ขุ น ช้ า ง ขุ น แ ผ น ต อ น ขุ น ช้ า ง ถ ว า ย ฎี ก า ๑๒
ก า ร วิ เ ค ร า ะ ห์ ร ส ท า ง ว ร ร ณ ค ดี
๑.รสทางวรรณคดีไทย
๑.๑)เสาวรจนีย์ คือ การกล่าวชมความงามของตัวละครในเรื่อง ซึ่งอาจเป็นได้
ทั้งตัวละครที่เป็นอมนุษย์ มนุษย์ หรือสัตว์ ดังเช่น
กระจกฉากหลากสลับวับแวมวาม อารามแสงโคมแก้วแววจับตา
ม่านมู่ลี่มีฉากประจำกั้น อัศจรรย์เครื่องแก้วก็หนักหนา
ถอดความได้ว่า
เมื่อเข้าเรือนขุนช้างก็ได้เห็นกระจกฉากแวววับสลับกันไปมา ได้เห็น
แสงจากโคมไฟแก้ว และมู่ลี่ที่กั้นอยู่ อัฒจันทร์ ในที่นี้หมายถึงชั้นที่ตั้งเครื่อง
แก้ว ซึ่งเป็นของประดับบ้านไว้มากมาย
๑.๒)นารีปราโมทย์ คือ บทกล่าวแสดงความรัก การเกี้ยวพาราสีในระยะแรกๆ
หรือการโอ้โลมก่อนจะถึงบทสังวาส ดังเช่น
ความรักพี่ยังระงมใจ อย่าตัดไมตรีตรึงให้ตรอมตาย
ว่าพลางทางแอบเข้าแนบอก ประคองยกของสำคัญมั่นหมาย
เจ้าเนื้อทิพย์หยิบชื่นอารมณ์ชาย ขอสบายสักหน่อยอย่าโกรธา
ไม่ตัดใจให้ตรอมเสน่หา
ใจน้องมิให้หมองอารมณ์หม่อม หม่อมอย่าว่าเลยว่าฉันไม่คืนคิด
ถ้าตัดรักหักใจแล้วไม่มา
ถอดความได้ว่า
ความรักที่ขุนแผนมีให้ยังมีอยู่เต็มหัวใจ อย่าตัดความสัมพันธ์ให้
เจ็บช้ำ ขุนแผนพูดไปก็ซบนางวันทอง นางวันทองไม่เคยตัดใจจากขุนแผน
ถ้าตัดใจแล้วคงไม่กลับมาหาขุนแผน
ขุ น ช้ า ง ขุ น แ ผ น ต อ น ขุ น ช้ า ง ถ ว า ย ฎี ก า ๑๓
๑.๓) พิโรธวาทัง คือ การกล่าวอาการแสดงอารมณ์ไม่พอใจ ตั้งแต่เรื่องเล็กน้อยไป
จนถึงเรื่องใหญ่ จึงเริ่มตั้งแต่ไม่พอใจโกรธ ประชดประชัน กระทบกระเทียบ
เปรียบเปรย เสียดสี และด่าว่าอย่างรุนแรง ดังเช่น
รูปงามนามเพราะน้อยไปหรือ ใจไม่ซื่อสมศักดิ์เท่าเส้นผม
แต่ใจสัตว์มันยังมีที่นิยม สมาคมก็แต่ถึงฤดูมัน
มึงนี่ถ่อยยิ่งกว่าถ่อยอีท้ายเมือง จะเอาเรื่องไม่ได้สักสิ่งสรรพ์
ละโมบมากตัณหาตาเป็นมัน สักร้อยพันให้มึงไม่ถึงใจ
ว่าหญิงชั่วผัวยังคราวละคนเดียว หาตามตอมกันเกรียวเหมือนมึงไม่
หนักแผ่นดินกูจะอยู่ใย อ้ายไวยมึงอย่านับว่ามารดา
ถอดความได้ว่า
หน้าตาสวยงามชื่อเพราะน้อยไปหรือถึงได้จิตใจไม่ซื่อเท่ากับเส้นผม
เลวกว่าสัตว์เพราะสัตว์ยังมีฤดูผสมพันธุ์ หญิงชั่วยังมีผัวคราวละคน จะอยู่ให้
หนักแผ่นดินทำไม ทรงหันไปตรัสกับจมื่นไวยว่าอย่านับนางวันทองเป็นแม่ให้
อายเขา
๑.๔) สัลลาปังคพิไสย คือ การกล่าวข้อความแสดงอารมณ์โศกเศร้าอาลัยรัก ดังเช่น
กูเลี้ยงมึงถึงให้เป็นหัวหมื่น คนอื่นรู้ว่าแม่ก็ขายหน้า
อ้ายขุนช้างขุนแผนทั้งสองรา กูจะหาเมียให้อย่าอาลัย
หญิงกาลกิณีอีแพศยา มันไม่น่าเชยชิดพิสมัย
ที่รูปรวยสวยสมมีถมไป มึงตัดใจเสียเถิดอีคนนี้
เร่งเร็วเหวยพระยายมราช ไปฟันฟาดเสียให้มันเป็นผี
อกเอาขวานผ่าอย่าปรานี อย่าให้มีโลหิตติดดินกู
เอาใบตองรองไว้ให้หมากิน ตกดินจะอัปรีย์กาลีอยู่
ฟันให้หญิงชายทั้งหลายดู สั่งเสร็จเสด็จสู่ปราสาทชัย
ถอดความได้ว่า
รับสั่งขุนช้างกับขุนแผนว่าพระองค์จะทรงหาเมียใหม่ให้ แล้ว
รับสั่งให้เอานางวันทองไปประหารชีวิต เอาขวานผ่าอกแล้วเอาใบตองมาร
องเลือดให้หมากิน อย่าให้เลือดอัปรีย์กาลีตกถึงพื้นดินเลย รับสั่งเสร็จก็เสด็จ
เข้าสู่ปราสาทที่ประทับ
ขุ น ช้ า ง ขุ น แ ผ น ต อ น ขุ น ช้ า ง ถ ว า ย ฎี ก า ๑๔
๒.รสทางวรรณคดีสันสกฤต
๒.๑) ศฤงคารรถ คือ การกล่าวถึงความซาบซึ้งในความรัก การรับรู้ความรักจากตัว
ละคร ดังเช่น
โอ้เจ้าแก้วแววตาของพี่เอ๋ย เจ้าหลับใหลกระไรเลยเป็นหนักหนา
ดังนิ่มน้องหมองใจไม่นำพา ฤาขัดเคืองคิดว่าพี่ทอดทิ้ง
ความรักหนักหน่วงทรวงสวาท พี่ไม่คลาดคลายรักแต่สักสิ่ง
เผอิญเป็นวิปริตที่ผิดจริง จะนอนนิ่งถือโทษโกรธอยู่ใย
ว่าพลางเอนแอบลงแนบข้าง จูบพลางชวนชิดพิสมัย
ลูบไล้พิไรปลอบให้ชอบใจ เป็นไรจึงไม่ฟื้ นตื่นนิทรา
ถอดความได้ว่า
ขุนแผนง้อนางวันทองด้วยคำพูดหวานๆ และขอโทษนางวันทองว่า
อย่าโกรธขุนแผนเลย จะนอนนิ่งไม่คุยกับขุนแผนเลยหรอ ขุนแผนพูดไปแล้วก็
ก้มลงนอนแนบข้างๆนางวันทองพร้อมจูบ ลูบแขน และถามนางวันทองว่า
ทำไมไม่ตื่นขึ้นมาคุยกับขุนแผน
๒.๒) หาสยรส คือ รสแห่งความขบขัน พรรณนาให้เกิดความร่าเริง สดชื่น แลขบขัน
ยิ้มกับหนังสือ ยิ้มกับภาพที่เห็นถึงกับลืมทุกข์ดับกลุ้มไปชั่วขณะ ดังเช่น
บ่าวผู้หญิงวางไปอยู่งกงัน เห็นนายนั้นแก้ผ้ากางขาอยู่
ต่างคนทรุดนางบังประตู ตกตะลึงแลดูไม่เข้ามา
ขุนช้างเห็นข้าไม่มาใกล้ ขัดใจลุกขึ้นทั้งแก้ผ้า
แหงนเถ่อเป้อปังยืนจังกา ย่างเท้าก้าวมาไม่รู้ตัว
ยายจันงันงกยกมือไหว้ นั่นพ่อจะไปไหนพ่อทูนหัว
ไม่นุ่งผ่อนนุ่งผ้าดูหน้ากลัว ขุนช้างมองดูตัวก็ตกใจ
ถอดความได้ว่า
บ่าวที่เป็นผู้หญิงก็วิ่งกันไปหาแต่เห็นขุนช้างแก้ผ้าอยู่ ก็หลบกันไปอยู่หลัง
ประตูไม่กล้าเข้ามา ขุนช้างเห็นดังนั้นก็ตกใจจึงลุกขึ้นทั้งๆที่ยังแก้ผ้าอยู่ ยืนค้างถ่าง
ขาแล้วก้าวออกไปโดยที่ไม่รู้ตัว ยายจันก็ยกมือไหว้แล้วถามขุนช้างว่าจะไปไหน
เสื้อผ้าไม่ใส่ พอขุนช้างมองดูตัวเองก็ต้องตกใจ
ขุ น ช้ า ง ขุ น แ ผ น ต อ น ขุ น ช้ า ง ถ ว า ย ฎี ก า ๑๕
๒.๓) กรุณารส คือ รสแห่งความเมตตากรุณาที่เกิดภายหลังความเศร้าโศก
พรรณนาที่ทำให้ผู้อ่านหดหู่เหี่ยวแห้ง เกิดความเห็นในใจโชคชะตาของตัวละคร
นั้นๆถึงกับน้ำตาไหล เอาใจช่วยตัวละคร ดังเช่น
ครานั้นวันทองเจ้าพลายงาม ได้ฟังความคร้านครั่นหวั่นไหว
ขุนแผนเรียกวันทองเข้าห้องใน ไม่ไว้ใจจึงเสกด้วยเวทมนตร์
สีขี้ผึ่งสีปากกินหมากเวทย์ ซึ่งวิเศษสารพัดแก้ขัดสน
น้ำมันพรายน้ำมันจันทน์สรรเสกปน เคยคุ้มขังบังตนแต่ไรมา
แล้วทำผงอิทธิเจเข้าเจิมพักตร์ คนเห็นคนทักนักทุกหน้า
เสกกระแจะจวงจันทร์น้ำมันทา เสร็จแล้วก็พาวันทองไป
ปิ่ นปักนัคเรศเรืองศรี
ครานั้นพระองค์ผู้ทรงเดช พระปรานีเหมือนลูกในอุทร
เห็นสามราเข้ามาอัญชลี เผอิญคิดรักใคร่พระทัยอ่อน
ด้วยเดชะพระเวทวิเศษประสิทธิ์ ฮ้าเฮ้ยดูก่อนอีวันทอง
ตรัสถามอย่างความราษฎร กูสิให้อ้ายแผนประสมสอง
เมื่อมึงกลับมาแต่ป่าใหญ่ ตัวของมึงไปอยู่แห่งไร
ครั้นกูขัดใจให้จำจอง
ถอดความได้ว่า
ตอนนั้นนางวันทองและพลายงามได้ฟังคำรับสั่งแล้วรู้สึกตื่นเต้น
และขุนแผนเรียกนางวันทองเข้าไปข้างในห้อง เพราะไม่ไว้ใจเลยเสกมนตร์ใส่
นางวันทอง เอาขี้ผึ้งมาทาปากและกินหมากที่ลงมนตร์ไว้มันเป็นของที่ช่วยแก้
ปัญหาทุกอย่างมีทั้งน้ำมันพรายและน้ำมันจันทน์ที่ใช้พรางตัวมาตลอด แล้วนำ
ผงเสน่ห์มาทาหน้าเพื่อให้คนที่เห็นที่ทักทุกคนต่างหลงรักตนและเสกเครื่อง
หอมที่ทำด้วยไม้จันทร์ทำให้เป็นน้ำมัน พอทำเสร็จแล้วก็พานางวันทองออกไป
เมื่อพระพันวสาเห็นทั้งสามคน (ขุนแผนพระไวยและนางวันทอง) เดินเข้ามาก็
เกิดความเอ็นดูอย่างลูกจึงตรัสถามความว่าเมื่อกลับมาจากป่าที่ตัดสินให้ไปอยู่
กับขุนแผนเป็นอย่างไร
ขุ น ช้ า ง ขุ น แ ผ น ต อ น ขุ น ช้ า ง ถ ว า ย ฎี ก า ๑๖
๒.๔) เราทรรส คือ รสแห่งความโกรธเคือง พรรณนาให้ผู้อ่านขัดใจฉุนเฉียว ขัดเคือง
คนบางคน ความโกรธเกิดจากศัตรูผู้ใหญ่ เพื่อนรัก คนรับใช้ และตัวเอง อาจมี
ปฏิกิริยา คือ เหงื่อออก ขนลุก ตัวสั่น เสียงเปลี่ยน ดังเช่น
หมื่นวิเศษรับคำแล้วอำลา รีบมาบ้านขุนช้างหาช้าไม่
ครั้นแอบดูอยู่แต่ไกล เห็นผู้คนขวักไขว่ทั้งเรือนชาม
ขุนช้างนั่งเยี่ยมหน้าต่างเรือน ดูหน้าเฝื่ อนทีโกรธอยู่งุ่นง่าน
จะดื้อเดินเข้าไปไม่เป็นการ คิดแล้วลงคลานเข้าประตู
นั่งคาหน้าต่างเยี่ยมหน้าอยู่
ครานั้นเจ้าหม่อมขุนช้าง นี่มาล้อหลอกกูหรืออย่างไร
เห็นคนคลานเข้ามาเหลือบตาดู
ถอดความได้ว่า
ขุนแผนง้อนางวันทองด้วยคำพูดหวานๆ และขอโทษนางวันทองว่า
อย่าโกรธขุนแผนเลย จะนอนนิ่งไม่คุยกับขุนแผนเลยหรอ ขุนแผนพูดไปแล้วก็
ก้มลงนอนแนบข้างๆนางวันทองพร้อมจูบ ลูบแขน และถามนางวันทองว่า
ทำไมไม่ตื่นขึ้นมาคุยกับขุนแผน
๒.๕) วีรรส คือ รสแห่งความกล้าหาญ พรรณนาให้ผู้อ่านเกิดความฮึกเหิม พึงพอใจ
การงานของตน อยากเป็นใหญ่ อยากมีชื่อเสียง ความกล้าและมุ่งมั่นในการทำงาน
เฉลียวฉลาดในการทำงาน การรบ ดังเช่น
จะกล่าวถึงโฉมเจ้าพลายงาม เมื่อเป็นความชนะขุนช้างนั่น
กลับมาอยู่บ้านสำราญครัน เกษมสันต์สองสมภิรมย์ยวน
ถอดความได้ว่า
เมื่อพลายงามได้รับชัยชนะจากขุนช้าง พลายงามก็ได้กลับไปอยู่บ้านอย่าง
มีความสุขกับภรรยาทั้งสอง
ขุ น ช้ า ง ขุ น แ ผ น ต อ น ขุ น ช้ า ง ถ ว า ย ฎี ก า ๑๗
๒.๖) ภยานกรส คือ รสแห่งความกลัว ตื่นเต้นตกใจ พรรณนาให้ผู้อ่านเกิดความ
หวาดกลัว รู้สึกขนลุกซู่จนถึงกับต้องหยุดอ่าน เห็นโทษ เห็นภัยในบาปกรรม เกิด
ความสะดุ้ง กลัวโรคภัยสัตว์ร้าย ภูตผีปีศาจ ดังเช่น
ครานั้นจึงโฉมเจ้าวันทอง ต้องมนตร์มัวหมองเป็นหนักหนา
ตื่นพลางทางชำเลืองนัยน์ตามา เห็นลูกยานั้นยืนอยู่ริมเตียง
สำคัญคิดว่าผู้ร้ายให้นึกกลัว กอดผัวร้องดันจนสิ้นเสียง
ซวนซบหลบลงมาหมอบเมียง พระหมื่นไวยเข้าเคียงห้ามมารดา
อะไรแม่แซ่ร้องทั้งห้องนอน ลูกร้อนรำคาญใจจึงมาหา
จะร้องไยใช่โจรผู้ร้ายมา สนทนาด้วยลูกอย่าตกใจ
ถอดความได้ว่า
นางวันทองรู้สึกตัวตื่นขึ้นมาสายตามองเห็นพลายงามแต่คิดว่าเป็น
โจรจึงเข้ากอดขุนช้างด้วยความกลัว พลายงามปลอบบอกนางวันทองว่าลูก
พลายงามเอง ไม่ใช่โจรผู้ร้าย แม่อย่าตกใจไปเลย
๒.๗) พีภัตสรส คือ รสแห่งความชิงชัง น่ารังเกียจ พรรณนาให้ผู้อ่านเกิดความชิงชัง
รังเกียจในการกระทำของตัวละครนั้นๆความโหดร้าย ความน่ารำคาญ ขยะแขยง
ดังเช่น
รูปร่างวิปริตผิดกว่าคน ทรพลอัปรีย์ไม่ดีได้
ทั้งใจคอชั่วโฉดโหดไร้ ช่างไปหลงรักใคร่ได้เป็นดี
วันนั้นแพ้กูเมื่อดำน้ำ ก็กริ้วซ้ำจะฆ่าให้เป็นผี
แสนแค้นด้วยมารดายังปรานี ให้ไปขอชีวีขุนช้างไว้
แค้นแม่จำจะแก้ให้หายแค้น ไม่ทดแทนอ้ายขุนช้างบ้างไม่ได้
หมายจิตคิดจะให้มันบรรลัย ไม่สมใจจำเพาะเคราะห์มันดี
ถอดความได้ว่า
รูปร่างน่าเกลียด ใจคอโหดเหี้ยม ไม่รู้ว่าแม่วันทองไปรักขุนช้างได้อย่างไร
ท้าวความถึงตอนที่ขุนช้างดำน้ำเพื่อพิสูจน์โทษเมื่อเป็นคดีกับตน พลายงามโกรธมาก
และจะฆ่าขุนช้างให้ตาย แต่มารดาห้ามและขอชีวิตไว้
ขุ น ช้ า ง ขุ น แ ผ น ต อ น ขุ น ช้ า ง ถ ว า ย ฎี ก า ๑๘
๒.๘) อัพภูตรส คือ รสแห่งความประหลาดใจ พรรณนาให้ผู้อ่านเกิดแปลกใจ เอะใจ
ประหลาดใจอย่างหนัก ตื่นเต้นนึกไม่ถึงว่าเป็นไปได้เช่นนั้น หรืออัศจรรย์คาดไม่ถึง
ในความสามารถ การนิ่งตะลึงในสถานที่งดงาม ดังเช่น
ทั้งชายหญิงง่วงงมล้มหลับ นอนทับคว่ำหงายก่ายกันเปรอะ
จี่ปลาคาไฟมันไหลเลอะ โงกเงอะงุยงมไม่สมประดี
ใช้พรายถอดกลอนถอนลิ่ม รอยทิ่มถอดหลุดไปจากที่
ย่างเท้าก้าวไปในทันที มิได้มีใครทักแต่สักคน
มีแต่หลับเพ้อมะเมอฝัน ทั้งไฟกองป้องกันทุกแห่งหน
ผู้คนเงียบสำเนียงเสียงแต่กรน มาจนถึงเรือนเจ้าขุนช้าง
ถอดความได้ว่า
ผู้คนในบ้านต่างก็ง่วงหลับด้วยมนต์ของพลายงาม นอนทับกันไปมา
พลายงามจึงใช้ให้พรายไปถอดกลอนประตู และก้าวเข้าไปถึงเรือนของขุนช้าง
๒.๙)ศานติรส คือ รสแห่งความสงบ พรรณนาให้ผู้อ่านเกิดความสุขสงบภายในจิตใจ
ในขณะได้เห็นได้ฟัง ดังเช่น
อึดฮึดฮัดด้วยขัดใจ เมื่อไรตะวันจะลับหล้า
เข้าห้องหวนละห้อยคอยเวลา จวนสุริยาเลี้ยวลับเมรุไกร
เงียบสัตว์จัตุบททวิบาท ดาวดาษเดือนสว่างกระจ่างไข
น้ำค้างตกกระเซ็นเย็นเยือกใจ สงัดเสียงคนใครไม่พูดจา
ถอดความได้ว่า
ในขณะที่พระไวยไปบุกเรือนขุนช้าง เมื่อตกค่ำตะวันลับขอบฟ้าไม่มีแม้แต่
เสียงสัตว์เดิน ดาวที่อยู่บนท้องฟ้ามีแสงสว่างในตอนที่มืดอากาศเริ่มเย็นลงมีน้ำค้าง
เงียบไม่มีแม้แต่เสียงพูด
ขุ น ช้ า ง ขุ น แ ผ น ต อ น ขุ น ช้ า ง ถ ว า ย ฎี ก า ๑๙
โ ว ห า ร ภ า พ พ จ น์
๑. อุปมา คือ การเปรียบเทียบว่าสิ่งหนึ่งเหมือนกับสิ่งหนึ่งโดยใช้คำเชื่อมที่มีความหมายเช่น
เดียวกับคำว่า " เหมือน " เช่น ดุจ ดั่ง ราว ราวกับ เปรียบ ประดุจ เฉก เล่ห์ ปาน ประหนึ่ง เพียง
เพี้ยง พ่าง ปูน ถนัด ละหม้าย เสมอ กล อย่าง ฯลฯ ดังเช่น
มาอยู่ใยกับอ้ายหินชาติ แสนอุบาทว์ใจจิตริษยา
ดังทองคำเลี่ยมปากกะลา หน้าตาดำเหมือนมินหม้อมอม
เหมือนแมลงวันว่อนเคล้าที่เน่าชั่ว มาเกลือกกลั้วปทุมมาย์ที่หวานหอม
ดอกมะเดื่อฤาจะเจือดอกพะยอม ว่านักแม่จะตรอมระกำใจ
ถอดความได้ว่า
มาอยู่ทำไมกับคนเลวทรามชั่วขี้อิจฉาแบบนี้ หน้าตาก็มอมแมมดำอย่างกับเขม่าติด
ก้นหม้อ น่าเกลียดเหมือนแมลงวันเน่ามาบินตอมดอกไม้ที่สวยงามอย่างแม่ เหมือนคนชั่วมา
ปนกับคนดี จะว่ามากก็กลัวแม่จะทุกข์ใจ
๒. อุปลักษณ์ คือ การเปรียบเทียบสิ่งหนึ่งเป็นสิ่งหนึ่ง มีลักษณะคล้ายกับอุปมาคือการเปรียบ
เทียบเหมือนกัน ดังเช่น
ถึงตัวไปใจยังนับอยู่ว่าผัว น้องนี้กลัวบาปทับเมื่อดับจิต
หญิงเดียวชายครองเป็นสองมิตร ถ้ามิปลิดเสียให้เปลื้องไม่ตามใจ
คราวนั้นเมื่อตามไปกลางป่า หน้าดำเหมือนหนึ่งทามินหม้อไหม้
ชนะความงามหน้าดังเทียนชัย เขาฉุดไปเหมือนลงทะเลลึก
เจ้าพลายงามตามรับเอากลับมา ทีนี้หน้าจะดำเป็นน้ำหมึก
กำเริบใจด้วยเจ้าไวยกำลังฮึก จะพาแม่ตกลึกให้จำตาย
ถอดความได้ว่า
ตัวนางวันทองอยู่กับขุนช้างแต่ใจอยู่กับขุนแผนตลอด นางวันทองกลัวบาปที่มีสามี
สองคน ตอนหนีไปอยู่ป่ากับขุนแผนก็เสียหน้ามารอบหนึ่งแล้ว พอขุนช้างฉุดไปอยู่ด้วยก็
เหมือนโดนฉุดไปอยู่ใต้ทะเลลึก พอมาตอนนี้พลายงามก็มารับกลับไปอีก ก็ได้อายจนหน้า
หมองดำอีกรอบ
ขุ น ช้ า ง ขุ น แ ผ น ต อ น ขุ น ช้ า ง ถ ว า ย ฎี ก า ๒๐
๓. ปฏิพากย์ คือ การใช้ถ้อยคำที่มีความหมายตรงกันข้ามหรือขัดแย้งกัน
มากล่าวอย่างกลมกลืน ดังเช่น
เมื่อพ่อเจ้าเข้าคุกแม่ท้องแก่ เขาฉุดแม่ใช่จะแกล้งแหนงหนี
ถึงพ่อเจ้าเราไม่รู้ว่าร้ายดี เป็นหลายปีแม่มาอยู่กับคุณช้าง
ถอดความได้ว่า
เมื่อตอนขุนแผนถูกจับเข้าคุก แม่ก็ท้องแก่ คุณช้างฉุดแม่มาไม่ได้หนีขุนแผนมา
ตอนขุนแผนเขารบชนะเชียงใหม่ ถึงแม้จะไม่รู้ว่าพ่อจะมีชีวิตรอดกลับมาหรือสิ้นลม
หายใจ มีความดีความชอบพระพันวษาก็ตัดสินให้ไปอยู่กับขุนแผน ลูกเป็นถึงหัวหมื่น
มหาดเล็ก ไม่ใช่เด็กแล้วจงกลับไปคิดไตร่ตรองกับพ่อให้ดี แล้วไปกราบทูลพระพันวษา
๔. อติพจน์หรืออธิพจน์ คือ การเปรียบเทียบโดยการกล่าวข้อความที่เกินจริง มักเปรียบ
เทียบในเรื่องปริมาณว่ามีมากเกิน มีเจตนาเน้นข้อความที่กล่าวนั้นให้มีน้ำหนักยิ่งขึ้น
ดังเช่น
ครานั้นจึงโฉมเจ้าวันทอง เศร้าหมองด้วยลูกเป็นหนักหนา
พ่อพลายงามทรามสวาดิของแม่อา แม่โศกาเกือบเจียนจะบรรลัย
เรืองฤทธิ์ลือจบพิภพไหว
จะกล่าวถึงขุนแผนแสนสนิท สมสนิมพิสมัยด้วยสองนาง
อยู่บ้านสุขเกษมเปรมใจ น้ำใจจะประดังเข้าทั้งสอง
ยิ่งกว่าท้องทะเลอันล้ำลึก
จะว่ารักข้างไหนไม่ว่าได้ จะทอดถมเท่าไรไม่รู้สึก
ออกนั่นเข้านี่มีสำรอง น้ำลึกเหลือจะหยั่งกระทั่งดิน
จอกแหนแพเสาสำเภาใหญ่ ก็จ่อมจนสูญหายไปหมดสิ้น
เหมือนมหาสมุทรสุดซึ้งซึก ดังเพชรนิลเกิดขึ้นในอาจม
อิฐผาหาหาบมาทุ่มถม
อีแสนถ่อยจัญไรใจทมิฬ
ถอดความได้ว่า
นางวันทองไม่ยอมเลือกใคร พระพันวษาสั่งด่านางวันทองว่ารักข้างไหนเลือกไม่ถูก
จะเอาไว้สำรองทั้งสองยิ่งกว่าความลึกของทะเลทอดสมอลึกถมเท่าไหร่ก็ไม่ถึงพื้นดินใต้
สมุทร
ขุ น ช้ า ง ขุ น แ ผ น ต อ น ขุ น ช้ า ง ถ ว า ย ฎี ก า ๒๑
๕. บุคลาธิษฐานหรือบุคคลวัต คือ การสมมุติให้สิ่งต่างๆ ให้มีกิริยาการ ความรู้สึกเหมือน
มนุษย์ ดังเช่น
ครั้นว่ารุ่งสางสว่างฟ้า สุริยาแย้มเยี่ยมเหลี่ยมไศล
จะกล่าวถึงพระองค์ผู้ทรงชัย เนาในพระที่นั่งบัลลังก์รัตน์
พร้อมด้วยพระกำนัลนักสนม หมอบประนมเฝ้าแหนแน่นขนัด
ประจำตั้งเครื่องอานอยู่งานพัด ทรงเคืองขัดขุนช้างแต่กลางคืน
แสนถ่อยใครจะถ่อยเหมือนมันบ้าง ทุกอย่างที่จะชั่วอ้ายหัวลื่น
เวียนแต่เป็นถ้อยความไม่ข้ามคืน น้ำยืนหยั่งไม่ถึงยังดึงมา
ถอดความได้ว่า
วันรุ่งขึ้นพระอาทิตย์สว่างไสวไปทั่วหล้า สมเด็จพระพันวษาประทับบนบัลลังก์มี
นางกำนัลและสนมหมอบเฝ้าอยู่ ตั้งเครื่องกินและอยู่งานพัดตามหน้าที่ สมเด็จพระพันวษา
ขัดเคืองขุนช้างตั้งแต่เวลากลางคืน ทรงเห็นว่าขุนช้างเป็นคนชั่วคอยแต่มีคดีความกับผู้อื่น
๖. สัญลักษณ์ คือ ภาพพจน์ที่ใช้สิ่งมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตมาแทนสิ่งที่ต้องการกล่าวถึงจริงๆ
สองสิ่งนั้นจะมีคุณสมบัติร่วมกันบางประการ สิ่งที่นำมานั้นต้องเกิดการตีความ และเข้าใจกัน
ในวงกว้าง ดังเช่น
เราถึงพระองค์ผู้ทรงเดช เสด็จคืนนิเวศน์พอจวนค่ำ
ฝีพายรายเล่มมาเต็มลำ เรือประจำแหนแห่เซ็งแช่มา
พอเรือพระที่นั่งประทับที่ ขุนช้างก็รี่ลงตีนท่า
ลอยคอชูหนังสือดื้อเข้ามา ผุดโผล่โงหน้ายึดแคมเรือ
เข้าตรงโทนอ้นต้นกัญญา เพื่อนโขกลงด้วยกะลาว่าผีเสื้อ
มหาดเล็กอยู่งานพัดพลัดตกเรือ ร้องว่าเสือตัวใหญ่ว่ายน้ำมา
ถอดความได้ว่า
พระพันวษารีบเสด็จกลับตอนค่ำขุนช้างรีบลงจากท่าแล้วลอยคอชูหนังสือฎีกา
ถวายโดยโผล่เข้ามาทางที่แคมเรือจนคนบนเรือตกใจนึกว่าเป็นเทวดาที่รักษาน่านนํ้า ผีน้ำ
หรือเสือว่ายมา ทำให้เกิดความวุ่นวาย จนมหาดเล็กอยู่งานพลัดตกจากเรือ แล้วร้องว่าเสือ
ตัวใหญ่ว่ายน้ำมา
ขุ น ช้ า ง ขุ น แ ผ น ต อ น ขุ น ช้ า ง ถ ว า ย ฎี ก า ๒๒
๗. นามนัย คือ การใช้คำหรือวลีที่บ่งบอกลักษณะหรือคุณสมบัติของสิ่งใดสิ่งหนึ่งมา
แสดงความหมายแทน ดังเช่น
พ่อพลายงามทรามสวาดิของแม่อา มิใช่ของตัวทำมาแต่ไหน
แม่โศกาเกือบเจียนจะบรรลัย ไม่รักใคร่เหมือนกับพ่อพลายงาม
ใช่จะอิ่มเอิบอาบด้วยเงินทอง
ทั้งผู้คนช้างม้าแลข้าไท
ถอดความได้ว่า
พลายงามผู้เป็นที่รักของแม่ นางวันทองก็ตอบพลายงามว่า เศร้าใจเจียนตายเงิน
ทองข้าทาสบริวารไม่มีอะไรสำคัญกว่าลูกทุกวันนี้ที่นางวันทองทนอยู่ก็มีแต่ความทุกข์
ไม่ได้มีความสุขเลยแต่ก็ต้องทนอยู่ทำตามใจตนเองก็ไม่ได้
๘. สัทพจน์ คือ การใช้คำที่เลียนท่าทาง แสง เสียง สี อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลาย
อย่างรวมกัน ที่พบเห็นใน ธรรมชาติ เช่น เสียงดนตรี เสียงสัตว์ เสียงคลื่น เสียงลม
เสียงฝนตก เสียงน้ำไหล ฯลฯ การใช้ภาพพจน์ประเภทนี้จะทำให้เหมือนได้ยินเสียงนั้น
จริง ๆ ดังเช่น
สิ้นฝันครั้นตื่นตกประหม่า หวีดผวากอดผัวสะอื้นไห้
เล่าความบอกผัวด้วยกลัวภัย ประหลาดใจน้องฝันพรั่นอุรา
ใต้เตียงเสียงหนูก็กุกกก แมงมุมทุ่มอกที่ริมฝา
ยิ่งหวาดหวั่นพรั่นตัวกลัวมรณา ดังวิญญานางจะพรากไปจากกาย
ครานั้นขุนแผนแสนสนิท ฟังความตามนิมิตก็ใจหาย
ครั้งนี้น่าจะมีอันตราย ฝันร้ายสาหัสตัดตำรา
ถอดความได้ว่า
นางก็ตื่นขึ้นมาร้องไห้ผวากอดขุนแผนและเล่าความฝันให้ขุนแผนฟัง
ยิ่งได้ยินเสียงหนูร้องและแมงมุมทุ่มอกยิ่งใจหายกลัวจะเกิดเรื่องที่ไม่ดี
ขุ น ช้ า ง ขุ น แ ผ น ต อ น ขุ น ช้ า ง ถ ว า ย ฎี ก า ๒๓
๙. อุปมานิทัศน์ คือการเปรียบเทียบโดยยกเรื่องราวหรือนิทานมาประกอบ ขยาย หรือ
แนะโดยนัยให้ผู้อ่านผู้ฟังเข้าใจแนวความคิด หลักธรรม หรือความประพฤติที่ สมควร
ได้แจ่มแจ้งยิ่งขึ้น
สรุป
ขุนช้างขุนแผนเล่าถึงชีวิตของสามัญชนในสมัยของสมเด็จพระพันวษา
เนื้อเรื่องตอนที่สะเทือนใจที่สุดคือ โศกนาฏกรรมชีวิตของนางวันทอง หญิงสาว
ชาวบ้าน ที่ต้องประสบปัญหาการมีคู่ครองสองคนจนมี สำนวนเรียกกันว่า
“วันทองสองใจ” เรื่องราวส่วนท้ายของตอน ขุนช้างถวายฎีกา ได้แสดงความรู้สึก
นึกคิดของกวีที่มีต่อจุดจบของนางวันทอง ความว่า
“นางวันทองรับพระราชโองการ ให้บันดาลบังจิตหาคิดไม่
อกุศลดลมัวให้ชั่วใจ ด้วยสิ้นในอายุที่เกิดมา”
จะเห็นได้ว่า นอกจากเหตุผลเกี่ยวกับความรักความผูกพันและความประหม่าของนาง
วันทองในสถานการณ์ ที่อยู่เฉพาะพระพักตร์สมเด็จพระพันวษาแล้ว กวียังได้อ้างถึง
“อกุศลดลมัวให้ชั่วใจ” คือผลกรรมที่ไม่ดีและ ความเชื่อที่ว่านางวันทองคงสิ้นอายุขัย
แต่เพียงเท่านั้น จากตัวอย่างข้างต้นผู้เขียนเห็นว่า วรรณคดีมิใช่แต่จะเป็นเรื่องราว
บันเทิงใจเท่านั้น วรรณคดียังสามารถสะท้อนความคิดความเชื่อของคนในแต่ละยุค
สมัยได้เป็นอย่างดีเช่นกัน อาจกล่าวได้ว่า วรรณคดีเป็นเครื่องบันทึกประวัติศาสตร์
ความคิดและภูมิปัญญาของสังคมนั่นเอง
คติสอนใจ
จากเรื่องขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกาได้มีการคติสอนใจในเรื่องกฎแห่ง
กรรมของนางวันทอง นางวันทองยอมรับความทุกข์ยากที่ตนได้รับโดยไม่ปริปาก และ
ไม่โทษว่า เป็นความผิดของผู้อื่น เพราะนางเชื่อว่า ความทุกข์ทั้งหมดเป็นผลมาจาก
กรรมที่นางเคยทำไว้ เมื่อขุนแผนพานางหนีเข้าป่า และต้องตกระกำลำบาก นางก็ไม่
โทษขุนแผนแต่อย่างใด แต่นางคิดว่า ขุนแผนพามาด้วยความรัก ในเรื่องนี้นั้น ผู้อ่าน
สามารถนำมาใช้ในเวลาที่มีความทุกข์ โดยอาจคิดว่าเป็นผลมาจากกรรม ที่เคยทำไว้
จะได้ไม่ยึดมั่นถือมั่นจนเกินไป รู้จักปลง แต่ก็ไม่ใช่งอมืองอเท้ารอรับ ผลกรรม โดย
ไม่คิดที่จะทำความดีเพิ่มขึ้น
ขุ น ช้ า ง ขุ น แ ผ น ต อ น ขุ น ช้ า ง ถ ว า ย ฎี ก า ๒๔
ป กิ ณ ก ะ
คำอธิบายศัพท์ ผงเครื่องหอมต่างๆที่ผสมกันตำหรับหาหรือเจิม โดยปกติมีเครื่อง
ประสม คือ ไม้จันทร์ ชะมดเชียง เป็นต้น
กระแจะ ในที่นี้หมายถึง เต้านม ในความว่า “ว่าพลางทางแอบเข้าแนบอก
ประคองยกของสำคัญมั่นหมาย”
ของสำคัญ ข้าวสารเสกแล้วซัดให้กระจายไป
ลูกของข้าทาส
ข้าวสารปราย เหตุ เรื่องราว ในความว่า “ว่านักก็เครื่องเคืองระคาย”
ขี้ครอก เครื่องกิน
เครื่อง แง้น ในที่นี้จะเป็นคำเดียวกับคำว่า แง่น ซึ่งแปลว่า แยกเขี้ยวจะกัด แง้น
เครื่องอาน ชิงจึงหมายถึงแสดงอาการโกรธ แย่งชิงทั้งๆที่ไม่ควรจะได้
แง้นชิง เครื่องหอมที่เจือด้วยไม้จวงและไม้จันทร์
คือ จังก้า เป็นลักษณะยืนถ่างขาตั้งท่าเตรียมสู้ เป็นต้น
จวงจันทร์ (สัตว์) สี่เท้า สองเท้า
จังกา หุนหันพลันแล ใความว่า “อ้ายช้างบังอาจใจทำจู่คู่”
จัตุบททวิบาท บังเอิญถูกจังหวะ
จู่ลู่ คำร้องทุกข์ที่ยื่นถวายพระเจ้าแผ่นดิน
ฉวยสบเพลง ราวกับว่า
ฎีกา แจ้งความไว้เพื่อเป็นหลักฐาน
ตกว่า ตลอดสันหลัง
ตราสิน การนุ่งผ้าหยักรั้งขึ้นไปให้พ้นหัวเข่าถึงง่ามก้น บางทีเรียกว่าขัดเขมร
ตลอดสัน ผู้เป็นที่รัก
ถกเขมร เฆี่ยนตีด้วยหนังที่ทำเป็นเส้นยาวๆ ซึ่งเรียกว่าลวดหนัง
ทรามสวาดิ อ่านว่า หัก-กะ-กิน หมายถึง วันชั่วร้ายตวามความเชื่อในตำรา
ทวนด้วยลวด โหราศาสตร์
หักกิน
ขุ น ช้ า ง ขุ น แ ผ น ต อ น ขุ น ช้ า ง ถ ว า ย ฎี ก า ๒๕
น้ำยืนหยั่งไม่ถึง
บโทนอันต้นกัญญา
น้ำลึกเกินกว่าเท้าจะหยั่งถึง
บริกรรม บโทนคือพนักงานคอยให้จังหวะสัญญาณให้ฝีพายพายเรือช้า
หรือเร็ว เรือในที่นี้เป็นเรือตันกัญญา คือเป็นเรือหลวงยาว
บายศรี มีเครื่องบังแดดเป็นรูปหลังคา อัน น่าจะเป็น
สำรวมใจร่ายมนตร์ หรือเสกคาถาซ้ำๆหลายๆหน
ปรนนิบัติวัตถา เพื่อให้เกิดความขลังศักดิ์สิทธิ์
ประจุบัน เครื่องเชิญขวัญหรือรับขวัญ ทำด้วยใบตอง รูปคล้ายกระทง
เป็นชั้นๆ มีขนาดใหญ่ เล็กสอบกันขึ้นไปตามลำดับอาจเป็น ๓
ปรับไหม ชั้น ๕ ชั้น ๗ ชั้น หรือ ๙ ชั้น มีเสาปักตรงกลางเป็นแกน
มีเครื่องสังเวยวางอยู่ในบาศรีและมีไข่ขวัญเสียบอยู่บนยอด
ผงอิทธิเจ คือ ปรนนิบัติวัตถาก หมายถึง เอาใจใส่คอยปฏิบัติรับใช้
ผีเสื้อ คือ ปัจจุบัน เรียกโรคภัยที่เกิดขึ้นในทันทีทันใดว่า โรคปัจจุบัน
พระสิงหนาท “เจ็บจุกประจุบัน” หมายความว่า มีอาการจุกเสียดขึ้นมาทันที
เพรางาย ให้ผู้กระทำผิดชำระเงินทดแทนความผิดที่ได้กระทำแก่ผู้เสียหาย หรือ
มงคล บิดามารดาหรือผู้ปกครองของผู้เสียหาย
เป็นผงดินสอที่นำมาผัดหน้าสำหรับเป็นเสน่ห์ทำให้คนรัก
มินหม้อ คือ ผีเสื้อน้ำ เทวดาที่รักษาน่านน้ำ ในที่นี้หมายถึงผีน้ำ
เมรุไกร เสียงตวาดของผู้มีอำนาจซึ่งดังราวกับเสียงคำรามของราชสีห์
แมงมุมทุ่มอก เวลาเย็นและเวลาเช้า (เพรา=เย็น , งาย=เช้า)
ในที่นี้หมายถึง สิ่งที่ทำเป็นวง ใช้สวมศีรษะเพื่อความเป็นสิริมงคล
ยวน ทำด้วยด้าย เป็นต้น
ยาเข้าปรอท เขม่าดำที่ติดก้นหม้อ
ยํ่ายาม ภูเขาใหญ่
ทุ่มอกคือดีอก เชื่อกันว่าเมื่อแมงมุมตีอกของมันจะเป็นลางร้าย
อย่างหนึ่ง
ทำให้กำเริบรักในความว่า “ภิรมย์ยวน”
ยาที่ประสมสารปรอทซึ่งอาจทำให้เป็นพิษได้
ตีกลองหรือฆ้องถี่ๆหลายๆครั้งเพื่อบอกเวลาสำหรับเปลี่ยนยามในเวลา
กลางคืน ในความว่า “คะเนนับย่ำยามได้สามครา” หมายความว่า นับ
ได้ว่าเป็นการตีบอกเวลาเป็นครั้งที่สามแล้ว เท่ากับเป็นเวลายามสาม
ตรงกับเวลาสามนาฬิกาหรือตีสาม
ขุ น ช้ า ง ขุ น แ ผ น ต อ น ขุ น ช้ า ง ถ ว า ย ฎี ก า ๒๖
ร้องแกน ร้องตะโกนดังๆ
ร้านดอกไม้ ในที่นี้หมายถึงชานเรือโบราณที่ปลูกไม้ดอกไว้
ล่อนแก่น สิ้นเนื้อประดาตัว ไม่มีติดตัว
วันนั้นแพ้กูเมื่อดำน้ำ จมื่นไวยเทความถึงตอนที่ขุนช้างดำน้ำพิสูจน์โทษ
เมื่อเป็นคดีกับตน
วัวเคยขาม้าเคยปี่ หมายความว่าคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ที่รู้กัน เข้าใจในทำนอง
ของกันและกัน สำนวนนี้ส่วนมากใช้กับคนที่เคยเป็นสามีภรรยากัน
วางบท ถูกกำหนดให้แสดงไปตามบท คือ หน้าที่ที่กำหนดให้ ในที่นี้
หมายถึง ครั้งหนึ่งสมเด็จพระพันวษาได้เคยทรงตัดสินให้
ส่งทุกข์ นางวันทองกลับไปอยู่กับขุนแผน
สะเดาะกลอน เข้าส้วม
เสด็จประพาสบัว ทำให้กลอนประตูหลุดออกด้วยคาถาอาคม
ในที่นี้หมายถึงการเสด็จประพาสท้องทุ่งในฤดูน้ำหลาก ที่มีน้ำเต็ม
เสนียด เปี่ ยม มีดอกบัวและพันธุ์ไม้น้ำที่งดงาม อาจเป็นฤดูเล่นเรือหรือเล่น
แสงศรี คอกสร้อยสักวา
หัวหมื่นมหาดเล็ก ไม่เป็นมงคล
มาจากคำว่า แสงสุรีย์ศรี หมายถึง แสงอาทิตย์
แหงนเถ่อ ตำแหน่งข้าราชการมหาดเล็กถัดจากตำแหน่งจางวางซึ่งเป็นตำแหน่ง
อัฐกาล หัวหน้าข้ารับใช้ของเจ้านายชั้นบรมวงศ์หรือทรงกรมลงมา
ค้างอยู่
อัฒจันทร์ คือ อัฐเคราะห์ หมายถึง ตำแหน่งดาวเคราะห์ทั้ง ๘ ตามตำรา
อาถรรพณ์ โหราศาสตร์
ในที่นี้หมายถึง ชั้นที่ตั้งเครื่องแก้วซึ่งเป็นของประดับบ้าน
อุธัจ หมายถึง ของที่ลงเลขยันต์คาถาแล้วฝังไว้ในดินโดยวิธีใส่กันหลุมเสา
เช่น เสาประตูบ้าน สำหรับป้องกันอันตรายเมื่อจมื่นไวยจะเข้าบ้านขุน
ช้าง จึงร่ายมนต์ถอนอาถรรพณ์เสียก่อน เพราะถ้าอาถรรพณ์ของขุน
ช้างไม่เสื่อม เครื่องรางของขลังรวมทั้งเวทมนต์คาถาของจมื่นไวยจะ
เสื่อมความศักดิ์สิทธิ์เมื่อผ่านประตูเข้าไป
ตกประหม่า
ขุ น ช้ า ง ขุ น แ ผ น ต อ น ขุ น ช้ า ง ถ ว า ย ฎี ก า ๒๗
วรรณคดี
เรื่อง…ขุนช้างขุนแผน ตอนขุนช้างถวายฎีกา
จัดทำโดย
นางสาวซัมซียะห์ เจ๊ะคอ
รหัสนักศึกษา : ๔๐๖๔๐๑๐๐๒
นางสาวมีนา อาแย
รหัสนักศึกษา : ๔๐๖๔๐๑๐๐๔
นางสาวนูรไอดา มะมิิง
รหัสนักศึกษา : ๔๐๖๔๐๑๐๐๖
นางสาวโซเฟีย เจ๊ะซู
รหัสนักศึกษา : ๔๐๖๔๐๑๐๐๗
นางสาวฟาเดีย อาแวกือจิ
รหัสนักศึกษา : ๔๐๖๔๐๑๐๑๖
นางสาวนูซีลา ยามา
รหัสนักศึกษา : ๔๐๖๔๐๑๐๑๙
นางสาวกามารียะห์ เจ๊ะคอ
รหัสนักศึกษา : ๔๐๖๔๐๑๐๒๖
นางสาวไซดานี
รหัสนักศึกษา : ๔๐๖๔๐๑๐๒๙
นางสาวฮาซานี รหัสนักศึกษา : ๔๐๖๔๐๑๐๓๔
มามะ
ทองนพคุณ
คณะมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์
สาขาวิชาภาษาไทย ครุศาสตรบัณฑิต
นักศึกษาชั้นปีที่ ๑
เสนอ
อาจารย์กัณย์ญภัธสร บัวหอม
วารสารฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของรายวิชาแนวทางการศึกษาวรรณคดีไทย
ภาคเรียนที่ ๑ ปีการศึกษา ๒๕๖๔
มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา