้เหมือนกัน เพราะป้าเคยบอกว่าตอนพ่อ มาเรียนที่กรุงเทพ พ่อได้รับจดหมายจากสาวๆทุกวัน ถ้าตอนนั้นย่า อยู่กับพ่อด้วยอยากรู้เหมือน
กันว่าย่าจะทำ อย่างไร เขาถึงอยากให้พ่อลองเป็นเขา และเขาลอง เป็นพ่อบ้างจะได้รู้ว่าจะทำ เหมือนกันกับที่พ่อทำ อยู่ตอนนี้หรือเปล่า แต่เป็นไปไม่ได้เขาจึงหยุดคิดเรื่องนี้และปิดไฟเข้านอนตามปกติบทนี้ ขออภัยอ่านเท่าไหร่ก็ไม่สามารถรู้ได้ถึงสิ่งที่ผู้เขียนต้องการสื่อ นอกจากเด็กชายผู้ไม่มีความเฉลียวฉลาด ขาดความสามารถทำ งาน ในโรงพิมพ์กับเจ้าของและชายผู้หนึ่งที่วิจารณ์ผู้อื่นได้อย่างไม่ไว้หน้า เป็นหนังสือรางวัลสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ของ ประเทศไทย ประจำ ปี 2536ลีลาการเขียน การถ่ายทอดคมคาย ภาษาสละสลวย เล่นกับตัวอักษรได้อย่างถึงอารมณ์แต่ละบทละคร แฝงข้อคิดและปรัชญาผ่านบทบาทของครอบครัวในสังคมเมืองกรุง ทีอยู่ในระดับและฐานะปานกลางมีบางบทที่ชื่นชอบและบางตอนที่ ยอมรับว่าอ่านแล้วก็ไม่เข้าใจ พยายามอ่านซ้ำ อ่านทวนก็ยังไม่เข้าใจ อยู่ดีชอบตอนขาซ้ายของแม่และครอบครัวกลางถนน ถ่ายทอดได้ถึง อารมณ์และสร้างภาพจากตัวอักษรได้แจ่มชัดประหนึ่งตัวละคร เคลื่อนไหวมีลมหายใจใช้ชีวิตอยู่ต่อหน้าเราแต่ขึ้นชื่อว่าเป็นหนังสือ รางวัลซีไรต์และเป็นเรื่องราวสะท้อนสังคมที่จิกกัดได้แรง(ละมุน)จึง ทำ ให้หนังสือเล่มนี้จะบอกซะเต็มปากว่าอ่านง่ายก็ไม่ง่าย แต่จะบอก ว่าอ่านยากก็ไม่ใช่ เอาเป็นว่าใครอยากดื่มด่ำ กับความกลมกล่อม ของชึวิตตัวละครผ่านตัวอักษรเล่มนี้ก็คงพอช่วยคุณฆ่าเวลาได้บ้าง นะครับ
บ้านของตนจึงจ้างคนมาต่อเติมบ้าน มีคนงาน 2 คน ชื่อติ๊กกับดำ ติ๊กเป็นคนค่อนข้างเอาเปรียบนายจ้างจึงชวนดำ คิดเงินค่าของที่จะ ซื้อมาซ่อมแซมบ้านแพงกว่าปกติ แต่ดำ กลับเฉย พอทำ งานไปสักพัก แดดก็เริ่มร้อนขึ้นเรื่อยๆ ป้าเจ้าของบ้านโผล่หน้าต่างและตะโกนให้ ทั้งคู่หยุดทำ งาน เพื่อพักกินข้าวกลางวันที่ป้าเตรียมไว้ให้ ดำ บอกกับ ติ๊กว่าเห็นอย่างนี้แล้วติ๊กจะโกงป้าได้ลงเชียวหรือ ติ๊กนั่งอึ้งสักพัก หนึ่ง หลังจากทั้งสองกินข้าวเสร็จแล้วป้าก็ยกลอดช่องมาให้กินอีก ป้าบอกว่าถ้างานนี้เสร็จจะมีรางวัลมอบให้ทั้งสองคน ดำ กับติ๊กดีใจ มากและตั้งหน้าตั้งตาทำ งานจนงานสำ เร็จ ทั้งสองก็ไม่เอาเปรียบ เรื่องค่าของที่จะซื้อมาซ่อมแซมบ้าน เพราะป้าเป็นคนดีทั้งสองจึง ทำ อย่างนั้นกับป้าไม่ลงข้อคิดที่ได้จากตอนด่าน คือก่อนที่เราจะให้ผู้ อื่นทำ ดีกับเรา เราต้องทำ ดีกับผู้อื่นก่อน ถ้าสิ่งที่เราทำ ไม่ได้ผล ตอบแทนกลับมาอย่างน้อยตัวเราก็สบายใจในสิ่งที่ทำ นักเขียนบท ผู้รับหน้าที่พ่อ ที่ต้องการบ่มเพาะให้ลูกเติบโตมาอย่างที่ต้องการ เหมือนกับความรู้สึกของพ่อแม่สมัยใหม่ที่อยากให้ลูกได้ดีแต่ก็ยัง ห่วงนั่นห่วงนี่เลี้ยงลูกตามตำ รา เอาใจใส่ให้ความดูแลอย่างใกล้ชิด แต่สิ่งเหล่านั้นมันไม่ได้ซึมซับเข้าไปอย่างที่ใจคิด เพราะการเลี้ยงดู มันต้องไปควบคู่กับการรับรู้ สักแต่ป้อนแต่ไม่เคยถาม เอาแต่ ยัดเยียดไม่เคยรับรู้ว่าเขาต้องการหรือไม่สุดท้ายการเอาใจใส่ก็ เหมือนกับศูนย์เปล่า
มีพ่อผู้สูงอายุกับลูกชายจอมขี้เกียจ 3 คน อาศัยอยู่ต่อมาพ่อล้มป่วย ลงและก่อนที่แกจะใกล้สิ้นลมหายใจ ได้เรียกลูกชายทั้ง 3 มาสั่งเสีย ว่า อย่าขายที่ดิน เพราะพ่อได้ซ่อนขุมทรัพย์มหาศาลเอาไว้ให้ขุดดิน พรวนดิน ขุดหาให้ทั่วทุกตารางนิ้วของไร่ เมื่อพ่อได้สิ้นใจตายลงไป แล้ว ลูกชายทั้ง 3 ก็ลงมือและตั้งหน้าตั้งตา ไถคราดพรวนดินพวก เขาก็ไม่พบแม้แต่เศษเงินอย่างที่พ่อได้บอกไว้ หนึ่งปีผ่านไปไร่องุ่นที่ พวกเค้าตั้งหน้าตั้งตาขุดพรวนดิน เพื่อหาขุมทรัพย์นั้นกลับมาเกิดผล ออกดอกออกผลออกมา และเป็นเช่นนั้นลูกชายทั้ง 3 จึงหันมาช่วย กันนำ ผลองุ่นเหล่านั้นออกขาย และพวกเขารู้ว่าขุมทรัพย์ที่พ่อพูด ถึงนั้น หมายถึงการทำ งานหนัก ขยันขันแข็ง เอาหงาดเหงื่อแรงงาน เข้าแลกในที่ดินที่พ่อของพวกเขาได้ ทิ้งไว้ให้มากกว่านั่นเองแต่ละ บทละครแฝงข้อคิดและปรัชญาผ่านบทบาทของครอบครัวในสังคม เมืองกรุงที่อยู่ในระดับและฐานะปานกลางมีบางบทที่ชื่นชอบและ บางตอนที่ยอมรับว่าอ่านแล้วก็ไม่เข้าใจ พยายามอ่านซ้ำ อ่านทวนก็ ยังไม่เข้าใจอยู่ดีชอบตอนขาซ้ายของแม่และครอบครัวกลางถนน ถ่ายทอดได้ถึงอารมณ์และสร้างภาพจากตัวอักษรได้แจ่มชัดประหนึ่ง ตัวละครเคลื่อนไหวมีลมหายใจใช้ชีวิตอยู่ต่อหน้าเราแต่ขึ้นชื่อว่าเป็น หนังสือรางวัลซีไรต์และเป็นเรื่องราวสะท้อนสังคมที่จิกกัดได้ แรง(ละมุน)จึงทำ ให้หนังสือเล่มนี้จะบอกซะเต็มปากว่าอ่านง่ายก็ไม่ ง่าย แต่จะบอกว่าอ่านยากก็ไม่ใช่ เอาเป็นว่าใครอยากดื่มด่ำ กับ ความกลมกล่อม
รถเมย์จอดตรงป้ายบริเวณอนุสาวรีย์ ทุกคนต่างแย่งขึ้นลงรถก็อย่าง เบียดเสียด ชายคนหนึ่งค่อยๆลงจากรถอย่างไม่รีบร้อน เพราะไม่ อยากแย้งกับคนอื่น พอลงจากรถเมย์เขาก็เดินใจลอยไปรอบๆ อนุสาวรีย์ เพราะยังไม่ดึกนัก เมื่อเขาเห็นของเล่นเด็ก ทำ ให้เขา คิดถึงลูก ตอนเด็กๆเขาไม่เคยได้เล่นของเล่นเหมือนเพื่อนๆ เมื่อมี ลูกสิ่งแรกที่เขาคิดคือลูกจะต้องมีของเล่นราวกับเป็นการชดเชย เขา มองเห็นศูนย์การค้าจึงเดินเข้าไปในงาน บรรยากาศชวนให้นึกถึง เมียของเขา เพราะในศูนย์การค้ามีแต่สิ่งที่เมียเขาชอบ เมียเขาเป็น คนเรียบร้อย เมียเขาเป็นคนเงียบมาก แม้เขาเมาจนขับรถชนเสาไฟ เมียเขาก็ไม่ว่าและยังคอยดูแลเขาอีกด้วย แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาทนไม่ได้ เพราะเขาอยู่กับความกดดันของครอบครัวใหญ่ของเมียและเมียเขา ก็ชอบคล้อยตามครอบครัวใหญ่ ครอบครัวใหญ่กินอยู่อย่างประหยัด ไม่ชอบเสี่ยงโชค แต่เขาเป็นทุกอย่างที่ครอบครัวใหญ่ไม่ชอบ เขา พยายามปลดหนี้แต่เขาก็ทำ ไม่ได้ เมื่อมานั่งปรึกษากับเมีย เมียก็เฉย เขารู้สึกว่าเมียเขาใช้ความเงียบเป็นอาวุธจนบางครั้งเขาทนไม่ได้ แต่ ที่เขาต้องทนมาจนถึงทุกวันนี้ก็เพื่อลูกข้อคิดที่ได้จากตอนคืนเหน็บ หนาว คือ เราทุกคนควรเอาใจเขามาใส่ใจเรา มีอะไรก็ปรึกษา หารือกัน อะไรที่อดทนได้ก็ต้องอดทนเพื่อคนรอบข้างจะได้ไม่ต้อง เดือดร้อน
นาวินเป็นเด็กที่ซื่อสัตย์และขยันช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ วันหนึ่ง นาวินเดินไปตลาดเพื่อซื้อของให้แม่ ระหว่างทาง นาวินเห็น กระเป๋าเงินวางอยู่บนพื้นถนน นาวินเปิดกระเป๋าเงินดู พบเงิน จำ นวนมากและบัตรประชาชนของเจ้าของกระเป๋า นาวินตัดสินใจนำ กระเป๋าเงินไปคืนเจ้าของ เขาเดินตามหาเจ้าของ กระเป๋าเงินตามชื่อบนบัตรประชาชน ในที่สุด นาวินก็เจอเจ้าของ กระเป๋าเงิน "คุณครับ กระเป๋าเงินของคุณตกอยู่" นาวินพูด เจ้าของกระเป๋าเงินรู้สึกดีใจมาก เขาขอบคุณนาวินที่นำ กระเป๋าเงิน มาคืน "นี่ เป็นรางวัลให้เธอ" เจ้าของกระเป๋าเงินพูด "ไม่ครับ ผมไม่รับรางวัล ผมแค่อยากทำ สิ่งที่ถูกต้อง" นาวินตอบ เจ้าของกระเป๋าเงินรู้สึกประทับใจในความซื่อสัตย์ของนาวิน เขา มอบของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับนาวินแทน นาวินกลับบ้านด้วยความรู้สึกดีใจ เขารู้สึกภูมิใจที่ได้ทำ สิ่งที่ถูกต้อง ครอบครัวใหญ่กินอยู่อย่างประหยัด ไม่ชอบเสี่ยงโชค แต่เขาเป็นทุก อย่างที่ครอบครัวใหญ่ไม่ชอบ เขาพยายามปลดหนี้แต่เขาก็ทำ ไม่ได้ เมื่อมานั่งปรึกษากับเมีย เมียก็เฉย เขารู้สึกว่าเมียเขาใช้ความเงียบ เป็นอาวุธจนบางครั้งเขาทนไม่ได้ แต่ที่เขา
บทประพันธ์หนังแนวแอ็คชั่นจึงไม่ค่อยมีเวลาอบรมเลี้ยงดูลูกเมื่อลูก กลับมาจากโรงเรียนก็ปล่อยให้ลูกเล่นตามอิสระ แต่ลูกของเขาชอบ ดูหนังแนวแอ็คชั่นจึงมีวิธีการเล่นที่รุนแรง เมื่อแม่เห็นพฤติกรรมของ ลูกจึงพาไปเรียนดนตรีและเล่นกีฬา เพื่อลดความรุนแรงในตัวของ ลูก แม่ไปส่งลูกเรียนได้สักพัก แม่ก็ให้ลูกเลิกเรียน เพราะแม่ไม่มี เวลาไปรับไปส่ง และปล่อยให้ลูกมีพฤติกรรมอย่างเดิม เมื่อแม่เห็น พฤติกรรมรุนแรงต่างๆของลูกแม่ก็นำ พฤติกรรมของลูกมาเขียนบท ประพันธ์ตามปกติ จนวันหนึ่งลูกของเขาดูหนังที่มีการต่อสู้ ทำ ให้ลูก ของเขาหยิบไม้บรรทัดเหล็กมาฟันคนใช้จนเลือดออด คนใช้ร้อง เสียงดัง ทำ ให้แม่ออกมาดู เมื่อแม่เห็นคนใช้เลือดหยดลงบนโต๊ะแม่ ก็จินตนาการว่าเหมือนดอกไม้กำ ลังบานและตั้งใจว่าจะนำ ไปเขียน เป็นบทประพันธ์ แม่ช่วยคนใช้ทำ แผลและกลับมาเขียนบทต่ออย่าง ไม่สนใจใคร และปล่อยให้ลูกเล่นตามเดิมแม่ช่วยคนใช้ทำ แผลและ กลับมาเขียนบทต่ออย่างไม่สนใจใคร และปล่อยให้ลูกเล่นตามเดิม ข้อคิดที่ได้จากตอนดอกเลือด คือ เงินไม่สามารถช่วยให้ลูกเติบโต เป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์ได้ การดูแลเอาให้ใส่ต่างหากที่ทำ ให้เด็กเป็น ผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์ได้ในอนาคตแม่ช่วยคนใช้ทำ แผลและกลับมาเขียน บทต่ออย่างไม่สนใจใคร และปล่อยให้ลูกเล่นตามเดิมข้อคิดที่ได้จาก ตอนดอกเลือด คือ เงินไม่สามารถช่วยให้ลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ สมบูรณ์ได้ การดูแลเอาให้ใส่ต่างหากที่ทำ ให้เด็กเป็นผู้ใหญ่ที่ สมบูรณ์ได้ในอนาคต
เพราะพ่อชอบว่าเขาเป็นคนเหลวไหล แต่ในอดีตป้าเคยเล่าเรื่องพ่อ ให้ผมฟังว่า พ่อชอบหนีเรียนไปช้อนปลากัดจนย่าหวดด้วยก้าน มะยม บางทีก็หนีย่าไปชกมวยต่างอำ เภอ เมื่อชายคนนั้นเข้ามาเรียน กรุงเทพ พ่อกลับไม่พอใจในการตัดสินใจของเขาเพราะกลัวเขา ทำ ตัวไม่ดี เขาเข้ามาเรียนในกรุงเทพสักพักก็พบผู้หญิงคนหนึ่งที่สวย มาก ทำ ให้เขาถึงกลับหลงรักเธอ เขาคิดว่าพ่อคงเคยตกอยู่ในห้วง ความรักแบบนี้เหมือนกัน เพราะป้าเคยบอกว่าตอนพ่อมาเรียนที่ กรุงเทพ พ่อได้รับจดหมายจากสาวๆทุกวัน ถ้าตอนนั้นย่าอยู่กับพ่อ ด้วยอยากรู้เหมือนกันว่าย่าจะทำ อย่างไร เขาถึงอยากให้พ่อลองเป็น เขา และเขาลองเป็นพ่อบ้างจะได้รู้ว่าจะทำ เหมือนกันกับที่พ่อทำ อยู่ ตอนนี้หรือเปล่า แต่เป็นไปไม่ได้เขาจึงหยุดคิดเรื่องนี้และปิดไฟเข้า นอนตามปกติและเขาลองเป็นพ่อบ้างจะได้รู้ว่าจะทำ เหมือนกันกับที่ พ่อทำ อยู่ตอนนี้หรือเปล่า แต่เป็นไปไม่ได้เขาจึงหยุดคิดเรื่องนี้และ ปิดไฟเข้านอนตามปกติข้อคิดที่ได้จาก ตอนถ้าผมเป็นพ่อ คือพ่อแม่ ย่อมรักลูกและอยากให้ลูกได้ดี เราควรมองในทางกลับกันที่ท่าน คอยว่ากล่าวตักเตือนเราก็เพราะท่านอยากให้เราได้ดี รับจดหมาย จากสาวๆทุกวัน ถ้าตอนนั้นย่าอยู่กับพ่อด้วยอยากรู้เหมือนกันว่าย่า จะทำ อย่างไร เขาถึงอยากให้พ่อลองเป็นเขา และเขาลองเป็นพ่อ บ้างจะได้รู้ว่าจะทำ เหมือนกันกับที่พ่อทำ อยู่ตอนนี้หรือเปล่า
นาวินตัดสินใจนำ กระเป๋าเงินไปคืนเจ้าของ เขาเดินตามหาเจ้าของ กระเป๋าเงินตามชื่อบนบัตรประชาชน ในที่สุด นาวินก็เจอเจ้าของ กระเป๋าเงิน "คุณครับ กระเป๋าเงินของคุณตกอยู่" นาวินพูด เจ้าของกระเป๋าเงินรู้สึกดีใจมาก เขาขอบคุณนาวินที่นำ กระเป๋าเงิน มาคืน "นี่ เป็นรางวัลให้เธอ" เจ้าของกระเป๋าเงินพูด "ไม่ครับ ผมไม่รับรางวัล ผมแค่อยากทำ สิ่งที่ถูกต้อง" นาวินตอบ เจ้าของกระเป๋าเงินรู้สึกประทับใจในความซื่อสัตย์ของนาวิน เขา มอบของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับนาวินแทน นาวินกลับบ้านด้วยความรู้สึกดีใจ เขารู้สึกภูมิใจที่ได้ทำ สิ่งที่ถูกต้อง ข้อคิดสอนใจ: การซื่อสัตย์เป็นสิ่งที่ดี การช่วยเหลือผู้อื่นนั้นดี การทำ สิ่งที่ถูกต้องนั้นสำ คัญ นิทานเรื่องนี้สอนให้เรารู้จักซื่อสัตย์ ช่วยเหลือผู้อื่น และทำ สิ่งที่ถูก ต้อง